รายงานการพิจารณาศึกษา สำนักกรรมาธิการ ๓ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 15 ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนา และขยายสื่อดีสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว
รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยายสื่อดี ส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ส านักกรรมาธิการ ๓ ส านักงานเลขาธิการวุฒิสภา
บันทึกข้อความ ส่วนราชการคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ที่ สว (กมธ ๓) ๐๐๑๙ /(ร ) วันที่ ธันวาคม ๒๕๖๓ เรื่อง รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว กราบเรียน ประธานวุฒิสภา ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจ าปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจ าวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุม วุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ วรรคสอง (๑๓)ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา เป็นคณะกรรมาธิการสามัญประจ าวุฒิสภาคณะหนึ่ง มีหน้าที่และอ านาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท ากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษา เรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมทั้ง ประสานกับองค์กรภายในประเทศ ต่างประเทศ ประชาคมภายในประเทศและนานาชาติ และองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส การส่งเสริมศักยภาพของชุมชนด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ การคุ้มครองและดูแลผู้ยากไร้ การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ต่อบุคคล การส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการสังคม การเสริมสร้างพลังทางสังคม การสร้างหลักประกัน ความมั่นคง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยรวม พิจารณาศึกษาติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด การปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ านาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันกรรมาธิการคณะนี้ ประกอบด้วย ๑. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. พลตรี โอสถ ภาวิไล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. นางทัศนา ยุวานนท์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๖. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ โฆษกคณะกรรมาธิการ ๗. นางผาณิต นิติทันฑ์ประภาศ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๘. นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๙. หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๐. นายพีระศักดิ์ พอจิต ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๑. นางประยูร เหล่าสายเชื้อ กรรมาธิการ ๑๒. นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ กรรมาธิการ ๑๓. นายมณเฑียร...
- ๒ - ๑๓. นายมณเฑียร บุญตัน กรรมาธิการ ๑๔. นายยุทธนา ทัพเจริญ กรรมาธิการ ๑๕. พลเอก วลิต โรจนภักดี กรรมาธิการ ๑๖. นายอ าพล จินดาวัฒนะ กรรมาธิการ บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ด าเนินการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนา และขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่องดังกล่าว ต่อวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๘ จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบและน าเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการต่อที่ประชุม วุฒิสภาต่อไป (นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์) ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา
บันทึกข้อความ ส่วนราชการคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ที่ สว (กมธ ๓) ๐๐๑๙ /(ร ) วันที่ ธันวาคม ๒๕๖๓ เรื่อง รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว กราบเรียน ประธานวุฒิสภา ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจ าปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจ าวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุม วุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ วรรคสอง (๑๓) ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา เป็นคณะกรรมาธิการสามัญประจ าวุฒิสภาคณะหนึ่ง มีหน้าที่และอ านาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท ากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษา เรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมทั้ง ประสานกับองค์กรภายในประเทศ ต่างประเทศ ประชาคมภายในประเทศและนานาชาติ และองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส การส่งเสริมศักยภาพของชุมชนด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ การคุ้มครองและดูแลผู้ยากไร้ การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ต่อบุคคล การส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการสังคม การเสริมสร้างพลังทางสังคม การสร้างหลักประกัน ความมั่นคง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยรวม พิจารณาศึกษาติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด การปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ านาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันกรรมาธิการคณะนี้ ประกอบด้วย ๑. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. พลตรี โอสถ ภาวิไล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. นางทัศนา ยุวานนท์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๖. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ โฆษกคณะกรรมาธิการ ๗. นางผาณิต นิติทันฑ์ประภาศ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๘. นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๙. หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๐. นายพีระศักดิ์ พอจิต ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๑. นางประยูร เหล่าสายเชื้อ กรรมาธิการ ๑๒. นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ กรรมาธิการ ๑๓. นายมณเฑียร... (ส าเนา)
- ๒ - ๑๓. นายมณเฑียร บุญตัน กรรมาธิการ ๑๔. นายยุทธนา ทัพเจริญ กรรมาธิการ ๑๕. พลเอก วลิต โรจนภักดี กรรมาธิการ ๑๖. นายอ าพล จินดาวัฒนะ กรรมาธิการ บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ด าเนินการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนา และขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่องดังกล่าว ต่อวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๘ จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบและน าเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการต่อที่ประชุม วุฒิสภาต่อไป (ลงชื่อ) วัลลภ ตังคณานุรักษ์ (นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์) ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ส าเนาถูกต้อง (นางสาวภิรมย์ นิลทัพ) ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุคนพิการ และผู้ด้อยโอกาส กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ ส านักกรรมาธิการ ๓ ส านักงานเลขาธิการวุฒิสภา ธรรมรัตน์ พิมพ์ โทรศัพท์ ๐ ๒๘๓๑ ๙๒๒๕ - ๖ ธรรมรัตน์/พิมพ์ปญา ทาน โทรสาร ๐ ๒๘๓๑ ๙๒๒๖ ภิรมย์ตรวจ
คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ พลตรี โอสถ ภาวิไล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม นางทัศนา ยุวานนท์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ โฆษกคณะกรรมาธิการ นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายพีระศักดิ์ พอจิต ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ
นางประยูร เหล่าสายเชื้อ กรรมาธิการ นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ กรรมาธิการ นายมณเฑียร บุญตัน กรรมาธิการ นายยุทธนา ทัพเจริญ กรรมาธิการ พลเอก วลิต โรจนภักดี กรรมาธิการ นายอ าพล จินดาวัฒนะ กรรมาธิการ
(ก) รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ________________________ ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจ าปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจ าวุฒิสภาตามข้อบังคับ การประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ วรรคสอง (๑๓) โดยมีหน้าที่และอ านาจเกี่ยวกับการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติกระท ากิจการ พิจารณาสืบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนา สังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งประสานกับองค์กรภายในประเทศ ต่างประเทศ ประชาคมภายในประเทศและนานาชาติ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับแนวทาง ความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส การส่งเสริมศักยภาพของชุมชนด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ การคุ้มครองและดูแลผู้ยากไร้ การส่งเสริม ความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล การส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการสังคม การเสริมสร้างพลังทางสังคม การสร้างหลักประกัน ความมั่นคง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยรวม พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ านาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยาย สื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว ต่อวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๘ ดังนี้ ๑. การด าเนินงานของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการได้ด าเนินการพิจารณาศึกษา ดังนี้ ๑.๑ คณะกรรมาธิการได้มีมติแต่งตั้งคณะท างานเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ ในเด็กและเยาวชน และมอบหมายให้ท าหน้าที่พิจารณาศึกษา ซึ่งคณะท างานคณะนี้ประกอบด้วย ๑) นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะท างาน ๒) นางธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก รองประธานคณะท างาน ๓) นายธนวัน ทองสุกโชติ คณะท างาน ๔) นายชาญวุฒิ วงศ์เพ็ง คณะท างาน ๕) นายมานะชัย บุญเอก คณะท างาน ๖) ผู้ช่วยศาสตราจารย์มรรยาท อัครจันทโชติคณะท างาน ๗) นางสาวกรรณิการ์ โต๊ะมีนา คณะท างาน ๘) นางศรีดา ตันทะอธิพานิช คณะท างาน ๙) นางนันทา ไวคกุล คณะท างาน ๑๐) นายตรี บุญเจือ คณะท างาน ๑๑) นางสาวประพิมพ์พรรณ สุวรรณกูฏ คณะท างาน ๑๒) แพทย์หญิงทิพาวรรณ บูรณสิน คณะท างาน
(ข) ๑๓) นายเสด็จ บุนนาค คณะท างาน ๑๔) นายสัจจะ โชคบุญส่งสวัสดิ์ คณะท างาน ๑๕) นางสาวสุดารัตน์ พงศ์อัมพรไกวัล คณะท างาน ๑๖) นางสุดใจ พรหมเกิด คณะท างาน ๑๗) นายจักกนิตต์ คณานุรักษ์ คณะท างาน ๑๘) นางสาวรัตนา จรูญศักดิ์สิทธิ์ คณะท างาน ๑๙) นางสาวปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา คณะท างาน ๒๐) นายรวิศุทธ์ คณิตกุลเศรษฐ์ คณะท างาน ๒๑) นางปิยะวดี พงศ์ไทย คณะท างาน และเลขานุการคณะท างาน ๒๒) นางสาวพิมพ์ปญา อติสิราวัชร์ คณะท างาน และผู้ช่วยเลขานุการคณะท างาน ๑.๒ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้มีมติแต่งตั้ง นางสาวภิรมย์ นิลทัพ นิติกรช านาญการ พิเศษ กลุ่มงานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา และนางธนยา สิงห์มณี นิติกรช านาญการ กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ ท าหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ การประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๘๗ ๒. วิธีการพิจารณาศึกษา ๒.๑ แต่งตั้งคณะท างานเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ในเด็กและเยาวชน โดยมีหน้าที่ในการพิจารณาศึกษาและจัดท ารายงานเกี่ยวกับข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยาย สื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ตลอดจนปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งข้อเสนอแนะด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดท าเป็นข้อเสนอต่อวุฒิสภา ๒.๒ จัดเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง “ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับ เด็ก เยาวชน และครอบครัว” เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุม หมายเลข ๒๓๐๔ ชั้น ๒๓ อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่น กรุงเทพมหานคร ๒.๓ ศึกษากฎหมาย ข้อมูล งานวิชาการ รายงานวิจัย และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ ๓. ผลการพิจารณาศึกษา คณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษา เรื่อง “ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยายสื่อดี ส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว” โดยคณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้คณะท างานเสริมสร้างการรู้เท่าทัน สื่อออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ด าเนินการพิจารณาศึกษากรณีดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมาธิการได้พิจารณา รายงานของคณะท างานด้วยความละเอียดรอบคอบแล้ว และได้มีมติให้ความเห็นชอบกับรายงานดังกล่าว โดยถือเป็นรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ
(ค) จากการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมาธิการจึงขอเสนอรายงาน การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ โดยมีรายละเอียดตามรายงานท้ายนี้ เพื่อให้วุฒิสภาได้พิจารณา หากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบด้วยกับผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ ขอได้โปรดแจ้งไปยัง คณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาและด าเนินการตามแต่จะเห็นสมควรต่อไป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนสืบไป (นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์) ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา
บทสรุปผู้บริหาร รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ได้ติดตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งเด็กและเยาวชนได้เปิดรับและใช้สื่อ หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งเด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มที่ใช้เวลากับสื่อมวลชนต่าง ๆ สูงมาก จึงได้ตระหนัก ถึงความส าคัญในการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ซึ่งเป็นประเด็นส าคัญ อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นปัจจัยส าคัญ ในการเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อส าหรับเด็กและเยาวชนในยุคความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล และเห็นควรพิจารณาศึกษาแนวทางการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อผลักดันให้มีพื้นที่สื่อส าหรับและเด็กและเยาวชนให้มากขึ้น อันจะน าไปสู่การส่งเสริมพัฒนาการ ทางการเรียนรู้ การปลูกฝังความคิด ความเชื่อ ค่านิยม และพฤติกรรมที่เหมาะสม คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา จึงได้แต่งตั้งคณะท างานเสริมสร้างการรู้เท่า ทันสื่อออนไลน์ในเด็กและเยาวชน เพื่อท าหน้าที่พิจารณาศึกษาและจัดท ารายงานเกี่ยวกับการส่งเสริม การรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งข้อเสนอแนะ ด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดท าเป็นข้อเสนอต่อวุฒิสภา โดยผลการพิจารณาศึกษาสถานการณ์ปัญหา พบว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่ใช้เวลากับสื่อมวลชนสูงมาก แต่เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ มิได้เปิดรับสื่อที่ผลิตขึ้นส าหรับเด็กและเยาวชน เนื่องจากสื่อส าหรับเด็กและเยาวชนของไทย มีจ านวนน้อยมาก อีกทั้งยังไม่หลากหลาย ไม่สามารถตอบสนองความสนใจและพัฒนาการของเด็ก ที่หลากหลายในแต่ละช่วงวัยหรือแต่ละกลุ่มความสนใจได้ นอกจากนี้ สื่อส าหรับเด็กและเยาวชน ของไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่เป็นที่สนใจของเด็กมากนัก อันเนื่องมาจากปัญหาทักษะของผู้ผลิตสื่อ งบประมาณในการผลิตสื่อ และความเข้าใจในจิตวิทยาเด็กของผู้ผลิตสื่อ แม้จะมีประกาศคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์ การจัดท าผังรายการส าหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ระบุไว้ชัดเจนในข้อ ๗ ว่าผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ต้องก าหนดให้ช่วงเวลาระหว่าง ๑๖.๐๐ - ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของทุกวัน และระหว่างช่วงเวลา ๐๗.๐๐ - ๐๙.๐๐ นาฬิกาของวันเสาร์และอาทิตย์ เป็นช่วงเวลา ออกอากาศรายการส าหรับเด็กและเยาวชน โดยจะต้องมีรายการส าหรับเด็กและเยาวชนในช่วงเวลา ดังกล่าวด้วยอย่างน้อยวันละหกสิบนาที แต่ที่ผ่านมา กลับปรากฏว่า ประกาศดังกล่าวไม่ได้น ามาใช้ ในการปฏิบัติซึ่งจากการส ารวจข้อมูลรายการที่ออกอากาศในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๗ พบว่า สถานีโทรทัศน์มีสัดส่วนรายการส าหรับเด็กและเยาวชนในช่วงเวลาตามประกาศ กสทช. เฉลี่ยเพียง ๓๗ นาที ครึ่งต่อวัน และเหลือเพียงวันละ ๑๙ นาทีครึ่งในเดือนกันยายน ๒๕๖๒ ในขณะที่สถานีวิทยุมีสัดส่วน รายการส าหรับเด็กและเยาวชนในช่วงเวลาตามประกาศ กสทช. เฉลี่ยเพียง ๕ นาทีต่อวันในเดือน กรกฎาคม ๒๕๕๗ และเหลือเพียงวันละ ๑ นาทีเท่านั้นในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
(๒) คณะกรรมาธิการจึงได้จัดท าข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ดังนี้ ๑. ขอให้รัฐบาลก าหนดให้เรื่องสื่อของเด็ก เยาวชน และครอบครัว เป็นวาระของชาติ ที่ต้องด าเนินการอย่างเร่งด่วน จริงจัง และต่อเนื่อง โดย ๑.๑ มีองค์กรรับผิดชอบหลัก ซึ่งอาจเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ท าหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการด าเนินการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันวาระเรื่อง สื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว จากนโยบายสู่การปฏิบัติให้เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม ๑.๒ องค์กรรับผิดชอบหลักต้องบรรจุบทบาทหน้าที่ดังกล่าวเป็นพันธกิจส าคัญ ขององค์กร มีแผนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน และเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการท างานขององค์กรนั้น ๑.๓ ก าหนดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนและช่องทางสื่อคุณภาพ หลากหลายทุกแพลตฟอร์มส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยค านึงถึงความหลากหลายของเด็ก และเยาวชนในทุกมิติ ๒. ขอให้ กสทช. ก ากับดูแลให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการด าเนินการตามประกาศ หรือแนวปฏิบัติขององค์กรเรื่องสื่อส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างจริงจัง ทั้งนี้ หาก กสทช. หรือองค์กรวิชาชีพสื่อต้องการปรับปรุงแก้ไขระเบียบหรือประกาศดังกล่าวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ปัจจุบัน ควรเร่งด าเนินการอย่างรวดเร็ว โดยเปิดโอกาสให้ภาคีที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะ เนื้อหาในประกาศหรือแนวปฏิบัติดังกล่าว และต้องอยู่บนพื้นฐานของการค านึงถึงเด็กและเยาวชน เป็นหลักมากกว่าเหตุผลด้านความอยู่รอดทางธุรกิจ ๓. ขอให้รัฐบาล และ กสทช. สนับสนุนการจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุ โทรทัศน์ส าหรับเด็กในรูปแบบของสื่อประเภทบริการสาธารณะ ซึ่งมีภาครัฐเป็นผู้ลงทุนหลัก และมีแนวทางด าเนินการดังต่อไปนี้ ๓.๑ แต่งตั้งคณะท างานเพื่อศึกษาแนวทางการจัดตั้งและรูปแบบการด าเนินงาน ที่ควรจะเป็นของสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ส าหรับเด็กที่สอดคล้องกับสังคมไทย โดยมีองค์ประกอบคณะท างานจากนักวิชาการ นักวิชาชีพ ผู้ท างานด้านเด็กและเยาวชน รวมถึงตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมด้วย ๓.๒ จัดสรรงบประมาณรายปีในสัดส่วนที่เพียงพอต่อการบริหารงานของสถานี วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ส าหรับเด็กให้เป็นสถานีที่มีคุณภาพระดับมืออาชีพ ๓.๓ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนารายการส าหรับเด็ก ได้แก่ ทุนส าหรับการผลิต รายการ ทุนส าหรับการพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตรายการ และทุนส าหรับการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ ความรู้ด้านเด็ก หรือพัฒนาการออกแบบสร้างสรรค์รายการเด็กที่มีคุณภาพ
(๓) ๓.๔ ในกรณีของสถานีวิทยุกระจายเสียง ขอให้ กสทช. พิจารณาการใช้คลื่น ๑ ปณ. FM ๙๘.๕ MHz ซึ่งอยู่ในความดูแลของส านักงาน กสทช. เพื่อน ามาใช้เป็นสถานีวิทยุประเภทบริการ สาธารณะส าหรับเด็ก ๓.๕ ในการบริหารงานสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ส าหรับเด็ก ควรเปิดให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เรื่องเด็ก/เยาวชน และการผลิตรายการส าหรับเด็ก/เยาวชน รวมถึงตัวแทนเยาวชน เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่สื่อของเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง สามารถผลิตสื่อได้ตรงตามความต้องการและความสนใจ ของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะน าไปสู่การสร้างเด็กและเยาวชนที่มีคุณภาพให้แก่สังคมไทยได้อย่างแท้จริง ๔. ขอให้รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการอ่านที่ชัดเจน ได้แก่ สวัสดิการหนังสือเพื่อเด็กแรกเกิด และ/หรือหนังสือหมุนเวียน ทุกครั้งของการฉีดวัคซีนให้เด็ก รวมถึงขยายพื้นที่สื่อการอ่านเพื่อการเรียนรู้ อาทิ การจัดตั้งธนาคารหนังสือ การเปิดพื้นที่ธนาคารหนังสือออนไลน์ ๕. ขอให้รัฐบาลมีนโยบายการเพิ่มพื้นที่กิจกรรมหลากหลายส าหรับเด็กให้ครอบคลุม ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เช่น ศูนย์การเรียนรู้ด้านต่าง ๆ พิพิธภัณฑ์เด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กที่มีคุณภาพ หรือพื้นที่กิจกรรมส าหรับเด็กและเยาวชนในการแสดงศักยภาพหรือความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่หลากหลาย (Kid & Youth Station Center) ๖. ขอให้รัฐบาลมีนโยบายส่ งเสริมการให้ความรู้เรื่องสื่อ การเลือกสรรสื่อที่ดี และการรู้เท่าทันสื่อ แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู รวมถึงผู้ที่ท างานเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ๗. ขอให้แหล่งทุนที่เกี่ยวข้องด้านสื่อ ได้แก่ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์ สาธารณะ (กทปส.) ก าหนดสัดส่วนการให้ทุนสนับสนุนสื่อส าหรับเด็กและเยาวชนเป็นตัวเลขที่ชัดเจนถาวร และมียุทธศาสตร์สนับสนุนสื่อส าหรับเด็ก โดยระบุตัวชี้วัดเชิงคุณภาพเป็นส าคัญ ได้แก่ ๗.๑ สามารถเพิ่มหรือขยายช่องทางการเผยแพร่สื่อให้เข้าถึงเด็กและเยาวชน ได้ครอบคลุมทั่วประเทศ ๗.๒ มีผลผลิตสื่อที่มีคุณภาพ ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย และสามารถตอบสนองความสนใจ ของเด็ก เยาวชน และครอบครัวที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ ๗.๓ สามารถพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิตสื่อส าหรับเด็กและเยาวชนที่สอดคล้อง กับบริบทสังคมไทย น าไปใช้ในทางปฏิบัติได้จริงและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ๘. ขอให้รัฐบาลออกมาตรการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนและภาคเอกชนเข้ามา ร่วมลงทุนเพื่อเด็กและร่วมสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้เช่น มาตรการทางภาษี (การลดหย่อนภาษี ส าหรับบุคคลหรือภาคเอกชนที่สนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์ส าหรับเด็ก) หรือมาตรการทางสังคม (การยกย่องหรือสนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคล ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมที่ผลิต ส่งเสริม หรือสนับสนุน สื่อสร้างสรรค์ส าหรับเด็กและเยาวชน) --------------------------------------------------
บทที่ ๑ บทน ำ ๑.๑ ควำมเป็นมำของกำรพิจำรณำศึกษำ ๑.๑.๑ ควำมส ำคัญของกำรลงทุนเพื่อเด็ก “เด็กเป็นผู้ที่ได้รับช่วงทุกสิ่งทุกอย่างต่อจากผู้ใหญ่ รวมทั้งภาระรับผิดชอบในการธ ารงรักษา ความผาสุกสงบของประชากรโลก ดังนั้น เด็กทุกคนจึงสมควรและจ าเป็นที่จะต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดู อย่างถูกต้องเหมาะสม ให้มีความสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ต่าง ๆ พร้อมทั้งการฝึกหัดขัดเกลา ความคิดจิตใจให้ประณีตเรียบร้อยสุจริต และมีปัญญาฉลาดแจ่มใสในเหตุผล” (พระราชด ารัสในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในงานปีเด็กสากล พุทธศักราช ๒๕๒๒) “ถ้าเด็กของเราเป็นอย่างไร โลกในอนาคตก็จะเป็นอย่างนั้น ฉะนั้น เราสร้างโลกอนาคตได้โดย การสร้างเด็กหรือผ่านทางเด็ก จงสร้างเด็กให้ดีที่เหมาะส าหรับที่จะไปสร้างโลกให้ถูกต้อง ให้งดงาม... สร้างเด็กอย่างถูกต้องเสียตั้งแต่บัดนี้เถิด อย่าปล่อยเด็กให้เป็นไปตามบุญตามกรรมเลย” (พุทธทาสภิกขุ) ค ากล่าวที่ว่า “เด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า” หรือ “ผู้ใหญ่ในวันนี้ คือ เด็กในวันวาน” ล้วน เป็นข้อความที่ท าให้สังคมตระหนักถึงพันธกิจส าคัญในการอบรมเลี้ยงดู และสร้างแหล่งเรียนรู้ที่ สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็ก ศำสตรำจำรย์เจมส์ แฮกแมน ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ได้เผยแพร่งานวิจัยเมื่อ ปี ค.ศ.๒๐๑๑ ว่า เด็กในช่วง ๐ - ๕ ปี หากได้รับการพัฒนาที่ถูกต้องและทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กจาก ครอบครัวที่ไม่พร้อม จะก่อให้เกิดผลตอบแทนต่อสังคม ร้อยละ ๗ - ๑๒ ทุกปี ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับ การลงทุนประเภทอื่น ดังนั้น หากภาครัฐลงทุนด้วยการให้โอกาสเด็กอย่างทั่วถึง สร้างแหล่งเรียนรู้ที่ สร้างสรรค์ วางรากฐานการเรียนรู้ ท าให้เด็กอ่านเป็น คิดเป็น รู้จักตัวเอง รู้จักโลก สามารถเลือก เป้าหมายในการด าเนินชีวิตของตนได้ ก็จะท าให้เด็กเหล่านั้น เติบโตขึ้นไปสู่ความเป็นพลเมืองใน ศตวรรษที่ ๒๑ (๒๑st Century Skills) จากข้อมูลของกรมการปกครอง ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วน ประชากรกลุ่มเด็กและเยาวชน อยู่ที่ประมาณ ๑ ใน ๓ โดยเป็นกลุ่มเด็กเล็ก ๐ - ๖ ปี ประมาณ ๔ ล้านคน ซึ่งช่วงวัยเด็กเล็กนี้เป็นช่วงเวลาของการวางรากฐานการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะเป็นช่วงวัยที่ ระบบประสาทและสมองเจริญเติบโตในอัตราสูงสุดกว่าร้อยละ ๘๐ ของชีวิตมนุษย์ และมีพัฒนาการทั้ง ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ แต่จากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาการเด็ก ปฐมวัยไทย ครั้งที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๖๐ (กรมอนามัย, ๒๕๖๑) กลับพบว่า มีเด็กไทยที่มีปัญหาพัฒนาการ สงสัยล่าช้าถึงร้อยละ ๓๒.๕ โดยเฉพาะพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบต่อการ พัฒนาด้านอื่น ๆ อาทิ การสื่อสาร อารมณ์ สังคม สติปัญญา
๒ ดังนั้น ภาครัฐจึงมีความจ าเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาแหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งในสภาวะปัจจุบัน แหล่งเรียนรู้ที่ส าคัญของเด็ก มิได้อยู่เพียงแค่ครอบครัว หรือ โรงเรียนเท่านั้น แต่ สถาบันที่มีบทบาทส าคัญยิ่งในการปลูกฝังค่านิยม ความคิด ทัศนคติ ตลอดจนจริยธรรมให้แก่เด็ก ก็คือ “สื่อมวลชน” โดยเฉพาะในยุคที่เด็กและเยาวชนต้องอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสื่อนานา ชนิดอย่างทุกวันนี้ ๑.๑.๒ ควำมจ ำเป็นที่ต้องมีสื่อส ำหรับเด็กและเยำวชน ปัจจุบัน เด็กและเยาวชนมีการรับสื่อที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นกลุ่มที่ใช้เวลากับสื่อมวลชน สูงมาก ดังข้อมูลผลส ารวจการใช้เวลาของประชากร พ.ศ. ๒๕๕๘ ของส านักงานสถิติแห่งชาติ ในหัวข้อ กิจกรรมในเวลาว่างของประชากร ตามตารางข้างล่างนี้ (เฉลี่ยนาทีต่อวัน) กิจกรรมในเวลาว่าง รวมกลุ่ม อายุ ๖ – ๑๔ ปี ๑๕ – ๒๔ ปี ๒๕ – ๕๙ ปี ๖๐ ปีขึ้น ไป การเข้าสังคมและมีส่วนร่วมในชุมชน ๙๔ ๗๖ ๙๗ ๘๖ ๑๒๑ การเข้าชมเหตุการณ์/สถานที่ด้าน วัฒนธรรม บันเทิง กีฬา ๑๗๘ ๑๗๐ ๑๖๗ ๑๙๗ ๑๕๙ งานอดิเรก การเล่นเกม และกิจกรรมยาม ว่างอื่น ๆ ๑๓๓ ๑๓๗ ๑๓๑ ๑๑๕ ๑๑๐ การมีส่วนร่วมกับกีฬาในร่มและกลางแจ้ง ๘๐ ๘๙ ๙๘ ๗๘ ๖๓ การใช้สื่อมวลชน ๑๙๑ ๒๑๗ ๒๐๒ ๑๗๒ ๒๒๘ - การอ่าน ๖๗ ๖๔ ๘๑ ๕๖ ๘๖ - การรับชมโทรทัศน์ ๑๘๐ ๒๐๖ ๑๗๙ ๑๖๕ ๒๑๔ - การรับชมวีดิทัศน์ ๑๒๔ ๑๒๒ ๑๒๒ ๑๓๐ ๑๑๘ - การฟังรายการวิทยุ ๙๘ ๑๐๔ ๗๕ ๘๐ ๑๑๒ - การฟังโสตสื่ออื่น ๆ ๗๖ ๘๒ ๘๒ ๖๗ ๙๔ - การท่องอินเทอร์เน็ต ดาวน์โหลด อัปโหลด ๑๒๒ ๑๑๖ ๑๓๔ ๑๐๙ ๑๔๘ อย่างไรก็ตาม การเปิดรับสื่อดังกล่าวของเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ มิใช่สื่อที่ผลิตขึ้นส าหรับเด็ก และเยาวชน เนื่องจากสื่อส าหรับเด็กและเยาวชนของไทยมีจ านวนน้อยมาก อีกทั้งยังไม่หลากหลาย ไม่ สามารถตอบสนองความสนใจและพัฒนาการของเด็กที่หลากหลายในแต่ละช่วงวัยหรือแต่ละกลุ่มความ สนใจได้ นอกจากนี้ สื่อส าหรับเด็กและเยาวชนของไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ยังไม่ค่อยเป็นที่สนใจของเด็ก มากนัก อันเนื่องมาจากปัญหาทักษะของผู้ผลิตสื่อ งบประมาณในการผลิตสื่อ และความเข้าใจในจิตวิทยา เด็กของผู้ผลิตสื่อ ปัญหาสื่อส าหรับเด็กและเยาวชนที่มีจ านวนน้อย และไม่เป็นที่สนใจของเด็กและเยาวชนไทยนั้น ส่งผลท าให้เด็กและเยาวชนได้เปิดรับสื่อที่ไม่ได้ผลิตมาเพื่อเด็กและเยาวชน จึงอาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม กับช่วงวัย ส่งผลกระทบทางลบได้ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ยังได้ให้ข้อมูลด้วยว่า สภาพการณ์ที่เป็น
๓ จริงของสังคมรอบตัวเด็กทุกวันนี้ คือ มีเด็กจ านวนมากที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับปู่ย่าตายาย ซึ่งอาจไม่ทราบถึงแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กภายใต้ภูมิทัศน์สื่อปัจจุบัน และปล่อยให้เด็กอยู่ อย่างโดดเดี่ยว มีเด็กจ านวนมากในปัจจุบันที่เล่นกับเด็กด้วยกันเองไม่เป็น หรือไม่ทราบว่าจะท ากิจกรรม อะไรที่บ้าน ในขณะที่เนื้อหาในสื่อจ านวนมากมีแต่ความรุนแรง ทั้งในสื่อประเภทข่าวข้อมูลข่าวสาร และ สื่อประเภทบันเทิง ส่งผลท าให้เกิดผลกระทบทางลบต่อเด็ก คือ ชอบใช้ความรุนแรงโต้ตอบ รู้สึก หวาดกลัวสังคม รู้สึกเคยชินกับความรุนแรงกับสิ่งที่ไม่เหมาะสมที่ได้พบเห็น ความเมตตาอยากช่วยคน อื่นลดลง และก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ทั้งความคิด การกระท า ค าพูด การแต่งกาย การสร้างระบบนิเวศสื่อที่เหมาะสมส าหรับเด็กและเยาวชนนั้น จ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสื่อ ส าหรับเด็กและเยาวชนในหลากหลายแพลตฟอร์ม หลากหลายเนื้อหา และหลากหลายรูปแบบการ น าเสนอ มิใช่มุ่งเน้นเพียงแค่สื่อประเภทใดประเภทหนึ่ง เพราะเด็กและเยาวชนต้องการพัฒนาการเรียนรู้ ของประสาทสัมผัสทุกด้าน เพื่อบูรณาการการท างานของสมองทุกส่วน ทั้งนี้ จากการประชุม IGARSS ๒๐๑๙ (IEEE Geoscience and Remote Sensing Society) ที่โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ได้สรุปข้อมูล จากการศึกษาพบว่า เด็กในปัจจุบันเปิดรับเฉพาะสื่อดิจิทัลออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งอาจส่งผลท าให้เด็กขาด พัฒนาการบางด้านที่สื่อดิจิทัลออนไลน์ไม่สามารถสร้างได้ นั่นคือ - การสร้างสายใยรัก การพัฒนามนุษย์ให้เป็นมนุษย์ - การสร้างแรงบันดาลใจ ความศรัทธา - จินตนาการ - จิตส านึก - คุณธรรมจริยธรรม ดังนั้น การให้เด็กได้ใช้สื่อที่หลากหลายจึงเป็นพื้นฐานที่จ าเป็นในการพัฒนาเด็ก เพื่อกระตุ้น ให้เด็กบูรณาการประสาทสัมผัส และท าให้การใช้สื่อนั้นสร้างสังคมของการอยู่ร่วมกัน สร้างปฏิสัมพันธ์ ระหว่างเด็กกับพ่อแม่ ครอบครัว เพื่อนมนุษย์ และสังคม ๑.๑.๓ สถำนกำรณ์เรื่องเด็กและเยำวชนไทยกับกำรรับสื่อ (๑) เด็กและเยำวชนกับกำรอ่ำน หนังสือเป็นพื้นฐานส าคัญในการพัฒนาทักษะทางภาษา ท าให้เด็กอ่านเป็น คิดเป็น ส่งผลต่อการ เรียนรู้อื่น ๆ แต่ผลส ารวจการอ่านของคนไทยปี ๒๕๖๑ ยังมีกลุ่มที่ไม่อ่านหนังสือเลยถึง ๑๓.๗ ล้านคน (๒๑.๒%) เป็นเด็ก ๖ - ๑๔ ปี กว่า ๗ แสนคน ด้วยเหตุผลคือ อ่านไม่ออก ไม่สนใจการอ่าน และไม่มีเงิน ซื้อหนังสือ นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ท าบันทึกข้อตกลงกับองค์การยูนิเซฟ (องค์การทุนเพื่อเด็กแห่ง สหประชาชาติ) ว่า ครอบครัวที่มีเด็กอายุ ๐ - ๓ ปี ควรมีหนังสืออย่างน้อย ๓ เล่ม แต่จากการส ารวจ ของส านักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับองค์การยูนิเซฟเมื่อปี ๒๕๖๑ กลับพบว่า มีเด็กปฐมวัยเข้าไม่ถึง
๔ หนังสือถึง ๑.๑ ล้านครัวเรือน ด้วยปัญหาคือ หนังสือเด็กมีราคาแพง และเด็กจ านวนมากในท้องถิ่น ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงหนังสือได้ ในวงการผู้ผลิตหนังสือส าหรับเด็กและเยาวชนเอง นอกจากพบปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิต หนังสือที่มีราคาแพงและขาดการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างจริงจังแล้ว ยังพบว่าผู้ผลิตหนังสือเด็กใน เมืองไทยจ านวนมากยังขาดองค์ความรู้และความเข้าใจทั้งในแง่ของเด็กและการท าหนังสือเด็กด้วย ทั้งนี้ ในโครงการจัดท าแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้และการอ่านของไทย พ.ศ.๒๕๕๙ - ๒๕๖๒ ได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อสร้างแรงจูงใจในการรักการอ่านไว้ว่า ควรมีหนังสือที่น่าสนใจ ราคาไม่แพง โรงเรียนก าหนดนโยบายชั่วโมงการอ่าน สร้างห้องสมุดให้มีบรรยากาศที่น่าอ่านหนังสือ ที่ส าคัญ คือ รัฐบาลต้องมีนโยบายส่งเสริมการอ่านที่จริงจังและรณรงค์ให้เกิดวัฒนธรรมการอ่านอย่างแท้จริง (๒) เด็กและเยำวชนกับกำรฟัง มีงานวิจัยมากมายที่ระบุว่าสื่อเสียงเป็นสื่อที่มีประโยชน์ในการพัฒนาสมอง อารมณ์ ความคิด เสริมสร้างจินตนาการ ทักษะทางภาษา และส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทั้งในแง่ของ ดนตรี และสื่อเสียงอื่น ๆ แต่กลับพบรายการวิทยุส าหรับเด็กและเยาวชนจ านวนน้อยมากในประเทศไทย เด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบันเปิดรับสื่อวิทยุค่อนข้างน้อย และเกือบทั้งหมดไม่เคยรับฟังรายการวิทยุ ส าหรับเด็กเลย นอกจากนี้ เด็กที่เปิดรับฟังวิทยุส่วนใหญ่ยังไม่มีโอกาสเป็นผู้เลือกเปิดรับฟังรายการวิทยุ ด้วยตัวเอง แต่ต้องรับฟังรายการที่ผู้ปกครองเป็นผู้เปิด ซึ่งรายการเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่รายการเด็ก โดยภาพรวมแล้ว แทบจะไม่มีรายการวิทยุส าหรับเด็กและเยาวชนบนพื้นที่สื่อวิทยุกระจายเสียง เลย ไม่ว่าจะเป็นสถานีวิทยุหลักหรือสถานีวิทยุท้องถิ่น ท าให้จ านวนรายการและสัดส่วนเวลาในการ ออกอากาศรายการวิทยุส าหรับเด็กมีน้อยมาก โดยคิดเป็นเวลาออกอากาศรายการวิทยุส าหรับเด็กใน ภาพรวมโดยเฉลี่ย (พ.ศ. ๒๕๕๕) เพียง ๑๔ นาทีต่อวัน แบ่งเป็นรายการส าหรับกลุ่มเด็กเล็ก ๓ - ๕ ปี เพียง ๒.๑๕ นาทีต่อวัน กลุ่มเด็ก ๖ - ๑๒ ปี เพียง ๔.๑๕ นาทีต่อวัน และกลุ่มวัยรุ่น ๑๓ - ๑๗ ปี เพียง ๗.๓๐ นาทีต่อวัน นอกจากจ านวนเวลาและสัดส่วนของรายการวิทยุส าหรับเด็กจะน้อยแล้ว ยังพบว่า การออกแบบเนื้อหาและรูปแบบการน าเสนอของรายการยังไม่สอดคล้องกับความสนใจของเด็กอีกด้วย ก่อนหน้านี้ สังคมเคยตื่นตัวอย่างมากกับการผลักดันให้มีสถานีวิทยุส าหรับเด็ก เยาวชน และ ครอบครัวโดยในปี ๒๕๕๒ รัฐบาลได้จัดสรรคลื่นวิทยุในก ากับของกรมประชาสัมพันธ์ ความถี่เอฟเอ็ม ๑๐๕ เมกะเฮิร์ตซ ให้เป็นสถานีวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นคลื่นสีขาวเพื่อเด็ก และครอบครัว) โดยทดลองออกอากาศเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๒ และออกอากาศอย่างเป็นทางการ วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ รวมทั้งได้มีการก่อตั้งชมรมวิทยุเด็ก เยาวชน และครอบครัวขึ้นด้วย อย่างไร ก็ตาม ในปี ๒๕๕๙ ทางกรมประชาสัมพันธ์ได้แบ่งคลื่นช่วง ๘.๐๐ - ๑๖.๐๐ นาฬิกา ไปให้เอกชน เช่าเวลา ท าให้รายการเด็กและครอบครัวที่เคยออกอากาศหลายรายการในคลื่นดังกล่าวต้องยุติลง นอกจากนี้ ตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดท าผังรายการส าหรับการให้บริการกระจายเสียง หรือโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ระบุไว้ชัดเจนในข้อ ๗ ว่า ผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงต้องก าหนดให้ ช่วงเวลาระหว่าง ๑๖.๐๐ - ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของทุกวัน และระหว่างช่วงเวลา ๐๗.๐๐ - ๐๙.๐๐ นาฬิกา ของวันเสาร์และอาทิตย์ เป็นช่วงเวลาออกอากาศรายการส าหรับเด็กและเยาวชน โดยจะต้องมีรายการ
๕ ส าหรับเด็กและเยาวชนในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยอย่างน้อยวันละหกสิบนาที แต่ที่ผ่านมา กลับปรากฏว่า ประกาศดังกล่าวไม่ได้น ามาใช้ในการปฏิบัติ โดยเฉพาะในสื่อวิทยุ ซึ่งจากการส ารวจข้อมูลรายการ ที่ออกอากาศในช่วงเวลาดังกล่าวของสถานีวิทยุหลักในกรุงเทพมหานคร ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๗ พบว่า มีสัดส่วนรายการส าหรับเด็กและเยาวชนในช่วงเวลาดังกล่าว เฉลี่ยเพียง ๕ นาทีต่อวัน ในขณะที่ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ มีสัดส่วนรายการส าหรับเด็กและเยาวชนในช่วงเวลาตามประกาศของ กสทช. เฉลี่ยเพียงวันละ ๑ นาทีเท่านั้น (๓) เด็กและเยำวชนกับกำรรับชมโทรทัศน์ แม้ว่าปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยจะเริ่มใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น แต่สื่อโทรทัศน์ก็ยังคงเป็นสื่อหลัก ของสังคมไทย เด็กและเยาวชนไทยจ านวนมากยังคงรับชมสื่อโทรทัศน์เป็นอันดับหนึ่ง ดังที่ปรากฏในผล ส ารวจของไทยพีบีเอสเรื่องพฤติกรรมการใช้สื่อของเด็ก พ.ศ. ๒๕๖๑ พบว่า เด็ก ๓ - ๖ ปี ยังคงรับชมสื่อ โทรทัศน์เป็นอันดับหนึ่ง ร้อยละ ๓๐ (รองลงไปคือ หนังสือ ร้อยละ ๒๑ และ Youtube ร้อยละ ๑๙) ส่วนเด็ก ๗ - ๑๑ ปี แม้จะใช้เวลากับ Youtube อันดับหนึ่ง ร้อยละ ๒๑ แต่ก็ยังมีเด็กที่รับชมสื่อโทรทัศน์ ที่ไม่น้อยกว่ากันนัก คือ ร้อยละ ๑๙ นอกจากนี้ ยังพบว่าหากมีรายการเด็กที่มีคุณภาพ อยู่ในช่วงเวลาที่เด็ก สามารถเข้าถึงได้ กลุ่มเด็กก็ยังคงเป็นกลุ่มผู้ชมส าคัญ ดังข้อมูลรายการ Super ๑๐ ซึ่งเป็นรายการเด็ก ช่วงเย็นวันเสาร์ สามารถมีสัดส่วนผู้ชม (rating) สูงสุดของโทรทัศน์ดิจิตอลในช่วงเวลาเดียวกันได้ โดยเป็นจ านวนกลุ่มผู้ชมอายุ ๔ - ๑๔ ปีสูงมาก แสดงให้เห็นว่าสื่อโทรทัศน์ยังคงเป็นสื่อหลักส าคัญของ เด็กไทย และเด็กไทยยังคงรับชมโทรทัศน์หากมีรายการที่มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการของเด็กได้ จริง อีกทั้ง สื่อวิทยุโทรทัศน์ยังเป็นสื่อที่สังคมและภาครัฐช่วยกันก ากับดูแลเนื้อหาได้อยู่ แม้ประเทศไทยจะก าหนดให้มีสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีระบบดิจิตอลที่มุ่งเน้นเนื้อหาเฉพาะส าหรับ เด็ก เยาวชน และครอบครัว แล้วแต่จากงานวิจัยของมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา (๒๕๕๘) กลับพบว่า สถานีโทรทัศน์ธุรกิจในหมวดดังกล่าวทั้ง ๓ ช่อง ยังไม่สามารถแสดงถึงศักยภาพของการเป็น สถานีโทรทัศน์ส าหรับเด็กและเยาวชนได้จริง และมีรายการส าหรับเด็กและเยาวชนที่ผลิตโดยผู้ผลิตไทย น้อยมาก ที่ส าคัญ แต่ละช่องต้องเผชิญวิกฤติด้านความอยู่รอดทางธุรกิจ ท าให้สุดท้ายต้องหยุด ออกอากาศทั้งสามช่อง นอกจากนี้ จากประกาศของส านักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์การจัดท าผังรายการส าหรับให้บริการกระจายเสียงหรือ โทรทัศน์ พ.ศ.๒๕๕๖ ที่ระบุให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่องต้องก าหนดช่วงเวลารายการที่เหมาะสมส าหรับเด็ก และเยาวชนในเวลา ๑๖.๐๐ - ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของทุกวัน และช่วงเวลา ๐๗.๐๐ - ๐๙.๐๐ นาฬิกา ของวันเสาร์อาทิตย์ โดยในช่วงเวลานี้ต้องเป็นรายการส าหรับเด็กและเยาวชนอย่างน้อยวันละ ๖๐ นาทีนั้น กลับไม่เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ โดยจากการส ารวจรายการในช่วงเวลาดังกล่าวของสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี ระบบดิจิตอลทุกช่อง (๒๕๕๗) พบว่า มีรายการส าหรับเด็กและเยาวชนในช่วงเวลาดังกล่าว เฉลี่ยเพียง ๓๗ นาทีครึ่งต่อวันเท่านั้น โดยคิดเป็นเวลาเฉลี่ยของรายการส าหรับเด็กวัย ๓ - ๕ ปี เพียง ๓ นาทีต่อวัน เด็กวัย ๖ - ๑๒ ปี เพียง ๒๘ นาทีต่อวัน และวัยรุ่น ๑๓ - ๑๗ ปี เพียง ๘ นาทีต่อวัน เท่านั้น ซึ่งภายหลังจากที่สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีระบบดิจิตอลหมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว
๖ ยุติการออกอากาศไป สัดส่วนการออกอากาศรายการส าหรับเด็กและเยาวชนในช่วงเวลาที่ประกาศให้ เป็นช่วงเวลาส าหรับเด็กและเยาวชนดังกล่าวช่วงเดือนกันยายน ๒๕๖๒ เหลือเพียง ๑๙ นาทีครึ่งเท่านั้น จากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น ท าให้ภาคีเครือข่ายทั้งนักวิชาชีพ นักวิชาการ และผู้ท างานด้านเด็ก เสนอให้มีสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีประเภทบริการสาธารณะเพื่อเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริงในเมืองไทย ด้วยเหตุผลว่า แม้เด็กและเยาวชนไทยจะเริ่มใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น แต่สื่อโทรทัศน์ก็ยังเป็นสื่อหลัก ที่ส าคัญ โทรทัศน์ยังเป็นสื่อที่สังคมและภาครัฐช่วยกันก ากับดูแลเนื้อหาได้อยู่ เป็นสื่อที่เข้าถึงเด็กและ เยาวชนทั่วประเทศ และการมีสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว ยังสามารถเป็นช่องทางของสื่อคุณภาพที่เหมาะสม กับการเรียนรู้ของเด็กทุกช่วงวัย เป็นห้องทดลองเพื่อวิจัยและพัฒนารายการส าหรับเด็กและเยาวชนของ ผู้ผลิตไทย และเป็นตัวช่วยของผู้ปกครองในการเลือกสรรสื่อที่มีคุณภาพส าหรับเด็กด้วย (๔) เด็กและเยำวชนกับสื่อออนไลน์ รายงานผลการส ารวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยส านักงาน พัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่า คนเจเนอเรชั่นแซด (ผู้ที่เกิด พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นต้นไป คือ อายุไม่เกิน ๑๖ ปี) ใช้อินเทอร์เน็ตในวันท างาน โดยเฉลี่ย ๕ ชั่วโมง ๔๘ นาที (ใช้โซเชียลมีเดีย ๓ ชั่วโมง ๔๒ นาทีต่อวัน / ชมโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฟังเพลงออนไลน์ ๓ ชั่วโมงต่อวัน / เล่นเกมออนไลน์ ๒ ชั่วโมง ๔๘ นาทีต่อวัน / อ่านหนังสือออนไลน์ ๒ ชั่วโมงต่อวัน) และใช้อินเทอร์เน็ตในวันหยุดโดยเฉลี่ย ๗ ชั่วโมง ๑๒ นาที (ใช้โซเชียลมีเดีย ๓ ชั่วโมง ๕๔ นาทีต่อวัน / ชมโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฟังเพลงออนไลน์ ๓ ชั่วโมง ๑๒ นาทีต่อวัน / เล่นเกมออนไลน์ ๓ ชั่วโมงต่อวัน / อ่านหนังสือออนไลน์ ๒ ชั่วโมง ๑๖ นาทีต่อวัน) นอกจากนี้ จากผลส ารวจการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กไทย ๘ - ๑๒ ปี ของส านักงานส่งเสริม เศรษฐกิจดิจิทัล ปี ๒๕๖๐ ยังพบข้อมูลด้วยว่า เด็กไทยใช้อินเทอร์เน็ต ๓๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ๓ ชั่วโมง ใช้โซเชียลมีเดียถึงร้อยละ ๙๘ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกร้อยละ ๑๒ และมีการใช้งาน สม่ าเสมอถึงร้อยละ ๕๐ โดยวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อโพสรูป โพสคอมเมนท์ ที่ส าคัญ เด็กไทยมีโอกาสเสี่ยง ต่อการถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyber Bullying) ถึงร้อยละ ๔๙ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกร้อยละ ๒ การใช้สื่อออนไลน์ในสัดส่วนที่สูงมากของเด็กและเยาวชนไทยในขณะที่ความสามารถในการรู้เท่า ทันสื่อของเด็กและเยาวชนอาจยังไม่มากนัก ท าให้เด็กและเยาวชนเกิดความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ทางลบจากการใช้สื่อ แม้ว่าในสื่อออนไลน์เองจะมีสื่อที่ดี เหมาะสมส าหรับเด็กและเยาวชนอยู่ แต่ก็ยังอยู่ ในสัดส่วนที่น้อย โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่ผลิตขึ้นเองในไทยซึ่งสอดคล้องกับบริบทและวัฒนธรรมไทย (๕) เด็กและเยำวชนกับสื่อกิจกรรม (สื่อออฟไลน์) นักการศึกษาให้ความส าคัญอย่างมากกับการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรงของเด็ก การที่เด็กและ เยาวชนมีพื้นที่เรียนรู้ทางกายภาพ อาทิ สนามเด็กเล่น พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ รวมถึงพื้นที่ที่เปิด โอกาสให้เกิดการปะทะสังสรรค์ทางความคิด หรือการแสดงความสามารถด้านต่าง ๆ นั้น จะเป็นสื่อ ส าคัญที่สร้างการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เป็นสิ่งจ าเป็นที่จะน าไปสู่การพัฒนาทักษะทุกด้านทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคม คุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนทักษะทางการสื่อสารที่มีต่อผู้คนจริง ๆ ในโลก กายภาพ
๗ อย่างไรก็ตาม พื้นที่เรียนรู้ส าหรับสื่อกิจกรรมดังกล่าวในประเทศไทยยังมีปริมาณค่อนข้างน้อย และไม่ทั่วถึง กระจุกตัวอยู่เพียงตัวเมืองใหญ่ ๆ ท าให้เด็กและเยาวชนไทยจ านวนมากขาดโอกาสในการ เรียนรู้ และขาดพื้นที่ในการค้นหาตัวตน ค้นหาศักยภาพที่เหมาะสมของตนเอง จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส จึงได้พิจารณาศึกษาสถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนา และขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว และจัดท าข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยาย สื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อเสนอต่อวุฒิสภา และรัฐบาลต่อไป ๑.๒ วัตถุประสงค์ของกำรพิจำรณำศึกษำ ๑.๒.๑ เพื่อศึกษาสถานการณ์ แนวทางการด าเนินงาน และสภาพปัญหาการพัฒนาและขยายสื่อ ดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัวในประเทศไทย ๑.๒.๒ เพื่อจัดท าข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว เสนอต่อวุฒิสภา รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๑.๓ ขอบเขตในกำรพิจำรณำ ๑.๓.๑ ศึกษาข้อมูล สถานการณ์ปัจจุบัน แนวทางการด าเนินงาน และสภาพปัญหาการพัฒนา และขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัวในประเทศไทย ๑.๓.๒ จัดท าข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๑.๔ วิธีกำรพิจำรณำศึกษำ ๑.๔.๑ คณะกรรมาธิการได้ตั้งคณะท างานเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ในเด็กและเยาวชน โดยมีหน้าที่ในการพิจารณาศึกษาและจัดท ารายงานเกี่ยวกับการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ในเด็ก และเยาวชน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรค รวมทั้ง ข้อเสนอแนะด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคณะท างาน ฯ ได้ด าเนินการประชุมเพื่อรับทราบข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอในการขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ๑.๔.๒ คณะกรรมาธิการได้จัดเสวนารับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบข้อมูล ข้อคิดเห็น เพื่อน ามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลประกอบการจัดท ารายงานพิจารณา ศึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพิจารณาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ให้ครบถ้วน สมบูรณ์ มากยิ่งขึ้น ๑.๔.๓ คณะกรรมาธิการได้ศึกษากฎหมาย นโยบายรัฐบาล เอกสารวิชาการ และรายงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดท ารายงานผลการพิจารณาศึกษา
๘ ๑.๕ ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ ๑.๕.๑ คณะกรรมาธิการได้รับทราบข้อมูล สถานการณ์ แนวทางการด าเนินงาน และสภาพ ปัญหาการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัวในประเทศไทย ๑.๕.๒ คณะกรรมาธิการได้จัดท าข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับ เด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อเสนอต่อวุฒิสภา รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎี นโยบาย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ๒.๑ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ๒.๑.๑ ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก พัฒนาการของมนุษย์มีแบบแผนและขั้นตอน การศึกษาแบบแผนและขั้นตอน ของพัฒนาการจะช่วยท าให้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ในแต่ละช่วงวัย สามารถคาดคะเนหรือพยากรณ์ พฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไป รวมทั้งสามารถหาแนวทางมาส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กได้เจริญเติบโต ได้อย่างสมบูรณ์ ความหมายของพัฒนาการ พัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างของร่างกาย และแบบแผนของ ร่างกายทุกส่วน การเปลี่ยนแปลงนี้จะก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ เป็นขั้นตอน จากระยะหนึ่งไปอีกระยะหนึ่ง ท าให้เด็กมีลักษณะ และความสามารถใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งมีผลท าให้เจริญก้าวหน้าตามล าดับ ทั้งทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา (สุชา จันทน์เอม, ๒๕๔๒ : ๔๐ ) พัฒนาการ หมายถึง การเพิ่มหรือการเปลี่ยนแปลงทางด้านคุณภาพ เช่น การพัฒนาการ ตามล าดับของการเคลื่อนไหวของทารก จากการที่ทารกสามารถคว่ าต่อมาสามารถคลาน สามารถยืน และสามารถเดินได้ เป็นพัฒนาการที่สัมพันธ์ต่อเนื่องกันและต้องอาศัยความพร้อมร่วมกันของระบบ หลาย ๆ อย่างในร่างกาย เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาท เป็นต้น พัฒนาการเป็นการเจริญเติบโต เพื่อน าไปสู่การมีวุฒิภาวะ (Maturation) ความหมายของการเจริญเติบโต การเจริญเติบโต หมายถึง การเพิ่มหรือการเปลี่ยนแปลงทางด้านปริมาณ เช่น การเพิ่ม ของส่วนสูง การเพิ่มของน้ าหนัก การเพิ่มขนาดของอวัยวะ เช่น แขน ขา ล าตัวหรือขนาดของสมอง เป็นต้น การเจริญเติบโต หมายถึง การเปลี่ยนแปลงด้านขนาด ส่วนสูง น้ าหนัก และสัดส่วนในร่างกาย ของบุคคล ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในแง่ที่เจริญขึ้น ดีขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ค า ว่ า “ค ว ามเจ ริญเติบโต และพัฒน าก า ร” มีค ว ามหม ายที่คล้ ายกัน คือ ความเจริญเติบโต (Growth) หมายถึง ความเปลี่ยนแปลงในด้านขนาด รูปร่าง สัดส่วน ตลอดจนกระดูก และกล้ามเนื้อ เมื่อเราพูดถึงความเจริญเติบโตของมนุษย์ เรามักหมายถึง การที่บุคคลมีน้ าหนักเพิ่มขึ้น มีส่วนสูงเพิ่มขึ้น แต่ถ้าพูดถึงพัฒนาการ (Development) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทั้งในด้าน โครงสร้าง (Structure) และแบบแผน (Pattern) ของอินทรีย์ทุกส่วน การเปลี่ยนแปลงนี้จะก้าวหน้าไป เรื่อย ๆ เป็นขั้น ๆ จากระยะหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่ง เพื่อที่จะไปสู่วุฒิภาวะท าให้อินทรีย์มีลักษณะ เปลี่ยนแปลงไปและมีความสามารถใหม่ ๆ ขึ้นมา
๑๐ หลักทั่วไปของพัฒนาการ (Principles of Growth Development) ๑. การพัฒนาการเป็นไปตามแบบแผน (Pattern) ในการพัฒนาการของมนุษย์หรือสัตว์ ก็ตาม จะมีแบบแผนเป็นระยะๆ มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เช่น เด็กสามารถคว่ าได้ก่อนคลาน คลานได้ก่อนเดิน เป็นต้น หลักการพัฒนาการของเด็กจะแบ่งออกเป็น ๒ ทิศทาง (Directions) คือ (๑) Cephalo - caudal direction คือ การพัฒนาจากส่วนบนลงมาหาส่วนล่าง เช่น เด็กทารกจะสามารถใช้อวัยวะบริเวณศีรษะก่อน แล้วค่อยๆ เลื่อนลงมาที่ล าตัว และลงมาส่วนขา เป็นต้น (๒) Proximo - distal direction คือ การพัฒนาการที่เริ่มจากแกนกลางตัวออกไป ยังข้างล าตัว เช่น เด็กก่อนที่จะใช้มือหยิบจับอะไรจะใช้ท่อนแขนก่อน แล้วจึงค่อย ๆ พัฒนาการ การใช้มือและนิ้วมือตามล าดับ ๒. การพัฒนาการเริ่มจากส่วนใหญ่ไปหาส่วนย่อย หรือจากพฤติกรรมทั่วไปไปหา พฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ในเด็กทารกมีการเคลื่อนไหวทั้งตัว ก่อนการเคลื่อนไหวส่วนใด ส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือการออกเสียงจะออกเสียงอือ ออ ก่อนที่จะเป็นค าเฉพาะเจาะจงลงไป ๓. พัฒนาการจะต่อเนื่องกันโดยไม่มีการหยุดหรือขาดตอนการพัฒนาการของอวัยวะ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา และพัฒนามาเรื่อยไม่มีการหยุดยั้ง การที่เรามีฟันขึ้นไม่ใช่เพิ่งมา พัฒนาตอนที่เรามีฟันขึ้น แต่พัฒนามาตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์ โดยฟันอยู่ในเหงือกซึ่งเรามองไม่เห็น การพัฒนาเป็นสายต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งที่อาจได้รับอิทธิพล จากสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อพัฒนาการ เช่น การขาดสารอาหารตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา หรือขาดอาหารตอนเป็นทารกจะส่งผลต่อพัฒนาการ ทางสมองและสติปัญญาเมื่อเติบโตขึ้น ๔. อัตราการพัฒนาของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่ส าคัญ ๒ ประการ คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เราจะได้พบว่า เด็กบางคนมีการเจริญเติบโตเร็ว บางคนโตช้า เพราะมีพันธุกรรมต่างกันหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมต่างกัน ๕. อัตราการพัฒนาการของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแตกต่างกัน อวัยวะหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมีอัตราการเจริญเติบโตต่างกัน เช่น มือ เท้า จะเจริญเติบโตถึงขีดสุดในวัยรุ่น การคิดค านึง การคิดสร้างสรรค์จะเจริญอย่างรวดเร็วในระหว่างวัยเด็กและถึงขีดสุดเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ๖. พัฒนาการทุกด้านจะสัมพันธ์กัน และเราสามารถท านายพัฒนาการของเด็กได้ พัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา มักจะมีการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหมด ถ้าด้านหนึ่งด้านใดบกพร่อง ด้านอื่นก็จะบกพร่องไปด้วย เช่น ถ้ามีพัฒนาการทางร่างกายไม่ดีก็ย่อมมีผล กระทบกระเทือนต่อการพัฒนาการทางอารมณ์ เช่น อารมณ์เสียบ่อย หงุดหงิด มีผลกระทบต่อ พัฒนาการทางสังคม เช่น ไม่กล้าติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่น ขาดความมั่นใจในตนเอง มีผลกระทบต่อ พัฒนาการทางสติปัญญา เด็กจะไม่กล้าคิดวิเคราะห์ จะเห็นว่าเราสามารถท านายพัฒนาการของเด็กได้ ว่าเด็กจะมีปัญหาอะไร ได้บ้างและเติบโตขึ้นจะเป็นคนที่มีลักษณะอย่างไร โดยอาศัยแนวโน้มของ พัฒนาการที่เกิดในปัจจุบัน ๗. การพัฒนาการแต่ละวัยมีลักษณะเฉพาะตัวเองในเด็กแต่ละวัยจนถึงวัยผู้ใหญ่ พฤติกรรมในแต่ละวัยย่อมแตกต่างกันไป เช่น ในวัยเด็กการกระโดดโลดเต้น การถามซ้ า ๆ เป็น
๑๑ พฤติกรรมที่เป็นลักษณะเฉพาะวัย เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ลักษณะเหล่านี้จะหายไปแต่จะมีลักษณะเฉพาะ วัยอย่างอื่นเกิดขึ้นมาแทน เช่น มีลักษณะสุขุมรอบคอบ เป็นต้น ๘. เด็กปกติทั่วไป จะผ่านการพัฒนาการทุกขั้นตอนอย่างสะดวก จนอายุประมาณ ๒๑ ปี จึงจะเจริญเต็มที่ทุก ๆ ด้าน การพัฒนาการขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะและการเรียนรู้ วุฒิภาวะท าให้เกิดความ พร้อมของร่างกายที่จะท าให้มีความสามารถในการกระท าอย่างหนึ่งได้ การเรียนรู้จะช่วยฝึกฝนท าให้เกิด ความช านาญ ทั้งวุฒิภาวะและการเรียนรู้เป็นของคู่กัน การเรียนรู้ต้องอาศัยวุฒิภาวะอยู่มาก เช่น ถ้าเรา ฝึกหัดเด็ก ๒ ขวบให้เขียนหนังสือย่อมเป็นไปได้ยากมาก ทั้งนี้ เพราะเด็กยังไม่มีวุฒิภาวะ ในความสามารถที่จะเขียนได้ เนื่องจากร่างกายยังไม่พร้อม กล้ามเนื้อมือ ๕ นิ้วยังไม่แข็งแรงพอ ความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเช่น การเคลื่อนไหวของมือและตายังไม่สัมพันธ์กันดีพอ ถึงจะสอนให้เขียนก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากเด็กยังมีวุฒิภาวะไม่พร้อม ดังนั้น เราควรดูว่าเด็กพร้อมหรือ ยังที่จะฝึกหัดท างานอย่างใดอย่างหนึ่ง การเร่งสอนไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์เสมอไป แต่อาจท าให้ เกิดผลเสียได้ เช่น อาจท าให้เด็กท้อหรือวิตกกังวลในเรื่องการเรียนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียน ในอนาคตได้ ๒.๑.๒ แนวคิดเรื่องสื่อที่เหมาะสมส าหรับเด็ก สื่อที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก ผู้ผลิตต้องพิถีพิถัน และระมัดระวังอย่างมาก ในการน าเสนอ สมาคมการกระจายเสียงของสหรัฐอเมริกา (National American Broadcasters - NBA) ได้วางระเบียบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับรายการส าหรับเด็กไว้ดังนี้ - ต้องเป็นเรื่องที่สะอาดในจิตใจของเด็ก ไม่น าเรื่องความริษยา การกลั่นแกล้ง การชิงดีชิงเด่นมาน าเสนอ เพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เด็ก - ต้องไม่แสดงความน่าเกลียดน่ากลัว ซึ่งจะท าให้เด็กรู้สึกหวาดผวา และส่งผล ให้กลายเป็นเด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง - ต้องไม่เป็นเรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์ เพราะจะท าให้เด็กเกิดความเชื่อในเรื่อง ภูตผีปีศาจ หรือเรื่องที่ไร้สาระต่าง ๆ ส่วนทางสถานีโทรทัศน์ NHK ของประเทศญี่ปุ่น ใช้วิธีท างานร่วมกับครูในโรงเรียน เพื่อผลิตรายการโทรทัศน์ในรูปแบบของสื่อการสอนที่มีเนื้อหาตรงตามหลักสูตร ตั้งแต่ระดับ ประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ท าให้โรงเรียนเกือบทุกแห่งในญี่ปุ่นใช้รายการของ NHK ประกอบบทเรียนในห้องเรียน โดยแบ่งเป็นรายการส าหรับเด็กก่อนวัยเรียน รายการส าหรับเด็กวัย ประถมศึกษาตอนต้น ประถมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นต้น ทั้งนี้ ทาง NHK มีข้อก าหนดในการสร้างสรรค์รายการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพเพื่อเด็กและเยาวชน ดังนี้ - ภาพและเสียงต้องมีการน าเสนออย่างสมเหตุสมผล - ต้องให้ความรู้ความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารอย่างลึกซึ้ง ก่อให้เกิดความรู้สึกด้าน สุนทรียะ ยกระดับชีวิต และส่งเสริมให้เติบโตทั้งสุขภาพกายและใจ - การผลิตรายการต้องค านึงถึงคุณภาพและความหลากหลายของความต้องการของ ผู้รับสาร ความแตกต่างตามพัฒนาการของแต่ละวัย
๑๒ - รายการต้องไม่กระตุ้นหรือเร่งเร้าเด็กและเยาวชน แต่เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กและ เยาวชนเกิดความรู้สึกต้องการช่วยเหลือสังคมในแนวทางต่าง ๆ เอง รวมถึงช่วยให้ เด็กซึมซับลักษณะที่ดีติดตัวไปด้วย - หลีกเลี่ยงการน าเสนอความรุนแรงแก่เด็กและเยาวชน - รับฟังความคิดเห็นของเด็ก และเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในรายการด้วย สันติ เกษมสิริทัศน์ได้อธิบายถึงหลักส าคัญที่ผู้สร้างสรรค์รายการโทรทัศน์เด็กจะต้องค านึงถึง ๑๕ ประการ ได้แก่ ๑. วัยของเด็ก (Age) วัยของเด็กมีผลต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม รวมทั้งการรับรู้ การคิด การท าความเข้าใจ การตีความหมาย การแสดงออก การมีส่วนร่วมของเด็ก ดังนั้น การเข้าใจธรรมชาติ ความสนใจ ความต้องการของเด็ก จะท า ให้ผู้สร้างสรรค์รายการสามารถออกแบบรายการส าหรับเด็กได้อย่างเหมาะสม ๒. ความสนใจของเด็ก (Interesting) เมื่อทราบวัยของเด็กแล้ว ผู้สร้างสรรค์รายการควรศึกษา ค้นคว้า และระบุถึงปัจจัยด้านความสนใจของเด็กในวัยที่จะก าหนดให้เป็นกลุ่มเป้าหมายว่า เด็กสนใจอะไรเป็นพิเศษ เช่น สนใจเรื่องธรรมชาติ สนใจเรื่องสัตว์ สนใจศิลปะ ฯลฯ ๓. ความต้องการของเด็ก (Needs) เด็กมีความต้องการแตกต่างกัน เด็กวัยหนึ่งอาจต้องการ เล่นด้วยการเคลื่อนไหวทางร่างกาย แต่เด็กอีกวัยอาจต้องการเป็นผู้รับฟังเพียงอย่างเดียว เด็กวัยหนึ่งอาจต้องการการแสดงออก แต่เด็กอีกวัยอาจต้องการเก็บตัวเงียบ ฯลฯ ผู้สร้างสรรค์รายการจึงควรศึกษาให้เข้าใจถึงความต้องการของเด็กแต่ละวัยที่ก าหนดเป็น กลุ่มเป้าหมาย ๔. ความง่ายต่อการรับรู้และเข้าใจ (Simple) เด็กมักมีข้อจ ากัดในการรับรู้และตีความหมาย เนื่องจากยังขาดการเรียนรู้ ขาดประสบการณ์ต่อโลกภายนอก การสร้างสรรค์รายการ ส าหรับเด็กจึงต้องยึดหลักความง่าย กล่าวคือ ง่ายต่อการรับรู้ ง่ายต่อการเข้าใจ ไม่ซับซ้อน ไม่เป็นนามธรรมนัก จริงอยู่ที่เด็กเมื่อโตขึ้นอาจมีความสามารถในการเข้าใจสิ่งที่เป็น นามธรรมก็ตาม แต่ก็เข้าใจได้เพียงบางเรื่องเท่านั้น มิใช่เข้าใจทั้งหมด รวมทั้งผู้รับสารก็มี ความหลากหลายแตกต่างกัน การน าเสนอจึงต้องท าให้มีความง่ายเพื่อให้เด็กหลายกลุ่ม เข้าใจได้ง่าย ๕. การเร้าความสนใจของเด็ก (Arousing) เด็กมีความสนใจช่วงระยะเวลาสั้นๆ ผู้สร้างสรรค์ รายการจึงควรจะต้องมีการเร้าความสนใจของเด็กเป็นระยะด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น น าเสนอ เนื้อหาสาระไปช่วงหนึ่งแล้ว ควรจะคั่นด้วยเพลง เป็นต้น ท าให้เด็กตื่นตัว ๖. การสร้างความสนุกสนาน (Fun) โลกของเด็กยังเป็นโลกที่สวยสดงดงาม เด็กยังต้องการการ ตอบสนองทางร่างกายและจิตใจที่ไม่เครียด ไม่หนักสมอง เด็กจึงต้องการความสนุกสนาน ผู้สร้างสรรค์รายการจึงควรน าเสนอรายการด้วยความสนุกสนานเป็นพื้นฐาน แล้วจึง สอดแทรกสาระความรู้ลงไปทีละน้อย ๗. การมีส่วนร่วมของเด็ก (Participation) การมีส่วนร่วมท าได้ทั้งการมีส่วนร่วมโดยตรง คือ ให้เด็กเข้ามาร่วมในรายการ และการมีส่วนร่วมทางอ้อม คือ ท าให้เด็กที่เป็นผู้ชมรายการได้
๑๓ มีส่วนร่วมในการคิด การท าตามตัวอย่าง การมีส่วนร่วมจะช่วยให้เด็กเกิดความตื่นตัว เกิดความสนใจต่อรายการได้เป็นอย่างดี ๘. การสร้างแรงจูงใจ (Motivation) โลกของเด็กมักมีความชัดเจน คือ ขาวกับด า ถูกกับผิด เมื่อท าถูกหรือท าดี เด็กคิดว่าควรจะได้รางวัล เมื่อมีการสร้างแรงจูงใจ เด็กจะมีพฤติกรรม ตามเงื่อนไขแห่งการจูงใจนั้น ผู้สร้างสรรค์รายการอาจสร้างแรงจูงใจได้หลายวิธี เช่น การน าเด็กที่เก่งมาเล่าประสบการณ์ หรือการสร้างวีรบุรุษในใจของเด็ก เป็นต้น ๙. การเสริมแรง (Reinforcement) เด็กมักเรียนรู้กฎเกณฑ์บางอย่างที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือ ครูสร้างขึ้น เมื่อท าตามแล้วได้รับค าชม ค าชมถือเป็นแรงเสริมอย่างหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้ เด็กมีพฤติกรรมนั้นต่อไป ผู้สร้างสรรค์รายการส าหรับเด็กจึงควรหาวิธีการต่าง ๆ ที่เป็นการ เสริมแรงให้แก่เด็ก เพื่อให้เด็กสนใจติดตามรายการและเรียนรู้กฎเกณฑ์ที่มีคุณค่าต่อชีวิต เด็ก ๑๐. การสร้างการเคลื่อนไหวทางร่างกายให้กับเด็กที่เป็นผู้ฟัง (Movement) เด็กที่เป็นเพียง ผู้ชมรายการอาจจะกลายเป็นผู้รับสารแบบเฉื่อยชา (Passive) ดังนั้น ผู้สร้างสรรค์ รายการเด็กจึงควรคิดหาวิธีการกระตุ้นให้เด็กที่เป็นผู้ฟังได้เคลื่อนไหวไปด้วย เช่น ให้เด็กคิด โจทย์เลขไปพร้อมกัน หรือบอกให้เด็กร้องเพลง เต้นตามจังหวะ เป็นต้น ๑๑. การใช้ภาษาในรายการเด็ก (Language) การใช้ภาษาในรายการเด็ก ควรเป็นภาษาปกติ ธรรมดาที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ไม่ใช่ภาษาเฉพาะที่เข้าใจยาก ยกเว้นมีความมุ่งหมายเพื่อการ สอนหรือแนะน าค าศัพท์ที่ส าคัญ คือ ควรใช้ภาษาที่สุภาพ งดงาม ไม่ใช้ภาษาหยาบคาย หรือภาษาสแลง การใช้ภาษาที่ดีจะช่วยกล่อมเกลาให้เด็กมีความสุภาพ จิตใจที่งดงาม ๑๒. การสอดแทรกสาระความรู้(Knowledge) ผู้สร้างสรรค์รายการควรสอดแทรกสาระความรู้ ลงไปในรายการด้วย แต่ต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่มากเกินไปจนท าให้เด็กเบื่อหน่าย ๑๓. การปลูกฝังคุณธรรม (Moral) สื่อมีอิทธิพลต่อการสร้างความรู้ การจดจ า การเลียนแบบ พฤติกรรม ดังนั้น ผู้สร้างสรรค์รายการส าหรับเด็กจึงควรสอดแทรกสาระที่เป็นการปลูกฝัง คุณธรรมให้แก่เด็ก เพื่อให้เด็กซึมซับแนวคิดคุณธรรมไปทีละน้อย ๑๔. การให้ข้อคิดและข้อสรุปที่ดี (Conclusion) ส าหรับกลุ่มเป้าหมายทั่วไปที่มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ สูงแล้ว อาจไม่จ าเป็นต้องมีการสรุปสาระ แต่ส าหรับเด็กที่ยังด้อยด้วยวัยวุฒิและ ประสบการณ์ การน าเสนอเนื้อหารายการ โดยเฉพาะรายการที่มีเนื้อหายาก ซับซ้อน หรือ เป็นนามธรรม จ าเป็นต้องสรุปสาระ สรุปประเด็นให้ชัดเจน เพียงพอที่เด็กจะสามารถเข้าใจ จดจ า และน าไปใช้ได้ แต่ก็ไม่ถึงกับบอกหมดทุกอย่างจนเด็กไม่มีโอกาสได้ใช้ความคิด ของตน ค ว รเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ใช้ค ว ามคิดของตนบ้ างต ามสมค ว ร ที่ ส าคัญ ข้อคิดและข้อสรุปที่จะให้แก่เด็กนั้น ควรจะต้องเป็นข้อคิดและข้อสรุปที่ดี หรือน าไปสู่ การพัฒนาในแนวทางที่ดีของเด็ก ๑๕. การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) วัยเด็กเป็นวัยที่มีโอกาสพัฒนาความคิด สร้างสรรค์อย่างมาก ดังนั้น ผู้สร้างสรรค์รายการจึงควรตระหนักในบทบาทหน้าที่ในการ เสนอรายการเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็กด้วย
๑๔ มนัสวินี จันทะเลิศ ได้ท าวิจัยเรื่อง เกณฑ์ในการประเมินคุณภาพรายการเด็กทางโทรทัศน์ ปรากฏผล ดังนี้ - รูปแบบรายการควรมีความหลากหลาย เหมาะสมและสอดคล้องกับความสนใจและ พฤติกรรมในแต่ละช่วงอายุ - เนื้อหารายการมีความสอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ และเหมาะสมกับวัยของเด็ก ในแต่ละช่วงอายุ - เนื้อหาต้องให้สาระประโยชน์ ความรู้ ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่เด็ก - เนื้อหารายการควรปลูกฝังค่านิยมที่ดีแก่เด็ก ทั้งนี้ ในงานวิจัยดังกล่าว ได้มีการน าเสนอข้อก าหนดที่ใช้เป็นเกณฑ์ประเมินคุณภาพรายการเด็ก ในมุมมองของรัฐ ที่ลงรายละเอียดแต่ละช่วงอายุ ดังนี้ - ส าหรับเด็กปฐมวัย (๓ - ๕ ปี) รายการต้องมีส่วนช่วยให้เด็กเล็กรู้จักจ าแนกถูกผิดชั่วดี ส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ (EQ) ส่งเสริมความคิด สร้างสรรค์ จินตนาการ - ส าหรับเด็กวัยประถมศึกษา (๖ - ๑๒ ปี) รายการต้องมีส่วนส่งเสริมให้เด็กสนใจใฝ่รู้แต่ สิ่งที่ดีงาม มีความรับผิดชอบ มีความคิดสร้างสรรค์ มีคุณธรรม รู้จักประหยัดอดออม รู้จักควบคุมตนเอง มีเนื้อหาให้เยาวชนสนใจในกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เด็ก รักการอ่าน การเขียนภาษาไทย และภาษาที่ ๒ รวมถึงให้ความรู้ ๔ ด้าน ซึ่งประกอบด้วย ความรู้ด้านชีวิตและสุขภาพ, ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์, ความรู้ด้านชีวิตสัตว์ พืช และความรู้ ด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการส่งเสริมการออกก าลังกาย ความมีน้ าใจเป็นนักกีฬา และทักษะทางการกีฬา - ส าหรับวัยรุ่น (๑๓ - ๑๘ ปี) รายการต้องสร้างแบบอย่าง (Model) ที่ดีให้กับเยาวชน ปลูกฝังทัศนคติทางเพศที่ถูกต้อง ชี้น าการด าเนินชีวิตให้อยู่ในครรลองอันดีงาม ส่งเสริม การเรียนรู้เรื่องเพศ พัฒนาการของมนุษย์ สัมพันธภาพในครอบครัว การคบเพื่อน ความรัก ค่านิยมทางเพศ พฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ การแสดงออก ที่เหมาะสม ตลอดจนสุขภาพทางเพศ เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย รายการส่งเสริมกิจกรรม สร้างสรรค์ และแก้ปัญหาวัตถุนิยม อบายมุข การขาดความรับผิดชอบต่อสังคม สมาคมวิทยุเด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้เรียบเรียงเนื้อหาจากการบรรยายของนักจิตวิทยา หลายท่าน และน ามาสรุปเป็นเนื้อหาที่สื่อควรช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้แก่เด็ก ดังนี้ ๑. ทักษะชีวิต - เน้นทักษะที่เด็กสามารถน าไปใช้ได้จริงกับการด าเนินชีวิตในอนาคต ไม่ว่าจะ เป็นทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การรับรู้ตนเองและ เข้าใจสังคม การใช้ชีวิตกับเพื่อน รวมไปถึงการจัดการอารมณ์กับความเครียดของตนเอง ๒. ระบบความคิด - พัฒนาระบบความคิดของเด็ก โดยใช้วิธีแลกเปลี่ยน พูดคุย โต้ตอบ ซักถาม กระตุ้นระบบความคิดของเด็กให้ท างาน เปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและสามารถ ถ่ายทอดความคิดของตนเองออกมาเป็นค าพูดได้ในที่สุด ๓. การเรียนรู้ - เชื่อมโยงการเรียนรู้ในโลกกว้างให้เข้ากับสิ่งที่เด็กๆ ได้รับมาจากในห้องเรียน เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เข้าถึงโลกของการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
๑๕ ๔. คุณธรรม จริยธรรม - การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้กับเด็กนั้น ต้องท าอย่างเป็นรูปธรรม และมีการใช้เหตุผลเป็นส าคัญ นอกจากนี้ ยังควรเน้นความรู้รอบตัวที่หลากหลายให้กับเด็ก ไปด้วยพร้อมกัน ๕. ความแตกต่างทางสังคม - สื่อต้องท าให้เด็กเห็นถึงความแตกต่างทางสังคม ยอมรับในความ ต่างที่ไม่ใช่ความขัดแย้ง เข้าใจว่าเราทุกคนสามารถมีจุดยืนของตัวเองได้โดยไม่จ าเป็นต้อง ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง การที่เด็กได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ จะท าให้สามารถด ารงชีวิตอยู่ใน ความหลากหลายของสังคมได้อย่างมีความสุข ๖. สัมพันธภาพในครอบครัว - ส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทของพ่อแม่ในการดูแลเอาใจใส่ลูก เพราะแท้ที่จริงแล้ว ไม่มีใครที่จะดูแลเด็กได้ดีเท่ากับพ่อแม่ สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ส านักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงหนังสือที่เหมาะสมส าหรับเด็ก ดังนี้ - ช่วงวัย ๐ - ๒ ปี ควรให้เด็กมีโอกาสเข้าถึงสื่อการอ่านที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์และการ เรียนรู้จากผู้ใหญ่ อาทิ หนังสือภาพ : เพลงกล่อม / สื่อเสียง / ดนตรีเด็กเล็ก /เล่านิทาน และกิจกรรมที่สืบเนื่องจากนิทาน เช่น อ่านหนังสือนิทานเรื่อง จ๊ะเอ๋ เสร็จแล้ว เล่นจ๊ะเอ๋ สร้างปฏิสัมพันธ์กอดหรือหอมลูก - ช่วงวัย ๓ - ๔ ปี การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ , หนังสือภาพ , นิทาน : แนะน าให้เด็กรู้จักผู้สร้างสรรค์ สื่อ / เข้าใจเนื้อเรื่อง , รู้จักภาวะอารมณ์ของตัวเอง พ่อแม่พาไปห้องสมุด / ร้านหนังสือ เปิดโอกาสเด็กให้เข้าถึงหนังสือและเลือกหนังสือเล่มที่ชอบด้วยตนเอง เข้าถึงสื่อสร้างสรรค์ อื่น ๆ ในระยะเวลาที่เหมาะสม : เช่น เปิดอ่านหนังสือในพื้นที่ออนไลน์ ไม่เกิน ๑๕ นาที / ครั้ง แล้วไปท ากิจกรรมอื่น สนับสนุนให้มีรายการเด็กเล็กที่สร้างสรรค์ มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การส่งเสริมการอ่าน ใช้กิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อให้เด็ก ๆ ได้รู้จักถ่ายทอดความรู้สึก นึกคิดสืบเนื่องจากหนังสือ - ช่วงวัย ๕ - ๖ ปี เปิดโอกาสให้เด็กได้เข้าถึงหนังสือหลากหลายประเภท หลากเรื่องราว หลากรูปแบบ โดยเฉพาะประเด็นที่สอดคล้องเหมาะสมวัย “เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ ที่หลากหลาย” ๒.๒ กฎหมายและนโยบายในประเทศที่เกี่ยวข้อง ๒.๒.๑ แผนยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวข้อง มีดังนี้ ๑) ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน เพื่อพัฒนา คนและสังคมไทย ให้เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของประเทศ มีความพร้อมทางกาย ใจ สติปัญญา มีความเป็นสากล มีทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล อาทิ การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ให้สนับสนุน การเจริญเติบโตของประเทศและปลูกฝังระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ที่พึงประสงค์ ๒) ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม เพื่อส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อเร่งกระจายโอกาสการพัฒนา และสร้างความมั่นคงทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ าไปสู่สังคมที่เสมอภาค และเป็นธรรม กรอบแนวคิด
๑๖ ที่ให้ความส าคัญ อาทิ การพัฒนาสื่อสารมวลชนให้เป็นกลไกในการสนับสนุนการพัฒนาแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ยึด “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” พัฒนาคนให้มีความเป็นคนที่สมบูรณ์ มีวินัย ใฝ่รู้ มีความรู้ มีทักษะ มีความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ ได้ตั้งเป้าหมายหลักประการหนึ่งคือ คนไทยที่มีคุณลักษณะเป็นคนไทย ที่สมบูรณ์ มีความเป็นพลเมืองตื่นรู้ มีความสามารถในการปรับตัว ได้อย่างรู้เท่าทันสถานการณ์ สนับสนุนให้มีการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ กล่าวถึงสภาวะของการเลื่อนไหลทาง วัฒนธรรมต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยผ่านสังคมยุคดิจิทัล คนไทยจ านวนไม่น้อยซึ่งรวมถึงกลุ่มเด็ก และเยาวชนไม่สามารถคัดกรองและเลือกรับวัฒนธรรม ได้อย่างเหมาะสม การพัฒนาในระยะ ๕ ปีนี้จึง ต้องให้ความส าคัญต่อการวางรากฐานการพัฒนาคน ตั้งแต่กลุ่มเด็กปฐมวัยให้มีทักษะการเรียนรู้และ ทักษะชีวิตเพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะ ความรู้ และความสามารถปรับตัวเท่าทันกับการ เปลี่ยนแปลงรอบตัวที่รวดเร็วบนพื้นฐานของสถาบันทางสังคมที่เข้มแข็ง ๓) ยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการพัฒนาเด็กตามแนวทาง “โลกที่เหมาะสมส าหรับเด็ก” กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยส านักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดโครงการสัมมนาทางวิชาการตามประเด็นสถานการณ์ทางสังคม เรื่อง “สื่อ ICT กับอนาคตเด็กและเยาวชนไทย ” โดยมีองค์กรด้านเด็กและเยาวชนร่วมถกประเด็นปัญหาพฤติกรรม การบริโภคสื่อของเด็กและเยาวชนไทยเพื่อน าไปสู่การขับเคลื่อนและพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา เด็กและเยาวชน ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่ไร้ขีดจ ากัดโดยเฉพาะสื่อสารเทคโนโลยีส่งผลให้พฤติกรรมการ เปิดรับสื่อของเด็กและเยาวชนมีมากขึ้น โดยจากการส ารวจของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ร่วมกับ ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และส านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตามโครงการ Child Watch พบว่า เด็กใช้เวลากับสื่อมากขึ้น มีเด็กที่เล่นอินเทอร์เน็ตเป็นประจ าเพิ่ม เป็นร้อยละ ๓๑ และใช้เวลาไปกับสื่อโทรทัศน์ เฉลี่ยวันละ ๑๖๐ นาที หรือเกือบ ๓ ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังพบว่า เด็กตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษากว่าร้อยละ ๙๐ มีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการเปิดรับสื่อที่เพิ่มขึ้นท าให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดพฤติกรรมเสี่ยง จึงจ าเป็นต้องมียุทธศาสตร์เพื่อการ พัฒนาเด็กและเยาวชนมาเป็นกลไกในการใช้เป็นแนวทางการป้องกันปัญหาและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งประชาชนให้ความส าคัญกับเรื่องเด็กและเยาวชน โดยที่ผ่านมาประเทศไทย มีการจัดท าแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการพัฒนาเด็ก ตามแนวทาง “โลกที่เหมาะสมส าหรับเด็ก” ในช่วง ๑๐ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๙ โดยหนึ่งในนั้น คือ ยุทธศาสตร์ด้านสื่อมวลชน ที่มีมาตรการ หลักในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ของสื่อมวลชน เพื่อน าไปสู่การพัฒนาเด็กและเยาวชนได้เข้าถึง ข้อมูลความรู้ ที่สร้างสรรค์ เสริมสร้างสติปัญญา อารมณ์ สังคมและจริยธรรม อย่างไรก็ดี ยังมียุทธศาสตร์ประเด็นสื่อสร้างสรรค์ส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อ สนับสนุนให้มีการผลิตสื่อที่มีคุณภาพ โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ใน การพัฒนา รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่อาจมีผลกระทบในทางลบต่อเด็กและเยาวชน ได้เร่งด าเนินการ ขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยด าเนินการสนับสนุนการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์มีการเปิด โอกาสให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมเสนอความเห็นในรูปแบบของสมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว
๑๗ ๒.๒.๒ ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดท าผังรายการส าหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๗ “ให้ผู้รับใบอนุญาตที่ใช้คลื่นความถี่ต้องจัดให้มีการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหา สร้างสรรค์สังคมหรือรายการส าหรับเด็กและเยาวชน อย่างน้อยวันละหกสิบนาที ระหว่างช่วงเวลา ๑๖.๐๐ - ๑๘.๐๐ นาฬิกาของทุกวัน และระหว่างช่วงเวลา ๐๗.๐๐ - ๐๙.๐๐ นาฬิกาในวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ในระหว่างช่วงเวลา ๑๘.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. เป็นช่วงเวลาที่มีจ านวนผู้รับชมสูง ซึ่งเด็กและเยาวชน อาจรับชมอยู่ด้วย ให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาที่มีความเหมาะสมและจะไม่เป็นภัยต่อการพัฒนา ทั้งในด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคมของเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ คณะกรรมการอาจประกาศก าหนด หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัดส่วน และช่วงเวลาออกอากาศที่เหมาะสมส าหรับรายการดังกล่าวเพิ่มเติมได้ รายการที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์สังคมหรือรายการส าหรับเด็กและเยาวชนตามวรรคแรก จะต้อง เป็นรายการที่มีระดับความเหมาะสมของรายการในระดับ ป หรือ ด หรือ ท ตามภาคผนวก ก หรือ ตามที่คณะกรรมการประกาศก าหนด” ทั้งนี้ ประกาศฉบับนี้ ได้ประกาศ ณ วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ๒.๒.๓ พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ๒๕๕๘ พระราชบัญญัติดังกล่าวก าหนดให้จัดตั้งกองทุนเพื่อรณรงค์ ส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยในมาตรา ๕ (๓) ระบุว่าให้กองทุนส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน มีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ และสามารถใช้สื่อในการพัฒนาตนเอง ชุมชน และสังคม และในมาตรา ๕ (๗) ระบุให้กองทุนด าเนินการและส่งเสริมให้มีสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง
บทที่ ๓ ผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ ๓.๑ แนวทางการด าเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ๓.๑.๑ การเพิ่มสัดส่วนรายการวิทยุและโทรทัศน์ส าหรับเด็กและเยาวชน ส ำหรับประเทศไทยนั้น นโยบำยเกี่ยวกับกำรก ำหนดสัดส่วนและช่วงเวลำรำยกำร ส ำหรับเด็กและเยำวชนของไทยได้เริ่มขึ้นในปี ๒๕๒๒ ทั้งนี้ ในปีนั้น สหประชำชำติได้ก ำหนดให้ เป็นปีเด็กสำกล เป็นผลให้ประเทศสมำชิกของสหประชำชำติมีพันธกิจในกำรจัดท ำแผนพัฒนำเด็ก อย่ำงเป็นรูปธรรม รัฐบำลไทยในสมัยนั้น จึงได้จัดท ำนโยบำยและแผนพัฒนำเด็กระยะยำวขึ้นเป็นฉบับแรก โดยมีนโยบำยเกี่ยวกับกำรใช้สื่อเพื่อเด็กรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ ในแผนกำรด ำเนินงำนที่เกี่ยวข้องกับ สื่อมวลชน ได้ระบุข้อควำมตอนหนึ่งว่ำ ให้สื่อมวลชนจัดรำยกำรบันเทิงและควำมรู้ที่เหมำะสมกับ ขั้นตอนของพัฒนำกำรแก่เด็ก และระบุวิธีด ำเนินกำรที่ส ำคัญ คือ ก ำหนดสัดส่วนที่เหมำะสมในกำร จัดเวลำหรือเนื้อที่ของสื่อมวลชนเพื่อบริกำรให้ควำมรู้เกี่ยวกับพัฒนำกำรเด็ก และให้ควำมรู้ควำมบันเทิง ที่เหมำะสมกับวัยของเด็ก ดังนั้น นับตั้งแต่แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติฉบับที่ ๕ เป็นต้นมำ จึงมีกำรก ำหนดบทบำทของสื่อมวลชนที่มีต่อเด็กเข้ำไปในเนื้อหำด้วย อย่ำงไรก็ตำม กำรก ำหนดสัดส่วนและช่วงเวลำของรำยกำรโทรทัศน์ส ำหรับเด็ก ยังไม่มีควำมเป็นรูปธรรมนัก จนกระทั่งปี ๒๕๓๙ กรมประชำสัมพันธ์จึงออกระเบียบก ำหนดให้ สถำนีโทรทัศน์ออกอำกำศรำยกำรส ำหรับเด็กและเยำวชน ในช่วงเวลำ ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ นำฬิกำ ไม่น้อยกว่ำครึ่งชั่วโมง แต่ระเบียบดังกล่ำวไม่ค่อยมีผลในทำงปฏิบัติมำกนัก รำยกำรโทรทัศน์ส ำหรับเด็ก กลับมีพื้นที่น้อยลงเรื่อย ๆ กลุ่มเครือข่ำยภำคประชำสังคม และนักวิชำกำรที่ท ำงำนด้ำนเด็กจ ำนวนมำก จึงพยำยำมเคลื่อนไหวยื่นข้อเรียกร้องต่อภำครัฐ เพื่อให้กำรก ำหนดสัดส่วนและช่วงเวลำรำยกำรโทรทัศน์ ส ำหรับเด็กมีควำมชัดเจนมำกขึ้น จนน ำไปสู่มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกำยน พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่ก ำหนดให้สถำนีโทรทัศน์เพิ่มเวลำรำยกำรส ำหรับเด็ก เยำวชน และครอบครัว ในช่วงเวลำตั้งแต่ ๑๖.๐๐ - ๒๐.๐๐ นำฬิกำ วันละไม่ต่ ำกว่ำหนึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง อีกทั้งยังก ำหนดให้สถำนีโทรทัศน์ ก ำหนดสัดส่วนเวลำรำยกำรส ำหรับเด็ก เยำวชน และครอบครัว ร้อยละ ๑๐ - ๑๕ ของเวลำออกอำกำศ ทั้งหมด ทั้งนี้ จะต้องสร้ำงควำมสมดุลของกลุ่มเป้ำหมำยทั้งสำมประเภท เจตนำรมณ์ของมติ คณะรัฐมนตรีครั้งนี้ คือ มุ่งหวังให้เพิ่มพื้นที่ดีส ำหรับสื่อเพื่อเด็ก โดยมีสัดส่วนรำยกำรส ำหรับเด็กและ เยำวชน อย่ำงน้อยวันละหนึ่งชั่วโมง (ร้อยละ ๑๐) และรำยกำรส ำหรับครอบครัว อย่ำงน้อยวันละครึ่ง ชั่วโมง (ร้อยละ ๕) อย่ำงไรก็ตำม ในทำงปฏิบัติ กลับไม่ได้รับควำมสนใจมำกนักจำกสถำนีโทรทัศน์ ดังตัวอย่ำงผลกำรศึกษำของมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษำ (มีเดียมอนิเตอร์) ในปี ๒๕๔๙ พบว่ำ สถำนีโทรทัศน์ ฟรีทีวีทั้ง ๖ ช่องขณะนั้น มีสัดส่วนเวลำรำยกำรส ำหรับเด็ก เพียงร้อยละ ๕.๒ เท่ำนั้น
๒๐ พระ ร ำชบัญญัติองค์ก รจัดส รรคลื่นคว ำมถี่และก ำกับกำ รป ระกอบกิจกำร วิทยุกระจำยเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจกำรโทรคมนำคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นพระรำชบัญญัติที่ระบุถึง ที่มำ และบทบำทหน้ำที่ของคณะกรรมกำรกิจกำรกระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์ และกิจกำร โทรคมนำคมแห่งชำติ (กสทช.) ในมำตรำ ๔๑ ได้ระบุไว้ว่ำ “เพื่อประโยชน์ในกำรส่งเสริมรำยกำรวิทยุ และรำยกำรโทรทัศน์ที่มีเนื้อหำสร้ำงสรรค์สังคมหรือรำยกำรส ำหรับเด็กและเยำวชน ให้ กสทช. ก ำหนด เงื่อนไขในกำรอนุญำตให้ผู้รับใบอนุญำตต้องจัดเวลำให้รำยกำรดังกล่ำวได้ออกอำกำศในช่วงเวลำ ที่เหมำะสมส ำหรับกลุ่มเป้ำหมำย” จำกมำตรำดังกล่ำว ได้น ำมำสู่กำรออกประกำศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์กำรจัดท ำ ผังรำยกำรส ำหรับกำรให้บริกำรกระจำยเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งในประกำศดังกล่ำวได้นิยำม ค ำว่ำ “เด็ก” หมำยถึง บุคคลอำยุยังไม่เกินสิบห้ำปีบริบูรณ์ ส่วน “เยำวชน” หมำยถึง บุคคลอำยุ เกินสิบห้ำปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ ได้ปรำกฏข้อควำมเกี่ยวกับกำรก ำหนดสัดส่วน และช่วงเวลำส ำหรับรำยกำรส ำหรับเด็กไว้ในข้อ ๗ ว่ำ “ให้ผู้รับใบอนุญำตที่ใช้คลื่นควำมถี่ต้องจัดให้มี กำรออกอำกำศรำยกำรที่มีเนื้อหำสร้ำงสรรค์สังคมหรือรำยกำรส ำหรับเด็กและเยำวชน อย่ำงน้อย วันละหกสิบนำที ระหว่ำงช่วงเวลำ ๑๖.๐๐ - ๑๘.๐๐ นำฬิกำ ของทุกวัน และระหว่ำงช่วงเวลำ ๐๗.๐๐ - ๐๙.๐๐ นำฬิกำ ในวันเสำร์และวันอำทิตย์” แต่ในควำมเป็นจริง กลับพบว่ำสถำนีวิทยุและสถำนีโทรทัศน์ไม่ได้ด ำเนินกำรตำม ประกำศดังกล่ำว อีกทั้งคณะกรรมกำรกิจกำรกระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์ และกิจกำรโทรคมนำคม แห่งชำติ (กสทช.) ก็มิได้น ำประกำศดังกล่ำวมำก ำกับดูแลผู้รับใบอนุญำตประกอบกิจกำรแต่อย่ำงใด (ดังรำยละเอียดในบทที่ ๑ หัวข้อ ๑.๑.๓ สถำนกำรณ์เรื่องเด็กและเยำวชนกับกำรรับสื่อ) ๓.๑.๒ การมีสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ส าหรับเด็ก ในปี ๒๕๕๒ ประเทศไทยเคยมีสถำนีวิทยุส ำหรับเด็ก เยำวชน และครอบครัว โดยรัฐบำลได้จัดสรรคลื่นวิทยุในก ำกับของกรมประชำสัมพันธ์ ควำมถี่เอฟเอ็ม ๑๐๕ เมกะเฮิร์ตซ ให้เป็นสถำนีวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว (ต่อมำเปลี่ยนชื่อเป็นคลื่นสีขำวเพื่อเด็กและครอบครัว) โดยทดลองออกอำกำศเมื่อวันที่ ๑๗ เมษำยน ๒๕๕๒ และออกอำกำศอย่ำงเป็นทำงกำรวันที่ ๑ พฤษภำคม ๒๕๕๒ อย่ำงไรก็ตำม ในปี ๒๕๕๙ ทำงกรมประชำสัมพันธ์ได้แบ่งคลื่นช่วง ๘.๐๐ - ๑๖.๐๐ นำฬิกำ ไปให้เอกชนเช่ำเวลำ เหลือเพียงมีรำยกำรเด็กและครอบครัวที่ออกอำกำศเพียงบำงช่วงเวลำเท่ำนั้น จึงนับเป็นกำรยุติของสถำนีวิทยุส ำหรับเด็กและเยำวชนในประเทศไทย ส่วนสถำนีโทรทัศน์ฟรีทีวีส ำหรับเด็กนั้น ประเทศไทยเคยมีกำรจัดสรรคลื่น ควำมถี่เพื่อใช้เป็นสถำนีโทรทัศน์ฟรีทีวีภำคธุรกิจหมวดหมู่เด็ก เยำวชน และครอบครัว จ ำนวน ๓ ช่อง ซึ่งเริ่มออกอำกำศในปี ๒๕๕๗ แต่เป็นที่น่ำเสียดำยที่ปัจจุบันนี้ ไม่มีสถำนีโทรทัศน์ฟรีทีวีในหมวด ดังกล่ำวแล้ว เนื่องจำกผู้ประกอบกิจกำรตัดสินใจคืนใบอนุญำตประกอบกิจกำรทั้ง ๓ ช่อง เนื่องจำก ประสบปัญหำทำงธุรกิจ ก่อนหน้ำนี้ ไทยพีบีเอสเคยมีแผนที่จะด ำเนินกำรสถำนีโทรทัศน์ช่องเด็ก อีก ๑ ช่องในช่วงกลำงปี ๒๕๖๑ ทั้งนี้ อ้ำงอิงจำกค ำให้สัมภำษณ์ของนำยกฤษดำ เรืองอำรีย์รัชต์ ผู้อ ำนวยกำรสถำนีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในช่วงนั้น (๒๘ มกรำคม ๒๕๖๐) ว่ำ ภำยใต้แผนกำรยุติ
๒๑ ส่งสัญญำณโทรทัศน์ระบบอนำล็อกไทยพีบีเอสทั่วประเทศช่วงกลำงปี ๒๕๖๑ สถำนีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอสจะได้รับกำรจัดสรรทีวีดิจิทัล “ช่องเด็ก” เพิ่มอีก ๑ ช่อง ซึ่งได้เริ่มศึกษำและวำงแนวทำงกำร พัฒนำช่องดังกล่ำวร่วมกับพันธมิตรองค์กรภำครัฐ เช่น ด้ำนกำรพัฒนำกำรศึกษำ วิทยำศำสตร์ คุณภำพชีวิต เพื่อร่วมลงทุนพัฒนำช่องรำยกำรเด็กคุณภำพ ทั้งนี้ ประเมินกำรลงทุนช่องเด็กอยู่ที่ ๕๐๐ - ๖๐๐ ล้ำนบำท อย่ำงไรก็ตำม หลังจำกนั้น แผนกำรออกอำกำศช่องดังกล่ำวกลับถูกชะลอ ไปอย่ำงไม่มีก ำหนด ด้วยเหตุผลว่ำ หำกต้องบริหำรสถำนีโทรทัศน์เพิ่มอีก ๑ ช่อง อำจกระทบกับ งบประมำณที่มีอยู่ โดยอำจจะเลือกน ำเสนอเนื้อหำส ำหรับเด็กและเยำวชนทำงออนไลน์แทน และต่อมำ สถำนีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสก็ได้ตัดสินใจคืนคลื่นควำมถี่ดังกล่ำวให้แก่ กสทช. ไป จนกระทั่ง สถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของโควิด - ๑๙ ท ำให้ กสทช. ตัดสินใจ ให้ใบอนุญ ำตชั่ วค ร ำ ว ระยะเ วล ำ ๖ เดือน ในก ำ รท ำสถ ำนีโท รทัศน์เพื่อก ำ รศึกษ ำของ กระทรวงศึกษำธิกำร และสถำนีโทรทัศน์เพื่อกำรเรียนรู้ (ALTV ) ของไทยพีบีเอส เพื่อแก้ปัญหำ กำรศึกษำของเด็กที่ไม่สำมำรถเดินทำงไปโรงเรียน หรือเด็กที่ไม่สำมำรถเข้ำถึงสื่อออนไลน์ได้ สถำนกำรณ์ดังกล่ำวท ำให้เห็นควำมส ำคัญของกำรมีสื่อส ำหรับเด็กและเยำวชนโดยเฉพำะเพิ่มขึ้น อย่ำงไรก็ตำม กำรให้ใบอนุญำตดังกล่ำวเป็นเพียงใบอนุญำตชั่วครำวเท่ำนั้น และสถำนีโทรทัศน์ที่เกิดขึ้น ชั่วครำวนี้ก็ยังไม่ใช่สถำนีโทรทัศน์ส ำหรับเด็กและเยำวชนในควำมเป็นจริง ๓.๑.๓ โครงการหนังสือเล่มแรก (Book Start) ในปี ๒๕๔๗ ประเทศไทยเคยมีโครงกำรหนังสือเล่มแรก (Book Start) ซึ่งเป็นกำรแจกชุดหนังสือเล่มแรกให้กับเด็กที่มีอำยุตั้งแต่ ๖ - ๙ เดือน มุ่งเน้นให้พ่อแม่เห็นควำมส ำคัญ ของกำรอ่ำนหนังสือ สร้ำงพื้นฐำนกำรอ่ำนตั้งแต่วัยเยำว์ จัดท ำโดยมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ได้รับกำรสนับสนุนของส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำกำรศึกษำ (สกศ.) และต่อมำ ได้รับกำรสนับสนุน เพิ่มเติมจำกมูลนิธิซีเมนต์ไทย และส ำนักงำนกองทุนสนับสนุนกำรสร้ำงเสริมสุขภำพ (สสส.) โครงกำรดังกล่ำวผ่ำนกำรผลักดันเชิงนโยบำยได้ส ำเร็จในปี ๒๕๕๒ ซึ่งรัฐบำล โดยกระทรวงสำธำรณสุขเล็งเห็นควำมส ำคัญ จึงได้จัดพิมพ์และแจกชุดหนังสือเล่มแรกของชีวิต มอบให้เด็กที่เกิดในปี ๒๕๕๒ - ๒๕๕๔ จ ำนวน ๔ ล้ำนคน แต่หลังจำกนั้น นโยบำยดังกล่ำวก็ยุติลง ในเชิงนโยบำยระดับประเทศ ด้วยเหตุผลเรื่องงบประมำณ โครงกำร Book Start ในปัจจุบันจึงเป็นเพียง กำรด ำเนินกำรต่อของมูลนิธิฯ ที่ประสำนกับองค์กรเอกชนและองค์กรส่วนท้องถิ่นแทน ๓.๑.๔ การส่งเสริมงบประมาณสนับสนุนการผลิตสื่อส าหรับเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว ปัจจุบันมีหน่วยงำนที่ท ำหน้ำที่สนับสนุนให้งบประมำณในกำรผลิตสื่อ ส ำหรับเด็ก อย่ำงกองทุนพัฒนำสื่อปลอดภัยและสร้ำงสรรค์ หรือ กองทุนวิจัยและพัฒนำกิจกำร กระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์ และกิจกำรโทรคมนำคมเพื่อประโยชน์สำธำรณะ (กทปส.) อย่ำงไรก็ตำม ผลผลิตสื่อที่ได้รับทุนเหล่ำนั้นจ ำนวนมำก ต้องประสบปัญหำไม่สำมำรถเข้ำถึงเด็กและเยำวชน กลุ่มเป้ำหมำย ไม่มีพื้นที่เผยแพร่ผลงำนสื่อ อีกทั้งหลำยผลงำนสื่อยังประสบปัญหำไม่สำมำรถ ดึงดูดควำมสนใจของเด็กและเยำวชนกลุ่มเป้ำหมำยอีกด้วย
๒๒ ๓.๒ ปัญหาและอุปสรรค ๓.๒.๑ ด้านเด็กและเยาวชน ยังขำดพลังอ ำนำจในกำรสื่อสำรควำมต้องกำร อ ำนำจต่อรอง ทำงธุรกิจ ซึ่งมีโอกำสท ำให้เด็กมีโอกำสถูกชักจูงหรือเลียนแบบสื่อที่ไม่เหมำะสมได้ง่ำยโดยไม่ทรำบ และไม่สำมำรถเข้ำถึงช่องทำงสื่อที่มีคุณภำพส ำหรับเด็กและเยำวชน ๓.๒.๒ ด้านครอบครัว ส่วนใหญ่ผู้ปกครองมักขำดควำมรู้ควำมเข้ำใจในกำรเลือกสื่อคุณภำพ ให้แก่เด็กและไม่มีเวลำที่จะเปิดรับสื่อร่วมกับลูกหลำน ๓.๒.๓ ด้านผู้ผลิตสื่อ ยังขำดองค์ควำมรู้ในกำรผลิตสื่อส ำหรับเด็กที่มีคุณภำพและน่ำสนใจ งบประมำณสนับสนุน และควำมมั่นคงทำงอำชีพ ๓.๒.๔ เจ้าของช่องทางสื่อ ขำดงบประมำณสนับสนุน ท ำให้ไม่สำมำรถแบกรับภำระต้นทุน ในกำรผลิตสื่อส ำหรับเด็กได้ ภำยใต้กำรแข่งขันสูงในอุตสำหกรรมสื่อปัจจุบัน เจ้ำของช่องทำงสื่อ จ ำนวนมำกจึงต้องมุ่งเน้นที่รำยได้และก ำไรเป็นส ำคัญ ส่งผลให้ละเลยกลุ่มเป้ำหมำยเด็ก หรือมองเด็ก แบบเหมำรวม ไม่ตระหนักถึงควำมหลำกหลำยของเด็ก อีกทั้งยังละเลยที่จะปฏิบัติตำมประกำศข้อบังคับ อย่ำงเคร่งครัด เช่น เรื่องเวลำส ำหรับเด็กและเยำวชน กำรจัดระดับควำมเหมำะสมของเนื้อหำรำยกำร โทรทัศน์ ๓.๒.๕ สถาบันวิชาการ มีงำนวิจัยเรื่องเด็กและเยำวชนกับสื่อจ ำนวนมำกที่ไม่ได้ถูกน ำมำใช้ให้ เกิดประโยชน์และไม่ได้ท ำงำนเกำะติดประเด็นเด็กและเยำวชนกับสื่ออย่ำงต่อเนื่อง ๓.๒.๖ ภาคประชาสังคม ต้องต่อสู้กับบริบทที่ไม่ได้เห็นควำมส ำคัญของเด็กอย่ำงจริงจัง จนเกิด ควำมล้ำเพรำะท ำงำนเชิงประเด็นตำมที่ได้รับทุน ท ำให้ไม่ได้เกำะติดประเด็นอย่ำงต่อเนื่อง ๓.๒.๗ ภาคธุรกิจ มองเด็กเป็นเพียงลูกค้ำ หรือผู้บริโภคที่ไม่มีก ำลังซื้อแต่ ไม่เห็นควำมส ำคัญ ในกำรร่วมลงทุนเพื่อพัฒนำเด็ก อีกทั้งยังมองว่ำ ระเบียบเรื่องกำรโฆษณำในรำยกำรเด็กว่ำมีข้อจ ำกัด จึงเลี่ยงไม่ลงโฆษณำในรำยกำรเด็ก ๓.๒.๘ ภาคนโยบาย ไม่ได้ให้ควำมส ำคัญกับเด็กและกำรลงทุนเพื่อเด็กอย่ำงจริงจังและไม่มี นโยบำยกำรสนับสนุนสื่อส ำหรับเด็กที่ชัดเจน อีกทั้ง ยังขำดกำรก ำกับดูแลสื่อส ำหรับเด็กให้เป็นไป ตำมระเบียบ ข้อบังคับ และกฎเกณฑ์ที่ประกำศออกมำ
บทที่ ๔ ข้อเสนอแนะ คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ได้พิจารณาศึกษาติดตามสถานการณ์ในปัจจุบันซึ่งเด็กและเยาวชนได้รับสื่อ ที่หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งเด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มที่ใช้เวลากับสื่อมวลชนสูงมาก จึงได้ตระหนัก ถึงความส าคัญในการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ซึ่งเป็นประเด็นส าคัญ อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นปัจจัยส าคัญในการเสริมสร้าง การรู้เท่าทันสื่อส าหรับเด็กและเยาวชนในยุคความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ เพื่อผลักดัน ให้มีพื้นที่สื่อส าหรับเด็กและเยาวชนให้มากขึ้น ส่งเสริมพัฒนาการทางการเรียนรู้ และส่งเสริม ให้เด็กและเยาวชนได้รับการปลูกฝังความคิด ความเชื่อ ค่านิยม และพฤติกรรมที่เหมาะสม จึงได้จัดท า ข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ดังนี้ ๔.๑ หลักการพื้นฐานการพัฒนาและขยายช่องทางสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๔.๑.๑ มุ่งเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่และคุณภาพของสื่อส าหรับเด็กและเยาวชน และการเพิ่ม อ านาจในการสื่อสารของเด็กและเยาวชนไทย เพื่อท าให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถ ขยายจินตนาการทางสังคม ตระหนักในศักยภาพของตนเอง ค้นหาความต้องการ ของตนเองเจอ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนา ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ ความคิด และสังคมของเด็กทุกช่วงวัยอย่างมีคุณภาพ ๔.๑.๒ ค านึงถึงความหลากหลาย สามารถครอบคลุมเด็กและเยาวชนในมิติต่าง ๆ ได้แก่ (๑) มิติช่วงวัยของเด็ก สามารถแบ่งย่อยเป็น แรกเกิด - ๒ ปี, ๓ - ๕ ปี, ๖ - ๙ ปี, ๑๐ - ๑๒ ปี, ๑๓ - ๑๗ ปี ส่วนกลุ่มเยาวชนตามช่วงวัยสามารถรวมได้เป็น ๑๘ - ๒๔ ปี แต่จะมีความแตกต่างในมิติอื่น ๆ แทน โดยเฉพาะมิติด้านการใช้ชีวิต และวัฒนธรรม (๒) มิติลักษณะประชากรศาสตร์อื่น ๆ เช่น ถิ่นที่อยู่อาศัย (เมือง/ชนบท), ระดับ การศึกษา, สถานะทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ (๓) มิติอื่น ๆ ได้แก่ ความชอบ ความสนใจ เป้าหมายในชีวิต รูปแบบการใช้ชีวิต รสนิยม วัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ ๔.๑.๓ ค านึงถึงแพลตฟอร์มสื่อที่หลากหลาย เพื่อสามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้อย่างทั่วถึง แล ะเป็นก า รพัฒน าก ร ะบ วนก า รเ รียน รู้ของสมองทุกส่ วน ทั้งสื่อหนังสือ สื่อเสียง/เพลง สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ สื่อวีดิทัศน์ สื่อภาพยนตร์ สื่อออนไลน์ เกม แอปพลิเคชั่น ละครเวที/ละครเร่ สื่อพื้นบ้าน สื่อชุมชน สื่อกิจกรรม ฯลฯ
๒๔ ๔.๑.๔ ตระหนักและเชื่อในพลังทางบวกของเด็กและเยาวชน เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ เข้ ามามีส่วนร่วมในการพัฒน าสื่อส าหรับเด็กและเยาวชนได้ตามศักยภาพ และความสนใจ ๔.๑.๕ ค านึงว่างานด้านเด็กและเยาวชนเป็นงานที่ควรด าเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคง และยั่งยืน มิใช่จบเพียงปีงบประมาณ หรือเปลี่ยนแปลงตามผู้บริหารแต่ละสมัย ๔.๒ ข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๔.๒.๑ ขอให้รัฐบาลก าหนดให้เรื่องสื่อของเด็ก เยาวชน และครอบครัว เป็นวาระของชาติ ที่ต้องด าเนินการอย่างเร่งด่วน จริงจัง และต่อเนื่อง โดย (๑) มีองค์กรรับผิดชอบหลัก ซึ่งอาจเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือ กองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ท าหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการด าเนินการร่วมกับ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันวาระเรื่องสื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว จากนโยบายสู่การปฏิบัติให้เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม (๒) องค์กรรับผิดชอบหลักต้องบรรจุบทบาทหน้าที่ดังกล่าวเป็นพันธกิจส าคัญ ขององค์กร มีแผนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน และเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการท างาน ขององค์กรนั้น (๓) ก าหนดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนและช่องทางสื่อคุณภาพ หลากหลายทุกแพลตฟอร์มส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยค านึงถึง ความหลากหลายของเด็กและเยาวชนในทุกมิติ ๔.๒.๒ ขอให้ กสทช. ก ากับดูแลให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการด าเนินการตามประกาศ หรือแนวปฏิบัติขององค์กรเรื่องสื่อส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างจริงจัง ทั้งนี้ หาก กสทช. หรือ องค์กรวิชาชีพสื่อต้องการปรับปรุงแก้ไขระเบียบหรือประกาศ ดังกล่าวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ควรเร่งด าเนินการอย่างรวดเร็ว โดยเปิดโอกาสให้ภาคีที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะเนื้อหาในประกาศ หรือแนวปฏิบัติดังกล่าว และต้องอยู่บนพื้นฐานของการค านึงถึงเด็กและเยาวชน เป็นหลักมากกว่าเหตุผลด้านความอยู่รอดทางธุรกิจ ๔.๒.๓ ขอให้รัฐบาล และ กสทช. สนับสนุนการจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานี วิทยุโทรทัศน์ส าหรับเด็กในรูปแบบของสื่อประเภทบริการสาธารณะ ซึ่งมีภาครัฐ เป็นผู้ลงทุนหลัก และมีแนวทางด าเนินการดังต่อไปนี้
๒๕ (๑) แต่งตั้งคณะท างานเพื่อศึกษาแนวทางการจัดตั้งและรูปแบบการด าเนินงาน ที่ควรจะเป็นของสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ส าหรับเด็ก ที่สอดคล้องกับสังคมไทย โดยมีองค์ประกอบคณะท างานจากนักวิชาการ นักวิชาชีพ ผู้ท างานด้านเด็กและเยาวชน รวมถึงตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมด้วย (๒) จัดสรรงบประมาณรายปีในสัดส่วนที่เพียงพอต่อการบริหารงานของสถานีวิทยุ กระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ส าหรับเด็กให้เป็นสถานีที่มีคุณภาพระดับมืออาชีพ (๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนารายการส าหรับเด็ก ได้แก่ ทุนส าหรับการผลิต รายการ ทุนส าหรับการพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตรายการ และทุนส าหรับ การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านเด็ก หรือพัฒนาการออกแบบสร้างสรรค์ รายการเด็กที่มีคุณภาพ (๔) ในกรณีของสถานีวิทยุกระจายเสียง ขอให้ กสทช. พิจารณาการใช้คลื่น ๑ ปณ. FM ๙๘.๕ MHz ซึ่งอยู่ในความดูแลของส านักงาน กสทช. เพื่อน ามาใช้เป็นสถานี วิทยุประเภทบริการสาธารณะส าหรับเด็ก (๕) ในการบริหารงานสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ส าหรับเด็ก ควรเปิดให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเรื่องเด็ก/เยาวชน และการผลิตรายการส าหรับเด็ก/เยาวชน รวมถึงตัวแทนเยาวชน เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สื่อของเด็กและเยาวชน อย่างแท้จริง สามารถผลิตสื่อได้ตรงตามความต้องการและความสนใจ ของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะน าไปสู่การสร้างเด็กและเยาวชนที่มีคุณภาพ ให้แก่สังคมไทยได้อย่างแท้จริง ๔.๒.๔ ขอให้รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการอ่านที่ชัดเจน ได้แก่ (๑) สวัสดิการหนังสือเพื่อเด็กแรกเกิด และ/หรือหนังสือหมุนเวียนทุกครั้ง ของการฉีดวัคซีนให้เด็ก (๒) ขยายพื้นที่สื่อการอ่านเพื่อการเรียนรู้อาทิ การจัดตั้งธนาคารหนังสือ การเปิดพื้นที่ ธนาคารหนังสือออนไลน์ ๔.๒.๕ ขอให้รัฐบาลมีนโยบายการเพิ่มพื้นที่กิจกรรมหลากหลายส าหรับเด็กให้ครอบคลุม ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เช่น ศูนย์การเรียนรู้ด้านต่าง ๆ พิพิธภัณฑ์เด็ก ศูนย์พัฒนาเด็ก ที่มีคุณภาพ พิพิธภัณฑ์เด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กที่มีคุณภาพ หรือพื้นที่กิจกรรมส าหรับเด็ก และเยาวชนในการแสดงศักยภาพหรือความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่หลากหลาย (Kid & Youth Station Center)
๒๖ ๔.๒.๖ ขอให้รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการให้ความรู้เรื่องสื่อ การเลือกสรรสื่อที่ดี และการ รู้เท่าทันสื่อแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู รวมถึงผู้ที่ท างานเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ตลอดจนส่งเสริมให้มีการผลิตสื่อหรือกิจกรรมที่ท าให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และผู้ ใกล้ชิดเด็กตระหนักถึงความส าคัญและรับรู้ถึงบทบาทของตนในการร่วมสร้างเด็ก และเยาวชนที่มีคุณภาพ ๔.๒.๗ ขอให้แหล่งทุนที่เกี่ยวข้องด้านสื่อ ได้แก่ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ก าหนดสัดส่วนการให้ทุนสนับสนุนสื่อ ส าหรับเด็กและเยาวชนเป็นตัวเลขที่ชัดเจนถาวร และมียุทธศาสตร์สนับสนุนสื่อ ส าหรับเด็ก โดยระบุตัวชี้วัดเชิงคุณภาพเป็นส าคัญ ได้แก่ (๑) สามารถเพิ่มหรือขยายช่องทางการเผยแพร่สื่อให้เข้าถึงเด็กและเยาวชน ได้ครอบคลุมทั่วประเทศ (๒) มีผลผลิตสื่อที่มีคุณภาพ ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย และสามารถตอบสนองความสนใจ ของเด็ก เยาวชน และครอบครัวที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ (๓) สามารถพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิตสื่อส าหรับเด็กและเยาวชนที่สอดคล้อง กับบริบทสังคมไทย น าไปใช้ในทางปฏิบัติได้จริงและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ๔.๒.๘ ขอให้รัฐบาลออกมาตรการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนและภาคเอกชนเข้ามาร่วม ลงทุนเพื่อเด็ก และร่วมสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้เช่น มาตรการทางภาษี (การลดหย่อนภาษีส าหรับบุคคลหรือภาคเอกชนที่สนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์ ส าหรับเด็ก) หรือมาตรการทางสังคม (การยกย่องหรือสนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคล ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมที่ผลิต ส่งเสริม หรือสนับสนุนสื่อสร้างสรรค์ส าหรับเด็ก และเยาวชน)
บรรณานุกรม จินตนา พัฒนพงษ์ และวันวิสาร์ แก้วขันแข็ง. (๒๕๖๑). รายงานการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก ปฐมวัยไทย ครั้งที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๖๐. กรุงเทพฯ : กลุ่มสนับสนุนวิชาการและการวิจัย ส านักส่งเสริม สุขภาพ กรมอนามัย. คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, ส านักงาน. (๒๕๕๕). การก ากับดูแลเนื้อหากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ประสบการณ์จากต่างประเทศสู่ ประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ส านักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ. เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ. (๒๕๕๒). ดูได้ดูดี คู่มือสามัญประจ าบ้านเพื่อการรับชมรายการ โทรทัศน์ส าหรับครอบครัว. กรุงเทพฯ : เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ. จินตนา พัฒนพงษ์ และ วันวิสาร์ แก้วขันแข็ง. (๒๕๖๑). รายงานการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก ปฐมวัยไทย ครั้งที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๖๐. กลุ่มสนับสนุนวิชาการและการวิจัย ส านักส่งเสริมสุขภาพ กรม อนามัย. พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์. (๒๕๔๙). ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. มนัสวินีจันทะเลิศ. (๒๕๔๘). เกณฑ์ในการประเมินคุณภาพรายการเด็กทางโทรทัศน์. วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. มรรยาท อัครจันทโชติ. (๒๕๕๖). สถานภาพปัจจุบันของการออกอากาศรายการวิทยุส าหรับเด็ก และ พฤติกรรมการเปิดรับสื่อวิทยุของเด็กไทย. สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน สถาบันสื่อเด็กและ เยาวชน ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มรรยาท อัครจันทโชติ. (๒๕๕๘). การก าหนดช่วงเวลารายการส าหรับเด็กและเยาวชนในประเทศไทย : จากแนวนโยบายของ กสทช. สู่การปฏิบัติจริงของสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์. สมาคมวิทยุและ สื่อเพื่อเด็กและเยาวชน และ ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. มรรยาท อัครจันทโชติ. (๒๕๕๙). บทวิเคราะห์ผลการศึกษาสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิตอลทางธุรกิจ ระดับชาติในหมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาสถานีโทรทัศน์ ส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว. มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา และ ส านักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ. มรรยาท อัครจันทโชติ. (๒๕๖๓). เอกสารประกอบการประชุมระดมความคิด ข้อเสนอสู่การเพิ่มช่อง ทางการเผยแพร่รายการเด็กในสื่อวิทยุและโทรทัศน์. สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน และ ส านักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
๒๘ มีเดียมอนิเตอร์. (๒๕๔๙). ผลการศึกษาเรื่อง รายการโทรทัศน์ส าหรับเด็กทางสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี. เอกสารแผ่นพับ. สมาคมวิทยุเด็ก เยาวชน และครอบครัว. (๒๕๕๕). ผลิงามตามวัย. กรุงเทพฯ : แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะ เยาวชน. สันติ เกษมสิริทัศน์. (๒๕๕๐). การสร้างสรรค์รายการเด็ก. เอกสารการสอนชุดวิชาการสร้างสรรค์รายการ โทรทัศน์. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ส านักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน). (๒๕๖๑). รายงานผลการส ารวจพฤติกรรม ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๐. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. ส านักงานสถิติแห่งชาติ และองค์การยูนิเซฟ. (๒๕๖๑). การส ารวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑. กรุงเทพฯ : ส านักงานสถิติแห่งชาติ ส านักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล. (๒๕๖๑). พลเมืองดิจิทัลของโลก. ส านักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และ DQ institute ประเทศสิงคโปร์ สุริยเดว ทรีปาตี. (๒๕๕๖). รู้จักเด็กทั้งตัวและหัวใจ พัฒนาการของเด็กและวัยรุ่น. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็ก และครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล. Heckman, James J. (Spring 2011). “The Economics of Inequality: The Value of Early Childhood Education” In American Educator: 31-47.
ภาคผนวก
[๒]
[๓] ภาคผนวก ก สรุปผลการจัดเสวนา “การพัฒนาและขยายสื่อดีส าหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว” เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุม หมายเลข ๒๓๐๔ ชั้น ๒๓ อาคารสุขประพฤติถนนประชาชื่น กรุงเทพมหานคร
[๔]
[๒๓] รายชื่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ๑. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. พลตรี โอสถ ภาวิไล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. นางทัศนา ยุวานนท์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๖. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ โฆษกคณะกรรมาธิการ ๗. นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๘. นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๙. หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๐. นายพีระศักดิ์ พอจิต ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๑. นางประยูร เหล่าสายเชื้อ กรรมาธิการ ๑๒. นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ กรรมาธิการ ๑๓. นายมณเฑียร บุญตัน กรรมาธิการ ๑๔. นายยุทธนา ทัพเจริญ กรรมาธิการ ๑๕. พลเอก วลิต โรจนภักดี กรรมาธิการ ๑๖. นายอ าพล จินดาวัฒนะ กรรมาธิการ
[๒๔] รายชื่อที่ปรึกษา ผู้ช านาญการ นักวิชาการ และเลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑. นางจิราภรณ์ เล้าเจริญ ที่ปรึกษาประจ าคณะกรรมาธิการ ๒. นางณัฐณภรณ์ เอกนราจินดาวัฒน์ ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ ๓. นายวงศ์พันธ์ ณธันยพัต ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ ๔. นายศุภชัย สถีรศิลปิน ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ ๕. นางอุบล หลิมสกุล ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ ๖. นายเอกกมล แพทยานันท์ ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ ๗. นายสุวัช สิงห์พันธุ์ ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ ๘. นายอัครเดช สุพรรณฝ่าย ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ ๙. นายกิตติรัตน์ เมฆมณี นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑๐. นางงามจิต แต้สุวรรณ นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑๑. นางสาวบุญชิรา ภู่ชนะจิต นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑๒. พันเอก ธนัญชัย พยัตตพงษ์ นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑๓. นายไชยรัตน์ อุดมกิจปัญญา นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑๔. นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑๕. พันโท หญิง เรืองพรรษา ชื่นเนียมธรรม นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑๖. นางณัฏฐภัค อติเชษฐ์ธนิศ นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑๗. นายนิติ ถาวรวณิชย์ นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑๘. นายศุภากร ปทุมรัตนาธาร นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑๙. นายสายสิทธิ์ เจตสิกทัต นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๒๐. นางอาทิชา นราวรวัชร นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๒๑. นางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๒๒. นางพัฒนฉัตร ภัทรศาศวัตวงศ์ นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ ๒๓. นายรณฤทธิ์ มงคลรัตน์ เลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการ ๒๔. นายอาสา วัฒนญานกุล เลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการ ๒๕. นางสาวสุภาพิชญ์ ไชยดิษฐ์ เลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการ
[๒๕] รายชื่อคณะอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็ก และเยาวชน ๑. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๒. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการคนที่หนึ่ง ๓. นางจิราภรณ์ เล้าเจริญ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการคนที่สอง ๔. นางทัศนา ยุวานนท์ อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษา ๕. นางงามจิต แต้สุวรรณ อนุกรรมาธิการ ๖. นางวรภัทร แสงแก้ว อนุกรรมาธิการ ๗. นายศุภชัย สถีรศิลปิน อนุกรรมาธิการ ๘. นายส าราญ อรุณชาดา อนุกรรมาธิการ ๙. นายธนะรัตน์ ธาราภรณ์ อนุกรรมาธิการ ๑๐. นายอัครเดช สุพรรณฝ่าย อนุกรรมาธิการ ๑๑. นายธนวัฒน์ พรหมโชติ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ ๑๒. นางเพชรรัตน์ มหาสิงห์ อนุกรรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ คือ ๑. นายถนัด บุญชัย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๒. นายชาญชัย มาณจักร ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ
[๒๖] รายชื่อคณะอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการกิจการสตรีผู้มีความหลากหลายทางเพศ และผู้ด้อยโอกาส ๑. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการ ๒. นางประยูร เหล่าสายเชื้อ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๓. นางทัศนา ยุวานนท์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และประธานที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๔.. นางจิราภรณ์ เล้าเจริญ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง ๕. นางณัฐณภรณ์ เอกนราจินดาวัฒน์ อนุกรรมาธิการ ๖. นางงามจิต แต้สุวรรณ อนุกรรมาธิการ ๗. นางณัฐนันท์ สว่างวงศ์ อนุกรรมาธิการ ๘. นางสาวอัญชลี เกษสุริยงค์ อนุกรรมาธิการ ๙. นางสาวอังคณา ใจกิจสุวรรณ อนุกรรมาธิการ ๑๐. นางสาวพัฐศรา พอจิต อนุกรรมาธิการ ๑๑. นายตรัณ ตระกูลสว่าง อนุกรรมาธิการ ๑๒. นางสาวฉัตรสุดา ศิริวงศ์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ประกอบด้วย ๑. นางจิรพรรณ์ อนุศาสน์อมรกุล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๒. นางสาวอรณิชชา ภาคพิเศษ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ
[๒๗] รายชื่อคณะอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ๑. นายมณเฑียร บุญตัน ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๒. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นางพวงแก้ว กิจธรรม อนุกรรมาธิการ ๕. นายรัตน์ กิจธรรม อนุกรรมาธิการ ๖. นางสาววันทนีย์ พันธชาติ อนุกรรมาธิการ ๗. นายวิทยุต บุนนาค อนุกรรมาธิการ ๘. นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล อนุกรรมาธิการ ๙. นางอาทิชา นราวรวัชร อนุกรรมาธิการ ๑๐. นายธีรยุทธ สุคนธวิท อนุกรรมาธิการและเลขานุการ ๑๑. นางสาวพิมพ์ปญา อติสิราวัชร์ อนุกรรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ประกอบด้วย ๑. พลตรีโอสถ ภาวิไล ประธานที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๒. นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๓. นายต่อพงศ์ เสลานนท์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๔. นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๕. นางวัชรา ริ้วไพบูลย์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๖. นายศุภชีพ ดิษเทศ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๗. นายสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๘. นายสุพล บริสุทธิ์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๙. นายเอกกมล แพทยานันท์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ