The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by STN117 STN117, 2020-05-28 04:21:04

ใบความรู้ (1)

ใบความรู้ (1)

ใบความรู้
บทที่ 5 เรอื่ ง การวจิ ยั อย่างง่าย

เรอื่ งท่ี 1 ความหมายความสาคญั การวิจัยอย่างง่ายกระบวนการและขนั้ ตอนของการดาเนนิ งาน

ความหมายและความสาคัญการวิจัยอยา่ งง่าย

1. ความหมายของการวิจัย การวิจยั เป็นกระบวนการแกป้ ัญหาโดยผ่านการวางแผนการรวบรวมขอ้ มูล
อย่างเป็นระบบการวิเคราะห์ข้อมูลและการตีความหมายข้อมูลหรืออาจกล่าวสรุปได้ว่าการวิจัยเป็นการ
แสวงหาคาตอบของปัญหาหรือข้อสงสัยต่างๆ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซ่ึงวิธีการดังกล่าวมีระบบมี
ข้ันตอนในการดาเนินงานที่จะไดค้ าตอบทู่ี ูกต้องและเช่ือูือได้

2. การวิจัยอย่างง่ายเป็นกระบวนการค้นหาองค์ความรู้หรือข้อค้นพบในการแก้ปัญหาหรือแนว
ทางการพัฒนางานท่ีมีกระบวนการไม่ซับซ้อนใช้เวลาไม่มากไม่จาเป็นต้องมีเอกสารอ้างอิงมากมายแต่เป็น
ปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึนจริงและสะท้อนความเป็นเหตุเป็นผลการเขียนรายงานวิจัยอาจเขียนในลักษณะส้ันๆไม่
ต้องมีบทคดั ยอ่

3. ความสาคญั การวิจยั อยา่ งงา่ ยการวิจยั อยา่ งง่ายมคี วามสาคญั ทั้งในส่วนของครผู ้สู อนและผเู้ รยี นดงั นี้
3.1 ความสาคญั ของการวจิ ยั อย่างงา่ ยทมี่ ตี ่อครู
1. ช่วยให้ครูเกิดการพัฒนาหลักสูตรและปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีมาตรฐาน

มากยง่ิ ขึ้น
2. ช่วยให้ครูเนน้ วธิ ีการพัฒนาหรอื ปรบั ปรุงการเรียนรขู้ องผ้เู รียนดว้ ยคาตอบที่พบ

จากการวจิ ัย
3.2 ความสาคญั ของการวิจัยอยา่ งง่ายทมี่ ตี อ่ ผเู้ รยี น
1. ช่วยให้เกิดแรงจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็นอยากเรียนและพัฒนา

พฤติกรรม
2. ผู้เรียนได้รับการช่วยเหลือและพฒั นาการเรยี นรอู้ ยา่ งเต็มศักยภาพ
3. เป็นการเพิ่มผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นและสรา้ งบรรยากาศการเรียนรขู้ องผู้เรยี น
4. กอ่ ใหเ้ กิดกระบวนการทางานเป็นทมี ของผ้เู รียนและครูผสู้ อน

กระบวนการและข้ันตอนการดาเนินงาน

การวิจยั

การวิจัยคือกระบวนการแก้ปัญหาที่มีขั้นตอนอย่างเป็นระบบน่าเช่ือูือและสามารูสร้างความรู้ใหม่
ใหเ้ กิดข้ึนในกระบวนการเรยี นการสอน

ขัน้ ตอนการทาวจิ ัยอยา่ งงา่ ย

ขน้ั ตอนการทาวจิ ัยอยา่ งงา่ ย มขี ้นั ตอนดงั น้ี
ข้ันตอนแรก มักจะเริ่มต้นจากผู้วิจัยอยากรู้อะไรมีปัญหาข้อสงสัยอะไรเป็นขั้นตอนการ

กาหนดคาูามวิจยั / ปญั หาวจิ ัย
ขั้นตอนที่สอง คือ การเขียนโครงการวิจัยซึ่งต้องเขียนก่อนการทาวิจัยจริงโดยเขียนให้

ครอบคลุมว่าจะทาวิจัยเร่ืองอะไร (ชื่อโครงการวิจัย) ทาไมจึงทาเรื่องน้ี (ความเป็นมาและความสาคัญ) อยากรู้
อะไรบ้างจากการวิจัย (วัตูุประสงค์ของการวิจัย) มีแนวทางข้ันตอนการดาเนินงานวิจัยอย่างไร (วิธีดาเนินการ
วิจัย) ระยะเวลาการวิจัยและแผนการดาเนินงาน (ปฏิทินปฏิบัติงาน) การวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์อย่างไร
(ประโยชน์ของการวจิ ยั หรือผลท่ีคาดว่าจะได้รบั )

ข้ันตอนทสี่ าม คือ การดาเนนิ งานวจิ ยั ตามแผนท่ีกาหนดไวใ้ นโครงการวิจัย
ขน้ั ตอนทสี่ ี่ คือ การเขียนรายงานการวิจัยสว่ นใหญ่ประกอบดว้ ยหวั ขอ้ ดังน้ี

1. ช่อื เรือ่ ง
2. ชื่อผู้วจิ ัย
3. ความเป็นมาของการวิจยั
4. วตั ูุประสงค์ของการวิจัย
5. วธิ ดี าเนินการวิจยั
6. ผลการวิจัย
7. ข้อเสนอแนะ
8. เอกสารอา้ งองิ (ู้ามี)
ข้ันตอนสุดท้าย คือ การเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อให้บุคคลหรือหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องนา
ผลงานวิจยั นนั้ ไปใช้ประโยชนต์ อ่ ไป
ผลทไี่ ด้จากการทาวิจัยนอกจากจะได้รับคาตอบท่ีตอ้ งการร้แู ล้วผู้วิจัยเองก็ได้ประโยชน์จากการทาวิจัย
คอื การเปน็ คนชา่ งคดิ ชา่ งสงั เกตศกึ ษาคน้ ควา้ หาความรูแ้ ละเขยี นเรยี บเรียงอยา่ งเป็นระบบ

ประโยชนใ์ นภาพรวมของการวจิ ัย

การวจิ ยั จะเกิดประโยชนใ์ นภาพรวมดงั น้ี
1. การวิจัยทาใหเ้ กดิ ความรู้ทางวชิ าการใหมๆ่
2. การวจิ ยั ช่วยให้เกดิ นวัตกรรมสิ่งประดษิ ฐ์แนวคดิ ใหมๆ่
3. การวจิ ัยชว่ ยตอบคาูามท่ีอยากรูใ้ ห้เข้าใจปญั หาและชว่ ยในการแกไ้ ขปญั หา
4. การวจิ ัยช่วยใหท้ ราบผลและขอ้ บกพรอ่ งจากการดาเนินงาน

เร่ืองที่ 2 สถิติงา่ ยๆเพื่อการวจิ ัย

สถติ ิ

ความหมายของสถิติหมายูึงข้อเท็จจริงท่ีเป็นตัวเลขที่เกิดจากการคานวณมาจากข้อมูลที่จัดเก็บจาก
สุ่มตวั อย่างได้แกค่ า่ ความู่คี ่ารอ้ ยละคา่ เฉลี่ย

1. ค่าความถ่ี (Frequency)
ความูี่ (Frequency) คือ การแจงนับจานวนของสิ่งที่เราต้องการศึกษาว่ามีจานวน

เท่าใดเช่นจานวนผู้เรียนในหอ้ งเรียนจานวนสงิ่ ของจานวนคนท่ีไปใช้สิทธ์ิเลือกตั้งตัวอย่างเช่นนกั ศึกษาในห้องมี
ท้งั หมด 30 คนต้องการทราบว่านกั ศกึ ษามอี าชพี รบั ราชการคา้ ขายเกษตรกรรมรับจ้างและอื่นๆกี่คนเป็นตน้

2. คา่ ร้อยละ (Percentage)
ร้อยละ (Percentage) เป็นสูิติท่ีใช้กันมากในงานวิจัยเพราะคานวณและทาความเข้าใจ

ไดง้ า่ ยนยิ มเรยี กวา่ เปอร์เซ็นใชส้ ญั ลักษณ์ % การใชส้ ูตรในการคานวณหาค่ารอ้ ยละ มดี ังน้ี
รอ้ ยละ = ตัวเลขที่ต้องการเปรียบเทียบคณู 100หาร จานวนเต็ม
3. คา่ เฉล่ีย (Mean)
คา่ เฉลีย่ (Mean) เปน็ การนาคา่ ของข้อมูลทั้งหมดมารวมกนั แลว้ หารด้วยจานวน

ข้อมลู ท่มี ีอยกู่ ารใช้สตู รในการคานวณหาค่าเฉล่ยี ได้ดว้ ยสตู รดังนี้
คา่ เฉลีย่ = ผลรวมของขอ้ มูลท้งั หมด หาร จานวนข้อมูลที่มอี ยู่

เรือ่ งที่ 3 การสร้างเครื่องมือการวจิ ยั

ในการดาเนินงานวจิ ัยมีความจาเป็นต้องรวบรวมข้อมูลเพ่ือนามาวิเคราะห์หาคาตอบตามวัตูุประสงค์
ของการวิจัยที่กาหนดการสร้างเครื่องมือการวิจัยเป็นส่ิงที่สาคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่ิงท่ีต้องการศึกษา
เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการวิจัยมีหลายประเภทแต่ไม่ว่าจะเป็นเครอ่ื งมอื การวิจัยแบบใดล้วนมีจุดม่งุ หมายเดยี วกันคือ
ตอ้ งการไดข้ ้อมูลท่ตี รงตามข้อเทจ็ จริงเพอื่ ทาใหผ้ ลงานวิจยั เชอ่ื ูือได้และเกิดประโยชนม์ ากทสี่ ุด

ประเภทของเคร่ืองมอื การวจิ ัย
ประเภทของเครอ่ื งมือการวิจยั ท่ีนยิ มใช้กันมากได้แก่แบบสอบูามแบบสมั ภาษณ์และแบบสงั เกต

แบบสอบถาม

แบบสอบูามเป็นเครื่องมือการวิจัยท่ีนิยมนามาใช้รวบรวมข้อมูลงานวิจัยเชิงปริมาณเช่นการวิจัยเชิง
สารวจการวจิ ยั เชงิ อธิบายเปน็ ตน้ แบบสอบูามมที ้งั แบบสอบถามปลายปดิ และแบบสอบถามปลายเปดิ

แบบสอบถามปลายปิด

แบบสอบถามปลายปิด เป็นแบบสอบูามท่ีระบุคาตอบไว้แล้วให้ผู้ตอบเลือกตอบหรืออาจให้เติมคา
หรอื ข้อความสั้นๆเทา่ นน้ั การสร้างแบบสอบูามมีขั้นตอนดังนี้

1. ศึกษาค้นคว้าข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับเร่ืองท่ีจะวิจัยและประชากรกลุ่มตัวอย่างท่ีศึกษาแล้วยกร่าง
แบบสอบูาม

2. นาไปให้ผมู้ คี วามรู้ช่วยตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะ
3. ปรบั ปรุงแก้ไขตามขอ้ เสนอแนะ
4. นาไปทดลองใช้ก่อนเพื่อความเชื่อม่ันว่ากลุ่มตัวอย่าง (กลุ่มเล็กๆไม่ต้องทุกคน) เข้าใจคาูามและ
วธิ ีการตอบคาูามแลว้ นาผลการทดลองมาปรบั ปรงุ แก้ไขอีกครัง้ ก่อนนาไปใชจ้ ริง
5. นาไปใช้เป็นเครือ่ งมอื เก็บรวบรวมข้อมลู กับกลุ่มตวั อย่างทงั้ หมด

แบบสอบถามปลายเปดิ

แบบสอบถามปลายเปิด เป็นแบบสอบูามที่ไม่ได้กาหนดคาตอบไว้โดยผู้ตอบเขียนคาตอบได้อย่าง
อสิ ระตามความเป็นจริงหรอื ตามความรคู้ วามเขา้ ใจของผตู้ อบ

แบบสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์เป็นการรวบรวมข้อมูลในลักษณะเผชิญหน้ากันระหว่างผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์
โดยผู้สัมภาษณ์เป็นผู้ซักูามและผู้ให้สัมภาษณ์เป็นผู้ให้ข้อมูลหรือตอบคาูามแบบสัมภาษณ์แบ่งเป็น 2 แบบ
คอื

1. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างคือผู้สัมภาษณ์ใช้คาูามปลายเปิดเป็นคาูามกว้างๆ
ปรบั เปล่ียนได้และแสดงความคิดเห็นไดอ้ ยา่ งอิสระ

2. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างโดยท่ีผู้สัมภาษณ์กาหนดประเด็นคาูามหรือรายการ
คาูามเรียงลาดบั ไว้แลว้ ก่อนทีจ่ ะสัมภาษณ์

แบบสังเกต

แบบสังเกตแบ่งเปน็ 2 แบบคือ
1. แบบสังเกตที่ไม่มีโครงร่างการสังเกตซ่ึงเป็นแบบที่ไม่ได้กาหนดเหตุการณ์พฤติกรรมหรือ

สูานการณ์ทีจ่ ะสงั เกตไวช้ ดั เจน
2. แบบสังเกตที่มีโครงร่างการสังเกตเป็นแบบท่ีกาหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะสังเกตอะไร

สงั เกตอย่างไรเมื่อใดและจะบนั ทึกผลการสงั เกตอยา่ งไร

เร่ืองที 4 การเขียนโครงการวจิ ยั อย่างงา่ ย

ความสาคญั ของโครงการวิจัย

โครงการวิจยั คือ แผนการดาเนนิ การวจิ ัยทีเ่ ขียนขึ้นกอ่ นการทาวิจัยจริงมีความสาคญั คอื เป็นแนวทาง
ในการดาเนินการวิจัยสาหรับผู้วิจัยเองและผู้เก่ียวข้องเช่นครูอาจารย์หรือผู้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเพ่ือให้
คาปรึกษาและติดตามความก้าวหน้าของการดาเนินงานวิจัยู้าจะเปรียบกับการสร้างบ้านท่ีต้ องมีแปลนหรือ
พิมพ์เขียวท่ีระบุรายละเอียดของการสร้างบ้านทุกข้ันตอนสาหรับเป็นเคร่ืองมือในการควบคุมกากับดูแลของ
เจ้าของบ้านหรือผู้รับเหมาเพื่อให้การสร้างบ้านเป็นไปตามแบบที่กาหนดโครงการวิจัยก็เปรียบเสมือนแปลน
หรอื พิมพ์เขียวเชน่ กันคอื เป็นแนวทางการดาเนินงานวจิ ัยให้เปน็ ไปตามแผนการวิจัยทก่ี าหนด

องค์ประกอบของโครงการวิจัย

โดยท่ัวไปโครงการวิจัยประกอบด้วยหัวข้อ 14 หัวข้อขึ้นอยู่กับข้อกาหนดของสูานศึกษาแหล่งทุน
หรอื ความตอ้ งการของผ้ใู หท้ าโครงการวจิ ยั และอาจมีจานวนหัวข้อมากกว่าหรอื น้อยกว่าก็ได้ดงั น้ี

1. ชือ่ โครงการวิจัย
2. ความเปน็ มาและความสาคัญ
3. วตั ูุประสงค์ของการวจิ ยั
4. ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะไดร้ บั
5. การศกึ ษาเอกสารท่เี กีย่ วข้อง
6. สมมุตฐิ านการวจิ ัย (ูา้ มี)
7. ขอบเขตการวจิ ัย
8. วธิ ดี าเนินการวิจัย
9. นยิ ามศัพท์
10. ระยะเวลาดาเนนิ การ
11. แผนการดาเนนิ การ
12. สูานทีท่ าการวจิ ยั
13. ทรพั ยากรและงบประมาณ
14. ประวัตผิ วู้ ิจยั /คณะวจิ ัย

การเขยี นโครงการวิจยั อยา่ งงา่ ย

สาหรับผู้ท่ีเริ่มเขียนโครงการวิจัยอาจจะทดลองเขียนโครงการวิจัยอย่างง่ายๆไม่จาเป็นต้องมีหัวข้อ
ครบท้งั 14 หวั ขอ้ แต่ต้องเขยี นให้ครอบคลมุ องคป์ ระกอบ 7 ข้อตอ่ ไปน้ี

1. ช่ือโครงการวิจัยช่ือโครงการวิจัยควรกะทัดรัดสื่อความหมายได้ชัดเจน มีความ
เฉพาะเจาะจงในสงิ่ ทศ่ี กึ ษา

2. ชือ่ ผวู้ ิจยั บอกชอ่ื ของผู้ทาวิจัย
3. ความเป็นมาและความสาคัญเขียนอธิบายให้เห็นความสาคัญของส่ิงที่ศึกษาเขียนให้ตรง
ประเด็นกระชับเปน็ เหตุเป็นผลมอี ้างอิงเอกสารทศี่ ึกษา (ู้ามี)
4. วัตูุประสงค์ของการวิจัยเขียนให้สอดคลองกับชื่อโครงการวิจัยครอบคลุมเรื่องท่ีศึกษา
เขยี นให้ชัดเจนอาจมขี อ้ เดียวหรือหลายขอ้ ก็ได้
5. วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั ระบูุ งึ วิธีการดาเนนิ การวจิ ยั

- ประชากรกลุ่มตัวอย่างสิง่ ท่ศี กึ ษาคืออะไรมีจานวนเท่าไร
- วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลระบุวิธีการเก็บการบันทึกข้อมูลระยะเวลาหรือช่วงเวลา
สูานท่ี
- เคร่ืองมอื วิจยั ระบุชนิดเคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นการรวบรวมขอ้ มลู เช่นแบบสอบูาม
แบบสัมภาษณ์แบบสารวจ
- การวิเคราะหข์ ้อมลู ระบวุ ิธกี ารวิเคราะหข์ ้อมลู สูิตทิ ี่ใช้
6. ปฏิทินปฏิบัติงานเขียนขั้นตอนการดาเนินการวิจัยโดยละเอียดและระยะเวลาการ
ดาเนนิ การแตล่ ะขนั้ ตอน
7. ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ บั เขียนเปน็ ขอ้ ๆูึงประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะเกดิ ขน้ึ จากการทาวจิ ัย

เรอ่ื งท่ี 5 ทักษะการวจิ ัยในอาชีพการเขยี นรายงานการวจิ ัยอยา่ งงา่ ยและการเผยแพรผ่ ลงานการวจิ ยั

ทักษะการวิจัยในอาชีพ

อาชีพ ในความหมายนี้ ไม่จาเป็นต้องเป็นอาชีพท่ีเกี่ยวข้องกับงานวิชาการเช่นครูนักวิทยาศาสตร์
เท่าน้ันทจี่ ะต้องทาวิจัยเพอื่ พัฒนางานทุกอาชีพสามารูนาการวจิ ัยไปชว่ ยในการพัฒนางานได้แมก้ ระทั่งคนงาน
กวาดูนนของเทศบาลพนกั งานขับรูเมล์หรือแมแ้ ตพ่ นักงานเสิร์ฟของภัตตาคาร เป็นตน้

ก่อนการตัดสินใจทาวิจัยในอาชีพผู้วิจัยต้องรู้ก่อนว่าการทางานอาชีพของตนเองมีปัญหาอะไรที่เป็น
ประเด็นข้อสงสัยและต้องการค้นหาคาตอบโดยมักเขียนอยู่ในรูปประโยคท่ีเป็นคาูามท่ีมีความเฉพาะเจาะจง
สามารูสงั เกตสารวจและศกึ ษาวิจัยได้

วธิ ีการทาให้ได้คาถามวิจยั งานอาชพี ที่ดี

วธิ กี ารทาให้ไดค้ าถามวจิ ัยงานอาชีพท่ดี ี การต้งั คาูามวิจัยทด่ี ไี ดต้ อ้ งอาศยั สง่ิ ต่อไปน้ี
1. ฝึกเป็นคนช่างสังเกต
2. สรา้ งนิสัยรกั การอ่านโดยเฉพาะการอ่านเน้อื หาสาระท่เี กยี่ วกบั ปัญหางานอาชีพ

และวธิ ีการแก้ไขปัญหา
3. ฝกึ ต้ังข้อสังเกตและตงั้ คาูามวจิ ัยลองทดลองตัง้ คาูามและคาดเดาคาตอบ
4. หาเวลาสะท้อนความคิดกับเพื่อนอย่างสม่าเสมอเพ่ือตรวจสอบความคิดของตนเอง

โดยเฉพาะความสมเหตุสมผลของคาูามวจิ ยั
5. การตั้งคาูามทดี่ ไี ม่ควรใชค้ าูามใช่/ไม่ใชแ่ ต่ควรใช้คาูาม “ทาไมอยา่ งไรอะไร”
6. มีความน่าสนใจเหมาะสมกับเหตุผลท่ีต้องการทาวิจัยเพ่ือช่วยในการแก้ปัญหาหรือพัฒนา

งาน
7. คาูามวิจัยน้ันสามารูจัดการให้อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้วิจัยได้และสามารูตัดสินใจ

ทาอะไรก็ไดต้ ามข้อค้นพบ
8. คาูามวจิ ัยนนั้ มีความเป็นไปได้ในการทาเหมาะสมกับเวลาทรพั ยากรในช่วงแรกควรคิดูึง

การทาวจิ ยั ในประเดน็ เลก็ ๆ (small scale) ซึง่ อยใู่ นวสิ ัยท่สี ามารูดาเนินการจนสาเรจ็
9. หลีกเลี่ยงปัญหาวจิ ัยที่ผ้วู ิจัยและผู้เก่ยี วข้องไมส่ ามารูทาอะไรได้แมว้ ่าจะทราบคาตอบ

การวิจัยในงานอาชีพมิใช่เป็นเพียงการค้นหาปัญหาและคาตอบเพียงอย่างเดยี วหากแตเ่ ป็นการวิจัยเพื่อพัฒนา
ได้ด้วยผู้วิจัยควรรู้ว่ามีความจาเป็นต้องพัฒนางานอย่างไรทาไมต้องพัฒนาแตู่้าไม่รู้ก็ควรวิจัยเพ่ือหาแนว
ทางการพัฒนาหรอื รูแ้ ลว้ ก็พัฒนาตามทรี่ ูแ้ ลว้ วิจัยเพ่ือประเมินผลการพัฒนาดว้ ยการทาวิจัยในอาชีพของตนเอง
ไม่ควรดาเนินการด้วยตนเองเพียงคนเดียวยกเว้นู้าอาชีพนั้นมีผู้ทาวิจัยเพียงคนเดียวควรอย่างยิ่งที่จะต้อง
ทางานเป็นทีมและทีมวิจัยต้องรับรูู้ึงสภาพปัญหาหรือความต้องการของงานในลักษณะของวัตูุประสงค์ของ
การวิจยั อย่างชัดเจนเพ่ือขับเคล่ือนการวจิ ัยได้ง่าย

องค์ประกอบในการเขียนรายงานการวิจัยอย่างง่าย

1. ชื่อเร่ือง
2. ชื่อผูว้ ิจยั
3. ความเป็นมาของการวจิ ยั
4. วัตูุประสงคข์ องการวจิ ัย
5. วธิ ีดาเนินการวิจยั
6. ผลการวจิ ยั
7. ขอ้ เสนอแนะ
8. เอกสารอา้ งอิง (ูา้ มี)

การเขียนรายงานการวิจยั อย่างง่าย

1. ชอ่ื เรอื่ ง
การเขียนชื่อเร่ืองควรเขียนให้กะทัดรัดตอบคาูามให้ได้ว่าใครทาอะไรกับใครการเขียนช่ือ

เรอ่ื งทสี่ ื่อความหมายชดั เจนจะทาใหเ้ ห็นประเด็นที่จะศึกษาอยู่ในช่ือเร่ือง
2. ช่อื ผู้วจิ ัย
ระบุชือ่ ผ้เู รียนซง่ึ เปน็ ผู้ทาการวิจยั พร้อมทัง้ สูานศึกษาทผี่ ู้เรยี นกาลงั ศึกษาอยู่
3. ความเปน็ มาของการวจิ ัย
การเขียนความเป็นมาของการวิจยั คือการระบุให้ผู้อา่ นได้ทราบว่าทาไมจึงต้องทางานวิจัยชิ้น

น้ีมีที่มาท่ีไปอย่างไรดังน้ันผู้วิจัยควรจะกล่าวูึงสภาพปัญหาหรือสภาพท่ีเป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งสภาพดังกล่าว
ก่อให้เกิดปัญหาอะไรบ้างหรือสภาพดังกล่าวู้าได้รับการปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีข้ึนกว่าที่เป็นอยู่จะก่อให้เกิด
ประโยชน์อะไรบ้างและใครคือผู้ได้รับประโยชน์ดังกล่าวมีแนวคิดอย่างไรในการแก้ปัญหาหรือแนวทางพัฒนา
ปรับปรุงและแนวคิดดังกล่าวได้มาอย่างไร (แนวคิดดังกล่าวอาจได้มาจากการศึกษาเอกสารหรือจาก
ประสบการณ์ตรงท่ีได้จากการสงั เกตการสมั ภาษณเ์ ป็นตน้ ) พรอ้ มระบแุ หล่งอา้ งองิ

4. วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
การเขียนวัตูุประสงค์ของการวิจัยเป็นการระบุให้ผู้อ่านได้ทราบว่างานวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัย

ตอ้ งการทาอะไรกับใครและจดุ หมายปลายทางหรือผลลพั ธ์สดุ ท้ายทีผ่ วู้ จิ ยั ตอ้ งการคอื อะไร

5. วธิ ีดาเนินการวจิ ยั
การเขยี นวธิ ดี าเนนิ การวจิ ัยควรครอบคลุมหัวขอ้ ดังต่อไปน้ี
5.1 กลุ่มเปา้ หมายทีต่ อ้ งการทาการวิจัยควรระบุใหช้ ัดเจนวา่ คอื ใคร
5.2 เคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการวิจัยควรระบุใหช้ ดั เจนวา่ การวจิ ยั คร้ังน้ีใช้เครอื่ งมืออะไรบ้าง

ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลหรอื แก้ไขปัญหาเช่นแบบสารวจการสมั ภาษณ์การสังเกตการจดบนั ทึกเปน็ ตน้
5.3 การเก็บรวบรวมข้อมูลควรระบุให้ชัดเจนว่าผู้วิจัยดาเนินการวิจัยและรวบรวม

ขอ้ มลู อย่างไร
5.4 การวิเคราะหข์ ้อมูลควรระบุใหช้ ัดเจนว่าผู้วิจัยวิเคราะห์ขอ้ มูลอย่างไรซ่ึงอาจเป็น

การวิเคราะห์ขอ้ มูลในเชิงปรมิ าณหรอื เชงิ คุณภาพก็ได้

6. ผลการวิจยั
การเขยี นผลการวจิ ัยผวู้ ิจยั ตอ้ งสะท้อนให้เหน็ ว่ากวา่ ท่จี ะบรรลุเปา้ หมายของการวิจยั น้ันผวู้ ิจัย

ตอ้ งดาเนินการท้งั หมดกี่รอบในแตล่ ะรอบมีการปรบั ปรุงเปล่ียนแปลงอะไรบา้ งและผลที่เกดิ ข้นึ เปน็ อย่างไร
7. ข้อเสนอแนะ
การเขียนข้อเสนอแนะต้องเป็นข้อเสนอแนะที่เป็นผลสืบเน่ืองจากข้อค้นพบของการวิจัยใน

ครั้งน้ี
8. เอกสารอา้ งอิง
เน้ือหาท่ีมีการนามากล่าวอ้างในรายงานการวิจัย ต้องนามาเขียนให้ปรากฏอยู่ใน

เอกสารอา้ งองิ

การเผยแพรผ่ ลงานวิจยั

เม่ือผู้วิจัยได้ดาเนินการวิจัยเสร็จส้ินเรียบร้อยแล้วผลการวิจัยท่ีเกิดข้ึนควรมีการเผยแพร่เพื่อให้
ผ้เู ก่ียวขอ้ งนาไปใช้ประโยชนไ์ ด้การเผยแพร่ผลงานการวิจัยทาได้หลายวธิ เี ชน่

1. นาเสนอในเวลาการพบกลุ่มหรอื ในทปี่ ระชุมตา่ งๆ
2. เขยี นลงวารสารต่างๆ
3. ตดิ บอรด์ ของสูานศึกษาบอร์ดนทิ รรศการ
4. สง่ รายงานการวิจยั ให้หนว่ ยงานต่าง


Click to View FlipBook Version