เรื่อง ค ำที่มักใช้ผิดในภำษำไทย โดย นำงสำว มัณฑนำ ผำเนตร เสนอ คุณครูพสิมัย สืบเลย รำยงำนนี้เป็ นส่วนหนึ่งของกำรศึกษำ วิชำภำษำไทยพื้นฐำน รหัสวิชำ ท32102 ภำคเรียนที่2 ปี กำรศึกษำ2565 โรงเรียนสีชมพูศึกษำอำ เภอสีชมพูจังหวัดขอนแก่น
ค ำน ำ ปัญหาที่คนมักใช้ภาษาผิดหรือสะกดผิดเป็ นปัญหาส าคัญ เพราะท าให้เกิดปัญหาตามมาในหลายอย่าง เช่น เด็กรุ่นใหม่อาจเขา้ใจผิดหากทุกคนมีพ้ืนฐานเขา้ใจในเรื่องการสะกดการเขียนให้ถูก ก็จะสามารถแก้ไข ปัญหาน้ีไดด้ียงิ่ข้ึน ผู้เขียนตระหนักในผลกระทบของการใช้ภาษาในภาษาไทย จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับค าที่คนมักใช้ผิดใน ภาษาไทย น าเสนอรายงาน เพื่อให้ผู้ศึกษาเกี่ยวกับรายงานเล่มน้ีแหล่งที่มา เพื่อเขียนคา ให้ถูกตอ้งตามแบบ พจนานุกรม ขอขอบคุณ คุณครูรายวิชาภาษาไทย ที่กรุณาให้ค าแนะน าในการจ าท ารายงานจนส าเร็จลุล่วงด้วยดี มัณฑนา ผาเนตร ๓ มีนาคม ๒๕๖๖
สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่๑บทน า ๑ ๑.๑ ที่มาและความส าคัญ ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์ ๑ บทที่๒ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ๒ ๑.ความหมายของภาษา ๒ ๒.ความส าคัญของภาษา ๓ ๓.พจนานุกรมภาษาไทย ๓ ๔.ค าไทยที่มักเขียนผิด ๔ ๕.การเรียงล าดับค าตามอักษรในภาษาไทย ๔ ๖.วิธีพิจารณาล าดับของค า ๕ ๗.การเรียงล าดับค าและวิธีเก็บค า ๖ บทที่๓ วิธีการด าเนินงาน ๑๐ ๓.๑ การรวบรวมค าไทยที่มักเขียนผิด ๑๐ ๓.๒ การเรียงล าดับค าตามพจนานุกรม ๑๐ บทที่๔ ผลการด าเนินงาน ๑๑ ๔.๑ ตารางค าไทยที่มักเขียนผิด ๑๑
สารบัญ(ต่อ) บทที่๕ สรุปและอภิปรายผล ๑๕ ๕.๑ สรุปผล ๑๕ ๕.๒ อภิปรายผล ๑๕ ๕.๓ ประโยชน์ที่ได้รับ ๑๕ ๕.๔ ข้อเสนอแนะ ๑๕ บรรณานุกรม ๑๖ บทที่๑
บทน ำ ที่มำและควำมส ำคัญของรำยงำน การเขียนคา ภาษาไทยใหถู้กตอ้งตรงตามแบบแผนน้นันบัเป็นสิ่งที่ตอ้งใหค้วามส าคญัอยา่งยงิ่การ เขียนคา ภาษาไทยไดถู้กตอ้งเป็นการแสดงถึงความเขา้ใจและใหค้วามสา คญัอยา่งลึกซ้ึงกบัภาษาซ่ึงเป็น มรดกล้า ค่าของไทยแต่โบราณมา ทวา่ ในปัจจุบนัการเขียนภาษาไทยเป็นไปอยา่งกวา้งขวางทวั่ถึงอีกท้งั ภาษาไทยเป็ นภาษาที่งดงามซับซ้อน มีตัวพยัญชนะถึง 44 ตัว มีค าพ้องรูป พ้องเสียงมากมาย จึงท าให้เกิด ความสับสน ในการสะกดค าบางค า นานวันเข้าจึงมีค าที่มักเขียนผิดมากมาย ผู้จัดท าเห็นความจ าเป็ นที่ควรจะ รวบรวมค าที่มักเขียนผิดในภาษาไทย ซึ่งมักจะเป็ นค าที่คุ้นเคยในการฟังและพูด แต่มักไม่ค่อยเขียน เมื่อต้อง เขียนจึงเขียนผิด การรวบรวมคา ที่มกัเขียนผิด พร้อมท้งัคน้หาความหมายน้นั ไดจ้ดัเรียงลา ดบัตวัอกัษรเพื่อให้ ง่ายต่อการ ศึกษา และเกิดประโยชน์มากที่สุด วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อรวบรวมค าที่มักเขียนผิดในภาษาไทย ค้นคว้าแก้ไขให้ถูกต้องแล้วเรียบเรียงใหม่ตามล าดับ ตวัอกัษรต้งัแต่ก-ฮ ๒. เพื่อคน้หาความหมายของคา ที่ไดแ้กไ้ขใหถู้กตอ้งแลว้น้นัมาแสดงไวใ้หง้่ายต่อการคน้ควา้ ๓. เพื่อให้การเขียนค าในภาษาไทยเป็ นไปอย่างถูกต้องตามแบบพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งเป็ นมาตรฐานในการเขียนค าภาษาไทย บทที่2
เอกสำรที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษารายงานเรื่อง ค าไทยที่มักเขียนผิด ทางผู้จัดท าได้ท าการศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ที่เกี่ยวขอ้งและจากเวบ็ ไซตบ์นเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยจะขอตามลา ดบัดงัน้ี ๑.ความหมายของภาษา ๒.ความส าคัญของภาษา ๓.พจนานุกรมภาษาไทย ๔.ค าไทยที่มักเขียนผิด ๕.การเรียงล าดับค าตามอักษรในภาษาไทย ๖.วิธีพิจารณาล าดับของค า ๗.การเรียงล าดับค าและวิธีเก็บค า ควำมหมำยของภำษำ ภาษา คือ สัญลกัษณ์ที่กา หนดข้ึนเพื่อใชเ้ป็นเครื่องมือที่สา คญัที่สุดในการสื่อความเข้าใจระหว่างกัน ของคนในสังคม ช่วยสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ช่วยสร้างความสัมพันธ์ของคน ในสังคม ถ้าคนใน สังคมพูดกันด้วย ถ้อยค าที่ดีจะช่วยให้คนในสังคมอยู่กันอย่างปกติสุข ถ้าพูดกันด้วยถ้อยค าไม่ดี จะท าให้ เกิดความบาดหมางน้า ใจกนั ภาษาจึงมีส่วนช่วยสร้างมนุษยสัมพันธ์ ของคนในสังคม ภาษาเป็ นสมบัติ ของสังคม ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมี๒ ประเภท คือ วัจนภาษาและอวัจนภาษา ๑. วัจนภาษา วัจนภาษา หมายถึง ภาษาถ้อยค า ไดแ้ก่ ค าพูดหรือตัวอักษรที่ก าหนดใช้ร่วมกันในสังคม ซึ่ง หมายรวมท้งัเสียง และลายลักษณ์อักษร ภาษาถอ้ยคา เป็นภาษาที่มนุษยส์ร้างข้ึนอยา่งมีระบบ มีหลักเกณฑ์ ทางภาษา หรือไวยากรณ์ซึ่งคนในสังคมต้องเรียนรู้และใช้ภาษาในการฟัง พูด อ่าน เขียนและคิด การใช้วัจ นภาษาในการสื่อสารต้องค านึงถึงความชัดเจนถูกต้องตามหลักภาษา และความเหมาะสมกับลักษณะ การ สื่อสาร ลักษณะงาน เป้าหมาย สื่อและผู้รับสาร วัจนภาษาแบ่งออกเป็ น ๒ ชนิด คือ
๑.ภาษาพูด ภาษาพูดเป็ นภาษาที่มนุษย์เปล่งเสียงออกมาเป็ นถ้อยค าเพื่อสื่อสารกับผู้อื่น นักภาษาศาสตร์ถือ ว่าภาษาพูดเป็ นภาษาที่แท้จริงของมนุษย์ส่วนภาษาเขียนเป็ นเพียงวิวัฒนาการข้นัหน่ึงของภาษา เท่าน้นั มนุษย์ได้ใช้ภาษาพูดติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นอยู่เสมอ ท้งัในเรื่องส่วนตวั สังคม และหน้าที่การ งาน ภาษาพูดจึงสามารถสร้างความรัก ความเข้าใจ และช่วยแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ได้มากมาย ๒. ภาษาเขียน ภาษาเขียนเป็ นภาษาที่มนุษย์ใช้อักษรเป็ นเครื่องหมายแทนเสียงพูดในการสื่อสาร ภาษา เขียนเป็ นสัญลักษณ์ของการพูด ภาษาเขียนน้นัเป็นสิ่งที่มนุษยป์ระดิษฐ์ข้ึนมาเพื่อใชบ้นัทึกภาษาพูด เป็ น ตัวแทนของภาษาพูดในโอกาสต่าง ๆ แม้นักภาษาศาสตร์จะถือว่าภาษาเขียนมิใช่ภาษาที่แท้จริงของ มนุษย์ แต่ภาษาเขียนเป็ นเครื่องมือส าคัญในการสื่อสารของมนุษย์มาเป็ นเวลาช้านาน มนุษย์ใช้ภาษาเขียน สื่อสารท้งัในส่วนตวั สังคม และหน้าที่การงาน ภาษาเขียนสร้างความรัก ความเข้าใจ และช่วยแก้ปัญหา ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ได้มากมายหากมนุษย์รู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล โอกาส และสถานการณ์ ควำมส ำคัญของภำษำ ภาษาไทยเป็นเอกลกัษณ์ประจา ชาติเป็นสมบตัิทางวฒันธรรมอนัก่อใหเ้กิดความเป็นเอกภาพ และ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็ นไทย เป็ นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารความเข้าใจและ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ท าให้สามารถประกอบกิจธุระการงานและด ารงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาชาติได้ อย่างสันติสุข และเป็ นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อ พัฒนาความรู้ ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และ ความกา้วหนา้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยตีลอดจนนา ไปใชใ้นการพฒันาอาชีพใหม้ีความมนั่คง ทางสังคม และเศรษฐกิจ นอกจากน้ียงัเป็นสื่อที่แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษดา้นวฒันธรรม ประเพณีชีวทัศน์ โลก ทศัน์และสุนทรียภาพ โดยบนัทึกไวเ้ป็นวรรณคดีและวรรณกรรมอนัล้า ค่า ภาษาไทยจึงเป็ นสมบัติของ ชาติที่ควรค่าแก่การเรียนรู้เพื่ออนุรักษแ์ละสืบสานใหค้งอยคูู่่ชาติไทยตลอดไป พจนำนุกรมภำษำไทย พจนานุกรม หมายถึง หนังสือที่รวบรวบค าศัพท์ในวงศัพท์ที่ก าหนด และนิยามความหมายเอาไว้ เพื่อ ใช้เป็ นที่ค้นหาความหมายของค า โดยมีการเรียงล าดับค าศัพท์ตามตัวอักษร ตามเสียง หรือตามล าดับอื่นๆ ที่ เหมาะสมสอดคลอ้งกบัการใชพ้จนานุกรมน้นัๆ พจนานุกรมยงัมีนยัถึงหนงัสือที่ให้รายละเอียด ครอบคลุม วงศัพท์ที่กว้าง ขณะที่หนังสือรวบรวมและอธิบายค าศัพท์ในวงแคบและมีจ านวนจ ากัด มักจะเรียกว่า ปทานุกรม อย่างไรก็ตาม ค าว่า ปทานุกรม และ พจนานุกรม อาจใช้สลับกันได้ ๓
ค ำที่มักเขียนผิดในภำษำไทย ค าที่มักเขียนผิดในภาษาไทย หมายถึง ค าไทยที่มักสะกดค าผิด จากการสะกด จากวรรณยุกต์จากค าพ้อง เสียงท าให้ตัวสะกไม่ตรงตามพจนานุกรมไทย ท าให้เกิดการเขียนผิดและสื่อสารไม่ถูกต้อง กำรเรียงล ำดับค ำตำมอักษรในภำษำไทย วิธีเรียงล าดับค าตามตัวอักษรในภาษาไทย คือการจดัลา ดบัก่อนหลงัของคา ต่างๆ ในภาษาไทยอยา่งเป็น ระบบ เพื่อก่อใหเ้กิดความสะดวกและรวดเร็วในการคน้หาคา การเรียงลา ดบัคา อยา่งเป็นระบบน้ีถูกนา ไปใช้ ประโยชน์โดยทวั่ ไป เช่น การทา พจนานุกรม การทา ดชันีของหนงัสือการเรียงรายชื่อผตู้ิดต่อใน โทรศัพท์เคลื่อนที่ การเรียงข้อมูลตามตัวอักษรในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ เป็ นต้น โดยการเรียงล าดับค า จะมีกฎต่างๆ ที่น ามาใช้ในการพิจารณาเปรียบเทียบค า กฎล าดับอักขระ กฎลา ดบัอกัขระคือกฎในการจดัเรียงลา ดบัก่อนหลงัของอกัขระในภาษาไทย ซ่ึงมีความจา เป็นที่ตอ้งทราบ เพื่อใชใ้นข้นัตอนการเปรียบเทียบอกัขระของค า กฎล าดับพยัญชนะ จะเรียงลา ดบัพยญัชนะดงัน้ีกข ฃ ค ฅ ฆ งจ ฉ ช ซ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผฝ พ ฟ ภ ม ยร ฤ ฤๅ ล ฦ ฦๅ ว ศ ษ ส ห ฬ อ ฮ ข้อสังเกต ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ไม่ใช่พยัญชนะ แต่ถูกน ามาพิจารณาร่วมกับพยัญชนะ กฎล าดับสระ จะเรียงลา ดบัรูปสระดงัน้ีอะอัอา อ า อิ อี อึ อื อุ อู เอ แอ โอ ใอ ไอ ( ะ ััา ั า ัิัีัึัืัุ ัู เ แ โ ใ ไ ) ข้อสังเกต การเรียงสระจะยึดตามรูปที่เขียนไม่ใช่เสียง สระผสมจะไม่น ามาจัดเรียงโดยตรง (เช่น เ- ัยี, เ- ัือ, เ-าะ, แ-ะ) แต่จะถูกแยกรูปพิจารณาเป็ นอักขระเดี่ยว กฎล าดับวรรณยุกต์ จะเรียงลา ดบัดงัน้ีไมไ้ต่ค, ู้ไม้เอก, ไม้โท, ไม้ตรี, ไม้จัตวา, ทัณฑฆาต ( ั็ั่ั้ั ั ั์) ๔
ข้อสังเกต ไม้ไต่คู้( ั)็กบัทณัฑฆาต( ั์)ไม่ใช่วรรณยกุตแ์ต่ถูกนา มาพิจารณาร่วมกบัวรรณยกุตวิธีพิจารณา ์ ล าดับของค า วิธีพิจำรณำล ำดับของค ำ ในแต่ละคา ใหพ้ ิจารณาพยญัชนะตน้ก่อนสระและวรรณยกุตเ์สมอแมว้า่จะมีสระเขียนไวด้า้นหนา้ ดา้นบน หรือดา้นล่างของพยญัชนะตน้ก็ตอ้งพิจารณาดงั่สระน้นัถูกเขียนไวห้ลงัพยญัชนะตน้เสมอจากน้นั จับคู่ค าแล้วแยกเปรียบเทียบอักขระทีละคู่ไปตามล าดับในค า จนกว่าจะพบต าแหน่งที่แตกต่าง แล้วจึงใช้กฎ ลา ดบัอกัขระที่กล่าวไวแ้ลว้ก่อนหนา้น้ีในการเรียง ๑. หากค าที่เปรียบเทียบ ข้ึนตน้ดว้ยพยญัชนะต่างกนั ใหใ้ชก้ฎลา ดบัพยญัชนะไดท้นัทีเช่น *กลอน จะมาก่อน คลอน เพราะต่างกนัที่อกัขระแรกก มาก่อน ค *ศาลาจะมาก่อน สาระเพราะต่างกนัที่อกัขระแรกศ มาก่อน ส ๒. หากคา ที่เปรียบเทียบ ข้ึนตน้ดว้ยพยญัชนะเดียวกนั ให้พิจารณาอกัขระถดัไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบอักขระ ที่ไม่เหมือนกัน เช่น * จักรพรรณ(จ- ัั-ก-ร-พ-ร-ร-ณ)จะมาก่อน จกัรพรรดิ(จ- ัั-ก-ร-พ-ร-ร-ด- ัิ) เพราะต่างกนัที่อกัขระคู่ ที่ ๘ โดย ณ มาก่อน ด ๓. หากมีคา ที่เปรียบเทียบ ข้ึนตน้ดว้ยสระหนา้ (เแโใไ)ไม่วา่จะเป็นสระเดียวกนัหรือไม่ก็ตาม จะต้องข้าม ไปพิจารณาพยญัชนะตน้ก่อนเสมอและใหพ้ ิจารณาดงั่สระหนา้น้นัถูกเขียนอยหู่ลงัพยญัชนะตน้หน่ึง ต าแหน่ง เช่น * แกลบ(ก-แ-ล-บ)จะมาก่อน ครอง(ค-ร-อ-ง) เพราะพยัญชนะต้นต่างกันคือ ก กับ ค * ไกล(ก-ไ-ล)จะมาก่อน เพลง(พ-เ-ล-ง) เพราะพยัญชนะต้นต่างกันคือก กับ พ * เกวียน(ก-เ-ว- ั-ีย-น)จะมาก่อน เกิน(ก-เ- ัิ-น) เพราะอกัขระคู่ที่3 ต่างกนัคือว มาก่อน สระอิ * เกวียน(ก-เ-ว- ั-ีย-น)จะมาก่อน ไกล(ก-ไ-ล) เพราะอกัขระคู่ที่2 ต่างกนัคือเ มาก่อน ไ * เกม(ก-เ-ม)จะมาก่อน แกง(ก-แ-ง) เพราะพยัญชนะต้นเหมือนกันคือ ก จึงต้องเปรียบเทียบคู่ เ กับ แ * เกเร(ก-เ-ร-เ)จะมาก่อน เกลอ(ก-เ-ล-อ) เพราะอกัขระคู่ที่3 ต่างกนัคือร มาก่อน ล * สีแดง(ส- ั-ีด-แ-ง)จะมาก่อน แสดง(ส-แ-ด-ง) มีพยญัชนะตน้เป็น ส เหมือนกนัแต่สระอีมาก่อน แ ๕
๔. ไม่พิจารณาวรรณยุกต์และเครื่องหมายในตอนแรก ยกเว้นกรณีค าที่เปรียบเทียบต่างกันเฉพาะที่วรรณยุกต์ หรือเครื่องหมาย ก็ให้ใช้กฎล าดับวรรณยุกต์ เช่น * เก็ง, เก่ง, เก้ง, เก ง (ก-เ-ง)โดยท้งั4คา น้ีต่างกนัเฉพาะเครื่องหมายวรรณยกุตโ์ดยที่ตา แหน่งไม่ต่างกนัจึง ใช้กฎล าดับวรรณยุกต์ได้ทันที * แป้ง(ป-แ-ง)จะมาก่อน แปล น(ป-แ-ล-น) เพราะง มาก่อน ลโดยไม่ตอ้งพิจารณาวรรณยกุต์ * เก็บ(ก-เ-บ)จะมาก่อน เกม(ก-เ-ม) เพราะ บ มาก่อน ม โดยไม่ตอ้งพิจารณาเครื่องหมายไมไ้ต่คู้ * เกร็ง(ก-เ-ร-ง)จะมาก่อน เกเร(ก-เ-ร-เ) เพราะอกัขระคู่ที่4คือง มาก่อน เ โดยไม่ต้องพิจารณา เครื่องหมายไม้ไต่คู้ *ไส้ไก่(ส-ไ-ก-ไ)จะมาก่อน ไสยาสน์(ส-ไ-ย-า-ส-น) เพราะอกัขระคู่ที่3คือก มาก่อน ยโดยไม่ตอ้ง พิจารณาวรรณยุกต์ ๕. หากคา ที่เปรียบเทียบต่างกนัเฉพาะตา แหน่งของวรรณยกุตเ์ท่าน้นัถึงแมต้วัวรรณยุกตจ์ะต่างกนั ใหถ้ือวา่ พยัญชนะที่ไม่มีวรรณยกุตก์า กบัมาก่อนตวัที่มีวรรณยกุตก์า กบัเสมอเช่น * แหง่(ห-แ-ง่)จะมาก่อน แห่ง(ห่-แ-ง) เพราะจุดต่างแรกคือตัว ห โดยในค าว่า แหง่ ไม่มีวรรณยุกต์ก ากับ * แหง้(ห-แ-ง)้จะมาก่อน แห่ง(ห่-แ-ง) เพราะแม้วรรณยุกต์ต่างกัน แต่จุดต่างแรกคือตัว ห โดยในค าว่า แหง้ไม่มีวรรณยกุตก์า กบั (คา วา่แหง้เป็นคา สมมติที่ไม่มีความหมายใชเ้พื่อประกอบการอธิบายเท่าน้นั ) กำรเรียงล ำดับค ำและวิธีเก็บค ำ (ฉบับรำชบัณฑิตยสถำน) ๑. ตัวพยัญชนะล าดับไว้ตามตัวอักษร คือ ก ข ฃ ค ฯลฯ จนถึง อ ฮ ไม่ได้ล าดับตามเสียง เช่น จะค้นค า ทราบ ต้องไปหาในหมวดตัว ท จะค้นค า เหมา ต้องไปหาในหมวดตัว ห ส่วน ฤ ฤๅ ล าดับไว้หลังตัว ร และ ฦ ฦๅลา ดบัไวห้ลงัตวัล๒. สระไม่ไดล้า ดบัไวต้ามเสียงแต่ลา ดบัไวต้ามรูปดงัน้ี ะ ััา ัิัีัึัืัุ ัูเแโใไรูปสระที่ประสมกนัหลายรูปจะจดัเรียงตามลา ดบัรูปสระที่อยกู่ ่อนและ หลังตามลา ดบัขา้งตน้ดงัไดล้า ดบั ใหดู้ต่อไปน้ี ๑.)ะ ๒.) ัั(กนั ) ๓.) ััะ(ผวัะ) ๔.) า ๖
๕.) ั า ๖.) ัิ ๗.) ัี ๘.) ัึ ๙.) ัื ๑๐.) ัุ ๑๑.) ัู ๑๒.) เ ๑๓.) เ ะ (เกะ) ๑๔.) เ า (เขา) ๑๕.) เ าะ (เจาะ) ๑๖.) เ ัิ ( เ กิ น ) ๑๗.) เ ัี ( เ สี ย ) ๑๘.) เ ั ะ ี ( เ ดี ย ะ ) ๑๙.) เ ัื ( เ สื อ ) ๒๐.) เ ัื ะ ( เ กื อ ะ ) ๒๑.) แ ๒๒.)แ ะ (แพะ) ๒๓.) โ ๒๔.)โ ะ (โป ะ) ๒๕.) ใ ๒๖.) ไ ๗
สา หรับตวัยวอ นบัลา ดบัอยใู่นพยญัชนะเสมอ๓.การเรียงลา ดบัคา จะลา ดบัตามพยญัชนะก่อนเป็นสา คญั แลว้จึงลา ดบัตามรูปสระ ดงัน้นัคา ที่ไม่มีสระปรากฏเป็นรูปประสมอยดู่ว้ยจึงอยขู่า้งหนา้เช่น กกอยหู่นา้กะ หรือ ขลา อยู่หน้า ขะข ่า ส่วนค าที่มีพยัญชนะกับสระปรากฏเป็ นรูปประสมกันก็ใช้หลักการล าดับค าข้างต้น เช่นเดียวกัน เช่น จริก จริม จรี จรึง จรุก และโดยปรกติจะไม่ล าดับตามวรรณยุกต์ เช่น ไต้ก ง ไต้ฝุ่ น ไต่ไม้ แต่ จะจดัวรรณยกุตเ์ขา้ในลา ดบัต่อเมื่อคา น้นัเป็นคา ที่มีตวัสะกดการันตเ์หมือนกนัเช่น ไต ไต่ไต้ไต หรือ กระตุ่น กระตุ้นค าที่มีั็(ไมไ้ต่คู)้จะลา ดบัอยกู่ ่อนวรรณยุกต์เช่น เก็ง เก่ง เกง้เก ง๔.จา พวกคา ที่นา ดว้ย กระ- บางพวกใช้แต่ กระ-อย่างเดียว บางพวกใช้เป็ น กะ-ก็ได้ ประเภทที่ใช้เป็ น กะ-ไดน้ ้นั ไดเ้ก็บมารวม พวกไว้ที่ กะ-อีกคร้ังหน่ึงแต่เก็บเฉพาะคา โดยไม่มีบทนิยาม ดงัน้นัถา้พบคา ที่ข้ึนตน้ดว้ยกะในจา พวกน้นั ให้ดูบทนิยามที่ กระ- เช่น กระทะกระเปาะเวน้ไวแ้ต่ที่ใชไ้ดท้ ้งั๒ อยา่งโดยความหมายต่างกนัเช่น กระแจะ-กะแจะ กระด้าง-กะดา้งจึงจะมีบทนิยามไวท้้งั๒ แห่ง๕.คา ที่เพิ่มพยางคห์นา้ซ่ึงใชใ้นคา ประพนัธ์ โบราณ เช่น มี่ เป็ น มะมี่ ริกเป็น ระริกคร้ืน เป็น คะคร้ืน หรือคระคร้ืน แยม้เป็น ยะแยม้ฯลฯ อนัเป็นวิธีที่ ภาษาบาลีเรียกวา่อพัภาส และภาษาสันสกฤตเรียกวา่อภัยาส แปลวา่วิธีซอ้นตวัอกัษรเช่น ททาติททามิน้นั คา เหล่าน้ีมีจา นวนมาก บางแห่งเก็บรวมไวท้ี่คา ข้ึนตน้เช่น คะคร้ืน เก็บที่คะแลว้บอกว่า ใชน้า หนา้คา ที่ต้งั ตน้ดว้ยตวัค มีความแปลอยา่งเดียวกบัคา เดิมน้นับางแห่งเก็บกระจายเรียงไปตามลา ดบัคา เช่น มะมี่แต่ก็คง จะเก็บไม่หมด ฉะน้นัถา้คา ใดคน้ ไม่พบที่ลา ดบัคา ใหไ้ปดูคา ที่เป็นตน้เดิม เช่น ยะแยม้ดูที่แยม้ ๖. ภาษาถิ่น บางถิ่นพูดส้ัน ๆ เช่น กะดะ พูดแต่เพียง ดะ (ไม่มี กะ) กะง้อนกะแง้น พูดแต่เพียง ง้อนแง้น (ไม่มี กะ) แต่ ความหมายของคา เหมือนกนักบัคา ที่มีกะ นา หนา้คา เช่นน้ีเก็บไวท้ี่กะแห่งเดียว๗.คา ที่มีเสียงกลบักนัเช่น ตะกรุด เป็น กะตรุด ตะกร้อเป็น กะตร้อ ตะกรับ เป็น กะตรับ โดยปรกติเก็บไวท้้งัที่อักษร ก และ ต แต่ถ้า คน้ ไม่พบที่อกัษรกก็ใหค้น้ที่อกัษณ ต๘.คา ต่อไปน้ีซ่ึงเป็นคา ที่ใชม้ากในบทกลอน คือก.คา ที่เติม อาอี หรือ อิน ข้างท้าย เช่น กายา กายี กายินข. ค าที่เติม เอศ ข้างท้าย (ตามภาษากวีเรียกว่า ศ เข้าลิลิต ท าค าที่ เรียกว่าค าสุภาพให้เป็ นค าเอกตามข้อบังคับโคลง) เช่น กมเลศ มยุเรศค. ค าที่เติม อาการ ข้างท้าย เช่น จินตนาการคมนาการ ทศันาการฆ.คา ที่เติม ชาติขา้งทา้ย เช่น กิมิชาติคชาชาติคา เหล่าน้ีมกัมีความหมายไม่ ต่างไปจากเดิม ไดร้วบรวมเก็บไวใ้นพจนานุกรมน้ีดว้ยแต่อาจไม่หมดเพราะมีจา นวนมากถา้คน้ ไม่พบในรูป ค าน้นัๆ ใหดู้ที่คา เดิม เช่น กายากายีเมื่อคน้ที่คา กายากายีไม่พบ ใหดู้ที่คา กายคา กาย มีความหมาย อยา่งไรกายากายีก็มีความหมายเช่นเดียวกนัคา อื่น ๆ ให้คน้ดูในทา นองน้ี๙.ศพัทท์ ี่มีมูลรากอยา่งเดียวกนั แต่แปลงรูปไปได้หลายอย่าง เช่น หิมวัต แปลงรูปเป็ น หิมวันต์ หิมวา หิมวาต หิมวาน หิมพาน โดย ความหมายไม่เปลี่ยนไป ได้ให้บทนิยามไว้ที่ศัพท์เดิมคือที่ หิมวัต แต่แห่งเดียว ส่วนศัพท์ที่แปลงรูปไปจาก ศัพท์เดิมก็เก็บไว้ต่างหาก แต่บ่งให้ไปดูที่ศัพท์เดิม เช่น หิมวันต์, หิมวา, หิมวาต, หิมวาน [หิมมะ]- น. หิมวัต. ๑๐. การเรียงล าดับค าที่เป็ นนามย่อย เช่น ตะนอย ช่อน คา ไม่ได้เรียงรวมกับตัวสามานยนามอย่างที่ใช้พูด ๘
เป็ น มดตะนอย ปลาช่อน หญ้าคา แต่ได้เรียงสามานยนาม มด ปลา หญ้า ไว้แห่งหนึ่งตามตัวอักษร และเรียง นามยอ่ย ตะนอย ช่อน คาไวต้่างหากตามตวัอกัษรน้นัๆ เวน้แต่คา ซ่ึงแยกออกไม่ได้เพราะเป็นชื่อของสิ่งใด สิ่งหน่ึงท้งัคา เช่น แมลงภู่ซ่ึงเป็นชื่อของหอยหรือปลาบางชนิด จะเรียงรวมไวด้ว้ยกนัที่อกัษร ม หรือ ปลา กริม ซ่ึงเป็นชื่อขนม ไม่ใช่ปลาจะเรียงรวมไวด้ว้ยกนัที่อกัษร ป ถึงกระน้นัก็มีคา บางคา ที่ไม่อาจเรียงตาม หลกัน้ีได้ฉะน้นัคา ในทา นองน้ีเมื่อคนไม่พบในที่ที่เป็ นนามย่อยก็ให้ค้นต่อไปในที่ที่เป็ นสามานยนาม เช่น ้ คา น้า ตาลกรวด เมื่อคน้ที่กรวด ไม่พบ ก็ใหไ้ปคน้ที่คา น้า ตาล๑๑.คา ๒ คา เมื่อประสมกนัแลว้ โดยคา แรก เป็นคา เดียวกบัแม่คา หรือคา ต้งัและมีความหมายเกี่ยวเนื่องกบัคา ต้งัจะเก็บเป็นอนุพจน์คือลูกคา ของคา ต้งั น้นัๆ เช่น กดขี่กดคอกดหัวเก็บเป็นลูกคา ของคา กด เวน้แต่คา ที่ประสมกนัน้นัจะมีความหมายเป็นอิสระ หรือต่างไปจากคา ต้งัจึงจะแยกเป็นคา ต้งัต่างหากเช่น ขวญัอ่อน ที่หมายถึงผตู้กใจง่ายคือเด็กหรือหญิงซ่ึง มักจะขวัญหายบ่อย ๆ เก็บเป็ นลูกค าของค า ขวัญ ส่วน ขวัญอ่อน ที่เป็ นชื่อเพลงร้องร าชนิดหนึ่ง จะแยกเป็ น คา ต้งัเพราะมีความหมายต่างออกไป คา ลกัษณะน้ีจะใส่เลขกา กบัไวด้ว้ยเป็น ขวญัอ่อน ๑ และขวญัอ่อน ๒ ส่วนค าที่น ามาประสมกันแล้ว มีความหมายไม่ต่างจากค าเดิม แปลได้ค าต่อค า จะไม่เก็บ เช่น ข้าวผัด ไม่เก็บ เป็ นลูกค าของ ข้าวเพราะมีความหมายเท่าค าเดิมแต่ละค า๑๒. ค าค าเดียวกันซึ่งอาจประสมอยู่ข้างหน้าหรือ ขา้งหลงัคา อื่น ๆ เช่น น้า ประสมอยใู่นคา ต่าง ๆ เป็น แม่น้า ลูกน้า น้า ใจ น้า ตอ้ยถา้คา ที่อยขู่า้งหนา้คา น้า เป็นอกัษรตวัอื่น จะลา ดบัไวท้ี่อกัษรน้นัๆ อยา่งคา แม่น้า ลา ดบัไวท้ี่อกัษร ม ลูกน้า ลา ดบัไวท้ี่อกัษรลไม่ ลา ดบัไวท้ี่อกัษร น แต่ถา้คา น้า อยขู่า้งหนา้ก็ลา ดบัไวท้ี่อกัษร น โดยเป็นลูกคา ของคา น้า เช่น น้า กรด น้า แขง็ ๙
บทที่ ๓ วิธีกำรด ำเนินกำร รายงานเรื่องคา ที่มกัเขียนผิดในภาษาไทยผจู้ดัทา ไดด้า เนินการ ดงัน้ี ขั้นตอนกำรด ำเนินกำร ๑.ผู้ศึกษาน าเสนอหัวข้อรายงานต่ออาจารย์รายวิชาเพื่อขอค าแนะน าและก าหนดขอบเขตการท างาน ๒.ผศู้ึกษาคน้ควา้จากหนงัสือต่างๆ ดงัน้ีหนงัสือเรียน หนงัสือพิมพ์และหนงัสือต่างๆ จากอินเตอร์เน็ต ๓.ศึกษาและรวบรวมขอ้มูลเป็นข้นัตอนของการรวบรวมขอ้มูลที่เกี่ยวขอ้งกบัรายงานเพื่อมาวิเคราะห์ และสรุปเน้ือหาที่จะนา มาจดัทรายงาน ๔.น าเสนอผลงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาที่จะน ามาจัดท ารายงาน ๕.จัดท าคู่มือเพื่อใช่ส าหรับศึกษาและรายงานต่ออาจารย์รายวิชา การเรียงล าดับตามพจนานุกรม กำรเรียงลำ ดับค ำตำมพจนำนุกรม การเรียงลา ดบัคา ในพจนานุกรมน้นัเรียงตามลา ดบัรูปอกัษร ท้งัสระและพยญัชนะไม่ไดเ้รียงตามเสียง อักษร ๑.เรียงตามรูปพยัญชนะ ก ข ฃ ค ฅ ฆ ง จ ฉ ช ซ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ฤ ฤา ล ฦ ฦา ว ศ ษ ส ห ฬ อ ฮ ๒.เรียงตามรูปสระ อะ อั อัะ อา อ า อิ อี อึ อื อุ อู เอ เอะ เอา เอาะ เอิ เอีย เอียะ เอือ เอือะ แอ แอะ โอ โอะ ใอ ไอ ๓.การเรียงค าตามรูปวรรณยุกต์ คา ที่ไม่มีรูปวรรณยกุตจ์ะมาก่อนคา ที่มีรูปวรรณยกุต์เช่น เสือ มาก่อน เส้ือและ ป้า มาก่อน ป าคือเรียง ตามล าดับ เอก โท ตรี จัตวา
บทที่๔ ผลกำรด ำเนินกำร รายงานเรื่องคา ที่มกัเขียนผิดในภาษาไทยมีผลต่อการดา เนินการดงัน้ี รวบรวมเอาค าภาษาไทยที่มักใช่บ่อยๆและมักจะเขียนผิดกันอยู่เป็ นประจ าเพื่อให้จดจ าและน าค าที่ถูกต้องไป ใช่กันอย่างเหมาะสม ค ำที่มักเขียนผิด ค ำที่เขียนถูก ควำมหมำย กฏหมาย กฎหมาย กฎหมายที่ตราข้ึนเพื่อใชใ้นการปกครอง บ้านเมือง ก าเหนิด ก าเนิด การเกิด ก าพืช ก าพืด เทือกเถา,เผ่าพันธุ์ กัมมยี่ ก ามะหยี่ ผ้าชนิดหนึ่งมีขนด้านเดียว กะทะ กระทะ ภาชนะกน้ต้ืนปากผายใชส้า หรับหุง ตม้และทอด ขะมุกขะมัว ขมุกขมัว โพล้เพล้,จวนค ่า,ไม่สดใส โขมย ขโมย ผู้ลักทรัพย์ ลัก เข็นใจ เข็ญใจ ยากจนข้นแค้น เครื่องเทศน์ เครื่องเทศ เครื่องหอมฉุนและเผ็ดร้อนส าหรับท ายาหรือ เครื่องปรุง คริสตมาส คริสต์มาส วันเกิดของพระเยซู คริสตศักราช คริสต์ศักราช นบัต้งัแต่พระเยซูเกิดเริ่มต้งัหลงัพระ พุทธศักราช 543 ปั ฆราวาศ ฆราวาส ผู้ครองเรือน
ค ำที่มักเขียนผิด ค ำที่เขียนถูก ควำมหมำย กฏหมาย กฎหมาย กฎหมายที่ตราข้ึนเพื่อใชใ้นการปกครอง บ้านเมือง ก าเหนิด ก าเนิด การเกิด ก าพืช ก าพืด เทือกเถา,เผ่าพันธุ์ กัมมยี่ ก ามะหยี่ ผ้าชนิดหนึ่งมีขนด้านเดียว กะทะ กระทะ ภาชนะกน้ต้ืนปากผายใชส้า หรับหุง ตม้และทอด ขะมุกขะมัว ขมุกขมัว โพล้เพล้,จวนค ่า,ไม่สดใส โขมย ขโมย ผู้ลักทรัพย์ ลัก เข็นใจ เข็ญใจ ยากจนข้นแค้น เครื่องเทศน์ เครื่องเทศ เครื่องหอมฉุนและเผ็ดร้อนส าหรับท ายาหรือ เครื่องปรุง คริสตมาส คริสต์มาส วันเกิดของพระเยซู คริสตศักราช คริสต์ศักราช นบัต้งัแต่พระเยซูเกิดเริ่มต้งัหลงัพระ พุทธศักราช 543 ปั ฆราวาศ ฆราวาส ผู้ครองเรือน โฆสิต โฆษิต กึกก้อง โฆศก โฆษก ผู้ประกาศ,โฆษณา กรีธา กรีฑา กีฬาประเภทหนึ่ง เกษร เกสร ส่วนในของดอกไม้ อย่าร้าง หยาร้าง การเลิกเป็ นสามีภรรยา จันฑาล จัณฑาล ต ่าช้า ,ลูกที่เกิดจากคนต่างวรรณะ ๑๒
จันไร จัญไร,จังไร เลวทราม จาระนัย,จาระไน จาระไน พูดอธิบายอย่างละเอียด จุลทรรศน์ จุลทรรศน์ กล้องขยายดูของเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ฉกรร ฉกรรจ์ ห้าวหาญ , รุนแรงอาจถึงตาย ชโงก ชะโงก ยื่นหน้าออกไปดู ช านาน ช านาญ เชี่ยวชาญ ยี่ปุ่ น ญี่ปุ่ น ชื่อประเทศและชนชาติหนึ่งในเอเชีย ญาต ญาติ คนในวงค์ตระกูล ดุลย์ ดุล คันชัง ตลุย ตะลุย อาการบุกเขา้ไปไม่ร้ังรอ ต านิ ต าหนิ ติเตียน เถาวัล เถาวัลย์ พรรณไม้เลื่อย ทะยอย ทยอย ไม่ขาดระยะ ไปหรือมาทีละน้อย ทะโมน ทโมน ใหญ่และมีก าลังมาก ทะเลสาป ทะเลสาบ หว้งน้า ใหญ่ที่มีพ้ืนดินลอ้มรอบ เทคนิก เทคนิค ศิลปะหรือกลวิธีเฉพาะวิชา โซม โทรม เสื่อมสภาพ ธุระกิจ ธุรกิจ กิจการงานเกี่ยวกับอาชีพค้าขาย บันเลง บรรเลง เล่นดนตรีให้เป็ นเพลง บรรได บันได สิ่งที่ทา เป็นช้นั บรรทึก บันทึก จดช่วยเตือนความจ า ๑๓
ปกิณะกะ ปกิณกะ เบ็ตเกล็ด ปฐมนิเทศก์ ปฐมนิเทศ การแนะน าเพื่อการศึกษา ทศมาส ทศมาศ 10 เดือน ทะแยง ทแยง เฉียง ทักษิน ทักษิณ ทิศใต้,ใต้ นิมนตรี นิมนต์ เช้ือเชิญ ใชแ้ก่ภิกษุสามเณร เครื่องส าอางค์ เครื่องส าอาง สิ่งแต่งใบหนา้และผิวพรรณ โจทก์ โจทย์ โจทย์เลข จับไน่ จับฉ่าย อาหารของจีนอย่างหนึ่ง ดารดาส ดารดาษ มากมาย,เกลือนกลาด ไตรค์ ไตรยางค์ 3 ส่วน ๑๔
บทที่๕ สรุป อภิปรำยผลและข้อเสนอแนะ รายงานเรื่อง ค าที่มักเขียนผิด สามารถสรุปและผลการดา เนินการ ดงัน้ี สรุป จากการที่คณะผู้จัดท าได้มีความสนใจศึกษาค าที่มักเขียนผิดตามวัตถุประสงค์คือเพื่อให้เกิดความรู้ความ เข้าใจ เกี่ยวกบัคา ที่มกัเขียนผิดโดยแบ่งตามลา ดบัอกัษรพยญัชนะไทยต้งัแต่ก-ฮไดแ้ก่พจนานุกรมซ่ึงพบวา่ มีค าที่มักเขียนผิดมีจ านวนมากซึ่งถ่ายทอดกนัมาต้งัแต่สมยัโบราญที่ใช่สั่งสอนอบรมบุตรหลานใหม้ี คุณธรรมซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีกาน าค าที่มักเขียนผิดมาใช่ในชีวิตประจ าวัน ซึ่งเราได้ยินอยู่บ้างในปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติคุณธรรมและ สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างสงบสุข อภิปรำยผล จากการศึกษาค้นคว้าโครงงานเรื่อง ค าที่มักเขียนผิด ประโยชน์ที่ได้รับ ๑.ผู้ศึกษาและผู้ที่สนใจสามารถได้รับความรู้ในเรื่องค าที่มักเขียนผิดได้ถูกต้อง ๒.ผู้ศึกษาและผู้ที่สนใจสามารถเขียนค าที่มักเขียนผิดได้ถูกต้อง ๓.ผศู้ึกษามีความกระตือรือร้นและสนใจการเรียนมากข้ึน ขอ้เสนอแนะ ข้อเสนอแนะ ๑.ควรมีการศึกษาคน้ควา้จากสื่อความรู้ต่างๆใหห้ลากหลายมากกวา่น้ี ๒.ควรมีการน าผลการศึกษาไปเผยแพร่ๆ
บรรณำนุกรม กองเทพ เคลือบพณิชกุล.ค าที่มักเขียนผิด.กรุงเทพ.พัฒนา.๒๕๕๒ ดวงใจ ไทยอุบุญ.พจนานุกรมไทย.กรุงเทพ.ภาคพิมพ์.๒๕๕๒ บรรจบ พนัธุ์เมธา.คา ที่มกัเขียนผิดฉบบันกัเรียน.กรุงเทพ.พิมพค์ร้ังที่๘.บริษทัพิมพด์ีจา กดั.๒๕๕๔ บุญเสริม ฤทราภรมย์.หนังสือภาษาไทย ม.๑-๓.พิมพค์ร้ังที่๖.บรรรจิจ เสริม บุญพนิช.พจนานุกรมไทย.สมุทรสาคร.บริษัทพิมพ์ดี จ ากัด.๒๕๕๒ ๑๖