ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม สิ่งประดิษฐ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเมืองสุรินทร์ ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม สิ่งประดิษฐ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเมืองสุรินทร์ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ นางสุภัทรกุล มั่นหมาย โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน จัดทำ โดย นางสาวณิชกานต์ มีมาก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6/6 เลขที่6 เสนอ
~1~ คำ นำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ใด้กล่าวถึงเรื่องราวของ ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม สิ่งประดิษฐ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเมือง สุรินทร์ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ได้สอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับความหมายของลูกประคำ และประเภทของผ้าไหมผู้จัดทำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ใด้สรุปเนื้อหาเพื่อใช้เป็นสื่ประกอบการเรียนการสอนในรายวิชา งานประดิษฐ์ (ง33102) และหวัง เป็นอย่างยิงว่าหนังสือฉบับนี้จะสร้างบระโยชน์ให้กับผู้ที่สนใจศึกษาต่อไป ผู้จัดทำ ขอขอบคุณท่านผู้อำ นวยการ นายเสกสันต์ สัมฤทธิ์ และ คุณครูประจำ วิชา นางสุภัทรกุล มั่นหมาย เป็นอย่าง สูงที่ใด้ให้คำ แนะนำ ในด้านการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้ขัดทำ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ด้วย จัดทำ โดย นางสาวณิชกานต์ มีมาก
~2~ สารบัญ เรื่อง ความหมายขนมไทย ประวัติความเป็นมาของขนมไทย การแบ่งประเภทของขนมไทย ขนมไทยแต่ละภาค ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลของชาติอื่น ขนมไทยโบราณ จังหวัดสุรินทร์ อ้างอิง หน้า 3 4 5 6-8 9 10- 19 20
~3~ คำ ว่า “ขนม” เข้าใจว่ามาจากคำ สองคำ ที่มาผสมกันคือ “ข้าวหนม” และ “ข้าวนม” เข้าใจว่าเป็นข้าวผสมน้ำ อ้อย น้ำ ตาล โดยอนุโลมคำ ว่าหนม แปลว่า หวาน ข้าวหนม ก็แปลว่า ข้าวหวาน เรียกสั้นๆ เร็วๆ ก็กลายเป็น ขนม ไป ส่วนที่ว่ามาจากข้าวนม (ข้าวเคล้านม) นั้นดูจะเป็นตำ นานแขกโบราณ อย่างข้าวมธุปายาส (ที่นางสุชาดาทำ ถวาย พระพุทธเจ้าเมื่อตอนตรัสรู้ก็ว่าเป็นข้าวหุงกับนม) คำ ว่า ขนม มีใช้มาหลายร้อยปียากจะสันนิฐานแน่นอนได้ เช่นเดียวกับไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่า “ขนมไทย” เกิด ขึ้นมาตั้งแต่สมัยใดเป็นครั้งแรก แต่ตามประวัติศาสตร์ไทยมีหลักฐานตอนหนึ่งว่า มีการจารึกชื่อขนมในแท่งศิลาจารึก เป็นการจารึกแบบลายแทงสมัยโบราณ ขนมที่ปรากฏคือ “ไข่กบ นกปล่อย บัวลอย อ้ายตื้อ” ถามผู้ใหญ่ดูถึงได้รู้ว่า ไข่ กบ หมายถึง เม็ดแมงลัก นกปล่อย หมายถึง ลอดช่อง บัวลอย หมายถึง ข้าวตอก อ้ายตื้อ หมายถึง ข้าวเหนียว ขนม ทั้งสี่ใช้น้ำ กระสายอย่างเดียวกันคือ “น้ำ กะทิ” โดยใช้ถ้วยใส่ขนม ซึ่งเราเรียกการเลี้ยงขนม 4 อย่างนี้ว่า “ประเพณี 4 ถ้วย” ขนมประเภทที่ใช้ข้าว (แป้ง) น้ำ ตาล มะพร้าว คงจะมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เพราะมีการ ติดต่อกับต่างประเทศ กล่าวว่าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีท่านผู้หญิงของเจ้าพระยาวิชาเยนชร์บรรดาศักดิ์ “ท้าวทองกีบม้า” ทำ หน้าที่เป็นผู้กำ กับชาวพนักงานของหวาน ได้ประดิษฐ์คิดค้นขนมตระกูลทองเพราะมีไข่ผสมคือ ทองหยิบ ทองหยอด ทองพลุ ฝอยทอง ทองโปร่ง เป็นต้น ความหมายขนมไทย
~4~ ประวัติความเป็นมาของขนมไทย ในสมัยโบราณคนไทยจะทำ ขนมเฉพาะวาระสำ คัญเท่านั้น เป็นต้นว่างานทำ บุญ เทศกาลสำ คัญ หรือต้อนรับแขกสำ คัญ เพราะ ขนมบางชนิดจำ เป็นต้องใช้กำ ลังคนอาศัยเวลาในการทำ พอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนมประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงาน แต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูป ทรงขนมสวยงามขนมไทยที่นิยมทำ กันทุกๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่างๆ เนื่องในการทำ บุญเลี้ยงพระ ก็คือขนมจากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้นๆ งานศิริมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส ทำ บุญวันเกิด หรือทำ บุญขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลี้ยงพระกับแขกที่มาในงาน เพื่อเป็นศิริมงคลของงานขนมก็จะมีฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกันยืดยาว มีอายุยืน ขนมชั้นก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เฟื่องฟู ขนมทองเอกก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น สมัยรัตนโกสินทร์ จดหมายเหตุความทรงจำ ของกรมหลวงนรินทรเทวี กล่าว ไว้ว่าในงานสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้มี เครื่องตั้งสำ รับหวานสำ หรับพระสงฆ์ 2,000 รูป ประกอบด้วย ขนมไส้ไก่ ขนมฝอย ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ ล่าเตียง หรุ่ม สังขยา ฝอยทอง และขนมตะไล ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์ตำ ราอาหารออกเผยแพร่ รวม ถึงตำ ราขนมไทยด้วย จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลาย ลักษณ์อักษรครั้งแรก ตำ ราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ครัวหัวป่าก์ เขียนโดย ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ในหนังสือเล่มนี้ มีรายการสำ รับของหวาน เลี้ยงพระได้แก่ ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมหม้อแกง ขนมหันตรา ขนมถ้วยฟู ขนมลืมกลืน ข้วเหนียวแก้ว วุ้นผลมะปราง ในสมัยต่อมาเมื่อการค้าเจริญขึ้น ในตลาดมีขนมนานาชนิดมาขาย ทั้งขายอยู่กับที่ แบกกระบุง หาบเร่ และมี การปรับปรุงการบรรจุหีบห่อไปตามยุคสมัย เช่นในปัจจุบันมีการบรรจุใน กล่องโฟมแทนการห่อด้วยใบตองในอดีต การแบ่งประเภทของขนมไทย - ขนมที่ทำ ให้สุกด้วยการกวน ส่วนมากใช้กระทะทอง กวนตั้งแต่เป็น น้ำ เหลวใสจนงวด แล้วเทใส่พิมพ์หรือถาดเมื่อเย็นจึงตัดเป็นชิ้น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน ขนมศิลาอ่อน และผลไม้กวนต่างๆ รวมถึง ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว และกะละแม
~5~ ประวัติความเป็นมาของขนมไทย - ขนมที่ทำ ให้สุกด้วยการนึ่ง ใช้ลังถึง บางชนิดเทส่วนผสมใส่ถ้วย ตะไลแล้วนึ่ง บางชนิดใส่ถาดหรือพิมพ์ บางชนิดห่อด้วยใบตองหรือ ใบมะพร้าว เช่น ช่อม่วง ขนมชั้น ข้าวต้มผัด สาลี่อ่อน สังขยา ขนม กล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมน้ำ ดอกไม้ - ขนมที่ทำ ให้สุกด้วยการเชื่อม เป็นการใส่ส่วนผสมลงในน้ำ เชื่อมที่ กำ ลังเดือดจนสุก ได้แก่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน กล้วยเชื่อม จาวตาลเชื่อม - ขนมที่ทำ ให้สุกด้วยการทอด เป็นการใส่ส่วนผสมลงในกระทะที่มีน้ำ มันร้อนๆ จนสุก เช่น กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนมค้างคาว ขนมฝักบัว ขนมนางเล็ด - ขนมที่ทำ ให้สุกด้วยการนึ่งหรืออบ ได้แก่ ขนมหม้อแกง ขนมหน้า นวล ขนมกลีบลำ ดวน ขนมทองม้วน สาลี่แข็ง ขนมจ่ามงกุฏ นอกจากนี้ อาจรวม ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมดอกลำ เจียกที่ใช้ความ ร้อนบนเตาไว้ในกลุ่มนี้ด้วย
~6~ ขนมไทยแต่ละภาค ขนมไทยภาคเหนือ ส่วนใหญ่จะทำ จากข้าวเหนียว และส่วนใหญ่จะใช้วิธี การต้ม เช่น ขนมเทียน ขนมวง ข้าวต้มหัวหงอก มักทำ กันในเทศกาลสำ คัญ เช่นเข้าพรรษา สงกรานต์ ขนมที่นิยมทำ ในงานบุญเกือบทุกเทศกาลคือขนม ใส่ไส้หรือขนมจ๊อก ขนมที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ ขนมปาดซึ่งคล้ายขนมศิลาอ่อน ข้าวอีตูหรือข้าวเหนียวแดง ข้าวแตนหรือข้าวแต๋น ขนมเกลือ ขนมที่มีรับ ประทานเฉพาะฤดูหนาว ได้แก่ ข้าวหนุกงา ซึ่งเป็นงาคั่วตำ กับข้าวเหนียว ถ้าใส่น้ำ อ้อยด้วยเรียกงาตำ อ้อย ข้าวแคบหรือข้าวเกรียบว่าว ลูกก่อ ถั่วแปะ ยี ถั่วแระ ลูกลานต้ม ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขนมพื้นบ้านได้แก่ ขนมอาละ หว่า ซึ่งคล้ายขนมหม้อแกง ขนมเปงม้ง ซึ่งคล้ายขนมอาละหว่าแต่มีการ หมักแป้งให้ฟูก่อน ขนมส่วยทะมินทำ จากข้าวเหนียวนึ่ง น้ำ ตาลอ้อยและ กะทิ ในช่วงที่มีน้ำ ตาลอ้อยมากจะนิยมทำ ขนมอีก 2 ชนิดคือ งาโบ๋ ทำ จาก น้ำ ตาลอ้อยเคี่ยวให้เหนียวคล้ายตังเมแล้วคลุกงา กับ แปโหย่ ทำ จากน้ำ ตาล อ้อยและถั่วแปยี มีลักษณะคล้ายถั่วตัด ขนมเทียน ขนมวง
~7~ ขนมไทยแต่ละภาค ขนมไทยภาคกลาง ส่วนใหญ่ทำ มาจากข้าวเจ้า เช่น ข้าวตัง นางเล็ด ข้าว เหนียวมูน และมีขนมที่หลุดลอดมาจากรั้ววัง จนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป เช่น ลูกชุบ หม้อข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ ขนมตาล ขนมกล้วย ขนมเผือก เป็นต้นขนมไทยเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำ ชาติไทย อย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้ เห็นถึงความละเอียด อ่อนประณีตในการทำ ตั้งแต่วัตถุดิบ วิธีการทำ ที่กลมกลืน พิถีพิถัน ใน เรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทาน นางเล็ด ข้าวเหนียวมูน
~8~ ขนมไทยแต่ละภาค ขนมไทยภาคใต้ ชาวใต้มีความเชื่อในเทศกาลวันสารท เดือนสิบ จะทำ บุญด้วยขนมที่มี เฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้เท่านั้น เช่น ขนมลา ขนมพอง ข้าวต้มห่อด้วยใบ กะพ้อ ขนมบ้าหรือขนมลูกสะบ้า ขนมดีซำ หรือเมซำ ขนมเจาะหูหรือเจาะรู ขนมไข่ปลา ขนมแดง เป็นต้นตัวอย่างของขนมพื้นบ้านภาคใต้ ข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อ ขนมพอง
~9~ ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากขนมของชาติอื่น ไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่างๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทยๆ จนทำ ให้คนรุ่นหลังๆ แยกไม่ออกว่าอะไรคือขนมที่เป็นไทยแท้ๆ และอะไร ดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น เช่น ขนมที่ใช้ไข่และขนมที่ต้องเข้าเตาอบ ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช จากคุณท้าวทองกีบม้าภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น-โปรตุเกสของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงศุลประจำ ประเทศไทยใน สมัยนั้น ไทยมิใช่เพียงรับทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองมาเท่านั้น หากยังให้ความสำ คัญกับขนมเหล่านี้โดยใช้เป็นขนม มงคลอีกด้วย ส่วนใหญ่ตำ รับขนมที่ใส่ไข่มักเป็น "ของเทศ" เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอดจากโปรตุเกส ประเทศอินเดีย :ขนมไทยดั้งเดิมที่ใช้ข้าว แป้ง น้ำ ตาลและมะพร้าว เป็น องค์ประกอบหลัก โดยเฉพาะวิธีปรุงอย่างโบราณ คือการกวนและต้มน่า จะได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย กะละแมไทยได้แบบมาจากขนม ดึกดำ บรรพ์ของอินเดีย ชื่อ ฮูละวะ ทำ มาจากแป้ง นม น้ำ ตาล ขนมต้ม ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย เป็นขนมโมทก ที่ชาวอินเดียนิยมใช้บูชาพระ พิฆเนศ ประเทศโปรตุเกส :ทองหยอดและฝอยทอง มีต้นกำ เนิดจาก โดย “มารี กีมาร์” หรือ “ท้าวทองกีบม้า”ภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น สัญชาติโปรตุเกสของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงศุลประจำ ประเทศไทยในสมัยนั้น ไทย
~10~ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ กันเตรือม “ขนมชนิดนี้มักจะมีอยู่ในงานบุญ งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ หรืองาน มงคลต่างๆ เขาเชื่อกันว่าขนมนี้จะนำ ความเป็นสิริมงคล ความเจริญ รุ่งเรือง สมบูรณ์พูนสุขมาให้ จึงถือเป็นขนมมงคล โดยเฉพาะในชุมชน ไทยเขมร” ป้าอัมพรอธิบายให้เราฟัง พร้อมกับลงมือปั้นแป้งเป็นทรง กลมมีรูตรงกลางเหมือนโดนัทชิ้นเล็กก่อนนำ ลงไปทอดในกระทะที่มี น้ำ มันท่วม สัมผัสแรกนั้นคือแป้งกรอบนอก เนื้อในร่วน รสชาติแป้งหวานนุ่มนวลจากส่วนผสมที่มีเพียงแค่น้ำ ตาลปี๊ปผสมน้ำ ตาล อ้อยเท่านั้น ซึ่งป้าอัมพรได้บอกเราว่า ถึงจะดูส่วนผสมและวิธีการทำ ง่าย แต่จริงๆ ทำ ยากมาก โดยเฉพาะการนวด แป้งให้ได้ที่ เพราะไม่ได้ใช้ผงฟู จึงต้องกะการนวดให้ดี ไม่เช่นนั้นแป้งจะไม่ขึ้นตัวในระดับที่เหมาะสม “สูตรที่ทำ เป็นสูตรดั้งเดิมที่เอามาจากคุณยาย แต่ว่าเราก็มีการปรับให้เข้ากับยุคสมัย โดยการใส่งาดำ ที่เป็นธัญพืช เพิ่มเติม เพื่อสุขภาพ เพราะปกติส่วนผสมหลักมีแต่แป้งอย่างเดียว พอใส่งาดำ เพิ่มเข้าไป คนก็ชอบ ทำ เสร็จแล้วอยู่ได้ ประมาณหนึ่งอาทิตย์ อาจจะไม่กรอบเท่าตอนทำ ใหม่ แต่จะนุ่มร่วน บางคนก็ซื้อกินกับกาแฟ”
~11~ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ ปะการันเจก ขนมชื่อแปลก ที่วัตถุดิบตรงหน้าเรามีเพียงแค่แป้งข้าวเหนียว น้ำ ใบเตย น้ำ อัญชัญ และมะพร้าวอ่อนผัด เท่านั้น แปลความหมายให้ฟังว่า ปะกา แปลว่า ดอกไม้ รันเจก คือ ดอก ลำ เจียก เปรียบเหมือนเกสรดอกลำ เจียก ซึ่งเปรียบเทียบกับตัวแป้งของ ขนมนี้ที่มีวิธีการทำ ในการร่อนแป้งเป็นผงเหมือนเกสรดอกไม้ “ปะการันเจกเป็นขนมที่ทำ เลี้ยงลูกหลานในสมัยก่อน คนโบราณฉลาดนะ เขาคิดว่าเลี้ยงลูกยังไงให้แข็งแรงโดยไม่ต้อง เสียเงินซื้อ วัตถุดิบที่ใช้ก็ที่มีในบ้าน ข้าวปลูกเอง แป้งตำ เอง มะพร้าว งา ปลูกเอง ทำ ก็ง่าย ตัวมะพร้าวก็บำ รุงสุขภาพ ได้ พอเอามาประยุกต์ใช้แบบนี้ ก็ตอบโจทย์กับคนทุกวัย ปัจจุบันทุกคนยังมีโอกาสได้กินขนมพื้นบ้านดั้งเดิม และถือว่า เป็นการช่วยอุดหนุนคนท้องถิ่นไปในตัว” ขนมปะการันเจกที่ทำ มาจากแป้งแผ่นกลมที่ผ่านความร้อนบนเตา มีทั้งหมดสองสี คือสีเขียวจากใบเตยหอม และสี ม่วงจากดอกอัญชัญ ส่วนไส้ด้านในคือ มะพร้าวอ่อนผัดกับน้ำ ตาลปี๊ปผสมเกลือเล็กน้อย แป้งร้อนๆ เริ่มส่งกลิ่นหอม เมื่อกินคำ แรกก็พบกับเนื้อแป้งที่อ่อนนุ่ม ร่วนนิดหน่อย ต่างจากแป้งขนมที่เราเคยกินทั่วไป และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของตัวแป้ง ส่วนไส้มะพร้าวอ่อนก็นุ่มลิ้น หอมมัน และไม่หวานจนเกินไป
~12~ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ ขนมเทียน ขนมเทียนสูตรนี้ทำ กันมานานตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด และถ่ายทอดวิธีการ ทำ จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้ชุมชนทำ ขาย มีรายได้เข้าครอบครัวอีกด้วย ขนมเทียน เป็นขนมที่ถูกดัดแปลงมาจากขนมเข่ง โดยคนไทยเชื้อสายจีน ลักษณะเป็นขนมที่ห่อด้วยใบตองเป็นรูปทรงกรวย ตัวแป้งทำ จากแป้ง ข้าวเหนียวผสมกับน้ำ ตาลมะพร้าว น้ำ เปล่าหรือกะทิ สอดไส้ด้วยถั่ว เขียวซีกเลาะเปลือกและมะพร้าวขูดฝอย ให้รสชาติเค็มและหวาน มักใช้ เป็นของเซ่นไหว้ในเทศกาลสำ คัญเช่น วันสารทจีน เพื่อรำ ลึกถึงบรรพบุรุษ โดยขนมเทียน มีความหมายคือ การมีชีวิต ที่ราบรื่น ด้วยรูปร่างขนมที่เป็นกรวยแหลมเหมือนเจดีย์ในวัด จึงกลายมาเป็นขนมมงคลที่นิยมใช้ในวันสำ คัญทั้งของ ชาวไทยและชาวจีน ขนมเทียน เป็นขนมที่ถูกดัดแปลงมาจากขนมเข่ง โดยคนไทยเชื้อสายจีน ลักษณะเป็นขนมที่ห่อด้วยใบตองเป็นรูปทรง กรวย ตัวแป้งทำ จากแป้งข้าวเหนียวผสมกับน้ำ ตาลมะพร้าว น้ำ เปล่าหรือกะทิ สอดไส้ด้วยถั่วเขียวซีกเลาะเปลือกและ มะพร้าวขูดฝอย ให้รสชาติเค็มและหวาน มักใช้เป็นของเซ่นไหว้ในเทศกาลสำ คัญเช่น วันสารทจีน เพื่อรำ ลึกถึง บรรพบุรุษ โดยขนมเทียน มีความหมายคือ การมีชีวิตที่ราบรื่น ด้วยรูปร่างขนมที่เป็นกรวยแหลมเหมือนเจดีย์ในวัด จึงกลายมาเป็นขนมมงคลที่นิยมใช้ในวันสำ คัญทั้งของชาวไทยและชาวจีน
~13~ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ ขนมตาล ขนมตาล เป็นขนมไทยดั้งเดิม เนื้อขนมมีลักษณะเป็นแป้งสีเหลืองเข้ม นุ่ม ฟู มีกลิ่นตาลหอมหวาน ขนมตาลทำ จากเนื้อตาลจากผลตาลที่ สุกงอม แป้งข้าวเจ้า กะทิ และน้ำ ตาล ผสมกันตามกรรมวิธี ใส่กระทง ใบตอง โรยมะพร้าวขูด และนำ ไปนึ่งจนสุก เนื้อลูกตาลยีที่เป็นส่วนผสม ในการทำ ขนมตาล ได้จากการนำ ผลตาลที่สุกจนเหลืองดำ เนื้อข้างในมีสี เหลือง มีกลิ่นแรง ซึ่งส่วนมากจะหล่นจากต้นเอง มาปอกเปลือกออก นำ มายีกับน้ำ สะอาดให้หมดสีเหลือง นำ น้ำ ที่ยีแล้วใส่ถุงผ้า ผูกไว้ให้น้ำ ตก เหลือแต่เนื้อลูกตาล ในปัจจุบัน หาทานขนมตาลรสชาติดีได้ยาก เนื่องจากปริมาณการปลูกต้นตาลที่ลดลง ขนมตาลที่ขายตามท้องตลาด ส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการมักใส่เนื้อตาลน้อย เพิ่มแป้งและเจือสีเหลืองแทน ซึ่งทำ ให้ขนมตาลมีเนื้อกระด้าง ไม่หอม หวาน และไม่อร่อย ขนมตาล เป็นขนมไทยดั้งเดิม ที่มีเนื้อเป็นแป้งสีเหลืองเข้ม อีกทั้งยังมีความนุ่มฟู มีกลิ่นตาลหอมหวานปัจจุบัน หาทาน รสชาติดีๆ ได้ยาก เพราะปริมาณการปลูกต้นตาลลดลง ซึ่งขนมตาลที่ขายตามท้องตลาด ผู้ประกอบการมักใส่เนื้อตา ลน้อยๆ และเพิ่มแป้ง เจือสีเหลืองเข้าไปแทน ทำ ให้ขนมตาลมีเนื้อกระด้าง ไม่หอมอีกทั้งกรรมวิธีการทำ ก็ยาก
~14~ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ ขนมโช้ก ขนมไทยมีหลากหลายชนิด มีทั้งขนมที่ต้องทำ อย่างประณีต ประดิดประดอยและขนมพื้นบ้านที่ทำ อย่างง่ายๆแต่อร่อยไม่แพ้กัน ในที่ นี้จะขอพูดถึงขนมไทยแบบบ้านๆที่หาได้ในตลาดท้องถิ่นคือ "ขนม ดอกบัว" ที่ผู้เฒ่าผู้แก่มักซื้อมาฝากลูกหลานเสมอ ขนมดอกบัวหรือขนมฝักบัวเป็นชื่อที่คนภาคกลางใช้เรียกกัน คนภาค ใต้เรียก "จูจุ่น" ชาวเขมรสุรินทร์เรียก "ขนมโช้ก" นิยมใช้ในพิธีแต่งงาน และพิธีการต่างๆเนื่องจากขนมชนิดนี้มีความหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง เหลือแต่เนื้อลูกตาล ในปัจจุบัน หาทานขนมตาลรสชาติดีได้ยาก เนื่องจากปริมาณการปลูกต้นตาลที่ลดลง ขนมตาลที่ขายตามท้องตลาด ส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการมักใส่เนื้อตาลน้อย เพิ่มแป้งและเจือสีเหลืองแทน ซึ่งทำ ให้ขนมตาลมีเนื้อกระด้าง ไม่หอม หวาน และไม่อร่อย ความก้าวหน้า และโชคลาภ สูตรดั้งเดิมแต่โบราณคือ แป้งข้าวเจ้า น้ำ ตาลปี๊บหรือน้ำ ตาลมะพร้าว และกะทิ ปัจจุบันมี การดัดแปลงโดยใส่น้ำ ใบเตยแทนน้ำ เปล่าทำ ให้เป็นสีเขียวสวยน่ารับประทาน บ้างครั้งมีการใช้สีจากธรรมชาติสีอื่นๆ ลักษณะที่ดีของขนมดอกบัวคือแป้งนุ่ม ขอบขนมต้องกระดกขึ้นมาโดยที่ตรงกลางนูนและนุ่ม รสชาติหวาน และด้าน ล่างของขนมเป็นใยเหมือนสายบัว
~15~ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ ขนมโกร๊จ ขนมโกร๊จ (กะ-โร๊จ) เป็นขนมเขมรโบราณพื้นบ้านสุรินทร์ แปลจาก ภาษาเขมรว่า ขนมผลส้ม ที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อว่า ขนมไข่หงส์ โดยคุณ ป้า สมจิต ดวงใจ ได้ทำ ขนมโกร๊จด้วยตนเองทุกขั้นตอน มีส่วนประ กอบๆที่สำ คัญคือ แป้งข้าวเหนียวซึ่งทำ เองไม่ต้องซื้อ และไส้ที่ทำ จาก มะพร้าวคั่วน้ำ ตาล แล้วนำ มาปั้นใส่ไส้จนเสร็จ แล้วจึงนำ เอาไปทอดใน กระทะที่มีน้ำ มันกำ ลังเดือดจัด จากนั้นจึงได้มาเสียบด้วยทางมะพร้าว เพื่อง่ายและสะดวกแก่การขาย เพราะสมัยแต่ก่อนถุงพลาสติกมีน้อย ปัจจุบันพบว่า ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ “ขนมโกร๊จ” สูตรเขมรโบราณ เสียบทางมะพร้าวขาย จะเริ่มหากินยากขึ้น เนื่องจากมีคนทำ ขนมชนิดนี้น้อยลงทุกที ต่างกับในสมัยอดีตจะมีคนทำ ขายเยอะมาก ตามสถานีจอดรถโดยสารทั่วไป ยังไงก็หากเจอที่ใหนก็ช่วยกันซื้อด้วย เพื่อเป็นกำ ลังใจกับคนทำ ขนมโบราณชนิดนี้ จะได้มีขายกันไปนานๆ ไม่สูญหาย ไปก่อน.
~16~ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ ขนมเนียล ขนมเนียลได้ชื่อเรียกมาจากอุปกรณ์ทําขนม คือ กะลามะพร้าวผ่าครึ่ง เรียกว่า “เนียล” เป็นคําเขมร แปลว่า “ทะนาน” เพราะคนสมัยก่อนใช้ กะลามะพร้าวผ่าครึ่ง เป็นเครื่องมือตวงข้าวสาร หรือก็คือทะนานแบบ โบราณนั่นเอง พอนําเนียลมาเจาะรูตรงก้น ใช้เป็นอุปกรณ์นึ่งขนม เลย พลอยเรียกเจ้าขนมชนิดนี้ว่า “ขนมเนียล” ตามไปด้วย ส่วนผสม ใช้แป้งข้าวเหนียวผสมกับนํ้าตาลทรายแดง (ไม่ฟอกสี) หรือน้ำ ตาลอ้อยบดผง อาจตัดเกลือเล็กน้อยด้วยก็ได้ แล้วใส่เนื้อมะพร้าวแก่ขูดขุย กับเนื้อมะพร้าวทึนทึกขูดพอหยาบๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เหตุที่ต้องใช้มะพร้าวทั้งสอง แบบ เพราะมะพร้าวแก่ช่วยให้ความมันกับเนื้อขนม ส่วนมะพร้าวทึนทึกช่วยให้ขนมนุ่มขึ้น ไม่เหนียว หรือแข็งเกินไป จากนั้นตักแป้งผสมใส่ลงใน “เนียล” ที่วางบนหม้อนึ่งข้าวไอน้ำ ผ่านรูตรงก้นกะลาขึ้นมา ทําให้ขนมสุก ปิดฝาพักไว้ ประมาณ 2-3 นาที หรืออาจมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความหนาของแป้งที่ตักใส่ลงไป พอแป้งขนมสุกดีแล้ว จะได้เนื้อ ขนมเนียลสีนํ้าตาลอ่อน หอมกลิ่นมะพร้าว เนื้อเหนียวหนึบ กินตอนร้อนๆ ได้รสหวาน มัน กลมกล่อม เป็นขนมพื้น บ้านถิ่นอีสานใต้อย่างหนึ่งที่น่าลิ้มลองและหากินได้ยากในปัจจุบัน เบื้องต้นนำ แป้งข้าวเหนียวมาผสมกับน้ำ ตาลทรายแดงหรือน้ำ ตาลอ้อยบดผง อาจตัด เกลือ ลงเล็กน้อย จากนั้นใส่ เนื้อเนื้อมะพร้าวแก่ขูดขุยและมะพร้าวทึนทึกขูดหยาบคลุกเคล้าให้เข้ากันพร้อมนึ่งในเนียล ซึ่งเนียลหรือทะนานที่ใช้ ทำ จากกะลามะพร้าวซีกล่างให้ขนาดพอดีกับปากหม้อนึ่งขัดจนเงางาม เริ่มต้นด้วยการตั้งเตาถ่านและหม้อนึ่งโดยนำ เนียลหรือทะนานเจาะรูตรงกลางมาตั้งไว้ หลังจากนั้นใส่แป้งข้าวเหนียวที่ผสมใส่ลงเนียลปิดฝาพักไว้ราว 2-3 นาที บ้างว่า 3-5 นาที ความร้อนจากไอน้ำ พุ่งผ่านรูกะลาที่เจาะไว้ทำ ให้ขนมสุกมื่อสุกแล้วจึงนำ ขนมขึ้นใส่ด้วยใบตองแห้ง หรือภาชนะที่เตรียมไว้
~17~ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ ขนมข้าวเหนียวปิ้ง ข้าวเหนียวปิ้ง ถือว่าเป็นขนมสูตรโบราณที่ในสมัยก่อนนิยมทำ ทาน และ ทำ ขายกัน อีกทั้งคนสมัยก่อนจะนิยมทานขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจ เรียก ว่าได้ว่ากินคาวแล้วต้องกินหวานเลยทีเดียว สำ หรับข้าวเหนียว ปิ้งด้วย เตาถ่านจะมีกลิ่นหอมอร่อยกว่าปิ้งด้วยเตาแก็ส และรสชาติจะมีความ หอมหวานมัน และข้าวเหนียวนุ่มทานแล้วฟินทุกคำ สำ หรับใครที่อยาก ลองทำ ขนมข้าวเหนียวปิ้งทานเล่นๆ ยามว่าง วันนี้เรามีสูตร และวิธีการ ทำ ขนมสุดฮิตมาให้ลองทำ ตามแบบง่ายๆ ตามสไตล์ขนมโฮมเมดโบราณ สำ หรับขนมหวานไทย ถือว่ามีหลากหลายเมนูเป็นอย่างมาก ทั้งสูตรทอด และสูตรปิ้ง โดยขนมที่ชนิดจะมีรสชาติที่ แตกต่างกัน เรียกได้ว่าขนมของไทยมีความหลากหลาย อีกทั้งยังความละเมียดละไลทุกขั้นตอน และอีกหนึ่งเมนูขนมที่ อร่อยสุดๆ อย่าง ข้าวเหนียว ปิ้ง ขนมหวานสูตรโบราณที่หาทานค่อนข้างยากในปัจจุบัน ซึ่งขนมชนิดนี้มีทั้งข้าวเหนียว ปิ้งไส้กล้วย และข้าวเหนียวปิ้งไส้เผือกจัดเต็ม ในส่วนของวิธีทำ นั้นก็ง่ายๆ เพียงเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ข้าวเหนียวปิ้ง เป็นชื่อขนมที่ทำ ด้วยข้าวเหนียว ผัดกับกะทิน้ำ ตาล เกลือ เหมือนข้าวต้มผัด แต่นำ ข้าวเหนียวมาห่อ ใบตองเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือห่อยาว ๆ ใส่ไส้กล้วยหรือไส้เผือกกวนน้ำ ตาล บางคนใส่ไส้อย่างอื่น ๆ เช่น กุ้งผัดกับ มะพร้าวขูดอย่างเดียวกับไส้ขนมเบื้องหรือหน้ากุ้งที่ใส่กับข้าวเหนียวมูน หรือไส้มะพร้าวอย่างหน้ากระฉีก ห่อแล้วปิ้ง ให้สุก ทางภาคอีสาน มีของกินอย่างหนึ่ง ทำ ด้วยข้าวเหนียวนึ่งแล้วปั้นเป็นก้อน นำ มาปิ้งบนเตา ใช้ไข่แดงทาให้น่า กิน เรียกว่า ข้าวจี่ ไม่เรียกว่า ข้าวเหนียวปิ้ง
~18~ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ อันซอมโดง ข้าวต้มใบมะพร้าว เป็นขนมที่มีหลายชื่อ ขนมของชนพื้นเมืองเขมรในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งทำ จากข้าวเหนียวผสมเนื้อมะพร้าวกล้วยน้ำ ว้า น้ำ ตาล แล้วห่อ ด้วยใบมะพร้าวให้มีลักษณะเป็นท่อนยาว มัดด้วยเชือกแล้วนำ ไปต้มให้สุก เรียกอีกอย่างว่า ข้าวต้มใบ มะพร้าว เป็นอาหารพื้นบ้านที่ชาวสุรินทร์รู้จักกันเป็นอย่างดี นซอมโดง มักจะทำ กันเยอะในช่วงงานเทศกาลประเพณี อย่างวันเข้าพรรษางานบวช งานแต่งงาน แซนโฎน ตา เป็นต้น จัดว่าเป็นขนมมงคลชนิดหนึ่ง ส่วนขนมหน้าตาคล้ายๆ กันที่แม่ค้าขายอยู่นั้นเรียกกว่า "อันซอม จรุ๊ก" ลักษณะเป็นท่อนยาวๆเหมือนกัน ต่างกันที่ข้างในเป็นข้าวเหนียวผสมกับถั่วลิสง เนื้อหมูและมันหมูปรุง รสให้ออกเค็มๆ หน่อยแล้วห่อด้วยใบตอง รสชาติเค็มๆ มันๆ พร้อมกลิ่นหอมจากใบตอง จะว่าไปรสชาติก็ ออกจะคล้ายๆ กับ "บ๊ะจ่าง" “อันซอมโดง” ขนมโบราณพื้นเมืองสุรินทร์ “อันซอมโดง” ภาษาเขมรพื้น ถิ่นสุรินทร์ อันซอม – ข้าวต้ม โดง- มะพร้าว หรือแปลเป็นไทยว่า ข้าวต้ม ใบมะพร้าว ซึ่งเป็นขนมโบราณของพื้นเมืองเขมรใน จ.สุรินทร์ ชาวสุรินทร์ รู้จักกันเป็นอย่างดีซึ่งทำ จากข้าวเหนียวผสมเนื้อมะพร้าว กล้วยน้ำ ว้า น้ำ ตาล แล้วห่อด้วยใบมะพร้าวให้มีลักษณะเป็นท่อนยาว
~19~ ขนมโบราณ จังหวัดสุรินทร์ ขนมเวือระพอม “ขนมเวือระพอมจะมีส่วนผสมของแป้งข้าวเหนียว น้ำ ตาลโตนด น้ำ ตาลทรายแดง มะพร้าวทึนทึก ทั้งหมดนี้ นำ มาผสมกับน้ำ เครือตดหมา ที่ได้มาจากการนำ รากเครือตดหมามาหั่นเป็นแว่นๆ ตากแดดไว้ แล้วจึงนำ มา ต้มจนได้น้ำ เครือตดหมา คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน พักไว้หนึ่งชั่วโมงเพื่อให้แป้งขึ้น แล้วจึงนำ เนื้อ ขนมมาใส่ใบตองห่อเป็นชิ้นยาวๆ จากนั้นนำ ใบตองทั้งห่อไปย่างจนสุกหอม หอมทั้งใบตอง หอมทั้งส่วนผสม ของขนมตดหมา ลองแกะชิมดูได้รสชาติคล้ายขนมจาก แต่จะมีความนุ่มหนึบมากกว่า และมีความหอมหวาน จนต้องขอลองชิมต่ออีกชิ้นและอีกชิ้น ขนมเวือระพอม” หรือ “ขนมตดหมา” ได้ชื่อนี้เพราะมีส่วนผสมของ “เครือตดหมา” พืชไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่บางพื้นที่เรียกต้นกระพังโหม ขึ้นได้ ทั่วไปในป่าผสมผลัดใบและป่าเต็งรัง หากนำ ต้นหรือใบมาขยี้แล้วลองดมก็ จะรู้เลยว่ากลิ่นเหม็นคล้ายตดจริงๆ แม้กลิ่นจะไม่น่าพิสมัย แต่เครือตด หมาเป็นสมุนไพรมากประโยชน์ ทั้งเป็นยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ กลิ่นเหม็นๆ นั้นยังช่วยระบายความร้อนในร่างกาย ช่วยขับลม ช่วยย่อย เป็นสมุนไพร ที่ช่วยรักษาโรคดีซ่านและเบาหวานได้ ชาวบ้านนิยมนำ มาปลูกใกล้บ้าน เพื่อเก็บไว้กิน
~20~ ขนมไทย.(2564). ขนมไทย (ออนไลน์).ได้จากhttps://kanokkan123456789.wordpress.com/%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9 (สืบค้นวันที่ 3 ธันวาคม 2566 ) กขนมไทย.(2553).ความเป็นมาของขนมไทย (ออนไลน์).ได้https://natty-thaidessert.blogspot.com/2010/07/blog-post.html (สืบค้นวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 ) ขนมโบราณของเขมร.(2564). ขนมโบราณของจังหวัดสุรินทร์ (ออนไลน์).ได้https://adaybulletin.com/life-feature-surin-sweets/20988 (สืบค้นวันที่ 3 ธันวาคม 2566 ) อ้างอิง
จบการนำนำนำนำเสนอแล้ล้ ล้ ว ล้ วจ้จ้ จ้ า จ้ าาาา