The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือเตรียมสอบ-เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน-สพฐ.-2 รหัส 888899

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sk.dsd0478, 2022-06-23 23:12:18

คู่มือเตรียมสอบ-เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน-สพฐ.-2 รหัส 888899

คู่มือเตรียมสอบ-เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน-สพฐ.-2 รหัส 888899

-98-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมินดษิ ฐ์

สว่ นท่ี 5

การอทุ ธรณ์คาสง่ั ทางปกครอง

ออกบอ่ ย

มาตรา 44 ภายใต้บังคับมาตรา 48 ในกรณีท่ีคาส่ังทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มี
กฎหมายกาหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝุายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณีอุทธรณ์คาส่ังทางปกครองนั้น
โดยยืน่ ตอ่ เจ้าหนา้ ที่ผ้ทู าคาสง่ั ทางปกครองภายในสบิ หา้ วนั นบั แตว่ ันท่ตี นได้รบั แจง้ คาสั่งดังกล่าว

คาอุทธรณ์ต้องทาเปน็ หนงั สือโดยระบขุ อ้ โต้แย้งและข้อเท็จจรงิ หรือข้อกฎหมายท่ีอ้างองิ ประกอบดว้ ย
การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคาสั่งทางปกครอง เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
ตามมาตรา 63/2 วรรคหน่งึ

มาตรา 45 ใหเ้ จ้าหน้าท่ตี ามมาตรา 44 วรรคหน่งึ พิจารณาคาอุทธรณ์และแจ้งผู้อุทธรณ์โดยไม่ชักช้า
แตต่ อ้ งไมเ่ กนิ สามสบิ วันนับแต่วันทไี่ ดร้ ับอทุ ธรณ์ ในกรณที เี่ หน็ ดว้ ยกบั คาอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้
ดาเนนิ การเปล่ียนแปลงคาสัง่ ทางปกครองตามความเหน็ ของตนภายในกาหนดเวลาดงั กลา่ วด้วย

ถ้าเจ้าหน้าท่ีตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับคาอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้เร่ง
รายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอานาจพิจารณาคาอุทธรณ์ภายในกาหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มี
อานาจพิจารณาคาอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับรายงาน ถ้ามีเหตุจาเป็น
ไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ผู้มีอานาจพิจารณาอุทธรณ์มีหนังสือแจ้งให้ผู้อุทธรณ์
ทราบก่อนครบกาหนดเวลาดังกล่าว ในการนี้ ให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกินสามสิบวัน
นับแตว่ นั ท่คี รบกาหนดเวลาดังกล่าว

เจา้ หนา้ ทผ่ี ู้ใดจะเปน็ ผู้มีอานาจพจิ ารณาอทุ ธรณต์ ามวรรคสองใหเ้ ปน็ ไปตามท่ีกาหนดในกฎกระทรวง
บทบญั ญัตมิ าตราน้ไี มใ่ ชก้ ับกรณที ่ีมีกฎหมายเฉพาะกาหนดไว้เป็นอย่างอน่ื

มาตรา 46 ในการพิจารณาอุทธรณ์ ให้เจ้าหน้าที่พิจารณาทบทวนคาสั่งทางปกครองได้ไม่ว่าจะเป็น
ปัญหาขอ้ เทจ็ จริง ข้อกฎหมาย หรอื ความเหมาะสมของการทาคาสง่ั ทางปกครอง และอาจมีคาส่ังเพิกถอนคาสั่ง
ทางปกครองเดิมหรือเปลี่ยนแปลงคาส่ังนั้นไปในทางใด ท้ังนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเพ่ิมภาระหรือลดภาระหรือใช้
ดุลพินิจแทนในเรือ่ งความเหมาะสมของการทาคาสั่งทางปกครองหรือมขี ้อกาหนดเป็นเงอื่ นไขอยา่ งไรก็ได้

มาตรา 47 การใดที่กฎหมายกาหนดให้อุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าท่ีซ่ึงเป็นคณะกรรมการ ขอบเขตการ
พิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น สาหรับกระบวนการพิจารณาให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ
หมวด 2 นี้ เท่าทไี่ ม่ขดั หรอื แย้งกับกฎหมายดงั กล่าว

มาตรา 48 คาส่ังทางปกครองของบรรดาคณะกรรมการต่างๆ ไม่ว่าจะจัดต้ังข้ึนตามกฎหมายหรือไม่
ให้คู่กรณีมีสิทธิโต้แย้งต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทั้งใน
ปญั หาข้อเทจ็ จริงและขอ้ กฎหมาย ภายในเกา้ สิบวันนับแต่วันท่ีได้รับแจ้งคาสั่งนั้น แต่ถ้าคณะกรรมการดังกล่าว
เป็นคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท สิทธิการอุทธรณ์และกาหนดเวลาอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามที่บัญญัติใน
กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา

-99-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมินดิษฐ์

สว่ นที่ 6

ออกบอ่ ย การเพิกถอนคาสัง่ ทางปกครอง

มาตรา 49 เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนคาส่ังทางปกครองได้ตาม
หลักเกณฑ์ในมาตรา 51 มาตรา 52 และมาตรา 53 ไม่ว่าจะพ้นข้ันตอนการกาหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้ง
ตามกฎหมายนหี้ รือกฎหมายอืน่ มาแล้วหรือไม่

การเพกิ ถอนคาส่ังทางปกครองท่ีมีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทาภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้
ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคาสั่งทางปกครองนั้น เว้นแต่คาส่ังทางปกครองจะได้ทาขึ้นเพราะการแสดงข้อความอัน
เป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งหรือการข่มขู่หรือการชักจูงใจโดยการให้ทรัพย์สินหรือ
ประโยชนอ์ ่ืนใดทมี่ ิชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา 50 คาสงั่ ทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยจะให้มี
ผลยอ้ นหลังหรือไม่ย้อนหลงั หรอื มีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหน่ึงตามท่ีกาหนดได้ แต่ถ้าคาส่ังนั้นเป็นคาส่ัง
ซงึ่ เป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รบั การเพิกถอนตอ้ งเปน็ ไปตามบทบญั ญตั ิมาตรา 51 และมาตรา 52

มาตรา 51 การเพิกถอนคาสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้เงิน หรือให้ทรัพย์สิน
หรือให้ประโยชน์ท่ีอาจแบ่งแยกได้ ใหค้ านงึ ถึงความเชื่อโดยสจุ ริตของผูร้ บั ประโยชนใ์ นความคงอยู่ของคาสั่งทาง
ปกครองนนั้ กับประโยชน์สาธารณะประกอบกัน

ความเชื่อโดยสุจริตตามวรรคหนึ่งจะได้รับความคุ้มครองต่อเมื่อผู้รับคาส่ังทางปกครองได้ใช้ประโยชน์
อันเกิดจากคาส่ังทางปกครองหรือได้ดาเนินการเก่ียวกับทรัพย์สินไปแล้วโดยไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้หรือ
การเปลย่ี นแปลงจะทาให้ผู้นนั้ ต้องเสยี หายเกินควรแกก่ รณี

ในกรณดี งั ต่อไปนี้ ผูร้ ับคาสงั่ ทางปกครองจะอา้ งความเชอื่ โดยสจุ รติ ไมไ่ ด้
(1) ผ้นู ั้นได้แสดงขอ้ ความอนั เป็นเทจ็ หรือปกปิดข้อความจริงซ่ึงควรบอกให้แจ้ง หรือข่มขู่ หรือชักจูงใจ
โดยการให้ทรพั ย์สินหรือใหป้ ระโยชนอ์ นื่ ใดท่ีมชิ อบดว้ ยกฎหมาย
(2) ผนู้ ั้นไดใ้ ห้ข้อความซ่งึ ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนในสาระสาคัญ
(3) ผู้นั้นได้รู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคาสั่งทางปกครองในขณะได้รับคาส่ังทางปกครองหรือ
การไมร่ ู้นั้นเปน็ ไปโดยความประมาทเลนิ เลอ่ อยา่ งรา้ ยแรง
ในกรณีทเ่ี พิกถอนโดยให้มีผลย้อนหลัง การคืนเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ผู้รับคาส่ังทางปกครองได้
ไป ให้นาบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยถ้า
เม่อื ใดผ้รู บั คาส่ังทางปกครองได้รู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคาสั่งทางปกครองหรือควรได้รู้เช่นน้ันหากผู้
น้ันมิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงให้ถือว่าผู้นั้นตกอยู่ในฐานะไม่สุจริตตั้งแต่เวลาน้ันเป็นต้นไป และในกรณี
ตามวรรคสาม ผ้นู นั้ ตอ้ งรับผดิ ในการคนื เงิน ทรพั ย์สินหรือประโยชนท์ ไ่ี ดร้ ับไปเต็มจานวน

ควรจา มาตรา 52 คาสั่งทางปกครองท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 อาจถูกเพิก
ถอนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ แต่ผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนคาส่ังทางปกครองดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่า
ทดแทนความเสียหายเน่ืองจากความเช่ือโดยสุจริตในความคงอยู่ของคาส่ังทางปกครองได้ และให้นาความใน
มาตรา 51 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ต้องร้องขอค่าทดแทนภายในหนึ่ง
ร้อยแปดสบิ วันนับแตไ่ ดร้ ับแจง้ ให้ทราบถงึ การเพกิ ถอนน้นั

-100-

รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมินดิษฐ์

คา่ ทดแทนความเสียหายตามมาตราน้ีจะตอ้ งไม่สูงกว่าประโยชน์ทีผ่ ู้นัน้ อาจไดร้ ับหากคาสั่งทางปกครอง
ดังกล่าวไม่ถกู เพกิ ถอน

มาตรา 53 คาสั่งทางปกครองทีช่ อบด้วยกฎหมายซง่ึ ไมเ่ ป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับคาสั่งทางปกครอง
อาจถกู เพิกถอนท้งั หมดหรือบางส่วนโดยให้มีผลต้ังแต่ขณะที่เพิกถอนหรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหน่ึง
ตามท่ีกาหนดได้ เวน้ แต่เป็นกรณีทคี่ งตอ้ งทาคาส่ังทางปกครองท่ีมีเนื้อหาทานองเดียวกันน้ันอีก หรือเป็นกรณีท่ี
การเพิกถอนไม่อาจกระทาไดเ้ พราะเหตอุ ื่น ท้ังน้ี ให้คานงึ ถึงประโยชนข์ องบคุ คลภายนอกประกอบดว้ ย

คาส่ังทางปกครองท่ีชอบด้วยกฎหมายซ่ึงเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับคาส่ังทางปกครองอาจถูกเพิก
ถอนทั้งหมดหรือบางส่วนโดยให้มีผลตั้งแต่ขณะที่เพิกถอน หรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหน่ึงตามท่ี
กาหนดได้เฉพาะเม่ือมกี รณีดังต่อไปน้ี

(1) มีกฎหมายกาหนดให้เพกิ ถอนได้หรือมีขอ้ สงวนสทิ ธิใหเ้ พิกถอนไดใ้ นคาสง่ั ทางปกครองน้นั เอง
(2) คาสงั่ ทางปกครองน้ันมีข้อกาหนดให้ผู้รับประโยชนต์ ้องปฏิบัติ แต่ไม่มีการปฏิบัตภิ ายในเวลาทีก่ าหนด
(3) ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เปล่ียนแปลงไป ซึ่งหากมีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เช่นน้ีในขณะทา
คาสั่งทางปกครองแล้วเจ้าหน้าท่ีคงจะไม่ทาคาสั่งทางปกครองน้ัน และหากไม่เพิกถอนจะก่อให้เกิดความ
เสียหายตอ่ ประโยชนส์ าธารณะได้
(4) บทกฎหมายเปล่ยี นแปลงไป ซึง่ หากมีบทกฎหมายเชน่ น้ีในขณะทาคาส่ังทางปกครองแล้วเจ้าหน้าที่
คงจะไมท่ าคาส่งั ทางปกครองนนั้ แต่การเพิกถอนในกรณีน้ีให้กระทาได้เท่าท่ีผู้รับประโยชน์ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์
หรือยังไม่ได้รับประโยชน์ตามคาส่ังทางปกครองดังกล่าว และหากไม่เพิกถอนจะก่อให้เกิดความเสียหายต่ อ
ประโยชน์สาธารณะได้
(5) อาจเกิดความเสยี หายอย่างรา้ ยแรงต่อประโยชน์สาธารณะหรือต่อประชาชนอันจาเป็นต้องปูองกัน
หรอื ขจดั เหตุดังกลา่ ว
ในกรณีที่มกี ารเพิกถอนคาสั่งทางปกครองเพราะเหตุตามวรรคสอง (3) (4) และ (5) ผู้ได้รับประโยชน์
มสี ทิ ธไิ ดร้ บั คา่ ทดแทนความเสยี หายอนั เกิดจากความเชอื่ โดยสุจริตในความคงอยู่ของคาสั่งทางปกครองได้ และ
ให้นามาตรา 52 มาใช้บงั คับโดยอนุโลม
คาส่ังทางปกครองท่ีชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้เงินหรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจ
แบ่งแยกได้ อาจถกู เพกิ ถอนทง้ั หมดหรือบางสว่ นโดยใหม้ ีผลย้อนหลงั หรือไมม่ ีผลย้อนหลังหรือมีผลในอนาคตไป
ถึงขณะใดขณะหนง่ึ ตามท่กี าหนดไดใ้ นกรณีดังต่อไปนี้
(1) มิไดป้ ฏบิ ัติหรือปฏบิ ัติล่าช้าในอันทจี่ ะดาเนินการใหเ้ ป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคาสัง่ ทางปกครอง
(2) ผู้ได้รับประโยชน์มิได้ปฏิบัติหรือปฏิบัติล่าช้าในอันที่จะดาเนินการให้เป็นไปตามเง่ือนไขของคาส่ัง
ทางปกครอง
ทัง้ น้ี ให้นาความในมาตรา 51 มาใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลม

-101-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

ส่วนท่ี 7

การขอให้พจิ ารณาใหม่

ออกบ่อย

มาตรา 54 เมอื่ คกู่ รณมี ีคาขอ เจ้าหน้าท่ีอาจเพกิ ถอนหรือแก้ไขเพ่ิมเติมคาสั่งทางปกครองที่พ้นกาหนด
อุทธรณต์ ามส่วนท่ี 5 ไดใ้ นกรณีดงั ตอ่ ไปน้ี

(1) มีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทาให้ข้อเท็จจรงิ ท่ีฟงั เปน็ ยตุ แิ ล้วนัน้ เปลย่ี นแปลงไปในสาระสาคญั
(2) คู่กรณีที่แท้จริงมิได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองหรือได้เข้ามาในกระบวนการ
พิจารณาครั้งกอ่ นแล้วแตถ่ กู ตดั โอกาสโดยไมเ่ ป็นธรรมในการมสี ว่ นร่วมในกระบวนการพจิ ารณาทางปกครอง
(3) เจา้ หน้าทไ่ี ม่มีอานาจทจี่ ะทาคาสัง่ ทางปกครองในเรื่องนั้น
(4) ถ้าคาส่ังทางปกครองได้ออกโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดและต่อมาข้อเท็จจริงหรือข้อ
กฎหมายนน้ั เปลย่ี นแปลงไปในสาระสาคญั ในทางท่ีจะเปน็ ประโยชนแ์ ก่คู่กรณี
การย่ืนคาขอตามวรรคหนึ่ง (1) (2) หรือ (3) ให้กระทาได้เฉพาะเม่ือคู่กรณีไม่อาจทราบถึงเหตุนั้นใน
การพิจารณาครง้ั ทแี่ ล้วมากอ่ นโดยไมใ่ ช่ความผิดของผ้นู ้ัน
การยน่ื คาขอให้พจิ ารณาใหม่ตอ้ งกระทาภายในเก้าสบิ วันนับแต่ผนู้ นั้ ไดร้ ู้ถึงเหตุ ซ่ึงอาจขอให้พจิ ารณาใหม่ได้

ส่วนที่ 8
การบงั คับทางปกครอง

มาตรา 55 (ยกเลกิ )
มาตรา 56 (ยกเลิก)
มาตรา 57 (ยกเลิก)
มาตรา 58 (ยกเลกิ )
มาตรา 59 (ยกเลิก)
มาตรา 60 (ยกเลิก)
มาตรา 61 (ยกเลิก)
มาตรา 62 (ยกเลกิ )
มาตรา 63 (ยกเลกิ )

หมวด 2/1
การบังคบั ทางปกครอง
------------------------------

สว่ นท่ี 1
บทท่ัวไป

-102-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

มาตรา 63/1 การบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เว้นแต่จะมีกฎหมาย
กาหนดไวเ้ ป็นอย่างอื่น

มาตรา 63/2 เจ้าหน้าท่ีผู้ทาคาส่ังทางปกครองมีอานาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครอง
เพ่ือให้เป็นไปตามคาส่ังของตนได้ตามบทบัญญัติในหมวดนี้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อนโดย
เจ้าหน้าที่ผู้ทาคาส่ังน้ันเอง ผู้มีอานาจพิจารณาคาอุทธรณ์ หรือผู้มีอานาจพิจารณาวินิจฉัยความถูกต้องของ
คาสั่งทางปกครองดงั กล่าว

เจ้าหน้าที่ตามวรรคหน่ึงจะมอบอานาจให้เจ้าหน้าท่ีซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อ่ืนเป็น
ผดู้ าเนินการกไ็ ดต้ ามหลักเกณฑ์และวธิ ีการทีก่ าหนดในกฎกระทรวง

ใหเ้ จ้าหนา้ ทตี่ ามวรรคหนึง่ หรือวรรคสองใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงเท่าที่จาเป็นเพื่อให้บรรลุ
ตามวัตถปุ ระสงคข์ องคาสงั่ ทางปกครอง โดยกระทบกระเทือนผูอ้ ย่ใู นบังคบั ของคาส่งั ทางปกครองน้อยท่ีสดุ

มาตรา 63/3 ถา้ บทกฎหมายใดกาหนดมาตรการบังคับทางปกครองไว้โดยเฉพาะแล้ว หากเจ้าหน้าท่ี
เห็นว่าการใช้มาตรการบงั คบั นั้นจะเกิดผลน้อยกว่ามาตรการบังคับตามหมวดน้ี เจ้าหน้าที่จะใช้มาตรการบังคับ
ทางปกครองตามหมวดนแี้ ทนกไ็ ด้

มาตรา 63/4 ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองแก่บุคคลใด หากบุคคลนั้นถึงแก่ความตายให้
ดาเนินการบงั คับทางปกครองต่อไปได้ ถ้าบุคคลนั้นมีทายาทผู้รับมรดกหรือผู้จัดการมรดก ให้ถือว่าทายาทผู้รับ
มรดกหรือผ้จู ัดการมรดกเป็นผูอ้ ยใู่ นบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองน้ัน

ในกรณีที่ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองตาย ให้แจ้งมาตรการบังคับทางปกครองไปยัง
ทายาทผรู้ ับมรดกหรอื ผู้จดั การมรดก แลว้ แต่กรณี โดยให้ระยะเวลาอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครอง
เริ่มนบั ใหม่ตัง้ แตว่ นั ที่ทายาทผรู้ บั มรดกหรือผู้จัดการมรดกไดร้ ับแจ้ง เมอ่ื ปรากฏวา่

(1) ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองตายก่อนส้ินสุดระยะเวลาอุทธรณ์การใช้มาตรการ
บังคบั ทางปกครองและไมไ่ ดย้ ่ืนอุทธรณ์การใชม้ าตรการบงั คบั ทางปกครอง

(2) ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองตายหลังสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์การใช้มาตรการ
บังคับทางปกครองและไม่ได้ย่ืนอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เนื่องจากมีพฤติการณ์ที่จาเป็นอัน
มไิ ดเ้ กดิ จากความผดิ ของผู้น้นั

ในกรณที เี่ ป็นการใช้มาตรการบงั คับทางปกครองแกน่ ติ บิ ุคคลใด หากนิติบคุ คลนั้นสิ้นสภาพ โอนกิจการ
หรือควบรวมกิจการ ให้ดาเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ โดยให้แจ้งมาตรการบังคับทางปกครองไปยังผู้
ชาระบัญชี หรือนิติบุคคลท่ีรบั โอนกิจการหรอื เกิดจากการควบรวมกิจการ แล้วแต่กรณี ท้ังนี้ โดยไม่จาต้องออก
คาส่ังทางปกครองใหม่แก่บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวอีก และให้นาหลักเกณฑ์เรื่องระยะเวลาในการอุทธรณ์
ตามวรรคสองมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

มาตรา 63/5 ในกรณีที่บทบัญญัติในหมวดนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้กาหนดเป็นอย่างอื่น ผู้อยู่ในบังคับ
ของมาตรการบงั คับทางปกครองอาจอุทธรณ์การใชม้ าตรการบังคับทางปกครองนั้นได้

การอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกับการอุทธรณ์คาส่ัง
ทางปกครองตามสว่ นท่ี 5 การอทุ ธรณ์คาส่งั ทางปกครอง ในหมวด 2 คาส่งั ทางปกครอง

มาตรา 63/6 บทบญั ญัติในหมวดน้ีมิให้ใช้บงั คับกับการบังคบั ตามคาสง่ั ทางปกครองที่กาหนดให้ชาระ
เงินหรือให้กระทาหรือละเว้นกระทาในกรณีที่หน่วยงานของรัฐได้ฟูองคดีต่อศาลและศาลได้มีคาพิพากษาให้
ชาระเงินหรือให้กระทาหรอื ละเวน้ กระทาแล้ว

-103-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

เม่ือศาลได้รับฟูองคดีตามวรรคหน่ึงไว้แล้ว ห้ามมิให้เจ้าหน้าท่ีดาเนินการตามส่วนที่ 2 การบังคับตาม
คาสัง่ ทางปกครองทก่ี าหนดใหช้ าระเงิน และส่วนที่ 3 การบังคับตามคาสั่งทางปกครองที่กาหนดให้กระทาหรือ
ละเว้นกระทา เว้นแต่จะได้มีการถอนฟูอง หรือศาลมีคาสั่งจาหน่ายคดีจากสารบบความเพราะเหตุอ่ืน ท้ังน้ี ไม่
กระทบต่อการดาเนินการตามมาตรการบังคับทางปกครองท่ีเจ้าหน้าท่ีได้ดาเนินการไปก่อนท่ีศาลได้รับฟูองคดี
และใหเ้ จ้าหน้าทีด่ าเนนิ การตามมาตรการบังคบั ทางปกครองในส่วนนัน้ ตอ่ ไปจนแลว้ เสร็จ

ส่วนที่ 2

การบงั คับตามคาสั่งทางปกครองทีก่ าหนดให้ชาระเงิน

1. การบังคับโดยเจ้าหนา้ ทข่ี องหน่วยงานของรัฐ
มาตรา 63/7 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่มีคาสั่งทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงิน ถ้าถึงกาหนดแล้วไม่มีการ
ชาระโดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าท่ีผู้ทาคาสั่งทางปกครองมีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชาระภายในระยะเวลาท่ี
กาหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคาเตือน เจ้าหน้าที่มีอานาจใช้มาตรการบังคับทาง
ปกครองโดยยึดหรอื อายดั ทรพั ยส์ นิ ของผู้นัน้ และขายทอดตลาดเพื่อชาระเงินให้ครบถว้ นได้
ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามวรรคหน่ึง ให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับทางปกครองเพ่ือ
ดาเนินการยึดหรอื อายัดและขายทอดตลาดทรัพยส์ ินตอ่ ไป
เจ้าหน้าที่ผู้ออกคาส่ังใช้มาตรการบังคับทางปกครอง และการแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับทางปกครอง
ให้เปน็ ไปตามทกี่ าหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 63/8 หน่วยงานของรัฐท่ีออกคาสั่งให้ชาระเงินต้องดาเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายใน
สบิ ปีนับแตว่ นั ท่คี าสั่งทางปกครองทีก่ าหนดใหช้ าระเงนิ เป็นท่สี ุด

คาส่งั ทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงินเป็นท่สี ดุ ในกรณดี ังต่อไปนี้
(1) ไม่มกี ารอุทธรณค์ าสัง่ ต่อเจา้ หนา้ ทฝ่ี ุายปกครองภายในระยะเวลาอุทธรณ์
(2) เจ้าหน้าที่ผู้มีอานาจพิจารณาอุทธรณ์มีคาวินิจฉัยยกอุทธรณ์ และไม่มีการฟูองคดีต่อศาลภายใน
ระยะเวลาการฟอู งคดี
(3) ศาลมคี าส่งั หรือคาพิพากษายกฟอู ง หรือเพิกถอนคาส่ังบางสว่ น และคดีถึงท่ีสดุ แลว้
หากหน่วยงานของรัฐท่ีออกคาส่ังให้ชาระเงินได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว แต่ยังไม่ได้รับชาระเงิน
ครบถว้ น และล่วงพน้ กาหนดเวลาตามวรรคหนง่ึ จะยึดหรืออายัดทรพั ย์สนิ เพิ่มเตมิ อีกมไิ ด้
การขายทอดตลาดหรือจาหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินของผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทาง
ปกครองทถ่ี กู ยึดหรอื อายัดไว้ภายในกาหนดเวลาตามวรรคหนึ่งเพ่ือชาระเงิน รวมท้ังค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน
หรอื คา่ ใชจ้ ่ายอืน่ ในการบงั คับทางปกครอง ให้กระทาไดแ้ ม้ล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว

มาตรา 63/9 กรณีท่ีมีการอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองและขอทุเลาการบังคับตาม
มาตรการดงั กล่าว เจ้าหน้าทีผ่ อู้ อกคาสัง่ ใช้มาตรการบังคบั ทางปกครอง หรอื ผมู้ อี านาจพิจารณาคาอุทธรณ์ อาจ
สั่งให้มีการทุเลาการบังคับทางปกครองไว้ก่อนก็ได้ โดยมีอานาจกาหนดเง่ือนไขให้ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการ
บงั คบั ทางปกครองต้องปฏิบตั ดิ ้วยกไ็ ด้

-104-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

มาตรา 63/10 เพื่อประโยชน์ในการบังคับทางปกครอง ให้เจ้าหน้าท่ีผู้ออกคาส่ังใช้มาตรการบังคับ
ทางปกครองมอี านาจ

(1) มีหนังสอื สอบถามสถาบนั การเงิน สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนียน ตลาดหลักทรัพย์แห่ง
ประเทศไทย กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือหน่วยงานอ่ืนของรัฐที่มีหน้าที่
ควบคมุ ทรพั ยส์ ินที่มที ะเบยี น เก่ียวกับทรพั ยส์ ินของผู้อย่ใู นบังคับของมาตรการบังคบั ทางปกครอง

(2) มหี นงั สือขอใหน้ ายทะเบยี น พนักงานเจ้าหน้าท่ี หรือบุคคลอ่ืนผู้มีอานาจหน้าท่ีตามกฎหมายระงับ
การจดทะเบียนหรือแก้ไขเปล่ียนแปลงทางทะเบียนท่ีเก่ียวกับทรัพย์สินของผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับ
ทางปกครองไว้เป็นการช่ัวคราวเท่าที่จาเป็นเน่ืองจากมีเหตุขัดข้องที่ทาให้ไม่อาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ทันที
และเมื่อเหตุขัดข้องส้ินสุดลงให้แจ้งยกเลิกหนังสือดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เก่ียวกับการระงับ
การจดทะเบียนหรอื แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการนน้ั

หน่วยงานตาม (1) ทีใ่ ห้ขอ้ มูลแก่เจา้ หนา้ ทีผ่ ้อู อกคาสง่ั ใชม้ าตรการบังคบั ทางปกครองในการดาเนินการ
ตาม (1) ให้ถือว่าไม่เป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และ
ตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายอื่น

ผูใ้ ดไม่ปฏิบัติตามหนงั สอื ของเจ้าหน้าทผี่ ู้ออกคาส่งั ใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามวรรคหนึ่งโดยไม่
มเี หตุผลอันสมควร ผู้น้ันมคี วามผิดฐานขดั คาสัง่ เจา้ พนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 63/11 ในการสืบหาทรัพย์สินของผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง หน่วยงาน
ของรัฐท่ีออกคาสั่งใหช้ าระเงินอาจร้องขอให้สานักงานอัยการสูงสุดหรือหน่วยงานอ่ืนดาเนินการสืบหาทรัพย์สิน
แทนได้ โดยให้หน่วยงานดงั กล่าวมีอานาจตามมาตรา 63/10 ด้วย

ในกรณีทห่ี น่วยงานของรฐั ทอ่ี อกคาส่ังให้ชาระเงินไม่มีเจ้าหน้าที่ในการดาเนินการสืบหาทรัพย์สิน และ
หากจานวนเงนิ ทต่ี ้องชาระตามมาตรการบงั คับทางปกครองนน้ั มีมูลคา่ ตั้งแตส่ องลา้ นบาทขึ้นไปหรือตามมูลค่าที่
กาหนดเพมิ่ ขึ้นโดยกฎกระทรวง หน่วยงานของรัฐอาจมอบหมายให้เอกชนสบื หาทรพั ยส์ ินแทนได้

ให้เอกชนที่สืบพบทรัพย์สินได้รับค่าตอบแทนไม่เกินร้อยละสองครึ่งจากเงินหรือทรัพย์สินท่ีได้มาจาก
การยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินท่ีสืบพบได้ ทั้งนี้ จานวนเงินค่าตอบแทนสูงสุดต้องไม่เกินหน่ึงล้าน
บาทต่อจานวนเงินที่ต้องชาระตามคาส่ังทางปกครองในเรื่องนั้น หรือตามจานวนที่กาหน ดเพิ่มขึ้นโดย
กฎกระทรวง

หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกเอกชนท่ีสืบหาทรัพย์สิน การกาหนดค่าตอบแทน และวิธีการจ่าย
ค่าตอบแทนตามวรรคสาม ใหเ้ ปน็ ไปตามท่ีกาหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 63/12 ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเก่ียวกับการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สินให้
เป็นไปตามท่ีกาหนดในกฎกระทรวง ในกรณีท่ีกฎกระทรวงไม่ได้กาหนดเร่ืองใดไว้ ให้นาบทบัญญัติในประมวล
กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพ่งมาใช้บงั คับโดยอนุโลม โดยให้ถือวา่

(1) เจ้าหน้ีตามคาพิพากษา หมายถงึ หน่วยงานของรฐั ท่ีออกคาส่ังใหช้ าระเงนิ
(2) ลกู หน้ตี ามคาพิพากษา หมายถงึ ผูอ้ ยู่ในบงั คับของมาตรการบังคบั ทางปกครอง
(3) อานาจของศาลในส่วนท่ีเก่ียวกับการบังคับคดี เป็นอานาจของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ท้ังนี้
ตามทกี่ าหนดในกฎกระทรวง
(4) เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายถึง เจา้ พนักงานบังคบั ทางปกครอง

-105-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

มาตรา 63/13 การโตแ้ ย้งหรอื การใช้สิทธิทางศาลเก่ียวกับการยึด การอายัด และการขายทอดตลาด
ทรัพย์สินโดยผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง รวมท้ังบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับ
ทรพั ยส์ ินท่ถี กู ยึดหรืออายดั ใหเ้ สนอต่อศาล ดงั ต่อไปน้ี

(1) ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปญั ญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลเยาวชนและ
ครอบครัว หรอื ศาลชานัญพเิ ศษอ่นื แลว้ แตก่ รณี ซึ่งเปน็ ศาลท่ีมีเขตอานาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเก่ียวกับ
คาสง่ั ที่มีการบังคับทางปกครองนั้น

(2) ศาลปกครอง สาหรับกรณอี ่นื ที่ไม่อย่ภู ายใต้บงั คบั (1)

มาตรา 63/14 กรณีท่ีเจ้าหนี้ตามคาพิพากษาในคดีอ่ืนได้มีการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้อง
อ่นื ใดของผอู้ ยใู่ นบงั คบั ของมาตรการบงั คบั ทางปกครองเพอื่ นาเงินมาชาระตามคาพิพากษา ให้หน่วยงานของรัฐ
ท่ีออกคาส่งั ใหช้ าระเงินมสี ิทธขิ อเขา้ เฉล่ียได้เชน่ เดยี วกบั เจ้าหนี้ตามคาพพิ ากษา

2. การบงั คับโดยเจา้ พนักงานบงั คบั คดี
มาตรา 63/15 ในกรณที ม่ี กี ารบังคับให้ชาระเงนิ และคาส่ังทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงินเป็นท่ีสุด
แล้ว หากหน่วยงานของรัฐที่ออกคาสั่งให้ชาระเงินประสงค์ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในสังกัดกรมบังคับคดี
ดาเนินการบังคับให้เป็นไปตามคาสั่งทางปกครองดังกล่าว ให้ยื่นคาขอฝุายเดียวต่อศาลภายในสิบปีนับแต่วันที่
คาส่ังทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงินเป็นที่สุด เพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคาสั่ง
ทางปกครองนั้น โดยระบุจานวนเงินที่ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองยังมิได้ชาระตามคาสั่งทาง
ปกครอง ทั้งนี้ ไม่ว่าหน่วยงานของรัฐยังไม่ได้บังคับทางปกครองหรือได้ดาเนินการบังคับทางปกครองแล้ว
แต่ยงั ไม่ได้รบั ชาระเงนิ หรือได้รบั ชาระเงินไม่ครบถว้ น
เมอื่ หนว่ ยงานของรฐั ยื่นคาขอตามวรรคหนึง่ ถ้าศาลเห็นว่าคาสั่งทางปกครองที่กาหนดให้ชาระเงินเป็น
ท่ีสุดแล้ว ให้ศาลออกหมายบังคับคดีต้ังเจ้าพนักงานบังคับคดีและแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบเพื่อ
ดาเนนิ การตอ่ ไป โดยให้ถอื ว่าหนว่ ยงานของรัฐท่ีออกคาสั่งให้ชาระเงินเป็นเจ้าหนี้ตามคาพิพากษา และให้ถือว่า
ผอู้ ยูใ่ นบงั คับของมาตรการบังคับทางปกครองเป็นลกู หนี้ตามคาพพิ ากษา
เมอื่ ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว ให้หนว่ ยงานของรฐั ติดตอ่ กรมบังคับคดี พร้อมท้ังมีหนังสือแจ้งให้ผู้อยู่
ในบังคบั ของมาตรการบังคบั ทางปกครองทราบว่าศาลไดต้ งั้ เจา้ พนกั งานบังคับคดเี พ่ือดาเนินการบังคับคดีแล้ว
เพ่ือประโยชน์ในการบังคับคดีตามวรรคหน่ึง ให้ถือว่าศาลจังหวัด ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาล
แพ่งธนบุรี หรอื ศาลแพง่ อ่นื ในกรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี ท่ีผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองมี
ภูมลิ าเนาอยใู่ นเขตศาล หรือท่ีทรัพย์สินท่ีถูกบังคับทางปกครองน้ันต้ังอยู่ในเขตศาลมีอานาจวินิจฉัยช้ีขาด หรือ
ทาคาสัง่ ในเร่อื งใดๆ อนั เก่ียวด้วยการบังคบั คดี และเป็นศาลทม่ี อี านาจในการบังคบั คดี
กรณีคาขอซึ่งอาจย่ืนต่อศาลได้มากกว่าหนึ่งศาล ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลาเนาของผู้อยู่ในบังคับของ
มาตรการบังคับทางปกครองก็ดี เพราะท่ีตั้งของทรัพย์สินที่ถูกบังคับทางปกครองก็ดี หรือเพราะมีผู้อยู่ในบังคับ
ของมาตรการบงั คับทางปกครองหลายคนในมูลหนี้ที่เก่ียวข้องกันก็ดี จะยื่นคาขอตอ่ ศาลใดศาลหนึ่งเชน่ ว่าน้ันก็ได้
หน่วยงานของรัฐตามมาตราน้ี หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการท่ีเรียกช่ืออย่าง
อ่ืนและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถ่ิน และหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กาหนดใน
กฎกระทรวง

-106-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

มาตรา 63/16 ในกรณีที่คาสั่งทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงินเป็นที่สุดแล้ว และต่อมาผู้อยู่ใน
บังคบั ของคาสัง่ ทางปกครองขอใหพ้ ิจารณาคาสงั่ ทางปกครองที่เป็นท่ีสุดแล้วน้ันใหม่ หรือฟูองคดีต่อศาลเพื่อให้
พจิ ารณาเก่ยี วกับคาสัง่ ทางปกครองทเ่ี ป็นที่สุดแลว้ น้นั ใหม่ หรือขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่และหน่วยงานของรัฐ
ท่ีออกคาสั่งให้ชาระเงินหรือศาลมีคาสั่งให้รับคาขอหรือได้รับคาฟูองไว้พิจารณา ผู้อยู่ในบังคับของคาส่ังทาง
ปกครองอาจย่ืนคาร้องต่อศาลที่มีอานาจในการออกหมายบังคับคดีตามมาตรา 63/15 เพ่ือขอให้ส่ังงดการ
บังคับคดีไว้ก่อน หากศาลพิจารณาคาร้องแล้วมีคาส่ังให้งดการบังคับคดี ให้ศาลส่งคาส่ังน้ันไปให้เจ้าพนักงาน
บังคบั คดีทราบ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ภายในระยะเวลาหรือเงื่อนไขตามท่ีศาลกาหนด
รวมทั้งส่งคาบอกกลา่ วงดการบงั คบั คดใี ห้หน่วยงานของรัฐท่ีออกคาส่ังให้ชาระเงินและบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้
เสียทราบโดยไมช่ ักช้า

ถา้ หนว่ ยงานของรัฐทอ่ี อกคาสั่งให้ชาระเงินย่ืนคาร้องว่าอาจได้รับความเสียหายจากการย่ืนคาร้องตาม
วรรคหนึ่งและมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคาร้องน้ันไม่มีมูลและย่ืนเข้ามาเพื่อประวิงการบังคับคดี ศาลมี
อานาจสงั่ ให้ผอู้ ยู่ในบงั คับของคาสั่งทางปกครองวางเงินหรือหาประกนั ตามที่ศาลเห็นสมควรภายในระยะเวลาท่ี
ศาลจะกาหนด เพ่ือเป็นประกันการชาระค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐสาหรับความเสียหายท่ีอาจ
ได้รับเนอื่ งจากเหตเุ นน่ิ ชา้ ในการบังคบั คดีอันเกิดจากการยื่นคาร้องน้ัน หรือกาหนดวิธีการช่ัวคราวเพ่ือคุ้มครอง
อย่างใด ๆ ตามท่ีเห็นสมควรก็ได้ ถ้าผู้อยู่ในบังคับของคาสั่งทางปกครองไม่ปฏิบัติตามคาส่ังศาล ให้ศาลส่ังให้
ดาเนินการบงั คบั คดีต่อไป

ในกรณีตามวรรคหน่ึง หากหน่วยงานของรัฐท่ีออกคาส่ังให้ชาระเงินหรือศาลที่มีเขตอานาจในการ
พจิ ารณาพพิ ากษาคดีเกี่ยวกับคาส่ังทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงิน ได้มีคาสั่งให้ทบทวนคาสั่งทางปกครองท่ี
เป็นที่สุดน้ันใหม่ ให้หน่วยงานของรัฐท่ีออกคาสั่งให้ชาระเงินยื่นคาร้องต่อศาลที่มีอานาจออกหมายบังคับคดี
ตามมาตรา 63/15 เพ่ือเพกิ ถอนการบังคับคดที ่ไี ด้ดาเนินการไปแล้ว ในกรณีท่ีศาลเห็นว่าเป็นการพ้นวิสัยที่จะ
ให้คู่ความกลับสู่ฐานะเดิม หรือเมื่อศาลเห็นว่าไม่จาเป็นที่จะบังคับให้เป็นไปตามหมายบังคับคดีต่อไป เพื่อ
ประโยชน์แก่คู่ความหรือบุคคลภายนอก ให้ศาลมีอานาจส่ังอย่างใด ๆ ตามท่ีศาลเห็นสมควร และแจ้งให้เจ้า
พนักงานบังคับคดที ราบ

มาตรา 63/17 เพ่อื ประโยชน์ในการบงั คบั คดี ให้นาความในมาตรา 63/10 และมาตรา 63/11 มา
ใช้บงั คับกบั การสืบหาทรัพย์สนิ ของผู้อยูใ่ นบงั คับของมาตรการบังคบั ทางปกครองด้วย

มาตรา 63/18 หน่วยงานของรัฐท่ีออกคาสั่งให้ชาระเงินต้องดาเนินการสืบทรัพย์แล้วแจ้งให้เจ้า
พนักงานบังคับคดีทราบพร้อมเอกสารหลักฐานท่ีเกี่ยวข้องเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดาเนินการเพื่อให้มีการ
ยดึ หรืออายดั ทรัพยส์ นิ ภายในสิบปีนับแต่วันท่ีคาส่ังทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงินเป็นท่ีสุด และให้นาความ
ในมาตรา 63/8 วรรคสามและวรรคส่ี มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม

มิใหน้ าระยะเวลาระหวา่ งการงดการบังคับคดีตามคาสั่งศาลตามมาตรา 63/16 วรรคหนึ่ง มานับรวม
ในระยะเวลาสิบปีตามวรรคหน่ึง

มาตรา 63/19 เม่ือศาลออกหมายบังคับคดีและแต่งต้ังเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว การดาเนินการ
บงั คบั ใหเ้ ป็นไปตามคาสง่ั ทางปกครองที่กาหนดให้ชาระเงนิ ใหเ้ ปน็ ไปตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความแพ่ง

-107-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมินดิษฐ์

สว่ นที่ 3

การบังคับตามคาสัง่ ทางปกครองทกี่ าหนดให้กระทาหรอื ละเว้นกระทา

มาตรา 63/20 ในสว่ นนี้
“ค่าปรับบังคับการ” หมายความว่า ค่าปรับท่ีเจ้าหน้าที่สั่งให้ผู้ท่ีฝุาฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคาส่ังทาง
ปกครองที่กาหนดให้กระทาหรือละเว้นกระทา ชาระเป็นรายวันไปจนกว่าจะยุติการฝุาฝืนคาสั่งหรือได้มีการ
ปฏบิ ตั ิตามคาสั่งแล้ว ไม่วา่ จะเป็นค่าปรับท่ีกาหนดโดยพระราชบญั ญัตนิ ห้ี รอื โดยกฎหมายอืน่

มาตรา 63/21 คาสั่งทางปกครองที่กาหนดให้กระทาหรือละเว้นกระทา ถ้าผู้อยู่ในบังคับของคาส่ัง
ทางปกครองฝาุ ฝนื หรือไม่ปฏบิ ตั ิตาม เจา้ หน้าทอี่ าจใช้มาตรการบังคบั ทางปกครองอยา่ งหนง่ึ อย่างใด ดังตอ่ ไปน้ี

(1) เจ้าหน้าท่ีเข้าดาเนินการด้วยตนเองหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นกระทาการแทน โดยผู้อยู่ในบังคับ
ของคาสั่งทางปกครองจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายและเงินเพ่ิมรายวันในอัตราร้อยละยี่สิบห้าต่อปีของค่าใช้จ่าย
ดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐทเ่ี จ้าหนา้ ท่นี น้ั สงั กัด

(2) ให้มีการชาระค่าปรับบังคับการตามจานวนที่สมควรแก่เหตุแต่ต้องไม่เกินห้าหมื่นบาทต่อวัน
เจ้าหน้าที่ระดบั ใดมีอานาจกาหนดค่าปรับบังคับการจานวนเท่าใด สาหรับในกรณีใด ให้เป็นไปตามท่ีกาหนด
ในกฎกระทรวง

ในกรณที ่ีมคี วามจาเป็นทจี่ ะตอ้ งบงั คบั การโดยเรง่ ด่วนเพ่อื ปูองกนั มใิ ห้มีการกระทาท่ีขัดต่อกฎหมายที่มี
โทษทางอาญาหรือมิให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ เจ้าหน้าท่ีอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง
โดยไม่ตอ้ งออกคาส่งั ทางปกครองทกี่ าหนดให้กระทาหรอื ละเวน้ กระทากอ่ นก็ได้ แต่ท้ังนี้ ต้องกระทาโดยสมควร
แกเ่ หตุและภายในขอบเขตอานาจหน้าทีข่ องตน

มาตรา 63/22 ก่อนใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา 63/21 เจ้าหน้าที่จะต้องมีคาเตือน
เป็นหนังสือให้มีการกระทาหรือละเว้นกระทาตามคาสั่งทางปกครองภายในระยะเวลาท่ีกาหนดตามสมควรแก่
กรณี คาเตือนดงั กล่าวจะกาหนดไปพร้อมกบั คาสั่งทางปกครองก็ได้

คาเตอื นนั้นจะต้องระบุ
(1) มาตรการบังคบั ทางปกครองทจ่ี ะใชใ้ หช้ ดั แจง้ แต่จะกาหนดมากกว่าหนงึ่ มาตรการในคราวเดยี วกันไมไ่ ด้
(2) ค่าใช้จ่ายและเงินเพ่ิมรายวันในการที่เจ้าหน้าท่ีเข้าดาเนินการด้วยตนเองหรือมอบหมายให้บุคคล
อื่นกระทาการแทน หรอื จานวนค่าปรบั บังคบั การ แลว้ แตก่ รณี
การกาหนดค่าใช้จ่ายในคาเตือน ไม่เป็นการตัดสิทธิที่จะเรียกค่าใช้จ่ายเพ่ิมขึ้น หากจะต้องเสีย
คา่ ใช้จา่ ยจรงิ มากกวา่ ท่ไี ดก้ าหนดไว้

มาตรา 63/23 เจ้าหน้าที่จะต้องใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามท่ีกาหนดไว้ในคาเตือนตาม
มาตรา 63/22 การเปลี่ยนแปลงมาตรการจะกระทาได้ก็ต่อเม่ือปรากฏว่ามาตรการท่ีกาหนดไว้ไม่บรรลุตาม
วัตถุประสงค์

ถ้าผู้อยู่ในบังคับของคาส่ังทางปกครองต่อสู้ขัดขวางการบังคับทางปกครอง เจ้าหน้าท่ีอาจใช้กาลังเข้า
ดาเนนิ การเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการบังคับทางปกครองได้ แตต่ ้องกระทาโดยสมควรแกเ่ หตุ

ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เจ้าหน้าที่อาจแจ้งขอความ
ช่วยเหลือจากเจา้ พนกั งานตารวจได้

มาตรา 63/24 ในกรณีไม่มีการชาระค่าปรับบังคับการ ค่าใช้จ่าย หรือเงินเพ่ิมรายวันโดยถูกต้อง
ครบถว้ น ให้เจ้าหน้าที่ดาเนนิ การบงั คบั ทางปกครองตามสว่ นที่ 2 ตอ่ ไป

-108-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมินดษิ ฐ์

มาตรา 63/25 การฟูองคดีโต้แยง้ การบังคับทางปกครองตามส่วนนี้ ให้เสนอต่อศาลท่ีมีเขตอานาจใน
การพจิ ารณาพพิ ากษาคดีเกยี่ วกับคาสงั่ ทมี่ ีการบังคบั ทางปกครองน้ัน

หมวด 3

ระยะเวลาและอายคุ วาม

มาตรา 64 กาหนดเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือน หรือปีน้ัน มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลาน้ันรวมเข้า
ด้วย เว้นแตจ่ ะได้เริม่ การในวันนัน้ หรอื มีการกาหนดไว้เปน็ อยา่ งอืน่ โดยเจา้ หนา้ ท่ี

ในกรณีท่ีเจา้ หนา้ ที่มหี นา้ ท่ตี อ้ งกระทาการอย่างหน่งึ อย่างใดภายในระยะเวลาทกี่ าหนด ให้นับวันสิ้นสุด
ของระยะเวลาน้นั รวมเขา้ ดว้ ยแมว้ ่าวันสุดทา้ ยเป็นวนั หยุดทาการงานสาหรับเจ้าหน้าที่

ในกรณีที่บุคคลใดต้องทาการอย่างหน่ึงอย่างใดภายในระยะเวลาที่กาหนดโดยกฎหมายหรือโดยคาส่ัง
ของเจ้าหน้าท่ี ถ้าวันสุดท้ายเป็นวันหยุดทาการงานสาหรับเจ้าหน้าท่ีหรือวันหยุดตามประเพณีของบุคคลผู้รับ
คาส่ัง ให้ถือว่าระยะเวลาน้ันสิ้นสุดในวันทางานที่ถัดจากวันหยุดนั้น เว้นแต่กฎหมายหรือเจ้าหน้าท่ีท่ีมีคาส่ังจะ
กาหนดไว้เป็นอยา่ งอน่ื

มาตรา 65 ระยะเวลาท่ีกาหนดไว้ในคาสั่งของเจ้าหน้าท่ีอาจมีการขยายอีกได้ และถ้าระยะเวลาน้ันได้
ส้ินสุดลงแล้วเจ้าหน้าท่ีอาจขยายโดยกาหนดให้มีผลย้อนหลังได้เช่นกันถ้าการสิ้นสุดตามระยะเวลาเดิมจะ
ก่อให้เกดิ ความไม่เปน็ ธรรมทจี่ ะใหส้ ้นิ สดุ ลงตามนั้น

มาตรา 66 ในกรณที ่ผี ู้ใดไม่อาจกระทาการอย่างหน่งึ อย่างใดภายในระยะเวลาท่ีกาหนดไว้ในกฎหมาย
ได้เพราะมีพฤติการณ์ท่ีจาเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของผู้นั้น ถ้าผู้น้ันมีคาขอเจ้าหน้าที่อาจขยาย
ระยะเวลาและดาเนินการส่วนหน่ึงส่วนใดที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ก็ได้ ท้ังนี้ ต้องยื่นคาขอภายในสิบห้าวันนับแต่
พฤตกิ ารณเ์ ช่นว่านน้ั ได้สน้ิ สุดลง

มาตรา 67 เมอื่ มกี ารอุทธรณต์ ามบทบญั ญตั ใิ นส่วนท่ี 5 ของหมวด 2 แห่งพระราชบัญญัติน้ี หรือการ
ย่ืนคาขอต่อคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทหรือคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วย
คณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้วินิจฉัยช้ีขาดแล้วให้อายุความสะดุดหยุดอยู่ไม่นับในระหว่างน้ันจนกว่าการ
พิจารณาจะถึงที่สุดหรือเสร็จไปโดยประการอื่น แต่ถ้าเสร็จไปเพราะเหตุถอนคาขอหรือทิ้งคาขอให้ถือว่าอายุ
ความเรยี กรอ้ งของผู้ยน่ื คาขอไมเ่ คยมีการสะดุดหยุดอยเู่ ลย

หมวด 4

การแจ้ง

มาตรา 68 บทบัญญัตใิ นหมวดน้มี ใิ หใ้ ชบ้ ังคบั กบั การแจ้งซึ่งไม่อาจกระทาโดยวาจาหรือเป็นหนังสือได้
หรอื มีกฎหมายกาหนดวธิ กี ารแจ้งไว้เปน็ อยา่ งอื่น

ในกรณีคาสั่งทางปกครองท่ีแสดงให้ทราบโดยการส่ือความหมายในรูปแบบอื่นตามท่ีกาหนดใน
กฎกระทรวง ให้มผี ลเมื่อไดแ้ จ้ง

มาตรา 69 การแจ้งคาส่ังทางปกครอง การนัดพิจารณา หรือการอย่างอ่ืนท่ีเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้ที่
เกี่ยวข้องทราบอาจกระทาด้วยวาจาก็ได้ แต่ถ้าผู้นั้นประสงค์จะให้กระทาเป็นหนังสือก็ให้แจ้งเป็นหนังสือ

การแจ้งเป็นหนังสือให้ส่งหนังสือแจ้งต่อผู้นั้น หรือถ้าได้ส่งไปยังภูมิลาเนาของผู้นั้นก็ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่
ในขณะทไี่ ปถึง

-109-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

ในการดาเนินการเร่ืองใดที่มีการให้ที่อยู่ไว้กับเจ้าหน้าท่ีไว้แล้ว การแจ้งไปยังท่ีอยู่ดังกล่าวให้ถือว่าเป็น
การแจง้ ไปยังภูมิลาเนาของผนู้ ้ันแลว้

ออกบ่อย

มาตรา 70 การแจ้งเป็นหนังสือโดยวิธีให้บุคคลนาไปส่ง ถ้าผู้รับไม่ยอมรับหรือถ้าขณะนาไปส่งไม่พบ
ผู้รับ และหากไดส้ ่งใหก้ ับบุคคลใดซ่ึงบรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือทางานในสถานท่ีนั้น หรือในกรณีที่ผู้นั้นไม่ยอมรับ
หากได้วางหนังสือนนั้ หรือปิดหนงั สือนน้ั ไว้ในท่ซี ึ่งเห็นได้งา่ ย ณ สถานท่ีน้ันต่อหน้าเจ้าพนักงานตามที่กาหนดใน
กฎกระทรวงท่ไี ปเป็นพยานกใ็ ห้ถือวา่ ได้รบั แจ้งแลว้

มาตรา 71 การแจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับให้ถือว่าได้รับแจ้งเม่ือครบกาหนดเจ็ดวันนับแต่วัน
สง่ สาหรับกรณีภายในประเทศ หรือเมื่อครบกาหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่งสาหรับกรณีส่งไปยังต่างประเทศ เว้น
แต่จะมีการพสิ ูจนไ์ ดว้ ่าไมม่ ีการไดร้ บั หรือไดร้ ับก่อนหรือหลงั จากวนั น้นั

มาตรา 72 ในกรณีที่มีผู้รับเกินห้าสิบคนเจ้าหน้าท่ีจะแจ้งให้ทราบต้ังแต่เร่ิมดาเนินการในเรื่องน้ันว่า
การแจง้ ตอ่ บุคคลเหล่านั้นจะกระทาโดยวิธีปิดประกาศไว้ ณ ที่ทาการของเจ้าหน้าท่ีและท่ีว่าการอาเภอท่ีผู้รับมี
ภูมลิ าเนากไ็ ด้ ในกรณีน้ีให้ถอื วา่ ได้รับแจง้ เมอ่ื ลว่ งพ้นระยะเวลาสิบห้าวันนับแตว่ นั ท่ไี ดแ้ จ้งโดยวธิ ดี ังกลา่ ว

มาตรา 73 ในกรณที ไี่ มร่ ตู้ ัวผูร้ บั หรอื ร้ตู ัวแต่ไม่รู้ภูมิลาเนาหรือรู้ตัวและภูมิลาเนาแต่มีผู้รับเกินหนึ่งร้อยคน
การแจ้งเปน็ หนังสอื จะกระทาโดยการประกาศในหนังสือพิมพ์ซ่ึงแพร่หลายในท้องถ่ินนั้นก็ได้ ในกรณีน้ีให้ถือว่า
ไดร้ บั แจง้ เม่ือล่วงพ้นระยะเวลาสิบหา้ วันนบั แตว่ ันท่ีไดแ้ จง้ โดยวธิ ดี งั กล่าว

มาตรา 74 ในกรณีมีเหตุจาเป็นเร่งด่วนการแจ้งคาสั่งทางปกครองจะใช้วิธีส่งทางเคร่ืองโทรสารก็ได้
แตต่ ้องมหี ลกั ฐานการไดส้ ง่ จากหน่วยงานผู้จัดบริการโทรคมนาคมที่เป็นสื่อในการส่งโทรสารนั้น และต้องจัดส่ง
คาส่ังทางปกครองตัวจริงโดยวิธีใดวิธีหน่ึงตามหมวดนี้ให้แก่ผู้รับในทันทีท่ีอาจกระทาได้ ในกรณีน้ีให้ถือว่าผู้รับ
ได้รับแจ้งคาส่ังทางปกครองเป็นหนังสือตามวัน เวลา ท่ีปรากฏในหลักฐานของหน่วยงานผู้จัดบริการ
โทรคมนาคมดงั กล่าว เวน้ แต่จะมีการพิสูจนไ์ ด้วา่ ไม่มกี ารไดร้ ับหรือไดร้ บั ก่อนหรอื หลังจากน้ัน

หมวด 5

คณะกรรมการทมี่ ีอานาจดาเนินการพจิ ารณาทางปกครอง

มาตรา 75 การแตง่ ตั้งกรรมการในลกั ษณะท่ีเปน็ ผูท้ รงคุณวฒุ ิให้แตง่ ต้ังโดยระบตุ วั บคุ คล

มาตรา 76 นอกจากพน้ จากตาแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตาแหนง่ เม่ือ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) เป็นบุคคลล้มละลาย
(4) เปน็ คนไร้ความสามารถหรอื คนเสมือนไร้ความสามารถ
(5) ได้รับโทษจาคุกโดยคาพิพากษาถึงท่ีสุดให้จาคุก เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้
กระทาโดยประมาท
(6) มเี หตุต้องพน้ จากตาแหน่งก่อนครบวาระตามกฎหมายว่าด้วยการนัน้

-110-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมินดิษฐ์

มาตรา 77 ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตาแหน่งก่อนวาระ ผู้มีอานาจแต่งต้ังอาจแต่งตั้งผู้อ่ืนเป็น
กรรมการแทนได้ และให้ผทู้ ไ่ี ด้รบั แตง่ ตง้ั ใหด้ ารงตาแหน่งแทนอยู่ในตาแหน่งเท่ากบั วาระทเ่ี หลืออยู่ของผซู้ ึง่ ตนแทน

ในกรณีที่มีการแต่งต้ังกรรมการเพิ่มข้ึนในระหว่างท่ีกรรมการซ่ึงแต่งต้ังไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตาแหน่ง
ให้ผูท้ ไี่ ดร้ บั แต่งตง้ั ใหเ้ ปน็ กรรมการเพ่มิ ขึ้นอยู่ในตาแหน่งเทา่ กับวาระทเ่ี หลืออยู่ของกรรมการที่ได้รับแต่งต้ังไวแ้ ล้ว

มาตรา 78 ภายใต้บังคับมาตรา 76 การให้กรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทพ้นจาก
ตาแหน่งก่อนครบวาระจะกระทามิได้ เว้นแต่กรณีมีเหตุบกพร่องอย่างย่ิงต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อม
เสยี อย่างร้ายแรง

มาตรา 79 ภายใต้บังคับมาตรา 15 วรรคสอง การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมา
ประชุมอย่างน้อยก่ึงหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือกฎหรือคาสั่งท่ีจัดให้มี
คณะกรรมการชดุ นัน้ จะกาหนดไวเ้ ปน็ อย่างอืน่

ในกรณีมีกรรมการครบที่จะเป็นองค์ประชุมได้ แต่การพิจารณาเรื่องใดถ้าต้องเล่ือนมาเพราะไม่ครบ
องค์ประชุม ถ้าเป็นการประชุมของคณะกรรมการซึ่งมิใช่คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท หากได้มีการนัด
ประชุมเรอื่ งนั้นอกี ภายในสิบส่ีวนั นับแตว่ ันนัดประชุมที่เล่ือนมา และการประชุมครง้ั หลังน้ีมีกรรมการมาประชุม
ไม่น้อยกวา่ หน่ึงในสามของจานวนกรรมการทั้งหมด ให้ถือว่าเป็นองค์ประชุม แต่ทั้งนี้ต้องระบุความประสงค์ให้
เกดิ ผลตามบทบญั ญตั ิน้ีไว้ในหนังสอื นัดประชุมดว้ ย

มาตรา 80 การประชุมให้เป็นไปตามระเบยี บการทค่ี ณะกรรมการกาหนด
การนัดประชุมต้องทาเป็นหนังสือและแจ้งให้กรรมการทุกคนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน เว้นแต่
กรรมการน้ันจะได้ทราบการบอกนัดในท่ีประชุมแล้ว กรณีดังกล่าวน้ีจะทาหนังสือแจ้งนัดเฉพาะกรรมการที่ไม่
ไดม้ าประชุมก็ได้
บทบัญญัติในวรรคสองมิให้นามาใช้บังคับในกรณีมีเหตุจาเป็นเร่งด่วนซึ่งประธานกรรมการจะนัด
ประชมุ เป็นอยา่ งอืน่ ก็ได้

มาตรา 81 ประธานกรรมการมีอานาจหน้าที่ดาเนินการประชุม และเพ่ือรักษาความเรียบร้อยในการ
ประชมุ ให้ประธานมอี านาจออกคาสง่ั ใดๆ ตามความจาเปน็ ได้

ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในท่ีประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าท่ีได้ให้รองประธานกรรมการทา
หน้าท่ีแทน ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการท่ีมาประชุมเลือก
กรรมการคนหน่ึงขน้ึ ทาหน้าที่แทน

ในกรณีที่ประธานกรรมการมีหน้าท่ีต้องดาเนินการใดๆ นอกจากการดาเนินการประชุมให้นาความใน
วรรคสองมาใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลม

มาตรา 82 การลงมติของทีป่ ระชมุ ให้ถือเสยี งขา้ งมาก
กรรมการคนหน่ึงให้มีหน่ึงเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในท่ีประชุมออก
เสียงเพม่ิ ขึน้ อีกเสยี งหน่งึ เป็นเสียงช้ีขาด
เรอื่ งใดถ้าไม่มีผ้คู ัดคา้ น ให้ประธานถามทป่ี ระชุมวา่ มีผู้เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้เห็นเป็นอย่าง
อ่นื ใหถ้ ือวา่ ท่ปี ระชุมลงมติเห็นชอบในเร่อื งนน้ั

มาตรา 83 ในการประชมุ ต้องมรี ายงานการประชุมเปน็ หนังสอื
ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมท้ังเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม และถ้ากรรมการ
ฝุายข้างนอ้ ยเสนอความเห็นแยง้ เป็นหนังสือกใ็ หบ้ นั ทึกความเหน็ แย้งนน้ั ไว้ดว้ ย

-111-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมินดษิ ฐ์

มาตรา 84 คาวินิจฉยั ของคณะกรรมการวินจิ ฉัยข้อพิพาทต้องมีลายมือช่อื ของกรรมการที่วนิ จิ ฉัยเร่ืองนนั้
ถ้ากรรมการคนใดมคี วามเหน็ แยง้ ให้มีสทิ ธทิ าความเห็นแย้งของตนรวมไวใ้ นคาวินจิ ฉัยได้

บทเฉพาะกาล
----------------------

มาตรา 85 ให้ถือว่าระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพ่ือประชาชนของ
หนว่ ยงานของรฐั พ.ศ. 2532 เปน็ ระเบยี บท่คี ณะรัฐมนตรวี างขึน้ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบญั ญตั นิ ้ี

มาตรา 86 บรรดาคาขอเพ่ือให้มีคาส่ังทางปกครองท่ีเจ้าหน้าที่ได้รับไว้ก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้
บงั คับ ใหเ้ จา้ หนา้ ทที่ าการพิจารณาคาขอดังกล่าวตามหลกั เกณฑ์ทีก่ ฎหมายหรือกฎสาหรบั เรือ่ งน้ันได้กาหนดไว้

มาตรา 87 เมอ่ื ไดม้ กี ารจัดต้ังศาลปกครองข้นึ แลว้ บทบญั ญัติมาตรา 48 ใหเ้ ป็นอันยกเลกิ

ผ้รู บั สนองพระบรมราชโองการ
บรรหาร ศลิ ปอาชา
นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การดาเนินงานทางปกครองในปัจจุบัน
ยังไม่มีหลักเกณฑ์และข้ันตอนที่เหมาะสม จึงสมควรกาหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนต่างๆ สาหรับการ
ดาเนินงานทางปกครองข้นึ เพอ่ื ใหก้ ารดาเนินงานเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย มีประสิทธิภาพในการใช้บังคับ
กฎหมายให้สามารถรักษาประโยชน์สาธารณะได้ และอานวยความเป็นธรรมแก่ประชาชน อีกทั้งยังเป็นการ
ปูองกนั การทุจรติ และประพฤติมิชอบในวงราชการ จงึ จาเปน็ ตอ้ งตราพระราชบญั ญัติน้ี

พระราชบญั ญัตวิ ธิ ีปฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2557
มาตรา 2 พระราชบัญญตั นิ ้ใี ห้ใช้บงั คบั ต้งั แตว่ ันถดั จากวนั ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา เป็นต้นไป

(ประกาศราชกจิ จานุเบกษาเมื่อวนั ท่ี 30 ธนั วาคม 2557)
หมายเหตุ :- เหตผุ ลในการประกาศใช้พระราชบัญญตั ิฉบบั นี้ คือ โดยท่เี ปน็ การสมควรแก้ไขเพม่ิ เติมกฎหมายว่า
ด้วยวิธีปฏบิ ตั ริ าชการทางปกครองเพื่อกาหนดหลักเกณฑ์ในการจัดทาคาสั่งทางปกครองให้มีประสิทธิภาพ เพื่อ
รักษาประโยชน์สาธารณะและอานวยความเป็นธรรมแก่ประชาชน อีกท้ังยังเป็นการปูองกันการทุจริตและ
ประพฤตมิ ชิ อบในวงราชการ จึงจาเป็นต้องตราพระราชบัญญัติน้ี

พระราชบัญญัติวธิ ีปฏิบตั ริ าชการทางปกครอง (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2562
มาตรา 2 พระราชบญั ญัตนิ ใ้ี หใ้ ชบ้ งั คับตั้งแต่วนั ถดั จากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้น

แต่บทบัญญัติมาตรา 63/15 มาตรา 63/16 มาตรา 63/17 มาตรา 63/18 และมาตรา 63/19 ให้ใช้
บังคับเม่อื พ้นกาหนดหนึ่งรอ้ ยแปดสบิ วันนบั แตว่ นั ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
(ประกาศราชกจิ จานเุ บกษาเม่ือวนั ที่ 27 พฤษภาคม 2562)

-112-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

มาตรา 6 ในกรณีท่ีคาส่ังทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงินใดเป็นที่สุดแล้วเป็นเวลาเกินหน่ึงปีในวันที่
พระราชบญั ญตั ิน้ใี ชบ้ งั คบั ให้หนว่ ยงานของรฐั ที่ออกคาสัง่ นัน้ ดาเนินการบังคับทางปกครองตามพระราชบัญญัติ
วิธีปฏบิ ัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไป โดยจะดาเนินการตาม
มาตรา 63/15 ไดต้ ่อเมื่อเป็นคาส่ังทางปกครองที่กาหนดใหช้ าระเงินซ่งึ มลี กั ษณะตามที่กาหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 7 บรรดาคดีเก่ียวกับการโตแ้ ย้งการใชม้ าตรการบงั คบั ทางปกครองซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลใด
ในวนั ท่พี ระราชบัญญัตินี้ใชบ้ งั คับ ใหศ้ าลน้ันดาเนนิ กระบวนพจิ ารณาและมคี าพิพากษาตอ่ ไปจนคดนี ั้นถงึ ทสี่ ุด

มาตรา 8 ให้กรมบังคับคดี สานักงาน ก.พ.ร. สานักงาน ก.พ. สานักงบประมาณ และหน่วยงานอื่นท่ี
เก่ียวข้องร่วมกันจัดทาโครงสร้างกรมบังคับคดี กรอบอัตรากาลังข้าราชการและพนักงานราชการ และกาหนด
งบประมาณ รวมท้ังการดาเนินการอ่ืนใดอันจาเป็น เพ่ือรองรับการดาเนินการตามอานาจหน้าท่ีของกรมบังคับ
คดีตามพระราชบัญญัติน้ภี ายในหกสิบวันนบั แต่วนั ที่พระราชบญั ญตั นิ ้ีใช้บงั คับ

มาตรา 9 บรรดากฎหรือคาส่ังใด ๆ ที่ได้ออกโดยอาศัยอานาจตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ท่ีใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับ
ต่อไปได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซ่ึงแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติน้ี จนกว่าจะมีกฎหรือคาส่ังใด ๆ ที่ออกตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง
ปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบญั ญัตนิ ใี้ ช้บงั คบั

การดาเนินการออกกฎตามวรรคหน่ึงให้ดาเนินการให้แล้วเสร็จภายในหน่ึงร้อยแปดสิบวันนั บแต่วันที่
พระราชบญั ญัตินใี้ ช้บังคับ หากไม่สามารถดาเนินการได้ ให้นายกรัฐมนตรีรายงานเหตุผลท่ีไม่อาจดาเนินการได้
ต่อคณะรฐั มนตรีเพื่อทราบ

มาตรา 10 ใหน้ ายกรัฐมนตรีรกั ษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยท่ีปัจจุบันบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับ
ทางปกครองตามกฎหมายวา่ ด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองยังไม่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ โดยเฉพาะ
การบังคับตามคาส่ังทางปกครองที่กาหนดให้ชาระเงิน ซ่ึงกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
กาหนดใหน้ าวธิ ีการยดึ การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาใช้บังคับโดยอนุโลม จึงไม่มีรายละเอียดวิธีปฏิบัติและระยะเวลาในการบังคับทางปกครองท่ีชัดเจน ซึ่ง
ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง ประกอบกับเจ้าหน้าท่ีของ
หน่วยงานของรฐั ส่วนใหญไ่ มม่ คี วามเช่ียวชาญในการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สิน อีกท้ังไม่มี
บทบญั ญตั ทิ ่ีใหอ้ านาจแกเ่ จ้าหนา้ ที่ในการสืบหาทรัพย์สินและมอบหมายให้หน่วยงานอ่ืนหรือเอกชนดาเนินการ
แทนได้ ส่งผลให้ไมส่ ามารถบงั คบั ตามคาสั่งทางปกครองทีก่ าหนดให้ชาระเงนิ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรัฐต้อง
สูญเสยี รายได้ในท่สี ดุ ดงั น้นั สมควรปรบั ปรงุ หลกั เกณฑใ์ นการบงั คับทางปกครองเพื่อให้ชัดเจน มีประสิทธิภาพ
และเปน็ ธรรมย่ิงข้ึน จึงจาเป็นต้องตราพระราชบญั ญตั นิ ี้

-113-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

แนวข้อสอบ พรบ. วธิ ปี ฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และแกไ้ ขเพ่ิมเติม

1. พระราชบัญญตั ิวิธปี ฏิบัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาเมื่อใด
ก. 10 พฤศจกิ ายน 2539
ข. 12 พฤศจิกายน 2539
ค. 14 พฤศจิกายน 2539
ง. 16 พฤศจิกายน 2539
เฉลย ค. 14 พฤศจกิ ายน 2539

2. พระราชบัญญัตวิ ธิ ปี ฏบิ ตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีผลบงั คับใชเ้ มอ่ื ใด
ก. นบั แต่วนั ถดั จากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเปน็ ตน้ ไป
ข. เม่ือพน้ กาหนด 30 วนั นับแต่วนั ถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา
ค. เม่อื พ้นกาหนด 90 วนั นบั แต่วันถดั จากวันประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา
ง. เมือ่ พน้ กาหนด 180 วนั นบั แต่วันถดั จากวนั ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา
เฉลย ง. เมอื่ พ้นกาหนด 180 วนั นับแต่วนั ถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

3. พระราชบัญญตั ิวิธปี ฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มใิ ห้ใชบ้ ังคบั แก่หนว่ ยงานใด
ก. รัฐสภาและคณะรฐั มนตรี
ข. องค์กรท่ใี ชอ้ านาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ
ค. การพิจารณาของนายกรัฐมนตรหี รือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง
ง. ถกู ทุกขอ้
เฉลย ง. ถกู ทุกขอ้

4. วิธีปฏบิ ตั ิราชการทางปกครอง หมายความวา่ อย่างไร
ก. การเตรยี มการและการดาเนินการของเจ้าหน้าทีเ่ พื่อจดั ให้มคี าสงั่ ทางปกครองหรือกฎ และรวมถงึ การ
ดาเนนิ การใดๆ ในทางปกครองตามพระราชบญั ญตั ินี้
ข. การเตรยี มการและการดาเนินการของเจา้ หนา้ ท่เี พื่อจัดใหม้ ีคาสัง่ ทางปกครอง
ค. การใช้อานาจตามกฎหมายของเจา้ หนา้ ท่ที ่มี ผี ลเปน็ การสรา้ งนติ สิ ัมพันธ์ขนึ้ ระหว่างบคุ คลในอนั ท่ีจะก่อ
เปลยี่ นแปลง โอน สงวน ระงบั หรอื มผี ลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรอื หน้าท่ีของบุคคล ไมว่ า่ จะ
เปน็ การถาวรหรือช่วั คราว เช่น การสัง่ การ การอนุญาต การอนมุ ัติ การวนิ ิจฉัยอทุ ธรณ์ การรับรอง และ
การรับจดทะเบยี น แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ
ง. พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ขอ้ บัญญตั ิท้องถ่ิน ระเบียบ ขอ้ บังคับ หรือบทบัญญตั ิ
อื่นที่มผี ลบงั คบั เป็นการทว่ั ไป โดยไมม่ ่งุ หมายใหใ้ ช้บงั คบั แก่กรณีใดหรือบุคคลใดเปน็ การเฉพาะ
เฉลย ก. การเตรยี มการและการดาเนินการของเจา้ หนา้ ท่ีเพื่อจดั ให้มีคาส่ังทางปกครองหรือกฎ และรวมถงึ
การดาเนินการใดๆ ในทางปกครองตามพระราชบญั ญตั นิ ี้

-114-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

5. การพจิ าณาทางปกครอง หมายความว่าอย่างไร
ก. การเตรยี มการและการดาเนนิ การของเจ้าหน้าท่เี พื่อจัดให้มีคาส่งั ทางปกครองหรือกฎ และรวมถงึ การ
ดาเนนิ การใดๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญตั นิ ี้
ข. การเตรยี มการและการดาเนนิ การของเจ้าหน้าท่ีเพื่อจดั ให้มคี าส่งั ทางปกครอง
ค. การใชอ้ านาจตามกฎหมายของเจา้ หน้าทที่ ม่ี ีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธข์ ึน้ ระหวา่ งบุคคลในอนั ทีจ่ ะก่อ
เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสทิ ธิหรอื หนา้ ท่ีของบุคคล ไมว่ ่าจะ
เปน็ การถาวรหรอื ชวั่ คราว เช่น การสัง่ การ การอนญุ าต การอนมุ ัติ การวนิ จิ ฉยั อทุ ธรณ์ การรบั รอง และ
การรับจดทะเบียน แตไ่ ม่หมายความรวมถึงการออกกฎ
ง. พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัตทิ ้องถิ่น ระเบียบ ขอ้ บังคบั หรือบทบญั ญัติ
อน่ื ที่มีผลบงั คบั เป็นการท่ัวไป โดยไม่มงุ่ หมายให้ใชบ้ งั คับแก่กรณีใดหรือบคุ คลใดเปน็ การเฉพาะ
เฉลย ข. การเตรียมการและการดาเนินการของเจา้ หนา้ ท่ีเพื่อจัดให้มีคาส่ังทางปกครอง

6. คาสง่ั ทางปกครอง หมายความว่าอย่างไร
ก. การเตรยี มการและการดาเนินการของเจา้ หนา้ ท่เี พื่อจัดให้มคี าสง่ั ทางปกครองหรือกฎ และรวมถึงการ
ดาเนนิ การใดๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญตั ิน้ี
ข. การเตรียมการและการดาเนินการของเจ้าหน้าที่เพ่ือจดั ให้มคี าส่งั ทางปกครอง
ค. การใชอ้ านาจตามกฎหมายของเจา้ หน้าทท่ี ่ีมผี ลเป็นการสรา้ งนิตสิ ัมพนั ธข์ ึน้ ระหวา่ งบุคคลในอันทจ่ี ะก่อ
เปลีย่ นแปลง โอน สงวน ระงบั หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธหิ รอื หนา้ ท่ขี องบุคคล ไมว่ า่ จะ
เปน็ การถาวรหรอื ช่ัวคราว เช่น การสัง่ การ การอนุญาต การอนุมัติ การวินจิ ฉัยอุทธรณ์ การรบั รอง และ
การรับจดทะเบียน แตไ่ ม่หมายความรวมถงึ การออกกฎ
ง. พระราชกฤษฎกี า กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญตั ทิ ้องถน่ิ ระเบยี บ ข้อบงั คบั หรือบทบัญญตั ิ
อน่ื ท่ีมผี ลบงั คับเปน็ การท่วั ไป โดยไมม่ ุ่งหมายใหใ้ ชบ้ ังคับแก่กรณใี ดหรือบคุ คลใดเปน็ การเฉพาะ
เฉลย ค. การใชอ้ านาจตามกฎหมายของเจา้ หน้าทท่ี ี่มีผลเปน็ การสรา้ งนติ ิสัมพันธข์ น้ึ ระหว่างบุคคลในอันที่
จะก่อ เปล่ียนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมผี ลกระทบต่อสถานภาพของสทิ ธิหรอื หน้าที่ของบุคคล ไม่วา่ จะ
เป็นการถาวรหรอื ช่ัวคราว เชน่ การสง่ั การ การอนญุ าต การอนมุ ตั ิ การวินจิ ฉยั อทุ ธรณ์ การรับรอง และการ
รับจดทะเบยี น แต่ไมห่ มายความรวมถึงการออกกฎ

7. พระราชบัญญัตวิ ิธปี ฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บคุ คลใดรักษาการ
ก. คณะรฐั มนตรี
ข. รฐั มนตรีประจาสานกั นายกรฐั มนตรี
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. ปลดั สานกั นายกรฐั มนตรี
เฉลย ค. นายกรฐั มนตรี

8. คณะกรรมการวธิ ปี ฎิบัติราชการทางปกครองมีผ้ทู รงคณุ วุฒิจานวนเทา่ ใด
ก. ไมน่ ้อยกว่าหา้ คนแต่ไมเ่ กนิ เกา้ คน
ข. ไม่นอ้ ยกว่าสามคนแต่ไมเ่ กินเจด็ คน
ค. ไม่น้อยกวา่ เจ็ดคนแต่ไม่เกินสบิ เอด็ คน
ง. ไม่น้อยกวา่ สิบคนแต่ไมเ่ กินสบิ สองคน
เฉลย ก. ไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกนิ เก้าคน

-115-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมินดิษฐ์

9. บุคคลใดแต่งตัง้ ประธานกรรมการวิธปี ฏิบัตริ าชการทางปกครองและกรรมการผูท้ รงคุณวุฒิ
ก. นายกรฐั มนตรี
ข. คณะรัฐมนตรี
ค. รัฐมนตรปี ระจาสานกั นายกรัฐมนตรี
ง. ประธานรัฐสภา
เฉลย ข. คณะรัฐมนตรี

10. ประธานกรรมการวิธปี ฏิบตั ิราชการทางปกครองและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒมิ ีวาระการดารงคราวละกี่ปี
ก. 3 ปี
ข. 4 ปี
ค. 6 ปี
ง. 7 ปี
เฉลย ก. 3 ปี

11. คณะกรรมการวธิ ีปฏิบตั ริ าชการทางปกครองมีอานาจหน้าท่ี ขอ้ ใดกลา่ วถูกตอ้ ง
ก. สอดสอ่ งดูแลและให้คาแนะนาเกี่ยวกบั การดาเนนิ งานของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบตั ติ ามพระราชบญั ญตั ินี้
ข. ให้คาปรกึ ษาแกเ่ จ้าหน้าที่เกยี่ วกับการปฏบิ ัตติ ามพระราชบัญญตั นิ ี้ ตามที่บุคคลดงั กลา่ วร้องขอ ท้ังนี้
ตามหลกั เกณฑ์ทีค่ ณะกรรมการวิธปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครองกาหนด
ค. มีหนังสือเรยี กใหเ้ จ้าหนา้ ที่หรือบุคคลอนื่ ใดมาช้แี จงหรือแสดงความเห็นประกอบการพิจารณาได้
ง. ถูกทุกขอ้
เฉลย ง. ถกู ทกุ ข้อ

12. ผทู้ จี่ ะทาการพจิ ารณาทางปกครองไมไ่ ด้ คือขอ้ ใด
ก. เป็นคกู่ รณีเอง
ข. เปน็ คหู่ มั้นของคู่กรณี
ค. เป็นญาตขิ องคู่กรณี
ง. ถูกทุกขอ้
เฉลย ง. ถกู ทกุ ขอ้

12. ทปี่ ระชมุ มีมติให้กรรมการผ้ถู ูกคัดค้านปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ตี ่อไป ต้องมีคะแนนเสยี งเท่าใดของกรรมการท่ีไม่ถูก
คัดคา้ น ก็ให้กรรมการผนู้ ้นั ปฏิบตั หิ น้าทีต่ ่อไปได้
ก. ไมน่ อ้ ยกว่ากงึ่ หน่ึง
ข. ไมน่ ้อยกวา่ หนึง่ ในสาม
ค. ไม่น้อยกว่าสองในสาม
ง. ไมน่ ้อยกวา่ สามในส่ี
เฉลย ค. ไม่นอ้ ยกวา่ สองในสาม

13. บคุ คลใดอาจเปน็ คู่กรณีในการพจิ ารณาทางปกครองได้ตามขอบเขตทีส่ ิทธิของตนถูกกระทบกระเทอื นหรือ
อาจถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลกี เลีย่ งได้
ก. บุคคลธรรมดา
ข. คณะบุคคล
ค. นิติบุคคล
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ง. ถูกทกุ ขอ้

-116-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

14. ผมู้ ีความสามารถกระทาการในกระบวนการพจิ ารณาทางปกครองได้ จะต้องเป็นแบบใด
ก. ผู้ซึ่งบรรลนุ ติ ภิ าวะ
ข. ผู้ซง่ึ มีบทกฎหมายเฉพาะกาหนดให้มคี วามสามารถกระทาการในเร่ืองที่กาหนดได้ แม้ผู้นัน้ จะยงั ไม่
บรรลุนิติภาวะหรอื ความสามารถถูกจากัดตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
ค. ผซู้ ึ่งมปี ระกาศของนายกรัฐมนตรหี รอื ผู้ซง่ึ นายกรัฐมนตรีมอบหมายในราชกิจจานุเบกษากาหนดให้มี
ความสามารถกระทาการในเรื่องท่ีกาหนดได้ แมผ้ นู้ ัน้ จะยงั ไมบ่ รรลนุ ิตภิ าวะหรือความสามารถถูกจากัด
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
ง. ถกู ทุกขอ้
เฉลย ง. ถูกทุกขอ้

15. ในกรณีที่มกี ารยื่นคาขอหลายคาขอนนั้ มขี ้อความทานองเดียวกนั สามารถท่ีจะระบุบุคคลใดเปน็ ตัวแทน
ร่วมได้ ในกรณีเช่นนีต้ อ้ งมผี ู้ลงชื่อร่วมเกนิ กวา่ กค่ี น
ก. เกนิ สามสบิ คน
ข. เกินหา้ สิบคน
ค. เกินหา้ ร้อยคน
ง. เกินหนึง่ พนั คน
เฉลย ข. เกินหา้ สิบคน

16. การรับรองความถูกต้องของคาแปลเปน็ ภาษาไทยหรือยอมรับเอกสารท่ีทาข้ึนเปน็ ภาษาต่างประเทศ
ใหเ้ ปน็ ไปตามหลักเกณฑแ์ ละวิธีการที่กาหนดในกฎหมายใด
ก. พระราชบัญญตั ิ
ข. พระราชกฤษีกา
ค. กฎกระทรวง
ง. ประกาศกระทรวง
เฉลย ค. กฎกระทรวง

17. เมื่อมผี ยู้ น่ื คาขอเพ่อื ใหเ้ จ้าหนา้ ทีม่ ีคาสง่ั ทางปกครอง หากเอกสารไม่ครบถว้ นให้แจ้งใหผ้ ยู้ ่นื คาขอทราบทัน
ทหี่ รือภายในกาหนดไม่เกนิ กว่ี ันนบั แตว่ ันท่ไี ด้รบั คาขอ
ก. 7 วัน
ข. 15 วัน
ค. 30 วัน
ง. 45 วนั
เฉลย ก. 7 วนั

18. เจา้ หนา้ ทีต่ ้องพจิ ารณาพยานหลักฐานทตี่ นเห็นวา่ จาเป็นแกก่ ารพสิ ูจนข์ ้อเท็จจรงิ ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. แสวงหาพยานหลกั ฐานทุกอย่างทีเ่ กยี่ วข้อง
ข. รบั ฟงั พยานหลักฐาน คาชีแ้ จง หรอื ความเห็นของคู่กรณีหรือของพยานบุคคลหรือพยานผู้เช่ียวชาญท่ี
คู่กรณีกล่าวอ้าง เวน้ แต่เจา้ หนา้ ที่เห็นวา่ เปน็ การกล่าวอา้ งทีไ่ มจ่ าเปน็ ฟุมเฟอื ยหรือเพ่อื ประวงิ เวลา
ค. ออกไปตรวจสถานท่ี
ง. ถูกทกุ ข้อ
เฉลย ง. ถกู ทุกขอ้

-117-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

19. หน่วยงานใดเป็นผู้วางระเบียบกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้เจ้าหน้าที่กาหนดเวลาสาหรับการ
พิจารณาทางปกครองข้ึนไว้ตามความเหมาะสมแก่กรณี ท้ังน้ี เท่าท่ีไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายหรือกฎใน
เรือ่ งน้นั
ก. คณะรฐั มนตรี
ข. คณะรัฐมนตรี
ค. คณะกรรมการวิธีปฏบิ ตั ริ าชการทางการแกครอง
ง. รฐั มนตรีประจาสานักนายกรัฐมนตรี
เฉลย ก. คณะรัฐมนตรี

20. ขอ้ ใดไม่ใช่ รูปแบบของคาส่ังทางปกครอง
ก. ทาเป็นหนงั สอื
ข. ทาเป็นวาจา
ค. โดยการสือ่ ความหมายในรูปแบบอืน่ ได้
ง. ทาเป็นกฎหมาย
เฉลย ง. ทาเป็นกฎหมาย

21. ในกรณีที่คาส่ังทางปกครองเป็นคาส่ังด้วยวาจา ถ้าผู้รับคาสั่งนั้นร้องขอและการร้องขอได้กระทาโดยมีเหตุ
อันสมควรภายในก่ีวนั นับแตว่ นั ทม่ี ีคาสง่ั ดงั กล่าว เจ้าหนา้ ทผี่ ู้ออกคาสงั่ ต้องยืนยันคาส่งั นน้ั เปน็ หนงั สอื
ก. เจ็ดวันนบั แตว่ ันที่มีคาส่งั ดังกล่าว
ข. สบิ ห้าวนั นับแตว่ นั ท่ีมีคาสงั่ ดงั กล่าว
ค. สามสิบวนั นับแตว่ นั ทมี่ ีคาส่ังดังกลา่ ว
ง. สีส่ ิบวันนับแต่วนั ทม่ี ีคาสง่ั ดังกลา่ ว
เฉลย ก. เจด็ วนั นับแตว่ นั ที่มีคาส่งั ดังกลา่ ว

22. คาสั่งทางปกครองท่ีทาเปน็ หนังสืออยา่ งน้อยต้องระบุ อะไรบ้าง
ก. วัน เดือน และปีทท่ี าคาสงั่
ข. ช่ือและตาแหนง่ ของเจ้าหน้าทีผ่ ้ทู าคาส่งั
ค. ลายมือช่อื ของเจ้าหน้าที่ผู้ทาคาสั่งน้ัน
ง. ลายมือช่ือและตาแหนง่ ผู้มีอานาจออกคาสั่งทางปกครอง
เฉลย ง. ลายมือชือ่ และตาแหน่งผู้มอี านาจออกคาสงั่ ทางปกครอง

23. คาส่ังทางปกครองท่ีทาเป็นหนงั สือและการยนื ยันคาส่ังทางปกครองเปน็ หนังสอื ต้องจดั ใหม้ เี หตุผลไว้ดว้ ย
และเหตุผลนัน้ อยา่ งน้อยต้องประกอบด้วย ขอ้ ใดกลา่ วถูกต้อง
ก. ข้อเท็จจริงอนั เป็นสาระสาคัญ
ข. ข้อกฎหมายที่อ้างอิง
ค. ขอ้ พิจารณาและข้อสนับสนนุ ในการใช้ดลุ พนิ ิจ
ง. ถูกทกุ ขอ้
เฉลย ง. ถกู ทกุ ข้อ

-118-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

24. การออกคาสั่งทางปกครองเป็นหนังสือในเร่ืองใด หากมิได้มีกฎหมายหรือกฎกาหนดระยะเวลาในการออก
คาส่งั ทางปกครองในเรื่องนั้นไว้เป็นประการอ่ืน ให้เจ้าหน้าที่ออกคาสั่งทางปกครองน้ันให้แล้วเสร็จนับแต่
วนั ที่เจา้ หน้าท่ีไดร้ ับคาขอและเอกสารถกู ต้องครบถว้ น
ก. ภายในเจ็ดวนั
ข. ภายในสบิ ห้าวัน
ค. ภายในสามสิบวัน
ง. ภายในสีส่ ิบห้าวนั
เฉลย ค. ภายในสามสิบวนั

25. คาสั่งทางปกครองที่ออกโดยการฝุาฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปน้ี ไม่เป็นเหตุให้คาสั่งทาง
ปกครองนั้นไมส่ มบรู ณ์ ข้อใดกลา่ วถูกต้อง
ก. การออกคาสง่ั ทางปกครองโดยยังไมม่ ผี ยู้ นื่ คาขอในกรณีท่ีเจา้ หน้าที่จะดาเนนิ การเองไม่ได้นอกจากจะมี
ผ้ยู ื่นคาขอ ถา้ ต่อมาในภายหลังไดม้ ีการย่นื คาขอเชน่ นั้นแลว้
ข. การรับฟังคู่กรณีท่ีจาเป็นต้องกระทาไดด้ าเนินการมาโดยไม่สมบูรณ์ ถ้าได้มีการรับฟังใหส้ มบูรณใ์ น
ภายหลงั
ค. คาสั่งทางปกครองท่ตี ้องให้เจา้ หน้าทอี่ ืน่ ให้ความเห็นชอบก่อน ถา้ เจ้าหนา้ ท่ีน้นั ไดใ้ หค้ วามเห็นชอบใน
ภายหลงั
ง. ถูกทกุ ขอ้
เฉลย ง. ถกู ทกุ ข้อ

26. คาส่ังทางปกครองให้มีผลใชย้ นั ตอ่ บคุ คลต้ังแต่เมื่อใด
ก. ขณะทผี่ ู้น้นั ไดร้ บั หนังสือเป็นต้นไป
ข. ขณะท่ีผู้นน้ั ไดร้ ับทราบคาส่ังเป็นต้นไป
ค. ขณะที่ผู้นน้ั ได้รับแจ้งเปน็ ต้นไป
ง. ขณะทผ่ี ู้นน้ั ไดร้ บั ทราบขอ้ กลา่ วหาเปน็ ตน้ ไป
เฉลย ค. ขณะท่ผี นู้ ้นั ไดร้ ับแจ้งเป็นตน้ ไป

27. คาสั่งทางปกครองท่ีมีข้อผดิ พลาดเลก็ น้อยหรอื ผิดหลงเล็กน้อยนัน้ เจ้าหน้าทส่ี ามารถแกไ้ ขได้หรือไม่
ก. แกไ้ ขเพ่ิมเติมไม่ได้
ข. อาจแก้ไขเพม่ิ เติมไดเ้ สมอ
ค. อาจแก้ไขเพ่มิ เติมไดบ้ างสว่ น
ง. อาจแก้ไขเพมิ่ เติมไม่ไดเ้ ลย
เฉลย ข. อาจแก้ไขเพม่ิ เตมิ ได้เสมอ

28. ในกรณีท่คี าส่ังทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกาหนดข้ันตอนอุทธรณ์ภายในฝุาย
ปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณีอุทธรณ์คาส่ังทางปกครองนั้นโดยย่ืนต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทาคาส่ังทาง
ปกครองภายในกี่วัน
ก. เจด็ วนั นบั แต่วนั ทีต่ นไดร้ บั แจง้ คาส่งั ดังกล่าว
ข. สิบหา้ วนั นับแต่วันท่ีตนไดร้ ับแจ้งคาสง่ั ดังกล่าว
ค. สามสิบห้าวนั นับแต่วันทตี่ นไดร้ บั แจง้ คาส่ังดังกล่าว
ง. ส่ีสิบหา้ วนั นับแตว่ ันที่ตนไดร้ บั แจ้งคาสง่ั ดงั กล่าว
เฉลย ข. สบิ หา้ วนั นบั แตว่ นั ทตี่ นได้รับแจ้งคาส่งั ดังกล่าว

-119-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมินดษิ ฐ์

29. ให้เจ้าหนา้ ที่ พิจารณาคาอทุ ธรณแ์ ละแจ้งผู้อุทธรณโ์ ดยไม่ชกั ชา้ แตต่ ้องไม่เกนิ กวี่ นั
ก. เจ็ดวันนับแต่วนั ทีไ่ ดร้ ับอุทธรณ์
ข. สบิ หา้ วันนบั แต่วันทไี่ ดร้ บั อุทธรณ์
ค. สามสบิ วนั นบั แตว่ นั ที่ไดร้ ับอทุ ธรณ์
ง. สี่สบิ วนั นบั แตว่ ันท่ีได้รับอุทธรณ์
เฉลย ค. สามสบิ วันนับแต่วนั ทไี่ ดร้ ับอุทธรณ์

30. ถ้าเจา้ หนา้ ที่ ไม่เห็นดว้ ยกบั คาอุทธรณ์ไม่วา่ ทัง้ หมดหรือบางส่วนก็ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มี
อานาจพจิ ารณาคาอทุ ธรณภ์ ายในกาหนดเวลาให้ผมู้ อี านาจพจิ ารณาคาอุทธรณพ์ ิจารณาให้แลว้ เสร็จภายในกี่วัน
ก. เจ็ดวนั นับแต่วนั ที่ตนได้รับรายงาน
ข. สิบหา้ วนั นบั แตว่ ันที่ตนได้รับรายงาน
ค. สามสบิ วนั นบั แต่วนั ท่ตี นไดร้ ับรายงาน
ง. ส่ีสบิ หา้ วนั นบั แต่วนั ท่ตี นไดร้ บั รายงาน
เฉลย ค. สามสบิ วันนบั แตว่ ันทต่ี นได้รบั รายงาน

31. ถ้ามีเหตุจาเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ผู้มีอานาจพิจารณาอุทธรณ์มี
หนังสือแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบก่อนครบกาหนดเวลา ในการนี้ ให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไป
ไดไ้ ม่เกนิ กี่วัน
ก. เจด็ วนั นบั แต่วันทค่ี รบกาหนดเวลา
ข. สิบหา้ วันนับแต่วันทค่ี รบกาหนดเวลา
ค. สามสบิ วันนบั แตว่ นั ทค่ี รบกาหนดเวลา
ง. ส่ีสบิ หา้ วันนับแตว่ ันทคี่ รบกาหนดเวลา
เฉลย ค. สามสบิ วนั นับแตว่ ันทคี่ รบกาหนดเวลา

32. คาสั่งทางปกครองของบรรดาคณะกรรมการต่างๆ ไม่ว่าจะจัดตั้งข้ึนตามกฎหมายหรือไม่ ให้คู่กรณีมีสิทธิ
โต้แย้งต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทั้งในปั ญหา
ขอ้ เท็จจริงและขอ้ กฎหมายภายในกวี่ นั
ก. สามสบิ วันนับแตว่ ันทีไ่ ด้รบั แจง้ คาสง่ั นนั้
ข. หกสบิ วนั นบั แตว่ นั ที่ไดร้ ับแจ้งคาสั่งนั้น
ค. เก้าสิบวันนบั แต่วนั ทไ่ี ด้รบั แจ้งคาสัง่ นนั้
ง. หนง่ึ ยส่ี บิ วนั นับแต่วนั ทไี่ ดร้ บั แจง้ คาสง่ั นนั้
เฉลย ค. เก้าสิบวนั นบั แต่วนั ท่ีได้รับแจง้ คาสั่งนัน้

33. การเพิกถอนคาส่ังทางปกครองที่มีลักษณะเปน็ การให้ประโยชน์ตอ้ งกระทาภายในก่ีวนั
ก. หนึ่งร้อยแปดสบิ วนั นบั แต่ได้ร้ถู งึ เหตุทจี่ ะใหเ้ พิกถอนคาสง่ั ทางปกครองนนั้
ข. หน่ึงรอ้ ยย่ีสิบวนั นบั แต่ได้รู้ถงึ เหตทุ จี่ ะใหเ้ พิกถอนคาสั่งทางปกครองนน้ั
ค. เก้าสบิ วันนับแตไ่ ดร้ ู้ถึงเหตุที่จะใหเ้ พกิ ถอนคาส่ังทางปกครองนั้น
ง. หกสิบวันนับแตไ่ ด้รูถ้ งึ เหตุท่ีจะให้เพกิ ถอนคาสงั่ ทางปกครองน้ัน
เฉลย ค. เกา้ สบิ วันนับแตไ่ ด้รู้ถงึ เหตทุ ีจ่ ะให้เพิกถอนคาสัง่ ทางปกครองน้ัน

-120-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

34. ความเช่ือโดยสุจริตจะได้รับความคุ้มครองต่อเมื่อผู้รับคาส่ังทางปกครองได้ใช้ประโยชน์อันเกิดจากคาส่ัง
ทางปกครองหรือได้ดาเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินไปแล้วโดยไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้หรือการ
เปลี่ยนแปลงจะทาให้ผู้น้ันต้องเสียหายเกินควรแก่กรณี ในกรณีดังต่อไปนี้ ผู้รับคาส่ังทางปกครองจะอ้าง
ความเชอื่ โดยสุจริตไม่ได้ ขอ้ ใดกล่าวถูกตอ้ ง
ก. ผนู้ ้นั ได้แสดงข้อความอันเปน็ เท็จหรือปกปิดข้อความจริงซง่ึ ควรบอกใหแ้ จ้ง หรือขม่ ขู่ หรอื ชกั จูงใจโดย
การใหท้ รัพย์สินหรือให้ประโยชน์อืน่ ใดท่ีมชิ อบดว้ ยกฎหมาย
ข. ผู้น้ันได้ให้ขอ้ ความซ่ึงไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถว้ นในสาระสาคญั
ค. ผู้นัน้ ไดร้ ้ถู งึ ความไมช่ อบดว้ ยกฎหมายของคาสงั่ ทางปกครองในขณะได้รบั คาส่ังทางปกครองหรือการไม่
รนู้ นั้ เป็นไปโดยความประมาทเลินเล่ออยา่ งร้ายแรง
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ง. ถูกทุกขอ้

35. ในกรณีท่ีเพิกถอนโดยให้มีผลย้อนหลัง การคืนเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ผู้รับคาส่ังทางปกครองได้ไป
ให้นาบทบัญญัตวิ า่ ดว้ ยลาภมิควรไดใ้ นกฎหมายใดมาใชบ้ งั คับโดยอนโุ ลม
ก. ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
ข. ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความแพ่งและพาณชิ ย์
ค. ประมวลกฎหมายอาญา
ง. ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา
เฉลย ก. ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์

36. คาสั่งทางปกครองท่ไี มช่ อบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ แต่ผู้ได้รับผลกระทบจาก
การเพิกถอนคาสั่งทางปกครองดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายเน่ืองจากความเชื่อโดยสุจริต
ในความคงอยู่ของคาส่ังทางปกครอง แต่ต้องรอ้ งขอค่าทดแทนภายในก่ีวัน
ก. หนงึ่ รอ้ ยยีส่ ิบวันนบั แต่ไดร้ ับแจ้งให้ทราบถึงการเพกิ ถอนนน้ั
ข. หนึ่งร้อยแปดสบิ วันนบั แต่ได้รับแจง้ ใหท้ ราบถงึ การเพิกถอนนั้น
ค. เกา้ สบิ วันนบั แต่ได้รบั แจ้งใหท้ ราบถงึ การเพิกถอนน้นั
ง. สามสบิ วันนับแต่ได้รับแจง้ ให้ทราบถึงการเพิกถอนน้ัน
เฉลย ข. หนง่ึ ร้อยแปดสิบวันนับแตไ่ ดร้ ับแจ้งให้ทราบถึงการเพกิ ถอนน้นั

37. คาสั่งทางปกครองท่ีชอบด้วยกฎหมายซ่ึงเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับคาสั่งทางปกครองอาจถูกเพิกถอน
ท้ังหมดหรือบางส่วนโดยให้มีผลตั้งแต่ขณะท่ีเพิกถอน หรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหน่ึงตามที่
กาหนดไดเ้ ฉพาะเมอ่ื มีกรณี ข้อใดกลา่ วถกู ต้อง
ก. มีกฎหมายกาหนดให้เพิกถอนได้หรือมีข้อสงวนสิทธิให้เพิกถอนได้ในคาส่ังทางปกครองน้ันเอง
ข. คาสั่งทางปกครองน้ันมีข้อกาหนดให้ผู้รับประโยชน์ต้องปฏิบัติ แต่ไม่มีการปฏิบัติภายในเวลาที่กาหนด
ค. ขอ้ เทจ็ จรงิ และพฤติการณ์เปล่ียนแปลงไป ซ่งึ หากมขี ้อเทจ็ จริงและพฤติการณเ์ ช่นนี้ในขณะทาคาสงั่ ทาง
ปกครองแลว้ เจา้ หน้าทีค่ งจะไมท่ าคาส่งั ทางปกครองนั้น และหากไม่เพิกถอนจะก่อให้เกิดความเสียหาย
ต่อประโยชน์สาธารณะได้
ง. ถกู ทกุ ขอ้
เฉลย ง. ถูกทกุ ขอ้

-121-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

38. คาสั่งทางปกครองทชี่ อบด้วยกฎหมายซง่ึ เปน็ การใหเ้ งนิ หรอื ให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ท่ีอาจแบ่งแยกได้
อาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนโดยให้มีผลย้อนหลังหรือไม่มีผลย้อนหลังหรือมีผลในอนาคตไปถึง
ขณะใดขณะหน่งึ ตามท่กี าหนดได้ ขอ้ ใดกล่าวไมถ่ กู ตอ้ ง
ก. มิได้ปฏิบัติหรอื ปฏบิ ัติลา่ ช้าในอนั ท่ีจะดาเนินการให้เปน็ ไปตามวัตถุประสงค์ของคาส่งั ทางปกครอง
ข. ผู้ได้รับประโยชน์มไิ ดป้ ฏบิ ัติหรือปฏิบัตลิ า่ ชา้ ในอันทจ่ี ะดาเนนิ การใหเ้ ปน็ ไปตามเงื่อนไขของคาสั่งทาง
ปกครอง
ค. มกี ฎหมายกาหนดใหเ้ พิกถอนได้หรือมีข้อสงวนสทิ ธิให้เพิกถอนไดใ้ นคาสง่ั ทางปกครองนั้นเอง
ง. ถกู ทุกข้อ
เฉลย ค. มกี ฎหมายกาหนดใหเ้ พกิ ถอนได้หรอื มขี ้อสงวนสทิ ธิใหเ้ พิกถอนไดใ้ นคาส่งั ทางปกครองนน้ั เอง

39. การยน่ื คาขอให้พจิ ารณาใหมต่ ้องกระทาภายในกีว่ ันนับแต่ผูน้ ั้นได้ร้ถู งึ เหตุซง่ึ อาจขอใหพ้ ิจารณาใหมไ่ ด้
ก. เก้าสบิ วนั นบั แตผ่ นู้ น้ั ไดร้ ู้ถึงเหตุ
ข. หน่ึงร้อยยี่สบิ วนั นับแต่ผนู้ ้นั ได้รู้ถึงเหตุ
ค. หน่ึงร้อยแปดสบิ วันนบั แต่ผู้นั้นไดร้ ู้ถึงเหตุ
ง. ไม่มีข้อใดถกู ต้อง
เฉลย ก. เก้าสิบวันนบั แต่ผู้นั้นได้รู้ถึงเหตุ

40. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่มีคาสั่งทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงิน ถ้าถึงกาหนดแล้วไม่มีการชาระโดยถูกต้อง
ครบถ้วน ใหเ้ จ้าหน้าท่ีผู้ทาคาสงั่ ทางปกครองมีหนังสอื เตอื นให้ผ้นู ั้นชาระภายในระยะเวลาทกี่ าหนดแต่ต้อง
ไม่นอ้ ยกวา่ กี่วนั
ก. เจ็ดวนั
ข. สบิ หา้ วัน
ค. สามสบิ วัน
ง. ส่ีสบิ หา้ วัน
เฉลย ก. เจ็ดวัน

41. หนว่ ยงานของรัฐท่ีออกคาสั่งให้ชาระเงินต้องดาเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายในก่ีปีนับแต่วันท่ีคาส่ัง
ทางปกครองท่กี าหนดใหช้ าระเงินเป็นทส่ี ุด
ก. หนง่ึ ปี
ข. ห้าปี
ค. สบิ ปี
ง. สิบห้าปี
เฉลย ค. สบิ ปี

42. คาสง่ั ทางปกครองท่ีกาหนดใหช้ าระเงินเปน็ ทส่ี ุดในกรณใี ดบ้าง
ก. ไมม่ ีการอุทธรณค์ าสัง่ ต่อเจ้าหนา้ ท่ีฝุายปกครองภายในระยะเวลาอุทธรณ์
ข. เจา้ หน้าท่ผี ู้มีอานาจพจิ ารณาอุทธรณ์มีคาวินิจฉยั ยกอุทธรณ์ และไม่มีการฟูองคดตี ่อศาลภายใน
ระยะเวลาการฟูองคดี
ค. ศาลมคี าสัง่ หรือคาพิพากษายกฟูอง หรอื เพิกถอนคาสงั่ บางสว่ น และคดีถงึ ทส่ี ุดแลว้
ง. ถูกทุกขอ้
เฉลย ง. ถกู ทุกขอ้

-122-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

43. ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือของเจ้าหน้าท่ีผู้ออกคาสั่งใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ผนู้ นั้ มคี วามผดิ ฐานขัดคาส่งั เจ้าพนักงานตามกฎหมายใด
ก. ประมวลกฎหมายอาญา
ข. ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา
ค. ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
ง. ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความแพ่งและพาณชิ ย์
เฉลย ก. ประมวลกฎหมายอาญา

44. ในกรณีทม่ี ีการบังคับให้ชาระเงินและคาสั่งทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงินเป็นท่ีสุดแล้ว หากหน่วยงาน
ของรัฐที่ออกคาส่ังให้ชาระเงินประสงค์ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในสังกัดกรมบังคับคดีดาเนินการบังคับให้
เป็นไปตามคาสง่ั ทางปกครองดงั กล่าว ใหย้ นื่ คาขอฝุายเดยี วตอ่ ศาลภายในก่ีปนี ับแตว่ ันท่ีคาส่ังทางปกครอง
ที่กาหนดให้ชาระเงินเปน็ ท่ีสุด
ก. ห้าปี
ข. สบิ ปี
ค. สิบหา้ ปี
ง. ยีส่ บิ ปี
เฉลย ข. สบิ ปี

45. หนว่ ยงานของรฐั หมายความวา่ กระทรวง ทบวง กรม หรือสว่ นราชการทีเ่ รียกชื่ออยา่ งอื่นและมีฐานะเป็น
กรม ราชการส่วนภูมภิ าค ราชการสว่ นทอ้ งถ่ิน และหนว่ ยงานอ่นื ของรัฐตามทก่ี าหนดในกฎหมายใด
ก. พระราชบญั ญัติ
ข. พระราชกฤษฎกี า
ค. กฎกระทรวง
ง. ประกาศกระทรวง
เฉลย ค. กฎกระทรวง

46. เม่ือศาลออกหมายบังคับคดีและแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว การดาเนินการบังคับให้เป็นไปตามคาส่ัง
ทางปกครองทกี่ าหนดใหช้ าระเงิน ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายใด
ก. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ข. ประมวลกฎหมายอาญา
ค. ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพ่ง
ง. ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา
เฉลย ค. ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพ่ง

47. คาสั่งทางปกครองท่ีกาหนดให้กระทาหรือละเว้นกระทา ถ้าผู้อยู่ในบังคับของคาสั่งทางปกครองฝุาฝืน
หรือไมป่ ฏบิ ตั ิตาม เจ้าหน้าท่ีอาจใชม้ าตรการบังคับทางปกครองอย่างหนึง่ อย่างใด ขอ้ ใดกลา่ วถูกตอ้ ง
ก. เจ้าหนา้ ที่เข้าดาเนินการด้วยตนเองหรอื มอบหมายให้บุคคลอน่ื กระทาการแทน โดยผอู้ ย่ใู นบังคับของ
คาสัง่ ทางปกครองจะต้องชดใชค้ า่ ใช้จ่ายและเงินเพิ่มรายวนั ในอตั ราร้อยละยส่ี บิ หา้ ต่อปีของค่าใชจ้ า่ ย
ดังกล่าวแก่หนว่ ยงานของรฐั ที่เจ้าหนา้ ที่น้ันสงั กดั
ข. ใหม้ ีการชาระค่าปรับบงั คับการตามจานวนท่ีสมควรแก่เหตแุ ตต่ อ้ งไม่เกนิ หา้ หมืน่ บาทต่อวนั
ค. ถูกทงั้ ขอ้ ก. และ ข.
ง. ไม่มีข้อถูก
เฉลย ค. ถกู ทัง้ ข้อ ก. และ ข.

-123-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมินดษิ ฐ์

48. เจ้าหน้าท่ีจะต้องมีคาเตือนเป็นหนังสือให้มีการกระทาหรือละเว้นกระทาตามคาสั่งทางปกครองภายใน
ระยะเวลาท่ีกาหนดตามสมควรแก่กรณี คาเตือนดังกล่าวจะกาหนดไปพร้อมกับคาส่ังทางปกครองก็ได้
เตือนน้นั จะต้องระบุ ขอ้ ใดกล่าวถูกต้อง
ก. มาตรการบงั คับทางปกครองที่จะใช้ให้ชดั แจ้ง แต่จะกาหนดมากกวา่ หนึง่ มาตรการในคราวเดียวกันไม่ได้
ข. ค่าใช้จ่ายและเงินเพิ่มรายวันในการท่ีเจ้าหน้าที่เข้าดาเนินการด้วยตนเองหรือมอบหมายให้บุคคลอ่ืน
กระทาการแทน หรอื จานวนคา่ ปรับบังคับการ แลว้ แตก่ รณี
ค. ถกู ทัง้ ข้อ ก. และ ข.
ง. ไม่มขี ้อถูก
เฉลย ค. ถกู ทง้ั ข้อ ก. และ ข.

59. ในกรณีท่ีผู้ใดไม่อาจกระทาการอย่างหน่ึงอย่างใดภายในระยะเวลาที่กาหนดไว้ในกฎหมายได้เพราะมี
พฤตกิ ารณท์ ่จี าเปน็ อนั มิไดเ้ กดิ ข้ึนจากความผดิ ของผู้นั้น ถา้ ผนู้ ั้นมีคาขอเจ้าหน้าท่ีอาจขยายระยะเวลาและ
ดาเนนิ การส่วนหนงึ่ ส่วนใดท่ลี ่วงมาแลว้ เสยี ใหมก่ ็ได้ ทั้งน้ี ต้องยนื่ คาขอภายในกี่วนั
ก. เจด็ วันนบั แตพ่ ฤติการณเ์ ช่นว่านน้ั ได้สิ้นสดุ ลง
ข. สิบห้าวันนบั แตพ่ ฤติการณ์เช่นวา่ นั้นได้สนิ้ สุดลง
ค. สามสบิ วนั นับแต่พฤติการณ์เช่นว่าน้นั ได้ส้ินสดุ ลง
ง. ส่สี ิบห้าวนั นบั แตพ่ ฤติการณเ์ ชน่ วา่ นัน้ ได้ส้นิ สดุ ลง
เฉลย ข. สิบห้าวันนับแตพ่ ฤติการณ์เชน่ ว่านัน้ ได้สิน้ สดุ ลง

50. ในกรณีคาสั่งทางปกครองทีแ่ สดงให้ทราบโดยการส่อื ความหมายในรปู แบบอื่นตามท่ีกาหนดในกฎหมายใด
ก. พระราชบัญญตั ิ
ข. พระราชกฤษฎกี า
ค. กฎกระทรวง
ง. ประกาศกระทรวง
เฉลย ค. กฎกระทรวง

51. การแจ้งเป็นหนังสือให้ส่งหนังสือแจ้งต่อผู้นั้น หรือถ้าได้ส่งไปยังภูมิลาเนาของผู้น้ันก็ให้ถือว่าได้รับแจ้ง
ต้งั แต่ในเวลาใด
ก. เวลาท่ไี ปถงึ
ข. วนั ท่ีไปถงึ
ค. ไปรษณีย์ไปถงึ
ง. ขณะที่ไปถึง
เฉลย ง. ขณะทีไ่ ปถึง

52. การแจง้ เป็นหนังสอื โดยวิธีให้บคุ คลนาไปส่ง ถ้าผรู้ บั ไมย่ อมรบั หรอื ถา้ ขณะนาไปส่งไมพ่ บผู้รับและหากได้ส่ง
ให้กับบุคคลใดซ่ึงบรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือทางานในสถานที่นั้น หรือในกรณีท่ีผู้นั้นไม่ยอมรับ หากได้วาง
หนังสือนั้นหรือปิดหนังสือน้ันไว้ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานท่ีนั้นต่อหน้าเจ้าพนักงานตามท่ีกาหนดใน
กฎกระทรวง ขอ้ ใดกล่าวถกู ตอ้ ง
ก. ให้ถือว่าได้รบั แจ้งแลว้
ข. ยังมไิ ด้ถือวา่ ไดร้ ับแจง้ แลว้
ค. ไม่ถือวา่ ไดร้ บั แจ้งแล้ว
ง. ถกู ทุกข้อ
เฉลย ก. ให้ถือว่าไดร้ บั แจ้งแล้ว

-124-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมินดษิ ฐ์

53. การแจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับให้ถือว่าได้รับแจ้งเม่ือครบกาหนดนับแต่วันส่งสาหรับกรณี
ภายในประเทศ
ก. เจ็ดวนั
ข. สบิ หา้ วนั
ค. สามสบิ วนั
ง. ส่ีสบิ หา้ วัน
เฉลย ก. เจด็ วนั

54. การแจง้ โดยวธิ ีสง่ ทางไปรษณยี ์ตอบรบั ใหถ้ ือวา่ ได้รับแจง้ เมื่อครบกาหนดนับแต่วนั ส่งสาหรับกรณีต่างประเทศ
ก. เจด็ วนั
ข. สิบห้าวัน
ค. สามสิบวนั
ง. ส่ีสิบหา้ วัน
เฉลย ข. สบิ ห้าวัน

56. คาสง่ั ทางปกครองของคณะกรรมการนน้ั คู่กรณีมสี ิทธิโต้แย้งตอ่ คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ได้ภายในก่ี
วนั นับแต่วันได้รบั แจ้งคาสั่ง

ก. 30 วัน
ข. 60 วนั
ค. 90 วัน
ง. 120 วนั
เฉลย ค. 90 วนั

56. ผู้ท่ีไดร้ บั ผลกระทบจากการเพกิ ถอนคาสัง่ ทางปกครอง มสี ทิ ธิไดร้ ับคา่ ทดแทนความเสียหาย ซึ่งตอ้ งรอค่า
ทดแทนภายในระยะเวลาใด นับแต่ได้รบั แจ้งการเพิกถอน
ก. 30 วนั
ข. 60 วัน
ค. 120 วัน
ง. 180 วนั
เฉลย ง. 180 วนั

57. คาสั่งทางปกครองท่ีกาหนดให้กระทา แล้วผู้อยู่ในบังคับของคาส่ังทางปกครองฝุาฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
เจ้าหน้าทีจ่ ะดาเนินการดว้ ยตวั เองและต้องชดใช้เงนิ เพม่ิ ให้แกเ่ จ้าหน้าทรี่ ้อยละเทา่ ใดต่อปี
ก. รอ้ ยละห้า
ข. รอ้ ยละสบิ
ค. ร้อยละสบิ ห้า
ง. ร้อยละย่ีสิบหา้
เฉลย ง. รอ้ ยละยสี่ บิ ห้า

-125-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

58. การชาระค่าปรับทางปกครองในอตั ราไม่เกินเท่าใดต่อวนั
ก. 5,000 บาท/วนั
ข. 10,000 บาท/วัน
ค. 20,000 บาท/วนั
ง. 50,000 บาท/วัน
เฉลย ง. 50,000 บาท/วัน

59. ในการนัดการประชมุ นนั้ ตอ้ งแจ้งให้คณะกรรมการทุกคนทราบล่วงหนา้ ไมน่ อ้ ยกวา่ กวี่ ัน
ก. ไมน่ อ้ ยกว่าสามวนั
ข. ไม่นอ้ ยกว่าห้าวนั
ค. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ง. ไมน่ ้อยกวา่ สิบหา้ วัน
เฉลย ก. ไม่น้อยกวา่ สามวัน

60. ผรู้ ับสนองพระบรมราชโองการใน พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ฉบบั น้ี คอื ใคร
ก. นายอานนั ท์ ปันยารชุน
ข. นายบรรหาร ศลิ ปอาชา
ค. นายสมัคร สุนทรเวช
ง. พตท. ทักษิณ ชินวตั ร
เฉลย ข. นายบรรหาร ศลิ ปะอาชา

61. การเตรยี มการและดาเนินการของเจ้าหนา้ ที่เพ่ือจัดใหม้ คี าส่ังทางปกครอง หรอื กฎ และการดาเนินการใด ๆ
ในทางปกครอง ข้อใดถูกต้อง
ก. วธิ ีปฏิบตั ริ าชการทางปกครอง
ข. วธิ ปี ฏบิ ัติทางปกครอง
ค. การพจิ ารณาทางปกครอง
ง. การดาเนินทางปกครอง
เฉลย ก. วิธปี ฏิบัตริ าชการทางปกครอง

62. คาส่ังทางปกครอง ขอ้ ใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ก. การส่ังการ การวินิจฉัยอทุ ธรณ์
ข. การอนุญาต การอนุมตั ิ
ค. การออกกฎ
ง. การรับรอง การจดทะเบียน
เฉลย ค. การออกกฎ

63. เกี่ยวกับกรรมการโดยตาแหนง่ คณะกรรมการวธิ ีปฏบิ ัตริ าชการทางปกครอง ขอ้ ใดไม่ถกู ต้อง
ก. ปลัดสานักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย
ข. เลขาธิการคณะรฐั มนตรี เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรอื น
ค. เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา
ง. เลขาธกิ ารคณะกรรมการกฤษฎีกา
เฉลย ค. เลขาธกิ ารคณะกรรมการข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา

-126-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

64. ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ให้
คณะรัฐมนตรีแต่งตงั้ ต้องไมเ่ ปน็ ผ้ดู ารงตาแหน่งทางการเมืองมีวาระก่ีปี
ก. คราวละ 1 ปี
ข. คราวละ 2 ปี
ค. คราวละ 3 ปี
ง. คราวละ 4 ปี
เฉลย ค. คราวละ 3 ปี

65. คาสง่ั ทางปกครองกระทาโดยใคร
ก. ผพู้ พิ ากษาเจ้าของคดี
ข. เจ้าหน้าทีซ่ ่งึ มีอานาจหนา้ ท่ีในเรือ่ งน้นั
ค. คณะกรรมการกฤษฎีกา
ง. ผู้บังคบั บัญชา
เฉลย ข. เจ้าหน้าท่ซี ่งึ มีอานาจหน้าท่ีในเรอ่ื งนน้ั

66. เจา้ หนา้ ทีเ่ ปน็ ญาติของค่กู รณีจะทาการพิจารณาทางปกครองไมไ่ ด้ คาว่า “เปน็ ญาตขิ องคู่กรณี” ข้อใดไม่ถูกต้อง
ก. เปน็ บพุ การี
ข. ผสู้ ืบสนั ดานไม่ว่าช้นั ใด ๆ
ค. เป็นพ่นี อ้ งหรือลูกพ่ลี ูกน้องนับได้เพยี ง 3 ช้นั
ง. เป็นญาติเกีย่ วกนั ทางแตง่ งานนบั ไดเ้ พยี ง 3 ช้นั
เฉลย ง. เป็นญาตเิ กย่ี วกนั ทางแต่งงานนับไดเ้ พยี ง 3 ชั้น

67. ในกรณีที่มีการยื่นคาขอโดยในคาขอมีการระบุให้บุคคลใดเป็นตัวแทนของบุคคลดังกล่าว หรือมีข้อความ
เป็นปริยายให้เข้าใจได้เช่นนั้น ให้ถือว่าผู้ท่ีถูกระบุช่ือดังกล่าวเป็นตัวแทนร่วมของคู่กรณีเหล่านั้น ซึ่งจะมี
จานวนตามข้อใด
ก. มีผลู้ งชอื่ รว่ มกันเกนิ 50 คน
ข. มีค่กู รณเี กนิ 50 คนยืน่ คาขอที่มีข้อความอยา่ งเดียวกันหรือทานองเดียวกนั
ค. มีผู้ลงชอ่ื รว่ มกนั เกนิ 100 คน
ง. ข้อ ก และ ข
เฉลย ง. ข้อ ก และ ข

68. การทาคาส่งั ทางปกครองสามารถดาเนนิ การไดต้ ามข้อใด
ก. ทาเป็นหนงั สอื
ข. วาจา
ค. การส่อื ความหมายในรปู แบบอ่นื แต่ต้องมีข้อความหรอื ความหมายท่ชี ดั เจนเพียงพอท่ีจะเข้าใจได้
ง. ถูกทุกขอ้
เฉลย ง. ถกู ทกุ ข้อ

-127-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมินดิษฐ์

69. ในกรณีท่ีคาสง่ั ทางปกครองเป็นคาส่งั ดว้ ยวาจา ถา้ ผรู้ ับคาสง่ั นัน้ รอ้ งขอและการรอ้ งขอได้กระทาโดยมีเหตุ
อนั สมควร เจา้ หน้าทผ่ี ู้ออกคาส่งั นั้นต้องยนื ยนั คาสง่ั น้นั เป็นหนงั สือภายในก่วี ัน
ก. ภายใน 3 วันนับแตว่ นั ที่มีคาสง่ั ดังกล่าว
ข. ภายใน 5 วันนับแตว่ ันทม่ี คี าส่ังดงั กล่าว
ค. ภายใน 7 วันนบั แต่วันทม่ี คี าสัง่ ดังกลา่ ว
ง. ภายใน 15 วนั นับแตว่ ันทม่ี คี าสงั่ ดังกลา่ ว
เฉลย ค. ภายใน 7 วันนบั แต่วนั ท่มี คี าสั่งดังกล่าว

70. คาสั่งทางปกครองให้มผี ลตราบเท่าที่ยังไมม่ ีการเพิกถอนหรือสิ้นผลลงใหม้ ีผลใช้ยันตอ่ บุคคลตามข้อใด
ก. ต้ังแตข่ ณะทีผ่ ู้นั้นไดร้ ับแจง้ เปน็ ต้นไป
ข. ตั้งแต่ขณะท่เี จ้าหน้าท่ลี งนามในคาสั่งทางปกครองเปน็ ต้นไป
ค. ตงั้ แตข่ ณะทเี่ จ้าหน้าทีล่ งนามในคาสง่ั ทางปกครองจนถงึ วนั ทบี่ คุ คลนั้นยื่นอุทธรณ์คาสั่งทางปกครองน้นั
ง. ภายใน 15 วันตั้งแตข่ ณะทเ่ี จ้าหนา้ ที่ลงนามในคาส่งั ทางปกครองเปน็ ต้นไป
เฉลย ก. ต้ังแต่ขณะทผ่ี นู้ ั้นได้รับแจง้ เปน็ ต้นไป

71. ให้เจ้าหน้าที่พจิ ารณาคาอทุ ธรณแ์ ละแจ้งผู้อุทธรณโ์ ดยไม่ชักช้าภายในกวี่ นั
ก. ต้องไมเ่ กนิ 15 วันนบั แตว่ นั ท่ไี ดร้ ับอทุ ธรณ์
ข. ตอ้ งไม่เกิน 30วันนับแตว่ นั ทีไ่ ด้รับอุทธรณ์
ค. ต้องไมเ่ กิน 60วันนับแต่วันที่ไดร้ ับอุทธรณ์
ง. ตอ้ งไม่เกนิ 90วนั นบั แตว่ ันท่ีได้รบั อทุ ธรณ์
เฉลย ข. ตอ้ งไม่เกิน 30วนั นับแตว่ นั ทไ่ี ด้รับอุทธรณ์

72. การเพิกถอนคาสั่งทางปกครองทีม่ ลี ักษณะเปน็ การให้ประโยชนต์ ้องกระทานับแต่ได้รู้ถงึ เหตุทจี่ ะให้เพิก
ถอนคาส่ังทางปกครองนนั้ ภายในก่ีวัน
ก. ภายใน 15 วนั
ข. ภายใน 30 วัน
ค. ภายใน 60 วนั
ง. ภายใน 90 วัน
เฉลย ง. ภายใน 90 วัน

73. คาสง่ั ทางปกครองท่ีไม่ชอบดว้ ยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนทง้ั หมดหรือบางส่วนได้ แต่ผไู้ ดร้ บั ผลกระทบจาก
การเพิกถอนคาสงั่ ทางปกครองดังกล่าวมีสทิ ธไิ ด้รับค่าทดแทนความเสยี หายภายในกว่ี นั
ก. ภายใน 30 วนั นบั แตไ่ ดร้ บั แจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอนนั้น
ข. ภายใน 60 วันนบั แต่ไดร้ บั แจง้ ให้ทราบถึงการเพิกถอนนั้น
ค. ภายใน 90 วนั นบั แตไ่ ดร้ บั แจง้ ใหท้ ราบถึงการเพกิ ถอนนั้น
ง. ภายใน 180 วนั นบั แตไ่ ด้รับแจง้ ให้ทราบถงึ การเพิกถอนน้ัน
เฉลย ง. ภายใน 180 วนั นับแตไ่ ด้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพกิ ถอนน้ัน

-128-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมินดิษฐ์

74. คาสั่งทางปกครองที่กาหนดให้ผู้ใดชาระเงิน ถ้าถึงกาหนดแล้วไม่มีการชาระโดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่มี
หนังสือเตือนให้ผู้นั้นชาระภายในระยะเวลาที่กาหนด ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคาเตือนให้เจ้าหน้าที่กระทา
ตามข้อใด
ก. เจา้ หน้าท่แี จ้งดาเนินคดกี ับผ้นู ้ันฐานช่อโกง
ข. เจา้ หน้าทอ่ี าจใชม้ าตรการบังคบั ทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพยส์ นิ ของผ้นู ้ันและขายทอดตลาด
เพ่ือชาระเงินให้ครบถว้ น
ค. เจ้าหน้าท่ีย่นื ฟูองเป็นบคุ คลล้มละลาย
ง. เจา้ หนา้ ที่แจ้งผบู้ ังคบั บญั ชาดาเนนิ การทางวนิ ัย
เฉลย ข. เจ้าหน้าทีอ่ าจใช้มาตรการบงั คับทางปกครองโดยยดึ หรืออายดั ทรพั ยส์ นิ ของผนู้ ัน้ และขาย
ทอดตลาดเพ่ือชาระเงินให้ครบถว้ น

75. เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทราบต้ังแต่เริ่มดาเนินการต่อบุคคลจะกระทาโดยวิธีปิดประกาศไว้ ณ ที่ทาการของ
เจา้ หนา้ ทแี่ ละทีว่ า่ การอาเภอท่ีผ้รู ับมีภมู ิลาเนา ข้อใดถกู ตอ้ ง
ก. มผี ้รู ับเกิน 50 คน
ข. มผี รู้ ับเกนิ 100 คน
ค. มผี ู้รับเกนิ 150 คน
ง. มผี รู้ บั เกนิ 200 คน
เฉลย ก. มีผรู้ บั เกนิ 50 คน

76. การแจ้งเปน็ หนังสือโดยการประกาศในหนังสือพิมพ์ใหถ้ ือวา่ ไดร้ ับแจ้งเม่ือใด
ก. เมอ่ื ลว่ งพน้ ระยะเวลา 7 วันนับแต่วันทีไ่ ดแ้ จ้ง
ข. เมอ่ื ล่วงพ้นระยะเวลา 15 วนั นับแตว่ นั ท่ีได้แจ้ง
ค. เมือ่ ลว่ งพ้นระยะเวลา 30 วนั นับแตว่ นั ทไ่ี ด้แจง้
ง. เมอื่ ลว่ งพน้ ระยะเวลา 60 วันนบั แต่วนั ทีไ่ ดแ้ จ้ง
เฉลย ข. เมือ่ ล่วงพ้นระยะเวลา 15 วันนบั แต่วนั ที่ได้แจง้

77. ในกรณีมีเหตุจาเป็นเร่งด่วนการแจ้งคาส่ังทางปกครองจะใช้วิธีส่งทางเคร่ืองโทรสารได้ ให้ถือว่าผู้รับได้รับ
แจง้ คาสงั่ ทางปกครองเม่ือใด
ก. เม่อื ลว่ งพ้นระยะเวลา 3 วนั นบั แต่วนั ทไี่ ด้แจ้ง
ข. เม่ือลว่ งพน้ ระยะเวลา 7 วนั นบั แตว่ ันทไ่ี ด้แจ้ง
ค. เมอ่ื ลว่ งพ้นระยะเวลา 15 วันนับแต่วันทไี่ ด้แจ้ง
ง. ตามวนั เวลาท่ีปรากฏในหลักฐานของผู้จดั บริการโทรคมนาคม
เฉลย ง. ตามวนั เวลาท่ปี รากฏในหลักฐานของผจู้ ัดบริการโทรคมนาคม

-129-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

พระราชบญั ญตั ิ
ความรบั ผิดทางละเมดิ ของเจ้าหนา้ ที่

พ.ศ. ๒๕๓๙
ภมู พิ ลอดลุ ยเดช ป.ร.
ใหไ้ ว้ ณ วันท่ี ๒๗ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๓๙
เปน็ ปีที่ ๕๑ ในรชั กาลปจั จุบัน

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯ ให้ประกาศวา่
โดยท่ีสมควรมีกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมดิ ของเจ้าหนา้ ที่
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคาแนะนาและยินยอมของรัฐสภา
ดังต่อไปน้ี
มาตรา ๑ พระราชบัญญตั นิ เ้ี รียกวา่ พระราชบญั ญัตคิ วามรับผิดทางละเมิดของเจา้ หน้าท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙

มาตรา ๒ พระราชบัญญตั นิ ้ีให้ใชบ้ งั คบั ตงั้ แต่วันถัดจากวนั ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับใด ๆ ในส่วนทีม่ บี ัญญตั ิไวแ้ ล้วในพระราชบญั ญตั ิน้หี รอื ซงึ่
ขัดหรอื แยง้ กบั บทแหง่ พระราชบญั ญตั ิน้ี ใหใ้ ช้พระราชบญั ญัตนิ แ้ี ทน

ออกบ่อย มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัติน้ี

“เจ้าหนา้ ที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผปู้ ฏิบตั ิงานประเภทอ่นื ไมว่ ่าจะเป็นการ

แต่งตง้ั ในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอน่ื ใด

“หนว่ ยงานของรฐั ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอ่ืนและมีฐานะ

เป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ต้ังข้ึนโดยพระราชบัญญัติหรือพระราช

กฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐท่ีมีพระราชกฤษฎีกากาหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตาม

พระราชบญั ญัตนิ ้ดี ้วย

มาตรา ๕ หนว่ ยงานของรฐั ต้องรบั ผดิ ต่อผูเ้ สยี หายในผลแหง่ ละเมดิ ท่ีเจา้ หนา้ ท่ขี องตนได้กระทาในการ
ปฏิบัตหิ น้าท่ี ในกรณนี ี้ผเู้ สียหายอาจฟูองหนว่ ยงานของรัฐดังกล่าวไดโ้ ดยตรง แต่จะฟูองเจา้ หน้าทไี่ ม่ได้

ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าท่ีซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็น
หน่วยงานของรฐั ทต่ี อ้ งรบั ผิดตามวรรคหน่ึง

มาตรา ๖ ถ้าการกระทาละเมิดของเจ้าหน้าท่ีมิใช่การกระทาในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดใน
การน้นั เป็นการเฉพาะตวั ในกรณีนี้ผ้เู สยี หายอาจฟอู งเจา้ หนา้ ทไ่ี ด้โดยตรง แตจ่ ะฟอู งหน่วยงานของรัฐไมไ่ ด้

-130-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

มาตรา ๗ ในคดีที่ผู้เสียหายฟูองหน่วยงานของรัฐ ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่าเป็นเร่ืองที่เจ้าหน้าท่ีต้องรับ
ผิดหรือต้องร่วมรับผิด หรือในคดีที่ผู้เสียหายฟูองเจ้าหน้าที่ถ้าเจ้าหน้าท่ีเห็นว่าเป็นเร่ืองท่ีหน่วยงานของรัฐต้องรับ
ผิดหรอื ต้องรว่ มรบั ผิด หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีสิทธิขอให้ศาลท่ีพิจารณาคดีน้ันอยู่เรียกเจ้าหน้าที่
หรือหน่วยงานของรฐั แลว้ แต่กรณี เขา้ มาเปน็ คู่ความในคดี

ถ้าศาลพิพากษายกฟูองเพราะเหตุท่ีหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าท่ีที่ถูกฟูองมิใช่ผู้ต้องรับผิด ให้ขยาย
อายุความฟอู งร้องผ้ทู ีต่ ้องรบั ผิดซึ่งมิได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีออกไปถึงหกเดือนนับแต่วันท่ีคาพิพากษานน้ั ถงึ ที่สุด

ออกบ่อย มาตรา ๘ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของ
เจา้ หนา้ ที่ ใหห้ น่วยงานของรฐั มสี ิทธิเรียกให้เจ้าหน้าท่ีผู้ทาละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงาน
ของรัฐได้ ถ้าเจา้ หนา้ ท่ีได้กระทาการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลนิ เลอ่ อยา่ งร้ายแรง
สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียงใดให้คานึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการ
กระทาและความเปน็ ธรรมในแต่ละกรณเี ป็นเกณฑ์ โดยมติ อ้ งใหใ้ ช้เต็มจานวนของความเสียหายกไ็ ด้
ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดา เนินงาน
ส่วนรวม ใหห้ ักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย
ในกรณีท่ีการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นาหลักเรื่องลูกหน้ีร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่
แต่ละคนต้องรบั ผดิ ใช้คา่ สินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่าน้ัน

มาตรา ๙ ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าท่ีได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีก
ฝุายหน่ึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกาหนดอายุความหน่ึงปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้
ค่าสินไหมทดแทนนั้นแกผ่ ูเ้ สยี หาย

มาตรา ๑๐ ในกรณีท่ีเจ้าหน้าท่ีเป็นผู้กระทาละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐท่ีผู้
น้ันอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทาในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าท่ีให้นา
บทบัญญัติมาตรา ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทาในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์

สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าท่ีท้ังสองประการตามวรรคหน่ึง ให้มีกาหนดอายุความสองปี
นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีท่ี
หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าท่ีผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิ
เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนน้ันมีกาหนดอายุความหน่ึงปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคาสั่งตามความเห็นของ
กระทรวงการคลงั

-131-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมินดษิ ฐ์

มาตรา ๑๑ ในกรณีท่ีผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดตามมาตรา ๕ ผู้เสียหายจะย่ืนคาขอ
ตอ่ หนว่ ยงานของรัฐใหพ้ ิจารณาชดใชค้ ่าสินไหมทดแทนสาหรับความเสยี หายท่เี กดิ แก่ตนก็ได้

ควรจา

ในการนี้หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคาขอให้ไว้เป็นหลักฐานและพิจารณาคาขอน้ันโดยไม่ชักช้า
เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคาส่ังเช่นใดแล้วหากผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐก็ให้มี
สิทธิร้องทกุ ข์ต่อคณะกรรมการวนิ ิจฉยั ร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายในเก้าสิบวัน
นับแตว่ ันทตี่ นได้รับแจง้ ผลการวินจิ ฉยั

ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคาขอท่ีได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหน่ึงร้อยแปดสิบวัน หากเรื่อง
ใดไม่อาจพิจารณาได้ทันในกาหนดนั้นจะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือกากับหรือ
ควบคุมดูแลหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นทราบและขออนุมัติขยายระยะเวลาออกไปได้ แต่รัฐมนตรีดังกล่าวจะ
พจิ ารณาอนุมตั ใิ ห้ขยายระยะเวลาให้อีกได้ ไมเ่ กนิ หน่งึ รอ้ ยแปดสิบวัน

มาตรา ๑๒ ในกรณที เ่ี จา้ หนา้ ท่ีตอ้ งชดใช้คา่ สนิ ไหมทดแทนท่ีหน่วยงานของรฐั ได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหายตาม
มาตรา ๘ หรือในกรณีที่เจ้าหน้าท่ีต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเน่ืองจากเจ้าหน้าท่ีผู้นั้นได้กระทาละเมิดต่อหน่วยงาน
ของรฐั ตามมาตรา ๑๐ ประกอบกบั มาตรา ๘ ให้หน่วยงานของรัฐทเ่ี สียหายมีอานาจออกคาสงั่ เรียกให้เจ้าหน้าที่
ผนู้ ั้นชาระเงนิ ดงั กลา่ วภายในเวลาทีก่ าหนด

ออกบ่อย มาตรา ๑๓ ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีระเบียบเพ่ือให้เจ้าหน้าที่ซ่ึงต้องรับผิดตามมาตรา ๘ และมาตรา ๑๐

สามารถผ่อนชาระเงินที่จะต้องรับผิดน้ันได้โดยคานึงถึงรายได้ ฐานะ ครอบครัวและ ความรับผิดชอบ และ

พฤติการณแ์ หง่ กรณีประกอบดว้ ย

มาตรา ๑๔ เมื่อได้มีการจัดต้ังศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
ตาม มาตรา ๑๑ ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟอู งคดีต่อศาลปกครอง

มาตรา ๑๕ ให้นายกรฐั มนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัติน้ี

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
บรรหาร ศลิ ปอาชา
นายกรฐั มนตรี

-132-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ การท่ีเจ้าหน้าที่ดาเนินกิจการต่าง ๆ ของ
หน่วยงานของรัฐนั้น หาได้เป็นไปเพ่ือประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัวไม่ การปล่อยให้ความรับผิดทางละเมิดของ
เจ้าหน้าท่ี ในกรณีที่ปฏิบัติงานในหน้าท่ีและเกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นไปตามหลักกฎหมายเอกชนตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นการไม่เหมาะสมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าท่ีจะต้องรับผิดในการ
กระทาต่าง ๆ เป็นการเฉพาะตัวเสมอไป เมื่อการที่ทาไปทาให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพียงใด
ก็จะมีการฟูองไล่เบีย้ เอาจากเจ้าหนา้ ทีเ่ ต็มจานวนนน้ั ท้งั ท่ีบางกรณีเกิดขึ้นโดยความไม่ต้ังใจหรือความผิดพลาด
เพียงเล็กน้อยในการปฏิบัติหน้าท่ี นอกจากน้ัน ยังมีการนาหลักเร่ืองลูกหนี้ร่วมในระบบกฎหมายแพ่งมาใช้บังคับ
ให้เจ้าหน้าท่ีต้องร่วมรับผิดในการกระทาของเจ้าหน้าท่ีผู้อื่นด้วย ซ่ึงระบบนั้นมุ่งหมายแต่จะได้เงินครบโดย
ไม่คานึงถึงความเป็นธรรมท่ีจะมีต่อแต่ละคน กรณีเป็นการก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่และยังเป็น
การ บั่นทอนกาลังขวัญในการทางานของเจ้าหน้าที่ด้วย จนบางคร้ังกลายเป็นปัญหาในการบริหารเพราะ
เจ้าหน้าท่ีไม่กล้าตัดสินใจดาเนินงานเท่าที่ควร เพราะเกรงความรับผิดชอบท่ีจะเกิดแก่ตน อนึ่ง การให้คุณให้
โทษแก่เจ้าหน้าท่ีเพ่ือควบคุมการทางานของเจ้าหน้าที่ยังมีวิธีการในการบริหารงานบุคคล และการดาเนินการ
ทางวินัย กากับดูแลอีกส่วนหนึ่ง อันเป็นหลักประกันมิให้เจ้าหน้าที่ทาการใด ๆ โดยไม่รอบคอบอยู่แล้ว ดังน้ัน
จึงสมควรกาหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติงานในหน้าท่ีเฉพาะเม่ือเป็นการจงใจกระทา
เพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และให้แบ่งแยก
ความรับผิดของแต่ละคนมิให้นาหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ ทั้งน้ี เพ่ือให้เกิดความเป็นธรรมและเพิ่มพูน
ประสทิ ธิภาพในกา ปฏบิ ตั ิงานของรัฐ จึงจาเปน็ ตอ้ งตราพระราชบัญญตั ินี้

-133-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมินดิษฐ์

แนวข้อสอบพระราชบัญญตั ิความรบั ผดิ ทางละเมิด พ.ศ. 2539

1. พระราชบญั ญัติความรับผิดทางละเมดิ ของเจ้าหนา้ ท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙ ใหไ้ ว้เมอ่ื ใด
ก. ๒5 กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙
ข. ๒6 กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๓๙
ค. ๒๗ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๓๙
ง. ๒8 กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙
เฉลย ค. ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙

2. พระราชบญั ญัตคิ วามรับผิดทางละเมดิ ของเจา้ หน้าท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาเม่อื ใด
ก. 13 พฤศจกิ ายน 2539
ข. 14 พฤศจกิ ายน 2539
ค. 15 พฤศจิกายน 2539
ง. 16 พฤศจกิ ายน 2539
เฉลย ข. 14 พฤศจกิ ายน 2539

3. พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผิดทางละเมดิ ของเจา้ หน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มผี ลบงั คบั ใชเ้ ม่อื ใด
ก. 13 พฤศจกิ ายน 2539
ข. 14 พฤศจิกายน 2539
ค. 15 พฤศจิกายน 2539
ง. 16 พฤศจกิ ายน 2539
เฉลย ค. 15 พฤศจิกายน 2539

4. เจ้าหน้าที่ หมายความวา่ อย่างไร ตามพระราชบัญญัตคิ วามรับผดิ ทางละเมดิ ของเจ้าหน้าท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙
ก. ขา้ ราชการ
ข. พนักงาน และลูกจ้าง
ค. ผ้ปู ฏิบตั งิ านประเภทอน่ื ไม่วา่ จะเปน็ การแตง่ ต้ังในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอืน่ ใด
ง. ถูกทุกขอ้
เฉลย ง. ถกู ทกุ ขอ้

5. “หนว่ ยงานของรัฐ” หมายความว่าอย่างไร ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจา้ หน้าท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙
ก. กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการทเ่ี รียกช่ืออยา่ งอนื่ และมฐี านะเป็นกรม
ข. ราชการสว่ นภมู ภิ าค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจทตี่ ัง้ ขึน้ โดยพระราชบญั ญัตหิ รือพระราชกฤษฎกี า
ค. หนว่ ยงานอื่นของรัฐทมี่ ีพระราชกฤษฎีกากาหนดให้เปน็ หนว่ ยงานของรัฐตามพระราชบญั ญัตนิ ี้ดว้ ย
ง. ถกู ทกุ ข้อ
เฉลย ง. ถกู ทกุ ขอ้

-134-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

6. ขอ้ ใดกล่าวถูกตอ้ ง เปูาหมายหลกั ของพระราชบัญญตั ิความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหนา้ ที่ พ.ศ. ๒๕๓๙
ก. เพื่อรักษาผลประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ
ข. เพือ่ รกั ษาผลประโยชน์ของผเู้ สียหาย อันเกดิ จากกระกระทาจากหนว่ ยงานของรฐั
ค. ความเปน็ ธรรมแกเ่ จา้ หนา้ ทผ่ี ู้ปฏบิ ัตงิ านในหนว่ ยงานของรัฐ
ง. เพื่อสร้างขวญั และกาลงั ใจใหแ้ กเ่ จ้าหน้าท่ีผู้ปฏบิ ัติงานในหน่วยงานของรัฐ
เฉลย ค. ความเปน็ ธรรมแก่เจ้าหน้าทผ่ี ปู้ ฏบิ ัติงานในหน่วยงานของรฐั

7. นาย ก. พนักงานขับรถขององค์การบริหารส่วนตาบล และ นาย ข. ลูกจ้างประจาตาแหน่งคนงานของ
องค์การบริหารส่วนตาบลแห่งหน่ึง ออกปฏิบัติงานด้วยกัน นาย ก. ได้ขับรถพลิกคว่า ทาให้บุคคลท้ังสอง
ไดร้ ับบาดเจ็บและรถยนต์ของทางราชการได้รบั ความเสียหาย กรณีน้ี ขอ้ ใดถกู ตอ้ งท่สี ุด
ก. นาย ก. ฟูองค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐได้
ข. นาย ข. ฟอู งคา่ เสียหายจากหนว่ ยงานของรัฐได้
ค. หน่วยงานของรฐั ให้นาย ก. ชดใชค้ า่ เสียหาย
ง. ขอ้ 1 และ ข้อ 2
เฉลย ง. ขอ้ 1 และ ข้อ 2

8. ถ้าการละเมิดเกดิ จากเจ้าหนา้ ทีซ่ ่ึงไม่ได้สังกดั หน่วยงานของรฐั แห่งใดใหห้ นว่ ยงานใดทต่ี ้องรับผดิ ชอบ
ก. กระทรวงการคลัง
ข. เจา้ หน้าท่ผี กู้ ระทาความผิด
ค. กรมบัญชกี ลาง
ง. ไมม่ ขี อ้ ใดถูก
เฉลย ก. กระทรวงการคลัง

9. นาย ส. เป็นลูกจ้างตาแหน่งพนักงานขับรถ ของหน่วยงานของรัฐแห่งหน่ึง ได้รับคาส่ังให้ขับรถไปสถานที่
แห่งหน่ึง ขณะขับรถยนต์มาตามถนนตามปกติ มีผู้ขับข่ีรถจักรยานยนต์ออกจากซอยด้านซ้ายมือตัดหน้าใน
ระยะกระช้ันชิดมาก นาย ส. จึงหักหลบโดยไม่มีโอกาสได้ทันคิดหรือตัดสินใจว่าควรจะหักหลบไปทางใดได้
โดยปลอดภยั จงึ ไปชนรถยนต์ของ นาย ก. ที่สวนทางมา" ในกรณีนี้ ข้อใดทสี่ ุด
ก. นาย ก. ฟอู งเรียกค่าเสียหาย จาก นาย ส.
ข. หน่วยงานที่นาย ส. สังกัด ตอ้ งชดใช้คา่ เสียหายให้แก่ นาย ก.
ค. นาย ก. เรยี กร้องค่าเสียหาย จากผขู้ ับขีร่ ถจักรยานยนต์
ง. นาย ส. และ ผ้ขู บั ขรี่ ถจักรยานยนต์ ต้องชดใช้ค่าเสียหายใหแ้ ก่ นาย ก.
เฉลย ข. หน่วยงานท่นี าย ส. สังกัด ต้องชดใชค้ ่าเสียหายให้แก่ นาย ก.

-135-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมินดษิ ฐ์

10. เมอ่ื เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐแห่งใด และหัวหน้าหน่วยงานของรัฐแห่งน้ันมีเหตุอันควรเชื่อว่า
เกดิ จากการกระทาของเจา้ หนา้ ทข่ี องหน่วยงานของรัฐแห่งน้ัน ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวแต่งต้ัง
คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่งโดยไม่ชักช้า เพ่ือพิจารณาเสนอ
ความเห็นเกี่ยวกับผู้ต้องรับผิดและจานวนค่าสินไหมทดแทนท่ีผู้นั้นต้องชดใช้ คณะกรรมการสอบ
ข้อเท็จจริงความรบั ผดิ ทางละเมดิ มจี านวนเทา่ ใด
ก. จานวนไม่เกนิ 5 คน
ข. จานวนไม่เกิน 7 คน
ค. จานวน 3-7 คน
ง. จานวน 5-10 คน
เฉลย ก. จานวนไมเ่ กนิ 5 คน

11. ถ้าศาลพิพากษายกฟอู งเพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าท่ีท่ีถูกฟูองมิใช่ผู้ต้องรับผิด ให้ขยายอายุ
ความฟอู งร้องผู้ทีต่ ้องรบั ผิดซง่ึ มไิ ดถ้ ูกเรยี กเข้ามาในคดีออกไปกีว่ นั นับแตว่ นั ที่คาพิพากษาน้ันถึงทีส่ ดุ
ก. สามสบิ วัน
ข. หกเดอื น
ค. หน่งึ ปี
ง. สองปี
เฉลย ข. หกเดือน

12. เจ้าหน้าท่ีของเทศบาลแห่งหนึ่งออกตรวจพ้ืนที่ ขณะรับประทานอาหารกลางวันในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
เกิดไปทะเลาะวิวาทกบั วยั รุน่ ในร้านอาหารแหง่ หนงึ่ ทาให้ทรัพย์สินของร้านเสียหาย ในกรณีนี้ ใครจะเป็น
ผู้รบั ผดิ ชอบตอ่ การละเมดิ ของเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหนา้ ท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙
ก. หนว่ ยงานรฐั แห่งน้ัน เพราะการละเมิดเกดิ ข้ึน ในขณะปฏบิ ัติหน้าท่ี
ข. เจา้ หน้าท่ี
ค. วยั รุ่นค่กู รณี
ง. ขอ้ 2 และ ข้อ 3
เฉลย ข. เจา้ หน้าที่

13. พระราชบญั ญัตคิ วามรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าท่ี พ.ศ. 2539 จงึ ไม่ให้นาหลักเรื่องลูกหน้ีร่วมมาบังคับ
ใช้เพราะเหตุใด
ก. เพราะเป็นการไม่ยุติธรรมแกเ่ จา้ หนา้ ที่
ข. เพราะต้องการใหผ้ เู้ สียหายได้รับค่าเสียหายเต็มจานวน
ค. เพราะให้ความสาคญั แกผ่ ้เู สียหายซ่ึงเกิดจากความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าท่ี
ง. เพราะหลักเร่ืองลกู หน้รี ว่ ม อยู่ในประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
เฉลย ก. เพราะเป็นการไม่ยตุ ิธรรมแกเ่ จ้าหน้าที่

-136-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมินดิษฐ์

14. ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าท่ีได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝุายหนึ่งชดใช้
ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกาหนดอายุความกี่ปีนับแต่วันท่ีหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหม
ทดแทนนั้นแก่ผ้เู สยี หาย
ก. ห้าปี
ข. สามปี
ค. หน่ึงปี
ง. หกเดอื น
เฉลย ค. หนึง่ ปี

15. สทิ ธิเรียกร้องคา่ สนิ ไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้มีกาหนดอายุความกี่ปี นับแต่วันท่ีหน่วยงานของรัฐรู้ถึงการ
ละเมิดและรู้ตัวเจา้ หน้าที่
ก. 60 วนั
ข. 180 วนั
ค. หน่ึงปี
ง. สองปี
เฉลย ง. สองปี

16. ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีท่ีหน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่
กระทรวงการคลงั ตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผดิ ให้สทิ ธิเรยี กร้องคา่ สินไหมทดแทนน้ันมีกาหนดอายุความกี่
ปนี ับแต่วันท่ีหนว่ ยงานของรฐั มีคาส่ังตามความเหน็ ของกระทรวงการคลัง
ก. 60 วนั
ข. 180 วนั
ค. หนง่ึ ปี
ง. สองปี
เฉลย ค. หนึ่งปี

17. ในกรณีหน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคาขอให้ไว้เป็นหลักฐานและพิจารณาคาขอนั้นโดยไม่ชักช้า เมื่อ
หน่วยงานของรัฐมีคาส่ังเช่นใดแล้วหากผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐก็ให้มี
สิทธริ ้องทกุ ขต์ ่อคณะกรรมการวนิ จิ ฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายในกี่วัน
นับแตว่ นั ทต่ี นได้รับแจ้งผลการวนิ จิ ฉยั
ก. สามสบิ วนั
ข. หกสบิ วัน
ค. เก้าสิบวนั
ง. หนงึ่ ร้อยย่ีสิบวนั
เฉลย ค. เกา้ สิบวนั

-137-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

18. ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคาขอท่ีได้รับให้แล้วเสร็จภายในหน่ึงร้อยแปดสิบวัน หากเรื่องใดไม่อาจพิจารณา

ได้ทันในกาหนดนัน้ จะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคให้บคุ คลใดทราบ

ก. ผู้วา่ ราชการจังหวัด

ข. รฐั มนตรีเจา้ สังกัด

ค. กระทรวงการคลงั

ง. อธิบดี

เฉลย ข. รฐั มนตรีเจ้าสงั กัด

19. ในกรณีท่ีศาลพิพากษายกฟูอง เพราะเหตุท่ีหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่ถูกฟูองมิใช่ผู้ต้องรับผิด
แต่ทั้งน้ียังมีเจ้าหน้าท่ีมีส่วนร่วม ซ่ึงยังไม่ได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีอีกจานวนหนึ่งผู้เสียหายสามารถฟูองคดี
ดังกล่าวใหม่ไดภ้ ายในเวลากีเ่ ดอื น นับแตศ่ าลพพิ ากษาถงึ ทสี่ ุด
ก. ภายในเวลา 5 เดอื น
ข. ภายในเวลา 6 เดอื น
ค. ภายในเวลา 9 เดอื น
ง. ภายในเวลา 12 เดอื น
เฉลย ข. ภายในเวลา 6 เดือน

20. เม่ือได้รับคาขอจากผู้เสียหายที่ถูกกระทาละเมิดจากเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่หน่วยงานของรัฐต้อง

ดาเนินการพจิ ารณาทุกข้ันตอนใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายในกีว่ นั

ก. 60 วัน
ข. 90 วัน
ค. 120 วนั
ง. 180 วนั
เฉลย ง. 180 วนั

21. ข้อใดกลา่ วได้ถกู ต้อง
ก. หน่วยงานของรฐั ต้องรับผิดต่อผเู้ สียหายในผลแห่งละเมิดท่ีเจ้าหน้าท่ขี องตนได้กระทา
ข. หนว่ ยงานของรฐั ต้องรับผดิ ต่อผู้เสยี หายในผลแห่งละเมดิ ทเ่ี จา้ หน้าท่ีของตนได้กระทาในการปฏบิ ัติหน้าที่
ค. หน่วยงานของรัฐ สามารถฟูองไล่เบย้ี เอาคา่ เสียหายจากเจา้ หนา้ ที่ ท่กี ระทาผิดทางละเมิดได้
ง. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่หลายคน มีส่วนร่วมกันกระทาผิดทางละเมิด ให้นาหลักเรื่องลูกหน้ีร่วมในระบบ
กฎหมายแพง่ มาใชบ้ งั คบั
เฉลย ข. หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าท่ีของตนได้กระทาในการ
ปฏิบตั หิ น้าท่ี

22. กรณเี จ้าหน้าท่ีในหนว่ ยงานของรัฐ กระทาละเมดิ ต่อบุคคลภายนอก ขอ้ ใดกล่าวไม่ถูกตอ้ ง
ก. หนว่ ยงานของรฐั จะต้องรบั ผิดชอบตอ่ ผู้เสียหายทุกกรณี
ข. หน่วยงานของรฐั จะต้องรบั ผิดขอบต่อผู้เสยี หาย เฉพาะในกรณีท่เี ป็นการกระทาในการปฏบิ ตั ิหนา้ ที่
ค. ถ้าเปน็ การกระทาในการปฏบิ ตั หิ น้าท่ี ใหผ้ ู้เสียหายฟอู งหนว่ ยงานของรฐั โดยตรง
ง. ถา้ การกระทานั้นไม่ใชก่ ารปฏิบัติหน้าท่ี ผู้เสยี หายจะฟูองหนว่ ยงานของรฐั ไม่ได้
เฉลย ก. หน่วยงานของรัฐจะต้องรบั ผดิ ชอบต่อผ้เู สยี หายทุกกรณี

-138-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมินดิษฐ์

23. ในกรณีที่ผู้เสยี หาย ไม่พอใจผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับคาขอให้หน่วยงานพิจารณาชดใช้
คา่ สินไหมทดแทน ผู้เสียหายตอ้ งร้องทุกขต์ อ่ คณะกรรมการวนิ ิจฉยั รอ้ งทุกขภ์ ายในก่วี ัน
ก. 30 วนั
ข. 45 วัน
ค. 90 วนั
ง. 180 วนั
เฉลย ค. 90 วัน

24. ผ้เู สียหายจากการละเมดิ ของเจ้าหนา้ ท่ี มสี ิทธใิ นการเรียกร้องใหห้ น่วยงานชดใช้ได้อยา่ งไรบ้าง
ก. ฟูองคดีต่อศาลปกครอง
ข. ยน่ื คาขอต่อหน่วยงานของรัฐ ใหช้ ดใช้ค่าสนิ ไหมทดแทน
ค. ยื่นหนังสอื รอ้ งทุกข์ต่อคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั ร้องทกุ ข์ ตามกฎหมายวา่ ด้วยคณะกรรมการกฤษฎกี า
ง. ขอ้ 1 หรอื ขอ้ 2
เฉลย ก. ฟูองคดตี ่อศาลปกครอง

25. เมื่อเกดิ ความเสยี หายแก่หน่วยงานของรัฐแห่งใด และหัวหน้าหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นมีเหตุอันควรเช่ือว่า
เกดิ จากการกระทาของเจา้ หนา้ ที่ของหน่วยงานของรัฐแหง่ นั้น ใหห้ ัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าว แต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบข้อเท็จจรงิ ความรับผดิ ทางละเมิดข้นึ คณะหน่ึง" ประกอบด้วยใครบา้ ง
ก. เจา้ หน้าท่ีของหน่วยงานของรัฐแหง่ นนั้
ข. เจา้ หนา้ ทีข่ องหนว่ ยงานของรัฐแห่งอน่ื
ค. ผู้เช่ียวชาญ ในสาขาท่ีเก่ียวขอ้ ง
ง. ข้อ ก และขอ้ ข
เฉลย ง. ขอ้ ก และ ข้อ ข

26. ขอ้ ใดกลา่ วได้ถูกต้อง
ก. ในกรณีท่ีหนว่ ยงานของรัฐ มสี ทิ ธไิ ล่เบีย้ เอากบั เจา้ หน้าท่ี ไม่สามารถไล่เบยี้ ไดเ้ ตม็ จานวน
ข. เมอื่ เกิดความเสียหายขึ้น หนว่ ยงานของรัฐจะรับภาระชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่ผู้ได้รับความเสียหาย
ตามผลการวนิ ิจฉยั ของกรรมการสอบสวน
ค. สาหรับในกรณีที่การละเมิดมิได้เกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ ความรับผิดอันเนื่องมาจากการละเมิด
เปน็ ไปตามที่บัญญตั อิ ยู่ในประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
ง. ในกรณีท่กี ารละเมดิ เกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคนก็ จะใช้หลักกฎหมายเร่ืองลูกหนี้ร่วม ตามกฎหมายแพ่ง
มาใชบ้ ังคบั ก็ได้
เฉลย ค. สาหรบั ในกรณีทก่ี ารละเมดิ มไิ ด้เกดิ ข้นึ ในการปฏิบตั ิหน้าท่ี ความรบั ผิดอันเนื่องมาจากการละเมิด
เปน็ ไปตามทบ่ี ญั ญตั อิ ยู่ในประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์

-139-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

27. ให้ใครจัดให้มีระเบียบเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซ่ึงต้องรับผิดสามารถผ่อนชาระเงินที่จะต้องรับผิดน้ันได้โดยคานึงถึง
รายได้ ฐานะ ครอบครวั และ ความรบั ผดิ ชอบ และพฤติการณแ์ หง่ กรณีประกอบดว้ ย
ก. คณะรฐั มนตรี
ข. รฐั มนตรีเจา้ สังกัด
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. รัฐสภา
เฉลย ก. คณะรัฐมนตรี

28. พระราชบัญญัติความรับผดิ ทางละเมดิ ของเจ้าหนา้ ที่ พ.ศ. 2539 บุคคลใดเปน็ ผรู้ กั ษาการ
ก. คณะรัฐมนตรี
ข. รัฐมนตรีเจ้าสังกดั
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. รัฐสภา
เฉลย ค. นายกรัฐมนตรี

-140-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

พระราชบญั ญัตขิ อ้ มูลขา่ วสารของราชการ
พ.ศ. 2540

ภมู พิ ลอดลุ ยเดช ป.ร.
ใหไ้ ว้ ณ วนั ท่ี 2 กนั ยายน พ.ศ. 2540

เปน็ ปที ี่ 52 ในรัชกาลปจั จบุ ัน

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ใหป้ ระกาศว่า
โดยท่เี ปน็ การสมควรให้มีกฎหมายวา่ ด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคาแนะนาและยินยอมของรัฐสภา
ดงั ตอ่ ไปน้ี

มาตรา 1 พระราชบัญญตั ิน้เี รยี กว่า พระราชบญั ญัติข้อมลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540

มาตรา 2(1) พระราชบัญญัตนิ ้ีใหใ้ ชบ้ ังคบั เมอ่ื พน้ กาหนดเกา้ สิบวันนบั แต่วันประกาศในราชกจิ จา
นเุ บกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 บรรดากฎหมาย กฎ ระเบยี บ และข้อบงั คบั อน่ื ในสว่ นทบี่ ญั ญัตไิ ว้แล้วในพระราชบญั ญัตนิ ี้
หรอื ซึ่งขัดหรือแยง้ กบั บทแหง่ พระราชบญั ญตั ินใ้ี ห้ใช้พระราชบัญญตั นิ ้แี ทน

ควรจา มาตรา 4 ในพระราชบญั ญตั ินี้
“ข้อมลู ขา่ วสาร” หมายความว่า ส่งิ ทสี่ อื่ ความหมายใหร้ เู้ ร่ืองราวข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือสงิ่ ใดๆ ไมว่ า่

การส่ือความหมายน้นั จะทาได้โดยสภาพของส่งิ น้นั เองหรือโดยผ่านวธิ กี ารใดๆ และไม่วา่ จะได้จดั ทาไวใ้ นรูปของ
เอกสารแฟมู รายงาน หนงั สอื แผนผงั แผนท่ี ภาพวาด ภาพถ่าย ฟลิ ม์ การบนั ทึกภาพหรอื เสียง การบันทึกโดย
เคร่อื งคอมพวิ เตอร์ หรือวิธีอื่นใดท่ที าให้สงิ่ ทีบ่ ันทึกไวป้ รากฏได้

“ข้อมูลข่าวสารของราชการ” หมายความวา่ ขอ้ มลู ข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของ
หนว่ ยงานของรัฐ ไม่วา่ จะเปน็ ข้อมูลข่าวสารเกย่ี วกบั การดาเนนิ งานของรัฐหรือข้อมลู ขา่ วสารเก่ียวกบั เอกชน

“หน่วยงานของรฐั ” หมายความวา่ ราชการสว่ นกลาง ราชการส่วนภูมภิ าค ราชการส่วนทอ้ งถน่ิ
รัฐวสิ าหกิจ สว่ นราชการสงั กัดรฐั สภา ศาลเฉพาะในส่วนที่ไม่เก่ยี วกบั การพิจารณาพิพากษาคดี องค์กรควบคมุ
การประกอบวชิ าชีพ หน่วยงานอิสระของรัฐและหนว่ ยงานอน่ื ตามท่กี าหนดในกฎกระทรวง

“เจา้ หน้าที่ของรฐั ” หมายความว่า ผซู้ ึง่ ปฏิบตั งิ านให้แกห่ น่วยงานของรัฐ
“ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับส่ิงเฉพาะตัวของบุคคล เช่น
การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทางาน บรรดาท่ีมีชื่อของผู้นั้น
หรือมีเลขหมาย รหัสหรือส่ิงบอกลักษณะอื่นท่ีทาให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น ลายพิมพ์น้ิวมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียง
ของคนหรือรปู ถา่ ย และใหห้ มายความรวมถึงขอ้ มูลขา่ วสารเก่ียวกบั ส่งิ เฉพาะตัวของผู้ท่ีถงึ แกก่ รรมแล้วดว้ ย

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการข้อมลู ขา่ วสารของราชการ

-141-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมินดษิ ฐ์

ออกบอ่ ย

“คนต่างด้าว” หมายความว่า บุคคลธรรมดาท่ีไม่มสี ญั ชาตไิ ทยและไม่มถี นิ่ ท่ีอยู่ในประเทศไทยและนติ ิ
บุคคลดงั ต่อไปนี้

(1) บริษทั หรือหา้ งหนุ้ ส่วนทมี่ ที นุ เกินกง่ึ หนง่ึ เป็นของคนตา่ งด้าวใบหุ้นชนดิ ออกให้แก่ผู้ถอื ใหถ้ ือว่าใบ
หนุ้ นัน้ คนต่างดา้ วเปน็ ผู้ถือ

(2) สมาคมทม่ี ีสมาชิกเกินกึ่งหน่ึงเป็นคนตา่ งด้าว
(3) สมาคมหรือมลู นิธทิ ่มี ีวตั ถุประสงคเ์ พ่อื ประโยชน์ของคนตา่ งด้าว
(4) นติ ิบุคคลตาม (1) (2) (3) หรอื นติ บิ ุคคลอื่นใดที่มีผ้จู ดั การหรือกรรมการเกินก่งึ หนง่ึ เป็นคนต่างด้าว
นติ บิ คุ คลตามวรรคหนึ่ง ถา้ เข้าไปเป็นผจู้ ดั การหรือกรรมการ สมาชิกหรอื มที นุ ในนติ ิบุคคลอน่ื ใหถ้ ือวา่
ผู้จดั การหรือกรรมการ หรือสมาชิก หรอื เจ้าของทนุ ดังกลา่ วเป็นคนตา่ งด้าว

มาตรา 5 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอานาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏบิ ตั ิ
ตามพระราชบญั ญัตนิ ี้

กฎกระทรวงน้นั เมอ่ื ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาแลว้ ให้ใช้บงั คบั ได้

ออกบ่อย

มาตรา 6 ให้จัดต้ังสานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการข้ึนในสานักงานปลัดสานัก
นายกรัฐมนตรี มีหน้าท่ีปฏิบัติงานเก่ียวกับงานวิชาการและธุรการให้แก่คณะกรรมการ และคณะกรรมการ
วินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ และให้คาปรึกษาแก่เอกชนเกี่ยวกับการ
ปฏบิ ัติตามพระราชบญั ญตั ินี้

หมวด 1
การเปดิ เผยขอ้ มูลข่าวสาร

ควรจา

มาตรา 7 หน่วยงานของรัฐต้องสง่ ขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการอย่างนอ้ ยดังต่อไปน้ลี งพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
(1) โครงสร้างและการจดั องค์กรในการดาเนนิ งาน
(2) สรุปอานาจหน้าท่ีทส่ี าคญั และวธิ ีการดาเนนิ งาน
(3) สถานท่ตี ิดต่อเพอ่ื ขอรับข้อมลู ข่าวสารหรอื คาแนะนาในการตดิ ต่อกับหน่วยงานของรัฐ
(4) กฎ มตคิ ณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คาส่งั หนังสือเวียน ระเบียบแบบแผน นโยบาย หรือการตีความ
ทั้งน้ี เฉพาะทจี่ ัดให้มขี ึน้ โดยสภาพอย่างกฎเพื่อให้มผี ลเปน็ การทั่วไปต่อเอกชนทีเ่ กยี่ วขอ้ ง
(5) ข้อมูลขา่ วสารอนื่ ตามท่ีคณะกรรมการกาหนด

ขอ้ มลู ข่าวสารใดที่ไดม้ กี ารจัดพิมพ์เพ่ือให้แพร่หลายตามจานวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ในราช
กจิ จานเุ บกษาโดยอ้างองิ ถงึ สิง่ พมิ พ์นน้ั กใ็ ห้ถือวา่ เป็นการปฏบิ ตั ิตามบทบัญญัติวรรคหนง่ึ แลว้

ให้หน่วยงานของรัฐรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหน่ึงไว้เผยแพร่เพื่อขายหรือจาหน่าย
จ่ายแจก ณ ทท่ี าการของหนว่ ยงานของรัฐแหง่ นน้ั ตามทเี่ หน็ สมควร

-142-

รวบรวมและจัดทาโดย แอดมินดษิ ฐ์

มาตรา 8 ข้อมูลข่าวสารท่ีต้องลงพิมพ์ตามมาตรา 7 (4) ถ้ายังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
จะนามาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้ใดไม่ได้ เว้นแต่ผู้นั้นจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเป็นจริงมา
กอ่ นแล้วเปน็ เวลาพอสมควร

ออกบ่อย มาตรา 9 ภายใต้บังคับมาตรา 14 และมาตรา 15 หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของ
ราชการอยา่ งน้อยดงั ต่อไปน้ไี ว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ท้งั นี้ ตามหลกั เกณฑ์และวิธกี ารที่คณะกรรมการกาหนด
(1) ผลการพิจารณาหรอื คาวนิ จิ ฉัยทีม่ ีผลโดยตรงต่อเอกชนรวมทั้งความเห็นแย้งและคาสั่งที่เกีย่ วข้อง
ในการพจิ ารณาวนิ จิ ฉยั ดงั กลา่ ว
(2) นโยบายหรอื การตีความที่ไมเ่ ข้าขา่ ยต้องลงพมิ พ์ในราชกิจจานเุ บกษาตามมาตรา 7 (4)
(3) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจา่ ยประจาปีของปที ี่กาลงั ดาเนินการ
(4) คมู่ ือหรอื คาสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบตั ิงานของเจา้ หนา้ ที่ของรัฐซ่ึงมีผลกระทบถึงสทิ ธิหนา้ ท่ีของเอกชน
(5) ส่ิงพมิ พ์ท่ีได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา 7 วรรคสอง
(6) สัญญาสัมปทาน สัญญาท่ีมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการ
จดั ทาบริการสาธารณะ
(7) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมายหรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ท้ังนี้ ให้
ระบรุ ายชอ่ื รายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรอื ข้อมูลข่าวสารทนี่ ามาใช้ในการพิจารณาไว้ดว้ ย
(8) ขอ้ มลู ขา่ วสารอน่ื ตามท่ีคณะกรรมการกาหนด

ขอ้ มลู ข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเขา้ ตรวจดูได้ตามวรรคหน่งึ ถ้ามีสว่ นท่ีต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา
14 หรือมาตรา 15 อยู่ด้วย ให้ลบหรือตัดทอนหรือทาโดยประการอ่ืนใดท่ีไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ส่วนนัน้

บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเก่ียวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสาเนาหรือขอสาเนาท่ีมีคา
รับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหน่ึงได้ ในกรณีที่สมควรหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของ
คณะกรรมการ จะวางหลักเกณฑ์เรียกค่าธรรมเนียมในการนั้นก็ได้ ในการนี้ให้คานึงถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้
น้อยประกอบด้วย ทั้งน้ี เว้นแตจ่ ะมีกฎหมายเฉพาะบญั ญัตไิ ว้เปน็ อย่างอื่น

คนต่างด้าวจะมสี ิทธติ ามมาตรานี้เพยี งใดใหเ้ ปน็ ไปตามที่กาหนดโดยกฎกระทรวง

มาตรา 10 บทบัญญัติมาตรา 7 และมาตรา 9 ไม่กระทบถึงข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมาย
เฉพาะกาหนดใหม้ ีการเผยแพรห่ รือเปิดเผยด้วยวิธกี ารอย่างอื่น

มาตรา 11 นอกจากข้อมูลข่าวสารของราชการที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาแล้วหรือที่จัดไว้ให้
ประชาชนเข้าตรวจดูได้แล้วหรือที่มีการจัดให้ประชาชนได้ค้นคว้าตามมาตรา 26 แล้ว ถ้าบุคคลใดขอข้อมูล
ข่าวสารอื่นใดของราชการและคาขอของผู้นั้นระบุข้อมูลข่าวสารท่ีต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามควรให้
หน่วยงานของรฐั ผู้รับผิดชอบจัดหาขอ้ มูลขา่ วสารน้นั ใหแ้ กผ่ ้ขู อภายในเวลาอนั สมควรเว้นแต่ผู้นั้นขอจานวนมาก
หรอื บ่อยครง้ั โดยไมม่ ีเหตผุ ลอนั สมควร

ข้อมลู ข่าวสารของราชการใดมสี ภาพทีอ่ าจบุบสลายง่าย หน่วยงานของรัฐจะขอขยายเวลาในการจัดหา
ให้หรือจะจัดทาสาเนาให้ในสภาพอยา่ งหนึง่ อยา่ งใดเพอื่ มิใหเ้ กดิ ความเสียหายแก่ข้อมลู ข่าวสารน้ันก็ได้

-143-
รวบรวมและจัดทาโดย แอดมินดิษฐ์

ข้อมูลข่าวสารของราชการท่ีหน่วยงานของรัฐจัดหาให้ตามวรรคหน่ึงต้องเป็นข้อมูลข่าวสารท่ีมีอยู่แล้ว
ในสภาพท่ีพร้อมจะให้ได้ มิใช่เป็นการต้องไปจัดทาวิเคราะห์ จาแนก รวบรวม หรือจัดให้มีขึ้นใหม่เว้นแต่เป็น
การแปรสภาพเป็นเอกสารจากข้อมูลข่าวสารท่ีบันทึกไว้ในระบบการบันทึกภาพหรือเสียง ระบบคอมพิวเตอร์
หรอื ระบบอ่นื ใด ทั้งนี้ ตามทีค่ ณะกรรมการกาหนด แตถ่ า้ หน่วยงานของรัฐเห็นว่ากรณีที่ขอนั้นมิใช่การแสวงหา
ผลประโยชนท์ างการค้า และเป็นเรื่องท่ีจาเป็นเพื่อปกปูองสิทธิเสรีภาพสาหรับผู้นั้นหรือเป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์
แก่สาธารณะ หน่วยงานของรฐั จะจดั หาขอ้ มลู ขา่ วสารนัน้ ให้กไ็ ด้

บทบญั ญตั วิ รรคสามไม่เป็นการห้ามหนว่ ยงานของรฐั ที่จะจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการใดขนึ้ ใหม่
ใหแ้ กผ่ รู้ ้องขอหากเปน็ การสอดคล้องด้วยอานาจหน้าทต่ี ามปกตขิ องหน่วยงานของรฐั น้ันอยแู่ ล้ว

ให้นาความในมาตรา 9 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคส่ี มาใชบ้ งั คบั แกก่ ารจัดหาขอ้ มลู ขา่ วสารใหต้ าม
มาตรานี้ โดยอนุโลม

มาตรา 12 ในกรณที มี่ ผี ูย้ ่นื คาขอข้อมลู ข่าวสารของราชการตามมาตรา 11 แม้ว่าข้อมูลข่าวสารที่ขอ
จะอยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานส่วนกลางหรือส่วนสาขาของหน่วยงานแห่งน้ัน หรือจะอยู่ในความ
ควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นก็ตาม ให้หน่วยงานของรัฐที่รับคาขอให้คาแนะนาเพื่อไปย่ืนคาขอต่อ
หนว่ ยงานของรฐั ทค่ี วบคุมดูแลขอ้ มลู ข่าวสารนนั้ โดยไมช่ ักชา้

ถ้าหน่วยงานของรัฐผู้รับคาขอเห็นว่าข้อมูลข่าวสารท่ีมีคาขอเป็นข้อมูลข่าวสารท่ีจัดทาโดยหน่วยงาน
ของรฐั แหง่ อ่นื และไดร้ ะบหุ า้ มการเปดิ เผยไว้ตามระเบียบท่ีกาหนดตามมาตรา 16 ให้ส่งคาขอน้ันให้หน่วยงาน
ของรัฐผ้จู ดั ทาข้อมูลขา่ วสารนน้ั พจิ ารณาเพอ่ื มีคาส่ังต่อไป

มาตรา 13 ผู้ใดเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 7 หรือไม่จัดข้อมูล
ข่าวสารไวใ้ หป้ ระชาชนตรวจดไู ดต้ ามมาตรา 9 หรือไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้แก่ตนตามมาตรา 11 หรือฝุาฝืน
หรือไมป่ ฏิบัตติ ามพระราชบัญญตั นิ ้ี หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า หรือเห็นว่าตนไม่ได้รับความสะดวกโดยไม่มีเหตุอัน
สมควร ผู้นั้นมีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการ เว้นแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมีคาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ตามมาตรา 15 หรือคาส่ังไม่รับฟังคาคัดค้านตามมาตรา 17 หรือคาสั่งไม่แก้ไขเปล่ียนแปลงหรือลบข้อมูล
ขา่ วสารส่วนบุคคลตามมาตรา 25

ออกบ่อย

ในกรณีที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการตามวรรคหน่ึง คณะกรรมการต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคาร้องเรียน ในกรณีที่มีเหตุจาเป็นให้ขยายเวลาออกไปได้ แต่ต้องแสดงเหตุผล
และรวมเวลาท้ังหมดแล้วต้องไม่เกนิ หกสบิ วัน

หมวด 2
ขอ้ มูลข่าวสารท่ไี มต่ อ้ งเปิดเผย

มาตรา 14 ข้อมูลขา่ วสารของราชการทีอ่ าจก่อใหเ้ กดิ ความเสียหายต่อสถาบนั พระมหากษัตริย์จะ
เปดิ เผยมไิ ด้

-144-

รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

ควรจา

มาตรา 15 ข้อมูลขา่ วสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปน้ี หน่วยงานของรัฐหรือ
เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคาส่ังมิให้เปิดเผยก็ได้ โดยคานึงถึงการปฏิบัติหน้าท่ีตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ
ประโยชนส์ าธารณะ และประโยชน์ของเอกชนท่ีเก่ยี วข้องประกอบกัน

(1) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หรอื ความมน่ั คงในทางเศรษฐกจิ หรือการคลงั ของประเทศ

(2) การเปิดเผยจะทาให้การบังคับใช้กฎหมายเสอื่ มประสทิ ธิภาพหรือไม่อาจสาเร็จตามวัตถุประสงค์ได้
ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการฟูองคดี การปูองกันการปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู้แหล่งท่ีมาของ
ข้อมูลขา่ วสารหรือไม่ก็ตาม

(3) ความเห็นหรือคาแนะนาภายในหน่วยงานของรัฐในการดาเนินการเรื่องหน่ึงเรื่องใด แต่ทั้งน้ีไม่
รวมถงึ รายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นามาใช้ในการทาความเห็นหรือคาแนะนา
ภายในดงั กล่าว

(4) การเปดิ เผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรอื ความปลอดภัยของบคุ คลหน่ึงบุคคลใด
(5) รายงานการแพทยห์ รอื ข้อมลู ขา่ วสารสว่ นบุคคลซ่งึ การเปดิ เผยจะเป็นการรุกลา้ สิทธสิ ่วนบคุ คลโดย
ไม่สมควร
(6) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผยหรือข้อมูลข่าวสารท่ีมีผู้ให้มาโดยไม่
ประสงคใ์ หท้ างราชการนาไปเปิดเผยต่อผ้อู ่นื
(7) กรณีอื่นตามทก่ี าหนดในพระราชกฤษฎีกา

คาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะกาหนดเง่ือนไขอย่างใดก็ได้ แต่ต้องระบุไว้ด้วยว่าที่
เปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด และให้ถือว่าการมีคาส่ังเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ของราชการเป็นดลุ พนิ จิ โดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามลาดับสายการบังคับบัญชา แต่ผู้ขออาจอุทธรณ์ต่อ
คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปดิ เผยขอ้ มูลข่าวสารได้ตามที่กาหนดในพระราชบญั ญัตนิ ี้

มาตรา 16 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติว่าข้อมูลข่าวสารของราชการจะเปิดเผยต่อบุคคลใด
ได้หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขเช่นใด และสมควรมีวิธีรักษามิให้ร่ัวไหลให้หน่วยงานของรัฐกาหนดวิธีการคุ้มครอง
ขอ้ มลู ข่าวสารนนั้ ทั้งน้ี ตามระเบยี บทคี่ ณะรฐั มนตรกี าหนดว่าด้วยการรกั ษาความลบั ของทางราชการ

มาตรา 17 ในกรณีทเ่ี จา้ หน้าท่ีของรฐั เหน็ ว่า การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการใดอาจกระทบถึง
ประโยชนไ์ ด้เสียของผใู้ ด ให้เจา้ หนา้ ทข่ี องรัฐแจ้งใหผ้ ู้น้นั เสนอคาคัดค้านภายในเวลาท่ีกาหนดแต่ต้องให้เวลาอัน
สมควรท่ผี ูน้ ั้นอาจเสนอคาคดั ค้านได้ ซ่ึงต้องไม่นอ้ ยกว่าสิบหา้ วนั นบั แต่วนั ท่ีไดร้ ับแจ้ง

ผู้ที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง หรือผู้ที่ทราบว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการใดอาจกระทบถึง
ประโยชน์ได้เสียของตน มีสิทธิคัดค้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารน้ันได้โดยทาเป็นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ผรู้ ับผดิ ชอบ

ในกรณีทมี่ กี ารคดั ค้านเจา้ หนา้ ท่ขี องรัฐผู้รบั ผดิ ชอบต้องพิจารณาคาคัดค้านและแจ้งผลการพิจารณาให้
ผู้คัดค้านทราบโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่มีคาส่ังไม่รับฟังคาคัดค้าน เจ้าหน้าท่ีของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น
มไิ ด้จนกวา่ จะลว่ งพน้ กาหนดเวลาอุทธรณ์ตามมาตรา 18 หรือจนกว่าคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูล
ขา่ วสารได้มีคาวนิ จิ ฉยั ให้เปดิ เผยข้อมูลขา่ วสารน้ันไดแ้ ลว้ แต่กรณี

-145-
รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมนิ ดิษฐ์

มาตรา 18 ในกรณีทเ่ี จ้าหนา้ ทีข่ องรฐั มีคาส่งั มิใหเ้ ปดิ เผยขอ้ มูลข่าวสารใดตามมาตรา 14 หรือมาตรา
15 หรือมีคาส่ังไม่รับฟังคาคัดค้านของผู้มีประโยชน์ได้เสียตามมาตรา 17 ผู้นั้นอาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ
วิ นิ จ ฉั ย ก า ร เ ปิ ด เ ผ ย ข้ อ มู ล ข่ า ว ส า ร ภ า ย ใ น สิ บ ห้ า วั น นั บ แ ต่ วั น ท่ี ไ ด้ รั บ แ จ้ ง ค า ส่ั ง นั้ น โ ด ย ย่ื น ค า อุ ท ธ ร ณ์ ต่ อ
คณะกรรมการ

มาตรา 19 การพิจารณาเก่ียวกบั ขอ้ มูลขา่ วสารทมี่ คี าสัง่ มิให้เปดิ เผยนั้นไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาของ
คณะกรรมการ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารหรือศาลก็ตาม จะต้องดาเนินกระบวนการ
พิจารณาโดยมิให้ข้อมูลข่าวสารน้ันเปิดเผยแก่บุคคลอื่นใดท่ีไม่จาเป็นแก่การพิจารณาและในกรณีท่ีจาเป็นจะ
พจิ ารณาลับหลงั คูก่ รณหี รือค่คู วามฝาุ ยใดก็ได้

มาตรา 20 การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดแม้จะเข้าข่ายต้องมีความรับผิดตามกฎหมายใด ให้ถือว่า
เจา้ หน้าทีข่ องรฐั ไม่ตอ้ งรบั ผิดหากเป็นการกระทาโดยสจุ ริตในกรณีดังตอ่ ไปน้ี

(1) ขอ้ มลู ขา่ วสารตามมาตรา 15 ถ้าเจา้ หนา้ ทีข่ องรัฐไดด้ าเนินการโดยถูกต้องตามระเบยี บตามมาตรา 16
(2) ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าทีข่ องรัฐในระดับตามท่ีกาหนดในกฎกระทรวง มีคาส่ังให้
เปิดเผยเปน็ การท่ัวไปหรือเฉพาะแก่บุคคลใดเพื่อประโยชน์อันสาคัญยิ่งกว่าท่ีเก่ียวกับประโยชน์สาธารณะ หรือ
ชวี ติ ร่างกาย สขุ ภาพ หรือประโยชน์อ่ืนของบุคคล และคาสั่งน้ันได้กระทาโดยสมควรแก่เหตุ ในการน้ีจะมีการ
กาหนดข้อจากดั หรือเงอื่ นไขในการใช้ขอ้ มลู ขา่ วสารนั้นตามความเหมาะสมก็ได้
การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตาม
กฎหมายหากจะพงึ มใี นกรณีดังกล่าว

หมวด 3
ขอ้ มูลขา่ วสารส่วนบคุ คล

ออกบ่อย

มาตรา 21 เพ่ือประโยชน์แห่งหมวดน้ี บุคคล หมายความว่า บุคคลธรรมดาท่ีมีสัญชาติไทยและ
บุคคลธรรมดาท่ไี มม่ ีสญั ชาตไิ ทยแตม่ ถี น่ิ ทอี่ ยใู่ นประเทศไทย

มาตรา 22 สานกั ขา่ วกรองแห่งชาติ สานักงานสภาความม่นั คงแหง่ ชาติ และหนว่ ยงานของรัฐแห่งอ่ืน
ตามที่กาหนดในกฎกระทรวงอาจออกระเบียบโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเง่ือนไขท่ีมิให้นาบทบัญญัติวรรคหนึ่ง (3) ของมาตรา 23 มาใช้บังคับกับข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ใน
ความควบคุมดูแลของหนว่ ยงานดงั กลา่ วกไ็ ด้

หน่วยงานของรัฐแห่งอื่นที่จะกาหนดในกฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งนั้น ต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ ซ่ึง
การเปิดเผยประเภทข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง (3) จะเป็นอุปสรรคร้ายแรงต่อการ
ดาเนินการของหนว่ ยงานดงั กลา่ ว

-146-

รวบรวมและจดั ทาโดย แอดมินดษิ ฐ์

มาตรา 23 หนว่ ยงานของรัฐต้องปฏิบัตเิ กี่ยวกับการจดั ระบบข้อมลู ขา่ วสารส่วนบคุ คลดังตอ่ ไปนี้
(1) ต้องจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเพียงเท่าที่เกี่ยวข้องและจาเป็นเพื่อการดาเนินงานของ
หน่วยงานของรัฐใหส้ าเรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์เทา่ นัน้ และยกเลิกการจัดให้มีระบบดังกลา่ วเม่ือหมดความจาเปน็
(2) พยามยามเก็บข้อมูลข่าวสารโดยตรงจากเจ้าของข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีท่ีจะกระทบถึง
ประโยชน์ได้เสยี โดยตรงของบุคคลน้ัน
(3) จดั ใหม้ กี ารพมิ พ์ในราชกิจจานุเบกษาและตรวจสอบแก้ไขให้ถูกต้องอยเู่ สมอเกย่ี วกบั ส่ิงดังต่อไปนี้

(ก) ประเภทของบุคคลที่มีการเก็บข้อมลู ไว้
(ข) ประเภทของระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล
(ค) ลักษณะการใช้ข้อมลู ตามปกติ
(ง) วิธกี ารขอตรวจดูข้อมูลขา่ วสารของเจ้าของขอ้ มลู
(จ) วธิ กี ารขอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล
(ฉ) แหล่งท่ีมาของข้อมลู
(4) ตรวจสอบแก้ไขขอ้ มลู ขา่ วสารสว่ นบุคคลในความรับผิดชอบใหถ้ ูกตอ้ งอยู่เสมอ
(5) จัดระบบรักษาความปลอดภัยใหแ้ ก่ระบบขอ้ มูลข่าวสารส่วนบุคคลตามความเหมาะสมเพ่ือปูองกัน
มใิ หม้ กี ารนาไปใชโ้ ดยไมเ่ หมาะสมหรือเป็นผลรา้ ยตอ่ เจา้ ของขอ้ มูล
ในกรณที ี่เก็บข้อมูลขา่ วสารโดยตรงจากเจ้าของข้อมูล หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบ
ล่วงหน้าหรอื พรอ้ มกบั การขอขอ้ มลู ถงึ วัตถปุ ระสงค์ท่ีจะนาข้อมูลมาใช้ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติและกรณีที่
ขอข้อมลู น้นั เปน็ กรณที อ่ี าจใหข้ ้อมูลไดโ้ ดยความสมัครใจหรือเป็นกรณีมกี ฎหมายบังคับ
หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งใหเ้ จา้ ของข้อมูลทราบในกรณที ่มี กี ารใหจ้ ดั ส่งข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไปยังที่
ใดซึง่ จะเปน็ ผลใหบ้ คุ คลทัว่ ไปทราบข้อมลู ข่าวสารนัน้ ได้ เว้นแต่เป็นไปตามลกั ษณะการใชข้ ้อมูลตามปกติ

มาตรา 24 หนว่ ยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลท่ีอยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อ
หน่วยงานของรฐั แห่งอ่นื หรือผู้อื่นโดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือ
ในขณะนั้นมิไดเ้ ว้นแตเ่ ปน็ การเปิดเผย ดงั ต่อไปนี้

(1) ต่อเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐในหน่วยงานของตนเพ่อื การนาไปใช้ตามอานาจหนา้ ทีข่ องหน่วยงานของรัฐแหง่ น้ัน
(2) เปน็ การใช้ข้อมลู ตามปกติภายในวตั ถปุ ระสงค์ของการจัดใหม้ ีระบบข้อมลู ข่าวสารสว่ นบคุ คลนัน้
(3) ต่อหน่วยงานของรัฐที่ทางานด้านการวางแผนหรือการสถิติหรือสามะโนต่าง ๆ ซ่ึงมีหน้าท่ีต้อง
รักษาขอ้ มลู ขา่ วสารส่วนบุคคลไวไ้ มใ่ หเ้ ปิดเผยตอ่ ไปยงั ผู้อืน่
(4) เป็นการใหเ้ พ่ือประโยชน์ในการศกึ ษาวจิ ัยโดยไมร่ ะบชุ ่อื หรือสว่ นทท่ี าให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารส่วน
บคุ คลทเี่ กีย่ วกบั บุคคลใด
(5) ต่อหอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ กรมศิลปากร หรือหนว่ ยงานอ่ืนของรัฐตามมาตรา 26 วรรคหน่ึง เพ่ือ
การตรวจดคู ณุ คา่ ในการเก็บรกั ษา
(6) ต่อเจ้าหน้าท่ีของรัฐเพื่อการปูองกันการฝุาฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การสืบสวน การสอบสวน
หรอื การฟูองคดี ไม่วา่ เปน็ คดปี ระเภทใดกต็ าม
(7) เปน็ การใหซ้ งึ่ จาเป็นเพ่ือการปอู งกันหรอื ระงับอนั ตรายต่อชวี ิตหรือสุขภาพของบุคคล
(8) ต่อศาลและเจ้าหน้าท่ีของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลท่ีมีอานาจตามกฎหมายท่ีจะขอ
ข้อเทจ็ จรงิ ดงั กล่าว

-147-

รวบรวมและจัดทาโดย แอดมนิ ดษิ ฐ์

(9) กรณีอ่นื ตามที่กาหนดในพระราชกฤษฎีกา
การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามวรรคหน่ึง (3) (4) (5) (6) (7) (8) และ (9) ให้มีการจัดทา
บญั ชแี สดงการเปิดเผยกากับไวก้ บั ข้อมูลขา่ วสารนน้ั ตามหลักเกณฑแ์ ละวธิ กี ารท่ีกาหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 25 ภายใต้บงั คบั มาตรา 14 และมาตรา 15 บุคคลย่อมมีสิทธิท่ีจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารส่วน
บุคคลที่เก่ียวกับตน และเม่ือบุคคลน้ันมีคาขอเป็นหนังสือ หน่วยงานของรัฐท่ีควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารน้ัน
จะต้องให้บุคคลนั้นหรือผู้กระทาการแทนบุคคลน้ันได้ตรวจดูหรือได้รับสาเนาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลส่วนที่
เก่ยี วกับบคุ คลนน้ั และให้นามาตรา 9 วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนโุ ลม

การเปิดเผยรายงานการแพทย์ที่เกี่ยวกับบุคคลใด ถ้ากรณีมีเหตุอันควรเจ้าหน้าท่ีของรัฐจะเปิดเผยต่อ
เฉพาะแพทย์ทบี่ คุ คลนั้นมอบหมายก็ได้

ถา้ บคุ คลใดเหน็ ว่าข้อมูลข่าวสารสว่ นบคุ คลท่ีเก่ียวกบั ตนส่วนใดไมถ่ กู ตอ้ งตามทเี่ ป็นจริง ให้มีสิทธิย่ืนคา
ขอเปน็ หนงั สอื ให้หน่วยงานของรัฐท่ีควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารแก้ไขเปล่ียนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนนั้น
ไดซ้ ง่ึ หนว่ ยงานของรฐั จะตอ้ งพิจารณาคาขอดังกล่าว และแจง้ ใหบ้ ุคคลนั้นทราบโดยไม่ชกั ช้า

ในกรณีท่ีหน่วยงานของรัฐไม่แก้ไขเปล่ียนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารให้ตรงตามที่มีคาขอ ให้ผู้น้ันมี
สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคาส่ังไม่
ยินยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสาร โดยยื่นคาอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ และไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้
เจ้าของขอ้ มลู มสี ิทธิร้องขอใหห้ น่วยงานของรัฐหมายเหตคุ าขอของตนแนบไว้กับข้อมูลข่าวสารสว่ นท่เี กี่ยวข้องได้

ให้บคุ คลตามท่กี าหนดในกฎกระทรวงมีสิทธิดาเนินการตามมาตรา 23 มาตรา 24 และมาตราน้ีแทน
ผู้เยาว์ คนไรค้ วามสามารถ คนเสมอื นไร้ความสามารถ หรอื เจ้าของขอ้ มูลทถ่ี งึ แกก่ รรมแลว้ ได้

หมวด 4
เอกสารประวัติศาสตร์

ออกบ่อย

มาตรา 26 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะเก็บรักษาหรือมีอายุครบ
กาหนดตามวรรคสองนับแต่วันท่ีเสร็จสิ้นการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารน้ัน ให้หน่วยงานของรัฐส่งมอบให้แก่หอ
จดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิ ปากรหรือหน่วยงานอน่ื ของรัฐตามทีก่ าหนดในพระราชกฤษฎีกาเพ่ือคัดเลือกไว้ให้
ประชาชนไดศ้ ึกษาคน้ คว้า

กาหนดเวลาตอ้ งส่งข้อมูลข่าวสารของราชการตามวรรคหน่งึ ใหแ้ ยกตามประเภท ดังน้ี
(1) ขอ้ มูลข่าวสารของราชการตามมาตรา 14 เมื่อครบเจ็ดสบิ ห้าปี
(2) ข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา 15 เมื่อครบยสี่ ิบปี

กาหนดเวลาตามวรรคสอง อาจขยายออกไปไดใ้ นกรณีดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) หน่วยงานของรัฐยังจาเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารของราชการไว้เองเพื่อประโยชน์ในการใช้
สอยโดยต้องจัดเก็บและจัดให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้าตามท่ีจะตกลงกับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
กรมศลิ ปากร
(2) หนว่ ยงานของรัฐเห็นวา่ ข้อมูลข่าวสารของราชการนั้นยังไม่ควรเปิดเผยโดยมีคาสั่งขยายเวลากากับ
ไวเ้ ป็นการเฉพาะราย คาส่งั การขยายเวลานนั้ ใหก้ าหนดระยะเวลาไว้ด้วย แตจ่ ะกาหนดเกินคราวละหา้ ปไี ม่ได้


Click to View FlipBook Version
Previous Book
ราชองครักษ์และนายทหารพิเศษ พ.ศ.๒๕๔๒ (อทร. ๑๐๐๕)
Next Book
Epson Product Catalogue 2022