รายงานการวจิ ัย
เรื่อง
ผลของการจดั กจิ กรรมพับกระดาษที่มตี อการสรา้ งสมาธิ
ของเดก็ ปฐมวยั ช้นั อนุบาลศึกษาปท่ี 3/2
ปีการศึกษา 2563
โดย
นางสาวศริ ิจติ ร โททะรนิ ทร์
โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง (แช่มประชาอุทศิ )
สำนักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษา สมุทรสาคร
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
บทที่ 1
บทนํา
ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
การสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่พึงปรารถนาจำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพและสมรรถนะ
ของคนให้เป็นคนดี คนเกง มคี ณุ ธรรม มสี ุขภาพพลานามัยทดี่ ี และมีสว่ นร่วมในการพัฒนาประเทศอย่าง
มีประสิทธิภาพ ดังนั้นโรงเรียนอนุบาลหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก จึงเข้ามามีบทบาทในการ จัด
การศกึ ษาปฐมวยั มากขน้ึ การจัดการศึกษาระดับปฐมวยั ที่มีคุณภาพควรเป็นการจดั การศึกษา เพ่ือ
พัฒนาศักยภาพของเด็กให้สมบรู ณ การจัดการศึกษาเด็กปฐมวัย หมายถึง การจัดการศึกษาสำหรับเด็ก
ตง้ั แตแ่ รกเกิดจนถึง 5 ป ซ่ึงลักษณะการจัดการศึกษาต้องมลี ักษณะท่ีแตกต่างจากการศึกษาระดับอ่ืน ๆ
ทั้งนี้เพราะเด็กในวัยนี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นวัยท่ีเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนา บุคลิกภาพ
ของมนุษย์ ดังนั้นการจัดการศกึ ษาปฐมวัยควรมีส่วนชว่ ยในการสง่ เสรมิ พัฒนาการทกุ ด้านของเด็กอย่าง
เตม็ ที่
ปัจจุบันเด็กไทยของเรามีปัญหาหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครอง และสังคมปัจจุบันให้ความสำคัญ
เปน็ อย่างมาก คือ ปัญหาเด็กไม่ค่อยมีสมาธิ อาการสำคัญคือ เด็กจะสนใจอะไรได้ไม่นาน พูดมาก อยู่ไม่
นิ่ง นั่งไม่ติดที่ ทำงานไม่สำเร็จ มีการรับรู และเรียนรูได้น้อย ในทางจิตวิทยาเด็กที่มีปัญหาทางด้าน
สมาธิ มักจะเกิดจากการขาดการควบคุมตนเอง ซึ่งพบในเด็กที่มาจากครอบครัวขาดการอบรม
ด้านระเบียบ วินัยที่เหมาะสมหรือถูกปล่อยตามใจมากเกินไป หรือมีความกดดัน และมีความเครียดสูง
ทำให้เด็กต้องถ่ายทอดความตึงเครียดของอารมณ์ออกมาเป็นการเคลื่อนไหว ซ่ึงมักพบในเด็กที่มีอายุ
ในช่วงก่อนวัยเรียน คือ 3-6 ขวบ และช่วงวยั เรียนตอนต้นประมาณ 6-9 ขวบ ความกดดันหรือความตงึ
เครียดอาจเกี่ยวข้องกบั สถานการณใดสถานการณหน่ึงที่เด็กถูกบังคบั ให้จำกัดการเคลือ่ นไหว หรือเป็น
สถานการณที่เด็กรูสึกว่ามีความกดดันก็ได เช่น เด็กถูกบังคับให้น่ังอยู่เฉย ๆ ถูกห้ามไม่ให้ซน ถูกบังคับ
ให้ทำงานในหองเรียน เป็นต้น มีเด็กเป็นจำนวนมากที่อาจจะยังไม่พรอมในการควบคุมการเคลื่อนไหว
เช่น เด็กในวยั อนุบาล เด็กช้ันประถมศกึ ษา 1-2 เปน็ ต้น เดก็ พวกนจี้ ะมีความกังวลเมื่ออยู่ในภาวะกดดัน
ทําใหมีการเคลื่อนไหวอยูไมสุขหรือขาดสมาธิ ในกรณีเช่นนี้ ถาเด็กได้ผอนคลายความตึงเครียดลงบาง
เดก็ กม็ ักจะปฏิบตั ิตนไดตามปกติเหมือนเดก็ ทัว่ ไป จะเหน็ ไดวาเดก็ ที่มสี มาธิไมค่อยดี และมีพฤติกรรมอยู่
ไมสขุ เกิดจากหลายสาเหตุจงึ จําเป็นที่แพทย ครู พอแม และผูปกครองจะตองทําความเขาใจ เพื่อคนหา
สาเหตุท่แี ทจริงและเปนแนวทางในการดาํ เนินการชวยเหลือไดอยางถูกตองตอไป ในทางตรงขามถาเด็ก
ทมี่ ีอาการดงั กลาวแลวไม่ไดร้ ับความชวยเหลืออยางถูกตองเหมาะสม สวนใหญกจ็ ะมีผลการเรียนต่ำกวา
ความสามารถทางเชาวปญญา เด็กจะมภี าพพจนตอตวั เองไมดี ไมชอบเพือ่ น ครไู มรกั ไมสนใจ และเด็ก
อาจจะถูกลงโทษจากครูเสมอ เนื่องจากเรียนไมดี มีพฤติกรรมซุกซนมากและไมเชื่อฟง พอแมหรือ
ผูปกครองอาจเขาใจวา อาการขาดสมาธิหรือพฤติกรรมอยูไมสุข เปนตนเหตุที่สําคัญประการหนึ่งของ
การที่เด็กหนีโรงเรียนไปมั่วสุมยาเสพติด และมีพฤติกรรมกาวราว เกเรและตอตานสังคมเมื่อโตขึ้น
เปนตน สมาธเิ ปนส่งิ สาํ คัญมากเพราะเปนปจจยั ที่ทําใหเกิดการเรียนรูรอบตัวไดดี หากสมาธิของเด็กน้ัน
เกดิ ข้นึ ในระยะเวลาชวงสั้น ๆ หรือมคี วามสามารถในการเรียนรูได้ในระยะเวลาท่ีจํากดั และเปนปญหา
ที่เกิดขึ้นบอยจะทําใหเด็กขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และมักกอใหเกิดการขาดประสิทธิภาพใน
การเรยี น รสู กึ วาจากคนทีไ่ มเคยประสบความสําเรจ็ จากสภาพการจัดการเรียนการสอนในปจจุบัน ส่ิงท่ี
พบเห็นบอยครั้งนั้นคือ เด็กมีปญหาทางการเรียนอันเนื่องจากความสนใจและสมาธิที่มีขีดจํากัด
เนื่องจากมีสิ่งแวดลอมรอบตัวเด็กที่มีความนาสนใจมากมาย และพรอมที่จะดึงความสนใจของเด็ก
เปลี่ยนไปมาได ซึ่งปจจุบันการเรียนการสอนในโรงเรียน ครูมักพบปญหาเหลานี้เกิดขึ้นกบั นักเรียนและ
ครูสวนใหญมักจะมองขามปญหา และละเลยมองไมเห็นความสําคัญ ทั้งนี้อาจเปนเพราะครูยังขาดวิธี
และกระบวนการแกไข และพัฒนา แตถามองในความเปนจริงแลว เด็กในวัยเรียนในระดับปฐมวัยและ
ประถมศึกษาโดยเฉพาะในชวงชัน้ ที่ 1 (ป.1-ป.3) ในภาวะปกตแิ ลว ความสนใจและสมาธขิ องเด็กในวัยนี้
มีขีดจํากัดอยูแลว สาเหตุก็เนื่องมาจาก พัฒนาการทางสมอง อารมณ สังคม และการเคลื่อนไหว
กลามเนื้อตาง ๆ ยังไมสมบูรณเต็มที่เหมือนเด็กโตสวนใหญ ที่สามารถควบคุมตัวเองไดดีและดวยเหตุ
น้เี อง ถามีเหตุบางสิ่งบางอยางทส่ี ามารถพัฒนาหรือสรางสมาธิใหเด็กเหลานใ้ี หดไี ด้ต้ังแตตน เด็กเหลาน้ี
จะโตขึ้นอยางมีศักยภาพ มีสมาธิในการทํากิจกรรมหรือสิ่งตาง ๆ ไดดี ปญหาทางดานการเรียนก็จะลด
นอยลง และเปนสิง่ ทด่ี ีสาํ หรับครูผูสอน
ศิลปะเปนพื้นฐานทางการศึกษาที่ชวยในการพัฒนาเด็กเปนรายบุคคล ซึ่งควรเริ่มตั้งแตเด็กยัง
เล็ก ๆ การจัดประสบการณศิลปะสาํ หรับเด็กปฐมวัยเนนการพัฒนาดานตาง ๆ ของเด็กมากกวาผลงาน
ในการจัดประสบการณจะตองจัดใหสอดคลองกับพัฒนาการของเด็ก โดยคํานึงถึงตัวเด็กเปนหลัก
จัดประสบการณใหเด็กได “กระทํา” เพื่อสงเสริมพัฒนาการทุกดาน ควรเลือกประสบการณที่ใกลตัว
เด็กอยูในสิ่งแวดลอมของเด็ก อีกท้ังตองคํานึงถึงความแตกตาง และความสนใจของเด็กเปนรายบุคคล
เพราะเม่ือเด็กมีความสนใจก็จะตัง้ ใจทํากจิ กรรม และเรียนรูอยางสนุกสนาน การพับกระดาษเปนศิลปะ
อีกแขนงหน่ึง ท่ภี าษาญ่ีปุนเรยี กวา ออริกามิ (ORIGAMI) เปนการนําเอากระดาษแผนเดยี วมาพับใหเกิด
รูปทรงตาง ๆ โดยกระดาษที่ใชในการพับนั้นมีหลายขนาด หลายสี หางาย และราคาไมแพง เชน
กระดาษสี กระดาษหอของขวัญ กระดาษหนังสือพิมพหรือกระดาษเหลือใชตามนิตยสาร การเลือกใช
กระดาษสําหรับท่ีจะนํามาพับนน้ั ขน้ึ อยูกับสงิ่ ทีต่ องการจะพบั อาทิเชน ภาชนะ ส่งิ ของเครือ่ งใช รูปสัตว
ตนไม ใบไม หรือดอกไมชนิดตาง ๆ เปนตน กจิ กรรมพับกระดาษเปนการประดษิ ฐกระดาษใหมีลักษณะ
เปนภาพสามมิติ เปนกิจกรรมที่ชวยฝกฝนใหมีสมาธิ มีสติปญญา รวมไปถึงความละเอียดลออ ประณีต
บรรจง อาศัยการทํางานประสานสัมพันธ ระหวางกลามเนื้อตา มือ และนิ้วมือ แลวจึงพับกระดาษ
ใหเปนภาพสัญลักษณตามลําดับและขัน้ ตอน นอกจากนี้ยังเปนกิจกรรมท่ีสงเสริมพัฒนาการทัง้ 4 ดาน
คือ ดานรางกาย ฝกกลามเนื้อมัดเล็ก การทํางานของมือและตา ดานจิตใจ ซึ่งขณะที่เด็กพับกระดาษ
เด็กมีความสุขรูสึกมั่นใจ มีสมาธิ และรูสึกภาคภูมิใจในตนเอง ศิลปะมีประโยชนในดานการพัฒนา
อารมณ สติปญญา สมาธิ ความคิดสรางสรรค รวมถึงการชวยพัฒนากลามเน้อื มัดเล็ก และ
การประสานงานการเคลื่อนไหวของรางกาย นอกจากนี้ยังเปนเครื่องมือสําคัญที่ชวยกระตุน การ
สื่อสาร และเสริมสรางทกั ษะทางสงั คมอีกดวย นอกจากนี้ในการสงเสริมการเรียนรูขณะที่เด็ก ทํา
กิจกรรมจะตองสรางบรรยากาศที่ชวยใหเด็กทุกคนรูสึกอบอุน แสดงความเปนมิตร ใหคําแนะนํา และ
รับฟงความคิดเห็น เปดโอกาสใหเด็กแสดงออกอยางเตม็ ท่ี ยอมรับในความสามารถของเด็ก โดยไม
เอาความสามารถของเด็กแตละคนไปเปรียบเทียบกัน และเพอ่ื ใหเด็กมีกําลังใจในการทํากิจกรรม ควรมี
การยกยองชมเชย และใหรางวัลแกเดก็ ดวย
จากความสําคัญดังกลาว ผูวิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการจัดกิจกรรมพับกระดาษที่สามารถทําให
เด็กเกิดการเรียนรู และมีพัฒนาการทางสติปญญาดานสมาธิ ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้นาจะเปนแนวทาง
เสริมสรางสมาธิอีกทางหนึ่งที่ครู ผูปกครอง และผูที่เกี่ยวของสามารถนําไปพัฒนารูปแบบการเรียน
การสอน และการจัดกจิ กรรมศลิ ปสรางสรรคเพื่อเสริมสรางสมาธิของเด็กปฐมวัยตอไป
วตั ถุประสงคการวิจัย
การวิจยั ครั้งนีผ้ ูวจิ ยั ไดกาํ หนดวัตถปุ ระสงค ไวดงั น้ี
1. เพ่อื ศกึ ษาการสรางสมาธขิ องเด็กปฐมวยั จากการจดั กจิ กรรมพบั กระดาษ
2. เพื่อเปรียบเทียบกิจกรรมพับกระดาษที่มีตอสมาธิของเด็กปฐมวัยกอนและหลังการจัด
กิจกรรม
สมมตฐิ านการวิจยั
เดก็ ปฐมวัยท่ีไดรบั การจดั กจิ กรรมพับกระดาษมสี มาธิหลงั การทดลองเพมิ่ ขึน้
ขอบเขตของการวิจัย
ประชากร
เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ ระหวาง 5-6 ป ที่กําลังศึกษาอยูชั้นอนุบาลศึกษาปที่ 3 หอง 2
โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง(แช่มประชาอุทิศ) ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2563 จังหวัด
สมทุ รสาคร จาํ นวน 29 คน
ระยะเวลาในการทดลอง
การวิจัยครง้ั นีจ้ ะใชเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห สัปดาหละ 2 วัน วนั ละ 20 นาที ตง้ั
แต เวลา 10.10 – 10.30 น. ของวันพุธ และวันศุกร รวมทั้งสิ้น 16 วัน ในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา
2563
ตัวแปรท่ศี กึ ษา
1. ตัวแปรอสิ ระ ไดแก กจิ กรรมพบั กระดาษ
2. ตวั แปรตาม ไดแก สมาธขิ องเด็กปฐมวัย
ประโยชนทไี่ ดรับจากการวจิ ัย
ผลจากการวิจัยครั้งนี้ครู และผูที่เกี่ยวของกับการศึกษาปฐมวัยสามารถใชเปนแนวทางสงเสริม
พัฒนาการดานสติปญญาแกเด็กปฐมวัย จากการจัดกิจกรรมพับกระดาษและนําไปประยุกตใชใน
การเรียนการสอนหรือพัฒนาการเรียนการสอนใหนักเรียนเกิดการพัฒนา และเกิดประสิทธภิ าพสําหรับ
เดก็ ปฐมวัย
นิยามศัพทเฉพาะ
เดก็ ปฐมวัย หมายถงึ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ ระหวาง 5-6 ป ทกี่ ําลงั ศึกษาอยูชั้นอนุบาล
ศึกษาปที่ 3 หอง 2 โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง(แช่มประชาอุทิศ) ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา
2563 จงั หวัด สมุทรสาคร จํานวน 29 คน
สมาธิของเด็กปฐมวัย หมายถึง การที่แสดงออกถึงความตั้งมั่นในอารมณเดียวตอเนื่องขณะ
ปฏิบัติกิจกรรม คือ มีความสนใจจดจอกับสิ่งที่ทํา มีความอดทนอดกลั้น มีความพยายาม มีชวง
ความสนใจนาน กระตือรือรนกระฉับกระเฉง ซึ่งสามารถสังเกต และประเมินไดดวยแบบสังเกตสมาธิ
ของเดก็ ปฐมวยั
1. มีความสนใจจดจอกับสงิ่ ที่ทํา หมายถึง การสนใจในงานท่ปี ฏิบัติอยูอยางจดจอ มีสมาธิ และ
เช่อื มโยงเรื่องราวทส่ี ัมพันธกัน
2. มีความอดทนอดกลั้น หมายถึง การมีความอดทนกับสิ่งที่ตนกําลังปฏิบัติ มีสมาธิ และ
เชื่อมโยงเรอ่ื งราวที่สัมพนั ธกนั
3. มีความพยายาม หมายถึง การมคี วามพยายามทีจ่ ะปฏบิ ตั ิงานใหสาํ เรจ็ มสี มาธิ และเช่อื มโยง
เรือ่ งราวท่ีสัมพันธกนั
4. มีชวงความสนใจนาน หมายถึง การมีความสนใจในสิ่งที่ปฏิบัติเวลานาน มีสมาธิ และ
เช่ือมโยงเร่ืองราวทสี่ ัมพนั ธกนั
5. กระตือรือรนกระฉับกระเฉง หมายถึง การมีความกระตือรือรน วองไวในการปฏิบัติงาน
มสี มาธิ และเชอื่ มโยงเรอื่ งราวทีส่ มั พันธกัน
การจัดกิจกรรมพับกระดาษ หมายถึง การจัดกิจกรรมทางศิลปะที่เปดโอกาสใหเด็กได
แสดงออกทางความคิดสรางสรรค จินตนาการไดใชสายตาประสานสัมพันธกับมือ ไดสํารวจ ทดลอง
คนควาดวยตนเองอยางอสิ ระ และมีสมาธิ กระดาษทีใ่ ชพับน้ันมี 3 รปู แบบ คอื กระดาษสเ่ี หล่ียม จตุรัส
ขนาด 15x15 เซนติเมตร ขนาด 24x24 เซนติเมตร และกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผา (A4) โดยใชพับเปน
รูปตาง ๆ กัน เชน สตั ว ดอกไม และเคร่อื งใชตางๆ การจัดกิจกรรมพบั กระดาษนี้จัดขึน้ ชวงเวลา 10.10
– 10.30 น. ของวันพุธ และวันศุกร วันละ 20 นาที ตามแผนการจัดประสบการณซึ่ง แบงออกเปน 3
ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นนํา เปนการใหความรูเด็กกอนที่จะพับกระดาษ โดยการสนทนา และทําทาทาง
ประกอบการทองคําคลองจอง นิทาน เพลง และสนทนาไปสูสิ่งแวดลอมที่อยูรอบ ๆ ตัว รายละเอียด
ของสง่ิ ท่ีตองทาํ และอุปกรณทีใ่ ชมีอะไรบางใหเดก็ ทราบ ข้ันดาํ เนนิ การ เปนการสอนใหเด็กพับกระดาษ
เปนรูปรางตาง ๆ จากที่เด็กไดรับความรูไป พรอมทั้งใหเด็ก สังเกตการเปลี่ยนแปลงจากกระดาษที่พับ
ขั้นสรุป ครแู ละเดก็ พูดคยุ สนทนาเก่ียวกับกิจกรรมและเลาผลงานของตนเอง
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย การมีสมาธิของเด็กปฐมวัย
1. มีความสนใจจดจ่อกับสง่ิ ท่ีทาํ
กจิ กรรมพบั กระดาษ 2. มีความอดทนอดกล้นั
3. มีความพยายาม
4. มชี ่วงความสนใจนาน
5. กระตอื รือร้นกระฉบั กระเฉง
ตาราง 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ียวของ
การศึกษาเรื่อง ผลของการจัดกิจกรรมพับกระดาษที่มีต อการสรางสมาธิของเด็กปฐมวัย
ชั้นอนุบาลศึกษาปที่ 3 หอง 2 โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง(แช่มประชาอุทิศ) ผูวิจัยไดศึกษา
เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วของเพอ่ื ใชเปนแนวทางในการทาํ วจิ ัย ดงั น้ี
1. เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วของกบั สมาธิ
1.1 ความหมายของสมาธิ
1.2 แนวคิดทฤษฎที ี่เกย่ี วของกบั การสรางสมาธิ
1.3 เทคนคิ วธิ กี ารสรางสมาธิ
1.4 ลักษณะการมสี มาธิ
1.5 ประโยชนของสมาธิ
1.6 งานวิจัยทเ่ี กี่ยวของกบั สมาธิของเด็กปฐมวยั
2. เอกสารท่เี กี่ยวของกับกิจกรรมพับกระดาษ
2.1 ประวตั คิ วามเปนมาของกจิ กรรมพบั กระดาษ
2.2 ความสําคญั และประโยชนของกจิ กรรมพบั กระดาษ
2.3 พฒั นาการดานศิลปะสาํ หรับเดก็ ปฐมวัย
2.4 หลกั ในการจดั กจิ กรรมศลิ ปสรางสรรคสําหรับเด็กปฐมวัย
2.5 กิจกรรมพบั กระดาษ
2.6 งานวจิ ยั ท่เี กยี่ วของกบั กจิ กรรมพบั กระดาษ
1. เอกสารทเี่ กยี่ วของกับสมาธิ
1.1 ความหมายของสมาธิ
เฉก ธนะสิริ (2534: 39; อางอิงใน พรรณธิดา สายตา.2553:29) ไดกลาวถึง ความหมาย
ของสมาธิไววา สมาธิ แปลวา ความตั้งมั่นแหงจิต ภาษาอังกฤษใชคําวา Meditation หรือ Intensive
Thinking หรือ Condensed Thought สวนหลวงวจิ ิตรวาทการ แปลวา “จอจติ ”หรอื Focus ตามปกติ
มนษุ ยหรือสัตวน้ันมสี มาธิโดยธรรมชาติอยูในตัวอยูแลว สมาธิดงั กลาวนจี้ ะดีมากขึ้น ถาไดรับการฝกฝน
หรอื ทำซ้ำบอยๆ จนเกิดความคุนและเคยชนิ เกดิ ความรูสกึ จนเปนอตั โนมัติ
ประณีต พันธุสุดา (2534:98; อางอิงใน กุสุมา แมลงทับ.2553:7) กลาววา สมาธิ คือ การทํา
จิตใจใหแนวแนเปนหนึ่งเดียวจะทําใหมีพลัง และกอใหเกิดความสงบเยือกเย็น และเปนเหตุใหเกิด
ปญญาจิตที่เปนสมาธิแลวจะราบเรียบเหมือนน้ำในบึงใหญที่ไมมีลมพัดมาใหกระเพื่อมไหว นุมนวล
ใสกระจาง วิธีการทําสมาธิ ที่นิยมปฏิบัติกันมากที่สุด คือ วิธีอานาปานสติหรือที่เรียกวา กําหนดลม
หายใจเขาออก ซึ่งเปนวิธีท่งี ายและสะดวก เพราะทุกคนมลี มหายใจอยูแลว
จากความหมายดังท่กี ลาวมาสรุปไดวา สมาธิ คอื การมจี ติ ที่สงบ จติ ทไ่ี มฟุงซาน จดจออยูกับส่ิง
ใดส่งิ หน่ึง มีความตั้งใจจรงิ เพยี งเรื่องเดยี ว มีจติ ใจทีน่ ุมนวล มีความสาํ รวมทงั้ กาย วาจา ใจ และ มี
ความตัง้ มน่ั แนวแน่
1.2 แนวคิดทฤษฎที เ่ี กีย่ วของกับการสรางสมาธิ
มอนเตสซอรี่เชื่อวา เราสามารถสรางสังคมที่ดีและกอใหเกิดกําเนิดโลกขึ้นมาใหมได โดยการ
ใหการศึกษาที่ดีแกเดก็ เพราะเด็กในวันนี้ก็คือผูใหญในวันหนา วิธีการสอนของมอนเตสซอรี่ สงเสรมิ ให
เด็กไดเรียนรูและแกไขขอผิดพลาดของตนเอง โดยไมตองใหใครมาบอกวาเขาผิด เด็กมีอิสระใน
การเลือกอุปกรณที่ครูไดจัดเตรียมไวแลว และจากการที่ไดอิสระในการเลือกอุปกรณ ตามความชอบ
และความสนใจของตนจึงทําใหเด็กเกดิ ความรูสกึ พึงพอใจ นอกจากน้ีสิง่ สําคญั จากการท่ีไดเลือกอุปกรณ
ตามความตองการของตนเองก็คือ จะชวยพัฒนาเด็กใหมี “สมาธิ” เนื่องจาก เด็กจะสนใจทํางานชิ้น
นั้นอยางมีความสุขและสงบ เด็กมีความจําเปนที่จะตองมีจิตที่มีสมาธิ เพราะเด็กจะไมสามารถเรียนรู
ไดเลย หากจิตของเด็กวุนวายตลอดเวลา จากการที่เด็กมีอิสระในการเลือกอุปกรณเองและปฏิบัติเอง
ตามชวงเวลาทีต่ นตองการโดยไมมีใครมาคอยเรง จึงทําใหเด็กมโี อกาสท่ีจะประสบผลสําเร็จ ใน
การทํางาน (กสุ ุมา แมลงทับ.2553:9)
1.3 เทคนิควิธีการสรางสมาธิ
อุมาพร ตรังคสมบัติ (2546: 53-54) ไดกลาวถึงเทคนิคฝกสมาธิในเด็กเล็กไววาในขั้นตน
ตองฝกใหเด็กนั่งอยูกับที่ไดนานตามสมควร การฝกใหนั่งอยูกับที่ถือเปนจุดเริ่มตนของการฝกสิ่งอื่นๆ
เพราะเม่อื นั่งอยูกบั ทไ่ี ด เด็กกจ็ ะเร่ิมตนฟงคําสั่งและเร่ิมตนเรยี นรู วิธีฝกสําหรบั เด็กเลก็ มดี ังน้ี
1. ใหเดก็ นั่งเกาอปี้ ระจาํ ตวั โดยมีคนนง่ั ประกบอยูขาง ๆ
2. ใหเดก็ ทาํ กิจกรรมอยางใดอยางหนึ่งโดยใชเวลา 10 นาที กจิ กรรมทท่ี ําอาจเปนการตอเลโก
ตอบล็อกไม รอยลูกปด ระบายสีหรือปนดินน้ำมัน เปนตน ควรเลือกกิจกรรมที่เด็กชอบเพื่อใหเกิด
แรงจูงใจที่จะทําแตเมื่อฝกจนเขาที่แลว ไมจําเปนตองเลือกกิจกรรมที่เด็กชอบ ทั้งนี้เพื่อฝกความ
อดทนดวย
3. เมื่อครบ 10 นาที แลวจึงอนุญาตใหเด็กลุกไปได หากยังไมครบ 10 นาที ก็ยังไมใหลุก
(ดังนั้นควรพยายามจัดกิจกรรมที่ใชเวลาประมาณ 10 นาที เพราะหากใชเวลานอยกวานี้ เด็กจะเสร็จ
เร็วเกนิ ไป และจะลกุ จากเกาอ้เี พราะไมมีอะไรทาํ )
4. หานาฬิกาจับเวลามาตั้งขางโตะ เมื่อครบ 10 นาที นาฬิกาจะดังกริ๊งเปนสัญญาณวา
หมดเวลาแลว และเดก็ สามารถลุกจากเกาอไี้ ด
5. ในครั้งตอไปเพิ่มเวลาในการทํากิจกรรมใหนานขึ้น เชน หากเด็กทําได 10 นาที เปนเวลา
สองสัปดาหแลวกเ็ พิ่มเวลาเปน 20 นาที ในสปั ดาหที่ 3 และ 4 และเปน 30 นาทใี นเดือนตอไป
สรุปไดวา เทคนิควิธีการสรางสมาธิมีอยูหลายวิธี ซึ่งสามารถทําไดงาย แตต้องฝกบอย ๆ
และคอย ๆ เพ่ิมเวลาในการปฏิบัติ
1.4 ลักษณะการมสี มาธิ
สุภาวดี หาญเมธี (2546; อางอิงใน กุสุมา แมลงทับ.2553:16-17) กลาวไววา สําหรับ เด็ก
ปฐมวยั การมีสมาธิในชวงวัยน้ี คอนขางจะสน้ั โดยเฉลยี่ แลวประมาณ 2-3 นาที จะเหน็ ไดวาเด็กในวัยน้ี
ชอบที่จะเปลี่ยนกิจกรรมอยูตลอดเวลา เมื่อเด็กเจริญวัยขึ้น ชวงเวลาของความสนใจก็จะเพิ่มมากขึ้น
การจะหวังใหเด็กวัย 1-3 ขวบ นั่งฟงคุณแมอานหนังสือนิทานเปนเรื่องเปนราวจนจบเลม เหมือนที่เรา
นั่งเลานทิ านใหเด็ก 5-6 ขวบฟง เปนส่งิ ทีเ่ ปนไปไดยาก เพราะเดก็ วัยนย้ี งั เล็กอยูมาก เวลาใหเขาทาํ อะไร
สมาธิจะไมยาวพอเหมือนเด็กโต โดยปกติเขาจะมีสมาธิอยูกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งไดไมเกิน 5-10
นาที ข้นึ อยูกบั ชนดิ ของกิจกรรม เนอ่ื งจากเปนวัยสาํ รวจ เปนตัวของตัวเอง อยากลอง อยากรูวาทําอะไร
ไดแคไหน ไมชอบใหใครมาบังคับ ยิ่งหามก็ยิ่งอยากทํา ควรปลอยใหเด็กไดมีอิสระ สํารวจ แสดงความ
เปนตัวของตัวเองภายในขอบเขตที่พอเหมาะพอดี ใหเขารูวาสิ่งไหน ทําได หรือทําไมได หรือควรบอก
หรือหามใหชัดเจน เพื่อใหเขาไดเรียนรูทักษะทางสังคมไปดวยในตัว ถาเราคอย ๆ ปรับคอย ๆ สอนไป
เรื่อย ๆ เม่อื เด็กอายุมากขึ้น เขาก็จะน่งิ ขึ้นมสี มาธิดีขึ้นไปเรื่อย ๆ อยาเพ่ิงไปกังวลกับเร่ืองสมาธิของเด็ก
วัยนี้ เพราะเด็กวัย 1-3 ขวบ จะวิ่งไปวิ่งมา และสนใจอะไรชวงสั้น ๆ แคไมนาที ซึ่งเปนเรื่องปกติเปน
ธรรมชาตติ ามวยั ของเขา ดังน้ันการทคี่ รสู ามารถทจี่ ะรูถึงความสนใจเบื้องตนของเดก็ ก็อาจจะชวยใหครู
ไดพฒั นาความสนใจของเดก็ ในดานน้นั ๆ เพ่ิมมากขน้ึ ไดอีกดวย
สรุปไดวา การมสี มาธไิ มจําเปนตองนั่งสมาบัติอยางเดยี ว แตการมีสมาธิ คอื การมีสติ รูวาสิ่งท่ี
ทําอยูกําลังทําอะไร จดจอกับสิง่ ท่ีทาํ เปนตวั ของตวั เอง รูในสง่ิ ทท่ี ําวาสิ่งนน้ั เปนสิ่งที่ดีหรือเปนส่ิงท่ีไมดี
เปนตน
1.5 ประโยชนของสมาธิ
พระราชวรมุณี (2525:833; อางอิงใน กุสุมาแมลงทับ.2553:8) ไดสรุปประโยชนหรือ
ความสําคญั ของสมาธิไว 4 ประการ คือ
1. ประโยชนอันเปนจุดมุงหมายทางศาสนา ไดแก ประโยชนที่มุงหมายอันแทจริงใน
พระพุทธศาสนาคือ เปนสวนสําคัญของการปฏิบัติเพือ่ ความหลดุ พนจากกิเลส และทกุ ขทง้ั ปวง
2. ประโยชนทางดานการสรางความสามารถพิเศษ ไดแก สมาธิระดับที่เรียก ฌานสมาบัติ
ทาํ ใหเกิดฤทธ์ิ และอภิญญาข้นั โลกีย เชน หทู พิ ย ตาทพิ ย รใู จผูอื่น ระลึกชาตไิ ด ฯลฯ
3. ประโยชนทางดานสุขภาพจิตและการพัฒนาบุคลิกภาพ เชน ทําใหเปนคน เขมแข็ง มั่นคง
เยือกเยน็ สขุ มุ สดช่นื กระฉับกระเฉง มีเมตตากรุณา มีความระมดั ระวัง มองโลกตามความเปนจรงิ
4. ประโยชนในชีวติ ประจาํ วัน เชน
4.1 ชวยใหหายเครียด สงบ ตัดความกลุมและความวติ กกังวล
4.2 เสริมประสิทธิภาพในการทํางาน การเลาเรียน และการทํากิจกรรม จิตไม ฟุงซาน
ไมเลื่อนลอย มีความพยายาม กระตือรือรน มีจิตใจแนวแน รูจักแกปญหา ตั้งใจทํางาน ชวยในการ
คดิ การเรียน การทํางาน ไดผลดี คอื เปนผูเหมาะที่จะทาํ งาน
4.3 ชวยเสริมสรางสุขภาพกาย และใชแกโรคได กาย และจิตตางก็อาศัยซึ่งกันและกัน
เมื่อจิตดี มีความสงบหนกั แนน มั่นคงก็ชวยใหสุขภาพกายดีข้ึนดวย ที่ปวยก็หาย ผูมีจิตผองใสเบกิ บาน
ยอมชวยใหผิวพรรณผองใส ทาทางสงบเยือกเย็น รอบคอบ หรือความดีใจความปลื้มใจ ทานวามีปติ
เปนภักษา ไมหวิ ขาว เปนตน
สรุปไดวา สมาธินั้นมีประโยชนตอคนที่ฝกปฏิบัติอยางมากมาย ในดานการงานอาชีพ
การศึกษา ตลอดจนการปฏิบัติตนใหอยูในชีวิตประจําวันอยางมีสติ และยังทําใหมีความจําดี จิตสงบ
ไมฟงุ ซาน ซงึ่ ทําใหสามารถอยูในสงั คมไดอยางมีความสขุ
1.6 งานวจิ ัยที่เกีย่ วของกับสมาธขิ องเด็กปฐมวัย
ชาลี หวานฉ่ำ (2530: 86; อางอิงใน พรรณธิดา สายตา.2553:34) ไดศึกษาผลของการ
ทดลองเจรญิ สมาธิแบบอาณาปานสติ ท่มี ตี อผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร และ ระดับการใช
เหตุผลเชิงจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบวา นักเรียนที่เจริญสมาธิมี ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นวชิ าคณิตศาสตรแ์ ละระดับการใชเหตุผลเชงิ จรยิ ธรรมสงู กวานักเรียนที่ไมเจริญสมาธิ อยาง
มีนยั สาํ คญั ทางสถิติที่ระดบั .01
พรรณธิดา สายตา (2553:50) ไดศึกษาทักษะการรับรูของเด็กปฐมวัยที่ไดรับการฝกสมาธิ
กอนกิจกรรมเสริมประสบการณ พบวาเด็กปฐมวัยที่ไดรับการฝกสมาธิกอนจัดกิจกรรมเสริมประสบ-
การณกับเด็กที่ไดรับกิจกรรมเสริมประสบการณแบบปกติ มีทักษะการรับรูแตกตางกันอยางมีนัยสําคญั
ทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเด็กปฐมวัยที่ไดรับการทําสมาธิกอนกิจกรรมเสริมประสบการณ มีทักษะการ
รับรูมากกวาเดก็ ปฐมวัยท่ีทาํ กิจกรรมแบบปกติ
เกียรติวรรณ อมาตยกุล (2534: 85) ไดใชเครื่องมือวัดคลื่นสมองของคนที่กําลังทําสมาธิ
และขณะที่กําลังใชความคิดสรางสรรค พบวา มักจะมีคลื่นอัลฟาเกิดขึ้นที่สมองตลอดเวลา ซึ่งเปนคลน่ื
ที่มีความถี่ชา เปนภาวะของคนที่มีความสงบ และมีความตื่นตัวอยูเสมอ (อางอิงใน พรรณธิดา สายตา.
2553:34) จากเอกสารงานวิจัยของเก่ียวกับสมาธิทาํ ใหผูวิจัยเห็นวา การฝกสมาธิน้ันมีประโยชนตอคน
ที่ปฏิบัติ ทั้งทางดานรางกาย อารมณ สังคม และสติปญญาทําใหเด็กไดฝกจิต เพื่อใหควบคุม
พฤติกรรมของตนเองใหนิ่ง สงบ มีความมั่นคงทางจิตใจ ที่พรอมรับรู และเรียนรูส่ิงตาง ๆ ไดงาย ซึ่งจะ
สงผลใหมีสตปิ ญญาทีม่ คี วามจาํ ดี
2. เอกสารทเ่ี กย่ี วของกบั กิจกรรมพบั กระดาษ
2.1 ประวตั ิความเปนมาของกจิ กรรมพบั กระดาษ
วารินทิพย ศรีกุลา (2554:40-41) งานนี้ไดรับความสนใจในหมูผูที่สนใจงานพับกระดาษ
เปนทุนเดมิ อยูแลว และยงั กอใหเกดิ นักพับกระดาษผูสรางสรรคงานใหม ๆ มากขึ้น เชน ใน
สหรฐั อเมริกามี เฟรด โรม นีล อเี ลยี ต โรเบิรต นีลล จอรช โรชส และแจค็ สกิลแมน ซง่ึ ไดคดิ เทคนิค
ใหม่ ๆ และพน้ื ฐานการพับกระดาษ ทาํ ใหการพับกระดาษเปดกวางมากขึน้ แบบไมนกึ ฝน แมแตใน
ญี่ปุน การพบั นก ขัน้ พื้นฐานและอ่ืน ๆ ท่เี ก่ยี วของ การพบั ปลา และกบ เปนรากฐานท่ีคงอยูของการพับ
กระดาษ แตในไมชาก็ไดมีการเพิ่มขั้นตอนที่ยุงยากมากมาย กอนที่จะมีการคิดคนวิธีการพับใหม ๆ
ขึ้นมานั้น มีการพับกลอง “แบบธรรมดา”ของ ดร. เอ็มมานูเอล มูเอร จากสวิตเซอรแลนด และได
พัฒนามาเปน “กลองมีรอยจีบ” ของ นีล อีเลียต และในอังกฤษอิทธิพลจากงานของโรเบิรต ฮารบิน
การพับกระดาษไดแพรหลายเปนที่นิยมจนไดมีการกอตั้ง British Origami Society ซึ่ง เป
นสมาคมพับกระดาษแบบญี่ปุน ในอังกฤษ ในป ค.ศ.1967 สมาคมพัฒนาไปอยางชา ๆ แตจํานวน
สมาชิกไดมีเพิ่มมากขึ้น และในป 1968 ไดมีการพิมพหนังสือ British Origami ซึ่งตอมาไดกลาย
เปนหนงั สอื ชั้นนําของโลก ในป 1970 สมาคม มีการขยายวงกวางออกไป สมาชกิ ไดคดิ คนแบบจําลองที่
เปนทั้งศิลปะหลายสไตล์ เปนทั้งเครื่องมือในการสรางความหลากหลายมากมาย การพับนก และกบ
ขั้นพื้นฐานถูกละทิ้งไป โดยพวกนักพับกระดาษรุนใหม เทคนิคพื้นฐานไดรับการพัฒนาใหมเปนพิเศษ
ซึ่งเหมาะที่จะใชเปนแบบในการพับตอไป เทคนิคตะวันตกสมัยใหมไดถูกนํากลับไปใช้ในญี่ปุนอีกคร้ัง
ชาวญีป่ ุนยคุ ใหมไดมกี ารผสมผสานความรูจากตะวนั ตก และความละเอียดออนของศิลปะ แนว
ตะวันออกเขาดวยกัน โดยโดโกวเตะ นากาโนะ และโยชิไฮ โมโมตานิ เปนนักพับกระดาษชาว ญี่ปุ
นแนวใหม ชาวญี่ปุนอีกคน คือ ซูโซ ฟูจิโมโต ไดคนพบแนวเรขาคณิตในการนํามาใชในการพับ
กระดาษชวยขยายวงกวางในการพับกระดาษไดมากขึ้น ทําใหการประดิษฐคิดคํานวณงายขึ้น สวนใน
ป ค.ศ. 1980 พื้นฐานการผสมผสานของ นากาโนะ ก็ไดรับการพัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกาโดย จอหน
มอนโทรลโรเบิรต แลงก สตเี ฟน เวส และปเตอร เอนเจล และในญ่ปี ุนโดย จุน เมกาวา ทาํ ใหผูที่สนใจ
สามารถพับกระดาษไดงายขึ้นโดยอัตโนมัติ และการพับเปนรูปตาง ๆ โดยไมตองตัดกระดาษ
เปนสี่เหลี่ยมจัตุรัสก็ไมมีขอจํากัดอีกตอไป ตอมา จอหน เอส. สมิท ไดคิดคนการพับกระดาษแนวใหม
เปนศิลปะบริสุทธิ์ (Pure Land) โดยใชการพับแบบงาย ๆ นําเอาการพับแบบภูเขา และหุบเขามาใช
และพยายามหาวิธีพับงาย ๆ เพื่อใหเด็ก และคนพิการสามารถทําได การพับกระดาษไมใชเรื่องยุงยาก
ซับซอน แตก็ยังคงความสวยงามและมีเสนห ซึ่งในป 1980 ไดเริ่มมีการพับกระดาษแนวตาง ๆ
“Modular Origami” เปนการใชเกณฑสเกลวัดในการพับกระดาษ โดยเชื่อมโยงการวัดขนาดแตละ
หนวยเพื่อทําแบบจาํ ลองใหเปนจริง ซง่ึ เปนท่ีนยิ มมาก ตัวอยาง เชน งานของ โทโมโกะ ฟเู ซจากญ่ีปุน
การประชุมนานาชาติศลิ ปะศาสตร และเทคโนโลยสี าขาการพับกระดาษแบบญี่ปุนจดั ขึ้น เปนครั้งแรก
ในอิตาลี เมื่อป ค.ศ.1989 เปนศูนยรวมนักวิทยาศาสตร นักคณิตศาสตร ที่สนใจ ศึกษาคนควา
การพบั กระดาษในแนวเรขาคณิต ทง้ั ยังนาํ เอาความรู และคุณคาของศลิ ปะการพบั กระดาษเปนอุปกรณ
ทางอายุรแพทย เพื่อชวยผูดอยความสามารถผูพิการ และการศึกษาของเด็กซ่ึง ไมใชแคการพบั เปนแบบ
ฝกหัดเทานั้นแตเพื่อกระตุนการเรียนรูในทางเรขาคณิต และในดานวัฒนธรรมประเพณี ดังเชน
Friedrich Froebel (1782 - 1852) ผูกอตั้งโรงเรียนอนุบาลไดนํามาใช นอกจากนี้ยังชวยในทาง
นามธรรมแมวาจะมองไมเห็นเดนชัด ไดแก การพัฒนาการในเรื่องภาษา และชวยในการรวบรวมสมาธิ
และสํารวมความคิดสรางสรรค สิ่งที่ใหความสุขที่สุด เกี่ยวกับการพับกระดาษ คือ การเติบโตอยาง
จริงจัง ขยายวงกวางออกไป มีการเคลื่อนไหวและมีนักพับกระดาษเพิ่มขึ้นมากมายในอเมริกาเหนือ
และอเมริกาใต สหราอาณาจักรฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน และประเทศอื่น ๆ ทั้งในการติดตอสัมพันธกัน
ตามปกติทั่ว ๆ ไป และการเดินทางไปเยี่ยมเยียนแลกเปล่ียนวฒั นธรรมในสงั คมอืน่ ๆ การคนพบใหม ๆ
ไดมีการเอื้อเฟอ แลกเปลี่ยน และแบงปนความรูกัน การจัดนิทรรศการไดรับความรวมมือ และสงเสริม
จากทั่วโลกมีการจัดตั้งกลุมรวมในยุโรปตะวันออก และนักพับกระดาษจากประเทศรัสเซียเคยมาเยือน
องั กฤษ
2.2 ความสําคัญและประโยชนของกิจกรรมพบั กระดาษ
วราภรณ รักวิจัย (2535 : 164-165; อางอิงใน พีรวัส นาคประสงค.2548:19) กลาวถึง
กิจกรรมศิลปะวา กิจกรรมศิลปะเปนกิจกรรมสงเสริมความคิดสรางสรรค และชวยฝกประสาทสัมผัส
ระหวางมือกับตา การรูจักใชความคิดของตนเองในการแสดงออกทางความคิดหลาย ๆ ดาน เปนการ
พัฒนาความรูสึกนึกคิดนําไปสูการคิดอยางสรางสรรคตอไป ซึ่งกิจกรรมศิลปะ ไดแก การวาดภาพ
การละเลงสี หรือการวาดภาพดวยนิ้วมือ การฉีกกระดาษ ปะกระดาษ การพับกระดาษ การปนดิน
น้ำมัน แปง และดินเหนียว การประดิษฐเศษวัสดุ กิจกรรมศิลปสรางสรรค เปนกิจกรรมที่จัดใหเด็ก
ทําอยางเสรี ซึ่งจะชวยพัฒนาเด็ก ทั้งดานรางกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา โดยครูพึงระลึก
เสมอวาศิลปะสําหรับเด็ก มิไดเนนใหเด็กทําไดสวยหรือเหมือนจริง แตเพื่อใหเด็กไดพัฒนาครบ
ทุกดานจากกิจกรรมนี้ (สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ. ม.ป.ป.: 1) นอกจากนี้
กิจกรรมสรางสรรคศิลปะ ยังเปนกิจกรรมที่เหมาะสมกับความสนใจ ความสามารถ และสอดคลองกับ
พฒั นาการของเด็ก กจิ กรรมสรางสรรคจึงไมเปนเพียงแตสงเสริมการประสานสัมพนั ธระหวางกลามเนื้อ
มอื ตา และการผอนคลายความเครยี ดทางอารมณเทาน้ัน แตยงั เปนการสงเสรมิ ความคดิ อสิ ระ ความคิด
จินตนาการ ฝกการรูจักทํางานดวยตนเอง และฝกการแสดงออกอยางสรางสรรค ทั้งทางความคิด และ
การกระทํา ซึ่งถายทอดออกมาเปนผลงานทางศิลปะ และยังนําไปสูการเรียน เขียน อาน อยางสราง-
สรรคตอไป (ภรณี ครุ ุรตั นะ.2535: 67) Arnhein (1983: 9-11) กจิ กรรมศิลปสรางสรรค ยังมปี ระโยชน
ในแงของการฝกการแสดงออกตามความคิดของเด็กเพราะกิจกรรมศิลปสรางสรรค สามารถสงเสริม
ความคิดจินตนาการตาง ๆ ของเด็ก ซึ่งในขณะท่ีเด็กสรางสรรคศิลปะนั้น เด็กจะจัดระบบความคิด
อยางรวดเร็ว และตอเนื่อง ในอันที่จะควบคุมการแสดงออกใหเปนไปอยางท่ีเขาคิดคํานึง งานศิลปะ
ของเด็กจึงเปลี่ยนไปตามแงมุมความคิดตาง ๆ นั้น ซึ่งความคิดทั้งหมดยอมมีความหมายสําหรับเขา
การคิด และการมีความหมายสําหรับเขาจึงเปนวิถีการเรียนรูทางหนึ่ง และดวยประสบการณเชนนี้
ยอมเปนผลกระทบโดยตรงตอประสิทธิภาพในการคดิ (วริ ณุ ต้ังเจรญิ . 2532: 237; อางอิงใน ผจงจติ ต ช
างมงคล.2553:29)
เยาวพา เดชะคุปต (2542: 107; อางอิงใน ผจงจติ ต ชางมงคล.2553:31) มีทัศนะท่ีสอดคลอง
กันวา ศลิ ปะเปนแนวทางหนึ่งที่จะชวยใหเด็กไดแสดงความสามารถ และความรูสึกนึกคดิ ของตนออกมา
ในรูปภาพ หรอื สงิ่ ของทเี่ ด็กจะสามารถแลเห็นได เดก็ จะใชศลิ ปะเพื่อเปนสือ่ อธิบายสง่ิ ทเ่ี ขาทํา เห็น รูสึก
และคิดออกมาเปน ผลงานการจัดประสบการณทางศลิ ปะใหแกเด็ก ชวยใหเด็กมีโอกาสคนควา ทดลอง
และสื่อสารความคิดความรูสึกของตนใหผูอื่น และโลกที่อยูรอบตัวเขาไดเขาใจ ได นอกจากนั้นยังไดมี
โอกาสพฒั นาความสามารถในการคดิ และการใชจนิ ตนาการ การสังเกต และเพ่ิมพูนการรบั รูทมี่ ี ต
อตนเองและผูอื่น และพัฒนาความเชื่อมั่นเกี่ยวกับตนเองในการเลือกใชวัสดุต่าง ๆ สงเสริมใหเด็กได
พัฒนากลามเนื้อมือความสัมพันธระหวางมือกับตา เกิดความคิดรวบยอด เกี่ยวกับรูปราง สี และมี
โอกาสพัฒนาทักษะพื้นฐานในการอาน พัฒนาทักษะทางสังคมจากการแบงปนอุปกรณที่ใช แบงหนาที่
รบั ผดิ ชอบในการดแู ลทําความสะอาดอปุ กรณเหลาน้ัน
สรุปไดวา ศิลปะมีความสําคัญอยางยิ่ง ชวยพัฒนาการเรียนรูในดานตาง ๆ ของเด็ก ไดแก
ดานรางกาย ดานสังคม ดานอารมณ และดานสตปิ ญญา ซงึ่ เดก็ แตละคนมพี ฒั นาการท่ีตางกนั
2.3 พัฒนาการดานศิลปะสําหรบั เดก็ ปฐมวยั
พรี ะพงษ กลุ พศิ าล (2546:159; อางอิงใน ผจงจิตต ชางมงคล.2553:32) กลาววา พฒั นาการ
ทางศิลปะ หมายถึง กระบวนการแสดงออกทางศิลปะท่ีมีลักษณะเฉพาะตัวของเด็ก ซึ่งปรากฏอยูใน
ผลงานพัฒนาการจากวัยหนึ่งไปสูวัยหนึ่งอยางตอเนื่อง พัฒนาการดังกลาวจะดําเนินไป ชาหรือเร็วน้ัน
ขึ้นอยูกับพื้นฐานความสนใจ และความสามารถทางศิลปะ ประกอบกับสิ่งแวดลอม และแรงจูงใจของ
แตละบุคคล พัฒนาการทางศิลปะจะมีลักษณะเปนสากล เด็กทุกชาติจะมีลักษณะการแสดงออก
คลาย ๆ กัน ยกเวนกรณีที่พัฒนาการนั้นถูกสกัดกั้นอันเปนผลใหพัฒนาการนั้นขาดชวงหรือ หยุดไป
เดก็ อายุ 2-5 ป ชวงกอนประถมศึกษาสวนใหญยังอยูบาน โดยมพี เ่ี ลย้ี งหรอื พอแมดูแล โอกาสที่จะไดรับ
ประสบการณทางศิลปะจึงมีนอย หากพอแมไมมีความรูความเขาใจในศิลปะ ขาดความสนใจใน
พฤตกิ รรมทางดานศลิ ปะของเดก็ ดวยแลวจะสงผลใหเด็กมีพฒั นาการไปอยางเชอื่ งชา
จรัล คําภารัตน (2548:34; อางอิงใน ผจงจิตต ชางมงคล.2553:33) กลาววา การศึกษา
ถึงพฤติกรรมการเรียนรูการพัฒนาศิลปะ และจินตนาการของเด็กมีความสําคัญอยางยิ่ง เพราะจะชวย
ทําใหครูเขาใจในความรูสึก ความคิด และจินตนาการของเด็กได ดังตอไปนี้ เด็กวัย 2-4 ป พัฒนาการ
ของเด็กในวัยนี้จะมีพัฒนาการดานจินตนาการสูงมาก เด็กจะมีความคิด การแสดงออกอยางอิสระเสรี
(Free Expression) เด็กจะเกิดการเรียนรูโดยประสบการณตรง การเรียนรูจะเกิดจากการกระทําซ้ำ ๆ
พัฒนาการทางดานศิลปะของเด็ก จะเริ่มตนจากการขีดเขียนจนสามารถควบคุมเปนภาพตาง ๆ ได
ลักษณะของภาพจะเปนเสนงาย ๆ เหตุผลการแสดงออกจะเหนือความจริง เด็กวัย 4-6 ป จินตนาการ
ของเดก็ จะเร่ิมเปนเหตุเปนผล ถาส่ิงนัน้ เปนเหตุการณหรือโครงสรางใหญ ๆ สวนรายละเอียดเด็กจะยัง
ไมสนใจมากนกั เด็กจะเริม่ มกี ารวางแผนในการทาํ งาน การเลน การแสดงออกมกั จะเปนในลักษณะของ
บทบาทสมมติ พัฒนาการดานศิลปะเด็กเริ่มมองความเปนจริงมากขึ้น มีเหตุผลสามารถเชื่อมโยง
เหตุการณตาง ๆ ไดดี การแสดงออกสามารถเลาเปนเรื่องราวได การสรางสรรคผลงานศิลปะของเด็ก
เมอื่ พิจารณาในวงกวางแลวน้นั จะพบคณุ คา 2 ดาน ดานหน่งึ คือ การทีเ่ ด็กไดระบายออกซึ่งความเครียด
ภายใน ขจัดความรูสึกดอยบางอยางที่มีอยู และเปนการแสดงออกถึงความตองการที่มีอยูในจิตใจให
ปรากฏขึ้น คุณคาเชนนี้จะเปนการลดหรือเปดเผยความรูสึกภายในของเด็กแตละคน คุณค
าพัฒนาพฤติกรรมอีกดานหนึ่ง คือ พัฒนาทางกาย อารมณ สังคม และสติปญญา ซึ่งสรุปไดดังน้ี (วิรุณ
ตั้งเจริญ.2539:103-104; อางอิงใน พีรวัส นาคประสงค.2548:21) 1. พัฒนาทางกาย เมื่อเด็ก ตอง
การเคลื่อนไหวอยูตลอดเวลา เพื่อบริหารรางกายใหเติบโต ประสบการณตาง ๆ ที่จะพัฒนาพฤติกรรม
เด็ก ๆ ได จึงตองเปนประสบการณที่สัมพันธกับการเคลื่อนไหวของเด็ก กิจกรรมศิลปะจะชวยสนอง
ความตองการดานนี้ 2. พัฒนาการทางอารมณ การแสดงออกทางศิลปะเปนพฤติกรรมที่เสรี ช
วยใหเกดิ ความพงึ พอใจอารมณ แจมใส เบิกบาน พรอมกันนั้นจะชวยใหเด็กมีอารมณที่ม่ันคงเกิดความ
มั่นใจในการแสดงออก 3. พัฒนาการทางสังคม ศิลปะจะชวยใหเด็กไดมีปฏิสัมพันธกับเพื่อนเด็ก
นักเรียนดวยกัน เกิดการทํากิจกรรมรวมกัน มีการชวยเหลือแบงบันสิ่งตาง ๆ และกอใหเกิดความ
มีคุณคาในตัวเด็กนักเรยี นเอง 4. พัฒนาการทางดานสติปญญา ประสบการณทางศลิ ปะจะชวยสงเสริม
การเรียนรู และสงเสริมสติปญญาของเด็กใหดีขึ้น เพราะประสบการณในการสรางสรรคศิลปะ
เดก็ จะตองคดิ ตรวจสอบสรางสรรคใหสัมพันธกบั วัสดุ และเกดิ ประสบการณตรง
สรุปไดวา พฤติกรรมการเรียนรูการพัฒนาศิลปะ และจินตนาการของเด็กมีความสําคัญ
อยางยิ่ง การจัดสภาพแวดลอม วิธีการอบรมเลี้ยงดู ระดับอายุ ลวนเปนปจจัยที่สงผลตอพัฒนาการ
ดานศิลปะ ที่ทําใหเด็กแตละคนมีพัฒนาการไมเหมือนกัน รวมถึงระดับความสามารถในการเรียน เชน
เขียน และการอานไมเหมือนกนั ดวย
2.4 หลกั ในการจัดกิจกรรมศลิ ปะสรางสรรคสําหรบั เด็กปฐมวยั
ในการจัดกิจกรรมสําหรับเด็กตามหลักการจัดกิจกรรมของกระทรวงศึกษาธิการมีลักษณะ
สาํ คญั ดังน้ี (กระทรวงศกึ ษาธิการ.2540:23-24; อางองิ ใน ผจงจติ ต ชางมงคล.2553:34) 1.
กิจกรรมที่จัดควรคาํ นึงถึงตวั เดก็ เปนสําคัญ เด็กแตละคนมีความสนใจแตกตางกันจึงควรจัดให มี
กิจกรรมหลายประเภทที่เหมาะสมกับวัย ตรงกับความสนใจ และความตองการของเด็ก เพื่อใหเด็กไดมี
โอกาสเลือกตามความสนใจ และความสามารถ 2. กิจกรรมที่จัดควรมีทั้งกิจกรรมที่ใหเด็กทําเปน
รายบุคคล กลุมยอย และกลุมใหญ ควรเปดโอกาสใหเด็กริเริ่มดวยตนเองตามความเหมาะสม
3. กิจกรรมที่จัดควรมีความสมดุลคือ มีทั้งกิจกรรมในหองเรียนและนอกหองเรียน กิจกรรมที่ตอง
เคลื่อนไหวและสงบ กิจกรรมที่เดก็ ริเริ่มและครรู เิ ริ่ม 4. ระยะเวลาในการดําเนนิ กิจกรรมควรเหมาะสม
กับวัยมีการยืดหยุนไดตามความตองการ และความสนใจของเด็ก เชน วัย 3 ขวบ มีความสนใจช่วงสั้น
ประมาณ 8 นาที วัย 4 ขวบ มีความสนใจอยูไดประมาณ 12 นาที วัย 5 ขวบ มีความสนใจอยูได
ประมาณ 15 นาที 5. กิจกรรมที่จัดควรเนนใหมีสื่อของจริงใหเด็กไดมีโอกาสสังเกต สํารวจ คนควา
ทดลอง แกปญหาดวยตนเอง มีโอกาสปฏิสัมพันธกับเด็กอื่น ๆ และผูใหญ การจัดกิจกรรมทางศิลปะ
ที่เหมาะสมใหกบั เด็กควรคํานึงถงึ ตัวเด็ก และการเปดโอกาสใหเด็กไดมีอสิ ระในการทดลองคนควา และ
สามารถถายทอดสื่อสารสิ่งที่ทดลองกับผูอื่น นอกจากนี้ยังไดมีโอกาสพัฒนากลามเนื้อใหญ กลามเน้ือ
เล็ก และการสรางความสัมพันธระหวางมือกับ ตา เสริมสรางความเขาใจเกี่ยวกับสี รูปทรง ซึ่งเปนพ้ืน
ฐานในการเตรียมความพรอมในการเขียน การอานและไดพัฒนาทางดานสังคม ซึ่งหลักสูตรการศึกษา
ปฐมวัย(2546:36; อางอิงใน อุไรวรรณ มาตมุงคุณ.2554:29-30) กําหนดกิจกรรมสรางสรรคประกอบ
ดวย 6 ลกั ษณะดงั น้ี 1. การวาดภาพระบายสี 1.1 การวาดภาพดวยสีเทยี น หรือสีไม 1.2 การวาดภาพด
วยสนี ้ำ เชน พูกนั ฟองน้ำ 1.3 การละเลงสีดวยนว้ิ มือ 2. การเลนกบั สนี ้ำ 2.1 การเปาสี 2.2 การ
หยดสี 2.3 การเทสี 3. การพิมพภาพ 3.1 การพิมพภาพดวยสวนตาง ๆ ของรางกาย 3.2 กา
รพิมพภาพดวยวัสดุ พืช ผักตาง ๆ 4. การปน 4.1 การปนดินน้ำมัน 4.2 การปนดินเหนียว 4.3
การปนแปงโด 5. การพับ ฉีก ตัด ปะ 5.1 การพับอยางงาย ๆ 5.2 การฉีกปะ 5.3 การตัดปะ 6.
การประดิษฐ 6.1 ประดิษฐเศษวัสดุตาง ๆ 6.2 การรอย เชน รอยลูกปด หลอดกาแฟ หลอดดาย
6.3 การสาน เชน กระดาษ ใบตอง ใบมะพราว
สรุป ในการจัดกิจกรรมศลิ ปะสําหรับเด็กปฐมวยั จะตองเปดโอกาสใหเด็กมีอสิ ระในการเลือก
ทํากิจกรรม เนนที่กระบวนการมากกวาทีจ่ ะเนนผลสําเร็จของช้ินงาน โดยตองคํานึงถึงความสามารถที่
แตกตางของแตละคนโดยตองเขาใจถึงวัย ชื่นชมในผลงานของเด็ก และขั้นการเจริญเติบโตของเด็ก
ในแตละวัย เพื่อที่จะไดเลือกกิจกรรมและลําดับวัสดุใหเหมาะสมกับเด็กแตละคน นอกจากนี้ยังตอง
คํานึงถึงชวงเวลาการทํางาน จัดวัสดุใหเพียงพอเหมาะสม และการจัดสภาพแวดลอมที่เอื้อตอ
การทํางานศลิ ปะชวยใหเด็กเกดิ สมาธิ ซงึ่ สงผลถึงจติ ใจใหมคี วามสขุ ในการทาํ กิจกรรมดวย
2.5 กิจกรรมพับกระดาษ
ณรงค ไกรเนตร (2553:คํานํา) การพับเปนศิลปะและวัฒนธรรมประจําชาติของญี่ปุน
ซึ่งมีมาตั้งแตยุคเอโดะ (ค.ศ.1603-1867) และเปนที่นิยมไปทั่วโลก เปนศิลปะเพื่อสรางสรรครูปทรง
หรือวัตถุตาง ๆ ขึ้นมาจากกระดาษ โดยทั่วไปจะเริ่มจากกระดาษสีเ่ หลีย่ มจัตุรัส ซึ่งอาจจะใชสีเดียวกนั
หรืออาจจะใชหลายสี และทําการพับทบไปจนเปนรปู ตาง ๆ การพับกระดาษเปนการใชเวลาวางใหเปน
ประโยชนและเปนกิจกรรมที่ชวยพัฒนาการคิดสรางสรรค และเปนการพัฒนามิติสัมพันธของเด็ก
การพับกระดาษจึงเปนการฝกกลามเนื้อบังคับการทํางานของมือ กอนจะนําไปสูการจับดินสอปากกา
เขียนหนังสือหรือฝกสมาธิ เนื่องจากกิจกรรมพับกระดาษเปนกิจกรรมที่ใชมือทั้งสองมือ ควบคูกับการ
ทํางานของสมองทั้ง 2 ซีก ซึ่งในการทํางานของหนวยควบคุมดานซาย สมองจะไดรับการพัฒนาเรื่อง
ตรรกะ, ความชํานาญตัวเลข, การอาน, กระบวนการชักเหตุผล, บรรยาย, และความสามารถเกี่ยวกับ
วิทยาศาสตร สวนการทํางานของหนวยควบคุมทางดานขวาสมองจะไดรับการ พัฒนาความเขาใจ
อยางลึกซึ้ง รูปแบบการทําภาพ 3 มิติ จินตนาการ ศิลปะ ดนตรี (Katrin; & Yuri Shumakov. 2000:
Online; อางอิงใน ผจงจิตต ชางมงคล.2553:42) หลักในการสอนพับกระดาษที่ทําใหเด็กไดเรียนรู้
อยางมีประสิทธิภาพ และสงผลตอพัฒนาการของเด็ก โดยมีสาระสําคัญที่ครูควรคํานึงถึงดังน้ี
(กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2551:58-59) 1. ครูควรฝกพับใหชาํ นาญกอน 2. ขณะที่สอน ครูควรที่จะพับไป
พรอมกบั เด็กทีละข้ันตอน อยางสาธิต ท้งั นเี้ นื่องจากเด็กยังจําข้ันตอนการทําไมได จงึ ตองทําไปพรอม ๆ
กัน 3. ถาเด็กมปี ญหาระหวางการพบั ครตู องใหความชวยเหลือแตอยาพบั ใหเด็ก 4. ใหเวลาเด็ก เพราะ
มือเด็กยังใชไมคลอง 5. ผลงานที่เด็กทําออกมาบางคนอาจไมสวย แตใหถือวาเด็กทําสําเร็จ อยา
เปรยี บเทยี บกัน 6. ใหช่ืนชมผลงานเดก็ เสมอ แตทุกคนตองไดพูดนาํ เสนอผลงาน สรุป การพบั กระดาษ
เปนกิจกรรมในการพัฒนาจิตใจ และสรางเสริมความคิดสรางสรรคของเด็ก ทําใหเด็กเกิด ความสนใจ
และรูสึกสนุกจึงทําซ้ำแลวซ้ำอีก และเรียนรูความสัมพันธระหวาง ความเคลื่อนไหวของมือ และการ
เปลีย่ นแปลงของรปู รางจากกระดาษท่ีพบั และเปนกิจกรรมทใี่ หความสนกุ สนานเพลิดเพลนิ อกี ดวย
2.6 งานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวของกบั กจิ กรรมพบั กระดาษ
ผจงจิตต ชางมงคล (2553:บทคัดยอ) ศึกษาเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมศิลปะสรางสรรค
พับกระดาษทีม่ ตี อพฤติกรรมชอบสงั คมของเดก็ ปฐมวัย ผลการวจิ ัยพบวา พฤติกรรมชอบสังคมของ เด็ก
ปฐมวัยหลังการทํากิจกรรมศลิ ปสรางสรรคดวยกิจกรรมพับกระดาษสูงกวากอนการทํากิจกรรม ศิลปสร
างสรรคดวยกิจกรรมพบั กระดาษอยางมนี ยั สําคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 อุไรวรรณ มาตมุงคุณ (2554:บท
คัดยอ) ศึกษาเรื่อง พัฒนาการดานการเขียนของเด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัดกิจกรรมศิลปะ จากงาน
กระดาษ ผลการวิจัยพบวา 1. พัฒนาการดานการเขียนของเด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัดกิจกรรมศิลปะ
จากงานกระดาษ มกี ารเปล่ียนแปลงสงู ข้นึ ตลอดชวง 8 สัปดาห 2. พัฒนาการดานการเขียน ของเด็ก
ปฐมวัยกอนการจัดกิจกรรมและระหวางจัดกิจกรรม ศิลปะจากงานกระดาษในแตละชวงสัปดาหมี
พฒั นาการดานการเขยี นแตกตางกนั อยางมนี ัยสาํ คัญทาง สถติ ทิ ร่ี ะดบั .01
จากเอกสารงานวิจัยของเกี่ยวกับกิจกรรมพับกระดาษทําใหผูวิจัยเห็นวา กิจกรรมพับ
กระดาษเปนกิจกรรมที่สงเสริมพัฒนาการดานตาง ๆ ของเด็ก เชน พัฒนาการดานรางกาย ดานสังคม
ดานอารมณ และดานสติปญญา และสงเสรมิ การมสี มาธขิ องเดก็ ไดดวย
บทที่ 3
วธิ ีดําเนนิ งานวจิ ยั
การศึกษาวจิ ัยครั้งน้ีเปนการวิจยั ผลของการจัดกิจกรรมพับกระดาษที่มตี อการสรางสมาธิของเด็ก
ปฐมวัยชั้นอนุบาลศึกษาปที่ 3 ห้อง 2 โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง(แช่มประชาอุทิศ) ซึ่งผูวิจัยได
ดําเนนิ และเก็บรวบรวมขอมลู ในการศึกษาคนควา โดยมีขัน้ ตอนดําเนินงานดงั น้ี
1. ประชากร
2. เครื่องมอื ทใี่ ชในการวิจัย
3. ขั้นตอนในการสรางเครอ่ื งมือ
4. การเกบ็ รวบรวมขอมลู
5. การวเิ คราะหขอมลู
6. สถติ ทิ ่ใี ชในการวเิ คราะหขอมูล
ประชากร
ประชากร
เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ ระหวาง 5-6 ป ที่กําลังศึกษาอยูชั้นอนุบาลศึกษาปที่ 3 ห้อง 2
โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง(แช่มประชาอุทิศ) ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2563 อำเภอ
กระท่มุ แบน จงั หวดั สมทุ รสาคร จํานวน 29 คน
เครือ่ งมอื ทใ่ี ชในการเกบ็ รวมรวมขอมลู
1. แผนการจดั กจิ กรรมพับกระดาษจํานวน 16 แผน
2. แบบสังเกตการมสี มาธขิ องเด็กปฐมวยั
ข้ันตอนการสรางเคร่ืองมอื
การสรางและหาคุณภาพเครอื่ งมอื ทใี่ ชในการวจิ ยั
1. แผนการจดั กิจกรรมพบั กระดาษ
การสรางแผนการจัดกจิ กรรมพับกระดาษ
1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับกิจกรรมพับกระดาษและการสราง
กิจกรรมพับกระดาษ
1.2 ศึกษา และกําหนดเนื้อหาการจัดกิจกรรมพับกระดาษที่สงเสริมการสรางสมาธิ
จํานวน 16 แผน
1.3 สรางแผนการจัดกิจกรรมพับกระดาษ จํานวน 16 แผน สอนสัปดาหละ 2 วัน
เรือ่ งละ 2 วัน จาํ นวน 8 สัปดาห โดยมีรายละเอยี ดดงั นี้
1.3.1 ชอ่ื กจิ กรรม
1.3.2 จดุ มุงหมายของกจิ กรรม
1.3.3 วัสดุ-อปุ กรณที่ใชในการทาํ กิจกรรม
1.3.4 ขั้นตอนในการดาํ เนนิ กิจกรรม
1.3.5 การประเมนิ ผล
1.4 นําแผนการจัดกจิ กรรมพับกระดาษท่ีผูวจิ ยั สรางขึน้ ไปใชในการทดลอง
2. แบบสังเกตการมสี มาธขิ องเดก็ ปฐมวยั
การสรางแบบสังเกตการมีสมาธิของเดก็ ปฐมวยั
2.1 ศกึ ษาทฤษฏี เอกสาร และงานวิจยั ท่ีเก่ียวของกับการมสี มาธิของเด็กปฐมวัย
2.2 นําขอมูลที่ไดจากการศึกษา มาสรางแบบสังเกตใหครอบคลุมการมีสมาธิของเด็ก
ปฐมวยั ทส่ี ามารถสังเกตไดดังนี้
2.2.1 มีความสนใจจดจอกับสงิ่ ท่ีทํา
2.2.2 มีความอดทนอดกลนั้
2.2.3 มคี วามพยายาม
2.2.4 มชี วงความสนใจนาน
2.2.5 กระตอื รอื รนกระฉบั กระเฉง
2.3 นําขอมูลที่ไดศึกษาจากขอ 2.2 มาสรางแบบสังเกตการมีสมาธิของเด็กปฐมวัย
และเกณฑการประเมนิ ใหครอบคลุมการมสี มาธิของเด็กปฐมวัย
2.4 กาํ หนดเกณฑการใหคะแนนออกเปน 4 ระดับ คอื 0-3 คะแนน ซึ่งรายละเอียดดัง
ปรากฏในภาคผนวก
การเก็บรวมรวมขอมูล
การวิจัยครัง้ นเ้ี ปนการวจิ ัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซ่ึงผูวิจยั ไดดําเนินการทดลอง
ตามแบบแผนการวิจยั One Group Pretest Posttest Design ตามตารางดงั นี้
ตาราง 3 แบบแผนการทดลอง ทดลอง สอบหลงั
กลมุ สอบกอน X T2
ทดลอง T1
เมอ่ื T1 แทน การทดสอบกอนการทดลอง (Pretest) โดยใชแบบทดสอบวัดการมีสมาธิ
X แทน การจดั กจิ กรรมการพบั กระดาษ
T2 แทน การทดสอบหลังการทดลอง (Posttest) โดยใชแบบทดสอบวดั การมสี มาธิ
การดําเนินการทดลอง
การทดลองครงั้ นีด้ ําเนนิ การในภาคเรยี นที่ 1 ปการศกึ ษา 2563 เปนเวลา 8 สปั ดาห โดยมีขน้ั ตอนดังน้ี
1. สรางความคุนเคยกับเดก็ เปนระยะเวลา 1 สปั ดาห
2. จดั เตรียมสภาพแวดลอมภายในสถานท่ที ี่ทําการทดลองใหเหมาะสม
3. จัดเก็บขอมูลพื้นฐานทุกดาน โดยการสังเกตการมีสมาธิของเด็กปฐมวัย จากการจัดกิจกรรม
พับกระดาษของประชากรจํานวน 29 คน เปนระยะเวลา 1 สัปดาห ไดแก วันพุธ และวันศุกรวันละ 20
นาทีโดยใชแบบสงั เกตการมสี มาธขิ องเด็กปฐมวัยท่ีผูวจิ ยั สรางข้นึ
4. ผูวิจัยดําเนินการทดลองดวยตนเอง โดยประชากรไดรับการจัดกิจกรรมพับกระดาษ จํานวน
16 แผน ใชเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห สัปดาหละ 2 วัน คือ วันพุธ และวันศุกรวันละ 20 นาที
ชวงระยะเวลา 10.10 – 10.30 น. รวมทั้งส้นิ 16 คร้ัง
5. เมื่อดําเนินการทดลองครบ 8 สัปดาห ผูวิจัยทําการสังเกตการมีสมาธิของเด็กปฐมวัย
(Posttest) กับประชากร โดยใชแบบสังเกตการมีสมาธิของเด็กปฐมวัยฉบับเดียวกันกับที่ใชกอนการ
ทดลอง โดยทําการสังเกต 1 สปั ดาห ในวันพุธ และวนั ศกุ ร วนั ละ 20 นาทชี วงเวลา 10.10–10.30 น.
6. นําคะแนนทีไ่ ดจากการสังเกตการมสี มาธิของเด็กปฐมวัย ไปทําการวิเคราะหขอมลู ดวยวิธีทาง
สถิต
การวเิ คราะหขอมูล
1. หาคาทางสถิติพื้นฐานของระดับการมีสมาธิของเด็กปฐมวัยกอนและหลังการจัดกิจกรรมพับ
กระดาษโดยนําข้อมูลไปหาคะแนนเฉลย่ี
2. เปรียบเทียบการมีสมาธิของเด็กปฐมวัยกอน และหลังการจัดกิจกรรมพับกระดาษ เพื่อศึกษา
ผลของการจัดกิจกรรมพับกระดาษดวยแบบสังเกตการมีสมาธิของเดก็ ปฐมวัย
สถติ ิท่ใี ชในการวิจยั
การวิเคราะหขอมูลในการศกึ ษาคนควาครง้ั นี้ ผูวิจัยใชสถิติในการวิเคราะหดังนี้
1. สถติ ิท่ใี ชในการวเิ คราะหขอมูล
หาสถิติพื้นฐานของการมีสมาธิของเด็กปฐมวัยอายุระหวาง 5-6 ปกอนการทดลอง และหลังการ
ทดลอง โดยนาํ ขอมูลไปหาคาเฉลย่ี หาคาเฉล่ยี ของคะแนนโดยคํานวณจากสูตร (Mean)
̅ = ∑
เมอื่ ̅ แทน คาเฉลีย่
∑X แทน ผลรวมคะแนนทัง้ หมด
N แทน จํานวนนกั เรียน
2. การแปลผลระดบั พฤติกรรมการมสี มาธิ
การแปลผลระดบั พฤติกรรมการมีสมาธิของเด็กปฐมวยั ในการศึกษาคนควาครัง้ น้ีกําหนดการแปล
ผลในภาพรวม โดยใชเกณฑการแปลความหมายของระดบั คะแนนเฉลย่ี ตามเกณฑของเบสทดังตอไปน้ี
การมีสมาธิโดยรวม คะแนนเตม็ 15 คะแนน เกณฑการแปลผล ดงั น้ี
คะแนนระหวาง 12.1 - 15.00 หมายความวา การมีสมาธิ อยูในระดบั ดีเยยี่ ม
คะแนนระหวาง 09.1 - 12.00 หมายความวา การมสี มาธิอยใู นระดับดมี าก
คะแนนระหวาง 06.1 - 09.00 หมายความวา การมสี มาธิอยใู นระดับดี
คะแนนระหวาง 03.1 - 06.00 หมายความวา การมีสมาธิอยใู นระดับพอใช
คะแนนระหวาง 00.00 - 03.00 หมายความวา การมสี มาธอิ ยใู นระดับปรับปรงุ
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะหขอมลู
การศึกษาวิจัย เรื่อง ผลของการจัดกิจกรรมพับกระดาษที่มีตอการสรางสมาธิของเด็กปฐมวัยชน้ั
อนุบาลศึกษาปที่ 3 ห้อง 2 โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง(แช่มประชาอุทิศ) เพื่อใหการนําเสนอ
เปนไปตามลําดับขั้นตอน ผูวิจัยไดเสนอผลการวิเคราะหขอมูลตามลําดับดังนี้ คือ สัญลักษณที่ใชใน
การวิเคราะหขอมลู การนําเสนอผล การวิเคราะหขอมูล ผลการวเิ คราะหขอมลู
สัญลักษณทใ่ี ชในการวเิ คราะหขอมูล
ผูวจิ ยั ไดกาํ หนดใชสญั ลกั ษณตาง ๆ ในการวเิ คราะหขอมูลดังน้ี
N แทน จาํ นวนนักเรียน
̅ แทน คาเฉล่ีย
การนาํ เสนอผลการวิเคราะหขอมลู
การศกึ ษาคนควาครง้ั นีผ้ ูวิจัยไดแบงการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมลู ดงั นี้
ตอนที่ 1 ผลการศึกษาการมีสมาธขิ องเดก็ ปฐมวัยกอน และหลังไดรับการจดั กิจกรรมพบั กระดาษ
ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบการมีสมาธิของเด็กปฐมวัยกอน และหลังไดรับการจัดกิจกรรมพับ
กระดาษ
ผลการวิเคราะหขอมูล
ตอนท่ี 1 ผลการศกึ ษาการมสี มาธิของเด็กปฐมวัยกอน และหลังไดรับการจดั กจิ กรรมพับกระดาษ
โดยวเิ คราะหหาคาเฉลีย่ ผลปรากฏดงั ตาราง 4
ตาราง 4 ระดับการมสี มาธิของเดก็ ปฐมวัยกอน และหลังไดรบั การจดั กิจกรรมพับกระดาษ
การประเมนิ จาํ นวน ̅ ระดบั การมสี มาธิ
กอนการทดลอง 29 2.2 ปรับปรุง
หลังการทดลอง 29 13.35 ดเี ยีย่ ม
จากตาราง 4 พบวา คาเฉลี่ยการมีสมาธิของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลศึกษาปที่ 3 ห้อง 2 กอนการ
ทดลองมีคาเทากับ 2.2 ซึ่งการแปลผลระดับการมีสมาธิ อยูในระดับปรับปรุง และหลังการทดลองมี
คาเฉลี่ยเทากับ 13.35 การแปลผลระดับการมีสมาธิ อยูในระดับดีเยี่ยม แสดงวาระดับการมีสมาธิหลัง
การทดลองสูงกวากอนการทดลอง
ตาราง 5 พฒั นาการการมสี มาธิของเด็กปฐมวัย กอนและหลงั ไดรบั การจัดกิจกรรมพับกระดาษ และการ
จดั กิจกรรมในแตละสัปดาห
การมสี มาธิ จํานวน ̅ ระดบั การมีสมาธิ
2.2 ปรับปรงุ
กอนจัดกิจกรรม 29 2.2 ปรบั ปรุง
สัปดาหที่ 1 29 4.45 พอใช้
สปั ดาหท่ี 2 29 6.05 ดี
สปั ดาหท่ี 3 29 7.45 ดี
สัปดาหท่ี 4 29 8.6 ดี
สัปดาหที่ 5 29 10.4 ดมี าก
สปั ดาหที่ 6 29 11.55 ดมี าก
สปั ดาหที่ 7 29 13.15 ดเี ยี่ยม
สปั ดาหที่ 8 29 13.35 ดีเย่ยี ม
29
หลังจัดกจิ กรรม
จากตาราง 5 พบวา เดก็ ปฐมวัยชน้ั อนบุ าลศึกษาปที่ 3 ห้อง 2 ท่ไี ดรบั การจดั กิจกรรมพบั กระดาษ
มีสมาธใิ นแตละสปั ดาหสูงขึ้น เม่ือเปรยี บเทียบแตละสปั ดาหกป็ รากฏผลเชนเดียวกัน โดยสปั ดาห
หลังจัดกิจกรรม ( X =13.35) และสัปดาหที่ 8 ( X =13.15) มีสมาธิอยูในระดับดีเยี่ยม สัปดาหที่ 7 ( X
=11.55) สัปดาหที่ 6 ( X =10.4) มีสมาธิอยูในระดับดีมาก สัปดาหที่ 5 ( X =8.6) สัปดาหที่ 4 ( X
=7.45) และสัปดาหที่ 3 ( X =6.05) มีสมาธิอยูในระดับดี สัปดาหที่ 2 ( X =4.45) มีสมาธิอยูใน
ระดับพอใช สปั ดาหท่ี 1 ( X =2.2) และสัปดาหกอนจัดกิจกรรม ( X =2.2) มสี มาธิอยูในระดับปรบั ปรุง
ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบการมีสมาธิของเด็กปฐมวัยกอน และหลังไดรับการจัดกิจกรรมพับ
กระดาษ ผลปรากฏดังตาราง 6
ตาราง 6 ผลการเปรียบเทียบการมีสมาธขิ องเด็กปฐมวัยกอน และหลังไดรบั การจดั กิจกรรมพบั กระดาษ
การมสี มาธิของเด็กปฐมวัย กอนการทดลอง หลังการทดลอง
̅ ̅
1. มีความสนใจจดจอกบั สงิ่ 0.60 2.65
ท่ีทํา
2. มีความอดทนอดกลัน้ 0.45 2.70
3. มีความพยายาม 0.35 2.80
4. มชี วงความสนใจนาน 0.55 2.45
5. กระตอื รือรนกระฉบั กระ 0.25 2.50
เฉง
2.20 13.10
รวม
จากตาราง 6 แสดงใหเห็นวา การมีสมาธิของเด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัดกิจกรรมพับกระดาษ
โดยภาพรวม กอนและหลังการทดลอง การมีสมาธิของเด็กปฐมวัยกอนการทดลองอยูในระดับนอย
กวาหลังการทดลองซึ่งประกอบดวยการมีความสนใจจดจอกับสิ่งที่ทํา กอนการทดลอง (X =0.60)
หลังการทดลอง ( X =2.65) การมีความอดทนอดกลั้น กอนการทดลอง ( X =0.45) หลังการทดลอง
( X =2.70) การมีความพยายาม กอนการทดลอง (X =0.35) หลังการทดลอง (X =2.80) การมชี วงความ
สนใจนาน กอนการทดลอง (X =0.55) หลังการทดลอง (X =2.45) และการกระตือรือรน กระฉับกระเฉง
กอนการทดลอง (X =0.25) หลงั การทดลอง (X =2.50)
บทท่ี 5
สรปุ ผลการวิจัย การอภปิ รายผลและขอเสนอแนะ
การสรุปผลการวิจัย เรื่อง ผลการจัดกิจกรรมพับกระดาษที่มีตอการสรางสมาธิของเด็กปฐมวัย
ชั้นอนุบาลศึกษาปที่ 3 ห้อง 2 โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง(แช่มประชาอุทศิ ) ประกอบดวยสาระ
ท่สี าํ คัญ ดงั นี้
วตั ถุประสงคการวจิ ยั
1. เพื่อศกึ ษาการสรางสมาธขิ องเดก็ ปฐมวยั จากการจดั กจิ กรรมพบั กระดาษ
2. เพ่อื เปรียบเทยี บกิจกรรมพบั กระดาษที่มีตอสมาธิของเด็กปฐมวยั กอนและหลังการจัดกจิ กรรม
เครื่องมือทใ่ี ชในการวิจยั
1. แผนการจัดกจิ กรรมพบั กระดาษจํานวน 16 แผน
2. แบบสงั เกตการมีสมาธขิ องเดก็ ปฐมวัย
วธิ ีการดาํ เนินการวจิ ัย (โดยยอ)
1. สรางความคุนเคยกับเด็กเปนระยะเวลา 1 สัปดาห
2. จดั เตรียมสภาพแวดลอมภายในสถานที่ท่ที ําการทดลองใหเหมาะสม
3. จัดเก็บขอมูลพื้นฐานทุกดาน โดยการสังเกตการมีสมาธิจากการจัดกิจกรรมพับกระดาษของ
ประชากรจํานวน 29 คน เปนระยะเวลา 1 สัปดาห ไดแก วันพุธ และวันศุกร วันละ 20 นาทีโดยใช้
แบบสังเกตการมีสมาธิทีผ่ ูวิจยั สรางขน้ึ
4. ผูวิจัยดําเนินการทดลองดวยตนเอง โดยประชากรไดรับการจัดกิจกรรมพับกระดาษ จํานวน 16
แผน ใชเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห สัปดาหละ 2 วนั คอื วนั พุธ และวนั ศกุ รวนั ละ 20 นาที ช
วงระยะเวลา 10.10 – 10.30 น. รวมทัง้ สิ้น 16 ครั้ง
5. เมอ่ื ดาํ เนินการทดลองครบ 8 สัปดาห ผูวิจัยทาํ การสังเกตการมีสมาธิ(Posttest) กบั ประชากร
โดยใชแบบสงั เกตการมีสมาธฉิ บับเดยี วกันกับท่ีใชกอนการทดลอง โดยทาํ การสงั เกต 1 สปั ดาห ในวนั พธุ
และวนั ศุกร วนั ละ 20 นาที ชวงเวลา 10.10–10.30 น.
6. นําคะแนนทีไ่ ดจากการสังเกตการมสี มาธิ ไปทาํ การวิเคราะหขอมลู ดวยวธิ ีทางสถติ ิ
การเก็บรวบรวมขอมูล
1. หาคาทางสถิติพื้นฐานของระดับการมีสมาธิของเด็กปฐมวัยกอน และหลังการจัดกิจกรรม
พบั กระดาษ โดยนาํ ขอมลู ไปหาคะแนนเฉลีย่
2. เปรียบเทียบการมีสมาธิของเด็กปฐมวัยกอน และหลังการจัดกิจกรรมพับกระดาษ เพื่อศึกษา
ผลของการจดั กิจกรรมพับกระดาษดวยแบบสังเกตการมีสมาธิของเด็กปฐมวัย
สรุปผลการวิจยั
ผลการศึกษาการจัดกิจกรรมพับกระดาษที่มีตอการสรางสมาธิของเด็กปฐมวัยจําแนกตามวัตถุ
ประสงคพบวา
1. ผลการศึกษาการจัดกิจกรรมพับกระดาษที่มีตอการสรางสมาธิของเด็กปฐมวัยพบวา เด็กมี
สมาธิสูงขึ้นทุกคน โดยบางคนจะมีสมาธิคงเดิมอยูในระยะหนึ่ง แลวคอยเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นโดยใช
ระยะเวลาทแ่ี ตกตางกนั
2. ผลจากการเปรียบเทียบกิจกรรมพับกระดาษที่มตี อสมาธิของเด็กปฐมวัยกอน และหลังการจดั
กิจกรรมพบวา เด็กปฐมวัยมีสมาธิหลังการทดลองสูงกวากอนการทดลอง โดยคาเฉลี่ยกอนการจัด
กิจกรรมพับกระดาษมีคาเทากับ 2.2 และหลังการจัดกิจกรรมมีคาเฉลี่ยเทากับ 13.35 แสดงวาหลังการ
จดั กิจกรรมพับกระดาษเด็กปฐมวยั มีสมาธิเพิ่มมากขน้ึ
อภปิ รายผล
การวิจัยคร้ังนีม้ ีจุดมุงหมายเพือ่ ศึกษา และเปรียบเทยี บการมีสมาธิของเด็กปฐมวัยกอน และหลัง
การจัดกิจกรรมพับกระดาษ ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานท่ีตั้งไว แสดงใหเห็นวาการใชกจิ กรรมพับกระดาษ
สงผลใหเด็กมสี มาธิสงู ข้ึน และมีสมาธอิ ยูในระดับดีเย่ียม ทงั้ น้อี าจเนอื่ งมาจาก
1. การศึกษาการมีสมาธิของเด็กปฐมวัยกอน และหลังการจัดกิจกรรมพับกระดาษ จากการ
วิเคราะหขอมูลเพื่อเปรียบเทียบความแตกตางระหวางคาเฉลี่ยของคะแนน กอนและหลังการทดลอง
พบวา คาเฉลย่ี การมีสมาธิของเด็กปฐมวัย ชน้ั อนุบาลศึกษาปที่ 3/2 หลงั การทดลองไดเทากับ 13.35 ซึ่ง
สูงกวากอนการทดลอง ซึ่งไดเทากับ 2.2 จึงสอดคลองกับสมมติฐานที่ตั้งไว แสดงวา กิจกรรมพับ
กระดาษที่ผูวิจัยสรางขึ้นสามารถพัฒนาการมีสมาธิของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลศึกษาปที่ 3/2 ในดาน
ตอไปนี้ มีความสนใจจดจอกับสิ่งที่ทํา มีความอดทนอดกลั้น มีความพยายาม มีชวงความสนใจนาน
กระตือรือรนกระฉับกระเฉง ซึ่งกิจกรรมที่ผูวิจัยสรางขึ้นครั้งนี้เปนกิจกรรมที่สนุกสนาน เหมาะกับ
ความสนใจ สอดคลองกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย และเปนกิจกรรมที่เด็กไดเรียนรูผานการลงมือ
ปฏิบัติ สอดคลองกับดิวอ้ี (Dewey) และนักการศึกษากลุมมานุษยวิทยากลาววา การจัดประสบการณ
สาํ หรับเด็กปฐมวัย ควรจัดสง่ิ แวดลอมใหเปนธรรมชาตทิ ่ีสุด โดยใหเดก็ มีโอกาสเรียนรูการเลนการลงมือ
ปฏิบัติกิจกรรมดวยตนเอง กลาวคือ ไดสังเกตคนคว้า ทดลองกระทําสิ่งตาง ๆ ดวยตนเอง สมาธินั้นมี
ประโยชนตอคนที่ปฏิบัติ ทั้งทางดานรางกาย อารมณ สังคม และสติปญญาทําใหเด็กไดฝกจิต เพื่อให
ควบคุมพฤตกิ รรมของตนเองใหนง่ิ สงบ มีความม่นั คงทางจติ ใจ ทีพ่ รอมรบั รู และเรยี นรูส่ิงตาง ๆ ไดงาย
ซึ่งจะสงผลใหมีสติปญญาที่มีความจําดี ศิลปะบําบัดมีประโยชนในดานการพัฒนาอารมณ สติปญญา
สมาธิ ความคิดสรางสรรค ตงั้ ใจฟง มีความพยายาม ต้ังใจทํางาน ราเริงแจมใส อดทนอดกลัน้ นอกจากนี้
ยังเปนเครื่องมือสําคัญที่ชวยกระตุนการสื่อสาร และเสริมสรางทักษะทางสังคมดวย นับเปนทาง
เลือกในการดแู ลรักษารูปแบบหน่ึง ที่ชวยเสริมการดูแลรักษาโดยวธิ อี ืน่ ๆ เพื่อลดปญหา ทางอารมณ
และพฤติกรรม เสริมสรางศักยภาพ ในดานตาง ๆ ของกลุมเด็กพิเศษกลุมตาง ๆ รวมถึงเด็กที่มีปญหาด
านอารมณ หรือปญหาดานพฤติกรรม ศิลปะจึงเปนหนทางแหงการปลดปลอยอารมณ ความรูสึก
ความคดิ ความตองการของแตละคน
2. ผลจากการเปรียบเทียบการมีสมาธิของเด็กปฐมวัย กอนและหลังไดรับการจัดกิจกรรม
พับกระดาษพบวา การมีสมาธิทั้งโดยรวมและรายดานของเด็กปฐมวัยหลังการจัดกิจกรรมพับกระดาษ
สูงกวากอนการจัดกิจกรรมพับกระดาษ และการจัดกิจกรรมในแตละสัปดาหพบวา ดานมีความสนใจ
จดจอกับสง่ิ ทท่ี ํามีคาเฉล่ียกอนจัดกิจกรรมเทากับ 0.60 หลงั จดั กิจกรรมเทากบั 2.65 ดานมีความอดทน
อดกลั้นมีคาเฉลี่ยกอนจัดกิจกรรมเทากับ 0.45 หลังจัดกิจกรรมเทากับ 2.70 ดานมีความพยายามมีคา
เฉลี่ยกอนจัดกิจกรรมเทากับ 0.35 หลังจัดกิจกรรมเทากับ 2.80 ดานมีชวงความสนใจนานมีคาเฉลี่ย
กอนจัดกิจกรรมเทากับ 0.55 หลังจัดกิจกรรมเทากับ 2.45 ดานกระตือรือรนกระฉับกระเฉงมีคาเฉลี่ย
กอนจัดกิจกรรมเทากับ 0.25 หลังจัดกิจกรรมเทากับ 2.50 ทั้งนี้เนื่องจากการจัดกิจกรรมพับกระดาษ
เปนกิจกรรมทที่ าํ ใหเด็กไดฝกสมาธิ ดังนนั้ จงึ สงผลใหเดก็ มีคะแนนสงู ขึน้
ขอเสนอแนะ
1. ขอเสนอแนะในการนาํ ผลการวจิ ยั ไปใช
1.1 ควรนํากิจกรรมพับกระดาษที่ผูวิจัยสรางขึ้นไปใชใหเหมาะสมกับเด็กปฐมวัยชั้นปอื่น ๆ
เพือ่ พฒั นาสมาธขิ องเด็กใหสูงข้นึ
1.2 ควรนําเดก็ ท่ีมีสมาธบิ กพรองไปปรับปรงุ แกไขโดยการทํากิจกรรมพับกระดาษมากขนึ้
1.3 โรงเรยี นควรสงเสรมิ ใหครไู ดใชกจิ กรรมศลิ ปะเพ่ือสงเสรมิ ใหเดก็ มสี มาธิ ความคดิ สร
างสรรค สติปญญา ทกั ษะ และกระบวนการเรียนรูประสบการณตาง ๆ อยางกวางขวางมากขึ้น
2. ขอเสนอแนะในการศกึ ษาคนควาคร้งั ตอไป
2.1 ควรมีการศึกษาการสรางสมาธิของเด็กปฐมวัยเพื่อติดตามผลหลังการทดลองอยาง
ตอเนอื่ ง เพอื่ ดวู าเดก็ มสี มาธิดขี น้ึ อยางถาวรตลอดไปหรือไม
2.2 ควรมีการศึกษาผลของการกิจกรรมพับกระดาษที่ผูวิจัยสรางขึ้นกับตัวแปรอื่น ๆ เชน
พัฒนาการดานการเขยี น พัฒนาการดานสังคม และพัฒนาการดานการมรี ะเบียบวนิ ัย เปนตน
2.3 ควรศึกษาตัวแปรอื่น ๆ เกี่ยวกับเด็ก เชน อาชีพของครอบครัว ฐานะทางครอบครัว และ
ระดบั การศกึ ษาของผูปกครอง เพอ่ื ท่จี ะไดเห็นผลชดั เจนยิง่ ขึ้นเกีย่ วกบั สมาธเิ ด็กปฐมวยั
บรรณานุกรม
กลุ ยา ตนั ตผิ ลาชีวะ. (2551). นวตั กรรมกจิ กรรมการเรียนรู พบั กระดาษ เลม 2. กรุงเทพฯ:
บรษิ ทั เบรน-เบส บุคส จํากัด.
ณรงค ไกรเนตร. (2553). สนุกกบั 50 แบบพบั Sonobe Variations. กรงุ เทพฯ: จัดพมิ พโดย
Learn and Play MATHGROUP PHRANAKHON.
บัชชา ธนบญุ สมบัติ และเอกสทิ ธ เขมงวด. (2554). โอริงามิ เลม 2 กระดาษพบั อัศจรรย.
พมิ พคร้งั ที่ 1.กรงุ เทพฯ: สํานักพมิ พสารคดี.
ผจงจิตต ชางมงคล. (2553). ผลการจดั กิจกรรมศลิ ปะสรางสรรคดวยกจิ กรรมพับกระดาษทีม่ ีตอ
พฤติกรรมชอบสังคมของเด็กปฐมวัย. ปริญญานพิ นธ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรงุ เทพฯ:
บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถายเอกสาร.
พีรวสั นาคประสงค. (2548). ผลการใชกิจกรรมศลิ ปะประกอบบทเรียนเพือ่ เพม่ิ ความใสใจตอการ
เรยี นของเด็กสมาธสิ ้นั . ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร. ถายเอกสาร.
พรยุพรรณ พรสุขสวสั ด์ิ และปฤณัต แสงสวาง. (2543). การประดษิ ฐงานกระดาษ. กรงุ เทพฯ:
โรงพิมพครุสภาลาดพราว.
รัตนาภรณ เทพสนทิ และกติกา ทะนานทอง. (2537). ศลิ ปะการพับกระดาษ เลม 2. กรงุ เทพฯ:
สาํ นกั พมิ พสงเสริมอาชพี ธุรกิจ เพชรกะรัต.
วารินทพิ ย ศรีกลุ า. (2554). ผลของการใชกจิ กรรมพับกระดาษที่มตี อทักษะพน้ื ฐานทางคณิตศาสตร
ของเด็กปฐมวัย. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต (ปฐมวัยศกึ ษา) มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.
ถายเอกสาร.
พบั กระดาษรูปสัตวอยางงาย. (ม.ป.ป). เขาถงึ ไดจาก:
http://www.thaidiy.info/2014/07/blog-post_5455.html#.VNR_KuaUc0E.
พบั กระดาษรูปสัตวอยางงาย. (ม.ป.ป). เขาถงึ ไดจาก:
http://www.thaidiy.info/2014/07/blog-post_5455.html#.VNR_KuaUc0E.
สอนพบั กระดาษเวลาวางนะ. (ม.ป.ป). เขาถึงไดจาก:
http://bbs.eqplusmag.com/viewthread.php?tid=36796.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
คมู ือการใชแผนการจดั กจิ กรรมพบั กระดาษ
รายช่ือกจิ กรรมพบั กระดาษ
ตัวอยา่ งแผนการจัดกิจกรรมพบั กระดาษ
คมู อื การใชแผนการจัดกจิ กรรมพบั กระดาษ
หลกั การและเหตุผล
เด็กวยั 5-6 ป เปนวยั ทีเ่ ริ่มจะเรียนรู สมาธิจงึ เปนสิ่งสําคัญมากเพราะเปนปจจัยที่ทําใหเกิดการ
เรียนรูรอบตัวไดดี ทั้งนี้การจัดกิจกรรมพับกระดาษสําหรับเด็กปฐมวัยมีเปาหมายที่จะสงเสริมใหเด็ก
เกิดการมีสมาธิ
ในการจัดกิจกรรมใหกับเด็ก ครูจะตองคํานึงถึงความแตกตาง และความสามารถของแตละ
บุคคล ครูควรใหเวลากบั เด็กเพื่อใหเด็กเกดิ สมาธิ รวมท้ังใหแรงเสรมิ ดวยการกลาวคําชมเชยในขณะเด็ก
ลงมอื กระทาํ ดวยความพยาม
จุดมงุ หมาย
เพอื่ สงเสริมพฒั นาการดานสติปญญาการมสี มาธแิ กเด็กปฐมวัย จากการจดั กจิ กรรมพับกระดาษ
หลกั การจดั กิจกรรม
1. จัดกิจกรรมพับกระดาษ เปนระยะเวลา 8 สัปดาห สัปดาหละ 2 วัน ไดแก วันพุธ และวันศุกร
วนั ละ 20 นาที
2. วธิ ีการพบั เปนแบบงาย ๆ ไมซับซอน และเหมาะสมกบั เด็กปฐมวยั มที ั้งหมด 8 แบบ
3. ลักษณะของการพับแบงออกเปน 8 ชดุ แตละชดุ ใชเวลาสอน 1 สัปดาห จํานวน 2 วัน
วิธดี าํ เนนิ กจิ กรรม
1. ชอ่ื กิจกรรม
2. จุดมงุ หมายของกิจกรรม
3. วัสดุ-อปุ กรณทีใ่ ชในการทํากิจกรรม
4. ขั้นตอนในการดําเนนิ กจิ กรรม
4.1 ขัน้ นาํ
เปนการให ความรู เด็กก อนที่จะพับกระดาษ โดยการสนทนา และทําท าทาง
ประกอบการทองคําคลองจอง นิทาน เพลง และสนทนาไปสูสิ่งแวดลอมที่อยูรอบ ๆ ตัว รายละเอียดของ
สงิ่ ทีต่ องทาํ และอุปกรณท่ีใชมีอะไรบางใหเด็กทราบ
4.2 ขนั้ ดําเนนิ การ
เปนการสอนใหเด็กพับกระดาษเปนรูปรางตาง ๆ จากทีเ่ ด็กไดรับความรูไปพรอมทั้งใหเด็ก
สงั เกตการเปลย่ี นแปลงจากกระดาษที่พบั
4.3 ขั้นสรุป
ครแู ละเดก็ พดู คุยสนทนาเกีย่ วกบั กจิ กรรมและเลาผลงานของตนเอง
5. ข้ันประเมนิ ผล
ครคู อยสังเกตการมสี มาธิของเดก็ ปฐมวัยที่เกิดข้ึนในระหวางการจัดกจิ กรรมพับกระดาษ
แผนการจดั กจิ กรรมพบั กระดาษ
สัปดาหท่ี 1 วันพุธ
พับแมว
ชอ่ื กจิ กรรม แมวนอยแสนซน
จดุ มงุ หมาย
1. เพอ่ื ฝกสมาธใิ หเดก็ มีความสนใจ จดจอกับสง่ิ ท่ีทํา
2. เพอ่ื ฝกสมาธิใหเด็กมีความอดทนอดกลน้ั
3. เพ่ือฝกสมาธิใหเด็กมีความพยายาม
4. เพื่อฝกสมาธิใหเด็กมีชวงความสนใจนาน
5. เพอ่ื ฝกสมาธใิ หเดก็ มีความกระตือรอื รน กระฉับกระเฉง
วัสดุ – อุปกรณ
1. แบบพับภาพแมว
2. กระดาษขนาด 24x24 สีตาง ๆ
3. กาวลาเท็กซ สเี มจิก สเี ทียน สไี ม
4. กรรไกร
ขน้ั ตอนในการทาํ กิจกรรม
ขน้ั นํา
1. ครูแนะนําวัสดุ อุปกรณ รายละเอียดของสิ่งที่จะตองทํา และสนทนาไปสูสิ่งแวดลอมที่อยู
รอบ ๆ ตัว โดยครแู ละเด็กแลกเปลยี่ นความคิดเห็น
ขน้ั ดาํ เนินการ
2. ใหเด็กเลือกกระดาษสที ่ีชอบ ไวสาํ หรบั พับ
3. ครสู าธิตวธิ กี ารพับ
4. ครูและเด็กพับพรอมกัน โดยขณะทํากิจกรรม ครูใหเวลาแกเด็กพับกระดาษ และคอยให
กาํ ลังใจพรอม รับฟงความคิดเห็นของเด็ก
5. ครูคอยสังเกตการมสี มาธขิ องเดก็ ปฐมวัย
ขั้นสรปุ
6. ครแู ละเด็กพดู คยุ สนทนาเก่ียวกบั การทาํ กจิ กรรม พรอมนาํ เสนอผลงานของตนเอง
การประเมินผล
1. สงั เกตและประเมนิ การมสี มาธติ ามวัตถุประสงค
2. สังเกตและประเมินผลเด็กท่มี ีปญหาดานสมาธิ เพอ่ื ปรบั ปรงุ แกไขในครงั้ ตอไป
แผนการจัดกิจกรรมพับกระดาษ
สปั ดาหที่ 1 วนั ศกุ ร
พับแมว
ชื่อกจิ กรรม แมวนอยแสนซน
จุดมงุ หมาย
1. เพอ่ื ฝกสมาธิใหเด็กมีความสนใจ จดจอกบั สิง่ ทีท่ าํ
2. เพ่อื ฝกสมาธิใหเด็กมีความอดทนอดกลั้น
3. เพอ่ื ฝกสมาธิใหเด็กมีความพยายาม
4. เพอ่ื ฝกสมาธิใหเดก็ มีชวงความสนใจนาน
5. เพอ่ื ฝกสมาธใิ หเดก็ มีความกระตือรอื รน กระฉบั กระเฉง
วสั ดุ – อุปกรณ
1. แบบพับภาพแมว
2. กระดาษขนาด 24x24 สีตางๆ
3. กาวลาเท็กซ สีเมจิก สเี ทียน สไี ม
4. กรรไกร
ขัน้ ตอนในการทาํ กิจกรรม
ข้ันนาํ
1. ครูแนะนําวัสดุ อุปกรณ รายละเอียดของสิ่งที่จะตองทํา และสนทนาไปสูสิ่งแวดลอมที่อยู
รอบๆตวั โดยครูและเด็กแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็
ขั้นดําเนินการ
2. ใหเด็กเลอื กกระดาษสที ชี่ อบ ไวสาํ หรับพับ
3. ครสู าธติ วิธีการพับ
4. ครูและเด็กพับพรอมกัน โดยขณะทํากิจกรรม ครูใหเวลาแกเด็กพับกระดาษ และคอยให
กาํ ลงั ใจพรอมรับฟงความคิดเหน็ ของเดก็
5. ครูคอยสังเกตการมสี มาธิของเด็กปฐมวยั
ขั้นสรปุ
6. ครูและเดก็ พดู คุยสนทนาเก่ียวกบั การทาํ กิจกรรม พรอมนาํ เสนอผลงานของตนเอง
การประเมินผล
1. สังเกตและประเมินการมีสมาธิตามวัตถุประสงค
2. สงั เกตและประเมนิ ผลเด็กที่มีปญหาดานสมาธิ เพ่อื ปรับปรงุ แกไขในครัง้ ตอไป
แผนการจัดกิจกรรมพบั กระดาษ
สปั ดาหท่ี 2 วนั พธุ
พบั บาน
ช่ือกิจกรรม บานนาอยู
จุดมงุ หมาย
1. เพอ่ื ฝกสมาธิใหเดก็ มคี วามสนใจ จดจอกบั สิ่งท่ีทาํ
2. เพอ่ื ฝกสมาธใิ หเดก็ มีความอดทนอดกลน้ั
3. เพอื่ ฝกสมาธิใหเดก็ มคี วามพยายาม
4. เพื่อฝกสมาธิใหเดก็ มชี วงความสนใจนาน
5. เพอื่ ฝกสมาธิใหเด็กมคี วามกระตือรอื รน กระฉบั กระเฉง
วัสดุ – อปุ กรณ
1. แบบพับภาพบาน
2. กระดาษขนาด 24x24 สตี างๆ
3. กาวลาเท็กซ สเี มจกิ สีเทียน สไี ม
4. กรรไกร
ขัน้ ตอนในการทาํ กิจกรรม
ขน้ั นาํ
1. ครูแนะนําวัสดุ อุปกรณ รายละเอียดของสิ่งที่จะตองทํา และสนทนาไปสูสิ่งแวดลอมที่อยู่
รอบๆตวั โดยครแู ละเด็กแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็
ขน้ั ดําเนนิ การ
2. ใหเด็กเลอื กกระดาษสที ีช่ อบ ไวสําหรบั พบั
3. ครสู าธิตวิธกี ารพบั
4. ครูและเด็กพับพรอมกัน โดยขณะทํากิจกรรม ครูใหเวลาแกเด็กพับกระดาษ และคอยให
กาํ ลงั ใจพรอมรับฟงความคดิ เหน็ ของเดก็
5. ครคู อยสังเกตการมสี มาธขิ องเด็กปฐมวัย
ขั้นสรุป
6. ครูและเดก็ พูดคยุ สนทนาเกี่ยวกบั การทาํ กิจกรรม พรอมนาํ เสนอผลงานของตนเอง
การประเมนิ ผล
1. สังเกตและประเมนิ การมีสมาธิตามวัตถปุ ระสงค
2. สงั เกตและประเมนิ ผลเด็กที่มีปญหาดานสมาธิ เพอ่ื ปรบั ปรงุ แกไขในครงั้ ตอไป
แผนการจดั กิจกรรมพบั กระดาษ
สัปดาหที่ 2 วันศุกร
พบั บาน
ชือ่ กิจกรรม บานนาอยู
จดุ มงุ หมาย
1. เพอื่ ฝกสมาธิใหเดก็ มคี วามสนใจ จดจอกบั ส่ิงทีท่ าํ
2. เพ่ือฝกสมาธิใหเด็กมีความอดทนอดกล้ัน
3. เพอื่ ฝกสมาธใิ หเดก็ มีความพยายาม
4. เพื่อฝกสมาธิใหเด็กมีชวงความสนใจนาน
5. เพอ่ื ฝกสมาธิใหเด็กมคี วามกระตอื รอื รน กระฉับกระเฉง
วสั ดุ – อปุ กรณ
1. แบบพับภาพบาน
2. กระดาษขนาด 24x24 สีตางๆ
3. กาวลาเท็กซ สเี มจกิ สเี ทียน สไี ม
4. กรรไกร
ข้ันตอนในการทาํ กจิ กรรม
ขั้นนาํ
1. ครูแนะนําวัสดุ อุปกรณ รายละเอียดของสิ่งที่จะตองทํา และสนทนาไปสูสิ่งแวดลอมที่อยู
รอบๆตวั โดยครูและเด็กแลกเปลี่ยนความคิดเหน็
ขน้ั ดาํ เนินการ
2. ใหเด็กเลอื กกระดาษสีทีช่ อบ ไวสําหรับพับ
3. ครสู าธติ วิธกี ารพบั
4. ครูและเด็กพับพรอมกัน โดยขณะทํากิจกรรม ครูใหเวลาแกเด็กพับกระดาษ และคอยให
กําลงั ใจพรอมรบั ฟงความคิดเหน็ ของเด็ก
5. ครคู อยสงั เกตการมสี มาธขิ องเด็กปฐมวัย
ขัน้ สรปุ
6. ครแู ละเด็กพดู คยุ สนทนาเก่ยี วกบั การทํากิจกรรม พรอมนําเสนอผลงานของตนเอง
การประเมินผล
1. สงั เกตและประเมินการมีสมาธิตามวตั ถุประสงค
2. สงั เกตและประเมินผลเด็กที่มีปญหาดานสมาธเิ พ่อื ปรบั ปรุงแกไขในคร้งั ตอไป
ภาคผนวก ข
คูมือการใชเกณฑการใหคะแนนสมาธิเด็กปฐมวยั
แบบสงั เกตการมสี มาธิของเดก็ ปฐมวัย
คูมือการใชเกณฑการใหคะแนนสมาธขิ องเดก็ ปฐมวัย
คําช้แี จง
1. การมสี มาธขิ องเดก็ ปฐมวัยท่นี ํามาประเมนิ ใหคะแนน 0-3 คะแนน แบงเปน 5 ขน้ั ตอน ไดแก
1.1 มคี วามสนใจจดจอกับส่ิงท่ที าํ
1.2 มคี วามอดทนอดกล้ัน
1.3 มคี วามพยายาม
1.4 มีชวงความสนใจนาน
1.5 กระตอื รือรนกระฉับกระเฉง
2. กฎเกณฑการใหคะแนนสมาธิของเด็กปฐมวัยนํามาประเมินใหคะแนนโดยการสังเกตการปฏิบัติ
กจิ กรรมทที่ าํ แตละวันเปนเวลา 8 สัปดาห สปั ดาหละ 2 วนั ของวนั พธุ และวันศกุ ร
การใหคะแนน
ผูวิจัยเปนผูประเมนิ ใหคะแนน โดยใชกฎเกณฑการใหคะแนนสมาธิของเด็กปฐมวัยท่ีผูวิจัยสราง
ขึ้นดวยตัวเอง ดังนี้คือ ในชวงเวลาที่สังเกตเด็ก ขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมพับกระดาษเด็กมีสมาธิตรง
กับขอในชองระดับคะแนนใด ผูวิจัยจะเขยี นคะแนนลงไปในชองนนั้
คําอธบิ ายการใหคะแนนสมาธขิ องเด็กปฐมวยั ระดบั คะแนน
กฎเกณฑการใหคะแนนสมาธขิ องเด็กปฐมวยั
กฎเกณฑการใหคะแนนสมาธิของเดก็ ปฐมวัย
1. มีความสนใจจดจอกับสิ่งที่ทาํ
1.1 สนใจในงานที่ปฏิบตั ิอยูอยางจดจอ มสี มาธิ และเช่ือมโยงเร่ืองราวทีส่ ัมพันธกัน
1.2 สนใจในงานท่ีปฏิบัติอยูอยางจดจอ มีสมาธิ
1.3 สนใจในงานที่ปฏบิ ตั ิ แตไมมีสมาธิ
1.4 ไมสนใจในงานท่ีปฏิบตั ิ และไมมีสมาธ
2. มคี วามอดทนอดกลั้น
2.1 มีความอดทนกับส่ิงทีต่ นกําลงั ปฏบิ ตั ิ มสี มาธิ และเชอื่ มโยงเร่อื งราวท่ี
สมั พนั ธ์กัน
2.2 มีความอดทนกบั ส่ิงท่ตี นกาํ ลังปฏบิ ตั ิ มสี มาธิ
2.3 มีความอดทนกบั สิ่งทต่ี นกาํ ลงั ปฏบิ ัติ แตไมมสี มาธิ
2.4 ไมมคี วามอดทนกบั สง่ิ ทตี่ นกําลงั ปฏิบตั ิ และไมมีสมาธิ
3. มคี วามพยายาม
3.1 มคี วามพยายามท่ีจะปฏิบัติงานใหสําเร็จ มสี มาธิ และเชื่อมโยงเรอ่ื งราวที่
สัมพันธกัน
3.2 มีความพยายามที่จะปฏบิ ัติงานใหสาํ เรจ็ มีสมาธิ
3.3 มคี วามพยายามทจี่ ะปฏิบัติงานใหสําเรจ็ แตไมมสี มาธิ
3.4 ไมมคี วามพยายามท่ีจะปฏบิ ตั งิ านใหสาํ เรจ็ และไมมสี มาธ
4. มชี วงความสนใจนาน
4.1 มคี วามสนใจในส่งิ ทป่ี ฏิบตั เิ วลานาน มสี มาธิ และเช่อื มโยงเรื่องราวท่ี
สมั พันธกนั
4.2 มคี วามสนใจในส่งิ ทปี่ ฏบิ ตั ิเวลานาน มสี มาธิ
4.3 มีความสนใจในสง่ิ ทปี่ ฏิบตั ินอย
4.4 ไมมคี วามสนใจในสง่ิ ทป่ี ฏิบัติ และไมมสี มาธิ
5. กระตือรอื รนกระฉับกระเฉง
5.1 มีความกระตอื รือรน วองไวในการปฏบิ ตั ิงาน มสี มาธิและเชอื่ มโยงเรื่องราว
ท่ีสมั พันธกัน
5.2 มคี วามกระตอื รือรน วองไวในการปฏบิ ัตงิ าน มีสมาธิ
5.3 มีความกระตอื รอื รน วองไวในการปฏิบตั งิ าน แตไมมสี มาธิ
5.4 ไมมคี วามกระตือรือรน และไมมีสมาธใิ นการปฏบิ ัติงาน
แบบสังเกตการมสี มาธิของเด็กปฐมวยั
สัปดาหท.ี่ ..........วันท.ี่ ...........เดือน............................... พ.ศ. .............
ช่อื นกั เรยี น...............................................นามสกลุ ..........................................ชนั้ อนบุ าลศึกษาปที่ 3/2
สมาธขิ องเดก็ ปฐมวัย คะแนน
วนั พธุ วันศกุ ร์
1. มคี วามสนใจจดจอกับสงิ่ ที่ทํา
1.1 สนใจในงานท่ปี ฏิบตั ิอยูอยางจดจอ มีสมาธิ และ
เชื่อมโยงเรื่องราวท่ีสัมพันธกนั
1.2 สนใจในงานท่ีปฏบิ ตั อิ ยูอยางจดจอ มีสมาธิ
1.3 สนใจในงานท่ปี ฏบิ ัติ แตไมมสี มาธิ
1.4 ไมสนใจในงานที่ปฏิบตั ิ และไมมสี มาธิ
2. มีความอดทนอดกลั้น
2.1 มคี วามอดทนกับสิง่ ทต่ี นกาํ ลังปฏิบัติ มสี มาธิ และ
เช่ือมโยงเรื่องราวท่ีสมั พันธกัน
2.2 มีความอดทนกบั สงิ่ ที่ตนกําลงั ปฏิบัติ มสี มาธิ
2.3 มคี วามอดทนกบั สิง่ ทต่ี นกําลงั ปฏิบตั ิ แตไมมสี มาธิ
2.4 ไมมีความอดทนกบั ส่งิ ท่ีตนกําลังปฏบิ ัติ และไมมี
สมาธิ
3. มคี วามพยายาม
3.1 มคี วามพยายามที่จะปฏบิ ัตงิ านใหสาํ เร็จ มีสมาธิ
และเชือ่ มโยงเรือ่ งราวท่ีสมั พันธกนั
3.2 มีความพยายามทจี่ ะปฏบิ ตั งิ านใหสําเร็จ มสี มาธิ
3.3 มีความพยายามทจ่ี ะปฏิบตั งิ านใหสาํ เรจ็ แตไมมี
สมาธิ
3.4 ไมมคี วามพยายามทจ่ี ะปฏิบัติงานใหสําเรจ็ และไมมี
สมาธิ
4. มีชวงความสนใจนาน
4.1 มคี วามสนใจในสิ่งท่ปี ฏบิ ัตเิ วลานาน มสี มาธิ และ
เชอื่ มโยงเรื่องราวท่สี มั พันธกนั
4.2 มีความสนใจในสง่ิ ทีป่ ฏิบัติเวลานาน มสี มาธิ
4.3 มคี วามสนใจในส่ิงท่ีปฏิบัตนิ อย
4.4 ไมมคี วามสนใจในสง่ิ ท่ปี ฏบิ ตั ิ และไมมีสมาธิ
5. กระตือรือรนกระฉับกระเฉง
5.1 มคี วามกระตอื รือรน วองไวในการปฏบิ ตั งิ าน มสี มาธิ
และเชอื่ มโยงเร่อื งราวที่สมั พันธกนั
5.2 มีความกระตือรือรน วองไวในการปฏิบัตงิ าน มีสมาธิ
5.3 มคี วามกระตือรือรน วองไวในการปฏบิ ัตงิ าน แตไมมี
สมาธิ
5.4 ไมมีความกระตือรือรน และไมมีสมาธิในการปฏบิ ตั ิงาน
รวมคะแนน
ภาคผนวก ค
ตวั อยางภาพผลงานกิจกรรมพบั กระดาษ