-51- 2.วัดภูมินทร์ (ภาพและเนื้อหาโดยเว็บไซต์ https://www.uncledeng.com) ที่อยู่ : อ.เมืองน่าน จ.น่าน ลักษณะเด่น/ความส าคัญ เป็นวัดเก่าแก่กลางเมืองอายุ กว่า 400 ปีตามพงศาวดาร เมืองน่านระบุว่า สร้างในปี 2139 โดยพระเจ้ าเจตบุต ร พรหมมินทร์หลังขึ้นครองเมือง น่านได้6 ปีเดิมชื่อ“วัดพรหมมิ นทร์” ก่อนจะเพี้ยนเป็นวัด ภูมินทร์ในภายหลัง ไฮไลท์ ส าคัญคือ ภาพ“ปู่ม่าน-ย่าม่าน” ที่ต่อมาภายหลังภาพนี้ได้รับการเรียกขานว่า ภาพ“กระซิบรักบันลือโลก”อันโด่งดัง พญานาควัดภูมินทร์มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากพญานาคส่วนใหญ่ของวัดทั่วๆไป ที่จะมีเฉพาะส่วนท่อนหัวกับ ล าตัวเลื้อยอยู่บนราวบันไดทางเข้าโบสถ์แต่พญานาควัดภูมินทร์กลับมีทั้งส่วนหัวและส่วนหาง ก าลังเลื้อยทะลุ ออกมาจากโบสถ์หรือก าลังเลื้อยเทินหนุนโบสถ์หลังนี้เอาไว้นักวิชาการบางคนได้ตั้งข้อสังเกตว่า ประติมากรรม พญานาควัดภูมินทร์สันนิษฐานว่าสร้างในปี2139 โดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์เป็นการแสดงคติความเชื่อ ในเรื่องน้ าของคนโบราณ พญานาควัดภูมินทร์เป็นประติมากรรมปูนปั้น พญานาค 2 องค์(เพศผู้–เพศเมีย) ซึ่งช่าง โบราณใช้ฝีมือสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง เป็นนาคสะดุ้ง ดูมีชีวิตชีวา ก าลังชูหัวสง่า ก าลังเลื้อยอยู่จริง) ท าให้ พญานาคที่วัดภูมินทร์แห่งนี้ได้รับการยกย่องจาก อ.ถวัลย์ ดัชนีศิลปินนามอุโฆษ(ผู้ล่วงลับ) ว่า “เป็น พญานาคที่ดูทรงพลังที่สุดในเมืองไทย” 3.วัดเป็งสกัด (ภาพและเนื้อหาโดยเพจ Facebook วัดพระธาตุเบ็งสกัด นครน่าน เมืองปัว ) ที่อยู่ : อ.ปัว จ.น่าน ลักษณะเด่น/ความส าคัญ ภายในวัดนี้มีโบราณสถานที่ส าคัญคือ เจดีย์ที่เชื่อกันว่าบรรจุพระบรม สารีริกธาตุและวิหารทรงพื้นเมืองที่มีส่วนประดับตกแต่งซุ้มประตูเป็นแบบ ศิลปะลาวล้านช้าง และ ปู่สุวรรณนาคราชและแม่ย่าแก้วค ากลองนาคินีเพื่อ ความเป็นสิริมงคลและจะได้หนุนน าชีวิตหน้าที่การงานให้แก่ตนเองและ ครอบครัว สรงน้ าพระธาตุและไหว้ขอพรองค์พญานาคราช
-52- 4.วัดพระธาตุแช่แห้ง (ภาพและเนื้อหาโดย เว็บไซต์ : https://mgronline.com/travel) ที่อยู่ : อ.ภูเพียง จ.น่าน ลักษณะเด่นความส าคัญ “พระธาตุแช่แห้ง” พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองน่าน และเป็นพระธาตุประจ าปีของคน เกิดปีเถาะ(กระต่าย)องค์สีทองอร่าม องค์พระธาตุแช่แห้งแล้ว ที่วัดพระธาตุแช่ แห้ง สิ่งน่าสนใจในวัด จุดแรก พญานาค 2 องค์ที่เชิงเนินด้านหน้าวัดเป็นงาน ประติมากรรมปูนปั้นพญานาคขนาดใหญ่ศิลปะช่างสกุลน่าน สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 2349 ในสมัยเจ้าอัตถวรปัญโญ จุดที่ 2 บริเวณพื้นที่เหนือประตูทางเข้าด้านหน้าพระวิหารหลวง ช่างโบราณได้ สร้างสรรค์เป็นประติมากรรมปูนปั้นนูนสูง รูป“อัฏฐพญานาคราช” มีลักษณะเป็น พญานาค 8 ตัว(ฝั่งละ 4 ตัว) ป็นหนึ่งในปริศนาธรรมแห่งวัดพระธาตุแช่แห้ง มีนัย แฝงเป็นพุทธปรัชญา โดย พญานาค 8 ตัว หมายถึง อริยมรรคแปดอันเป็นแปด เส้นทางที่พระตถาคตใช้สอนพุทธศาสนิกชนให้เดินสู่หนทางแห่งความหลุดพ้น
-53- จังหวัดเชียงราย (2 แห่ง) 1.วัดป่าหมากหน่อ– เกาะแม่ม่าย (ภาพและเนื้อหาโดยเว็บไซต์https://www.chiangraifocus.com) ที่อยู่ : อ.แม่จัน จ.เชียงราย ลักษณะเด่นความส าคัญ วัดแห่งนี้เป็นวัดร้างตั้งแต่ สมัยเชียงแสนหรือโยนก บริเวณของวัดเป็นเกาะอยู่ ติดกับหนองน้ ากว้างใหญ่เรียกกันว่า หนองหลวง หรือ เมืองหนอง บ้างก็เรียกว่า เวียงหนองหรือ เวียงหนองหล่ม ตั้งอยู่ระหว่างเขต ต.โยนก อ.เชียงแสน กับ ต.จันจว้า อ.แม่จัน เมืองโยนกนคร หลวงก็ยุบลงเกิดเป็นหนองน้ าใหญ่ คนทั้งหลายใน เวียงนั้นรวมถึงกษัตริย์เจ้าเลยจมลงในน้ าทั้งหมด แต่ยังคงค้างอยู่แต่เรือนของหญิงชราม่ายหลังเดียว เท่านั้น เห็นว่าเมืองนั้นกลายเป็นหนองน้ าและเหตุนี้จึงได้เรียกเกาะแห่งนี้ว่า เกาะแม่ม่าย ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดในเวลา ต่อมา และได้ทราบชื่อหญิงชราม่ายในภายหลังว่า เจ้าแม่บัวเขียว
-54- 2.เวียงโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติ (ภาพและเนื้อหาโดยเว็บไซต์http://www.livinginthailand.com/wiangnonglom.html) ที่อยู่ : อ.แม่จัน และ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ลักษณะเด่นความส าคัญ เวียงหนองหล่ม หรือล่ม หรือเมืองโบราณในอดีตที่ล่มสลาย เมื่อประมาณ 1,500 ปี(เวียงโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติหรือ เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัตินคร หรือ อาณาจักรโยนกไชยบุรีศรี ช้างแสน (หรือช้างแส่ง) หรือโยนกนครราชธานีศรีช้างแสน) ชื่อทั้งหมดที่ใช้เรียกกันก็คือ เมือง "นาคพันธุ์สิงหนวัติ" ต านานพงศาวดารโยนก ต านานโยนกกล่าวถึงเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ไว้ว่า เจ้าชาย สิงหนวัติ พาไพร่พล ออกจากเมืองราชคฤห์ เดินทาง ลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ได้สี่เดือน พบที่ราบกว้าง ไม่ห่างไกลจากล าน้ าโขง มีล าน้ าเล็กใหญ่และล าห้วย เหมาะต่อการท าไร่ท านา เจ้าชายสิงหนวัติจึงได้สร้าง เมืองบริเวณนี้ และตั้งชื่อว่า "เมืองพันธุ์สิงหนวัติ นคร"อาณาจักรโยนกมีกษัตริย์ปกครองต่อเนื่องถึง 46 พระองค์ องค์สุดท้ายคือ "มหาไชยชนะ" ก็ถึงกาล ล่มสลาย ตามที่ต านานเล่าขานว่า เพราะชาวเมือง กินปลาไหลเผือกเมื่อดูในแผนที่จะเห็นว่า บ้านแม่ ลาก บ้านแม่ลัว อยู่ใกล้หนองน้ าใหญ๋ห่างจากเกาะ แม่ม่ายน่าจะสอดคล้องกับ เหตุที่แม่ม่ายไม่ได้กิน ปลาไหลก็เพราะว่า ไม่มีลูกหลานไปรับส่วนแบ่ง (แม่ม่ายอาจเป็นผู้เฒ่า เดินทางไกลไม่ได้)ทางกรม ศิลปากรได้มีการส ารวจในทางโบราณคดีรอบ บริเวณหนองน้ า รวมทั้งการส ารวจใต้หนองน้ า เมื่อ พ.ศ. 2537 แต่ไม่ประสบความส าเร็จ เพราะ หนองน้ ากว้างใหญ่มากสิ่งที่กรมศิลปากรพบเป็น เพียงชิ้นส่วนบ่งชี้ว่า บริเวณแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งชุมชนจากแผนที่ธรณีวิทยา จะเห็นว่าทะเลสาบเชียงแสน เกาะ แม่ม่าย และหนองน้ าที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งเวียงโยนก อยู่ใกล้รอยเลื่อนแม่จันมาก รอยเลื่อนแม่จันมีความ ยาวตั้งแต่อ.ฝาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ พาดผ่านอ.แม่จัน อ.เชียงแสน อ.เชียงของ จ.เชียงราย และยาวไปจนถึง ประเทศลาว กรมทรัพยากรธรณียังได้กล่าวถึงรอยเลื่อนแม่จันว่า มีพลังท าให้เกิดแผ่นดินไหวในระดับ 7 ริกเตอร์ได้ เวียงโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติล่มสลายเพราะแผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์เวียงโยนกอาจไม่เหลือซากให้เห็นเพราะ บริเวณหนองน้ าเป็นที่ลุ่ม เวียงโยนกอาจจมอยู่ใต้ดิน รวมทั้งตะกอนดินและวัชพืชทับถมเป็นเวลากว่าพันปีก็ยากที่ จะค้นหาตัวอย่างเวียงกุมกาม (ปัจจุบัน อ าเภอสารภีจ.เชียงใหม่) ที่นี่ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหว แต่เกิดจากอุทกภัย ซ้ าซาก ท าให้ตะกอนดินทับถมกว่า 2 เมตรในระยะเวลา 700 ปี
-55- ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช (2 แห่ง) 1.วัดสุมณฑาธาร (วัดป่าเรียน) (เนื้อหาโดยเว็บไซต์ www.วัดไทย temple) (ภาพโดยนายสวัสดิวัฒน์ ใจเพียร) ที่อยู่: อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ลักษณะเด่นความส าคัญ พระอาจารย์สมปอง ญาณทีโป พระอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ เป็นประธาน วัดป่าเรียนเมื่อ 3000 ปี ก่อน แถบถิ่นนี้ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนในยุคหินใหม่ที่นับถือสายฟ้า ยุคอมราวดีที่นับถือระฆัง ต่อมาเมื่อพระศาสนาบังเกิดขึ้น บนโลกผู้คนทั้งหลายก็หันมานับถือและยึดมั่นในพระศาสนาอันเป็น ทางเอกนี้ สลับผลัดเปลี่ยนกันระหว่างพุทธกับ พราหมณ์ ครั้นศาสนาพรามหณ์รุ่งเรืองบริเวณพื้นที่กว่า 300 ไร่ ซึ่งรายรอบอาณาเขตวัดป่าทุเรียนจึงกลายเป็นมหา เทวาลัยที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยศรัทธาในหมู่มหาเทพทั้งหลาย โดยแบ่งพื้นที่เป็นเกาะๆ ไป เช่น เกาะพระศิวะ เกาะแม่กาลี และวัดป่าทุเรียนเองตั้งอยู่บนเกาะพระนารายณ์ใหญ่ ปัจจุบันยังมีหลักฐานทางประวัติปรากฏให้เห็นอยู่ บ้าง ความพยายามสร้างพระอุโบสถขึ้นในวัดป่าทุเรียน นอกจากจะเป็นการร้องขอจากเทวดา จ านวนกว่า 150 ตน ต่อพระอาจารย์สมปองยังประสงค์ที่จะถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธองค์ เป็นขวัญก าลังใจให้แก่ คณะสงฆ์แก่ชาวบ้าน ในแถบถิ่น รวมถึงให้ผู้ศรัทธาในพระศาสนาทั้งหลายโดยทั่วไปได้มีโอกาสใช้ เป็นสถานที่ สร้างกุศล ผลทานฝึกปฏิบัติตามครรลองครองธรรม สิ่งน่าสนใจประกอบด้วย พระพุทธรูปปางนาคปรก และถ้ า (สร้างขึ้นแบบศิลปะพื้นบ้าน) ภายในขนดของพญานาคที่ล้อมรอบพระพุทธรูป
-56- 2.วัดเขาขุนพนม (โบราณสถานวัดเขาขุนพนม) (เนื้อหาโดย กรมศิลปากร) (เนื้อหาเพิ่มเติมโดย นายพรพล ปั่นเจริญ และผู้ใหญ่บ้านนพดล แดงสว่าง) (ภาพโดยนายสวัสดิวัฒน์ใจเพียร นายพรพล ปั่นเจริญและ นายธตรฐ ปั่นเจริญ) ที่อยู่ : อ.พรหมคีรีจ.นครศรีธรรมราช ลักษณะเด่นความส าคัญ วัดเขาขุนพนมหรือโบราณสถานวัดเขาขุนพนม มีพื้นที่โบราณสถานประมาณ 575 ไร่ 1 งาน 70 ตารางวา ลักษณะ เป็นภูเขาหินปูนลูกโดด มีต้นไม้ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่นบนภูเขามีถ้ าหินปูน ที่มีโพรงหินงอกหินย้อย ลักษณะของ ภูเขาวางตัวอยู่ในแถบเหนือ-ใต้มีความยาวประมาณ 750 เมตร กว้างตามแนวทางทิศตะวันออก-ตะวันตก ประมาณ 500 เมตร สูงจากระดับน้ าทะเลประมาณ 43 เมตร ส่วนยอดเขาสูงจากระดับน้ าทะเลประมาณ 165 เมตร บันไดพญานาคจากพื้นล่างของวัดถึงลานหน้าถ้ าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 245 ขั้น ตามประวัติเชื่อกันว่า เขาขุนพนม เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายหลังจากสิ้นรัชกาลของพระองค์ มีผู้สันนิษฐาน ว่าพระเจ้าตากสินทรงมิได้ถูกประหารชีวิต อย่างที่พงศาวดารกล่าวอ้าง แต่ได้ทรงสับเปลี่ยนพระองค์กับทหารคนสนิท (หลวงอาสาศึก) แล้วเสด็จมายังนครศรีธรรมราช มีการเตรียมการโดยมีการสร้างป้อมปราการ ท าเชิงเทิน ป้อมวงกลม ตามชะง่อนผา เพื่อให้พระเจ้าตากสินได้ประทับเมื่อทรงผนวชเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ณ วัดเขาขุนพนมจนเสด็จ สวรรคต แต่บางกระแสกล่าวว่าเขาขุนพรม สร้างโดยพระยาตรังภูมาภิบาลเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ส าหรับพักตาก อากาศที่เขาขุนพนมจึงมีการสร้าง ป้อมปราการคอยป้องกันอย่างแน่นหนา ชาวเขาขุนพนมมีความเชื่อเรื่องพระเจ้า ตากสินมหาราช เสด็จหนีมาประทับที่เขาขุนพนม จึงได้ร่วมมือร่วมใจกันสร้างพระต าหนักสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช บริเวณชะง่อนหินเชิงเขา ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื่อว่าพระองค์ ประทับขณะผนวชอยู่ สิ่งน่าสนใจประกอบด้วย พระต าหนักทรงบัลลังก์พระต าหนักทรงศีล ลานพญานาค ลานหน้าถ้ าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บ่อน้ าทิพย์ มนต์โบราณพญานาค 4 ตระกูล รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของพระพรหมปัญโญภิกษุ(สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ถ้ าเหวตากฟ้า เป็นสถานที่นั่งปฏิบัติกรรมฐานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
-57- จ.สุราษฎร์ธานี (2 แห่ง) 1.ส านักสงฆ์ถ้ าวังบาดาล ที่อยู่ : อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี(ภาพโดยนายสวัสดิวัฒน์ใจเพียรและนายพรพล ปั่นเจริญ นายธตรฐ ปั่นเจริญ) (เนื้อหา : จากการสัมภาษณ์พระอาจารย์ช านาญ นราสโภ เจ้าอาวาสส านักสงฆ์ถ้ าวังบาดาล และนายจเร สังข์ทอง เมื่อวันที่ 22-23 มีนาคม พ.ศ. 2565)
-58-
-59- ลักษณะเด่นความส าคัญ ส านักสงฆ์ถ้ าวังบาดาลตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ 2538 อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาป่าย่านยาว ป่าเขาวงและป่ากระ ชุม เนื้อที่ 12 ไร่ โดยมีส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 11 สุราษฏร์ธานี อบต.บ้านท าเนียบ ผู้น าชุมชนและราษฏรใน ชุมชนเป็นผู้ดูแลพื้นที่ สภาพทางกายภาพของแหล่ง เป็นเขาหินปูน+หินทราย และหินแกรนิต สูงจากพื้นดิน 1200 เมตร ท ามุม 80 องศา อายุ65-75 ล้านปีมาแล้ว บันไดพญานาคจากพื้นล่างของส านักสงฆ์ถึงปากถ้ าที่ 1 จ านวน 102 ขั้น(หรือ400 เมตร) ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก เกิดการยุบยกของเปลือกโลก น้ าทะเลขึ้นสูงถึงปากถ้ า มีร่องรอยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคหินเก่าตอนปลายจนถึงยุคหินใหม่ โดยปรากฏร่องรอยของเศษภาชนะ ดินเผาที่แตกกระจายไปตามพื้นถ้ า คาดว่าเป็นการใช้ถ้ าเพื่อการอยู่อาศัยและฝังศพ แต่ในปัจจุบันเหลือเพียงเศษ ภาชนะดินเผาที่พื้นถ้ าเพราะชาวบ้านเข้าไปในถ้ าเพื่อเก็บมูลค้างคาว จึงท าให้ร่องรอยทางโบราณคดีจ าพวกเศษภาชนะ ดินเผาสูญหายไปบางส่วน ในถ้ ามีทั้งงูใหญ่ หรือพญานาค ค้างคาว อาศัยร่วมกับคนสมัยโบราณ ต่อมาแนวทะเลถอย ร่นไปจนถึงแนวทะเลปัจจุบัน เกิดเป็นเวิ้งอ่าวโบราณเป็นสวนปาล์มและต้นน้ าลิงพิง(หลิงผิง)ที่สามารถมองได้จากโถง ถ้ าพญานาค ถ้ าที่ 2 ระดับความสูง 800 เมตร ต่อมาในยุคก่อนประวัติศาสตร์มีคนเห็นงูใหญ่ หรือบ้องหลา(งูจงอาง ที่ มีหงอนบนหัว ได้จะต้องผ่านการบ าเพ็ญเพียร เป็นเวลาหมื่นปีจนพญานาคยอมรับจึงมอบหงอนให้) รวมทั้งเป็นที่อยู่ อาศัยของพญานาค ทั้ง 4 ตระกูล กษัตริย์พญานาค 9 องค์และต่อมาพ่อปู่ศรีสุทโธพระโพธิสัตว์ได้เปิดและเชิญให้ บรรดาพญานาคราช 9 พระองค์พญานาค 4 ตระกูล ขึ้นมารักษาพระพุทธศาสนา ให้ยาวนานถึง 5000 ปี ในกรณี ของถ้ าส านักสงฆ์วังบาดาล มีถ้ าใหญ่และฟอสซีล หรือเป็นคลื่นน้ าขนาดย่อมในถ้ า ผู้คนจินตนาการว่าเป็น พญานาคที่ ได้ละกายสังขารในถ้ าแห่งนี้ กิจกรรมของแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้คือ สถานที่สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพญานาค และเป็นที่นั่งสมาธิวิปัสสนา อีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชมวิวเวิ้งอ่าวโบราณที่ถ้ า 2 ในระดับความสูง 800 เมตร สิ่งน่าสนใจประกอบด้วย 1.รูปปั้นพระพุทธรูปปางนาคปรก 2. รูปปั้นองค์พญาอนันตนาคราช 3. หินงอกหิน ย้อย (คลื่นน้ าทะเลที่จับตัวเป็นหินปูนรูปคลื่น หรือฟอสซิลพญานาค ที่มีความยาว 35 เมตร 4.บันไดพญานาค จ านวน 102 ขั้น (400 เมตร) 3. จุดชมวิวเวิ้งอ่าวไทยที่ถ้ า 2 (800 เมตร)
-60- 2.วัดเวียง (เนื้อหาและภาพโดย เว็บไซต์https://www.sac.or.th) ที่อยู่ : อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ลักษณะเด่นความส าคัญ เป็นวัดโบราณอีกวัดหนึ่งของชุมชนไชยา ตั้งอยู่บนสันทรายขนาดใหญ่เรียกว่าสันทรายไชยา บริเวณนี้เชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของเมือง มีวังประทับของกษัตริย์สมัยศรีวิชัย โดยมีวัดเวียงเป็นวัดประจ าเมืองมีโบราณวัตถุ จ านวนมากเช่น พระพุทธรูปปางนาคปรกส าริด ปางมารวิชัย และ พระพุทธรูปศิลาทรายแดงสมัยอยุธยา เป็นต้นและ ยังมีสิ่งก่อสร้างส าคัญๆ อาทิ อุโบสถ วิหาร สร้างตั้งแต่สมัยพระอธิการลืออดีตเจ้าอาวาส นอกจากนี้ภายในวัดยังมี พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านให้ได้ศึกษากันอีกด้วย ในวัดเวียงมีโบราณวัตถุที่ส าคัญ คือ พระพุทธรูปปางนาคปรกส าริด ปางมาร วิชัย ซึ่งมีจารึกที่ฐาน และพระพุทธรูปศิลาทรายแดงสมัยอยุธยา พระพุทธรูปนาคปรกส าริด สูง 160 เซนติเมตร มีอายุ อยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ลักษณะทั่วไปคล้ายพระพุทธรูปนาคปรกศิลปะเขมร แต่มีลักษณะท้องถิ่นอยู่มาก พระพุทธรูปแสดงปางมารวิชัย ต่างกับพระพุทธรูปนาคปรกศิลปะเขมรที่มักแสดงปางสมาธิพระพุทธรูปศิลาทรายแดง ศิลปะสมัยอยุธยาสกุลช่างไชยา เดิมอยู่บนวิหารมีทั้งหมด 7 องค์ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
-61- จังหวัดยะลา 1.วัดคูหาภิมุข (เนื้อหาและภาพโดย เว็บไซต์https://horoscope.trueid.net) ที่อยู่ : อ.เมืองยะลา จ.ยะลา ลักษณะเด่นความส าคัญ เดิมชื่อ“วัดหน้าถ้ า”แต่ เปลี่ยนเป็น“วัดคูหาภิมุข”ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีโดยนายคงทอง เพชรกล้า ร่วมกับ ช า วบ้ านส ร้ าง วัดนี้ขึ้นบ ริเ วณ ริมเข าถ้ าพ ร ะนอน เมื่อ พ.ศ.2380 ในสมัยรัชกาลที่ 4 เหตุที่เรียก“เขาถ้ า พระนอน”เนื่องจากบนภูเขามีถ้ าซึ่งบริเวณผนังถ้ าเป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ต่อมากรมศิลปากรได้ ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน วันที่ 8 มีนาคม 2478 และ จากการปฏิบัติงาน กรมศิลปากรส ารวจพบร่องรอยทาง โบราณคดีที่แสดงถึงการเข้ามาใช้พื้นที่ของมนุษย์ยุคก่อน ประวัติศาสตร์จนถึงสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์บนเขาถ้ าพระนอน ได้แก่ เศษภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ สถูปส าริดจากอินเดียในพุทธศตวรรษที่ 14-15 พระพิมพ์สมัยศรีวิชัย พระพุทธไสยาสน์ที่สันนิษฐานว่าสร้างร่วมสมัย กับภาพจิตรกรรมที่ถ้ าศิลป์ในอ าเภอเมืองยะลา(ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดคูหาภิมุข) ในปี 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่7 และสมเด็จพระนางเจ้าร าไพพรรณีพระบรมราชินีได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ป.ป.ร.ไว้ณ ผาหิน ภายในวัด จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์เสด็จมาในพิธียกช่อฟ้าของอุโบสถเมื่อ พ.ศ.2518 วัดคูหาภิมุขสร้างขึ้นภายหลัง ค้นพบพระพุทธไสยาสน์แล้ว โดยใช้เนื้อที่ชายธงตรงเชิงเขากว้าง 20 วา ยาว 80 วา ระยะแรกเป็นส านักสงฆ์แต่ต่อมา ได้รับที่ดินจากผู้มีจิตศรัทธาบริเวณใกล้เคียง จึงขยายเป็นวัดที่ใหญ่ขึ้น สมัยก่อนทางราชการเคยใช้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ จัดพิธีถือน้ าพิพัฒน์สัตยาเป็นประจ า นอกจากถ้ าที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์แล้ว ยังมีถ้ ามืดอีกแห่งอยู่ทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ของถ้ าพระนอน ภายในมีทางเดินคดเคี้ยวไปตามภูเขา ใช้เวลาเดินประมาณ 4 ถึง 5 ชั่วโมง ส่วน บันไดนาคที่เดินขึ้นถ้ าพระนอนได้รับการบูรณะเมื่อพ.ศ.2537 ขณะที่พื้นในถ้ าพระนอนและอาคารอุโบสถหลังเก่า ได้รับการบูรณะเมื่อ พ.ศ.2556 พระพุทธไสยาสน์ถือว่าเป็นปูชนียสถาน 1 ใน 3 ที่ส าคัญของชาวใต้นับจากพระบรม ธาตุเมืองนครศรีธรรมราชและพระธาตุไชยาที่สุราษฎร์ธานีส าหรับสิ่งส าคัญภายในวัดคูหาภิมุข ได้แก่
-62- 1. พระพุทธไสยาสน์หรือ“พ่อท่านบรรทม” สันนิษฐานว่าสร้างในปี1300 สมัยอาณาจักรศรีวิชัยเรืองอ านาจ ไปพร้อมกับการสร้างพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช และน่าจะสร้างร่วมสมัยกับภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ถ้ าศิลป์ เชื่อกันว่า เดิมเป็นปางนารายณ์บรรทมสินธุ์เพราะมีพญานาคแผ่พังพานทอดตัวอยู่เหนือพระเศียร แต่มีการดัดแปลง เป็นพระพุทธไสยาสน์ราวพุทธศตวรรษที่ 22 หรือช่วงอยุธยาตอนต้น พระพุทธไสยาสน์ที่เห็นในปัจจุบันเป็นองค์ ที่บูรณะครอบทับองค์เดิมซึ่งมีลักษณะเป็นดินดิบและใช้ไม้ไผ่เป็นโครง ความยาวจากพระเกศถึงพระบาทวัดได้81 ฟุต 1 นิ้ว ภายในถ้ าพระนอนมีลักษณะคล้ายห้องโถงใหญ่ที่ดัดแปลงมาเป็นศาสนสถานและมีปล่องเพดานที่แสงสามารถ ส่องลอดเข้ามาบริเวณถ้ าได้อีกทั้งยังมีหินย้อยที่สวยงามด้วย 2. อุโบสถหลังเก่า สร้างในสมัยพระครูธรรมขันธ์(เพ็ชรฐิตว์โส) เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่สองราว พ.ศ.2405-2418 ตั้งอยู่ บนเนินเขาตรงทางขึ้นถ้ าพระนอน ปัจจุบันอุโบสถหลังนี้ดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่ค้นพบในวัด คูหาภิมุข มีชื่อเป็นทางการว่า"หอวัฒนธรรมศรีวิชัย” สภาพทั่วไปเป็นผังรูปสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูน มีก าแพงแก้ว ล้อมรอบ หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์หน้าบันเขียนเป็นรูปช้างเอราวัณ 3. พระพิมพ์และโบราณวัตถุภายในถ้ าพระนอน หลักฐานทางโบราณคดีแสดงถึงการรับอิทธิพลทางศาสนาและ รูปแบบศิลปกรรมจากวัฒนธรรมภายนอกเข้ามา อาทิสถูปส าริด ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจน ามาจากอินเดีย มีอายุในช่วง พุทธศตวรรษที่ 14 จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 15 พระพุทธรูปส าริดประทับยืนตริภังค์ที่มีอายุราวกลางพุทธศตวรรษ ที่ 14 จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 15 พระพิมพ์ดินดิบและพระพิมพ์ดินเผามีลักษณะเป็นพระพิมพ์ในศาสนาพุทธแบบ มหายาน 4. ยักษ์วัดถ้ า ผู้คนต่างศรัทธาว่าเป็นยักษ์ศักดิ์สิทธิ์สามารถดลบันดาลโชคลาภ ปกป้องคุ้มครอง และอ านวยความสุข สมหวังนานัปการ 5. ขดพญานาคด าสระแก้วแห่งเมืองยะลา บ่อน้ าศักดิ์สิทธิ์อยู่ในสระแก้ว ซึ่งอยู่ส่วนลึกของถ้ ามืด เป็นหนึ่งในแหล่ง น้ าที่ใช้เพื่อการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ร.10 ถือว่าเป็นแอ่งน้ าส าคัญ ก้นสระแก้ว ที่มีร่องรอยของขดพญานาคสีด า ปรากฏ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่า พญานาคเมื่อหมดอายุขัยร่างกายจะกลายเป็นหิน อานิสงส์แห่งการบูชาพญานาค เชื่อกันว่า จะน ามาซึ่งโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง เพราะพญานาคเป็นเทพแห่งทรัพสมบัติขอพรสิ่งใดก็มักสมปรารถนา น ามาซึ่ง ความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งนี้ผู้บูชาก็ต้องตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีด้วยเช่นกัน
-63- ภาคตะวันออก จ.นครนายก (1 แห่ง) 1.วัดถ ้าพญานาค วัดมณีวงศ์ (เนื อหาโดยเว็บไซต์ https://travel.trueid.net) ที่อยู่ : อ.เมืองนครนายก จ.นครนายก (ภาพโดย : คุณประวัติ มุ่งเจริญรัตน์) ลักษณะเด่นความส้าคัญ พ ร ะ พุ ท ธ รู ป ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ที่ ตั้ งอยู่ ด้านบนของถ้้า คือ พระรัตนมณีมหา บาดาลภายในจะมีพญานาคทั้ง 4 ตระกูล และบริวารรวมแล้ว มากกว่า 1,000 องค์ ที่ถูกปั้นด้วยลายแกะสลักที่มีศิลปะอ่อนช้อย รวมทั้งมีรูปปั้นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังอยู่ภายในด้วยเช่นกัน จังหวัดปราจีนบุรี (1 แห่ง) 1.พุทธอุทยานหลวงปู่สด วังพญานาค 4 ตระกูล (เนื อหาและภาพโดยเว็บไซต์ https://travel.kapook.com) ที่อยู่ : อ.กบินทร์บุรีจ.ปราจีนบุรี ลักษณะเด่นความส้าคัญ "อุทยานพญานาค" หรือ "พุทธอุทยานหลวงปูสด วังพญานาค 4 ตระกูล" เป็นอุทยานที่มีความสวยงามและสงบ เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นเพียงที่นาเก่ารกร้างของ นายณรงค์เพียรผักแว่น หรือ "ช่างเอ๋" ช่างปั้นงานศิลปะฝีมือเอก แรกเริ่มได้นิมิตเห็นหลวงปู่สดลอยอยู่กลางบึงน้้า หลังจากนั้นไม่นานจึงได้ท้าการบูรณะที่นาแห่งนี้เสียใหม่และเริ่มท้า การปั้นรูปปั้นหลวงปู่สดประดิษฐานอยู่กลางบึงน้้า และต่อมาก็ได้สร้างพญานาคอีก 4 องค์อยู่ตรงบริเวณริมบึงน้้า ตามที่นิมิตอีกเช่นเดียวกัน
-64- จังหวัดสระแก้ว (1 แห่ง) 1.วังนาคาถ ้าพญานาค วัดเขาสิงโต (ภาพและข้อมูลโดยเว็บไซต์http://www.sakaeo.go.th) (ภาพโดยคุณประวัติ มุ่งเจริญรัตน์) ที่อยู่ : อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว ลักษณะเด่นความส้าคัญ เขาสิงโตเป็นภูเขาลูกเตี้ย ๆ อยู่ติด กับบริเวณวัดเขาสิงโตด้านทิศเหนือ สูงประมาณ 250 เมตร ด้านล่างมีถ้้า วังนาคา ด้านบนยอดเขามีรอยพระพุทธบาท พระครูประโชติสีหบร รพต เจ้าอาวาสวัดเขาสิงโต ได้ร่วมกับคณะกรรมการฯ ญาติโยม ก้านัน ผู้ใหญ่บ้านและนายกองค์การบริหารส่วนต้าบลบ้านแก้ง สร้าง เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้น โดยท้าบันไดทางขึ้นจนถึงยอดเขา และจัดท้า สกายวอร์ค (sky walk) บนยอดเขาซึ่งเป็นแห่งแรกของภาคและมี เจ้าหน้าที่ก้ากับดูแลความปลอดภัย ให้เข้าไปได้ครั้งละ 5 คนเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว จัดท้าโดย : นายพรพล ปั่นเจริญ