The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2023-11-16 18:46:52

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว

กมธ.3

รายงานการพิจารณาศึกษา ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา เรื่อง ความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว ส านักกรรมาธิการ ๓ ส านักงานเลขาธิการวุฒิสภา


- ก - คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ พลตรี โอสถ ภาวิไล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม นางทัศนา ยุวานนท์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ โฆษกคณะกรรมาธิการ นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ


- ข - หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายพีระศักดิ์ พอจิต ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นางประยูร เหล่าสายเชื้อ กรรมาธิการ นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ กรรมาธิการ นายมณเฑียร บุญตัน กรรมาธิการ นายยุทธนา ทัพเจริญ กรรมาธิการ พลเอก วลิต โรจนภักดี กรรมาธิการ นายอ าพล จินดาวัฒนะ กรรมาธิการ


- ค - คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็กและเยาวชน นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง นางจิราภรณ์ เล้าเจริญ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง นางทัศนา ยุวานนท์ อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษา นายศุภชัย สถีรศิลปิน อนุกรรมาธิการ นางงามจิต แต้สุวรรณ อนุกรรมาธิการ นางสาวอัญชลี เกษสุริยงค์ อนุกรรมาธิการ


- ง - นางวรภัทร แสงแก้ว อนุกรรมาธิการ นายอัครเดช สุพรรณฝ่าย อนุกรรมาธิการ นายธนะรัตน์ ธาราภรณ์ อนุกรรมาธิการ นายธนวัฒน์ พรหมโชติ นางเพชรรัตน์ มหาสิงห์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ อนุกรรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ


- ฌ - บทสรุปผู้บริหาร รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “ความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว” -------------------------------- คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรีผู้สูงอายุคนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ได้ตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัวที่เกิดขึ้นจากรายงาน สถานการณ์การทารุณกรรมในเด็กและความรุนแรงในครอบครัว ปีงบประมาณ ๒๕๖๑ – ๒๕๖๓ (ปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ตั้งแต่ ๑ ตุลาคม – ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓) พบว่า ปัญหาการทารุณกรรม ทางร่างกาย ทางจิตใจ และทางเพศ ปีพ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๖๓ จ านวน ๑,๖๕๗ คน ปัญหาความ รุนแรงในครอบครัว ปีพ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๖๓ จ านวน ๒,๐๗๙ คน จ านวนผู้ถูกกระท าความรุนแรง จ าแนกตามเพศชาย และเพศหญิง พบว่า ความรุนแรงทางร่างกาย ความรุนแรงทางจิตใจ ความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว ในปีพ.ศ. ๒๕๖๑ มีจ านวน ๘๐๐ คน ปีพ.ศ. ๒๕๖๒ จ านวน ๑,๖๓๖ คน และปีพ.ศ. ๒๕๖๓ จ านวน ๑,๓๐๐ คน โดยอายุของผู้ถูกกระท า ประกอบด้วย ๑. ปีพ.ศ. ๒๕๖๑ พบผู้ถูกกระท า มีอายุต่ ากว่า ๕ ปี อายุระหว่าง ๑๘ – ๓๐ ปี อายุระหว่าง ๓๑ – ๔๐ ปี อายุระหว่าง ๔๑ – ๕๐ ปี และอายุมากกว่า ๖๐ ปีขึ้นไป มีจ านวน ๘๐๐ คน ๒. ปีพ.ศ. ๒๕๖๒ พบผู้ถูกกระท า มีอายุต่ ากว่า ๕ ปี อายุระหว่าง ๑๘ – ๓๐ ปี อายุระหว่าง ๓๑ – ๔๐ ปี อายุระหว่าง ๔๑ – ๕๐ ปี และอายุมากกว่า ๖๐ ปีขึ้นไป มีจ านวน ๑,๖๓๖ คน ๓. ปีพ.ศ. ๒๕๖๓ พบผู้ถูกกระท า มีอายุต่ ากว่า ๕ ปี อายุระหว่าง ๑๘ – ๓๐ ปี อายุระหว่าง ๓๑ – ๔๐ ปี อายุระหว่าง ๔๑ – ๕๐ ปี และอายุมากกว่า ๖๐ ปีขึ้นไป มีจ านวน ๑,๓๐๐ คน จึงมอบให้คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็กและเยาวชน พิจารณาศึกษาความรุนแรง ต่อเด็กในครอบครัวอันประกอบด้วย ข้อเสนอแนะเป็น ๓ แนวทาง ดังนี้ แนวทางที่ ๑ แนวทางการค้นหาข้อเท็จจริง (จากผู้กระท า/ผู้ถูกกระท า) ให้มีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์แบบเจาะลึกใน ๒ กรณี ดังนี้ ๑. ควรมีการศึกษาเด็กที่ถูกกระท าความรุนแรงว่าเหตุใดจึงถูกกระท า หรือถูก กระท าด้วยวิธีการใด ๒.ควรมีการศึกษาในตัวผู้กระท าว่ากระท าด้วยสาเหตุอะไร และกระท าความรุนแรง ต่อเด็กด้วยวิธีการใด แนวทางที่ ๒ แนวทางการช่วยเหลือ เยียวยา ๑. เมื่อพบเห็นเหตุการณ์กระท าความรุนแรงต่อเด็ก จะต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือ อย่างทันท่วงที หรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นให้เข้ามาดูแลช่วยเหลือ


- ญ - ๒. บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก ด้วยการ ท างานในเชิงรุกโดยใช้กระบวนการจากทีมสหวิชาชีพด าเนินการช่วยเหลือ เยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยความเมตตา ไม่ซ้ าเติมเด็กที่ถูกกระท า ๓. ศูนย์ข้อมูลกลาง เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวมีส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่มาก เช่น สถานีต ารวจ โรงพยาบาล ศาล กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรภาคเอกชน ท าให้ข้อมูลในภาพรวมกระจัดกระจาย ไม่สามารถทราบถึงภาพรวมได้ จึงควรมีการจัดการเก็บอย่างเป็นระบบ โดยอาจใช้ฐานจาก “ศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข” เป็นแหล่งรวบรวมกลาง ๔. การช่วยเหลือเร่งด่วน ความรุนแรงในครอบครัวนั้น แม้ว่าจะมีความพยายาม รณรงค์ให้ประชาชนเกิดความตระหนักและมีส่วนร่วมในการสังเกตและแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าให้การช่วยเหลือผู้ถูกกระท า แต่ก็พบว่าการมีส่วนแจ้งข่าวยังมีไม่มากนัก อาจเป็นเพราะว่าทัศนคติ เดิมยังฝังใจว่าเรื่องของครอบครัวอื่นไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงต้องปรับเปลี่ยนจุดเน้นมาที่ “ฐานชุมชน”และการท างานเชิงรุก เพื่อจะได้มีส่วนร่วมในการปกป้องดูแลและช่วยเหลือได้ทันท่วงที ๕. การคุ้มครองและเยียวยาผู้ถูกกระท า ต้องมีสถานที่รองรับและให้การคุ้มครอง ผู้ถูกกระท าที่มากเพียงพอ โดยอาศัยทีมสหวิชาชีพเข้าร่วมให้ค าปรึกษาและเยียวยาอย่างทันท่วงที แนวทางที่ ๓ แนวทางป้องกัน ดังนี้ ๑. มิติทางครอบครัว ๑) การเตรียมความพร้อมครอบครัวรุ่นใหม่ ส าหรับกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง ควรส่งเสริมให้มีการด าเนินการในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มชุมชนคนยากจนในเมืองเพิ่มขึ้น ๒) ส่งเสริมให้มีศูนย์ให้ค าปรึกษาแก่ครอบครัวกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการใช้ฐานศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข (OSCC) ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนและ องค์กรภาคเอกชนเป็นศูนย์ให้ค าปรึกษาแก่ครอบครัวที่ประสบปัญหา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการ พัฒนาระบบโปรแกรม MySis ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ก าหนดให้เป็นเพื่อนให้ค าปรึกษาด้านครอบครัวที่ ไม่ได้เป็นคน แต่ใช้การ Chatbot ในการสนทนาโต้ตอบ เพื่อให้เทคโนโลยีนี้มีการพัฒนามากขึ้นควร มีการพัฒนาระบบนี้ไว้ส าหรับการรับเรื่อง และการช่วยเหลือต่อไป ๓) ส่งเสริมให้ส่วนราชการหรือองค์กรรัฐวิสาหกิจมีเนอร์สเซอรี่เพื่อให้แม่ มีโอกาสใกล้ชิดบุตร ๔) รณรงค์ให้ครอบครัวตระหนักถึงพิษภัยที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว เช่น สุรา ยาเสพติด และการพนันที่ท าให้บุคคลในครอบครัวขาดสติ ๕) ผลักดันให้มีพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อให้ครอบครัวมี สภาพแวดล้อมที่ดีและสร้างสัมพันธภาพที่ดีในการท ากิจกรรมร่วมกัน


- ฎ - ๖) บทบาทบุรุษในครอบครัว โดยส่งเสริมให้ฝ่ายชายที่เป็นพ่อมีความรับผิดชอบ ในการเลี้ยงดูครอบครัวให้มากขึ้น ในกรณีการลาเลี้ยงดูบุตรของคุณพ่อ กรณีที่พ่อรับราชการ หรือ ลูกจ้างหน่วยงานราชการจะสามารถลาเลี้ยงดูบุตรได้ ๑๕ วัน ซึ่งต้องลาภายใน ๓๐ วันแรกนับจาก วันที่ภรรยาคลอดบุตรเท่านั้น ควรมีการขยายเวลาออกไปอย่างน้อย ๓๐ วัน ๒. มิติทางชุมชน ๑) ผลักดันให้ท้องถิ่นมีแผนและกิจกรรมส่งเสริมครอบครัวเพิ่มมากขึ้น ๒) ใช้ฐานชุมชนเป็นตัวตั้งในการป้องกัน เฝ้าระวังค้นหาครอบครัวที่มีแนวโน้ม เสี่ยงต่อการกระท าความรุนแรงในอนาคต เช่น พ่อ หรือแม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อแม่แยกทางกัน เด็กไม่ได้ อยู่กับพ่อแม่โดยตรง และปัญหาด้านสุขภาพ โดยอาศัยกลไกอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจ าหมู่บ้าน (อพม.) อาสาสมัคร สาธารณสุข (อสส.) ก านัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มทางสังคม ต่าง ๆ รวมถึงสภาเด็กและเยาวชนช่วยกันดูแลความปลอดภัยในชุมชนเพื่อยับยั้งความรุนแรงที่บุคคล ในครอบครัวจะกระท าต่อเด็กและเยาวชน ๓) ส่งเสริมให้ “ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน” ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีศักยภาพ มีความเข้มแข็ง และได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณในการด าเนินงานเพื่อให้สามารถ ใช้เป็นกลไกประสานงานและช่วยป้องกัน เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ๓. มิติทางสังคม ๑) ส่งเสริมให้มีการขับเคลื่อนกระบวนการรณรงค์ลดความรุนแรงในครอบครัว และจัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและบุคคลในครอบครัวตามวาระที่เหมาะสม ๒) องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมควรร่วมมือกับสื่อสารมวลชนเพื่อเสนอ สื่อที่ส่งเสริมให้บุคคลเกิดการเรียนรู้จากตัวแบบที่เหมาะสม ๓) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรบูรณาการองค์ความรู้บุคลากรและงบประมาณ ในการส่งเสริมสัมพันธภาพในครอบครัว เพื่อให้เกิดทัศนคติเชิงบวก ในการแก้ไขปัญหา ๔) ผลักดันให้สื่อมวลชนภาครัฐมีพื้นที่การน าเสนอสาระเกี่ยวกับครอบครัว เพิ่มมากขึ้น ๔. มิติทางการศึกษา ๑) สถาบันการศึกษาต้องขับเคลื่อนกระบวนการรณรงค์ลดความรุนแรงต่อเด็ก และเยาวชนในครอบครัว รวมถึงผลิตสื่อในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่รณรงค์


- ฏ - ๒) สถาบันการศึกษาต้องส่งเสริมการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชน มีทักษะชีวิตที่สามารถแก้ปัญหาที่ต้องเผชิญในชีวิตประจ าวัน เพื่ออยู่รอดปลอดภัย และอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ๕. มิติการสร้างต้นแบบที่ดี ๑) ต้นแบบบูรณาการระหว่างครอบครัวสถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเพื่อรณรงค์ให้บุคคลเรียนรู้ถึงพิษภัยของปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนใน ครอบครัว ๒) สนับสนุนให้เกิดครอบครัวต้นแบบเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะชีวิตให้กับเด็ก และเยาวชน ๓) ส่งเสริมให้เด็กมีต้นแบบที่ดีในการด าเนินชีวิต เพื่อให้เกิดการกระท าที่ เหมาะสม ทั้งในระดับครอบครัว ท้องถิ่น ท้องที่ ชุมชน และสังคม ๖. มิติทางกฎหมาย ๑) ให้น าพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ตกไป เนื่องจากพระราชก าหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนา และคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยให้ขึ้นสู่เวทีประชาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อการทบทวนร่างพระราชบัญญัติอีกครั้ง เพื่อที่จะผลักดันในการพิจารณาของรัฐสภาต่อไป รวมทั้งกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๒) การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ และพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ มากที่สุดเพื่อคุ้มครองผู้ถูกท าร้ายให้มากที่สุด ๓) ผลักดันให้สามีสามารถลาเลี้ยงดูบุตรหลังภรรยาคลอดบุตร ตาม มติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ โดยระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของ ข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ๒๐ ก าหนดให้ “ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาไปช่วยเหลือภริยา โดยชอบด้วยกฎหมายที่คลอดบุตรให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามล าดับจนถึงผู้มีอ านาจ อนุญาตก่อนหรือในวันที่ลาภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่คลอดบุตร และให้มีสิทธิลาไปช่วยเหลือภริยา ที่คลอดบุตรครั้งหนึ่งติดต่อกันได้ไม่เกิน ๑๕ วันท าการ” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕


- ฐ - สารบัญ หน้า รายนามคณะกรรมาธิการ ก รายนามคณะอนุกรรมาธิการ ค รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว จ บทสรุปผู้บริหาร ฌ สารบัญ ฐ บทที่ ๑ บทน า ๑ ๑.๑ ความเป็นมาของการพิจารณาศึกษา ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์การศึกษา ๒ ๑.๓ ขอบเขตการพิจารณา ๒ ๑.๔ ระยะเวลาในการศึกษา ๒ ๑.๕ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๓ บทที่ ๒ สถานการณ์ปัญหา ๕ ๒.๑ ความหมาย ๕ ๒.๒ รายงานสถานการณ์การทารุณกรรมในเด็กและความรุนแรงในครอบครัว ในบ้านพักเด็กและครอบครัว ๗๗ จังหวัด ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๖๓ ตั้งแต่ ๑ ตุลาคม – ๔ มิถุนายน ๗ ๒.๓ สาเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ๑๑ บทที่ ๓ ผลการด าเนินงาน ๑๕ ๓.๑ การรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๑๕ ๓.๒ การเดินทางศึกษาดูงาน ณ โรงพยาบาลปทุมธานี ๑๖ ๓.๓ การเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง “ความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว เมื่อวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุม ๒๕๐๑ ชั้น ๒๕ อาคารสุขประพฤติ” ๒๑ บทที่ ๔ ข้อเสนอแนะ ๓๑ บรรณานุกรม


- ฑ - สารบัญ (ต่อ) ภาคผนวก ภาคผนวก ก - รายชื่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา - รายชื่อที่ปรึกษา ผู้ช านาญการ นักวิชาการ และเลขานุการประจ า คณะกรรมาธิการ - รายชื่อคณะอนุกรรมาธิการ - รายชื่อฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา


บทที่ ๑ บทน ำ ๑.๑ ควำมเป็นมำของกำรพิจำรณำศึกษำ ข้อมูลสถานการณ์ผู้ถูกกระท าความรุนแรงในครอบครัว ในปี ๒๕๖๑ พบว่า มีค่าเฉลี่ยการถูกท าร้ายจ านวน ๓๙ คนต่อวัน หรือจ านวน ๑๔,๒๓๗ ราย ในจ านวนนี้ผู้ถูกกระท า ความรุนแรงมากที่สุดเป็นเพศหญิง จ านวน ๑๓,๒๔๘ ราย รองลงมาเป็นเพศชาย จ านวน ๙๗๒ ราย และเพศทางเลือก ๑๗ ราย ทั้งนี้ ระดับอายุที่มารับบริการศูนย์พึ่งได้ ๓ อันดับแรก พบว่า อายุ ๑๐ ปี – ไม่เกิน ๒๐ ปีถูกกระท าความรุนแรงมากที่สุด จ านวน ๕,๑๖๘ ราย รองลงมา คือ อายุ ๒๐ ปี – ๓๐ ปี จ านวน ๒,๖๒๓ ราย และระดับอายุ ๓๐ ปี – ๔๐ ปี จ านวน ๒,๒๔๔ ราย ปรากฏว่า มีจ านวนเด็กถูกกระท าความรุนแรง (๐ – ไม่เกิน ๒๐ ปี) จ านวน ๖,๑๘๒ ราย คิดเป็นร้อยละ ๔๓.๔๒ จ านวนรวม ๑๔,๒๓๗ ราย ของจ านวนผู้ถูกกระท าความรุนแรงทั้งหมด หากจ าแนกประเภท ของการกระท าความรุนแรงเกิดจากการกระท าทางร่างกาย จ านวน ๘,๖๓๖ ราย รองลงมาเกิดจาก การกระท าทางเพศ จ านวน ๔,๕๘๘ ราย ส าหรับความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระท าและผู้ถูกกระท าความ รุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นมากที่สุด คือ ระหว่างสามี/ภรรยา จ านวน ๗๖๖ ราย รองลงมาระหว่าง บิดามารดากระท าต่อบุตร จ านวน ๒๘๔ ราย จากข้อมูลพบว่าการกระท าความรุนแรงในครอบครัว มีสถิติการท าร้ายร่างกายมีจ านวนมากกว่าการล่วงละเมิดทางเพศ โดยเป็นปัญหาที่มีการท าร้าย ร่างกาย การล่วงละเมิดทางเพศ การท าร้ายจิตใจจากการดุด่า การถูกทอดทิ้งจากผู้เลี้ยงดู จากข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวนับตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ จนถึงปัจจุบัน มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ปรากฏให้เห็นผ่านสื่อต่าง ๆ และที่ไม่ปรากฏ เป็นข่าวอันมีสาเหตุเนื่องจากการทะเลาะวิวาท การใช้ความรุนแรง และการล่วงละเมิดทางเพศเป็น ส่วนมาก และบุคคลที่กระท าล้วนเกิดจากบุคคลในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ บุตร และบรรดา ญาติสนิทจากกลุ่มเป้าหมายที่ถูกกระท าความรุนแรงนอกจากพ่อแม่กระท าต่อบุตรแล้วเป็นที่ น่าสังเกตว่าสถิติบุตรท าร้ายพ่อแม่ก็มีจ านวนมากขึ้นด้วยเช่นกัน ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่พบอยู่เสมอทั้งในครอบครัวและในสังคม และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นกับบุคคลที่อ่อนแอหรือด้อยโอกาส อาทิเช่น เด็ก สตรี คนชรา ผู้มีปัญหาทางสภาพจิต เป็นต้น มักจะถูกกระท าในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ การทุบตีท าร้าย ร่างกาย การท าร้ายทางจิตใจโดยการแสดงออกด้วยวาจา กิริยาท่าทาง หรือการกระท าที่ท าให้ได้รับ ความกระทบกระเทือนทางอารมณ์และจิตใจ รวมทั้งการล่วงละเมิดทางเพศ สาเหตุและปัจจัย ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงเป็นเรื่องความสัมพันธภาพในครอบครัวมากที่สุด จ านวน ๑๐,๕๐๓ ราย รองลงมา คือ สภาพแวดล้อม จ านวน ๖,๔๕๘ ราย ส าหรับสถานที่เกิดเหตุพบว่า บ้านตนเองเป็น สถานที่เกิดความรุนแรงมากที่สุด ซึ่งบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่ขณะเดียวกันความรุนแรง


๒ ในครอบครัวก็สามารถเกิดนอกเคหสถานได้เช่นกัน ดังนั้น ในทุกสถานที่ควรให้ความส าคัญในการ เฝ้าระวัง และระงับเหตุความรุนแรงในครอบครัว ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นนั้น คณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็กและเยาวชนใน คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ได้เล็งเห็นความส าคัญว่าอาจจะมีปัญหาอื่น ๆ ในเชิงปฏิบัติระดับพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก และเยาวชน จึงมีแนวความคิดในการศึกษาถึงสภาพปัญหา ผลกระทบ อุปสรรคเพื่อน ามาเป็น แนวทางในการจัดท าข้อเสนอแนะต่อไป ๑.๒ วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ ๑.๒.๑ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ตระหนักถึง ความส าคัญของการรวมพลังเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็ก และร่วมกันขจัดและลดทอนปัญหาความ รุนแรงในเด็ก และบุคคลในครอบครัวให้หมดสิ้นไป โดยการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การท างานร่วมกันในการป้องกัน แก้ไขปัญหาความรุนแรงในเด็กและบุคคลในครอบครัว ๑.๒.๒ เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการแก้ไขปัญหา ๑.๒.๓ เพื่อรายงานผลการศึกษาต่อวุฒิสภา และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และทุกภาคส่วนได้น าผลการศึกษาไปเป็นแนวทางในการด าเนินงาน ๑.๓ ขอบเขตกำรพิจำรณำ พิจารณาศึกษาสภาพปัญหา ผลกระทบ และแนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก ในครอบครัวเพื่อน าไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหา และการให้ความคุ้มครอง ตลอดจนการป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน เพื่อจัดท าเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ๑.๔ ระยะเวลำในกำรศึกษำ ๑.๔.๑ ศึกษาจากข้อมูลปฐมภูมิ โดยการรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และ ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง และจากการจัดเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง “ความรุนแรงต่อเด็กใน ครอบครัว” ๑.๔.๒ ศึกษาจากข้อมูลทุติยภูมิ โดยศึกษาจากเอกสารต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย บทความ และรายงานการพิจารณาศึกษาที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ศึกษากฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๑.๔.๓ ศึกษาดูงาน ณ โรงพยาบาลปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี


๓ ๑.๕ ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ ๑.5.๑ รับทราบถึงสภาพปัญหา ปัจจัยที่เป็นสาเหตุ ตลอดจนผลกระทบ เพื่อแสวงหา แนวทางการแก้ไขปัญหา ๑.5.๒ จัดท ารายงานผลการศึกษาต่อวุฒิสภา และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และทุกภาคส่วนของสังคมน าผลการศึกษาไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไป


บทที่ ๒ สถานการณ์ปัญหา ๒.๑ ความหมาย ความรุนแรง๑ หมายถึง การกระท าที่เป็นความจงใจใช้ก าลังหรืออ านาจทางกาย ข่มขู่ คุกคาม ท าร้ายตนเอง ผู้อื่น กลุ่มคนหรือสังคม ท าให้เกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต การท าร้ายจิตใจ ยับยั้ง และปิดกั้นการเจริญงอกงาม สูญเสีย หรือจ ากัดสิทธิบางประการ องค์การอนามัยโลก๒ ได้แบ่งความรุนแรงออกเป็น ๓ ประเภท ดังนี้ ๑. ความรุนแรงต่อตนเอง หมายถึง ลักษณะความรุนแรงที่เกิดจากการที่บุคคล กระท าต่อตนเอง แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทย่อย ได้แก่ พฤติกรรมฆ่าตัวตาย และพฤติกรรมท าร้าย ตัวเอง ๒. ความรุนแรงระหว่างบุคคล หมายถึง ความรุนแรงที่กระท าโดยบุคคลอื่น หรือ กลุ่มบุคคลอื่น แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทย่อย ได้แก่ ได้แก่ ความรุนแรงในครอบครัวและคู่ครอง และความรุนแรงในชุมชน ๓. ความรุนแรงระดับกลุ่ม หมายถึง ความรุนแรงที่กระท าโดยกลุ่มบุคคล แบ่งออก ได้เป็น ๓ ประเภทย่อย ได้แก่ ความรุนแรงทางสังคม ความรุนแรงทางการเมือง และความรุนแรง ทางเศรษฐกิจ ลักษณะของการกระท าความรุนแรงหรือวิธีการที่ใช้ในการแสดงออกถึงความ รุนแรง มีดังนี้ ๑. ความรุนแรงทางร่างกาย หมายถึง การได้รับบาดเจ็บโดยผู้กระท าความรุนแรงต่อ ผู้ถูกกระท า เช่น การทะเลาะวิวาท เตะ ต่อย และเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ใช่อุบัติเหตุ ๒. ความรุนแรงทางเพศ หมายถึง การกระท าต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ ผู้ถูกกระท าเป็นเครื่องตอบสนองความต้องการทางเพศของผู้กระท า โดยอาจใช้ก าลังบังคับ หลอกลวง ข่มขู่ หรือชักชวนให้สิ่งตอบแทน ๓. ความรุนแรงทางจิตใจ หมายถึง การถูกท าร้ายจิตใจและควบคุมบังคับจิตใจ ท าให้รู้สึกอับอาย รู้สึกด้อยค่า หรือลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ลง ๑ ส านักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ ส านักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๔๓ ๒ เว็บไซต์ https://www.hiso.or.th/hiso/picture/reportHealth/report2_11_3.pdf


๖ ๔. ความรุนแรงจากความสูญเสียหรือการถูกละเลยทอดทิ้ง หมายถึง การไม่ได้รับ การดูแลเอาใจใส่และคุ้มครองอย่างเหมาะสม การถูกละเลยในเรื่องปัจจัยสี่ในการด ารงชีวิต หรือ สุขภาพอนามัย จนเกิดอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ ในส่วนของ “ความรุนแรงต่อเด็ก” หมายถึง การที่เด็กได้รับการปฏิบัติจากผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกครอบครัว ในลักษณะที่ไม่เป็นที่ยอมรับตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ที่เด็กอยู่ในช่วงเวลานั้นจนเป็นเหตุให้เด็กได้รับอันตราย บาดเจ็บ กระทบกระเทือนทางด้านจิตใจ และทางเพศ ตลอดจนการถูกละเลยไม่ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน เช่น อาหาร การดูแลสุขภาพ และการอบรมเลี้ยงดู ซึ่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ได้ระบุว่า “เด็ก” คือ บุคคล ที่มีอายุต่ ากว่า ๑๘ ปีและได้กล่าวถึงความรุนแรงต่อเด็กไว้ใน ข้อ ๑๙ ความว่า รัฐภาคีจะด าเนิน มาตรการที่เหมาะสมทั้งปวง ด้านนิติบัญญัติ บริหาร สังคมและการศึกษา ในอันที่จะคุ้มครองเด็กจาก รูปแบบทั้งปวงของความรุนแรง ทั้งทางร่างกายและจิต การท าร้ายหรือการกระท าอันมิชอบ การทอดทิ้งหรือการปฏิบัติโดยประมาท การปฏิบัติที่ผิดหรือการแสวงประโยชน์ รวมถึงการกระท า อันมิชอบทางเพศขณะอยู่ในการดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองตามกฎหมาย หรือบุคคลอื่นใดซึ่งเด็ก นั้นอยู่ในความดูแล รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บัญญัติหลักฐานส าคัญ รองรับไว้ในมาตรา ๔ และมาตรา ๗๑ ดังนี้ มาตรา ๔ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง” มาตรา ๗๑ รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ที่ส าคัญของสังคม จัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริม สุขภาพเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง รวมตลอดทั้งส่งเสริมและพัฒนาการ กีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน รัฐพึงส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถด ารงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และ คุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรง หรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้ การบ าบัด ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ถูกกระท าการดังกล่าว ในการจัดสรรงบประมาณ รัฐพึงค านึงถึงความ จ าเป็นและความต้องการที่แตกต่างกันของเพศ วัย และสภาพของบุคคล ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรม


๗ ๒.๒ รายงานสถานการณ์การทารุณกรรมในเด็กและความรุนแรงในครอบครัวในบ้านพักเด็กและ ครอบครัว ๗๗ จังหวัด ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๖๓ (ตั้งแต่ ๑ ตุลาคม – ๔ มิถุนายน)๓ จากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๓ รายงานสถานการณ์การทารุณกรรมในเด็กและความรุนแรงในครอบครัวในบ้านพักเด็กและครอบครัว ๗๗ จังหวัด กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์




๑๐


๑๑ ๒.๓ สาเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรง เป็นเรื่องความสัมพันธภาพในครอบครัวมากที่สุด จ านวน ๑๐,๕๐๓ ราย รองลงมา คือ สภาพแวดล้อม จ านวน ๖,๔๕๘ ราย ส าหรับสถานที่เกิดเหตุพบว่า บ้านตนเองเป็นสถานที่เกิด ความรุนแรงมากที่สุด ซึ่งบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่ขณะเดียวกันความรุนแรงใน ครอบครัวก็สามารถเกิดนอกเคหสถานได้เช่นกัน ดังนั้น ในทุกสถานที่ควรให้ความส าคัญในการ เฝ้าระวัง และระงับเหตุความรุนแรงในครอบครัว


๑๒ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรุนแรงในครอบครัว๔ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรุนแรงในครอบครัว ประกอบด้วย ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ทัศนคติ ความคิด และอารมณ์ ปัจจัยด้านครอบครัวซึ่งอาจเกิดจากความรัก ความอบอุ่น ขาดการ ดูแลเอาใจใส่ที่เหมาะสมจากครอบครัว ขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ปัจจัยด้านพฤติกรรม พบว่า ครอบครัวที่ชอบบังคับขู่เข็ญ มีนิสัยก้าวร้าว ดื่มสุรา ภาวะเครียดจากการท างาน หรือมีสมาชิกใน ครอบครัวติดยาเสพติด จะมีโอกาสเกิดความรุนแรงในครอบครัวมากกว่า ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบจากปัจจัยการกระท าความรุนแรงในครอบครัวปี ๒๕๖๑ และ ปี ๒๕๖๒ พบว่า สาเหตุปัจจัยบางอย่างมีการเปลี่ยนแปลงและมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งในปัจจุบันพบว่า ปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเป็นปัจจัยกระตุ้นความรุนแรงสูงขึ้นเป็นอย่างมาก อาทิ การทะเลาะวิวาท การใช้ความรุนแรง และการนอกใจหึงหวง ปัจจัยการกระท าความรุนแรงในครอบครัวปี ๒๕๖๑ ปัจจัยการกระท าความรุนแรงในครอบครัวปี๒๕๖๒ ๔ ปัจจัยการกระท าความรุนแรงในครอบครัว ปี ๒๕๖๑ จากระบบฐานข้อมูลภายใต้เว็บไซต์ www.violence.in.th


๑๓ ปัจจัยการกระท าความรุนแรงในครอบครัวปี ๒๕๖๒


๑๔


บทที่ ๓ ผลการด าเนินงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง “ความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว” เพื่อจัดท าข้อเสนอแนะ แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากความ รุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่พบอยู่เสมอทั้งในครอบครัวและในสังคม และมีแนวโน้มที่จะทวี ความรุนแรงมากขึ้นกับบุคคลที่อ่อนแอหรือด้อยโอกาส อาทิเช่น เด็ก สตรี คนชรา ผู้มีปัญหาทาง สภาพจิต เป็นต้น มักจะถูกกระท าในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ การทุบตีท าร้ายร่างกาย การท าร้ายทาง จิตใจโดยการแสดงออกด้วยวาจา กิริยาท่าทาง หรือการกระท าที่ท าให้ได้รับความกระทบกระเทือน ทางอารมณ์และจิตใจ รวมทั้งการล่วงละเมิดทางเพศ สาเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงเป็น เรื่องความสัมพันธภาพในครอบครัวมากที่สุด จ านวน ๑๐,๕๐๓ ราย รองลงมา คือ สภาพแวดล้อม จ านวน ๖,๔๕๘ ราย ส าหรับสถานที่เกิดเหตุพบว่า บ้านตนเองเป็นสถานที่เกิดความรุนแรงมากที่สุด ซึ่งบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่ขณะเดียวกันความรุนแรงในครอบครัวก็สามารถเกิดนอก เคหสถานได้เช่นกัน ดังนั้น ในทุกสถานที่ควรให้ความส าคัญในการเฝ้าระวัง และระงับเหตุความ รุนแรงในครอบครัว ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็กและเยาวชน ได้รับฟังข้อมูลจากหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๓.๑ การรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๑) การสนับสนุนข้อมูลจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ โดยวิธีการส่งข้อมูลรายงานสถานการณ์การทารุณกรรมในเด็กและ ความรุนแรงในครอบครัวในบ้านพักเด็กและครอบครัว ๗๗ จังหวัด ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๑ – ๒๕๖๓ ๒) การสนับสนุนข้อมูลจากชมรมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ รพศ./รพท./ รพช. อ้างอิง สถิติผู้มารับบริการในศูนย์พึ่งได้ ปีงบประมาณ ๒๕๖๒ (ณ วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๓) ๓) จากงานวิจัย / บทความที่เกี่ยวกับความรุนแรง โดยยกกรณีศึกษาจาก ๓ แห่ง ได้แก่ เรื่องที่ ๑ ปัญหาการใช้ความรุนแรงของครอบครัวในสังคมไทยของนางสุกัญญา สดศรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ ปีพ.ศ. ๒๕๖๐ เรื่องที่ ๒ การได้รับความรุนแรงในครอบครัวของเด็กหญิงและสตรีจังหวัด สุพรรณบุรีปีพ.ศ. ๒๕๖๑ เรื่องที่ ๓ ความรุนแรงในครอบครัว จากภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปีพ.ศ. ๒๕๖๒


๑๖ ๓.๒ การเดินทางศึกษาดูงาน ณ โรงพยาบาลปทุมธานี โดยสรุปสาระส าคัญได้ ดังนี้ นางวรภัทร แสงแก้ว หัวหน้ากลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์และศูนย์พึ่งได้ฯ ให้ข้อมูลว่า ศูนย์พึ่งได้One Stop Crisis Center (OSCC) โรงพยาบาลปทุมธานีได้เปิดบริการขึ้นตั้งแต่ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นกลไกหนึ่งในการประสานและด าเนินการแก้ไข ช่วยเหลือ และ ป้องกันปัญหาเด็ก สตรีที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และปัญหาสังคมในด้านต่าง ๆ ซึ่งขอบเขตการให้บริการจะให้การช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไข และ ประสานการด าเนินการกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เด็ก สตรี ผู้ที่ประสบปัญหาความ รุนแรงในครอบครัว รวมทั้งผู้ประสบปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และปัญหาสังคมในด้านต่าง ๆ ที่มารับบริการในโรงพยาบาลได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เข้าถึงบริการทางการแพทย์และ


๑๗ สาธารณสุขได้อย่างเหมาะสม ตลอดทั้งติดตามช่วยเหลือต่อเนื่องที่บ้าน โรงเรียน และชุมชน ในราย ที่จ าเป็น นายแพทย์ประสิทธิ์ มานะเจริญ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลปทุมธานีให้ข้อมูลว่า โดยบทบาทหน้าที่ของศูนย์พึ่งได้ฯ ในขั้นตอนการปรึกษาทางเลือก (ผู้ประสบปัญหาการตั้งครรภ์ ไม่พร้อม) จะมีการให้ข้อมูลทางเลือกทั้งในกรณีตั้งครรภ์ต่อ เพื่อแนะน าการฝากครรภ์และสวัสดิการ สังคมอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการกับกรณียุติการตั้งครรภ์ก็แนะน าส่งต่อหน่วยงานใน เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกส าหรับผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมตามความจ าเป็นและเหมาะสมในแต่ละราย จากทีมงานให้ค าปรึกษาที่เข้มแข็ง รวมทั้งมีห้องให้บริการให้ค าปรึกษาที่เป็นสัดส่วน ส่วนการ ให้บริการกับผู้ที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวจะให้ค าปรึกษาแนะน าฟื้นฟูสภาพร่างกาย จิตใจ จากวิชาชีพเฉพาะตามสภาพปัญหาแต่ละบุคคล รวมทั้งให้การรักษาพยาบาลและเยียวยาใน ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ครอบครัว ชุมชนและสังคม ซึ่งมีระบบการคุ้มครองเด็กและสตรีที่ได้รับความ รุนแรงและให้บริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยมีทีมสหวิชาชีพ และจัดหาที่พักที่ปลอดภัยกรณีที่มีความ จ าเป็น ทั้งที่พักพิงชั่วคราวและถาวร เพื่อป้องกันการถูกท าร้ายซ้ า อีกทั้งยังมีการประชุมปรึกษา CASE กับทีมสุขภาพและผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาและด าเนินการช่วยเหลือตามกรอบของพระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ภายใต้วิสัยทัศน์ “ให้ความช่วยเหลือโดยค านึงถึงความสะดวก ปลอดภัย ผ่อนคลาย ไว้วางใจ และรักษาความลับ ผู้ป่วยและครอบครัว” ดังนั้น จะเห็นว่า ศูนย์พึ่งได้ฯ จัดตั้งเพื่อรองรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง สาธารณสุข ได้แก่ ๑) พระราชบัญญัติสมรรถภาพผู้ติดตามเสพติด ๒) พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ๓) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรงในครอบครัว ๔) พระราชบัญญัติคนไร้ที่พึ่ง ๕) พระราชบัญญัติค้ามนุษย์ ๖) พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว การด าเนินงานกับแม่ที่ตั้งครรภ์และใช้สารเสพติดในส่วนของศูนย์พึ่งได้ One Stop Crisis Center (OSCC) ร่วมกับแผนกรักษา ดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑ รายงานศูนย์พึ่งได้ One Stop Crisis Center (OSCC) ทุ กราย เพื่อสัมภาษณ์เชิงลึก เก็บประวัติ ประเมินความพร้อมในการดูแล


๑๘ ขั้นตอนที่ ๒ แผนกรักษาส่งต่องานจิตเวชเพื่อนัดเข้าสู่ระบบการรักษาแบบสมัครใจ ทุกรายแต่ส่วนไม่ค่อยมา ขั้นตอนที่ ๓ มีบางรายที่จะต้องส่งเข้าสู่การรักษาแบบภาคบังคับ(ด าเนินการ น้อยรายใช้เฉพาะ Case ที่มีความรุนแรง) ขั้นตอนที่ ๔ การให้ค าปรึกษารายบุคคล ครอบครัว สวัสดิการสังคม ส่งสถาน รองรับ/สถานคุ้มครอง ขั้นตอนที่ ๕ ท าบันทึกข้อตกลงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก โดยให้ญาติ หรือผู้ดูแลรับทราบร่วมกันช่วยดูแลเด็ก การด าเนินงานกับแม่ที่ใช้สารเสพติดและมีความรุนแรง ก้าวร้าวในส่วนศูนย์พึ่งได้ One Stop Crisis Center (OSCC) มีดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑ ศูนย์พึ่งได้ One Stop Crisis Center (OSCC) รับรายงานจากแผนก รักษาต่าง ๆ และเตรียมระบบความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขั้นตอนที่ ๒ รายงานพนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็ก พนักงานเจ้าหน้าที่ความ รุนแรงในครอบครัว ขั้นตอนที่ ๓ ประสานต ารวจในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับเหตุ ป้องกัน ความรุนแรง ขั้นตอนที่ ๔ ส่งต่ออัยการ/ศาลเยาวชนและครอบครัว กรณีต้องคุ้มครองสวัสดิภาพ กรณีฉุกเฉิน สรุปขั้นตอนการช่วยเหลือของศูนย์พึ่งได้ One Stop Crisis Center (OSCC) มีดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑ การป้องกันการถูกกระท าซ้ า ท าบันทึก การติดตามเยี่ยมเฉพาะราย ขั้นตอนที่ ๒ มีแหล่งส่งต่อ/คุ้มครองสวัสดิภาพ มีขั้นตอนจัดการด้านความปลอดภัย ขั้นตอนที่ ๓ การแยกเด็กผู้หญิงออกจากครอบครัว มีการน ากฎหมายมาบังคับใช้ให้ เหมาะสมกับแต่ละกรณีตามความหนักของปัญหา ขั้นตอนที่ ๔ มีประชุม Case Conference ทีมสหวิชาชีพจังหวัดเพื่อแบ่งหน้าที่ การให้ความช่วยเหลือ ท าความเข้าใจให้ทุกหน่วยงานด าเนินงานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้การ ช่วยเหลือมีประสิทธิภาพ ผลกระทบของสาร amphetamine ต่อทารก คือ - หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ภาวะหายใจเร็ว ทารกคลอดก่อนก าหนด ทารก เจริญเติบโตช้าในครรภ์ ทารกมีขนาดศีรษะเล็ก และภาวะน้ าตาลต่ าในภาวะแรกเกิด


๑๙ ความรุนแรงที่พบร่วมกับมารดาใช้สารเสพติด ๑. การท าร้ายร่างกายเด็ก/ตนเอง ๒. การละเมิดทางเพศ/การตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ๓. การท าร้ายด้านอารมณ์และจิตใจ ๔. การละเลย ทอดทิ้ง หรือเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม รวมถึงกรณีที่ใช้เด็กไปกระท า ความผิดทางกฎหมายด้วย หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตรวจสารเสพติดในมารดาที่ตั้งครรภ์มีดังนี้ ๑. มารดาที่ไม่ฝากครรภ์มาคลอดบุตร ๒. มารดาที่มีประวัติการใช้สารเสพติดและยินยอมให้ท าการตรวจ ๓. ทารกมีอาการเข้าได้กับอาการถอนยา เช่น ร้องกวน กระสับกระส่าย หายใจเร็ว และหรือร่วมกับ ประวัติมารดามีการใช้สารเสพติดมาก่อน ๔. มารดาที่มาคลอดมีอาการเข้าได้กับอาการขาดยาร่วมกับมีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว ควบคุมสติไม่ได้ มีแนวโน้มจะท าร้ายผู้อื่น ๕. มารดาที่มาฝากครรภ์และยินยอม (ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการตรวจ) ปัญหาที่พบจากการด าเนินการ ๑. จากการท างานแม่และเด็ก พบปัญหามารดามาคลอดไม่ฝากครรภ์ ๕ ปี (๒๕๕๖ - ๒๕๖๐) เฉลี่ยปีละ ๑๓๐ ราย คิดเป็นร้อยละ ๓.๗ ของมารดามาคลอดทั้งหมด ๒. คลอดก่อนถึงโรงพยาบาล เฉลี่ยปีละ ๓๐ ราย ๓. ต่อมาพบปัญหามารดาเหล่านี้มีความก้าวร้าวรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ โดยไม่ให้ ความร่วมมือในการคลอด ไม่ยินยอมนอนโรงพยาบาลถึงแม้ว่าจะมีความจ าเป็น ๔. ส่งผลกระทบต่อมารดาและทารกที่เกิดมา ทารกคลอดก่อนก าหนด ทารก คลอดเกินก าหนด ทารกพิการ ทารกติดเชื้อ เสียชีวิต ฯลฯ ๕. จึงได้น าปัญหาเข้าในคณะกรรมการอนามัยแม่และระดับจังหวัด


๒๐ คณะเดินทางศึกษาดูงานฯ ร่วมกันตั้งข้อซักถาม ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะต่อ “กรณีแม่ตั้งครรภ์และติดยาและเด็กถูกกระท าความรุนแรงในครอบครัว” มีดังนี้ ๑. เนื่องจาก ปัญหาเด็กถูกกระท าความรุนแรงในครอบครัวปัญหาเป็นปัญหาสังคมที่ ส าคัญ ดังนั้น หลังจากการด าเนินงานของศูนย์พึ่งได้ One Stop Crisis Center (OSCC) มีการติดตามผล การด าเนินงานหรือการสร้างแรงบันดาลใจหรือไม่ เพียงใด ต่อกรณีนี้ นายแพทย์ประสิทธิ์ มานะเจริญ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลปทุมธานีการ ด าเนินการบางอย่างมีลักษณะเป็นคลื่นใต้น้ า ซึ่งจะมีการส่งผลต่อให้แก่อัยการ ต ารวจ และบ้านพักเด็ก อย่างไรก็ตาม หลังจากด าเนินการแล้วไมพบว่า มีการกระท าความรุนแรงซ้ าอีกแต่เป็นการเปลี่ยนชีวิตเด็ก คนนั้นให้มีอนาคตที่ดี ส าหรับกรณีแม่ตั้งครรภ์และติดยาเสพติด แม้แม่จะได้รับการบ าบัดจากศูนย์ฯ แล้ว แต่ เมื่อกลับไปอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมท าให้กลับมาติดยาเสพติดอีก กรณีดังกล่าวจึงไม่ประสบ ผลส าเร็จเท่าที่ควร ๒. กรณีเด็กถูกกระท าความรุนแรงในครอบครัว มักพบว่า เด็กที่มีอายุน้อยถูกท า ทารุณกรรม ซึ่งสหวิชาชีพเป็นหัวใจหลักในการด าเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่กระบวนการส่ง ต่อข้อมูลและการให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ยังมีความสลับซ้ าซ้อน ดังนั้น จึงควรพัฒนาและฟื้นฟู สหวิชาชีพเพื่อให้สามารถด าเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ๓. เจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ ศูนย์ด ารงธรรม และโรงพยาบาลควรด าเนินการ ร่วมกันอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองซึ่งเป็นหน่วยงานหลักควรได้รับทราบถึงสภาพ ปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลโดยศูนย์พึ่งได้ One Stop Crisis Center (OSCC) อาจจะ เสนอข้อมูลปัญหาไม่ว่าจะเป็นกรณีตัวอย่างที่เด็กถูกกระท าความรุนแรงในครอบครัว หรือกรณีแม่ ตั้งครรภ์และติดยาเสพติด ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดในการประชุมประจ าเดือน ต่อกรณีนี้ นายแพทย์ประสิทธิ์ มานะเจริญ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลปทุมธานีได้ให้ ข้อมูลว่า ศูนย์พึ่งได้ One Stop Crisis Center (OSCC) ได้จัดทีมสหวิชาชีพอย่างเข้มแข็ง โดยมี เจ้าหน้าที่ต ารวจ อัยการ ศาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง หน่วยงานดังกล่าวยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและด าเนินการร่วมกันอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการ ประชุมร่วมกันบ่อยครั้ง ๔. โรงพยาบาลปทุมธานีมีข้อมูลเกี่ยวกับเด็กถูกกระท าความรุนแรงในครอบครัว เพียงพอหรือไม่ อย่างไร


๒๑ ต่อกรณีนี้ นายแพทย์ประสิทธิ์ มานะเจริญ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลปทุมธานี ได้ให้ ข้อมูลว่า กองบริหารการสาธารณสุข ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีเจ้าหน้าที่จัดเตรียมและ ดูแลข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อมูลลับ ๕. ปัญหาทั้งกรณีเด็กถูกกระท าความรุนแรงในครอบครัวและกรณีแม่ตั้งครรภ์และ ติดยาเสพติดถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ ดังนั้น ควรมีการวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประสบ ผลส าเร็จในระยะยาว ซึ่งอาจต้องประสานความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและมนุษย์ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย โดยเฉพาะกรณีแม่ตั้งครรภ์และติดสารเสพติด เนื่องจากคนใน ชุมชนหรือท้องถิ่นจะทราบสภาพปัญหาและสามารถให้ความช่วยเหลือได้ ๖. ควรขยายกลไกในการด าเนินการเรื่องดังกล่าว โดยระดมความคิดเห็นจากภาค ส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกให้กับประเทศร่วมกัน ซึ่งอาจจะเปิดเวทีเสวนาและเชิญหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องมาหารือว่าจะด าเนินการในเรื่องนี้อย่างไร ๗. กรณีแม่ตั้งครรภ์และติดยาเสพติดเกี่ยวข้องกับระดับการศึกษาและทัศนคติของผู้ ที่เป็นแม่ด้วย ดังนั้น สถานศึกษาควรให้ความส าคัญในการจัดการเรียนการสอนเรื่อง เพศศึกษาและ อาจใช้กลไกของสภาเด็กและเยาวชนเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว บุคลากรของโรงพยาบาลปทุมธานีและคณะศึกษาดูงานฯ ถ่ายรูปร่วมกัน ๓.๓ การเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง “ความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว” เมื่อวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุม หมายเลข ๒๕๐๑ ชั้น ๒๕ อาคารสุขประพฤติ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนา สรุปสาระส าคัญจากการเสวนาสรุปได้ดังนี้


๒๒ การเสวนาเริ่มต้นโดย นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์กล่าวถึงวัตถุประสงค์การเสวนา เนื่องจากสถานการณ์การทารุณกรรมและความรุนแรงในครอบครัว มีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น การกระท าส่วนมากเป็นการกระท าของบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิด และส่งผลต่อร่างกาย จิตใจของเด็กซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสังคม จากสภาพปัญหาดังกล่าว คณะกรรมาธิการการ พัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุคนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ได้ตระหนักและ เล็งเห็นความส าคัญกับปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการจัดเสวนาโต๊ะกลมเพื่อร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อจัดท ารายงานเสนอต่อวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้จัดท า ข้อเสนอแนะโดยรวบรวมข้อมูลจากการศึกษางานวิจัย บทความ รายงานการพิจารณาศึกษา และ ข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการ ข้อเสนอแนะ ประกอบด้วย ๓ แนวทาง ดังนี้ ๑. แนวทางการค้นหาข้อเท็จจริง (จากผู้ถูกกระท า/ผู้ถูกกระท า) ผู้ถูกกระท าเพื่อทราบสาเหตุของการกระท าความรุนแรง วิธีการกระท าความรุนแรง ผู้ถูกกระท า เพื่อทราบสาเหตุ แรงจูงใจในการกระท าความรุนแรง ๒. แนวทางการช่วยเหลือ เยียวยา ๓. แนวทางป้องกัน จากนั้นผู้เข้าร่วมเสวนาได้กล่าวแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยสรุปสาระส าคัญ ดังนี้ นางสาวอรพินท์ ศักดิ์เอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ด้านเด็ก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง การพัฒน าสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แสดงความคิดเห็นโดยสรุป ว่า สถ านการณ์ ผู้ถูกกระท าความรุนแรงในครอบครัว หากจ าแนก ตามความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระท าและผู้ถูกกระท า


๒๓ ความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นมากที่สุด คือ บิดา มารดาเลี้ยงกระท าต่อบุตรเลี้ยง โดยมีสาเหตุ และปัจจัยกระตุ้นจากการดื่มสุรา เสพยาเสพติด ภาวะความเครียด รวมทั้งสภาพแวดล้อมของที่อยู่ อาศัยที่แออัด มีคนจ านวนมากอาศัยอยู่ร่วมกันภายในห้องเดียว สภาพห้องน้ าไม่ปลอดภัย ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ตระหนักและเล็งเห็นความส าคัญเกี่ยวกับ ปัญหาดังกล่าว และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดท าข้อเสนอเพื่อเพิ่มรายการในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แพทย์หญิ ง วนิดา เปาอินทร์ กุมารเวช เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาล ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติแสดงความคิดเห็น โดยสรุปว่า เนื่องจากวัฒนธรรมทางสังคมที่เกิด การกระท าความรุนแรง เกิดจากปัจจัยเสี่ยงมาก เท่าใด การกระท าความรุนแรงก็ย่อมเกิดขึ้นมาก ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากเป็น ลักษณะสังคมไทยที่บางกลุ่มอ านาจได้รับการดูแลช่วยเหลือจนกระทั่งไม่สามารถน าตัวมารับโทษ การแก้ไขปัญหาจึงไม่สามารถด าเนินการได้เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มอ านาจดังกล่าว น า ย สิ ท ธิ ศั ก ดิ์ ว น ะ ช กิ จ อ ธิ บ ดี ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง แสดง ความคิดเห็นโดยสรุปว่า กระบวนการคุ้มครอง สวัสดิภาพผู้ที่ถูกกระท าด้วยความรุนแรงใน ครอบครัวจะมีช่องทางการเข้าถึงสิทธิดังกล่าวโดย การร้องขอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่ตนมีถิ่น ที่อยู่หรือมีภูมิล าเนาหรือศาลที่มูลเหตุดังกล่าว เกิดขึ้นออกค าสั่งก าหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ตามกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครอง ผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรงในครอบครัวได้การกระท าด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นประเด็น ที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนักและให้ความส าคัญ เนื่องจากผลที่เกิดจากการกระท าดังกล่าวก่อให้เกิด บาดแผลทั้งทางร่างกาย และส่งผลกระทบต่อจิตใจ รวมทั้งการด ารงชีวิตในสังคม อาจารย์นคร สันธิโยธิน อาจารย์สุขศึกษาโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นโดยสรุปว่า ทักษะการด าเนินชีวิตเป็นสิ่งส าคัญ การเห็นคุณค่าของตนเองจะเป็น ตัวชี้น าในการด ารงชีวิต ตลอดจนการศึกษ าและการปลูกฝังที่ดีทั้งจากครอบครัวและ สถาบันการศึกษา และไม่ยอมรับกับค่านิยมที่ไม่เหมาะสม จะสามารถสร้างความรู้สึกไว้วางใจ


๒๔ กล้าพูด กล้าแสดงออกมีความมั่นใจไม่รู้สึกอับอายและน าไปสู่ความร่วมมือในการเข้ารับ การช่วยเหลือ ส าหรับแนวทางการป้องกันการ กระท าความรุนแรงในครอบครัวควรมุ่งเน้นมิติใน การป้องกัน ได้แก่ มิติทางครอบครัว โดยการ เตรียมความพร้อมในครอบครัวรุ่นใหม่ การส่งเสริม ให้มีศูนย์ให้ค าปรึกษาแก่ครอบครัว เช่น ศูนย์พึ่งได้ (OSCC) การรณรงค์ให้ครอบครัวตระหนักถึงภัย และผลการกระทบจากการกระท าความรุนแรงใน ครอบครัว รวมทั้งการมุ่งเน้นมิติทางชุมชน โดยอาศัยฐานชุมชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง โดย อสม. อพม. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มสังคมต่าง ๆ การรณรงค์ป้องกันเพื่อให้ทราบและ ตระหนักถึงความรุนแรงและโทษของการกระท าความรุนแรงตามกฎหมาย รวมทั้งหากเกิดเหตุการณ์ กระท าความรุนแรงขึ้นสามารถทราบถึงช่องทางการแจ้งเหตุหรือการขอรับการช่วยเหลือจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพัฒนาระบบการ ช่วยเหลือผู้ถูกกระท าความรุนแรงตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานให้สมบูรณ์เพื่อรองรับการ ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน แพทย์หญิง วนิดา เปาอินทร์กุมารเวช เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาล ธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติแสดงความคิดเห็นโดยสรุปว่า ควรพัฒนาระบบการแจ้งเหตุเพื่อ รองรับการปฏิบัติงานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน ๑๓๐๐ การพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และทีมสหวิชาชีพ ให้มีทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญในการให้ ค าป รึกษ า ค าแน ะน า แล ะให้ ค ว าม ช่ วยเห ลือได้ อย่ างมือ อ าชีพ แล ะมีป ระสิท ธิภ าพ การประชาสัมพันธ์ข้อมูลและช่องทางเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเหตุการณ์กระท าความรุนแรง รวมทั้งการจัดท าฐานข้อมูลกลางให้มีความครบถ้วนและครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานข้อมูล เชิงลึก ทั้งนี้ เสนอผ่านการจัดท าโครงการ อาทิ ๑. การประชาสัมพันธ์ช่องทางการแจ้งเหตุ การกระท าความรุนแรง โดยสร้างความ ตระหนักรู้ให้ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ การกระท าความรุนแรง หรือการ แจ้งเพื่อป้องกันเหตุได้ ๒. ระบบสายด่วนเพื่อให้ค าปรึกษา แนะน า ให้ความช่วยเหลือ ๓. สถานศึกษาต้องมีส่วนร่วมในการให้ความรู้ ความช่วยเหลือ มิใช่ท าร้ายหรือ ซ้ าเติมเด็กการจัดหลักสูตรเพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรครูให้มีส่วนร่วมในการให้ค าปรึกษา แนะน า และดึงศักยภาพของเด็กให้เห็นคุณค่าและความภาคภูมิใจในตนเอง


๒๕ ๔. การผลิตสื่อสร้างสรรค์ส าหรับเด็กให้มีความน่าสนใจและสาระควบคู่กัน ๕. การพัฒนาบุคลากร ทีมสหวิชาชีพ ในการการช่วยเหลือเยียวยา ให้ค าแนะน าแก่ เด็ก สร้างความอบอุ่น สร้างความรู้สึกปลอดภัย ให้มีความเป็นมืออาชีพ นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ อธิบดีผู้พิพากษ าศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยสรุปว่า การช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกกระท าความรุนแรงเป็นสิ่งส าคัญที่ ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการร่วมกัน และค านึงถึงการป้องกันการกระท าซ้ า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างความเข้าใจกับพนักงานสอบสวนให้ทราบถึงสิทธิการขอคุ้มครองสวัสดิภาพ โดยเมื่อเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งให้ผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรงทราบถึงสิทธิการขอรับการคุ้มครอง สวัสดิภาพ รวมทั้งกระบวนการทางศาล ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ ก าหนดให้ศาลมีอ านาจออกค าสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ การสั่งเพิกถอนผู้ปกครอง การปกป้องคุ้มครอง เด็กที่ถูกกระท าความรุนแรงจากบุคคลใกล้ตัว การหาที่พักอาศัยเหมาะสม การป้องกันมิให้เกิดการ กระท าความผิดซ้ า การหาแนวทางการในการบ าบัดรักษาผู้กระท าความผิด นางวรภัทร แสงแก้ว หัวหน้ากลุ่มงานสังคม สงเคราะห์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลปทุมธานี แสดงความคิดเห็นโดยสรุปว่า การพัฒนาองค์ ความรู้ด้านการปฏิบัติงานถือเป็นสิ่งส าคัญ จึงควร มีการอบรมให้ความรู้ด้านการปฏิบัติงานให้แก่ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ส าหรับกระบวนการช่วยเหลือเยียวยา กระทรวง สาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิตได้มีการก าหนดแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกกระท าด้วยความ รุนแรงและผู้กระท าความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบ าบัดรักษาผู้กระท าด้วยความรุนแรงโดย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติของผู้กระท าความผิดเพื่อป้องกันการกระท าความผิดซ้ า แต่พบว่ามีจ านวนผู้เข้ารับการบ าบัดมีจ านวนน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กระท าผิดซึ่งเป็นเด็ก ในประเด็นนี้ อาจารย์นคร สันธิโยธิน อาจารย์สุขศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัย แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมโดยสรุปว่า ในปัจจุบันมีสถานที่ในการบ าบัดเยียวยาเด็กและ เยาวชน เช่น ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก เป็นสถานที่ในการดูแล แก้ไข ฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระท าความผิด และมีค าสั่งศาลให้ฝึกอบรม พร้อมแสวงหาเครื่องมือที่ เหมาะสม เพื่อคืนเด็กและเยาวชนกลับสู่ครอบครัวและสังคม นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา ผู้อ านวยการส านักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมโดยสรุปว่า จากสถิติข้อมูลผู้มารับบริการในศูนย์พึ่งได้ ปี ๒๕๖๐ – ๒๕๖๒ คือ ปี ๒๕๖๐ จ านวน ๒๑,๒๑๘ ราย ปี ๒๕๖๑ จ านวน ๑๔,๒๓๗ ราย


๒๖ และปี ๒๕๖๒ จ านวน ๑๕,๗๙๗ ราย จะเห็นได้ว่าในแต่ละปีมีจ านวนผู้ถูกกระท าความรุนแรงจ านวนมาก แต่ปรากฏข้อมูลปี ๒๕๖๓ กลับน้อยลง ส่วนหนึ่งคาดว่าอาจเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ส่งผลให้การเดินทางมารับบริการในศูนย์พึ่งได้น้อยลง ทั้ ง นี้ ก ร ะ ท ร วง ส า ธ า ร ณ สุ ข ไ ด้ มี แน วท างการด าเนินงานตามมาตรฐาน อาทิ การประเมินระบบการค้นหากลุ่มเสี่ยง ซึ่งตลอด ระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา พบว่ามีจ านวนเพิ่มมากขึ้น ส าหรับสาเหตุ โดยส่วนมากเกิดจากการถูก ล่วงละเมิดท างเพศ ภ าวะตั้งค รรภ์ไม่พ ร้อม ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข จะมุ่งเน้นการป้องกัน การกระท าความรุนแรงโดยการค้นหากลุ่มเสี่ยง การสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหา ผลกระทบ และ โทษของการกระท าความรุนแรงต่อบุคคลอื่น โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน ส าหรับมิติด้านการช่วยเหลือเยียวยาจะ มุ่งเน้นการฟื้นฟูเยียวยาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ถูกกระท าความรุนแรงได้ฟื้นฟูจิตใจ คลายความวิตก กังวล คลายความเครียด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างผาสุก รวมทั้งการสร้างระบบ การประสานงานส่งต่อ เนื่องจากขณะนี้ระบบการส่งต่อยังพบปัญหาอุปสรรคในการด าเนินงาน ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมุ่งเน้นยุติภาวะตั้งครรภ์ไม่พร้อม โดยมีเครือข่าย การด าเนินงานกว่า ๕๐ จังหวัด การพัฒนาศักยภาพมาตรฐานการบริการ โดยขับเคลื่อนผ่านศูนย์พึ่งได้ พร้อมสร้างต้นแบบจากศูนย์ดังกล่าว การประชาสัมพันธ์ช่องทางการแจ้งเหตุและการขอรับ การช่วยเหลือผ่านสายด่วน ๑๖๖๙ ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ การพัฒนาระบบ ฐานข้อมูลเชิงรุก ซึ่งปัจจุบันยังขาดฐานข้อมูลในระดับพื้นที่และข้อมูลเชิงลึก การสร้างระบบ เครือข่ายพื้นที่ให้มากขึ้นและให้ชัดเจน โดยการอาศัยฐานชุมชน เช่น อสม. และ อพม. ให้มากขึ้น นางสาวอรพินท์ ศักดิ์เอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเด็ก กรมกิจการเด็กและ เยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมโดยสรุปว่า ในปัจจุบันประสบปัญหาขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การขับเคลื่อน การด าเนินงานผ่านเครือข่ายพื้นที่ ชุมชน และท้องถิ่น จะครอบคลุมและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกมาก ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในระดับต าบล ซึ่งเดิมมีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) เพื่อเป็น ศูนย์กลางและกลไก ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน แก้ไขปัญหา ให้ค าแนะน าและส่งเสริมการเรียนรู้ ให้แก่ครอบครัว แต่ยังไม่มีความเข้มแข็งแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากศูนย์ดังกล่าวเป็นกลไก ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการด าเนินการ ทั้งนี้ จะได้พัฒนา ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้กับ ศูนย์ดังกล่าวโดยการขับเคลื่อนผ่าน อบต. รวมทั้งการพัฒนาศูนย์รับแจ้งเหตุให้มีความทันสมัยและ


๒๗ ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดท าแอพพลิเคชั่น รับแจ้งเหตุ โดย อสม. ผู้แทนกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์แสดงความคิดเห็นโดยสรุปว่า กรมกิจการ สตรีและสถาบันครอบครัวได้มีการพัฒนาศูนย์ พัฒนาครอบครัวในชุมชน โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ และได้ด าเนินกิจกรรมผ่านหลักสูตรโรงเรียน ครอบครัว ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมความสัมพันธ์ สมาชิกครอบครัวทุกช่วงวัย จ านวน ๔ หลักสูตรประกอบด้วย ๑) หลักสูตรครอบครัว คู่แต่งงานใหม่ ๒) หลักสูตรพ่อแม่มือใหม่ ๓) หลักสูตรการส่งเสริมสัมพันธภาพในครอบครัว และ ๔) หลักสูตรการส่งเสริมคุณค่าผู้สูงอายุในครอบครัว ทั้งนี้ การจัดท าหลักสูตรเชิงวิชาการ อยู่ระหว่างการจัดท า แต่กิจกรรมต่าง ๆ ได้ด าเนินการไปบางส่วนแล้ว นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ อธิบดีผู้พิพ ากษ าศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง แสดงความคิดเห็น เพิ่มเติม โดยสรุปว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรง ในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ มีเจตนารมณ์เพื่อการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และวิธีปฏิบัติต่อเด็ก เยาวชน สตรีและบุคคล ในครอบครัวดูแล เพื่อลดการกระท าความรุนแรงในครอบครัว ส าหรับ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ มีเจตนารมณ์เพื่อ เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแก่บุคคลในครอบครัว การก าหนดมาตรการส่งเสริม พัฒนาและ การคุ้มครองสถาบันครอบครัว เพื่อให้การป้องกันและการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ความรุนแรงในครอบครัว และอ านวยความยุติธรรม สาระส าคัญตามหมวด ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธี พิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ เกี่ยวกับการพิจารณาคดีคุ้มครองสวัสดิภาพ มาตรา ๑๗๒ ก าหนดให้ ผู้ที่ถูกกระท าด้วยความรุนแรงในครอบครัวมีสิทธิร้องขอให้ศาลเยาวชนและ ครอบครัวที่ตนมีถิ่นที่อยู่หรือมีภูมิล าเนาหรือศาลมีมูลเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นออกค าสั่งก าหนดมาตรการ หรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรงใน ครอบครัวได้ ในกรณีที่ผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรงในครอบครัวไม่อยู่ในสภาพหรือวิสัยที่จะร้อง ขอตามวรรคหนึ่งได้ญาติพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ พนักงานเจ้าหน้าที่ องค์การซึ่งมีหน้าที่ ให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย หรือองค์การซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก เยาวชน


๒๘ สตรีผู้สูงอายุผู้พิการ หรือทุพพลภาพ ครอบครัว หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายจะ กระท าการแทนก็ได้ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายที่เกิดจาก การกระท าความรุนแรง ถือเป็นสิ่งส าคัญและพึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ด้วยเหตุปัจจัย หลายประการจะท าให้ประชาชนไม่สามารถรับรู้เพื่อน าไปสู่การเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการชั้นพนักงานสอบสวนเมื่อได้รับการแจ้งความด าเนินคดีจากผู้เสียหาย พนักงานสอบสวน เป็นปราการด่านแรกในการแจ้งสิทธิการขอคุ้มครองสวัสดิภาพให้ทราบโดยเร็ว เพื่อสร้างความตระหนักรู้และให้ความส าคัญถึง “สิทธิ” ดังนั้น การสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่พนักงาน สอบสวนโดยเฉพาะคดีความที่เกี่ยวกับการกระท าความรุนแรงในครอบครัว มิให้ถือว่าเป็นเรื่อง ภายในครอบครัวเท่านั้น ให้ถือเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ร่วมกัน การสร้างความตระหนักรู้ถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งโทษของการกระท าความผิด การป้องกันการกระท าความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่มีองค์ประกอบความผิดหลายประการ การป้องกันมิให้ผู้กะท าความผิดอาศัยช่องทางทางกฎหมาย และกระท าความผิดซ้ า หลักบังคับ ครอบง าโดยผิดครองธรรม ความผิดเกี่ยวกับการกระท าความรุนแรงไม่ควรยอมความ ผู้แทนบ้านพักเด็กและครอบครัว แสดงความคิดเห็น เพิ่มเติม โดยสรุปว่า ควรมี กลไกให้ผู้ปกครองดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ควรเพิ่มศูนย์ให้ความช่วยเหลือเด็กที่ถูกกระท าด้วยความ รุนแรง


๒๙


๓๐


บทที่ ๔ ข้อเสนอแนะ จากการพิจารณาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว ของคณะอนุ กรรมาธิการกิจการเด็กและเยาวชน ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา สามารถน ามาเป็นข้อเสนอแนะ ดังนี้ ข้อเสนอแนะแบ่งออกเป็น ๓ แนวทาง ประกอบด้วย แนวทางที่ ๑ แนวทางการค้นหาข้อเท็จจริง (จากผู้กระท า/ผู้ถูกกระท า) ให้มีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์แบบเจาะลึกใน ๒ กรณี ดังนี้ ๑. ควรมีการศึกษาเด็กที่ถูกกระท าความรุนแรงว่าเหตุใดจึงถูกกระท า หรือ ถูกกระท าด้วยวิธีการใด ๒. ควรมีการศึกษาในตัวผู้กระท าว่ากระท าด้วยสาเหตุอะไร และกระท าความรุนแรง ต่อเด็กด้วยวิธีการใด แนวทางที่ ๒ แนวทางการช่วยเหลือ เยียวยา ๑. เมื่อพบเห็นเหตุการณ์กระท าความรุนแรงต่อเด็ก จะต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือ อย่างทันท่วงที หรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นให้เข้ามาดูแลช่วยเหลือ ๒. บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก ด้วยการ ท างานในเชิงรุกโดยใช้กระบวนการจากทีมสหวิชาชีพด าเนินการช่วยเหลือ เยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยความเมตตา ไม่ซ้ าเติมเด็กที่ถูกกระท า ๓. ศูนย์ข้อมูลกลาง เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวมี ส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่มาก เช่น สถานีต ารวจ โรงพยาบาล ศาล กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรภาคเอกชน ท าให้ข้อมูลในภาพรวมกระจัด กระจายไม่สามารถทราบถึงภาพรวมได้ จึงควรมีการจัดการเก็บอย่างเป็นระบบ โดยอาจใช้ฐานจาก “ศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข” เป็นแหล่งรวบรวมกลาง ๔. การช่วยเหลือเร่งด่วน ความรุนแรงในครอบครัวนั้น แม้ว่าจะมีความพยายาม รณรงค์ให้ประชาชนเกิดความตระหนักและมีส่วนร่วมในการสังเกตและแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าให้การช่วยเหลือผู้ถูกกระท า แต่ก็พบว่าการมีส่วนแจ้งข่าวยังมีไม่มากนัก อาจเป็นเพราะว่า ทัศนคติเดิมยังฝังใจว่าเรื่องของครอบครัวอื่นไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงต้องปรับเปลี่ยนจุดเน้นมาที่ “ฐานชุมชน”และการท างานเชิงรุก เพื่อจะได้มีส่วนร่วมในการปกป้องดูแลและช่วยเหลือได้ทันท่วงที


๓๒ ๕. การคุ้มครองและเยียวยาผู้ถูกกระท า ต้องมีสถานที่รองรับและให้การคุ้มครอง ผู้ถูกกระท าที่มากเพียงพอ โดยอาศัยทีมสหวิชาชีพเข้าร่วมให้ค าปรึกษาและเยียวยาอย่างทันท่วงที แนวทางที่ ๓ แนวทางป้องกัน ดังนี้ ๑. มิติทางครอบครัว ๑) การเตรียมความพร้อมครอบครัวรุ่นใหม่ ส าหรับกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง ควรส่งเสริมให้มีการด าเนินการในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มชุมชนคนยากจนในเมืองเพิ่มขึ้น ๒) ส่งเสริมให้มีศูนย์ให้ค าปรึกษาแก่ครอบครัวกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการใช้ฐานศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข (OSCC) ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนและ องค์กรภาคเอกชนเป็นศูนย์ให้ค าปรึกษาแก่ครอบครัวที่ประสบปัญหา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาระบบโปรแกรม MySis ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ก าหนดให้เป็นเพื่อนให้ค าปรึกษาด้านครอบครัว ที่ไม่ได้เป็นคน แต่ใช้การ Chatbot ในการสนทนาโต้ตอบ เพื่อให้เทคโนโลยีนี้มีการพัฒนามากขึ้น ควรมีการพัฒนาระบบนี้ไว้ส าหรับการรับเรื่อง และการช่วยเหลือต่อไป ๓) ส่งเสริมให้ส่วนราชการหรือองค์กรรัฐวิสาหกิจมีเนอร์สเซอรี่เพื่อให้ แม่มีโอกาสใกล้ชิดบุตร ๔) รณรงค์ให้ครอบครัวตระหนักถึงพิษภัยที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว เช่น สุรา ยาเสพติด และการพนันที่ท าให้บุคคลในครอบครัวขาดสติ ๕) ผลักดันให้มีพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อให้ครอบครัวมี สภาพแวดล้อมที่ดีและสร้างสัมพันธภาพที่ดีในการท ากิจกรรมร่วมกัน ๖) บทบาทบุรุษในครอบครัว โดยส่งเสริมให้ฝ่ายชายที่เป็นพ่อมีความรับผิดชอบ ในการเลี้ยงดูครอบครัวให้มากขึ้น ในกรณีการลาเลี้ยงดูบุตรของคุณพ่อ กรณีที่พ่อรับราชการ หรือ ลูกจ้างหน่วยงานราชการจะสามารถลาเลี้ยงดูบุตรได้ ๑๕ วัน ซึ่งต้องลาภายใน ๓๐ วันแรกนับจาก วันที่ภรรยาคลอดบุตรเท่านั้น ควรมีการขยายเวลาออกไปอย่างน้อย ๓๐ วัน ๒. มิติทางชุมชน ๑) ผลักดันให้ท้องถิ่นมีแผนและกิจกรรมส่งเสริมครอบครัวเพิ่มมากขึ้น ๒) ใช้ฐานชุมชนเป็นตัวตั้งในการป้องกัน เฝ้าระวังค้นหาครอบครัวที่มีแนวโน้ม เสี่ยงต่อการกระท าความรุนแรงในอนาคต เช่น พ่อ หรือแม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อแม่แยกทางกัน เด็กไม่ได้ อยู่กับพ่อแม่โดยตรง และปัญหาด้านสุขภาพ โดยอาศัยกลไกอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจ าหมู่บ้าน (อพม.) อาสาสมัคร สาธารณสุข (อสส.) ก านัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มทางสังคม


Click to View FlipBook Version