การใช้เขม็ ทศิ
ทศิ
ทศิ มี 4 ทศิ ได้แก่ ทศิ เหนือ ทศิ ใต้ ทศิ ตะวันออกและทศิ ตะวนั ตก จากน้ีใน
ระหว่างทศิ ใหญ่ ท้งั 4 ทศิ น้ียังมีทศิ ท่คี วรร้จู ักอกี ได้แก่
1. ทิศตะวนั ออกเฉียงเหนอื อยู่ระหว่าง ทศิ ตะวนั ออกกบั ทศิ เหนือ โดยทามุม 45
องศา กบั ทศิ ตะวันออก
2. ทิศตะวนั ออกเฉียงใต้ อยู่ระหว่าง ทศิ ตะวนั ออกกบั ทศิ ใต้ โดยทามุม 45 องศา
กบั ทศิ ตะวนั ออก
3. ทิศตะวนั ตกเฉียงเหนอื อยู่ระหว่าง ทศิ ตะวนั ตกกบั ทศิ เหนอื โดยทามุม 45
องศา กบั ทศิ ตะวันตก
4. ทิศตะวนั ตกเฉียงใต้ อยู่ระหว่าง ทศิ ตะวันตกกบั ทศิ ใต้ โดยทามุม 45 องศา
กบั ทศิ ตะวนั ตก
ทศิ ท้งั แปด
เขม็ ทิศ
เขม็ ทศิ หมายถงึ เคร่ืองมือช้ีบอกแนวทศิ ท่มี ลี ูกศรเป็นเขม็ แม่เหลก็
เป็นตัวช้ีเราสามารถใช้เขม็ ทศิ ได้ โดยวางเขม็ ทศิ บนพ้ืนราบหรือถอื เขม็ ทศิ
ให้อยู่ในแนวระนาบให้ถูกต้องก่อนมองดูท่หี น้าปัดเขม็ ทศิ แล้วค่อย ๆ หมุน
ปรับให้หัวลูกศรตรงกบั ตวั อกั ษร N ซ่งึ แสดงทศิ เหนอื เพราะหัวลูกศรทา
จากแม่เหลก็ จะช้ีไปทางทศิ เหนอื ( ทศิ เหนอื แม่เหลก็ ) เสมอ เม่ือปรับเขม็
ตรงกบั ทศิ เหนือแล้ว เราจะอ่านทศิ ต่างๆได้จากหน้าปัดเขม็ ทศิ เขม็ ทศิ จงึ
เป็นเคร่ืองมอื ช้ีบอกทศิ ทางได้อย่างถูกต้อง ซ่งึ ลูกเสอื สามารถนาเขม็ ทศิ ไป
ใช้ในกจิ กรรมต่างๆได้ เช่น การเดินทางไกล การสารวจป่ า การผจญภัย
การสารวจและการเยอื นสถานท่ี เป็นต้น
เขม็ ทศิ มีหลายชนดิ
เขม็ ทศิ แบบตลับ เขม็ ทศิ แบบ เขม็ ทศิ แฟช่ัน เข็มทิศแบบ ซิลวา
เข็มทศิ ตลบั ธรรมดา เข็มทิศแบบ
หาแนวทศิ เหนือได้ เลน็ ซาตกิ แฟชนั่ มี เขม็ ทิศซลิ วา (Silva)
แตห่ ามมุ อาซิมทุ เขม็ ทศิ แบบ เลน หลากหลาย ชนิด 360 องศา เป็นเข็มทิศ
ไมไ่ ด้เป็นเขม็ ทิศ ซาตกิ ฝาตลบั มี รูปแบบ ผลติ มา สาหรับลกู เสอื ท่ีทาใน
แมเ่ หลก็ เลก็ ๆ ช่องเลง็ มีเส้นลวด เพื่อการค้า ใช้ ประเทศสวีเดน ทวั่ โลกนิยม
ขงึ ไว้ตรงกลางชอ่ ง บอกทิศได้ ใช้มาก แม้แตส่ หรัฐอเมริกาก็
ฝาเพอ่ื ให้ประกอบ สร้างเองไมไ่ ด้ เพราะสงวน
ลขิ สทิ ธิ์ เป็นเขม็ ทศิ ใช้ทาแผน
การเลง็ ที่หมาย ที่ และหาทศิ ทางเดนิ ได้ด้วย
วธิ ใี ช้เขม็ ทศิ
1.วางเขม็ ทศิ บนฝ่ ามอื หรือบนปกสมุดในแนวระดบั โดยให้เขม็ แม่เหลก็ แกว่งไปมา
อย่างอสิ ระ
2. หมุนกรอบหน้าปัดของตลบั เขม็ ทศิ ให้เลข 60 อยู่ตรงกบั ปลายลูกศรช้ีทศิ ทาง
3. หมุนฐานเขม็ ทศิ จนกว่าเขม็ แม่เหลก็ สแี ดงภายในตลบั เขม็ ทศิ ช้ตี รงกบั ตวั อกั ษร N
ทศิ เหนอื บนกรอบหน้าปัด
4. เม่อื ลูกศรช้ีทศิ ทางไปทางทศิ ใด กเ็ ดินตามไปทางทศิ น้ัน ในการเดนิ ทางไปตาม
ทศิ ทางท่ลี ูกศรแดงช้ีน้ัน ให้สงั เกตและมองหาจุดเด่นในภมู ปิ ระเทศ แล้วจงึ เดินไปยัง
ส่งิ น้ัน
ขอ้ ควรระวงั ในการใชเ้ ข็มทิศ
1. จบั ถือด้วยความระมดั ระวงั เพราะหน้าปัดและเข็มบอบบางออ่ นไหวได้ง่าย
2. อยา่ ทาเข็มทศิ ตก เพราะแรงกระทบกระเทือนอาจทาให้เสยี หายได้
3. อยา่ อา่ นเขม็ ทศิ ใกล้สง่ิ ท่ีเป็นแมเ่ หลก็ หรือวงจรไฟฟา้
4. อยา่ ใช้เข็มทศิ ที่เปียกนา้ เพราะจะทาให้ขนึ ้ สนิม
5. อยา่ วางเขม็ ทิศไว้ใกล้ความร้อน เพราะจะทาให้เขม็ ทิศบดิ งอได้
การหาทิศโดยใชเ้ ข็มทิศ
ทศิ เหนือเป็นเพียงทศิ หน่ึงของทศิ ท้งั หลาย ปกตเิ รามักจะสมมุติทศิ เหนือเป็นจุดเร่ิมต้นก็
เพ่ือความสะดวกท่หี น้าปัดเขม็ ทศิ นอกจากจะมเี คร่ืองหมายแสดงทศิ แล้ว ยังมีตวั เลขเพ่ิม
จานวนไปตามเขม็ นาฬิกา เร่ิม 0 ท่ที ศิ เหนือแล้วหมุนตามเขม็ นาฬิกากลับไปท่ที ศิ เหนือมเี ลข
370 เป็นตัวเลขบอกองศา ฉะน้ันทศิ ตะวันออกจึงเป็น 90 องศา ทศิ ใต้ 180 องศา ตะวันตก
270 องศา เม่อื เราหาทศิ ได้ เรากจ็ ะทราบทศิ อ่นื ๆได้ โดยหันหน้าไปทางทศิ เหนือ ข้างหลังคือ
ทศิ ใต้ ขวามือคอื ทศิ ตะวันออก ช้ายมอื คือตะวันตก
การหาทิศโดยไม่ใชเ้ ข็มทิศ
1. สงั เกตดวงอาทิตย์ ในเวลากลางวนั ให้สงั เกตดวงอาทติ ย์ ข้นึ -ตก ตาม
ฤดูกาล
2. สงั เกตดวงจันทร์ ในเวลากลางคนื ให้สงั เกตดวงจนั ทร์ ด้านท่สี ว่างจะ
หันไปทางทศิ ตะวนั ตก ด้านเว้าแหว่งจะหันไปทางทศิ ตะวนั ออก
3. สงั เกตลม ใช้หญ้าแห้งหรือฝ่ นุ โยนไปในอากาศ จะทราบว่าลมพัด
มาจากทศิ ทางใด
4. สงั เกตเถาวลั ย์ เถาวัลยท์ ่พี ันต้นไม้จะชูยอดไปทางทศิ ตะวันออกเสมอ
เรากจ็ ะหาทศิ อ่นื ได้
5. สงั เกตต้นไม้ เม่อื ดวงอาทติ ย์ลับขอบฟ้ าไปแล้ว ให้เอาแก้มแนบ
ต้นไม้ดูด้านท่อี ่นุ ๆ จะเป็นทศิ ตะวนั ตก
6. สงั เกตดาว ดาวเคราะห์เป็นดาวพเนจรข้นึ ไม่ประจาท่จี งึ ไม่นยิ ม
สงั เกตดาวในการหาทศิ