รายงานการพิจารณาศึกษา การส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ กรณีศึกษา: ถุงมือยาง ของ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ส ำนักกรรมำธิกำร ๑ ส ำนักงำนเลขำธิกำรวุฒิสภำ
บันทึกข้อความ ส่วนราชการ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา โทร. ๐ ๒๘๓๑ ๙๑๕๑ ที่ สว ๐๐๐๙.๐๙/(ร ๗ ) วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เรื่อง รายงานการพิจารณาศึกษาการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ กรณีศึกษา : ถุงมือยาง กราบเรียน ประธานวุฒิสภา ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจ าปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ ประจ าวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ วรรคสอง (๓) มีหน้าที่และอ านาจ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท ากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับ การส่งเสริม สนับสนุน แก้ไขปัญหาและพัฒนาเกษตรกรรม การใช้ประโยชน์ที่ดิน น้ าและปัจจัยการผลิต ทางการเกษตร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางการเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร อาหาร การสหกรณ์ การพัฒนาการผลิต การแปรรูป ธุรกิจการเกษตรและการเกษตรสร้างมูลค่า พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ านาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ประกอบด้วย ๑. พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. พลเอก ดนัย มีชูเวท รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. นายวิทยา ผิวผ่อง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายสุธี มากบุญ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. นายลักษณ์ วจนานวัช รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ ๖. นายสมชาย ชาญณรงค์กุล เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๗. นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ และโฆษกคณะกรรมาธิการ ๘. นางจินตนา ชัยยวรรณาการ รองโฆษกคณะกรรมาธิการ ๙. ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๐. พลเอก ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๑. พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๒. นายเฉลียว เกาะแก้ว กรรมาธิการ ๑๓. นายบุญมี สุระโคตร กรรมาธิการ ๑๔. นางเบญจรัตน์ จริยธาราสิทธิ์ กรรมาธิการ ๑๕. นายประมาณ สว่างญาติ กรรมาธิการ ๑๖. นายไพโรจน์ พ่วงทอง กรรมาธิการ ๑๗. นายส าราญ ครรชิต กรรมาธิการ ๑๘. นายอุดม วรัญญูรัฐ กรรมาธิการ บัดนี้… (ส าเนา)
- ๒ - บัดนี้ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้พิจารณาศึกษาการส่งเสริม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ กรณีศึกษา: ถุงมือยางเสร็จแล้ว จึงขอรายงานผลการพิจารณาศึกษา ดังกล่าวต่อวุฒิสภา ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๘ จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดน าเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์วุฒิสภา ต่อที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป (ลงชื่อ) พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ (ฉัตรชัย สาริกัลยะ) ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ส าเนาถูกต้อง (นางอุมาพร สายสุวรรณ) ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ (นางสาวอริษา ทองทับทิม) ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ส านักกรรมาธิการ ๑ ส านักงานเลขาธิการวุฒิสภา แคทลียา/เบญจรัตน์ พิมพ์ โทรศัพท์ ๐ ๒๘๓๑ ๙๑๕๐ อริษา/อุมาพร ทาน
รายนามคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานคณะกรรมาธิการ พลเอก ดนัย มีชูเวท นายวิทยา ผิวผ่อง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง นายสุธี มากบุญ นายลักษณ์ วจนานวัช รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล เลขานุการคณะกรรมาธิการ นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล นางจินตนา ชัยยวรรณาการ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ รองโฆษกคณะกรรมาธิการ และโฆษกคณะกรรมาธิการ
ข ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ พลเอก ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง นายเฉลียว เกาะแก้ว ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการ นายบุญมี สุระโคตร นางเบญจรัตน์ จริยธาราสิทธิ์ นายประมาณ สว่างญาติ กรรมาธิการ กรรมาธิการ กรรมาธิการ นายไพโรจน์ พ่วงทอง นายส าราญ ครรชิต นายอุดม วรัญญูรัฐ กรรมาธิการ กรรมาธิการ กรรมาธิการ
ค รายนามคณะอนุกรรมาธิการด้านการผลิต ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ นายลักษณ์ วจนานวัช นางจินตนา ชัยยวรรณาการ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง นายประมาณ สว่างญาติ นายส าราญ ครรชิต นายอุดม วรัญญูรัฐ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ นางสาวธีรณี อจลากุล นายวิชาญ อิงศรีสว่าง นายสุรเดช สมิเปรม อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ
ง นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ นายส าราญ สาราบรรณ์ นายสุรพงษ์ เจียสกุล อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการ นายชัพพาคม ประกอบทรัพย์ นางสาวทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ นางอรทัย ศิลปนภาพร นางอิงอร ปัญญากิจ นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษาประจ าคณะกรรมาธิการ นางวัชรีพร โอฬารกนก นายศุภนารถ เกตุเจริญ นายอดิศร พร้อมเทพ ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ
จ นายพีรพันธ์ คอทอง นายพงศ์ไท ไทโยธิน นางสาวสิตารินทร์ ทองปุสสะวัลย์ นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ นางสาวกัลลิกา ตาระกา นายวินิต อธิสุข เลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการ เลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการ
ฉ ายนามคณะท างานพิจารณาศึกษาการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ประธานคณะท างาน นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวนิธิมา ศิริโภคากิจ รองประธานคณะท างาน คณะท างาน คณะท างาน นางฉวีวรรณ คงแก้ว นางสาวผ่องเพ็ญ สัมมาพันธ์ รศ.ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช คณะท างาน คณะท างาน คณะท างาน ผศ.ดร. เธียรธรรม เธียรสิริไชย นายมนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร นายทินกร เพชรสูงเนิน คณะท างาน คณะท างาน เลขานุการคณะท างาน
ช นางสาวช่อมาลี กสิบาล นายชัยโรจน์ ธรรมรัตน์ นายอธิปัตย์ ด าสง เลขานุการคณะท างาน ผู้ช่วยเลขานุการคณะท างาน ผู้ช่วยเลขานุการคณะท างาน ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ นายอ านวย ปะติเส ที่ปรึกษาคณะท างาน ที่ปรึกษาคณะท างาน
รายงานการพิจารณาศึกษา การส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ กรณีศึกษา : ถุงมือยาง ของ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจ าปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๑0 กันยายน ๒๕๖๒ ได้พิจารณาและมีมติตั้งคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ ประจ าวุฒิสภา ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ 7๘ วรรคสอง (3) โดยมีหน้าที่ และอ านาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท ากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน แก้ไขปัญหาและพัฒนาเกษตรกรรม การใช้ประโยชน์ที่ดิน น้ า และปัจจัยการผลิตทางการเกษตร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางการเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร อาหาร การสหกรณ์การพัฒนาการผลิต การแปรรูป ธุรกิจการเกษตรและการเกษตรสร้างมูลค่า พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ านาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง บัดนี้ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้ด าเนินการพิจารณาศึกษาการส่งเสริม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ กรณีศึกษา : ถุงมือยาง เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงาน ผลการพิจารณาศึกษาดังกล่าวต่อวุฒิสภา ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๘ ดังนี้ ๑. การด าเนินการของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ๑.๑ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการ ด้านการผลิต ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา พิจารณาศึกษาการส่งเสริมการแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ กรณีศึกษา : ถุงมือยาง คณะอนุกรรมาธิการด้านการผลิต ประกอบด้วย ๑) ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๒) นายลักษณ์ วจนานวัช เป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓) นางจินตนา ชัยยวรรณาการ เป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการคนที่สอง ๔) นายประมาณ สว่างญาติ เป็นอนุกรรมาธิการ 5) นายส าราญ ครรชิต เป็นอนุกรรมาธิการ 6) นายอุดม วรัญญูรัฐ เป็นอนุกรรมาธิการ 7) นางสาวธีรณี อจลากุล เป็นอนุกรรมาธิการ 8) นายวิชาญ อิงศรีสว่าง เป็นอนุกรรมาธิการ 9) นายสุรเดช สมิเปรม เป็นอนุกรรมาธิการ 10) นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ เป็นอนุกรรมาธิการ 11) นายส าราญ สาราบรรณ์ เป็นอนุกรรมาธิการ 12) นายสุรพงษ์ เจียสกุล เป็นอนุกรรมาธิการและเลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการ
ญ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ประกอบด้วย ๑) นายชัพพาคม ประกอบทรัพย์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๒) นางสาวทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๓) นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๔) นางอรทัย ศิลปนภาพร ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๕) นางอิงอร ปัญญากิจ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษา ผู้ช านาญการ นักวิชาการและเลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ วุฒิสภา ประกอบด้วย ๑) นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ที่ปรึกษาประจ าคณะกรรมาธิการ 2) นางวัชรีพร โอฬารกนก ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ 3) นายศุภนารถ เกตุเจริญ ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ 4) นายอดิศร พร้อมเทพ ผู้ช านาญการประจ าคณะกรรมาธิการ 5) นายพีรพันธ์ คอทอง นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ 6) นายพงศ์ไท ไทโยธิน นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ 7) นางสาวสิตารินทร์ ทองปุสสะวัลย์ นักวิชาการประจ าคณะกรรมาธิการ 8) นางสาวกัลลิกา ตาระกา เลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการ 9) นายวินิต อธิสุข เลขานุการประจ าคณะกรรมาธิการ ๑.๒ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้แต่งตั้งคณะท างานพิจารณาศึกษา การส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ ประกอบด้วย ๑) นางจินตนา ชัยยวรรณาการ เป็นประธานคณะท างาน ๒) นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ เป็นรองประธานคณะท างาน ๓) ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นคณะท างาน ๔) นางสาวลิสา จินดานนท์ เป็นคณะท างาน ๕) นางฉวีวรรณ คงแก้ว เป็นคณะท างาน 6) นางสาวผ่องเพ็ญ สัมมาพันธ์ เป็นคณะท างาน 7) รศ.ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช เป็นคณะท างาน 8) ผศ.ดร. เธียรธรรม เธียรสิริไชย เป็นคณะท างาน 9) นายมนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร เป็นคณะท างาน 10) นายทินกร เพชรสูงเนิน เป็นเลขานุการคณะท างาน ๑๑) นางสาวช่อมาลี กสิบาล เป็นเลขานุการคณะท างาน ๑๒) นายชัยโรจน์ ธรรมรัตน์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการคณะท างาน ๑๓) นายอธิปัตย์ ด าสง เป็นผู้ช่วยเลขานุการคณะท างาน
ฎ ที่ปรึกษาคณะท างาน ประกอบด้วย ๑) ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ๒) นายอ านวย ปะติเส 1.3 คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้มีมติแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการ ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ 87 ดังนี้ ๑) นางอุมาพร สายสุวรรณ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานคณะกรรมาธิการ การเกษตรและสหกรณ์ ๒) นางสาวอริษา ทองทับทิม นิติกรช านาญการพิเศษ กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ ๒. วิธีด าเนินการ ในการด าเนินงานพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และแสดงความคิดเห็น คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยางแห่งประเทศไทย ๑) นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ๒) สุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ๓) นางสาวนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อ านวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา อุตสาหกรรมยาง กรมวิชาการเกษตร นายวีรชัย ชุณหสุวรรณ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ช านาญการพิเศษกรมวิชาการเกษตร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ๑) นายจุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อ านวยการศูนย์ ๒) นายสุรพิชญ ลอยกุลนันท์ นักวิจัยอาวุโส ๓) นางสาวเนตรชนก ปิยฤทธิพงศ์ ผู้อ านวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรม การแปรรูปยาง กรมวิทยาศาสตร์บริการ นางสาวอรวรรณ ปิ่นประยูร นักวิทยาศาสตร์ช านาญการพิเศษ กระทรวงอุตสาหกรรม ส านักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 1) นางรัชดา พวงจันทน์แดง นักวิชาการมาตรฐานช านาญการพิเศษ 2) นายอาศิรวรรธน์ โพธิพันธุ์ นักวิชาการมาตรฐานช านาญการพิเศษ
ฏ กระทรวงสาธารณสุข ส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา 1) นางสิธรา พึ่งพินิจ เภสัชกรช านาญการ 2) นายสมพร ขจรวุฒิเดช เภสัชกรช านาญการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายบุญหาญ อู่อุดมยิ่ง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล นายกสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย สมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ อุปนายกสมาคมนักวิชาการยาง และถุงมือยาง ๒. ผลการศึกษา จากการพิจารณาศึกษาข้างต้น คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์วุฒิสภา จึงขอเสนอ รายงานการพิจารณาศึกษาการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ กรณีศึกษา : ถุงมือยาง เพื่อให้วุฒิสภาโปรดพิจารณา หากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบด้วยกับรายงานการพิจารณาศึกษา และข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์วุฒิสภา โปรดแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาตามแต่จะเห็นสมควร ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศและประชาชนต่อไป (นายสมชาย ชาญณรงค์กุล) เลขานุการคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา
บทสรุปผู้บริหาร ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก โดยสมาคมประเทศผู้ผลิตยาง ธรรมชาติ (Association of Natural Rubber Producing Countries: ANRPC) รายงานว่าในปี 2564 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตยางพารา 4.673 ล้านตันสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดเป็นร้อยละ 33.76 ของผลผลิตยางพาราโลกที่มีปริมาณ 13.842 ล้านตัน และจากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรในปี 2564 ประเทศไทยมีการใช้ยางภายในประเทศปริมาณ 0.926 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 19.82 ของผลผลิต ยางพาราทั้งประเทศ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาผลผลิตยางพาราของประเทศไทยส่วนใหญ่ถูกส่งออกในรูป ของยางแปรรูปขั้นต้นเพื่อเป็นวัตถุดิบให้แก่ผู้ใช้ยางในต่างประเทศ เช่น จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศยุโรป เป็นต้น ท าให้เสียโอกาสในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า แต่เนื่องจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID -19ในระยะเวลาที่ผ่านมาส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางโลก เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการส่งเสริมการแปรรูปในอุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี(พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) แผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๕) และแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) ในหลายมิติ คณะกรรมาธิการ การเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา โดยคณะอนุกรรมาธิการด้านการผลิต จึงได้ด าเนินการศึกษาน าร่อง ในผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติซึ่งจะช่วยให้ยางพาราทั้งระบบของประเทศไทยมีความยั่งยืนมากขึ้น โดยการพิจารณาศึกษาการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ กรณีศึกษา : ถุงมือยาง มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ (ถุงมือยางธรรมชาติ) ให้เกิดการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนในภาคส่วนของเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรเพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้องน าไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบการแปรรูปยางขั้นต้น ผู้แปรรูปถุงมือยางธรรมชาติ และประเทศ มากยิ่งขึ้น โดยท าการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ เอกสารวิชาการ และแหล่งข้อมูลต่าง ๆ มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล/ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกและการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในของการส่งเสริม การแปรรูปถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทย และจัดท าข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและส่งเสริม อุตสาหกรรมแปรรูปถุงมือยางธรรมชาติ ผลการศึกษา พบว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID - 19 และจากสภาพสังคม ผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ท าให้เกิดกระแสการดูแลรักษาสุขภาพและป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ส่งผลให้อุปสงค์หรือความต้องการใช้ถุงมือยางของโลกอยู่ในระดับสูง ดังจะเห็นได้จากมูลค่า และปริมาณการส่งออกถุงมือยางของประเทศผู้ผลิตถุงมือยางหลักที่เพิ่มสูงขึ้น โดยประเทศไทย มีข้อได้เปรียบในด้านวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตถุงมือยางธรรมชาติจากการที่เป็นแหล่งผลิตน้ ายางข้น คุณภาพดีและส่งออกยางมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตาม ศักยภาพในการแข่งขันถุงมือ ยางธรรมชาติของประเทศไทยกลับลดลงและไม่สามารถใช้จุดแข็งในเรื่องของการเป็นผู้ผลิตและส่งออก น้ ายางธรรมชาติอันดับ 1 ของโลกในการแข่งขันได้ เนื่องมาจากประเทศผู้ใช้ถุงมือยางหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกามีความกังวลเรื่องการแพ้โปรตีนในถุงมือจากยางธรรมชาติ จึงหันไปให้ความสนใจ ในการใช้ถุงมือยางสังเคราะห์แทนถุงมือยางธรรมชาติ นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตถุงมือยางธรรมชาติ ที่สูงกว่าถุงมือยางสังเคราะห์ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อศักยภาพในการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการผลิต
ฑ ถุงมือยางธรรมชาติในไทยมากกว่าร้อยละ 60 เป็นโรงงานขนาดเล็กมีก าลังเครื่องจักร ไม่เกิน 10,000 แรงม้า ขณะที่โรงงานขนาดใหญ่ที่มีก าลังเครื่องจักรเกิน 100,000 แรงม้า มีเพียงร้อยละ 8.93 จึงเป็น ข้อจ ากัดทั้งในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุนการผลิต และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ของผู้ประกอบการผลิตถุงมือยาง อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของถุงมือที่ผลิตจากยางธรรมชาติคือ มีความ ยืดหยุ่นสูง ท าให้ไม่เกิดอาการเกร็งหรือปวดเมื่อยเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน และสามารถย่อยสลายได้ง่าย กว่าถุงมือยางสังเคราะห์ ท าให้ถุงมือยางสังเคราะห์ไม่สามารถทดแทนถุงมือยางธรรมชาติได้ทั้งหมด จากการศึกษาสถานการณ์การผลิต การใช้ และการส่งออกถุงมือยางธรรมชาติของไทย การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของอุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติของไทย น ามาเปรียบเทียบกับประเทศผู้ผลิตถุงมือยางอันดับหนึ่งของโลกคือ ประเทศมาเลเซีย พบว่าประเทศ มาเลเซียมีข้อได้เปรียบทั้งด้านเทคโนโลยีและประสิทธิภาพของเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตถุงมือยาง ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่อง มีความได้เปรียบด้านต้นทุนพลังงาน อีกทั้งประเทศ มาเลเซียมีนโยบายและเป้าหมายในการพัฒนาถุงมือยางอย่างเป็นระบบและชัดเจน ตลอดจนมีแผน การสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและมีการบูรณาการ ขณะที่ประเทศไทย ไม่มียุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติที่ชัดเจน ผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้น ท าให้ได้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมการแปรรูป ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติของไทย ได้แก่ 1) ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติ ของไทย ภายใต้แนวคิด Public & Private Partnership (PPP) โดยการยางแห่งประเทศไทยท าหน้าที่ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทย ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการ (ภาคเอกชน) สถาบันเกษตรกรและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นไป ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กรตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ ในการเป็น องค์กรกลางรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร บริหารจัดการ เกี่ยวกับการเงินของกองทุน ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ ยางพารา 2) ตั้งเป้าหมาย ยกระดับผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติของไทย เป็นอุตสาหกรรมการผลิต ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตลอดโซ่อุปทาน มีส่วนช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (คาร์บอนเครดิต) ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน และสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย BCG Economy เพื่อสร้างความแตกต่าง จากคู่แข่ง 3) ท าการตลาดเชิงรุก มุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติของไทยมีส่วนช่วย ในการลดภาวะโลกร้อน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายง่าย ใช้แล้วไม่สร้างความระคายเคืองผ่านกระบวนการ รับรองมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถแสดงผลการพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ 4) ส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพ ของถุงมือยางธรรมชาติของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเร่งสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ที่เกี่ยวกับ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติ และ 5) ก าหนดกระบวนการเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ถุงมือ ยางธรรมชาติของไทยที่มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ภายใต้แนวคิด ตลาดน าการผลิต มีการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเข้าสู่การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน โดยมีระบบตรวจสอบ ย้อนกลับ (Traceability) เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องตลอดโซ่อุปทาน และมี มาตรการสร้างแรงจูงใจ (Incentive) เช่น สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ า (Soft Loan) ในการปรับปรุง กระบวนการผลิตสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) เป็นต้น
สารบัญ หน้า รายนามคณะกรรมาธิการ ก รายนามคณะอนุกรรมาธิการ ค รายนามคณะท างาน ฉ รายงานการพิจารณาศึกษา ฌ บทสรุปผู้บริหาร ฐ สารบัญ ฒ สารบัญตาราง ณ สารบัญภาพ ต บทที่ 1 บทน า 1 1.1 ความส าคัญของเรื่อง ๑ 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 3 1.3 ขอบเขตการศึกษา 3 ๑.๔ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๓ บทที่ 2 สภาพทั่วไป ๕ 2.1 สถานการณ์ยางพารา ๕ 2.2 สถานการณ์ถุงมือยาง 1๖ 2.3 การแปรรูปถุงมือยางธรรมชาติในประเทศไทย 2๑ 2.4 มาตรฐาน ข้อก าหนด และนโยบายที่เกี่ยวข้อง 2๕ บทที่ 3 ผลการศึกษา 2๗ 3.1 การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากผลการด าเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2๗ 3.2 ถอดบทเรียนประเทศต้นแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมถุงมือยางประเทศมาเลเซีย 3๖ 3.3 การวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของอุตสาหกรรมถุงมือยาง ธรรมชาติของประเทศไทย 3๘ บทที่ ๔ สรุปและข้อเสนอแนะ 4๕ ๔.1 สรุปผลการพิจารณา 4๕ ๔.๒ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4๖
ณ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ ๑ การผลิตยางพาราโลก ปี 2561 - 2565 ๕ ตารางที่ ๒ ผลผลิต ปริมาณการใช้ และการส่งออกยางพาราของโลก ปี 2561 - 2565 ๖ ตารางที่ ๓ ความต้องการใช้ยางพาราของประเทศผู้ใช้ที่ส าคัญ ปี 2561 - 2565 ๗ ตารางที่ ๔ การส่งออกยางพาราของประเทศผู้ส่งออกที่ส าคัญ ปี 2560 - 2564 ๗ ตารางที่ ๕ เนื้อที่กรีด ผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ ปี พ.ศ. 2561 - 2565 ๘ ตารางที่ ๖ เนื้อที่กรีด และปริมาณผลผลิต (ยางดิบ) รายภาคและจังหวัดที่ส าคัญ ปี พ.ศ. 2565 ๙ ตารางที่ ๗ ปริมาณการส่งออกยางพาราของประเทศไทย จ าแนกตามชนิดยาง ปี 2560 - 2564 ๑๐ ตารางที่ ๘ ปริมาณการส่งออกยางพาราของประเทศไทย จ าแนกตามประเทศคู่ค้า ปี 2560 - 2564 ๑๐ ตารางที่ ๙ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ของไทยเปรียบเทียบตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ ปี 2560 - สิงหาคม 2565 ๑๒ ตารางที่ ๑๐ ความต้องการใช้ยางพาราภายในประเทศของไทย จ าแนกตามชนิดยาง ปี 2560 – 2564 ๑๕ ตารางที่ ๑๑ ความต้องการใช้ยางพาราภายในประเทศ จ าแนกตามผลิตภัณฑ์ยาง ปี พ.ศ. 2560 - 2564 ๑๖ ตารางที่ ๑๒ การผลิต การใช้และการส่งออกน้ ายางข้นของไทย ในช่วงปี 2560 - 2564 ๑๖ ตารางที่ ๑๓ มูลค่าการส่งออกถุงมือของประเทศผู้ส่งออกส าคัญ ๑๘ ตารางที่ ๑๔ แสดงรายชื่อผู้ประกอบการสินค้าถุงมือยางที่ส าคัญของประเทศไทย ๑๙ ตารางที่ ๑๕ แสดงมูลค่าการส่งออกสินค้าถุงมือยาง (HS 4015) ของไทยไปยังตลาดหลัก ๒๐ ตารางที่ ๑๖ ประเภทรูปแบบการจ าหน่ายผลผลิตยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับการยาง แห่งประเทศไทย ๒๑ ตารางที่ ๑๗ จ านวนโรงงานแปรรูปน้ ายางข้นในประเทศไทย ๒๒
ด สารบัญตาราง (ต่อ) หน้า ตารางที่ ๑๘ จ านวนนิติบุคคลผลิตน้ ายางข้นในประเทศไทย ๒๒ ตารางที่ ๑๙ ผู้ประกอบการถุงมือยางในประเทศไทยที่มีรายได้รวม ปี 2564 สูงสุด 5 ล าดับแรก ๒๔ ตารางที่ ๒๐ มาตรฐานและข้อก าหนดในการผลิตถุงมือยางทางการแพทย์ ๒๖
ต สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๑ ความเคลื่อนไหวของราคายางแผ่นดิบที่เกษตรกรขายได้ ปี 2550 - 2565 ๑๑ ภาพที่ ๒ เปรียบเทียบราคายางในประเทศไทย ๑๔ ภาพที่ ๓ แสดงจ านวนโรงงานถุงมือยางในประเทศไทยแยกตามจังหวัด ๒๓ ภาพที่ ๔ แสดงจ านวนโรงงานถุงมือยางในประเทศไทยแยกปีที่จดทะเบียน ๒๓ ภาพที่ ๕ แสดงจ านวนโรงงานถุงมือยางในประเทศไทยแยกก าลังเครื่องจักร ๒๓ ภาพที่ ๖ แสดงจ านวนโรงงานถุงมือยางในประเทศไทยแยกตามรายได้ปี 2564 ๒๔ ภาพที่ ๗ ห่วงโซ่อุปทานยางพาราประเทศไทย ๒๕ ภาพที่ ๘ ตลาดเครือข่ายรับซื้อน้ ายางสด และสถานประกอบการถุงมือยาง ๓๙
บทที่ 1 บทน ำ 1.1 ควำมส ำคัญของเรื่อง ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID - 19 ส่งผลให้มีความต้องการใช้ถุงมือยางโลก เพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2565 และ 2566 สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางของประเทศมาเลเซียคาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ถุงมือยางโลกจะขยายตัวร้อยละ 10 – 15 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด (Kathy Fong, 2022) ประกอบกับประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก โดยสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (Association of Natural Rubber Producing Countries: ANRPC) มีการรายงานว่าในปี 2564 ประเทศไทยมีผลผลิตยางพาราสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมีผลผลิต จ านวน 4.673 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 33.76 ของผลผลิตยางพาราโลกที่มีจ านวน 13.842 ล้านตัน และจากข้อมูลการใช้ยางของประเทศไทยโดยกรมวิชาการเกษตรได้รายงานปริมาณการใช้ยาง ภายในประเทศในปี 2564 อยู่ที่ 0.926 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 19.82 ของผลผลิตยางพารา (กรมวิชาการเกษตร, 2565) ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาผลผลิตยางพาราส่วนใหญ่ของประเทศไทย ถูกส่งออกในรูปของยางแปรรูปขั้นต้นเป็นวัตถุดิบให้แก่ผู้ใช้ยางในต่างประเทศ เช่น จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศยุโรป เป็นต้น เกิดความเสียโอกาสในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า หากประเทศไทยมีการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าจากการแปรรูปให้มากขึ้นจะช่วย ลดการพึ่งพาการส่งออกในรูปของวัตถุดิบ และเมื่อพิจารณาความพร้อมทางด้านวัตถุดิบยางพาราแล้ว หากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการในการพัฒนาความพร้อมทางด้านการแปรรูป และด้านการตลาด จะสามารถช่วยผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาเป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางโดยด าเนินการน าร่องในผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติซึ่งจะช่วยให้ยางพาราทั้งระบบ ของประเทศไทยมีความยั่งยืนมากขึ้น ทางด้านความสอดคล้องของประเด็นการศึกษาการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ ต่อยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี(พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) และแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๕) คณะท างานพิจารณาศึกษาการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นการศึกษามีความสอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติฯ ในยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถ ในการแข่งขัน ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ส าคัญที่เน้นการเกษตรสร้างมูลค่า โดยประเด็นการศึกษาดังกล่าว มีความเกี่ยวข้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 2 ประเด็น คือ (1) ประเด็นการเกษตร ประกอบด้วย 2 แผนย่อย ได้แก่ แผนย่อยเกษตรแปรรูป โดยการส่งเสริมการพัฒนาและใช้วัตถุดิบ และผลิตผลทางการเกษตรที่เชื่อมโยงไปสู่กระบวนการแปรรูปในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูง โดยการน าเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และแผนย่อยการพัฒนาระบบนิเวศการเกษตร โดยการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ รวมถึง เชื่อมโยงไปถึงผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาด้านการผลิตและด้าน การตลาดของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสนับสนุนการขยายเครือข่ายธุรกิจของวิสาหกิจชุมชน
๒ และสหกรณ์ สนับสนุนให้มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรนมากขึ้น เพื่อยกระดับการพัฒนาเกษตรกรไปสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง ตลอดจน การให้มีกลไกในการดูแลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่มและการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร อย่างแท้จริง และ (2) ประเด็นผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ ประกอบด้วย 2 แผนย่อย ได้แก่ แผนย่อยการสร้างโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยการจัดหา แหล่งเงินทุนและพัฒนาช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่ ๆ พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และการบริหารความเสี่ยง พัฒนาระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สินในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ พัฒนาระบบการประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิตและระบบการรู้จักลูกค้าที่สะดวกมากขึ้น รวมทั้ง สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่เหมาะสม และแผนย่อยการสร้าง โอกาสเข้าถึงตลาด โดยการสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีอัตลักษณ์และตราสินค้าที่เด่นชัด ให้ความส าคัญกับการผลิตโดยใช้ตลาดน าที่ค านึงถึงความต้องการของตลาดโดยเฉพาะตลาดที่มีมูลค่าสูง ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้มากขึ้น มีแผนกลยุทธ์การเข้าถึง ตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพส าหรับสินค้าและบริการของไทย ตลอดจนสร้างและพัฒนาตลาดในประเทศ ส าหรับสินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน รวมทั้งตลาดสินค้าส าหรับกลุ่มเฉพาะ ในส่วนของแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๕) การส่งเสริมการแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางมีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการปฏิรูปจ านวน 3 กิจกรรม ได้แก่ (1) กิจกรรมการสร้าง เกษตรมูลค่าสูง โดยการสนับสนุนการท าการเกษตรแบบรวมผลิตและรวมจ าหน่าย เช่น การตลาดน าการผลิต โดยการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจะเป็นไปตามความต้องการของตลาด รวมถึงการสร้างอุปสงค์ใหม่ ๆ เป็นต้น (2) กิจกรรมการเพิ่มโอกาสของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในอุตสาหกรรมและบริการ เป้าหมาย โดยการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการเพิ่มสัดส่วน การซื้อสินค้าและบริการของภาครัฐจาก SMEs และ (3) กิจกรรมการเป็นศูนย์กลางด้านการค้า และการลงทุนของไทยในภูมิภาค โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางด้านการค้า และการลงทุนในภูมิภาค รวมทั้งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) ในหมุดหมายที่ ๑ ไทยเป็นประเทศชั้นน าด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป มูลค่าสูง ในกลยุทธ์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมแบบมุ่งเป้า เพื่อให้เกิดการยกระดับ กระบวนการผลิตและสร้ างมู ลค่ าเพิ่ม และกลยุทธ์ การส่งเสริ มการผลิตและการขยายตั ว ของตลาดสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และในหมุดหมายที่ ๗ ไทยมีวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง มีศักยภาพสูงและสามารถแข่งขันได้ในกลยุทธ์การพัฒนาระบบ นิเวศน์เอื้ออ านวยต่อการท าธุรกิจและการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ดังนั้น จากเหตุผลความส าคัญของอุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติและความสอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ชาติ๒๐ ปี(พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) และแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๕) จึงมีความจ าเป็นที่จะต้องพิจารณาการศึกษาการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในประเทศกรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมที่ได้จากการพิจารณาศึกษา อาจมีบางประเด็นที่ไม่ได้อยู่ในบทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา โดยตรง
๓ แต่เพื่อให้การส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์วุฒิสภา จึงได้ตั้งคณะท างานฯ เพื่อศึกษาและจัดท ารายงาน พร้อมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้องน าไป ปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบการแปรรูปยางขั้นต้น ผู้แปรรูปถุงมือ ยางธรรมชาติ และประเทศมากยิ่งขึ้น 1.2 วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อให้เกิดการใช้ยางพาราในประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะการขับเคลื่อนในภาคส่วนของเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร ซึ่งวัตถุประสงค์ของการศึกษาจึงสามารถก าหนดได้ 3 ประเด็น ได้แก่ 1) วิเคราะห์สถานการณ์การผลิตและการตลาด และความเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติ 2) วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกที่มีต่อการส่งเสริมการแปรรูปถุงมือยางธรรมชาติ 3) จัดท าข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปถุงมือยางธรรมชาติ 1.3 ขอบเขตกำรศึกษำ 1) ขอบเขตด้านประชากร ได้แก่ เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง คนกลาง (พ่อค้ารับซื้อ/จุดรวบรวม/ตลาดกลางยางพารา/สหกรณ์) ผู้แปรรูปยางขั้นต้น ผู้แปรรูปถุงมือ ยางธรรมชาติ และหน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้อง 2) วิธีการศึกษาและเก็บข้อมูล 2.1) จัดการประชุมคณะท างาน 2.2) รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ เอกสารวิชาการ และแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ในการวิเคราะห์การเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล/ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ การศึกษาดูงาน การรับฟังความคิดเห็นเชิงพื้นที่ในพื้นที่เป้าหมาย และการประชุม ระดมความคิดเห็น 2.3) วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกและการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในของการส่งเสริม การแปรรูปถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทย 2.4) วิเคราะห์และจัดท าข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูป ถุงมือยางธรรมชาติโดยใช้การระดมความคิด (Brain Strom) 3) ระยะเวลาการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 1.4 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนน าข้อเสนอแนะจากรายงานผลการศึกษาไปใช้ประกอบ ในการก าหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติทั้งระบบตลอดห่วงโซ่อุปทานต่อไป
บทที่ 2 สภำพทั่วไป 2.1 สถำนกำรณ์ยำงพำรำ 1) สถำนกำรณ์ยำงพำรำโลก 1.1) กำรผลิต ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตยางพาราโลกโดยภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.01 ต่อปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 13.744 ล้านตัน ในปี 2561 เป็น 14.376 ล้านตัน ในปี 2565 เนื่องจากการขยายเนื้อที่ ปลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศผู้ผลิตหลักและประเทศผู้ปลูกยางใหม่มีเนื้อที่กรีด ที่เริ่มให้ผลผลิตและเนื้อที่กรีดบางส่วนอยู่ในช่วงอายุยางที่เริ่มให้ผลผลิตสูง ประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ในปี 2565 มีผลผลิตยางพารารวม 14.376 ล้านตัน โดยไทยเป็นประเทศที่มีผลผลิตมาก เป็นอันดับ 1 ของโลกผลผลิตลดลงจาก 4.849 ล้านตัน ในปี 2561 เหลือ 4.799 ล้านตัน ในปี 2565 หรือลดลงร้อยละ 0.25 ต่อปี อินโดนีเซียและมาเลเซียมีผลผลิตลดลงเช่นเดียวกัน ขณะที่เวียดนาม ที่มีผลผลิตเป็นอันดับ 3 ของโลกมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 1.138 ล้านตัน ในปี 2561 เป็น 1.255 ล้านตัน ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.12 ต่อปี ตำรำงที่ 1 กำรผลิตยำงพำรำโลก ปี 2561 - 2565 ปี ผลผลิต (ล้ำนตัน) ไทย** อินโดนีเซีย เวียดนำม มำเลเซีย อื่น ๆ รวม 2561 4.849 3.630 1.138 0.603 3.524 13.744 2562 4.776 3.301 1.138 0.640 4.045 13.900 2563 4.787 3.037 1.226 0.515 4.001 13.566 2564 4.757 3.045 1.272 0.470 4.509 14.053 2565* 4.799 3.135 1.255 0.400 4.787 14.376 อัตรำเพิ่ม (ร้อยละ) -0.25 -3.67 3.12 -10.68 7.48 1.01 หมายเหตุ: * ประมาณการ ** ข้อมูลศูนย์สารสนเทศการเกษตร ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่มา : องค์กรยางระหว่างประเทศ
๖ ตำรำงที่ 2 ผลผลิต ปริมำณกำรใช้ และกำรส่งออกยำงพำรำของโลก ปี 2561 - 2565 หน่วย: ล้านตัน ปี ผลผลิต ปริมำณกำรใช้ ส่งออก 2561 13.744 13.917 10.636 2562 13.900 13.926 9.988 2563 13.566 12.946 9.886 2564 14.053 14.415 10.359 2565* 14.376 14.786 10.570 อัตรำเพิ่ม (ร้อยละ) 1.01 1.57 0.24 1.2) กำรตลำด (1) ควำมต้องกำรใช้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้ยางพาราของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.57 ต่อปี โดยจาก 13.917 ล้านตันในปี 2561 เป็น 14.786 ล้านตันในปี 2565 โดยความต้องการใช้ยางพารา ของประเทศต่าง ๆ มีดังนี้ จีน ในปี 2561 - 2565 การใช้ยางเพิ่มขึ้นจาก 5.692 ล้านตัน ในปี 2561 เป็น 5.880 ล้านตัน ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.13 ต่อปีเนื่องจากมีการขยายตัว ของอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมยางล้อ อุปกรณ์และอะไหล่รถยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ประเทศจีนยังมีมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ยางพารา เช่น ยานยนต์ การบิน เป็นต้น ท าให้จีนมีความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น สหภำพยุโรป มีใช้ยางพาราลดลงจาก 1.231 ล้านตัน ในปี 2561 เหลือ 1.091 ล้านตัน ในปี 2565 หรือลดลงร้อยละ 2.62 ต่อปี เนื่องจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ และจากวิกฤติพลังงาน ที่รุนแรงส่งผลต่อต้นทุนการผลิตท าให้ภาคการผลิตที่ใช้ยางพาราเพื่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ ลดลง สหรัฐอเมริกำ มีการใช้ยางพาราลดลงจาก 0.987 ล้านตัน ในปี 2561 เหลือ 0.951 ล้านตัน ในปี 2565 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลง ญี่ปุ่น มีความต้องการใช้ยางพาราลดลงจาก 0.706 ล้านตัน ในปี 2561 ลดลงเหลือ 0.670 ล้านตัน ในปี 2565 หรือลดลงอัตราร้อยละ 1.55 ต่อปี เนื่องจากความต้องการใช้ยางพารา ในอุตสาหกรรมแปรรูปลดลง (2) กำรส่งออก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมการส่งออกยางพาราโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.24 โดยการส่งออกยางพาราในปี 2561 จาก 10.636 ล้านตัน ลดลงเหลือ 9.886 ล้านตันในปี 2563 จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 10.57 ล้านตันในปี 2565 โดยประเทศผู้ส่งออกที่ส าคัญนอกจากไทยมีดังนี้ อินโดนีเซีย ส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากไทย โดยการส่งออกลดลง จาก 2.954 ล้านตัน ในปี 2561 เหลือ 2.2 ล้านตัน ในปี 2565 หรือลดลงร้อยละ 6.47 ต่อปี หมายเหตุ:* ประมาณการ ที่มา : องค์กรยางระหว่างประเทศ
๗ เวียดนำม ส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 3 ของโลก ส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 1.50 ล้านตัน ในปี 2561 เป็น 1.981 ล้านตัน ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.17 ต่อปี มำเลเซีย ส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 4 ของโลก มีปริมาณการส่งออกลดลง จาก 1.121 ล้านตัน ในปี 2561 เหลือ 1.113 ล้านตัน ในปี 2565 หรือลดลงร้อยละ 0.09 ต่อปี ตำรำงที่ 3 ควำมต้องกำรใช้ยำงพำรำของประเทศผู้ใช้ที่ส ำคัญ ปี 2561 – 2565 ปี กำรบริโภค (ล้ำนตัน) จีน สหภำพยุโรป สหรัฐอเมริกำ ญี่ปุ่น 2561 5.692 1.231 0.987 0.706 2562 5.674 1.191 1.003 0.714 2563 5.647 1.029 0.802 0.581 2564 5.949 1.163 0.960 0.678 2565* 5.880 1.091 0.951 0.670 อัตรำเพิ่ม (ร้อยละ) 1.13 -2.62 -1.17 -1.55 หมายเหตุ : * ประมาณการ ที่มา : องค์กรยางระหว่างประเทศ ตำรำงที่ 4 กำรส่งออกยำงพำรำของประเทศผู้ส่งออกที่ส ำคัญ ปี 2560 - 2564 หน่วย: ล้านตัน ปี ไทย อินโดนีเซี ย มำเลเซี ย เวียดนำ ม กัมพูชำ อื่นๆ รวม 2561 4.455 2.954 1.121 1.5 0.217 0.389 10.636 2562 3.979 2.582 1.057 1.637 0.282 0.451 9.988 2563 3.785 2.455 1.104 1.67 0.338 0.534 9.886 2564 4.019 2.385 1.063 1.875 0.366 0.651 10.359 2565* 4.388 2.2 1.113 1.981 0.37 0.518 10.57 อัตรำเพิ่ม (ร้อยละ) -0.20 -6.47 -0.09 7.17 14.20 9.85 0.24 หมายเหตุ : * ประมาณการ ที่มา : องค์กรยางระหว่างประเทศ
๘ 2) สถำนกำรณ์ยำงพำรำไทย 2.1) ด้ำนกำรผลิต ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเนื้อที่กรีดเพิ่มขึ้นจาก 20.02 ล้านไร่ ในปี 2561 เป็น 21.93 ล้านไร่ ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.57 ต่อปี และผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 4.74 ล้านตัน ยางแห้งในปี 2561 เป็น 4.76 ล้านตันยางแห้ง ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.19 ต่อปี ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ลดลงจาก 240 กิโลกรัมต่อไร่ (ยางดิบ) ในปี 2561 เหลือ 220 กิโลกรัมต่อไร่ (ยางดิบ) ในปี 2565 หรือลดลงร้อยละ 2.32 ต่อปีโดยเนื้อที่กรีดได้เพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่ปลูกใหม่ เริ่มให้ผลผลิตได้ ส่วนผลผลิตต่อไร่ภาพรวมลดลงเนื่องจากการระบาดของโรคใบร่วง และมีฝนตกชุกในพื้นที่ปลูก ท าให้จ านวนวันกรีดลดลงอีกทั้งเป็นพื้นที่เปิดกรีดใหม่ท าให้ผลผลิตได้น้อย ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงด้วย ตำรำงที่ 5 เนื้อที่กรีด ผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ ปี พ.ศ. 2561 – 2565 ปี เนื้อที่กรีด (ล้ำนไร่) ผลผลิต (ล้ำนตัน) ผลผลิต/ไร่ ยำงดิบ ยำงแห้ง (ยำงดิบ) (กก.) 2561 20.02 4.81 4.74 240 2562 20.46 4.84 4.77 237 2563 21.98 4.86 4.79 221 2564 21.98 4.89 4.82 223 2565* 21.93 4.83 4.76 220 อัตรำเพิ่ม (ร้อยละ) 2.57 0.19 0.19 -2.32 หมายเหตุ : * ประมาณการ ที่มา : ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร, ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2565 จากข้อมูลเนื้อที่กรีด ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ ที่ประมาณการของปี 2565 ประเทศไทย มีเนื้อที่กรีดทั้งสิ้น 21.93 ล้านไร่ (ตารางที่ 6) ผลผลิตทั้งประเทศมี 4.83 ล้านตัน (ยางดิบ) ผลผลิต ต่อไร่ต่อปีเฉลี่ย 220 กิโลกรัม (ยางดิบ) โดยภาคที่มีเนื้อที่กรีดมากที่สุดคือ ภาคใต้มีเนื้อที่กรีด 12.51 ล้านไร่ รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5.86 ล้านไร่ ภาคกลาง 2.23 ล้านไร่ ภาคเหนือ 1.34 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 57.02 ร้อยละ 26.71 ร้อยละ 10.16 และร้อยละ 6.11 ส าหรับข้อมูลเนื้อที่กรีด ในระดับจังหวัด จังหวัดที่มีเนื้อที่กรีดสูงสุดคือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเนื้อที่กรีดจ านวน 2.07 ล้านไร่ รองลงมาคือ สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง และยะลา มีเนื้อที่กรีดจ านวน 1.92 ล้านไร่ 1.77 ล้านไร่ 1.19 ล้านไร่ และ 1.08 ล้านไร่ ตามล าดับ
๙ ตำรำงที่ 6 เนื้อที่กรีด และปริมำณผลผลิต (ยำงดิบ) รำยภำคและจังหวัดที่ส ำคัญ ปี พ.ศ. 2565 ประเทศ/ภำค/จังหวัด เนื้อที่กรีด (ไร่) ผลผลิต (ตัน) ผลผลิตต่อไร่ (กิโลกรัม) รวมทั้งประเทศ 21,928,410 4,825,907 220 ภำคเหนือ 1,338,426 252,114 188 ภำคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,855,433 1,307,404 223 ภำคกลำง 2,226,962 414,228 186 ภำคใต้ 12,507,589 2,852,161 228 สุราษฎร์ธานี 2,068,851 490,318 237 สงขลา 1,924,117 423,306 220 นครศรีธรรมราช 1,773,964 411,560 232 ตรัง 1,198,457 270,851 226 ยะลา 1,077,576 246,765 229 บึงกาฬ 838,889 208,883 249 พัทลุง 900,955 204,517 227 เลย 831,456 188,741 227 นราธิวาส 841,818 177,624 211 กระบี่ 536,624 128,253 239 ที่มา : ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร, ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2565 2.2) ด้ำนกำรตลำด (1) กำรส่งออก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2560 - 2564) การส่งออกยางพาราของไทยมีแนวโน้มลดลง จาก 4.443 ล้านตัน ในปี 2560 (ตารางที่ 7) เหลือ 4.176 ล้านตันในปี 2564 หรือลดลง เฉลี่ยร้อยละ 2.90 ต่อปีเนื่องจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา ที่ยืดเยื้อ และการระบาดของโรค COVID - 19 ท าให้การส่งออกยางพาราลดลง ส าหรับการส่งออก ยางของไทยจ าแนกตามชนิดผลิตภัณฑ์ จากข้อมูลการส่งออกยางพาราของกรมวิชาการเกษตร พบว่า การส่งออกยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง น้ ายางข้น ยางคอมปาวด์ และยางอื่น ๆ มีแนวโน้มลดลง ร้อยละ 10.18 ร้อยละ 2.12 ร้อยละ 0.65 ร้อยละ 0.57 และร้อยละ 23.03 ต่อปี ตามล าดับ
๑๐ ตำรำงที่ 7 ปริมำณกำรส่งออกยำงพำรำของประเทศไทย จ ำแนกตำมชนิดยำง ปี 2560 - 2564 หน่วย: ล้านตัน ปี ยำงแผ่นรมควัน ยำงแท่ง น้ ำยำงข้น ยำงคอมปำวด์ อื่น ๆ รวม 2560 0.719 1.592 0.700 1.243 0.189 4.443 2561 0.566 1.546 0.782 1.473 0.140 4.507 2562 0.486 1.519 0.682 1.269 0.080 4.036 2563 0.377 1.107 0.698 1.560 0.057 3.802 2564 0.515 1.690 0.717 1.174 0.080 4.176 อัตรำเพิ่ม (ร้อยละ) -10.18 -2.12 -0.65 -0.57 -23.03 -2.90 ที่มา : กรมวิชาการเกษตร, 2565 (สถิติยางประเทศไทย ปีที่ 50 (2564) ฉบับที่ 4) ส าหรับประเทศคู่ค้าที่ส าคัญของไทย (ตารางที่ 8 ) ได้แก่ จีน น าเข้ายางพาราจากไทยลดลงจาก 2.789 ล้านตันในปี 2560 เหลือ 2.213 ล้านตัน ในปี 2564 หรือลดลงร้อยละ 5.97 ต่อปี มำเลเซีย น าเข้ายางพาราจากไทยในปี 2564 มีปริมาณที่เท่ากับปี 2560 จากการเปลี่ยนแปลง ปริมาณการน าเข้าในระหว่างปี 2560 – 2564 ส่งผลให้ภาพรวมในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมามาเลเซีย มีการน าเข้าลดลงร้อยละ 0.66 ต่อปี ญี่ปุ่น น าเข้ายางพาราจากไทยลดลงจาก 0.219 ล้านตันในปี 2560 เหลือ 0.205 ล้านตัน ในปี 2564 หรือลดลงร้อยละ 4.69 ต่อปี สหรัฐอเมริกำ น าเข้ายางพาราจากไทยเพิ่มขึ้นจากปริมาณ 0.178 ล้านตันในปี 2560 เป็น 0.263 ล้านตันในปี 2564 โดยภาพรวมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มการน าเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.67 ต่อปี ตำรำงที่ 8 ปริมำณกำรส่งออกยำงพำรำของประเทศไทย จ ำแนกตำมประเทศคู่ค้ำ ปี 2560 - 2564 หน่วย: ล้านตัน ปี จีน มำเลเซีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกำ อื่น ๆ รวม 2560 2.789 0.407 0.219 0.178 0.85 4.443 2561 2.736 0.434 0.214 0.198 0.925 4.507 2562 2.305 0.398 0.201 0.228 0.904 4.036 2563 2.349 0.406 0.151 0.173 0.722 3.801 2564 2.213 0.407 0.205 0.263 1.088 4.176 อัตรำเพิ่ม (ร้อยละ) -5.97 -0.66 -4.69 6.67 2.49 -2.90 ที่มา : กรมวิชาการเกษตร, 2565 (สถิติยางประเทศไทย ปีที่ 50 (2564) ฉบับที่ 4)
๑๑ ส าหรับความเคลื่อนไหวของราคายางพาราในช่วงปี 2550 – 2562 ราคายางพารา ในประเทศมีการปรับตัวในทิศทางเดียวกับราคาซื้อขายยางในตลาดล่วงหน้า โดยราคายางพาราทุกชนิด มีการปรับตัวลดลงทุกตลาดซึ่งมีปัจจัยทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศที่ส่งผลต่อราคายาง โดยเฉพาะ ปัจจัยภายนอกจากอิทธิพลจากข้อมูลข่าวสารทางการตลาดยางพารา ราคาซื้อขายยางในตลาดล่วงหน้า ต่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของผลผลิตยางจากประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหม่ (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม: CLMV) การด าเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริการวมทั้งการชะลอตัว ทางเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยาง ส่งผลให้เป็นข้อจ ากัดในการยกระดับราคายางพาราในประเทศให้สูงขึ้น โดยได้แบ่งช่วงการผันผวนของราคายางแต่ละช่วงเวลา ดังนี้ (ภาพที่ 1) ภำพที่ 1 ควำมเคลื่อนไหวของรำคำยำงแผ่นดิบที่เกษตรกรขำยได้ ช่วงปี 2550 – 2565 ปี 2550 – 2554 ราคามีการปรับตัวลดลงในช่วงปี 2550 – 2552 เนื่องจากได้รับ ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจของโลกท าให้การลงทุนชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้และราคายางพารา ปรับตัวลดลง และเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในปี 2553 ต่อเนื่องไปถึงปี 2554 ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการใช้ ยางพาราของโลกที่เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว การค้าการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้ ยางเพิ่มขึ้น ปี 2555 – 2558 ราคายางพาราปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเศรษฐกิจโลก ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจของสภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมทั้งจีนซึ่งเป็นผู้ใช้ยางพารา รายใหญ่ของโลก ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการชะลอการใช้ยางพารา ปี 2559 – 2562 ราคายางพาราเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2559 และปรับตัวลดลงในปี 2560 และลดลงต่อเนื่องมาจนถึงปลายปี 2561 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีน และสหรัฐอเมริกาที่ยังคงยืดเยื้อ อีกทั้งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางหลัก โดยประเทศผู้น าเข้ายางพาราหลักจากประเทศไทย ได้แก่ จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ท าให้ปริมาณ การผลิตยางล้อลดลง รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจโลก การเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา การปรับตัว ของราคาน้ ามันดิบซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้ราคายางปรับตัวลงเช่นกัน 0 20 40 60 80 100 120 140 160 180 2550 2551 2552 2553 2554 2555 2556 2557 2558 2559 2560 2561 2562 2563 2564 2565 บำท/กก. ปี
๑๒ ปี 2563 ราคายางพาราในไตรมาสที่ 1 ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด และภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลให้นักลงทุนชะลอการซื้อขายยางถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 และโรงงานกลับ เข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส 3 แต่เนื่องจากมีฝนตกชุกในพื้นที่ประเทศผู้ปลูกยางพารา การขาดแคลนแรงงาน ในสวนยาง และจีนมีนโยบายอุดหนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ รวมถึงปริมาณสต็อกยาง ปรับตัวลดลงท าให้ราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้น ปี 2564 – 2565 จากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน สงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมทั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID - 19) ส่งผลให้ราคายาง และห่วงโซ่อุปทานการส่งออกในระบบเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นจากต้นทุนทางด้านพลังงาน และมาตรการล็อคดาวส์ของจีน ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการซื้อขายยางถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 แต่เนื่องจากมีฝนตกชุกในพื้นที่ปลูกยางพาราของประเทศผู้ผลิตยางในไตรมาสที่ 1 การขาดแคลน แรงงานในสวนยางและจีนมีนโยบายอุดหนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ รวมถึงปริมาณ สต็อกยางปรับตัวลดลง ท าให้ราคาส่งออก F.O.B. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ของไทยในปี 2564 เฉลี่ยอยู่ที่ 65.28 บาท/กิโลกรัม ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี2563 จ านวน 10.76 บาท/กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.74 ในปี 2565 (มกราคม – สิงหาคม) ราคาส่งออก F.O.B. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 เฉลี่ยอยู่ที่ 70.41 บาท/กิโลกรัม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.13 บาท/กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.23 เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ เนื่องจาก ผู้ประกอบการมีความต้องการยางในการส่งออก และนักลงทุนมีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการเปิดเศรษฐกิจ ในสหรัฐฯ และยูโรโซน (ตารางที่ 9) ตำรำงที่ 9 รำคำยำงแผ่นรมควันชั้น 3 ของไทยเปรียบเทียบตลำดล่วงหน้ำต่ำงประเทศ ปี 2560 – สิงหำคม 2565 หน่วย : บาท/กก. ปี รำคำประมูล ตลำดกลำง รำคำประกำศ เที่ยงวัน F.O.B กรุงเทพฯ เซี่ยงไฮ้ (SHFE) โตเกียว (TOCOM) สิงคโปร์ (SGX) 2560 63.61 69.22 70.93 71.94 67.08 2561 45.85 50.74 54.90 48.87 50.05 2562 46.98 51.73 51.35 52.98 51.16 2563 49.73 54.52 52.42 53.54 54.88 2564 59.37 65.28 68.41 67.36 66.32 2565 (ม.ค.-ส.ค.) 63.31 70.41 68.24 67.11 68.55 %YoY (ปี 63/64) 19.38 19.74 30.50 25.81 20.85 %YoY (ม.ค.-ส.ค 64/65) 4.00 6.23 1.91 -4.21 0.78 ที่มา : การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2565
๑๓ ด้านราคายางในประเทศ ในปี 2561 - 2565 ราคาซื้อขายยางในตลาดกลางยางพารา มีความผันผวนแต่มีแนวโน้มอยู่ในทิศทางที่เพิ่มขึ้น โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เคลื่อนไหวอยู่ที่ในช่วง ระหว่าง 34.00 – 100.00 บาท/กิโลกรัม และ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2565 อยู่ที่ 66.15 บาท/กิโลกรัม (ภาพที่ 2.2) โดยราคายางได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการยาง เพื่อส่งมอบของผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมยางธรรมชาติค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ ข้อมูลการคาดการณ์ของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) ที่คาดว่าในปี 2565 และอีก 5 ปีข้างหน้า จะเกิดอุปสงค์ส่วนเกิน (Excess Demand) ของยางธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัย สนับสนุนราคายางในระยะกลางต่อไป รวมถึงราคาน้ ามันดิบที่ปรับตัวอยู่ในระดับสูงจากผลกระทบ ของสงคราม แต่อย่างไรก็ตาม ราคายางยังคงได้รับปัจจัยกดดันจากการเก็งก าไรของนักลงทุน ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID - 19) ในประเทศจีนและสงครามที่ยืดเยื้อ และในไตรมาสที่ 2/2565 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้ม ชะลอตัวลงเล็กน้อยซึ่งเห็นได้จากข้อมูลในดัชนี PMI ภาคการผลิต ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยูโรโซน อังกฤษ จีนและญี่ปุ่น ต่างปรับตัวลดลง โดยองค์ประกอบย่อยของ ดัชนี PMI ด้านผลผลิตและยอดสั่งซื้อใหม่อ่อนแอลง ขณะที่ด้านต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อและความรุนแรงของมาตรการคว่ าบาตร รวมทั้งการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID - 19) ที่เข้มงวดในจีน ปัจจัยเหล่านี้ ซ้ าเติมภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานให้ทอดยาวออกไปและรุนแรงขึ้น โดยสินค้าโภคภัณฑ์ บางประเภทมีราคาสูงจากปริมาณการผลิตที่ไม่สมดุลกับความต้องการ ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มต่อเนื่อง ยังกดดันภาคการผลิตและลดทอนก าลังการซื้อลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นนานกว่าที่คาดการณ์ อีกทั้งก าลังซื้อที่ลดลงเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนใหม่ ส่วนภาคการผลิตถูกจ ากัดการเติบโตต่ ากว่า ศักยภาพซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation ด้านการพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อได้กดดันให้ธนาคารกลาง บางประเทศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์จากประเด็น และปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นนั้นซึ่งส่งผลกระทบต่อราคายางพารา
๑๔ ภำพที่ 2 เปรียบเทียบรำคำยำงในประเทศไทย (2) ควำมต้องกำรใช้ยำงพำรำในประเทศ (2.1) ควำมต้องกำรใช้ยำงพำรำแยกตำมชนิดของยำง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2560 – 2564) ความต้องการใช้ยางพาราของไทย ลดลงจาก 653,243 ตัน ในปี 2560 เหลือ 581,585 ตัน ในปี 2563 และเพิ่มขึ้นเป็น 925,808 ตัน ในปี 2564 ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมามีการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6.34 ต่อปี (ตารางที่ 10 ) โดยความต้องการใช้ยางแยกตามชนิดได้ดังนี้ ยางแผ่นรมควัน ใช้ในประเทศลดลงจาก 151,420 ตัน ในปี 2560 เหลือ 94,677 ตัน ในปี 2564 หรือลดลงเฉลี่ยร้อยละ 12.23 ต่อปี ยางแท่ง ใช้ในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 277,106 ตัน ในปี 2560 เป็น 303,481 ตัน ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.06 ต่อปี น้ ายางข้น ใช้ในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 178,293 ตัน ในปี 2560 เป็น 271,113 ตัน ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10.56 ต่อปี ยางอื่น ๆ ใช้ในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 46,424 ตัน ในปี 2560 เป็น 256,537 ตัน ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 40.32 ต่อปี
๑๕ ตำรำงที่ 10 ควำมต้องกำรใช้ยำงพำรำภำยในประเทศของไทย จ ำแนกตำมชนิดยำง ปี 2560 - 2564 หน่วย: ตัน ปี ยำงแผ่นรมควัน ยำงแท่ง น้ ำยำงข้น อื่น ๆ รวม 2560 151,420 277,106 178,293 46,424 653,243 2561 125,490 274,373 188,241 43,531 631,635 2562 47,686 223,602 357,181 34,614 663,084 2563 87,132 230,214 222,061 42,178 581,585 2564 94,677 303,481 271,113 256,537 925,808 อัตรำเพิ่ม (ร้อยละ) -12.23 0.06 10.56 40.32 6.34 ที่มา : กรมวิชาการเกษตร, 2565 (สถิติยางประเทศไทย ปีที่ 50 (2564) ฉบับที่ 4) (2.2) ควำมต้องกำรใช้ยำงพำรำแยกตำมประเภทอุตสำหกรรม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้ยางพาราของไทยแยกตามประเภทอุตสาหกรรม ดังนี้ (ตารางที่ 11) อุตสำหกรรมยำงล้อ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ยางพารามากที่สุด มีการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นจาก 412,801 ตัน ในปี 2560 เป็น 586,123 ตัน ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.95 ต่อปี อุตสำหกรรมถุงมือยำง มีการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นจาก 55,367 ตัน ในปี 2560 เป็น 103,367 ตัน ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.69 ต่อปี อุตสำหกรรมยำงยืด มีการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นจาก 111,500 ตัน ในปี 2560 เป็น 150,386 ตัน ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.23 ต่อปี อุตสำหกรรมยำงรัดของ มีการใช้ยางพาราลดลงจาก 27,546 ตัน ในปี 2560 เหลือ 13,127 ตัน ในปี 2564 หรือลดลงร้อยละ 15.71 ต่อปี อุตสำหกรรมอื่น ๆ มีการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นจาก 46,029 ตัน ในปี 2559 เป็น558,928 ตัน ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 104.16 ต่อปี
๑๖ ตำรำงที่ 11 ควำมต้องกำรใช้ยำงพำรำภำยในประเทศ จ ำแนกตำมผลิตภัณฑ์ยำง ปี พ.ศ. 2560 - 2564 หน่วย: ตัน ปี ยำงล้อ ถุงมือยำง ยำงยืด ยำงรัดของ อื่น ๆ รวม 2560 412,801 55,367 111,500 27,546 46,029 653,243 2561 416,049 51,537 113,850 4,723 45,476 631,635 2562 413,019 64,378 111,471 8,605 65,611 663,084 2563 303,895 75,366 114,530 3,764 387,925 581,585 2564 586,123 103,367 150,386 13,127 558,928 825,808 อัตรำเพิ่ม (ร้อยละ) 3.95 17.69 6.23 -15.71 104.16 3.94 ที่มา : กรมวิชาการเกษตร, 2565 (สถิติยางประเทศไทย ปีที่ 50 (2564) ฉบับที่ 4) (2.3) กำรผลิต กำรใช้และกำรส่งออกน้ ำยำงข้นของไทย กำรผลิตน้ ำยำงข้น ในปี 2560 ไทยผลิตน้ ายางข้นได้0.797 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเป็น 1.150 ล้านตัน ในปี 2564 หรือมีอัตราการผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 7.53 ต่อปี กำรใช้น้ ำยำงข้น ในปี 2560 ไทยใช้น้ ายางข้นในประเทศ 0.178 ล้านตัน และเพิ่มขึ้นเป็น 0.271 ล้านตัน ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10.56 ต่อปี กำรส่งออกน้ ำยำงข้น ในปี 2560 ไทยส่งออกน้ ายางข้น 0.700 ล้านตัน ลดลงเหลือ 0.682 ล้านตันในปี 2562 และเพิ่มขึ้นเป็น 0.717 ล้านตัน ในปี 2564 โดยภาพรวมการส่งออก น้ ายางข้นลดลงเฉลี่ยร้อยละ 0.65 ต่อปี ตำรำงที่ 12 กำรผลิต กำรใช้และกำรส่งออกน้ ำยำงข้นของไทยในช่วงปี2560 – 2564 หน่วย: ล้านตัน ปี กำรผลิต กำรใช้ กำรส่งออก 2560 0.797 0.178 0.700 2561 0.971 0.188 0.782 2562 1.038 0.357 0.682 2563 0.964 0.222 0.698 2564 1.150 0.271 0.717 อัตรำเพิ่ม (ร้อยละ) 7.53 10.56 -0.65 ที่มา : กรมวิชาการเกษตร, 2565 (สถิติยางประเทศไทย ปีที่ 50 (2564) ฉบับที่ 4) 2.2 สถำนกำรณ์ถุงมือยำง ถุงมือยางสามารถแบ่งตามประเภทการใช้งานออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ถุงมือยางที่ใช้ใน การแพทย์ ถุงมือยางส าหรับใช้ในครัวเรือน และถุงมือยางที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยรายละเอียด ของถุงมือยางแต่ละชนิดมีดังนี้
๑๗ ถุงมือยำงที่ใช้ในกำรแพทย์ (Medical Glove) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น (1) ถุงมือที่ใช้ในการผ่าตัด (Surgical Glove) ถุงมือชนิดนี้จะมีเนื้อบาง แข็งแรง ยาวถึงข้อศอก ขั้นตอนการผลิตที่ส าคัญคือ กระบวนการฆ่าเชื้อ ซึ่งต้องใช้รังสีแกมมาท าให้มีราคาค่อนข้างแพง การบรรจุหีบห่อจะมีความประณีต กว่าถุงมือแบบอื่นเนื่องจากต้องปลอดเชื้อ ร้อยละ 100 ต้องสะดวกเวลาแกะใช้และปกติจะไม่มี การน ากลับมาใช้ใหม่ และ (2) ถุงมือที่ใช้ในงานตรวจโรคทั่วไป (Examination Glove) ถุงมือนี้จะมี ชนิดแบบที่มีแป้ง (Powdered) และไม่มีแป้ง (Non - Powdered) ถุงมือชนิดนี้จะไม่มีข้างซ้ายข้างขวา มีความบาง กระชับมือ ความยาวอยู่แค่ข้อมือ การผลิตต้องออกแบบให้เหมาะกับการใช้งาน คือ สวมใส่ง่าย และเป็นถุงมือที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อโรค ราคาจะถูกกว่าถุงมือที่ใช้ในงานผ่าตัด ถุ งมือย ำ งส ำหรับใช้ในครัวเรือน (Household Glove) ถุงมือชนิดนี้จะมีขน าดใหญ่ แข็งแรงทนทาน เนื้อหนากว่าถุงมือยางที่ใช้ในการแพทย์ เนื่องจากต้องสัมผัสกับน้ า ผงซักฟอกหรือน้ ายา ท าความสะอาดต่าง ๆ จะออกแบบให้มีอายุใช้งานได้นาน และมักมีการออกแบบให้มีสีสันสวยงาม สวมใส่สบาย นุ่มมือ บรรจุหีบห่ออย่างประณีตสวยงามเพื่อดึงดูดแม่บ้านเพราะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ต่างจากถุงมือที่ใช้ในการแพทย์ ถุงมือยำงที่ใช้ในโรงงำนอุตสำหกรรม (Industrial Glove) ถุงมือประเภทนี้จะมีขนาดใหญ่ แข็งแรง ดูเทอะทะ ไม่สวยงาม แต่ต้องมีความทนทานต่อการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม การบรรจุหีบห่อไม่จ าเป็นต้องสวยงามเนื่องจากไม่ใช่สินค้าส าหรับผู้บริโภค ในการส่งออกถุงมือยางจะมีการระบุพิกัดศุลกากร ดังนี้ 4015.12.10 ถุงมือทางการแพทย์ท าด้วยยางธรรมชาติวัลแคไนซ์ 4015.12.90 ถุงมือทางการแพทย์ท าด้วยยางวัลแคไนซ์อื่น ๆ 4015.19.10 ถุงมือชนิดอื่น ๆ ที่ท าด้วยยางธรรมชาติวัลแคไนซ์ 4015.19.90 ถุงมือชนิดอื่น ๆ ที่ท าด้วยยางวัลแคไนซ์อื่น ๆ รายละเอียดสถานการณ์ถุงมือยางโลกและถุงมือยางไทย มีดังนี้ 1) สถำนกำรณ์ถุงมือยำงโลก จากข้อมูล Trade Map ของ International Trade Center (ITC) มูลค่าการส่งออกถุงมือยาง ของโลก ปี2564 มีส่งออกถุงมือยางรวม 26,677.14 ล้านเหรียญสหรัฐแบ่งเป็นถุงมือทางการแพทย์ มูลค่า 2,897.90 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 10.86 และถุงมืออื่น ๆ มูลค่า 23,779.24 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 89.14 ประเทศที่ส่งออกถุงมือมากที่สุด ได้แก่ มาเลเซีย มูลค่าการส่งออกถุงมือยางรวม 13,230.01 ล้านเหรียญสหรัฐคิดเป็นร้อยละ 49.59 รองลงมาเป็นจีน 5,020.64 ล้ านเห รี ยญ สห รั ฐ คิ ดเป็น ร้ อย ล ะ 18.82 ไท ย 2,759.99 ล้ านเห รี ยญสห รั ฐ คิดเป็นร้อยละ 11.43 (ตารางที่ 13)
๑๘ ตำรำงที่ 13 มูลค่ำกำรส่งออกถุงมือของประเทศผู้ส่งออกส ำคัญ หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศ ชนิด ถุงมือ 2560 2561 2562 2563 2564 สัดส่วน อันดับ โลก ถุงมือ ผ่าตัด 1,418.68 1,496.06 1,519.11 2,298.39 2,897.90 100.00 ถุงมือ อื่น ๆ 5,725.04 6,627.60 ,532.67 14,558.69 23,779.24 100.00 รวม 7,143.73 8,123.66 8,051.78 16,857.08 26,677.14 100.00 มำเลเซีย ถุงมือ ผ่าตัด 365.90 384.54 377.87 432.09 454.64 15.69 1 ถุงมือ อื่น ๆ 3,324.59 4,014.98 3,812.75 7,962.22 12,775.37 53.72 1 รวม 3,690.49 4,399.51 4,190.62 8,394.30 13,230.01 49.59 1 ไทย ถุงมือ ผ่าตัด 248.56 286.66 271.42 282.70 289.29 9.98 4 ถุงมือ อื่น ๆ 804.55 893.80 929.14 2,040.69 2,759.99 11.61 3 รวม 1,053.11 1,180.46 1,200.56 2,323.38 3,049.28 11.43 3 อินโดนีเซีย ถุงมือ ผ่าตัด 4.92 4.39 10.13 43.40 77.16 2.66 ถุงมือ อื่น ๆ 255.02 271.55 258.43 422.81 663.21 2.79 รวม 259.94 275.94 268.56 466.22 740.36 2.78 เวียดนำม ถุงมือ ผ่าตัด 6.16 2.48 3.07 5.53 66.69 2.30 ถุงมือ อื่น ๆ 112.67 143.55 152.87 311.63 546.91 2.30 รวม 118.82 146.03 155.93 317.16 613.60 2.30 จีน ถุงมือ ผ่าตัด 246.24 259.97 279.71 463.73 435.83 15.04 3 ถุงมือ อื่น ๆ 341.92 383.33 415.95 2,136.94 4,584.82 19.28 2 รวม 588.16 643.30 695.65 2,600.67 5,020.64 18.82 2 เยอรมนี ถุงมือ ผ่าตัด 160.05 156.78 159.25 325.62 454.52 15.68 2 ถุงมือ อื่น ๆ 109.29 119.83 112.35 173.24 248.44 1.04 รวม 269.35 276.61 271.60 498.86 702.96 2.64 ที่มา : Trade Map ของ International Trade Center (ITC)
๑๙ 2) สถำนกำรณ์ถุงมือยำงไทย อุตสาหกรรมถุงมือยางนับเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความส าคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น โดยเฉพาะ ในขั้นตอนของการตรวจสอบคุณภาพซึ่งนับเป็นขั้นตอนที่ส าคัญและยังต้องใช้แรงงานในการบรรจุ หีบห่ออีกด้วย ในการผลิตถุงมือยางจ าเป็นต้องใช้วัตถุดิบส าคัญ ได้แก่ น้ ายางข้น และสารเคมีที่ช่วยให้ น้ ายางจับตัว ซึ่งโครงสร้างของต้นทุนการผลิตจะประกอบไปด้วยค่าน้ ายางข้นประมาณร้อยละ 26 - 30 แรงงานประมาณร้อยละ 12 - 17 ซึ่งจะอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพและการบรรจุหีบห่อ ส่วนที่เหลือจะเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตอื่น ๆ และค่าสารเคมี (การยางแห่งประเทศไทย, 2563) ถึงแม้ว่าไทยยังต้องน าเข้าสารเคมีส่วนใหญ่จากต่างประเทศ แต่จากการสอบถามผู้ประกอบการ พบว่า สารเคมีที่ใช้นับเป็นส่วนประกอบน้อยมากในการผลิต จึงนับได้ว่าอุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติ ของไทยยังมีความได้เปรียบประเทศอื่น ๆอยู่ เนื่องจากไทยสามารถผลิตน้ ายางข้นซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักได้มาก ที่สุดแหล่งหนึ่งของโลก ในขณะที่มาเลเซียกลับต้องน าเข้าน้ ายางข้นจากไทยเนื่องจากเกษตรกรหันไป ปลูกปาล์มน้ ามันซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการภายในประเทศที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจการค้า จ านวน 45 ราย โดยแบ่งขนาดผู้ประกอบการตามรายได้ต่อปีโดยพิจารณาตามงบการเงินของนิติบุคคล ปีงบการเงิน 2564 แบ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ (รายได้ต่อปีมากกว่า 500 ล้านบาท) จ านวน 20 ราย วิสาหกิจขนาดกลาง (รายได้ต่อปีมากกว่า 100 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท) จ านวน 5 ราย วิสาหกิจขนาดย่อม (รายได้ต่อปีมากกว่า 1.8 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท) จ านวน 11 ราย และวิสาหกิจรายย่อย (รายได้ต่อปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาท) จ านวน 9 ราย ตำรำงที่ 14 แสดงรำยชื่อผู้ประกอบกำรสินค้ำถุงมือยำงที่ส ำคัญของประเทศไทย ชื่อ สถำนที่ตั้ง 1. บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จ ากัด สงขลา 2. บริษัท คาร์ดิแนล เฮลท์ 222 (ประเทศไทย) จ ากัด ระยอง 3. บริษัท เมอร์กาโต้ เมดิคัล (ไทยแลนด์) จ ากัด สงขลา 4. บริษัท ท้อปโกลฟ เมดิคอล (ไทยแลนด์) จ ากัด สงขลา 5. บริษัท เซฟสกิน เมดดิคอล แอนด์ ไซเอนทิฟิก (ประเทศไทย) จ ากัด สงขลา 6. บริษัท อินโนเวทีฟ โกลฟส์ จ ากัด สงขลา 7. บริษัท เกรท โกลฟ (ไทยแลนด์) จ ากัด ภูเก็ต 8. บริษัท วัฒนชัยรับเบอร์เมท จ ากัด ชลบุรี 9. บริษัท ไฮแคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จ ากัด สงขลา 10. บริษัท เซฟกลัฟ จ ากัด สุราษฎร์ธานี 11. บริษัท เอส จี เอ็ม พี จ ากัด สงขลา 12. บริษัท ซันไทยอุตสาหกรรมถุงมือยาง จ ากัด (มหาชน) ระยอง 13. บริษัท ไฮ-แคร์ ไทย กลัฟส์จ ากัด สงขลา 14. บริษัท ดิปป์ โปรดักส์(ประเทศไทย) จ ากัด สงขลา
๒๐ ชื่อ สถำนที่ตั้ง 15. บริษัท โพรเทคทีฟ เทคโนโลยีจ ากัด ปราจีนบุรี 16. บริษัท ด๊อกเตอร์ บู จ ากัด ชลบุรี 17. บริษัท มาสเตอร์ โกลฟ อินดัสตรีจ ากัด ระยอง 18. บริษัท ฟีนิกส์รับเบอร์โปรดักส์จ ากัด ชลบุรี 19. บริษัท เอ็ม.อาร์.ไอ. จ ากัด ชลบุรี 20. บริษัท เอส.ที. (ไทยแลนด์) จ ากัด ชลบุรี ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (กระทรวงพาณิชย์) พ.ศ. 2565 ในอดีตประเทศไทยต้องน าเข้าถุงมือยางจากต่างประเทศเนื่องจากการผลิตในประเทศ ยังมีคุณภาพด้อยกว่าถุงมือยางที่ผลิตจากต่างประเทศมาก แต่ภายหลังที่รัฐบาลมีการส่งเสริมการลงทุน จึงมีผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยน าเทคโนโลยีในการผลิตเข้ามาด้วย ท าให้หลังจาก ปี พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา ประเทศไทยสามารถท าการผลิตเพื่อส่งออกถุงมือยางไปจ าหน่าย ยังต่างประเทศได้ ดังตารางที่ 15 แสดงให้เห็นถึงมูลค่าการส่งออกถุงมือยาง (HS 4015) ของไทยไปยัง ตลาดหลักตั้งแต่ปี2560 - 2564 มีการส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 30.29 ต่อปีโดยในปี 2564 ประเทศสหรัฐอเมริกามีปริมาณการน าเข้าถุงมือยางจากไทยสูงที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44.88 ของการส่งออกไปทั้งโลก ตำรำงที่ 15 แสดงมูลค่ำกำรส่งออกสินค้ำถุงมือยำง (HS 4015) ของไทยไปยังตลำดหลัก หน่วย: ล้านบาท ประเทศ 2560 2561 2562 2563 2564 อัตรำขยำยตัว (ร้อยละ) โลก 35,718 38,131 37,257 72,655 97,150 30.29 1. สหรัฐอเมริกา 16,614 17,703 17,603 28,180 43,604 27.06 2. เยอรมนี 2,772 2,131 1,828 3,379 4,957 17.63 3. เนเธอร์แลนด์ 819 2,219 2,242 3,014 4,241 43.26 4. จีน 1,169 1,262 1,540 3,801 4,111 43.59 5. ญี่ปุ่น 2,220 2,368 2,152 4,271 3,590 16.78 6. สหราชอาณาจักร 610 465 429 5,122 2,588 69.72 7. บราซิล 460 574 845 1,879 2,400 56.67 8. อิสราเอล 655 742 697 1,555 1,824 32.16 9. เบลเยียม 1,431 1,353 1,286 1,465 1,701 4.34 10. เกาหลีใต้ 539 633 541 909 1,495 27.15 11. อินเดีย 431 499 525 1,179 1,460 39.10 12. ตุรกี 350 337 507 1,334 1,452 52.52 13. มาเลเซีย 677 635 603 1,182 1,422 23.44 14. สวีเดน 165 90 62 257 1,322 68.39 15. ออสเตรเลีย 724 830 580 860 1,183 10.71 16. ประเทศอื่น ๆ 6,081 6,289 5,816 14,268 19,801 37.44 ที่มา: กรมศุลกากร, 2565
๒๑ 2.3 กำรแปรรูปถุงมือยำงธรรมชำติในประเทศไทย 1) ข้อมูลเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สถำบันเกษตรกรที่มีกำรด ำเนินกำรในรูปของน้ ำยำงสด จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรของการยางแห่งประเทศไทยปี 2565 พบว่า มีพื้นที่กรีดยาง ที่ขึ้นทะเบียนจ านวน 17.78 ล้านไร่ มีประมาณการผลผลิตยางรวม 4,630,876 ตัน (ตารางที่ 16) เกษตรกรชาวสวนยางมีการจ าหน่ายผลผลิตยางพารา 5 รูปแบบ โดยแบ่งเป็นผลิตเป็นน้ ายางสด 1,665,309 ตัน ยางก้อนถ้วย 2,533,902 ตัน ยางแผ่นดิบ 421,883 ตัน ยางแผ่นรมควัน 5,728 ตัน และยางอื่น ๆ 4,054 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 35.96 ร้อยละ 54.72 ร้อยละ 9.11 ร้อยละ 0.12 และร้อยละ 0.09 ของผลผลิตยางพาราจากพื้นที่กรีดยางที่ขึ้นทะเบียนตามล าดับ ข้อมูลข้างต้นแสดง ให้เห็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ผลิตยางและจ าหน่ายในรูปของยางก้อนถ้วยและน้ ายางสดซึ่งผลผลิต ที่เกษตรกรผลิตได้อาจถูกขายให้กับพ่อค้าคนกลาง สถาบันเกษตรกร หรือโรงงานแปรรูปยาง ตำรำง 16 ประเภทรูปแบบกำรจ ำหน่ำยผลผลิตยำงของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกำรยำง แห่งประเทศไทย หน่วย : ตัน ภำค น้ ำยำงสด ยำงก้อนถ้วย ยำงแผ่น ดิบ ยำงแผ่น รมควัน อื่น ๆ รวม ภาคใต้ 1,561,442 776,339 250,867 2,700 3,677 2,595,025 ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ 23,152 1,209,164 18,582 1,614 93 1,252,605 ภาคเหนือ 2,765 297,744 99,640 70 14 400,233 ภาคกลางและ ภาคตะวันออก 77,950 250,655 52,794 1,344 270 383,013 รวม 1,665,309 2,533,902 421,883 5,728 4,054 4,630,876 สัดส่วน (ร้อยละ) 35.96 54.72 9.11 0.12 0.09 100.00 ที่มา : การยางแห่งประเทศไทย, 2565 2) ข้อมูลผู้ประกอบกำรแปรรูปน้ ำยำงข้น จากข้อมูลกรมโรงงานอุตสาหกรรม ปี 2565 มีผู้ประกอบการที่ยื่นขอจดทะเบียนโรงงานผลิต น้ ายางข้นจ านวน 72 ราย มีโรงงาน 86 แห่ง (บางรายมีโรงงานหลายแห่ง) ส่วนใหญ่มีสถานที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ จ านวน 62 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 72.09 อยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออก 18 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 20.93 อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 5.81 และอยู่ในภาคเหนือ 1 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 1.16
๒๒ ตำรำง 17 จ ำนวนโรงงำนแปรรูปน้ ำยำงข้นในประเทศไทย ภำค จ ำนวน (โรงงำน) สัดส่วน (%) เงินทุน (บำท) คนงำน (คน) ภาคเหนือ 1 1.16 61,891,807 39 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 5.81 461,000,000 305 ภาคกลาง, ภาคตะวันออก 18 20.93 570,378,887 799 ภาคใต้ 62 72.09 8,481,147,476 7,744 รวม 86 100.00 9,574,418,170 8,887 จากข้อมูลนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีนิติบุคคลประกอบธุรกิจการผลิตน้ ายางข้น (ประเภทธุรกิจ 22192) จ านวน 82 ราย มีรายได้รวมปี 2564 จ านวน 61,734,356,264 บาท จดทะเบียนสัญชาติไทย 70 ราย มีทุนจดทะเบียน 3,446,003,200 บาท คิดเป็นร้อยละ 57.06 ร่วมทุน 9 ราย มีทุนจดทะเบียน 2,226,107,530 บาท คิดเป็นร้อยละ 36.86 ต่างชาติ 100% จ านวน 3 ราย มีทุนจดทะเบียน 367,116,300 บาท คิดเป็นร้อยละ 6.08 จากข้อมูลพบว่า ผู้ประกอบการผลิตน้ ายางข้นที่เป็นของคนไทยมีจ านวน 70 ราย แต่ส่วนใหญ่เป็นรายเล็ก มีทุนจดทะเบียนรวมกันเพียงร้อยละ 57.6 ส่วนที่เหลือเป็นการร่วมลงทุนและเป็นบริษัทต่างชาติ ตำรำง 18 จ ำนวนนิติบุคคลผลิตน้ ำยำงข้นในประเทศไทย สัญชำติ จ ำนวน (โรง) ทุนจดทะเบียน (บำท) สัดส่วน (%) รำยได้รวมปี 64 (บำท) ไทย 70 3,446,003,200 57.06 42,321,849,110 ร่วมทุน 9 2,226,107,530 36.86 16,216,401,355 ต่างชาติ 3 367,116,300 6.08 3,196,105,799 รวม 82 6,039,227,030 100.00 61,734,356,264 3)ข้อมูลผู้ประกอบกำรแปรรูปถุงมือยำงของประเทศไทย จากข้อมูลกรมโรงงานอุตสาหกรรมปี 2565 ประเทศไทยมีโรงงานผลิตถุงมือยางรวม 56 แห่ง อยู่ใน 18 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่จังหวัดสงขลา 15 แห่ง ชลบุรี 8 แห่ง ระยอง 8 แห่ง และจังหวัดอื่น ๆ ภาพที่ 3 ตั้งแต่ปี 2560 – 2565 มีผู้ประกอบการขอจดทะเบียนโรงงานถุงมือยางจ านวน 9 แห่ง โรงงานส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดเล็กมีก าลังเครื่องจักร ไม่เกิน 10,000 แรงม้า จ านวน 35 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 62.50 มีก าลังเครื่องจักร 10,000 – 99,999 แรงม้า คิดเป็นร้อยละ 28.57 จ านวน 16 แห่ง และเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มี ก าลังเครื่องจักรเกิน 100,000 แรงม้า จ านวน 5 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 8.93
๒๓ ภำพที่ 3 แสดงจ ำนวนโรงงำนถุงมือยำงในประเทศไทยแยกตำมจังหวัด ภำพที่ 4 แสดงจ ำนวนโรงงำนถุงมือยำงในประเทศไทยแยกปีที่จดทะเบียน ภำพที่ 5 แสดงจ ำนวนโรงงำนถุงมือยำงในประเทศไทยแยกก ำลังเครื่องจักร
๒๔ 4)งบกำรเงินของผู้ประกอบกำรถุงมือยำง ปี 2564 จากข้อมูลนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีผู้ประกอบการผลิตถุงมือยางจ านวน 48 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 9,848.82 ล้านบาท มีรายได้รวมในปี 2564 จ านวน 103,299.10 ล้านบาท ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นรายเล็กที่มีรายได้รวมต่อปีไม่เกิน 500 ล้านบาท จ านวน 28 ราย คิดเป็นร้อยละ 58.34 ผู้ประกอบการที่มีรายได้รวม 501 – 1,000 ล้านบาท จ านวน 6 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.5 และผู้ประกอบการที่มีรายได้รวม 1,001 - 5,000 ล้านบาท จ านวน 9 ราย และผู้ประกอบการที่มีรายได้รวมมากกว่า 5,000 ล้านบาท จ านวน 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 10.42 ภำพที่ 6 แสดงจ ำนวนโรงงำนถุงมือยำงในประเทศไทยแยกตำมรำยได้ปี 2564 ตำรำง 19 ผู้ประกอบกำรถุงมือยำงในประเทศไทยที่มีรำยได้รวม ปี 2564 สูงสุด 5 ล ำดับแรก ล าดับ เลขทะเบียน ชื่อนิติบุคคล รายได้รวม (บาท) 1 0107562000106 บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จ ากัด (มหาชน) 47,429,750,791 2 0105541063310 บริษัท คาร์ดิแนล เฮลท์ 222 (ประเทศ ไทย) จ ากัด 9,024,733,153 3 0905546002869 บริษัท เมอร์กาโต้ เมดิคัล (ไทยแลนด์) จ ากัด 8,547,615,211 4 0905544001172 บริษัท ท้อปโกลฟ เมดิคอล (ไทยแลนด์) จ ากัด 6,374,548,028 5 0905541000027 บริษัท เซฟสกิน เมดดิคอล แอนด์ ไซเอนทิฟิก (ประเทศไทย) จ ากัด 5,965,085,960 ที่มา : แหล่งค้นหาข้อมูลนิติบุคคล และประเภทธุรกิจในประเทศไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
๒๕ 5) ห่วงโซ่อุปทำนกำรผลิตถุงมือยำงของไทย จากภาพที่ 7 แสดงการเชื่อมโยงผลผลิตยางจากเกษตรกรจนถึงผู้ใช้ยางขั้นสุดท้ายในห่วงโซ่อุปทาน เริ่มจากผลผลิตน้ ายางสดที่ได้จากการกรีดต้นยางพารา เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตยางพาราในรูป ของยางก้อนถ้วยเป็นส่วนใหญ่โดยคิดเป็นร้อยละ 57.95 ของผลผลิตน้ ายางจากต้นยางพารา ส่วนที่เหลือร้อยละ 42.05 เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวในรูปของน้ ายางสดและจะน าไปจ าหน่ายแก่พ่อค้า หรือจุดรับซื้อหรือน าไปแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบเพื่อจ าหน่ายต่อไป ส าหรับน้ ายางสดที่เกษตรกรจ าหน่าย แก่พ่อค้าหรือจุดรับซื้อจะถูกน าไปให้ผู้ประกอบการใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นน้ ายางข้น ประมาณร้อยละ 17.41 จากนั้นน้ ายางข้นที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะถูกส่งออกไปยังต่างประเทศกว่าร้อยละ 12.67 ส่วนที่เหลือของน้ ายางข้นที่ผลิตได้จะถูกใช้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางภายในประเทศร้อยละ 4.79 แบ่งเป็นส่วนที่ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางร้อยละ 1.83 และส่วนที่ใช้ในการแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ เช่น ถุงยางอนามัย ยางยืด ลูกโป่ง และกาวยาง เป็นต้น ร้อยละ 2.96 ภำพที่ 7 ห่วงโซ่อุปทำนยำงพำรำประเทศไทย ที่มำ: ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2565 2.4 มำตรฐำน ข้อก ำหนด และนโยบำยที่เกี่ยวข้อง ถุงมือยางถูกจัดเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ตามข้อก าหนดของส านักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น การผลิตและการส่งออกถุงมือยางจึงต้องผ่านการขออนุญาต และตรวจสอบมาตรฐานของ อย. เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและมีความปลอดภัยในการใช้งาน ถุงมือยางที่ใช้ส าหรับตรวจโรคและถุงมือยางส าหรับศัลยกรรมจะต้องมีความสะอาดสูงและมีคุณภาพดี หากถุงมือยางที่ผลิตมีคุณภาพไม่ตรงกับความต้องการของตลาด หรือไม่ตรงตามมาตรฐาน ของแต่ละประเทศจะถูกตีกลับและเกิดความเสียหายแก่ประเทศผู้ส่งออก การผลิตถุงมือยางเพื่ออุตสาหกรรม
๒๖ ทางการแพทย์ จึงควรเป็นไปตามข้อก าหนดของประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ถุงมือส าหรับตรวจโรค พ.ศ. 2555 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 31) พ.ศ. 2547 เรื่องถุงมือยางส าหรับการศัลยกรรม รวมถึงการผลิตตามมาตรฐาน มอก. และมาตรฐานสากล ตำรำงที่ 20 มำตรฐำนและข้อก ำหนดในกำรผลิตถุงมือยำงทำงกำรแพทย์ ล ำดับ มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ รายละเอียด 1 มอก. 538-2560 หลักเกณฑ์เฉพาะในการตรวจสอบเพื่อการอนุญาต ส าหรับผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมถุงมือยางปราศจากเชื้อ ส าหรับการศัลยกรรมชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง 2 มอก. 1056 เล่ม 1 - 2556 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ถุงมือส าหรับการตรวจ วินิจฉัยทางการแพทย์ชนิดใช้ครั้งเดียว เล่ม 1 : เกณฑ์ก าหนด ส าหรับถุงมือที่ท าจากน้ ายางหรือสารละลายยาง 3 มาตรฐาน BS EN455 ข้อก าหนดและวิธีทดสอบส าหรับถุงมือแพทย์ส าหรับตรวจโรค และศัลยกรรมแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (ทวีปยุโรป) 4 Commission Regulation (EU) 1272/2013 ประกาศระเบียบแก้ไขบัญชีแนบท้ายของกฎระเบียบควบคุม เคมีภัณฑ์ หรือ EU REACH ว่าด้วยสารเคมีในกลุ่ม Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) (ทวีปยุโรป) 5 ASTM D3577-09e1, ASTM D3578-05 (2010), ASTM D6319 มาตรฐานถุงมือยางส าหรับผ่าตัด มาตรฐานถุงมือยางส าหรับตรวจโรค ข้อก าหนดมาตรฐานถุงมือยางไนไตรล์ส าหรับตรวจโรค 6 ASTM D7102-17, ASTM D7103-06e1, ASTM D7160-05:2010, ASTM D5151 มาตรฐานแนวทางปฏิบัติส าหรับการหาปริมาณ Endotoxin บนถุงมือยางทางการแพทย์ปราศจากเชื้อ มาตรฐานแนวทางปฏิบัติส าหรับการตรวจสอบถุงมือยาง ทางการแพทย์ มาตรฐานการปฏิบัติส าหรับการค านวณวันหมดอายุ ส าหรับถุงมือทางการแพทย์ มาตรฐานวิธีทดสอบรูรั่วในถุงมือยาง 7 ISO 11193-1:2008, ISO 10282:2014, ISO 25518:2009 มาตรฐานถุงมือส าหรับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ ชนิดใช้ครั้งเดียวเล่ม 1 ข้อก าหนดส าหรับถุงมือยางปราศจากเชื้อ ส าหรับการศัลยกรรมชนิดใช้ครั้งเดียว มาตรฐานถุงมือยางส าหรับการใช้งานทั่วไปชนิดใช้ครั้งเดียว 8 Guidance from FDA on Reusable Medical Device Labeling แนวทางปฏิบัติของการติดฉลากแสดงเครื่องมือแพทย์ ที่สามารถใช้งานซ้ าได้ ครอบคลุมรายละเอียดด้านระบบ คุณภาพส าหรับเครื่องมือแพทย์ ซึ่งรวมถึงถุงมือยางทาง การแพทย์ ที่มา : https://intelligence.masci.or.th/search-result/
๒๗ บทที่ 3 ผลกำรศึกษำ 3.1 กำรรวบรวมและวิเครำะห์ข้อมูลจำกผลกำรด ำเนินงำนของหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาครั้งนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจ านวน 8 หน่วยงาน เพื่อมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ การส่งเสริมการใช้ยางพาราในการแปรรูปถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทย ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย สมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยส านักงานคณะกรรมการอาหารและยาศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ส านักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และกรมวิทยาศาสตร์บริการ รายละเอียดการให้ข้อมูล ของแต่ละหน่วยงานมีดังนี้ 1) กำรยำงแห่งประเทศไทย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ปฏิบัติงานตามภารกิจการบริหารจัดการยางพาราของประเทศ ทั้งระบบตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ กยท. ได้ให้การสนับสนุนการผลิต และการส่งออกถุงมือยางไทย ตั้งแต่การประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ จัดสัมมนาเพื่อจับคู่ธุรกิจ ให้กับสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย ท าให้เกิด Business Matching และผลักดันให้เกิดการท าธุรกิจ ในรูปแบบ B2B (Business-to-Business) จากกรณีปัญหามาตรฐานขององค์การอาหารและยา แห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration : FDA) กยท. ได้รับการประสานงานจากกลุ่ม ผู้ประกอบการในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการส่งออกถุงมือยางที่มีผู้ส่งออกถุงมือยางบางรายส่งออก ถุงมือยางธรรมชาติที่ไม่ได้มาตรฐานตามความต้องการของลูกค้ามีผลต่อความน่าเชื่อถือของถุงมือ ยางธรรมชาติของไทยกยท. จึงได้จัดสัมมนาโดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ส านักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.)ผู้ประกอบการผลิตและส่งออกถุงมือยาง มาร่วมสัมมนาเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ปัญหามาตรการของประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ประกอบการของไทยหลายรายยังขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและมาตรฐานถุงมือยางของแต่ละประเทศ การสนับสนุนของ กยท. โดยส่วนใหญ่มุ่งเน้นที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มมูลค่า ผลผลิตยางพารา และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการยางของไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก การจัดท าฐานข้อมูลยาง (Big Data) การพัฒนาตลาดกลางเพื่อให้เกิดการซื้อขายยางผ่านตลาดของ กยท. อย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการส่งเสริมช่องทางในการจัดจ าหน่าย การท าธุรกิจ การประชาสัมพันธ์ข้อดีของถุงมือยางธรรมชาติ นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมให้มีการวิจัยเกี่ยวกับการลดโปรตีน ในถุงมือยางธรรมชาติเพื่อลดการปนเปื้อนและความเสี่ยงต่อสุขภาพ ในส่วนของแนวทางการก าหนดยุทธศาสตร์การยางแห่งประเทศไทยยังไม่มีการระบุอย่าง ชัดเจนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง มีเฉพาะยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และการสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุนเป็นหลัก แต่ไม่ได้มีการมุ่งเน้นการพัฒนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง หรือผลิตภัณฑ์ใดเป็นการเฉพาะซึ่งตามอ านาจหน้าที่ของ กยท. สามารถด าเนินการโดยการประสานงาน
๒๘ เป็นส่วนใหญ่ เช่น การจัดประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ และแจ้งผลการประชุม ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กยท. มีการก าหนดยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และการสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุนเป็นหลัก แต่ไม่ได้มีการมุ่งเน้นการพัฒนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง หรือผลิตภัณฑ์ใดเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ ตามอ านาจหน้าที่ของ กยท. สามารถด าเนินได้โดยการ ประสานงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น การจัดประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ และแจ้ง ผลการประชุมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือ ยางธรรมชาติประเทศไทยควรมีนโยบายหรือแนวทางในการพัฒนาถุงมือยางจากยางธรรมชาติ ที่มีความชัดเจนและหาแนวทางในการลดข้อจ ากัดบางประการที่เป็นอุปสรรคทางการค้า โดย กยท. ได้มีความเห็นต่อการขับเคลื่อนให้ไทยเป็นศูนย์กลางถุงมือยางธรรมชาติ ดังนี้ (1) จัดท ายุทธศาสตร์ กลยุทธ์ แนวทางการด าเนินงาน และนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้ไทย เป็นศูนย์กลางผลิตถุงมือยางธรรมชาติอย่างชัดชัดเจน (2) ส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาถุงมือยางธรรมชาติที่มีโปรตีนต่ าหรือมีคุณภาพ ตามความต้องการของผู้ใช้ การลดต้นทุนในกระบวนการผลิตเพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ (3) ประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัย ข้อดีของถุงมือยางธรรมชาติเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้กลุ่มผู้บริโภคและนักลงทุนต่างประเทศต่อถุงมือยางธรรมชาติของไทย (4) การสร้างแบรนด์ถุงมือยางธรรมชาติของไทยให้เป็นที่รู้จัก (5) ส่งเสริมการผลิตถุงมือยาง Low - Protein และพัฒนาคุณภาพของถุงมือยางธรรมชาติ ของผู้ประกอบการให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล (6) สนับสนุนหรือบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการป้องกันการน าเข้า ถุงมือยางที่ไม่ได้มาตรฐาน 2) สมำคมนักวิชำกำรยำงและถุงมือยำง สมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีกลุ่มเกษตรกร หรือผู้ประกอบการ รายย่อยที่ผลิตถุงมือยางธรรมชาติได้รับความเดือดร้อนจากการที่ประเทศผู้ใช้ถุงมือยางธรรมชาติ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกาปฏิเสธการยอมรับถุงมือยางของประเทศไทยที่ผลิตจากกลุ่มเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งนี้เป็นผลกระทบจากการที่ประเทศไทยปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาใช้ ประเทศไทยเป็นแหล่งส่งออกถุงมือยางซึ่งอาจจะเป็นถุงมือที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นถุงมือที่ถูกใช้งาน มาแล้ว ท าให้ประเทศคู่ค้าปฏิเสธการรับสินค้าดังกล่าวและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ คู่ค้าที่มีต่อผู้ประกอบการผลิตถุงมือยางธรรมชาติรายอื่นในไทยซึ่งผู้ประกอบการผลิตถุงมือยางรายย่อย ในประเทศไทยได้มีการรวมตัว และก่อตั้งเป็นเครือข่ายรวม ๒๕ ผู้ประกอบการ เพื่อส่งออก ถุงมือยางไปยังสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ผ่านตามข้อก าหนดองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration FDA) แ ล ะ ม า ต ร ฐ า น Premarket Notification 510 (K) (ในกรณีวางตลาดสินค้าเป็นครั้งแรก) ดังนั้น การที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางผลิตถุงมือยางนั้น ผู้ประกอบการรายใหญ่ และผู้ประกอบการรายย่อยจะต้องมีความพร้อม และหน่วยงานภาครัฐจะต้องมีการส่งเสริม