The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Mind Montita, 2023-02-09 02:43:46

ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (Occupational Thai Languahe Skills ) รหัสวิชา 30000-1101

1


ก คำนำ บริษัท สำนักพิมพ์เอมพันธ์ จำกัด ได้จัดทำหนังสือเรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (Occupational Thai Languahe Skills ) รหัสวิชา 30000-1101ขึ้น ตรงตามจุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วย 10 หน่วยการเรียนรู้ ดังนี้ 1. การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 2. การวิเคราะห์และประเมินค่าสารจากการฟังและการดู 3. การวิเคราะห์และประเมินค่าจากการอ่าน 4. การพูดนำเสนอข้อมูลทางวิชาชีพ 5. การพูดในงานอาชีพ 6. การพูดในโอกาสต่าง ๆ 7. การเขียนโครงการ 8. การเขียนเพื่อกิจธุระ 9. การเขียนรายงานการปฏิบัติงานเชิงวิชาชีพ 10. จรรยาบรรณในการใช้ภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หวังว่า หนังสือเรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (Occupational Thai Languahe Skills ) รหัส วิชา 30000-1101 เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและอาจารย์ผู้สอนได้ใช้เป็นเป็นแนวทางในการ จัดการเรียนการสอนตามอุดมการณ์และหลักการในการจัดการอาชีวศึกษา ใช้เป็นเกณฑ์การรับรองวิทย ฐานะและมาตรฐานการศึกษาตามแนวทางประกันคุณภาพการอาชีวศึกษา เน้นกระบวนการคิดอย่างมี คุณธรรมและจริยธรรม หากมีข้อเสนอแนะประการใด บริษัท สำนักพิมพ์เอมพันธ์ จำกัด ยินดีน้อมรับไว้ ด้วยความขอบคุณยิ่ง


ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข หน่วยที่ 1 การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 1 หน่วยที่ 2 การวิเคราะห์และประเมินค่าสารจากการฟังและการดู 2 หน่วยที่ 3 การวิเคราะห์และประเมินค่าจากการอ่าน 3 หน่วยที่4 การพูดนำเสนอข้อมูลทางวิชาชีพ 4 หน่วยที่ 5 การพูดในงานอาชีพ 5 หน่วยที่ 6 การพูดในโอกาสต่าง ๆ 6


1 หน่วยที่ 1 การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ความหมายของการสื่อสาร คำว่า การสื่อสาร (communications) มีที่มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า communis หมายถึง ความเหมือนกันหรือร่วมกัน การสื่อสาร (communication)หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่าง ๆ ที่อาจเป็นการพูด การเขียน สัญลักษณ์อื่นใด การแสดงหรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจจะใช้กระบวนการสื่อสาร ที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม หรือความจำเป็นของตนเองและคู่สื่อสาร โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดการ รับรู้ร่วมกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน บริบททางการสื่อสารที่เหมาะสมเป็น ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การ สื่อสารสัมฤทธิ์ผล บริบททางการสื่อสารความสำคัญของการสื่อสาร การสื่อสารมีความสำคัญดังนี้ 1. การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกเพศ ทุกวัย ไม่มีใครที่จะดำรงชีวิตได้ โดยปราศจากการสื่อสาร ทุกสาขาอาชีพก็ต้องใช้การสื่อสารในการปฏิบัติงาน การทำธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะ สังคมมนุษย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตลอดเวลา พัฒนาการทางสังคม จึงดำเนินไปพร้อม ๆ กับ พัฒนาการทางการสื่อสาร 2. การสื่อสารก่อให้เกิดการประสานสัมพันธ์กันระหว่างบุคคลและสังคม ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ อันดีระหว่างคนในสังคม ช่วยสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี สะท้อนให้เห็นภาพความเจริญรุ่งเรือง วิถีชีวิตของ ผู้คน ช่วยธำรงสังคมให้อยู่ร่วมกันเป็นปกติสุขและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 3. การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทั้งตัวบุคคลและสังคม การพัฒนาทาง สังคมในด้านคุณธรรม จริยธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ รวมทั้งศาสตร์ในการสื่อสาร จำเป็นต้อง พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และพัฒนาความ เจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ องค์ประกอบของการสื่อสาร องค์ประกอบที่สำคัญของการสื่อสาร มี 4 ประการ ดังนี้ 1. ผู้ส่งสาร (sender) หรือ แหล่งสาร (source) หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการ ส่งสาร หรือเป็นแหล่งกำเนิดสาร ที่เป็นผู้เริ่มต้นส่งสารด้วยการแปลสารนั้นให้อยู่ในรูปของสัญลักษณ์ที่มนุษย์ สร้างขึ้นแทนความคิด ได้แก่ ภาษาและอากัปกิริยาต่าง ๆ เพื่อสื่อสารความคิด ความรู้สึก ข่าวสาร ความ ต้องการและวัตถุประสงค์ของตนไปยังผู้รับสารด้วยวิธีการใด ๆ หรือส่งผ่านช่องทางใดก็ตาม จะโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น ผู้พูด ผู้เขียน กวี ศิลปิน นักจัดรายการวิทยุ โฆษกรัฐบาล องค์การ สถาบัน สถานี วิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ หน่วยงานของรัฐ บริษัท สถาบัน สื่อมวลชน เป็นต้น


2 หน่วยที่ 2 การวิเคราะห์และประเมินค่าสารจากการฟังและการดู พิจารณาประเภทของสารที่ฟังและดู 1. สารที่ให้ความรู้ สารที่ให้ความรู้บางครั้งก็เข้าใจง่าย แต่งบางครั้งที่เป็นเรื่องสลับซับซ้อนก็จะเข้าใจ ยาก ต้องใช้การพินิจพิเคราะห์อย่างลึกซึ้งและผู้พูดหรือผู้ส่งสารก็มีส่วนสำคัญ ถ้ามีความรู้ในเรื่องนั้นเป็นอย่างดี รู้วิธีเสนอก็จะเข้าใจได้ง่าย ตัวอย่างเช่น การฟังและการดูข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ การฟังและการดูเรื่องทางวิชาการ การฟังและดูเรื่อง เกี่ยวกับสาขาวิชาชีพที่ตนสนใจ 2. สารที่โน้มน้าวใจ สารที่โน้มน้าวใจเป็นสารที่เราพบเห็นประจำจากสื่อมวลชน จากการบอกเล่าจาก ปากหนึ่งไปสู่ปากหนึ่ง ซึ่งผู้ส่งสารอาจจะมีจุดมุ่งหมายหลายอย่างทั้งที่ดี และไม่ดี มีประโยชน์หรือให้โทษ ดังนั้นจึงต้องมีวิจารณญาณ คิดพิจารณาให้ดีกว่าสารนั้นเป็นไปในทางใด ตัวอย่างเช่น การฟังและการดูโฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ การเชิญชวนให้ร่วมกันทำกิจกรรมต่าง ๆ การ โต้วาที 3. สารที่สร้างความจรรโลงใจ ความจรรโลงใจ อาจได้จากเพลง ละคร ภาพยนตร์คำประพันธ์ สุนทร พจน์ บทความบางชนิด คำปราศรัย พระธรรมเทศนา โอวาท ฯลฯ เมื่อได้รับสารดังกล่าวแล้วจะเกิดความรู้สึก สบายใจ สุขใจ คลายเครียด เกิดจินตนาการมองเห็นภาพและเกิดความซาบซึ้ง สารจรรโลงใจจะช่วยยกระดับ จิตใจมนุษย์ให้สูงขึ้นประณีตขึ้น ตัวอย่างเช่น การฟังนิทาน การฟังเพลงการฟังเทศน์ การดูการ์ตูนหรือภาพยนตร์การฟังและการดู เรื่องที่ทำให้ตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต พิจารณาเนื้อหาของสาร ๑. สารที่ให้ความรู้ พิจารณาข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ความสมเหตุสมผล ความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา ๒. สารที่โน้มน้าวใจ พิจารณาความน่าสนใจ ความดึงดูดผู้ชม การกระตุ้นความต้องการของ กลุ่มเป้าหมาย ๓. สารที่ให้ความจรรโลงใจ พิจารณาความสอดคล้องของเนื้อร้องและทำนอง การนำเสนอแนวคิด กลวิธีการนำเสนอ โครงเรื่อง ตัวละคร พิจารณาการใช้ภาษา ๑. การใช้ถ้อยคำเพื่อสื่อความ ๒. การใช้วรรณศิลป์ การใช้โวหาร การใช้ภาพพจน์ พิจารณาแนวคิด ๑. การนำเสนอแนวคิดว่ามีประโยชน์อย่างไร จะนำไปปรับใช้ในชีวิตปะจำวันอย่างไร ๒. พิจารณา ไตร่ตรองว่าแนวคิดนั้นส่งผลหรือมีอิทธิพลอย่างไรลักษณะการฟังและการดูที่มี ประสิทธิภาพ


3 หน่วยที่ 3 การวิเคราะห์และประเมินค่าจากการอ่าน ความหมายของการวิเคราะห์และประเมิน วิเคราะห์หมายถึงพิเคราะห์,ใคร่ครวญ,แยกออกเป็นส่วน ๆ หรือแยกองค์ประกอบออกจากกัน สารหมายถึงเนื้อหา,เนื้อแท,แก่น,ความมีประโยชน์ การวิเคราะห์สารจึงหมายถึงการพิจารณาใครครวญสารด้วยความละเอียดรอบคอบและแยกแยะ ส่วนประกอบต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ประเมินหมายถึงคาดเอา,คะเนเอา,กะดู,กะประมาณ ค่าหมายถึงคุณประโยชน์,ราคา การประเมินค่าหมายถึงการพิจารณาว่าสารนั้นๆมีประโยชน์มากน้อยเพียงใดมีความเหมาะสมหรือไม่ น่าเชื่อเพียงใดควรตัดสินใจอย่างไร หลักการอ่านวิเคราะห์ การอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาหาความรู้และพัฒนาชีวิตซึ่งนอกจากจะทำให้เกิด ความรู้แล้วยัง ก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้แนวคิดใน การดำเนินชีวิต การอ่านจึงเป็นหัวใจของการศึกษาทุกระดับและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้เรื่องต่าง ๆ การอ่านที่ดีมีประสิทธิภาพ จะต้องอ่านแล้วจับใจความได้สรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านได้แต่การสำรวจ การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนพบว่า ปัญหาที่สำคัญในการอ่านของผู้เรียนคืออ่านแล้ว จับใจความสำคัญไม่ได้ ไม่สามารถสรุปประเด็นได้ ไม่สามารถแยกความรู้ ข้อเท็จจริงข้อคิดเห็นไม่สามารถแยก ใจความสำคัญกับใจความรองได้ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการอ่านเท่าที่ควรทั้งยังเป็นปัญหาอุปสรรคต่อ การเรียนรู้และการศึกษาวิชาต่างๆด้วย การอ่านจับใจความคือการอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจ ความสำคัญ และส่วนขยายใจความสำคัญของเรื่องใจความสำคัญของเรื่องคือข้อความที่มีสาระคลุมข้อความ อื่น ๆ ในย่อหน้านั้นหรือเรื่องนั้นทั้งหมด ข้อความอื่นๆ เป็นเพียงส่วนขยายใจความสำคัญเท่านั้น ข้อความหนึ่ง หรือตอนหนึ่งจะมีใจความสำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียว นอกนั้นเป็นใจความรอง คำว่าใจความสำคัญนี้ ผู้รู้ได้เรียก ไว้เป็นหลายอย่าง เช่น ข้อคิดสำคัญของเรื่อง แก่นของเรื่อง หรือ ความคิดหลักของเรื่องแต่จะเป็นอย่างไร ก็ตามใจความสำคัญก็คือสิ่งที่เป็นสาระที่สำคัญที่สุดของเรื่องนั่นเอง ใจความสำคัญส่วนมากจะมีลักษณะเป็น ประโยค ซึ่งอาจปรากฏอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของย่อหน้าก็ได้ จุดที่พบใจความสำคัญของเรื่องในแต่ละย่อหน้า มากที่สุดคือ ประโยคที่อยู่ตอนต้นย่อหน้า เพราะผู้เขียนมักบอกประเด็นสำคัญไว้ก่อนแล้วจึงขยายรายละเอียด ให้ชัดเจนรองลงมาคือประโยคตอนท้ายย่อหน้าโดยผู้เขียนจะบอกรายละเอียดหรือประเด็นย่อยก่อน แล้วจึง สรุปด้วยประโยคที่เป็นประเด็นไว้ภายหลังสำหรับจุดที่พบใจความสำคัญยากขึ้นก็คือ ประโยคตอนกลางย่อหน้า ซึ่งผู้อ่านจะต้องใช้ความสังเกตุและพิจารณาให้ดี ส่วนจุดที่หาใจความสำคัญยากที่สุดคือย่อหน้าที่ไม่มีประโยค ใจความสำคัญปรากฏชัดเจน อาจมีประโยค หรืออาจอยู่รวมๆกันในย่อหน้าก็ได้ ซึ่งผู้อ่านจะต้องสรุปออกมา


4 หน่วยที่4 การพูดนำเสนอข้อมูลทางวิชาชีพ ความหมายการนำเสนอข้อมูล การนำเสนอข้อมูล หมายถึง การนำข้อเท็จจริง ข้อมูล รายละเอียดต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมมาจัดให้เป็น ระเบียบ เพื่อมุ่งให้ผู้รับมองเห็นลักษณะสำคัญของข้อมูลเหล่านั้นและสามารถอ่านรายละเอียดหรือ เปรียบเทียบข้อเท็จจริง ข้อมูล รายละเอียดเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และตรงตามความต้องการของผู้ใช้ ข้อมูล (สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2559) ความสำคัญของการการนำเสนอข้อมูล ปัจจุบันการนำเสนอมีบทบาทสำคัญในทุกวงการทั้งหน่วยงานของรัฐ องค์การทางธุรกิจ เศรษฐกิจ การเมือง หรือวงการศึกษา ล้วนต้องใช้การนำเสนอเพื่อสื่อสารข้อมูลความเห็น ขออนุมัติหรือข้อสรุป ผลการ ดาเนินงานต่าง ๆ ผู้มีหน้าที่ที่ต้องติดต่อเกี่ยวข้องกับฝ่ายอื่น ๆ หรือบุคคลภายนอก เช่น แผนกประชาสัมพันธ์ หน่วยฝึกอบรมฝ่ายจัดการประชุม ตลอดจนหัวหน้างานทุกระดับจะต้องรู้จักวิธีการนาเสนอเพื่อนำไปใช้ในการ นำเสนอผลงาน แผนงาน โครงการและความคิดต่าง ๆ จุดมุ่งหมายในการนำเสนอข้อมูล การนำเสนอข้อมูลอาจเกิดจากจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายประการเพื่อให้ผู้รับสารเกิด ความเข้าใจ ดังนี้ 3.1 เพื่อนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาเสนอหรือเผยแพร่ให้ผู้สนใจทราบ หรือสามารถนำข้อมูลไปใช้ ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้ 3.2 เพื่อให้ผู้รับสารรับทราบความคิดเห็น หรือความต้องการของผู้นำเสนอ เช่นในการประชุมติดตาม ความก้าวหน้าของโครงการ คณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ นำเสนอขั้นตอน/ผลการปฏิบัติงาน หรือแสดงความ คิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงระบบการทำงาน 3.3 เพื่อให้ผู้รับสารพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นการลงมติในเรื่องต่าง ๆ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจะต้อง ชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง รายละเอียดให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบอย่างชัดเจนเพื่อประกอบการพิจารณา รูปแบบการนาเสนอข้อมูล การนาเสนอทาได้หลายรูปแบบ ซึ่งต้องพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของการนาเสนอ และความต้องการของผู้รับสาร โดยทั่วไปการนาเสนอข้อมูลอาจทำได้ ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ คือ 4.1 การนาเสนอข้อมูลอย่างไม่เป็นแบบแผน หมายถึง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่มีกฎเกณฑ์หรือแบบแผนที่แน่นอนตายตัวเป็นการอธิบายลักษณะของ ข้อมูลตามเนื้อหาข้อมูล การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบนี้ที่นิยมใช้มีสองวิธีคือการนำเสนอข้อมูลในรูปบทความ หรือความเรียง และการนาเสนอข้อมูลในรูปบทความกึ่งตาราง 4.2 การนาเสนอข้อมูลอย่างเป็นแบบแผน หมายถึง การนำเสนอข้อมูลที่มีกฎเกณฑ์ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กาหนดไว้เป็นแบบแผน การ นำเสนอข้อมูลประเภทนี้ที่นิยมคือ การนาเสนอข้อมูลในรูปตาราง การนำเสนอข้อมูลในรูปกราฟหรือแผนภูมิ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ ๒๕๕๙)


5 หน่วยที่ 5 การพูดในงานอาชีพ ความหมายของการการพูดในงานอาชีพ การพูดคือการสื่อความหมายของมนุษย์โดยการใช้เสียงและกิริยาท่าทางเป็นเครื่องถ่ายทอดความรู้ ความคิด และความรู้สึกจากผู้พูดไปสู่ผู้ฟังคำว่างานอาชีพคือการกระทำที่เป็นประโยชน์ไม่เบียดเบียนการ ทำหน้าที่การทำมาหากินเลี้ยงชีพโดยสุจริต ก่อให้เกิดผลผลิตและรายได้ เป็นที่ยอมรับของสังคม ความสำคัญของการพูดที่มีต่องานอาชีพ การพูดมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นอันมากไม่ว่าจะอยู่ที่ใดประกอบกับกิจการงานใดหรือคบหา สมาคมกับผู้ใด ผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจการงานการคบหาสมาคมกับผู้อื่นตลอดจนการทำประโยชน์แก่ สังคมล้วนแต่เป็นผู้ ที่มีประสิทธิภาพในการพูดทั้งสิ้นการพูดมีความสำคัญต่อตนเองเพราะถ้าผู้พูดมีศิลปะใน การพูดก็จะเป็นคุณแก่ตนเอง ส่วนในด้านสังคมนั้นเนื่องจากเราต้องคบหาสมาคมและพึ่งพาอาศัยกันการที่จะ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนั้นจำเป็นต้อง เป็นคนที่ “พูดดี” คือพูดไพเราะ น่าฟัง และพูดถูกต้องด้วย ลักษณะที่ดีของการพูดในงานอาชีพ การติดต่อสื่อสารในงานอาชีพการพูดความสำคัญมากและจำเป็นที่จะใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องหรือการ งาน ที่ต้องทำในขณะนั้นๆโดยมีเป้าหมายคือเป็นการพูดสื่อสารเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายและนำไปสู่ความสำเร็จ ในงานอาชีพการพูดที่ใช้สื่อสารกันในงานอาชีพควรมีลักษณะดังนี้ 1. ตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม 2. เหมาะสมกับโอกาสและสถานการณ์ 3. ถ่ายทอดได้ถูกต้องและรวดเร็ว 4. ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายกระชับชัดเจน 5. ดำเนินการเรื่องได้อย่างต่อเนื่อง 6. สร้างความน่าเชื่อถือและมีเหตุผล 7. ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าน่าสนใจ 8. เกิดความประทับใจเมื่อได้ฟัง


6 หน่วยที่ 6 การพูดในโอกาสต่าง ๆ การพูดในโอกาสต่าง ๆ การแสดงออกทางภาษาที่เราใช้ส่งสารกันเป็นปกติในชีวิตประจำวันก็คือ การพูด บางครั้งเป็น การสื่อสารทางเดียว เช่น การบรรยาย การกล่าวคำอวยพร การกล่าวสุนทรพจน์ หรือปาฐกถา บางครั้งเป็น การสื่อสารสองทาง มีการตอบโต้กันระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสาร เช่น การสนทนา การถามตอบ บ้างเป็น การพูดอย่างเป็นทางการ บ้างก็เป็นการพูดอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งวิธีการพูดในแต่ละโอกาสมีความแตกต่างกัน ทั้งสิ้น ทักษะการในพูดจึงเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ จึงจะสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่ว ในทุกสถานการณ์ ประเภทของการพูด 1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ คือ การพูดในชีวิตประจำวัน เช่น การสนทนาทั่ว ๆ ไป การพูด โทรศัพท์ การแนะนำตัว การซักถาม การตอบคำถาม แม้เป็นการพูดไม่เป็นทางการ แต่ผู้พูดก็ต้องใช้ภาษา อย่างสุภาพ เหมาะสมกับบุคคลและถูกกาลเทศะ 2. การพูดอย่างเป็นทางการ หมายถึง การพูดอย่างเป็นพิธีการในที่ประชุม หรือ การพูดต่อหน้าชุมชน ในโอกาสต่างๆ ต้องอาศัยความรู้ความสามารถและศิลปะในการพูด เช่น การปาฐกถา การอภิปราย การบรรยาย การกล่าวสุนทรพจน์ การกล่าวอวยพรเนื่องในงานมงคลต่าง ๆ วิธีการพูด จำแนกได้เป็น 5 แบบคือ 1. พูดแบบฉับพลัน คือ ไม่มีโอกาสหรือไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า ประสบการณ์ ความรู้ ความคิด และ ปฏิภาณไหวพริบ จะช่วยให้ผู้พูดพูดได้ดี ในชีวิตประจำวันเราอาจต้องพูดแบบนี้เสมอๆ เช่น ในการโต้ตอบบท สนทนา 2. พูดแบบอ่านจากร่างหรือต้นฉบับ วิธีนี้นิยมใช้แบบเป็นทางการ เช่น การกล่าวรายงาน แถลงการณ์ กล่าวเปิดงาน กล่าวปิดงาน กล่าวในพิธีการต่างๆ 3. การพูดแบบท่องจำ บางครั้งเราจำเป็นต้องจำข้อความบางอย่างไปใช้อ้างหรือใช้พูด เช่น โคลง กลอน บทกวีต่างๆ คำคม ภาษิต ตัวเลข หรือสถิติ 4. พูดจากความเข้าใจโดยมีการเตรียมตัวล่วงหน้า คือ การพูดจากความรู้ ความสามารถ ความรู้สึก ของผู้พูด และจะพูดได้ดียิ่งขึ้นถ้าได้มีการเตรียมตัวมาล่วงหน้า องค์ประกอบของการพูดในโอกาสต่าง ๆ การพูดในโอกาสต่าง ๆ เป็นการพูดที่ปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันตามสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งมี องค์ประกอบสำคัญที่ผู้พูดจะต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ


7 1. กาลเทศะ แปลว่า เวลาและสถานที่ จะพูดในเวลาใด โอกาสใด เช่น ระหว่างการรับประทานอาหาร การนั่งฟังบรรยาย และสถานที่ไหน เช่น ในห้องประชุม ในห้องรับแขก ในห้องเรียน เป็นต้น 2. สัมพันธภาพ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง เช่น เพื่อนกับเพื่อนที่มีความสนิทสนม พนักงานกับนายจ้าง ครูกับศิษย์ ประชาชนผู้มาติดต่อราชการกับเจ้าหน้าที่ ฯลฯ สังคมได้กำหนดความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลไว้แล้ว ตามครรลองของวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณี 3. จุดมุ่งหมายของการพูด หมายถึง เจตนาในการพูดทั้งของผู้พูดและผู้ฟัง เช่น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ ถูกต้อง เพื่อหาข้อมูลและวิธีการในการปฏิบัติ เพื่อโน้มน้าวใจ เพื่อให้เกิดการคล้อยตาม เพื่อให้เกิดความสบาย ใจ อบอุ่นใจ หรือเพื่อให้เกิดกำลังใจ 4. เนื้อหาของการพูด หมายถึง สารที่ผู้พูดและผู้ฟังพูดโต้ตอบกัน เนื้อหาของการพูดควรจะมีความ ต่อเนื่อง หากเป็นการพูดต่อสาธารณชน นอกจากความต่อเนื่องแล้ว ควรจะมีความกระจ่างชัดเจน ความ ถูกต้องด้านการใช้ภาษา และการเรียงลำดับความที่ดี 5. โอกาสพิเศษ หมายถึง เหตุการณ์พิเศษที่ทำให้เกิดการพูดนั้นๆ โดยมักจะเกี่ยวพันกับกาลเทศะ เช่น การกล่าวอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ การกล่าวอวยพรคู่บ่าวสาวในงานสมรส การกล่าวขอบคุณวิทยากร 6. มารยาท หมายถึง แนวทางในการแสดงออกของพฤติกรรมการพูด เช่น ในการกล่าวขอบคุณ วิทยากรซึ่งเชิญมาบรรยาย แม้ว่าการบรรยายจะน่าเบื่อหน่ายอยู่บ้าง ผู้กล่าวขอบคุณก็ไม่ควรพูดตำหนิ เย้ยหยัน ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ควรกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ เป็นต้น


Click to View FlipBook Version