ฅน
แอ่ว
ปาง
คณะผู้จัดทำ
นายอนลัส ทองสุข เลขที่ 3
นายศักดิ์สิทธิ์ วัชรธาดาพงศ์ เลขที่ 9
นายพงศกร กษีรธารา เลขที่ 21
นายภรัณยู รัตนงามวงค์ เลขที่ 31
นายธนวัฒน์ คำอินบุตร เลขที่ 43
คำนำ
สารคดีฝึกหัดเล่มนี้เป็นผลงานที่รวบรวมสารคดีเชิงท่องเที่ยวไว้จำนวน 16 ฉบับ จากผู้จัดทำ
จำนวน 5 ราย ซึ่งเป็นเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/14 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย
เนื้อหาส่วนใหญ่นั้นได้มาจากประสบการณ์จริงของคณะผู้จัดทำประกอบกับข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้จาก
การศึกษาค้นคว้า โดยสารคดีเล่มนี้นั้นแต่ละเรื่องราวล้วนมีความน่าสนใจด้านเนื้อหาและทุกๆสถานที่
ล้วนมีความสวยงานน่าดึงดูดใจ ในสารคดีเล่มนี้ท่านจะได้พบกับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่
แสดงให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของชาวล้านนาที่อาศัยในจังหวัดลำปาง ได้แก่ ถนนท่ามะโอที่ยัง
คงความเป็นเอกลักษณ์ความเป็นเมืองเก่าให้ผู้คนมาเยี่ยมชม ถ่ายรูป อีกทั้งยังมีวัดพระแก้วดอนเต้า
สุชาดาราม สะพานรัษฎาภิเศก หอศิลป์ลำปาง ณ กาดกองต้า และวัดเกาะวาลุการาม
โดยนำมาเรียบเรียงเป็นรวมเล่มสารคดีฝึกหัด ซึ่งจะสำเร็จไม่ได้หากไม่ได้รับคำชี้แนะจากคุณครู
ณาณสิรีค์ วงค์เขียว ตั้งแต่คิดริเริ่มและดำเนินการจนกระทั่งสารคดีเล่มนี้ปรากฎสู่สายตาผู้อ่านทุก
ท่าน
คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารวมเล่มสารคดีเล่มนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สนใจที่กำลังจะ
ศึกษาสถานที่ท่องเที่ยวภายในจังหวัดลำปางไม่มากก็น้อย
อย่างไรก็ตามรวมเล่มสารคดีเล่มนี้เป็นงานเขียนสารคดีครั้งแรกของคณะผู้จัดทำ หากมีข้อผิด
พลาด
ประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
คณะผู้จัดทำ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/14
สะพานรัษฎาภิเศก
“สะพานรัษฎาภิเศก” หรือ “สะพาน
ขาว” ที่เป็นดังแลนด์มาร์กของเมือง
รถม้าลำปาง ได้มีอายุครบ 100 ปี
แล้วเป็นเวลายาวนานที่สะพานสีขาว
สะอาดตา โดดเด่นด้วยเส้นโค้งทรง
คันธนูรวม 4 โค้งทอดข้ามผ่านแม่น้ำ
วัง ให้ผู้คนได้ใช้สัญจรผ่านไปมาระ
หว่างสองฝั่ งแม่น้ำในเขตใจกลาง
เมืองลำปาง และกลายเป็นสัญลักษณ์
คู่เมืองที่ชาวลำปางคุ้นตา
สะพานรัษฎาภิเศก หรือ สะพานขาว ตั้งอยู่ที่ถนนรัษฎา เป็นสะพานข้ามแม่น้ำวัง ตั้งอยู่ใน
เขตตำบลหัวเวียง อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เจ้าผู้ครองนครเป็นผู้ที่ตั้งชื่อจากพิธี
เฉลิมฉลองรัษฎาภิเษก สมัยรัชกาลที่ 5 สะพานรัษฎาเป็นสะพานร่วมสมัยกับยุคอารยธรรม
รถไฟมีอายุผ่านสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มาแล้วและรอดพ้นจากการโจมตีทิ้งระเบิดของ
ฝ่ายสัมพันธมิตรมาได้ด้วยการทาสีพรางตา และมีการอ้างว่าสะพานแห่งนี้ไม่มีประโยชน์ทาง
ยุทธศาสตร์ของนางลูซี สคาร์ลิง อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวิชานารีซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกอง
ทัพสัมพันธมิตรในขณะนั้น
นอกจากนี้ เดิมเป็นสะพานไม้เสริมเหล็กชำรุดผุพัง จึงมีการ
ก่อสร้างใหม่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2460 ถือว่าเป็นสัญลักษณ์
ของเมืองลำปาง ซึ่งมีชื่อเรียกกันหลายชื่อเช่น “ขัวสี่โก๊ง”(สะพาน
สี่โค้ง) “ขัวหลวง” (สะพานใหญ่) และ “ขัวขาว” (สะพานขาว)
ถือว่าเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีความคงทนมากกว่า
สะพานรุ่นเดียวกันที่ไม่เหลืออยู่แล้วในปัจจุบัน นอกจากนี้ตรงหัว
ของสะพานยังมีสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงความเป็นมาดังนี้
-เสาสี่ต้น ที่ตั้งอยู่หัวสะพานฝั่ งละสองต้น หมายถึงความมั่นคงแข็งแรง
-ครุฑสีแดงด้านหน้าของเสาทุกต้น เป็นตราสัญลักษณ์ของแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 6
-พวงมาลัยยอดเสาทั้งสี่ด้านของเสา หมายถึง เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
-ไก่หลวง หรือ ไก่ขาว ตรงกลางเสา เป็นสัญลักษณ์ประจำนครลำปาง
นอกจากนี้ตรงบริเวณใกล้กับสะพานรัษฎาจะมีถนนคนเดินที่
เรียกว่า
"กาดกองต้า" โดยที่แห่งนี้จะเกิดขึ้นในทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ซึ่ง
ที่นั่นจะเต็มไปด้วยสินค้ามากมายหลายชนิดขายอยู่ ไม่ว่าจะเป็น
เสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ หรือจะเป็นของกินที่มากมาย ซึ่งผม
คิดว่าหากคุณได้มาเยือนลำปางแล้วมาเที่ยวที่สะพานรัษฎา คุณก็
ไม่ควรพลาดที่จะเที่ยวกาดกองต้าด้วย โดยผมรับรองว่าการที่ไป
เดินเล่นถนนคนเดินแห่งนี้มันจะช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมาก
ขึ้นได้เลยล่ะ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานที่
พวกเราได้รู้ถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของสะพานรัษฎาเเละความสำคัญ
ของสะพานรัษฎาที่มีต่อคนลำปางเเละมีการตกเเต่งที่สวยงามเป็นที่ที่ผู้มา
เยือนเมืองลำปางมาเเล้วห้ามพลาดเป็นอันขาด
วัดพระแก้วดอนเต้า
สุชาดาราม
วัดพระแก้วดอนเต้า หรือ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ตั้งอยู่ที่ตําบลเวียงเหนือ
อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง วัดพระแก้วดอนเต้าเป็นวัดที่เก่าแก่และสวยงาม มีอายุ
นับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ปี
พ.ศ.1979 เป็นเวลานานถึง 32 ปี เหตุที่วัดพระแก้วดอนเต้าได้ชื่อว่า วัดพระแก้วดอนเต้า
มีตํานานกล่าวว่า นางสุชาดา ได้พบแก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือเรียกว่าหมากเต้า)
และนำมา ถวายเจ้าอาวาส เพื่อแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ซึ่งก็คือ พระแก้วดอนเต้า ต่อมา
ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุ ลําปางหลวง จนถึงปัจจุบัน ปูชนียสถานที่สําคัญ
ในวัดพระแก้วดอนเต้า ได้แก่ พระเจดีย์องค์ใหญ่ บรรจุพระเกศาธาต ขุ องพระพุทธเจ้า
มณฑปศิลปะพม่า ลักษณะงดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ วิหารประดิษฐาน
พระพุทธไสยาสน์ ที่มีอายุเก่าพอๆกับวัดนี้ นอกจากนี้ยังมี วิหารหลวงและ
พิพิธภัณฑสถานแห่งล้านนา การเดินทางไปยังวัดพระแก้วดอนเต้า ต้องข้ามสะพาน
รัชฎาภิเษกแล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนพระแก้ว ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรจะเห็นองค์
พระธาตุ ตั้งเด่นอยู่ บนเนิน
วัดสุชาดารามสร้างขึ้นราว พ.ศ.2325-2352 เมื่อครั้งชาว
เชียงแสนถูกกวาดต้อนมาตั้งชุมชนในเมืองเขลางค์ เพื่อระลึกถึง
คุณงามความดีของนางสุชาดาหลังจากได้รับโทษประหารชีวิต
ด้วยความเข้าใจผิดและมาปรากฎความจริงในภายหลัง เชื่อกัน
ว่าที่ตั้งของวัดแห่งนี้คือบ้านและไร่แตงโมของ เจ้าแม่สุชาดาใน
อดีต ต่อมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2527 กระทรวงศึกษาธิการได้
ดำเนินการรวมวัดสุชาดารามเข้ากับวัดพระแก้วดอนเต้า และ
เรียกวัดแห่งนี้ว่า วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม
เหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่าวัดพระแก้วดอนเต้า มีตำนานกล่าวว่า นางสุชาดา ได้พบแก้วมรกต
ในแตงโม (หมากเต้า) และนำมาถวายพระเถระรูปนั้นจึงจ้างช่างให้นำมรกตนั้นไปแกะ
สลักเป็นพระพุทธรูปซึ่งก็คือ พระแก้วดอนเต้า ซึ่งต่อมาได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐาน
ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงสาเหตุจากตำนานบอกว่า มีผู้ไปฟ้องเจ้าเมืองลำปางในขณะนั้น
ว่า พระเถระและนางสุชาดาเป็นชู้กัน เจ้าเมืองลำปางจึงให้จับนางสุชาดาไปประหารชีวิต
ส่วนพระเถระองค์นั้นทราบข่าวก็ได้อัญเชิญพระพุทธรูปหนีไป โดยได้นำไปฝากไว้ที่วัด
พระธาตุลำปางหลวงจนถึงปัจจุบัน ส่วนสถานที่ตั้งบ้านของนางสุชาดาก็ได้มีผู้มีจิต
ศรัทธาในคุณงามความดีของนาง บริจาคเงินสร้างวัดขึ้นชื่อวัดสุชาดาราม แต่มีบาง
สันนิษฐานบอกว่าเนื่องจากวัดพระแก้วดอนเต้า และ วัดสุชาดาราม นั้นร้างลง แต่บางที่
ก็มีการสันนิษฐานเพิ่มว่า น่าจะเป็นเพราะย่านนี้เป็นสวนหมากเต้า และเป็นที่ดอน จึงชื่อ
พระธาตุว่า พระบรมธาตุดอนเต้า และชื่อวัดว่า วัดพระธาตุดอนเต้า และต่อมาเมื่อมีการ
ประดิษฐานพระแก้วดอนเต้า จึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดพระแก้วดอนเต้า
ความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานที่
วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม เป็นวัดที่ขึ้นชื่อของนครลำปาง
โดยมีผู้คนมากมายมาที่วัดเเห่งนี้เพื่อกราบไหว้พระเเก้วดอน
เต้าได้รู้ถึงเรื่องตำนานของวัดพระเเก้วดอนเต้าด้านในวัด
ตกเเต่งอย่างปราณีตสวยงาม ถือว่าเป็นที่ที่ห้ามพลาดอีกที่นึง
เลยทีเดียว
ถนนสายวัฒนธรรม
ชุมชนท่ามะโอ
"ถนนสายวัฒนธรรม" เป็นถนนสายสั้นๆที่เชื่อมต่อระหว่างวัดประตูป่องกับวัด
ประตูต้นผึ้ง และวัดท่ามะโอ ภายในชุมชนท่ามะโอ โดยปรับภูมิทัศน์ให้ร่มรื่น มี
เสน่ห์น่าชม และถูกยกให้เป็นถนนวัฒนธรรมของนครลำปาง มีโบราณสถานอายุ
หลายร้อยปีคือ วัดกากแก้ว (วัดร้าง) และกู่เจ้าย่าสุตา ประตูโขงที่มีลวดลายปูน
ปั้ นรูปเทวดาอ่อนช้อย กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ. 2523
สมัยก่อน ถนนสายนี้เป็นแนวกำแพงเมืองเดิม จึงทำให้มีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย
ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงหลงเหลือบ้านเรือนเก่าแก่ให้ได้เดินชมกัน ตลอดจนโบราณสถาน
สำคัญๆ อย่าง “กู่เจ้าย่าสุตา” ซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ที่มีลวดลายปูนปั้ น
เทวดาอยู่ทั้ง 4 มุม ว่ากันว่า ที่นี่เคยเป็นซุ้มประตูโขงของวัดกากแก้วในอดีต ส่วนอีก
ที่หนึ่งก็คือ “วัดประตูป่อง” วัดเก่าแก่บนถนนวังเหนือ ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม
แบบล้านนา และยังมีแนวกำแพงเมืองเดิมหลงเหลืออยู่ให้เห็น ดังนั้น ถนนสายนี้จึงมี
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่น้อยเลย นอกจากบ้านเรือนและสถาปัตยกรรมเก่า
แก่ที่มีให้เดินดูแล้ว ในช่วงเย็นวันศุกร์ ถนนสายนี้จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นถนนคน
เดิน ถนนสายวัฒนธรรม หรือ กาดมั่วคัวแลง นั่นเอง
นอกจากนี้ภายในชุมชนท่ามะโอ ยังมีบริการนั่งรถรางเที่ยวชมชุมชน วัด สถานที่
สำคัญ โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชนอีกด้วย
ความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานที่
ถนนสายนี้เป็นแนวกำแพงเมืองเดิมซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่น่าทึ่ง
ได้เห็นโบราณสถานที่สวยงามมาก เเถวถนนสายนี้ยังมีพ่อค้าเเม่ค้า
มาขายของทำให้บริเวณนี้มีความครึกครื้นเป็นอยากมากเหมาะเเก่การ
พาครอบครัวหรือคนที่ถ่านรู้จักมาลองเดินที่ถนนสายนี้ซักครั้ง
วัดเกาะวาลุการาม
วันนี้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวเยี่ยมชม
ที่วัดเกาะวาลุการาม เป็นวัดที่ตั้งอยู่ที่
ตำบลสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัด
ลำปาง เกิดจากการที่ชาวบ้านเลื่อมไส
ศรัทธาในพระพุทธศาสนาและร่วมกัน
ก่อสร้างขึ้นมา
ความเป็นมา
กำเนิดของวัดเกาะวาลุการาม เมื่อพ่อค้าแม่ค้าคหบดี แถวถนนตลาดจีนเหล่านั้น
ตั้งใจจะสร้างวัดอยู่แล้ว ก็เห็นว่าเกาะกลางที่แยกแม่น้ำออกสองแคว ในแถวใกล้
หรือหลังบ้านของตนอยู่นี้พอจะข้ามไปมา อุปถัมภ์ทำบุญสุนทานได้สะดวก ทั้งตั้ง
อยู่ในที่แยก ๆ ออกไปเป็นสัดส่วนต่างหาก ไม่ปะปนกับชุมนุมชน ค้าขายแต่
อย่างใด เป็นทำเลร่มเย็นเหมาะสมเป็นบริเวณอารามสถานได้ดี แม้จะมีคนไป
จับจองทำสวนปลูกบ้านเรือนอยู่ทางหัวเกาะบ้างแล้ว ก็เป็นเพียงบางส่วน พอจะ
แผ้วถางปลูกสร้างได้ ต่างก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใส สนับสนุนออกทุนทรัพย์ทั้งกำลัง
กายกำลังใจแผ้วถางที่ทางขยับขยายด้วยการซื้อขายแบ่งปันยกให้ สุดแล้วแต่
กำลังศรัทธา อาคารหลังแรกของวัดเกาะวาลุการามก็ปรากฎขึ้นเป็นกุฏิไม้ไผ่
หลังคามุงตอนตึง (ตองควง) ฝาขัดแตะ ตั้งอยู่บริเวณข้างต้นโพธิ์ใหญ่ ซึ่งเวลานี้
ได้ล้มโค่นลงแล้ว อยู่ใกล้ ๆ กับกุฏิพระนอนประมาณปีเริ่มตั้งวัดก็เห็นจะอยู่
ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๗ ถึง พ.ศ. ๒๔๓๐ ประมาณ ๙๐ ปีมาแล้ว
ผู้ศรัทธาก่อตั้งในรุ่นแรก ๆ ก็มีมากมาย อาจกล่าวได้ว่า ท่านพ่อค้า
แม่ค้า พาณิชย์ คหบดีที่ตั้งเคหสถานบ้านเรือน ในแถวตลาดจีน
ตลอดทั้งสายได้ให้ความอุปถัมภ์ค้ำชูมาทั้งสิ้น นอกจากนั้น ก็มี
ชาวบ้านข้าราชการทั้งที่ไม่อยู่ในละแวกนั้นอีกเป็นจำนวนมาก ท่าน
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในรุ่นก่อน ๆ ที่เป็นหัวหน้าชักจูงและออกทรัพย์
ทั้งของตนเอง ของศรัทธาร่วมกัน เท่าที่ค้นคว้าสอบถามได้จากผู้
เฒ่าผู้แก่ ที่มีชีวิตอยู่เล่าอาจบกพร่องไปบ้าง พอทราบมาก็มี
เป็นต้นว่า พญาเก๊า-แม่เหม็น (เป็นหัวหน้าพ่อค้าแถวตลาดจีน
หรือพระยาพิทักษ์) โกตา-แม่บูญรอด (ต่อมาเป็นขุนพิพัฒน์)
หลวงประสารไมตรีราษฎร์-คุณนายหอม เหยี่ยนซีไท้ลีกี -แม่
ฮวย พ่อเต็ง, พ่อหนาบุญ คุณยายหมา เพ็ชรสุวรรณ คุณยายมา
สมิติพัฒน์, แม่จุ้ม แม่ตุ่น, พ่อฮ้วน-แม่สีลา พ่อหมาใหญ่ พ่อ
หมาน้อย พ่อน้อย คอมสัน เป็นต้น
ภายในตัววัดมีสิ่งก่อสร้างที่น่าถึงแถมยังมี
ประวัติอันยาวนานอยู่มากมาย อาทิเช่น เจดีย์
ตัววัด มุมเติมปัญญา หรือแม้กระทั่งสถานที่
องค์ประกอบเล็กๆต่างๆ มีให้เดินชมมากมาย
มีความสวยงามในตัวเอง และทำให้รู้สึกผ่อน
คลายเมื่อได้เดินเยี่ยมชม
แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงเล็กน้อยที่ผมได้
สัมผัสถึงกลิ่นอายนี้ก็ตาม แต่ช่วงเวลานั้นก็
ยังทำให้ผมประทับใจและตกตะลึงกับความ
สวยงามของสิ่งก่อสร้างและประวัติอันน่าทึ่ง
ของวัดแห่งนี้ เป็นสถานที่ ที่น่าจดจำจริงๆ
หอ ศิลป์ลำปาง
ประวัติและที่มา
ของหอศิลป์ลำปาง
หอศิลป์ลำปาง มูลนิธิ นิยม ปัทมะเสวี ประวัติของ
เรือนไทยกาดกองต้าหลังนี้ เริ่มขึ้นจากเมื่อครั้งที่คุณ
จีนบุญ (บุญ บุญเจริญ) หอบสัมภาระใส่เข่งไม้ไผ่สานใบ
เล็กเดินทางมาลงหลักปักฐานที่กาดกองต้าในยุคธุรกิจ
ทำไม้เฟื่ องฟูและได้สะสมทุนจนมั่งคั่งกระทั่งได้สร้าง
อาคารพาณิชย์ที่มีลวดลายสวยงามติดกับอาคารฟอง
หลี ในปีพ.ศ. ๒๕๔๖ โดยเปิดเป็นร้านขายของใช้หลาย
อย่างทั้งสินค้าของไทยและสินค้าจากจีน พม่า และทาง
ยุโรป โดยเฉพาะจากอังกฤษ
คุณจีนบุญแต่งงานกับนางหมู หญิงชาวลำปาง
มีลูกรวม ๗ คน หนึ่งในทายาทของท่านได้สมรส
กับขุนอุทานคดี ส่วนทายาทคนสุดท้อง คือ
ทนายน้อม สุวลิน ต้นสกุลสุวลิน อดีตนายก
เทศมนตรีเมืองลำปาง ต่อมาคุณบุญมา ได้รื้อ
ถอนอาคารดังกล่าวลงในปีพ.ศ. ๒๕๒๐ ด้วย
เหตุชำรุดตามกาลเวลา แต่ก็ได้นำส่วนประดับ
ของอาคาร ไม้เก่าทั้งหมดมาก่อสร้างใหม่เป็น
เรือนไทยทรงล้านนาประยุกต์อย่างสวยงาม
๓๒ ปี ของความสวยงามของบ้านไม้หลังนี้ งาน
ไม้ที่มีอายุเกือบ ๑ ศตวรรษได้รับการอนุรักษ์เชิง
สงวนรักษาใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยมูลนิธินิยม
ปัทมะเสวี
ซึ่งยังคงรักษากลิ่นอายความเก่าแก่และเปี่ ยมไปด้วยเอกลักษณ์ไว้อย่างครบถ้วนในฐานะที่
เคยได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี ๒๕๕๐ ประเภทอาคารอนุรักษ์ประเภทอาคาร
อนุรักษ์สถาปัตยกรรมล้านนาโดยกรรมาธิการสถาปนิกสยามล้านนา เพื่อเปิดเป็นหอศิลป์
ลำปางมูลนิธินิยม ปัทมะเสวี ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ให้ให้คนลำปางได้เสพงานศิลป์
อิ่มอิ่มอารมณ์ในย่านตลาดจีน (กิติศักดิ์ เฮงษฏีกุล,2553) นอกจากนี้นอกจากนี้หอศิลป์
ลำปางยังยินดีต้อนรับผลงานของศิลปิน นักศึกษาศิลปะที่มีใจรักและสนใจในงานศิลปทุก
แขนงหรือทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นมือสมัครเล่นหรือมืออาชีพ โดยทางหอโดยทางหอ
ศิลป์ลำปางจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อรองรับผลงานเชิงสร้างสรรค์ทั้งแนววิจิตร
ศิลป์ ประยุกต์ศิลป์และงานมิติเชิงวัฒนธรรมต่างๆ
ทั้งนี้ทางหอศิลป์ลำปางก็หวังว่าจะได้มีโอกาสทำ
หน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อให้กับชาวลำปางและผู้ที่รัก
ในงานศิลป์ ทุทุกรุ่นและทุกวัยได้มาแบ่งปัน
ประสบการณ์แลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนการ
เรียนรู้ไปพร้อมๆกัน และย้อนรอยศิลปะกรรมในอดีต
เชื่อมสู่ปัจจุบันและทอดยาวไปสวนนาคตอย่างมี
รากฐานและด้วยความเข้าใจในรากเหง้าทาง
วัฒนธรรม ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากๆที่จังหวัด
ลำปางของเรามีหอศิลป์เป็นสะพานเชื่อมต่อให้กับชาว
ลำปางที่มีใจรักในงานศิลปะได้มาถ่ายทอด และเรียนรู้
ศิลปะ