The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 วิชาเคมี
โดย อ.กรกฤช ศรีวิชัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by BS_Library, 2020-05-01 09:20:51

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 วิชาเคมี

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 วิชาเคมี
โดย อ.กรกฤช ศรีวิชัย

Keywords: เคมี

2. ตารางธาตุ

คนแรกท่จี ดั เรียงธาตุ เป็นตารางธาตุ คอื ดมิ ทิ รี อิวาโนวชิ เมนเดเลเอฟ โดยจัดเรยี งธาตตุ ามมวลอะตอม

ซ่ึงพบว่าธาตจุ ะมีสมบตั ซิ าํ้ กันเป็นช่วงๆ

ปจั จบุ นั เรียงตามจํานวนโปรตอนหรอื เลขอะตอมตามการค้นพบของ เฮนรี กวนิ เจฟฟรสี ์ โมสลีย์

ตารางธาตแุ บง่ เป็น 16 หมู่ 18 แถว ดงั นี้

ธาตุหมู่ A เรยี กวา่ Representative มี 8 หมู่ 8 แถวดังนี้

หมู่ 1 เช่น ลเิ ทียม โซเดยี ม โพแทสเซยี ม รูบเี ดยี ม ซเี ซยี ม ฟรานเซียม

Li Na K Rb Cs Fr

หมู่ 2 เช่น เบรลิ เลยี ม แมกนเี ซยี ม แคลเซียม สตรอนเซียม แบเรียม เรเดยี ม

Be Mg Ca Sr Ba Ra

หมู่ 3 เช่น โบรอน (B) อะลมู เิ นยี ม (Al)

หมู่ 4 เชน่ คารบ์ อน (C) ซิลิคอน (Si)

หมู่ 5 เชน่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P)

หมู่ 6 เชน่ ออกซเิ จน (O) ซัลเฟอร์ (S)

หมู่ 7 เช่น ฟลูออรนี คลอรนี โบรมนี ไอโอดีน แอสทาทนี

F Cl Br I At

หมู่ 8 เช่น ฮีเลียม นีออน อารก์ อน คริปตอน ซนี อน เรดอน

He Ne Ar Kr Xe Rn

ธาตหุ มู่ B เรยี กวา่ ทรานซิชัน มี 8 หมู่ 10 แถว เช่น

สแกนเดยี ม ไทเทเนียม วาเนเดยี ม โครเมียม แมงกานสี เหลก็ โคบอลต์ นเิ กลิ ทองแดง สงั กะสี

Sc Ti V Cr Mn Fe Co Ni Cu Zn

H He

Li Be B C N O F Ne

Na Mg Al Si P S Cl Ar

K Ca Sc Ti V Cr Mn Fe Co Ni Cu Zn Br Kr

Rb Sr I Xe

Cs Ba At Rn

Fr Ra

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 49 เคมี (อ.กรกฤช)

3. แนวโนม ความเปนโลหะและอโลหะของธาตุในตารางธาตุ

ธาตุโลหะ
• สถานะเป็นของแขง็
• จุดเดอื ด / จุดหลอมเหลวสูง
• นําไฟฟา้ ไดด้ ี เชน่

ธาตหุ มู่ IA (ธาตแุ อลคาไลน)์
- เกิดปฏิกิรยิ าเคมไี ดอ้ ย่างวอ่ งไว
- ลกุ ไหม้ในอากาศไดอ้ ยา่ งรวดเรว็
- ทําปฏกิ ิริยากบั นา้ํ อยา่ งรนุ แรง
- เกดิ ปฏิกิริยากับนา้ํ ได้สารละลายท่ีเปน็ เบสและเกิดแก๊สไฮโดรเจน

ธาตหุ มู่ IIA (ธาตแุ อลคาไลน์ เอิรท์ )
- ทําปฏกิ ิรยิ าเคมกี ับนาํ้ อยา่ งช้า (น้ํารอ้ น > น้าํ เย็น)

ธาตุอโลหะ
• สถานะเป็นได้ท้ัง 3 สถานะ
• จดุ เดือด / จดุ หลอมเหลวต่ํา
• นําไฟฟ้าไมไ่ ด้ เชน่

ธาตุหมู่ VIIA (ธาตฮุ าโลเจน)
- อยูเ่ ป็นโมเลกลุ มี 2 อะตอม เชน่ F2 Cl2 Br2 I2
- มคี วามวอ่ งไวตอ่ ปฏิกริ ิยาเคมีมาก
ธาตุหมู่ VIIIA (แกส๊ เฉอ่ื ย)
- สถานะเป็นแก๊ส
- อยู่เปน็ อะตอมอิสระ ได้แก่ He Ne Ar Kr Xe Rn
- มเี วเลนซอ์ ิเลก็ ตรอนเป็น 8 มคี วามเสถยี ร จงึ ไมว่ อ่ งไวในการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี เรียกธาตุหม่นู ้วี ่า
แก๊สเฉอื่ ย (Inert gas)

ธาตุกึ่งโลหะ คอื ธาตุที่อยู่ชิดเสน้ ทึบกลางตารางธาตุเปน็ ขน้ั บนั ได เช่น โบรอน (B) ซลิ กิ อน (Si)
เจอร์เมเนียม (Ge) อารเ์ ซนกิ หรือสารหนู (As) แอนติโมนหี รอื พลวง (Sb) เทลลูเรยี ม (Te) และพอโลเนียม (Po)

เคมี (อ.กรกฤช) 50 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

4. พนั ธะเคมี

พนั ธะเคมี คอื แรงยึดเหนีย่ วระหว่างอะตอมหรือไอออนของธาตุ
แบ่งเป็น 3 พันธะ
• พนั ธะโลหะ เกิดจากไอออนบวกของโลหะดึงดูดกบั อเิ ล็กตรอนอิสระ เชน่ Na

- มีสถานะเป็นของแขง็ ยกเว้นปรอท (ของเหลว)
- มีจุดเดือด จุดหลอมเหลวสูง
- นาํ ไฟฟ้า นําความร้อนไดด้ ี และผวิ มนั วาว

• พันธะไอออนิก เกิดจากไอออนบวกของโลหะกบั ไอออนลบของอโลหะ
เชน่ NaCl CaO
- มสี ถานะเป็นของแข็ง
- มจี ุดเดอื ด จุดหลอมเหลวสูง
- นําไฟฟ้าได้เมอ่ื หลอมเหลว

• พันธะโคเวเลนต์ เกิดจากอะตอมของอโลหะกับอโลหะ เชน่ H2 CO2
- มีสถานะเปน็ ได้ท้ัง 3 สถานะ
- มจี ุดเดอื ด จุดหลอมเหลวต่ํา
- นาํ ไฟฟา้ ไม่ได้

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 51 เคมี (อ.กรกฤช)

บทที่ 2 ปฏกิ ิริยาเคมี

: เกิดจากสารตัง้ ตน้ มกี ารเปลย่ี นแปลงแล้วทาํ ให้เกิดสารใหม่ เรยี กว่า ผลติ ภัณฑ์

1. ปฏิกริ ยิ าเคมีในชวี ติ ประจําวัน

• ปฏิกิริยาการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง (มแี สงและคลอโรฟิลล์ เปน็ ตัวเรง่ ปฏกิ ิริยา)
6CO2(g) + 6H2O(l) ------> C6H12O6(aq) + 6O2(g)

• ปฏิกิรยิ าการสลายตวั ของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) : ใชฟ้ อกสผี มและฆา่ เชอื้ โรค
เมื่อได้รับแสงสว่างและความร้อนจะสลายตัวได้เร็ว ดังน้ัน จึงต้องเก็บไว้ในที่มืดและเย็น หรือ

ในภาชนะสีนํ้าตาล (ชา)
2H2O2(l) ------> 2H2O(l) + O2(g)

• ปฏกิ ิริยาการสลายตวั ของโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต (NaHCO3 หรอื ผงฟ)ู
เมือ่ ไดร้ บั ความร้อนจะได้แก๊ส CO2
ใช้เป็นผสมในการทําขนมเพราะ CO2 จะทาํ ให้เกดิ โพรงในขนม และใช้ดับไฟป่า
2NaHCO3(s) ------> Na2CO3(s) + H2O(g) + CO2(g)

• ปฏิกิรยิ าการเผาไหมเ้ ชอ้ื เพลงิ (สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน)
การเผาไหม้สมบูรณ์ เม่ือมีปรมิ าณออกซเิ จนมากเพียงพอ จะเกดิ แก๊ส CO2 และ H2O
C3H8(g) + 5O2(g) ------> 3CO2(g) + 4H2O(g) + พลังงาน
C4H10(g) + 6.5O2(g) ------> 4CO2(g) + 5H2O(g) + พลังงาน

หมายเหตุ : ผลของปฏิกิริยาเคมที ่เี กิดจากการเผาไหม้เชอ้ื เพลงิ
- การเผาไหมส้ มบูรณ์ จะเกดิ แก๊ส CO2 ทาํ ให้เกดิ ปรากฏการณเ์ รือนกระจก
- การเผาไหมไ้ ม่สมบรู ณ์ จะเกิดแก๊ส CO ทําให้เกดิ เขม่าและมพี ษิ

เคมี (อ.กรกฤช) 52 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

• การเผาไหม้น้าํ มันดบิ หรือถา่ นหนิ : มกี ํามะถนั (S)
เมื่อเกดิ การเผาไหม้ กาํ มะถนั จะทําปฏกิ ริ ยิ ากบั แกส๊ ออกซิเจน ทาํ ให้แก๊ส SO2
ซงึ่ จะทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากับแกส๊ ออกซเิ จนต่อไป เกดิ แกส๊ ซลั เฟอร์ไตรออกไซด์ (SO3)
S(s) + O2(g) ------> SO2(g)
2SO2(s) + O2(g) ------> 2SO3(g)

เม่ือทาํ ปฏิกิริยากับนํ้าในอากาศ เกดิ เปน็ กรดซัลฟวิ ริก ตกลงมาเปน็ ฝนกรด
• การเผาไหมเ้ ชอื้ เพลิงที่มีไนโตรเจนเป็นองคป์ ระกอบ

เมื่อเกดิ การเผาไหม้ ไนโตรเจนจะทาํ ปฏิกริ ยิ ากับแกส๊ ออกซิเจน ทาํ ใหแ้ กส๊ NO
ซง่ึ จะทาํ ปฏิกิริยากับแก๊สออกซิเจนต่อไป เกดิ แกส๊ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)

N2(s) + O2(g) ------> 2NO(g)
2NO(s) + O2(g) ------> 2NO2(g)

เมื่อทาํ ปฏกิ ริ ิยากับนํ้าในอากาศ เกดิ เปน็ กรดไนตริก ตกลงมาเป็นฝนกรด
ฝนกรด สง่ ผลกระทบ ดงั น้ี
1. เกิดการฟอกจางสใี บไม้
2. คา่ pH ของแหลง่ น้ําลดลง สง่ ผลต่อส่งิ มีชวี ิต
3. เกดิ การกัดกรอ่ นสง่ิ ก่อสร้างท่ที าํ จากหนิ ปูนหรือหนิ อ่อน
4. เกิดการกัดกรอ่ นโลหะ
5. ปวดเม่อื ยเรื้อรัง โลหิตจาง และเป็นอันตรายต่อปอดและระบบทางเดนิ หาใจ

• ปฏกิ ิรยิ าการเกิดสนิม
เกดิ จากเหล็กทาํ ปฏกิ ิรยิ ากบั แกส๊ ออกซิเจนและความช้ืนในอากาศ
4Fe(s) + 3O2(g) ------> 2Fe2O3(s)

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 53 เคมี (อ.กรกฤช)

2. อัตราการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี

หาได้จากอัตราสว่ นระหว่างปรมิ าณสารต้ังต้นทีล่ ดลงกับเวลาหรือ
อตั ราส่วนระหวา่ งปริมาณผลิตภัณฑ์ทเ่ี พมิ่ ขน้ึ กบั เวลา

Mg + 2HCl ------> MgCl2 + H2

เวลา (วนิ าท)ี ปรมิ าตร H2 (cm3)
0
0 1
2 6
4 12
6 18
8 24
10

อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเฉลีย่ = ปริมาณแกส๊ ไฮโดรเจนที่เพม่ิ ขน้ึ = 24 - 0 = 2.4
เวลาทเี่ ปลี่ยนแปลง 10 - 0

3. ปจจัยทม่ี ผี ลตออัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี

1. ธรรมชาตขิ องสารตัง้ ต้น
คือ ลกั ษณะเฉพาะตัวของสารในการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี เชน่
แมกนีเซยี ม + กรดไฮโดรคลอริก เกดิ ฟองแก๊สอยา่ งรวดเร็ว
สงั กะสี + กรดไฮโดรคลอริก เกดิ ฟองแก๊สอย่างช้าๆ
ทองแดง + กรดไฮโดรคลอรกิ ไม่เกิดฟองแก๊ส

2. ความเข้มข้นของสารต้งั ตน้ (เขม้ ขน้ > เจอื จาง)
3. พ้นื ทีผ่ วิ สมั ผัสของสาร (ผงเลก็ ๆ > ก้อนใหญๆ่ )
3. อณุ หภมู ิ (รอ้ น > เยน็ )
4. ตวั เรง่ ปฏิกิริยา (catalyst) คอื สารท่เี ติมลงไปแล้วทาํ ใหป้ ฏิกิรยิ าเกดิ เร็วข้ึน

ตวั หน่วงปฏกิ ริ ิยา (inhibitor) คือ สารทีเ่ ตมิ ลงไปแล้วทําใหป้ ฏกิ ิริยาเกดิ ชา้ ลง
และเมือ่ สิ้นสุดปฏกิ ริ ิยา ปริมาณและสมบัตขิ องตวั เร่งและตัวหนว่ งจะไม่เปลี่ยนแปลง

เคมี (อ.กรกฤช) 54 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29

บทท่ี 3 สารชวี โมเลกุล

สารชวี โมเลกลุ คือ สารท่ีพบในสงิ่ มชี วี ิตเทา่ น้ัน มธี าตอุ งคป์ ระกอบหลกั คอื ธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน
และออกซิเจน แบง่ เปน็ 4 ประเภท

1. ไขมัน และนาํ้ มนั (C H O) มีหน้าที่ ดังนี้
• เป็นโครงสรา้ งหลกั ของเย่ือหุ้มเซลล์
• ป้องกันการสูญเสยี นาํ้ ทาํ ใหผ้ ิวชมุ่ ชื้น
• ป้องกนั การสูญเสยี ความร้อน ทาํ ให้ร่างกายอบอุ่น
• ชว่ ยให้ผมและเลบ็ มสี ุขภาพดี
• ช่วยละลายวติ ามิน A D E K
• ไขมนั 1 กรัม ใหพ้ ลังงาน 9 กโิ ลแคลอรี
เกิดจากการรวมตัวของกรดไขมัน 3 โมเลกุล กับกลีเซอรอล 1 โมเลกุล เรียกว่า สารประกอบ

ไตรกลเี ซอไรด์
กรดไขมัน แบง่ เปน็ 2 ประเภท

กรดไขมนั อม่ิ ตัว ไม่อ่มิ ตวั

จํานวนอะตอมไฮโดรเจน มาก น้อย
จุดหลอมเหลว สูงกว่า 25°C ตาํ่ กว่า 25°C
สถานะ ของเหลว
แหลง่ ทพี่ บมาก ของแขง็
ไขมนั สตั ว์ น้ํามนั พชื
พนั ธะระหว่างคาร์บอน คู่
ความวอ่ งไวต่อปฏกิ ิรยิ า เด่ียว มาก
น้อย

กรดไขมนั ไมอ่ มิ่ ตัว + แกส๊ ไฮโดรเจน ------> กรดไขมนั อิม่ ตัว
เรยี กว่า ปฏกิ ิริยาไฮโดรจิเนชนั ใช้ในการผลิตเนยเทยี มหรือมาการนี
กรดไขมนั ไม่อิ่มตวั + แกส๊ ออกซิเจน ------> กล่นิ เหมน็ หนื
เรียกว่า ปฏิกิริยาออกซเิ ดชัน
แสดงว่า นํ้ามันพืช จะเกิดกล่นิ เหมน็ หืนได้งา่ ยกวา่ น้ํามนั สัตว์ แต่ในธรรมชาตินาํ้ มันพืชจะมีวิตามนิ E
ซึ่งเป็นสารต้านหืน

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 55 เคมี (อ.กรกฤช)

การทดสอบประเภทของกรดไขมนั
โดยการหยดน้ํามัน ลงในสารละลายทงิ เจอรไ์ อโอดนี (สีน้าํ ตาล) จนกระท่งั เปล่ียนเปน็ ไมม่ ีสี นบั
จาํ นวนหยดทใ่ี ช้ไป
โดยกรดไขมนั ชนิดไม่อม่ิ ตวั จะใช้จํานวนหยดมากกว่า กรดไขมันชนดิ อิม่ ตวั

ไขมันในเลอื ด หรอื คอเลสเทอรอล
- เปน็ สารเบอ้ื งตน้ ในการสร้างฮอรโ์ มนเพศ น้าํ ดี และสารสเตอรอลใต้ผวิ หนงั ที่สามารถเปล่ยี นเปน็
วติ ามนิ D เม่อื ไดร้ บั แสงแดด

รา่ งกายสรา้ งได้เอง พบมากในไข่แดง เคร่อื งในสัตว์ และอาหารทะเล แตถ่ ้ามมี ากเกินไปจะ
เกาะตามหลอดเลอื ดเกิดการอุดตนั เกิดโรคหัวใจขาดเลอื ด หรอื ทําใหเ้ ป็นอัมพาต

คาร์โบไฮเดรตและโปรตนี สามารถเปลย่ี นเป็นไขมันได้

การใชป้ ระโยชนจ์ ากไขมนั
การผลิตสบ่จู ากปฏิกิรยิ าสะปอนนฟิ ิเคชนั (Saponification)
ไดจ้ ากไขมันกบั เบสแก่ (โซเดยี มไฮดรอกไซด์ / NaOH)

2. โปรตีน (C H O N) มหี น้าทีด่ ังนี้
- เปน็ ส่วนประกอบหลักของร่างกายคน ประมาณ 50% ของนาํ้ หนกั แห้ง
- ช่วยเสรมิ สรา้ งการเจริญเตบิ โตและซอ่ มแซมเน้อื เยอ่ื
- ช่วยในการรกั ษาสมดลุ นํ้าและสมดลุ กรด-เบส
- เปน็ สว่ นประกอบของเลอื ด เอนไซม์ ฮอร์โมน ภมู คิ ุม้ กัน
- 1 กรมั ใหพ้ ลงั งาน 4 กโิ ลแคลอรี
หนว่ ยย่อย คอื กรดอะมโิ น มีทง้ั หมด 22 ชนิด แบง่ เปน็
• กรดอะมโิ นทจี่ าํ เปน็ มี 8 ชนิด ซึ่งรา่ งกายสงั เคราะห์ไมไ่ ด้ ดังน้ี
ไอโซลวิ ซนี เวลนี ทริปโตเฟน เฟนลิ อะลานนี ทรโิ อนนี เมไทโอนนี ไลซีน ลิวซนี
สาํ หรับเดก็ ทารก ต้องการเพ่มิ อกี 2 ชนดิ คือ อาร์จีนนี กบั ฮีสติดีน
• กรดอะมโิ นที่ไม่จาํ เปน็ มี 14 ชนดิ ซึ่งรา่ งกายสามารถสังเคราะหเ์ องไม่ได้

โปรตีนคุณภาพสูง มีกรดอะมิโนที่จําเป็นครบถ้วนและย่อยสลายได้ง่าย ได้แก่ โปรตีนจากสัตว์
โปรตีนเกษตร คือ โปรตีนที่ได้จากพืช ซ่ึงจะมีกรดอะมิโนท่ีจําเป็นไม่ครบ เช่น ถ่ัวเหลือง ขาดเมไทโอนีน และ
ทรปิ โตเฟน

เคมี (อ.กรกฤช) 56 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

การแปลงสภาพโปรตีน คือ การท่โี ครงสรา้ งของโปรตนี ถกู ทําลาย เช่น แข็งตวั
- ความรอ้ น เชน่ ไข่ต้ม
- สารละลายกรด-เบส เชน่ การบีบมะนาวใส่เนอื้ หมู
- ตวั ทาํ ละลาย เชน่ การใช้แอลกอฮอล์เชด็ แผล เพ่ือฆ่าเชื้อโรค
- ไอออนของโลหะหนกั เชน่ ยาฆา่ แมลง สามารถแกพ้ ิษดว้ ยการกินไขข่ าวหรือนมสด
คณุ ค่าทางชวี วิทยา หมายถึง คุณภาพของโปรตนี ทน่ี าํ มาสรา้ งเปน็ เน้ือเย่อื (ไข่ 100%)
เด็กทารก (3-12 เดือน) เปน็ ชว่ งอายทุ ีม่ ีความต้องการโปรตีนสูงสุด
หญิงมคี รรภแ์ ละหญิงให้นมบุตรมคี วามต้องการโปรตนี มากกวา่ หญิงปกติ
หากรา่ งกายได้รบั โปรตีนไม่เพียงพอ จะทําใหเ้ กิดอาการพุงโรกน้ ปอด

3. คารโ์ บไฮเดรต (C H O) มีหน้าท่ดี งั น้ี
- เป็นแหลง่ พลงั งานหลักของคน (1 กรมั ใหพ้ ลงั งาน 4 กิโลแคลอรี)
- ให้ความอบอนุ่ และชว่ ยควบคุมอุณหภูมริ ่างกายให้คงท่ี
- เปน็ อาหารทจ่ี ําเปน็ ของเซลล์และเน้อื เยื่อในสมอง
- ชว่ ยปกป้องกลา้ มเนื้อ
3.1 มอโนแซ็กคาไรด์ (นํา้ ตาลโมเลกุลเดีย่ ว)
• น้าํ ตาลทีม่ ีสตู รเป็น C5H10O5 เรียกวา่ เพนโตส
• นาํ้ ตาลที่มสี ตู รเป็น C6H12O6 เรียกวา่ เฮกโซส แต่มีโครงสรา้ งแตกต่างกัน เชน่
- กลโู คส เป็นน้ําตาลขนาดเลก็ ท่สี ุด ทรี่ ่างกายสามารถนาํ ไปใชไ้ ด้ทนั ที
- ฟรุกโทส (ฟรักโทส) เป็นนาํ้ ตาลท่มี ีรสหวานที่สดุ
- กาแลก็ โทส เป็นน้าํ ตาลที่พบในนาํ้ นม

3.2 ไดแซก็ คาไรด์ (น้ําตาลโมเลกลุ ค่)ู
• กลโู คส + กลูโคส = มอลโทส พบในขา้ ว ใช้ทําเบยี ร์ และอาหารทารก
• กลูโคส + ฟรกุ โทส = ซโู ครส หรือน้ําตาลทราย พบมากในออ้ ย
• กลูโคส + กาแล็กโทส = แลก็ โทส พบมากในนาํ้ นม

3.3 พอลิแซ็กคาไรด์ (น้ําตาลโมเลกลุ ใหญ)่
• แปง้ เกดิ จากกลโู คสหลายพนั โมเลกลุ มาต่อแบบสายยาวและก่ิง พบในขา้ ว
- คนย่อยสลายไดด้ ้วยเอนไซม์อะไมเลส ท่ีมีในน้ําลาย
• เซลลูโลส เกิดจากกลโู คสประมาณ 5,000 โมเลกลุ ต่อแบบสายยาว พบในเส้นใยพชื
- เป็นคารโ์ บไฮเดรตท่ีพบมากในธรรมชาติ
- เปน็ องค์ประกอบสาํ คัญของผนงั เซลล์ ในเซลลพ์ ชื
- รา่ งกายคนยอ่ ยสลายไมไ่ ด้ แตใ่ นวัวควายมแี บคทเี รียทําให้ยอ่ ยสลายได้
- ช่วยกระตุ้นให้ลาํ ไสใ้ หญ่เคลอื่ นไหว ดดู ซับน้ําไดด้ ี จงึ ทําให้อุจจาระออ่ นนมุ่
• ไกลโคเจน เกิดจากกลโู คสเป็นแสนถึงล้านโมเลกลุ มาตอ่ แบบก่งิ พบในคนและสัตว์
ที่ตับและกลา้ มเน้อื เป็นแหล่งพลังงานสาํ รอง

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 57 เคมี (อ.กรกฤช)

ฮอร์โมนอินซูลิน ทําหน้าที่ลดนํ้าตาลกลูโคสในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ โดยจะกระตุ้นให้กลูโคส
เปลย่ี นเปน็ ไกลโคเจน

ดงั นนั้ ถ้าร่างกายขาดอนิ ซลู นิ จะไม่เกดิ การสรา้ งไกลโคเจน ทาํ ใหก้ ลโู คสในเลอื ดเพิม่ ขึ้นโดยจะถกู ขับ
ออกมาทางปัสสาวะ ซงึ่ เปน็ อาการของโรคเบาหวาน

หมายเหตุ : ไคติน เป็นพอลิแซก็ คาไรด์ ทพ่ี บมากเป็นอันดับ 2 พบได้ในเปลอื กของก้งุ หอย ปู
แมลง ใชใ้ นการผลิตยาและเคร่ืองสําอาง

4. กรดนิวคลีอิก (C H O N) แบง่ เปน็
- กรดดีออกซไี รโบนวิ คลอี กิ (DNA) พบในนิวเคลยี ส ทําหน้าทเ่ี ป็นสารพนั ธุกรรม
- กรดไรโบนิวคลอี ิก (RNA) พบในนวิ เคลยี สและไซโทพลาซมึ ทําหนา้ ทส่ี ังเคราะห์โปรตีน
หน่วยยอ่ ย เรียกวา่ นิวคลโี อไทด์ ซง่ึ ประกอบด้วย
1. น้าํ ตาลเพนโตส
2. หมู่ฟอสเฟต
3. ไนโตรเจนเบส

DNA ประกอบด้วย นวิ คลีโอไทด์ต้งั แตแ่ สนถึงลา้ นหนว่ ย มาเชอื่ มต่อกัน 2 สาย พันเปน็ เกลยี ว
วนขวา โดยเกาะกนั ด้วยคู่ไนโตรเจนเบสทเี่ ฉพาะเจาะจง คอื

อะดนี ีน (A) กับไทมีน (T)
กวานนี (G) กบั ไซโตซนี (C)

RNA ประกอบด้วย นิวคลโี อไทด์ มาเช่ือมต่อกัน 1 สาย โดยมีไนโตรเจน-เบส คือ
อะดนี ีน ยรู าซลิ กวานีน ไซโตซนี

เคมี (อ.กรกฤช) 58 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29

บทที่ 4 ปโตรเลียม

เกิดจากซากพืชซากสัตว์ท่ีตายทับถม แล้วถูกย่อยสลายจะให้ธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนออกมาแล้ว
รวมตวั กัน จะเกิดเปน็ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน

มที ้งั ของเหลว คือ นาํ้ มนั ดบิ และแกส๊ คือ แก๊สธรรมชาติ
โดยถูกกักเกบ็ ภายใตพ้ ื้นโลก ในชั้นหนิ ทรายท่อี ยูร่ ะหวา่ งชั้นหินดินดาน ทโ่ี ก่งตัวเป็นรปู กระทะคว่าํ

แกส๊ ธรรมชาติ
น้ํามนั ดบิ
นา้ํ

1. นา้ํ มันปโตรเลียม

ประเทศไทยพบครง้ั แรกที่ อ.ฝาง จ.เชยี งใหม่ ตอ่ มาที่ อ.ลานกระบือ จ.กําแพงเพชร เรียกวา่ แหล่ง
สริ ิกิติ์ โดยประกอบดว้ ย C 85-90% , H 10-15% > S > O > N

การกลน่ั ปิโตรเลยี ม เรยี กว่า การกล่ันลาํ ดบั ส่วน โดยใช้ความร้อน 350-400°C ไดผ้ ลติ ภณั ฑ์ เรยี งจาก
จุดเดอื ดตาํ่ ไปสงู (ตัง้ แต่ C1 อะตอม ถึง > 50 อะตอม) ดงั น้ี

มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน เบนซิน ก๊าด ดีเซล หลอ่ ล่นื เตา ไข ยางมะตอย

แกส๊ ของเหลว ของแข็ง

ดา้ นบน -------------------------------------------------------------------> ด้านล่าง

โมเลกุลเลก็ ------------------------------------------------------------> โมเลกลุ ใหญ่

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 59 เคมี (อ.กรกฤช)

2. แกสธรรมชาติ

ประเทศไทยพบบรเิ วณอ่าวไทย และมีมากในเชงิ พาณชิ ย์ และท่ี อ.น้าํ พอง จ.ขอนแกน่ ส่วนใหญ่เปน็
แก๊สมเี ทน ร้อยละ 80-95

ปฏิกิรยิ าการเผาไหม้ คือ ปฏิกิรยิ าระหวา่ งสารไฮโดรคาร์บอนกบั แกส๊ ออกซิเจน แบง่ เป็น
- การเผาไหมท้ ีส่ มบรู ณ์ เกิดเมือ่ มีแก๊ส O2 ปรมิ าณมากเพยี งพอ จะได้ CO2 และไอน้าํ

ซงึ่ จะไม่มเี ถา้ ถา่ นแกส๊ พิษ และเขมา่ เกิดข้นึ
- การเผาไหมไ้ ม่สมบูรณ์ เกดิ เมื่อมแี กส๊ O2 ปริมาณน้อย จะได้ CO

ซงึ่ แกส๊ คารบ์ อนมอนอกไซดจ์ ะไปจบั กบั ฮโี มโกลบินในเมด็ เลือดแดง ทําให้รา่ งกายเกิดการขาดออกซิเจน
จนอาจเกดิ อาการคลนื่ ไส้ อาเจียน หน้ามืด เป็นลมหรอื เสียชีวิตได้

3. เชือ้ เพลิงในชีวติ ประจําวนั

- แกส๊ มีเทน (CH4) ใช้ในการผลติ กระแสไฟฟา้ และเป็นเชอื้ เพลงิ สําหรบั ยานพาหนะ
(NGV/Natural Gas Vehicle หรอื CNG/Compressed Natural Gas)

- แกส๊ หงุ ต้มประกอบด้วย แก๊สโพรเพน (C3H8) และแกส๊ บวิ เทน (C4H10) ท่ีถกู อดั ดว้ ยความดันสูงจนมี
สถานะเปน็ ของเหลว เรียกวา่ แก๊สปโิ ตรเลียมเหลว (Liquid Petroleum Gas /LPG)

- นํา้ มันเบนซินเปน็ เช้ือเพลงิ สาํ หรบั รถยนต์ท่ใี ชเ้ ครือ่ งยนต์แก๊สโซลีน
ตวั เลขบอกคุณภาพของนํ้ามันเบนซนิ เรยี กว่า เลขออกเทน โดยกาํ หนดให้

: ไอโซออกเทน (C8H18) มปี ระสิทธิภาพการเผาไหมด้ ี ทําใหเ้ ครื่องยนต์เดนิ เรียบ
มเี ลขออกเทน = 100

: นอรม์ อลเฮปเทน (C7H16) มปี ระสทิ ธภิ าพการเผาไหม้ไม่ดี ทาํ ให้เครื่องยนตก์ ระตุก
มเี ลขออกเทน = 0

เชน่ น้ํามนั เบนซินเลขออกเทน 91 หมายถงึ น้ํามนั เบนซนิ ท่ีมีประสิทธภิ าพการเผาไหมเ้ หมอื นกับของ
ผสมท่ีมีอัตราสว่ นของไอโซออกเทน 91% และเฮปเทน 9%

แตน่ ้ํามันท่กี ลน่ั ได้ จะมีเลขออกเทนตา่ํ กว่า 75 จึงต้องมีการเติมสารเพิ่มเลขออกเทน คอื
• เตตระเมทลิ เลดหรือเตตระเอทิลเลด แต่จะมีพษิ จากไอตะก่ัว
• เมทิล เทอร์เชียรี่ บวิ ทลิ อีเทอร์ (MTBE) เรยี กว่า นา้ํ มันไร้สารตะกว่ั

นาํ้ มนั เบนซินผสมกับเอทานอล เรยี กว่า แก๊สโซฮอล์ (GASOHOL) แบง่ เป็น
• E10 : มเี อทานอล 10% ผสมกบั นํา้ มันเบนซิน 90%
• E20 : มเี อทานอล 20% ผสมกับนํา้ มันเบนซนิ 80%
• E85 : มีเอทานอล 85% ผสมกบั นาํ้ มันเบนซิน 15%
- นํา้ มันดีเซล บอกคุณภาพโดยใช้เลขซเี ทน โดยเปรยี บเทยี บกับ
: ซเี ทน มีประสทิ ธภิ าพดี มีเลขซเี ทน = 100
: แอลฟา เมทิล แนฟทาลนี มีประสทิ ธภิ าพไม่ดี มเี ลขซีเทน = 0

เคมี (อ.กรกฤช) 60 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29

บทท่ี 5 พอลเิ มอร

พอลเิ มอร์ คือ สารท่ีมขี นาดใหญ่ ซึง่ เกิดจากการรวมตวั ของสารขนาดเล็ก หรอื มอนอเมอร์
การเกดิ พอลเิ มอร์ เรยี กว่า ปฏิกริ ยิ าพอลิเมอไรเซชัน แบ่งเปน็ 2 แบบ
1. แบบควบแน่น เกดิ จากมอนอเมอร์รวมตวั กนั แลว้ จะได้พอลเิ มอร์และนํา้ เช่น

กลโู คส + กลูโคส + กลูโคส + .......... ------> แป้ง + นํ้า

2. แบบเตมิ เกดิ จากมอนอเมอร์รวมตัวกนั แล้วไดพ้ อลเิ มอรเ์ พียงชนิดเดียว เช่น
เอทิลีน + เอทลิ นี + เอทิลีน + .......... ------> พอลิเอทลิ นี

โครงสร้างพอลเิ มอร์
1. แบบเส้น : มคี วามหนาแน่น ขุน่ เหนียวและมีจุดหลอมเหลวสูง

เช่น พอลิเอทิลนี ชนิด HDPE (high density polyethylene)
พอลไิ วนลิ คลอไรด์ (PVC)
พอลิสไตรนี (PS)
พอลไิ วนลิ แอซเี ตต หรือกาวสีขาว
พอลไิ วนลิ แอลกอฮอล์ หรอื กาวสใี ส

2. แบบกงิ่ : มคี วามยืดหย่นุ
เชน่ พอลเิ อทลิ นี ชนดิ LDPE (Low density polyethylene)

3. แบบร่างแห
: มีความยดื หยุน่ อ่อนตวั แต่ถ้ามพี นั ธะมากจะแข็ง ไม่ยดื หยุ่น เปราะหกั งา่ ย
: หลอมหรือเปล่ียนแปลงรูปรา่ งไมไ่ ด้ เมือ่ ได้รับความร้อนสูง จะแตกหัก
เชน่ เบกาไลต์
เมลามนี
ยเู รียฟอร์มัลดีไฮด์

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 61 เคมี (อ.กรกฤช)

1. พลาสตกิ

พลาสติก แบ่งเปน็
• เทอรม์ อพลาสติก มีโครงสรา้ งแบบเส้น หรอื แบบกิง่

: เมือ่ ไดร้ ับความรอ้ นจะอ่อนตวั
: เปลยี่ นรปู รา่ งกลบั ไปมาได้ เพราะสมบตั ไิ มเ่ ปลย่ี นแปลง
เช่น
- เอทิลนี (มอนอเมอรข์ นาดเลก็ ทสี่ ุด) รวมตวั ได้ พอลเิ อทลิ ีน เชน่ ถุง ขวด
- เตตระฟลูออโรเอทลิ นี รวมตัวได้ พอลิเตตระฟลอู อโรเอทิลีน หรอื เทฟรอน

ใชท้ ําสารเคลอื บกระทะ
- ไวนลิ คลอไรด์ รวมตวั ได้ พอลิไวนลิ คลอไรด์ หรอื PVC ใชท้ ําทอ่ น้าํ แผ่นไวนิล

• เทอรม์ อเซต มโี ครงสร้างแบบรา่ งแห
: เม่อื ไดร้ ับความร้อนจะไม่ออ่ นตัว
: เปลย่ี นรูปรา่ งกลับไปมาไมไ่ ด้ เพราะสมบัติเปลี่ยนแปลง
เช่น เบกาไลทใ์ ชท้ ําดา้ มจับกระทะและเตารดี และปลกั๊ ไฟฟ้า
เมลามีน ใช้ทําจาน ชาม
ยูเรียฟอรม์ าลดไี ฮด์ใช้ทาํ เต้าเสียบไฟฟา้ และแผ่นฟอรไ์ มกาปูโต๊ะ
อิพอกซี ใชท้ าํ กาว

หมายเหตุ : โฟม เป็นพลาสตกิ ทเี่ ป็นไดท้ ั้ง 2 แบบ
- เทอรโ์ มพลาสติก ทําจากพอลิสไตรนี ใช้ทําถาดอาหาร กล่องนํา้ แข็ง กันกระแทกหมวกกนั นอ็ ก
- เทอร์โมเซต ทําจากพอลยิ รู ีเทน ใชท้ าํ ฉนวน ใช้ในรถยนต์ ผนงั กันเสยี ง เคลอื บไม้

ประเภทของพลาสติกรไี ซเคลิ
กลุ่มที่ 1 PETE (polyethylene terephthalate) หรอื เพท : เปน็ พลาสติกใส แข็งแรง ทนทานและ
เหนียว ปอ้ งกนั การผา่ นของแกส๊ ไดด้ ี ใช้ทาํ ขวดนา้ํ ด่ืม นํา้ อัดลม น้ําปลา
กลมุ่ ที่ 2 HDPE (high density polyethylene) : เปน็ พลาสติกมคี วามหนาแน่นสงู นิม่ แต่เหนยี ว ใช้
ทําขวดแชมพู แป้งเดก็ ขวดนํา้ ถงุ รอ้ นชนดิ ขุน่
กลุ่มท่ี 3 PVC (polyvinyl chloride) หรือพวี ีซี : เปน็ พลาสตกิ ท่ีมีท้ังแขง็ และนม่ิ ใช้ทําทอ่ นํ้า สายยาง
ฟิล์มห่ออาหาร มา่ นห้องน้ํา ประตพู ลาสตกิ
กลุ่มที่ 4 LDPE (low density polyethylene) : เป็นพลาสติกมีความหนาแน่นตํา่ เหนียว ใส ใชท้ ํา
ฟิลม์ หอ่ อาหาร ถงุ ใสข่ นมปัง ถุงเยน็ ใสอ่ าหาร
กลุม่ ท่ี 5 PP (polypropylene) : เปน็ พลาสติกมีความหนาแนน่ ตํ่า แข็งและเหนียว ทนความร้อนและ
สารเคมี ใช้ทําภาชนะใส่อาหาร ถงั ตะกรา้ ขวดยา ถงุ ร้อนชนิดใส
กล่มุ ท่ี 6 PS (polystyrene) : เป็นพลาสตกิ ใส แขง็ แตเ่ ปราะ ใชท้ าํ โฟม เทปเพลง
กลมุ่ ที่ 7 อน่ื ๆ

เคมี (อ.กรกฤช) 62 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29

2. ยาง

ยาง แบ่งเป็น
• ยางธรรมชาติ เกิดจากมอนอเมอร์ คือ ไอโซพรีน รวมตวั เปน็ พอลิไอโซพรีน

- มคี วามยืดหยนุ่
- ทนตอ่ แรงดึง
- ทนต่อการขดั ถู
- ทนน้าํ น้ํามันพชื และสตั ว์
- ไม่ทนนํา้ มนั เบนซนิ และตวั ทาํ ละลายอินทรีย์
- ไม่ทนความร้อนและความเยน็
การปรับปรุงคุณภาพยางธรรมชาติ โดยการนํายางมาเตมิ กาํ มะถนั ทาํ ให้ไดย้ างท่ยี ืดหยนุ่ มากขน้ึ ทนแสง
และตวั ทาํ ละลาย เรยี กว่า ปฏกิ ิริยาวัลคาไนเซชนั

• ยางสงั เคราะห์ (ยางเทยี ม) เชน่
: ยาง IR (Isoprene Rubber) มโี ครงสร้างเหมอื นยางธรรมชาติ
- มีจุดเดน่ คือ ส่ิงเจือปนน้อยคุณภาพสมาํ่ เสมอ
- ใชท้ าํ จุกนมยางและอปุ กรณ์การแพทย์
: ยาง SBR (Styrene-Butadiene Rubber หรอื ยางสไตรีน-บวิ ทาไดอนี )
- ทนต่อการขัดถูมาก ใชท้ าํ พ้ืนรองเท้า สายยาง ยางปพู ้ืน

หมายเหตุ : ซิลิโคน เปน็ ยางสังเคราะห์ ประกอบดว้ ย ซิลคิ อน และออกซเิ จน
เปน็ พอลเิ มอร์ที่ไม่ว่องไวในการทําปฏกิ ิริยาเคมี สลายตัวยาก ทนต่อความร้อนจงึ
ใช้ทําอวยั วะเทียมทาํ แบบหล่อ ใช้ประสานกระจก

3. เสน ใย

เสน้ ใย แบ่งเป็น
• เสน้ ใยธรรมชาติ

- จากพืช คอื เส้นใยเซลลโู ลส เชน่ ฝา้ ย น่นุ ปอ ป่าน มะพร้าว ลินิน ผกั ตบชวา
- จากสัตว์ คือ เส้นใยโปรตีน เชน่ ไหม ขนสตั ว์ ผม
- จากแรธ่ าตุ เชน่ แร่ใยหิน มีสมบตั ิทนตอ่ การกดั กรอ่ นจากสารเคมี ทนความรอ้ น ไมน่ าํ ไฟฟ้า
ใช้ชดุ ดับเพลิง มา่ นเวที แต่มีอันตรายตอ่ ระบบหายใจ เปน็ มะเร็ง
• เส้นใยสงั เคราะห์ เช่น ไนลอน โทเรเทโทรอนหรือดาครอน
สมบัติ คือ ทนเชอ้ื รา ทนสารเคมี ยับยาก ไมด่ ดู ซับนา้ํ
• เส้นใยกึ่งสงั เคราะห์ : เปน็ การนําเสน้ ใยธรรมชาตมิ าปรับปรงุ เชน่ เส้นใยสงั เคราะห์จากเซลลโู ลส
(พชื ) ได้แก่
- เซลลูโลส + กรดแอซีติก ได้เซลลโู ลสแอซิเตต ใชท้ าํ แผ่นพลาสตกิ หุ้มสายไฟ
- เซลลูโลส + คอปเปอร์ (II) คาร์บอเนต + แอมโมเนีย ได้คิวปราโมเนียมเรยอน

โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29 63 เคมี (อ.กรกฤช)

เก็งขอสอบ

1. จํานวนของสิง่ ใดเปน็ เอกลกั ษณ์ของแต่ละธาตุ
1) มวล
2) โปรตอน
3) นิวตรอน
4) อิเลก็ ตรอน

เฉลย 2) โปรตอน เพราะอนุภาคโปรตอนอยู่ในนิวเคลียส จะมจี ํานวนคงที่เสมอ

2. เลขอะตอมแสดงจํานวนของอะไร
1) อเิ ลก็ ตรอนในอะตอม
2) โปรตอนในนิวเคลยี ส
3) ชนั้ อเิ ล็กตรอนของอะตอม
4) โปรตอนและนวิ ตรอนในนวิ เคลยี ส

เฉลย 2) เลขอะตอม คอื เลขทบ่ี อกว่าอะตอมน้นั เป็นธาตอุ ะไร ซงึ่ ธาตุจะมจี ํานวนโปรตอนคงท่เี สมอ

3. ธาตชุ นิดเดียวกันตอ้ งมีจํานวนของอนภุ าคใดเทา่ กัน
1) นวิ ตรอน
2) โปรตอน
3) อิเล็กตรอน
4) โฟตอน

เฉลย 2) ธาตชุ นดิ เดยี วกัน จะต้องมเี ลขอะตอมเทา่ กัน จงึ มีจาํ นวนโปรตอนเทา่ กนั

4. จากสญั ลักษณ์นวิ เคลียร์ของธาตุโพแทสเซียม 39 K ข้อใดผดิ
19

1) มีเลขมวลเท่ากับ 39

2) มีจาํ นวนโปรตอนเท่ากบั 19

3) มีจาํ นวนนิวตรอนเทา่ กับ 20

4) มีจํานวนอเิ ล็กตรอนเท่ากบั 20

เฉลย 4) เลขอะตอม จะเขียนไวด้ ้านลา่ ง จะแสดงจํานวนโปรตอน โดยอะตอมที่เปน็ กลางทางไฟฟ้า จะมี
ค่าเท่ากบั จํานวนอเิ ลก็ ตรอนดว้ ย ดังน้ัน จะต้องมีจาํ นวนอเิ ลก็ ตรอน = 19

เคมี (อ.กรกฤช) 64 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

5. อะตอมของธาตุโบรอนทม่ี ีสญั ลักษณ์นิวเคลียร์ 151B มีการจัดอิเลก็ ตรอนอย่างไร
1) 2, 3
2) 2, 4
3) 2, 4, 5
4) 2, 8, 1

เฉลย 1) ธาตุ B มีเลขอะตอม = 5 จะมีจาํ นวนอิเลก็ ตรอน = 5 จงึ มีการจัดเรยี งอเิ ล็กตรอนเป็น 2, 3

6. กาํ มะถันมีเลขอะตอมของธาตุเท่ากับ 16 มกี ารจดั เรียงอิเล็กตรอนตามระดับพลงั งานอย่างไร
1) 2, 8, 6
2) 2, 6, 8
3) 2, 6, 6, 2
4) 2, 4, 4, 6

เฉลย 1) เลขอะตอม = 16 จะมจี ํานวนอเิ ลก็ ตรอน = 16 จึงมีการจดั เรียงอเิ ล็กตรอนเปน็ 2, 8, 6

7. ธาตุ X ซงึ่ มีสัญลักษณ์นวิ เคลียร์เปน็ 85 X มีการจดั อิเลก็ ตรอนตามระดับพลังงานอย่างไร
37

1) 2, 8, 18, 9

2) 2, 8, 18, 8, 1

3) 2, 8, 18, 18, 2

4) 2, 8, 18, 32, 18, 7

เฉลย 2) เลขอะตอม = 37 จะมจี าํ นวนอิเล็กตรอน = 37 จงึ มกี ารจดั เรียงอเิ ลก็ ตรอนเปน็ 2, 8, 18, 8, 1

8. ธาตุ X ในขอ้ 7 มเี วเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนเปน็ เท่าใด
1) 1
2) 2
3) 7
4) 9

เฉลย 1) เวเลนซ์อิเล็กตรอน คอื อิเลก็ ตรอนท่อี ยู่วงนอกสดุ

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 65 เคมี (อ.กรกฤช)

9. ธาตใุ ดมีจาํ นวนเวเลนซ์อิเล็กตรอนมากทีส่ ุด
19
1) 9 F

2) 23 Na
11
32
3) 16 S

4) 40 Ca
20

เฉลย 1) F มีการจดั เรียงอเิ ลก็ ตรอนเป็น 2, 7
Na มกี ารจัดเรยี งอิเล็กตรอนเปน็ 2, 8, 1
S มีการจดั เรยี งอเิ ลก็ ตรอนเปน็ 2, 8, 6
Ca มกี ารจัดเรียงอเิ ล็กตรอนเป็น 2, 8, 8, 2

10. ธาตุที่เลขอะตอมใดมสี มบตั แิ ตกต่างจากพวกมากทส่ี ดุ
1) 12
2) 20
3) 36
4) 56

เฉลย 3) เวเลนซอ์ เิ ล็กตรอน จะมคี ่าเท่ากบั หมขู่ องธาตุ
เลขอะตอม = 12 มีการจดั เรียงอเิ ล็กตรอนเปน็ 2, 8, 2 แสดงวา่ อยู่หมู่ 2
เลขอะตอม = 20 มีการจดั เรียงอเิ ลก็ ตรอนเป็น 2, 8, 8, 2 แสดงวา่ อยหู่ มู่ 2
เลขอะตอม = 36 มีการจดั เรียงอิเล็กตรอนเป็น 2, 8, 18, 8 แสดงว่า อยหู่ มู่ 8
เลขอะตอม = 56 มีการจดั เรียงอเิ ล็กตรอนเป็น 2, 8, 18, 18, 8, 2 แสดงว่า อย่หู มู่ 2

11. หาก A เปน็ ธาตใุ นหมู่ IA และ B เปน็ ธาตใุ นหมู่ VIIA ขอ้ ใดผิด
1) มักพบอโลหะ B ในรูป B2
2) พบออกไซด์ของ A ในรปู AO
3) เกิดสารประกอบไอออนิก AB ได้
4) ไมค่ วรใหโ้ ลหะ A สัมผัสน้ําเน่อื งจากเกิดปฏิกริ ยิ ารนุ แรง

เฉลย 2) สตู รออกไซด์ของ A ตอ้ งเป็น A2O เพราะ A อยู่หมู่ที่ IA มีประจุ +1 และออกซิเจน อยหู่ ม่ทู ่ี
VIA มปี ระจุเป็น -2

เคมี (อ.กรกฤช) 66 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29

12. ข้อใดผดิ เก่ยี วกับธาตุหมู่ VIIIA
1) เฉ่ือยต่อปฏิกริ ยิ า
2) พบในรปู อะตอมอสิ ระ
3) มีเวเลนซอ์ ิเลก็ ตรอนเท่ากบั 8
4) มีสถานะเป็นของเหลวหรอื แก๊ส

เฉลย 4) มีสถานะเป็นแกส๊ เท่าน้นั

13. แก๊สเฉอ่ื ยอยู่ตําแหน่งใดของตารางธาตุ
1) ซา้ ยสุด
2) ขวาสดุ
3) ตรงกลาง
4) กระจายทัว่

เฉลย 2) แก๊สเฉอ่ื ย คือ ธาตหุ มู่ VIIIA

14. ข้อใดไมใ่ ช่โลหะแทรนซชิ นั
1) ทองแดง (Cu)
2) แคลเซียม (Ca)
3) โครเมยี ม (Cr)
4) โคบอลต์ (Co)

เฉลย 2) แคลเซยี ม เป็นธาตหุ มู่ IIA

15. ขอ้ ใดไม่ใชโ่ ลหะแทรนซิซัน
1) Mn (manganese)
2) Mg (magnesium)
3) Mo (molybdenum)
4) Md (mendelevium )

เฉลย 2) Mg (magnesium) เป็นธาตหุ มู่ IIA

โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 67 เคมี (อ.กรกฤช)

16. หากไอโอดนี -131 ปริมาณ 1 กรัม มคี ร่ึงชีวิตเปน็ 8.1 วัน ขอ้ ใดผิด
1) เมอ่ื เวลาผ่านไป 8.1 วัน ปรมิ าณไอโอดนี จะเหลอื 0.5 กรมั
2) ใช้เวลา 16.2 วัน ไอโอดนี จงึ จะสลายตวั หมด
3) หากมีไอโอดีน 5 กรัม คร่งึ ชวี ิตจะเป็น 8.1 วัน
4) อัตราการสลายตวั นไี้ มข่ ึน้ อยู่กับอณุ หภมู แิ ละความดัน

เฉลย 2) ธาตุกมั มันตรังสจี ะสลายตวั ลดลงเหลือครงึ่ หนงึ่ ไปเรือ่ ยๆ โดยจะไมห่ มด

17. ขอ้ ใดผิด
1) การผลิตไบโอดเี ซลใชป้ ฏกิ ิรยิ าการเตรยี มเอสเทอร์
2) แกส๊ โซฮอล์เป็นน้ํามันเชือ้ เพลงิ ทีม่ ีส่วนผสมของเอทานอล
3) เมลด็ สบดู่ ําเป็นส่วนของพชื ทน่ี ํามาเตรยี มเป็นแกส๊ โซฮอลไ์ ด้
4) ไบโอดีเซลเป็นนาํ้ มันเชอ้ื เพลิงท่ผี ลติ จากนํา้ มนั พืชหรือไขมนั สัตว์

เฉลย 3) เอทานอล ทเี่ ปน็ ส่วนผสมของแก๊สโซฮอล์ จะไดม้ าจากอ้อยกบั มนั สําปะหลัง

18. ข้อใดไมใ่ ช่สารประกอบไอออนกิ
1) CaO
2) NaCl
3) CH4
4) KNO3

เฉลย 3) สารประกอบไอออนกิ คอื สารทีป่ ระกอบด้วยธาตุโลหะกับธาตุอโลหะ

19. พันธะระหว่างอะตอมในโมเลกุลของแอมโมเนยี (NH3) เปน็ พนั ธะชนดิ ใด
1) ไอออนิก
2) ไฮโดรเจน
3) โควาเลนต์
4) วนั เดอรว์ าลส์

เฉลย 3) พนั ธะระหวา่ งอะตอมในโมเลกุลของแอมโมเนีย (NH3) เป็นพนั ธะระหว่างธาตอุ โลหะกับธาตุ
อโลหะ

เคมี (อ.กรกฤช) 68 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29

20. พนั ธะระหว่างอะตอมในโมเลกุลใดแตกตา่ งจากขอ้ อื่น
1) H2O
2) I2
3) KI
4) CO

เฉลย 3) เปน็ พนั ธะไอออนิก

21. ข้อใดมีการเปล่ยี นแปลงทางเคมี
1) นา้ํ แขง็ ละลายกลายเป็นนํา้
2) แท่งแก้วงอเม่อื ไดร้ บั ความรอ้ น
3) อากาศรอ้ นพวยพุ่งจากหมอ้ น้าํ รถยนต์
4) เมอ่ื บบี มะนาวลงในนาํ้ ชา ทาํ ใหส้ เี ปลย่ี น

เฉลย 4) การเปลี่ยนแปลงทางเคมี จะตอ้ งมีการเกดิ สารใหม่ ซึ่งอาจสังเกตได้จากการเปล่ียนสี

22. ขอ้ ใดผิดเกย่ี วกบั ปฏิกิริยาเคมีต่อไปนี้

2N2O5(g) 4NO2(g) + O2(g)

1) อัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าหาไดจ้ ากปริมาณแก๊ส N2O5 ท่ีลดลงต่อวินาที

2) อตั ราการเกิดปฏิกริ ิยาหาไดจ้ ากปรมิ าณแกส๊ NO2 ทเี่ พม่ิ ขึ้นต่อวนิ าที

3) อตั ราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าหาไดจ้ ากปริมาณแก๊ส O2 ท่ีลดลงต่อวนิ าที

4) อัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าทีห่ าไดท้ ง้ั สามขอ้ ขา้ งต้นมีคา่ เทา่ กัน

เฉลย 3) อตั ราการเกิดปฏิกริ ิยาหาไดจ้ ากปรมิ าณสารเริ่มต้นทีล่ ดลงภายในชว่ งเวลา หรอื ปรมิ าณสาร
ผลิตภัณฑท์ ี่เกิดขน้ึ ภายในชว่ งเวลา

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 69 เคมี (อ.กรกฤช)

ขอ้ มลู ตอ่ ไปนใ้ี ช้ตอบคาํ ถามข้อ 23-24

CH3OH ทําปฏกิ ริ ยิ ากบั แก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ให้สาร CH3Cl กับ H2O ได้ผลดังกราฟตอ่ ไปน้ี

ความเข้มข้น HCl (mol/L) 40 เวลา (sec)
3 80 120 160

2.5
2

1.5
1

0.5
0

23. จากผลการทดลอง ข้อสรุปใดถกู ตอ้ ง
1) อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าคงท่ี
2) อัตราการเกดิ ปฏกิ ิริยาลดลงเรอ่ื ยๆ เม่ือเวลาผ่านไป
3) อตั ราการเกดิ ปฏิกริ ิยาเพ่ิมขน้ึ เรื่อยๆ เม่ือเวลาผ่านไป
4) เมอื่ เพมิ่ อุณหภมู ิ ปฏิกิริยานี้จะเกิดเรว็ ขึ้น

เฉลย 2) แกส๊ ไฮโดรเจนคลอไรด์ (HCl) เป็นสารตั้งตน้ เมื่อเกดิ ปฏิกิรยิ าจงึ มปี รมิ าณลดลงเรือ่ ยๆ
24. อตั ราการเกิดปฏิกิริยาทชี่ ว่ งเวลา 0-20 วินาทีเปน็ ก่ี mol/L/sec

1) 0.025
2) 0.050
3) 0.075
4) 0.10

เฉลย 3) อตั ราการเกิดปฏิกริ ยิ า ชว่ ง 0-20 วินาที หาได้จาก
= ปริมาณ HCl ทล่ี ดลง / ชว่ งเวลาท่เี ปลยี่ นแปลง
= (2.5 - 1.0) / (20 - 0)
= 0.075

เคมี (อ.กรกฤช) 70 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

25. หากวดั ความเขม้ ข้นของ CH3Cl ในขณะเกิดปฏิกิริยาจะได้กราฟดังข้อใด โดยทแี่ กนตัง้ เปน็ ความเขม้ ขน้
และแกนนอนเป็นเวลา

1) 2)

3) 4)

เฉลย 3) CH3Cl เปน็ ผลิตภัณฑ์ เม่อื เวลาผ่านไปจึงมีปรมิ าณเพ่มิ ข้ึนเรอ่ื ยๆ จนเมือ่ สารตง้ั ตน้ หมด
ความเขม้ ขน้ ของ CH3Cl จะค่อยๆ คงที่

26. ฝนกรดเปน็ ผลเสียจากการใชถ้ า่ นหินที่มีเปอร์เซ็นต์ของธาตุใดสงู
1) H
2) O
3) S
4) C
เฉลย 3) ถา่ นหนิ จะมกี าํ มะถันเปน็ ส่วนประกอบ เมื่อเผาไหม้จะเกิดแกส๊ ซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์ ซงึ่ เปน็
สาเหตุของฝนกรด

27. ขอ้ ใดไม่เป็นการเพม่ิ อตั ราการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
1) หน่ั ผลไม้ท่ีใชด้ อง
2) แชผ่ ลไม้ในสารกนั บดู เจอื จาง
3) ใส่นํ้าตาลลงในโหลผลไม้ดอง
4) นําโหลทีม่ ีผลไม้ดองไปตากแห้ง
เฉลย 2) สารกันบูดเจอื จาง จะลดอตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยา เพราะไปชะลอการเกดิ ปฏิกิรยิ า

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 71 เคมี (อ.กรกฤช)

28. ขอ้ ใดไมใ่ ชส่ ารชีวโมเลกลุ
1) โปรตีน
2) คารโ์ บไฮเดรต
3) ไขมนั
4) เกลอื แร่

เฉลย 4) สารชีวโมเลกุล คือ สารประกอบที่พบในสงิ่ มชี ีวิต มี 4 ชนิด คือ โปรตนี ไขมนั คารโ์ บไฮเดรต
กรดนวิ คลอี ิก

29. ข้อใดไมใ่ ชข่ ้อสรปุ ท่ไี ดจ้ ากตารางข้อมูลน้ี

กรดไขมนั สตู รโครงสรา้ งอย่างง่าย จดุ หลอมเหลว (°C)

A CH3 ( CH2)14 COOH 63
B CH3 ( CH2)16 COOH 70
C CH3 ( CH2)7 CH CH ( CH2)7 COOH 13
D CH3 ( CH2)4 CH CH CH2 CH CH (CH2)7 COOH -9

1) กรดไขมัน A และ B เป็นของแขง็ ทอ่ี ุณหภมู ิห้อง
2) ในน้ํามันสตั วม์ กี รดไขมนั A และ B มากกวา่ กรดไขมัน C และ D
3) กรดไขมนั A และ B เกดิ กล่ินเหมน็ หนื ง่ายกวา่ กรดไขมัน C และ D
4) กรดไขมนั ทม่ี จี าํ นวนพันธะค่มู ากกวา่ จะมจี ดุ หลอมเหลวน้อยกวา่ หากมจี าํ นวนคารบ์ อนเทา่ กัน

เฉลย 3) กรดไขมัน A และ B มีพนั ธะระหวา่ งอะตอมคาร์บอนเปน็ พนั ธะเดีย่ ว จึงเปน็ ชนิดอิ่มตัว จะมี
สถานะเป็นของแขง็ พบมากในไขมันสัตว์ และจะเกดิ ปฏกิ ิรยิ ายากกว่ากรดไขมัน C และ D

30. กรดไขมันใดเป็นกรดไขมนั อมิ่ ตัว ซ่ึงสามารถรวมตัวกบั คอเลสเทอรอลและทาํ ให้เกิดการอดุ ตันในหลอด
เลือดได้
1) A
2) D
3) A และ B
4) C และ D

เฉลย 3) กรดไขมัน A และ B มีพนั ธะระหวา่ งอะตอมคารบ์ อนเปน็ พนั ธะเดีย่ ว และมจี ุดหลอมเหลว
มากกวา่ 25°C จงึ เปน็ กรดไขมันชนดิ อม่ิ ตวั

เคมี (อ.กรกฤช) 72 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

31. หากนํากรดไขมันท้ังสี่มาอุ่นให้ร้อนและหยดทิงเจอร์ไอโอดีนทีละหยด จนกระท่ังสีของทิงเจอร์ไอโอดีน
ไม่หายไป สารละลายกรดไขมันใดจะใช้จํานวนหยดของทงิ เจอรไ์ อโอดนี มากทสี่ ุด
1) A
2) B
3) C
4) D

เฉลย 4) กรดไขมัน D มีพันธะคูร่ ะหวา่ งอะตอมคาร์บอนมาก จึงเปน็ กรดไขมนั ชนดิ ไมอ่ มิ่ ตวั มากทส่ี ุด
ทาํ ใหเ้ กิดปฏิกริ ยิ าได้มากทสี่ ุด

32. กรดไขมันใดเปน็ กรดไขมนั จาํ เปน็ ซง่ึ ร่างกายสงั เคราะหไ์ ม่ได้
1) A
2) B
3) C
4) D

เฉลย 4) กรดไขมนั จาํ เปน็ คอื กรดไขมนั ทม่ี พี ันธะคู่ระหว่างอะตอมคาร์บอนมากกวา่ 2 ตาํ แหนง่ ข้ึนไป

33. เมอ่ื นําน้าํ มนั สาํ หรับประกอบอาหาร A และ B ปริมาตรเท่ากนั มาอุ่นให้ร้อน แล้วหยดทงิ เจอร์ไอโอดีน
ทีละหยดและคน รอจนสีทงิ เจอรไ์ อโอดีนหายไป แลว้ เตมิ หยดต่อไป นับจํานวนหยดที่เตมิ จนกระทั่ง
หยดสุดท้ายที่สีไม่หายไป ไดผ้ ลการทดลองดังตาราง

นํา้ มัน จาํ นวนหยด
A 23
B 10

น้าํ มนั ชนิดใดเหมาะแก่การบรโิ ภคมากท่ีสุด
1) นํ้ามนั A เพราะมีกรดไขมนั อ่ิมตวั มากที่สุด
2) นํ้ามัน B เพราะมกี รดไขมนั อมิ่ ตัวมากที่สุด
3) นํ้ามัน A เพราะมีกรดไขมันไมอ่ ่มิ ตวั มากทส่ี ุด
4) น้ํามนั B เพราะมกี รดไขมันไม่อ่มิ ตวั มากทีส่ ดุ

เฉลย 3) น้าํ มนั A ทําปฏกิ ริ ยิ ากับทิงเจอรไ์ อโอดีนได้มาก แสดงว่ามีกรดไขมันไม่อ่มิ ตวั มาก จะมสี ถานะ
เป็นของเหลว จึงเหมาะแกก่ ารบรโิ ภค เพราะไม่เกิดการอดุ ตันในหลอดเลือด

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 73 เคมี (อ.กรกฤช)

34. ขอ้ ใดไมถ่ ูกตอ้ งเกี่ยวกับการผลิตเนยเทยี ม (มาการนี )
1) ใช้น้าํ มนั พืชเป็นวตั ถุดบิ
2) ใช้ปฏกิ ิริยาไฮโดรจิเนชนั
3) เปล่ียนกรดไขมันไม่อม่ิ ตวั เป็นอิ่มตัว
4) ทําให้ไขมนั มีจดุ หลอมเหลวตาํ่ ลงจนกลายเป็นของแข็ง

เฉลย 4) การผลติ เนยเทียม จะทําให้ได้ไขมนั ท่มี จี ดุ หลอมเหลวสูงข้ึน จนกลายเป็นของแขง็

35. ข้อใดถูกตอ้ ง
1) สบูผ่ ลติ การปฏกิ ิริยาไฮโดรจิเนชนั ของไขมนั และนาํ้ มันกับเบสแก่
2) คอเลสเทอรอลเป็นสารเบ้ืองต้นของการสร้างวิตามนิ ดี หากผวิ หนงั ได้รับแสงอาทิตย์
3) กรดไขมนั อม่ิ ตวั จากการสลายตัวของน้ํามันเกดิ ปฏิกริ ิยาออกซิเดชนั ไดส้ ารท่มี ีกล่นิ เหม็นหืน
4) กรดไขมันจาํ เปน็ ไดแ้ ก่กรดไขมันท่ีมพี นั ธะคตู่ ั้งแต่ 1 ตําแหน่ง ซึ่งร่างกายไม่สามารถสงั เคราะห์ได้

เฉลย 2) สบู่ผลติ จากปฏิกริ ิยาสะปอนนฟิ ิเคชัน / การเกิดกล่ินเหม็นหืน เกิดจากกรดไขมนั ไมอ่ ่ิมตวั จาก
การสลายตัวของนาํ้ มนั เกิดปฏกิ ริ ิยาออกซเิ ดชนั / กรดไขมนั จาํ เป็น จะมีพันธะคตู่ งั้ แต่ 2 ตาํ แหน่งขึน้ ไป

36. ขอ้ ใดไม่จดั เปน็ หน้าทข่ี องโปรตนี
1) ลําเลียงสาร
2) ควบคมุ อุณหภูมิ
3) ภูมิคมุ้ กัน
4) เรง่ ปฏกิ ิรยิ า

เฉลย 2) การควบคมุ อุณหภูมิร่างกายให้มคี ่าคงท่ี เป็นหน้าทข่ี องคาร์โบไฮเดรต

37. ข้อใดไม่ใชห่ นา้ ทีข่ องโปรตีนในรา่ งกายมนษุ ย์
1) เร่งปฏิกริ ิยา
2) เป็นแหลง่ พลังงานหลกั ของรา่ งกาย
3) ลาํ เลียงแกส๊ ออกซเิ จนและสารอาหาร
4) เปน็ โครงสรา้ งและใหค้ วามแขง็ แรงของเนื้อเยื่อ

เฉลย 2) คาร์โบไฮเดรต เปน็ แหลง่ พลังงานหลกั ของร่างกาย โปรตีน เปน็ สว่ นประกอบของ เน้อื เยือ่
เลือด ฮอรโ์ มน เอนไซม์ ภูมิคุ้มกนั

เคมี (อ.กรกฤช) 74 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29

38. ข้อใดผิด
1) เดก็ วัยเรยี นตอ้ งการโปรตีนมากทส่ี ดุ
2) ผ้ทู ีข่ าดโปรตีนจะมีลักษณะพงุ โรก้นปอด
3) ไขเ่ ป็นโปรตนี ทม่ี คี ุณค่าทางชีววทิ ยามากที่สดุ
4) ผทู้ ร่ี ับประทานเฉพาะอาหารมงั สวิรตั มิ โี อกาสขาดโปรตนี

เฉลย 1) เด็กทารก ต้องการโปรตีนมากท่สี ดุ เพ่อื ใช้ในการสร้างเนอ้ื เยอื่ ฮอร์โมน เอนไซม์ ภมู คิ ุ้มกัน

39. ข้อใดผิดเกยี่ วกบั อินซลู นิ
1) เป็นโปรตนี
2) เป็นฮอรโ์ มน
3) ใช้ฉดี ใหผ้ ้ปู ว่ ยโรคเบาหวานบางชนดิ
4) กระตุ้นให้ไกลโคเจนเปลี่ยนเปน็ กลูโคส

เฉลย 4) อนิ ซลู ิน เปน็ ฮอรโ์ มนท่กี ระตุ้นกลูโคสให้เปล่ียนเป็นไกลโคเจน

40. ข้อใดเป็นน้ําตาลโมเลกุลเด่ียว
1) ซูโครส
2) มอลโทส
3) กาแล็กโทส
4) เซลลโู ลส

เฉลย 3) น้ําตาลโมเลกลุ เดี่ยว ได้แก่ กลโู คส ฟรกั โทส กาแล็กโทส

41. สารใดมชี นิดของนา้ํ ตาลที่เป็นองคป์ ระกอบหลากหลายมากท่ีสดุ
1) เซลลโู ลส
2) ซูโครส
3) มอลโทส
4) ไกลโคเจน

เฉลย 2) ซูโครส ประกอบด้วย นํ้าตาลกลูโคสและนํา้ ตาลฟรักโทส สว่ นสารอ่นื ประกอบดว้ ย นาํ้ ตาล
กลูโคสอยา่ งเดยี ว

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 75 เคมี (อ.กรกฤช)

42. จากปฏกิ ิรยิ า C6H12O6 2C2H5OH + 2CO2 ขอ้ ใดผิด
1) เป็นปฏิกริ ิยาการหมกั

2) ส่วนใหญใ่ ชแ้ บคทีเรยี เป็นตวั เร่งปฏิกิรยิ า

3) ได้ผลผลิตเปน็ ข้าวหมกั ไวท์ หรือสรุ าแช่

4) ผลผลติ ใชเ้ ปน็ สว่ นผสมในการเตรยี มแก๊สโซฮอล์

เฉลย 2) สว่ นใหญใ่ ชย้ สี ต์เปน็ ตัวเร่งปฏกิ ิริยา

43. ข้อใดผดิ
1) แอสปารแ์ ทมเป็นน้าํ ตาลเทียมสําหรบั ผู้ต้องการลดความอว้ น
2) กอ่ นการแข่งขนั นักกีฬาควรรับประทานอาหารทมี่ นี ํ้าตาลเพ่อื ใหพ้ ลังงาน
3) ควรให้กลโู คสแก่ผู้ปว่ ยหลงั การผ่าตดั เพราะมอโนแซก็ คาไรดถ์ ูกดดู ซึมไดเ้ ร็ว
4) ผู้ป่วยเบาหวานควรรบั ประทานคาร์โบไฮเดรตทีม่ ีรสไม่หวานจดั ประเภทขนมปงั และข้าว

เฉลย 4) ผ้ปู ว่ ยเบาหวาน มรี ะดบั กลโู คสในเลือดสงู จึงควรงดอาหารประเภทขนมปงั และแป้ง เพราะ
สามารถยอ่ ยสลายใหก้ ลูโคส

44. เซลลูโลสและแป้งเหมอื นกันอย่างไร
1) เป็นแหลง่ พลงั งานให้รา่ งกาย
2) ช่วยกระตุ้นให้ลาํ ไสใ้ หญเ่ คลอ่ื นไหว
3) ชนดิ ของมอโนแซ็กคาไรดท์ ่เี ปน็ องค์ประกอบ
4) พันธะเคมีระหวา่ งมอโนแซก็ คาไรด์ท่เี ปน็ องคป์ ระกอบ

เฉลย 3) สารทง้ั สองชนดิ ประกอบดว้ ยกลูโคสเหมอื นกัน

45. ส่วนใดพบอยดู่ ้านในสุดของเกลียวดเี อ็นเอ 2) คารบ์ อกซิเลต
1) ฟอสเฟต 4) นํา้ ตาล
3) ไนโตรเจน

เฉลย 3) ดา้ นในสดุ ของเกลยี วดีเอ็นเอ จะเช่ือมกันดว้ ยคูไ่ นโตรเจนเบสทีเ่ ฉพาะเจาะจง คอื อะดนี นี (A)
เช่ือมกบั ไทมนี (T) และกวานีน (G) เชอื่ มกบั ไซโตซนี (C)

46. สารชวี โมเลกลุ ชนิดใดไม่ใช่พอลเิ มอร์ 2) กรดนิวคลอี ิก
1) โปรตีน 4) ไกลโคเจน
3) ไขมัน

เฉลย 3) ไขมัน เป็นสารชีวโมเลกุลทไี่ ม่ใช่พอลิเมอร์ เพราะเกดิ จากการรวมตวั ของ กรดไขมัน 3 โมเลกุล
กับกลเี ซอรอล 1 โมเลกุลเทา่ นนั้

เคมี (อ.กรกฤช) 76 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

47. เม่ือนําสารตา่ งๆ ในตาราง มาเตมิ สารละลายเบเนดกิ ต์ แลว้ นาํ ไปอ่นุ ในน้าํ ร้อนเกือบเดอื ด หลอดใดจะให้
ตะกอนสีแดงอฐิ บา้ ง

หลอดท่ี สาร
A ข้าวเจ้าสุก + น้าํ กลนั่
B ขา้ วเจา้ สุก + กรดไฮโดรคลอริก
C น้ําตาลทราย + น้าํ กลนั่
D
นา้ํ ตาลกลูโคส

1) B, C, D 2) B, D
3) B, C 4) B

เฉลย 2) สารละลายเบเนดกิ ต์ จะเกดิ ตะกอนสีแดงอิฐ เม่อื ทําปฏกิ ริ ยิ ากบั นํ้าตาลโมเลกุลเดี่ยว โดยใน
หลอด B ขา้ วเจา้ สกุ คอื แปง้ เมอ่ื เติมกรดไฮโดรคลอรกิ จะเกิดการแตกสลายกลายเปน็ กลโู คส

48. นา้ํ ตาลข้อใดไมใ่ ห้ตะกอนสแี ดงอิฐ เมือ่ ทดสอบดว้ ยสารละลายเบเนดกิ ต์แล้วนําไปต้ม
1) กลูโคส
2) กาแลก็ โทส
3) ซโู ครส
4) ฟรักโทส

เฉลย 3) ซูโครส เป็นนาํ้ ตาลโมเลกลุ คู่

49. สารในขอ้ ใดให้สมี ว่ งหรือชมพทู งั้ หมด เมอื่ นํามาทําปฏกิ ิริยากับสารละลายคอปเปอร์ (II) ซลั เฟต ในสภาพ
ทเี่ ปน็ เบส
1) ข้าวสวย กลโู คส มนั ฝรงั่
2) น้ํามนั พชื ไขด่ าว ขนมปัง
3) ไข่ดาว เน้ือหมู นมถว่ั เหลือง
4) ขนมปงั นมถัว่ เหลือง ปลา

เฉลย 3) สารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟต ในสภาพทเ่ี ป็นเบส จะทําปฏกิ ริ ิยากับโปรตีนเทา่ น้ัน

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 77 เคมี (อ.กรกฤช)

50. เมอื่ รา่ งกายตอ้ งการพลงั งานจะสลายชีวโมเลกุลใดทีส่ ะสมไว้เป็นอนั ดับแรก
1) โปรตนี
2) ไขมนั
3) คาร์โบไฮเดรต
4) กรดนิวคลอี กิ

เฉลย 3) เมื่อรา่ งกายต้องการพลังงาน จะสลายคาร์โบไฮเดรตเปน็ อันดบั แรก รองลงมา คือ ไขมัน และ
โปรตีน ตามลาํ ดับ

51. หากนกั เรยี นรบั ประทานปลากะพงขาวนึง่ ราดขา้ วกลอ้ ง ซงึ่ ประกอบดว้ ยโปรตีน 20 กรมั ธาตุเหล็ก 0.5
มิลลกิ รัม ไขมนั 2 กรมั คาร์โบไฮเดรต 40 กรมั และใยอาหาร 2 กรมั จะได้พลงั งานก่กี ิโลแคลอรี
1) 248
2) 258
3) 266
4) 358

เฉลย 2) สารอาหารทีใ่ หพ้ ลงั งาน คือ โปรตนี (1 กรัม ใหพ้ ลังงาน 4 กโิ ลแคลอรี) ไขมัน (1 กรัม ให้
พลังงาน 9 กิโลแคลอร)ี และคารโ์ บไฮเดรต (1 กรัม ใหพ้ ลังงาน 4 กิโลแคลอร)ี

52. ขอ้ ใดถูกเก่ยี วการกลั่นนาํ้ มันปิโตรเลียม
1) สารทม่ี ีจาํ นวนคารบ์ อนน้อยๆ จะออกมาดา้ นล่างของหอกลั่น
2) โรงกล่นั นํ้ามันสว่ นใหญ่ในประเทศไทย มกั อยู่ใกลแ้ หลง่ นํา้ มันดบิ
3) ใชแ้ ยกสารไฮโดรคารบ์ อนต้งั แต่ 1 ไปจนถงึ มากกว่า 50 อะตอม
4) เปน็ การให้ความรอ้ นแกน่ า้ํ มนั ดิบ 150-200°C แลว้ จึงฉีดเขา้ หอกล่นั ทีม่ ีอุณหภมู ิลดล่นั กัน

เฉลย 3) การกลั่นน้ํามันปโิ ตรเลยี ม ใชก้ ารกลนั่ ลําดับส่วน โดยใช้ความร้อน 350-400°C โดยจะได้สารท่ี
มีจํานวนคาร์บอนน้อยๆ ออกมาด้านบนของหอกล่ันเรียงลําดับไปจนถึงด้านล่างของหอกลั่น ซึ่งโรงกล่ัน
ส่วนใหญ่ในประเทศไทย จะอยู่ใกล้แหล่งแก๊สธรรมชาติ เนื่องจากประเทศไทยมีแหล่งแก๊สธรรมชาติ
มากกวา่

เคมี (อ.กรกฤช) 78 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

53. ข้อใดถูกตอ้ ง
1) น้าํ มันดิบมีความถว่ งจําเพาะมากกวา่ นํา้ จงึ จมอยใู่ ต้น้ํา
2) ในประเทศไทยมกี ารพบแกส๊ ธรรมชาตเิ ฉพาะในอ่าวไทย
3) น้าํ มันเช้อื เพลิงสว่ นท่ไี ม่ระเหยเปน็ ไอ คอื นาํ้ มันเตาและน้ํามันหล่อล่ืน
4) นา้ํ มันดบิ ประกอบดว้ ยธาตุ C และ H อกี ทั้งยงั มี O, S, N และโลหะอื่นๆ

เฉลย 4) นํา้ มนั ดบิ ท่ขี ุดเจาะข้ึนมาไดม้ สี ารประกอบหลายชนดิ ต้องนาํ มากําจัดสารปนเปอ้ื นกอ่ น แลว้
นํามากลัน่ เอาเฉพาะสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนเท่านัน้

54. นํา้ มันชนดิ ใดมีจดุ เดือดต่ําทส่ี ุด
1) นํา้ มันก๊าด
2) นํา้ มันเบนซนิ
3) นํ้ามันดีเซล
4) น้ํามันหลอ่ ลนื่

เฉลย 2) น้ํามนั ท่มี ีจุดเดือดต่ํา จะกล่ันได้ออกมากอ่ น เรียงลาํ ดบั คือ นาํ้ มันเบนซนิ นํ้ามนั ก๊าด นํา้ มัน
ดีเซล น้าํ มันหลอ่ ลืน่ ตามลาํ ดับ

55. ผลิตภณั ฑ์จากการกล่นั น้ํามนั ปโิ ตรเลยี มขอ้ ใดมจี ุดเดอื ดสงู สดุ
1) นา้ํ มนั หลอ่ ลื่น
2) นํา้ มนั ดีเซล
3) นํา้ มันกา๊ ด
4) นํา้ มันเบนซนิ

เฉลย 1) ผลติ ภัณฑ์ท่มี จี ุดเดอื ดสงู สุดจะกลนั่ ตวั ออกมาทีหลังจากกล่นั ลําดับส่วนนํ้ามนั ปโิ ตรเลียม

56. ข้อใดไมถ่ กู ตอ้ งเกีย่ วกบั ปฏกิ ิริยาการเผาไหมท้ ่ีสมบรู ณ์
1) ให้แก๊สคาร์บอนมอนอกไซดแ์ ละนํ้า
2) ไม่มเี ถ้าหรอื ฝ่นุ ละอองเกิดข้นึ
3) ต้องมปี ริมาณแก๊สออกซิเจนทเี่ พียงพอ
4) เปน็ ปฏกิ ิรยิ าระหว่างสารไฮโดรคาร์บอนกับออกซิเจน

เฉลย 1) การเผาไหม้ที่สมบรู ณ์ จะได้แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์และนํา้

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 79 เคมี (อ.กรกฤช)

57. องค์ประกอบหลกั ของแกส๊ ธรรมชาติคือแก๊สอะไร
1) มเี ทน
2) อีเทน
3) โพรเพน
4) บิวเทน

เฉลย 1) แกส๊ มีเทน เปน็ แก๊สที่พบมากทส่ี ดุ รองลงมา คอื อีเทน โพรเพน และบวิ เทน ตามลาํ ดบั

58. แก๊สธรรมชาตใิ นข้อใดมสี ตู รโมเลกุลไม่ถกู ตอ้ ง
1) มีเทน (CH4)
2) อเี ทน (C2H4)
3) โพรเพน (C3H8)
4) บิวเทน (C4H10)

เฉลย 2 แก๊สธรรมชาติ จะมสี ูตรโมเลกุลทั่วไป เปน็ CnH2n+2

59. กระทรวงพลังงานส่งเสริมการใชแ้ กส๊ ธรรมชาตสิ ําหรับรถยนต์ (เอน็ จีวี) แทนน้ํามันเบนซินโดยเฉพาะกบั
รถแทก็ ซี่ แก๊สธรรมชาติทใ่ี ชเ้ ป็นเชือ้ เพลิงในรถยนตค์ อื แก๊สอะไร
1) โพรเพน
2) บิวเทน
3) มเี ทน
4) อเี ทน

เฉลย 3) แกส๊ ธรรมชาตสิ ําหรบั รถยนต์ (NGV) คือ แก๊สมเี ทน

60. ขอ้ ใดถูกต้องเกี่ยวกบั แกส๊ หุงต้ม
1) เป็นแกส๊ LPG ซึง่ ประกอบดว้ ยมีเทน
2) เป็นแก๊ส NGV ซึง่ ประกอบด้วยมเี ทน
3) เปน็ แก๊ส LPG ซึ่งประกอบด้วยโพรเพนและบิวเทน
4) เป็นแก๊ส NGV ซง่ึ ประกอบด้วยโพรเพนและบิวเทน

เฉลย 3) แก๊สหงุ ตม้ หรือแกส๊ ปโิ ตรเลยี มเหลว (LPG) ประกอบดว้ ย แกส๊ โพรเพนกบั แกส๊ บิวเทน

เคมี (อ.กรกฤช) 80 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29

61. ขอ้ ใดผดิ เกยี่ วกับแกส๊ หงุ ตม้
1) ได้จากการกลน่ั ปโิ ตรเลียม
2) ได้จากการแยกแกส๊ ธรรมชาติ
3) ขายในรปู ของเหลวบรรจุถงั เหล็ก
4) เปน็ ของผสมระหว่างโพรเพนและมีเทน

เฉลย 4) แก๊สหุงต้ม เปน็ ของผสมระหวา่ งโพรเพนและบวิ เทน

62. นาํ้ มนั เบนซินทมี่ เี ลขออกเทนเป็น 75 มีประสิทธิภาพการเผาไหม้เหมอื นของผสมของไอโซออกเทน 75
ส่วนกบั สารใดอกี 25 ส่วน
1) เอทานอล
2) เฮปเทน
3) ซเี ทน
4) เมทิลเทอรเ์ ชยี รบี ิวทลิ อเี ทอร์

เฉลย 2) เลขออกเทน เป็นค่าเปรียบเทียบประสทิ ธิภาพการเผาไหมเ้ หมือนของผสมของไอโซออกเทนกบั
นอรม์ อลเฮปเทน

63. ข้อใดกลา่ วถงึ เลขออกเทนไมถ่ ูกตอ้ ง
1) เปน็ ตวั แสดงคณุ ภาพของนํ้ามันดีเซลและเบนซนิ
2) นํ้ามนั ไร้สารตะกัว่ มีการเตมิ เมทิลเทอร์เชียรบี วิ ทิลอเี ทอร์ เพื่อเพ่มิ เลขออกเทน
3) สารเตตระเมทิลเลดชว่ ยเพมิ่ เลขออกเทน แตก่ ารเผาไหมจ้ ะให้ไอของตะกว่ั
4) นา้ํ มนั ท่มี ีเลขออกเทน 95 มปี ระสทิ ธิภาพการเผาไหมเ้ หมือนกบั ของผสมทม่ี ีไอโซออกเทน 95% และ
นอร์มอลเฮปเทน 5%

เฉลย 1) เลขออกเทน เป็นตวั เลขแสดงคุณภาพของนํา้ มนั เบนซนิ สว่ นน้ํามนั ดีเซลใชเ้ ลขซีเทน

64. นา้ํ มันเบนซนิ ออกเทน 91 มีประสทิ ธิภาพการเผาไหม้เชน่ เดียวกบั เชอ้ื เพลิงทม่ี ีในขอ้ ใด
1) ซเี ทน 91% และแอลฟนิ แนฟทาลนี 9%
2) ซเี ทน 9% และแอลฟิแนฟทาลีน 91%
3) ไอโซออกเทน 91% และนอร์มอลเฮปเทน 9%
4) ไอโซออกเทน 9% และนอรม์ อลเฮปเทน 91%

เฉลย 3) น้าํ มนั เบนซนิ ออกเทน 91 มีประสิทธภิ าพการเผาไหมเ้ ช่นเดยี วกบั เช้อื เพลงิ ที่มไี อโซออกเทน
91% และนอรม์ อลเฮปเทน 9%

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 81 เคมี (อ.กรกฤช)

65. นํ้ามนั เบนซนิ ทมี่ ีประสิทธิภาพดีหรอื มีเลขออกเทนสูง มสี ่วนผสมของสารใดมาก
A. H3C CH2 CH2 CH2 CH2 CH2 CH2 CH3
CH3 CH3
B. H3C CH CH2 C CH3
CH3
H3C CH3
C. H3C C C CH3
H3C CH3
CH3 CH3
D. H3C C CH2 CH CH3
CH3

1) A.
2) B.
3) C.
4) B. หรือ D.

เฉลย 4) นาํ้ มนั เบนซนิ ที่มปี ระสิทธภิ าพดหี รือมเี ลขออกเทนสงู จะมสี ่วนผสมของไอโซออกเทนมาก โดย
จะมีธาตุคารบ์ อน 8 อะตอม โดยคารบ์ อน 5 อะตอม เรยี งกนั เปน็ โซ่ตรง โดยมีคารบ์ อนเป็นโซก่ ่งิ ทีต่ าํ แหน่ง
ที่ 2 สองกงิ่ และตําแหน่งที่ 4 หน่งึ กิ่ง

66. มอนอเมอรข์ องพอลเิ มอร์ A-B-A-B-A-B-A-B คอื อะไร
1) A
2) B
3) A-B
4) A-B-A

เฉลย 3) มอนอเมอร์ คอื หนว่ ยย่อยท่ีจะรวมตัวกนั หลายๆ โมเลกลุ แล้วเกิดเปน็ สารทม่ี ขี นาดใหญข่ ้ึน
หรือเรยี กวา่ พอลิเมอร์

67. ขอ้ ใดจับคมู่ อนอเมอร์ : พอลเิ มอร์ ไมถ่ ูกต้อง
1) กรดอะมโิ น : โปรตนี
2) ฟรักโทส : เซลลโู ลส
3) ไอโซปรีน : ยางธรรมชาติ
4) เตตระฟลอู อโรเอทลิ นี : เทฟรอน

เฉลย 2) เซลลูโลส เปน็ พอลิเมอร์ท่ีเกดิ จากมอนอเมอร์ คือ กลโู คส

เคมี (อ.กรกฤช) 82 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

68. ข้อใดไม่ใชพ่ อลเิ มอร์ทสี่ ําคัญในส่งิ มชี วี ติ
1) แปง้
2) ดเี อน็ เอ
3) เซลลูโลส
4) คอเลสเทอรอล

เฉลย 4) คอเลสเทอรอลไม่ใชพ่ อลิเมอร์ เพราะเป็นไขมนั เกิดจากการรวมตวั ของกรดไขมนั 3 โมเลกุล
กับกลีเซอรอล 1 โมเลกุล

69. พอลิเมอรธ์ รรมชาตใิ นขอ้ ใดทป่ี ระกอบดว้ ยมอนอเมอร์มากกวา่ หน่ึงชนดิ
1) แปง้
2) กรดนิวคลีอกี
3) เซลลูโลส
4) ไกลโคเจน

เฉลย 2) กรดนิวคลอี ิกเกดิ จากมอนอเมอร์ คอื นวิ คลโี อไทด์ ซึง่ มคี วามแตกต่างกนั ถงึ 4 ชนดิ

70. พลาสตกิ ในขอ้ ใดไม่สามารถรไี ซเคลิ และข้ึนรปู ใหมไ่ ด้ เนื่องจากเมอ่ื หลอมเหลวแลว้ จะแตกหัก
1) เทอร์มอพลาสติก
2) พลาสตกิ เทอร์มอเซต
3) พอลิเมอรแ์ บบโซ่กงิ่
4) พอลิเมอร์แบบโซย่ าว

เฉลย 2) พลาสตกิ เทอร์มอเซต คอื พลาสตกิ ทีไ่ ม่สามารถหลอมขน้ึ รูปใหมไ่ ด้ เพราะสมบตั ิจะมีการ
เปลีย่ นแปลง ซึ่งจะมโี ครงสร้างแบบรา่ งแห

71. ขอ้ ใดเปน็ สมบตั ิทนี่ ยิ มใชใ้ นการจําแนกประเภทของพลาสตกิ
1) ความหนาแน่น
2) ลกั ษณะการติดไฟ
3) การหลอมขึน้ รูปใหม่
4) การละลายในสารอนิ ทรีย์

เฉลย 3) พลาสตกิ แบง่ เป็น 2 ประเภท โดยใชส้ มบัตกิ ารนาํ มาหลอมขึน้ รูปใหม่เปน็ เกณฑ์ โดยจําแนก
เปน็ เทอร์มอพลาสติกและเทอรม์ อเซต

โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 83 เคมี (อ.กรกฤช)

72. ผลติ ภัณฑ์ชนดิ ใดทผ่ี ลติ จากพลาสตกิ ประเภททแ่ี ตกต่างจากชนดิ อืน่
1) โฟม
2) ดา้ มกระทะ
3) อวน
4) ฟลิ ์มถ่ายภาพ

เฉลย 2) ดา้ มกระทะ เปน็ เทอร์มอเซต เพราะเมอ่ื ได้รบั ความร้อน จะไมอ่ ่อนตวั จึงไม่สามารถนาํ มาหลอม
ข้นึ รูปใหมไ่ ด้

73. ทอ่ นาํ้ ด่มื ทําจากพลาสตกิ ประเภทใด
1) พอลิเอทลิ ีนเทเรเทเรฟ
2) พอลิสไตรนี
3) พอลิเตตระฟลอู อโรเอทลิ นี
4) พอลิไวนลิ คลอไรด์

เฉลย 4) พอลิไวนิลคลอไรด์ หรือ PVC ใชท้ ําทอ่ น้าํ กระดาษตดิ ผนงั ปา้ ยพลาสติก
พอลเิ อทลิ นี เทเรเทเรฟ หรอื PETE (เพท) ใชท้ าํ ขวดใส เชน่ ขวดน้ําดื่ม ขวดน้ําปลา ขวดนาํ้ มัน
พอลสิ ไตรนี หรอื PS ใช้ทาํ โฟม
พอลเิ ตตระฟลอู อโรเอทิลีน หรอื เทฟรอน ใชท้ ําสารเคลือบกระทะ

74. พลาสตกิ ชนิดใดมีความเปราะมากท่สี ดุ
1) พอลสิ ไตรีน
2) พอลิไวนลิ คลอไรด์
3) พอลโิ พรพิลีน
4) พอลเิ อทลิ ีนชนิดความหนาแน่นต่าํ

เฉลย 1) ใชท้ าํ โฟม
2) ใชท้ ําท่อนํา้
3) ใชท้ ําถงุ รอ้ นชนิดใส
4) ใชท้ าํ ถงุ เย็นใส่อาหาร

เคมี (อ.กรกฤช) 84 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

75. ขอ้ ใดผิด
1) ยางธรรมชาตเิ ป็นพอลเิ มอร์ของไอโซปรีน
2) ยางเทยี ม isoprene rubber นยิ มนํามาทําจกุ นมยาง
3) การปรับปรงุ ยางธรรมชาติ ใช้การเตมิ ฟอสฟอรัส
4) ซิลโิ คนทนตอ่ ความรอ้ นและสารเคมี ไม่เปียกนาํ้ และไมม่ ปี ฏิกิรยิ ากบั รา่ งกายมนุษย์

เฉลย 3) ยางธรรมชาติ จะมกี ารเติมกาํ มะถนั ลงไป เพือ่ ช่วยเพ่มิ ความยดื หยุน่ ในยางเพิ่มขึ้น

76. พจิ ารณาสัญลักษณ์นิวเคลียรข์ องธาตสุ มมติตอ่ ไปน้ี
13 14 14 157 D 15
6 A 6 B 7 C 8 E

ขอ้ ใดถกู (เคมี 9 วิชาสามัญ 18 มกราคม 2558)

1) B และ C เป็นไอโซโทปกัน

2) C และ D มีจาํ นวนนิวตรอนเทา่ กัน

3) D และ E มจี ํานวนโปรตอนเท่ากนั

4) อะตอมของ A และ B มจี ํานวนอิเล็กตรอนเทา่ กัน

5) C มีมวลอะตอมมากกว่า A เพราะ C มจี ํานวนนวิ ตรอนมากกว่า

เฉลย 4) A และ B มเี ลขอะตอมเทา่ กนั จงึ มจี าํ นวนโปรตอนและจํานวนอิเลก็ ตรอนเทา่ กัน

77. ธาตุ A มีเลขอะตอมและเลขมวลเป็น 7 เทา่ ของดิวทเี รียม ขอ้ ใดเปน็ ไอโซโทปท่ีเปน็ ไปไดข้ องธาตุ A

(เคมี 9 วิชาสามัญ 5 มกราคม 2556)

1) H-2
2) B-7
3) C-14
4) N-15
5) Si-28

เฉลย 4) ดิวทีเรียม มสี ญั ลักษณ์นิวเคลยี ร์ คอื 12147HA
ธาตุ A จึงมีสัญลักษณ์นิวเคลยี ร์ คือ

ไอโซโทป คือ ธาตุทีม่ ีเลขอะตอมเท่ากัน ซึ่งกค็ อื ธาตทุ ม่ี เี ลขอะตอม = 7

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 85 เคมี (อ.กรกฤช)

78. อะตอมของธาตุทเ่ี สถยี รท่ีสุดในคาบท่ี 6 มีจาํ นวนอิเล็กตรอนเท่าใด
(เคมี 9 วิชาสามญั 5 มกราคม 2556)
1) 8
2) 32
3) 72
4) 86
5) 118

เฉลย 4) ธาตทุ ี่เสถียร คอื ธาตหุ ม่ทู ี่ 8 และอยู่ในคาบท่ี 6 จงึ มีจํานวนอเิ ลก็ ตรอน = 86 เพราะสามารถ
จดั เรยี งอเิ ลก็ ตรอนไดเ้ ปน็ 2, 8, 18, 32, 18, 8

79. กําหนดให้ : ธาตุ A, B และ C มีการจดั เรียงอิเลก็ ตรอนในสถานะพ้ืน ดังนี้

ธาตุ A ธาตุ B ธาตุ C
1s2 2s2 2p6 1s2 2s2 2p6 3s2 1s2 2s2 2p6 3s2 3p5

พจิ ารณาข้อความเกีย่ วกบั ธาตุ A, B และ C ต่อไปน้ี (เคมี 9 วชิ าสามญั 18 มกราคม 2558)
ก. ธาตุ A เกดิ ปฏกิ ิริยายาก เพราะมีความเสถยี รสูง
ข. ธาตุ A มคี ่าพลงั งานไอออไนเซชันสงู กวา่ ธาตุ C
ค. สารประกอบออกไซดข์ องธาตุ B มสี ตู รเคมเี ป็น BO
ง. ธาตุ B อยูค่ าบท่ี 3 หมู่ IIA และธาตุ C อย่คู าบท่ี 3 หมู่ VA
จ. สารประกอบระหวา่ ง B และ C มีสูตรอยา่ งง่ายเปน็ BC2

ขอ้ ความใดถูก
1) ก., ค. และ ง.
2) ก. และ ง. เท่านั้น
3) ข. และ จ. เท่านน้ั
4) ก., ข. และ ค. เทา่ นน้ั
5) ก., ข., ค และ จ.

เฉลย 5) ธาตุ A มีการจดั อเิ ล็กตรอนเป็น 2, 8 จึงเป็นธาตหุ มู่ที่ 8 คาบ 2 จึงมีความเสถียรสงู
เกิดปฏกิ ริ ยิ ายาก และมีพลงั งานไอออไนเซชนั สงู สุด

ธาตุ B การจดั อิเล็กตรอนเปน็ 2, 8, 2 จงึ เปน็ ธาตหุ มทู่ ี่ 2 คาบ 3 จะเกดิ เปน็ สารประกอบ
ออกไซด์ ทม่ี สี ตู รเปน็ BO (หมู่ 2 มีประจุเปน็ +2 ออกซิเจน มีประจเุ ปน็ -2)

ธาตุ C มีการจดั อเิ ล็กตรอนเปน็ 2, 8, 7 จึงเป็นธาตุหมู่ท่ี 7 คาบ 3 (มีประจุเป็น -1)
เม่อื เกิดสารประกอบระหว่าง B กบั C จะมสี ูตรอยา่ งงา่ ยเป็น BC2

เคมี (อ.กรกฤช) 86 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29

80. การเรยี งลําดับขนาดของอะตอมและขนาดของไอออน ขอ้ ใดถกู (เคมี 9 วชิ าสามัญ 18 มกราคม 2558)
1) Br > Ca > Cl และ Br- > Cl- > Ca2+
2) Ca > Br > Cl และ Ca2+ > Br- > Cl–
3) Ca > Cl > Mg และ Ca2+ > Cl- > Mg2+
4) Ca > Mg > Cl และ Cl- > Ca2+ > Mg2+
5) Cl > Mg > Ca และ Cl- > Mg2+ > Ca2+

เฉลย 4) ขนาดอะตอม พิจารณาจากการจัดเรยี งอเิ ลก็ ตรอน แต่ถา้ มรี ะดับพลังงานเท่ากนั จะพิจารณาจาก

จาํ นวนโปรตอนในนวิ เคลียส โดยธาตุทมี่ ีจํานวนโปรตอนนอ้ ย จะดงึ ดดู อิเลก็ ตรอนไดน้ ้อย จงึ มขี นาดใหญ่ คือ

Ca : 2, 8, 8, 2 (มี 4 ระดบั พลังงาน)

Mg : 2, 8, 2 (มี 3 ระดบั พลงั งาน แตม่ จี าํ นวนโปรตอน = 12)

Cl : 2, 8, 7 (มี 3 ระดบั พลงั งาน แต่มจี ํานวนโปรตอน = 17)

ขนาดไอออน ใช้หลักการเดียวกับขนาดอะตอม แต่

ไอออนบวก เกดิ จากมีการเสียอเิ ล็กตรอน

ไอออนลบ เกดิ จากมีการรับอเิ ล็กตรอน

คือ Cl- : 2, 8, 8 (มี 3 ระดับพลงั งาน แตม่ จี าํ นวนโปรตอน = 17)
Ca2+ : 2, 8, 8 (มี 3 ระดบั พลงั งาน แตม่ จี าํ นวนโปรตอน = 20)

Mg2+ : 2, 8 (มี 2 ระดบั พลงั งาน)

81. ปญั หาหนึ่งท่ีนา่ กังวลจากเหตุการณอ์ บุ ตั ภิ ยั โรงไฟฟา้ นิวเคลยี ร์ทีฟ่ ูกชู มิ ะ ประเทศญ่ปี ุ่น คอื การร่ัวไหลของ
ไอโซโทปกมั มนั ตรังสี Cs-137 ถา้ เร่ิมตน้ จาก Cs-137 จาํ นวน 128 mg ตอ้ งใชเ้ วลานานก่ปี ี จึงจะมปี ริมาณ
Cs-137 เหลืออยู่ 1 mg (กาํ หนดให้ Cs-137 มคี ร่งึ ชวี ติ 30 ปี)
(เคมี 9 วิชาสามญั 18 มกราคม 2558)
1) 60
2) 150
3) 180
4) 210
5) 240

เฉลย 4) ครงึ่ ชวี ิต คือ ระยะเวลาท่ที าํ ใหธ้ าตุกัมมันตรงั สีสลายตวั ลดลงเหลือครึง่ หน่งึ
128 ---> 64 ---> 32 ---> 16 ---> 8 ---> 4 ---> 2 ---> 1

ดงั น้นั ผ่านไป 7 ครึ่งชวี ิต โดยคร่ึงชีวิต = 30 ปี จงึ ใชเ้ วลา 210 ปี

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 87 เคมี (อ.กรกฤช)

82. แมกนเี ซยี มไนไตรด์ (Mg3N2) 4.0 g ทําปฏิกิรยิ ากับนาํ้ 2.7 g ไดแ้ มกนเี ซยี มออกไซด์ 3.6 g และ
แอมโมเนยี ปฏิกริ ิยาน้มี ผี ลได้ร้อยละเทา่ ใด

1) 54 2) 60

3) 75 4) 83

5) 90

เฉลย 3) Mg3N2 + 3H2O ------> 3MgO + =2NH13040
Mg3N2
= 0.04 โมล

H2O = 2.7 = 0.15 โมล
18

หาตัวกาํ หนดปริมาณ

Mg3N2 1 โมล ทําปฏกิ ิรยิ ากบั H2O 3 โมล
Mg3N2 0.04 โมล ทําปฏิกริ ยิ ากบั H2O 0.12 โมล
แสดงว่า Mg3N2 ใชห้ มด จึงเปน็ ตวั กาํ หนดปรมิ าณ
Mg3N2 1 โมล ทําปฏกิ ริ ยิ ากับ MgO 3 โมล
Mg3N2 0.04 โมล ทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากบั MgO 0.12 โมล
ดงั นัน้ มี MgO เกิดข้นึ 0.12 โมล × 40 กรมั = 4.8 กรัม

หาร้อยละผลทีไ่ ด้

ตามทฤษฎจี ะเกดิ MgO 4.8 กรัม แตเ่ กิดไดจ้ ริง 3.6 กรมั
3.6
ดงั นน้ั 100% จะมีผลท่ไี ด้ 4.8 × 100 = 75%

83. ขอ้ ใดเป็นแก๊สทมี่ ีอตั ราการแพรผ่ า่ นแผ่นรูพรนุ เป็นครงึ่ หน่ึงของแกส๊ นีออน

(เคมี 9 วิชาสามญั 18 มกราคม 2558)

1) ฮีเลยี ม 2) อารก์ อน

3) คาร์บอนไดออกไซด์ 4) ซลั เฟอร์ไตรออกไซด์

5) เตตระฟลอู อโรเอทิลีน

เฉลย 4) อัตราการแพร่ของแกส๊ จะแปรผกผนั กบั รากท่สี องกับมวลโมเลกลุ ของแกส๊ นั้น
1
จากโจทย์ อตั ราการแพรข่ องแก๊ส X = 2 อตั ราการแพรข่ องแก๊ส Ne

Rate X = MMWWNXe
Rate Ne

1 Rate Ne = M2W0X
2 Rate Ne

ยกกาํ ลังสองทง้ั สองข้าง

MWX = 80

ดงั นัน้ แก๊ส X คือ ซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ หรอื SO3 (MW = 32 + (16 × 3) = 80)

เคมี (อ.กรกฤช) 88 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

84. พจิ ารณา ปฏกิ ริ ิยา Mg(s) + 2H+(aq) Mg2+(aq) + H2(g) ในระบบปิด ในการศกึ ษาลกั ษณะ

ของลวด Mg ทีม่ ผี ลตอ่ อัตราการเกดิ ปฏกิ ิริยา โดยทาํ การทดลอง 5 ครัง้ แตล่ ะครั้งใชล้ วด Mg 10 g

เทา่ กนั ทาํ ปฏกิ ิริยากับสารละลาย HCl เข้มข้น 0.2 mol/dm3 ปรมิ าตรเท่ากนั และท่ีอณุ หภูมิเดียวกนั

ลักษณะของลวด Mg ในขอ้ ใดท่ที าํ ใหอ้ ัตราการเกิดปฏิกริ ยิ ามคี า่ น้อยที่สุด

(เคมี 9 วิชาสามัญ 18 มกราคม 2558)

1) Mg ทม่ี ว้ นเป็นก้อนกลม

2) Mg ท่ยี ดื เป็นเส้นตรงที่บางและยาวที่สดุ

3) Mg ทต่ี ดั เป็นชนิ้ เลก็ ๆ ประมาณ 10-20 ชิน้

4) Mg ท่บี ิดเปน็ เกลียว เพ่อื ใหค้ วามยาวของลวดส้ันลง

5) Mg ทีพ่ ับเป็นรอยหยกั เพ่อื ให้ความยาวของลวดส้ันลง

เฉลย 1) Mg ที่ม้วนเปน็ ก้อนกลมจะมพี ้นื ท่ีผิวสัมผสั กับกรด HCl นอ้ ย จงึ ทาํ ใหอ้ ัตราการเกิดปฏิกิรยิ ามี
ค่านอ้ ยที่สดุ

85. เมอ่ื เพมิ่ ความดนั ของระบบทภี่ าวะสมดลุ ปฏิกริ ิยาใดจะปรบั ตัวในทิศทางที่ทาํ ให้ได้ผลิตภณั ฑ์มากข้นึ

(เคมี 9 วิชาสามญั 18 มกราคม 2558)

1) A(g) + B(g) 2C(g) 2) D(s) + E(g) F(g)

3) G(g) I(g) + H(g) 4) 2X(g) Y(g) + Z(g)

5) 2P(g) Q(s) + R(g)

เฉลย 5) การเพิ่มความดันท่ีภาวะสมดุล ปฏิกิริยาจะปรับตัวในทิศทางท่ีทําให้สมดุลเลื่อนจากโมลของ
แกส๊ มากไปสโู่ มลของแก๊สน้อย

86. กาํ หนดให้ K1, K2 และ K3 เปน็ ค่าคงทส่ี มดุลของปฏิกิริยาเคมีท่ี (1), (2) และ (3) ตอ่ ไปน้ี

(1) 2A2(g) + B2(g) 2A2B(g) K1

(2) A2(g) + 2B2(g) 2AB2(g) K2

(3) 4AB2(g) 2A2B(g) + 3B2(g) K3

ความสัมพันธร์ ะหวา่ งค่าคงทส่ี มดลุ K1, K2 และ K3 ขอ้ ใดถูก

(เคมี 9 วิชาสามัญ 18 มกราคม 2558) KK2222

1) 2K2 = K1/K3 2) K1 = K3 K3
3) K2 = K1 - (K3/2) 4) K1 = +

5) K1 = 2K2 + K3

เฉลย 2) ความสัมพันธ์ระหว่างคา่ คงท่ีสมดุล มี 3 แบบ คอื
1
- ปฏกิ ริ ยิ ากลับข้างกนั ค่า Kใหม่ = Kเดมิ

- จํานวนโมลเปลี่ยนแปลง ค่า Kใหม่ = Kเดิม ยกกําลงั ดว้ ยโมลที่เปล่ียนแปลง

- ปฏกิ ิรยิ ารวมกัน คา่ Kใหม่ = ผลคณู ของคา่ Kเดิม

โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 89 เคมี (อ.กรกฤช)

87. ตามทฤษฎกี รด-เบส ของเบรนิ สเตด-ลาวรี ขอ้ ใดเปน็ คู่กรดของเบสทก่ี าํ หนด
(เคมี 9 วชิ าสามัญ 18 มกราคม 2558)

HPO24- SO24- HS- CH3NH2 HCO-3
1) PO34- HSO-4 H2S CH3NH- CO23-
2) H2PO-4 S2- CH3NH- CO23-
H2SO4
3) H3PO4 H2S CH3NH3+ H2CO3
4) H2PO-4 H2SO4
HSO-4 H2S CH3NH3+ H2CO3
5) H3PO4 HSO-4 S2- CH3NH3+ H2CO3

เฉลย 4) คู่กรดของเบส คือ สารทมี่ ฤี ทธิ์เปน็ กรดของเบสนนั้ โดยจะมีโปรตอน (H+) มากกวา่ 1 ไอออน

88. แกส๊ อุดมคตชิ นิดหนึ่ง มปี ริมาตร 8.4 L ท่ีความดัน 0.82 atm และอณุ หภมู ิ 27°C ถา้ ลดความดนั ลง
คร่ึงหนงึ่ โดยให้มปี รมิ าตรคงท่ี ขอ้ ใดเปน็ จํานวนโมลและอุณหภูมขิ องแกส๊ น้ี
(เคมี 9 วชิ าสามัญ 4 มกราคม 2557)

จาํ นวนโมล อุณหภูมิ (°C)

1) 0.28 -123
2) 2.8 -123
3) 3.1 13.5
4) 0.28 150
5) 3.1 150

เฉลย 1) แก๊สอดุ มคติ ใช้สตู ร PV = nRT

(0.82)(8.4) = n(0.082)(27 + 273)

n = 0.28 โมล

การคาํ นวณอณุ หภูมิทีเ่ ปลี่ยนแปลงเมอื่ ปริมาตรคงท่ี

ใชส้ ูตร  PT 1 =  PT 2

(0.82) =  0.T41 2
(27 + 273)

T2 = 150 เคลวิน หรือ 150-273 = -123°C

เคมี (อ.กรกฤช) 90 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

89. สารละลายตวั อยา่ งมลี ักษณะใส ไมม่ ีสี เม่อื นํามาตรวจสอบดว้ ยอินดิเคเตอร์ 5 ชนดิ ไดผ้ ลดงั ตาราง

ขอ้ มูลอนิ ดเิ คเตอร์ที่ใช้ ผลทไี่ ดจ้ ากการตรวจสอบ

ชนิด ชว่ ง pH ท่ีเปลย่ี นสี สีทเี่ ปลย่ี น (สขี องสารละลาย)

ก 3.0-4.6 เหลือง-นํ้าเงิน เขยี ว

ข 4.2-6.3 แดง-เหลือง แดง

ค 5.0-8.0 แดง-น้ําเงิน แดง
น้ําเงนิ
ง 6.0-7.6 เหลือง-นํ้าเงนิ

จ 7.0-8.0 เหลอื ง-แดง เหลอื ง

อินดเิ คเตอรช์ นิดใดทไี่ ด้ผลการตรวจสอบไม่สอดคลอ้ งกับอินดเิ คเตอรช์ นดิ อ่ืน 5) จ
(เคมี 9 วชิ าสามัญ 18 มกราคม 2558)
1) ก 2) ข 3) ค 4) ง

เฉลย 4) อนิ ดเิ คเตอร์ ก มชี ว่ ง pH 3.0-4.6
อนิ ดิเคเตอร์ ข มีช่วง pH น้อยกว่า 4.2
อินดเิ คเตอร์ ค มชี ่วง pH นอ้ ยกว่า 5.0
อินดเิ คเตอร์ ง มชี ่วง pH มากกวา่ 7.6
อนิ ดเิ คเตอร์ จ มีชว่ ง pH น้อยกว่า 7.0

90. พจิ ารณาผลการทดลองเมื่อจุ่มแผน่ โลหะลงในสารละลายดังน้ี

การทดลองที่ แผน่ โลหะ สารละลาย ผลการทดลอง
Ni2+
(i) Pb Cd2+ ไม่เกดิ การเปลยี่ นแปลง
(ii) Ni ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
(iii) Ag HCl ไมเ่ กดิ การเปลี่ยนแปลง
(iv) Pb Ag+
(v) Pb เกิดตะกอน
HCl เกดิ ฟองแก๊ส

ขอ้ ใดสรุปถกู (เคมี 9 วิชาสามัญ 18 มกราคม 2558)

1) โลหะทสี่ ามารถเกดิ ปฏิกิรยิ ากบั HCl ได้ คอื Pb เทา่ น้นั

2) ความแรงของตวั ออกซไิ ดสเ์ ปน็ ดงั น้ี Ni > Ag > Pb

3) โลหะที่ไม่สามารถเกิดปฏกิ ิรยิ ากับ HCl ได้ คือ Ni และ Ag

4) ความว่องไวในการให้อเิ ลก็ ตรอนเป็นดงั น้ี Cd > Ni > Pb > Ag
5) ความวอ่ งไวในการรับอิเล็กตรอนเปน็ ดงั นี้ Ni2+ > Pb2+ > Ag+ > H+

เฉลย 4) การทดลองท่ี 1 ไมเ่ กดิ ปฏกิ ิริยา แสดงว่า Ni > Pb
การทดลองที่ 2 ไมเ่ กดิ ปฏกิ ริ ยิ า แสดงว่า Cd > Ni
การทดลองที่ 4 เกดิ ปฏกิ ริ ิยา แสดงวา่ Pb > Ag
ดังน้ัน ความวอ่ งไวในการให้อเิ ล็กตรอน คือ Cd > Ni > Pb > Ag

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 91 เคมี (อ.กรกฤช)

91. กาํ หนดให้

ปฏิกริ ิยาคร่ึงเซลลร์ ดี ักชัน Eo (V)
-0.44
Fe2+(aq) + 2e- Fe(s) 0.34
0.69
Cu2+(aq) + 2e- Cu(s) 0.77
1.77
O2(g) + 2H+(aq) + 2e- H2O2(aq) 2.01

Fe3+(aq) + e- Fe2+Z(aq)

H2O2(aq) + 2H+(aq) + 2e- 2H2O(l)

S2O28- (aq) + 2e- 2 SO24- (aq)

พจิ ารณาแผนภาพเซลลก์ ลั วานิกตอ่ ไปน้ี

ก. Cu(s) | Cu2+(aq) || Fe2+(aq) | Fe(s)

ข. Pt(s) | FSeO22+4-(a(qaq),),FeS32+O(a28q- )(a||qH) +||(Ha2qO),2H(a2qO) 2| (Oa2q()g|)P| tP(st()s)
ค. Pt(s) |

แผนภาพเซลลก์ ัลวานกิ ข้อใดผดิ (เคมี 9 วชิ าสามญั 18 มกราคม 2558)

1) ก. เทา่ นนั้ 2) ข. เท่านน้ั 3) ค. เทา่ น้นั 4) ก. และ ข. 5) ก. และ ค.

เฉลย 5) การเขียนแผนภาพเซลล์กัลวานกิ
ขว้ั ที่อยดู่ า้ นหน้า จะเกดิ ปฏกิ ิรยิ าออกซิเดชัน ซ่ึงจะมคี ่า Eo นอ้ ยกวา่
ขว้ั ท่ีอยดู่ ้านหลงั จะเกิดปฏกิ ิริยารดี ักชัน ซงึ่ จะมีคา่ Eo มากกว่า

92. ถา้ X, Y และ Z เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนทเ่ี กิดปฏิกริ ิยา ดงั สมการต่อไปน้ี

X + Br2 C4H8Br2

Y + Br2 C5H11Br + HBr

2Z + 15O2 10CO2 + 10H2O

ข้อใดสรุปถกู (เคมี 9 วิชาสามญั 18 มกราคม 2558)

1) สาร Z ไมท่ าํ ปฏิกิรยิ ากับ Br2 2) สาร X ไม่ทําปฏกิ ิรยิ ากับ KMnO4
3) สาร Y และ Z มสี ูตรทั่วไปเหมือนกนั 4) สาร X และ Y เปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนอิม่ ตวั

5) สาร Y เปน็ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิม่ ตวั

เฉลย 5) สาร X เกดิ ปฏกิ ริ ยิ ารวมตัวกับโบรมนี แสดงว่า X มสี ูตรเปน็ C4H8 ซงึ่ เปน็ แอลคนี จะเป็น
สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนไม่อ่ิมตวั สามารถทาํ ปฏิกริ ิยากับ KMnO4 ได้

สาร Y เกิดปฏกิ ริ ยิ าแทนทกี่ บั โบรมนี แสดงวา่ Y มีสูตรเป็น C5H12 ซง่ึ เปน็ แอลเคน จะเปน็
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอ่มิ ตวั

สาร Z เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเผาไหม้ แสดงว่า Z มสี ตู รเปน็ C5H10 ซ่งึ เป็นแอลคนี จะเปน็ สารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอนไม่อิม่ ตัว สามารถทาํ ปฏกิ ิรยิ ากบั Br2 ได้

เคมี (อ.กรกฤช) 92 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29

93. พิจารณาคู่สารต่อไปนี้

ก. CH3COOH และ CH3CH2OH

ข. CH3CH2OCH2CH3 และ CH3CH2CH2CH2OH

ค. CH3COOC2H5 และ C2H5CO2CH3

ง. CH3CH2CH2CH2OH และ CH3CH2CH2OH

จ. CH3COOC2H5 และ CH3CH2CH2OH

สารคู่ใดใชโ้ ลหะโซเดยี มบอกความแตกตา่ งไมไ่ ด้ (เคมี 9 วิชาสามัญ 18 มกราคม 2558)

1) ข. และ จ.

2) ก., ข. และ ง.

3) ก., ค. และ ง.

4) ก., ค. และ จ.

5) ข., ค. และ ง.

เฉลย 3) สารประกอบอินทรยี ท์ สี่ ามารถทําปฏิกิรยิ ากับโลหะโซเดยี มได้ คอื กรดคารบ์ อกซลิ ิก (R COOH)
และแอลกอฮอล์ (R OH) เท่านน้ั

94. ถ้ากรดไขมนั A-D มีโครงสรา้ งดังนี้ COOH
A COOH
B
C COOH
D COOH

ข้อใดผิด (เคมี 9 วิชาสามญั 18 มกราคม 2558)
1) จดุ หลอมเหลวของ A > B > C > D
2) D เกิดการเหม็นหืนได้งา่ ยทสี่ ดุ
3) A พบได้เฉพาะในไขมันสัตวเ์ ทา่ นัน้
4) B และ C พบได้ท้ังในนํ้ามนั จากพชื และสตั ว์
5) จาํ นวนหยดของสารละลาย I2 ท่ใี ชใ้ นการฟอกจางสีของ D > C > B > A

เฉลย 3) กรดไขมนั ท่ีมีพันธะระหว่างอะตอมคาร์บอนเปน็ พันธะเด่ยี วหมด แสดงวา่ เป็นกรดไขมันอ่มิ ตัว
ซึง่ จะทําปฏิกิริยาได้นอ้ ย มจี ดุ หลอมเหลวสูง พบในไขมนั สตั ว์มากกวา่ น้าํ มันพชื

กรดไขมันทม่ี พี นั ธะระหว่างอะตอมคารบ์ อนเป็นพนั ธะคู่ แสดงว่าเปน็ กรดไขมนั ไม่อิม่ ตัว ซง่ึ จะ
ทาํ ปฏิกิรยิ าไดม้ าก มจี ุดหลอมเหลวต่าํ พบในนํ้ามันพืชมากกว่าไขมนั สัตว์

โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 93 เคมี (อ.กรกฤช)

95. พิจารณาโครงสรา้ งของเพปไทดต์ อ่ ไปน้ี

COOH
OH

H2N C C N C C N COOH
H H O
COOH

ขอ้ ใดผดิ (เคมี 9 วชิ าสามญั 18 มกราคม 2558)
1) จัดเปน็ ไตรเพปไทด์
2) ประกอบด้วยพันธะเพปไทด์ 2 พันธะ
3) เมื่อละลายน้าํ จะไดส้ ารละลายกรด
4) ทําปฏิกิรยิ ากับสารละลายไบยเู ร็ตให้สีม่วง
5) เมอ่ื ไฮโดรไลส์จะไดก้ รดอะมโิ น 3 ชนดิ

เฉลย 5) พันธะเพปไทด์ คอื พนั ธะระหวา่ ง CO กับ NH ซ่ึงเชอ่ื มระหวา่ งกรดอะมิโน โดย
สารประกอบในขอ้ นี้ มี 2 พนั ธะเพปไทด์ แสดงว่าเกิดจากกรดอะมิโน 3 โมเลกลุ จึงเรยี กว่า ไตรเพปไทด์
แตก่ รดอะมิโนท่ีแยกสลายได้ โมเลกลุ ท่ี 1 และโมเลกลุ ที่ 2 เป็นกรดอะมิโนชนิดเดียวกัน

96. ปริมาณสารละลายทิงเจอร์ไอโอดีนท่ีถูกใช้ในการฟอกจางสโี ดยไขมันหรอื นาํ้ มัน ดงั ตาราง

ไขมนั หรือน้าํ มนั จาํ นวนหยดของสารละลายทงิ เจอรไ์ อโอดนี

A 15
B 20
C 10

สมบตั ิในขอ้ ใดไมส่ อดคล้องกบั การเรียงลําดับ C < A < B
1) จาํ นวนหยดของสารละลายทิงเจอร์ไอโอดีน
2) ปริมาณกรดไขมันไมอ่ ิม่ ตวั
3) ความวอ่ งไวในการเกิดปฏกิ ิริยา
4) การเหมน็ หืน
5) จุดหลอมเหลว

เฉลย 5) C ใช้จาํ นวนหยดของสารละลายทิงเจอรไ์ อโอดนี มากทีส่ ุด แสดงวา่ มีปรมิ าณกรดไขมันไมอ่ ่มิ ตวั
นอ้ ยท่ีสุด จึงมีความว่องไวในการเกดิ ปฏกิ ริ ิยานอ้ ย ทําใหเ้ หมน็ หนื นอ้ ยที่สดุ แต่จะมจี ุดหลอมเหลวสูงที่สดุ

เคมี (อ.กรกฤช) 94 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29

97. การกระทําในขอ้ ใดสง่ ผลให้อัตราการเกดิ ปฏิกิรยิ าระหวา่ งแมกนีเซียมกบั กรดไฮโดรคลอริกลดลง
1) ใชแ้ ผน่ แมกนเี ซียมทมี่ แี ผน่ ทองแดงพันเป็นเกลยี วโดยรอบ
2) หัน่ แผน่ แมกนีเซียมให้เปน็ ชน้ิ เล็กๆ
3) นาํ หลอดทดลองไปแช่ในอา่ งน้ํารอ้ น
4) เตมิ นาํ้ กลัน่ ลงไป 100 cm3
5) เพิม่ ความเข้มขน้ ของกรดไฮโดรคลอริก

เฉลย 4) การเติมนาํ้ กล่ันลงไป ทาํ ให้กรดไฮโดรคลอรกิ มีความเจอื จาง สง่ ผลให้อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ า
ลดลง

98. ขอ้ ใดเป็นพลงั งานทดแทน
1) CNG
2) LPG
3) น้ํามันแก๊สโซฮอล์
4) นา้ํ มนั ดเี ซล
5) นํา้ มันเบนซิน

เฉลย 3) นํ้ามนั แกส๊ โซฮอล์ เป็นการเตมิ เอทานอล ซ่ึงไดม้ าจากออ้ ยและมนั สาํ ปะหลงั ผสมกบั นํา้ มัน
เบนซิน เพื่อลดการใช้นา้ํ มนั เบนซนิ จงึ เปน็ พลังงานทดแทน

99. สาร A, B และ C นา่ จะเป็นสารใด โครงสร้าง การละลายนาํ้

สาร แหลง่ ที่พบ โซก่ ่งิ ไมล่ ะลายนาํ้
A ในคนและสตั ว์ สายยาว ไม่ละลายนํ้า
B ในพชื เทา่ นั้น โซ่ตรงและโซก่ ิง่ ละลายนํ้าเล็กน้อย
C ในพืชทีเ่ ปน็ เมล็ดและหัว

A B C
1) แปง้ เซลลูโลส ไกลโคเจน
2) แป้ง ไกลโคเจน เซลลูโลส
3) เซลลโู ลส ไกลโคเจน
4) ไกลโคเจน แป้ง เซลลโู ลส
5) ไกลโคเจน แป้ง
เซลลูโลส แปง้

เฉลย 5) ไกลโคเจน พบในคนและสัตวเ์ ทา่ นนั้ ทตี่ บั และกลา้ มเนอ้ื
เซลลูโลสหรอื เสน้ ใยพชื มโี ครงสรา้ งเปน็ สายยาวเท่านัน้
แป้ง พบในพชื สว่ นเมลด็ และหวั

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 95 เคมี (อ.กรกฤช)

100. พิจารณาขอ้ ความตอ่ ไปน้ี
ก. การฉดี อินซลู ินเข้าสูร่ ่างกายเพอ่ื เพ่มิ ปรมิ าณกลโู คสในเสน้ เลอื ด
ข. อินซูลินมีหนา้ ที่เพิม่ ประสิทธิภาพการเปลีย่ นกลูโคสเป็นไกลโคเจน
ค. คนเป็นเบาหวานแสดงวา่ รา่ งกายมอี นิ ซูลนิ มากเกินไป
ง. คนเป็นเบาหวานควรลดอาหารประเภทแปง้ และนํ้าตาล

ข้อใดถูก
1) ก. และ ข.
2) ก. และ ค.
3) ก. และ ง.
4) ข. และ ค.
5) ข. และ ง.

เฉลย 5) ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เกดิ จากร่างกายมอี นิ ซูลินนอ้ ยเกินไป ทําให้มีระดับน้ําตาลกลูโคสในเลอื ดสูง
ซ่ึงสามารถลดระดับนํา้ ตาล โดยการฉีดฮอรโ์ มนอนิ ซลู นิ เขา้ ไป

————————————————————

เคมี (อ.กรกฤช) 96 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29


Click to View FlipBook Version