3. การกําหนดค่าตอบแทน (Remuneration) หมายถงึ การจ่ายเงนิ ใหแ้ ก่พนกั งานเพื่อตอบแทนผลงานที่
ทาํ ได้ ค่าตอบแทนทางตรงอยใู่ นรูปของค่าจา้ ง เงินเดือน ค่าตอบแทนยังสามารถจ่ายได้ในทางตรงอยู่ ในรูปของ
ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าตอบแทนยังสามารถจ่ายได้ในทางตรงและทางอ้อม ค่าตอบแทนทางอ้อมยังรวมถึงสวัสดิการ
ประโยชน์เกื้อกลู ตา่ ง ๆ เชน่ การประกันสุขภาพ ประกันสังคม ค่ารักษาพยาบาล
4. การจูงใจ (Motivation) การปฏิบัติงานของพนักงานในหน่วยงานใดจะทุ่มเทกําลังกายและสติปัญญา
ในการทํางานมากน้อยเพียงใดข้ึนอยู่กับแรงจูงใจในการทํางานนั้น ๆ ประเภทของแรงจูงใจ คือ แรงจูงใจภายใน
และแรงจงู ใจภายนอก
5. การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) ความหมาย การประเมินผลการ
ปฏิบัติงาน หมายถึง การประเมินการทํางานของพนักงานอย่างเป็นระบบในเร่ืองของผลงานที่ปฏิบัติได้
โดยเปรียบเทยี บกับมาตรฐานการปฏบิ ัติงานที่กําหนด
การประเมินศกั ยภาพ (Competency)
การประเมินศักยภาพ หมายถึง การประเมินคุณลักษณะของพนักงานอย่างเป็นระบบในเรื่องของความคิด
ความเป็นผู้นํา และความสามารถในการบริหาร ซึ่งมีขั้นตอนการดําเนินงาน แบบประเมินศักยภาพ ประกอบด้วย
ปัจจัยหลักในการประเมิน 3 ปัจจัย ซ่ึงในการประเมินแต่ละปัจจัยนั้นให้พิจารณาจากรายละเอียดประกอบการ
พจิ ารณา
กฎระเบียบเกีย่ วกับบคุ ลากร
การว่าจา้ ง
1. การรับเขา้ ทํางาน
- ผู้สมคั รงานตอ้ งกรอกข้อความลงในใบสมคั รให้ครบถว้ น
- การตรวจร่างกายพนักงานใหม่
- การทําสัญญาจา้ ง
- การทดลองงาน
2. การปรับปรุงเปลย่ี นแปลงองค์กร การสับเปลี่ยนหน้าท่กี ารงาน การแตง่ ต้งั การโยกย้ายพนักงาน
- บรษิ ทั มสี ทิ ธิท่จี ะปรบั ปรุงเปล่ียนแปลงองคก์ รของบรษิ ัท
วนั เวลา ทํางาน และวนั หยดุ
1. ช่ัวโมงการทํางานและวนั ทํางาน
- บรษิ ทั ฯ กาํ หนดวันทํางานปกติของพนกั งานกะปกติ คอื วนั จนั ทรถ์ งึ วนั เสาร์
- บริษัทฯ กําหนดวันทํางานของพนักงานกะ ให้เป็นไปตามตามรางทํากะตามความเหมาะสม
- บริษัทฯ กําหนดชั่วโมงการทํางานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และสัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชั่วโมง หรือ
บริษัทฯ และพนักงานอาจตกลงกันกําหนเวลาทํางานปกติในวันหนึ่ง ๆ เป็นจํานวนก่ีช่ัวโมงก็ได้แต่เมื่อรวมเวลา
ทาํ งานทง้ั ส้ินแล้วสปั ดาห์หนึ่งต้องไมเ่ กนิ 48 ชว่ั โมง
2. เวลาทาํ งานเรม่ิ ทาํ งานเวลา 08.00 น. เลกิ งานเวลา 17.00 น.
3. วนั หยุดงาน
- หยดุ งานประจาํ สัปดาหไ์ ดแ้ ก่ วันอาทติ ย์ หรอื วันที่บริษัทฯ ประกาศใหเ้ ปน็ วนั หยุดอย่างน้อยสัปดาห์
ละ 1 วนั
- วันหยุดตามประเพณี บริษัทฯ จะกําหนดให้มีวัดหยุดตามประเพณีไม่ตํ่ากว่า 13 วัน โดยรวมวัน
แรงงานแห่งชาตดิ ้วย โดยท่พี นักงานจะได้รับคา่ จา้ งเท่ากับวนั ทํางานปกติ การกําหนดวันหยุดตามประเพณี บริษัทฯ
จะประกาศลว่ งหน้าเปน็ ปี ๆ ไป
- วันหยุดพักผอ่ นประจาํ ปี
4. การทาํ งานลว่ งเวลาและการทํางานในวนั หยุด
- พนักงานทมี่ สี ิทธิไดร้ บั ค่าลว่ งเวลา
- พนักงานทุกระดับท่มี ตี าํ แหน่งตํ่ากวา่ ผ้จู ัดการฝุายลงมา
- พนกั งานรายเดือน ถ้ามาทํางานในวันหยุดจะได้รับค่าทํางานในวันหยุดเพ่ิมข้ึนอีก 1 เท่าของค่าจ้าง
ปกติ ตามช่วั โมงทท่ี าํ งานในวนั หยุด
- พนักงานรายวัน ถ้ามาทํางานในวันหยุดจะได้รับค่าทํางานในวันหยุดเป็นจํานวน 2 เท่าของค่าจ้าง
ปกตติ ามจาํ นวนชว่ั โมงที่ทํางานในวนั หยดุ
วนั และหลักเกณฑก์ ารทํางาน
1. การลาปุวย
- พนักงานมีสิทธิขอลาปุวยได้เท่ากับวันที่ลาปุวยจริง โดยได้รับค่าจ้างเท่ากับทํางานปกติปีละ ไม่เกิน
30 วัน
2. การลากจิ
- หลักเกณฑก์ ารลากจิ พนักงานมสี ิทธิการลาปุวยโดยได้รบั ค่าจ้างเทา่ กบั วนั ทาํ งานปกตไิ ด้ปีละ ไม่เกิน
4 วันทาํ งาน
หนา้ ทีแ่ ละวนิ ยั ของพนักงาน
บริษัทฯ ได้กําหนดหลกั เกณฑ์ต่าง ๆ โดยมวี ตั ถุประสงค์ดังนี้
1. เพื่อเป็นแนวทางของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาส่งเสริมแก้ไขหรือปรับปรุงความประพฤติของ
ผู้ใตบ้ งั คบั บัญชา
2. เพ่อื ใหเ้ กดิ ความเปน็ ธรรมตอ่ พนักงานในเรอ่ื งวนิ ัย และการปฏิบตั ขิ องบรษิ ัทฯ
3. เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับวินัย อันจะนําไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของพนักงานและ
บริษัทฯ
4. เป็นส่วนช่วยส่งเสริมให้การดําเนินกิจกรรมของบริษัท บรรลุถึงวัตถุประสงค์ด้วยความมีระเบียบ
เป็นธรรมถกู ต้องตามกฎหมายและก่อให้เกิดความสงบสุขในการทํางานร่วมกนั
วนิ ยั ทว่ั ไป
1. พนักงานจะตอ้ งประพฤตติ นเป็นคนดี อยใู่ นระเบียบกฎเกณฑ์ของสงั คม
2. พนกั งานจะตอ้ งเช่อื ฟังและปฏบิ ตั ิตามคาํ สงั่ ของผ้บู ังคบั บัญชา
3. พนักงานจะต้องแจ้งการเปล่ียนแปลงสถานภาพของตนเองให้บรษิ ัทฯ ทราบ
4. พนกั งานจะต้องปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบียบข้อบังคบั ของบริษัทฯ
5. พนกั งานจะตอ้ งรักษาความสะอาดไมท่ ้งิ สิ่งของปฏิกูลใด ๆ นอกภาชนะทบ่ี ริษัทจดั ให้
6. พนักงานจะต้องช่วยกนั ดแู ลวัสดุ เครือ่ งใช้ อปุ กรณ์สํานกั งาน
7. พนกั งานจะต้องไม่มาทาํ งานสาย กลับกอ่ นเวลา หรือลาหยดุ อนั ไม่มีเหตสุ มควร
8. พนักงานจะต้องแสดงกริ ิยา ใชว้ าจาที่สภุ าพ ไม่สบประมาท
9. พนักงานจะตอ้ งไมเ่ พกิ เฉยต่อการกระทาํ ผิดของพนักงานอืน่
10. พนักงานจะตอ้ งไมเ่ ปิดเผยขอ้ มูลหรือปกปดิ ข้อเทจ็ จรงิ อันอาจเปน็ สาเหตใุ ห้บรษิ ัทได้รบั ความเสยี หาย
สรุป
หน้าทีท่ างการบรหิ ารงานบุคคล นับเป็นหน้าท่ีที่สําคญั อย่างหนึง่ ของสํานกั งาน และเปน็ หน้าท่ีท่ีมีผล อย่าง
ต่อเนือ่ งในระยะยาว เพราะหนว่ ยงานจะตอ้ งจัดจ้างบุคลากรในระยะยาวสําหรบั ตาํ แหน่งงานนนั้ ดังนั้นการคัดเลือก
หรือรบั สมคั รบุคคลเขา้ มาทํางานในสํานักงาน ควรมีมาตรฐานที่ถูกต้องเพื่อให้ได้คนท่ีดีที่สุดในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะ
เปน็ ด้านความรู้ ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ฯลฯ ผู้บริหารควรจะต้องมีการวางแผนเป็น ระยะ ๆ สําหรับ
ความต้องการพนักงานตําแหน่งต่าง ๆ ในอนาคตเม่ือได้รับสมัครและคัดเลือกพนักงาน เข้ามาแล้วสักระยะหน่ึง
ตอ้ งมีการจูงใจพนักงานใหเ้ กดิ ขวัญและกําลงั ใจทด่ี ีในการทํางาน โดยมีการประเมินอย่างยุติธรรม มีการให้รางวัล
สิ่งตอบแทน ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินหากพนักงานมีความประพฤติดี มีผลทํางานที่ดี หน่วยงานควรมี
มาตรการในการธาํ รงรักษาบุคลากรไวใ้ หอ้ ยูก่ บั หน่วยงาน ให้นานที่สุด
แหล่งอา้ งองิ
เวบ็ ไซตอ์ ้างอิง
http://bitzaa55.blogspot.com/2015/11/lewis-kelling-office-george-r.html
https://mutcharin.wordpress.com/
http://www.apdi2002.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_
หน่วยท่ี 6
การมอบหมายงานและการควบคมุ งานในสํานักงาน
บทนํา
การมอบหมายงาน (Delegation) หมายถึง การกําหนดความรับผิดชอบและอํานาจหน้าที่
(Assignment of Responsibility and Authority ) โดยตัวผู้บังคับบัญชาให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา = การกระจาย
งานในหน้าที่, ความรับผิดชอบ (Responsibility) และอํานาจในการตัดสินใจ (Authority) ภายในขอบเขตท่ีกําหนดให้
ผู้ร่วมงานหรอื ผใู้ ต้บังคบั บญั ชาไปปฏิบตั ิ (ศิรพิ ร พงศ์ศรโี รจน์, 2543) ผู้ทีไ่ ด้รับมอบหมายงานมาสามารถจะวางแผน
กําหนดวิธีการปฏิบัติการได้ตามที่เห็นสมควรรวมท้ังการตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ภายในส่วนงานหรือในส่วนที่
เกย่ี วข้องกับทีร่ ับผดิ ชอบอยู่
การควบคุมสํานักงาน หลักสําคัญของการควบคุมในสํานักงาน คือ ควรวางแผนให้เกิด Self Control
ภายในหน่วยงาน และระหว่างหน่วยงาน โดยกําหนดให้แต่ละหน้าท่ีงานท่ีเกี่ยวข้องกันมีการควบคุมซ่ึงกันและกัน
นอกจากนี้ การควบคุมจะต้องเป็นพลวัต (Dynamics Control) โดยมีการปรับเปลี่ยนแผนการควบคุมให้ทันต่อ
เหตุการณ์ และกาํ หนดใหม้ ขี น้ั ตอนแยกยอ่ ยภายใต้สถานการณต์ ่าง ๆ ทอี่ าจเกิดข้นึ
ความหมายของการมอบหมายงาน
การมอบหมายงาน หมายถึง การกําหนดความรับผิดชอบและอํานาจหน้าท่ี ( Assignment of
Responsibility and Authority ) โดยตัวผู้บังคับบัญชาให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา = การกระจายงานในหน้าที่,
ความรับผิดชอบ (Responsibility) และอํานาจในการตัดสินใจ (Authority) ภายในขอบเขตที่กําหนดให้ผู้ร่วมงาน
หรือผใู้ ต้บังคับบัญชาไปปฏบิ ัติ (ศริ ิพร พงศ์ศรีโรจน์, 2543)
การมอบหมายงาน คือ คือการกระจายงานในหน้าท่ี ความรับผิดชอบ และอํานาจการตัดสินใจภายใน
ขอบเขตทก่ี าํ หนด ให้ผอู้ ืน่ ไปปฏบิ ตั ิ
กระบวนการมอบหมายงาน
ในการจัดองค์การจะเห็นได้วา่ ในการปฏบิ ตั งิ านในสายการบงั คบั บัญชาจะต้องมีการส่ังงานตามลําดับขั้นโดย
มกี ารมอบหมายอํานาจหน้าท่ีใหผ้ ู้ใตบ้ ังคับบัญชาปฏิบัติ เพื่อให้งานนั้นมีประสิทธิภาพ การมอบหมายงาน มักจะมี
ความยุ่งยากในการปฏบิ ตั ิเพราะการตัดสินใจมอบหมายงาน และอํานาจหน้าท่ีเป็นส่ิงท่ีผู้บริหารชั้นสูงจะต้องปฏิบัติ
และคัดเลือกบุคคลที่ตนคิดว่ามีความสามารถเข้ามาช่วยงาน การมอบหมายงานจะมีการมอบหมายงานตามลําดับ
ขั้น เช่น จากประธานกรรมการไปยังผู้จัดการ หัวหน้าหน่วยงาน ฯลฯ กระบวนการ ในการมอบหมายงาน มีลําดับ
ขนั้ ดังต่อไปน้ี
- การพิจารณาจะคิดถึงผลที่คาดว่าจะได้รบั จากงาน
- การจดั แบ่งงานตามความเหมาะสม
- การมอบหมายอํานาจหน้าทใี่ ห้แตล่ ะบุคคล ทคี่ ดิ ว่าจะทําใหง้ านบรรลวุ ตั ถุประสงค์ได้
- พยายามจัดการให้ทุกคนทํางาน โดยมีความรับความรับผิดชอบต่องานท่ีทํา เพื่อจะได้บรรลุ
ความสาํ เรจ็ ของงานนน้ั
ขนาดของการมอบหมายงาน การทผี่ ู้บังคับบัญชาจะมีความเตม็ ใจทจ่ี ะมอบหมายอํานาจหน้าท่ีในการทํางาน
มากน้อยเพียงใดข้นึ อยกู่ บั ปจั จยั เหลา่ นี้ คือ
- สภาพบรรยากาศ หรือวัฒนธรรมขององค์การถ้าองค์การถือวิธีปฏิบัติงานในลักษณะท่ีเป็นประชาธิปไตย
มักมีการมอบหมาย งานให้ผู้ที่ทํางานระดับต่ําได้มีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเองมาก ตรงข้ามกับองค์การที่ใช้วิธีการ
ควบคมุ อย่างมากจะมกี ารจํากดั การตัดสนิ ใจไวท้ ผี่ ูบ้ รหิ ารระดบั สงู เท่านน้ั
- ลักษณะของงานท่ีทํา งานบางอย่างท่ีค่อนข้างยากและมีความสําคัญท่ีต้องใช้ความรอบคอบ หรืองาน
บางอย่าง ถา้ มีการตดั สนิ ใจทผ่ี ิดพลาดแลว้ จะก่อความเสียหายมหาศาลให้แก่กิจการนั้นผู้บริหารจะสงวนไว้ตัดสินใจ
เอง แต่หากงานน้ันมีลักษณะค่อนข้างง่าย เหมาะสมท่ีผู้ใต้บังคับบัญชาจะทําแทนได้ ผู้บริหาร ก็จะมอบหมายให้
บคุ คลอืน่ ทาํ แทนได้
- ลกั ษณะพฤติกรรมของผบู้ ริหาร กรณผี ู้บริหารเป็นบุคคลท่ีมีแนวความคิดสมัยใหม่ หรือสมัยเก่า ถ้าเป็น
ผ้บู ริหารสมยั เกา่ การปฏบิ ัตงิ านจะยดึ หลกั ของการรวมอํานาจ (Centralization) คือ จะยึดถือแนวความคิดของตน
เป็นเรื่องสําคัญ แต่ผู้บริหารสมัยใหม่จะใช้หลักของการกระจายอํานาจ (Decentralization) คือผู้บริหาร มีความ
เต็มใจท่จี ะยอมมอบอาํ นาจใหผ้ ู้อื่นกระทําผิดไดบ้ ้าง และเปน็ ผู้บรหิ ารที่ใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็น ของบุคคล
อื่นได้บ้าง
ศลิ ปข์ องการมอบหมายงาน
ศิลป์ของการมอบหมายงาน ผู้บังคับบญั ชาจะสามารถมอบหมายงานให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติ จะต้อง
มีศิลป์ของการมอบหมายงานโดยจะต้องพยายามทําให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังน้ัน
ศิลป์ของการมอบหมายงานของผบู้ งั คับบัญชาแต่ละคนจึงข้ึนอยู่กับทัศนคติส่วนบุคคล (Personel Attitudes) ของ
ผูบ้ งั คับบญั ชาเอง อันได้แก่
- ยอมรบั ความคดิ เห็นของผูใ้ ตบ้ ังคบั บัญชาเพยี งใด
- เต็มใจทจ่ี ะมอบหมายอํานาจในการตดั สนิ ใจให้ผ้ใู ต้บังคับบญั ชาเพียงใด
- เตม็ ใจทีจ่ ะเปิดโอกาสให้บุคคลอืน่ กระทําความผิดได้
- เตม็ ใจทีจ่ ะกาํ หนดขอบเขต ความรบั ผิดชอบและมกี ารควบคุมงานทเ่ี หมาะสม
เทคนคิ การมอบหมายงาน
ผู้บรหิ ารไมส่ ามารถลงมือทํางานทกุ อยา่ ง ภายในองคก์ รได้เพียงคนเดียวได้แตท่ ําใหง้ านสาํ เร็จไดเ้ พราะ
ศิลปะในการมอบหมายงานให้ผู้อื่นทําแทน จึงต้องมีผู้ใต้บังคับบัญชา/ลูกน้องเพื่อรับมอบงาน การมอบหมายงาน
เป็นการมอบอํานาจหน้าท่ี หรือการกระจายงานและสร้างภาระความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานให้แก่ผู้อ่ืน เพื่อ
การทาํ งานใหส้ ําเรจ็ บรรลุตามวตั ถปุ ระสงคข์ ององค์กร
การมอบหมายหน้าที่การงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นศิลปะอันสําคัญ อีก
ประการหน่ึงของนักบริหาร เพราะการท่ีบุคคลได้ปฏิบัติงานท่ีตนมีความสนใจและมีความถนัดหรือมีความรู้
ความสามารถอยู่ ยอ่ มเปน็ การจงู ใจใหแ้ กง่ านนัน้ ๆ อยา่ งเตม็ ที่
หลักการการมอบหมายงาน
การมอบหมายงานควรมีการประชุมในภาพรวมขององค์กร และมีการประชุมพูดคุยในหน่วยงานย่อยเพื่อ
แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นหาข้อตกลงร่วมกันและเพ่ือให้ทุกคนในส่วนงานเข้าใจและรับทราบรวมถึงยอมรับ
หนา้ ทแ่ี ละภาระงานของบุคลากรในส่วนงานทง้ั หมด สร้างทัศนคติท่ีดีในการแบ่งหน้าท่ีการทํางานหรือการมอบหมาย
งานอย่างยุติธรรม
1. ประเมินงานที่จะมอบหมาย การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) เป็นกระบวนการพิจารณา จําแนก
แยกแยะ ประเมินผล และจัดข้อมลู ตา่ ง ๆ เกย่ี วกบั งานอย่างเปน็ ระบบงานและควรคํานึงถึงวิธกี ารหรือแนวทางที่จะ
ทําให้การทํางานเกิดผลลัพธต์ ามต้องการ
2. พิจารณาเลือกบุคคลเลือกคนให้ถูกงาน (put the right man on the right job) ประเมินความสามารถ
ของบุคลากรตามตําแหน่งงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ ความเหมาะ สมสอดคล้องกับความสามารถ ขอบเขตสิ ทธิ
อาํ นาจ โครงสรา้ งและสายงานบังคบั บัญชาในองค์กร ประสบการณ์ ความรู้ และทักษะต่าง ๆ ที่จําเป็น ภาระงานที่
ผู้รับมอบหมายมอี ย่ใู นปจั จุบัน เพอื่ ใหส้ ามารถทํางานไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพอีกปัจจัยหน่ึงท่ีต้องพิจารณา คือ ความ
หลากหลายของทรัพยากรบุคคลด้านอุปนสิ ยั ของบุคคลท่ีอาจมี
ผลกระทบตอ่ งาน เก่งแต่ ทํารว่ ม ทมี ไม่ได้ หัวหมอ ทาํ งาน ตามสัง่ ไม้แก่ดัดยาก เฉื่อยแฉะ ตามไม่ทัน และสิ่งที่ควร
คาํ นึงถงึ ท่หี ลายครั้งผู้บริหารหรือหัวหน้าอาจมองข้าม การมอบงานให้คนๆเดียวเพราะเค้าทํางานได้ทุกอย่างสําเร็จ
จนลืมว่าเค้ามีงานเยอะอยู่แล้วฉะนั้น อย่ามอบให้คน ๆ เดียวทํางาน ต้องพยายามมอบหมายงานให้ท่ัวถึงกระจาย
งาน อย่ามอบเกินกําลัง น้อยกว่ากําลัง เม่ือลูกน้องยังไม่พร้อม ซ้ําซ้อน อย่าเลือกท่ีรักมักท่ีชัง มีอคติ อย่าก้าวก่าย
งานท่มี อบไปแล้ว
3. การเตรียมในการมอบหมายงาน เพ่ือให้การมอบหมายงานสําเสร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ ต้องมีการ
ชแี้ จงและทําความเขา้ ใจรายละเอยี ดของงาน กําหนดเปูาหมาย กําหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตงาน กําหนดระยะเวลา
รายละเอยี ดตา่ ง ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง ใหผ้ ู้รับมอบหมายงานเขา้ ใจในงานอย่างชัดเจน รู้ว่าผู้มอบ ต้องการผลงานอะไร โดย
การประยกุ ต์ใชห้ ลกั การ “SMARTER” ในหนว่ ยงาน
- Specific: เฉพาะเจาะจง มีการระบุขอบเขตการท างานท่ีชัดเจน หรือวัตถุประสงค์ที่ดีต้องมีความ
เป็นไปได้และชัดเจน นน่ั คอื ควรกําหนดวัตถุประสงค์ให้มีความเป็นไปได้ สามารถปฏิบัติได้จริง นอกจากน้ี ยังควร
มีความชัดเจน โดยผปู้ ฏิบัติสามารถเข้าใจความหมายได้ตรงกัน และปฏิบัติได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปในแนวทาง
เดียวกัน
- Measurable: วัดผลได้ โดยมีการกําหนดตัวชี้วัดความคืบหน้าหรือความสําเร็จของงานได้น่ัน
หมายถึงวัตถุประสงค์น้ันต้องสามารถวัดผลได้ คือในการกําหนดวัตถุประสงค์ควรพิจารณาถึงประเด็นเกี่ยวกับการ
วัดผลด้วยการกําหนดวัตถุประสงค์ที่สามารถวัดผลได้ทําให้สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าดําเนินการถึงข้ันตอนใด และผล
ของการดาํ เนนิ การในแต่ละข้นั เปน็ อย่างไร บรรลุผลสําเรจ็ หรอื ไม่
- Agreed: ยอมรับ งานทจ่ี ะมอบหมายน้ัน ควรได้รบั การยอมรบั จากผรู้ ับมอบหมาย
- Realistic: เปน็ งานที่สามารถบรรลุผลได้จริงในทางปฏบิ ตั ิ ไมใ่ ช่งานท่ียากเกินทจี่ ะทําได้
- Time bound: มกี ารกําหนดระยะเวลาที่ชดั เจนในการทาํ
- Ethical: ตอ้ งเปน็ งานท่ถี ูกต้องตามหลักจริยธรรม ศีลธรรม
- Recorded: สามารถบนั ทกึ รวบรวมข้อมูลในการท างานไดอ้ ย่างชดั เจนและเปน็ ระบบ
4. ประเมนิ ผลการทาํ งาน ผ้บู รหิ ารหรอื หัวหนา้ งานต้องตดิ ตามเรื่อง กาํ หนดจุดตรวจสอบเพอ่ื ดู
ความก้าวหน้าและความสําเร็จของงาน เพ่ือดูศักยภาพของบุคลากรในหน่วยงานและนําไปพิจารณาในการสั่งงาน
ปรับตําแหน่งงาน การปรับหน้าท่ีตามความเหมาะสมกับความสามารถและความเช่ียวชาญหรือประกอบการ
พิจารณาด้านอืน่ ๆ ตอ่ ไป
การมอบหมายงานที่ดีต้องมีการวางแผน การเตรียมการแนวทางในการดําเนินงาน โดยคํานึงถึงความเสร็จ
และคณุ ภาพของงานทั้งน้กี ารพิจารณาตัวบุคคล ความสามารถและทกั ษะในการทาํ งานใหเ้ หมาะกับงาน
คอื โจทยส์ ําคัญและยากยิ่งการมอบหมายงานควรมีการพจิ ารณาความสําคัญของงานและประเมินความสามารถของ
บุคลากร กาํ หนดหน้าทคี่ วามรับผิดชอบ จากนัน้ จงึ มอบหมายงานใหต้ รงกับหน้าท่ีและความสามารถ เลือกคนให้ถูก
งาน (put the right man on the right job) การมอบหมายงานน้ันควรช้ีแจงถึง วัตถุประสงค์อย่างชัดเจน
อธิบายรายละเอียดของงาน ข้ันตอนและกําหนดระยะเวลาการดําเนินงาน บอกถึงผลกระทบ กําหนด อํานาจการ
ตัดสินใจ ในงานท่ีรับมอบหากเกิดปัญหาระหว่างปฏิบัติงาน ควรดําเนินการอย่างไรหรือปรึกษาผู้เก่ียวข้องคนใด
เพ่ือให้การททํางานดาํ เนนิ ไปตามวัตถปุ ระสงค์ มีการประเมินผลการดําเนินงานของบุคคลตามตําแหน่งงาน หากไม่
เหมาะสมควรมีการประชุมเพื่อปรับเปลี่ยน
การมอบหมายงานท่คี าดหวังผลนน้ั ควรจะไดป้ ฏิบตั ิดงั น้ี
1. ทาํ ความร้จู กั กบั งานก่อนมอบ
2. ทาํ ความรจู้ กั กับผู้ท่ีจะมอบ
3. บอกความสาํ คญั หรอื ความจําเป็นและประโยชนท์ ่ีจะไดร้ บั
4. มอบหมายงานด้วยความชัดเจน
5. กําหนดผลงานหรอื เปูาหมายทต่ี อ้ งการ
6. จัดทําแผนการมอบหมาย
7. สนบั สนนุ ทรพั ยากรทจี่ ําเป็น
8. จดั ระบบควบคุมและตดิ ตามผลงาน
9. ตรวจตราแกไ้ ขและให้กาํ ลังใจ
10. จัดผลประโยชนต์ อบทน
ขอ้ พึงพิจารณาในการมอบหมายงาน
ถงึ แม้การมอบหมายงานจะมีประโยชน์ แต่ควรคํานึงถึงปัจจัยบางประการที่สําคัญกับความสําเร็จในงาน ท่ี
มอบหมาย ได้แก่
1. ใครเหมาะสมกับงานที่จะมอบหมายน้ี กล่าวคือต้องใส่ใจและคํานึงว่าควรเลือกคนที่เหมาะสม มา
รับผิดชอบงานเพื่อประกันความสําเร็จ และลดความเส่ียง ซึ่งคําที่คุ้นเคยกันคือ Put the right man to the right
job นั่นเอง
2. งานท่ีมอบหมายบางงานต้องมีผู้ปฎิบัติร่วมกันหลายคนควรคํานึงถึงหลักการทํางานเป็นทีมกล่าวคือ
ควรพิจารณาคนท่สี ามารถทํางานรว่ มกันได้
3. การติดตามและประเมินผลเป็นสิ่งที่สําคัญเพราะเป็นการลดความเส่ียงหรือความเสียหายท่ีเกิดข้ึน
หากผู้ทีไ่ ด้รบั มอบหมายมีความสามารถไม่พอ ไม่ตั้งใจ หรือไมม่ คี วามรบั ผิดชอบ
4. ช่วยลดภาระของผู้บริหารระดับสูงทําให้ผู้บริหารมีเวลามากขึ้น โดยสามารถนําเวลาไปทํากิจกรรม
งานอ่นื ๆ ได้ เชน่ การแกป้ ญั หางาน หรือคดิ สรา้ งสรรค์สิง่ ใหม่
5. ช่วยในการพัฒนาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเป็นการเปิดโอกาส ให้พนักงานได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ใน
การทํางาน ซง่ึ ถอื วา่ เป็นการพฒั นาทรพั ยากรบุคคลทางหน่งึ
6. เป็นการสร้างขวัญท่ีดีให้แก่ผู้ปฏิบัติงานเป็นการเตรียมความพร้อมสําหรับผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อการ
เปน็ หวั หนา้ งานในอนาคต ซ่งึ อาจถอื ว่าเป็นการประเมินศกั ยภาพของเขาไป
ขั้นตอนของการมอบหมายงาน
1. กําหนดงานและวัตถุประสงค์ในการมอบหมายงาน งานใดที่จะมอบหมายให้ ผู้ใต้บังคับบัญชา ทําแทนได้
นั้นต้องพิจารณาให้ดีว่า งานน้ันเหมาะสมหรือไม่ ตัวอย่างเช่น งานบางอย่างเกี่ยวข้องกับความลับ ขององค์การ
หรือส่ิงที่เป็นงานเชิงนโยบายที่ต้องอาศัยการตัดสินใจและความรับผิดชอบสูงอย่างย่ิงก็คงไม่อาจมอบหมายได้ แ ต่
งานที่เป็นงานประจํา (Routine) ก็คงมอบหมายได้ อีกท้ังเม่ือเลือกงานแล้ว ต้องกําหนดวัตถุประสงค์ในการ
มอบหมายนน้ั ให้ชดั วา่ ต้องการให้ลูกนอ้ งได้พฒั นาตนเอง หรอื เพ่ือประเมินศกั ยภาพเพอื่ เตรียมความพรอ้ ม
2. กําหนดขอบเขตหน้าที่และอํานาจตัดสินใจ ในการทํางานบางงานต้องมีการตัดสินใจ เช่น ในเร่ืองท่ี
เกี่ยวข้องกับการเงิน หรือ กระทบภาพลักษณ์ (Image) ขององค์กรหรือหน่วยงาน คงต้องพิจารณาว่าผู้รับ
มอบหมายงานจะมีอํานาจตดั สินใจไดห้ รือไม่ หรืออาจตอ้ งมาปรกึ ษาหารือกันก่อนทจ่ี ะดําเนนิ การ
3. พจิ ารณาบุคคลทีเ่ หมาะสม สืบเน่ืองจากการกําหนดวัตถุประสงค์ ซึ่งการเลือกคนที่มารับผิดชอบงานน้ัน
คงต้องคํานงึ ว่าถา้ ต้องการใหง้ านนั้นสําเร็จอยา่ งมคี ุณภาพ ควรเลอื กคนที่มีความรู้ ความสามารถมีประสบการณ์ ถ้า
จะเพ่ือพฒั นาลกู นอ้ งก็ตอ้ งดูว่าใครทีย่ งั ไมม่ คี วามสามารถในเร่ืองนั้น แต่ถ้าต้องการจะประเมินศักยภาพความพร้อม
คงตอ้ งเลอื กคนท่ีมโี อกาสเลอ่ื นตาํ แหน่งในอนาคต
4. ทําความเข้าใจกับผู้รับมอบงาน ส่ิงท่ีสําคัญย่ิงในการมอบหมายงานคือ ต้องมีการทําความเข้าใจ กับตัว
ผใู้ ตบ้ ังคับบญั ชาที่เลอื กมาแล้ว กลา่ วคอื ตอ้ งสอบถามความพรอ้ ม บอกวัตถุประสงค์ การมอบหมายงาน และแนะนํา
วิธีการขั้นตอนพร้อมทั้งให้ผู้ที่จะรับมอบหมายได้เสนอแนวทางการดําเนินการ หรือแผนงานที่จะทํา เพ่ือเป็นการ
ประกนั โอกาสความสําเรจ็
5. กระตุ้น จูงใจ ให้กําลังใจและสนับสนุน เมื่อผู้รับมอบงานได้ดําเนินการตามขั้นตอนที่ทําความเข้าใจกัน
แล้ว ส่งิ ท่ีสําคญั คือต้องมีการกระตนุ้ ใหก้ ําลงั ใจและสนบั สนุนอุปกรณ์ เครอ่ื งมือ ความสะดวก และการชี้แนะหรือให้
คาํ ปรึกษา เปน็ ระยะ เพอื่ สรา้ งขวญั และกําลังใจ และความสัมพนั ธอ์ นั ดี
6. ติดตามและประเมินผลงาน ขั้นตอนสุดท้ายของการมอบหมายงาน คือ ต้องติดตามความคืบหน้าระหว่าง
ดาํ เนินการว่าเป็นไปตามแผนหรือแนวทางท่ีกําหนด หรือไม่มีปญั หาอปุ สรรคอย่างไร ซ่ึงจะได้มีการแก้ไขปรับปรุงได้
ทันท่วงที ก่อนความเสียหายเกิดข้ึน และเมื่องานน้ันแล้วเสร็จก็ต้องประเมินคุณค่าว่าดีเพียงใด และควรมีการให้
รางวลั เช่น คําชม หรือของรางวัลกด็ ี
การมอบหมายงานเป็นสง่ิ ท่ีจะชว่ ยให้ทา่ นบรหิ ารได้ทัง้ สองสิง่ ควบคกู่ นั กลา่ วคอื ได้ทัง้ งานท่ีท่านไม่ต้องทํา
เอง และยังไดค้ นคอื ลูกน้องที่เก่งข้ึนอีกด้วย ดงั นน้ั ควรถามตนเองวา่ “วันนีเ้ รามอบหมายงานแล้วหรอื ยัง”
การควบคมุ งานในสาํ นักงาน
ความหมายการควบคุมงานในสาํ นักงาน
“การควบคุม” หมายถึง การตรวจสอบการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามเปูาหมายหรือวัตถุประสงค์ท่ีกําหนด
เอาไว้หรือไม่ และการปฏบิ ัติงานนั้นมมี าตรฐานในการทาํ งานหรือไม่
การควบคุมการบริหารในสํานักงาน การควบคุมในสํานักงาน คือ การประเมินผลการปฏิบัติงานและการ
แก้ไขขอ้ บกพรอ่ งทเี่ กิดขน้ึ เพ่ือพฒั นาวิธกี ารปฏบิ ตั งิ านให้บรรลุผลสาํ เรจ็ ตามวัตถุประสงคท์ ตี่ ั้งไว้
วัตถุประสงค์ของการควบคมุ งาน
การควบคุมในสํานักงาน คือ การประเมินผลการปฏิบัติงานและการแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนา
วิธีการปฏิบัตงิ านให้บรรลผุ ลสําเร็จตามวตั ถุประสงค์ทตี่ งั้ ไว้
การวางแผนควบคุมระบบเพื่อเป็นการวัดและประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยที่ผู้บริหารสํานักงานจะต้อง
เข้าใจและรู้จักเลือกใช้เครื่องมือที่ใช้ในการควบคุม ให้เหมาะสมกับระบบการปฏิบัติงานในสํานักงาน บทบาทของ
การควบคุมในสาํ นกั งาน คอื การควบคุมจะเป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยให้ผู้บริหารมองเห็น ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
ของการปฏิบัติงาน
วัตถุประสงคส์ าํ คัญ ของการควบคมุ ในสาํ นักงาน มดี ังนี้ คือ
1. เพื่อสรา้ งมาตรฐานของการทํางาน (Standard of Work)
2. เพื่อช่วยปอู งกันทรพั ยส์ นิ และ อปุ กรณ์สํานกั งาน
3. เพอ่ื สามารถวดั ผลการปฏบิ ตั งิ าน ในแง่ของประสิทธิภาพและประสิทธผิ ล
4. เพื่อสร้างขวัญและกําลังใจให้พนักงาน รวมทั้งกระตุ้นให้พนักงานปฏิบัติหน้าท่ีอย่างครบถ้วน
ถกู ตอ้ ง
5. เพอ่ื กอ่ ให้เกดิ ความเป็นธรรมกบั ทุกฝุายงาน
6. เพ่ือสร้างมาตรการเช็คสอบและตรวจตราการบริหารสํานักงาน ท่ีช่วยปรับปรุงข้อผิดพลาด ท่ีเกิดข้ึน
อย่างทนั ต่อเหตุการณ์
กระบวนการควบคุมในสาํ นกั งาน
กระบวนการควบคมุ ในสาํ นักงาน มีขั้นตอนดังน้ี คือ
1. ผู้บริหารกําหนดเปูาหมายของการควบคุม ท่ีสอดคล้องกับ ภารกิจ เปูาหมาย จัดเป็นการกําหนด
แผนงานนัน้ ๆ
2. กําหนดมาตรฐานสํานักงาน (Office Standard) โดยมีรายละเอียดปลีกย่อย ท่ีครอบคลุม การ
ปฏบิ ตั งิ านของทกุ สว่ นงานโดยทม่ี าตรฐานสาํ นกั งานจะต้องมีคุณสมบัตดิ ังน้ี
- มคี วามชัดเจน โดยระบุเป็นลายลักษณ์อกั ษร
- สามารถวดั ได้ท้งั ในเชงิ ปรมิ าณ และ เชิงคุณภาพ
- มีความถกู ต้อง และ เชอื่ ถอื ได้
- มีลกั ษณะเป็นกลาง และสามารถยดื หยุน่ ได้
- มีความทนั สมัย และสอดคลอ้ งกับความเป็นจรงิ
- มีรายละเอยี ดทสี่ ามารถระบุเป็นแนวทางปฏิบัติได้
3. ปฏิบัติการวัดงานและผลของการปฏิบัติงาน โดยทําการวัดงาน (Work Measurement) ที่เป็นผลลัพธ์
จากการปฏิบัติงาน และสภาพแวดล้อมของการทํางาน ซ่ึงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการกระจายงานอย่างยุติธรรม
และช่วยใหข้ อ้ มูลท่ีใชใ้ นการประเมนิ ผลการทาํ งานของพนักงาน โดยอาศยั ข้อมูลในอดีต (Historical data) รวมทั้ง
ข้อมูลจากตารางการทํางาน (Time log) การสุ่มตัวอย่างงาน (Sampling) การศึกษาเวลา (Time Study) และ
การศึกษาความเคล่ือนไหว (Motion Study)
4. ดําเนินการปรับปรงุ แกไ้ ข โดยอาศยั ขอ้ มูลซง่ึ เป็นผลลพั ธ์ ในขอ้ 4 โดยใช้หลกั การดังนี้
• พจิ ารณาถึงสาเหตทุ ่ีแทจ้ รงิ และแกไ้ ขใหต้ รงประเดน็
• รีบดําเนินการแกไ้ ขทนั ที เพื่อปูองกนั ความเสยี หาย รวมท้ังปญั หาท่ีเกิดขนึ้ ซาํ้ ซ้อน
• มีการปรึกษาหารอื ระหว่างผบู้ รหิ ารกบั ผทู้ เ่ี กี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางปฏิบตั งิ านใหม่
• ทาํ การปรบั ปรงุ ระบบงานใหม่ข้นึ โดยเลือกใชเ้ ทคนคิ การปรับปรุงงาน
• การควบคุมคณุ ภาพ หรอื Total Quality Management (TQM)
• การปรบั โครงสรา้ งองคก์ ร หรือ Re-Engineerin
กระบวนการในการควบคมุ
1. ศึกษานโยบายและแนวทางขององค์กรเกย่ี วกบั การควบคุม
2. ศึกษาแผนงานและโครงการท่อี งคก์ รจะจัดทํา
3. ศึกษาข้ันตอนและรายละเอยี ดของงาน
4. กําหนดมาตรฐานของงาน
5. การดําเนินการประเมินผลการปฏิบตั ิงาน
6. การรายงานผลการประเมนิ ผล
7. เทคนิคและวธิ กี ารควบคุมงาน
มาตรฐานการควบคุมงาน มี 2 ประเภท คอื
1. มาตรฐานในเชิงคุณภาพ กําหนดเอาไว้โดยพิจารณาจากความยุ่งยากซับซ้อน ความรับผิดชอบ การ
ตดั สินใจ ผลกระทบของงาน ถอื เป็นมาตรฐานในเชงิ คณุ ภาพ
2. มาตรฐานในเชิงปริมาณ กําหนดโดยพิจารณาจากจํานวนผลงานที่ทําได้ สามารถที่จะนับจํานวน
ช้นิ งานออกมาได้ เช่น พิมพด์ ดี 8 หน้าตอ่ 1 วนั เปน็ ตน้
การควบคมุ มี 4 ประเภท ไดแ้ ก่
การควบคมุ คณุ ภาพของงาน การควบคุมปรมิ าณของงาน การควบคมุ ด้านเวลา และการควบคุมด้านคา่ ใชจ้ า่ ย
การควบคุมสาํ นักงานมี 3 ชนิด
1. การควบคมุ โดยรวม
2. กรควบคมุ เฉพาะ
3. การควบคุมตามหน้าทงี่ าน
เครอื่ งมือในการควบคมุ สาํ นักงาน
1. งบประมาณ ( Budget )
2. การสร้างกจิ กรรม
3. Gantt Chart เป็นตารางกําหนดเวลาและงานทตี่ อ้ งทํา
4. คู่มอื ( Manual )
5. แบบฟอร์ม (Form)
6. รายงาน (Report)
หลกั ในการควบคมุ
1. มคี วามเหมาะสมกับงาน
2. มีความสอดคล้องกบั ความต้องการของงาน
3. มีความยดื หยนุ่
4. บง่ บอกขอ้ บกพรอ่ งหรือปญั หาอุปสรรคทเี่ กิดขึน้ ได้
5. สามารถคาดการณล์ ว่ งหน้าไดอ้ ย่างถูกต้อง
ประโยชนใ์ นการควบคุมสาํ นักงาน
1. ประโยชน์ของการควบคุมต่อองค์กร เป็นเคร่ืองชี้วัดความก้าวหน้าขององค์กร ทําให้องค์กรมีเกณฑ์
มาตรฐานในการปฏิบตั ิงานของบคุ ลากร ทําใหอ้ งคก์ รเปน็ ที่ยอมรบั
2. ประโยชน์ของการควบคุมต่องาน ทําให้รู้ว่างานท่ีทําเป็นไปตามแผนงานหรือโครงการหรือนโยบายท่ี
กําหนดเอาไว้หรือไม่ ทําให้รู้ความก้าวหน้าของงานท่ีทํา ทําให้รู้ว่าวิธีการท่ีใช้ในการปฏิบัติงานนั้น ๆ เป็นวิธีการ ท่ี
ถูกต้องหรือไม่ และทาํ ให้รวู้ ่างานที่ทาํ มอี ุปสรรคอะไร
3. ประโยชน์ของการควบคุมต่อบุคคล เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารเพ่ือใช้เป็นเคร่ืองมือในการตรวจสอบ
การทํางานให้เป็นไปตามมาตรฐาน ส่วนในด้านผู้ปฏิบัติการควบคุมทําให้ผู้ปฏิบัติตระหนักถึงความรู้ความสามารถ
ของตนเอง
มาตรฐานงานสาํ นักงาน
การกําหนดเปาู หมายและมาตรฐานงาน
มาตรฐานสํานักงาน ( Office Standard )
1. เปน็ สง่ิ ทจ่ี ดั ตงั้ หรอื กําหนดขน้ึ โดยธรรมเนียมนิยม หรือ ตามหน้าท่ีเพ่ือวัดส่ิงต่าง ๆ เช่น คุณภาพ, ผล
ปฏบิ ตั ิงาน
2. เป็นปัจจัยสําคัญในการบริหารสํานักงานท่ีสะท้อน ความสัมพันธ์ของการควบคุมและบทบาทหน้าที่
ทางการบริหาร
ประโยชนข์ องการมมี าตรฐานสาํ นกั งาน มีดงั นี้
1. อํานวยความสะดวกในการทาํ งาน
2. สง่ เสริมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรมนษุ ยไ์ ดส้ งู สดุ
3. สรา้ งความเข้าใจพ้นื ฐานภายในสํานกั งาน
4. ช่วยในการประสานงานด้านความปลอดภยั
5. ลดการสญู เสียหรือส้นิ เปลอื ง
6. เกดิ ความสมั พันธ์อนั ดภี ายในสาํ นกั งาน
7. สร้างแรงจงู ใจในการทาํ งาน
หลกั ในการควบคมุ งานสํานักงาน
หลักสําคัญของการควบคุมงานในสํานักงาน คือ ควรวางแผนให้เกิด Self Control ภายในหน่วยงาน และ
ระหวา่ งหน่วยงาน โดยกาํ หนดให้แต่ละหน้าที่งานที่เกี่ยวข้องกันมีการควบคุมซึ่งกันและกัน นอกจากน้ี การควบคุม
จะตอ้ งเปน็ พลวตั (Dynamics Control) โดยมีการปรบั เปลย่ี นแผนการควบคมุ ใหท้ นั ตอ่ เหตุการณ์ และกําหนดให้มี
ข้นั ตอนแยกย่อยภายใต้สถานการณต์ ่าง ๆ ที่อาจเกิดขนึ้
หลักในการควบคุม
- มีความเหมาะสมกับงาน
- มคี วามสอดคล้องกับความตอ้ งการของงาน
- มีความยืดหยุ่น
- บ่งบอกข้อบกพร่องหรือปัญหาอปุ สรรคทเ่ี กดิ ขน้ึ ได้
- สามารถคาดการณ์ลว่ งหนา้ ไดอ้ ย่างถกู ต้อง
ประโยชน์ของการควบคุมต่อองค์กร เป็นเครื่องช้ีวัดความก้าวหน้าขององค์กร ทําให้องค์กรมีเกณฑ์
มาตรฐานในการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากร ทําใหอ้ งคก์ รเปน็ ที่ยอมรบั
ประโยชนข์ องการควบคุมตอ่ งาน ทาํ ให้รู้วา่ งานทีท่ ําเป็นไปตามแผนงานหรือโครงการหรือนโยบาย ท่ีกําหนด
เอาไวห้ รอื ไม่ ทาํ ใหร้ ู้ความก้าวหน้าของงานที่ทํา ทําให้รู้ว่าวิธีการท่ีใช้ในการปฏิบัติงานนั้น ๆ เป็นวิธีการ ที่ถูกต้อง
หรอื ไม่ และทําใหร้ วู้ ่างานท่ที าํ มีอุปสรรคอะไร
ประโยชน์ของการควบคุมต่อบุคคล เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบการ
ทํางานให้เป็นไปตามมาตรฐาน ส่วนในด้านผู้ปฏิบัติการควบคุม ทําให้ผู้ปฏิบัติตระหนักถึงความรู้ความสามารถ
ของตนเอง
เทคนคิ และวิธกี ารควบคมุ งาน
- การควบคุมโดยกําหนดมาตรฐานของงาน เป็นวิธีการควบคุมท่ีมีรูปแบบกําหนดเอาไว้อย่างมีข้ันตอน
สามารถตรวจสอบได้
- การควบคุมโดยงบประมาณ เป็นการควบคุมโดยพิจารณาจากการใช้งบประมาณเพ่ือดําเนินตามแผนงาน
หรือโครงการ
- การควบคุมโดยวิธีตรวจเย่ียม เป็นวิธีการควบคุมงานที่ไม่เป็นทางการ ไม่มีรูปแบบตายตัว ดําเนินการโดย
ผ้บู ริหารอาจเดนิ ดหู รือทกั ทายผปู้ ฏบิ ตั งิ าน
- การควบคุมโดยเรียงลําดับผลงาน วิธีการควบคุมงานวิธีน้ีจะใช้หลักการในการพิจารณาปริมาณ และ
คณุ ภาพของงานจัดเรยี งลําดบั ต้งั แต่ระดับสูงจนถึงระดับตา่ํ สุด
- การควบคุมโดยบุคลากรที่เก่ียวข้องในองค์กร การประเมินวิธีนี้จะต้องประเมินโดยใช้เพื่อนร่วมงาน เพ่ือ
ประเมินผลการปฏิบตั ิงานกันเอง
ปญั หาทีเ่ กิดจากการควบคมุ งานสาํ นักงาน
- มีความเข้าใจเกี่ยวกับความเส่ยี งไม่ตรงกนั
- มีทศั นคตใิ นทางลบ-ต่อตา้ น
- เห็นด้วยแตไ่ ม่ให้ความรว่ มมือ
- อยากจะให้มีระบบการควบคุมภายในหรือการบริหารความเส่ียงในองค์กร แต่ไม่รู้บทบาทและความ
รบั ผดิ ชอบทชี่ ัดเจน
สรุป
การควบคุมเป็นกระบวนการขั้นสุดท้ายในกระบวนการจัดการบริหารงานในสํานักงาน ก็ต้องมีการอาศัย
การควบคมุ ด้วยเชน่ กัน เพ่อื ให้ผลงานออกสู่บคุ คลอยา่ งถกู ต้องเหมาะสม น่าประทบั ใจ จะช่วยให้ผู้รับการติดต่อเกิด
ความรู้สึกท่ีดี เกิดภาพพจน์ท่ีดีต่อหน่วยงาน ช่วยให้ผลงานมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการควบคุมควรต้ังอยู่บน
พื้นฐานของการมุ่งมั่น ที่จะกระทําเพ่ือให้เกิดความถูกต้อง ยุติธรรมมี่มาตรฐานให้มากท่ีสุดโดยไม่กระทําเพ่ือ
ประโยชน์แก่บุคคลใดหรือฝุายใดฝุายหน่ึง หรือเป็นการหาข้อผิดพลาดของฝุายอื่น ๆ จะช่วยให้ผลการปฏิบัติงาน
ไดร้ บั การแก้ไข ปรบั ปรุงใหเ้ ปน็ ไปในทางทด่ี ีได้ สง่ ผลตอ่ ประสทิ ธภิ าพของหนว่ ยงาน
แหล่งอ้างองิ
เว็บไซตอ์ า้ งองิ
https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/organization/11.html
https://www.gotoknow.org/posts/293972
http://panrawee-tik.blogspot.com/
http://nampang.blogspot.com/2007/08/blog-post.html
https://sites.google.com/site/hlakkarcadkar32001003/hnwy-thi-9-kar-khwbkhum
https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/organization/11.html
https://www.hrcenter.co.th/file/columns/hr_f_20170510_172037.pdf
http://www.cpc.ac.th/pagun/myfile/2.pdf
https://sites.google.com/site/hlakkarcadkar32001003/hnwy-thi-9-kar-khwbkhum
หนว่ ยท่ี 7
สถานทีต่ ้งั และสภาพแวดล้อมของสํานักงาน
บทนาํ
การพิจารณาสถานท่ีตั้งของสํานักงาน เป็นส่ิงท่ีผู้บริหารสํานักงาน ควรให้ความสําคัญพิจารณาอย่าง
รอบคอบก่อนตัดสินใจ สํานักงานแต่ละแห่ง มีความจําเป็นและมีข้อพิจารณาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของ
กิจการและลกั ษณะของธุรกจิ แตล่ ะแห่งซึง่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คอื
1. ธุรกิจทําหน้าท่ีในการผลิตสินค้า ธุรกิจประเภทน้ีอาจมีการจัดตั้งสํานักงานแยกออกไปจากส่วนท่ีทําการ
ผลิต เนื่องจากการทํางานสํานกั งานตอ้ งการความเงียบสงบ ปราศจากเสียงรบกวน
2. ธุรกิจที่ทําหน้าท่ีในการให้บริการ ธุรกิจประเภทน้ีควรเลือกสถานท่ีต้ังสํานักงานที่มีความสะดวกในการ
เดนิ ทางติดตอ่ อยู่ในท่ชี ุมชน สะดวกสบาย
การเลอื กสถานท่ีตั้งสาํ นกั งานนับเป็นการตัดสินใจเบ้ืองต้นท่ีมีผลกระทบต่อความสําเร็จของธุรกิจ และมีผล
ในระยะยาว การพิจารณา จึงต้องกระทําอย่างรอบคอบและเปรียบเทียบผลดีและผลเสียที่จะเกิดข้ึนจากการ
ตดั สนิ ใจ
ความหมายของการเลอื กทาํ เลทต่ี ้งั
การเลือกทําเลที่ต้ังสถานประกอบธุรกิจ หมายถึง การจัดหาหรือสรรหาสถานท่ี สําหรับประกอบธุรกิจ ให้มี
ประสิทธิภาพสูงสุด โดยคํานึงถึง กําไร ค่าใช้จ่าย พนักงาน ความสัมพันธ์กับลูกค้าความสะดวก ตลอดจน
สภาพแวดลอ้ มต่าง ๆ ทด่ี ตี ลอดระยะเวลาที่ประกอบธุรกิจนั้น
ความสาํ คญั ในการเลอื กทําเลท่ีตงั้ สถานประกอบธุรกิจ
การเลือกทําเลที่ต้ังสถานประกอบธุรกิจ มีความสําคัญต่อความสําเร็จขององค์การธุรกิจ กล่าวคือหากเลือก
ทําเลที่ไม่เหมาะสม จะทําให้องค์การธุรกิจ ประสบปัญหาอ่ืน ๆ ตามมา เช่น ค่าขนส่งสูง เน่ืองจากสถานประกอบ
ธุรกิจอยู่ไกลจากแหล่งวัตถดุ บิ และตลาด นอกจากน้ี อาจขาดแคลนแรงงานท่ีมีคุณภาพ ขาดแคลนวัตถุดิบ รวมไป
ถงึ ปัจจยั อน่ื ๆ ซ่งึ เปน็ อุปสรรคต่อการผลติ และการปฏิบัติงานขององค์การธุรกิจ โดยทั่วไปลักษณะของทําเล จะไม่
มีลักษณะใด ที่ดีกว่ากันอย่างชัดเจน แต่จะเกิดจากการพิจารณาลักษณะดีของแต่ละทําเล นํามาประกอบกัน เพ่ื อ
การตัดสินใจเลือกที่ใช้ต้ัง สถานประกอบธุรกิจ ท่ีอาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต ให้น้อยท่ีสุด การเลือกทําเลที่ตั้ง
สถานประกอบธุรกิจตา่ ง ๆ โดยท่ัวไปมักจะพยายามหาแหล่ง หรือทําเลท่ีทําให้ต้นทุนรวม ของการผลิตสินค้าและ
บรกิ ารทตี่ า่ํ ทส่ี ุดเท่าที่จะเปน็ ไปไดแ้ ตล่ กั ษณะของการประกอบธุรกิจและสถานท่ีประกอบกิจการย่อมแตกต่างกันใน
เรื่องของชนิดสินค้า ค่าใช้จ่ายและการลงทุน ดังน้ันการพิจารณาเลือกทําเลจึงต้องคํานึงถึงปัจจัยต่าง ๆ หลาย
ประการเพราะการเลือกทาํ เลท่ตี ้งั มีความสําคัญต่อการ ดาํ เนินงานขององคก์ ารธรุ กิจตา่ ง ๆ เช่น การวางแผนระบบ
การผลิต การวางผังโรงงาน การลงทนุ และรายได้ เปน็ ต้น
หลักการพิจารณาสถานท่ตี งั้ สาํ นกั งาน (Location of The Office)
1. การเดนิ ทาง
2. การพจิ ารณาด้านพนกั งาน
3. สถานทจ่ี อดรถ
4. สิ่งอาํ นวยความสะดวกนอกสถานท่ีด้านบริการ
5. ความสะดวกในการตดิ ตอ่ กบั ธุรกจิ อนื่ ๆ
ขอ้ พจิ ารณาในการซอ้ื และการเช่าพ้ืนทีอ่ าคารสาํ นักงาน
การซอื้ พน้ื ที่
การพิจารณาว่าควรซ้ือพื้นท่ีอาคารสํานักงานดีกว่าการเช่าพื้นที่สามารถเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียความ
ต้องการได้ดงั น้ี
ข้อดขี องการซื้อพืน้ ทีอ่ าคารสาํ นกั งาน
1. สามารถดัดแปลงตอ่ เติมได้อย่างครบถ้วน ตามความต้องการ ใชว้ ัสดุอยา่ งดใี นการต่อเตมิ ได้ ยดื หยุ่นได้
2. ได้รบั การเป็นเจ้าของกรรมสทิ ธิไ์ ด้อยา่ งเตม็ ท่ี สามารถตัดสินใจใด ๆ ได้ภายในขอบเขตพ้ืนท่ี
3. สรา้ งความภมู ฐิ านสงา่ งามนา่ เช่อื ถอื และเสริมภาพพจน์ทีด่ ีแกห่ น่วยงาน
ข้อเสยี ของการซ้อื พ้ืนท่อี าคารสาํ นักงาน
1. เสยี ค่าใช้จ่ายสูง ซง่ึ เป็นค่าใช้จา่ ยคงทีเ่ ปน็ ตน้ ทนุ ในการดําเนนิ งาน อาจทําให้มีกําไรนอ้ ยลง
2. หากเป็นพื้นท่ีในย่านธุรกิจจะมีราคาสูงมาและมีจํากัด ทําให้ไม่สามารถซ้ือพื้นท่ีทั้งหมดได้ อาจซ้ือได้
เพียงบางส่วน
การเช่าพ้นื ท่ี
ข้อดีของการเชา่ พ้นื ท่ีอาคารสาํ นักงาน
1. สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามตอ้ งการ
2. สามารถเลือกทําเลทีต่ ้ังเหมาะสมใกล้แหล่งอํานวยความสะดวกได้
3. สามารถผลักภาระภาษีได้
4. ค่าใชจ้ ่ายนอ้ ยกวา่ ซอื้ พื้นท่ี
ขอ้ เสยี ของการเชา่ พ้นื ที่อาคารสํานักงาน
1. การลงทุนต่อเติมดัดแปลงปรบั ปรุง ไมส่ ามารถทําได้อย่างถาวร เนื่องจากไม่มีกรรมสิทธิ์ครองตลอดไป
2. ทําให้ภาพพจนข์ องกิจการให้ความรู้สกึ ไมม่ ั่นคง รสู้ ึกไม่ภมู ิฐาน ไม่นา่ เช่ือถือ
การออกแบบสํานกั งาน
สํานกั งานท่วั ไปมีวธิ กี ารจดั วางโต๊ะ เก้าอ้ี อุปกรณ์ เครื่องมือเคร่ืองใช้ต่าง ๆ ได้มากมายหลายวิธี ตามพื้นที่ท่ี
มอี ยู่ การออกแบบสํานกั งานโดยทัว่ ไปทีน่ ิยมใช้ มีดงั นี้ คอื
1. สาํ นักงานแบบเปดิ The Open Office
2. สํานักงานแบบส่วนตวั (The Private Office)
3. สํานักงานแบบเปิดกว้าง (The Panoramic Office)
การจดั แผนผงั สํานกั งาน (Planning a Layout)
การวางแผนทําแผนผังสํานกั งานจะต้องทาํ เปน็ ข้นั ตอน สามารถทาํ ไดด้ ังต่อไปน้ี
1. วดั ระยะความกว้างของพืน้ ท่ีของสาํ นักงาน
2. การกําหนดจุดบนโครงร่าง การเปิดประตทู ้งั หมด หน้าต่าง และสงิ่ กีดขวาง
3. วัดระยะพนื้ ที่ว่าจะใชว้ างเฟอรน์ เิ จอรแ์ ต่ละชนิ้ และอุปกรณ์ให้เหมาะสม และกําหนดลงไปในกระดาษ
ทท่ี ําในอตั ราส่วนท่ีเท่ากัน
4. วาดภาพเค้าโครงทง้ั หมดท่วี างไว้ โดยคํานึงถึงสายทางเดินของงานและตาํ แหนง่ ทว่ี ่างที่ต้องการ
5. ตรวจสอบแผนผังทผี่ ลติ และทําการแกไ้ ขสง่ิ ท่ีจาํ เป็นให้เหมาะสม
6. ตดิ ตัง้ จัดวางตามแผนผงั ที่วางไว้และสังเกตการณ์ปฏบิ ตั วิ า่ เป็นไปอยา่ งราบรน่ื และคลอ่ งตัว
การวางแผนผังสํานกั งาน สามารถยืดหยุ่นได้ตามแผนที่วางไว้
การตกแตง่ สาํ นักงานแบบโมดูลาร์
ในปัจจุบันได้มีการนําเฟอร์นิเจอร์รูปแบบใหม่สวยงามทันสมัยเข้ามาใช้ในสํานักงาน เรียกว่า โมดูลาร์
เฟอร์นิเจอร์ ประกอบด้วยอุปกรณ์ในการตกแต่งสํานักงานแบบต่าง ๆ ได้แก่ พาร์ดิช่ัน โต๊ะ เก้าอี้ สามารถจัดให้มี
รปู แบบต่าง ๆ ได้ตามความตอ้ งการ เป็นการจัดสํานักงานรูปแบบต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ เป็นการจัดสํานักงาน
รูปแบบใหม่ที่ใช้เคร่ืองตกแต่งสํานักงานแบบเป็นชุด สําหรับตําแหน่งต่าง ๆ ชุดตกแต่งสํานักงานแบบน้ีจะมีตู้เก็บ
เอกสาร โต๊ะทํางาน โต๊ะวางอุปกรณ์อยู่เบ็ดเสร็จในตัวเอง สามารถออกแบบและจัดวางได้ตามต้องการและความ
จําเป็นในการใชง้ าน การออกแบบการจดั สาํ นกั งานแบบ โมดูลาร์
โตะ๊ โดยปกติจะมีมขี นาดกว้าง 45x65 ลึก 24x30 สูง 29x30 ซม. ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ฐาน
เดี่ยวและฐานคู่
สงิ่ แวดล้อมทางกายภาพภายในสาํ นกั งาน
ส่ิงแวดล้อมการทํางาน หมายถึง ส่ิงต่าง ๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวผู้ปฏิบัติงานในขณะที่ทํางาน เช่น มีเพ่ือน
ร่วมงานเครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ อากาศที่หายใจ เสียง แสงสว่าง ความร้อน สารเคมี และรวมถึงเชื้อโรคต่าง ๆ
อกี ด้วย
สง่ิ แวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment)
ส่งิ แวดล้อมทอี่ ยรู่ อบ ๆ ตัวผูป้ ฏิบัตงิ านในขณะท่ีมีการทํางาน ได้แก่ การมีเสียงดัง การมีความร้อน ความ
สั่นสะเทือน แสงสว่าง ความกดดันบรรยากาศ ตลอดจนเครื่องมือ เคร่ืองจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งบริเวณ
สถานทที่ ํางาน สิ่งแวดล้อมการทํางาน เป็นปัจจัยท่ีมีความสําคัญซ่ึงอยู่รอบตัวผู้ประกอบอาชีพ หรือคนงาน
ในขณะทํางาน ได้แก่ เครื่องจักรกล อุปกรณ์อากาศท่ีหายใจ แสงสว่าง ฝุนละออง สารเคมี อ่ืน ๆ เช้ือโรค
และสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงสภาพการทํางานท่ีซ้ําซาก การทํางานที่เร่งรีบ เป็นต้น อีกทั้งเกิดความไม่
เหมาะสมของส่ิงแวดล้อมการทํางาน นับว่าเป็นปัจจัยท่ีมีส่วนเกี่ยวข้อง ในการก่อให้เกิดการประสบอันตราย จาก
การประกอบอาชีพเช่นเดียวกัน ลักษณะของการเกิดการประสบอันตรายจากการประกอบอาชีพน้ัน ส่วนมากจะ
สืบเน่ืองมาจากการ ท่ีผู้ประกอบอาชีพหรือคนงานต้องปฏิบัติงาน เพ่ือให้ได้ผลผลิตออกมาซึ่งการทํางานนั้น ผู้
ประกอบอาชพี จะอย่ภู ายในแวดวงของสงิ่ แวดลอ้ มการทํางานแล้ว ปัจจัยทั้งสองจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ดังน้ัน ถ้า
หากปัจจัยทั้งสองมีความเหมาะสมกันคือ ผู้ประกอบอาชีพมีทัศนคติท่ีปลอดภัย มีความรู้ ความเข้าใจและมีการ
ปฏบิ ัติตนเหมาะสม และสิง่ แวดลอ้ มการทํางานมีความปกติ และเหมาะสมก็ย่อมแน่ใจว่าไม่มีภัยจากการประกอบ
อาชพี แต่หากปัจจัยหนึ่งหรือทั้งสองปัจจัยมีความบกพร่องหรือไม่เหมาะสมก็อาจคาดหมายได้ว่าอาจมีการประสบ
อันตรายจากการประกอบอาชีพขึ้นได้ อาจเป็นผลให้เกิดการเจ็บปุวยด้วยโรคจากการทํางาน หรือได้รับบาดเจ็บ
จากอุบตั ิเหตุ จากกการทํางาน อยา่ งไรกต็ ามเม่อื เกดิ การเจบ็ ปวุ ยหรือบาดเจบ็ ข้นึ คนงานนั้นอาจจะได้รับการตรวจ
วินิจฉัย การรักษาพยาบาลหรือการฟ้ืนฟูสมรรถภาพร่างกายด้านการแพทย์ให้หายได้ แต่เม่ือบุคคลนั้นกลับเข้า
ทํางาน ในสภาพของสิ่งแวดล้อมการทํางานที่ไม่เหมาะสม เช่นเดิมอีก ในท่ีสุดบุคคลน้ัน ก็อาจได้รับอันตราย
เช่นเดยี วกบั ท่ีเคยเกิดขึ้นอกี ไมม่ ีท่สี ิ้นสดุ
การจัดแสงสวา่ งในทท่ี ํางาน
1. การจัดแสงสว่างอย่างเหมาะสมในสถานที่ทํางาน ต้องคาํ นึงถงึ ปัจจยั ทีส่ าํ คัญในเรือ่ ง
- การเลือกระบบแสงสว่างและแหลง่ กําเนดิ แสงสวา่ ง
- ลักษณะห้องหรือพ้ืนท่ใี ช้งาน
- คุณภาพและปรมิ าณของแสงสว่าง
- การดูแลบํารงุ รักษาระบบแสงสว่าง
สําหรับสถานประกอบการท่ีต้องปรับปรุงระบบแสงสว่างในบริเวณการทํางาน หรือมีแสงสว่างในสถานที่
ทาํ งานไมเ่ พยี งพอสามารถเลือกพิจารณาแก้ไขตามความเหมาะสม ไดแ้ ก่
- ตดิ ดวงไฟเพม่ิ เติม
- ตดิ ตั้งดวงไฟเพ่มิ เฉพาะจดุ ทม่ี กี ารทาํ งาน เปดิ ไฟเมอ่ื การทาํ งานนั้นต้องการแสงสว่างเพ่ิมเป็นพิเศษ เช่น
งานเยบ็ ผา้ เย็บหนงั และปดิ ไฟเม่ือไมใ่ ชง้ าน
- ลดระดับความสงู ของดวงไฟลงมาอยูใ่ นระยะที่สามารถใหป้ ริมาณแสงสว่างเพียงพอ
- ใช้โคมไฟทท่ี าดว้ ยสีเงนิ หรอื สขี าว ซง่ึ มปี ระสทิ ธิภาพในการสะท้อนแสงได้ดี ช่วยเพิ่มแสงสว่างในบริเวณ
การทํางาน
- เปลย่ี นตาํ แหนง่ การทํางานไมใ่ ห้อยู่ในตาํ แหน่งทีม่ ีเงา หรือเกดิ เงาจากตัวผู้ปฏิบัติงาน
- ใชแ้ สงสวา่ งจากธรรมชาตชิ ่วยในการเพิ่มแสงสวา่ ง
- สีของผนงั ฝูาเพดานที่มีสีออ่ นจะสะท้อนแสงได้ดกี ว่าสมี ดื ทึบ
- ทําความสะอาดดวงไฟ ผนงั เพดาน และพนื้ ท/ี่ บรเิ วณทม่ี ผี ลกระทบทาํ ให้แสงสวา่ งลดลง
2. โคมไฟแสงสว่างกบั การอา่ นหนงั สอื อา่ นหนังสอื ไปแล้วรู้สึกเคืองตา บางคร้ังก็รู้สึกว่าตาพร่า รู้สึกหนังสือ
ตรงหน้าช่างเจดิ จ้าเหลอื เกิน สาเหตุหนงึ่ ทีเ่ ปน็ ตวั การกค็ ือ แสงสว่างในบริเวณท่ีเราใชอ้ า่ นหนังสอื นัน่ เอง
ซ่ึงบางครั้งเราอาจจะคิดว่าแสงที่มีอยู่ก็สว่างพอแล้ว เห็นตัวหนังสือปกติดี แต่จริงๆแล้ว แสงสว่าง ขนาดไหนถึงจะ
เหมาะสมและปลอดภัย มาดกู ัน
- แสงสว่างที่เหมาะต่อการอ่านหนังสือโดยความเข้มแสงที่เหมาะกับการอ่านหนังสือจะอยู่ท่ี 300-500
lux แตเ่ ราจะเอาอะไรมาวัดใช่ไหม ดังน้ัน เวลาอ่านหนงั สอื ในแสงสวา่ งปกติ ทไ่ี ม่มดื หรือสว่างจนเกนิ ไปจะดีท่สี ดุ
- โดยแสงไฟจากโคมไฟท่ีใช้ ไม่ควรเลือกแสงสีขาว หรือสีเหลืองจนเกินไป ควรใช้หลอดตะเกียบ ที่มีแสง
สนี วล (warm white)
- หลักการที่สําคัญในการตัดต้ังโคมอ่านหนังสือ คือ จะต้องวางอยู่มุมซ้ายของหัวโต๊ะ เพื่อท่ีจะไม่ให้แสง
ตกกระทบมาแยงสายตา และเปน็ การลบเงาที่เกิดขึ้นระหว่าง อ่านหรอื เขยี นหนังสอื ดว้ ย
3. การปอู งกนั แสงสีฟาู จากหนา้ จอ
- ปรับแสงสว่างและความคมชัดของหน้าจอให้รู้สึกสบายตา ภายใต้ระดับความสว่างท่ี 300-500 ลักซ์
หรือสังเกตได้ง่าย ๆ จากการที่เราไม่ต้องหร่ีตาเวลามองหน้าจอ รวมท้ังพยายามลดแสงสว่างบริเวณรอบ ๆ เช่น
ปิดไฟดวงท่สี ะท้อนลงบนหนา้ จออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- ติดแผน่ กรองรังสีไว้ทห่ี นา้ จอคอมพวิ เตอร์ แม้วา่ จะชว่ ยลดการกระจายรังสี จากจอคอมพิวเตอร์ ได้บ้าง
ไมไ่ ดบ้ า้ ง แลว้ แต่คุณภาพของสินค้า แต่อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยลดแสงจ้า จากจอคอมพิวเตอร์ลงได้ในส่วนของสมาร์ท
โฟน และแท็บเลต็ สามารถตดิ ฟิลม์ กรองแสงไดด้ ว้ ยเชน่ กัน
- ตําแหน่งของจอภาพควรห่างจากดวงตาประมาณ 18-24 น้ิว หรือประมาณช่วงแขนเอ้ือม และปรับให้
ต่ํากว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศา เพราะหากระยะห่างระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กัน จะทําให้เกิด
อาการเม่ือยลา้ และปวดตาไดง้ ่าย
- กะพริบตาบ่อย ๆ ควรกะพรบิ ตาให้ได้ 1-2 ครั้งต่อ 10 วนิ าที เพื่อให้มีน้ําหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่เสมอ วิธีน้ี
จะช่วยลดความออ่ นลา้ ของสายตาไดม้ าก
- ใช้สูตร 20-20-20 คือ ทุก ๆ 20 นาที ควรละสายตาจากหน้าจอไปมองบริเวณอ่ืน ๆ โดยให้มองห่าง
จากบริเวณที่น่ังอยู่ประมาณ 20 เมตร เป็นเวลา 20 วินาที เพ่ือรีเฟรชสายตาให้ได้ปรับตัวใหม่ และเป็นการออก
กาํ ลงั กายสายตาไปในตัว
- ปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่พออ่านสบายตา การปรับขนาดตัวอักษรให้มองเห็นได้ชัดเจน จะช่วยลด
อาการเกร็งของกล้ามเนื้อดวงตาได้เป็นอย่างดี พูดง่าย ๆ คือเราไม่จําเป็นต้องเพ่งสายตาอ่านตัวหนังสือมากเกิน
ความจําเปน็
- สวมแวน่ กรองรังสีจากหนา้ จอคอมพิวเตอร์ เพอื่ ถนอมสายตาไม่ให้ปะทะกับแสงสีฟูาบนหน้าจอโดยตรง
วิธนี จ้ี ะชว่ ยปกปอู งดวงตาเราจากแสงสีฟูาไดพ้ อสมควร
- ความสะอาดหน้าจอ โดยเฉพาะฝุนละอองและรอยเป้ือนบนจอทั้งหลาย หากทําความสะอาดหน้าจอได้
หมดจดจะช่วยลดทอนการเปล่งแสงสฟี าู ไดด้ ว้ ยนะ
- จํากดั เวลาอยู่หนา้ จอ ไมค่ วรจอ้ งหนา้ จออุปกรณอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ สท์ ุกชนิดนานเกิน 2 ชวั่ โมงต่อครั้ง เพราะ
หากเล่นนานเกินกวา่ 2 ช่ัวโมง อาจทาํ ใหส้ ายตาออ่ นลา้ และปวดเกร็งได้
- วางต้นกระบองเพชรไว้ข้าง ๆ คอมพิวเตอร์ ผลวิจัยของสถาบัน Recherches en Geobiologie ของ
สวติ เซอรแ์ ลนด์ และนักวิจัยในอเมริกาพบว่า หนามของต้นกระบองเพชรเป็นสื่อดูดรังสี จากทีวี และคอมพิวเตอร์
ได้ รวมท้ังกระบองเพชรยังอาจดูดรังสี UV ที่เปล่งออกมาจากอุปกรณ์ไฮเทคไว้สังเคราะห์แสงแทนแสงแดดด้วยใน
ตวั การทาํ งานหน้าจอคอมพวิ เตอร์
การจัดสภาพแวดลอ้ มด้านเสียงภายในสาํ นกั งาน
เสียงเป็นสิ่งแวดล้อมทางกายภาพอีกอย่างหน่ึงที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทํางานของสํานักงาน ต้องการ
ความสงบเงียบ สิ่งท่ีจะทําความรบกวนใหก้ บั พนักงานอีกอยา่ งหน่งึ คือ เสียงเป็นปัญหาที่สําคัญถ้าเสียงนั้นมีปริมาณ
ทเี่ พม่ิ ขึ้นย่อมทําให้พนักงานเกิดความรู้สึกรําคาญ หนวกหู สูญเสียการได้ยินช่ัวขณะ ทําลายสมาธิในการทํางานทํา
ให้ผลงานที่ไดม้ คี ณุ ภาพและปริมาณงานท่ีตํ่าลง และยังส่งผลถึงระบบการทํางานอื่น ๆ ของร่างกายอีกด้วย จึงเป็น
หน้าที่ของผูบ้ รหิ ารสํานกั งานทจ่ี ะตอ้ งหาทางแก้ไขและขจดั เสียงรบกวนน้นั ๆ ออกไปจากสาํ นักงาน
เสยี งทหี่ ขู องคนเราสามารถรบั ฟงั ไดโ้ ดยไมเ่ ป็นอันตรายน้ัน ผลการศึกษาวิจัยพบว่า เสียงที่มีระดับความดัง
ของเสียงไม่เกิน 85 เดซิเบล มีการกําหนดมาตรฐานสากลขึ้นในเรื่องความปลอดภัยในการทํางานเกี่ยวกับ
สภาพแวดล้อมกําหนดให้ระดับความดังของเสียงไม่เกิน 90 เดซิเบล หากทํางานไม่เกินวันละ 8 ช่ัวโมง และไม่เกิน
80 เดซิเบล หากทํางานเกินวนั ละ 8 ชั่วโมง
เสยี งรบกวนจากภายนอก (External Noise)
นอกจากเสียงภายในแล้ว ผู้บริหารสํานักงานยังจะต้องควบคุมเสียงที่เกิดข้ึนจากภายนอก
สํานักงานอีก เช่น เสียเรือ เสียงรถ เสียงเคร่ืองบิน การแก้ปัญหาเสียงนี้คือ จะต้องหาสถานท่ีที่เหมาะสมก่อนการ
ก่อสรา้ งสํานักงาน
เสยี งอึกทึกภายใน (Internal Noise)
ปญั หาส่วนใหญใ่ นสํานกั งานจะเปน็ ปญั หาทเี่ ก่ยี วกับเสียงอกึ ทึก แต่ก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุม ของ
ผ้จู ัดการสํานกั งาน และถา้ เรารูแ้ หล่งทม่ี าของเสียงและรู้จกั วิธีการปฏบิ ัติเกย่ี วกบั เสียงน้นั ก็อาจเกดิ ประโยชน์ได้
เครื่องมือ เครอื่ งใชส้ าํ นักงานท่ีมีเสยี งดงั (Noisy Machines)
ในท่ีน้ีรวมถึงเครือ่ งพิมพด์ ดี เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โทรพิมพ์และอ่ืน ๆ อีกมากมาย ควร
แยกเครื่องใช้ท่มี ีเสียงดงั เหล่านีไ้ ปไว้แยกออกจากท่ีที่มคี นทํางานอยู่มาก
การใช้สตี กแตง่ สํานักงาน
สีที่มีผลต่อจิตใจและการทํางานของพนักงานมีผลกระทบต่อผลิผลิต ทัศนคติและขวัญกําลังใจของพนักงาน
และมีผลต่อความรู้สึกของผู้มาติดต่อ สีท่ีควรใช้ในสํานักงานควรเป็นสีเย็นตา เช่น สีฟูา สีเหลือง สีนํ้าตาลอ่อน สี
แทน สีชมพู สเี บส สีนวล สีเหลืองอ่อน ในสํานักงานขนาดใหญ่มักใช้สีขาวทาภายนอก และใช้สีสว่างให้ทาภายใน
สว่ นทีเทาไม่ควรใช้ในสํานักงานเพราะจะทาํ ใหบ้ รรยากาศมดื สลัว
การใช้สใี นสํานกั งานควรคาํ นงึ ถงึ แสงสว่างท่มี ากระทบทําให้เกิดเงาสะท้อนทําให้เกิดเงาสะท้อนทําให้สายตา
เม่ือยล้า การใช้สีโทนสว่างมากเกินไปทําให้เครียดและปวดศีรษะได้ง่าย นอกจากนี้สียังสามารถเปลี่ยนแปลงมิติ
เก่ียวกับความกว้างยาวของห้องได้ หรือช่วยให้ห้องกว้างหรือแคบลงโดยการใช้สีอ่อน สีเข้ม การใช้สีนอกจากเพื่อ
ความสวยงามแลว้ ยังเพอื่ ดงึ ดูดใจและชว่ ยสร้างบรรยากาศในการทํางานให้ดีข้ึน การทาสีในสํานักงาน ยังข้ึนอยู่กับ
ความพอใจของพนักงานโดยพจิ ารณาขอ้ แนะนาํ ต่อไปนี้
1. วัตถปุ ระสงค์ในการที การใช้สใี นสํานกั งานมวี ัตถุประสงคต์ ่อไปน้ี
1.1 สรา้ งความสวยงาม ประทบั ใจแก่ผู้พบเห็น
1.2 สรา้ งบรรยากาศในการทาํ งาน การใชส้ ที ่เี หมาะสมจะช่วยให้ผู้ทํางานมีอารมณ์ทํางาน และทําให้
การทํางานมีประสทิ ธภิ าพเพมิ่ ขึ้น
1.3 การใช้สีเพื่อให้เกิดผลทางจิตวิทยา กล่าว คือการใช้สีมีผลกระทบต่ออารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด
และขวญั ของผปู้ ฏบิ ัติงาน
2. ข้อแนะนาํ ในการใช้สใี นสาํ นักงาน การใช้สใี นสาํ นกั งานควรพิจารณาถงึ สงิ่ ต่อไปน้ี
2.1 พิจารณาถงึ ความกลมกลืนกันของสี
2.2 พิจารณาถงึ ความสมั พนั ธ์ระหว่างสีและแสงสว่าง สีอ่อนจะทําให้ห้องสว่างข้ึนสีทึบจะทําให้สว่าง
ลดน้อยลง เพราะสอี อ่ นสามารถสะท้อนแสงได้ดกี ว่าสีทึบ และสะทอ้ นของสีตา่ ง ๆ
การปรบั อากาศภายในสํานักงาน
ในระบบเคร่อื งปรับอากาศ ท่เี ราใช้ในสํานักงานมจี ํานวนมาก ควรมีการทาํ ความสะอาด อันเน่ืองมาจากฝุน
ละออง หรือกลิ่น ทาํ ใหส้ าํ นักงานดูสกปรก และอากาศในสํานักงานมีควันบุหรี่ ควรให้มีการงดสูบบุหรี่ในสํานักงาน
หรือจัดสถานท่ีเฉพาะสําหรับการสูบบุหรี่ให้อยู่ในที่มิดชิดห่างไกลจากผู้อ่ืนควรมีเคร่ืองดับกล่ิน เช่น น้ําหอม หรือ
นํา้ ยาดบั กลิ่น ในสถานทม่ี ีบคุ คลมาก
การปรบั อากาศในสํานักงาน
อากาศเป็นส่ิงแวดล้อมในสํานักงาน ที่มีอิทธิพลต่อการทํางาน การกําหนดสภาพอากาศในสํานักงาน
จะตอ้ งพิจารณา 4 ประการ คอื อุณหภมู ิ การถ่ายเท ความช่มุ ช้นื และความสะอาดของอากาศ
ขอ้ ควรพจิ ารณาเก่ยี วกับอากาศภายในสาํ นักงาน
1. การติดตงั้ เครื่องปรบั อากาศจะแก้ปัญหาร้อนในสํานักงาน ทําให้เกิดความสบาย ร่างกาย และเพ่ิม
ผลผลิตในการทํางาน ตอ้ งพิจารณาคา่ ใช้จา่ ยในด้านต้นทุนเครอ่ื งปรับอากาศ ค่าไฟฟาู คา่ ซ่อมแซมบํารุงรกั ษาดว้ ย
2. การถ่ายเทของอากาศ อากาศไม่ถ่ายเทจะมีผลให้ร้อน อึดอัด ง่วง และเหน่ือยง่าย หายใจไม่สะอาด
สํานักงานควรออกแบบสํานักงานให้อากาศถ่ายเทเข้าออกได้สะดวก เช่น มีช่องลม ประตู และหน้าต่าง ให้
เพียงพอง บางทตี อ้ งมพี ัดลมชว่ ยในกรณที ่ไี มส่ ามารถใชเ้ ครอ่ื งปรับอากาศจะช่วยใหก้ ารถ่ายเทได้ดีขน้ึ
3. ความช้นื ของอากาศ ปรมิ าณความช้นื ในอากาศจะมผี ลกระทบต่อสภาพร่างกายของมนษุ ยใ์ น
กรณที ี่อุณหภมู ิเท่ากนั ถ้าอากาศชมุ่ ช้นื มากจะรู้สกึ ร้อนและเหงอื่ ออก ถา้ อากาศแห้งมากผิวอาจแตก สาํ นักงานทีม่ ี
อากาศชุ่มชนื้ หรือแหง้ แลง้ มากเกินไปจะทําให้ร่างกายไมส่ บายหงุดหงดิ และไม่มสี มาธใิ นการทํางาน ประมาณ
ความชนื้ ที่เหมาะสมคือ 40-60%
4. ความสะอาดของอากาศ ความสะอาดของอากาศพิจารณาจากความแออดั ในสาํ นักงาน กลิ่นฝนุ
ละออง และเช้ือโรคในอากาศ ดังน้นั จงึ ควรมกี ารทําความสะอาดสํานักงานและเคร่ืองใช้ต่าง ๆ อย่าสม่าํ เสมอ
และจดั จาํ นวนพนักงานให้เหมาะสมกับห้องติดต้งั เครื่องฟอกอากาศ
ความปลอดภัยในสํานักงาน
ความปลอดภยั ของบุคคลในสํานักงาน คือ ลกั ษณะทางกายภาพของการทํางานได้แก่ ไฟฟูา ไฟฟาู จะมี
อันตรายซ่อนแฝงไว้กับพนักงาน เมื่อมีการใชเ้ คร่ืองจักรกจ็ ะต้องมีการใช้ไฟฟูาเพม่ิ มากข้ึนในสํานักงานส่วนใหญ่
จะวางระบบสายไฟก่อนลงพื้น เพอื่ ใหเ้ กิดความเปน็ ระเบียบไมเ่ กะกะ รงุ รัง สะดวกในการปฏิบตั งิ านโดยใหป้ ล๊ักไฟ
ออกตามจุดต่าง ๆ ที่ต้องการ
การใชก้ จิ กรรม 5 ส ในสาํ นกั งาน
กิจกรรม 5 ส เป็นกิจกรรมอย่างหนงึ่ ทจี่ ะช่วยให้สถานทีท่ ่ีทํางานมีสภาพแวดล้อมทด่ี ี การทํากจิ กรรม 5 ส
มไิ ดจ้ ํากดั แตเ่ ฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมเท่าน้นั ในสาํ นกั งานทัว่ ไปก็สามารถจัดกิจกรรม 5 ส ไดเ้ ช่นเดยี วกันเพ่ือ
สภาพแวดลอ้ มของสํานักงานทดี่ ี เสรมิ สรา้ งบรรยากาศในการทาํ งาน
กิจกรรม 5 ส ในสาํ นกั งานประกอบด้วย
1. ส - สะสาง (SEIRI = เซริ) คือ จดั นําส่งิ ของหรือเอกสารมาจดั ระบบ มีการนําไปทาํ ลายเมอ่ื หมดอายุ
พจิ ารณาเฉพาะสง่ิ ของและเอกสารท่จี ําเปน็ ส่งิ ของที่ไมใ่ ชแ้ ล้วควรนาํ ไปทาํ ลายทิ้งไม่ควรนํามาไว้ ในสาํ นักงาน
2. ส - สะดวก (SEITONI = เซตง) คอื การจัดหมวดหมสู่ ิ่งของเครอ่ื งใช้ ใหเ้ ป็นระเบยี บ งา่ ยแก่การหยิบ
ใชไ้ ด้ทันทีท่ตี อ้ งการ มีเทคนคิ ในการจัดวางทดี่ ี
3. ส – สะอาด (SEISO = เซโซ) ความสะอาดในสาํ นกั งานเปน็ สงิ่ สําคญั เพราะอาจทาํ ใหส้ ํานกั งานนั้น
น่าดู ดสู ะอาดตา
4. ส – สขุ ลักษณะ (SEIKETSU = เซเคทซ)ึ สภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการทาํ งานถกู ต้อง ตาม
สุขลักษณะทด่ี ี ปรบั ปรงุ ตกแต่งสถานทท่ี าํ งานให้เปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย น่าอยู่
5. ส – สรา้ งนิสยั (SHISUKE = ซทิ ซเึ คะ) หมายถึง การเปลีย่ นพฤติกรรมพนักงานให้ทกุ คนมีระเบยี บ
วนิ ยั มคี วามรบั ผิดชอบในการทาํ งาน
การพิจารณาความเป็นระเบยี บเรยี บร้อยของสาํ นักงาน ไดแ้ กส่ ่ิงต่อไปนี้
1. ฝาผนังกําแพง
2. หนา้ ต่าง
3. พ้นื ห้อง
4. โตะ๊ ทาํ งาน
5. ชั้นวางของหรือตเู้ กบ็ เอกสาร
การปฏบิ ัติให้เกิดสขุ ลักษณะในท่ีทาํ งาน
1. สภาพและบรรยากาศท่ีทํางาน
2. มลภาวะ
สุขลกั ษณะของสํานักงานตามหลกั การ 5 ส สามารถตรวจสอบดไู ด้จาก
1. สภาพแวดล้อมปราศจากมลภาวะ เมือ่ เขา้ ไปในสถานทอ่ี าคารสํานักงานนนั้
2. สถานทีท่ ํางานมีบรรยากาศดี
การกาํ หนดมาตรฐาน 5 ส
มาตรฐาน 5 ส หมายถึง ส่ิงท่ีพนักงานหรือสมาชิกแต่ละพ้ืนท่ีจะต้องปฏิบัติเหมือนกันในเร่ืองเก่ียวกับการ
สะสาง สะดวก สะอาด โดยจดั ทําเป็นข้อกาํ หนดหรอื ข้อตกลงร่วมกัน กําหนดจํานวนเคร่ืองใช้สํานักงาน วัสดุอุปกรณ์
ทีท่ กุ คนต้องใช้ การรักษาความสะอาด การดูแลรักษาเครื่องใช้ในการปฏิบัติ การรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ของสง่ิ ของเครอื่ งใช้
วตั ถุประสงค์ของการกาํ หนดมาตรฐาน 5 ส เพื่อให้สมาชกิ ในแต่ละพ้ืนที่ได้ร่วมกันคิดและกําหนดร่วมกันเพื่อ
ถือปฏบิ ตั ิในแนวทางเดียวกนั ยกระดบั การทํากิจกรรม 5 ส ในแตล่ ะพน้ื ท่ี
แหล่งอ้างองิ
เว็บไซตอ์ ้างองิ
https://sites.google.com/site/suxkarreiynkhwamplxdphay/2
https://sites.google.com/site/rightlightbcnlp/kar-cadkar-saeng-swang
https://www.novabizz.com/Business/%E0%B8%
https://sites.google.com/site/suxkarreiynkhwamplxdphay/2
จดั ทาโดย
นางสาว ปรียา ปันธิยะ
สาขาวิชาการจดั การสานักงาน