รายงานเรื่องการวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine ก รายงานในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย จัดท�ำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลต้นทุนค่าใช้จ่ายงานบริการด้านการส่งเสริม สุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทย ซึ่งในปัจจุบันงานบริการด้านการแพทย์แผนไทยมีการให้บริการอย่างกว้างขวาง และเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะบริการด้านการนวด การอบ และการประคบสมุนไพร ซึ่งการบริการมีทั้งด้านการรักษา และด้านการส่งเสริมและป้องกันโรคเพื่อฟื้นฟูสุขภาพร่างกาย ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยนั้นจะมุ่งเน้นไปในด้านการรักษา อาการต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามการให้บริการด้านการแพทย์แผนไทยก็มีส่วนในการให้บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการให้บริการในสถานบริการนั้นๆ โดยในการศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลจาก สถานบริการสาธารณสุขของรัฐจ�ำนวน 24 แห่ง จาก 8 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ต้นแบบดีเด่นด้านการแพทย์แผนไทย และในการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุน ต่อหน่วยกิจกรรมบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทยนี้ จึงเป็นการรายงานครั้งแรกที่มีการศึกษาเรื่องของการวิเคราะห์ต้นทุน กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบ นโยบายให้ด�ำเนินการศึกษาวิจัยน�ำร่องในเรื่องนี้ โดยได้ด�ำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลกิจกรรมบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคในโรงพยาบาล และใน รพ.สต. รวมทั้งการน�ำกิจกรรมจากบัญชีรหัสกลุ่มโรคอาการและหัตถการด้าน การแพทย์แผนไทย ICD - 10 - TM มาเป็นแนวทางในการก�ำหนดกิจกรรมบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยวิเคราะห์กิจกรรมการให้บริการประชาชนในแต่ละกลุ่มวัยตามหลักสิทธิประโยชน์รวม 5 กลุ่มวัย ผลการศึกษาเบื้องต้น ท�ำให้ทราบแนวทางการค�ำนวณต้นทุนงานบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคข้อมูลต้นทุนรายกิจกรรม และข้อมูลรวมต่อหัวประชากร ในปัจจุบันการจ�ำแนกกิจกรรมระหว่างการรักษาและการส่งเสริมสุขภาพด้านแพทย์แผนไทย ยังมีความทับซ้อนอยู่บ้าง ท�ำให้ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรมดังกล่าวมีความแตกต่างกันระหว่างค่าต�่ำสุด (MIN) และค่าสูงสุด (Max) การรายงานนี้จึงน�ำค่ามัธยมฐาน (Median) มาเป็นข้อมูลในการน�ำเสนอค่าต้นทุนต่อหน่วย กิจกรรม นับเป็นจุดเริ่มต้นในการวิเคราะห์ต้นทุนด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทย ที่ยังไม่เคย มีการศึกษามาก่อน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เห็นว่าการวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการด้านการส่งเสริม สุขภาพและป้องกันโรคมีความส�ำคัญต่อการพัฒนางานด้านการแพทย์แผนไทย จึงได้เผยแพร่รายงานฉบับนี้ โดยคาดหวังว่า ผลการศึกษานี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนากระบวนการวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคที่ส�ำคัญในการขับเคลื่อนงานการแพทย์แผนไทยในอนาคต และจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่สะท้อนต้นทุน ในปัจจุบันที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดการก�ำหนดชุดสิทธิประโยชน์ส�ำหรับผู้มารับบริการ ด้านการแพทย์แผนไทย ทั้งนี้หากมีข้อเสนอแนะประการใดสามารถติดต่อได้ที่ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย หมายเลขโทรศัพท์ 0 2149 5693 เพื่อการปรับปรุงในโอกาสต่อไป นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ค�ำน�ำ
กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ข กิตติกรรมประกาศ รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้วยการแพทย์ แผนไทย ส�ำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีด้วยความกรุณาของท่านอธิบดีและท่านรองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ผู้อ�ำนวยการกองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย ที่ให้ความส�ำคัญในการสนับสนุนโครงการนี้ ขอขอบคุณท่านผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 8 นายแพทย์ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ ผู้ซึ่งให้ความส�ำคัญต่องานการแพทย์แผนไทยและเป็นผู้ริเริ่มให้ด�ำเนินการจัดท�ำ โครงการนี้ขึ้นมา ขอขอบคุณทีมอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่านที่ได้สละเวลาในการศึกษาและสรุปผลการวิเคราะห์ในครั้งนี้ จนบรรลุวัตถุประสงค์ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่ร่วมด�ำเนินการให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโรงพยาบาล ชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพทั้ง 24 แห่ง ที่ได้เสียสละเวลาและน�ำข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์มาน�ำเสนอ จนกระทั่งสามารถค�ำนวณต้นทุนกิจกรรมบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทยได้เป็นอย่างดี การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นต้นแบบของการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคที่เป็นรูปธรรมสะท้อนต้นทุนที่ชัดเจน ขอขอบคุณคณะท�ำงาน เจ้าหน้าที่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ของกองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการด�ำเนินงาน ตามภารกิจของโครงการนี้ ขอขอบคุณคณะผู้วิจัยทุกท่านเป็นอย่างสูง รวมทั้งท่านที่ไม่ได้กล่าวนามในที่นี้ ที่ให้ความร่วมมือ จนผลการศึกษาเสร็จสมบูรณ์ ผู้วิจัย
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine ค บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงส�ำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนต่อหัวประชากรของการจัดบริการ ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ด้วยวิธีการศึกษาต้นทุนรายกิจกรรม (Activities Based Costing : ABC) ในมุมมองของผู้ให้บริการ (Provider perspective) โดยใช้วิธีค�ำนวณต้นทุนแบบมาตรฐาน ที่อิงวิธีการพื้นฐานจากแนวทางการค�ำนวณต้นทุนของงานบริการสาธารณะของกรมบัญชีกลาง เก็บรวบรวมข้อมูลจาก สถานบริการสาธารณสุขของรัฐที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบดีเด่นด้านการแพทย์แผนไทย ในปีงบประมาณ 2562 จาก 8 จังหวัด โดยแต่ละจังหวัด คัดเลือกโรงพยาบาลชุมชน 1 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบล 2 แห่ง รวมทั้งสิ้น 24 แห่ง ข้อมูลทุติยภูมิเก็บรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติงานจริงและข้อมูลจากแนวทางการด�ำเนินงานกิจกรรม บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยใน 5 กลุ่มวัย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมส�ำเร็จรูป Excel 2010 โดยใช้สถิติเชิงปริมาณ น�ำเสนอข้อมูลเป็นจ�ำนวน ร้อยละ และการวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ผลการศึกษา พบว่า 1. ต้นทุนรวม ของการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย พบว่า ต้นทุนรวมมีค่า ต�่ำสุด (Minimum) 1,783.06 บาท มีค่าสูงสุด (Maximum) 1,331,501.72 บาท มีค่ามัธยฐาน (Median) 62,213.79 บาท และมีค่าเฉลี่ย (Mean) 275,106.77 บาท โดยมีสัดส่วนค่าแรงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 54.51 - 82.73 รองลงมาคือ สัดส่วนค่าวัสดุคิดเป็นร้อยละ 6.79 - 41.74 โดยมีสัดส่วนค่าลงทุนต�่ำสุด คิดเป็นร้อยละ 1.31 - 23.65 2. ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทย จ�ำแนกตามกลุ่มวัย ดังนี้ 1) กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด พบว่า กิจกรรมทับหม้อเกลือ มีค่ามัธยฐานสูงสุด คิดเป็น 206.56 บาท และกิจกรรมการคัดกรองหัวนมบุ๋ม มีค่ามัธยฐานต�่ำสุดคิดเป็น 11.03 บาท 2) กลุ่มเด็กอายุ 1 - 5 ปี พบว่า มีกิจกรรมกระตุ้น พัฒนาการเด็กมีค่ามัธยฐานสูงสุด คิดเป็น 25.27 บาท และกิจกรรมซักประวัติตรวจร่างกาย มีค่ามัธยฐานต�่ำสุด คิดเป็น 15.47 บาท 3) กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น 6 - 24 ปี พบว่า กิจกรรมนวดส่งเสริมสุขภาพ มีค่ามัธยฐานสูงสุด คิดเป็น 122.82 บาท และกิจกรรมซักประวัติตรวจร่างกาย มีค่ามัธยฐานต�่ำสุดคิดเป็น 32.97 บาท 4) กลุ่มผู้ใหญ่อายุ 25 - 59 ปี พบว่า กิจกรรม การอบสมุนไพร ค่ามัธยฐานสูงสุด คิดเป็น 129.97 บาท และกิจกรรมการใช้อุปกรณ์พื้นบ้านในการฟื้นฟูสภาพ มีค่ามัธยฐาน ต�่ำสุดคิดเป็น 11.93 บาท 5) กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พบว่า กิจกรรมการอบสมุนไพรมีค่ามัธยฐานสูงสุดคิดเป็น 100.13 บาท และกิจกรรมซักประวัติตรวจร่างกาย มีค่ามัธยฐานต�่ำสุดคิดเป็น 21.21 บาท 3. ต้นทุนรวมต่อหัวประชากร ในทุกกลุ่มวัย พบว่า มีต้นทุนบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้วยการแพทย์แผนไทย คิดเป็นจ�ำนวน 465.43 บาทต่อหัวประชากร ข้อเสนอแนะ ผลการศึกษานี้จะเป็นข้อมูลเชิงนโยบายส�ำหรับน�ำเสนอเข้าสู่การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ด้านการ ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทย นอกจากนั้นควรมีการศึกษาวิเคราะห์ความคุ้มค่าคุ้มทุนรวมทั้ง การศึกษารูปแบบและกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่มีรูปแบบแนวทางในการด�ำเนินงานที่เป็นทิศทาง เดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการก�ำหนดชุดสิทธิประโยชน์รวมทั้งเป็นแนวทางให้กับหน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐในการ ให้บริการที่สอดคล้องกับการพัฒนาสุขภาวะของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อเป็นสิทธิสวัสดิการส�ำหรับผู้มา รับบริการได้อย่างเท่าเทียมกันต่อไป
กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ Abstract This survey research aims to estimate the unit cost and calculate cost per capita of health promotion and disease prevention in Thai tradition medicine (TTM) activities in health care providers under Ministry of Public Health. The unit cost per activities were calculated based on activity-based costing (ABC) in the 2018 fiscal year and presented under providers’ perspective. The 8 provinces of TTM service prototype were purposive sampling in four regions. The total sample size was 24 health care providers which include one community hospital and two health promoting hospitals in each province. The secondary data was collected by empirical costing approach and normative costing approach which based on TTM services for 5 age groups . Excel 2010 was used to collect and analyzed the data. The unit cost and the cost per capita were presented with percentage and measures of central tendency. 1. The findings showed the total cost on health promotion and disease prevention in Thai tradition medicine (TTM) activities were presented, followed by the minimum cost at 1,783.06 Bath, Maximum cost at 1,331,501.72 Bath, Medium cost at 62,123.76 Bath and Average cost at 275,106.77 Bath. The labor cost was highest range of 54.51 - 82.73 percent. 2. The unit cost on health promotion and disease prevention in Thai tradition medicine (TTM) activities present as 1) Pregnancy and after birth group with 11.03 - 206.56 THB, service over the salt pot is the highest 206.56 THB, and service screening dimpled nipples is the lowest 11.03 THB 2) Child with 1 - 5 age group with 15.47 - 25.27 THB, service encourage child development is the highest 25.27 THB, and service history taking ,physical examination is the lowest 15.47 THB 3) 6 - 24 age group with 32.97 - 122.82, service health promotion massage is the highest 122.82 THB and service history taking, physical examination is the lowest 32.97 THB 4) Adult with 25 - 59 age group with 11.93 - 129.97 THB, service herbal steam is the highest 129.97 THB and service folk equipment rehabilitation is the lowest 11.93 THB and 5) Elderly aged over 60 with 21.21 - 100.13 THB., service herbal steam is the highest 100.13 THB and service history taking ,physical examination is the lowest 21.21 THB 3. In addition, the cost per capita was 465.43 THB for health promotion and disease prevention in TTM activities. Suggertion The result of this study will support the policy recommendations for the benefit package relating to Thai Traditional Medicine Service Activities for Health Promotion and Disease Prevention. The further research should calculate on value for money and break event point in order to provides a reasonable service model of health promotion and disease prevention TTM. ง
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine ค�ำน�ำ ก กิตติกรรมประกาศ ข บทคัดย่อ ค สารบัญ จ สารบัญตาราง ช สารบัญรูปภาพ ซ บทที่ 1 บทน�ำ ที่มาและความส�ำคัญ 1 วัตถุประสงค์การวิจัย 1 ขอบเขตการวิจัย 2 ค�ำจ�ำกัดความ 2 ระยะเวลาด�ำเนินการ 3 ผลที่คาดว่าจะได้รับ 3 บทที่ 2 การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 การบริการด้านการแพทย์แผนไทย 4 กิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยใน 5 กลุ่มวัย 4 แนวทางการสนับสนุนของส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 8 แนวทางการศึกษาต้นทุนและการศึกษาต้นทุนรายกิจกรรม 9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 12 กรอบแนวคิด 17 บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย 18 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา 18 แหล่งข้อมูลในการศึกษา 19 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 20 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 21 การวิเคราะห์ข้อมูล 21 สารบัญ หน้า จ
กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ บทที่ 4 ผลการศึกษา 24 การวิเคราะห์ต้นทุนทางตรงและทางอ้อม 24 การวิเคราะห์ต้นทุนรวม (ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์) 27 การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย 29 จ�ำแนกตามกลุ่มวัย การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหัวประชากร ด้านบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทย 34 ในทุกกลุ่มวัย บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 35 สรุปผลการศึกษา 35 อภิปรายผล 36 ข้อเสนอแนะ 39 บรรณานุกรม 40 ภาคผนวก 43 ภาคผนวก ก. รหัสหน่วยต้นทุนกิจกรรมบริการแพทย์แผนไทย 5 กลุ่มวัย 44 ภาคผนวก ข. กิจกรรมและจ�ำนวนครั้งในการให้บริการในแต่ละกลุ่มวัย 47 ภาคผนวก ค. ค�ำสั่ง 49 ภาคผนวก ง. ต้นทุนแต่ละกิจกรรมจ�ำแนกตามสถานบริการสาธารณสุขของรัฐในแต่ละกลุ่มวัย 52 ภาคผนวก จ. รายชื่อทีมวิจัย 55 สารบัญ หน้า ฉ
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 กิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย 5 กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด ตารางที่ 2 กิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย 6 กลุ่มเด็กเล็กอายุ 1 - 5 ปี ตารางที่ 3 กิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย 7 กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นอายุ 6 - 24 ปี ตารางที่ 4 กิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย 7 กลุ่มผู้ใหญ่อายุ 25 - 59 ปี ตารางที่ 5 กิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย 8 กลุ่มวัยผู้สูงอาย 60 ปีขึ้นไป ตารางที่ 6 รายชื่อสถานบริการสาธารณสุขเป้าหมายที่ด�ำเนินการศึกษาวิจัย 18 ตารางที่ 7 ข้อมูลการปฏิบัติงานจริงของกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 20 ด้านการแพทย์แผนไทย ตารางที่ 8 วิธีการค�ำนวณต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองแต่ละกิจกรรม จ�ำแนกตามประเภทของวัสดุ 22 ตารางที่ 9 ต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อมแยกตามสถานบริการสาธารณสุขแต่ละแห่ง (N - 24) 26 ตารางที่ 10ต้นทุนรวมแยกตามสถานบริการสาธารณสุขแต่ละแห่ง 28 ตารางที่ 11ต้นทุนการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพฯ ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด 30 ตารางที่ 12ต้นทุนการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพฯ ในกลุ่มเด็กเล็ก 1 - 5 ปี 31 ตารางที่ 13ต้นทุนการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพฯ ในกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น 6 - 24 ปี 32 ตารางที่ 14ต้นทุนการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพฯ ในกลุ่มผู้ใหญ่ 25 - 59 ปี 33 ตารางที่ 15ต้นทุนการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพฯ ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 34 ตารางที่ 16การค�ำนวณต้นทุนต่อหัวประชากรด้านการแพทย์แผนไทยตามกิจกรรม 34 การส่งเสริมสุขภาพฯ ทุกกลุ่มวัย ตารางที่ 17รายการกิจกรรมบริการแพทย์แผนไทยและรหัสหน่วยต้นทุนกลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด 44 ตารางที่ 18รายการกิจกรรมบริการแพทย์แผนไทยและรหัสหน่วยต้นทุนกลุ่มเด็กอายุ 1 - 5 ปี 45 ตารางที่ 19 รายการกิจกรรมบริการแพทย์แผนไทยและรหัสหน่วยต้นทุนกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นอายุ 6 - 24 ปี 45 ตารางที่ 20รายการกิจกรรมบริการแพทย์แผนไทยและรหัสหน่วยต้นทุนกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 25 - 59 ปี 46 ตารางที่ 21รายการกิจกรรมบริการแพทย์แผนไทยและรหัสหน่วยต้นทุนกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 46 ช
กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ภาพที่ 1 ขั้นตอนของระบบต้นทุนแบบเดิม 11 ภาพที่ 2 ขั้นตอนของระบบต้นทุนแบบปัจจุบัน 11 ภาพที่ 3 กรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วย 17 ซ สารบัญรูปภาพ หน้า
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 1 1. ที่มาและความส�ำคัญ ปัจจุบันระบบการบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความส�ำคัญกับการดูแลสุขภาพด้วย ศาสตร์การแพทย์แผนไทย โดยมีแผนนโยบายด้านระบบการบริการสุขภาพ ให้มีการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุข ของรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยมากขึ้นอย ่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาสุขภาพอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมด้านการแพทย์แผนไทยอย่างต่อเนื่องโดยมีการระบุในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2560ในมาตรา55 ที่ก�ำหนดให้รัฐต้องด�ำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุข ที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทย ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก�ำหนดให้มีการปฏิรูป ประเทศในหมวด 16 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยเพื่อเศรษฐกิจเป็นส ่วนหนึ่ง ของการด�ำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขเกี่ยวข้องกับ 3 ประเด็นการปฏิรูป ได้แก่ ประเด็นอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยเพื่อเศรษฐกิจ ประเด็นระบบบริการการแพทย์แผนไทย และประเด็นระบบการศึกษา การแพทย์แผนไทย ส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้จัดตั้งกองทุนแพทย์แผนไทยขึ้นในปีพุทธศักราช2550เพื่อจ่ายเงินสมทบ ให้หน่วยบริการประจ�ำ (CUP) ที่มีการจัดบริการการแพทย์แผนไทยให้กับประชาชนในกลุ่มหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า [1] โดยการจ่ายสมทบหน่วยบริการประจ�ำที่จัดบริการการนวดไทยเพื่อลดอาการปวด และเพื่อพื้นฟูผู้ป่วยอัมพฤกษ์/อัมพาต ต่อมาปีพุทธศักราช 2553 ได้จัดสรรเงินกองทุนสมทบการจัดบริการการนวดไทยเพื่อสร้างเสริมสุขภาพหญิงหลังคลอด ต ่อมาในปีพุทธศักราช 2554 ได้จัดสรรเงินกองทุนเพื่อสมทบการจ ่ายยาจากสมุนไพรที่อยู ่ในบัญชียาหลักแห ่งชาติ งบประมาณกองทุนการแพทย์แผนไทยเริ่มต้นจาก 0.5 บาทต่อราย ประชากรในปีพุทธศักราช 2550 จ�ำนวน 28 ล้านบาท เป็น 10.77 บาทต่อรายประชากรในปีพุทธศักราช 2559 จ�ำนวน 525 ล้านบาทเพิ่มขึ้นกว่า 19 เท่าในระยะเวลาเพียงแค่ 10 ปีการบริหารจัดการการแพทย์แผนไทยในระบบหลักประกันสุขภาพแห ่งชาติปีงบประมาณ 2563 มีเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมบริการการแพทย์แผนไทยให้เป็นบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ มากขึ้น และเน้นให้ประชาชนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห ่งชาติเชื่อมั่น เข้าถึงและใช้บริการ การแพทย์แผนไทย และสมุนไพรไทย โดยมีกรอบการบริหารจัดการค่าบริการการแพทย์แผนไทย 14.80 บาทต่อผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติโดยมีการจ่ายตามจ�ำนวนผลงานบริการการแพทย์แผนไทยตามรายการบริการ (Fee Schedule) ด้วยรูปแบบ เงินรวมงบประมาณ (Global budget) โดยก�ำหนดการจ่ายเป็นแบบคะแนน (Point) ประกอบด้วยบริการนวด200คะแนน บริการประคบ 150 คะแนน บริการนวดและประคบ 250 คะแนน บริการอบสมุนไพร 120 คะแนน การฟื้นฟูสมรรถภาพ มารดาหลังคลอดตามแนวเวชปฏิบัติด้านการแพทย์แผนไทย 500 คะแนน และการใช้ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลัก แห่งชาติ25 คะแนน ต่อครั้งบริการ บทที่ 1 บทน�ำ
2 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ในหลักการการให้บริการรักษาพยาบาลนั้นต้องเน้นให้เกิดความครอบคลุม เท่าเทียม และลดความเหลื่อมล�้ำ ในการได้รับบริการ [5] [6] โดยเน้นการจัดบริการที่ให้ผู้บริการสามารถเข้าถึงบริการได้แต่เมื่อพิจารณาจากงบประมาณ ในการสนับสนุนด้านการแพทย์แผนไทยนั้น จะพบว่ามีเพียงแค่บางกลุ่มโรค บางกลุ่มวัยเท่านั้นที่ได้รับการสนับสนุน [4] แต่เมื่อเทียบกับขอบเขตของงานการแพทย์แผนไทยที่ส�ำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้ก�ำหนดไว้ว่าจะต้อง ให้บริการ ตรวจวินิจฉัย รักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ฟื้นฟูสภาพด้านการแพทย์แผนไทยแก่ประชาชน จะเห็นได้ว่าไม่สอดคล้องกันกับงบประมาณที่ส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้จัดตั้งไว้โดยเมื่อพิจารณารายละเอียด ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพุทธศักราช2545ก็จะพบว่าได้มีการก�ำหนดไว้ในมาตรา46ว่าหน่วยบริการ และเครือข ่ายหน ่วยบริการและหน ่วยบริการที่รับการส ่งต ่อผู้รับบริการ มีสิทธิได้รับค ่าใช้จ ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข จากกองทุน ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก�ำหนด โดยอาศัยราคากลาง ที่เป็นจริงของโรคทุกโรคมาเป็นฐานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน และในมาตรา 3 ก�ำหนดไว้ว่า “ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข” หมายความว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการให้บริการสาธารณสุข ของหน่วยบริการ ซึ่งครอบคลุมค่าสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค จากเงื่อนไขดังกล่าวกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกยังไม่เคยศึกษาต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการ ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ของสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศจึงยังไม่สามารถก�ำหนดต้นทุนต่อหัวประชากร ในการสนับสนุนจากส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ (สปสช.) ได้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเห็นว่าควรจะมีการศึกษาอัตราค่าใช้จ่ายงานบริการด้านการแพทย์ แผนไทย ที่ยังไม่ครอบคลุมด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยเฉพาะเกี่ยวกับต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการ ด้านการแพทย์แผนไทยรวมทั้งต้นทุนต่อหัวประชากร จึงได้ด�ำเนินการศึกษาการวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการ ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทยขึ้น โดยคาดหวังว่าผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้จะเป็น ประโยชน์ในการก�ำหนดชุดสิทธิประโยชน์ และการก�ำหนดอัตราการเบิกจ่ายของงานบริการดังกล่าวที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้อง และครอบคลุมต้นทุนที่เกิดขึ้น และเป็นประโยชน์ให้กับสถานบริการสาธารณสุขรวมทั้งประชาชนผู้มารับบริการ ด้านการแพทย์แผนไทยในโอกาสต่อไป 2. วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาต้นทุนรวมของงานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย 2. เพื่อศึกษาต้นทุนต ่อหน ่วยกิจกรรมบริการงานส ่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย จ�ำแนกตามกลุ่มวัย 3. เพื่อศึกษาต้นทุนต่อหัวประชากรในการให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย ทุกกลุ่มวัย 3. ขอบเขตการวิจัย 1. ศึกษาเฉพาะกิจกรรมการให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการ สาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น 2. ก�ำหนดจ�ำนวนครั้งของการให้บริการแต ่ละกิจกรรมเพื่อสามารถค�ำนวณต้นทุนในแต ่ละสถานบริการ ที่มีรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างกันได้ 3. ในการศึกษาครั้งนี้จะไม่น�ำกิจกรรมด้านการรักษาพยาบาล การผลิตยา การปรุงยาเฉพาะราย มาวิเคราะห์ 4. ด�ำเนินการเก็บข้อมูล ในระหว่างเดือน มกราคม ถึง ธันวาคม 2562
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 3 4. ระยะเวลาด�ำเนินการ ตุลาคม 2562 - กันยายน 2563 5. ค�ำจ�ำกัดความ ต้นทุนกิจกรรม (Activity cost) หมายถึง ต้นทุนของทรัพยากรทั้งหมดที่ใช้ไปในการประกอบกิจการ ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย ค่าแรง ค่าวัสดุสิ้นเปลือง ค่าครุภัณฑ์และอื่นๆ ต้นทุนค่าแรง (Labor cost : LC) หมายถึงต้นทุนจากการด�ำเนินงาน ค่าตอบแทน ค่าจ้างล่วงเวลาค่าเบี้ยเลี้ยง ต้นทุนค่าวัสดุ (Material cost : MC) หมายถึง ต้นทุนจากมูลค่าของวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ ที่ใช้ไป ต้นทุนค่าครุภัณฑ์ (Capital cost: CC) หมายถึง ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเสื่อมราคาตามอายุของการใช้งาน ของอาคาร สิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ต่าง ๆ ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 5 กลุ่มวัย หมายถึง กิจกรรมการให้บริการกับประชาชนดูแลสุขภาพร่างกาย และป้องกันโรคในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด กลุ่มเด็กอายุ1 - 5 ปีกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นอายุ6 - 24 ปีกลุ่มผู้ใหญ่ อายุ25-59 ปีและกลุ่มผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป เช่น การนวดส่งเสริมสุขภาพ การแช่สมุนไพรเพื่อสุขภาพ การบริหารร่างกาย ด้วยท่าฤาษีดัดตน การนั่งสมาธิการใช้อุปกรณ์พื้นบ้านในการฟื้นฟูสุขภาพ ต้นทุนทางตรง หมายถึง ต้นทุนที่เก็บรวบรวมค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์ จากการบริการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยโดยตรง ต้นทุนทางอ้อม หมายถึง ต้นทุนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์ แผนไทยตามรายกิจกรรมโดยตรง เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจากหน่วยสนับสนุนในการจัดบริการที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจาก หน่วยต้นทุนใด 6. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. สถานบริการสาธารณสุขของรัฐทราบข้อมูลและแนวทางในการค�ำนวณต้นทุนต ่อหน ่วยกิจกรรมบริการ ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยทั้งต้นทุนทางตรงทางอ้อมและต้นทุนรวม 2. เป็นแนวทางในการก�ำหนดกิจกรรมการให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย ในแต่ละกลุ่มวัย 3. เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ท�ำให้ทราบราคาต้นทุนต่อหัวประชากรในการให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยทุกกลุ่มวัย 4. ผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถน�ำมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการก�ำหนดสิทธิประโยชน์ ให้กับประชาชนที่มารับบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทย
4 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทย ได้ด�ำเนินการทบทวนข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. การบริการด้านการแพทย์แผนไทย 2. กิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยใน 5 กลุ่มวัย 3. แนวทางการสนับสนุนของส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 4. แนวทางการศึกษาต้นทุนและการศึกษาต้นทุนรายกิจกรรม 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6. กรอบแนวคิด 1. การบริการด้านการแพทย์แผนไทย การบริการการแพทย์แผนไทยเข้ามามีบทบาทในระบบการสาธารณสุขมากยิ่งขึ้น จากแรงสนับสนุนทั้งทางตรง และทางอ้อมของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมในด้านการก�ำหนดยุทธศาสตร์การวางแผน ส่งเสริมและพัฒนา ก�ำลังคนด้านการแพทย์แผนไทยในระดับชาติ[5] ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2550 และธรรมนูญ ว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติพุทธศักราช 2552 ระบุว่าการจัดบริการแพทย์แผนไทยเป็นส่วนหนึ่งของบริการสาธารณสุข นอกจากนี้แผนยุทธศาสตร์ชาติการพัฒนาภูมิปัญญาไทสุขภาพวิถีไท ฉบับที่ 2 พุทธศักราช 2555-2559 ที่ได้ก�ำหนด ยุทธศาสตร์ในการด�ำเนินงานแพทย์แผนไทยโดยเฉพาะในประเด็นยุทธศาสตร์ที่2การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนและระบบ บริการสาธารณสุขที่ก�ำหนดให้มีการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนและพัฒนาคุณภาพระบบบริการการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกที่ได้มาตรฐานตั้งแต่ระดับปฐมภูมิทุติยภูมิและตติยภูมิและในประเด็นยุทธศาสตร์ที่3การพัฒนา ก�ำลังคนด้านการแพทย์พื้นบ้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยพัฒนามาตรฐานการผลิตก�ำลังคน การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง และการก�ำหนดโครงสร้างและกรอบอัตราก�ำลังคนด้านการแพทย์แผนไทย [5] 2. กิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยใน 5 กลุ่มวัย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีการพัฒนางานการแพทย์แผนไทยในระบบบริการสุขภาพ ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา และการฟื้นฟูสุขภาพ โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค (Promotion & Prevention) จึงท�ำให้งานบริการด้านการแพทย์แผนไทยเป็นที่รู้จักได้รับความนิยม จากผู้ป่วยเป็นอย่างมาก รวมทั้งผู้บริหารของสถานบริการสาธารณสุขของรัฐทุกระดับให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาและบูรณางานการแพทย์แผนไทยให้สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบสุขภาพและให้บริการได้อย่าง มั่นใจ ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพในกลุ่มวัยต่างๆ ให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) ประกอบกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จัดให้กับประชาชนไทย ทุกสิทธิโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ อัตราป่วย/อัตราตายที่เป็นภาระโรคของประเทศและส่งเสริม บทที่ 2 การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 5 สุขภาพแม่และเด็ก บรรลุเป้าประสงค์ที่ต้องการให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือน ประชาชนไทยทุกสิทธิได้แก่ ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผู้มีสิทธิประกันสังคม ผู้มีสิทธิสวัสดิการข้าราชการ/ รัฐวิสาหกิจ/เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสิทธิอื่นๆ ย่อมมีสิทธิเข้าถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกัน โรคตามประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุข ฉบับที่ 10 ของประชาชนแต่ละกลุ่มวัยรายการหรือกิจกรรมบริการ สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค(สิทธิประโยชน์) ที่ประชาชนทุกสิทธิจะได้รับ แยกตามกลุ่มวัยเป็น 5กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด กลุ่มเด็กเล็กอายุ1 - 5 ปีกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นอายุ6 - 24 ปีกลุ่มผู้ใหญ่อายุ25 - 59 ปี และกลุ่มผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป [1] การส่งเสริมด้านการแพทย์แผนไทยมีการระบุไว้ในในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในมาตรา 55 ที่ก�ำหนดให้รัฐต้องด�ำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้าง ให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคและส่งเสริม สนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญา ด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดและก�ำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศในหมวด 16 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยเพื่อเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของการด�ำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขเกี่ยวข้องกับ 3 ประเด็นการปฏิรูป ได้แก่ ประเด็นอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยเพื่อเศรษฐกิจ ประเด็นระบบบริการ การแพทย์แผนไทย และประเด็นระบบการศึกษาการแพทย์แผนไทย ทั้งนี้เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพให้เกิดกิจกรรมการให้บริการได้อย ่างทั่วถึง สามารถให้บริการได้ ทั้ง 5 กลุ่มวัย สามารถกระจายงบประมาณเพื่อให้เกิดระบบการดูแลสุขภาพในทุกกลุ่มประชากรได้อย่างครอบคลุม และเหมาะสม รวมทั้งมีการพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมและฟื้นฟูสภาพต่อผู้รับบริการในกิจกรรมด้านต่างๆ โดยเฉพาะงานการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก ที่มีความส�ำคัญต่อระบบสุขภาพทั้ง 5 กลุ่มวัย ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก�ำหนดกิจกรรมการให้บริการและจ�ำนวนครั้งของการให้บริการไว้ดังนี้ ตารางที่ 1 แสดงกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด ก่อนคลอด 1 ซักประวัติตรวจร่างกาย หญิงตั้งครรภ์ ทุกครั้งที่เข้ารับบริการ 2 นวด/ประคบ หญิงตั้งครรภ์ ทุกครั้งที่เข้ารับบริการ(ตามความสมัครใจ) 3 ประคบ หญิงตั้งครรภ์ ทุกครั้งที่เข้ารับบริการ(ตามความสมัครใจ) 4 แช่เท้า หญิงตั้งครรภ์ ทุกครั้งที่เข้ารับบริการ(ตามความสมัครใจ) 5 นวดกล่อมท้อง หญิงตั้งครรภ์ ทุกครั้งที่เข้ารับบริการ(ตามความสมัครใจ) 6 การตรวจคัดกรองหัวนมบุ๋ม หญิงตั้งครรภ์ ทุกครั้งที่เข้ารับบริการ(ตามความสมัครใจ) ล�ำดับ รายการบริการ กลุ่มเป้าหมาย ความถี่
6 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ล�ำดับ รายการบริการ กลุ่มเป้าหมาย ความถี่ หลังคลอด 7 ซักประวัติตรวจร่างกาย หญิงหลังคลอดตั้งแต่2 วัน ทุกครั้งที่มารับบริการ หลังคลอด 8 การนวดแต่งท้อง หลังคลอด 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 5 ครั้ง ตามความสมัครใจ 9 การนวดกระตุ้นน�้ำนมหลังคลอด หลังคลอด 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 5 ครั้ง ตามความสมัครใจ 10 การประคบเต้านมหลังคลอด หลังคลอด 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 5 ครั้ง ตามความสมัครใจ 11 อาบน�้ำสมุนไพรหลังคลอด หลังคลอด 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 5 ครั้ง ตามความสมัครใจ 12 การใช้ผ้าพันหน้าท้อง เพื่อพยุงหน้าท้อง หลังคลอด 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 5 ครั้ง ตามความสมัครใจ และมดลูก 13 การเข้ากระโจม หลังคลอด 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 5 ครั้ง ตามความสมัครใจ 14 การนั่งถ่าน หลังคลอด 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 5 ครั้ง ตามความสมัครใจ 15 การอยู่ไฟ หลังคลอด 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 5 ครั้ง ตามความสมัครใจ 16 การนาบอิฐ (ก้อนเส้า) หลังคลอด 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 5 ครั้ง ตามความสมัครใจ 17 การใช้สมุนไพรเพื่อขับน�้ำคาวปลา หลังคลอด 2 สัปดาห์ ตามความจ�ำเป็น ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ 18 การทับหม้อเกลือ หลังคลอด 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 5 ครั้ง ตามความสมัครใจ 1 ซักประวัติตรวจร่างกาย เด็กอายุ1 - 5 ปี ทุกครั้งที่มารับบริการ 2 การบริบาลทารกด้วยการแต่งตัว เด็กอายุ1 - 5 ปี จ�ำนวน 2 ครั้ง แล้วแต่กรณี 3 การบริบาลทารกด้วยการเขียนคิ้ว เด็กอายุ1 - 5 ปี จ�ำนวน 2 ครั้ง แล้วแต่กรณี 4 การบริบาลทารกด้วยการดัดแขนขา เด็กอายุ1 - 5 ปี จ�ำนวน 2 ครั้ง แล้วแต่กรณี ให้เหมาะสม 5 การบริบาลทารกด้วยการใช้สมุนไพร เด็กอายุ1 - 5 ปี จ�ำนวน 2 ครั้ง แล้วแต่กรณี เช่นการใช้ยาทาท้อง การกวาดคอ 6 นวดกระตุ้นพัฒนาการเด็ก เด็กอายุ1 - 5 ปี จ�ำนวน 2 ครั้ง แล้วแต่กรณี ล�ำดับ รายการบริการ กลุ่มเป้าหมาย ความถี่ ตารางที่ 2 แสดงกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยในกลุ่มเด็กเล็กอายุ1 - 5 ปี
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 7 ตารางที่ 3 แสดงกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นอายุ6-24 ปี ตารางที่ 4 แสดงกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยกลุ่มผู้ใหญ่อายุ25 - 59 ปี 1 ซักประวัติตรวจร่างกาย ผู้มีอายุ25 ปีขึ้นไป ทุกครั้งที่รับบริการ/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 2 การใช้อุปกรณ์พื้นบ้านในการฟื้นฟูสภาพ ผู้มีอายุ25 ปีขึ้นไป ตามความสมัครใจ/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 3 การแช่เท้า/การนวดเท้าเพื่อกระตุ้น ผู้มีอายุ25 ปีขึ้นไป ตามความสมัครใจ/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี การไหลเวียนโลหิต 4 การนวดส่งเสริมสุขภาพทั่วไป ผู้มีอายุ25 ปีขึ้นไป ตามความจ�ำเป็น/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 5 การอบสมุนไพร ผู้มีอายุ25 ปีขึ้นไป ตามความจ�ำเป็น/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 6 การประคบสมุนไพร ผู้มีอายุ25 ปีขึ้นไป ตามความจ�ำเป็น/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 7 การสอน/การสาธิต : อาหารสมุนไพร ผู้มีอายุ25 ปีขึ้นไป ตามความจ�ำเป็น/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 8 ฤาษีดัดตน ผู้มีอายุ25 ปีขึ้นไป อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี/ทุกครั้งที่รับบริการ 9 ธรรมานามัย ผู้มีอายุ25 ปีขึ้นไป อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี/ทุกครั้งที่รับบริการ 10 สมาธิบ�ำบัด SKT อื่นๆ ผู้มีอายุ25 ปีขึ้นไป อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี/ทุกครั้งที่รับบริการ 11 อื่นๆ (สอนท�ำสมุนไพรเอง) ดูแลตัวเองด้วยสมุนไพร การใช้ยาลดบุหรี่) ล�ำดับ รายการบริการ กลุ่มเป้าหมาย ความถี่ 1 ซักประวัติตรวจร่างกาย เด็กโตและวัยรุ่น ทุกครั้งที่รับบริการ 2 การนวดส่งเสริมสุขภาพ เด็กโตและวัยรุ่น ตามความสมัครใจ/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 3 การอบสมุนไพร เด็กโตและวัยรุ่น ตามความสมัครใจ/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 4 การประคบสมุนไพร เด็กโตและวัยรุ่น ตามความสมัครใจ/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 5 การใช้หญ้าดอกขาวในการลดบุหรี่, เด็กโตและวัยรุ่น ตามความสมัครใจ การอมกานพลู 6 การจ่ายยาสมุนไพรปรับประจ�ำเดือน เด็กโตและวัยรุ่น ตามความสมัครใจ 7 อบสมุนไพรลดความอยากบุหรี่ เด็กโตและวัยรุ่น ตามความสมัครใจ 8 สอนสาธิตการใช้สมุนไพร เด็กโตและวัยรุ่น ตามความสมัครใจ ล�ำดับ รายการบริการ กลุ่มเป้าหมาย ความถี่
8 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ 3. แนวทางการสนับสนุนของส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีการสนับสนุนด้านงบประมาณ โดยส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้จัดตั้งกองทุนแพทย์แผนไทยขึ้นในปีพุทธศักราช2550เพื่อจ่ายเงินสมทบให้หน่วยบริการประจ�ำ (CUP) ที่มีการจัดบริการ การแพทย์แผนไทยให้กับประชาชนในกลุ่มหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยการจ่ายสมทบหน่วยบริการประจ�ำที่จัดบริการ การนวดไทยเพื่อลดอาการปวด และเพื่อพื้นฟูผู้ป่วยอัมพฤกษ์/อัมพาต ต่อมาปีพุทธศักราช 2553 ได้จัดสรรเงินกองทุน สมทบการจัดบริการการนวดไทยเพื่อสร้างเสริมสุขภาพหญิงหลังคลอด และปีพุทธศักราช 2554 ได้จัดสรรเงินกองทุน เพื่อสมทบการจ่ายยาจากสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติงบประมาณกองทุนการแพทย์แผนไทยเริ่มต้นจาก0.5 บาท ต่อหัวประชากร โดยในปีพุทธศักราช 2550 จากจ�ำนวน 28 ล้านบาท เป็น 10.77 บาทต่อหัวประชากรในปีพุทธศักราช 2559 จ�ำนวน 525 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 19 เท่าในระยะเวลาเพียงแค่10 ปี เมื่อพิจารณาจากงบประมาณในการสนับสนุนนั้น จะพบว่ามีเพียงแค่บางกลุ่มโรค บางกลุ่มวัยเท่านั้นที่ได้รับ การสนับสนุน แต่เมื่อเทียบกับขอบเขตของแพทย์แผนไทยที่ส�ำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้ก�ำหนดไว้ว่า จะต้องให้บริการตรวจวินิจฉัยรักษาพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ฟื้นฟูสภาพด้านการแพทย์แผนไทยแก่ประชาชน จะเห็นได้ว่าไม่สอดคล้องกันกับงบประมาณที่ส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้จัดตั้งไว้โดยเมื่อพิจารณารายละเอียด ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห ่งชาติพุทธศักราช 2545 ก็จะพบว ่าได้มีการก�ำหนดไว้ในมาตรา 46 ว่าหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการ และหน่วยบริการที่รับการส่งต่อผู้รับบริการ มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการ สาธารณสุขจากกองทุน ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก�ำหนดโดยอาศัย ราคากลางที่เป็นจริงของโรคทุกโรคมาเป็นฐาน ตามข้อเสนอเเนะของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน และในมาตรา3ก�ำหนดไว้ว่า “ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข” หมายความว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการให้บริการ สาธารณสุขของหน่วยบริการ ซึ่งครอบคลุมค่าสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค การสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ตารางที่ 5 แสดงกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยกลุ่มวัยผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป ล�ำดับ รายการบริการ กลุ่มเป้าหมาย ความถี่ 1 ซักประวัติตรวจร่างกาย ผู้มีอายุ60 ปีขึ้นไป ทุกครั้งที่รับบริการ 2 การใช้อุปกรณ์พื้นบ้านในการฟื้นฟูสภาพ ผู้มีอายุ60 ปีขึ้นไป ตามความสมัครใจ/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 3 การแช่เท้า/การนวดเท้าเพื่อกระตุ้น ผู้มีอายุ60 ปีขึ้นไป ตามความสมัครใจ/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี การไหลเวียนโลหิต 4 การนวดส่งเสริมสุขภาพทั่วไป ผู้มีอายุ60 ปีขึ้นไป ตามความจ�ำเป็น/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 5 การอบสมุนไพร ผู้มีอายุ60 ปีขึ้นไป ตามความจ�ำเป็น/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 6 การประคบสมุนไพร ผู้มีอายุ60 ปีขึ้นไป ตามความจ�ำเป็น/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 7 การสอน/การสาธิต : อาหารสมุนไพร ผู้มีอายุ60 ปีขึ้นไป ตามความจ�ำเป็น/อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี 8 ษีดัดตน ผู้มีอายุ60 ปีขึ้นไป อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี/ทุกครั้ง ที่รับบริการ 9 ธรรมานามัย ผู้มีอายุ60 ปีขึ้นไป อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี/ทุกครั้ง ที่รับบริการ 10 สมาธิบ�ำบัด SKT อื่นๆ ผู้มีอายุ60 ปีขึ้นไป อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี/ทุกครั้ง ที่รับบริการ
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 9 4. แนวทางการศึกษาต้นทุนและการศึกษาต้นทุนรายกิจกรรม ต้นทุน คือ ทรัพยากรปัจจัยน�ำเข้าหรือค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการด�ำเนินงานจัดบริการหรือประกอบกิจการซึ่งอาจเป็น ค่าแรง ค่าวัสดุ หรือค่าลงทุน ต้นทุนอาจเกิดขึ้นภายในหน่วยงานที่ด�ำเนินงานนั้นโดยตรง หรือส่งผ่านมาจากหน่วยงานอื่น โดยทางอ้อม เนื่องจากหน่วยบริการนั้นต้องไปใช้บริการจากหน่วยงานอื่น ต้นทุนบางอย่างเป็นต้นทุนคงที่ บางอย่าง เป็นต้นทุนผันแปร แนวคิดเกี่ยวกับการค�ำนวณต้นทุนของสถานพยาบาล กล่าวว่าต้นทุนคือ มูลค่าของทรัพยากรปัจจัยการผลิต หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการด�ำเนินงานจัดบริการหรือประกอบกิจการ ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต้นทุนเกิดจากการ ที่ทรัพยากรหนึ่งๆ เมื่อถูกใช้ไปกับกิจกรรมหนึ่งแล้ว จะไม่สามารถน�ำทรัพยากรนั้นมาใช้กับกิจกรรมอื่นได้อีก ท�ำให้ต้อง สูญเสียมูลค่าของการผลิตกิจกรรมที่เป็นทางเลือกอื่นไป เรียกว่า “ค่าเสียโอกาส” (Opportunity cost) [6] ค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) ค่าเสียโอกาสนั้นจะได้รับการตีค่าเป็นต้นทุนของการผลิตในอีกมุมมองหนึ่ง ที่มักน�ำมาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์ต้นทุน คือ มุมมองทางบัญชีซึ่งต้นทุน จะหมายถึง มูลค่าของทรัพยากรเมื่อตีค่าเป็นตัวเงิน ดังนั้น ในการศึกษาหรือวิเคราะห์ต้นทุนจ�ำเป็นจะต้องระบุไว้เสมอว่าเราจะใช้มุมมองทางเศรษฐศาสตร์หรือ มุมมองทางบัญชี 4.1 ประเภทของต้นทุน 4.1.1 ประเภทของต้นทุนตามแหล่งก�ำเนิด [5] [7] ต้นทุนค่าลงทุน (Capital cost : CC) ได้แก่ ต้นทุนที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการเสื่อมราคา ตามอายุของการใช้งานอาคาร สิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ต่างๆ ต้นทุนค่าแรง (Labor cost : LC) ได้แก่ ต้นทุนด�ำเนินการ ค่าตอบแทน ค่าจ้างล่วงเวลา เบี้ยเลี้ยง ต้นทุนค่าวัสดุ (Material cost : MC) ได้แก่ต้นทุนจากมูลค่าของวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ ที่ใช้ไป 4.1.2. ประเภทของต้นทุนตามความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์การแยกประเภทของต้นทุนที่มีความส�ำคัญ อีกทางหนึ่ง คือ การวิเคราะห์แยกประเภทต้นทุนให้สัมพันธ์กันกับผลิตภัณฑ์โดยแบ่งเป็น ต้นทุนทางตรง (Direct cost : DC) เป็นต้นทุนค่าแรง ค่าวัสดุและค่าลงทุนภายในหน่วยงาน ที่ด�ำเนินงานผลิตบริการหรือผลิตภัณฑ์นั้นเอง ต้นทุนทางอ้อม (Indirect cost : IDC) เป็นต้นทุนค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าลงทุนที่ส่งผ่านมา จากหน่วยงานอื่นไปสู่หน่วยบริการ 4.1.3. ประเภทของต้นทุนตามพฤติกรรมของต้นทุน ต้นทุนยังสามารถแยกประเภทได้ตามพฤติกรรม ของต้นทุน ได้เป็น ต้นทุนคงที่ (Fixed cost) หมายถึงต้นทุนของการผลิตของหน่วยงานที่โดยทั่วไปไม่เปลี่ยนแปลง ไปตามบริเวณของการผลิต ต้นทุนประเภทนี้มักเป็นค่าใช้จ่ายประจ�ำของหน่วยงาน เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าอุปกรณ์ สถานที่ประกอบการ ต้นทุนผันแปร (Variable cost) หมายถึง ต้นทุนของการผลิตของหน่วยงานที่ผันแปรไปตาม ปริมาณของการผลิต เนื่องจาก เมื่อมีการผลิตสินค้าหรือบริการจ�ำนวนมากขึ้น จะต้องมีการใช้ทรัพยากรในจ�ำนวนที่ เพิ่มขึ้นตาม
10 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ 4.1.4. ประเภทการก�ำหนดหน่วยงานต้นทุนและกลุ่มของหน่วยงาน ต้นทุนของสถานพยาบาล หน่วยงานต้นทุนแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ [7] [8] [9] หน่วยงานต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หน่วยงานต้นทุนที่ก่อให้เกิดรายได้ หน่วยงานให้บริการผู้ป่วย หน่วยบริการอื่นๆ 4.2 ความหมายและแนวคิดการปันส่วนต้นทุนรายกิจกรรม ในปีค.ศ.1988Kaplan & Cooper ได้น�ำค�ำว่าระบบการคิดต้นทุนกิจกรรม (Activity-based costing: ABC) มาใช้เป็นครั้งแรก จากนั้นก็มีการแพร่หลายในทั่วทุกมุมโลกว่า ข้อมูลต้นทุนกิจกรรมเป็นหัวใจส�ำคัญของความอยู่รอด ของการประกอบธุรกิจและระบบสารสนเทศทางการบริหารสมัยใหม ่ในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต ่อผู้บริหาร ในการตัดสินวางแผน ควบคุม และน�ำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพและลดความสูญเปล่าของกิจกรรมต่างๆ ของกิจการ [7] 4.2.1 ความหมายต้นทุนกิจกรรม วรศักดิ์ทุมมานนท์. (2544)กล่าวว่าต้นทุนกิจกรรม (Activitycost) หมายถึงต้นทุนของทรัพยากร ทั้งหมดที่ใช้ไปในการประกอบกิจการนั้นๆ ประกอบด้วย แรงงาน วัสดุสิ้นเปลือง และอื่นๆ ซึ่งมักสะสมตามรหัสหรือตาม Cost element ในกรณีที่สามารถทราบถึงความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุเป็นผล (Causal relationship) ระหว่างทรัพยากร ที่ใช้ไปในกิจกรรมกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเรียกต้นทุนนั้นว่า ต้นทุนที่สามารถติดตามได้(Traceable costs) กระบวนการ ระบุต้นทุนตามรหัสบัญชีเข้าสู่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องเรียก Cost mapping ส�ำหรับการจ่ายที่ไม่สามารถระบุเข้ากิจกรรมได้ ต้องอาศัยการประมาณอย่างมีหลักเกณฑ์ เช่น ค่าน�้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์การระบุค่าใช้จ่ายเหล่านี้เข้ากิจกรรมต่างๆ ต้องอาศัยดุลพินิจเข้าช่วย Kaplan & Cooper (1998)กล่าวว่า ระบบต้นทุนกิจกรรม (Activity-based cost system : ABC) หมายถึง “ระบบที่มีค่าใช้จ่ายทางอ้อมและสนับสนุนเป็นตัวผลักดันในส่วนของกิจกรรมและกระบวนการในขั้นแรก เป็นตัว ผลักดันในส่วนของผลผลิตและบริการซึ่งระบบต้นทุนกิจกรรมจะท�ำให้ผู้บริหารเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นทางเศรษฐศาสตร์ ในการบริหารจัดการ”(ABC systemenabled indirectand supportexpenses to be driven,first toactivitiesand processes, and then to products, services, and customers. The systems gave manage a clearer picture of the economics of their operations.) Driver (2001) กล่าวว่า ระบบต้นทุนกิจกรรมเป็นระบบที่ท�ำให้องค์การตามรอยของต้นทุน ซึ่งสัมพันธ์กับกิจกรรมที่กระท�ำเพื่อผลิตภัณฑ์หรือบริการ สรุปได้ว่า ระบบการคิดต้นทุนกิจกรรม หมายถึง ระบบที่ใช้ประมาณการค่าต้นทุนของบริการหรือผลผลิต จากการหาต้นทุนของทรัพยากรทั้งหมดที่ใช้ในการด�ำเนินงานกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วยแรงงาน วัสดุสิ้นเปลืองและอื่นๆ ตามที่ใช้จริง เพื่อท�ำให้เกิดบริการหรือผลผลิตตามเป้าหมายที่ก�ำหนด
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 11 4.2.2 แนวคิดต้นทุนรายกิจกรรม ประกอบด้วยแนวคิด 2 แบบ คือ แนวคิดการปันส่วนของระบบต้นทุนแบบเดิม ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ผลผลิตและปริมาณ การผลิตเป็นสาเหตุหลักที่ท�ำให้เกิดต้นทุน การปันส่วนค่าใช้จ่ายการผลิตเข้าเป็นต้นทุนการผลิต ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ในขั้นตอนแรกค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการผลิตจะถูกปันส่วนเข้าสู่กลุ่มต้นทุนต่างๆ (Cost pool) และในขั้นตอนที่ 2 ค่าใช้จ่าย การผลิตที่สะสมอยู่ในแต่ละกลุ่มต้นทุนจะถูกปันส่วนเข้าสู่ผลผลิตที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ปริมาณการผลิตเป็นเกณฑ์ในการ ปันส่วนเข้าสู่ผลผลิต ตามขั้นตอนการปันส่วน 2 ขั้นตอนของระบบต้นทุนแบบเดิม ดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 ขั้นตอนของระบบต้นทุนแบบเดิม แนวคิดการปันส่วนของระบบต้นทุนกิจกรรมแบบปัจจุบัน ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า กิจกรรม เป็นสิ่งที่ท�ำให้เกิดต้นทุน ในขั้นแรกของการปันส่วนระบบต้นทุนกิจกรรม จึงปันส่วนระบบต้นทุนกิจกรรมตามรหัสบัญชี หรือทรัพยากรที่ใช้ (Costelement) เข้าสู่กิจกรรมต่างๆ โดยการประมาณอย่างมีหลักเกณฑ์หรือใช้ดุลพินิจส่วนตัวเข้าช่วย (Arbitrary allocation) แต่หากสามารถทราบความสัมพันธ์ระหว่างค่าใช้จ่ายรายการนั้นๆ กับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องหรือ สามารถประมาณได้อย่างสมเหตุสมผล เช่น เงินเดือนบุคลากร ซึ่งอาจจะอาศัยข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคลากรหรือ หัวหน้างานเกี่ยวกับสัดส่วน เวลา หรือน�้ำหนักงานที่บุคลากรใช้ในกิจกรรมต่างๆ เกณฑ์ในการปันส่วนค่าใช้จ่ายเข้าสู่กิจกรรม ดังกล่าว เรียกว่า ตัวผลักดันทรัพยากร ตามขั้นตอนการปันส่วน 2 ขั้นตอนของระบบต้นทุนแบบปัจจุบัน ดังภาพที่ 2 ภาพที่ 2 ขั้นตอนของระบบต้นทุนแบบปัจจุบัน ต้นทุนตามทรัพยากร (Resources) ขั้นตอนที่1 กิจกรรมต่างๆ (Activites) ขั้นตอนที่2 ผลผลิต (Outputs) ต้นทุนตามทรัพยากร (Resources) ขั้นตอนที่1 กลุ่มต้นทุน/แผนก (Cost pools) ขั้นตอนที่2 หน่วยของผลผลิต (Unit of outputs)
12 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ นอกจากนี้ระบบต้นทุนกิจกรรม ยังสมมติฐานว่า ผลผลิต (การบริการ โครงการต่างๆ และผลิตภัณฑ์) เป็นสิ่งที่ใช้กิจกรรมอีกทีหนึ่ง ดังนั้น ขั้นตอนที่ 2 ของระบบต้นทุนกิจกรรมจึงเป็นเรื่องการปันส่วนต้นทุนกิจกรรมต่างๆ เข้าสู่ผลผลิตที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเกณฑ์ในการค�ำนวณ ใช้อัตราของต้นทุนกิจกรรมต่อหน่วยของตัวผลักดัน (Cost per driver) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าผลผลิตแต่ละชนิดใช้กิจกรรมต่างๆในสัดส่วนที่มากน้อยเพียงใดในระบบต้นทุนกิจกรรมและต้นทุนแบบเดิม ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนเหมือนกัน แต่ระบบมีความแตกต่างกัน คือ ระบบต้นทุนกิจกรรม จะปันส่วนทรัพยากรเข้าสู่ กิจกรรมต่างๆ (Activity cost pool) เป็นล�ำดับแรก ไม่ได้ปันส่วนเข้าต้นทุนกลุ่มต่างๆ เหมือนระบบต้นทุนแบบเดิม นอกจากนี้ในขั้นตอนที่ 2 จะต้องระบุตัวผลักดันต้นทุนกิจกรรมของแต่ละกิจกรรมเพื่อน�ำไปสู่การค�ำนวณต้นทุนต่อหน่วย ของตัวผลักดันต้นทุน จ�ำนวนของตัวผลักดันจะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับจ�ำนวนกิจกรรมที่ระบุขึ้นเป็นส�ำคัญ 4.3 ขั้นตอนในการคิดต้นทุนกิจกรรม การออกแบบต้นทุนกิจกรรมตามแนวคิดของ Kaplan & Cooper (1998) นั้น ได้มีหลักการพื้นฐานของ การพัฒนาระบบต้นทุนกิจกรรม ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การจัดท�ำพจนานุกรม (Develop the activity dictionary) ขั้นตอนที่ 2 การก�ำหนดตัวผลักดันทรัพยากรที่แต่ละกลุ่มกิจกรรมใช้(Determine how much the organization is spending on each of it’s activities) ขั้นตอนที่ 3 ระบุผลผลิตขององค์กร บริการและลูกค้า (Identify the organizations products, service and customers) ขั้นตอนที่ 4 ตัวผลักดันกิจกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างต้นทุนกิจกรรมไปยังต้นทุนผลผลิต การบริการ ลูกค้า (Select activity cost driver that link activity cost to the organization’s products, service and customer) ส่วนการศึกษาของชัยสิทธิ์เฉลิมมีประเสริฐ (2544) กล่าวว่า การปันส่วนค่าใช้จ่ายต้นทุนกิจกรรมที่อยู่ในแต่ละกลุ่มต้นทุน กิจกรรมที่เข้าสู่ผลผลิตหรือบริการ อาจท�ำได้3 วิธีคือ การปันส่วนทางตรง (Direct charging allocation) เป็นการปันส่วนค่าใช้จ่ายต้นทุน กิจกรรมที่เป็นค่าใช้จ่ายโดยตรงของแต่ละชนิด เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงในการผลิตผลผลิตนั้นๆ การปันส่วนโดยอาศัยการประมาณ (Estimationallocation)วิธีนี้เป็นการด�ำเนินการโดยอาศัยเทคนิค ทางสถิติเข้าช่วยในการประมาณการค่าใช้จ่ายของแต่ละกิจกรรมที่จะลงสู่ผลผลิต 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วีรวรรณ สีละพัฒน์ (2539) ศึกษาต้นทุนและรายได้บริการการแพทย์แผนไทยและปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรม ที่มีผลกระทบต่อบริการการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ข้อมูลค่าแรง ข้อมูลวัสดุ ข้อมูลค่าลงทุน และเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ผู้ป่วยที่มารับบริการ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลเพื่อรวบรวมข้อมูลค่าแรงค่าวัสดุและค่าลงทุน และแบบสัมภาษณ์ผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เพื่อรวบรวมข้อมูลปัจจัยสังคมวัฒนธรรมที่มีผลกระทบต่อบริการ วิเคราะห์ต้นทุนโดยวิธีกระจายต้นทุนทางตรง วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พบว่าต้นทุนต่อหน่วยบริการการแพทย์แผนไทยเท่ากับ 91.46 บาท ต่อครั้งต้นทุนทั้งหมดของบริการการแพทย์แผนไทยเท่ากับ 334,666.16 บาท ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนค่าแรง263,075.36 บาท ต้นทุนค่าวัสดุ35,587.84 บาท และต้นทุนค่าลงทุน 36,002.96 บาท คิดเป็นสัดส่วนระหว่างต้นทุนค่าแรง:ต้นทุนค่าลงทุน : ต้นทุนค่าวัสดุ เท่ากับ 7.39 : 1.01 : 1 ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนรวมมากที่สุดคือ ต้นทุนค่าแรง
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 13 รองลงมาคือ ต้นทุนค่าลงทุน และต้นทุนค่าวัสดุ ตามล�ำดับ รายได้รวมที่เรียกเก็บจากการให้บริการการแพทย์แผนไทย เท่ากับ 111,089.00 บาท คิดเป็นรายได้ที่เรียกเก็บต่อครั้งบริการการแพทย์แผนไทย เท่ากับ 30.36 บาทต่อครั้ง อัตราการ คืนทุนของต้นทุนทั้งหมดจากรายได้เรียกเก็บ เท่ากับ ร้อยละ 33.19 อัตราการคืนทุนของต้นทุนวัสดุจากรายได้ที่เรียกเก็บ เท่ากับ 312.15 และปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรมที่มีผลกระทบต่อบริการการแพทย์แผนไทยในมุมมองของผู้รับบริการได้แก่ ความพึงพอใจต่อการบริการ ความเชื่อถือ ความสะดวกในการเดินทางมารับบริการ และความกลัวหรือไม่ต้องการรับ การรักษาแผนปัจจุบันของผู้รับบริการ ส่วนในมุมมองของผู้ให้บริการ พบว่าปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรมที่มีผลกระทบต่อ บริการการแพทย์แผนไทยได้แก่ ความเชื่อถือของผู้รับบริการ รูปแบบการให้บริการ ปรัชญาการให้บริการ รวมทั้งขวัญ และก�ำลังใจของผู้ให้บริการ ชัยยา นรเดชานันท์ และคณะ (2548) ศึกษาต้นทุนต่อหน่วยของบริการการแพทย์แผนไทยองค์ประกอบต้นทุน ในแง่อัตราส่วนของต้นทุนค่าแรง ค่าวัสดุและค่าลงทุน รายได้และการคืนทุนของบริการการแพทย์แผนไทย ศูนย์ส่งเสริม สุขภาพแผนไทยจังหวัดแพร่ ในทัศนะของผู้ให้บริการโดยเก็บข้อมูลย้อนหลังในช่วงวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2546 ท�ำการแบ่งหน่วยต้นทุนออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้และกลุ่มกิจกรรมบริการ ได้แก่ งานบริการ ผู้ป่วยและงานบริการส่งเสริมสุขภาพ การจัดสรรทุนต้นทุนจากกลุ่มกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ไปยังกลุ่มกิจกรรมบริการ โดยวิธีการจัดสรรต้นทุนแบบสองครั้งตามเกณฑ์การจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสมในแต่ละกิจกรรม พบว่าศูนย์ส่งเสริม สุขภาพแผนไทยจังหวัดแพร่ มีต้นทุนรวมทั้งสิ้น 1,946,742.60 บาท ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นของกลุ่มกิจกรรมบริการคิดเป็น ร้อยละ50.25โดยมีอัตราส่วนของต้นทุนค่าแรงค่าวัสดุและค่าลงทุน เท่ากับ 10.86:2.16:1อัตราส่วนของต้นทุนค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าลงทุนของกิจกรรมงานบริการผู้ป่วย และกิจกรรมงานบริการส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ 10.58 : 2.20 : 1 และ 12.64 : 1.94 : 1 ตามล�ำดับ ต้นทุนต่อหน่วยของบริการการแพทย์แผนไทยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 121.05 บาทต่อครั้ง แยกเป็นต้นทุนต่อครั้งของงานบริการผู้ป่วยในกิจกรรมบริการจ่ายยาสมุนไพร นวดไทย นวดฝ่าเท้า ประคบสมุนไพร และอบสมุนไพร มีค่าเท่ากับ 165.47 บาท 142.83 บาท 82.00 บาท 79.06 บาท และ 93.24 บาท ตามล�ำดับ โดยมีค่าเฉลี่ยของทุกกิจกรรมบริการในงานบริการผู้ป่วยเท่ากับ 119.94 บาท ต้นทุนต่อครั้งของงานบริการส่งเสริมสุขภาพ ในกิจกรรมบริการจ ่ายยาสมุนไพร นวดไทย นวดฝ่าเท้า ประคบสมุนไพร และอบสมุนไพร เท ่ากับ 253.21 บาท 124.11 บาท 101.93 บาท 162.28 บาท และ 182.53 บาท ตามล�ำดับโดยมีค่าเฉลี่ยของทุกกิจกรรมบริการในงาน บริการส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ 127.96 บาท ส�ำหรับการทดสอบความไวของต้นทุน พบว่า เมื่อท�ำการลดองค์ประกอบ ของต้นทุนทีละองค์ประกอบลงร้อยละ 10 - 50 ท�ำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงได้ร้อยละ 1 - 40 ในขณะที่การเพิ่มปริมาณ บริการขึ้นร้อยละ 10 - 50 ท�ำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงได้ร้อยละ 6 - 24 ในแง่ของรายได้จากการให้บริการของศูนย์ เป็นรายได้จริง ณ จุดเก็บเงิน มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2,356,784 บาท ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมงานบริการผู้ป่วย คิดเป็นร้อยละ 85.70 โดยมีการคืนทุนของต้นทุนรวมทั้งหมด การคืนทุนของต้นทุนด�ำเนินการ และการคืนทุนของต้นทุน ด�ำเนินการเฉพาะค่าวัสดุคิดเป็นร้อยละ 121.06, 129.44 และ 875.77 ตามล�ำดับ จิรัญญา มุขขันธ์ และคณะ (2551) ศึกษาต้นทุนต ่อหน ่วยและอัตราส ่วนการคืนทุนของงานบริการ การแพทย์แผนไทยของศูนย์การแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลกุดชุม ในบริการหลัก 2 ด้าน คือ บริการอบสมุนไพร และบริการนวดแผนไทยในมุมมองของผู้ให้บริการ เป็นการศึกษาเชิงพรรณาโดยเก็บข้อมูลย้อนหลัง เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2547 ประกอบด้วย (1) จ�ำนวนครั้งของบริการที่ศึกษา (2) ข้อมูล รายได้(3) ต้นทุนค่าแรง (4) ต้นทุนค่าวัสดุ (5) ต้นทุนค่าลงทุน (6) ต้นทุนรวม ค�ำนวณจากต้นทุนทางตรงของงานบริการ แพทย์แผนไทย และต้นทุนทางอ้อมที่กระจายมาจากหน่วยต้นทุนสนับสนุนโดยวิธีการกระจายต้นทุนแบบสมการพร้อมกัน
14 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ (8) ต้นทุนต่อหน่วย และ (9) อัตราส่วนการคืนทุน พบว่าต้นทุนต่อหน่วยของการอบสมุนไพรเท่ากับ 127.13 บาทต่อครั้ง ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยของการนวดทั้งหมดเท่ากับ 361.78 บาทต่อครั้ง (เมื่อแบ่งเป็น 5 ประเภทย่อยคือ การนวดเพื่อฟื้นฟู สภาพ การนวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพ การนวดเพื่อรักษาอาการปวดช่วงล่างล�ำตัว การนวดฝ่าเท้า และการนวดอาการปวด ช่วงบนล�ำตัว มีต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 570.18 570.18 379.31 316.45 และ 285.05 บาทต่อครั้ง ตามล�ำดับ อัตราส่วน การคืนทุนงานบริการแพทย์แผนไทยโดยรวมของศูนย์การแพทย์แผนไทย มีค่าเพียงร้อยละ 32.03 โดยบริการอบสมุนไพร และบริการนวดแผนไทย มีอัตราส่วนการคืนทุนร้อยละ 44.14 และร้อยละ 27.17 ตามล�ำดับ แสดงให้เห็นว่างานบริการ การแพทย์แผนไทยต้องอาศัยการสนับสนุนทางการเงินจากโรงพยาบาลจึงจะคงอยู่ได้ ธัชธรรม แห่งหน (2558) ศึกษาต้นทุนทางตรงต่อหน่วยของบริการการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีประจาปีงบประมาณ 2557 โดยการเก็บข้อมูลต้นทุนระหว่างวันที่1ตุลาคม 2556 ถึง 30 กันยายน 2557 ในมุมมองผู้ให้บริการ วิเคราะห์หาต้นทุนทางตรงต่อหน่วยกิจกรรมที่ให้บริการของงานแพทย์แผนไทยผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนรวมทั้งหมดของงานแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีประจาปีงบประมาณ 2557 มีค่าเท่ากับ 1,605,767.94 บาท พบว่า ต้นทุนในการให้บริการนวดเพื่อรักษา/เพื่อสุขภาพ มีค่าเท่ากับ 133.76 บาท ต้นทุนในการ ให้บริการประคบเพื่อรักษา/เพื่อสุขภาพ มีค่าเท่ากับ 52.63 บาท ต้นทุนในการให้บริการอบสมุนไพรเพื่อรักษา/เพื่อสุขภาพ มีค่าเท่ากับ 1,073.82 บาท และต้นทุนการให้บริการ ดูแลมารดาหลังคลอด มีค่าเท่ากับ 527.44 บาท เสงี่ยม ทรงวัย (2560) ศึกษาต้นทุนเพื่อท�ำแผนของหน่วยงานบริการระดับโรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็ก (M1) เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ศึกษาในมุมของผู้ให้บริการ โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 ถึง 30 กันยายน 2558 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นหน่วยต้นทุนของโรงพยาบาลฝางจ�ำนวน 57 หน่วยบริการแบ่งออกเป็น 3กลุ่ม ได้แก่ 1) หน่วยต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้2) หน่วยต้นทุนที่ก่อให้เกิดรายได้และ 3) หน่วยต้นทุนที่ให้บริการผู้ป่วยวิเคราะห์ ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และการกระจายต้นทุนใช้สมการเส้นตรงผลการศึกษาพบว่าต้นทุนรวม โดยตรงของหน่วยต้นทุน โรงพยาบาลฝาง ปีงบประมาณ 2558 มีมูลค่ารวม 338,184,971.71 บาท สัดส่วนต้นทุนค่าแรง : ต้นทุนค่าวัสดุ : ต้นทุนค่าลงทุน เท่ากับ 48.06 : 45.84 : 6.10 โดยกลุ่มงานพยาธิวิทยาคลินิกมีต้นทุนรวมโดยตรงสูงที่สุด ร้อยละ 13.26 เมื่อจ�ำแนกตามชนิดของต้นทุนค่าแรง, ค่าวัสดุ และค่าลงทุน พบว่าหน่วยบริการที่มีต้นทุนสูงสุด คือ องค์กรแพทย์, พยาธิวิทยาคลินิกและหอผู้ป่วยสูติ- นรีเวชกรรม ตามล�ำดับ ส่วนต้นทุนต่อหน่วยของหน่วยบริการผู้ป่วยนอก พบว่าหน่วยบริการงานแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มีต้นทุนต่อครั้งสูงที่สุด1,563.91 บาท/ครั้งส�ำหรับงานผู้ป่วยใน พบว่าหอผู้ป่วยทารกวิกฤติมีต้นทุนต่อรายสูงที่สุด 146,896.65 บาท/ราย และหอผู้ป่วยหนักมีต้นทุนต่อวันนอนสูงที่สุด 24,273.21 บาท/วันนอน อุทุมพร วงษ์ศิลป์ และอาณัติ วรรณศรี (2560) ศึกษาต้นทุนต่อหน่วยการจัดบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต�ำบลโดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลบริการและข้อมูลต้นทุนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบล จ�ำนวน 10 แห่ง ปีงบประมาณ 2557 และวิเคราะห์ต้นทุนการจัดบริการตามแนวทางการศึกษาต้นทุนสถานพยาบาลของส�ำนักปลัด กระทรวงสาธารณสุขโดยจ�ำแนกตามกิจกรรม 4 ด้าน คือด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพและด้านการแพทย์แผนไทย พบว่า งานรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (ไม่รวมงานทันตกรรม) มีต้นทุนเฉลี่ย เท่ากับ 180 บาทต่อครั้ง งานทันตกรรมมีต้นทุนเฉลี่ยเท่ากัน 354 บาทต่อครั้ง ขณะที่ต้นทุนทางด้านการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ซึ่งจ�ำแนกเป็น งานอนามัยแม่และเด็ก งานวัคซีน งานวางแผนครอบครัว งานเยี่ยมบ้าน และงานส่งเสริม ป้องกันโรคอื่นๆ ในรายละเอียดของต้นทุนแต ่ละด้านพบว ่า งานอนามัยแม ่และเด็ก (ANC) มีต้นทุนเฉลี่ยเท ่ากับ 641 บาทต่อครั้ง ส่วนงานวัคซีน (EPI) มีต้นทุนเฉลี่ยเท่ากับ 389 บาทต่อครั้ง งานงานแผนครอบครัว มีต้นเฉลี่ยเท่ากับ
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 15 267 บาทต่อครั้ง งานเยี่ยมบ้านมีต้นทุนเฉลี่ยเท่ากับ 31 บาทต่อครั้ง ต้นทุนงานฟื้นฟูสุขภาพและกายภาพบ�ำบัดมีต้นทุน เฉลี่ยเท่ากับ 291 บาทต่อครั้ง และต้นทุนงานแพทย์แผนไทย ซึ่งมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลเพียงแห่งเดียว ที่จ�ำแนกต้นทุนได้ มีต้นทุนแพทย์แผนไทยเท ่ากับ 557 บาทต ่อครั้ง อย ่างไรก็ตาม การศึกษามีข้อจ�ำกัดในประเด็น จ�ำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ท�ำการศึกษามีจ�ำนวนน้อย และเป็นการศึกษาย้อนหลังซึ่งมีข้อมูลสถิติจ�ำกัด ฟ้าใส จันท์จารุภรณ์ และคณะ (2560) ศึกษาต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมของงานบริการส่งเสริมสุขภาพและ ป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย คัดเลือกสถานบริการแบบเฉพาะเจาะจง ในพื้นที่ต้นแบบดีเด่นด้านแพทย์แผนไทย ของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจ�ำนวน 4จังหวัดได้แก่ พิษณุโลกสกลนครจันทบุรีและสุราษฎร์ธานี โดยเก็บในโรงพยาบาลชุมชน 1 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบล 2 แห่ง ของแต่ละจังหวัด ใช้วิธีการวิเคราะห์ ต้นทุนกิจกรรม (Activities Based Costing) ในมุมมองของผู้ให้บริการตามกิจกรรมบริการ 5 กลุ่มวัย เก็บข้อมูลต้นทุน ปีงบประมาณ 2560 ประกอบด้วยต้นทุนค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าครุภัณฑ์และข้อมูลกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพ ด้านการแพทย์แผนไทย พบว่าสถานบริการให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับการให้บริการเพื่อรักษาโรค กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่พบมากที่สุดคือการดูแลมารดาก่อน และหลังคลอด ด้วยกิจกรรม การนวด อบ ประคบ การให้ความรู้ค�ำแนะน�ำ และการจ่ายยาสมุนไพร ต้นทุนการจัดบริการ ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยตาม 5กลุ่มวัย พบว่าต้นทุนทางตรงมีค่ามัธยฐาน 142,546.24 บาท ต้นทุนทางอ้อมมีค่ามัธยฐาน 32,061.90 บาท คิดเป็นร้อยละ 81.64 และ 18.36 ตามล�ำดับ ส่วนต้นทุนรวมมีค่ามัธยฐาน 171,055.48 บาท ในการให้บริการต้นทุนค่าแรงมีสัดส่วนต้นทุนมากที่สุดอยู่ระหว่างร้อยละ29.63-88.84ต้นทุนต่อหน่วย กิจกรรมบริการมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากในแต่ละสถานบริการ พบว่าต้นทุนการสอนท�ำลูกประคบมีค่ามัธยฐาน มากที่สุด 361.30 บาท และต้นทุนการแนะน�ำการปฏิบัติตัวในด้านการแพทย์แผนไทยในเด็กอายุ 0 - 5 ปีมีค่ามัธยฐาน น้อยที่สุด2.76 บาท ต้นทุนการให้บริการรายกิจกรรมเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรและปรับปรุงประสิทธิภาพ การให้บริการของหน่วยงาน อีกทั้งยังใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการเจรจาต่อรองอัตราการจ่ายค่าบริการให้กับหน่วยบริการ ที่มีการด�ำเนินกิจกรรม วันชัย อินทอง (2562) ศึกษาต้นทุนต่อหน่วยบริการโดยวิธีอิงกิจกรรมของโรงพยาบาลเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาที่ใช้ข้อมูลการให้บริการย้อนหลังในปีงบประมาณ 2560(1ตุลาคม 2559ถึง30กันยายน 2560) โดยด�ำเนินงานวิจัยเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์และระบุกิจกรรมจากบริการของโรงพยาบาล 2) การระบุ ชนิดของต้นทุนตามกิจกรรม และ 3) การค�ำนวณต้นทุนบริการและต้นทุนต่อหน่วยบริการ ตามล�ำดับ เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยเป็นแบบบันทึกการเก็บข้อมูลบริการและกิจกรรม บัญชีค่าแรง บัญชีภาระงาน/เวลา บัญชีวัสดุทะเบียนครุภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้าง บันทึกค่าเสื่อมราคา และค่าสาธารณูปโภค พบว่า บริการหลักที่มีต้นทุนต่อหน่วยบริการสูงสุดคือ บริการ ผู้ป่วยใน (2,176 บาท/วันนอน) รองลงมา คือ บริการผู้ป่วยนอก (ในเวลาราชการ (717 บาท/ครั้ง) นอกเวลาราชการ (704 บาท/ครั้ง)) และบริการส่งเสริมและป้องกัน (257 บาท/ครั้ง) ตามล�ำดับ เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนต่อหน่วยบริการกับ รายได้พบว่า บริการส่วนใหญ่มีต้นทุนสูงกว่ารายได้มีเพียง 3 บริการที่มีต้นทุนต�่ำกว่ารายได้ได้แก่ บริการแพทย์แผนไทย บริการกายภาพบ�ำบัดและฟื้นฟูและบริการคลินิกทันตกรรม การจ�ำแนกต้นทุนตามประเภทพบว่า ต้นทุนค่าแรงมีสัดส่วน สูงสุด (ร้อยละ 64.10 ของต้นทุนทั้งหมด) รองลงมาคือ ต้นทุนวัสดุ (ร้อยละ 23.05) และ ต้นทุนปันส่วน (ร้อยละ 12.85) ตามล�ำดับ กิจกรรมที่มีสัดส่วนสูงสุดของการให้บริการส่วนใหญ่ คือ กิจกรรมบริการเภสัชกรรม โดยมีค่ายาเป็นต้นทุน ส่วนใหญ่ และบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยมีค่าวัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นต้นทุนส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นว่า โรงพยาบาลควรก�ำหนดนโยบายด้านการเงินการคลัง ดังนี้1) การลดค่าใช้จ่าย กล่าวคือ ต้นทุนค่าแรง โดยพิจารณา
16 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ เวรนอกเวลาราชการให้เหมาะสม ควบคุมต้นทุนค่าวัสดุ ใช้ยาและวัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์อย่างสมเหตุผล 2) การเพิ่ม รายได้โดยเพิ่มการเข้าถึงบริการแพทย์แผนไทย ทันตกรรม และกายภาพบ�ำบัดและฟื้นฟูในผู้รับบริการสิทธิรักษาพยาบาล ข้าราชการ ผู้ที่ช�ำระเงินเอง และผู้มีสิทธิประกันสังคม นภชา สิงห์วีรธรรม และคณะ (2562) ศึกษาต้นทุนต่อหน่วยการผลิตนักศึกษา หลักสูตรการแพทย์แผนไทยบัณฑิต ของวิทยาลัยในสังกัด คณะสาธารณสุขศาสตร์และ สหเวชศาสตร์สถาบันพระบรมราชชนก เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง ศึกษาข้อมูลปีงบประมาณ 2562 ข้อมูลบางส่วนเก็บรวบรวมข้อมูลไปข้างหน้าในมุมมองของผู้ผลิตนักศึกษา จัดสรร การกระจายต้นทุนโดยใช้วิธีลาดับขั้น ประกอบด้วย หลักสูตรที่ผลิตระยะเวลา 4 ปีจ�ำนวน 462 คน และร่วมผลิต ระยะเวลา 2 ปีจ�ำนวน 203 คน ใช้แบบบันทึกข้อมูลจากแหล ่งข้อมูลทุติยภูมิรวบรวมค ่าใช้จ ่ายเงินงบประมาณ และเงินนอกงบประมาณ ประกอบด้วยต้นทุนค่าแรงต้นทุนค่าวัสดุและต้นทุนค่าลงทุน พบว่าต้นทุนรวมเฉลี่ยในการผลิต นักศึกษาหลักสูตรการแพทย์แผนไทยบัณฑิต และหลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต ตามระยะเวลาการผลิต ระยะเวลา 4 ปีและร่วมผลิตระยะเวลา 2 ปีไม่แตกต่างกัน มีค่า 16,936,063.94 บาทต่อปีมีร้อยละของค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าครุภัณฑ์เท่ากับ 66.88,18.38และ14.74ต้นทุนทางตรง9,557,773.26 บาท และต้นทุนทางอ้อม 7,378,290.68 บาท ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยภาระงานจากจานวนนักศึกษาเต็มเวลา (FTES) มีค่าเท่ากับ FTES มีค่าเฉลี่ย 152,746.78 บาท ต่อ FTES มีต้นทุนต่อหน่วยเฉลี่ย 137,327.04 บาทต่อคน การร่วมผลิตระยะเวลา 2 ปีมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าผลิต ระยะเวลา 4 ปีการศึกษาต้นทุนไม่ได้สะท้อนถึงทรัพยากรในการผลิตที่แท้จริง เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจ ของการบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ในการจะเปิดหลักสูตรการแพทย์แผนไทยบัณฑิตในอนาคต วิน เตชะเคหะกิจ และคณะ (2563) ศึกษาต้นทุนต ่อหน ่วยของหน ่วยบริการปฐมภูมิกรณีศึกษาใน จังหวัดก�ำแพงเพชร ปีงบประมาณ 2561เพื่อประมาณการต้นทุนต่อหน่วยและกิจกรรมการให้บริการในหน่วยบริการปฐมภูมิ เก็บข้อมูลระบบบริการและต้นทุนรวมจากหน่วยบริการปฐมภูมิ3 แห่งใน จังหวัดก�ำแพงเพชร ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต�ำบล (รพ.สต.) รวมทั้งสิ้น 6 แห่ง ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 เก็บข้อมูล ทุติยภูมิทั้งหมดของ รพ.สต. และต้นทุนที่เกี่ยวข้องของโรงพยาบาลก�ำแพงเพชร ประกอบด้วยต้นทุน 3 ส่วน ต้นทุนทุติยภูมิได้แก่ ต้นทุนค่าแรง ต้นทุนค่าวัสดุ และต้นทุนลงทุน ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมและต้นทุนต่อหัวประชากร วิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนต่อหน่วย ด้วยการหารด้วยผลผลิตที่เกี่ยวข้องในส่วนของต้นทุนนั้น พบว่า ต้นทุนต่อหน่วยการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกเรื้อรัง โดยแพทย์และไม่ใช่แพทย์เท่ากับ 813.9 และ 189.8 บาทต่อราย ตามล�ำดับ ต้นทุนต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั่วไป โดยแพทย์และไม่ใช่แพทย์เท่ากับ 420.7 และ 75.9 บาทต่อราย ตามล�ำดับ ต้นทุนต่อหน่วยของหน่วยบริการปฐมภูมิ ที่ประกอบด้วย รพ.สต. 1, 2 และ 3 แห่ง เท่ากับ 584.2, 808.3, และ 1,114.7 บาท ตามล�ำดับ การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึง ต้นทุนของการบริการผู้ป่วยนอกที่เพิ่มขึ้นเมื่อแพทย์เป็นผู้ให้บริการ เมื่อเทียบกับ ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่แพทย์ นอกจากนี้ การเพิ่มจ�ำนวนของ รพ.สต.ต ่อหน ่วยบริการปฐมภูมิอาจส ่งผลต ่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนต ่อหน ่วยของหน ่วยบริการ ปฐมภูมิอีกด้วย
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 17 6. กรอบแนวคิด ในการออกแบบการศึกษา จะประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ในมุมมองของผู้ให้บริการ ต้นทุนทางตรง (Direct cost) ได้จากค�ำนวณต้นทุนแบบมาตรฐาน และอ้างอิงวิธีการพื้นฐานจากคู่มือการศึกษาต้นทุนหน่วยบริการ ส�ำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และการศึกษาต้นทุนบริการและผลกระทบทางงบประมาณโปรแกรมภาคบังคับ ของภาครัฐในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ที่ท�ำการศึกษาทั้งต้นทุนค่าแรงค่าวัสดุและค่าครุภัณฑ์ และน�ำต้นทุน ทางตรงมารวมกับสัดส่วนของต้นทุนทางอ้อม (Indirect cost) สามารถน�ำมาก�ำหนดกรอบในการศึกษาได้ดังนี้ ภาพที่ 3 กรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วย กิจกรรมการให้บริการ Emprical costing approach ข้อมูลต้นทุน Normative costing approach LC MC CC LC MC CC LC MC CC Direct cost สถานบริการ LC MC CC Indirect cost Total cost Unit cost /จ�ำนวนบริการ
18 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษาต้นทุนต ่อหน ่วยกิจกรรมบริการด้านการส ่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทย เป็นการวิเคราะห์ต้นทุนทางบัญชีของการจัดบริการส ่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย ด้วยวิธี การศึกษาต้นทุนรายกิจกรรม (Activities Based Costing : ABC) ในมุมมองของผู้ให้บริการ (Provider perspective) เก็บรวบรวมข้อมูลการให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาล และ รพ.สต. จ�ำนวน 24 แห่ง จากกิจกรรมการให้บริการใน 5 กลุ่มวัย รวมทั้งสิ้น 53 กิจกรรม การค�ำนวณต้นทุนใช้วิธีการค�ำนวณ แบบมาตรฐานที่อิงวิธีการพื้นฐานจากแนวทางการค�ำนวณต้นทุนของงานบริการสาธารณะของกรมบัญชีกลาง [10] [11] ร่วมกับ คู่มือการศึกษาต้นทุนหน่วยบริการ ของส�ำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข[12] 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ประชากร คือ สถานบริการสาธารณสุขของรัฐที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย จากโรงพยาบาลชุมชน ทั้งสิ้น 740 แห่ง และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบล 6,124 แห่ง กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกสถานบริการสาธารณสุขของรัฐจากจังหวัดที่เป็นพื้นที่ต้นแบบดีเด่นด้านการแพทย์แผนไทย ในปีงบประมาณ 2562 ภาคละ 2 จังหวัด ใน 4 ภาค รวม 8 จังหวัด จากนั้นคัดเลือกสถานบริการสาธารณสุขของรัฐได้แก่ โรงพยาบาลและ รพ.สต. จังหวัดละ 3 แห่ง โดยมีรายละเอียดในการคัดเลือกดังนี้ 1. สถานบริการสาธารณสุขต้องมีความพร้อมด้านระบบข้อมูลของหน่วยงาน เช่น ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์ อย่างครบถ้วน 2. มีการจัดบริการด้านการแพทย์แผนไทยทั้งการรักษาพยาบาลและการส่งเสริมสุขภาพ/ป้องกันโรค 3. มีความยินดีเข้าร่วมโครงการและให้ความร่วมมือในการศึกษาตลอดระยะเวลาการศึกษาคณะผู้วิจัยได้ด�ำเนิน การคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายได้ทั้งสิ้นจ�ำนวน 24 แห่ง โดยมีรายชื่อดังตารางที่ 6 ตารางที่ 6 แสดงรายชื่อสถานบริการสาธารณสุขเป้าหมายที่ด�ำเนินการศึกษาวิจัย เหนือ เชียงราย โรงพยาบาลแม่ลาว อ�ำเภอแม่ลาว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลดอยลาน อ�ำเภอเมือง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลห้วยสัก อ�ำเภอเมือง แพร่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย อ�ำเภอเด่นชัย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลพระหลวง อ�ำเภอสูงเม่น สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติแม่จั๊วะ อ�ำเภอเด่นชัย ภาค จังหวัด พื้นที่เป้าหมาย
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 19 2. แหล่งข้อมูลในการศึกษา ในการประมาณการต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย เก็บข้อมูลปีงบประมาณ 2562 จากข้อมูล 3 แหล่ง ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของสถานบริการ โดยการเก็บข้อมูลจากเอกสารและฐานข้อมูลการปฏิบัติงาน 2. ข้อมูลจากการปฏิบัติงานจริง (Empirical costing approach) เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงาน ตามกรอบกิจกรรมการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและปัองกันโรค ใน 5 กลุ่มวัย [13] ประกอบด้วย 1) กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ และหลังคลอด 2) กลุ่มเด็กเล็กอายุ1 - 5 ปี3) กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นอายุ6 - 24 ปี4) กลุ่มผู้ใหญ่อายุ25 - 59 ปีและ 5) กลุ่มผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป เพื่อกระจายต้นทุนค่าแรง (Labor cost : LC) ค่าวัสดุ(Material cost : MC) และค่าครุภัณฑ์ (Capital cost : CC) จากฐานข้อมูลของแต่ละสถานบริการที่มีการเก็บเป็นรายหน่วยต้นทุน [14] มีรายละเอียดดังแสดง ในตารางที่ 7 กลาง นนทบุรี โรงพยาบาลบางใหญ่อ�ำเภอบางใหญ่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลบางแม่นาง อ�ำเภอบางใหญ่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลบางใหญ่อ�ำเภอบางใหญ่ พระนครศรีอยุธยา โรงพยาบาลบางปะอิน อ�ำเภอปางปะอิน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลเชียงรากน้อย อ�ำเภอบางปะอิน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลบ้านลานเท อ�ำเภอบางปะอิน ตะวันออกเฉียงเหนือ ศรีสะเกษ โรงพยาบาลขุนหาญ อ�ำเภอขุนหาญ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลโพธิ์กระสังข์อ�ำเภอขุนหาญ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลพราน อ�ำเภอขุนหาญ นครพนม โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม อ�ำเภอธาตุพนม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลหนองกุง อ�ำเภอนาแก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลสร้างติ่ว อ�ำเภอนาแก ใต้ นครศรีธรรมราช โรงพยาบาลท่าศาลา อ�ำเภอท่าศาลา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลบ้านสองแพรก อ�ำเภอท่าศาลา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลนาวง อ�ำเภอเมือง ภูเก็ต โรงพยาบาลถลาง อ�ำเภอถลาง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลเกาะแก้ว อ�ำเภอเมือง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบลราไวย์อ�ำเภอเมือง ภาค จังหวัด พื้นที่เป้าหมาย
20 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ 3. ข้อมูลต้นทุนอิงแนวทางการปฏิบัติ(Normativecostingapproach) เก็บข้อมูลต้นทุนทางตรง(Directcost) ของการจัดบริการการส ่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลต้นทุนทางตรง รายสถานบริการ แยกเป็น LC, MC และ CC ถึงแม้ว่าจะเป็นการเก็บต้นทุนทางตรงของการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย แต ่โดยพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู ่เป็นการเก็บข้อมูลต้นทุนแบบหน ่วยงาน (Cost center based approach) สามารถค�ำนวณต้นทุนทางอ้อม (Indirect cost) และประมาณการต้นทุนทางอ้อมได้ ดังนั้นจึงต้องน�ำข้อมูลที่ได้จากEmpirical costingapproach มากระจายต้นทุนทางตรงดังกล่าวแยกไปตามรายกิจกรรม 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ต้นทุนต ่อหน ่วยกิจกรรมบริการส ่งเสริมสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทยครั้งนี้ ใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. แบบสัมภาษณ์ข้อมูลจากการปฏิบัติงานจริง ตามกิจกรรมการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทย 5 กลุ ่มวัย พัฒนาจากกิจกรรมบริการจากการศึกษาต้นทุนกิจกรรมบริการส ่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย ปี2560 ร่วมกับบัญชีรหัสกลุ่มโรคอาการและหัตถการด้านการแพทย์แผนไทย 2. แบบบันทึกข้อมูลต้นทุนแยกตามหน่วยต้นทุน (Cost center) ของการให้บริการในสถานบริการ ด้านการแพทย์แผนไทย โดยใน รพ.สต. ใช้Costing template ของการวิเคราะห์ต้นทุน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ระดับต�ำบล ที่ได้ปรับปรุงจากชุดที่พัฒนาโดยส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมาประกอบไปด้วย งานบริหารทั่วไป รายงานทุกประเภท งานรักษาพยาบาล งานบริการ 5 กลุ่มวัย งานแพทย์แผนไทย และงานอื่นๆ เพื่อเก็บข้อมูลต้นทุน ทางตรง (Direct cost) และทางอ้อม (Indirect cost) ของการจัดบริการการแพทย์แผนไทยแยกตามหน่วยต้นทุน ส่วนในโรงพยาบาลใช้แบบบันทึกข้อมูลต้นทุนทางตรงการจัดบริการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย งานบริหารทั่วไป การรักษาพยาบาลการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โครงการและกิจกรรมอื่นๆ ตารางที่ 7 แสดงข้อมูลการปฏิบัติงานจริงของกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย จ�ำนวนครั้งของการบริการ จ�ำนวนการให้บริการการในรอบปีงบประมาณที่ทาการศึกษา ต้นทุนค่าแรง จ�ำนวนบุคลากรที่ปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรม ระยะเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติงานต่อกิจกรรม ต้นทุนค่าวัสดุ จ�ำนวนวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในแต่ละกิจกรรม ต้นทุนค่าครุภัณฑ์ ขนาดพื้นที่ที่ใช้จริง ระยะเวลาที่ใช้จริงแต่ละกิจกรรม หัวข้อ รายละเอียด
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 21 4. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 4.1 ขั้นเตรียมการ 1. จัดประชุมชี้แจงแนวทางการเก็บข้อมูลต้นทุนในหน่วยบริการสาธารณสุขแต่ละระดับ 2. ก�ำหนดกิจกรรมการให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย ตามกิจกรรม การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ชุดสิทธิประโยชน์5 กลุ่มวัย ปี2559 จ�ำนวน 53 กิจกรรม ดังนี้ กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด จ�ำนวน 18 กิจกรรม กลุ่มเด็กอายุ1 - 5 ปี จ�ำนวน 6 กิจกรรม กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นอายุ6 - 24 ปี จ�ำนวน 8 กิจกรรม กลุ่มผู้ใหญ่อายุ25 - 59 ปี จ�ำนวน 11 กิจกรรม กลุ่มผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป จ�ำนวน 10 กิจกรรม 3. ประชุมชี้แจงขั้นตอนการเก็บข้อมูลให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องโดยผู้วิจัยจะด�ำเนินการเก็บ รวบรวมข้อมูล ของการให้บริการ เช่น งานบริหารทั่วไป รายงานทุกประเภท งานรักษาพยาบาลงานบริการ5กลุ่มวัยงานแพทย์แผนไทย และงานอื่นๆ เพื่อเก็บข้อมูลต้นทุนทางตรงและทางอ้อม จาก สถานบริการทั้ง 24 แห่ง 4. ก�ำหนดรหัสหน่วยต้นทุน เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากกิจกรรมย่อยในแต่ละกลุ่มวัย 5. จัดท�ำแผนปฏิบัติการเพื่อลงเก็บรวบรวมข้อมูล 6. จัดท�ำบันทึกและหนังสือขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูลในพื้นที่ 4.2 ขั้นด�ำเนินการ 1. ผู้วิจัยให้ทีมวิจัยในพื้นที่น�ำข้อมูลรายละเอียดด้านต่างๆ ของ ค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าครุภัณฑ์ มาลงใน แบบส�ำรวจ ตามแบบสอบถาม/แบบส�ำรวจที่ผู้วิจัยจัดสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการค�ำนวณต้นทุนทางตรง (Direct cost) และข้อมูลทางอ้อม (Indirect cost) 2. รวบรวมข้อมูลด้านกิจกรรมการให้บริการส ่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในแต ่ละกลุ ่มวัยจากการ สัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อน�ำข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงาน เช่น จ�ำนวนครั้งของการบริการ จ�ำนวนบุคลากรที่ปฏิบัติงาน ในแต่ละกิจกรรม ระยะเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติงานต่อกิจกรรม จ�ำนวนวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในแต่ละกิจกรรม ขนาดพื้นที่ ที่ใช้จริง การใช้วัสดุหรือเวชภัณฑ์ที่เป็นยาและไม ่ใช ่ยาที่ใช้ในแต ่ละกิจกรรม ส�ำหรับน�ำมาค�ำนวณต้นทุนทางตรง ตามรายกิจกรรม และค�ำนวณต้นทุนทางอ้อม จากการกระจายข้อมูลต้นทุนแบบล�ำดับขั้น (Step down method) 3. น�ำข้อมูลที่ได้ไปคัดกรองความครบถ้วน ถูกต้อง แล้วจึงน�ำเข้าระบบโปรแกรมส�ำเร็จรูป ExcelVersion2010 5. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยน�ำเข้าข้อมูลจากค่าแรงค่าวัสดุค่าครุภัณฑ์ของทุกหน่วยบริการตรวจสอบความครบถ้วน สมบูรณ์ของข้อมูลแล้วจึงน�ำข้อมูลทั้งหมดเข้าโปรแกรมส�ำเร็จรูป Excel2010จากนั้นจึงค�ำนวณด้วยสถิติจ�ำนวน ร้อยละ และการวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง โดยมีรายละเอียดการค�ำนวณดังนี้ 1. การค�ำนวณต้นทุนทางตรงรายกิจกรรม 1.1 การค�ำนวณต้นทุนค่าแรงต่อกิจกรรม (Labor cost per activities) โดยน�ำจ�ำนวนบุคลากรคูณกับเวลา ที่ใช้ทั้งหมดจากนั้นน�ำผลรวมภาระงานที่ได้ไปหารข้อมูลต้นทุนค่าแรงซึ่งจะได้ต้นทุนต่อหน่วยต่อนาทีในการปฏิบัติงาน [13]
22 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ 1.2.2 ต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองรวม เช่น ปากกา กระดาษทิชชูและถุงขยะ เป็นต้น น�ำสัดส่วนต้นทุน ดังกล่าว กระจายลงไปในแต่ละกิจกรรมการให้บริการโดยใช้สัดส่วนการบริการแต่ละกิจกรรมเป็นเกณฑ์ในการกระจายต้นทุน 1.3 การค�ำนวณต้นทุนค่าครุภัณฑ์ต่อกิจกรรม (Capital cost per activities) ข้อมูลพื้นที่ (Space) และเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติงานแต่ละกิจกรรม (Time of PP activity) เพื่อให้ได้ผลรวมของเวลาการใช้ต่อพื้นที่ของแต่ละ กิจกรรมเพื่อกระจายต้นทุนจาก Normative costing approach ให้มาลงตามรายกิจกรรม เพื่อให้ได้ต้นทุนค่าครุภัณฑ์ ต่อกิจกรรม 1.4 การค�ำนวณต้นทุนทางตรงต่อครั้งตามรายกิจกรรม (Direct cost per activity) ค�ำนวณจากการน�ำ ต้นทุนค่าแรง ค่าวัสดุ (วัสดุย่อยและวัสดุรวม) และค่าครุภัณฑ์ของแต่ละกิจกรรม ของการให้บริการกิจกรรม หารด้วย จ�ำนวนการรับบริการ (Visiting number : VN) เพื่อใช้เป็นตัวหารของแต่ละกิจกรรม และการหาต้นทุนรวมทางตรง รายกิจกรรม ได้จากการน�ำต้นทุนค่าแรง ค่าวัสดุ (วัสดุย่อยและวัสดุรวม) และค่าครุภัณฑ์ของแต่ละกิจกรรมมาเข้าสูตร ต้นทุนทางตรงต่อครั้งแยกตามรายกิจกรรม = LC + (MC ย่อย + MC รวม) + CC จ�ำนวนครั้งของการรับบริการ 1.2 การค�ำนวณต้นทุนค่าวัสดุสิ้นเปลืองต่อกิจกรรม (Material cost per activities) แบ่งประเภทวัสดุ ออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 1.2.1 ต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองแต่ละกิจกรรม การใช้วัสดุหรือเวชภัณฑ์ที่เป็นยาและไม่ใช่ยาที่ใช้ในแต่ละ กิจกรรม ในการศึกษาครั้งนี้แบ่งวัสดุดังกล่าวเป็น 4 ประเภท ดังแสดงในตารางที่ 8 ตารางที่ 8 แสดงวิธีการค�ำนวณต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองแต่ละกิจกรรม จ�ำแนกตามประเภทของวัสดุ ล�ำดับ ประเภทวัสดุ วิธีการค�ำนวณ แหล่งข้อมูล 1 วัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วหมดไป คิดต้นทุน (Cost) ของวัสดุ ต้นทุนจากสถานพยาบาลที่เก็บข้อมูล ในแต่ละครั้ง เช่น ยาหม่อง แต่ละประเภท สมุนไพร น้าสมุนไพร ฯลฯ 2 วัสดุสิ้นเปลืองที่มีการใช้ได้ คิดต้นทุน (Cost) จากยอดรวม ต้นทุนค่าวัสดุสิ้นเปลืองจาก มากกว่าหนึ่งครั้งต่อหนึ่งคน ของต้นทุนการซื้อมาทั้งหมด สถานพยาบาลที่เก็บข้อมูล ได้แก่ชุดผู้ป่วย ที่นอน ต่อปีต่อคน และราคากลาง ปลอกหมอน ฯลฯ 3 เวชภัณฑ์ยา ใช้ราคาต้นทุน (Unit cost) ใช้ราคากลาง ตามจานวนการให้บริการจริง ของแต่ละสถานพยาบาล 4 ค่าให้บริการนวด การจ่ายค่าบริการนวดให้แก่ ต้นทุนจากสถานพยาบาลที่เก็บข้อมูล ผู้ให้บริการเป็นครั้ง
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 23 2. ค�ำนวณต้นทุนทางอ้อม หมายถึง ต้นทุนที่ไม ่ได้เกี่ยวข้องกับงานบริการส ่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยตามรายกิจกรรมโดยตรง เช่น ต้นทุนค่าแรงในการบริหารจัดการ ต้นทุนค่าวัสดุของหน่วยงานรวม และต้นทุนค่าครุภัณฑ์อื่น ค�ำนวณโดยการหาสัดส่วนของต้นทุนทางอ้อมแยกตาม LC, MC และ CC ต่อต้นทุนทางตรง หลังจากนั้นน�ำสัดส่วนที่ได้ไปคูณด้วยต้นทุนทางตรงทั้งหมด [6] 3. ค�ำนวณต้นทุนต่อหน่วยการบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยตามรายกิจกรรม จากผลรวมระหว่างต้นทุนทางตรงรายกิจกรรมและต้นทุนทางอ้อมรายกิจกรรม 4. การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยประชากร ของการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย ค�ำนวณจากต้นทุนทั้งหมดที่เกิดจากการให้บริการ หารด้วยจ�ำนวนประชากรทั้งหมดที่หน่วยบริการครอบคลุม [13] จากนั้นจึงน�ำข้อมูลที่ได้มาเสนอในบทที่4เป็นตารางในรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนทางตรงต้นทุนทางอ้อม ต้นทุนรวม ของหน่วยบริการสาธารณสุขทุกแห่งและแยกกลุ่มแต่ละระดับ ทั้งนี้ผู้วิจัยไม่ได้มีการเปรียบเทียบข้อมูลของ หน่วยบริการในแต่ละแห่ง ข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้เป็นข้อมูลทุติยภูมิโดยผู้วิจัยไม่ได้กระท�ำกิจกรรมโดยตรงกับกลุ่มตัวอย่าง อันที่จะท�ำให้เกิดความเสี่ยงในขณะด�ำเนินการวิจัย และผู้วิจัยได้ขออนุมัติจากผู้ให้ข้อมูลทุกแห่งเพื่อการศึกษาข้อมูล และน�ำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อการเผยแพร่เป็นภาพรวม โดยข้อมูลที่น�ำเสนอจะเป็นแนวทางในการประกอบการตัดสินใจ ของผู้บริหารหน่วยงานในการพัฒนางานทางด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคต่อไป
24 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงส�ำรวจจัดท�ำขึ้นเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนการให้บริการด้านการส ่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทย ศึกษาข้อมูลจากแหล ่งข้อมูลทุติยภูมิของสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทยที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบดีเด่นด้านการแพทย์แผนไทยจาก 8 จังหวัด ใน 4 ภาค โดยแต่ละจังหวัดคัดเลือกโรงพยาบาล 2 แห่ง และ รพ.สต. 1 แห่ง รวมทั้งสิ้น 24 แห่ง เก็บรวบรวมข้อมูล ค่าแรงค่าวัสดุค่าครุภัณฑ์จากปีงบประมาณ 2562คิดวิเคราะห์ต้นทุนรายกิจกรรม (Activity based costing) ในมุมมอง ของผู้ให้บริการ ใน 5 กลุ ่มวัย ประกอบด้วยกิจกรรมการส ่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคทั้งสิ้น 53 กิจกรรม โดยผู้วิจัยน�ำเสนอข้อมูลผลการศึกษา ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ต้นทุนทางตรงและทางอ้อม 1.1 ต้นทุนทางตรงและทางอ้อมของสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง 1.2 ต้นทุนทางตรงและทางอ้อมของสถานบริการสาธารณสุขจ�ำแนกตามกลุ่ม รพช. และ กลุ่ม รพ.สต. 2. การวิเคราะห์ต้นทุนรวม (ค่าแรง ค่าวัสดุค่าครุภัณฑ์) 2.1 ต้นทุนรวมของสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง 2.2 ต้นทุนรวมของสถานบริการสาธารณสุขจ�ำแนกตามกลุ่ม รพช. และ รพ.สต. 3. การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย จ�ำแนก ตามกลุ่มวัย 3.1 กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด 3.2 กลุ่มเด็กเล็ก 1 - 5 ปี 3.3 กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น 6 - 24 ปี 3.4 กลุ่มวัยผู้ใหญ่25 - 59 ปี 3.5 กลุ่มผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป 4. การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหัวประชากร ด้านบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทย ในทุกกลุ่มวัย 1. การวิเคราะห์ต้นทุนทางตรงและทางอ้อม จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนงานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการ สาธารณสุขของรัฐสามารถน�ำเสนอข้อมูลเป็น 2ส่วน คือต้นทุนทางตรงและทางอ้อมของสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง และต้นทุนทางตรงและทางอ้อมจ�ำแนกตามกลุ่ม รพช. และ รพ.สต. ดังนี้ 1.1 ต้นทุนทางตรงและทางอ้อมของสถานบริการสาธารณสุขรวมทุกแห่ง ต้นทุนทางตรง พบว่า งานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยรวมทุกแห่ง มีค่าต�่ำสุด (Minimum) จ�ำนวน 1,133.01 บาท และมีค่าสูงสุด (Maximum) จ�ำนวน 1,128,391.29 บาท มีค่ามัธยฐาน บทที่ 4 ผลการศึกษา
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 25 (Median) จ�ำนวน 39,499.64 บาท และมีค่าเฉลี่ย (Mean) จ�ำนวน 227,342.51 บาท ต้นทุนทางอ้อม พบว่า งานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย มีค่าต�่ำสุด (Minimum) จ�ำนวน 650.06 บาท และมีค่าสูงสุด (Maximum) จ�ำนวน 203,110.43 บาท มีค่ามัธยฐาน (Median) จ�ำนวน 23,124.51 บาท และมีค่าเฉลี่ย (Mean) จ�ำนวน 47,764.26 บาท และจากค่ามัธยฐานของตารางที่ 9 เมื่อน�ำมา ค�ำนวณค่าร้อยละระหว่างต้นทุนค่าแรงค่าวัสดุ และค่าครุภัณฑ์ พบว่ามีสัดส่วนเท่ากับ ร้อยละ 72.23,21.30 และ 6.47 ตามล�ำดับและค่าร้อยละระหว่างต้นทุนทางตรงต่อต้นทุนทางอ้อมเท่ากับร้อยละ 62.04 และ 36.96 ตามล�ำดับ หรือ เป็นอัตราส่วนระหว่างต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อมเท่ากับ 1.71 : 1 1.2 ต้นทุนทางตรงและทางอ้อมของสถานบริการสาธารณสุขจ�ำแนกตามกลุ่ม รพช. และ กลุ่ม รพ.สต. กลุ่มโรงพยาบาลชุมชน ต้นทุนทางตรง พบว่า รพ.ท่าศาลา มีต้นทุนทางตรงสูงสุดจ�ำนวน 1,128,391.29 บาท และ รพ.ธาตุพนม มีต้นทุนต�่ำสุด จ�ำนวน 171,914.27 บาท เมื่อพิจารณารายละเอียดของต้นทุนทางตรงค่าแรงค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์ โดยเฉพาะค่าแรงพบว่า รพ.ขุนหาญ มีต้นทุนค่าแรงสูงสุดจ�ำนวน 777,429.33 บาท และ รพ.ธาตุพนม มีต้นทุนค่าแรง ต�่ำสุด จ�ำนวน 109,467.85 บาท ส่วนต้นทุนค่าวัสดุพบว่า รพ.ท่าศาลา มีต้นทุนค่าวัสดุสูงสุด จ�ำนวน 267,636.05 บาท และ รพ.ธาตุพนม มีต้นทุนค่าวัสดุต�่ำสุด จ�ำนวน 40,430.60 บาท และในส่วนต้นทุนค่าครุภัณฑ์ พบว่า รพ.ขุนหาญ มีต้นทุนค่าครุภัณฑ์สูงสุดจ�ำนวน 177,455.50 บาท และ รพ.ธาตุพนม มีต้นทุนค่าครุภัณฑ์ต�่ำสุดจ�ำนวน 22,015.81 บาท ต้นทุนทางอ้อม พบว่า รพ.ท่าศาลามีต้นทุนทางอ้อมสูงสุดจ�ำนวน 203,110.43 บาท และ รพ.ธาตุพนม มีต้นทุนต�่ำสุด จ�ำนวน 30,944.57 บาท เมื่อพิจารณารายละเอียดของต้นทุนทางอ้อม ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์ โดยเฉพาะค่าแรงพบว่า รพ.ท่าศาลา มีต้นทุนค่าแรงสูงสุดจ�ำนวน 142,322.91 บาท และรพ.ธาตุพนม มีต้นทุนค่าแรง ต�่ำสุดจ�ำนวน 19,704.21 บาท ส่วนค่าวัสดุพบว่ารพ.ท่าศาลา มีต้นทุนค่าวัสดุสูงสุดจ�ำนวน 48,174.49 บาท รพ.ธาตุพนม มีต้นทุนค่าวัสดุต�่ำสุด จ�ำนวน 7,277.51 บาท และในส่วนต้นทุนค่าครุภัณฑ์ พบว่า รพ.ขุนหาญ มีต้นทุนค่าครุภัณฑ์ สูงสุดจ�ำนวน 31,941.99 บาท และรพ.ธาตุพนม มีต้นทุนค่าครุภัณฑ์ต�่ำสุด จ�ำนวน 3,962.85 บาท กลุ่ม รพ.สต. ต้นทุนทางตรง พบว่า รพ.สต.บางใหญ่ มีต้นทุนทางตรงสูงสุด จ�ำนวน 111,379.64 บาท และ รพ.สต. หนองกุง มีต้นทุนรวมต�่ำสุด จ�ำนวน 1,133.01 บาท เมื่อพิจารณารายละเอียดของต้นทุนทางตรงค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์ โดยเฉพาะค่าแรงพบว่า รพ.สต.บางใหญ่ มีต้นทุนค่าแรงสูงสุด จ�ำนวน 87,702.21 บาท และ รพ.สต.หนองกุง มีต้นทุนค่าแรงต�่ำสุด จ�ำนวน 853.13 บาท ส่วนต้นทุนค่าวัสดุพบว่า รพ.สต.บางใหญ่ มีต้นทุนค่าวัสดุ สูงสุด จ�ำนวน 16,373.58 บาท และ รพ.สต.โพธิ์กระสัง มีต้นทุนค่าวัสดุต�่ำสุด จ�ำนวน 129.08 บาท และในส่วนต้นทุน ค่าครุภัณฑ์ พบว่า รพ.สต.พราน มีต้นทุนค่าครุภัณฑ์สูงสุด จ�ำนวน 21,286.74 บาท และ รพ.สต.หนองกุง มีต้นทุน ค่าครุภัณฑ์ต�่ำสุด จ�ำนวน 101.19 บาท ต้นทุนทางอ้อม พบว่า รพ.สต.บางใหญ่ มีต้นทุนทางอ้อมสูงสุด จ�ำนวน 56,910.58 บาท และ รพ.สต.หนองกุง มีต้นทุนรวมต�่ำสุด จ�ำนวน 650.06 บาท เมื่อพิจารณารายละเอียดของต้นทุนทางตรงค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์โดยเฉพาะค่าแรงพบว่า รพ.สต.บางใหญ่ มีต้นทุนค่าแรงสูงสุด จ�ำนวน 29,164.70 บาท และ รพ.สต.หนองกุง มีต้นทุนค ่าแรงต�่ำสุด จ�ำนวน 455.40 บาท ส ่วนต้นทุนค ่าวัสดุพบว ่า รพ.สต.บางใหญ่ มีต้นทุนค ่าวัสดุสูงสุด จ�ำนวน 25,933.91 บาท และ รพ.สต.หนองกุง มีต้นทุนค่าวัสดุต�่ำสุด จ�ำนวน 129.59 บาท และในส่วนต้นทุนค่าครุภัณฑ์ พบว่า รพ.สต.พราน ต้นทุนค่าครุภัณฑ์สูงสุด จ�ำนวน 2,214.53 บาท และ รพ.สต.หนองกุง มีต้นทุนค่าครุภัณฑ์ต�่ำสุด จ�ำนวน 65.06 บาท รายละเอียด ตามตารางที่ 9
26 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ตารางที่ 9 แสดงต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อมแยกตามสถานบริการสาธารณสุขแต่ละแห่ง กลุ่ม รพช. 1. รพ. แม่ลาว 443,909.71 64,483.54 102,624.96 611,018.21 79,903.75 11,607.04 18,472.49 109,983.28 2. รพร. เด่นชัย 320,876.88 90,916.76 42,471.45 454,265.09 57,757.84 16,365.02 7,644.86 81,767.72 3. รพ. บางใหญ่ 457,301.69 54,813.93 158,651.25 670,766.87 82,314.30 9,866.51 28,557.23 120,738.04 4. รพ. บางปะอิน 304,573.80 104,657.51 51,287.85 460,519.16 54,823.28 18,838.35 9,231.81 82,893.45 5. รพ. ขุนหาญ 777,429.33 69,586.94 177,455.50 1,024,471.78 139,937.28 12,525.65 31,941.99 184,404.92 6. รพ. ธาตุพนม 109,467.85 40,430.60 22,015.81 171,914.27 19,704.21 7,277.51 3,962.85 30,944.57 7. รพ.ท่าศาลา 790,682.83 267,636.05 70,072.40 1,128,391.29 142,322.91 48,174.49 12,613.03 203,110.43 8. รพ. ถลาง 320,876.88 90,916.76 42,471.45 454,265.09 57,757.84 16,365.02 7,644.86 81,767.72 กลุ่ม รพ.สต. 1. รพ.สต. ดอยลาน 14,377.44 4,641.93 2,321.53 21,340.91 4,953.26 3,336.44 503.78 8,793.48 2. รพ.สต. ห้วยสัก 25,193.92 8,250.75 2,349.15 35,793.83 8,054.75 5,582.12 1,109.77 14,746.65 3. รพ.สต. พระหลวง 26,846.85 10,206.07 6,052.52 43,105.44 23,236.32 4,173.14 1,082.81 28,492.26 4. สอน. แม่จั๊วะ 16,116.54 6,183.89 1,944.08 24,244.51 8,991.25 4,483.09 896.04 14,370.74 5. รพ.สต. บางแม่นาง 3,474.42 684.83 567.03 4,726.29 925.77 577.44 163.64 1,666.84 6. รพ.สต. บางใหญ่ 87,702.21 16,373.58 7,303.85 111,379.64 29,164.70 25,933.91 1,811.97 56,910.58 7. รพ.สต. เชียงรากน้อย 51,209.45 8,699.26 3,451.78 63,360.49 16,602.18 18,685.92 933.51 36,221.61 8. รพ.สต. บ้านลานเท 8,736.59 1,670.45 405.26 10,812.30 2,431.43 697.91 123.75 3,253.09 9. รพ.สต. โพธิ์กระสังข์ 6,986.98 129.08 868.77 7,984.83 2,267.91 1,368.25 174.52 3,810.64 10. รพ.สต. พราน 53,251.40 7,380.31 21,286.74 81,918.45 18,281.59 24,484.60 2,214.53 44,980.72 11. รพ.สต. หนองกุง 853.13 178.69 101.19 1,133.01 455.40 129.59 65.06 650.06 12. รพ.สต. สร้างติ่ว 28,857.21 5,916.94 298.97 35,073.12 14,847.23 2,518.18 391.36 17,756.77 13. รพ.สต. นาวง 5,405.84 4,959.47 466.08 10,831.38 3,689.55 2,005.93 160.13 5,855.60 14. รพ.สต. สองแพรก 8,985.78 3,235.20 878.92 13,099.90 2,643.21 2,214.92 145.49 5,003.62 15. รพ.สต. เกาะแก้ว 8,393.92 4,157.18 698.70 13,249.80 3,158.27 4,069.50 149.66 7,377.43 16. รพ.สต ราไวย์ 1,555.85 796.49 202.29 2,554.64 426.11 375.17 40.80 842.08 ค่าต�่ำสุด (Minimum) 853.13 129.08 101.19 1,133.01 426.11 129.59 40.80 650.06 ค่าสูงสุด (Maximum) 790,682.83 267,636.05 177,455.50 1,128,391.29 142,322.91 48,174.49 31,941.99 203,110.43 ค่ามัธยฐาน (Median) 27,852.03 7,815.53 2,900.47 39,499.64 15,724.70 5,032.61 1,008.16 23,124.51 ค่าเฉลี่ย (Mean) 161,377.77 36,121.09 29,843.65 227,342.51 32,277.10 10,068.99 5,418.18 47,764.26 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 241,150.07 59,768.25 50,226.71 335,521.30 41,960.00 11,336.17 8,998.08 57,756.95 หน่วยบริการ ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์ ต้นทุนรวม ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์ ต้นทุนรวม ต้นทุนทางตรง (N = 24) ต้นทุนทางอ้อม (N = 24)
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 27 2. การวิเคราะห์ต้นทุนรวม (ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์) จากการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนทั้ง ค่าแรง ค่าวัสดุและค่าครุภัณฑ์ของงานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทย ในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ สามารถน�ำเสนอข้อมูลต้นทุนรวมเป็น 2 ส่วน คือ ต้นทุรวม ค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าครุภัณฑ์ของสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง และต้นทุนรวม ค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าครุภัณฑ์ จ�ำแนกตามกลุ่ม รพช. และ รพ.สต. ดังนี้ 2.1 ต้นทุนรวมของสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง จากตารางที่ 10 พบว่า ต้นทุนรวมมีค่าต้นทุนต�่ำสุด (Minimum) คิดเป็น 1,783.06 บาท มีค่าต้นทุนสูงสุด (Maximum) คิดเป็น 1,331,501.72 บาท ค่ามัธยฐาน (Median) คิดเป็น 62,213.79 บาท และค่าเฉลี่ย (Mean) คิดเป็น 275,106.77 บาท โดยมีรายละเอียดต้นทุน ค่าวัสดุค่าครุภัณฑ์และค่าแรง ดังนี้ ค่าแรง มีต้นทุนต�่ำสุด(Minimum) คิดเป็น 1,308.53 บาท ค่าสูงสุด(Maximum)คิดเป็น 933,005.74 บาท ค่ามัธยฐาน (Median) คิดเป็น 46,893.80 บาท และมีค่าเฉลี่ย (Mean) คิดเป็น 193,654.87 บาท ค่าวัสดุ มีต้นทุนต�่ำสุด(Minimum) คิดเป็น 308.28 บาท ค่าสูงสุด(Maximum)คิดเป็น 315,810.51 บาท ค่ามัธยฐาน (Median) คิดเป็น 14,106.64 บาท และมีค่าเฉลี่ย (Mean) คิดเป็น 46,190.08 บาท ค่าครุภัณฑ์ มีต้นทุนต�่ำสุด (Minimum) คิดเป็น166.29 บาท ค่าสูงสุด (Maximum) คิดเป็น 209,397.49บาท ค่ามัธยฐาน (Median)คิดเป็น 3,922.11 บาท และมีค่าเฉลี่ย(Mean)คิดเป็น 35,261.83 บาท รายละเอียดตามตารางที่10 2.2 ต้นทุนรวมของสถานบริการสาธารณสุขจ�ำแนกตามกลุ่ม รพช. และ รพ.สต. กลุ่มโรงพยาบาลชุมชน พบว่า ต้นทุนรวม ของการจัดกิจกรรมบริการส ่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย ที่ รพ.ท่าศาลามีต้นทุนรวมสูงที่สุดคิดเป็น 1,331,501.72 บาท รองลงมาคือ รพ.ขุนหาญ มีต้นทุนรวมเท่ากับ 1,208,876.70 บาท ส่วน รพ. ธาตุพนม มีต้นทุนรวมต�่ำสุดคิดเป็น 202,858.83 บาท เมื่อพิจารณารายละเอียดของต้นทุน ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์พบว่า ต้นทุนค่าแรงของ รพ. ท่าศาลา มีต้นทุนสูงที่สุด คิดเป็น 933,005.74 บาท รองลงมาคือ รพ. ขุนหาญ มีต้นทุนค่าแรงเท่ากับ 917,366.6 บาท ต�่ำสุดคือรพ.ธาตุพนม คิดเป็น 129,172.0 บาท ส่วนต้นทุนค่าวัสดุพบว่ารพ. ท่าศาลา มีต้นทุนค่าวัสดุเท่ากับ 315,810.54 บาท รองลงมาคือ รพ. บางปะอิน มีต้นทุนค่าวัสดุเท่ากับ 123,459.86 ต�่ำสุดคือ รพ.ธาตุพนม มีต้นทุนต�่ำ วัสดุต�่ำสุดคิดเป็น 47,708.11 บาท และในส่วนของต้นทุนค่าครุภัณฑ์พบว่ารพ.ขุนหาญ มีต้นทุน ค่าครุภัณฑ์สูงสุด คิดเป็น 209,397.49 บาท รองลงมาคือ รพ. บางใหญ่ มีต้นทุนค่าครุภัณฑ์คิดเป็น 187,208.48 บาท ต�่ำสุดคือ รพ. ธาตุพนม มีต้นทุนค่าครุภัณฑ์คิดเป็น 25,978.6 บาท กลุ่ม รพ.สต. จากตารางที่ 10 พบว่าต้นทุนรวม ของการจัดกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์ แผนไทยที่รพ.สต. บางใหญ่ มีต้นทุนรวมสูงที่สุดคิดเป็น 168,290.23 บาท รองลงมาคือรพ.สต. พราน มีต้นทุนรวมเท่ากับ 126,899.17 บาท ส่วน รพ. สต. หนองกุง มีต้นทุนรวมต�่ำสุดคิดเป็น 1,783.06 บาท เมื่อพิจารณารายละเอียดของต้นทุน ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์ พบว่า รพ.สต. บางใหญ่ มีต้นทุนค่าแรงสูงที่สุด คิดเป็น 116,866.92 บาท รองลงมาคือ รพ.สต. พราน มีต้นทุนค่าแรงเท่ากับ 71,532.99 บาท ต�่ำสุด คือ รพ.สต ราไวย์คิดเป็น 1,981.96 บาท ส่วนต้นทุนค่าวัสดุ พบว่า รพ.สต. บางใหญ่ มีต้นทุนค่าวัสดุเท่ากับ 42,307.49 บาท รองลงมา คือ รพ.สต. พราน มีต้นทุนค่าวัสดุเท่ากับ 31,864.91 บาท ต�่ำสุดคือ รพ.สต ราไวย์คิดเป็น 1,171.66 บาท และในส่วนของต้นทุนค่าครุภัณฑ์พบว่า รพ.สต. พราน
28 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ มีต้นทุนค่าครุภัณฑ์สูงสุดคิดเป็น 23,501.27 บาท รองลงมาคือ รพ.บางใหญ่ มีต้นทุนค่าครุภัณฑ์เท่ากับ 9,115.82 บาท ต�่ำสุดคือ รพ.สต. หนองกุง คิดเป็น 166.26 บาท ตามล�ำดับ ดังตารางที่ 10 ตารางที่ 10 แสดงต้นทุนรวมแยกตามสถานบริการสาธารณสุขแต่ละแห่ง หน่วยบริการ ต้นทุน (บาท) ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์ ต้นทุนรวม (ร้อยละ) (ร้อยละ) (ร้อยละ) (ร้อยละ) กลุ่ม รพช. 1. รพ. แม่ลาว 523,813.46 76,090.58 121,097.45 721,001.49 (72.65) (10.55) (16.80) (100.00) 2. รพร. เด่นชัย 378,634.71 107,281.77 50,116.32 536,032.80 (70.64) (20.01) (9.35) (100.00) 3. รพ. บางใหญ่ 539,615.99 64,680.43 187,208.48 791,504.90 (68.18) (8.17) (23.65) (100.00) 4. รพ. บางปะอิน 359,397.08 123,459.86 60,519.67 543,412.61 (66.13) (22.73) (11.14) (100.00) 5. รพ. ขุนหาญ 917,366.61 82,112.59 209,397.49 1,208,876.70 (75.89) (6.79) (17.32) (100.00) 6. รพ. ธาตุพนม 129,172.07 47,708.11 25,978.66 202,858.83 (63.68) (23.51) (12.81) (100.00) 7. รพ. ท่าศาลา 933,005.74 315,810.54 82,685.44 1,331,501.72 (70.07) (23.72) (6.21) (100.00) 8. รพ. ถลาง 378,634.71 107,281.77 50,116.32 536,032.80 (70.64) (20.01) (9.35) (100.00) กลุ่ม รพ.สต. 1. รพ.สต. ดอยลาน 19,330.70 7,978.37 2,825.31 30,134.39 (64,15) (26.47) (9.38) (100.00) 2. รพ.สต. ห้วยสัก 33,248.67 13,832.87 3,458.93 50,540.47 (65.79) (27.37) (6.84) (100.00) 3. รพ.สต. พระหลวง 50,083.17 14,379.21 7,135.33 71,597.71 (69.95) (20.08) (9.97) (100.00) 4. สอน. แม่จั๊วะ 25,107.80 10,666.98 2,840.48 38,615.25 (65.02) (27.62) (7.36) (100.00) 5. รพ.สต. บางแม่นาง 4,400.19 1,262.27 736.67 6,393.13 (68.83) (19.74) (11.43) (100.00) 6. รพ.สต. บางใหญ่ 116,866.92 42,307.49 9,115.82 168,290.23 (69.44) (25.14) (5.42) (100.00) 7. รพ.สต. เชียงรากน้อย 67,811.63 27,385.18 4,385.29 99,582.10 (68.10) (27.50) (4.40) (100.00) 8. รพ.สต. บ้านลานเท 11,168.02 2,368.36 529.00 14,065.38 (79.40) (16.84) (3.76) (100.00)
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 29 หน่วยบริการ ต้นทุน (บาท) ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าครุภัณฑ์ ต้นทุนรวม (ร้อยละ) (ร้อยละ) (ร้อยละ) (ร้อยละ) 3. การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย จ�ำแนกตามกลุ่มวัย การวิเคราะห์ต้นทุนต ่อหน ่วยกิจกรรมการให้บริการส ่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย จ�ำแนกตามกลุ่มวัยที่ได้รับสิทธิประโยชน์5 กลุ่ม โดยมีรายละเอียดน�ำเสนอ ดังนี้ 3.1 กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด พบว่า มีกิจกรรมบริการก่อนคลอดจ�ำนวน 6 กิจกรรม และหลังคลอดจ�ำนวน 12 กิจกรรม รวมทั้งสิ้น 18 กิจกรรม โดยพบว่า มีหน่วยบริการให้บริการในกิจกรรมการซักประวัติตรวจร่างกายหลังคลอด และการทับหม้อเกลือ มีจ�ำนวนมากที่สุดรวม 22แห่งคิดเป็นร้อยละ91.66 ส่วนกิจกรรมการอยู่ไฟมีหน่วยบริการ ให้บริการน้อยที่สุด มีจ�ำนวน เพียง 1 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 4.16 และเมื่อค�ำนวณต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในกลุ่มนี้ พบว่า การทับหม้อเกลือ มีค่ามัธยฐานสูงสุดเท่ากับ 206.56 บาท โดยมีค่าต�่ำสุดและสูงสุดอยู่ระหว่าง152.77- 432.01 บาท ส่วนต้นทุนการตรวจคัดกรองหัวนมบุ๋ม มีค่ามัธยฐานต�่ำสุด เท่ากับ 11.03 บาท โดยมีค่าต�่ำสุดและสูงสุดอยู่ระหว่าง 4.85 - 30.13 บาท ดังตารางที่ 11 9. รพ.สต. โพธิ์กระสังข์ 9254.89 1,497.32 1,043.29 11,795.50 (78.47) (12.69) (8.84) (100.00) 10. รพ.สต. พราน 71,532.99 31,864.91 23,501.27 126,899.17 (56.37) (25.11) (18.52) (100.00) 11. รพ.สต. หนองกุง 1,308.53 308.28 166.26 1,783.06 (73.39) (17.29) (9.32) (100.00) 12. รพ.สต. สร้างติ่ว 43,704.43 8,435.12 690.33 52,829.88 (82.73) (15.96) (1.31) (100.00) 13. รพ.สต. นาวง 9,095.39 6,965.40 626.20 16,686.99 (54.51) (41.74) (3.75) (100.00) 14. รพ.สต. สองแพรก 11,628.99 5,450.11 1,024.41 18,103.51 (64.23) (30.11) (5.66) (100.00) 15. รพ.สต. เกาะแก้ว 11,552.18 8,226.68 848.36 20,627.23 (56.01) (39.88) (4.11) (100.00) 16. รพ.สต ราไวย์ 1,981.96 1,171.66 243.09 3,396.71 (58.35) (34.49) (7.16) (100.00) ค่าต�่ำสุด (Minimum) 1,308.53 308.28 166.26 1,783.06 ค่าสูงสุด (Maximum) 933,005.74 315,810.54 209,397.49 1,331,501.72 ค่ามัธยฐาน (Median) 46,893.80 14,106.64 3,922.11 62,213.79 ค่าเฉลี่ย (Mean) 193,654.87 46,190.08 35,261.83 275,106.77 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 282,892.08 69,204.28 59,217.10 392,535.85
30 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ตารางที่ 11 แสดงต้นทุนการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพฯ ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด ก่อนคลอด 1 ซักประวัติตรวจร่างกาย 7 4.85 55.19 11.63 18.85 2 หัตถการ นวด/ประคบ 3 45.63 85.97 84.94 72.18 3 หัตถการ ประคบ 4 33.87 95.21 62.69 63.62 4 หัตถการ แช่เท้า 2 67.86 79.17 73.52 73.52 5 หัตถการ นวดกล่อมท้อง 2 26.67 33.23 29.95 29.95 6 หัตถการ การตรวจคัดกรอง 4 4.85 30.13 11.03 14.26 หัวนมบุ๋ม หลังคลอด 7 ซักประวัติตรวจร่างกาย 22 4.85 62.84 18.04 26.40 8 ค�ำแนะน�ำด้านการปฏิบัติตัวหลังคลอด 21 4.85 46.80 19.28 21.51 9 หัตถการ การนวดแต่งท้อง 7 18.34 49.79 36.39 31.61 10 หัตถการ การนวดกระตุ้น 18 23.89 213.36 64.90 70.30 น�้ำนมหลังคลอด 11 หัตถการ การประคบเต้านม 18 25.31 106.61 55.03 55.39 หลังคลอด 12 หัตถการ อาบน�้ำสมุนไพร 6 18.34 71.55 27.22 35.84 หลังคลอด 13 หัตถการ การใช้ผ้าพัน 5 16.06 80.62 75.10 61.00 หน้าท้อง 14 หัตถการ การเข้ากระโจม 16 38.08 225.27 101.72 115.37 15 หัตถการ การนั่งถ่าน 3 84.60 131.72 113.92 110.08 16 หัตถการ การอยู่ไฟ 1 76.51 76.51 76.51 76.51 17 หัตถการ การใช้สมุนไพร 8 30.93 75.19 43.09 47.07 เพื่อขับน�้ำคาวปลา 18 หัตถการ การทับหม้อเกลือ 22 152.77 432.01 206.56 215.24 ล�ำดับ รายการบริการ สถานบริการ ค่าต�่ำสุด ค่าสูงสุด ค่ามัธยฐาน ค่าเฉลี่ย จ�ำนวน (แห่ง) (บาท) (บาท) (บาท) (บาท)
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 31 3.2 กลุ่มเด็กเล็กอายุ 1 - 5 ปี พบว่า มีกิจกรรมบริการรวมทั้งสิ้น 6 กิจกรรม โดยมีหน ่วยบริการให้บริการในกิจกรรม ซักประวัติ ตรวจร่างกาย มากที่สุดจ�ำนวน 9 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 37.50 และกิจกรรมการบริบาลทารกด้วยการเขียนคิ้ว ให้บริการน้อยที่สุด มีจ�ำนวน 2 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 8.33 และเมื่อค�ำนวนต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค พบว่ากิจกรรมนวดกระตุ้นพัฒนาการเด็ก มีค่ามัธยฐานสูงสุดเท่ากับ 25.27 บาท โดยมีค่าต�่ำสุดและสูงสุด ระหว่าง 11.83 - 75.84 บาท และต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมซักประวัติตรวจร่างกาย มีค่ามัธยฐานต�่ำสุดเท่ากับ 15.47 บาท โดยมีค่าต�่ำสุดและสูงสุดระหว่าง 7.61 - 55.19 บาท ดังตารางที่ 12 ตารางที่ 12 แสดงต้นทุนการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพฯ ในกลุ่มเด็กเล็ก 1 - 5 ปี 3.3 กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นอายุ 6 - 24 ปี พบว่า มีกิจกรรมบริการรวมทั้งสิ้น จ�ำนวน 8 กิจกรรม โดยมีหน่วยบริการให้บริการในกิจกรรมซักประวัติ ตรวจร่างกาย มีมากที่สุดจ�ำนวน 13 แห่ง คิดเป็นร้อยละ54.16รองลงมาคือกิจกรรมการนวดส่งเสริมสุขภาพมีหน่วยบริการ ให้บริการ จ�ำนวน 12 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 50 และกิจกรรมอบสมุนไพรลดความอยากบุหรี่มีน้อยที่สุด จ�ำนวน 4 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 16.66 เมื่อวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค พบว่า กิจกรรมการนวด ส่งเสริมสุขภาพมีค่ามัธยฐานสูงที่สุดเท่ากับ 122.82 บาท โดยมีค่าต�่ำสุดและสูงสุดระหว่าง 36.68 - 275.27 บาท ส่วนต้นทุนกิจกรรมบริการซักประวัติตรวจร่างกายมีค่ามัธยฐานต�่ำสุด เท่ากับ 32.79 บาท โดยมีค่าต�่ำสุดและสูงสุด ระหว่าง 5.91 - 55.19 บาท ดังตารางที่ 13 1 ซักประวัติตรวจร่างกาย 9 7.61 55.19 15.47 22.26 2 หัตถการ การบริบาลทารก - - - - - ด้วยการแต่งตัว 3 หัตถการ การบริบาลทารก 2 7.80 24.97 16.39 16.39 ด้วยการเขียนคิ้ว 4 หัตถการ การบริบาลทารก 4 7.80 24.97 19.72 18.06 ด้วยการดัดแขนขา 5 หัตถการ การบริบาลทารก 6 16.64 75.84 21.64 35.56 ด้วยการใช้สมุนไพร 6 หัตถการ นวดกระตุ้น 8 11.83 75.84 25.27 33.95 พัฒนาการเด็ก สถานบริการ ค่าต�่ำสุด ค่าสูงสุด ค่ามัธยฐาน ค่าเฉลี่ย จ�ำนวน (แห่ง) (บาท) (บาท) (บาท) (บาท) ล�ำดับ รายการบริการ
32 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ 1 ซักประวัติตรวจร่างกาย 13 5.91 55.19 32.79 30.43 2 หัตถการ การนวดส่งเสริม 12 36.68 275.27 122.82 126.51 สุขภาพ 3 หัตถการ การอบสมุนไพร 8 82.42 255.44 119.62 131.64 4 หัตถการ การประคบสมุนไพร 7 29.78 15.86 70.68 67.72 5 หัตถการ หญ้าดอกขาว 10 25.42 99.55 48.52 49.48 ในการลดบุหรี่ การอมกานพลู 6 หัตถการ การจ่ายยาสมุนไพร 8 35.63 79.19 47.51 51.24 ปรับประจ�ำเดือน 7 หัตถการ อบสมุนไพร 4 71.68 169.27 105.26 112.86 ลดความอยากบุหรี่ 8 หัตถการ สอนสาธิต 5 30.15 95.79 70.80 63.30 การใช้สมุนไพร สถานบริการ ค่าต�่ำสุด ค่าสูงสุด ค่ามัธยฐาน ค่าเฉลี่ย จ�ำนวน (แห่ง) (บาท) (บาท) (บาท) (บาท) ล�ำดับ รายการบริการ 3.4 กลุ่มผู้ใหญ่อายุ 25 - 59 ปี พบว่า มีกิจกรรมบริการรวมทั้งสิ้นจ�ำนวน 11 กิจกรรม โดยกิจกรรมการอบสมุนไพรมีมากที่สุด จ�ำนวน 15 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 62.5 รองลงมาคือกิจกรรมการนวดส่งเสริมสุขภาพมีหน่วยบริการให้บริการจ�ำนววน 14 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 58.33 และกิจกรรมธรรมานามัยมีหน่วยบริการให้บริการน้อยที่สุดจ�ำนวน 2 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 8.33 เมื่อวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค พบว่า กิจกรรมการอบสมุนไพรมีค่ามัธยฐาน สูงสุดเท่ากับ 129.97 บาท โดยมีค่าต�่ำสุดและสูงสุดระหว่าง 82.79 - 255.44 บาท กิจกรรมบริการนวดส่งเสริมสุขภาพ มีค่ามัธยฐานเท่ากับ 111.68 บาท มีค่าต�่ำสุดและสูงสุด ระหว่าง 31.15 - 275.27 บาท และต้นทุนกิจกรรมการใช้อุปกรณ์ พื้นบ้านในการฟื้นฟูสภาพ มีค่ามัธยฐานต�่ำสุด เท่ากับ 11.93 บาท โดยมีค่าต�่ำสุดและสูงสุดระหว่าง 5.91 - 137.79 บาท ดังตารางที่ 14 ตารางที่ 13 แสดงต้นทุนการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพฯ ในกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น 6 - 24 ปี
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 33 ตารางที่ 14 แสดงต้นทุนการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพฯ ในกลุ่มผู้ใหญ่25 - 59 ปี 3.5 กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พบว่า มีกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 10 กิจกรรม โดยมีหน่วยบริการให้บริการในกิจกรรม ซักประวัติตรวจร่างกาย มีมากที่สุดจ�ำนวน 17แห่ง คิดเป็นร้อยละ70.83รองลงมาคือกิจกรรมบริการนวดส่งเสริมสุขภาพทั่วไป โดยมีหน่วยบริการ จ�ำนวน 16 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 66.66 ส่วนต้นทุนกิจกรรมบริการนวดส่งเสริมสุขภาพ มีค่ามัธยฐานเท่ากับ 84.52 มีค่าต�่ำสุดและสูงสุด ระหว่าง 34.71 - 275.27 บาท และกิจกรรมบริการธรรมานามัยให้บริการน้อยที่สุด จ�ำนวน 4 แห่ง คิดเป็น ร้อยละ 16.66 เมื่อวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการในกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่ากิจกรรมการอบสมุนไพร มีค่ามัธยฐานสูงสุด เท่ากับ 100.13 บาท โดยมีค่ามัธยฐานต�่ำสุดและสูงสุดระหว่าง 38.08 - 255.44 บาท และมีต้นทุน กิจกรรมบริการซักประวัติตรวจร่างกายมีค่าต�่ำสุดเท่ากับ 21.21 บาท โดยมีค่าต�่ำสุดและสูงสุดระหว่าง4.85-55.39 บาท ดังตารางที่ 15 สถานบริการ ค่าต�่ำสุด ค่าสูงสุด ค่ามัธยฐาน ค่าเฉลี่ย จ�ำนวน (แห่ง) (บาท) (บาท) (บาท) (บาท) ล�ำดับ รายการบริการ 1 ซักประวัติตรวจร่างกาย 14 4.85 55.39 34.43 31.67 2 หัตถการ การใช้อุปกรณ์พื้นบ้าน 4 5.91 137.79 11.93 41.89 ในการฟื้นฟูสภาพ 3 หัตถการ การแช่เท้า/นวดเท้า 5 14.02 120.80 79.07 70.48 กระตุ้นการไหลเวียน โลหิต 4 หัตถการ การนวดส่งเสริม 14 31.15 275.27 111.68 115.64 สุขภาพทั่วไป 5 หัตถการ การอบสมุนไพร 15 82.79 255.44 129.97 131.76 6 หัตถการ การประคบสมุนไพร 10 21.04 115.86 53.58 56.36 7 หัตถการ การสอน/การสาธิต : 9 10.42 79.55 19.87 31.23 อาหารสมุนไพร 8 หัตถการ ฤาษีดัดตน 13 4.85 75.84 29.33 32.87 9 หัตถการ ธรรมานามัย 2 16.06 22.87 19.46 19.46 10 หัตถการ สมาธิบาบัด SKT อื่นๆ 7 10.69 62.84 47.50 39.84 11 หัตถการ อื่นๆ(สอนท�ำสมุนไพร 5 31.65 71.83 51.00 51.33 ใช้เอง ดูแลตัวเอง ด้วยสมุนไพร การใช้ยาลดบุหรี่)
34 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ตารางที่ 15 แสดงต้นทุนการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพฯ ในกลุ่มผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป 4. การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหัวประชากร ด้านบริการส่งเสริมสุขภาพฯ ด้วยการแพทย์แผนไทยในทุกกลุ่มวัย งบประมาณรวมในการให้บริการส่งเสริมสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทยใน 5 กลุ่มวัย คิดเป็น 30,869,674,100.50 บาท โดยงบประมาณการให้บริการในกลุ่มอายุ 25 - 59 ปีมีงบประมาณรวมสูงสุด เท่ากับ 12,304,203,227.77 บาท และกลุ่มเด็กอายุ0 - 5 ปีมีงบประมาณต�่ำสุดเท่ากับ 208,196,557.08 บาท เมื่อวิเคราะห์ต้นทุนรวมต่อหัวประชากรทุกกลุ่มวัย พบว่า มีต้นทุนเท่ากับ 465.43 บาทต่อหัวประชากรโดยจะพบว่า กลุ่มเด็กอายุ1 - 5 ปีมีต้นทุนต�่ำสุดเพียง 46.10 บาทต่อหัวประชากรและกลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด มีต้นทุนสูงสุด คิดเป็น 1,151.07 บาทต่อหัวประชากรรองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป มีต้นทุนคิดเป็น 1,098.91 บาทต่อหัวประชากร รายละเอียดดังตารางที่ 16 ตารางที่ 16แสดงการค�ำนวณต้นทุนต่อหัวประชากรด้านการแพทย์แผนไทยตามกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพฯ ทุกกลุ่มวัย สถานบริการ ค่าต�่ำสุด ค่าสูงสุด ค่ามัธยฐาน ค่าเฉลี่ย จ�ำนวน (แห่ง) (บาท) (บาท) (บาท) (บาท) ล�ำดับ รายการบริการ 1 ซักประวัติตรวจร่างกาย 17 4.84 55.39 21.21 28.23 2 หัตถการ การใช้อุปกรณ์พื้นบ้าน 6 10.69 113.51 36.70 51.79 ในการฟื้นฟูสภาพ 3 หัตถการ การแช่เท้า/นวดเท้า 14 12.27 165.90 51.26 62.02 กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต 4 หัตถการ การนวดส่งเสริม 16 34.71 275.27 84.52 99.11 สุขภาพทั่วไป 5 หัตถการ การอบสมุนไพร 14 38.08 255.44 100.13 114.68 6 หัตถการ การประคบสมุนไพร 12 21.04 115.86 68.85 61.64 7 หัตถการ การสอน/การสาธิต : 14 10.69 166.08 47.15 51.97 อาหารสมุนไพร 8 หัตถการ ฤๅษีดัดตน 15 10.54 113.51 48.71 50.47 9 หัตถการ ธรรมานามัย 4 15.47 75.84 29.62 37.64 10 หัตถการ สมาธิบาบัด SKT อื่นๆ 7 16.64 113.51 51.94 58.40 1 หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด 916,149,074.40 1,151.07 2 0 - 5 ปี 208,196,557.08 46.10 3 6 - 24 ปี 5,830,231,004.33 356.30 4 25 - 59 ปี 12,304,203,227.77 352.76 5 ≥60 ปี 11,610,894,236.93 1,098.91 รวมเฉลี่ยต่อประชากร 30,869,674,100.50 465.43 งบประมาณรวม งบประมาณต่อคนต่อปี (บาท) (บาทต่อคนต่อปี) ล�ำดับ กลุ่มวัย
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 35 การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนต ่อหน ่วยกิจกรรมบริการด้านการส ่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทย ในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ จ�ำนวน 24 แห่ง ซึ่งยังไม่เคยมีใครศึกษา มาก่อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนของงานบริการส ่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านแพทย์แผนไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อมของหน ่วยบริการทุกแห ่ง รวมทั้งการวิเคราะห์ต้นทุนต ่อหน ่วยกิจกรรมบริการจ�ำแนกตาม 5 กลุ่มวัย และการวิเคราะห์ต้นทุนรวมต่อหัวประชากร 5 กลุ่มวัย ด�ำเนินการศึกษาในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย โดยคัดเลือกจังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบดีเด่นด้านการแพทย์แผนไทยในปีงบประมาณ 2562 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจาก รพช.1แห่งและรพ.สต.2แห่งใน 4 ภาคจาก8จังหวัดคิดเป็นกลุ่มพื้นที่ตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 24แห่งด�ำเนินการศึกษาต้นทุน รายกิจกรรม (Activity Based Costing) ในมุมมองของผู้ให้บริการ (Provider perspective) โดยใช้วิธีการค�ำนวณต้นทุน แบบมาตรฐานที่อิงแนวทางการค�ำนวณต้นทุนงานบริการสาธารณะของกรมบัญชีกลาง ข้อมูลที่ได้น�ำมาวิเคราะห์ด้วย โปรแกรม Excel 2010 น�ำเสนอเป็นค่าสถิติจ�ำนวนร้อยละ และการวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง 1. สรุปผลการศึกษา 1.1 ต้นทุนรวม ของงานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย พบว่า มีต้นทุนต�่ำสุด เท่ากับ 1,783.06 บาท มีค่าสูงสุดเท่ากับ 1,331,501.72 บาท โดยมีต้นทุนเฉลี่ย (Mean) เท่ากับ 275,106.77 บาท มีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 62,213.79 บาท ต้นทุนทางตรง งานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย พบว่าต้นทุนทางตรงรวม มีค่าระหว่าง 1,133.01 - 1,128,391.29 บาท มีต้นทุนเฉลี่ย (Mean) เท่ากับ 227,342.51 บาท เมื่อคิดเป็นค่ามัธยฐาน (Median) จะมีต้นทุนเท่ากับ 39,499.64 บาท ต้นทุนทางอ้อม งานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยพบว่า มีต้นทุนทางอ้อม มีค่าระหว่าง650.06-203,110.43 บาท มีต้นทุนเฉลี่ย(Mean) เท่ากับ 47,764.26 บาท เมื่อคิดเป็นค่ามัธยฐาน (Median) จะมีต้นทุนเท่ากับ 23,124.51 บาท 1.2 ต้นทุนต่อหน่วย ของงานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย จ�ำแนกตามกลุ่มวัย พบว่า 1.2.1 ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด พบว่า ก่อนคลอด มีต้นทุนกิจกรรมการให้บริการแช่เท้าสูงสุด มีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 73.52 บาท และมีต้นทุนกิจกรรมการตรวจคัดกรองหัวนมบุ๋มต�่ำสุด มีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 11.03 บาท หลังคลอด มีต้นทุนกิจกรรมการทับหม้อเกลือสูงสุด มีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 206.56 บาท รองลงมาคือต้นทุนกิจกรรมการนั่งถ่านมีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 113.92 บาท และมีต้นทุนกิจกรรมการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ต�่ำสุดมีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 18.04 บาท บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
36 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ 1.2.2 ในกลุ่มเด็กเล็ก 1 - 5 ปี พบว่า มีต้นทุนกิจกรรมการให้บริการนวดกระตุ้นพัฒนาการเด็กสูงสุด มีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 25.27 บาท และมีกิจกรรมบริการซักประวัติตรวจร่างกายมีต้นทุนต�่ำสุด มีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 15.47 บาท 1.2.3 ในกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น 6 - 24 ปีพบว่า มีต้นทุนกิจกรรมการให้บริการนวดส่งเสริมสุขภาพสูงสุด มีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 122.82 บาท และมีต้นทุนกิจกรรมบริการซักประวัติตรวจร่างกายต�่ำสุด มีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 32.79 บาท 1.2.4 กลุ่มผู้ใหญ่อายุ 25 - 59 ปี พบว่า มีกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคจ�ำนวน 11กิจกรรม โดยมีต้นทุนกิจกรรมการให้บริการอบสมุนไพร สูงสุด มีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 129.97 บาท และมีต้นทุน กิจกรรมการใช้อุปกรณ์พื้นบ้านในการฟื้นฟูสภาพ มีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 11.93 บาท 1.2.5 กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไปพบว่ามีต้นทุนกิจกรรมการให้บริการอบสมุนไพรสูงสุดมีค่ามัธยฐาน(Median) เท่ากับ 100.13 บาท และมีต้นทุนกิจกรรมการซักประวัติตรวจร่างกายต�่ำสุด มีค่ามัธยฐาน (Median) เท่ากับ 21.21 บาท 1.3 ต้นทุนรวมต่อหัวประชากร งานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยทุกกลุ่มวัย พบว่า มีต้นทุนต่อหัวประชากรเท่ากับ 465.43 บาท ต้นทุนเฉลี่ยต่อหัวประชากรในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดสูงที่สุด จ�ำนวนเท่ากับ 1,151.07 บาท รองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป มีต้นทุนเฉลี่ยต่อหัวประชากรจ�ำนวนเท่ากับ 1,098.43 บาท และในกลุ่มเด็ก 1 - 5 ปีมีต้นทุนต่อหัวประชากรต�่ำสุดเท่ากับ 46.10 บาท 2. อภิปรายผล จากผลการศึกษาต้นทุนรวม ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการ และต้นทุนต่อหัวประชากร ในการให้บริการส่งเสริม สุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยในทุกกลุ่มวัย สามารถน�ำมาอภิปรายในประเด็นส�ำคัญ ได้ดังต่อไปนี้ 2.1 ต้นทุนรวมของงานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย พบว่าจากการค�ำนวณ ต้นทุนรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมมีต้นทุนรวมเท่ากับ 62,213.79 บาท แยกเป็นต้นทุนค่าแรง 46,893.80 บาท ต้นทุน ค่าวัสดุ14,106.64 บาท และต้นทุนค่าครุภัณฑ์3,922.11 บาท โดยจะมีต้นทุนค่าแรงสูงสุด สอดคล้องกับการศึกษาของ วีรวรรณ ลีละพัฒน์(2539: บทคัดย่อ) โดยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนรวมมากที่สุดคือต้นทุนค่าแรง และสอดคล้องกับการศึกษาของฟ้าใส จันท์จารุภรณ์และคณะ (2560 : บทคัดย่อ) ที่พบว่า ต้นทุนค่าแรงมีสัดส่วน มากที่สุด มีค่าระหว่างร้อยละ29.63-88.84และสอดคล้องกับการศึกษาของวันชัยอินทอง ที่พบว่าต้นทุนค่าแรงมีสัดส่วน สูงสุดโดยคิดเป็นร้อยละ 64.10 ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งท�ำให้เห็นได้ว่าต้นทุนที่แตกต่างกันนั้น เนื่องมาจากบริบทของ สถานบริการสาธารณสุขแต่ละแห่ง [13] ที่มีการให้บริการที่แตกต่างกันรวมทั้งนโยบายของผู้บริหารในแต่ละพื้นที่เป็นหลักว่า ให้ความส�ำคัญมากน้อยเพียงใดกับงานบริการด้านการแพทย์แผนไทย นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับจ�ำนวนบุคลากรงบประมาณ รูปแบบ อุปกรณ์ ที่ใช้ในการให้บริการในแต่ละหน่วยบริการด้วยเช่นกัน จึงท�ำให้งานบริการของแพทย์แผนไทย มีความ หลากหลาย จึงส่งผลต่อรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนั้นผู้วิจัยเห็นว่า วิธีการเก็บข้อมูลต้นทุน (Costing methodology) ที่เป็นการศึกษาต้นทุนรายกิจกรรม Activity based costing (ABC) มีความเหมาะสมกับการน�ำเสนอต้นทุนเป็นรายกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพด้าน การแพทย์แผนไทย[15 ] [13] โดยใน รพ.สต. มีการเก็บต้นทุนจากคลินิกงานบริการต่างๆแล้ว หลังจากนั้นจึงกระจายลงไปยัง กิจกรรมการให้บริการส่งเสริมสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทย [9] แต่ใน รพช. จะพบว่ามีการด�ำเนินงานด้านการส่งเสริม สุขภาพเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าบริการด้านการรักษาพยาบาลซึ่งจะมีกิจกรรมมากกว่า การเก็บข้อมูลแบบ Full Cost ที่มีการ
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 37 เก็บต้นทุนแบบ Costcenter based approachโดยการเก็บข้อมูลทางตรงของทุกแผนกในสถานบริการก่อน แล้วจึงมีการ กระจายงานลงมายังหน่วยงานอื่นรวมทั้งหน่วยงานบริการแพทย์แผนไทย และจึงกระจายลงมายังกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคซึ่งไม่เหมาะสมนัก ผู้วิจัยจึงค�ำนวณต้นทุนในโรงพยาบาลแบบ Direct cost แทน [14] ดังนั้น ในการศึกษา ครั้งนี้จึงประมาณการต้นทุนทางอ้อม Indirectcost ที่ได้จากสัดส่วนการศึกษาต้นทุนในโรงพยาบาลแทน รวมทั้งการศึกษา ต้นทุนทางตรงรายกิจกรรมของการแพทย์แผนไทยยังไม่เคยมีการด�ำเนินงานมาก่อน ผู้วิจัยจึงเก็บข้อมูลแบบ Direct cost ซึ่งมีความเหมาะสมกับกิจกรรมการให้บริการ และเพื่อความสอดคล้องกับข้อจ�ำกัดด้านเวลาในการให้บริการด้วย เช่นกัน และสอดคล้องกับการศึกษาของ ฟ้าใส จันท์จารุภรณ์และคณะ (2560 : บทคัดย่อ) ที่ด�ำเนินการศึกษาวิเคราะห์ ต้นทุนรายกิจกรรมในมุมมองของผู้ให้บริการตามกิจกรรมบริการ 5 กลุ่มวัย ด้วยเช่นกัน และในการศึกษาครั้งนี้เป็นการเก็บข้อมูลแบบย้อนหลัง (Retrospective) ในปีงบประมาณ 2562 โดยสอดคล้อง กับการศึกษาวิจัยหลายฉบับที่มีการศึกษาย้อนหลังเช่นเดียวกัน เช่นการศึกษาของ ชัยยา นรเดชานันท์และคณะ (2548) จิรัญญา มุขขันธ์และคณะ(2551) เสงี่ยม ทรงวัย(2560)และวันชัยอินทร์ทอง (2562)การศึกษาครั้งนี้ใช้แบบบันทึกข้อมูล ต้นทุนที่ออกแบบโดยผู้วิจัย มีผลท�ำให้ข้อมูลบางอย่างไม่สามารถเก็บได้โดยเมื่อพิจารณาจากการเก็บข้อมูลต้นทุนของ สถานบริการสาธารณสุขหลายแห่ง จะพบว่าการเก็บข้อมูลเอกสารต่างๆ เช่น ค่าแรง ค่าวัสดุและค่าครุภัณฑ์จะมีข้อมูล เก็บไว้ที่ฝ่ายบริหารงานของโรงพยาบาลโดยการจะขอข้อมูลจ�ำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากพื้นที่ที่ท�ำการเก็บรวบรวม ข้อมูล ทั้งนี้หากไม่ได้รับความร่วมมือ ก็จะท�ำให้เกิดความยากล�ำบากในการเก็บรวมรวมข้อมูล ค่าแรง ค่าวัสดุและค่าครุภัณฑ์ [15] อีกทั้งบางพื้นที่มีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและไม่เป็นปัจจุบัน เช่น ข้อมูลครุภัณฑ์ข้อมูลวัสดุ capital cost ที่มีข้อมูลไม่ครบ ไม่มีราคา ไม่มีวันเดือนปีที่ชัดเจนระบุไว้และไม่มีการเก็บบันทึกข้อมูลในรายงานทะเบียนคุมครุภัณฑ์จากปัญหาดังกล่าว ท�ำให้ผู้วิจัยต้องใช้วิธีการหาราคาเงา (Shadow price) โดยการน�ำเอาราคาตลาด [7] [16] มาใช้ในการศึกษาครั้งนี้ร่วมด้วย ซึ่งอาจจะส่งผลต่อต้นทุนค่าวัสดุที่ท�ำให้มีมูลค่ามากกว่าความเป็นจริงในสถานบริการสาธารณสุขบางแห่ง จากประเด็นดังกล่าวข้างต้นผู้วิจัยจึงเห็นว่าเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้านข้อมูลเอกสารต่างๆควรมีการบันทึกข้อมูล ต้นทุน (ค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าครุภัณฑ์) ที่เป็นจริงและปรับให้เป็นปัจจุบัน ในขณะเดียวกันกรมการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก ควรด�ำเนินการจัดท�ำแนวทางการให้บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในทุกกลุ่มวัย และจัดท�ำรหัสกลุ่มโรคอาการและหัตถการให้ครอบคลุมจ�ำนวนครั้งของการให้บริการในกิจกรรมด้านการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคให้ชัดเจน รวมทั้งควรมีการพัฒนาระบบในการบันทึกข้อมูลที่สามารถเข้ากับฐานข้อมูลอื่นๆของหน่วยบริการ ที่เป็นปัจจุบัน เพื่อจะได้ไม่เพิ่มภาระในการลงบันทึกข้อมูล ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนได้สร้างความตระหนักถึงการดูแลสุขภาพ เชิงรุก(ด้านการส่งเสริมสุขภาพ) มากกว่าเชิงรับ (ด้านการรักษา)ซึ่งจะท�ำให้ประชาชนได้หันมาใส่ใจในการดูแลสุขภาพและ ป้องกันโรคมากขึ้น 2.2 ต้นทุนต่อหน่วยของงานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทยจ�ำแนกตามกลุ่มวัย พบว่า ในกลุ่มหญิงหลังคลอด มีต้นทุนกิจกรรมการทับหม้อเกลือสูงที่สุดมีค่าเท่ากับ 206.56 บาท ซึ่งแตกต่างจากการศึกษา ของธัชธรรม แห่งหน (2558) ที่พบว่า ต้นทุนการให้บริการดูแลมารดาหลังคลอดมีค่าเท่ากับ 527.44 บาท ส่วนการศึกษา ของอุทุมพร วงษ์ศิลป์และอาณัติวรรณศรี(2560) พบว่า ต้นทุนงานอนามัยแม่และเด็ก มีต้นทุนเฉลี่ยเท่ากับ 641 บาท ต่อครั้งซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงกว่าบริการรายกิจกรรม ในกลุ่มเด็กเล็กอายุ1-5 ปีพบว่า มีต้นทุนกิจกรรมการบริการนวดกระตุ้น พัฒนาการเด็กสูงสุดเท่ากับ 25.27 บาท สอดคล้องกับการศึกษาของฟ้าใสจันท์จารุภรณ์(2560) ที่พบว่ากิจกรรมการกด นวดกระตุ้นพัฒนาการเด็ก มีต้นทุน เท่ากับ 29.4 บาท ส่วนในกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น อายุ6 - 24 ปีพบว่ากิจกรรมการนวด ส่งเสริมสุขภาพมีต้นทุนสูงสุดเท่ากับ 275.27 บาท โดยสอดคล้องกับการศึกษาของจิรัญญา มุขขันธ์ พบว่า ต้นทุนเฉลี่ย
38 กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ต่อหน่วยของการนวดทั้งหมดเท่ากับ 361.78 บาท ส่วนในกลุ่มผู้ใหญ่อายุ25 - 59 ปีมีกิจกรรมการให้บริการอบสมุนไพร สูงสุดเท่ากับ 129.97 บาท และกลุ่มผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมอบสมุนไพรสูงสุดเท่ากับ 100.13 บาท ซึ่งสอดคล้องกับ การศึกษาของจิรัญญา มุขขันธ์(2551 : บทคัดย่อ) พบว่า ต้นทุนต่อหน่วยของการอบสมุนไพรเท่ากับ 127.13 บาทต่อครั้ง แต่แตกต่างจากการศึกษาของธัชธรรม แห่งหน (2558) ที่พบว่าต้นทุนในการให้บริการอบสมุนไพรเพื่อรักษา/เพื่อสุขภาพ มีค่าเท่ากับ 1,073.82 บาท จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า ต้นทุนกิจกรรมการให้บริการในแต่ละกลุ่มวัยมีค่าที่แตกต่าง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กโตและกลุ่มวัยรุ่นถึงวัยท�ำงานอายุ6 - 24 ปีมีต้นทุนกิจกรรมบริการสูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มวัยอื่น ๆ และจากการศึกษาของเสงี่ยม ทรงวัย(2560) พบว่าต้นทุนต่อหน่วยของงานบริการผู้ป่วยนอกได้แก่หน่วยบริการงานแพทย์ แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มีต้นทุนต่อครั้งสูงที่สุดเท่ากับ 1,563.91 บาท รวมทั้งการศึกษาของอุทุมพร วงษ์ศิลป์และ อาณัติวรรณศรี(2560) พบว่าต้นทุนแพทย์แผนไทยในรพ.สต.มีค่าเท่ากับ 557 บาทต่อครั้ง แต่จะพบว่ารายงานการศึกษา ของหลายคนไม่ได้จ�ำแนกกลุ่มวัยและไม่ได้แยกงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคออกจากงานส่งเสริมสุขภาพด้านอื่นๆ จึงท�ำให้ข้อมูลมีความแตกต่างกันในแต่ละการศึกษา และจากข้อมูลต้นทุนในแต่ละกลุ่มวัยที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้วิจัยมองว่า ในความเป็นจริงกลุ่มหญิงตั้งครรภ์หรือกลุ่มผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป น่าจะเป็นกลุ่มที่มีความส�ำคัญในประเด็นการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคมากกว่ากลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มวัยเจริญพันธ์ที่มีสุขภาพแข็งแรงมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มวัยอื่นๆ แต่ทั้งนี้ปัจจัยที่ส�ำคัญประการหนึ่งอาจเกิดจากจ�ำนวนผู้มารับบริการที่น้อยท�ำให้ข้อมูลต้นทุนที่ได้มีค่าสูงกว่า ต้นทุนของ กลุ่มวัยอื่น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่จะมีจ�ำนวนมากขึ้นเรื่อยๆและนิยมมารับบริการด้านการแพทย์แผนไทยมากขึ้น นอกจากนั้นผู้วิจัยมองว่าข้อมูลต้นทุนกิจกรรมการนวดส่งเสริมสุขภาพที่มีต้นทุนสูงสุดเท่ากับ 275.27 บาท น่าจะ มาจากหลายปัจจัย [13] เช ่น รูปแบบการให้บริการเช ่น การนวด อาจขึ้นกับศิลปะในการให้บริการผู้ป ่วยที่จะช ่วยให้ ผู้มารับบริการหายจากอาการที่เป็นอยู่ เช่น การใช้น�้ำมัน ครีม หรือ บาล์ม ร่วมกับการนวด หรือการนวดแบบธรรมดา หรือจะนวดแบบประคบ ซึ่งข้อจ�ำกัดทางด้านทรัพยากร [14] จะส ่งผลให้เกิดรูปแบบการบริการที่แตกต ่างกันออกไป นอกจากนั้นยังพบว ่าสถานบริการสาธารณสุขส ่วนใหญ ่ เน้นกิจกรรมการให้บริการด้านการรักษา (เชิงรับ) มากกว่า การส่งเสริมสุขภาพ (เชิงรุก) โดยบริบทของการให้บริการส่งเสริมสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทย จะพบว่า บางกิจกรรม แยกได้ยากจากงานรักษาพยาบาล[14]เช่น การนวดเพื่อการรักษาและการนวดเพื่อผ่อนคลาย ส่งผลให้กิจกรรมการให้บริการ ด้านส่งเสริมสุขภาพในบางกิจกรรมมีการให้บริการน้อยหรือไม่มีการให้บริการเลย ประกอบกับการให้บริการด้านส่งเสริม สุขภาพและป้องกันโรคไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากส�ำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติได้จึงเป็นเหตุให้ไม่มีการบันทึกข้อมูล ด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในการให้บริการ เช่นเดียวกันความแตกต่างของการให้บริการในระดับสถานบริการ และในระดับกิจกรรมมีหลายปัจจัย [13] [14] [16] เช่น จ�ำนวนผู้รับบริการที่มีจ�ำนวนไม่เท่ากัน ระยะเวลาที่ให้บริการในแต่ละ กิจกรรมของแต่ละพื้นที่ รวมถึงความแตกต่างในรายละเอียดของบริการที่ให้กับผู้รับบริการเช่น รูปแบบและประเภท ของการให้บริการ ก็เป็นปัจจัยส�ำคัญประการหนึ่งที่ท�ำให้ต้นทุนต่อหน่วยกิจกรรมบริการที่ค�ำนวณได้ มีความแตกต่างกัน ในสถานบริการสาธารณสุขแต่ละแห่งรวมทั้งข้อมูลกิจกรรมบริการที่ค�ำนวณได้ก็มาจากการสัมภาษณ์ก็ซึ่งเป็นการประมาณการ ผ่านการทบทวนกิจกรรมได้มีการด�ำเนินงานย้อนหลัง(Retrospective) ในปีงบประมาณ 2562 ประกอบกับเอกสารบันทึก ที่มีอยู่บางส่วน โดยเฉพาะข้อมูลจ�ำนวนของการให้บริการ เนื่องจากสถานบริการส่วนมากไม่ได้บันทึกข้อมูลจ�ำนวนครั้ง ของการรับบริการด้านส่งเสริมสุขภาพฯ ไว้โดยการได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้มาจากการประมาณการการรับบริการ[3] จึงส่งผลให้ข้อมูลที่ได้อาจเป็นข้อมูลที่ไม่ที่ยงตรงตามความเป็นจริงทั้งหมด ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นว่า กรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกควรคัดเลือกพื้นที่ที่มีความพร้อมให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านงานบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยควรมีการก�ำหนดกิจกรรมบริการที่ชัดเจน ทั้งประเภท รูปแบบ และจ�ำนวนครั้งของการให้บริการ ในแต่ละกลุ่มวัย
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก Department of Thai Traditional and Alternative Medicine กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 39 และควรมีการพัฒนาระบบการบันทึกข้อมูลการให้บริการตามประเภทของการรับบริการที่เป็นจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ ครบถ้วนถูกต้องและสามารถใช้ในการค�ำนวณต้นทุนที่ใกล้ความเป็นจริงและมีความผิดพลาดน้อยที่สุด 2.3 ต้นทุนรวมต่อหัวประชากรในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคทุกกลุ่มวัย พบว่า มีต้นทุนต่อหัวประชากร เท่ากับ465.43บาท ในแง่การส่งเสริมสุขภาพบ่งชี้ให้เห็นว่าต้นทุนนี้อาจไม่ตรงกับความเป็นจริงในการก�ำหนดชุดสิทธิประโยชน์ ในการให้บริการทางการแพทย์แผนไทย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาครั้งแรกที่มีการค�ำนวณต้นทุน ต่อหัวประชากรของการให้บริการส่งเสริมสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทย เนื่องจากที่ผ่านมามีการค�ำนวณต้นทุนต่อ หัวประชากรที่มีเฉพาะในชุดสิทธิประโยชน์หลักในการให้บริการทางการแพทย์แผนปัจจุบัน[13] ที่ใช้แนวทางในการจัดบริการ ของส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ[1] ที่มีกิจกรรมบริการทั้งสิ้น 82กิจกรรม แต่การศึกษาครั้งนี้ใช้กิจกรรมบริการ จากICD -10-TMที่ควรได้รับของการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคและจากการทบทวนรายงานการศึกษาต้นทุน ต่อหน่วยกิจกรรมบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทยของฟ้าใส จันท์จารุภรณ์ [14] ในปีที่ผ่านมา ร่วมกับข้อเสนอแนะที่เกิดจากการทบทวนเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องดังนั้นประเภทของบริการและ จ�ำนวนครั้งของการได้รับบริการ จึงส่งผลต่อต้นทุนต่อหัวประชากรที่ค�ำนวณได้ของการศึกษาครั้งนี้ดังนั้นผู้วิจัยเห็นว่า ควรมีการพิจารณากิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านการแพทย์แผนไทย ที่จะต้องก�ำหนดความชัดเจน ทั้งประเภท รูปแบบ และจ�ำนวนครั้งของการให้บริการ เพื่อการค�ำนวณต้นทุนต่อหัวประชากรที่จะได้มีความใกล้เคียง ความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ควรมีการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบ การให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ชัดเจน รวมทั้งการศึกษาให้เต็มรูปแบบในสถานบริการสาธารณสุข ทั้งระดับ จังหวัด อ�ำเภอและต�ำบล ให้ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มวัยด้วย 3. ข้อเสนอแนะ 3.1 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกควรมีการก�ำหนดแนวทางการให้บริการส่งเสริมสุขภาพและ ป้องกันโรคที่มีความชัดเจน โดยจ�ำแนกกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละกลุ่มวัย มีการพัฒนาสถานบริการ ที่มีความพร้อมในการให้บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับสถานบริการแห่งอื่น มาศึกษาเรียนรู้ รวมทั้งสามารถค�ำนวณต้นทุนด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่ตรงกับความเป็นจริงได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ 3.2 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ 1) หน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐทุกแห่งควรมีการปรับปรุงระเบียนรายงานการบันทึกข้อมูลวัสดุครุภัณฑ์ ค่าจ้าง ค่าแรง ค่าล่วงเวลา ที่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน 2) ผู้บริหารหน่วยบริการสาธารณสุข ควรให้ความส�ำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนงานบริการด้านการ ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทยที่เป็นปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจการพัฒนางานการแพทย์ แผนไทยให้มีคุณภาพมากขึ้น 3.3 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1) การศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยการแพทย์แผนไทยในแต่ละกลุ่มวัย 2) การพัฒนาระบบหรือโปรแกรมการบันทึกข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่นๆของหน่วยบริการ สาธารณสุขในทุกระดับของจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ