The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 116ชนากานต์ พลพะนาน, 2024-01-31 11:50:26

แผนการจัดการเรียนรู้ฟิสิกส์ภาคเรียนที่2

แผนการจัดการเรียนรู้ที่2.2566

ก คำนำ การจัดการศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการและบรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง และการ จัดทำหลักสูตรระดับ รายวิชาเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ ที่เป็นกรอบในการจัดการศึกษาให้ สามารถพัฒนาและยกระดับ คุณภาพ ของผู้เรียนให้ดีขึ้น และช่วยให้ครูผู้สอนได้ศึกษาหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเข้าใจ และส่งผลให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมเพื่อ พัฒนาให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ผู้จัดทำจึงได้นำแผนจัดการเรียนรู้รายวิชา ฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จัดทำขึ้นเพื่อ ประกอบการใช้ในการประกอบการสอน โดยครอบคุมเนื้อหาสาระตามผลการเรียนรู้เพิ่มเติม วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ในสาระฟิสิกส์ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แผนจัดการเรียนรู้เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และเป็น ส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิบุคลากรทางการศึกษา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำไว้ ณ โอกาสนี้ นางสาวชนากานต์ พลพะนาน (นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู)


ข สารบัญ คำนำ ก สารบัญ ข ตารางวิเคราะห์หลักสูตร/ตัวชี้วัด 2 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม 13 โครงสร้างรายวิชาฟิสิกส์6 15 กำหนดการสอน 28 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 32 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 40 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 49 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 60 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 70 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 79 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 98 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 106 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 115 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 124 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 132 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 140 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 147 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 155 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 164 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 172 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 180


ค แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 19 185 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 20 191 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 21 196 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 22 202 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 23 209 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 24 216 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 25 222 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 26 228 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 27 235 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 28 241 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 29 247 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 30 254 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 31 260 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 32 266


1 สรุปหลักสูตรฯกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดสาระการ เรียนรู้ 4 สาระ ได้แก่ สาระที่1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระที่4 เทคโนโลยี รวมทั้งยังมีสาระเพิ่มเติมอีก 4 สาระ ได้แก่ สาระ ชีววิทยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์ และสาระโลก ดาราศาสตร์และอวกาศ องค์ประกอบของหลักสูตร ทั้งในด้านของเนื้อหา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียน ในแต่ละระดับชั้นให้มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางที่ผู้เรียน จำเป็นต้องเรียนเป็นพื้นฐาน เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อได้โดยจัด เรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหาในแต่ละชั้นให้มีการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการเรียนรู้และ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิด สร้างสรรค์คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะใน ศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แก้ปัญหาอย่าง เป็นระบบ ตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความ สอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้เดียวกัน และระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดจนการเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ ด้วย นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลง และความเจริญก้าวหน้าของ วิทยาการ ต่าง ๆ ทัดเทียมกับนานาชาติ


ตารางวิเคราะห์หลักสูรายวิชาฟิสิกส์6 ว32206 ชั้สาระฟิสิกส์ 3. เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟการเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมทั้งนำความผลการเรียนรู้ รู้อะไร (สาระการ เรียนรู้) พุทธพิสัย (K) 1. อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะ ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพลาไรส์เชิงเส้น และ แผ่นโพลารอยด์ รวมทั้งอธิบายการนำ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถี่ต่างๆ ไป ประยุกต์ใช้ และหลักการ ทำงานของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 1. การเกิดคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า 1. นักเรียนอธิบาย การเกิดคลื่นแม่เหลไฟฟ้าได้ 1. ลักษณะเฉพาะ ของคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้า 1. นักเรียนอธิบายลักเฉพาะของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าได้


2 สูตร/ตัวชี้วัด ั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ฟฟ้า และกฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า ำกับประจุไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎ มรู้ไปใช้ประโยชน์ ทำอะไร สมรรถนะ ทักษะพิสัย (P) จิตพิสัย (A) ล็ก 1. นักเรียนสามารถ จัดกระทำและสื่อ ความหมายของข้อมูล ที่ศึกษาค้นคว้าได้ 1. ใฝ่เรียนรู้และ มุ่งมั่นในการ ทำงาน 1. ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2. ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา (แสวงหาความรู้) กษณะ 1. นักเรียนระบุได้ว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นคลื่นตามขวางได้


ผลการเรียนรู้ รู้อะไร (สาระการ เรียนรู้) พุทธพิสัย (K) 1. สเปกตรัมของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 1. นักเรียนบอกความของสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ 2. นักเรียนอธิบายการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่างๆ ไปปรใช้ได้ 1. อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะ ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แสงไม่โพลา ไรส์ แสงโพลาไรส์เชิงเส้น และแผ่นโพ ลารอยด์รวมทั้งอธิบาย การนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วง ความถี่ต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ และ หลักการทำงานของอุปกรณ์ ที่เกี่ยวข้อง 1. โพลาไรเซซันของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 1. นักเรียนอธิบายโพเซซันของแสง แสงลาไรส์ และแสงโพไรส์ เชิงเส้นได้ 1. การประยุกต์ใช้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 1. นักเรียนยกตัวอย่าอธิบายหลักการทำอุปกรณ์บางชนิดทีใช้คลื่นแม่เหล็กไฟ


3 ทำอะไร สมรรถนะ ทักษะพิสัย (P) จิตพิสัย (A) มหมาย น รนำ าในช่วง ระยุกต์ 1. นักเรียนออกแบบ และนำเสนอข้อมูล จากการสืบค้นได้ 4. ความสามารถในการใช้ทักษะ ชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5. ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การ สืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) ลาไร งไม่โพ พลา 1. นักเรียนสังเกต ความสว่างของแสง เมื่อผ่านแผ่น โพลารอยด์สองแผ่น ได้ 1. มุ่งมั่นในการ ทำงานและ มีความรับผิดชอบ 1. ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2. ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา (แสวงหาความรู้) 4. ความสามารถในการใช้ทักษะ ชีวิต (ความรับผิดชอบ) งและ ำงาน ที่ ฟฟ้าได้ 1. นักเรียนสามารถ จัดกระทำและสื่อ ความหมายของ


ผลการเรียนรู้ รู้อะไร (สาระการ เรียนรู้) พุทธพิสัย (K) 2. สืบค้นและอธิบายการสื่อสาร โดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการ ส่งผ่านสารสนเทศ และเปรียบเทียบ การสื่อสารด้วยสัญญาณแอนะล็อกกับ สัญญาณดิจิทัล 1. การสื่อสารโดย อาศัยคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า 1. นักเรียนอธิบายการสื่อสารโดยอาศัย คลื่นแม่เหล็กแม่เห1. สัญญาณแอนะล็อก และสัญญาณดิจิทัล 1. นักเรียนบอกความของสัญญาณแอนะและสัญญาณดิจิทัล


4 ทำอะไร สมรรถนะ ทักษะพิสัย (P) จิตพิสัย (A) ข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้า ได้ 5. ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การ สืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) ร หล็กได้ 1. นักเรียนสืบค้นข้อมูล และสามารถออกแบบ จัดกระทำสื่อ ความหมายของข้อมูล ที่ศึกษาค้นคว้าได้ มหมาย ะล็อก ัลได้ 1. นักเรียนเปรียบเทียบ การสื่อสารด้วย สัญญาณแอนะล็อก กับสัญญาณดิจิทัลได้


สาระฟิสิกส์ 4. เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภ หลักของอาร์คิมีดีส ความตึงผิวและแรงหนืดของของเหลว ของไหลอุดมคติละสมกา ทฤษฎีอะตอมของโบร์ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค อนุภาค รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ รู้อะไร (สาระการ เรียนรู้) พุทธพิสัย (K) 3. อธิบายสมมติฐานของพลังค์ ทฤษฎี อะตอมของโบร์ และการเกิดเส้น สเปกตรัมของอะตอมไฮโดรเจน รวมทั้ง คำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 1.สมมติฐานของพลังค์ 1. นักเรียนอธิบายสมของพลังค์ได้


5 าพยืดหยุ่นของวัสดุและมอดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุงและ ารแบร์นูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของแก๊สอุดมคติและพลังงานในระบบ กัมมันตภาพรังสี แรงนิวเคลียร์ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์ ฟิสิกส์ ทำอะไร สมรรถนะ ทักษะพิสัย (P) จิตพิสัย (A) มมติฐาน 1. นักเรียนสืบค้น แนวคิดของพลังค์ เกี่ยวกับการแผ่รังสี ของวัตถุดำ และ นำเสนอ ผลการสืบค้นได้ 2. นักเรียนคำนวณหา ค่าควอนตัมของ พลังงานได้ 1. มุ่งมั่นในการ ทำงานและ มีความรับผิดชอบ 1. ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2. ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา (แสวงหาความรู้) 4. ความสามารถในการใช้ทักษะ ชีวิต (ความรับผิดชอบ)


ผลการเรียนรู้ รู้อะไร (สาระการ เรียนรู้) พุทธพิสัย (K) 1. ทฤษฎีอะตอม ของโบร์ 1. นักเรียนอธิบายทฤอะตอมของโบร์ได้1. สเปกตรัมของแก๊ส 1. นักเรียนอธิบายกาเกิดเส้นสเปกตรัมขอะตอมไฮโดรเจนไ3. อธิบายสมมติฐานของพลังค์ ทฤษฎี อะตอมของโบร์ และการเกิดเส้น สเปกตรัมของอะตอมไฮโดรเจน รวมทั้ง คำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 1. รัศมีวงโคจรของ อิเล็กตรอน 1. นักเรียนอธิบายรัศวงโคจรของอิเล็กต1. พลังงานรวมของ อะตอมไฮโดรเจน 1. นักเรียนอธิบายพลัอะตอมของไฮโดรเ1. ความยาวคลื่นของ แสงในสเปกตรัม แบบเส้นตามทฤษฏี อะตอมของโบร์ 1. นักเรียนอธิบายสมความยาวคลื่นของสเปกตรัมแบบเส้นทฤษฏีอะตอมของโ


6 ทำอะไร สมรรถนะ ทักษะพิสัย (P) จิตพิสัย (A) ฤษฎี 1. นักเรียนเปรียบเทียบ ลักษณะการกระเจิง ของอนุภาคแอลฟาได้ 5. ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การ สืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) ร ของ ได้ 1. นักเรียนทำกิจกรรม การเกิดสเปกตรัมที่ เกิดจากแก๊สร้อนได้ มี ตรอนได้ 1. นักเรียนคำนวณหา รัศมีวงโคจรของ อิเล็กตรอนได้ 1. มุ่งมั่นในการ ทำงานและ มีความรับผิดชอบ 1. ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2. ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา (แสวงหาความรู้) 4. ความสามารถในการใช้ทักษะ ชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5. ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การ สืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์) ลังงาน เจนได้ 1. นักเรียนคำนวณหา พลังงานอะตอมของ ไฮโดรเจนได้ มการ งแสงใน นตาม โบร์ได้ 1. นักเรียนคำนวณหา ความยาวคลื่นของ แสงในสเปกตรัม แบบเส้นตามทฤษฏี อะตอมของโบร์ได้


ผลการเรียนรู้ รู้อะไร (สาระการ เรียนรู้) พุทธพิสัย (K) 4. อธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และคำนวณพลังงานโฟตอน พลังงาน จลน์ของโฟโตอิเล็กตรอน และฟังก์ชันงานของโลหะ 1. ควอนตัมของแสง และโฟตอน 1. นักเรียนอธิบาย ปรากฎการณ์โฟโตทริกได้ 1. ฟังก์ชันงานและ พลังงานจลน์สูงสุด ของโฟโตอิเล็กตรอน 1. นักเรียนอธิบายพลัโฟตอนพลังงานจลของโฟโตอิเล็กตรอฟังก์ชันงานโลหะไ1. ศักย์หยุดยั้ง 1. นักเรียนอธิบาย ศักย์หยุดยั้งได้ 5. อธิบายทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค รวมทั้งอธิบายและคำนวณความยาวคลื่น เดอบรอยล์ 1. สมมติฐานของ เดอบรอยล์ 1. นักเรียนอธิบายควคลื่นเดอบรอยล์ได้2. นักเรียนอธิบายทวิของคลื่นและอนุภ


7 ทำอะไร สมรรถนะ ทักษะพิสัย (P) จิตพิสัย (A) ตอิเล็ก 1. นักเรียนออกแบบ และนำเสนอข้อมูล จากการสืบค้นได้ ลังงาน ลน์สูงสุด อน และ ด้ 1. นักเรียนคำนวณหา ค่าพลังงานโฟตอน พลังงานจลน์สูงสุด ของโฟโตอิเล็กตรอน และฟังก์ชันงานโลหะ ได้ 1. นักเรียนคำนวณ หาค่าศักย์หยุดยั้งได้ ามยาว ด้ วิภาวะ าคได้ 1. นักเรียนคำนวณ หาค่าความยาวคลื่น เดอบรอยล์ได้ 1. มุ่งมั่นในการ ทำงานและ มีความรับผิดชอบ 1. ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2. ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป)


ผลการเรียนรู้ รู้อะไร (สาระการ เรียนรู้) พุทธพิสัย (K) 1. กลศาสตร์ควอนตัม และการนำไป ประยุกต์ใช้ประโยชน์ 1. นักเรียนอธิบายกลควอนตรัมและการประยุกต์ใช้ประโยช6. อธิบายกัมมันตภาพรังสีและความ แตกต่างของรังสีแอลฟา บีตา และแกมมา 1. การค้นพบ กัมมันตภาพรังสี 1. นักเรียนบอกความของกัมมันตภาพรังกัมมันตรังสี และ ไอโซโทปกัมมันตรั1. รังสีจากธาตุและ ไอโซโทปกัมมันตรังสี 1. นักเรียนบอกสมบัติรังสีที่แผ่ออกมาจาและไอโซโทปกัมมัได้ 1.การสลายและสมการ การสลาย 1. นักเรียนอธิบายการเขียนสมการของ


8 ทำอะไร สมรรถนะ ทักษะพิสัย (P) จิตพิสัย (A) ลศาสตร์ รนำไป ชน์ได้ 1. นักเรียนออกแบบ และนำเสนอข้อมูล จากการสืบค้นได้ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา (แสวงหาความรู้) 4. ความสามารถในการใช้ทักษะ ชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5. ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การ สืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์/ โทรศัพท์) มหมาย งสี ธาตุ รังสีได้ 1. นักเรียนสามารถ แสวงหาความรู้เกี่ยว กับความหมายของ กัมมันตภาพรังสี ธาตุ กัมมันตรังสี และ ไอโซโทปกัมมันตรังสี ได้ ิของ ากธาตุ ันตรังสี 1. นักเรียนระบุชนิด สมบัติของรังสีที่แผ่ ออกมาจากธาตุและ ไอโซโทปกัมมันตรังสี ได้ ร 1. นักเรียนเขียนสมการ ของการสลายให้


ผลการเรียนรู้ รู้อะไร (สาระการ เรียนรู้) พุทธพิสัย (K) การสลายให้แอลฟและแกมมาได้ 7. อธิบายและคำนวณกัมมันตภาพของ นิวเคลียสกัมมันตรังสี รวมทั้งทดลอง อธิบาย และคำนวณจำนวนนิวเคลียส กัมมันตรังสีที่เหลือจากการสลายและ ครึ่งชีวิต 1.กัมมันตภาพ 1. นักเรียนบอกความ กัมมันตภาพได้ 1.ครึ่งชีวิต 1. นักเรียนอธิบายการ ของนิวเคลียสกัมมัน และครึ่งชีวิตได้ 8. อธิบายแรงนิวเคลียร์เสถียรภาพของ นิวเคลียส และพลังงานยึดเหนี่ยว 1.แรงนิวเคลียร์ 1. นักเรียนอธิบายธรร ของแรงนิวเคลียร์ไ2. นักเรียนอธิบายควา สัมพันธ์ระหว่างแร


9 ทำอะไร สมรรถนะ ทักษะพิสัย (P) จิตพิสัย (A) ฟา บีตา แอลฟา บีตา และ แกมมาได้ มหมาย 1. นักเรียนคำนวณหา ค่ากัมมันตภาพได้ 1. มุ่งมั่นในการ ทำงานและ มีความรับผิดชอบ 1. ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2. ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา (แสวงหาความรู้) 4. ความสามารถในการใช้ทักษะ ชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5. ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การ สืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์/ โทรศัพท์) รสลาย ันตรังสี 1. นักเรียนทดลองเพื่อ อธิบายการสลายของ นิวเคลียสกัมมันตรังสี และครึ่งชีวิตได้ 2. นักเรียนสามารถ คำนวณจำนวน นิวเคลียสกัมมันตรังสี ที่เหลือจากการสลาย และครึ่งชีวิตได้ รมชาติ ด้ าม ง 1. นักเรียนเขียนกราฟ ระหว่างจำนวน นิวตรอนและจำนวน โปรตอนได้


ผลการเรียนรู้ รู้อะไร (สาระการ เรียนรู้) พุทธพิสัย (K) รวมทั้งคำนวณปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นิวเคลียร์กับเสถียร ของนิวเคลียสได้ 1. พลังงานยึดเหนี่ยว 1. นักเรียนอธิบายควา สัมพันธ์ระหว่างพลั ยึดเหนี่ยวกับส่วนพ มวลได้ 8. อธิบายแรงนิวเคลียร์เสถียรภาพของ นิวเคลียส และพลังงานยึดเหนี่ยว รวมทั้งคำนวณปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 2. นักเรียนอธิบายควา สัมพันธ์ระหว่างพลัง ยึดเหนี่ยวกับเสถียร ของนิวเคลียสได้ 9. อธิบายปฏิกิริยานิวเคลียร์ ฟิชชัน และฟิวชัน รวมทั้งคำนวณพลังงาน นิวเคลียร์ 1. ปฏิกิริยานิวเคลียร์ และฟิชชัน 1. นักเรียนบอกความห ของปฏิกิริยานิวเคลี2. นักเรียนอธิบายฟิชช และความสัมพันธ์ร มวลกับพลังงานที่


10 ทำอะไร สมรรถนะ ทักษะพิสัย (P) จิตพิสัย (A) รภาพ าม ลังงาน พร่อง 1. นักเรียนคำนวณหา พลังงานยึดเหนี่ยวและ พลังงานยึดเหนี่ยวต่อ นิวคลีออนได้ าม งงาน รภาพ หมาย ลียร์ได้ ชัน ระหว่าง 1. นักเรียนคำนวณ พลังงานนิวเคลียร์ที่ ปลดปล่อยออกจาก ฟิชชันได้ 1. มุ่งมั่นในการ ทำงานและ มีความรับผิดชอบ 1. ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน) 2. ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป)


ผลการเรียนรู้ รู้อะไร (สาระการ เรียนรู้) พุทธพิสัย (K) ปลดปล่อยออกมาจ ฟิชชันได้ 1. ฟิวชัน 1. นักเรียนอธิบายฟิวช และความสัมพันธ์ร มวลกับพลังงานที่ ปลดปล่อยออกมาจ ฟิวชันได้ 2. นักเรียนบอกแนวท การนำพลังงานนิวเ ไปใช้ประโยชน์ได้ 10. อธิบายประโยชน์ของพลังงาน นิวเคลียร์และรังสี รวมทั้งอันตรายและ การป้องกันรังสีในด้านต่างๆ 1. การนำรังสีไปใช้ ประโยชน์ 1. นักเรียนยกตัวอย่าง นำรังสีไปใช้ประโย ด้านต่างๆ ได้ 10. อธิบายประโยชน์ของพลังงาน นิวเคลียร์และรังสี รวมทั้งอันตรายและ การป้องกันรังสีในด้านต่างๆ 1. รังสีในธรรมชาติ และการป้องกัน อันตรายจากรังสี 1. นักเรียนยกตัวอย่า อันตรายของรังสีที ร่างกายได้


11 ทำอะไร สมรรถนะ ทักษะพิสัย (P) จิตพิสัย (A) จาก 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา (แสวงหาความรู้) 4. ความสามารถในการใช้ทักษะ ชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5. ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การ สืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์/ โทรศัพท์) ชัน ระหว่าง จาก าง เคลียร์ 1. นักเรียนคำนวณ พลังงานนิวเคลียร์ที่ ปลดปล่อยออกจาก ฟิวชันได้ งการ ชน์ใน 1. นักเรียนสามารถจัด กระทำและสื่อ ความหมายของข้อมูล ที่ศึกษาค้นคว้าได้ ง ที่มีต่อ 1. นักเรียนสามารถจัด กระทำและสื่อ 1. มุ่งมั่นในการ ทำงานและ มีความรับผิดชอบ 1. ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พูด เขียน)


ผลการเรียนรู้ รู้อะไร (สาระการ เรียนรู้) พุทธพิสัย (K) 2. นักเรียนบอกวิธีกา ป้องกันอันตรายจา รังสีได้ 11. อธิบายการค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิกส์ อนุภาค แบบจำลองมาตรฐาน และการใช้ประโยชน์จากการค้นคว้า วิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคในด้านต่างๆ 1. อนุภาคมูลฐาน 1. นักเรียนยกตัวอย่า ค้นคว้าวิจัยที่ค้นพ อนุภาคมูลฐานได้1. แบบจำลองมาตรฐาน 1. นักเรียนอธิบายพฤ และอันตรกิริยาขอ อนุภาคมูลฐานโดย แบบจำลองมาตรฐ1. ประโยชน์จากการ ค้นคว้าวิจัยด้าน ฟิสิกส์อนุภาค 1. นักเรียนยกตัวอย่า ประโยชน์ที่ได้จากก ค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิ อนุภาคได้


12 ทำอะไร สมรรถนะ ทักษะพิสัย (P) จิตพิสัย (A) ร ก ความหมายของข้อมูล ที่ศึกษาค้นคว้าได้ 2. ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา (แสวงหาความรู้) 4. ความสามารถในการใช้ทักษะ ชีวิต (ความรับผิดชอบ) 5. ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การ สืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์/ โทรศัพท์) งการ พบ 1. นักเรียนระบุชนิด และสมบัติของอนุภาค มูลฐานได้ ฤติกรรม อง ยอาศัย ฐานได้ 1. นักเรียนสามารถ สร้างและประดิษฐ์ แผ่นพับ เรื่อง แบบจำลองมาตรฐาน ได้ ง การ สิกส์ 1. นักเรียนออกแบบ และนำเสนอข้อมูล จากการสืบค้นได้


13 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม รายวิชาฟิสิกส์6 รหัสวิชา ว33206 1.5 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เวลาเรียน 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน ศึกษาการเกิดแม่เหล็กไฟฟ้า สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โพลาไรเซซันของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า การสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สมมติฐานของพลังค์ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฎการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค เสถียรภาพของนิวเคลียส กัมมันตภาพรังสี ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์และฟิสิกส์อนุภาค โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การ สืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต วิเคราะห์ เปรียบเทียบ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการแก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม ผลการเรียนรู้ที่ 1. อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพลาไรส์เชิง เส้น และแผ่นโพลารอยด์ รวมทั้งอธิบายการนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถี่ต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ และหลักการ ทำงานของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 2. สืบค้นและอธิบายการสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการส่งผ่านสารสนเทศ และ เปรียบเทียบ การสื่อสารด้วยสัญญาณแอนะล็อกกับสัญญาณดิจิทัล 3. อธิบายสมมติฐานของพลังค์ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ และการเกิดเส้นสเปกตรัมของอะตอม ไฮโดรเจน รวมทั้งคำนวณปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 4. อธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกและคำนวณพลังงานโฟตอน พลังงานจลน์ของโฟโต อิเล็กตรอน และฟังก์ชันงานของโลหะ 5. อธิบายทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค รวมทั้งอธิบายและคำนวณความยาวคลื่นเดอบรอยล์ 6. อธิบายกัมมันตภาพรังสีและความแตกต่างของรังสีแอลฟา บีตา และแกมมา


14 7. อธิบายและคำนวณกัมมันตภาพของนิวเคลียสกัมมันตรังสี รวมทั้งทดลอง อธิบาย และ คำนวณจำนวน นิวเคลียสกัมมันตรังสีที่เหลือจากการสลายและครึ่งชีวิต 8. อธิบายแรงนิวเคลียร์ เสถียรภาพของนิวเคลียส และพลังงานยึดเหนี่ยว รวมทั้งคำนวณ ปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 9. อธิบายปฏิกิริยานิวเคลียร์ ฟิชชัน และฟิวชัน รวมทั้งคำนวณพลังงานนิวเคลียร์ 10. อธิบายประโยชน์ของพลังงานนิวเคลียร์และรังสี รวมทั้งอันตรายและการป้องกันรังสีใน ด้านต่างๆ 11. อธิบายการค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค แบบจำลองมาตรฐาน และการใช้ประโยชน์ จากการค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคในด้านต่างๆ รวมทั้งหมด 11 ผลการเรียนรู้


โครงสร้างรายวิชาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ลำดับ ที่ ชื่อ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 1 หน่วยที่ 18 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แผนที่ 1 เรื่อง การเกิดคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า 1. อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพลาไรเชิงเส้น และแผ่นโพลารอยดรวมทั้งอธิบายการนำคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถีต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ และ หลักการทำงานของ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แผนที่ 2 เรื่อง ลักษณะเฉพาะ ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า


15 าฟิสิกส์6 รหัส ว32206 เวลา 80 ชั่วโมง จำนวน 2.0 หน่วยกิต สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 15 10 ฟ้า รส์ ด์ ถี่ - คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดจากการเหนี่ยวนำอย่างต่อเนื่อง ระหว่างสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้ากล่าว คือ สนามไฟฟ้า ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาทำให้เกิดสนามแม่เหล็กใน ขณะเดียวกันสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาก็ทำให้ เกิดสนามไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึงประกอบด้วย สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดย ทั้งสองสนามมีทิศทางตั้งฉากกันและตั้งฉากกับทิศทาง ของความเร็วในการเคลื่อนที่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นตามขวางที่ไม่อาศัยตัวกลาง สามารถแผ่ออกไปได้ในสุญญากาศด้วยอัตราเร็วเท่ากับ อัตราเร็วแสงหรือประมาณ 3 × 108 เมตรต่อวินาที และมี อัตราเร็วน้อยลง เมื่อเคลื่อนที่ผ่านตัวกลาง โดยจะ มีอัตราเร็วไม่เท่ากันในตัวกลางต่าง ๆ ขึ้นกับตัวกลาง และชนิดของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า - เมื่อต่อแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับเข้ากับสายอากาศ ที่ประกอบด้วยท่อนโลหะที่อยู่ในแนวดิ่ง อิเล็กตรอนในสาย อากาศจะเคลื่อนที่กลับไปมาด้วยความเร่งในแนวดิ่งทำให้เกิด คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแผ่ออกรอบสายอากาศทุกทิศทาง 2 1 2 1


ลำดับ ที่ ชื่อ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 1 หน่วยที่ 18 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (ต่อ) แผนที่ 3 เรื่อง สเปกตรัมของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 1. อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพลาไรเชิงเส้น และแผ่นโพลารอยดรวมทั้งอธิบายการนำคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถีต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ และ หลักการทำงานของอุปกรณ์เกี่ยวข้อง แผนที่ 4 เรื่อง โพลาไรเซซันของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า


16 สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 15 10 ฟ้า รส์ ด์ ถี่ ณ์ที่ - คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีความถี่ต่าง ๆ มากมายต่อเนื่องกัน เป็นช่วงกว้าง เรียกรวมกันว่า สเปกตรัม คลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้า สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วย คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรด แสง รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ และรังสีแกมมา ในปัจจุบันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ละชนิดถูกนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ 3 3 - คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีสนามไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงทิศทาง กลับไปมาในระนาบเดียว เรียกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ลักษณะนี้ ว่า คลื่นโพลาไรส์เชิงเส้น - แหล่งกำเนิดคลื่นแสงทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ดวงอาทิตย์ หลอดไฟ รวมทั้งแสงจะสะท้อนจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว จะมี สนามไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงกลับไปมาอยู่ใน หลายระนาบที่ตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ แสงจาก แหล่งกำเนิดแสงดังกล่าวจึงเป็นแสงไม่โพลาไรส์ - เมื่อแสงไม่โพลาไรส์ผ่านแผ่นโพลารอยด์สนามไฟฟ้า ของแสงที่มีทิศทางตั้งฉากกับแนวโพลาไรส์ของแผ่น โพลารอยด์จะถูกดูดกลืน แต่สนามไฟฟ้าของแสงที่มี ทิศทางขนานกับแนวโพลาไรส์จะผ่านแผ่นโพลารอยด์ได้ ทำ ให้ความสว่างลดลงเมื่อเทียบกับขณะไม่มีแผ่นโพลารอยด์กั้น แสงที่ผ่านแผ่นโพลารอยด์ออกมาจึงเป็นแสงโพลาไรส์เชิงเส้น สมบัติของแสงลักษณะนี้เรียกว่า โพลาไรเซชัน 3 2


ลำดับ ที่ ชื่อ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 1 หน่วยที่ 18 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (ต่อ) แผนที่ 5 เรื่อง การประยุกต์ใช้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 1. อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพลาไรเชิงเส้น และแผ่นโพลารอยดรวมทั้งอธิบายการนำคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถีต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ และ หลักการทำงานของ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แผนที่ 6 เรื่อง การสื่อสารโดย อาศัยคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า 2. สืบค้นและอธิบายการสื่อสาโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการส่งผ่านสารสนเทศ แลเปรียบเทียบการสื่อสาร ด้วยสัญญาณแอนะล็อกกับ สัญญาณดิจิทัล แผนที่ 7 เรื่อง สัญญาณแอนะล็อก และสัญญาณดิจิทัล


17 สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 15 10 ฟ้า รส์ ด์ ถี่ - ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ประยุกต์ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ได้แก่ เครื่องฉายรังสีเอกซ์สร้างภาพสองมิติอวัยวะภายใน เครื่อง ถ่ายภาพเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ใช้รังสีเอกซ์สร้างภาพตัดขวาง อวัยวะภายในร่ายกายและสามารถสร้างเป็นภาพ สามมิติได้ เครื่องควบคุมระยะไกลใช้รังสีอินฟราเรดหรือ คลื่นวิทยุควบคุม การทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องระบุตำแหน่งบนพื้นโลกใช้ไมโครเวฟ เครื่องถ่ายภาพ การสั่นพ้องแม่เหล็กใช้คลื่นวิทยุสร้างภาพ สามมิติอวัยวะภายในร่างกาย 1 1 ร า ละ - การสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อส่งผ่าน สารสนเทศจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง สารสนเทศจะถูกแปลง ให้อยู่ในรูปสัญญาณสำหรับส่งไปยังปลายทาง โดยที่ ปลายทางจะแปลงสัญญาณกลับมาเป็นสารสนเทศ ที่เหมือนเดิม สัญญาณที่ใช้ในการสื่อสารมีสองชนิด คือ แอ นะล็อก และดิจิทัล การส่งผ่านสารสนเทศด้วย สัญญาณดิจิทัลสามารถส่งผ่านได้โดยมีความผิดพลาดน้อย กว่าสัญญาณแอนะล็อก 1 1 3 1


ลำดับ ที่ ชื่อ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 2 หน่วยที่ 19 ฟิสิกส์อะตอม แผนที่ 8 เรื่อง สมมติฐานของ พลังค์ 3. อธิบายสมมติฐานของพลังค์ทฤษฎีอะตอมของโบร์ และกเกิดเส้นสเปกตรัมของอะตอไฮโดรเจน รวมทั้ง คำนวณปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยแผนที่ 9 เรื่อง ทฤษฎีอะตอม ของโบร์


18 สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 18 25 ์ การ อม วข้อง - วัตถุดำ (blackbody) เป็นวัตถุที่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์ พลังค์ได้ตั้ง สมมติฐานเพื่ออธิบายการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของวัตถุดำ เรียกว่า สมมติฐานของพลังค์(Planck’s hypothesis) ซึ่งมีใจความว่า พลังงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่วัตถุดำ ดูดกลืนหรือแผ่ออกมามีค่าได้เฉพาะบางค่าเท่านั้น และค่านี้ เป็นจำนวนเต็มเท่าของ ℎ เรียกว่า ควอนตัมของพลังงาน (quantumof energy) ตามสมการ = ℎ 2 2 - สเปกตรัมของแก๊ส เช่น ไฮโดรเจนและนีออน ในช่วงที่ตา มองเห็นมีลักษณะเป็นเส้นแยกออกจากกัน เรียกว่าสเปกตรัม แบบเส้น (line spectrum) โบร์อธิบายสเปกตรัมแบบเส้น ของแก๊สไฮโดรเจน โดยเสนอทฤษฎีอะตอมของไฮโดรเจน มี ใจความว่า อิเล็กตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียสโดยไม่แผ่ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้น จะอยู่ในวงโคจรเฉพาะบางค่า ที่มี โมเมนตัมเชิงมุมตามสมการ = ħ ทำให้มีรัศมี วงโคจรตามสมการ = ( ħ 2 2 ) 2 และมีพลังงาน รวมของอิเล็กตรอนในวงโคจรตามสมการ = − 1 2 2 4 ħ 2 ( 1 2 ) เมื่ออิเล็กตรอนเปลี่ยนวงโคจร จะมี การรับหรือปล่อยพลังงานบางค่าออกมาในรูปขคลื่น 2 2


ลำดับ ที่ ชื่อ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 2 หน่วยที่ 19 ฟิสิกส์อะตอม (ต่อ) แผนที่ 10 เรื่อง สเปกตรัมของแก๊ส 3. อธิบายสมมติฐานของพลังค์ทฤษฎีอะตอมของโบร์และกเกิดเส้นสเปกตรัมของอะตอไฮโดรเจน รวมทั้ง คำนวณปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยแผนที่ 11 เรื่อง รัศมีวงโคจรของ อิเล็กตรอน แผนที่ 12 เรื่อง พลังงานรวมของ อะตอมไฮโดรเจน แผนที่ 13 เรื่อง ความยาวคลื่นของ แสงในสเปกตรัมแบบ เส้นตามทฤษฏีอะตอม ของโบร์ แผนที่ 14 เรื่อง ควอนตัมของแสง และโฟตอน 4. อธิบายปรากฏการณ์ โฟโตอิเล็กทริกและคำนวณ พลังงานโฟตอน พลังงานจลของโฟโตอิเล็กตรอน และฟังานของโลหะ


19 สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 18 25 ์ การ อม วข้อง - ทฤษฎีอะตอมของโบร์สามารถใช้คำนวณหาพลังงาน ของอะตอมไฮโดรเจนที่สถานะพื้นมีค่า E1 = −21.76 × 10−19 J หรือ -13.6 eV พลังงานที่ สถานะถูกกระตุ้น ตามสมการ En = − −21.76 × 10−19 J 2 = − 13.6 eV 2 เมื่อ n = 2, 3, 4, ... และนำไปใช้คำนวณหาความยาวคลื่น ของสเปกตรัมชุดต่าง ๆ ของไฮโดรเจน ตามสมการ 1 = [ 1 2 − 1 2 ] 1 2 1 2 1 2 1 2 ลน์ งก์ชัน - เมื่อแสงที่มีความถี่เหมาะสมตกกระทบผิวโลหะ จะทำให้ อิเล็กตรอนหลุดจากผิวโลหะนั้นได้ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก (photoelectric effect) โดย เรียกอิเล็กตรอนที่หลุด จากผิวโลหะว่า โฟโตอิเล็กตรอน (photoelectron) ซึ่งจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามความเข้มแสง ที่ตกกระทบ ไอน์สไตน์ได้เสนอแนวความคิดเพื่ออธิบาย ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกโดยอาศัยสมมติฐานของพลังค์ว่า แสงมีลักษณะเป็นก้อนพลังงานหรือควอนตัมของพลังงาน 2 2


ลำดับ ที่ ชื่อ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 2 หน่วยที่ 19 ฟิสิกส์อะตอม (ต่อ) แผนที่ 15 เรื่อง ฟังก์ชันงานและ พลังงานจลน์สูงสุดของ โฟโตอิเล็กตรอน 4. อธิบายปรากฏการณ์ โฟโตอิเล็กทริกและคำนวณ พลังงานโฟตอน พลังงานจลของโฟโตอิเล็กตรอน และฟังานของโลหะ แผนที่ 16 เรื่อง ศักย์หยุดยั้ง แผนที่ 17 เรื่อง สมมติฐานของ เดอบรอยล์ 5. อธิบายทวิภาวะของคลื่นแลอนุภาค รวมทั้งอธิบาย และคำนวณความยาวคลื่น เดอบรอยล์ แผนที่ 18 เรื่อง กลศาสตร์ควอนตัม และการนำไปประยุกต์ ใช้ประโยชน์


20 สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 18 25 ลน์ งก์ชัน ที่มีความถี่มากกว่าหรือเท่ากับความถี่ค่าหนึ่งที่เรียกว่า ความถี่ขีดเริ่ม (threshold frequency) ซึ่งเป็นความถี่ ของโฟตอนที่มีพลังงานเท่ากับพลังงานที่โลหะยึดอิเล็กตรอน ไว้เรียกว่า ฟังก์ชันงาน (work function) ตามสมการ = ℎ0 จากกฎการอนุรักษ์พลังงานจะได้พลังงาน จลน์สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอนตามสมการ = ℎ + พลังงานจลน์สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอนหาได้จาก การทดลองด้วยการต่อความต่างศักย์ไฟฟ้าต้านโฟโต อิเล็กตรอน จนกระแสโฟโตอิเล็กตรอนเป็นศูนย์พอดีเรียก ความต่างศักย์หยุดยั้ง สัมพันธ์กับพลังงงานจลน์สูงสุด ของโฟโตอิเล็กตรอน ตามสมการ = 2 2 2 2 ละ - เดอ เบรย ได้เสนอสมมติฐานว่า อนุภาคสามารถแสดง สมบัติของคลื่นได้ โดยมีความยาวคลื่น ซึ่งเรียกว่าความยาว คลื่นเดอบรอยล์และสมมติฐานนี้เรียกว่า สมมติฐานของเด อบรอยล์ 2 2 - จากแนวคิดของไอน์สไตน์และเดอ เบรย ทำให้สรุปได้ว่า คลื่นแสดงสมบัติของอนุภาคได้และอนุภาคแสดงสมบัติ ของคลื่นได้สมบัติดังกล่าว เรียกว่า ทวิภาวะของคลื่นและ อนุภาค (wave-particle duality) ซึ่งเป็นรากฐานใน การพัฒนา กลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics) ที่เป็นสาขาหนึ่งของวิชาฟิสิกส์ที่ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติ 2 5


ลำดับ ที่ ชื่อ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 3 หน่วยที่ 20 ฟิสิกส์นิวเคลียร์และฟิสิกส์อนุภาค แผนที่ 19 เรื่อง แรงนิวเคลียร์ 8. อธิบายแรงนิวเคลียร์ เสถียรของนิวเคลียส และพลังงานเหนี่ยว รวมทั้งคำนวณปริมาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แผนที่ 20 เรื่อง พลังงานยึดเหนี่ยว


21 สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 25 25 รภาพ ยึด าณ - ภายในนิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนซึ่งมีประจุบวก และนิวตรอนซึ่งเป็นกลางทางไฟฟ้า เรียกอนุภาค ทั้งสองว่า นิวคลีออน (nucleon) การที่นิวคลีออนอยู่รวมกันได้ใน นิวเคลียสเนื่องจากมีแรงนิวเคลียร์(nuclear force) ซึ่งมีค่า มากกว่าแรงผลักทางไฟฟ้ายึดเหนี่ยวนิวคลีออนไว้แรง นิวเคลียร์เป็นแรงดึงดูดที่ส่งผลเฉพาะในระยะใกล้มาก ไม่ขึ้น กับประจุและมวลของนิวคลีออน การที่นิวเคลียสของธาตุ และไอโซโทปของธาตุหลายชนิด มีเสถียรภาพหรือไม่ เปลี่ยนแปลงตามเวลา เนื่องจากมีแรงนิวเคลียร์ที่มากพอ 2 2 - การทำให้นิวคลีออนแยกออกจากกัน ต้องให้พลังงานแก่ นิวเคลียส โดยพลังงานที่พอดีทำให้นิวคลีออนทั้งหมดใน นิวเคลียสแยกออกจากกัน เรียกว่า พลังงานยึดเหนี่ยว (binding energy หรือ nuclear binding energy, ) พลังงานยึดเหนี่ยวมีค่าเทียบเท่ากับส่วนของมวลที่แตกต่าง ระหว่างมวลของนิวเคลียสกับมวลรวมของนิวคลีออนทั้งหมด ในนิวเคลียส เรียกว่า ส่วนพร่องมวล (mass defect, ) ตามสมการ = () 2 - การพิจารณาเสถียรภาพของนิวเคลียสสามารถพิจารณาได้ จากพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนของนิวเคลียสของธาตุ หรือไอโซโทปของธาตุนั้น เขียนสมการได้เป็น = () 2 2 1


ลำดับ ที่ ชื่อ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 3 หน่วยที่ 20 ฟิสิกส์นิวเคลียร์และฟิสิกส์อนุภาค (ต่อ) แผนที่ 21 เรื่อง การค้นพบกัมมันต ภาพรังสี 6. อธิบายกัมมันตภาพรังสีและความแตกต่างของรังสีแอลฟบีตา และแกมมา แผนที่ 22 เรื่อง รังสีจากธาตุและ ไอโซโทปกัมมันตรังสี แผนที่ 23 เรื่อง การสลายและ สมการการสลาย


22 สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 25 25 ะ ฟา - ธาตุที่มีนิวเคลียสไม่เสถียรจะแผ่รังสีออกมาได้เองอย่าง ต่อเนื่องเรียกปรากฏการณ์นี้ว่ากัมมันตภาพรังสี (radioactivity) โดยไอโซโทปของธาตุที่สามารถแผ่รังสีได้เอง เรียกว่า ไอโซโทปกัมมันตรังสี (radioactive isotope) ส่วน ธาตุที่ทุกไอโซโทปเป็นไอโซโทปกัมมันตรังสีเรียกว่า ธาตุ กัมมันตรังสี (radioactive element) 2 1 - รังสีที่แผ่ออกมาจากธาตุและไอโซโทปกัมมันตรังสีส่วนใหญ่ มี 3 ชนิด ได้แก่ รังสีแอลฟา (alpha ray) รังสีบีตา (beta ray) และรังสีแกมมา (gamma ray) ซึ่งรังสีแต่ละชนิด มีองค์ประกอบ ประจุไฟฟ้า มวล อำนาจทะลุผ่าน และ สมบัติอื่น ๆ แตกต่างกัน 2 2 - การแผ่รังสีของธาตุและไอโซโทปกัมมันตรังสีมีสาเหตุมา จากการที่นิวเคลียสไม่เสถียรมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มี เสถียรภาพมากกว่าเดิม โดยอาจเปลี่ยนไปเป็นนิวเคลียสชนิด ใหม่หรือเปลี่ยนไปอยู่ในระดับพลังงานต่ำกว่าเดิม เรียก กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า กัมมันตรังสี(radioactive decay) หรือ การสลาย (decay) - นิวเคลียสที่ไม่เสถียรและมีการสลาย เรียกว่า นิวเคลียส กัมมันตรังสี (radioactive nucleus) โดยกระบวนการที่ นิวเคลียสกัมมันตรังสีมีการสลายแล้วให้อนุภาคแอลฟา อนุภาคบีตา หรือ รังสีแกมมา ออกมา 2 2


ลำดับ ที่ ชื่อ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 3 หน่วยที่ 20 ฟิสิกส์นิวเคลียร์และฟิสิกส์อนุภาค (ต่อ) แผนที่ 24 เรื่อง กัมมันตภาพ 7. อธิบายและคำนวณกัมมันต ภาพของนิวเคลียสกัมมันตรัรวมทั้งทดลอง อธิบาย และคำนวณจำนวนนิวเคลียส กัมมันตรังสีที่เหลือจากการ สลายและครึ่งชีวิต แผนที่ 25 เรื่อง ครึ่งชีวิต


23 สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 25 25 ซึ่งแต่ละกระบวนการ สามารถอธิบายได้ด้วยสมการการสลาย ที่ผลรวมของเลขอะตอมและผลรวมของเลขมวลก่อนและ หลังการสลายมีค่าเท่ากัน ดังนี้ การสลายให้แอลฟา → −2 −4 + 2 4 การสลายให้บีตาลบ → +1 + −1 0 + ̅ การสลายให้บีตาบวก → −1 + +1 0 + การสลายให้แกมมา ∗ → + รังสี - อัตราการสลาย หรือ อัตราการแผ่รังสีออกมาในขณะหนึ่ง ของธาตุกัมมันตรังสี เรียกว่า กัมมันตภาพ (activity) ซึ่งมีค่า แปรผันตรงกับจำนวนนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีที่มีอยู่ใน ขณะนั้น ตามสมการ = โดย คือ ค่าคงตัวการสลาย (decay constant) 2 2 -ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสี ที่เหลือหลังการสลายกับเวลา เป็นไปตามสมการ = 0 − ซึ่งช่วงเวลาที่นิวเคลียสของธาตุ กัมมันตรังสีสลายจนเหลือจำนวนครึ่งหนึ่งของจำนวนเริ่มต้น เรียกว่า ครึ่งชีวิต (half-life) ของธาตุกัมมันตรังสี เขียน แทนด้วยสัญลักษณ์1 2 โดยครึ่งชีวิตของธาตุหรือ ไอโซโทปกัมมันตรังสีขึ้นอยู่กับค่าคงตัวการสลาย ตามสมการ 1 2 = In 2 2 2


ลำดับ ที่ ชื่อ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 3 หน่วยที่ 20 ฟิสิกส์นิวเคลียร์และฟิสิกส์อนุภาค (ต่อ) แผนที่ 26 เรื่อง ปฏิกิริยานิวเคลียร์ และฟิชชัน 9. อธิบายปฏิกิริยานิวเคลียร์ ฟิและฟิวชัน รวมทั้ง คำนวณพลังงานนิวเคลียร์ แผนที่ 27 เรื่อง ฟิวชัน แผนที่ 28 เรื่อง การนำรังสีไปใช้ ประโยชน์ 10. อธิบายประโยชน์ของ พลังงานนิวเคลียร์และรังสี รวมทั้งอันตรายและ การป้องกันรังสีในด้านต่างๆ3 หน่วยที่ 20 ฟิสิกส์นิวเคลียร์และฟิสิกส์อนุภาค (ต่อ)


24 สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 25 25 ฟิชชัน - กระบวนการที่นิวเคลียสมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ ภายในเมื่อได้รับการกระตุ้น เรียกว่า ปฏิกิริยานิวเคลียร์ (nuclear reaction) ซึ่งปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่นิวเคลียสมวล มากแยกออกเป็นนิวเคลียสที่มีมวลน้อยกว่า เรียกว่า ฟิชชัน (fission) ส่วนปฏิกิริยาที่นิวเคลียสที่มีมวลน้อยรวมกันเป็น นิวเคลียสที่มีมวลมาก เรียกว่า ฟิวชัน (fusion) - พลังงานที่ปล่อยออกมาจากฟิชชันและฟิวชัน เรียกว่า พลังงานนิวเคลียร์ (nuclear energy) ซึ่งมีค่าเทียบเท่า ส่วนของมวลที่หายไปหลังการเกิดฟิชชันและฟิวชัน ตาม สมการ E = (Δ) 2 - พลังงานนิวเคลียร์จากฟิชชัน สามารถนำไปใช้ผลิตกระแส ไฟฟ้า โดยมีอุปกรณ์สำคัญคือ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (nuclear reactor) ที่ใช้สร้างและควบคุมให้เกิดฟิชชัน อย่างต่อเนื่องที่เรียกว่า ปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction) 2 2 2 1 ๆ - รังสีจากธาตุและไอโซโทปกัมมันตรังสีสามารถนำมาใช้ ประโยชน์ได้หลากหลายด้าน เช่น ด้านการแพทย์ ด้าน เกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม ด้านความปลอดภัย แต่ใน ขณะเดียวกัน ต้องมีการป้องกันอันตรายจากรังสีที่อาจเกิดขึ้น ถึงแม้ร่างกายของมนุษย์จะได้รับรังสีจากสิ่งแวดล้อม 1 2 25 25


ลำดับ ที่ ชื่อ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ แผนที่ 29 เรื่อง รังสีในธรรมชาติ และการป้องกันอันตราย จากรังสี 10. อธิบายประโยชน์ของ พลังงานนิวเคลียร์และรังสี รวมทั้งอันตรายและ การป้องกันรังสีในด้านต่างๆแผนที่ 30 เรื่อง อนุภาคมูลฐาน 11. อธิบายการค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค แบบจำลอง มาตรฐานและการใช้ประโยชจากการค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิกอนุภาคในด้านต่างๆ 3 หน่วยที่ 20 ฟิสิกส์นิวเคลียร์และฟิสิกส์อนุภาค (ต่อ)


Click to View FlipBook Version