The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายวิชา เริ่มต้นกับเคมี รหัสวิชา ว20292

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by oraneehussem, 2021-05-22 11:41:03

รายวิชา เริ่มต้นกับเคมี รหัสวิชา ว20292

รายวิชา เริ่มต้นกับเคมี รหัสวิชา ว20292

เอกสารประกอบการเรยี น
รายวชิ า เริ่มตนกบั เคมี รหัสวิชา ว20292

ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 1

ครูผสู อน
นางสาวอรณี หสั เสม

ชื่อ – นามสกลุ ............................................................ช้ัน.............เลขที่................

โรงเรียนประจวบวิทยาลัย
อาํ เภอเมืองประจวบครี ีขนั ธ จังหวัดประจวบคีรีขันธ

สแกนเพือ่ เขา ไลนก ลุมประจาํ วชิ า สแกนเพ่ือเขาเรยี นออนไลน





เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า เริม่ ตน กบั เคมี (เรยี บเรียงโดย ครอู รณ)ี 1

สสารและการเปลย่ี นแปลง

 วัตถสุ ่ิงของ จะมีคุณลกั ษณะที่เหมือนกันอยางนอ ย 2 ประการ ไดแก
 ประการแรก เปน คุณลกั ษณะที่มอี ยูในตัววัตถุและสิง่ ของนั้น ๆ เรียกวา มวล (mass)
 ประการสอง วัตถแุ ละส่งิ ของทุกชนดิ ตอ งเขา ครอบครองพื้นที่วาง (ตอ งการทอ่ี ยู)

 วัตถสุ ิ่งของไมว าจะปรากฏใหเ ห็นดว ยตา หรอื ไมสามารถมองเห็นดว ยตา เชน อากาศที่อยรู อบตัวเรา จะมี
คณุ ลกั ษณะ 2 ประการนัน้ เสมอ เรยี กส่งิ ตาง ๆ นว้ี า สสาร (matter)

1. สสาร

 สสาร หมายถึง

 ส่งิ ใด ๆ ทีม่ มี วล และตอ งการท่ีอยูอาศัย โดยการเขา ครอบครองพื้นท่วี า ง
 ไมจ าํ เปนตอ งเปน สิง่ ที่มองเห็น จบั ตอ งสัมผสั ไดเ ทา นัน้ แตรวมไปถึงสิ่งทม่ี องไมเห็นดวย เชน อากาศ
 สสาร แบงออกเปน 3 สถานะ มสี มบัติดังตอไปน้ี

ของแข็ง (solid) ของเหลว (liquid) แกส (gas)
 สถานะของสสาร
อนุภาคของสารจดั ตวั อยู อนภุ าคของสารหา งกนั มากกวา
อนภุ าคของสารอยูชดิ กัน อยางหลวม ๆ ของเหลว จงึ เคล่อื นทไ่ี ดท กุ
อยางหนาแนน ทศิ ทางอยางไมเปนระเบียบ
มรี ปู รางไมแ นนอน
มีรปู รางแนน อน รูปรา งเปลย่ี นไปตาม มีรปู รางและปรมิ าตรไมแ นน อน
รูปทรงของสารไมข ึ้นกบั รปู รางของภาชนะทใ่ี ชบรรจุ สามารถขยายตัวเขา ครอบครอง
รปู รา งภาชนะท่บี รรจุ
เตม็ พ้นื ท่ีภายในภาชนะท่ี
 การเคลื่อนที่ของอนภุ าคของสาร บรรจุหรอื บบี อัดใหใหมี

แรงยดึ เหนี่ยวระหวางอนภุ าคมาก แรงยดึ เหนย่ี วระหวางอนภุ าคนอย ปริมาตรเลก็ ลงได

กวา ของของแข็ง แรงยดึ เหนี่ยวระหวางอนุภาค
นอยมากหรือเกือบไมม ีเลย
ตาํ แหนงของแตล ะอนุภาค อนุภาคของของเหลว อนุภาคสารท่เี ปนแกสหา งกันมาก

ถูกยดึ ตรึงใหอยูกับท่ี สามารถกล้ิงไถลไปมาได ฟงุ กระจาย

รูปรางของของแขง็ คงรูปอยูได อนุภาคของนา้ํ กระจายไปท่ัว

ไมสามารถคงรปู อยไู ด ไหลได

 พลงั งานจลนของอนุภาค (พลังงานจลนคอื พลงั งานท่มี ใี นวตั ถุ เกดิ จากการเคลือ่ นที่ของวัตถุนั้น)

มเี พียงการสน่ั ตรึงอยูกับท่ี มีการกลิง้ ไถลสลบั ไปมา เคล่อื นท่ีอยางอิสรเสรี ภายใน

ไมสามารถเคลื่อนทไ่ี ด ระหวา งกันได ภาชนะทีบ่ รรจุ

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา เริ่มตนกับเคมี (เรียบเรียงโดย ครอู รณ)ี 2
 การเปลย่ี นสถานะของสาร

 ความรอ น ความเยน็ เปน ปจ จยั สําคัญท่ที ําใหส ารเปลีย่ นสถานะ
 การใหค วามรอ นเขาสูภายในสาร เพือ่ ทาํ ใหสารเปล่ยี นสถานะ เรยี กวา

การดดู กลนื ความรอ น (endothermic)
 การปลอ ยความรอ นออกมาสภู ายนอก เพอื่ ทําใหส ารเปล่ยี นสถานะ เรยี กวา

การคายความรอน (exothermic)

1) การหลอมเหลว (melting)
การเปลี่ยนสถานะของสาร จากของแข็งเปน ของเหลว

เมอื่ ใหค วามรอนแกของแข็ง อนุภาคของของแข็งมีพลงั งานจลนสูงขน้ึ (อนภุ าคสนั่ )
อนุภาคของของแข็งสน่ั แรงข้ึน เมือ่ มพี ลังงานจลนมากพอ
จะเอาชนะแรงดึงดดู ระหวางอนุภาคไว

อนภุ าคของสารแตกตวั ออกจากกนั ทาํ ใหของแข็งเกิด การหลอมเหลว
อุณหภมู ทิ ่ขี องแข็งหลอมหรือเปลยี่ นสถานะเปน ของเหลว เรยี กวา จดุ หลอมเหลว
2) การกลายเปนไอ (ระเหย) (evaporation)

การเปลี่ยนสถานของสาร จากของเหลวเปน แกส
เมอ่ื ใหความรอนแกของเหลว อนภุ าคของของเหลวมพี ลังงานจลนสงู ขนึ้
จงึ ส่ันและเคลอื่ นที่ไดเรว็ จนไมสามารถถูกดึง หรอื ยดึ ใหอ ยูเปนของเหลวได
อนุภาคทีม่ ีพลังงานจลนสูงน้ี จะเคลอ่ื นทมี่ าอยูผวิ หนาของของเหลว และหลุดออกไปเปนไอหรือเปนแกส
(อนภุ าคทม่ี ีพลงั งานต่ํากวาอนุภาคท่ีหลุดออก จะยังคงเปนของเหลวเหมอื นเดมิ )
หลังอนภุ าคหลดุ ออกไปเปนแกส อนภุ าคของแกส นั้น จะว่ิงชนผนังภาชนะ หรือชนกันเอง

ถา วง่ิ ชนผิวหนาของของเหลว อนภุ าคจะถกู ดึง
กลบั เขาสูสถานะของเหลวเหมือนเดมิ เรียกวา การควบแนน (condensation)

(การควบแนน คือ การเปลยี่ นสถานของสาร จากแกสเปนของเหลว)

เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า เร่ิมตน กบั เคมี (เรยี บเรยี งโดย ครูอรณ)ี 3

3) การเดอื ด (boiling)

เมือ่ ใหค วามรอนแกของเหลวไปเร่อื ย ๆ จนอนุภาคของสารท่ัวท้ังของเหลว
มีพลงั งานจลนส ูงมากพอ ท่จี ะหลุดออกไปจากของเหลวได

ฟองไอจะเกดิ ทั่วทั้งของเหลว และผดุ ขึ้นไปอยบู นผิวหนาของของเหลว
หลุดออกไปสูบ รรยากาศ ของเหลวจะเกิด การเดอื ด

อุณหภูมิทข่ี องเหลวเดอื ด เรยี กวา จุดเดือด (boiling point)

ยง่ิ เพ่มิ ความรอนใหแกของเหลวมากขึ้น จาํ นวนอนภุ าคทม่ี ีพลงั งานจลนสูงจะย่ิงมากขน้ึ
แตอุณหภูมิที่สารเดอื ดยังคงท่แี ละจะไมเ พ่มิ ขน้ึ (สารจะเดือดเรว็ ขึ้นเทานน้ั )

4) การระเหดิ (sublimation)

การเปลีย่ นสถานะของสาร จากของแขง็ เปนแกส (โดยไมผ านสถานะของเหลว)

เปน สมบตั เิ ฉพาะตัวของสาร
ทอ่ี ณุ หภมู หิ อ งสารบางชนดิ ระเหดิ ได แตสารบางชนิดระเหิดไมได
(ความรเู สริม : อณุ หภมู หิ อง ตามมาตรฐานท่ีใช คือ 25 องศาเซลเซยี ส)

เชน คารบอนไดออกไซดแ ขง็ (น้ําแข็งแหง) แนพทาลีน (ลูกเหม็น) การบรู และไอโอดีน เปน ตน

2. สมบัติของสารและการเปลย่ี นแปลง

 นักวทิ ยาศาสตรจัดหมวดหมูของสารออกเปน ประเภทตาง ๆ โดยพจิ ารณาสมบัติของสาร 2 ประการ ดงั น้ี
1) สมบัติทางกายภาพ
 หมายถึง สิง่ ท่เี ราสังเกตเห็นได หรือสามารถตรวจวัดได โดยไมทําใหองคป ระกอบของสารเดมิ
เปลย่ี นแปลง
หรอื ไมทาํ ใหสารเดมิ ถูกทาํ ลายสลายเกดิ เปนสารตวั ใหม
 เชน การตดั กระดาษออกเปนชิ้นเลก็ ๆ ขนาดกระดาษเลก็ ลง แตย ังเปน กระดาษเหมือนเดิมไมเปลี่ยน
 เชน นํ้าแขง็ หลอมเหลว การระเหดิ ของลูกเหม็น การเตมิ นํา้ ตาลทรายลงไปในนาํ้ กลายเปนนํ้าเชื่อม ฯลฯ
2) สมบัติทางเคมี
 หมายถงึ สมบัติทส่ี ารแสดงออกมา เมือ่ สารถกู กระทําดวยวธิ กี ารใด วธิ กี ารหน่ึง เพอ่ื เปลย่ี นสารนน้ั ใหเ ปน
สารใหม เรียกวา ปฏิกิรยิ าเคมี (chemical reaction)
 เชน กระดาษถกู เผา จะกลายเปนเถา ถาน การจุดพลุ การเผาไม การเกิดสนมิ เหลก็ ฯลฯ

3. แบบจําลองอนภุ าคของสาร

 สารทุกชนิดประกอบดว ยอนภุ าคขนาดเลก็ ๆ มาอยูรวมกันเปนจาํ นวนมาก
(ถา แตละอนุภาคแยกออกจากกัน อยูตามลาํ พัง เราจะไมส ามารถมองเหน็ ได เพราะมีขนาดเลก็ มาก)

 สารทุกชนิด ประกอบดวยอนภุ าคทเี่ ลก็ ที่สดุ เรยี กวา อะตอม (atom)
 ในสมัยนนั้ ก็ยงั ไมม ีเครอ่ื งมอื ที่สามารถพิสูจนแ ละสนบั สนุนแนวความคดิ ทแ่ี นนอนได จึงทําใหไ มทราบวา

อะตอมมีโครงสรางเปน อยางไร จึงมีการเสนอใหมีแบบจาํ ลองอะตอมข้นึ ดังตอ ไปนี้

เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา เร่ิมตนกับเคมี (เรยี บเรยี งโดย ครอู รณี) 4

3.1 อะตอม (atom)

 แบบจาํ ลองอะตอม (Atomic model) คอื ภาพทางความคิดทีแ่ สดงใหเ ห็น รายละเอยี ดของโครงสรา งอะตอม
ที่สอดคลองกบั ผลการทดลองตา ง ๆ ซึง่ ไดแก
1) แบบจําลองอะตอมของดอลตัน

พ.ศ. 2346 โดย จอหน ดอลตัน

อะตอมมขี นาดเล็กมาก เปน ทรงกลมตัน

2) แบบจาํ ลองอะตอมของทอมสัน

พ.ศ. 2440 โดย เซอร โจเซฟ จอหน ทอมสัน
อะตอมมลี ักษณะกลวง (ไมไดต นั เหมอื นที่ดอลตนั บอก)

ประกอบดว ยอนภุ าคโปรตอน (ประจุบวก) และอนุภาคอเิ ล็กตรอน (ประจลุ บ)
กระจายอยูทว่ั ไปอยางสมํา่ เสมอ มีสภาพเปน กลางทางไฟฟา (ประจบุ วก=ประจลุ บ)

3) แบบจาํ ลองอะตออมของรทั เทอรฟ อรด (ไดร บั การยอมรับ)
พ.ศ. 2454 โดย ลอรด เออรเนสต รทั เทอรฟอรด

ประกอบดวยนิวเคลียสทีม่ ีประจบุ วก (โปรตอน) รวมกันอยตู รงกลาง
และประจุลบ (อิเล็กตรอน) เคลื่อนท่ีอยรู อบ ๆ นิวเคลยี ส

4) แบบจําลองอะตอมของโบร (พฒั นาจากแบบจาํ ลองอะตอมของรทั เทอรฟอรด )
พ.ศ. 2456 โดย นีลส โบร

อเิ ลก็ ตรอนเคลอ่ื นที่รอบนิวเคลยี สเปนวง (คลายวงโคจรของดาวเคราะห)
แตล ะวงมรี ะดบั พลังงานเฉพาะตัว

ระดับพลังงานของอิเล็กตรอนท่ีอยใู กลน ิวเคลียสท่ีสุดมพี ลังงานต่ําสุด
เรียกระดับพลงั งาน K , L , M , N , ….ตามลาํ ดบั

ตอ มาเปลี่ยนมาใชต ัวเลขเปน n=1 , n=2, n=3, …. ตามลําดบั

5) แบบจาํ ลองอะตอมกลมุ หมอก

อเิ ลก็ ตรอนมขี นาดเลก็ มาก เคลอ่ื นทีร่ วดเรว็ ตลอดเวลาทั่วอะตอม
จึงไมส ามารถบอกตําแหนง ท่แี นนอนของอะตอมได

มโี อกาสพบอเิ ลก็ รอบนิวเคลยี สบางบริเวณเทาน้ัน
ทําใหส รางมโนภาพไดวา อะตอมประกอบดว ยกลุมหมอกของอเิ ลก็ ตรอนรอบนวิ เคลียส

บรเิ วณท่ีกลมุ หมอกทบึ แสดงวามโี อกาสพบอิเล็กตรอนมากกวาบรเิ วณกลุมหมอกจาง

เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า เร่ิมตน กบั เคมี (เรยี บเรยี งโดย ครอู รณี) 5

 อนภุ าคมูลฐานของอะตอม
อะตอมประกอบดวยแกนกลางเปน นิวเคลียส ประกอบดว ยประจุ 3 ชนดิ ไดแก
1) ประจุบวก (โปรตอน , p+)
2) ประจุลบ (อิเล็กตรอน , e- )
3) ประจุทเี่ ปนกลาง (ไมมปี ระจุ) (นวิ ตรอน , n )
หมายเหตุ : อะตอมท่ัวไปมสี ภาพเปน กลาง จะมี จาํ นวนโปรตอน = จํานวนอเิ ลก็ ตรอน

 สัญลกั ษณนวิ เคลียร
 เลขอะตอม (atomic number) = จํานวนโปรตอนในอะตอม (มคี า เทากับจํานวนอเิ ลก็ ตรอนในอะตอม)
 เลขมวล (mass number) = จํานวนโปรตอนในอะตอม + จํานวนนิวตรอนในอะตอม
 มวลอะตอม (atomic mass) = มวลของโปรตอน + มวลของนวิ ตรอน (มวลของนิวเคลยี ส)

หมายเหตุ : อเิ ลก็ ตรอนมมี วลเบามากจนสามารถตัดท้ิงได

ดงั นัน้ มวลอะตอมจึงมาจากมวลของโปรตอนและนวิ ตรอนที่เปนแกน กลางในนวิ เคลียสของอะตอมเปน สาํ คญั
 สญั ลกั ษณนิวเคลียร คือ สญั ลักษณข องธาตุทีแ่ สดงรายละเอยี ดของอนุภาคมลู ฐานของอะตอมไว

โดยแสดงเลขมวลไวมุมบนซา ย และแสดงเลขอะตอมไวม มุ ลา งซา ย ดงั นี้

เลขมวล (p + n) ZAX
เลขอะตอม (p)

จากสัญลักษณนวิ เคลยี ร จะทาํ ใหทราบจํานวนอนภุ าคมลู ฐานได

ตัวอยา งท่ี 1 จงหาจาํ นวนอนภุ าคมูลฐานของ 1213Na

จากสญั ลักษณน วิ เคลยี ร เลขอะตอม = จาํ นวน p = 11

เลขมวล = จํานวนโปรตอน (p) + จาํ นวนนวิ ตรอน (n)

23 = 11 + จาํ นวนนิวตรอน

จํานวนนวิ ตรอน (n) = 23 – 11 = 12

ดังน้นั จํานวนอนุภาคมูลฐานไดแ ก

1) จาํ นวนโปรตอน เทา กบั 11 โปรตอน

2) จาํ นวนอิเลก็ ตรอน เทา กบั 11 อิเลก็ ตรอน

3) จาํ นวนนวิ ตรอน เทากบั 12 นวิ ตรอน

เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า เร่ิมตนกบั เคมี (เรยี บเรยี งโดย ครูอรณ)ี 6

 การจัดอิเล็กตรอนในระดับพลงั งานหลัก
 จากแบบจาํ ลองอะตอม พบวา โปรตอนและนวิ ตรอนอยรู วมกนั ในนวิ เคลยี ส และมีอเิ ลก็ ตรอนอยรู อบ ๆ โดย
อยูใ นระดับพลังงานหลกั ตาง ๆ กัน

 สามารถจัดอเิ ล็กตรอนในระดับพลงั งานหลัก มีหลักการ 2 ขอ ดงั น้ี

1) จํานวนอเิ ล็กตรอนในระดับพลังงานหลัก มีจาํ นวน ไมเ กิน 2n2 เมื่อ n คอื ระดบั พลังงานหลกั ที่ 1,2,3,…

ระดับพลงั งานหลัก n=1 n=2 n=3 n=4 n=5

จํานวนอเิ ล็กตรอน 2 8 18 32 50

2) พลังงานชน้ั นอกสุดและมีพลังงานสูงสุด เรียกวา เวเลนซอเิ ล็กตรอน
(อเิ ล็กตรอนทอี่ ยูวงนอกสุดของอะตอม) หา มเกิน 8

หมายเหตุ : ธาตทุ มี่ ีความเสถียร (ไมเกดิ ปฏกิ ิริยากบั ธาตอุ ่ืนไดงาย,ไมสลายตัวไดง า ย)
มเี วเลนซอิเล็กตรอนเทากบั 8 ไดแ ก แกสเฉอ่ื ย (แกส มตี ระกลู )

ตองจาํ เวเลนซอเิ ล็กตรอน บอกใหรูวา ธาตุอยูหมใู ด
จาํ นวนระดบั พลังงาน บอกใหร ูวา ธาตอุ ยูคาบใด

ตวั อยางท่ี 1 จงจัดอเิ ล็กตรอนในระดับพลังงานหลกั ของ B
วิธที าํ เปด ตารางธาตดุ ู เลขอะตอม B (เทา กับ 5)

ดงั นัน้ B สามารถจัดอิเลก็ ตรอนในระดบั พลงั งานหลกั ดงั นี้ 2, 3
จะเหน็ วา B มีเวเลนซอเิ ลก็ ตรอนเทากับ 3 จึงอยใู นหมู 3A
และ B มีจาํ นวนระดับพลังงานเทา กับ 2 จงึ อยูใ นคาบ 2

ตัวอยา งที่ 2 จงจดั อเิ ลก็ ตรอนในระดับพลงั งานหลกั ของ Ca
วธิ ที ํา เปด ตารางธาตุดู เลขอะตอม Ca (เทา กบั 20)

ดังนนั้ Ca สามารถจัดอเิ ลก็ ตรอนในระดบั พลงั งานหลัก ดังน้ี 2, 8, 8, 2
จะเห็นวา Ca มีเวเลนซอเิ ล็กตรอนเทากับ 2 จงึ อยูในหมู 2A
และ Ca มีจํานวนระดบั พลงั งานเทา กบั 4 จึงอยใู นคาบ 4

ตัวอยา งท่ี 3 จงจดั อเิ ลก็ ตรอนในระดับพลงั งานหลักของ Cl
วธิ ีทํา เปดตารางธาตดุ ู เลขอะตอม Cl (เทา กับ 17)

ดังน้ัน Cl สามารถจัดอเิ ลก็ ตรอนในระดบั พลงั งานหลกั ดงั นี้ 2, 8, 7
จะเหน็ วา Cl มีเวเลนซอ เิ ล็กตรอนเทากบั 7 จงึ อยูในหมู 7A
และ Cl มีจํานวนระดบั พลงั งานเทา กบั 3 จงึ อยใู นคาบ 3

เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า เรม่ิ ตน กบั เคมี (เรยี บเรยี งโดย ครูอรณ)ี 7

3.2 โมเลกุล (molecule)

 โมเลกุล คอื กลุม อะตอม ตงั้ แต 2 อะตอมขนึ้ ไป ยึดติดกันดว ยการสรา งพนั ธะรว มกนั
กลุม อะตอมน้ัน อาจเปนอะตอมชนดิ เดยี วกัน หรือตางชนิดกันก็ได
(ยกเวนโมเลกุลของแกส เฉ่ือย ประกอบดว ย อะตอมของแกสเฉ่อื ยเพียง 1 อะตอมเทานน้ั )

 สูตรเคมี
คอื ตวั ยอ แทนช่ือโมเลกลุ และบอกใหร วู า โมเลกุลน้ันประกอบดว ยอะตอมชนดิ ใด จาํ นวนก่ีอะตอม ตวั อยางเชน

โมเลกลุ ของสาร สตู รเคมี โมเลกุลของสาร สูตรเคมี
แกสออกซเิ จน นํา้
แกสคารบ อนไดออกไซด O2 H2O
กรดแอซิตกิ (กรดน้ําสม ) CO2 เมทานอล CH3OH
น้าํ ตาลกลูโคส CH3COOH เอทานอล CH3CH2OH
C6H12O6 เกลอื แกง NaCl

4. ธาตุ สารประกอบ และธาตุกมั มันตรังสี

4.1 ธาตุ

 คอื สารบริสทุ ธิ์ ประกอบดวยอนภุ าคทเ่ี ล็กท่ีสุด (อะตอม) ชนดิ เดยี วกันท้งั หมด
 แตละอะตอมมสี มบัตเิ หมือนกันทุกประการ ไมส ามารถแบง ยอ ยลงไปใหเ ล็กไดอีก

 ตวั อยางเชน โลหะแมกนีเซยี ม (Mg) แกสฮีเลียม (He) แกสนีออน (Ne)

 นกั วทิ ยาศาสตรจดั ธาตุทั้งหมดไวเปน แถวตามแนวตง้ั (เรียกวา หม)ู และตามแนวนอน (เรยี กวา คาบ)

โดยใหธ าตุทีม่ สี มบตั ิคลา ยคลงึ กันอยูในแถวเดยี วกัน เรียกวา ตารางธาตุ (periodic table)

 แบง กลมุ ธาตุออกเปน 3 ประเภท ไดแ ก

สมบตั ิ โลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ

การนาํ ไฟฟา/ นาํ ไฟฟา/ความรอ นไดดี ไมนาํ ไฟฟา /ความรอ น สมบตั ิคลา ยกบั ท้ังโลหะและอโลหะ
ความรอ น
(ยกเวน คารบ อน (C) นาํ ไฟฟา ได)

จุดเดือด จุดเดือดสงู จุดเดือดตา่ํ นาํ ไฟฟาไดน อ ย
ลักษณะ แตจ ะนาํ ไฟฟา ไดด ถี าเติม
ผิวมนั วาว ดึงเปนเสน ตแี ผเปน ในสถานะของแขง็ จะเปราะ
สถานะ แผนไดโ ดยไมแ ตกหกั แตกหกั งา ย ดึง ยืดเปนเสน ธาตบุ างชนิดเขา ไป

ของแข็งท่อี ณุ หภมู ิปกติ หรือตีเปน แผนไมไ ด (เชน ธาตุซลิ คิ อน (Si) นาํ ไฟฟา
(ยกเวนปรอท (Hg) มี 3 สถานะ ไดแก ไดน อ ย แตเมอ่ื เตมิ ธาตุโบรอน (B)
เปน ของเหลว) ของแขง็ ของเหลว และแกส เขา ไปเลก็ นอ ย ทําใหนําไฟฟาไดด ี
(สวนใหญส ถานะเปน
แกสทอี่ ณุ หภมู ิปกติ) เหมอื นโลหะทัว่ ไป)

4.2 สารประกอบ

 คอื สารบริสุทธ์ิ ทเ่ี กดิ จากอะตอมของธาตตุ า งชนดิ กนั ตัง้ แต 2 ชนดิ ขึ้นไปมารวมตัวกัน

 เมื่อธาตุตั้งแต 2 ชนดิ ข้นึ ไปทําปฏกิ ริ ยิ ากัน จะเกดิ การเปลย่ี นแปลงทางเคมีและเกดิ เปน สารใหม เรียกวา

สารประกอบ (สมบตั แิ ตกตา งจากธาตแุ ตละชนิดที่มาทาํ ปฏกิ ิรยิ ากัน)

ความแตกตา งระหวา งธาตุและสารประกอบ

ธาตุ สารประกอบ

ประกอบดว ยอะตอมเพยี งชนิดเดยี ว ประกอบดว ยอะตอมตางชนดิ กันตง้ั แต 2 ชนิดขึน้ ไปมารวมกนั

ไมสามารถแยกแตกสลายใหเล็กลงดว ยวิธีทางเคมี สามารถแยกแตกสลายดวยวิธที างเคมีใหเปนอะตอมแยกออกมา

เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา เร่ิมตน กบั เคมี (เรียบเรยี งโดย ครอู รณี) 8

5. ธาตุกมั มันตรังสี

 พ.ศ. 2439 อองตวน อองรี เบ็กเคอเรล นักวิทยาศาสตรช าวฝร่งั เศส พบวา เมือ่ เกบ็ แผนฟล มถา ยรปู ท่ีหุมดวย
กระดาษสดี ําไวกับยูเรเนยี ม พบวา ฟลม มีลักษณะเหมอื นถูกแสงกระทบ และเมอื่ ทดลองกบั สารประกอบยูเรเนียม
ชนดิ อนื่ ๆ ก็ไดผ ลเชนเดยี วกนั จึงสรปุ ไดวา นา จะมีรังสีแผอ อกมาจากธาตยุ ูเรเนยี ม

 ตอมา ปแอร และมารี กูรี ไดค น พบวา ธาตเุ รเดยี ม และทอเรยี ม ก็สามารถแผร งั สไี ดเ ชนเดียวกัน จงึ สรปุ ไดว า
 ธาตทุ ี่มอี งคป ระกอบภายในนิวเคลียสไมเสถียร จะเกิดการแผรงั สอี อกมา เพอ่ื ปลดปลอยพลงั งานสว นเกิน
จนกวา จะไดนวิ เคลยี สที่เสถียร จงึ หยดุ แผร ังสี
 รังสที แ่ี ผออกมาน้ี เรียกวา กมั มนั ตภาพรังสี ซ่งึ มหี ลายชนิด เชน รงั สีแอลฟา รังสแี กมมา รงั สเี บตา เปน ตน
 ธาตุทแ่ี ผรงั สีได เรียกวา ธาตกุ มั มันตรังสี
 ธาตุกัมมันตรังสแี ตล ะธาตุ มรี ะยะเวลาในการสลายตวั หรือแผรงั สแี ตกตา งกนั เรยี กวา ครึ่งชวี ิตของธาตุ
ตัวอยา งเชน
ธาตุโคบอลต-60 (Co-60) มคี รง่ึ ชวี ิต 5.26 ป หมายความวา ถา ธาตุ Co-60 จํานวน 100 กรมั
เม่อื ระยะเวลาผา นไป 5.26 ป จะเหลือธาตุ Co-60 จาํ นวน 50 กรัม (เหลือคร่งึ หนง่ึ ของจํานวนเดมิ )

ใหนักเรียนสืบคน ประโยชนและโทษของธาตุกมั มนั ตรังสี

6. ตารางธาตุ

 ตารางธาตุ คอื ตารางการจดั หมวดหมูข องธาตอุ ยา งเปน ระเบยี บเพื่อสะดวกตอการใช และงายตอ การจดจาํ
เนอ่ื งจากธาตุมีจํานวนมาก

 ดิมิทรี อิวาโนวิช เมนเดเลเอฟ จัดตารางธาตุ โดย
 เรยี งลาํ ดบั จากมวลอะตอมนอยไปหามาก พบวา ธาตุมีสมบตั ิคลายกันเปนชวง

 เฮนรี โมสลีย จดั ตารางธาตุ โดย
 เรยี งลาํ ดบั จากเลขอะตอมนอยไปหามาก เน่ืองจาก สมบัตติ า ง ๆ ของธาตุมคี วามสัมพันธก บั เลขอะตอม
มากกวามวลอะตอม ทาํ ใหส มบตั สิ อดคลอ งกนั ในหมูเดียวกัน เกดิ เปนตารางธาตุในปจจุบนั

 ตารางธาตใุ นปจจบุ นั แบงออกเปน
 แนวตัง้ เรียกวา หมู (Group) แนวนอน เรยี กวา คาบ (Period)

 จาํ แนกธาตุ ออกเปน 2 กลุมใหญ ๆ ไดแ ก
1) ธาตุกลมุ A เรยี กวา ธาตเุ รพรเี ซนเททฟี (อยูทางซา ยและทางขวาของตารางธาต)ุ
2) ธาตกุ ลมุ B เรยี กวา ธาตุแทรนซชิ นั (อยูตรงกลางของตารางธาต)ุ

เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า เรม่ิ ตนกบั เคมี (เรยี บเรียงโดย ครอู รณี) 9

จากตารางธาตุ สรุปวา

1) การจดั ธาตุเปนหมู (แนวต้งั )

 ธาตทุ ีอ่ ยูหมูเ ดยี วกัน มีเวเลนซอเิ ล็กตรอนเทา กนั (อิเลก็ ตรอนที่อยูใ นระดบั พลงั งานชัน้ นอกสุดของอะตอม)

(ใชไ ดเฉพาะธาตุพวก A เทา น้นั )

 เชน ธาตคุ ารบ อน (C) มีเวเลนซอ ิเลก็ ตรอนเทากับ 4 แสดงวาอยูห มู 4A
 ธาตุพวก A มี 8 แถว (1A – 8A) ตามรปู

 ธาตุพวก B มี 10 แถว (1B – 8B) ตามรปู

 การเรียกชือ่ หมขู องธาตุพวก A ไดแก

- หมู 1A เรยี กวา โลหะแอลคาไลน (มี 6 ธาตุ ไดแก Li , Na, K, Rb, Cs, Fr)

- หมู 2A เรยี กวา โลหะแอลคาไลนเ อิรธ (มี 6 ธาตุ ไดแก Be, Mg, Ca, Sr, Ba, Ra)

- หมู 7A เรยี กวา แฮโลเจน (มี 5 ธาตุ ไดแ ก F, Cl, Br, I, At)

- หมู 8A เรยี กวา แกสเฉือ่ ย หรือแกส มีตระกูล (มี 6 ธาตุ ไดแ ก He, Ne, Ar, Kr, Xe, Rn)

(สาํ หรบั ธาตพุ วก B ไมมชี อ่ื เรยี กหมโู ดยเฉพาะ)

2) การจัดธาตเุ ปนคาบ (แนวนอน)

 ธาตุในคาบเดยี วกันจะมจี าํ นวนระดบั พลงั งานเทา กัน

 เชน ธาตุ 20C จัดเรียงเล็กตรอนเปน 2, 8, 8, 2 แสดงวา จาํ นวนระดับพลงั งานเทา กับ 4 อยูคาบ 4
 ธาตุในตารางธาตมุ ี 7 คาบ (คาบ 1 มี 2 ธาตุ ไดแ ก H , He)

3) การเรียกชื่อธาตทุ ี่มีเลขอะตอม 100 ขนึ้ ไป สาํ หรบั ธาตทุ ่ีพบใหม ยังไมมชี อื่ เรียกแบบสากล ใหเรยี กชื่อตาม

ระบบ IUPAC (อานชือ่ แตละตวั ดว ยภาษาละตนิ และลงทา ย _ium

จาํ นวนนับภาษาละติน

0 = nil 1 = ul 2 = bi 3 = tri 4 = quad

5 = pent 6 = hex 7 = sept 8 = oct 9 = enn

ตัวอยา งเชน

ธาตทุ ่ีมเี ลขอะตอม 112 Ululbium

ธาตุทีม่ เี ลขอะตอม 114 Ululquadium

ธาตทุ ่มี เี ลขอะตอม 116 Ululhexium

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา เริม่ ตน กับเคมี (เรียบเรยี งโดย ครอู รณี) 10

7. พนั ธะเคมี

 ขอควรรู
 แรงยึดเหน่ยี วทางเคมี เปน แรงดงึ ดูดระหวา งอะตอมของสาร มี 2 ประเภท คอื
1) แรงยึดเหน่ยี วภายในโมเลกุล ไดแก พันธะโคเวเลนต , พันธะไอออนกิ และพันธะโลหะ
2) แรงยึดเหนีย่ วระหวางโมเลกุล ไดแก แรงแวนเดอวาลส
 กฎออกเตต
คอื การที่อะตอมของธาตมุ ีเวเลนซอ ิเลก็ ตรอนครบ 8
- มีเวเลนซอเิ ล็กตรอนเหมือนแกสเฉือ่ ย ซึง่ มีความเสถียรมาก (ธาตทุ ุกชนดิ พยายามทาํ ตวั เองใหเ สถียร
เหมือนแกส เฉ่ือย โดยการทาํ ใหม ีเวเลนซอเิ ลก็ ตรอนครบ 8)
- ไมสาํ คัญวา เปนอิเลก็ ตรอนของอะตอมเองหรือไดม าจากการใชอ เิ ลก็ ตรอนรว มกับอะตอมอนื่
 สตู รโครงสรา งแบบจุด (ลวิ อิส)
- ใชจุดแทนเวเลนซอ ิเลก็ ตรอน ดงั รปู

- เปน การเขยี นสูตรโครงสรา งแบบจุด โดยท่ี
อิเลก็ ตรอนครู ว มพนั ธะ 1 คู แทน พันธะเดี่ยว
อเิ ล็กตรอนครู วมพนั ธะ 2 คู แทน พนั ธะคู
อเิ ลก็ ตรอนครู ว มพันธะ 3 คู แทน พนั ธะสาม
โดยอะตอมแตละอะตอมตองมเี วเลนซอ เิ ล็กตรอนครบ 8 (ยกเวน ไฮโดรเจน (H) มเี พียง 2 อเิ ลก็ ตรอน

เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า เร่ิมตน กบั เคมี (เรยี บเรียงโดย ครอู รณ)ี 11
 พันธะเคมี

ความหมายของพนั ธะเคมี
 พนั ธะเคมี คือ แรงดึงดูดระหวางอะตอมของธาตุภายในโมเลกุล เกดิ แรงดึงดูดซ่ึงกนั และกนั

เกดิ ได 2 แบบ ดังน้ี
1) แรงดึงดูด (ประจตุ างกัน) : อเิ ล็กตรอนกับโปรตอน
2) แรงผลัก (ประจเุ หมือนกัน) : อเิ ลก็ ตรอนกับอิเลก็ ตรอน , โปรตอนกับโปรตอน
 พันธะเคมี แบง เปน 3 ชนดิ ดงั นี้
1) พนั ธะโคเวเลนต
2) พันธะไอออนิก
3) พันธะโลหะ

1) พนั ธะโคเวเลนต (Covalent Bond)
 เกิดจากการใชเวเลนซอ เิ ลก็ ตรอน (อิเลก็ ตรอนท่อี ยูว งนอกสดุ ของอะตอม) รวมกนั : อโลหะ + อโลหะ
 แบง จํานวนพันธะ : พันธะเดีย่ ว, พนั ธะคู และพันธะสาม

2) พนั ธะไอออนิก (Ionic Bond)
 เกดิ จากการใชเวเลนซอเิ ล็กตรอนรว มกนั : โลหะ + อโลหะ
 ยึดเหน่ยี วกันดว ยแรงทางไฟฟา : ไอออนบวก + ไอออนลบ

โลหะ (เสยี อิเล็กตรอน) กลายเปนไอออนบวก + อโลหะ (รับอเิ ล็กตรอน) กลายเปนไอออนลบ

เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า เร่มิ ตนกบั เคมี (เรียบเรียงโดย ครอู รณ)ี 12

3) พนั ธะโลหะ (Metal Bond)
 พันธะท่เี กิดจากธาตุ : โลหะ + โลหะ
 เปน ทะเลอิเลก็ ตรอน : มีอิเล็กตรอนอสิ ระเคล่ือนที่รอบ ๆ มแี รงยึดเหนี่ยวสูง

การเปรยี บเทยี บสมบตั ิ

สารประกอบโคเวเลนต สารประกอบไอออนกิ สารประกอบโลหะ

 มี 3 สถานะ ไดแก ของแข็ง  สถานะของแขง็ แตเ ปราะ  สถานะของแขง็ เหนียว

ของเหลว และแกส สามารถตเี ปน เสน หรอื เปนแผน

ได (ยกเวน ปรอท เปน ของเหลว)

 จุดเหลมเหลวตํ่า  จดุ หลอมเหลวสงู  จุดหลอมเหลวสูงมาก

 แรงยดึ เหนีย่ วระหวางโมเลกลุ ไม  แรงยึดเหน่ยี วระหวา งโมเลกลุ  แรงยึดเหน่ยี วระหวางโมเลกลุ

แขง็ แรง ถูกทําลายงา ย คอนขางแข็งแรง แข็งแรงมาก

 มที ั้งละลายนา้ํ และไมล ะลายนาํ้  สวนใหญละลายนา้ํ ไดด ี  ไมละลายนาํ้

 ไมน ําไฟฟา เนื่องจากมีประจุ  เมอ่ื เปน ของแข็งนาํ ไฟฟา ไดน อ ย  นาํ ไฟฟา ไดด ี

ไฟฟา เปนกลาง มาก แตจ ะนําไฟฟา ไดด ีขนึ้ เมือ่

หลอมเหลวหรอื เปนสารละลาย


Click to View FlipBook Version