The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย ทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Poonsak Wandee, 2022-09-12 03:49:24

วิจัย เซปักตะกร้อ

วิจัย ทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ

1

วจิ ัยในช้ันเรยี น
การพัฒนาทักษะการเลน่ ลกู ตะกรอ้ ดว้ ยศรี ษะ

ของนักเรียนชันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3

ผ้วู ิจยั
นายพนู ศกั ด์ิ วนั ดี

ตำแหนง่ ครู

โรงเรยี นดอนเสียวแดงพิทยาคม
อำเภอนาหว้า จงั หวดั นครพนม
สำนกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษานครพนม

ก2

กติ ิกรรมประกาศ

การวิจัยครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปทุมพร ศรีอิสาณ
อาจารยป์ ระจำรายวิชาการวิจยั ในชั้นเรียนทใ่ี ห้คำปรึกษาแนะแนวทางท่ีถูกต้อง ซงึ่ ทำใหผ้ ู้วิจัยได้รับแนวทาง
ในการศกึ ษาค้นคว้าหาความรู้และประสบการณอ์ ย่างกว้างขวางในวิจัยครง้ั นี้ อันเป็นส่ิงท่ีผู้วิจัยรู้ซาบซึ้งเป็น
อยา่ งยง่ิ ผู้วจิ ยั ขอกราบขอบพระคุณเปน็ อยา่ งสูงไว้ ณ โอกาสน้ี

ขอขอบคุณ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนดอนเสียวแดงพทิ ยาคมทีไ่ ด้ให้ความอนุเคราะห์
เป็นประชากรกลุ่มตวั อยา่ งทใ่ี ช้ในการวจิ ยั ในคร้งั น้ีและใหค้ วามร่วมมือในการดำเนินงานวจิ ยั การเกบ็ รวบรวม
ขอ้ มลู ท่ใี ชใ้ นครั้งนี้

พนู ศักด์ิ วันดี

วจิ ัยในชัน้ เรยี น เรอื่ ง ข3

ผวู้ จิ ยั การพฒั นาทกั ษะการเลน่ ลกู ตะกรอ้ ดว้ ยศรี ษะของนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3
ปกี ารศกึ ษา โรงเรียนดอนเสยี วแดงพทิ ยาคม อำเภอนาหวา้ จังหวัดนครพนม
นายพูนศกั ด์ิ วันดี
2564

บทคดั ยอ่

จากการพัฒนาทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่
2/2563 โรงเรียนดอนเสยี วแดงพทิ ยาคม อำเภอนาหวา้ จังหวัดนครพนม ครั้งนี้มวี ัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1)
เพื่อพัฒนาทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อำเภอท่าอุเทน จังหวัด
นครพนม และ 2) เพือ่ เปรียบเทียบความสามารถการเล่นลูกตะกร้อด้วยศรี ษะ ก่อนการฝกึ และหลังฝึก กลุ่ม
ตัวอยา่ งที่ใชใ้ นการวจิ ัยในคร้งั นี้ ได้แก่ นกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ที่กำลงั ศึกษาภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา
2563 โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม จำนวน 18 ผู้วิจัยสามารถสรุป
ผลการวิจยั ท่ีสำคัญได้ดังตอ่ ไปน้ี

1. การทดสอบทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะก่อนการฝึกมีคะแนนต่ำสุด 2 คะแนน คะแนน
สงู สุด 4 คะแนน และหลงั ฝึกมคี ะแนนต่ำสุด 4 คะแนน และคะแนนสูงสดุ 8 คะแนน ตามลำดับ การทดสอบ
ก่อนเรียนมีค่าเฉลีย่ 2.75 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.75 และการทดสอบหลังเรียน มีค่าเฉลี่ย 6.00
คะแนน ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน 1.23

2. จากการศึกษาการพัฒนาทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 การ
ทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ 0.05

สารบัญ 4


เรื่อง หน้า

บทท่ี 1 บทนำ ....................................................................................................................... 1
ปญั หาและความสำคัญของปญั หา..................................................................................... 1
วัตถุประสงค์ในการวิจัย .................................................................................................... 2
ความสำคญั ของการวิจัย ................................................................................................. 2
สมมตฐิ านของการวิจัย ..................................................................................................... 2
ขอบเขตของการวิจยั ........................................................................................................ 2
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ ............................................................................................................. 3
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย ................................................................................................. 4

บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กยี่ วขอ้ ง ................................................................................. 5
ความรู้ทวั่ ไปเก่ียวกบั กีฬาเซปักตะกรอ้ .............................................................................. 5
ทกั ษะการเลน่ ตะกร้อดว้ ยศรี ษะ……………………………………………………………….…….………. 7
งานวิจัยทีเ่ ก่ยี วข้อง ........................................................................................................... 11

บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนินการวิจยั ...................................................................................................... 14
กลุ่มประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง…………………………………………………………………………...… 14
เครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการวิจยั ……………………………………………………………………………………..…. 14
วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู …………………………………………………………………………………….… 15
สถิตทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู .......................................................................................... 15

บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ............................................................................................... 17
ลำดับขน้ั ตอนในการนำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล.......................................................... 17
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล....................................................................................................... 17

บทท่ี 5 สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ ....................................................................... 19
สรปุ ผล……………………………………………………………………………………………..…………………. 19
อภปิ รายผล…………………………………………………………………………………….…………………… 19
ขอ้ เสนอแนะ…………………………………………………………………………………….…………………. 20

บรรณานุกรม ......................................................................................................................... 21
ภาคผนวก .............................................................................................................................. 22
ประวัตผิ ู้วจิ ยั .......................................................................................................................... 31

ง5

สารบญั ตาราง

ตาราง หนา้

1 แบบทดสอบท่ี 1 ทกั ษะการเล่นลูกตะกร้อดว้ ยศีรษะ ครง้ั ที่ 1 14
2 แบบทดสอบท่ี 2 ทักษะการเลน่ ลกู ตะกรอ้ ดว้ ยศรี ษะ คร้งั ท่ี 2 14
3 ตารางท่ี 1 แสดงผลคะแนนกอ่ นการฝึกและหลังการพัฒนาทกั ษะ 17
18
การเล่นลูกตะกร้อดว้ ยศรี ษะ
4 ตารางท่ี 2 แสดงผลคะแนนค่าเฉลยี่ (×̅ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. 18

ของคะแนนการทดสอบทักษะการเลน่ ลูกตะกร้อด้วยศรี ษะ
5 ตารางที่ 3 แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการเลน่ ลกู ตะกรอ้

ดว้ ยศรี ษะของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 1/1 กอ่ นและหลังการฝึก คะแนนคา่ เฉล่ียและ
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน S.D. ของคะแนนการทดสอบทักษะการเล่นลกู ตะกรอ้ ดว้ ยศีรษะ

6

บทที่ 1

บทนำ

ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา

การปฏิรูปการเรียนรู้เป็นหัวใจ การปฏิรปู การศกึ ษา ความสำคัญของการปฏริ ปู การศึกษาขึน้ อย่กู บั
ความสามารถ ในการพฒั นาการเรียนรู้ไปสู่ผู้เรียนโดยมุ่งเนน้ ผู้เรยี นเปน็ สำคัญมุ่งฝึกทกั ษะและกระบวนการ
การจัดกจิ กรรมให้ผู้เรียนไดเ้ รยี นรจู้ ากการปฏิบัติจรงิ ให้ทำได้ ทำเป็น มที ักษะกล้าแสดงออก และนำไปใช้ใน
ชีวิตประจำวันได้ การจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมา นักเรียนเรียนแล้วไม่สามารถปฏิบัตติ ามวัตถปุ ระสงคท์ ี่
กำหนดได้ ไม่กล้าแสดงออกในการที่จะเรียนให้เกดิ ทักษะ ให้เกิดความเข้าใจเวลาเรียน ครูต้องคอยทำให้ดู
เป็นแบบและคอยสั่งใหท้ ำอยูเ่ สมอ จึงเป็นปัญหาการเรียนทักษะทางกีฬาของนักเรียนเสมอมา เมื่อเรียนจบ
สอบแล้วกไ็ ม่สามารถนำไปปฏิบัติในการเล่น และใชใ้ นการออกกำลงั กายในชวี ิตประจำวนั ได้ ทำให้เกิดความ
สูญเปลา่ ในการจัดการเรียนการสอนจึงจำเป็นตอ้ งหาวธิ ีจดั การเรียนให้นกั เรียนเกิดทกั ษะ เรียนแล้วสามารถ
จดจำและนำไปใช้ในชวี ิตจริงได้

กีฬาเซปักตะกร้อเป็นกีฬาสากลที่ได้รับความนิยมอย่างแพรห่ ลาย และจัดให้มีการเรยี นการสอนใน
หลกั สตู รการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ซง่ึ การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้การสอนทกั ษะกฬี านน้ั วิธีสอน
เป็นส่วนช่วยที่สำคัญยิ่งส่วนหนึ่งของการศึกษา เป็นกระบวนการของการให้การศึกษาซึ่งผู้สอนจัดให้แก่
ผู้เรียนเพื่อจะให้เรียนรู้โดยสะดวก ถ้าผู้สอนรู้จักวิธีการสอนที่ดีและเหมาะสมแล้ว ย่อมทำให้นักเรยี นได้รบั
ความรู้ความเข้าใจในบทเรียนมีทักษะและความชำนาญในวิชาการเรียนรู้นั้น มีเจตคติที่ดีต่อสิ่งที่เรียน มี
ความสามารถนำสิ่งที่ไปใช้ได้สามารถนำความรู้ไปแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันได้ และสามารถนำความรู้ไป
ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมต่อไปได้จงึ ถอื ได้ว่าวิธสี อนมีความหมายและสำคัญต่อผู้เรียนและครเู ป็นผู้มีบทบาท
สำคัญอยา่ งมากในฐานะที่เปน็ ผู้เลือกวิธีสอนในกระบวนการเรียนร้กู ารสอนครูจะเปน็ ผู้ท่ีมีบทบาทสำคัญท่ีจะ
ช่วยให้นักเรียนมีการเรียนรู้เพราะนอกจากจะเป็นผู้เลือกวิธีสอนแล้วครูแต่ละคนจะมีบทบาทการสอน
แตกต่างกันไปทั้งนจี้ ะข้นึ อยกู่ ับบุคลกิ ภาพ ความรู้ ปรัชญา ความเชอื่ และวตั ถุประสงคส์ ว่ นตัวแบบการสอนนี้
มคี วามแตกต่างกนั กับวธิ ีการสอนก็จริงแต่ทั้งสองอยา่ งนี้เก่ียวข้องและช่วยสนบั สนนุ ซ่งึ กันและกันการเรียนรู้
ทกั ษะเป็นสิง่ จำเป็นและสำคัญยงิ่ อย่างหนึง่ ในการเรยี นวิชาพลศกึ ษา (จรวย แกน่ คงคำ. 2529:41)

จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาเซปักตะกร้อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอนาหว้า จงั หวัดนครพนม ทก่ี ำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนท่ี 1ปกี ารศกึ ษา
2562 พบวา่ นักเรยี นบางสว่ นมีปัญหาเกี่ยวกับทักษะการเลน่ ลกู ตะกร้อด้วยศรี ษะ อาจมีสาเหตุมาจากผู้เรียน
มีความแตกต่างทางด้านร่างกายและสตปิ ัญญา นักเรียนขาดการปูทักษะพ้ืนฐานมากอ่ น ผู้วิจัยจึงต้องศึกษา
เรื่องหลักการใช้แบบฝึกทักษะที่มีผลต่อทักษะทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะมาใช้กับนักเรียน
กลมุ่ เป้าหมาย เพ่อื นำผลการวิจัยมาพฒั นาผู้เรียนให้มีพฒั นาการด้านร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ สงั คม และเป็น

7

การพัฒนาการจัดการศึกษาของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอท่าอุ
เทน จงั หวดั นครพนม ให้มคี ณุ ภาพยง่ิ ขน้ึ ต่อไป

วัตถปุ ระสงคใ์ นการวิจยั

1. เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3
โรงเรียนดอนเสยี วแดงพทิ ยาคม อำเภอนาหวา้ จังหวัดนครพนม

2. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเซปักตะกร้อ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม
แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนดอนเสียวแดงพทิ ยาคม อำเภอนาหวา้ จงั หวดั นครพนม

ความสำคญั ของการวิจยั

1. เป็นการพัฒนาทักษะการเลน่ ลูกตะกร้อดว้ ยศรี ษะ วิชาเซปกั ตะกร้อ พ23102 กลุ่มสาระการเรียนรู้
สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอนาหว้า
จังหวัดนครพนม

2. เป็นแนวทางสำหรบั ครใู นการนำนวตั กรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา โดยเฉพาะวธิ กี ารสอนตาม
แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาเซปกั ตะกร้อ มาพัฒนาการเรยี นการสอนในเรือ่ งอน่ื ๆ ให้มีประสิทธิภาพยง่ิ ข้นึ

3. เป็นแนวทางการศกึ ษาเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการเล่นตะกรอ้ ด้วยศีรษะ และนวัตกรรมอื่นๆ ใน
เนอื้ หาและวชิ าในระดับชัน้ ต่างๆ ตอ่ ไป

สมมตฐิ านในการวิจยั

1. ผลของการฝึกการพัฒนาทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรยี นดอนเสยี วแดงพิทยาคม อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม หลังการใช้แบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนการใช้
แบบฝึกทกั ษะ

2. ผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาเซปักตะกร้อ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้
สำหรับนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดอนเสยี วแดงพทิ ยาคม มคี ะแนนหลังเรียนสูงขน้ึ

ขอบเขตของการวจิ ัย

การวิจยั ในคร้งั น้ี ผู้วิจัยไดจ้ ำกัดขอบเขต ไวด้ งั นี้
1. ประชากร
ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ครัง้ นี้ ได้แก่ นกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ท่ีกำลงั ศึกษาอยใู่ นภาค

เรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรยี นดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม จำนวน 1
หอ้ งเรียน รวมนักเรยี นทัง้ หมด 25 คน

8

2. กลุม่ ตัวอยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างทใี่ ชใ้ นการวิจัยครั้งนี้คอื นกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาค

เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรยี นดอนเสยี วแดงพิทยาคม อำเภอนาหวา้ จงั หวดั นครพนม จำนวน 18 คน
โดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

3. ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วย
ศีรษะ ตามรายวชิ าเซปักตะกรอ้ ทีก่ ำหนดกิจกรรมการเรยี นรู้ขึ้นตามหลักสูตรแกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้
สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา โรงเรียนดอนเสยี วแดงพิทยาคม

4. ตัวแปรท่ีศกึ ษา มีดงั นี้ คอื
4.1 ตัวแปรอิสระ คือ วิธีการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ ตาม

แผนการจัดการเรยี นรู้ตามรายวิชาเซปกั ตะกร้อ กลมุ่ สาระการเรียนรู้สขุ ศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียน
ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรยี นดอนเสยี วแดงพทิ ยาคม

4.2 ตัวแปรตาม คือ ทกั ษะการเล่นลูกตะกรอ้ ด้วยศีรษะและผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น โดยใช้
แบบฝึกทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ ตามรายวิชาเซปักตะกร้อ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนดอนเสยี วแดงพทิ ยาคม

ประโยชนท์ ีไ่ ด้รบั

1. เพื่อทำให้ทราบถึงผลสัมฤทธิ์ในการเล่นลูกตะกร้อดว้ ยศีรษะ และสามารถนำไปใช้ในการพฒั นา
ผเู้ รียนให้มที ักษะการเล่นลกู ตะกรอ้ ด้วยศีรษะให้พัฒนาดขี น้ึ ตอ่ ไป

2. เพื่อเป็นแนวทางให้ครูปรับปรุงการเรียนการสอนทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะให้มี
ประสทิ ธิภาพดียง่ิ ขึน้

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ

1. ลูกตะกร้อ หมายถึง ลูกทรงกลมทำด้วยใยสงเคราะห์มี 12 รู เส้นรอบวงไม่น้อยกว่า 42
เซนตเิ มตร ไม่มากกว่า 44 เซนตเิ มตร นำ้ หนักไมน่ ้อยกว่า 170 กรัมและไมเ่ กิน 180 กรัม

2. การเล่นตะกร้อด้วยศีรษะ หมายถึง ทักษะพื้นฐานที่มีความสำคัญสำหรับการเล่นกีฬาเซปัก
ตะกรอ้ เป็นอยา่ งมาก นิยมใชใ้ นการเปิดลูกเสริ ฟ์ การรกุ ด้วยศีรษะ (การเขก) การรบั การสง่ การชงลูก หรือ
การตั้งลูกตะกร้อ และการสกัดกัน้ หรือการบลอ็ กลูกจากการรุกของฝ่ายตรงข้าม ผู้เล่นจะต้องฝึกหัดการเลน่
ตะกรอ้ ดว้ ยศีรษะได้หลายๆ ลกั ษณะ โดยเฉพาะผเู้ ล่นตำแหน่งหน้าซา้ ยและหน้าขวา จะต้องเล่นตะกร้อด้วย
ศีรษะไดเ้ ปน็ อย่างดี

3. แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ กลุ่ม
สาระการเรียนรูส้ ุขศกึ ษาและพลศึกษา สำหรบั นกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรียนดอนเสยี วแดงพิทยาคม
ท่จี ัดทำขึ้น

9

4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่นักเรียนได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน ทผ่ี ู้วิจัยสร้างข้นึ

5. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 18 คน ที่กำลังศกึ ษาในรายวิชาเซปัก
ตะกร้อ พ23102 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอนาหว้า จังหวัด
นครพนม

6. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้
ศึกษาสร้างขึ้นโดยผ่านการวิเคราะห์คณุ ภาพแล้ว ใช้วัดความรูค้ วามสามารถของนักเรียนก่อนเรียนและหลงั
เรยี น

กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

การศึกษาเรื่อง การพัฒนาทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอนาหว้า จงั หวัดนครพนม ที่ผวู้ ิจยั ศึกษามกี รอบแนวคิดในการวจิ ยั ดังน้ี

ตัวแปรอิสระ ตวั แปรตาม

วธิ กี ารสอนทักษะการเลน่ ลกู ตะกรอ้ ด้วย ทกั ษะการเลน่ ลกู ตะกร้อดว้ ยศรี ษะ
ศีรษะของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 3

ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย

5

บทท่ี 2

เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้อง

การวจิ ยั ในช้นั เรยี น เร่อื งการพฒั นาทกั ษะการเล่นลูกตะกรอ้ ด้วยศรี ษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีท่ี 3 โรงเรยี นดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอนาหวา้ จงั หวดั นครพนม ผู้วจิ ยั ได้ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยท่ี
เกี่ยวข้อง ดงั นี้

1. ความรเู้ ก่ยี วกบั ทักษะกีฬาเซปักตะกรอ้
2. ทักษะการเล่นลูกตะกรอ้ ดว้ ยศีรษะ
3. ความสำคัญและประโยชนข์ องการเลน่ กีฬาเซปักตะกร้อ
4. งานวจิ ยั ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง

4.1 งานวจิ ัยในประเทศ
4.2 งานวิจัยต่างประเทศ

1. ความรทู้ ่ัวไปเก่ยี วกับทักษะกีฬาเซปกั ตะกรอ้

คำว่า “ตะกร้อ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพุทธศักราช 2525 ได้ให้คำนิยามไว้ว่า
“ลกู กลมสานดว้ ยหวายเป็นตาสำหรบั เตะ” นอกจากนี้ ฟอง เกดิ แกว้ (2521 : 333) กลา่ ววา่ “กีฬาตะกรอ้ ”
หมายถงึ การเลน่ ชนิดหนงึ่ สานด้วยหวายสำหรบั เตะเล่นบา้ ง บางอย่างทำดว้ ยหนังปกั พู่ขนไก่

“ตะกรอ้ ” ยงั มคี วามหมายมากกว่าของเตะเล่น โดยปรากฏในพจนานุกรมอกี วา่ เปน็ “เครือ่ งมอื สอย
ผลไม้ด้ามยาวๆ รปู รี ทำดว้ ยไม้เป็นซี่ หรือเครื่องสานรูปทรงกระบอกสำหรับใสไ่ ว้ในกระถางยาดองและกะปิ
เพ่อื กันเอาแตน่ ้ำ”

กีฬาเซปักตะกร้อเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่นิยมเล่นกันในหมู่นักเรียน นักศึกษา แม้กระทั่งกรรมกร ผู้ใช้
แรงงานกย็ ังเลน่ เซปักตะกร้อ นอกจากน้กี ีฬาเซปักตะกร้อยงั ไดร้ ับความนยิ มแพร่หลายไปยังต่างประเทศแถบ
เอเชียตะวันออกเฉียงใตแ้ ละไดข้ ยายความนิยมไปถงึ ทวีปยุโรป เน่ืองจากกฬี าเซปักตะกรอ้ เปน็ กีฬาที่นิยมเล่น
กันง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนใดๆ โดยในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อนั้นๆ จะมีผู้เล่นข้างละ 3 คน อยู่ในแดนของ
ตนเอง โดยมีตาข่ายซึ่งอยู่กลางสนามเป็นเส้นแบ่งเขตแดนให้ผู้เลน่ ทั้งสองฝ่ายพยายามโต้ลูกตะกรอ้ ใหไ้ ปยัง
แดนฝั่งตรงข้ามให้ได้โดยอาจใช้ข้างเท้าด้านใน ศีรษะโหม่งหรือส่วนใดก็ได้ที่ไม่ผิดกติกา โดยที่ผู้เล่นทุกคน
สามารถเลน่ ลูกตะกร้อติดต่อกนั 3 ครง้ั กไ็ ด้

ในการเล่นกีฬาเซปักตะกรอ้ นั้นตามกติกาสากลจะใช้ขนาดสนามกว้าง x ยาว คือ 20 ฟุต x 44 ฟุต
โดยมีตาขา่ ยสงู 1.55 เมตร ในระดับประชาชน สว่ นในระดับนกั เรียนปัจจุบันลดลงมาเหลือ 1.45 เมตร โดยมี
การแขง่ ขันในแตล่ ะเซ็ตคือ 15 ลกู ใครถึง 15 ลกู กอ่ นจะเป็นฝา่ ยชนะ การแข่งขนั จะแขง่ ขนั 2 ใน 3 เกม ใคร
ได้ 2 เกมก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ ในแตล่ ะเซต็ จะไม่มกี ารดิวส์เหมอื นวอลเล่ย์บอล ถา้ มีผลแพช้ นะคนละเซ็ตจะ
ทำการแข่งขันในเซ็ตที่ 3 ซึ่งเรียก เซ็ตไทเบรค โดยในเซ็ตที่ 3 จะเป็นการแข่งขันเพียง 6 ลูกเท่าน้ันไม่มี
การดวิ ส์ ใครถงึ 3 ลกู กอ่ นจะมีการเปลยี่ นแดนแลว้ แขง่ ขันไปจนครบ 6 ลูก จงึ จะมผี ลแพช้ นะ

6

การเล่นตะกร้อเป็นการฝึกให้เกิดความคล่องแคล่ว ว่องไว ปราดเปรียว เพราะต้องระมัดระวังตัว
เตรียมพร้อมที่จะเข้าเล่นลูกในลักษณะต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และการเคลื่อนไหวก็ต้องกระทำด้วยความ
รวดเร็ว และในท่าทางที่กระฉับกระเฉง เพื่อให้ทันกับจงั หวะที่จะเล่นลูก การเคลื่อนไหวก็เปน็ ไปทุกทิศทาง
จะช้าหรือเร็วก็แล้วแต่จังหวะของลูกและลีลาของผู้เล่น และยังเป็นการฝึกให้เป็นผู้มีอารมณ์เยือกเย็นสุขุม
รอบคอบ เพราะการเล่นหรือการเตะลูกแต่ละครั้ง จะต้องอาศัยความแน่วแน่สำรวมจิตใจไปสู่การกระทำ
อยา่ งดี ถ้าหากใจร้อนหรอื ลกุ ล้ลี กุ ลน การเลน่ แตล่ ะครงั้ ก็จะเสียไป การเลน่ ตะกรอ้ แบบไทยแต่เดิมคอื การเล่น
ตะกร้อลอดห่วง ถ้าใช้ความสุขุมรอบคอบ และมีความมัน่ คงทางอารมณ์ได้มากเท่าไรกจ็ ะทำให้การเล่นเปน็
ผลดีมากเทา่ นั้น

การเลน่ ตะกรอ้ จะช่วยประสานหนา้ ที่ของอวยั วะในร่างกายใหม้ รี ะบบการทำงานทด่ี ีขน้ึ จะเป็นการ
ฝึกประสาทไดเ้ ป็นอย่างดี เพราะการเลน่ ลกู แต่ละคร้ัง ตอ้ งอาศยั ความสมั พันธ์ระหว่างประสาทกับกล้ามเน้ือ
และอวัยวะต่างๆ เช่น ประสาทตากับการเคลื่อนไหวของเท้าและมือ ทำให้การเตะหรือการเล่นลูกเป็นไป
อยา่ งราบรื่น น่ิมนวลและได้จงั หวะจะโคน ประสาทหู ตา ตอ้ งตื่นตวั อยเู่ สมอ ประสาทกล้ามเนื้อก็พร้อมท่ีจะ
เคลื่อนไหวได้ทันที และรวดเร็วทุกทิศทาง นับเป็นการบริหารกายได้อย่างดีเลิศ เพราะมีการเคลื่อนไหว
อวัยวะสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกายอยู่ตลอดเวลา ซงึ่ ดูเหมอื นวา่ กีฬาตะกร้อจะใช้ทกุ ส่วนของร่างกาย นับเป็นการ
ส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทำให้ร่างกายมีความแข็งแรง สมบูรณ์ ช่วยป้องกันและ
รักษาโรคหัวใจ ทำให้เลือดไหลเวียนดี การขับถ่ายก็จะดีตามไปด้วย ทั้งจะต้องมีปฏิภาณไหวพริบ มีการ
แกป้ ัญหาอยู่ตลอดเวลาที่เล่น ตอ้ งใช้สมองและสติปญั ญายิง่ ในการเลน่ ประเภททแ่ี ข่งขนั ด้วยแล้ว ก็จะต้องมี
การวางแผนการเล่นโดยอาศัยปจั จัยหลายประการทำให้การแข่งขนั มีรสชาติ เพราะเป็นการวดั วา่ ใครมีเชาว์
และปฏภิ าณไหวพริบและประสบการณ์ดีกวา่ หรือมากกว่ากัน

นอกจากนี้กฬี าตะกร้อยังเป็นพื้นฐานการเล่นกีฬาประเภทอื่นได้เป็นอยา่ งดี เพราะผูเ้ ล่นรู้จักวิธกี าร
ครอบครองลูก รู้จังหวะเข้าออก จังหวะการเตะ มีความสัมพันธ์มือเท้า อวัยวะต่างๆ มีการเคลื่อนไหว
สอดคล้องกนั สร้างความแข็งแกร่งของกลา้ มเนื้อกอ่ ให้เกิดความอดทน ทั้งยังรูก้ ำหนดทิศทาง ซึ่งส่งเสรมิ ให้
เกิดความว่องไวปราดเปรียว การเลน่ กฬี าตะกร้อรปู แบบต่างๆ ยังชว่ ยส่งเสริมการแกป้ ญั หาเฉพาะหน้า ช่วย
ในการระบายออกทางอารมณ์ท่ีดีเป็นการใช้เวลาว่างให้เปน็ ประโยชน์ ทำให้จิตใจสดชืน่ แจ่มใสและที่สำคัญผู้
ที่เล่นตะกร้อจะยังได้ชื่อว่าเป็นผู้หนึ่ง ที่ส่งเสริมกีฬาศิลปะและวัฒนธรรมไทย ถือได้ว่าเป็นการรักษา
เอกลักษณข์ องชาติโดยแท้

ประวตั ิกีฬาเซปกั ตะกร้อในประเทศไทย
ตะกร้อจะเป็นกีฬาของชาติใดมาก่อนไม่ทราบแนน่ อน แต่พอสันนิษฐานได้ว่าคนไทยเราเล่นตะกรอ้
มาแต่ดกึ ดำบรรพค์ วบคู่ไปกับการเล่นกีฬากระบ่กี ระบองเนอ่ื งจากไทยเรามีปา่ อุดมสมบรู ณไ์ ปด้วยหวายได้ตัด
หวายดัดแปลงเป็นอาวุธโบราณจำลองใช้ในการต่อสู้แทนอาวุธจริงจึงนำหวายมาสานเตะเล่นแล้วให้ความ
สนุกสนานเพลิดเพลินกันในกองทัพมีบันทึกแต่โบราณว่ามีการสานตะกร้อขนาดใหญ่ส ำหรับใส่นักโทษที่
กระทำผิดให้ช้างเตะไปตามถนนและคงมีทหารกองสอดแนมพม่าได้พบเห็นเข้าจึงตัดหวายไปลองสานดบู ้าง

7

แต่สานแบบหลวมโปร่งมีน้ำหนักน้อยด้วยดูแบบของไทยไม่ถนัดนักพม่าจึงเรียกหวายที่สานว่า “ชินลง”
(CHINLON)

ประเทศมาเลเซยี กน็ ยิ มเลน่ กฬี าตะกร้อและได้ประกาศว่าตะกรอ้ เป็นกฬี าของประเทศมลายูเดิมเป็น
กีฬาของชาติเรียกว่า “ซีปัก รากา” (SEPAK RAGA) คำว่า RAGA หมายถึงตะกร้า ฟิลิปปินส์เรียกตะกร้อที่
เล่นว่า “ซิปัก” (SIPAK) เข้าใจว่าเรียกตามแบบมาเลเซีย จีนก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่นิยมเล่นตะกร้อโดย
เรียกว่า “เต็กโก” (T’EK K’AU) ซึ่งออกเสียงคล้ายคำ “ตะกร้อ” ของไทย การเล่นตะกร้อได้วิวฒั นาการมา
ตามลำดับ ในสมัยแรกเริ่มอาจจะเตะเลี้ยงเพียงไมใ่ หต้ กก่อน ต่อมาก็พลิกแพลงใชศ้ อก ไหล่ ศีรษะ มีลูกไขว้
เพิ่มขึ้นภายหลังจึงได้มี การเตะตะกร้อลอดบ่วง ตะกร้อข้ามตาข่าย และการติดตะกร้อที่เล่นแพร่หลายใน
ปัจจุบัน คอื เซปกั ตะกร้อ

ในปี พ.ศ. 2508 ณ ท้องสนามหลวง ประเทศไทยและมาเลเซียได้จดั การแข่งขันกีฬาตะกร้อของทงั้
สองประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ซึ่งการแขง่ ขันในครั้งนั้นนักกีฬาของทมี ชาติไทยมี
ความถนัดในการเล่นกีฬาตะกร้อแบบกติกาไทย ส่วนนักกีฬาทีมชาติมาเลเซียมีความถนัดในการเล่นกีฬา
ตะกรอ้ แบบกติกามาเลเซีย (SEPAK RAGA) คณะกรรมการจดั การแข่งขนั จึงไดก้ ำหนดข้อตกลงในการแข่งขัน
โดยใหแ้ ขง่ ขนั ท้งั สองแบบ ผลการแขง่ ขันกฬี าตะกรอ้ แบบกตกิ าไทย ปรากฏวา่ นักกีฬาทมี ชาติไทยชนะ 2 เซต
รวด ส่วนการแขง่ ขันแบบกติกามาเลเซีย ปรากฏวา่ นกั กีฬาทีมชาตมิ าเลเซียชนะ 2 เซตรวดเช่นกัน

ภายหลังการแข่งขันในครั้งนั้น คณะผู้ประสานงานกีฬาตะกร้อของทั้งสองประเทศได้มีประชุม
ปรกึ ษาหารือกันในการเผยแพร่กีฬาชนิดน้ีให้กว้างขวางเปน็ ทนี่ ิยมต่อนานาอารยประเทศในหมู่ประเทศแถบ
คาบสมทุ รอนิ โดจีนหรือคาบสมุทรแหลมทอง จงึ ไดต้ กลงรว่ มกันกำหนดชอ่ื กีฬานี้ใหม่ ซง่ึ ทงั้ สองประเทศใช้ชื่อ
ไมเ่ หมือนกันประเทศไทยใช้ชื่อว่า “กฬี าตะกรอ้ ” สว่ นประเทศมาเลเชยี ใช้ช่อื ว่า “SEPAK RAGA” อ่านว่า ซี
ปัก รากา ซึ่งคำว่า “SEPAK RAGA” นั้นแปลว่าตะกร้อนั่นเอง คณะกรรมการประสานงานหรือสมาคมกีฬา
ของทั้งสองประเทศจึงได้นำเอาคำว่า “SEPAK” ของประเทศมาเลเซียมาบวกกับคำว่า “ตะกร้อ” ของ
ประเทศไทย รวมเปน็ คำว่า “เซปักตะกร้อ” (SEPAK - TAKRAW) ในปจั จุบนั

จากการจดั การแข่งขันกฬี าเซปักตะกร้อ ตง้ั แต่เร่มิ ตน้ บรรจุในการแข่งขนั กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 3 ปี
พ.ศ. 2508 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย คณะกรรมการจัดการแข่งขันได้จัดการแข่งขันเพียง
ประเภทเดียวคือ ประเภททีมชุด เพียง 1 เหรียญทองเท่านั้น ต่อมาในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 11 ปี พ.ศ.
2524 ณ ประเทศฟิลิปปนิ ส์ ไดเ้ พ่ิมการแข่งขันประเภททมี เด่ยี วอีก 1 เหรยี ญ จึงทำใหก้ ารแข่งขันกีฬาเซปัก
ตะกร้อมีการแข่งขัน 2 ประเภท คอื ประเภททีมชดุ และประเภททีมเดี่ยวในปัจจบุ นั

ในการแขง่ ขนั กีฬาเอเช่ียนเกมส์ คร้งั ที่ 11 ปี พ.ศ. 2533 ณ กรุงปกั กงิ่ ประเทศจนี กฬี าเซปักตะกรอ้
ได้ถูกบรรจเุ ขา้ แข่งขันเป็นครงั้ แรก และได้มีการเปลีย่ นอุปกรณ์การแขง่ ขนั ซึง่ เดิมใชห้ วายแข่งขันมาต้ังแต่ถูก
บรรจุในการแข่งขนั กีฬาแหลมทองครัง้ แรก โดยเปลี่ยนเป็นตะกรอ้ พลาสติก จึงทำให้ลูกตะกร้อพลาสติกถกู
จัดให้เป็นอุปกรณ์การแข่งขันในทกุ ระดับการแข่งขนั ในปัจจบุ ันนี้ โดยลูกตะกรอ้ หวายจะไม่มีโอกาสกลับมา
เปน็ อปุ กรณ์การแข่งขันได้อีกตอ่ ไป

2. ทกั ษะการเล่นลกู ตะกรอ้ ด้วยศรี ษะ

8

การเล่นลูกศีรษะ
นาม จงเจียมจิตต์ (2534, หน้า 41) กล่าวถึงการโหม่งลูก มีวิธีปฏิบัติดังน้ี เริ่มจากท่าการยืน
เตรยี มพร้อมถนัดเท้าขวาใหเ้ ทา้ ซ้ายอยู่ข้างหน้า เทา้ ขวาอยูข่ า้ งหลัง สายตามองลูกตะกร้ออยู่ตลอดเวลา เม่ือ
ลูกลอยมาให้เคลื่อนเข้าหาลูกอย่างรวดเร็ว ให้ได้จังหวะพอดี ย่อเข่าลงพร้อมกับเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
เมอื่ ได้จังหวะลกู ลอยมาตำ่ ให้สปรงิ ข้อเทา้ ขวาและเข่าซ้าย โยกตวั ไปข้างหนา้ ใช้ศีรษะบริเวณหน้าผากเล่นลูก
หรือโหมง่ ลกู ไปตามทิศทางทตี่ ้องการ จงั หวะท่ีลูกตะกรอ้ ถูกหน้าผากควรเกรง็ คอเลก็ น้อย ถา้ จะให้ลูกโด่งขึ้น
กเ็ งยศีรษะ ขณะปะทะลูกแตถ่ า้ จะใหล้ กู พุ่งไปขา้ งหน้ากก็ ม้ ศรี ษะ นอกจากนี้
สมรรถชัย น้อยศิริ (2535, หนา้ 77) ได้กล่าวถึงการฝกึ เลน่ ลกู ด้วยศีรษะมวี ธิ ีปฏิบัตดิ ังนี้ เร่ิมจากท่า
การยืนเตรียมพร้อม มือซ้ายถือลูกตะกร้อยื่นไปข้างหน้า งอข้อศอกเข้าหาลำตัวสูงระดับหน้าอกของตัวเอง
หงายมือซ้ายขึ้น ย่อเข่าทั้งสองลงเล็กนอ้ ย ลำตัวตั้งตรง สายตามองตรงไปข้างหน้าก่อนจะโหม่งลูก มือซ้าย
โยนลูกตะกร้อข้นึ ให้สูงเลยศีรษะประมาณ 1-2 เมตร ใหศ้ รี ษะกระทบลูกตรงบริเวณหน้าผาก มือท้ังสองข้าง
กางออกเล็กน้อยเพื่อช่วยการทรงตัว ขณะที่โหมง่ ลกู ลำตัวบิดเล็กนอ้ ย เพื่อบังคบั ใหล้ ูกลอยไปตามทศิ ทางท่ี
ต้องการเม่ือโหม่งลกู ตะกรอ้ ไปแล้วใหร้ ีบทงิ้ ยอ่ ลงดว้ ยเท้าคู่ส่สู นามในท่าการยืนเตรยี มพร้อมเพ่อื เตรียมตัวเล่น
ลกู ครง้ั ตอ่ ไป
สันติวัฒน์ พันทา (2542, หน้า 33) ได้กล่าวถึงการเล่นลูกด้วยศีรษะไว้ดังนี้ ยืนในลักษณะท่า
เตรยี มพร้อมกา้ วเท้าเพอ่ื หาจังหวะเล่นลกู หาจดุ ยืนบริเวณจุดตกของลกู ตะกรอ้ ยอ่ เข่าพร้อมกับเอนตัวไปขา้ ง
หลงั ตามองทีล่ กู ตะกร้อตลอดเวลา เม่ือลกู ตะกร้อลอยลงมาต่ำ ในระยะทโี่ หม่งให้สปริงข้อเท้า เหยียดลำตัว
และเท้าทั้งสองขึ้น พร้อมกับโยกตัวไปข้างหน้าโหม่งลูกตะกร้อ ลูกตะกร้อจะถูกบริเวณหน้าผากด้านบน
บริเวณตีนผมไม่ใช่เหนือคิ้ว ขณะโหม่งจะต้องไม่หลับตา เมื่อโหม่งลูกไปแล้ว ให้ส่งตัวขึ้นตามแรงโหมง่ ด้วย
เสร็จแล้วกลบั มายืนในทา่ เตรยี มพรอ้ มทีจ่ ะเลน่ ต่อไป
ถาวร รุ่งราตรี (2550, หน้า 29) กล่าวถึงการเล่นลูกด้วยศีรษะ มีลักษณะดังนี้ ยืนเตรียมพร้อม
สายตาจ้องมองลกู ตลอดเวลา เมือ่ ลกู ตะกรอ้ ลอยมา เคลือ่ นทีเ่ ข้าไปในตำแหน่งท่ีลูกจะตกบริเวณเหนือศีรษะ
อาจหนั ไหลใ่ หล้ กู เลก็ นอ้ ยหรอื ไมห่ นั กไ็ ด้ ยอ่ เขา่ ลงลำตัวเอนไปด้านหลัง ส่งแรงจากเท้า ยืดขาและลำตัวข้ึนให้
ศีรษะปะทะลกู ถ้าตอ้ งการใหล้ ูกโดง่ ก็ต้องแหงนหนา้ ผาก แต่ถา้ ต้องการใหล้ กู พุง่ ลงพื้นก็ต้องกดศีรษะลง
สุพจน์ ปราณี (2539, หน้า 62) ไดก้ ลา่ วถึงการโหมง่ ลกู ตะกรอ้ ไวว้ ่า จากท่ายนื เตรยี มพร้อม เม่ือลูก
ตะกร้อลอยมาในจังหวะที่สามารถจะโหม่งลูกได้ให้โล้ตวั ไปข้างหลัง งอเข่าขวาเล็กน้อย น้ำหนักตัวจะไปอยู่
บนเทา้ หลังมากกวา่ เท้าหนา้ แขนทัง้ สองกางออกข้างๆ เลก็ น้อยเพอ่ื การทรงตัวเท้าซา้ ยเหยียดตรงยืนด้วยตัว
มากเกินไป หรือเลยไปข้างหลังเล็กน้อย ควรฝึกก้าวเท้าไปข้างหน้าหรือก้าวเท้าถอยหลัง เพื่อโหม่งลูกนัน้ ให้
ถนดั
สรปุ การเลน่ ลูกโหม่งลักษณะการยนื ยนื บริเวณจดุ ตกของลูกตะกรอ้ ย่อเข่าพร้อมเอนตวั ไปข้างหลัง
ตามองที่ลูกตะกรอ้ ลักษณะของขาเม่ือลูกตะกร้อลอยมาในระยะที่จะโหม่งให้สปริงข้อเท้าท้ังสองขา้ งพร้อม
โยกตวั ไปขา้ งหนา้ พรอ้ มท่ีจะโหม่งลกู ตะกรอ้ จะอย่บู รเิ วณหน้าผากดา้ นบนขณะโหม่งลูกจะต้องไมห่ ลับตาเตะ
การมที กั ษะการเล่นลูกศรี ษะได้ดนี ัน้ ถอื วา่ เป็นการเพิ่มอาวุธอกี อย่างหนง่ึ สำหรับการรุกและการรับ
ในการเลน่ เกมเซปกั ตะกรอ้ ซึง่ โดยทวั่ ไปนกั กีฬาไทยจะมคี วามชำนาญ ในการใชล้ กู ศีรษะมากกว่านักกฬี าชาติ

9

อื่น นกั กีฬาตะกร้อมาเลเซียนัน้ ไมค่ อ่ ยมีความถนัดในการใช้ลูกศรี ษะ แตจ่ ะมีความถนัดในการใช้เท้ามากกว่า
เชน่ เล่นลกู หลังเท้า ลูกขา้ งเท้าดา้ นใน ดงั นั้นจงึ เปน็ ข้อไดเ้ ปรียบของนักกีฬาทีมชาตไิ ทยท่ีมลี ักษณะเล่นลูกได้
หลายๆ ทักษะ โดยเฉพาะทักษะการเล่นลกู ศรี ษะ ซึ่งสามารถใช้ได้ดที ้งั การต้งั รบั และในเกมรกุ

การเล่นลูกศีรษะ หมายถึง การใช้บริเวณด้านหน้าผากจรดแนวเส้นผม หรือใช้บริเวณด้านข้างซ้าย
หรอื ขวาของศรี ษะ รบั หรอื สง่ ลกู ตะกร้อตามทิศทางท่ีตอ้ งการ การควบคมุ ลูกตะกร้อด้วยศีรษะ หมายถึง การ
ใชพ้ ้ืนทีบ่ รเิ วณศรี ษะท้ังหมดให้เคลอ่ื นที่ไปในทิศทางที่ผเู้ ลน่ ต้องการ ลูกศีรษะเป็นลกู สำคญั ของการเล่นเซปัก
ตะกร้อรองจากลูกข้างเท้าด้านใน ถือเป็นทักษะที่นักกีฬาเซปักตะกร้อทุกคนต้องฝึกให้เกิดความชำนาญ
เพราะสามารถใช้ไดท้ ง้ั เกมรุกในการแขง่ ขนั (สถาบนั พัฒนากฬี าตะกรอ้ นานาชาติ, 2550: 36)

จดุ มุ่งหมายในการเลน่ ลกู ศรี ษะ สำหรบั กฬี าเซปกั ตะกรอ้ มดี ังน้ี
1. ใช้ในการรับลูกเสิรฟ์ ทม่ี วี ถิ ขี องลูกตะกรอ้ พุ่งมาในระดบั กลางตัว-ศีรษะ
2. ใช้ในเกมรุก ลกู ศีรษะเป็นทกั ษะทใ่ี ช้ในการรุกได้ และแก้ไขปญั หาเฉพาะหน้าได้ดี เนอื่ งจากศีรษะ
เป็นอวยั วะทอ่ี ยู่เหนือตาข่าย สามารถท่จี ะใช้ได้ง่าย และไม่ค่อยจะเสยี การทรงตัว
3. ใชใ้ นเกมต้ังรบั เม่ือคแู่ ขง่ ขันรุกกลบั ในระยะไกล (จากกลางสนาม หรือเสน้ หลังคอร์ต) วิถีของลูก
ตะกร้อจะพุ่งมาในระดับเอว หรือศีรษะ ก็สามารถใช้ศีรษะในการรับลูก ซึ่งสามารถที่จะโยกศีรษะไปได้ทกุ
ทิศทาง ในรายที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างชำนาญ ดังนั้น นักกีฬาตะกร้อจึงนิยมใช้ศีรษะในการรับลกู ตะกร้อ
เพราะเปน็ ทกั ษะทีใ่ ช้งา่ ย และมีความแน่นอนมาก
4. ใช้ในการตงั้ ลกู ลูกศีรษะเปน็ ลกู ที่ใชใ้ นการตั้งลูกไดด้ ี ไม่ยิง่ หย่อนไปกวา่ การต้งั ลกู ด้วยขา้ งเท้าดา้ น
ใน โดยเฉพาะการตงั้ ลูกตะกร้อท่ีมรี ะยะไมห่ ่างไกลจากจุดรุกมากนัก การตง้ั ลูกด้วยศรี ษะจะได้ผลเป็นอย่างดี
แต่หากเป็นระยะไกลจากจุดรุกมาก การตง้ั ลูกดว้ ยศีรษะมักจะไม่ค่อยไดผ้ ล เพราะแรงดันลกู ตะกร้อจะไปไม่
ถงึ จดุ รุก ทำให้วิถีทางของลกู ตะกรอ้ เปล่ยี นทิศทางได้งา่ ย

วธิ ีการฝกึ ทักษะการเล่นลกู ศีรษะ
1. ทา่ เตรียม และการทรงตวั ในท่าเตรียมผู้เล่นยนื อยู่ในท่าตรง เท้าแยกหา่ งกันประมาณ 1 ช่วงไหล่
ของตนเอง เทา้ ทไ่ี ม่ถนัดเปน็ เท้านำอยู่ข้างหนา้ สำหรับเท้านำในการเคลอ่ื นท่ี ยอ่ ตวั ลงพอประมาณ ยกแขน
ทั้งสองข้างขึ้นในลักษณะตั้ง เพื่อประคองร่างกายให้เกดิ ความสมดุลในการทรงตัว และเพื่อเป็นกรอบในการ
คาดคะเนวิถีของลูกตะกร้อที่พุง่ เข้ามาหา จะทำให้การเล่นลูกตะกร้อเกิดความชัดเจน และเพิ่มแน่นอนมาก
ขึ้น ใบหน้าเงยเล็กน้อย สายตามองที่ลูกตะกร้อตลอดเวลา เปิดส้นเท้าหลังขึน้ เล็กน้อย เพื่อความรวดเร็วใน
การเคล่ือนท่ีติดตามลกู ตะกรอ้
การที่ผู้เล่นย่อตัวให้ต่ำลง หรือสามารถย่อตัวให้ได้ทุกระดับ รวมทั้งการโยกตัว หรือเคลื่อนที่ไป
ดา้ นซ้าย ขวา หน้า และหลงั ซึง่ ความสามารถดงั กล่าว เป็นจดุ สำคัญของทา่ เตรยี ม และการทรงตวั ทด่ี ี
แรงกระดอนที่ลูกตะกร้อกระทบกบั ศรี ษะ จะมีมากหรือน้อยเพียงใด ข้ึนอยกู่ ับ ส่วนประกอบดังนี้
2.1 แรงของลูกตะกรอ้ ทีพ่ ุ่งเขา้ มา
2.2 แรงจากความตึงของศีรษะ และตน้ คอ
2.3 แรงจากการเหยยี ดตวั ข้ึนของรา่ งกาย

10

การที่จะสามารถบังคบั หรือควบคุมลกู ตะกร้อได้ ควรใช้แรงปะทะ เพื่อการกระดอนของลกู ตะกรอ้
จากการเหยยี ดตัวข้ึน และแรงจากความตงึ ของศรี ษะ และต้นคอประกอบกัน แตถ่ า้ จังหวะไม่อำนวย อาจตอ้ ง
ใช้แขนที่ยกตั้งขึน้ ทัง้ สองข้างประกอบ เพื่อให้ลูกตะกร้อกระดอนไปไดต้ ามทิศทางหรือระยะที่ต้องการได้ ใน
กรณีที่ลูกพุ่งเข้ามาหาอย่างแรงนั้น การใช้แรงจากการเหยียดตัวของร่างกายอาจจะต้องหย่อนลงเล็กน้อย
ทั้งนเี้ พือ่ ลดแรงปะทะลง เพอ่ื ใหล้ ูกตะกร้ออย่ใู นระยะทต่ี ้องการ

3. ประโยชน์ของการเลน่ กฬี าตะกร้อ

ประโยชน์ของการเล่นกีฬาตะกร้อ โดยทวั่ ๆ ไปแลว้ ใหป้ ระโยชน์ตอ่ สขุ ภาพโดยสว่ นรวม เชน่ เดยี วกับ
การเลน่ กีฬาชนดิ อน่ื ๆ คือ ช่วยส่งเสรมิ สมรรถภาพทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปญั ญา เป็น
การช่วยพฒั นาคุณภาพชวี ิต โดยการพัฒนาสขุ ภาพให้นำไปสกู่ ารพัฒนาทรัพยากรมนษุ ยใ์ ห้มีค่า ทางด้านส่วน
บุคคล ครอบครัว สังคม และประเทศชาติให้เจริญขึ้น ประโยชน์ของการเล่นกีฬาตะกร้อ อาจจำแนกได้ 2
ลักษณะ ดงั นี้

1. ประโยชน์โดยท่ัวไป หมายถึง การประกอบกจิ กรรมทางดา้ นการเลน่ กฬี าทุกชนดิ นอกจากจะเป็น
การส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพตนเองแล้ว ยังเป็นผลไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม และสังคม ให้เจริญรุดหนา้
ควบคไู่ ปกับความเจริญกา้ วหน้าทางดา้ นวัตถอุ ื่นๆ อย่างเหมาะสม ดงั น้ี

1.1 ส่งเสริมพฒั นาการและการเจริญเตบิ โตของรา่ งกาย การเขา้ ร่วมกจิ กรรมการเลน่ กีฬา
ตะกร้อจะทำให้ร่างกายได้ฝึกทักษะการเคลื่อนไหว ซึ่งมีผลต่อการทำงานของอวัยวะ หลายๆ ระบบ เช่น
ระบบกล้ามเนือ้ ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวยี นโลหิต ระบบประสาท ระบบขับถ่ายของเสีย
ระบบโครงร่างและอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งมีผลต่อการเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะ เช่น ปอด
หัวใจ สมอง ฯลฯ ให้มีสมรรถภาพที่สูงขึ้น ทำให้ร่างกายมีการเจริญเติบโต สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ มีภูมิ
ต้านทานโรค ปราศจากโรคภัยไข้เจบ็ มีบุคลิกภาพ และทรวดทรงทด่ี ีไดส้ ัดส่วน สงา่ งาม มคี วามสามารถด้าน
ความคลอ่ งแคล่ว วอ่ งไว ทนทาน และความอ่อนตวั ทดี่ ี อวยั วะทุกสว่ นของร่างกายสามารถทำงานประสานกนั
ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ

1.2 ส่งเสริมพัฒนาทางดา้ นจิตใจ การเข้ารว่ มกจิ กรรมกีฬาตะกร้อเป็นประจำ เป็นการ
ช่วยเสริมสร้างวุฒิภาวะทางด้านจิตใจให้สูงขึ้น กล่าวคือขณะที่เล่นผู้เล่นมีจิตใจที่ปลอดโปร่ง ไร้ความวิตก
กงั วล สนกุ สนาน เพลิดเพลิน เน่ืองจากเปน็ กจิ กรรมทีส่ มัครใจ จึงเปน็ การส่งเสริมสุขภาพจิต และเสริมสร้าง
ความเชอื่ มนั่ ในตนเอง มจี ติ ใจเอื้อเฟอื้ เผอื่ แผ่ ยอมรับกฎระเบียบ กตกิ า การแขง่ ขนั และรแู้ พ้ ร้ชู นะ รู้อภัย

1.3 สง่ เสรมิ พัฒนาการทางด้านอารมณ์ การรว่ มกิจกรรมกฬี าตะกรอ้ เป็นกิจกรรมกีฬาที่
ตอ้ งใชค้ ณุ ลกั ษณะหลายประการร่วมกัน โดยเฉพาะเมอ่ื เขา้ รว่ มแข่งขนั เป็นทีม คุณลกั ษณะสำคัญไดแ้ ก่ การมี
สมาธิ การควบคมุ อารมณ์ การตัดสินใจ ปฏิภาณ ไหวพรบิ ต้องสามารถแก้ปญั หาเฉพาะหน้าได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสม ดังน้ันจึงเปน็ การฝึกให้ผ้เู ล่นมวี ุฒภิ าวะทางดา้ นอารมณ์ ความรู้สกึ ทีม่ ัน่ คง และฝึกให้มนี ้ำใจนักกีฬา
อย่างแทจ้ ริง

1.4 สง่ เสริมพฒั นาการทางดา้ นสงั คม กฬี าตะกร้อ เปน็ กิจกรรมทใ่ี ช้เป็นสอื่ กลางในการ

11

การเขา้ สสู่ ังคมไดเ้ ป็นอย่างดี เน่อื งจากเป็นกีฬาที่เล่นง่าย ไม่จำกดั เวลา สถานที่ สามารถเลน่ ได้ทกุ เพศ ทุกวัย
ทกุ สาขาอาชีพ ทำใหเ้ ป็นการสร้างสังคมใหมไ่ ดต้ ลอดเวลา ส่งเสรมิ ความสามารถด้านการปรับตัว เสริมสร้าง
บุคลิกภาพในสง่างาม มีความมั่นใจในตนเองสูง มีความกล้าแสดงออก และกล้าเข้าสู่สังคมทุกสภาวการณ์
รวมทง้ั สง่ เสรมิ ดา้ นการมีมนษุ ยสัมพนั ธ์อนั ดี มีความเสยี สละ ยอมรบั ฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อ่ืน มีความซ่ือสัตย์
ไมเ่ ห็นแกต่ วั มองโลกในแงด่ ี ยอมรับกฎระเบียบ กติกา และมคี วามรบั ผิดชอบ คุณลกั ษณะดังกล่าวเป็นการ
เสริมสร้างคณุ ภาพทางด้านสังคมให้พฒั นาข้ึน

2. ประโยชนโ์ ดยเฉพาะ หมายถึงประโยชน์เฉพาะทีผ่ เู้ ขา้ รว่ มกจิ กรรมกฬี าตะกร้อ ได้รบั โดยตรง ตาม
วตั ถปุ ระสงคท์ วี่ างไว้ ดงั น้ี

2.1 เสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย การรว่ มกิจกรรมกฬี าตะกร้ออยา่ งต่อเน่อื ง จะมผี ลต่อ
การเสรมิ สรา้ งสมรรถภาพทางกายใหส้ งู ขนึ้ ซึง่ หมายถงึ ร่างกายมีความแข็งแรงความทนทาน ความเรว็ ความ
คล่องตัว ความอ่อนตัว และการทรงตัวที่ดี ทั้งนี้สมรรถภาพทางกายของแต่ละคนจะดีได้นั้น ขึ้นอยู่กับ
องค์ประกอบหลายประการ เช่น ระยะเวลาทีร่ ว่ มกิจกรรมต้องนานพอ ความบอ่ ยของการรว่ มกิจกรรม และ
ความหนักของกิจกรรม ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างเหมาะสม มีผลให้เกิด
ประโยชนต์ ่อการเสรมิ สร้างสมรรถภาพทางกายทด่ี ีได้

2.2 เสริมสรา้ งด้านทักษะการเลน่ กฬี าตะกร้อ การร่วมกจิ กรรมกฬี าตะกร้อ โดยการฝึกฝน
เปน็ ประจำอยา่ งต่อเนอ่ื ง เป็นการเสริมสรา้ งด้านทักษะการเลน่ ตะกรอ้ ใหม้ ีความชำนาญมากขน้ึ ซง่ึ หมายถึงผู้
เล่นมีการพัฒนาระดับความสามารถของตนเองสูงขึ้นตามลำดับ จนสู่ระดับความเป็นเลิศในระดับจังหวัด
ระดับเขต และระดับชาติในทส่ี ุด

2.3 เสริมสรา้ งดา้ นความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกบั กีฬาตะกร้อ ผู้ท่ีเข้าร่วมกจิ กรรมกีฬา
ตะกรอ้ อย่างจริงจงั นน้ั ยอ่ มก่อใหเ้ กิดประสบการณด์ า้ นความรู้ ความเข้าใจ อยา่ งลกึ ซงึ้ ถูกต้อง และเหมาะสม
เก่ียวกับ กฎกติกา ระเบียบการแข่งขนั การจัดการแข่งขนั การตดั สินที่ถูกต้องเปน็ ไปตามสากลนิยม สามารถ
นำความรคู้ วามเข้าใจจากประสบการณ์ไปเผยแพร่แนะนำได้อย่างมีศกั ยภาพ

2.4 เสรมิ สรา้ งด้านเจตคติ และคุณธรรม ผ้ทู ่ผี า่ นการฝึกฝนกฬี าตะกรอ้ มาอย่างตอ่ เนื่อง
เป็นเวลาอันยาวนาน ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีความรู้สึกเจตคติ หรือเห็นคุณค่าของกีฬาตะกร้อว่ามีประโยชน์
มากมายหลายประการอย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อการเสริมสร้างสมรรถภาพทางด้านรา่ งกายแลว้
ยงั มีผลต่อการเสริมสร้างคุณภาพของจติ ใจให้มจี ิตใจที่สูงขึน้ รูจ้ กั การเสียสละ เอือ้ เฟือ้ เผ่อื แผ่ โอบออ้ มอารี มี
น้ำใจ และคุณธรรม อีกทั้งยังก่อให้เกิดความศรัทธา ซาบซึ้งในอุดมการณ์ที่ว่า “การกีฬานั้นทำให้ร่างกาย
แข็งแรงและมจี ิตใจสงู ”

4. งานวจิ ัยท่เี ก่ยี วขอ้ ง

4.1 งานวจิ ัยในประเทศ

12

นายณัฐวุฒิ แรงขิง (2554) ได้ศึกษาการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ สำหรับ
นกั เรียนระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น กลมุ่ เป้าหมายเปน็ นกั เรยี นชายระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนกำแพง
ดินพิทยาคม ตำบลกำแพงดนิ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจติ ร ปกี ารศกึ ษา 2554 จำนวน 12 คน ระยะเวลาที่
ใช้ 8 สัปดาห์ๆ ละ 5 วัน แบบฝึกประกอบด้วย 4 รายการ คือ ทักษะการเดาะตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน
ทักษะการเสิร์ฟตะกร้อ ทักษะการตั้งกระกร้อ (การชง) และทักษะการโหม่งตะกร้อด้วยศีรษะ ผลการวิจัย
พบวา่ 1. แบบฝกึ ทกั ษะกฬี าเซปักตะกร้อท่ีผูว้ จิ ัยสร้างขึ้นนี้ สามารถสรา้ งเสรมิ ทักษะกฬี าเซปักตะกร้อได้เป็น
อย่างดี 2. คะแนนท่ีได้จากการทดสอบหลงั การฝกึ ตามแบบฝึกท่กี ำหนดสงู กวา่ กอ่ นได้รับการฝกึ ทักษะ

นายวินัย ประทมุ วนั (2555) ไดร้ ายงานผลการใช้ชุดพฒั นาทกั ษะพื้นฐานกีฬาตะกรอ้ กล่มุ สาระการ
เรียนรูส้ ขุ ศกึ ษาและพลศึกษา เพอ่ื ต้องการใหผ้ เู้ รยี นมีการพฒั นาบุคลกิ ภาพ สมรรถภาพ อารมณ์ สงั คม และ
สตปิ ัญญา การวจิ ยั ครง้ั นผี้ รู้ ายงานได้ทราบถงึ ปญั หาของผู้เรียนท่ีเลน่ กีฬาเซปักตะกรอ้ ไม่ประสบผลสำเร็จใน
การแข่งขนั กีฬาเซปักตะกร้อ เพราะผเู้ รยี นยังขาดทักษะพ้ืนฐานในการพกั ลกู ตะกร้อ และบังคับลูกตะกร้อให้
ไปในทิศทางที่ต้องการ ดังนั้นจึงจัดทำชุดพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาตะกรอ้ ซึ่งเป็นทักษะพ้ืนฐานในการเลน่
กีฬาเซปักตะกร้อ โดยมีจุดมุ่งหมายคือ 1. เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาตะกร้อ ให้มีประสิทธิภาพเกณฑ์
80/80 2. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานกีฬาตะกร้อ 3. เพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนระหว่างกอ่ นเรยี นและหลังเรียน 4. เพื่อศกึ ษาความพงึ พอใจในการเรียนรู้ของผู้เรียน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนหนองคูวิทยา
จำนวนนักเรียน 32 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ
ค่าสถิติทดสอบ t-test ผลการศึกษา พบว่า 1. ผลการวิเคราะห์ค่าประสิทธิภาพชุดพัฒนาทักษะพื้นฐาน
ตะกร้อ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.96/84.16 2. ชุดพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาตะกร้อ มีดัชนีประสิทธิผลใน
การเรียนรู้เท่ากับ 0.6433 ซึ่งหมายความว่า ชุดพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาตะกร้อ ทำให้นักเรียนมีความรู้
เพมิ่ ขน้ึ ร้อยละ 64.33 3. ผลการวเิ คราะห์เปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียนก่อนเรียนและหลัง
เรียนพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิที่ .05 4. ผู้เรียนมีความ
พึงพอใจตอ่ การเรยี นร้โู ดยชดุ พัฒนาทักษะพื้นฐานกฬี าตะกรอ้ โดยรวมอย่ใู นระดับดีมาก

นายชัยวัฒน์ ปานเกิดผล (2555) ศึกษาการพัฒนาชุดฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ มีจุดประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาชุดฝึกทักษะ
พนื้ ฐานการเลน่ กีฬาเซปักตะกร้อ (2) เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นก่อนและหลังการเรียน (3) ศึกษา
ความพงึ พอใจของนักเรยี น กลุม่ ตัวอยา่ งทใี่ ช้ คอื ช้นั มัธยมศึกษาปี ที่ 3/7 ท่เี ลอื กเรียนรายวชิ าพลศกึ ษา 5 (พ
23102) เรื่องเซปักตะกร้อ ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2555 ได้มาด้วยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) จำนวน 50 คน เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัยครัง้ นี้ ประกอบดว้ ย 1) ชดุ ฝึกทักษะพืน้ ฐาน
การเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ
ผลการวิจัยพบว่า 1. ชดุ ฝึกทกั ษะพื้นฐานการเล่นกีฬาเซปกั ตะกร้อ มีประสทิ ธิภาพเทา่ กบั 84.07/83.00 สูง
กว่าเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ คือ 80/80 2. การเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นหลังการเรียนดว้ ยชุดฝึกทักษะ
สูงกว่า ก่อนใช้ชุดฝึกทักษะ มีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 และ 3. ความพึงพอใจ

13

ของนกั เรยี นท่มี ตี อ่ การเรียนด้วยชดุ ฝกึ ทกั ษะพน้ื ฐานการเลน่ กีฬาเซปักตะกร้อ โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก
(X = 4.08, S.D. = 0.87)

นายภวันพงศ์ สกุลชัยธนานันท์ (2557) ได้ศึกษาการพฒั นาและฝึกทักษะเซปักตะกรอ้ โดยใช้แบบ
ฝึกเซปักตะกร้อข้ันพนื้ ฐาน 8 ขั้นตอน มีจุดมุง่ หมายเพ่อื ให้นกั เรียนสามารถพฒั นาการเรียนรใู้ นการเล่นเซปัก
การวิจัยในชน้ั เรียนครั้งนไ้ี ดท้ ำการศกึ ษากับนกั เรียนชายช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 ซง่ึ ไม่มีพ้นื ฐานในการเลน่ เซปัก
ตะกร้อของโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ภาคเรียนท่ี 2 ปี
การศึกษา 2557 จำนวน 40 คน โดยใช้ระยะเวลาในการทำวิจยั 10 สัปดาห์ โดยเริ่มตัง้ แต่ 1 ตุลาคม 2557
ถึง 24 ธันวาคม 2557 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยข้อมูลประกอบด้วย แบบฝึกบาสเกตบอลขั้นพื้นฐานแบบ
ประเมนิ การเลน่ บาสเกตบอล ผลการวจิ ยั พบวา่ นกั เรียนชายรอ้ ยละ 87 สามารถพัฒนาศกั ยภาพในการเล่น
เซปักตะกร้อของตนอยู่ ในเกณฑ์ดีและสามารถพัฒนาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสีที่ทางโรงเรียนจัดให้ได้
และร้อยละ 13 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ สามารถเล่นร่วมกับเพื่อนไดแ้ ละสามารถนำไปในการพัฒนาตนเองต่อไป
และทำพฒั นาในการเล่นกฬี า ประเภทอ่นื ๆจนสามารถเข้าร่วมให้การแขง่ ขนั กีฬาระหว่างโรงเรยี นได้

นายวเิ ชท แก้วไพฑรู ย์ (2557) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทกั ษะกีฬาเซปักตะกรอ้ รายวิชาพลศึกษา
กลมุ่ ตัวอยา่ งในการวจิ ัยครง้ั น้ี คือ นกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5/2 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2556 จำนวน
43 คน ซงึ่ ไดม้ าจากการสมุ่ อยา่ งง่าย โดยวธิ กี ารจบั สลาก เคร่อื งมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย คอื แผนการจดั การเรียนรู้
จำนวน 15 แผน แบบฝึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน
จำนวน 30 ขอ้ และแบบทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ จำนวน 5 ทักษะ สถิตทิ ่ีใช้คือร้อยละคา่ เฉล่ีย ส่วน
เบ่ยี งเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples) ผลการวจิ ัย พบวา่ ประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทักษะ
กีฬาเซปักตะกร้อ มีประสิทธิภาพ 88.56/84.11 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึก
ทักษะกฬี าเซปกั ตะกร้อหลงั เรียนสงู กว่ากอ่ นเรียนอย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .01 และนักเรียนมีความ
พึงพอใจตอ่ แบบฝึกทักษะกฬี าเซปักตะกรอ้ อยใู่ นระดับมาก

นายอัครภูมิ ปัญญาทา (2558) ได้ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องกีฬาเซปัก
ตะกรอ้ โดยใชร้ ูปแบบการเรยี นการสอนทกั ษะปฏบิ ัตขิ องเดวีส์ เพอ่ื เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนก่อน
เรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2557
จำนวน 30 คน จากโรงเรียนอนุบาลเมืองพะเยา ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) เครื่องมือทใี่ ช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรยี นรู้ เร่ืองกีฬาเซปกั ตะกร้อ 2) แบบทดสอบ
ทักษะ วิเคราะห์ขอ้ มูล คำนวณหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานและค่า t-test ผลการวจิ ัยพบว่าแผนการ
จัดการเรยี นรู้ เรือ่ งกีฬาเซปักตะกรอ้ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทกั ษะปฏิบัติของเดวีส์ของนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 มปี ระสทิ ธิภาพอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สดุ สรุปว่าแผนการจัดการเรียนรู้น้ีนำไปใช้จริง
ได้ดา้ นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกีฬาเซปักตะกร้อ โดยใช้รปู แบบการเรียนการสอนทกั ษะปฏบิ ัตขิ องเดวีส์ หลัง
เรยี นสงู กว่ากอ่ นเรียนอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติท่ีระดบั .05

4.2 งานวจิ ัยต่างประเทศ

14

โอแวน (Owen. 2002 : 563 - A) ได้ทำการศึกษาความสามารถในการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎกี บั
การปฏิบัติ เพื่อศึกษาว่านักศึกษาครูจำนวน 2 คนสามารถเชื่อมโยงช่องวางระหว่างสิ่งทีพวกเขาได้รับการ
สอนในรายวิชาอุดมศึกษากบั สิ่งทีเขาได้สังเกตจากการปฏบิ ัติจริงในห้องเรยี นระดับประถมศึกษาโดยใชก้ าร
ปฏิรูปที่อาศัย แนวความคิดเชิงพัฒนาการมาประยุกต์ใช้กบการสอนแบบโครงงานการเก็บข้อมูลใช้การ
สัมภาษณ์ การสังเกต และการศึกษาเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาผู้มีความคิดเชิงบวกต่อการวิจัย
และทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาเพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาที่พบได้แก่ เวลาการเขียนแผนการสอนการขาด
ตน้ แบบใหศ้ ึกษาและการฝึกสอนเป็นทีม 3 คนอยา่ งไรก็ตามการกาหนดกรอบการปฏิบัติงานในการนำทฤษฎี
มาใชม้ ีสว่ นช่วยใหน้ กั ศึกษาสามารถใช้ทฤษฎไี ด้อย่างเหมาะสม

ซิก (Shick. 1970) ได้ศึกษาค้นคว้าการสร้างแบบทดสอบทักษะการเป็นฝ่ายรุกนกีฬาซอฟท์บอล
สำหรับนักศึกษาระดับวิทยาลัย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อวัดทักษะการเป็นฝ่ายรับในกีฬาซอฟท์บอล
แบบทดสอบประกอบด้วย 3 รายการ คือ การขว้างลกู กระทบฝาผนงั การรบั ลกู เลียดพ้นื และการขว้างลูกเข้า
เป้า ผลการศึกษาพบว่า แบบทดสอบที่สร้างขึ้นมีค่าความเที่ยงตรงแต่ละรายการและทั้งฉบับ 0.69, 0,70
และ 0.75 ตามลำดับ และมคี วามเชอื่ มน่ั แตล่ ะรายการและทง้ั ฉบับเท่ากบั 0.86, 0.89 และ 0.88 ตามลำดับ

แพตริเซีย และเชอร์แมน (Pattricia.1972 : 1495) ได้สร้างแบบทดสอบทักษะนกั กีฬาเทนนิส เพื่อ
ศึกษาถึงวิธีการคัดเลือกแบบทดสอบที่ควรจำนำไปใช้กับกลุ่มผู้หัดเล่นใหม่ และเพื่อตั้งเกณฑ์ในการเสิร์ฟ
เทนนิส จากกลุ่มตัวอย่างที่เปน็ หญิง จำนวน 133 คน โดยสร้างแบบทดสอบข้ึน 7 รายการ แล้วคัดเลอื กมาใช้
เพียง 3 รายการ คือ การตลี ูกกระดอน การตีลูกวอลเลยบ์ อล และการเสิร์ฟ ผลการวจิ ัยพบวา่ ค่าสัมประสิทธ์ิ
สหสมั พันธข์ องความเชือ่ ม่นั เทา่ กับ 0.92 และค่าสมั ประสิทธ์ขิ องความเทย่ี งตรงของแบบทดสอบเทา่ กับ 0.62

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พอที่จะสรุปความสำคัญของการพัฒนาทักษะกีฬา
เซปักตะกรอ้ ว่ามีประโยชน์ และคุ้มค่าอย่างยิ่ง ดังนั้นการพฒั นาทักษะกีฬาเซปักตะกร้อจะต้องจดั กจิ กรรม
การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะในรายวิชาพลศึกษา (เซปักตะกร้อ) ของผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ ทั้งทางด้าน
รา่ งกายและจติ ใจ ดว้ ยเหตุนผ้ี ู้วิจยั จงึ มีความต้องการท่ีจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพือ่ การพัฒนาทักษะการเล่น
ลูกตะกร้อด้วยศีรษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม และบรรลุตาม
วตั ถุประสงคต์ ามหลักสตู รแกนกลางกลุม่ สาระการเรยี นรู้สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา อย่างมคี ุณภาพย่ิงขึน้ ตอ่ ไป

15

บทที่ 3

วิธดี ำเนินการวิจยั

การวิจยั ในชั้นเรียน เร่ืองการพัฒนาทักษะการเลน่ ลูกตะกร้อด้วยศรี ษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 3 โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม ผู้วิจัยไดด้ ำเนินการวิจัย ตามลำดบั ดงั น้ี

1. กลุ่มประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
2. เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการวิจยั
3. วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูล
4. สถิติทใี่ ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู

กลุ่มประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง

การวิจัยในครง้ั นี้ จำกัดขอบเขตในการวจิ ยั ดังนี้
1. ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี

2/2563 โรงเรียนดอนเสยี วแดงพิทยาคม จำนวน 25 คน
2. กลุ่มตัวอยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่

2/2563 โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม จำนวน 18 คน ที่เรียนวิชาเซปักตะกร้อ พ23102 โดยการเลือก
แบบเจาะจง (Purposive Sampling)

เครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั

ในการวิจัยครัง้ นี้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบทดสอบทักษะการเล่นลูกตะกร้อ
ด้วยศีรษะของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นดอนเสยี วแดงพิทยาคม อำเภอนาหวา้ จงั หวัดนครพนม
ทีม่ ีความสนใจในการเลน่ กีฬาเซปักตะกร้อ จำนวน 18 คน ผู้วิจัยสร้างแบบทดสอบทักษะการเล่นลูกตะกร้อ
ดว้ ยศรี ษะ
แบบทดสอบท่ี 1 ทกั ษะการเล่นลูกตะกรอ้ ดว้ ยศีรษะ ครงั้ ที่ 1 เวลา 1 นาที จำนวน 5 ครงั้

จำนวนคร้ัง เกณฑก์ ารประเมนิ
มากกว่า 5 คร้ัง ผา่ น
น้อยกว่า 5 คร้งั ไมผ่ า่ น

16

แบบทดสอบท่ี 2 ทกั ษะการเล่นลกู ตะกร้อด้วยศรี ษะ ครง้ั ท่ี 2 เวลา 1 นาที จำนวน 10 คร้ัง

จำนวนครงั้ เกณฑก์ ารประเมนิ
มากกว่า 10 คร้งั ผ่าน
นอ้ ยกว่า 10 ครั้ง ไม่ผา่ น

วธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู

ผวู้ จิ ยั ได้ดำเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยแบง่ ข้นั ตอนไดด้ งั น้ี
1. เก็บรวบรวมขอ้ มลู ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน
2. ผวู้ จิ ยั ได้ดำเนนิ การทดสอบกบั นกั เรียนในกล่มุ ตัวอย่าง จำนวนทงั้ หมด 18 คน
3. ผูว้ ิจยั ควบคมุ การเกบ็ ขอ้ มูลด้วยตนเอง
4. ผูว้ จิ ยั ไดน้ ำข้อมูลทง้ั 2 คร้ัง มาวิเคราะหข์ ้อมูลและสรปุ ผลการวิจยั

การวเิ คราะห์ขอ้ มูล

ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูล ใช้สถติ ดิ ังน้ี
1. หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของทักษะการเลน่ ลูกตะกร้อดว้ ยศีรษะเปรียบเทยี บคะแนน
เฉลี่ยในการเล่นลูกตะกร้อดว้ ยศรี ษะกอ่ นและหลังการใช้แบบฝกึ โดยคา่ (t-test dependent)
2. วิเคราะห์แบบฝึกทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ โดยใช้ค่าเฉลี่ย (×̅ ) และค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน S.D.

สถิตทิ ใี่ ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู

1. สถิติพืน้ ฐาน ได้แก่
1.1 ร้อยละ (Percentage) โดยคำนวณจากสตู ร

เมื่อ P P = f X100
f N
N
แทน ร้อยละ
แทน ตัวเลขท่ีตอ้ งการแปลงเป็นรอ้ ยละ
แทน จำนวนทง้ั หมด

17

1.2 คา่ เฉลย่ี (mean) โดยคำนวณจากสูตร

เมอ่ื x x= x
N

แทน คะแนนเฉล่ีย

 x แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมด

N แทน จำนวนนักเรยี นท้งั หมด

1.3 การหาค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน โดยคำนวณจากสูตร

S.D = N  x2 − ( x)2

N (N − 1)

เมอื่ S.D แทน คา่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน

 x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
 x2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตวั ยกกำลังสอง

N แทน จำนวนนกั เรยี นท้ังหมด

18

บทที่ 4

ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล

การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนไชยบุรีวิทยาคม อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์
ขอ้ มูลโดยใชค้ า่ เฉล่ยี และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน ก่อนการฝึกและหลังการฝึก ดังตารางท่ี 1 ตารางท่ี 2 และ
ตารางท่ี 3

ตารางที่ 1 แสดงผลคะแนนกอ่ นการฝกึ และหลังการพัฒนาทกั ษะการเล่นลูกตะกร้อดว้ ยศีรษะ

เลขที่ ช่ือ-สกลุ คะแนนกอ่ นเรียน คะแนนหลงั เรยี น

1 เดก็ ชายกฤตนยั บุพศิริ 2 4
2 เดก็ ชายณัฏฐากร ช่างสะกล 3 6
3 เดก็ ชายณฐั วฒุ ิ คะสุดใจ 2 5
4 เด็กชายธนวฒั น์ อปุ ละ 3 6
5 เด็กชายธนั วา คะสุดใจ 3 5
6 เดก็ ชายนพดล ปญั ญาสาร 4 7
7 เด็กชายนวพล ปัญญาสาร 3 6
8 เด็กชายพชั รพล เคนไชยวงศ์ 2 6
9 เดก็ ชายพิเชษฐช์ ยั คะสุดใจ 4 8
10 เดก็ ชายวรากร คำชนะ 3 5
11 เดก็ ชายสทิ ธิพล นนจนั ทร์ 2 4
12 เดก็ ชายอธศิ ทนั บุญ 3 6
13 เดก็ ชายอภิชาติ ภูมชิ ัย 3 7
14 เด็กชายอัครพนธ์ โคตรบนิ 2 6
15 เดก็ หญิงณฐั ติญา วะลบั 2 5
16 เดก็ หญิงณัฐพร คำชนะ 3 8
17 เดก็ หญงิ ดวงแกว้ ตกพันธ์ 2 6
18 เดก็ หญงิ เบญจมาศ ร่ืนเรงิ 4 8

จากตาราง 1 พบว่า จากการทดสอบการพัฒนาทักษะการเล่นลูกตะกรอ้ ด้วยศีรษะของนกั เรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรยี นดอนเสยี วแดงพิทยาคม อำเภอนาหว้า จงั หวัดนครพนม ก่อนการฝกึ มีคะแนต่ำสุด
2 คะแนน คะแนนสูงสุด 4 คะแนน และหลังฝึกมีคะแนนต่ำสุด 4 คะแนน และคะแนนสูงสุด 8 คะแนน
ตามลำดบั

19

ตารางท่ี 2 แสดงผลคะแนนค่าเฉลี่ย (×̅ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. ของคะแนนการ
ทดสอบทกั ษะการเลน่ ลกู ตะกร้อด้วยศีรษะ

การทดสอบ จำนวนนกั เรียน ค่าเฉลี่ย สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.)

กอ่ นเรียน 18 (×̅ ) 0.75
หลังเรยี น 18 1.23
2.72

6.00

จากตารางท่ี 2 พบว่าคะแนนการทดสอบการเลน่ ลกู ตะกรอ้ ดว้ ยศรี ษะของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปี
ท่ี 3 โรงเรยี นดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอท่าอเุ ทน จงั หวัดนครพนม การทดสอบก่อนเรยี นมีคา่ เฉลีย่ 2.75
คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.75 และการทดสอบหลังเรียน มีค่าเฉลี่ย 6.00 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน 1.23

ตารางที่ 3 แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการฝึก คะแนนค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D.
ของคะแนนการทดสอบทกั ษะการเล่นลูกตะกรอ้ ดว้ ยศีรษะ

การทดสอบ จำนวน ค่าเฉลีย่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า t
นกั เรยี น 15.54*
(×̅ ) 0.75
ก่อนเรยี น 18 1.23
2.72
หลังเรยี น 18 6.00

* มีนยั สำคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .05

จากตารางท่ี 3 พบวา่ นักเรยี นท่ีไดฝ้ ึกทักษะการเล่นตะกรอ้ ด้วยศรี ษะของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี
3 โรงเรยี นดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอนาหวา้ จงั หวัดนครพนม หลังจากการฝกึ มีคะแนนสูงกว่าก่อนการ
ฝกึ อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติท่รี ะดบั 0.05

20

บทที่ 5

สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ

งานวจิ ยั นี้มีวตั ถุประสงคเ์ พอ่ื การศึกษาการพฒั นาทักษะการเลน่ ลูกตะกรอ้ ด้วยศรี ษะของนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นดอนเสยี วแดงพทิ ยาคม อำเภอนาหว้า จงั หวดั นครพนม ภาคเรียนท่ี 2
ปีการศึกษา 2563 เพ่อื พฒั นาทักษะการเลน่ ลูกตะกร้อดว้ ยศรี ษะ ซึง่ สามารถสรุปผลการศึกษาได้ดังน้ี

สรุปผลการศึกษา

1. การทดสอบทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะก่อนการฝึกมีคะแนนต่ำสุด 2 คะแนน คะแนน
สูงสุด 4 คะแนน และหลังฝึกมคี ะแนนตำ่ สดุ 4 คะแนน และคะแนนสงู สดุ 8 คะแนน ตามลำดับ การทดสอบ
ก่อนเรียนมีคา่ เฉลี่ย 2.75 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.75 และการทดสอบหลังเรียน มีค่าเฉลี่ย 6.00
คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.23

2. จากการศึกษาการพัฒนาทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 การ
ทดสอบหลงั เรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี น อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั 0.05

อภปิ รายผล

นักเรียนได้เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ นักเรียนส่วนใหญ่มีทักษะการ
เล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ มีการพัฒนาขึ้น เนื่องจากผู้สอนมีความรู้เกี่ยวกับแบบฝึกทักษะได้ดี เอาใจใส่ ให้
คำแนะนำ กระตุ้น กำกบั ดแู ลในการฝกึ ทกั ษะ มีการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้แบบฝึกที่เหมาะสมกับผู้เรียน ทำให้
ปฏิบัติได้ตามขั้นตอนของแบบฝึก และผู้เรียนมีความสนกุ สนานเมื่อจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะจาก
งา่ ยไปหายาก ทำให้ผเู้ รียนเกิดพัฒนาทกั ษะท่สี ูงขนึ้ ซึง่ สอดคล้องกบั แนวคดิ ของวาสนา คณุ าอภสิ ทิ ธ์ิ (2556)
ท่ีกล่าวว่า การเรียนรคู้ ือการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ในทุกๆ ทาง เพอื่ ปรบั ตวั ใหเ้ หมาะสมกับความ
ต้องการของชีวิตและปรับตัวให้ดียิ่งขึ้น โดยผลจากการฝึก การได้รับประสบการณ์หรือการปฏิสัมพันธ์กับ
สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรและไม่ได้เป็นผลมาจากวุฒิภาวะหรือการเรียนรู้ และ
สอดคล้องกับการวิจัยของภวัณพงศ์ สกุลชัยธนานันท์ (2557) การวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาและฝึก
ทักษะเซปักตะกร้อโดยการใช้แบบฝึกขั้นพื้นฐานของนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประเมินรายบุคคล
ผู้ทำการวิจยั มีจดุ มุ่งหมายเพือ่ ให้นักเรียนสามารถพฒั นาการเรียนรู้ในการเลน่ เซปักตะกร้อของนกั เรียนชาย
เพ่ือเป็นพื้นฐานในการออกกำลังกายและมุ่งหวังให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้ใช้ในการแข่งขันและพัฒนา
ศักยภาพของตนต่อไปโดยใช้แบบฝึกเซปักตะกร้อขั้นพื้นฐาน 8 ขั้นตอน การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ได้
ทำการศึกษากับนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งไม่มีพื้นฐานในการเล่นเซปักตะกร้อของโรงเรียน
อัสสัมชัญศรรี าชา ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 40
คน โดยใช้ระยะเวลาในการทำวิจัย 10 สัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 ถึง 24 ธันวาคม 2557

21

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยข้อมูลประกอบด้วย แบบฝึกเซปักตะกร้อขั้นพื้นฐาน แบบประเมินการเล่นเซปัก
ตะกรอ้ ผลการวจิ ยั พบว่า นกั เรยี นชายร้อยละ 87 สามารถพัฒนาศกั ยภาพในการเล่นเซปกั ตะกรอ้ ของตนอยู่
ในเกณฑด์ ีและสามารถพัฒนาเพอ่ื เข้าร่วมการแขง่ ขันกฬี าสีทีท่ างโรงเรียนจดั ใหไ้ ดแ้ ละรอ้ ยละ 13 อยู่ในเกณฑ์
พอใช้ สามารถเล่นร่วมกับเพื่อนได้และสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตนเองต่อไป และนำไปใช้ในการ
พฒั นาการเลน่ กฬี าประเภทอ่นื ๆ จนสามารถเข้าร่วมการแข่งขันกฬี าระหวา่ งโรงเรียนได้

ข้อเสนอแนะ

1. ควรผลิตสื่อการสอนที่หลากหลายมาใช้ในกิจกรรมการเรียนเพื่อกระตุน้ ความสนใจและไม่ทำให้
นักเรียนเบ่ือหน่าย

2. เนอื้ หาแบบฝกึ ทักษะเป็นขอ้ มลู ทถี่ ูกต้อง ทนั สมยั สอดคลอ้ งกับหลกั สตู รและจดุ ประสงคท์ ี่กำหนด
ไว้

3. ครูควรให้กำลงั ใจผ้เู รียน และแจ้งข้อบกพร่อง สง่ิ ทีต่ อ้ งแกไ้ ขในแตล่ ะองคป์ ระกอบของทักษะของ
นักเรียนแตล่ ะคนเพื่อให้ผู้เรียนไดท้ ราบถึงขอ้ บกพร่อง จุดที่ต้องการแก้ไขและเกิดความกระตือรอื ร้นในการ
เรียนรู้เพือ่ พฒั นาตนเอง

4. ครูควรใช้เวลาในข้ันสรุป ในการอบรม ชี้แนะ ให้ผู้เรียนเป็นผูม้ ีระเบียบวินัย รับผิดชอบ ซื่อสัตย์
และมีนำ้ ใจนกั กีฬา เพ่ือปลกู ฝังคุณธรรมและจรยิ ธรรมให้เกิดขน้ึ ในตวั นกั เรยี น

ข้อเสนอแนะในการทำวิจยั คร้งั ต่อไป

1. ควรมกี ารศึกษาโดยเปรยี บเทียบกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลมุ่ โดยกลุ่มหนึง่ เรยี นโดยการสอนปกติและ
อกี กลุ่มหนึง่ เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ

2. ควรมกี ารศึกษากับผูเ้ รียนที่มีผลสมั ฤทธต์ิ า่ งกันเพอ่ื จะทราบวา่ แบบฝกึ ทักษะเหมาะสมกับผู้เรียนท่ี
มผี ลสัมฤทธิท์ างการเรยี นระดับใด

22

ภาคผนวก ก

วิธปี ฏิบัตกิ ารเล่นูกตะกร้อด้วยศรี ษะ

1. ยืนทรงตัวดว้ ยเทา้ ทงั้ สอง
2. มอื ถอื ตะกรอ้ เพ่ือเตรียมโยน
3. โยนตะกร้อขึน้ ใหเ้ หนอื ศรี ษะ
4. ยอ่ ตวั ลง แลว้ ยดื ตัวขึน้ ใหต้ ะกร้อถูกตรงหนา้ ผาก (เดาะ 1 คร้งั แลว้ จับ)
5. เมื่อเดาะลกู ไดด้ แี ลว้ จึงเพ่มิ จำนวนครง้ั ข้นึ เรื่อยๆ
6. พยายามเดาะลกู ให้ตอ่ เนื่องและจำนวนครง้ั หลายๆ ครั้ง

อปุ กรณใ์ นการทดสอบ
1. ลกู ตะกร้อ
2. ใบบนั ทกึ คะแนนก่อนฝกึ และหลังฝกึ

การเตรียมอปุ กรณ์
1. เตรยี มสนาม
2. วิธกี ารทดสอบ

การเลน่ ลูกตะกรอ้ ดว้ ยศรี ษะ
1. โยนลูกเอง ให้ลูกสูงเหนือศีรษะ
2. เดาะลกู ตะกรอ้ ดว้ ยศรี ษะ
3. เดาะลกู ตะกรอ้ ด้วยศีรษะ โดยจำกดั บริเวณ สนามตะกร้อ
4. เดาะลูกตะกรอ้ อยใู่ นพน้ื ท่ี ที่กำหนด จำกดั เวลา 1 นาที

23

การนับคะแนน
1. ให้ตกได้ 2 ครัง้ แล้วให้ผเู้ รยี นเขา้ รับการทดสอบ เลอื กเอาจำนวนคร้งั ท่ีได้ดีที่สดุ
2. บันทึกคะแนนลงในใบบนั ทกึ ผล

ภาคผนวก ข

โปรแกรมการฝึกทกั ษะการเลน่ ลกู ตะกร้อดว้ ยศีรษะ
ฝึกสัปดาหล์ ะ 3 วัน วันละ 50 นาที คอื วนั จนั ทร์ พธุ ศุกร์

ต้ังแตเ่ วลา 16.00 – 16.50 น.

การอบอุ่นรา่ งกายกอ่ นการฝกึ

กอ่ นการฝึกประจำวนั ทุกครั้ง ใหผ้ ู้รับการฝกึ อบอุ่นรา่ งกายก่อนประมาณ 5 นาที กจิ กรรมในการ

อบอ่นุ ร่างกาย ดงั น้ี

1. วง่ิ เหยาะๆ รอบบริเวณท่ใี ช้ในการฝึก 1 รอบ

2. ยืนยดื กลา้ มเนอื้ ด้านข้าง 5 ครั้ง

3. หมุนเอว 10 ครงั้

4. ยืนเอยี งตวั ทางซ้าย-ขวา 20 วินาที

5. ยดื กลา้ มเนอื้ ดา้ นหลงั 5 ครงั้

6. นั่งแยกเท้ากม้ แตะปลายเท้าสลับ ซา้ ย-ขวา 10 ครงั้

7. บรหิ ารกลา้ มเน้อื ตน้ ขา 5 ครงั้

แบบฝกึ ทกั ษะการเลน่ ลกู ดว้ ยศีรษะ
วัตถปุ ระสงค์ : เพือ่ ฝกึ ทกั ษะการเลน่ ลูกด้วยศีรษะ
วัสดุอุปกรณ์

1. ลูกเซปักตะกรอ้
2. นกหวีด
3. สนามตะกร้อ

แบบฝึกท่ี 1 การเลน่ ลูกดว้ ยศีรษะแบบคู่
วิธปี ฏิบตั ิ
1. นกั เรยี นเข้าแถวหน้ากระดาน 2 แถวสลับแล้วหนั หนา้ เขา้ หากัน
2. นักเรียนสง่ ลกู ให้กับคูข่ องตนเองในระดับสงู กว่าศีรษะ
3. สง่ ลูกกลบั มาโดยการเลน่ ลูกด้วยศีรษะ

แบบฝึกท่ี 2 การเล่นลกู ด้วยศีรษะเป็นวงกลม
วิธปี ฏบิ ตั ิ

24

1. นกั เรยี นจัดรูปแบบเปน็ กลุ่มทำเปน็ วงกลม
2. ให้หวั หน้ากลุ่มออกมาอยตู่ รงกลางวงกลมแล้วทำการโยนลกู ให้สมาขกิ ในกล่มุ ทีละคน
3. สมาชิกทำการเล่นลูกดว้ ยศีรษะส่งกลบั มาใหห้ วั หน้ากล่มุ
4. เมอ่ื ปฏิบัตคิ รบทกุ คนให้เปลย่ี นกนั เปน็ หวั หน้ากลมุ่

แบบฝกึ ที่ 3 การเล่นลูกดว้ ยศีรษะแบบครู่ ะยะไกล
วิธปี ฏิบัติ
1. นักเรยี นหันหน้าเข้าหากัน ยืนหา่ งกันระยะ 3 เมตร
2. ทำการเลน่ ลูกดว้ ยศรี ษะ โดยสลบั กนั โยนเมอื่ ครบตามจำนวนทีก่ ำหนด
3. ให้ผูฝ้ ึกฝกึ จนเกดิ ความชำนาญ

25

ภาคผนวก ค

ตารางแสดงผลคะแนนก่อนการฝึกและหลงั การพัฒนาทกั ษะการเล่นลกู ตะกรอ้ ด้วยศรี ษะ
ของชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3

เลขที่ ช่ือ-สกลุ คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลังเรยี น

1 เดก็ ชายกฤตนัย บุพศริ ิ 24
2 เดก็ ชายณฏั ฐากร ชา่ งสะกล 36
3 เดก็ ชายณัฐวุฒิ คะสุดใจ 25
4 เดก็ ชายธนวฒั น์ อุปละ 36
5 เดก็ ชายธนั วา คะสดุ ใจ 35
6 เด็กชายนพดล ปญั ญาสาร 47
7 เดก็ ชายนวพล ปญั ญาสาร 36
8 เด็กชายพชั รพล เคนไชยวงศ์ 26
9 เด็กชายพเิ ชษฐช์ ัย คะสุดใจ 48
10 เด็กชายวรากร คำชนะ 35
11 เด็กชายสิทธพิ ล นนจนั ทร์ 24
12 เดก็ ชายอธศิ ทันบุญ 36
13 เด็กชายอภชิ าติ ภูมชิ ัย 37
14 เด็กชายอคั รพนธ์ โคตรบิน 26
15 เด็กหญงิ ณฐั ตญิ า วะลับ 25
16 เด็กหญิงณฐั พร คำชนะ 38
17 เด็กหญงิ ดวงแกว้ ตกพนั ธ์ 26
18 เดก็ หญงิ เบญจมาศ ร่ืนเริง 48

ลงชื่อ…………………..……………ผูส้ อน
(นายพูนศักด์ิ วนั ด)ี

26

ประวัตผิ ้วู ิจยั

ชอื่ -สกุล นายพนู ศักดิ์ วันดี
วัน เดอื น ปี เกดิ 6 สิงหาคม 2536
สถานทเี่ กดิ จงั หวดั นครพนม
ท่อี ยู่ปัจจุบนั บา้ นเลขที่ 128/2 หมู่ 14 ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวดั นครพนม 48120
ประวัติการศึกษา
จบชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ท่ีโรงเรียนบ้านหาดหวน อำเภอท่าอุเทน
พ.ศ. 2548 จังหวัดนครพนม
จบชั้นมัธยมศกึ ษาตอนตน้ ที่โรงเรยี นกีฬาจงั หวัดอุบลราชธานี อำเภอเมือง
พ.ศ. 2551 จงั หวัดอุบลราชธานี
จบชั้นมัธยมศกึ ษาตอนปลาย ทโ่ี รงเรียนไชยบรุ ีวทิ ยาคม อำเภอทา่ อเุ ทน
พ.ศ. 2554 จังหวัดนครพนม
จบการศกึ ษาระดบั ปริญญาตรี สาขาพลศึกษา สถาบันพลศกึ ษาวิทยาเขตอดุ รธานี
พ.ศ. 2560 อำเภอเมอื ง จงั หวดั อดุ รธานี


Click to View FlipBook Version