รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะการเขียนประโยคภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรมสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนแผนกวิชาช่างทองหลวง ในระบบ ชั้นปีที่ 3 โดย นางสาวนันทพัทธ์ พุกประยูรรัตน์ กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ปีการศึกษา 2565
นันทพัทธ์ พุกประยูรรัตน์ 2565: การพัฒนาทักษะการเขียนประโยคภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรม การสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในรายวิชา ภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน (20000-1208) ส าหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้ เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะการเขียนปรโยค ภาษาอังกฤษด้วยการสอนร่วมมือด้วยเทคนิค TAI เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ ในรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน (20000-1208) ส าหรับนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 กาญจนา ภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง จ านวน 130 คน กลุ่มตัวอย่าง คือนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขางานช่างทองหลวง และ เครื่องประดับอัญมณีรวม 21 คน เป็นกลุ่ม ตัวอย่างที่ได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งเป็นข้อสอบคู่ขนาน จ านวน 30 ข้อ และ เอกสารแบบฝึกทักษะการเขียนที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้จ านวน 3 หน่วย คือ Unit 2 เรื่อง job vacancies Unit 3 เรื่อง Resume และ Unit 4 เรื่อง Letter of Application วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่าการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนแบบร่วมมือด้วยเททคนิค TAI สามารถท าให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียนและหลัง เรียนที่สูงขึ้นแตกต่างกันที่ร้อยละ 36.06 และนักเรียนมีความสามารถด้านการเขียนประโยค ภาษาอังกฤษหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกทักษะครบทั้ง 3 หน่วยการเรียน มีคะแนนรวมที่ ร้อยละ 53.83
กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการเขียนประโยคภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรมการสอนแบบ ร่วมมือเทคนิค TAI เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน (20000-1208) ส าหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง ส าเร็จได้ด้วยดี ขอขอบพระคุณ นางสาวพรทิพย์ แก้วแวว น้อย และนางสาวปาลิตา นามโสม ที่ให้ความกรุณาให้ค าแนะน าในการจัดท างานวิจัยในครั้งนี้ อีกทั้ง ยังให้ความกรุณาในการเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบความถูกต้องเที่ยงตรงของเครื่องมือ อันเป็น ประโยชน์ท าให้งานวิจัยฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คุณความดี และประโยชน์อันเกิดจากการวิจัยนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่บุคลากรทุกคนที่ เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา และขอขอบคุณผู้ร่วมงานทุกท่านที่ให้ก าลังใจจนสามารถท าให้งานวิจัย นี้ส าเร็จได้ด้วยดี นันทพัทธ์ พุกประยูรรัตน์ 28 กุมภาพันธ์2566
สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ....................................................................................................................................... ก กิตติกรรมประกาศ....................................................................................................................... ข สารบัญ........................................................................................................................................ ค สารบัญตาราง.................................................................................................................. ............ จ บทที่ 1.บทน า ........................................................................................................................................ 1 1.1 ความเป็นมา .................................................................................................................... 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ................................................................................................ 2 1.3 ขอบเขตการวิจัย.............................................................................................................. 2 1.4 ข้อตกลงเบื้องต้นของการวิจัย.......................................................................................... 3 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ............................................................................................................. 3 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ............................................................................................. 3 2. เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง .............................................................................................. 4 2.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสอนทักษะการเขียน 4
................................................... 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ......................................................................................... 9 2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ............................................................................................. 20 2.4 งานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง…………………………………………………………………………………… 24 3. วิธีด าเนินการวิจัย .................................................................................................................... 27 3.1 ประชากรและกลุ่ม ตัวอย่าง………………………………………………………………………………. 27 3.2 วิธีด าเนินการวิจัย ........................................................................................................... 28 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ................................................................................................ 28 3.4 ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือในการวิจัย ............................................................................ 28 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล ................................................................................................... 29 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล .......................................................................................................... 29 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ......................................................................................... 29 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล .............................................................................................................. 30 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ .................................................................................. 32 5.1 สรุปผลการวิจัย........................................................................................................ ......... 33 5.2 อภิปรายผล........................................................................................................................ 33
5.3 ข้อเสนอแนะ..................................................................................................................... 34 สารบัญ (ต่อ) บรรณานุกรม.................................................................................................................... ................ 35 ภาคผนวก ภาคผนวก 1 แบบฝึกทักษะการเขียน..................................................................................... 39 ภาคผนวก 2 รายชื่อกลุ่มตัวอย่างและการัดกลุ่มการเรียนแบบร่วมมือ.................................. 45 ภาคผนวก 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์................................................................................. 48 ภาคผนวก 4 การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................... 52
สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 2.1 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเรียนเป็นกลุ่มแบบเดิมกับการเรียนแบบ ร่วมมือ 11 4.1 ส่วนต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการเรียนภาษาอังกฤษของ นักเรียนก่อนและหลังได้รับการสอนด้วยกิจกรรมการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI 30 4.2 ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากคะแนนการเขียนในแบบฝึกหัดการเขียนประจ า หน่วยการเรียนรู้ 3 หน่วย 31 .
บทที่ 1 บทน า 1.1 ความเป็นมา ในปัจจุบันภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาที่สองที่ส าคัญมากในประเทศไทย และยังเป็น ภาษาสากลที่ใช้กันทั่วโลก กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความจ าเป็นในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จึงได้จัดให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในสถานศึกษา โดยมีนโยบายพัฒนาคุณภาพการสอน ภาษาอังกฤษ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถน าประสบการณ์ในห้องเรียนไปใช้ได้ ดังนั้นจะต้องได้รับ การฝึกทักษะทางภาษาทั้ง ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน ซึ่งมุ่งให้ผู้เรียนมี ทักษะในการฟัง พูด อ่านและเขียนที่จะช่วยให้ใช้ภาษาในการสื่อสารได้ตามความเหมาะสมกับวัย ของผู้เรียน (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2545, หน้า 139) ซึ่งทั้ง 4 ทักษะนั้น การเขียน จัดเป็นทักษะที่ยากเพราะจะต้องใช้ความรู้ในด้านต่างๆ มาใช้ในการเขียนไม่ว่าจะเป็นความรู้ ทางด้านไวยากรณ์ ด้านค าศัพท์ที่ต้องรู้ค าศัพท์มากๆ ถึงจะสามารถเขียนได้ดี และยังรวมถึงการใช้ ส านวนภาษาเพื่อสื่อความคิดของผู้เขียนออกมา (วิไลพร ธนสุวรรณ, 2530. หน้า 62) นอกจากนั้น ทักษะการเขียนยังเป็นทักษะสลับซับซ้อนมากที่สุด จึงต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างจึงจะท า ให้ผู้เรียนสามารถเขียนได้ถูกต้อง และสามารถพัฒนาทักษะการเขียนของตนให้ดียิ่งขึ้น เราจะเห็น ได้ว่าทักษะการเขียนจัดเป็นทักษะที่ส าคัญ และต้องได้รับการพัฒนา ผู้สอนจึงต้องค านึงถึงทักษะนี้ ให้มากที่สุด คือต้องให้ข้อมูลค าศัพท์ และไวยากรณ์ แก่ผู้เรียนอย่างเพียงพอที่จะเป็นแนวทางใน การคิดและเขียนต่อไป การให้แต่หัวข้อหรือแม้จะชี้แจงจุดประสงค์เรื่องที่ต้องการให้เขียนโดยแจ้ง Main idea แล้วก็ตามก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะเขียนได้ การเขียนจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ฝึกให้ผู้เขียนได้ คิดก่อนลงมือเขียน การได้คิดและวางแผน ก่อนเขียนช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในหลายๆด้าน เพราะ การที่ผู้เขียนจะเขียนเพื่อสื่อความหมายที่ดีได้นั้น ผู้เขียนจะต้องเขียนได้ถูกต้องตามหลักของการใช้ ภาษา ในการเชื่อมโยง เรียบเรียง และถ่ายทอดความคิดออกมา ซึ่งการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด เป็นภาษาเขียนนั้นก่อให้เกิดความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นการเขียนจึงช่วยพัฒนา ความคิดสติปัญญาท าให้ผู้เรียนได้คิดแก้ปัญหา และล าดับเหตุการณ์ได้ จึงกล่าวได้ว่าทักษะการ เขียนเป็นอีกทักษะ หนึ่งที่ยากและซับซ้อนที่สุด และเป็นปัญหาในการเรียนการสอนนักเรียนไทย มาโดยตลอด การที่จะพัฒนาความสามารถในการเขียนได้ดีนั้นมีผู้ให้ความเห็นว่า ผู้เรียนต้องมี โอกาสฝึกฝนการเขียนบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความช านาญ จากการเรียนการสอนที่ผ่านมา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ยังไม่เป็นที่ น่าพอใจผู้ศึกษาจึงได้ วิเคราะห์สภาพปัญหาซึ่งได้ผลดังนี้นักเรียนมีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษ ค่อนข้างอ่อน คือ อ่าน ไม่ออก เขียนไม่ได้ ไม่เข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของภาษาอังกฤษ จึงท าให้ไม่ สามารถเขียนและสะกดค าศัพท์ได้ สิ่งนี้เป็นสาเหตุท าให้นักเรียนไม่สามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ ผู้ไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษ เนื่องจากมองว่าภาษาอังกฤษยาก เรียนไม่ได้ เรียนไม่รู้ ผู้ท าวิจัยจึง
สนใจที่จะหาแนวทางในการแก้ปัญหานี้ ซึ่งแนวทางที่ผู้วิจัยคิดว่าน่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ก็คือ การใช้ แบบฝึกเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนตนเองมากขึ้น ดังที่ Brooks (อ้างใน จ านงค์ โปธาเกี่ยง. 2538. หน้า 4) ได้กล่าวถึงแบบฝึกทางภาษา ไว้ว่า ถ้าจะพิจารณาจากหลักจิตวิทยา แบบฝึกเป็นเครื่องมือ ที่ท าให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแบบฝึกไม่เพียงแต่จะช่วยให้การสื่อสารด าเนินไป ด้วยดีเท่านั้นหากยังท าให้นักเรียนมีพฤติกรรมในการสื่อสารเป็นไปโดยอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ท าวิจัยจึงสนใจที่จะน าเทคนิคการสอนแบบร่วมมือน าไปใช้สอนนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง เพื่อ ให้นักเรียนได้มี โอกาสวิเคราะห์โครงสร้างและเป็นผู้ช่วยให้กับเพื่อนที่เรียนอ่อนกว่า คิดค้นวิธีการอธิบายให้เพื่อน เข้าใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเสริมทักษะด้านโครงสร้างทางภาษา โดยใช้ทักษะการเขียน โดยให้ ผู้เรียนได้ฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ ฝึกเขียนเป็นประจ าพัฒนานักศึกษาไปทีละขั้นเริ่มจากทักษะ พื้นฐานง่ายๆด้วยโครงสร้างที่เป็นเรื่องราวในชีวิตประจ าวัน ล าดับต่อไปจึงเป็น เรื่องราวที่เกิดใน อดีตเป็นเรื่องเล่า และเรื่องที่เป็นแผนการในอนาคต เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะการเขียนรวมไปถึง พัฒนาพื้นฐานทางด้านค าศัพท์ และโครงสร้างภาษาของนักศึกษา การวิจัยทักษะการเขียนครั้งนี้ จะท าให้ได้ข้อมูลในการพัฒนาทักษะการเขียนของนักศึกษาต่อไป 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.2.1 ศึกษาการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TAI (Team Assisted Individualization) 1.2.2 เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 1.3.1 ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อม เพื่อการท างาน รหัสวิชา 20000-1208 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 130 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขาช่างทองหลวง และสาขางานเครื่องประดับอัญมณีจ านวน 21 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการคัดเลือกแบบ เฉพาะเจาะจง ตัวแปรต้น กิจกรรมการเรียนรูปแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TAI (Team Assisted Individualization) ตัวแปรตาม ผลคะแนนการสอบหลังเรียน (Post-test) ประจ าหน่วยการเรียน เรื่อง job vacancies , Resume และ Letter of Application
1.3.2 เนื้อหาที่ผู้วิจัยศึกษาครั้งนี้ เลือกจากหน่วยการเรียนที่มีจุดประสงค์การเรียนรู้ที่เน้น พัฒนาทักษะการเขียนจ านวน 3 หน่วยการเรียน ได้แก่ 1 job vacancies Unit 2 2. Resume Unit 3 3 Letter of Application Unit 4 1.4 วิธีการด าเนินงานวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยท าการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 21 คน ที่ลงทะเบียนเรียน รายวิชาภาษ าอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน รหัสวิชา 20000-1208 ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขาช่างทองหลวง และสาขางานเครื่องประดับอัญมณี กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง โดยให้นักเรียนมีการสอบ Pretest และให้มีการเก็บ คะแนนส าหรับแบบฝึกหัดการเขียนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TAI จากนั้นให้มีการ สอบวัดผลสัมฤทธิ์โดยใช้สาระ ทั้ง 3 หน่วยการเรียน แล้วเปรียบเทียบคะแนนที่เพิ่มขึ้น/ ลดลง เป็นค่าร้อยละ 1.5 ระยะเวลาด าเนินงานวิจัย ตุลาคม 2565 - กุมภาพันธ์ 2566 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 จากสาขา ช่างทองหลวง และสาขางานเครื่องประดับอัญมณีกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ที่ ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน (20000-1208) 1.5.2 กิจกรรมการเขียน หมายถึง กิจกรรมการเขียนภาษาอังกฤษที่ถูกต้องตาม โครงสร้างทางภาษาเพื่อใช้ในการพัฒนาทักษะการเขียน ประกอบด้วยโครงสร้างเรื่อง Tense 3 Tense คือ Present Simple, Past Simple และ Present Progressive Tenses 1.5.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลคะแนนสอบหลังการเรียนที่เพิ่มขึ้นเมือ เปรียบเทียบกับกับผลรวมของคะแนนสอบก่อนเรียน ในแต่ละหน่วยการเรียน จ านวน 3 หน่วย การเรียน 1.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 ได้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มีความหลากหลายมาก ขึ้น ท าให้นักเรียนมีความเบื่อหน่ายน้อยลง 1.6.2 เป็นข้อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพในการเรียนการสอนด้านอื่นๆและ เป็นแนวทางในการคิดค้นรูปแบบของกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะด้านอื่นๆต่อไป
บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการเขียนประโยคภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรมการสอน แบบร่วมมือเทคนิค TAI เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการ ท างาน รหัสวิชา 20000-1208 ส าหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กาญจนาภิเษกวิทยา ลัย ช่างทองหลวง ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นพื้นฐานส าหรับการ ด าเนินการวิจัย โดยแยกกล่าวตามหัวข้อต่อไปนี้ต่าง ๆ ดังนี้ 2.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสอนทักษะการเขียน 2.1.1 ความส าคัญของการเขียน 2.1.2 ความหมายของการเขียน 2.1.3 องค์ประกอบของการเขียน 2.1.4 จุดประสงค์ของการเขียน 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) 2.2.1 รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2.2.2 ประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ 2.2.3 การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TAI 2.2.4 รูปแบบการสอนการเรียนรู้แบบเรียนรู้เทคนิค TAI 2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.2 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.3 แนวคิดและทฤษฎีที่เป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน 2.3.4 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.5 คุณลักษณะแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสอนทักษะการเขียน 2.1.1 ความส าคัญของการเขียน การเขียน (writing) เป็นหนึ่งใน 4 ทักษะในการเรียนภาษาอังกฤษ Kando Writing (อ้าง ถึงใน เบ็จจา ลาภโสภา, 2548) แสดงขั้นตอนสู่งานเขียนที่สมบูรณ์แบบไว้3 ขั้นตอน คือ
1. เรียนรู้ไวยากรณ์และการใช้ค าศัพท์ที่ถูกต้อง ขั้นแรกสุดเราจะต้องตรวจหาข้อบกพร่อง ในการใช้ไวยากรณ์เครื่องหมายวรรคตอนและการใช้ค าในงานเขียน สิ่งที่พบได้บ่อยคือ เมื่อเข้าใจ เรื่องใดเรื่องหนึ่งผิดแล้ว ก็จะเขียนค าผิด ๆ ลักษณะเดียวกันหลายจุด ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อย เช่น - การใช้tense ไม่สอดคล้องกัน เช่น เมื่อก าลังเล่าเรื่องในอดีต กลับมีการใช้present tense ปะปนโดยที่ผู้เขียนไม่ทันรู้ตัว: When I was a child, I loved to learn English and write a lot of essays. - การใช้ค าผิดเพราะทราบแต่ความหมาย แต่ไม่ทราบหน้าที่ของค า (part of speech): I want to success that goals so I work diligently. - การใช้ค าผิดเพราะไม่ทราบความที่ถูกต้อง: Since I have many comic books, I start borrowing them to my friends. 2. เรียนรู้การล าดับความ การใช้ค าเชื่อม การขึ้นต้นการด าเนินเรื่อง และการสรุป งาน เขียนของท่านอ่านแล้วเข้าใจง่ายหรือไม่ เนื้อหาต่อเนื่องสอดคล้องกันดีหรือไม่ การใช้เหตุผล การ แตกประเด็นและการยกตัวอย่างช่วยสนับสนุนให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามได้หรือไม่ แต่ละย่อหน้ามี ข้อความหลักหนึ่งประเด็นหรือไม่ การขึ้นต้นมีความน่าสนใจหรือไม่ และสรุปได้อย่างกระชับรัดกุม หรือไม่ตัวอย่างเช่น - การใช้ค าบอกล าดับ เช่น first, second, then, later และ lately ให้เนื้อหาด าเนินไปอย่างเป็น ขั้นตอน - การบอกความต่อเนื่อง ความแย้งหรือความเป็นเหตุเป็นผล โดยการใช้ค าเชื่อมรูปแบบต่าง ๆ เช่น moreover, furthermore, nevertheless, thus, hence, more importantly, in contrast with, on the one hand…on the other hand, subsequently ฯลฯ ที่เหมาะสม กับทั้งความหมายและไวยากรณ์ - การปรับปรุงย่อหน้าสรุป เพราะหลาย ๆ คนมีปัญหาว่าจะสรุปงานเขียนอย่างไรให้ได้ใจความ ครบถ้วนภายในไม่กี่ประโยค หลายคนใช้การตัดต่อเอาประโยคจากตัวเนื้อหามาร่วมกัน แต่การใช้ ค าหรือประโยคซ้ าเหมือนเดิมนั้นไม่เหมาะสม 3. เรียนรู้การใช้ค า ส านวน วลีรูปแบบประโยคให้สละสลวยและเป็นธรรมชาติการจะใช้ ภาษาได้อย่างสวยงามนั้นต้องอาศัยประสบการณ์สูง ความเหมาะสมของภาษานั้นไม่มีหลักเกณฑ์ ถูกผิดตายตัวเหมือน กับการใช้ไวยากรณ์ ตัวอย่างการใช้ภาษาที่ควรปรับปรุง เช่น - การใช้ภาษาพูดหรือภาษาไม่เป็นทางการในงานเขียน งานเขียนทั่วไป ๆ ไปมักจัดอยู่ใน ลักษณะกึ่งทางการถึงเป็นทางการ ผู้เขียนจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวย่อหรือค าหรือส านวนที่ไม่เป็น ทางการ จุดนี้เป็นปัญหาของหลาย ๆ คนที่ไม่ทราบว่าส านวนภาษาแบบใดจัดเป็นแบบทางการ
หรือไม่เป็นทางการ: It’s my dream that one day I gonna be a successful engineer. ซึ่ง อาจแก้ได้เป็น It is my ambition that one day I must become a successful engineer. - การใช้ศัพท์เดิมซ้ าๆ หลายครั้งจนท าให้งานเขียนดูน่าเบื่อและยังบอกถึงศัพท์ที่จากัดของ ผู้เขียน ภาษาอังกฤษนั้นมีค าให้เลือกใช้มากมายหลายๆ ค ามีความหมายใกล้เคียงกันมากจนใช้ แทนกันได้ ค าเหล่านี้เรียกว่า synonym อย่างเหมาะสมจะช่วยท าให้งานเขียนดูมีสีสันขึ้น แต่ อย่างไรก็ตามไม่มีค าคู่ใดที่ใช้แทนกันได้อย่างสมบูรณ์ ผู้เขียนจึงจ าเป็นต้องเข้าใจความหมายของ ศัพท์แต่ละค าอย่างถ่องแท้ - การใช้ tense ที่ไม่สอดคล้องกับความหมายที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ ภาษาอังกฤษมี ความแตกต่างจากภาษาไทยหลายประการ ข้อส าคัญประการหนึ่งคือการมี tense ให้เลือกใช้ มากมาย โดยแต่ละ tense จะสื่อความหมายทั้งโดยตรงและโดยอ้อมที่ต่างกัน ผู้ที่ใช้ tense ได้ อย่างช านาญจะสามารถสื่อความคิดออกมาได้อย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าคนอื่นๆ ตัวอย่างประโยค เช่น ผู้เขียนต้องการเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ท าให้อยากเรียนต่อด้านธุรกิจ ซึ่งคือความคิดที่จะมีบริษัทเป็น ของตัวเอง: When I was a high school student, I thought of having my own company. ประโยคที่ใช้past tense จะแฝงนัยว่าเรื่องที่พูดเป็นแค่เรื่องในอดีต ปัจจุบันไม่เป็น อย่างนั้นแล้ว ส าหรับตัวอย่างนี้ผู้อ่านบางคนอาจนึกไปว่าผู้เขียนคิดจะมีบริษัทเป็นของตนเอง เฉพาะตอนที่ยังเป็นนักเรียน แต่ตอนนี้เลิกคิดไปแล้ว หากแก้ไขประโยคนี้เป็น: I have been thinking of having my own company since I was a high school student ซึ่งใช้ present perfect continuous tense จะสื่อว่าครุ่นคิดถึงเรื่องการมีบริษัทเป็นของตัวเองมา ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันนี้มาโดยตลอด อีกทั้งยังบอกเป็นนัยว่าจะพยายามต่อไปเรื่อย ๆ จาก รูปแบบที่กล่าวมานั้น ขั้นตอนสู่งานเขียนที่สมบูรณ์แบบนั้น ท่านต้องฝึกฝนการเขียนและปรับปรุง งานเขียนด้วยตัวเองอย่างเต็มที่จะช่วยให้ท่านประสบความส าเร็จในงานเขียนดังที่ท่านปรารถนาได้ 2.1.2 ความหมายของการเขียน การเขียนเป็นทักษะที่ส าคัญยิ่งทักษะหนึ่ง เพราะการเขียนจะช่วยให้สามารถติดต่อการ สื่อสารกับผู้อื่นได้ช่วยจดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่เรียนหรือทราบมา และยังสามารถถ่ายทอดความรู้ของ ตนให้ผู้อื่นทราบด้วย ผู้ที่ใช้ภาษาเขียนต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาให้ถูกต้องตามระเบียบ แบบแผนเพราะถ้าผิดไป ความหมายก็จะผิดหรือไม่มีความหมายเลยก็ได้ เสนีย์ วิลาวรรณ (2544: 156) ให้ความหมายของการเขียนไว้ว่า หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ ความรู้สึกนึกคิด เรื่องราว ตลอดจนประสบการณ์ต่าง ๆ ไปสู่ผู้อื่นโดยใช้ตัวอักษรเป็นเครื่องมือใน การถ่ายทอด การเขียนเป็นวิธีการสื่อสารที่ส าคัญในการถ่ายทอดความรู้ความคิด และ ประสบการณ์ เพื่อสื่อไปยังผู้รับได้อย่างกว้างไกล นอกจากนั้นการเขียนยังมีคุณค่าในการบันทึก เป็นข้อมูลหลักฐานให้ศึกษาได้ยาวนาน
ภาณุ หาญจริง, พัฒนชัย ถนัดค้า, พนมวัลย์สุริยมณฑล (2553) การเขียน หมายถึง การถ่ายทอด ความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของบุคคลออกมาเป็นสัญลักษณ์ คือ ตัวอักษรเพื่อสื่อ ความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจ จากความข้างต้น ท าให้มองเห็นความหมายของการเขียนว่า มีความ จ าเป็นอย่างยิ่งต่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน เช่น นักเรียนใช้การเขียนเพื่อเขียนบันทึกความรู้สึก ท าแบบฝึกหัด และตอบข้อสอบ บุคคลทั่วไปใช้การเขียนเพื่อเขียนจดหมาย ท าสัญญา พินัยกรรม และค้ าประกัน เป็นต้น พ่อค้า ใช้การเขียนเพื่อโฆษณาสินค้า ท าบัญชี ท าใบสั่งของ ท า ใบเสร็จรับเงิน แพทย์ใช้บันทึกประวัติคนไข้เขียนใบสั่งยาและอื่น ๆ เป็นต้น ฟีนอคเธียโร (Finocchiaro. 1958:130) กล่าวว่าการเขียน คือความคิดที่แสดงออกในลักษณะของ ตัวอักษร นักเรียนจะแสดงออกจากสิ่งที่มีอยู่ในใจ ประสบการณ์ความคิด และอารมณ์ความรู้สึก ที่แสดงออกมากับการเขียนตัวอักษรเหล่านั้น แมคคริมอน ( McCrimmon. 1978:3) กล่าวว่าการเขียนที่ดีจะต้องเป็นสื่อความคิด ความรู้สึก ตลอดจนเรื่องราวต่าง ๆ ได้และสามารถท าให้ผู้อื่นมีความเข้าใจได้ตรงกับผู้เขียน โอลิวา (Oliva. 1988:152) กล่าวว่า การเขียนเป็นภาษาของผู้พูดในการที่จะสื่อความคิดของตน ไปสู่คนอื่น ในการสื่อความหมายนี้ขึ้นอยู่กับสัญลักษณ์ที่ใช้จะแสดงออกมากับการเขียน อัจจิมา เกิดผล (2533: 73) กล่าวว่า การเขียน คือการสื่อสารความหมายโดยมีตัวอักษรเป็น เครื่องมือในการส่งสารเพื่อให้ผู้อื่นได้รับทราบความรู้ความคิดและความรู้สึกของผู้เขียน สนิท ตั้งทวี(2538: 21) กล่าวว่า การเขียนหมายถึงการแสดงความรู้ความคิด และความรู้สึกที่มี อยู่ในใจออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้โดยใช้วิธีสัญลักษณ์ที่เรียกว่าตัวอักษร เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจในเจตนา ของผู้เขียน การเขียนตามค าบอกก็เป็นเทคนิคหนึ่งในการเขียน การเขียนตามค าบอก คือการใช้ทักษะการฟัง การอ่าน การเขียนมาประกอบกันจึงเกิดประสิทธิภาพการเขียนได้ถูกต้องและน าไปใช้ประโยชน์ใน การสื่อสารได้ ปราณีธนะชานันท์ (2547: 73) กล่าวว่า การเขียนตามค าบอกมีความส าคัญมาก โดยเฉพาะใน การพัฒนาการรับรู้เสียงของภาษาและตรงกันกับความเห็นส่วนใหญ่เรื่องการเขียนตามค าบอก การท าเช่นนี้อาจเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานได้ ครูอาจออกเสียงให้เด็กเขียนในรูปภาพ ตารางบิงโก (bingo) และแผนเพิ่มมหาสมบัติ เด็กเลือกช่องที่จะเขียนเสียงลงไป และได้แต้มถ้าเลือกช่องบาง ช่อง เด็ก ๆ อาจมีใบงานที่มีเสียงและค าอยู่แล้ว และท ากิจกรรม เช่น ฟังเสียงหรือค าบอก เลือก ค าตอบที่ถูกบนใบงาน แล้วโยงเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภาพหรือเดินทางไปตามเขาวงกต หรืออาจจะ ท ากิจกรรมในคลังเกม เช่น บิงโก (bingo) การสะกดค าด้วยตะเกียบ (Chopstick Spelling) การ ค้นหาขุมทรัพย์(Treasure Hunt Challenge) อนึ่ง การเขียนตามค าบอก คือ การใช้ทักษะการฟัง การอ่าน การเขียน มาประกอบกันจึง จะเกิดประสิทธิภาพการเขียนได้ถูกต้องและน าไปใช้ประโยชน์ในการสื่อสารได้ดังนั้นการเขียนตาม ค าบอก คือ การอ่านออกเสียงเป็นการสื่อความหมายจากเรื่องที่อ่านไปสู่ผู้ฟัง ผู้อ่านจ าเป็นต้อง
ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน คล่องแคล่ว และแบ่งวรรคตอนถูกต้อง จึงจะสื่อความหมายได้ดีในการ เขียนตามค าบอกอย่างสม่ าเสมอ จะท าให้อ่านเขียนได้ถูกต้อง สรุปได้ว่าการเขียน หมายถึง การสื่อความหมายหรือการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด เสนอ แนวคิด ของผู้เขียนอย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยเรียงล าดับความส าคัญอย่างมีขั้นตอน และสื่อ ความหมายออกมาเป็นตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ ตลอดจนเป็นเรื่องราวได้ การเขียนอย่างน้อยต้อง ประกอบด้วยความสามารถในการสร้างประโยค การน าประโยคมาเรียบเรียงได้อย่างมีความหมาย เพื่อให้ผู้อ่านรับรู้และเข้าใจได้ตรงตามเจตนาของผู้เขียน 2.1.3 องค์ประกอบของการเขียน แฮริส (Harris. 1969:68-69) (อ้างถึงใน สิริพร ศรีแก้ว. 2556: 34) กล่าวว่า การเขียนโดยทั่วไป จะต้องมีองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ 1. เนื้อหา (Content) ได้แก่ เนื้อหาสาระที่ใช้ในการเขียน 2. การวางรูปแบบ (Form) ได้แก่การจัดเรียงล าดับเนื้อหา 3. ไวยากรณ์(Grammar) ได้แก่การใช้โครงสร้างตามหลักไวยากรณ์ที่ถูกต้อง และสื่อ ความหมายได้ 4. ลีลา (Style) ได้แก่การเลือกโครงสร้าง การเลือกค า และสานวนต่าง ๆ ของภาษาที่ใช้ใน การเขียน เช่น การใช้เครื่องหมายวรรคตอนเฉพาะหรือเพื่อท าให้เกิดอรรถรส 5. กลไกการเขียน (Mechanics) ได้แก่การใช้สัญลักษณ์ต่างๆของภาษาที่ใช้ในการเขียน เช่น การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และการใช้ตัวอักษรตัวใหญ่ให้ถูกต้องตามเกณฑ์ของภาษานั้น ๆ ใน การเขียนครูจะต้องให้นักเรียนเขียนโดยใช้ค าที่ได้เรียนมาแล้ว เพื่อความคล่องแคล่ว และใช้ได้ อย่างแม่นย า เบ็ญจา ลาภโสภา (2548: 70) สรุปไว้ว่าว่า การเขียนเป็นสิ่งส าคัญต่อการสื่อสารในชีวิตประจาวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนเขียนในระดับประถมศึกษา มีจุดมุ่งหมายที่ส าคัญดังนี้ 1. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเขียนด้วยลายมือที่มีระเบียบ และถูกต้องตามลักษณะของอักษรไทย ชนิดต่างๆ 2. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเขียนสะกดค าได้ถูกต้อง แม่นย า และรวดเร็ว เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ ใช้ภาษาเขียนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล 3. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้จินตนาการและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการถ่ายทอด ความรู้สึกนึกคิดของตน เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้เรียน สามารถแสดงความคิดเห็นในการเขียนได้อย่างมีเหตุผล 4. เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในการเขียนประเภทต่าง ๆ และสามารถน าหลักเกณฑ์การเขียนไปใช้ ในชีวิตประจ าวันได้
5. เพื่อให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและความส าคัญของการเรียน สามารถสร้างสรรค์งานเขียนได้ด้วย ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ตลอดจนรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการเขียน สรุปได้ว่า การเขียนที่ดีจะต้องมีองค์ประกอบที่ส าคัญในอันที่จะทาให้การเขียนนั้นสามารถสื่อ ความหมายได้อย่างสมบูรณ์และถูกต้อง องค์ประกอบเหล่านี้ได้แก่ เนื้อหา รูปแบบ จุดมุ่งหมาย ของการเขียนค าศัพท์การใช้เครื่องหมายวรรคตอน โครงสร้างทางไวยากรณ์และการใช้ ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งการจัดล าดับความคิด การ เรียบเรียงเนื้อความให้สอดคล้องและต่อเนื่องกัน ท าให้ผู้อ่านได้รับอรรถรส และเข้าใจได้ตรงกับ ผู้เขียน 2.1.4. จุดประสงค์ของการเขียน เสนีย์วิลาวรรณ (2544:156) ได้กล่าวว่า การเขียนทั่วไปมีจุดประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อบอกเล่าเรื่องราว เช่น เหตุการณ์ประสบการณ์ประวัติฯลฯ 2. เพื่ออธิบายความหรือค า เช่น การออกก าลังกาย การท าอาหาร ค านิยามต่าง ๆ ฯลฯ 3. เพื่อโฆษณาจูงใจ เช่น โฆษณาสินค้า ภาพยนตร์รายการโทรทัศน์ฯลฯ 4. เพื่อปลุกใจ เช่น บทความ สารคดีเพลงปลุกใจ ฯลฯ 5. เพื่อแสดงความคิดเห็น 6. เพื่อสร้างจินตนาการ เช่น เรื่องสั้น นิยาย นวนิยาย ฯลฯ 7. เพื่อล้อเลียน เช่น บทความทางการเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ 8. เพื่อประกาศแจ้งให้ทราบ เช่น ประกาศของทางราชการ ประกาศรับสมัครงาน ฯลฯ 9. เพื่อวิเคราะห์เช่น การเขียนวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง วิเคราะห์วรรณกรรม ฯลฯ 10. เพื่อวิจารณ์เช่น วิจารณ์การท างานของรัฐบาล วิจารณ์ภาพยนตร์วิจารณ์หนังสือ ฯลฯ 11. เพื่อเสนอข่าวสารและเหตุการณ์ที่น่าสนใจ 12. เพื่อกิจธุระต่าง ๆ เช่น จดหมาย ธนาณัติการกรอกแบบรายการ ฯลฯ จุดประสงค์ของการเขียน คือ สิ่งที่ผู้เขียนต้องค านึงว่าในการเขียนแต่ละครั้งนั้นต้องการเขียน เพื่อสื่อเรื่องใด โดยผู้เขียนต้องใช้ความรู้และประสบการณ์รวมทั้งหลักการเขียนประกอบการเขียน เพื่อให้การเขียนเพื่อการสื่อสารนั้น ๆ บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ เนื่องจากการเขียนเป็นทักษะที่ต้องเอาใจใส่ฝึกฝนอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความรู้ความ ช านาญและป้องกันความผิดพลาด ดังนั้น ผู้เขียนจึงจ าเป็นต้องใช้หลักในการเขียนดังต่อไปนี้ 1. มีความถูกต้อง คือ ข้อมูลถูกต้องใช้ภาษาได้ถูกต้องเหมาะสมตามกาลเทศะ 2. มีความชัดเจน คือ ใช้ค าที่มีความหมายชัดเจน รวมถึงประโยคและถ้อยค าสานวน เพื่อให้ ผู้อ่านเข้าใจได้ตรงตามจุดประสงค์ 3. มีความกระชับและเรียบง่าย คือ รู้จักเลือกใช้ถ้อยค าธรรมดาเข้าใจง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย เพื่อให้ ได้ใจความชัดเจน กระชับ ไม่ท าให้ผู้อ่านเกิดความเบื่อหน่าย
4. มีความประทับใจ โดยการใช้ค าให้เกิดภาพพจน์อารมณ์และความรู้สึกประทับใจ มี ความหมายลึกซึ้ง ภาณุ หาญจริง, พัฒนชัย ถนัดค้า, พนมวัลย์สุริยมณฑล: ทักษะภาษาไทย (2553) กล่าวไว้ว่า เนื่องจากการเขียนมีความส าคัญต่อบุคคลมาก ดังนั้น การเขียนจึงมีจุดประสงค์ต่าง ๆ หลาย ประการ ดังนี้ 1. เพื่อคัดลายมือ 2. เพื่อฝึกทักษะ 3. เพื่อสะกดค าถูกต้อง 4. เพื่อให้รู้จักเลือกภาษาในการเขียนที่เหมาะสมกับบุคคลและโอกาส 5. เพื่อให้สามารถรวบรวมและล าดับความคิด แล้วจดบันทึกสรุปและย่อใจความเรื่องที่อ่าน หรือฟังได้ 6. เพื่อถ่ายทอดให้มีจินตนาการ ท าให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และความรู้สึกนึกคิดที่ดี 7. เพื่อให้สังเกต จดจ าและเลือกเฟ้นถ้อยค า ส านวนโวหารให้ถูกต้องตามหลักภาษาและสื่อ ความให้ตรงตามที่ต้องการ 8. เพื่อให้มีทักษะการเขียนประเภทต่าง ๆ สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ 9. เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 10. เพื่อให้เห็นความส าคัญและคุณค่าของการเขียนว่ามีประโยชน์อย่างแท้จริง 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) 2.2.1 รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีนักการศึกษาทั้งต่างประเทศและในประเทศกล่าวถึงลักษณะของการเรียนแบบร่วมมือไว้ ดังนี้ จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson. 1991 : 10-15) กล่าวถึงลักษณะส าคัญของ การเรียนแบบร่วมมือ ไว้5 ประการ ดังนี้ 1. การสร้างความรู้สึกพึ่งพากันทางบวกให้เกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียน (Positive interdependence) วิธีการที่ท าให้นักเรียนเกิดความรู้สึกพึ่งพากันจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีการพึ่งพา กันในด้านการได้รับประโยชน์จากความสาเร็จของกลุ่มร่วมกัน เช่น รางวัล หรือคะแนน และพึ่งพา กันในด้านกระบวนการทา งานเพื่อให้งานกลุ่มสามารถบรรลุได้ตามเป้าหมายโดยมีการก าหนด บทบาทของแต่ละคนที่เท่าเทียมกันและสัมพันธ์ต่อกันจึงจะท าให้งานส าเร็จ และการแบ่งงานให้ นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มให้มีลักษณะที่ต่อเนื่องกัน ถ้าขาดสมาชิกคนใดจะท าให้งานด าเนินต่อไป ไม่ได้ 2. การมีปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกันระหว่างนักเรียน (Face-to-face promotive interaction) คือ นักเรียนในแต่ละกลุ่มจะมีการอภิปราย อธิบาย ซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
เพื่อให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเกิดการเรียนรู้และการเรียนรู้เหตุผลซึ่งกันและกันให้ข้อมูล ย้อนกลับเกี่ยวกับการทา งานของตน สมาชิกในกลุ่มมีการช่วยเหลือ สนับสนุนกระตุ้น ส่งเสริมและ ให้กาลังใจกัน และกันในการท างานและการเรียนเพื่อให้ประสบผลสาเร็จบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม 3. ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล (Individual accountability) คือ ความรับผิดชอบใน การเรียนรู้ของสมาชิกแต่ละคนโดยต้องท างานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ ต้อง รับผิดชอบในผลการเรียนของตนเองและของเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม ทุกคนในกลุ่มจะรู้ว่าใครต้องการ ความช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องใด มีการกระตุ้นกันและกันให้ทางานที่ได้รับมอบหมายให้ สมบูรณ์มีการตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนเกิดการเรียนรู้เป็นรายบุคคลหรือไม่โดยสมาชิก ทุกคนในกลุ่มต้องมีความมั่นใจ และพร้อมที่จะได้รับการทดสอบเป็นรายบุคคลเพื่อเป็นการประกัน ว่าสมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความรับผิดชอบร่วมกันกับกลุ่ม 4. ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการท างานกลุ่มย่อย (Interpersonal and small group skills) การท างานกลุ่มย่อยจะต้องได้รับการฝึกฝนทักษะทางสังคมและทักษะในการท างานกลุ่ม เพื่อให้สามารถท างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ดังนั้นนักเรียนควรจะต้องท าความรู้จักกัน เรียนรู้ลักษณะนิสัยและสร้างความไว้วางใจต่อกันและกัน รับฟังและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น อย่างมีเหตุผล รู้จักติดต่อสื่อสาร และสามารถตัดสินใจแก้ปัญหา ข้อขัดแย้งในการท างานร่วมกันได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 5. กระบวนการกลุ่ม (Group process) เป็นกระบวนการท างานที่มีขั้นตอนหรือวิธีการที่จะช่วยให้ การด าเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายได้โดยสมาชิกกลุ่มต้องท า ความเข้าใจในเป้าหมายการท างาน วางแผนปฏิบัติงานและด าเนินงานตามแผนร่วมกัน และที่ ส าคัญจะต้องมีการประเมินผลงานของกลุ่ม ประเมินกระบวนการท างานกลุ่ม ประเมินบทบาทของ สมาชิกว่า สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มสามารถปรับปรุงการท างานของตนให้ดีขึ้นได้อย่างไร สมาชิก ทุกคนในกลุ่มช่วยกันแสดงความคิดเห็น และตัดสินใจว่าควรมีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงอะไร และอย่างไรดังนั้นกระบวนการกลุ่มจะเป็นเครื่องมือที่ส าคัญที่น าไปสู่ความส าเร็จของกลุ่ม วรรณทิพา รอดแรงค้า (2540 : 101) นอกจากองค์ประกอบนี้แล้วยังมีลักษณะอื่นที่สามารถบ่ง บอกให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการเรียนแบบร่วมมือกับการเรียนเป็นกลุ่มแบบเดิม ซึ่ง เสนอไว้ดังตารางที่ 1 ตารางที่1 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเรียนเป็นกลุ่มแบบเดิมกับการเรียนแบบ ร่วมมือ การเรียนแบบร่วมมือ( Cooperative Learning ) การเรียนแบบดั้งเดิม( Traditional Learning )
1. มีการพึ่งพาอาศัยกับภายในกลุ่ม 1. ขาดการพึ่งพากันระหว่างสมาชิก 2. สมาชิกเอาใจใส่รับผิดชอบต่อตนเอง 2. สมาชิกขาดความรับผิดชอบในตนเอง 3. สมาชิกมีความสามารถแตกต่างกัน 3. สมาชิกมีความสามารถเท่าเทียมกัน 4. สมาชิกผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นา 4. มีผู้น าที่ได้รับการแต่งตั้งเพียงคนเดียว 5. รับผิดชอบร่วมกัน 5. รับผิดชอบเฉพาะตนเอง 6. เน้นผลงานของกลุ่ม 6. เน้นผลงานของตนเองเพียงคนเดียว 7. สอนทักษะทางสังคม 7. ไม่เน้นทักษะทางสังคม 8. ครูคอยสังเกตและแนะน า 8. ครูขาดความสนใจ หน้าที่ของกลุ่ม 9. สมาชิกกลุ่มมีกระบวนการท างานเพื่อ ประสิทธิผล ของกลุ่ม 9. ขาดกระบวนการในการท างานกลุ่ม ที่มา : วรรณทิพา รอดแรงค้า. (2540 : 101) Johnson, Johnson and Stann. (2000) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่ได้รับความนิยม อย่างกว้างขวาง มีทั้งหมด 8 รูปแบบ ได้แก่ 1. รูปแบบแอลที(LT) หรือ Learning Together 2. รูปแบบเอ.ซี. (AC) หรือ Academic Controversy 3. รูปแบบเอส.ที.เอ.ดี(STAD) หรือ Student-Team-Achievement- Divisions 4. รูปแบบที.จี.ที(TGT) หรือ Team-Games-Tournaments 5. รูปแบบจี.ไอ (GI) หรือ Group Investigation 6. รูปแบบจิ๊กซอร์(Jigsaw) 7. รูปแบบที.เอ.ไอ (TAI) หรือ Teams-Assisted-Individualization 8. รูปแบบซี.ไอ.อาร์.ซี(CIRC) หรือ Cooperative Integrated Reading and Composition ทั้ง 8 รูปแบบ ให้ผลกระทบในด้านบวกต่อสัมฤทธ์ิผลทางการเรียน ซึ่งสอดคล้องกับ ทิศนา แขม มณี(2548 : 108) กล่าวว่าทุกรูปแบบของการเรียนแบบร่วมมือต่างมีกระบวนการ เรียนรู้ที่พึ่งพา และเกื้อกูลกัน สมาชิกกลุ่มมีการปรึกษาหารือและปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด สมาชิกทุกคนมีบทบาท หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบและสามารถตรวจสอบได้สมาชิกกลุ่มต้องใช้ทักษะการท างานกลุ่ม และ การสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในการท างานหรือการเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งมีการวิเคราะห์กระบวนการ ท างานของกลุ่มเพื่อประสิทธิภาพและคุณภาพของการท างานร่วมกัน ในส่วนที่ต่างกันนั้นมักจะ เป็นความแตกต่างในเรื่องของวิธีการจัดกลุ่ม วิธีการในการพึ่งพากัน วิธีการทดสอบ กระบวนการ ในการวิเคราะห์กลุ่ม บรรยากาศของกลุ่ม โครงสร้างของกลุ่ม บทบาทของผู้เรียน ผู้น ากลุ่มและครู ซึ่ง Sharp and Culver (1997 อ้างถึงใน ปฐมพงษ์ บานฤทัย, 2550 ) กล่าวถึงงานวิจัยที่ใช้
เทคนิคการสอนแบบร่วมมือสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง เป็นเวลา 24 สัปดาห์พบว่า ผู้เรียนพึงพอใจกับ การเรียนรู้และผลจากการประเมินแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการคิดอย่างมีวิจารณญาณในระดับสูง ทฤษฎีแรงจูงใจ (Motivational Theory) Deustch (1949, quoted in Slavin, 1990 ; 13-14) ได้อธิบายโครงสร้างการเรียน แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ 1. การเรียนแบบเอกัตบุคคล (Individualistic) นักเรียนมีจุดมุ่งหมายเป็นของตนเอง ไม่ ขึ้นกับผู้อื่น ขาดการปฏิสัมพันธ์ทา ให้สูญเสียความเป็นสังคมและยังเบื่อหน่ายการเรียน 2. การเรียนแบบแข่งขัน (Competitive) นักเรียนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือความส าเร็จ แต่ผู้ที่จะบรรลุจุดหมายมิได้มีเพียงผู้ชนะคนเดียว แรงจูงใจขึ้นอยู่กับการแข่งขันที่ผู้ชนะจะได้รับ และ ซึ่งผลส าเร็จของผู้ชนะจะปิดโอกาสของคนอื่น การเรียนแบบนี้เป็นการสนองตอบนักเรียนที่ เรียนดีแต่บั่นทอนแรงจูงใจส าหรับนักเรียนที่เรียนช้า 3. การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative) นักเรียนมีจุดมุ่งหมายในการเรียนร่วมกัน การที่ จะประสบผลส าเร็จตามจุดมุ่งหมายจะต้องอาศัยความร่วมมือ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะ ผลส าเร็จจะมาจากสมาชิกทุกคนในกลุ่มการเรียนแบบนี้จะช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มี การติดต่อสื่อสารกัน แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เป็นการเรียนที่ช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจทาง สังคม ท าให้นักเรียนมีก าลังใจในการเรียนและเกิดความต้องการในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ทฤษฎีแรงจูงใจสนับสนุนว่าการเรียนแบบร่วมมือเป็นวิธีการเรียนที่ช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจทาง สังคมให้กับนักเรียน เนื่องจากการที่นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันกับ สมาชิกในกลุ่มจะท าให้นักเรียนเกิดก าลังใจในการเรียนมากกว่าการเรียนแบบเอกัตบุคคลหรือการ เรียนแบบแข่งขันที่บั่นทอนแรงจูงใจส าหรับนักเรียนที่เรียนช้าและท าให้เกิดความเบื่อหน่ายในการ เรียน ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการกลุ่ม (Group Process Theory) ทิศนา แขมณีเยาวภา เดชะ คุปต์(2550 : 15-16) กล่าวถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการกลุ่ม ดังนี้ 1. ทฤษฎีสนาม (Field Theory) เป็นทฤษฎีที่ เคิร์ท เลวิน ( Kurt Lewin ) เป็นผู้เสนอ แนวคิดนี้ว่า พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากพลังความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่มซึ่งจะเกิดจาก การรวมกลุ่มของบุคคลที่มีลักษณะแตกต่างกัน แต่ละคนในกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในรูปการ กระท าความรู้สึกและความคิด ในการรวมตัวกันแต่ละครั้งนั้นจะมีโครงสร้างและการปฏิบัติต่อกัน ในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป สมาชิกในกลุ่มจะมีการปรับตัว เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท าให้เกิดพลังหรือแรงผลักดันของกลุ่มท าให้การเรียนเป็นไปด้วยดี 2. ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์(Interaction Theory) Bale, Homans and Whyte เสนอแนวคิด พื้นฐานของทฤษฎีนี้ว่า ในการท ากิจกรรมของกลุ่มจะก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ดังกล่าว ได้แก่ ปฏิสัมพันธ์ทางด้านร่างกาย วาจาและอารมณ์การเกิดปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มนี้จะ ก่อให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกขึ้นในตัวบุคคล
3. ทฤษฎีระบบ (System Theory) แนวคิดส าคัญของทฤษฎีนี้คือ กลุ่มจะประกอบด้วย โครงสร้างหรือระบบซึ่งมีการแสดงบทบาทและการก าหนดต าแหน่งหน้าที่ของสมาชิกอันถือว่าเป็น การลงทุน (Input) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์(Output) อย่างใดอย่างหนึ่ง การแสดงบทบาทตามต าแหน่ง หน้าที่ของสมาชิกจะกระท าได้โดยการสื่อสาร (Communication) ระหว่างกันและจากการ เปิดเผยตัวในกลุ่ม (Open System) 4. ทฤษฎีสังคมมิติ( Sociometric Theory) Morleno ได้เสนอแนวคิดพื้นฐานของ ทฤษฎีนี้ไว้ว่าการกระท าและจริยธรรมหรือขอบเขตการกระท าของกลุ่มจะเกิดเป็นความสัมพันธ์ ระหว่างสมาชิกในกลุ่มซึ่งสามารถศึกษาความสัมพันธ์ทางสังคมของสมาชิกในกลุ่มได้โดยให้ สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเลือกว่าตนจะสัมพันธ์กับใครบ้าง แล้วน ามาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ นอกจากนี้เครื่องมือที่จะใช้ศึกษาความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกัน ได้แก่การแสดงบทบาท สมมติและการใช้เครื่องมือวัดการเลือกทางสังคมอื่นๆ แนวคิดหลักที่จะน าไปสู่การเรียนรู้แบบร่วมมือย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 6 ประการ แนวคิดหลักของการเรียนรู้แบบ Cooperative Learning (Kagan: Cooperative Learning. 1994 อ้างถึงใน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: เอกสารประกอบการประชุม ปฏิบัติการวิทยากรแกนน า การจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์, 2543: 28) 1. Teams หมายถึง การจัดกลุ่มของผู้เรียนที่จะทางานร่วมกัน กลุ่มที่จะเรียนรู้ด้วยกัน อย่างมีประสิทธิผล ควรเป็นดังนี้ 1.1 กลุ่มละ 4 คน ประกอบด้วยเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูง ปานกลาง ค่อนข้างต่ า และหญิงชายเท่าๆ กันในบางกรณีการจัดกลุ่มโดยวิธีอื่น เช่น ในการศึกษาเรื่องลึกเฉพาะ เช่น ท า โครงงานวิทยาศาสตร์ควรจัดกลุ่มเด็กที่มีความสนใจเหมือนกัน หรือจัดกลุ่มโดยวิธีสุ่ม เมื่อ ต้องการทบทวนความรู้ 1.2 จัดให้เด็กอยู่ในกลุ่มเดียวกันประมาณ 6 สัปดาห์แล้วเปลี่ยนจัดกลุ่มใหม่ 2. Will หมายถึง ความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของเด็กที่จะร่วมงานกัน เด็กจะต้องมีความ มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และมีความกระตือรือร้นในการท ากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ต้องสร้างให้ เกิดขึ้นและให้คงไว้โดยให้ท ากิจกรรมหลากหลาย โดยวิธีการต่อไปนี้ 2.1 Team building การสร้างความมุ่งมั่นของทีมที่จะท างานร่วมกัน 2.2 Class building การสร้างความมุ่งมั่นของชั้นเรียนที่จะช่วยกัน 3. Management หมายถึง การจัดการเพื่อให้กลุ่มท างานอย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งการ จัดการของผู้สอนและการจัดการของผู้เรียนภายในกลุ่ม ผู้สอนจะต้องมีการจัดการที่ดีเพื่อให้การ ท างานกลุ่มประสบผลส าเร็จ เช่น การควบคุมเวลา การก าหนดสัญญาณให้ผู้เรียนหยุดกิจกรรม ฯลฯ 4. Social Skills เป็นทักษะในการท างานร่วมกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ให้ความ ช่วยเหลือกัน ให้ก าลังใจซึ่งกันและกัน รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน
5. Four Basic Principles (PIES) เป็นหลักการพื้นฐานของ Cooperative Learning ซึ่ง จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ได้แก่ P = Positive Interdependence ผู้เรียนต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีแนวคิดที่ว่า เมื่อเราได้รับประโยชน์จากเพื่อน เพื่อนก็จะได้รับประโยชน์จากเรา ความส าเร็จของกลุ่มคือ ความส าเร็จของแต่ละคน I = Individual Accountability ยอมรับว่าแต่ละคนในกลุ่มต่าง ๆ มีความสามารถและมี ความส าคัญต่อกลุ่ม แต่ละคนมีส่วนให้การท างานในกลุ่มส าเร็จ E = Equal Participation ทุกคนในกลุ่มต้องให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในงานของ กลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน S = Simultaneous Interaction ทุกคนในกลุ่มต้องมีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลาที่ทางาน ในกลุ่ม 6. Structures หมายถึง รูปแบบของกิจกรรมในการทางานกลุ่ม ซึ่งมีหลากหลายทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัญหาหรือสถานการณ์ที่จะศึกษา Kagan ได้วิจัยและเสนอไว้หลายรูปแบบ Team– Pair–Solo เป็นกิจกรรมที่ให้แต่ละคนในกลุ่มคิดแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งก่อนจากนั้นเปลี่ยนเป็น รวมกันคิดเป็นคู่ซึ่งจะทาให้ผู้เรียนแต่ละคนเรียนรู้แบบการแก้ปัญหา ในที่สุดแต่ละคนสามารถ แก้ปัญหาทานองเดียวกันได้อีกคนหนึ่งพูด อีกคนหนึ่งฟัง แล้วสลับกันนอกจากรูปแบบกิจกรรม ของ Kagan แล้วก็ยังมีรูปแบบกิจกรรมของคนอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกเช่น จิกซอว์(Jigsaw) เป็นการ มอบหมายให้ตัวแทนของสมาชิกในกลุ่มไปรวมกลุ่มใหม่ เรียกว่ากลุ่มเชี่ยวชาญ (Expert Group) กลุ่มเชี่ยวชาญนี้จะศึกษาเรื่องย่อยที่แบ่งไว้เป็นตอนในช่วงเวลาหนึ่งแล้วกลับมาอธิบายให้สมาชิก ในกลุ่มเดิม (Home Group) ในที่สุดผู้เรียนทั้งหมดจะเรียนรู้เรื่องทั้งหมดจากเพื่อน นั่นคือผู้เรียน แต่ละคนในหนึ่งกลุ่มได้รับมอบหมายงานเพียงหนึ่งชิ้นย่อย แต่ต้องต่อชิ้นย่อยให้เต็มรูป นั่นคือ ต้องเรียนรู้ทั้งเรื่อง แล้วมีการทดสอบเป็นคะแนนของแต่ละคน 2.2.2 ประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ การเรียนแบบร่วมมือเป็นวิธีการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ท าให้นักเรียนได้ทา งาน ร่วมกัน มีเป้าหมายในการท างานร่วมกัน ซึ่งจะท าให้มีทักษะในการท างานกลุ่มซึ่งมีนักการศึกษาได้ กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือไว้ดังนี้ จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson. 1987 : 27-30) กล่าวถึงประโยชน์ของการ เรียนแบบร่วมมือไว้สรุปได้9 ประการ ดังนี้ 1. นักเรียนเก่งที่เข้าใจค าสอนของครูได้ดีจะเปลี่ยนค าสอนของครูเป็นภาษาพูดของ นักเรียน แล้วอธิบายให้เพื่อนฟังได้และท าให้เพื่อนเข้าใจได้ดีขึ้น 2. นักเรียนที่ท าหน้าที่อธิบายบทเรียนให้เพื่อนฟัง จะเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น 3. การสอนเพื่อนเป็นการสอนแบบตัวต่อตัวท าให้นักเรียน ได้รับความเอาใจใส่และมี ความสนใจมากยิ่งขึ้น
4. นักเรียนทุกคนต่างก็พยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะครูคิดคะแนนเฉลี่ยของทั้ง กลุ่มด้วย 5. นักเรียนทุกคนเข้าใจดีว่าคะแนนของตน มีส่วนช่วยเพิ่มหรือลดค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ดังนั้น ทุกคนต้องพยายามปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้กลุ่มประสบความสาเร็จ 6. นักเรียนทุกคนมีโอกาสฝึกทักษะทางสังคมมีเพื่อนร่วมกลุ่มและเป็นการเรียนรู้วิธีการ ท างานเป็นกลุ่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากเมื่อเข้าสู่ระบบการท างานอันแท้จริง 7. นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการกลุ่ม เพราะในการปฏิบัติงานร่วมกันนั้นก็ต้องมี การทบทวนกระบวน การท างานของกลุ่มเพื่อให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานหรือคะแนนของกลุ่ม ดีขึ้น 8. นักเรียนเก่งจะมีบทบาททางสังคมในชั้นมากขึ้น เขาจะรู้สึกว่าเขาไม่ได้เรียนหรือหลบ ไปท่องหนังสือเฉพาะตน เพราะเขาต้องมีหน้าที่ต่อสังคมด้วย 9. ในการตอบค าถามในห้องเรียน หากตอบผิดเพื่อนจะหัวเราะ แต่เมื่อท างานเป็นกลุ่ม นักเรียนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าหากตอบผิดก็ถือว่าผิดทั้งกลุ่ม คนอื่น ๆอาจจะให้ความ ช่วยเหลือบ้าง ท าให้นักเรียนในกลุ่มมีความผูกพันกันมากขึ้น บารูดี(Baroody. 1993 อ้างถึงใน พุทธิพร ม่วงขาม, 2550.) ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่ส าคัญของการ เรียนแบบ ร่วมมือไว้ดังนี้ 1. การเรียนแบบร่วมมือช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนเนื้อหาได้ดี 2. การเรียนแบบร่วมมือช่วยส่งเสริมให้เกิดความสามารถในการแก้ปัญหา และการให้ เหตุผลแนวทางในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา และช่วยให้เกิดการช่วยเหลือกันในกลุ่มเพื่อน 3 แนวทาง คือ 2.1 การอภิปรายร่วมกันกับเพื่อนในกลุ่มย่อยให้นักเรียนได้แก้ปัญหาโดยค านึงถึงบุคคล อื่น ซึ่งช่วยให้นักเรียนได้ตรวจสอบและปรับปรุงแนวคิดและค าตอบ 2.2 ช่วยให้เข้าใจปัญหาของแต่ละคนในกลุ่มเนื่องจากพื้นฐานความรู้ของแต่ละคนต่างกัน 2.3 นักเรียนเข้าใจการแก้ปัญหาจากการท างานกลุ่ม 3. การเรียนแบบร่วมมือส่งเสริมความมั่นใจในตนเอง 4. การเรียนแบบร่วมมือส่งเสริมทักษะทางสังคมและทักษะการสื่อสาร อาเรนด์ส (Arends. 1994, อ้างถึงใน พุทธิพร ม่วงขาม, 2550.) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียน แบบร่วมมือไว้สรุปได้5 ประการ ดังนี้ 1. ด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนแบบร่วมมือนี้เป็นการเรียนที่จัดให้นักเรียนได้ร่วมมือกัน เรียนเป็นกลุ่มเล็ก ประมาณ 2-6 คน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเรียนร่วมกันนับว่าเป็นการเปิด โอกาสให้นักเรียนทุกคนในกลุ่มได้แสดงความคิดเห็น และแสดงออกตลอดจนลงมือกระท าอย่าง เท่าเทียมกัน มีการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น นักเรียนที่เก่งช่วยนักเรียนที่ไม่เก่ง ท าให้
นักเรียนที่เก่งมีความรู้สึกภาคภูมิใจ รู้จักสละเวลา และช่วยให้เข้าใจในเรื่องที่ดีขึ้น ส่วนนักเรียนที่ ไม่เก่งก็จะซาบซึ้งในน้ า ใจเพื่อน มีความอบอุ่น รู้สึกเป็นกันเอง กล้าซักถามในข้อสงสัยมากขึ้น จึง ง่ายต่อการท าความเข้าใจในเรื่องที่เรียน ที่สา คัญในการเรียนแบบร่วมมือนี้คือ นักเรียนในกลุ่มได้ ร่วมกันคิด ร่วมกันท างาน จนกระทั่งสามารถหาค าตอบที่เหมาะสมที่สุดได้ถือว่าเป็นการสร้าง ความรู้ด้วยตนเอง ช่วยให้ความรู้ที่ได้รับเป็นความรู้ทีมีความหมายต่อนักเรียนอย่างแท้จริง จึงมีผล ท าให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น 2. ด้านการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การเรียนแบบร่วมมือเปิดโอกาสให้ นักเรียนที่มีภูมิหลังต่างกันได้มาท างานร่วมกัน พึ่งพาซึ่งกันและกัน มีการรับฟังความคิดเห็นกัน เข้าใจและเห็นใจสมาชิกในกลุ่ม ท าให้เกิดการยอมรับกันมากขึ้น เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันซึ่งจะ ส่งผลให้มีความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่นในสังคมมากขึ้น 3. ด้านทักษะในการท างานร่วมกันให้เกิดผลส าเร็จที่ดีและการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีทาง สังคม การเรียนแบบร่วมมือช่วยปลูกฝังทักษะในการท างานเป็นกลุ่มทา ให้นักเรียนไม่มีปัญหาใน การท างานร่วมกับผู้อื่น และส่งผลให้งานกลุ่มประสบผลส าเร็จตามเป้าหมายร่วมกัน ทักษะทาง สังคมที่นักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้แก่ความเป็นผู้น าการสร้างความไว้วางใจกัน การตัดสินใจ การ สื่อสาร การจัดการกับข้อขัดแย้ง ทักษะเกี่ยวกับการจัดกลุ่มสมาชิกภายในกลุ่มเป็นต้น 4. ด้านทักษะการร่วมมือกันแก้ปัญหา ในการท างานกลุ่มสมาชิกกลุ่มจะได้รับท าความ เข้าใจในปัญหาร่วมกัน จากนั้นก็ระดมความคิดช่วยกันวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเมื่อทราบ สาเหตุของปัญหาสมาชิกในกลุ่มก็จะแสดงความคิดเห็นเพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาอภิปรายให้ เหตุผลซึ่งกันและกันจนสามารถตกลงร่วมกันได้ว่าจะเลือกวิธีการใดในการแก้ปัญหาจึงเหมาะสม พร้อมกับลงมือร่วมกันแก้ปัญหาตามขั้นตอนที่ก าหนดไว้ตลอดจนท าการ ประเมินกระบวนการ แก้ปัญหาของกลุ่มด้วย 5. ด้านการท าให้รู้จักและตระหนักในคุณค่าของตนเอง ในการท างานกลุ่มสมาชิกกลุ่มทุก คนจะได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน การที่สมาชิกในกลุ่มยอมรับในความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก ด้วยกัน ย่อมท าให้สมาชิกในกลุ่มนั้นมีความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองและคิดว่าตนเองมีคุณค่าที่ สามารถช่วยให้กลุ่มประสบผลสาเร็จได้ กรมวิชาการ (2543 : 45-46) กล่าวถึง ประโยชน์ที่สาคัญของการเรียนแบบร่วมมือ สรุปได้ดังนี้ 1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิก เพราะทุก ๆ คนร่วมมือในการท างานกลุ่มทุก ๆ คน มีส่วนร่วมเท่าเทียมกันท าให้เกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียน 2. ส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนมีโอกาสคิด พูด แสดงออก แสดงความคิดเห็น ลงมือกระท า อย่างเท่าเทียมกัน 3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น เด็กเก่งช่วยเด็กที่เรียนไม่เก่ง ท าให้ เด็กเก่งภาคภูมิใจ รู้จักสละเวลา ส่วนเด็กอ่อนเกิดความซาบซึ้งในน้ าใจของเพื่อนสมาชิกด้วยกัน
4. ท าให้รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การร่วมคิด การระดมความคิดน าข้อมูลที่ได้มา พิจารณาร่วมกันเพื่อหาค าตอบที่เหมาะสมที่สุดเป็นการส่งเสริมให้ช่วยกันคิดหาข้อมูลให้มาคิด วิเคราะห์และเกิดการตัดสินใจ 5. ส่งเสริมทักษะทางสังคม ท าให้ผู้เรียนรู้จักปรับตัวในการอยู่ร่วมกันด้วยอย่างมีมนุษย สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เข้าใจกันและกัน 6. ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ทักษะการท างานเป็นกลุ่ม สามารถท างานร่วมกับผู้อื่นได้สิ่ง เหล่านี้ล้วนส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น จากการศึกษาประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือสรุปได้ว่า ประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือต่อ ผู้เรียน มีทั้งในด้านการมีส่วนร่วมในการเรียน การมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและการท าให้ผู้เรียนรู้สึกเป็น ส่วนหนึ่งของสังคม เพราะการเรียนแบบร่วมมือในห้องเรียนเป็นการฝึกให้นักเรียนมีความ รับผิดชอบร่วมกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จักคิด รู้จักแก้ปัญหาซึ่งจะท าให้นักเรียนเป็น พลเมืองที่มีคุณภาพในการช่วยพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต 2.2.3 การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TAI เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือมีอยู่ 2 แบบคือ เทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน และเทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนในที่นี้ผู้วิจัยสนใจที่จะเลือกใช้เทคนิคที่ไม่ใช้ ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละชั่วโมงอาจใช้ในขั้นน า หรือจะสอดแทรกในขั้นสอนตอน ใดก็ได้หรือใช้ในขั้นสรุปขั้นทบทวนขั้นวัดผลของคาบเรียนใดคาบเรียนหนึ่งตามที่ครูผู้สอนก าหนด เทคนิควิธีเรียนแบบร่วมมือที่มีลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ 1. เทคนิคการพูดเป็นคู่ (Rally robin) เป็นเทคนิควิธีเรียนแบบร่วมมือที่นักเรียนแบ่งเป็น กลุ่มย่อย แล้วครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พูด ตอบ แสดงความคิดเห็นเป็นคู่ๆ แต่ละคู่จะผลัดกัน พูด และฟังโดยใช้เวลาเท่าๆ กัน (Kagan. 1995 : 35) 2. เทคนิคการเขียนเป็นคู่ (Rally table) เป็นเทคนิคคล้ายกับการพูดเป็นคู่ต่างกัน เพียงแต่ละคู่ผลัดกันเขียนหรือวาดแทนการพูด (Kagan. 199 : 35) 3. เทคนิคการพูดรอบวง (Round robin) เป็นเทคนิคที่เปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มผลัด กันพูด ตอบ อธิบายซึ่งเป็นการพูดที่ผลัดกันทีละคนตามเวลาที่ก าหนดจนครบ 4 คน (Kagan. 1995 : 32-33) 4. เทคนิคการเขียนรอบวง (Round table) เป็นเทคนิคที่เหมือนกับการพูดรอบวง แตกต่างกันที่เน้นการเขียนแทนการพูด เมื่อครูถามปัญหาหรือให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น นักเรียนจะผลัดกันเขียนลงในกระดาษที่เตรียมไว้ทีละคนตามเวลาที่ก าหนด (Kagan. 1995 :34- 35)
5. เทคนิคการเขียนพร้อมกันรอบวง (Simultaneous round table) เทคนิคนี้เหมือน การเขียนรอบวง แตกต่างกันที่เน้นให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มเขียนค าตอบพร้อมกัน (Kagan. 1995 : 35) 6. เทคนิคคู่ตรวจสอบ (Pairs check) เป็นเทคนิคที่ให้สมาชิกในกลุ่มจับคู่กันท างาน เมื่อ ได้รับค าถามหรือปัญหาจากครูนักเรียนคนหนึ่งจะเป็นคน า และอีกคนหนึ่งทาหน้าที่เสนอแนะ หลังจากที่ท าข้อที่ 1 เสร็จ นักเรียนคู่นั้นจะสลับหน้าที่กัน เมื่อท าเสร็จครบแต่ละ 2 ข้อ แต่ละคู่จะ น าค าตอบมาและเปลี่ยนและตรวจสอบค า ตอบของคู่อื่น (Kagan. 1995 : 32-33) 7. เทคนิคร่วมกันคิด (Numbered heads together) เทคนิคนี้แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มด้วย กลุ่มละ 4 คน ที่มีความสามารถคละกัน แต่ละคนมีหมายเลขประจ าตัว แล้วครูถามค าถาม หรือ มอบหมายงานให้ท าแล้วให้นักเรียนได้อภิปรายในกลุ่มย่อยจนมั่นใจว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนเข้าใจ ค าตอบ ครูจึงเรียนหมายเลขประจ าตัวผู้เรียน หมายเลขที่ครูเรียกจะเป็นผู้ตอบค าถามดังกล่าว (Kagan. 1995 : 28-29) 8. เทคนิคการเรียงแถว (Line-ups) เป็นเทคนิคที่ง่าย ๆ โดยให้นักเรียนยืนแถวเรียงล าดับ ภาพ ค าหรือสิ่งที่ครูก าหนดให้เช่น ครูให้ภาพต่างๆ แก่นักเรียน แล้วให้นักเรียนยืนเรียงล าดับภาพ ขั้นตอนของวงจรชีวิตของแมลง ห่วงโซ่อาหาร เป็นต้น (Kagan. 1995 : 25) 9. เทคนิคการแก้ปัญหาด้วยจิ๊กซอ (Jigsaw problem solving) เป็นเทคนิคที่สมาชิกแต่ ละคนคิดค าตอบของตนไว้แล้วน าค าตอบของแต่ละคนมารวมกัน เพื่อแก้ปัญหาให้ได้ค าตอบที่ สมบูรณ์เหมาะสมที่สุด (Kagan. 1995 : 32-33) 10. เทคนิควงกลมซ้อน (Inside–outside circle) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนนั่งหรือยืนเป็น วงกลมซ้อนกัน 2 วง จ านวนเท่ากัน วงในหันหน้าออก วงนอกหันหน้าเข้า นักเรียนที่อยู่ตรงกับ จับคู่กันเพื่อสัมภาษณ์ซึ่งกันและกัน หรืออภิปรายปัญหาร่วมกัน จากนั้นจะหมุนเวียนเพื่อเปลี่ยนคู่ ใหม่ไปเรื่อย ๆ ไม่ซ้ า คู่กัน โดยนักเรียนวงนอกและวงในเคลื่อนไปในทิศทางตรงข้ามกัน (Kagan. 1995 : 10) 11. เทคนิคแบบมุมสนทนา (Corners) เป็นเทคนิควิธีที่ครูเสนอปัญหา และประกาศมุม ต่าง ๆ ภายในห้องเรียนแทนแต่ละข้อ แล้วนักเรียนแต่ละกลุ่มย่อยเขียนหมายเลขข้อที่ชอบ มากกว่า และเคลื่อนเข้าสู่มุมที่เลือกไว้นักเรียนร่วมกันอภิปรายภายในกลุ่มตามมุมต่างๆ หลังจาก นั้นจะเปิดโอกาสให้นักเรียนในมุมใดมุมหนึ่งอภิปรายเรื่องราวที่ได้ศึกษาให้เพื่อนในมุมอื่นฟัง (Kagan. 1995 : 20-21) 12. เทคนิคการอภิปรายเป็นคู่ (Pair discussion) เป็นเทคนิคที่ครูก าหนดหัวข้อหรือ ค าถาม แล้วให้สมาชิกทีนั่งใกล้กันร่วมกันคิดและอภิปรายเป็นคู่ (Kagan. 1995 : 35 อ้างถึงใน พิม พันธ์เดชะคุปต์. 2544 : 45) 13. เทคนิคเพื่อนเรียน (Partners) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนในกลุ่มจับคู่เพื่อช่วยเหลือ นักเรียนในบางครั้งคู่หนึ่งอาจไปขอค าแนะน าค าอธิบายจากคู่อื่นๆ ที่คาดว่าจะมีความเข้าใจ
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดีกว่าและเช่นเดียวกันเมื่อนักเรียนคู่นั้นเกิดความเข้าใจที่แจ่มชัดแล้วก็จะเป็น ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนคู่อื่นๆ ต่อไป (อรพรรณ พรสีมา. 2540:17) 14. เทคนิคการคิดเดี่ยว คิดคู่ ร่วมกันคิด (Think-pair-share) เป็นเทคนิคที่เริ่มจาก ปัญหาที่ครูผู้สอนก าหนดนักเรียนแต่ละคนคิดหาค าตอบด้วยตนเองก่อนแล้วน าค าตอบไปอภิปราย กับเพื่อนที่เป็นคู่จากนั้นจึงน าค าตอบของแต่ละคู่มาอภิปรายพร้อมกัน 4 คน เมื่อมั่นใจว่าค าตอบ ของตนถูกต้องหรือดีทีสุด จึงน าค าตอบเล่าให้เพื่อนทั้งชั้นฟัง (Kagan. 1995 : 46-47 อ้างถึงใน พิมพันธ์เดชะคุปต์. 2544 : 41-44) 15. เทคนิคการท าเป็นกลุ่มท าเป็นคู่และท าคนเดียว (Team-pair-solo) เป็นเทคนิคที่ครู ก าหนดปัญหาหรืองานให้แล้วนักเรียนท างานร่วมกันทั้งกลุ่มจนงานส าเร็จ จากนั้นจะแยกท างาน เป็นคู่จนงานส าเร็จ สุดท้ายนักเรียนแต่ละคนแยกมาท าเองจนส าเร็จได้ด้วยตนเอง (Kagan. 1995 : 10 อ้างถึงใน พิมพันธ์เดชะคุปต์. 2541 : 41-45) 16. เทคนิคการอภิปรายเป็นทีม (Team discussion) เป็นเทคนิคที่ครูก าหนดหัวข้อหรือ ค าถาม แล้วให้นักเรียนทุกคนในกลุ่มร่วมกันระดมความคิด และพูดอภิปรายพร้อมกัน (Kagan. 1995 : 38 อ้างถึงใน พิมพันธ์เดชะคุปต์. 2544 : 45) 17. เทคนิคโครงงานเป็นทีม (Team project) เป็นเทคนิคที่เหมาะสมกับวิชา วิทยาศาสตร์มาก เทคนิคนี้เริ่มจากครูอธิบายโครงงานให้นักเรียนเข้าใจก่อนและก าหนดเวลาและ ก าหนดบทบาทที่เท่าเทียมกันของสมาชิกในกลุ่ม และมีการหมุนเวียนบทบาท แจกอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันท าโครงงานที่ได้รับมอบหมาย จากนั้นจะมีการน าเสนอโครงงานของ แต่ละกลุ่ม (Kagan. 1995 : 42-43) 18. เทคนิคสัมภาษณ์เป็นทีม (Team–interview) เป็นเทคนิคที่มีการก าหนดหมายเลข ของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม แล้วครูผู้สอนก าหนดหัวข้อและอธิบายหัวข้อให้นักเรียนทั้งชั้นสุ่ม หมายเลขของนักเรียนในกลุ่มยืนขึ้นแล้วให้เพื่อนๆ ร่วมทีมเป็นผู้สัมภาษณ์และผลัดกันถาม โดย เรียงล าดับเพื่อนให้ทุกคนมีส่วนร่วมเท่าๆ กัน เมื่อหมดเวลาตามที่ก าหนด คนที่ถูกสัมภาษณ์นั่งลง และนักเรียนหมายเลขต่อไปนี้และถูกสัมภาษณ์หมุนเวียนเช่นนี้เรื่อยไปจนครบทุกคน (Kagan. 1995 : 40-41) 19. เทคนิคบัตรค าช่วยจ า (Color-coded co-op cards) เป็นเทคนิคที่ฝึกให้นักเรียน จดจ าข้อมูลจากการเล่นเกมที่ใช้บัตรคา ถาม บัตรค าตอบ ซึ่งนักเรียนแต่ละกลุ่มที่เตรียมบัตรมา เป็นผู้ถาม และมีการให้คะแนนกับกลุ่มที่ตอบได้ถูกต้อง (Kagan. 1995: 38) 20. เทคนิคการสร้างแบบ (Formations) เป็นเทคนิคที่ครูผู้สอนก าหนดวัตถุประสงค์หรือ สิ่งที่ต้องการให้นักเรียนสร้าง แล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายและท างานร่วมกันเพื่อ สร้างชิ้นงาน หรือสาธิตงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น ให้นักเรียนสาธิตว่าฤดูกาลเกิดขึ้นได้อย่างไร
สาธิตการท างานของกังหันลม สร้างวงจรของห่วงโซ่อาหาร หรือสายใยอาหาร ( Kagan. 1995 : 22 ) 21. เทคนิคเกมส่งปัญหา (Send- a-problem) เป็นเทคนิคที่นักเรียนสนุกกับเกมโดย นักเรียนทุกคนในกลุ่มตั้งปัญหาด้วยตัวเองคนละ 1 คา ถามไว้ด้านหน้าของบัตรและค าตอบซ่อน อยู่หลังบัตร นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มก าหนดหมายเลขประจ าตัว 1-4 เริ่มแรกนักเรียนหมายเลข 4 ส่งปัญหาของกลุ่มให้หมายเลข 1 ในกลุ่มถัดไป ซึ่งจะเป็นผู้อ่านค าถามและตรวจสอบค าตอบส่วน สมาชิกคนอื่นในกลุ่มตอบค าถามในข้อถัดไปจะหมุนเวียนให้สมาชิกหมายเลขอื่นตามล าดับ คือ นักเรียนหมายเลข 2 เป็นผู้อ่านค าถาม และตรวจค าตอบจนครบทุกคนในกลุ่ม แล้วเริ่มใหม่ใน ลักษณะเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในรอบต่อๆ ไป (Kagan. 1995 : 36-37) 22. เทคนิคแลกเปลี่ยนปัญหา (Trade-a-problem) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนแต่ละคู่ตั้ง ค าถามเกี่ยวกับหัวข้อที่เรียนและเขียนค าตอบเก็บไว้จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคู่แลกเปลี่ยนค าถาม กับเพื่อนคู่อื่น แต่ละคู่จะช่วยกันแก้ปัญหาจนเสร็จ แล้วน ามาเปรียบเทียบกับวิธีการแก้ปัญหาของ เพื่อนเจ้าของปัญหานั้น (Kagan. 1995 : 59) 23. เทคนิคแบบเล่นเลียนแบบ (Match mine) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งเรียง วัตถุที่ก าหนดให้เหมือนกัน โดยผลัดกันบอกซึ่งแต่ละคนจะท าตามค าบอกเท่านั้นห้ามไม่ให้ดูกัน วิธี นี้ใช้ประโยชน์ในการฝึกทักษะด้านการสื่อสารให้แก่นักเรียนได้(Kagan. 1996:16) 24. เทคนิคเครือข่ายความคิด (Team word – webbing) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนเขียน แนวคิดหลัก และองค์ประกอบย่อยของความคิดหลักพร้อมกับแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความคิด หลักกับองค์ประกอบย่อยบนแผ่นกระดาษลักษณะของแผนภูมิความรู้(Kagan.1995 : 36) เทคนิคการจัดกลุ่มแบบช่วยรายบุคคล (Teams Assisted Individualization หรือ TAI) จัดให้สมาชิกของกลุ่ม 4 คนมีระดับความรู้ต่างกัน ใช้ส าหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 3-6 ผู้สอน เรียกผู้เรียนที่มีความรู้ระดับเดียวกันของแต่ละกลุ่มมาสอน ความยากง่ายของเนื้อหาวิชาที่สอน แตกต่างกัน ผู้เรียนกลับไปยังกลุ่มของตนและต่างคนต่างทางานที่ได้รับมอบหมาย แต่ช่วยเหลือซึ่ง กันและกัน ทุกคนสอบข้อสอบโดยไม่มีการช่วยเหลือกัน มีการให้รางวัลทีมที่ท าคะแนนได้ดีกว่า เดิม แสตด (Student Teams Achievement Division: STAD) เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอน น าเสนอเนื้อหาเรื่องโดยย่อให้ผู้เรียนทั้งหมดฟัง แล้วให้ผู้เรียนท างานร่วมกันเป็นกลุ่มตามที่ก าหนด ในกิจกรรม เพื่อศึกษาให้เข้าใจเนื้อหาและการแก้ปัญหาและเตรียมสอบย่อย โดยทดสอบผู้เรียน เป็นรายบุคคล ท าเช่นเดียวกันในการเรียนเรื่องต่อไปและพิจารณาคะแนนที่พัฒนาขึ้น หาคะแนน ของทีมในแต่ละสัปดาห์โดยคิดคะแนนพัฒนาการของแต่ละคนในกลุ่มรวมกันเป็นคะแนนของทีม ประกาศคะแนนของทีมรวมทั้งผู้เรียนที่มีคะแนนพัฒนาการสูง และให้รางวัล จะเห็นว่าในรูปแบบ ของกิจกรรมที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนรู้โดยร่วมมือร่วมใจกันท างานในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ใด ผู้เรียนจะได้ใช้ความคิดและต้องมีการปฏิบัติด้วย แล้วจึงแสดงความคิดของตนเองแลกเปลี่ยน
กับเพื่อนในกลุ่ม กับเพื่อนต่างกลุ่ม การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจจึงทาให้ผู้เรียนพัฒนา กระบวนการคิด ทักษะในการสื่อสาร ทักษะทางสังคม รวมทั้งการจัดการ จากแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่กล่าวมาแล้ว กิจกรรมส่วนใหญ่ภายในห้องเรียนจะ ด าเนินไปด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยผู้สอนท าหน้าที่เป็นผู้กระตุ้นการเรียนรู้วางแผนจัดกิจกรรม และจัดหาแหล่งข้อมูลที่จะให้เกิดการเรียนรู้รวมทั้งเป็นผู้ขยายความรู้ความคิดของผู้เรียนให้ สมบูรณ์ผู้สอนจึงมีบทบาทส าคัญหลายประการมากกว่าเป็นผู้สอนอย่างเดียว จากการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนแบบร่วมมือร่วมใจนี้ท าให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนทุกคนพัฒนา ก้าวหน้าขึ้น 2.2.4 รูปแบบการสอนการเรียนรู้แบบเรียนรู้เทคนิค TAI พรรณรัศมิ์เงาธรรมสาร ให้ความหมายว่า การเรียนแบบท างานรับผิดชอบร่วมกัน เป็นการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเรียนเป็นกลุ่มเล็ก สมาชิกในกลุ่มจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และรับผิดชอบการท างานของตนเอง เท่ากับรับผิดชอบการท างานของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มด้วย พทุธพร มอญขาม (2550 : 10) ให้ความหมายว่า การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้คือ การจัด กิจกรรมการเรียนที่เน้นการเรียนเป็นกลุ่ม เพื่อให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเกิดการเรียนรู้และ ตระหนักถึงความส าคัญของตนเองในการช่วยให้กลุ่มประสบความผลส าเร็จรวมทั้งการฝึกทักษะ ทาง สังคมให้เกิดกับผู้เรียนด้วย จากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่าการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนอีกรูปแบบหนึ่งที่เน้น ผู้เรียนเป็นส าคัญโดยให้นักเรียนลงมือปฏิบัติงานเป็นกลุ่มย่อย ๆ เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการ เรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน และสนับสนุนให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันการจัดการเรียนการ สอนแบบกลุ่มร่วมมือหรือร่วมมือกันเรียนรู้เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้ความสา คัญต่อการพัฒนา ทัศนคติและค่านิยมในตัวนักเรียนที่จ าเป็นทั้งในและนอกห้องเรียน การจ าลองรูปแบบพฤติกรรม ทางสังคมที่พึงประสงค์ในห้องเรียน การเสนอแนะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวความคิดที่ หลากหลายระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การพัฒนาพฤติกรรมการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์และการ คิดอย่างมีเหตุผล รวมทั้งการพัฒนาลักษณะของผู้เรียนให้รู้จักตนเองและเพิ่มคุณค่าของตนเอง จากกิจกรรมดังกล่าวจะมีผลต่อผู้เรียน โดยสรุปใน 3 ประการ คือ 1. ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน (Cognitive Knowledge) 2. ทักษะทางสังคม โดยเฉพาะทักษะการท างานร่วมกัน (Social Skills) 3. การรู้จักตนเองและตระหนักในคุณค่าของตนเอง (Self-Esteem) สรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI มีกิจกรรม 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (Warm up) 2. ขั้นน าเสนอ (Presentation) 3. ขั้นฝึกหัด (Practice)
4. ขั้นน าไปใช้(Production) 5. ขั้นสรุป 2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ( Academic Achievement) พวงแก้ว โคจรานนท์ (2530: 25) ได้กล่าวไว้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความเข้าใจความสามารถและทักษะวิชาการ รวมทั้งสมรรถภาพทางสมองด้านต่างๆ ได้แก่ ระดับสติปัญญา การคิด การแก้ปัญหาต่างๆของเด็ก ซึ่งแสดงให้เห็นด้วยคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หรือการายงานทั้ง เขียนและพูด การท างานที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนท าการบ้านในแต่ละรายวิชา พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2540: 29) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า คือ คุณลักษณะรวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคล อันเป็นผลมากจากการเรียนการสอน ท าให้ บุคคลเปลี่ยนแปลงพฤตกรรมในด้านต่างๆของสมรรถภาพทางสมอง สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะความสามารถและประสบการณ์ ของบุคคลที่เกิดจากการเรียนการสอน และเป็นผลให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้าน ต่างๆซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.2 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วารี ว่องพินัยรัตน์ (อ้างถึงใน สิริพร ศรีแก้ว. 2556: 34) การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวัดดูว่า นักเรียนมีพฤติกรรมต่างๆตามที่ก าหนดไว้ในจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนมาก น้อยเพียงใด เป็นการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งเกิดจาก การได้รับการฝึกฝนอบรมในช่วงที่ผ่านมาก่อนมีการวัดผลสัมฤทธิ์ การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถวัดได้ 2 แบบ ตามจุดมุ่งหมายและลักษณะวิธีการสอน ดังนี้ การวัดด้านการปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติหรือ ทักษะของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนแสดงความสามารถในรูปของการกระท าจริง การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา อันเป็น ประสบการณ์การการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงพฤติกรรมทางความสามารถด้านต่างๆ สามารถวัด ได้โดยใช้ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ นอกจากนี้ บุญชม ศรีสะอาด (2545: 53) ได้ให้ความหมายของค าว่า แบบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความสามารถของบุคคลในด้านวิชาการ ซึ่งเป็นจากการเรียนรู้ ในเนื้อหาสาระและตามจุดประสงค์ของวิชา อาจจ าแนกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์ หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างขึ้นตามจุดประสงค์เชิง พฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑ์ใช้ตัดสินว่าผู้สอบมีความรู้ตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ หรือไม่ การวัดจุดประสงค์ คือหัวใจส าคัญของแบบทดสอบ 2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม หมายถึงแบบทดสอบที่มุ่งสร้างเพื่อวัดให้ครอบคลุม หลักสูตร จึงสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร ซึ่งสามารถจ าแนกผู้เรียนตามความเก่งหรืออ่อนได้ดี การออกข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่วิเคราะห์ไว้ในตารางวิเคราะห์ จึงเป็นหัวใจส าคัญ ของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในแต่ละวิชานั้น สามารถวัดได้ 2 แบบ คือ การ วัดด้านการปฏิบัติและการวัดด้านเนื้อหาว่าเป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่ก าหนดไว้มากน้อยเพียงใด และการออกแบบทดสอบสามารถก าหนดให้เป็นแบบทดสอบได้ทั้งแบบอิงเกณฑ์ หรืออิงกลุ่ม 2.3.3 แนวคิดและทฤษฎีที่เป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน วารี ถิรจิตร (อ้างถึงใน สิริพร ศรีแก้ว. 2556: 38) กล่าวว่า ในการสร้างแบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีแนวคิดที่ส าคัญได้แก่ เพื่อวัดตามจุดมุ่งหมายทางการศึกษาด้านพุทธิ พิสัย (Cognitive Domain) ซึ่งจ าแนกเป็น 6 ประเภท คือ 1. ความรู้ (knowledge) เป็นเรื่องที่ต้องการรู้ว่า ผู้เรียนระลึกได้ จ าข้อมูลที่เป็น ข้อเท็จจริงได้เพราะข้อเท็จจริงนั้นมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ 2. ความเข้าใจ (Comprehension) แสดงถึงระดับความสามารถด้านการแปลความ การตีความ และขยายความในเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆได้เช่น การจับใจความได้ อธิบาย ความหมาย และขยายเนื้อหาได้ 3. การน าไปใช้ (Application) ต้องอาศัยความเข้าใจเป็นพื้นฐานในการตีความของ ข้อมูล เมื่อต้องการทราบว่าข้อมูลนั้นมีประเด็นส าคัญอะไรบ้าง และรู้จักการเปรียบเทียบแยกแยะ ความแตกต่าง พิจารณาน าข้อมูลไปใช้โดยให้เหตุและผลได้ 4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นทักษะทางปัญญาระดับสูง จะเน้นการแยกแยะ ข้อมูลออกเป็นส่วนย่อยๆ และพยายามมองหาส่วนประกอบที่มีความสัมพันธ์กันแล้วน ามาจัด รวบรวม 5. การวิเคราะห์ (Synthesis) การน าเอาองค์ประกอบต่างๆที่แยกกันอยู่ มารวมเข้า กันให้เป็นรูปแบบใหม่ ถ้าสามารถสังเคราะห์ได้ ก็สามารถประเมินได้ 6. การประเมินค่า (Evaluation) เป็นการใช้เกณฑ์ และมาตรฐานเพื่อพิจารณาว่า จุดมุ่งหมายที่ต้องการนั้นบรรลุผลหรือไม่ การที่ผู้เรียนสามารถประเมินค่าได้ ต้องอาศัยเกณฑ์ หรือ มาตรฐานเป็นแนวทางในการตัดสิน 2.3.4 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เนื่องจากการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อการวิจัยในครั้งนี้ใช้ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบอิงเกณฑ์ ผู้ศึกษาจึงค้นคว้าในเรื่องการสร้างแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์แบบอิงเกณฑ์เพียงอย่างเดียว บุญชม ศรีสะอาด (2545: 59-61) กล่าวถึง การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบบอิง เกณฑ์ ด าเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1. วิเคราะห์จุดประสงค์ คือ การศึกษาเนื้อหาที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และสิ่งที่จะต้องวัดแต่ละหัวข้อว่า ต้องการให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมหรือสมรรถภาพอะไร ก าหนด ออกมาให้ชัดเจน 2. ก าหนดพฤติกรรมย่อยที่ออกข้อสอบ จะพิจารณาว่าจะวัดพฤติกรรมย่อย อะไรบ้าง อย่างละกี่ข้อ พฤติกรรมย่อยดังกล่าว คือจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมนั่นเอง เมื่อก าหนด จ านวนข้อที่ต้องการจริงเสร็จแล้ว ต้องพิจาณาว่าจะออกข้อสอบเกินเท่าใด ทั้งนี้หลังจากน าไป ทดลองใช้และวิเคราะห์คุณภาพของข้อสอบรายข้อแล้ว จะต้องตัดข้อที่มีคุณภาพไม่เข้าเกณฑ์ออก ข้อสอบที่เหลือจะได้ไม่น้อยกว่าจ านวนที่ต้องการจริง 3. ก าหนดรูปแบบของข้อสอบและศึกษาวิธีการเขียนข้อสอบ คือการตัดสินใจว่าจะ ใช้ค าถามรูปแบบใด และศึกษาวิธีการเขียนข้อสอบเพื่อน าไปใช้ในการเขียนข้อสอบจริง 4. เขียนข้อสอบ คือ การลงมือเขียนข้อสองตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมตามตาราง ที่ก าหนดจ านวนข้อสอบของแต่ละจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม และใช้รูปแบบเทคนิคการเขียนตามที่ ศึกษา 5. ตรวจทานข้อสอบ คือ การน าข้อสอบที่เขียนเสร็จแล้วมาตรวจทานอีกครั้ง โดย พิจารณาความถูกต้องตามหลักวิชา ภาษาที่ใช้มีความชัดเจนเข้าใจง่ายหรือไม่ และควรมีตัวถูกตัว ลวง 6. ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความเที่ยงตรงตามเนื้อหา คือ น าจุดประสงค์เชิง พฤติกรรม และข้อสอบที่วัดแต่ละจุดประสงค์ไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผล และด้านเนื้อหา จ านวนไม่ต่ ากว่า 3 คน พิจารณาข้อสอบว่ามีความตรงกับจุดประสงค์หรือไม่ ควรพิจารณาให้ เหมาะสม 7. พิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลอง คือ การน าแบบทดสอบทั้งหมดที่ผ่านการ พิจารณ าว่าเหมาะสม เข้าเกณฑ์ในขั้นที่ 6 มาพิมพ์เป็นแบบทดสอบ มีค าชี้แจงเกี่ยวกับ แบบทดสอบ วิธีตอบ จัดวางรูปแบบพิมพ์ให้เหมาะสม แล้วจึง 8. ทดลองใช้ วิเคราะห์คุณภาพ ปรับปรุง 9. พิมพ์แบบทดสอบฉบับจริง โดยเน้นรูปแบบการพิมพ์ที่ประณีต มีความถูกต้อง มี ค าชี้แจงที่ละเอียด แจ่มแจ้งเข้าใจง่าย 2.3.5 คุณลักษณะแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี
ชวาล แพรัตกุล (อ้างถึงใน สิริพร ศรีแก้ว. 2556: 37) กล่าวถึงคุณลักษณ ะของ แบบทดสอบที่ดี ไว้ดังนี้ 1. ต้องเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง คุณสมบัติที่ท าให้ผู้ใช้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ แบบทดสอบที่มีความเที่ยงตรงสูง คือ แบบทดสอบที่สามารถท าหน้าที่วัดสิ่งที่เราจะวัดได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสมตาม ความมุ่งหมาย 2. ต้องยุติธรรม (Fair) คือ โจทย์ค าถามทั้งหลายต้องไม่มีช่องทางให้เด็กเดาค าตอบ ได้ ไม่เปิดโอกาสให้เด็กเกียจคร้าน หรือคนที่ดูต าราสามารถตอบค าถามได้ดี 3. ต้องถามลึก (Searching) สามารถวัดความลึกซึ้งของวิทยาการตามแนวดิ่ง มากกว่าการวัดตามแนวกว้าง ว่ารู้มากน้อยเพียงใด 4. ต้องยั่วยุ (Exemplary) ค าถามมีลักษณะท้าทาย ชักชวนให้เด็กสอบแล้วมีความ อยากรู้ที่จะค้นคว้าต่อไป 5. ต้องจ าเพาะเจาะจง (Definite) เด็กอ่านค าถามแล้วต้องเข้าใจแจ่มชัดว่าครูถาม ถึงอะไร หรือให้คิดอะไร ไม่คลุมเครือ 6. ต้องเป็นปรนัย (Objectivity) หมายถึงคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 6.1 แจ่มชัดในความหมายของค าตอบ 6.2 แจ่มชัดในวิธีตรวจหรือมาตรฐานการให้คะแนน 6.3 แจ่มชัดในการแปลความหมายของข้อความ 7. ต้องมีประสิทธิภาพ (Efficiency) สามารถให้คะแนนที่เที่ยงตรง และเชื่อถือได้ มากที่สุดภายใต้การใช้เวลา แรงงาน และเงินน้อยที่สุดด้วย 8. ต้องยากพอเหมาะ (Difficulty) 9. ต้องมีอ านาจจ าแนก (Discrimination) สามารถแยกเด็กออกเป็นประเภทได้ทุก ระดับ ตั้งแต่เด็กที่เรียนอ่อนสุดถึงเก่งสุด 10. ต้องเชื่อมั่นได้ (Reliability) ข้อสอบนั้นสามารถให้คะแนนได้คงที่แน่นอน ไม่ แปรผัน สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแต่ละวิชานั้น สามารถวัดได้ 2 แบบ คือ การวัดด้านการปฏิบัติและการวัดด้านเนื้อหาตามจุดประสงค์ ลักษณะวิธีในการสร้างแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีแนวคิดที่ส าคัญได้แก่ การเขียนข้อสอบวัดตามการจัดประเภท จุดมุ่งหมายทางการศึกษาด้านพุทธพิสัย (Cognitive Domain) ของ Bloom ซึ่งจ าแนกเป็น 6 ประเภท คือ ความรู้ (knowledge) ความเข้าใจ (Comprehension) การน าไปใช้ (Application) การวิเคราะห์ (Analysis) การวิเคราะห์ (Synthesis) และการประเมินค่า (Evaluation) อีกทั้ง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ยังต้องมีความเที่ยงตรง มีประสิทธิภาพ มีอ านาจจ าแนก และเชื่อมั่นได้ 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะทั้งในและต่างประเทศมีดังนี้ 2.5.1 งานวิจัยในประเทศ บ าเพ็ญ ยอดมา. (2551 : 78) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนรู้ แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการแบ่งกลุ่ม มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.5 กมล ขวัญคุ้ม. (2550 : 74) ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Jigsaw)เรื่องการเมือง การปกครอง กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มีค่า ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8242 หมายความว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนหลัง เรียนด้วย การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Jigsaw) นักเรียนมีพฤติกรรมประชาธิปไตยเฉลี่ยทุกแผน คิดเป็น ร้อยละ 91.21 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก กัลยา จันทร์กอง. (2550 : 44-45) ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกหิน อ าเภอศรีเทพจังหวัด เพชรบูรณ์พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติมี ประสิทธิภาพ 80.00/81.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์80/80 ที่ก าหนดไว้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นิภาพร ศรีสุภาพ. (2550 : 70-71) ศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเรื่อง พลเมือง ดีตามวิถีประชาธิปไตย กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.31/83.40 เป็นไปตามเกณฑ์80/80 ที่ตั้งไว้มีค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้เท่ากับ 0.6145 หมายความว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ 61.45 ปฐมพงษ์บานฤทัย. (2550 : 105) ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Jigsaw) เรื่องการเมือง การปกครองสมัยอยุธยา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือมีประสิทธิภาพเท่ากับ 93.25/91.42 นักเรียนที่ เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.89 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียน คิดเป็นร้อยละ 88.84 นักเรียนมีเจตคติด้านความรักชาติ ความภูมิใจต่อชาติและการเมืองการปกครองสมัยอยุธยา ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการศึกษาเรื่อง การเมืองการปกครองสมัยอยุธยา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมในระดับ มาก พุทธพร มอญขาม. (2550 : 95) ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง พลเมืองดีกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 82.72.83.07 แสดงว่าแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสา คัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ0.6872 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ68.72 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อ การเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่องพลเมืองดีอยู่ในระดับมากที่สุด 2.5.2 งานวิจัยต่างประเทศ Latsch-Lybeck. (2001 : 38) ได้ศึกษาเพื่อเปรียบเทียบผลของการเรียนแบบร่วมมือกับการเรียน แบบรายบุคคลที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทัศนคติต่อการท างานกลุ่มของนักศึกษาเทคนิค การแพทย์โดยมีนักศึกษาระดับปริญญาตรีรวม 8 คณะเข้าร่วมโครงการวิจัยจ านวน 216 คน แบ่งเป็นการเรียนแบบรายบุคคล 107 คน และการเรียนแบบร่วมมือจ านวน 109 คน ผู้สอนใช้การ เรียนแบบกลุ่มร่วมมือในช่วงเวลา 1 ภาคเรียนและใช้การเรียนแบบรายบุคคลในช่วงเวลาของภาค เรียนต่างกัน ผู้วิจัยได้ทา การทดสอบก่อนเริ่ม โครงการของ นักศึกษาเพื่อจัดข้อมูลพื้นฐานโดยใช้แบบทดสอบที่สร้างขึ้นและแบบทดสอบชุดนี้น าไปทดสอบอีก ครั้งหลังสิ้นสุดโครงการเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนส าหรับการวัดทัศนคติของนักศึกษาต่อการ ท างานแบบกลุ่มและต่อวิชาเรียนดังกล่าวได้ทา การประเมินโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ในการสอนวิชา Hematology เมื่อน าผลการเรียนของนักศึกษา จาก 2 คณะ รวมกันปรากฏว่าผลการเรียนแบบร่วมมือสูงกว่าผลการเรียนแบบรายบุคคล อย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.1 Frazee. (2004 : 17) ได้ท าการวิจัยยุทธศาสตร์การเรียนรู้แบบร่วมมือบนพื้นฐานของความเชื่อ การท างาน และการเรียนรู้แบบร่วมมือก าลังได้รับการยอมรับจากครูทั่วโลกนักการศึกษาและ ผู้เชี่ยวชาญการสอนได้สนับสนุนวิธีการเรียนรู้นี้ว่าท าให้นักเรียนมีความสามารถในด้านองค์ความรู้ และการคิด นอกจากนี้นักเรียนยังมีปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกันในขณะที่เรียนรู้แบบร่วมมือส่งผลต่อการ เรียนรู้ของผู้เรียน การวิจัยนี้ได้เปรียบเทียบการเรียนรู้ที่น า เอาเทคนิคแบบร่วมมือมาประยุกต์ใช้ ควบคู่กับการเรียนรู้และอีกกลุ่มไม่ใช้เทคนิคแบบร่วมมือ จากกลุ่มตัวอย่าง 89 คน แบ่งเป็น 2 ห้อง พบว่าทั้ง 2 ห้องนี้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แตกต่าง กัน ห้องที่ไม่ได้น าเอาเทคนิคแบบร่วมมือใช้นักเรียนมีความสามารถในด้านการใช้ถ้อยค าบรรยาย อยู่ในระดับต่ ากว่าห้องที่น าเอาเทคนิคแบบร่วมมือ นอกจากนี้นักเรียนที่เรียนรู้แบบร่วมมือ มีการ สร้างแรงจูงใจให้กับนักเรียนที่เรียนอ่อน ท าให้นักเรียนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันภายในกลุ่ม และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้นอกจากนี้ยังพบว่า ถ้ามีการก าหนดขอบเขตของการ ท างานนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยเทคนิคแบบร่วมมือมีความสามารถในด้านการคิดวิเคราะห์และมี ประสิทธิภาพในการท างานสูงกว่านักเรียนที่ไม่ใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีที่ สามารถน าไปใช้ในการท างานภายหลังจากการเรียนรู้
Boden, Archwamety and McFarland. (2000 : 9) ได้เปรียบเทียบวิธีการจัดการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนแบบกลุ่มกับการสอนแบบปกติในระดับชั้นมัธยมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า วิธีการ จัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนแบบกลุ่ม ท าให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการสอนแบบปกติและสิ่งส าคัญที่สุดที่พบในการวิจัยครั้งนี้คือ พบว่าการ จัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนแบบกลุ่มมีประสิทธิภาพเหนือกว่าวิธีการสอนแบบปกติโดยไม่ เกี่ยวกับปัจจัยด้านขนาดของชั้นเรียนแต่อย่างใดจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและ ต่างประเทศสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สามารถน าไปพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ท าให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จึงเหมาะที่จะน ามาใช้พัฒนา แผนจัดการเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ต่อไป จากการศึกษางานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการสอน แบบร่วมมือเทคนิค TAI สามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพราะท าให้นักเรียนสนใจบทเรียน เพราะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ท าให้ชั้นเรียนเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ช่วยให้ผู้เรียน เรียนรู้และเข้าใจบทเรียนได้เร็ว ท าให้การสอนของครู การเรียนของนักเรียนมีประสิทธิภาพและ นักเรียนมีพัฒนาการทักษะทางภาษาได้ดียิ่งขึ้น
บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการเขียนประโยคภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรมการสอนแบบ ร่วมมือเทคนิค TAI เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน (20000-1208) ส าหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ และ เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาอังกฤษโดยใช้แบบทดสอบก่อนและหลังการเรียนแบบคู่ขนาน จากหน่วยการเรียน จ านวน 3 หน่วยการเรียน และแบบทดสอบวัดผสัมฤทธิ์ โดยใช้สาระทั้ง 3 หน่วยการเรียน จ านวน 30 ข้อ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบเขตของการวิจัย ไว้ดังนี้ 3.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้น ปีที่ 3 กาญจนาภิเษก วิทยาลัย ช่างทองลวง ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ เตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน รหัสวิชา 20000-1208 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 130 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขา ช่างทองหลวง และสาขางานเครื่องประดับอัญมณี จ านวน 21 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ ได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง 3.1.3 ตัวแปรที่ศึกษา การวิจัยครั้งนี้ มีตัวแปรที่ศึกษา ดังนี้ ตัวแปรอิสระ ได้แก่ 1. การจัดการเรียนการสอนเน้นทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมการเรียน แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TAI (Team Assisted Individualization) ในหน่วยการเรียน Unit 1 เรื่อง job vacancies Unit 2 เรื่อง Resume และ Unit 3 เรื่อง Letter of Application แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนแบบคู่ขนานประจ าหน่วยการเรียนทั้ง 3 หน่วยการเรียน 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ จ านวน 30 ข้อ ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นทักษะการเขียน โดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TAI (Team Assisted Individualization) และ ผลคะแนนจากการท าแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ที่มีสาระจากหน่วยการเรียน 3 หน่วยการเรียน รายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208 จ านวน 30 ข้อ
3.1 วิธีด าเนินการวิจัย 3.2.1 จัดท าแผนการสอน โดยเน้นทักษะการเขียนตามเนื้อหา โดยมีการสอดแทรก กิจกรรมการเรียนสอนแบบร่วมมือ เทคนิค TAI (Team Assisted Individualization) 3.2.2 จัดให้นักศึกษามีการท าแบบทดสอบก่อนเรียน และแบบทดสอบหลังเรียนเมื่อ เรียนจบในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ 3.2.3 จัดให้มีการสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังจากการเรียนครบทั้ง 3 หน่วยการเรียนรู้ จ านวน 30 ข้อ 3.2.4 น าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนเปรียบเทียบกับผลคะแนนก่อน การเรียน 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ในหน่วยการ เรียนที่ 1-3 ในรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ เป็นแบบทดสอบค าตอบ 5 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ ที่มีค าถามครอบคลุมสาระการเรียนในหน่วย การเรียนที่ 2-4 3.4 ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือในการวิจัย การสร้างแบบทดสอบที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อใช้วัดความรู้ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีการสร้างดังนี้ 3.4.1 ศึกษาเนื้อหาจากหลักสูตรและแผนการเรียนการสอน 3.4.2 ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ตามหลักสูตร และเอกสารประกอบการเรียน 3.4.3 สร้างแบบทดสอบ แบบปรนัย 5 ตัวเลือก เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉพาะ สาระที่ครอบคลุมเนื้อหาในหน่วยที่ 1-3 จ านวน 30 ข้อ 3.4.4 น าแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแบบทดสอบในด้านความเที่ยงตรง ของเนื้อหา จ านวน 3 คน ประกอบด้วย 1. นางสาวพรทิพย์ แก้วแววน้อย 2. นางสาวปาลิตา นามโสม 3. นางสาวนันทพัทธ์ พุกประยูรรัตน์ 3.4.5 หาประสิทธิภาพของแบบทดสอบ โดยสูตร (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540) ดังนี้ สูตร IOC = N R IOC = ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา R = คะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
R = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N = จ านวนผู้เชี่ยวชาญ ก าหนดคะแนนของผู้เชี่ยวชาญเป็น +1 หรือ 0 หรือ -1 ดังนี้ +1 = แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ระบุไว้จริง 0 = ไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ระบุไว้ - 1 = แน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่ได้วัดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ระบุไว้ เกณฑ์ขั้นต่ าของค่า IOC ที่ยอมรับได้เท่ากับค่าที่เกินครึ่งหนึ่งของผู้เชี่ยวชาญหาร ด้วยจ านวนผู้เชี่ยวชาญ คือ 5 3 เท่ากับ 0.60 เกณฑ์ขั้นสูงของค่า IOC คือ 5 5 เท่ากับ 1 ค่า IOC ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแต่ละข้อที่ยอมรับได้ คือมี ค่าตั้งแต่ 0.6-1 3.4.6 เลือกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านการหาประสิทธิภาพ แล้ว โดยผู้ศึกษาได้พิจารณาคัดเลือกแบบทดสอบที่มีค่าคะแนนตั้งแต่ 0.6 ขึ้นไป 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซึ่งผู้วิจัยด าเนินการ ทดลองเพื่อเน้นทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรมการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI เพื่อ เพิ่มผลสัมฤทธิ์ในรายวิชาภาษาอังกฤษ ในหน่วยการเรียนเรื่อง Unit 2 เรื่อง job vacancies Unit 3 เรื่อง Resume และ Unit 4 เรื่อง Letter of Application และศึกษาพัฒนาการด้าน การเขียน การให้คะแนนการเขียนด้วยเกณฑ์การให้คะแนนการเขียนด้วย Rubric Score ในส่วน ของคะแนนเก็บ หลังจากนั้นให้นักเรียนท าแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ครอบคลุมสาระ การเรียนรู้ทั้ง 3 หน่วยการเรียนรู้ 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการท าแบบทดสอบทั้งก่อนเรียน และหลังเรียน หลังจากที่จัดการเรียนการสอนโดยเน้นทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรม การสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในรายวิชาด้วยการจัดกระบวนการเรียนการ สอนแบบ ในหน่วยการเรียนเรื่อง Unit 2 เรื่อง job vacancies Unit 3 เรื่อง Resume และ Unit 4 เรื่อง Letter of Application 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัย การพัฒนาทักษะการเขียนประโยคภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรมการสอนแบบ ร่วมมือเทคนิค TAI เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน (20000-1208) ส าหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทอง หลวง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดย การจัดรูปแบบการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI และ เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลัง การเรียน ตอนที่ 2 ผลการพัฒนาความสามารถในการเขียนประโยคภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรมการ สอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI จ านวน 3 หน่วยการเรียนรู้ ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลัง การเรียนตารางที่ 4.1 ส่วนต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการเรียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการสอนด้วยกิจกรรมการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI N = 33 การทดสอบ ค่าเฉลี่ยของคะแนน ค่าเฉลี่ยของ ผลต่าง ร้อยละของ ผลต่าง ก่อนการเรียน 11.12 10.82 36.06 หลังการเรียน 21.94 จากตารางที่ 4.1 แสดงให้เห็นคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษ เตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน รหัสวิชา 20000-1208 ก่อนการเรียนและหลังการเรียน ด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกิจกรรมการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI สามารถท าให้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีค่าเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังการเรียนที่สูงขึ้นแตกต่างกัน ที่ร้อยละ 36.06 ตอนที่ 2 ผลการพัฒนาความสามารถในการเขียนประโยคภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรมการ สอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI ตามหน่วยการเรียนรู้ ดังนี้ job vacancies Unit 2 Resume Unit 3 Letter of Application Unit 4
ตารางที่ 4.2 ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากคะแนนการเขียนในแบบฝึกหัดประจ าหน่วย การเรียนรู้ 3 หน่วย นักเรียน 33 คน Exercise 1 Exercise 2 Exercise 3 Exercise 4 Exercise 5 Test คะแนน รวม เฉลี่ย ร้อยละ ค่าเฉลี่ยของ คะแนน 5.42 7.55 5.82 5.91 6.73 11.64 43.06 53.83 จากตารางที่ 4.2 แสดงผลการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนประโยค ภาษาอังกฤษ ด้วยกิจกรรมการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแต่ละ หน่วยการเรียนแล้ว ผู้วิจัยได้จัดให้นักเรียน าแบบฝึกหัดการเขียนประโยคภาษาอังกฤษ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เขียนประโยคภาษาอังกฤษ มีคะแนนการพัฒนาด้านทักษะการเขียน รวมกับ คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คิดเป็นร้อยละ 53.83
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการเขียนประโยคภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรมการสอน แบบร่วมมือเทคนิค TAI เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการ ท างาน (20000-1208) ส าหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ครั้งนี้สรุปผลการวิจัย และมีข้อเสนอแนะดัง รายละเอียดต่อไปนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย การศึกษาค้นคว้ามีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนประโยคานภาษาอังกฤษด้วย กิจกรรมการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI (Team Assisted Individualization) และเพื่อเพิ่ม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ วิธีการด าเนินการวิจัย 1. ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 กาญจนาภิเษกวิทยาลับ ช่างทองหลวง ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อม เพื่อการท างาน รหัสวิชา 20000-1208 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 130 คน กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขาช่างทองหลวง และ เครื่องประดับอัญมณี ในระบบ จ านวน 33 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการคัดเลือกแบบ เฉพาะเจาะจง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ครอบคลุมสาระการเรียนจ านวน 3 หน่วย การเรียนรู้ในรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน รหัสวิชา 20000-1208 เป็น แบบทดสอบแบบผสมผสานอัตนัย และปรนัย ค าตอบ 4 ตัวเลือก รวมจ านวน 30 ข้อ 2.2 แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนประโยค ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อเน้นการฝึกทักษะ ด้านการเขียนประโยคให้ถูกต้อง โดยมีเนื้อหาสอดคล้องกลับสาระการเรียนรู้ใน 3 หน่วยการเรียน จ านวน 5 แบบฝึกหัด การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากคะแนนการอ่านออกเสียงจ านวน 5 ชิ้นงาน ประจ าหน่วยการ เรียน จ านวน 3 หน่วยการเรียนรู้ จัดสัดส่วนคะแนน เป็นหน่วยละ 10 คะแนน จากนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างจ านวน 21 คน การประเมินคะแนนด าเนินการโดยการตรวจความถูกต้อง น าคะแนนที่ ได้มาหาค่าเฉลี่ยเพื่อสรุปวัดความสามารถด้านการเขียนของนักเรียน จากนั้นเมื่อนักเรียนเรียนจบ 3 บทเรียน จึงให้นักเรียนท าแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์หลังการเรียน จ านวน 30 ข้อ แล้วน าผล คะแนนมาเพื่อหาค่าเฉลี่ย เพื่อดูผลของการพัฒนาทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล 1. หาค่าร้อยละของคะแนนรวมจากการท าแบบฝึกหัดการเขียน ตามแบบฝึกการเขียน 2. เปรียบเทียบคะแนนก่อนการเรียน (Pretest) กับคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังการเรียน (Post Test) ในรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน รหัสวิชา 20000-1208 โดยหาค่าเฉลี่ย และค่าเฉลี่ยร้อยละของความต่าง 5.1 สรุปผลการวิจัย 1. นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนเรียนภาษาอังกฤษเพื่อ เตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน รหัสวิชา 20000-1208 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 130 คน ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI (Team Assisted Individualization) เพื่อเน้นทักษะการเขียน เพื่อให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีค่าเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน ที่สูงขึ้นแตกต่างกันที่ร้อยละ 36.06 2. ผลการศึกษาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษด้วยการสอนแบบร่วมมือด้วย เทคนิค TAI (Team Assisted Individualization) พบว่านักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนรวมทั้ง 3 หน่วยการ เรียน ที่ร้อยละ 58.53 5.2 อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิจัย นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนเรียน ภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน รหัสวิชา 20000-1208 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 จ านวน 130 คน ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยด้วยการสอนแบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TAI (Team Assisted Individualization) มีผลสัมฤท ธิ์ท างก ารเรียนสูงขึ้น เนื่องมาจากรูปแบบการจัดการเรียนสอนเอื้อต่อการเรียนรู้ ซึ่งผู้วิจัยได้ด าเนินการตามขั้นตอน คือ 1) วางแผนและเตรียม คือการจัดท าแผนการสอน ออกแบบแบบฝึกการอ่านให้สอดคล้องกับ
เนื้อหาที่เรียน 2) ขั้นผู้เรียนท าความเข้าใจซึ่งครูจะเน้นที่วิธีการเขียนรูปประโยคภาษาอังกฤษ การวิเคราะห์ความหมาย การเรียงล าดับค า ตามโครงสร้างทางภาษา 3) ขั้นฝึก ในขั้นนี้นักเรียนจะ ได้รับการฝึกพร้อมกันทั้งห้อง นักเรียนสามารถแสดงตัวอย่างค า ข้อความ ประโยคจากง่ายๆ สั้นๆ ไปหาสิ่งที่ซับซ้อนขึ้น 4) ขั้นผลงาน กิจกรรมขั้นนี้ส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ภาษาทั้งทักษะการเขียนด้วย ตนเอง ปรึกษากันในกลุ่ม ซักถามความถูกต้องจากครูผู้สอน แล้วน าความรู้ไปเผยแพร่ให้เพื่อกลุ่ม อื่น และสอนการเขียน และ 5) ขั้นประเมินผล (Evaluation) ขั้นนี้ ครูประเมินผลความก้าวด้าน การเขียนประโยค โดยการตรวจผลลงานจากการท าแบบฝึกหัดการเขียน จ านวน 5 แบบฝึก โดย การตรวจความถูกต้องามโครงสร้าง และการบอกความหมาย และสังเกตการท างานในห้องเรียน เป็นการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ในส่วนของวิธีการวัดผล ครูผู้สอนด าเนินการโดยให้นักเรียนท าแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบคู่ขนาน ลักษณะเช่นนี้อาจท าให้นักเรียนสามารถจ าข้อ ค าถามของแบบทดสอบได้ และมีการพัฒนาความรู้ตามแนวทางของแบบทดสอบ เมื่อมีการท า แบบทดสอบหลังเรียนใหม่อีกครั้งจึงสามารถท าคะแนนได้มาก สอดคล้องกับบ าเพ็ญ ยอดมา. (2551 : 78) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่มี ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการ แบ่งกลุ่ม มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 5.3 ปัญหาที่พบในงานวิจัย ในช่วงแรก ผู้เรียนไม่ท าแบบฝึกให้ครบจ านวน 5 แบบฝึก 5.4 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1. ควรสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการให้เข้ากับสภาพ สังคมในปัจจุบัน 2. ควรส่งเสริมการน าความรู้มาประยุกต์ใช้ และน าเสนอในกิจกรรมการแสดงผลงาน และนิทรรศการต่างๆ ข้อเสนอแนะเพื่อการท าวิจัยครั้งต่อไป 1. เปรียบเทียบวิธีการสอนในรูปแบบต่างๆ ในรายวิชาภาษาอังกฤษรหัสอื่นๆ 2. สร้างและพัฒนาสื่อการเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษให้มีความหลากหลายมากขึ้น
บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2545). คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประ เทศ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์กรรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. กมล ขวัญคุ้ม. (2550). การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (jigsaw) เรื่องการเมืองการปกครองกลุ่ม สาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม. การศึกษาค้นคว้าแบบอิสระสาขาวิชา หลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. กระทรวงศึกษาธิการ. 2552. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด กัลยา จันทร์กอง. (2550). การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง สิ่งแวดล้อมทาง ธรรมชาติชั้น ประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนบ้านโคกหิน อา เภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร- มหาบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ชวาล แพรัตกุล. 2520. เทคนิคการเขียนข้อสอบ. กรุงเทพฯ. :โรงเรียนแพรัตอนุสรณ์ ทิศนา แขมมณี. (2555). องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ทฤษฎีีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ธูปทอง กว้างสวาสดิ์. 2549. คู่มือการสอนภาษาอังกฤษ. ภาควิชาหลักสูตรและการสอน: คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
นิภาพร ศรีสุภาพ. (2550). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง พลเมืองดีตามวิถี ประชาธิปไตย กลุ่ม สาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 การศึกษา มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. เบ็ญจา ลาภโสภา. 2548. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษส าหรับ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่สอนด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้. วิทยานิพนธ์ปริญญ มหาบัณฑิต สาขาวิชา หลักสูตรและการนิเทศ. บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปกร. บุญชม ศรีสะอาด. 2545. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯซ สุวีริยาสาส์น. บ าเพ็ญ ยอดมา. (2551). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคแบ่งกลุ่ม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ปฐมพงษ์บานฤทัย. (2550). การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิกซอว์เรื่อง การเมืองการ ปกครองสมัยอยุธยา กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่2. ปริญญาครุศา สตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. ปราณีธนะชานันท์. 2547. “ทักษะการเรียนภาษาอังกฤษ.” (ออนไลน์) จาก http://dueannapatest.blogspot.com/2010_09_01_archive.html เข้าถึง [9 มกราคม 2554]. ปิยวรรณ ศิริรัตน์. 2543. การเปรียบความเข้าใจในการอ่าน ความสามารถในการเขียน ภาษาอังกฤษ และ ความสามารถในการท างานร่วมกันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอน แบบโครงสร้าง
ระดับยอด ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนแบบ CIRC กับการสอนตามคู่มือครู. ปริญญา นิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. พวงแก้ว โคจรานนท์. 2530. บุคลิกภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5-6 ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกองการศึกษาเทศบาล เมืองอุดรธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2540. วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์(พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ: ส านักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. พิมพันธ์เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ : แนวคิด วิธีและเทคนิค การสอน. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์. พุทธิพร มอญขาม. (2550). การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง พลเมืองดีกลุ่ม สาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่4. ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชา สังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ภาณุ หาญจริง, พัฒนชัย ถนัดค้า, พนมวัลย์สุริยมณฑล. 2553. ทักษะภาษาไทย, บทที่4. มหาวิทยาลัย แม่ฟ้าหลวง. เชียงใหม่. วรรณทิพา รอดแรงค้า. 2540. การเรียนแบบร่วมมือ. กรุงเทพมหานคร คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ษมาสิริ โชติกลาง. 2546. การพัฒนาทักษะการฟัง-พูด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ BSLIM Model.
การค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สนิท ตั้งทวี. 2538. การใช้ภาษาเชิงปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร :โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮาส์. 35 สิริพร ศรีแก้ว. 2556. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้การเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้ B-SLIM Model ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. การค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขา หลักสูตรและ การสอน. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. เสนีย์วิลาวรรณ. 2544. พัฒนาทักษะภาษาไทย. เล่ม 3, หน้า 156 – 159. กรุงเทพมหานคร. สุมิตรา อังวัฒนากุล. 2540. วิธีสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อรวรรณ บุญยืน. การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 โดยใช้ B-SLIM Model. การค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและ การสอน. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. อาภรณ์ ใจเที่ยง. 2537. หลักการสอน. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. อัจจิมา เกิดผล. 2533. หลักการเขียนภาษาไทย 1. หน้า 71 – 101. รวบรวมโดยไพทูรย์สินลา พันธ์ และคนอื่นๆ พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อัจฉรา ชีวพันธ์. 2538. กิจกรรมการเขียนสร้างสรรค์ในชั้นประถมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ ไทยวัฒนาพานิช.
Boden Andrea, Archwamety Teara and McFarland Max. 2000. Programmed Instruction in Secondary Education. Educational Resources International Center. Finocchiaro, 1958. Reflections on the Past, Present and the Future, English Teaching Forum 5. Frazee, James Phillip. 2004. Quest Design Strategies : A Case Study Measuring the Effect of Students’ Personal Agency Belief’s, Engagement, and Learning. Dissertation Abstracts International. Harris. David P. 1969. Teaching English as a Second Language. New York: McGraw-Hill Book company Huang, Xiao. 2010. B-SLIM and Its Application to College English peaking Teaching. Dissertation Abstracts International. Unpaged. Johnson, D.W. ; Johnson, R.T. and Smith, K.a. 1991. Cooperative Learning Increasing College Faculty Instructional Productivity. Higher Education Report No.4. Washington D.C. The George Washington University. Kagan, S. 1995. Cooperative Learning & Wee Science. San Clemento : Kagan Cooperative Learning.
Latsch-Lybeck, Linda Jean. 2001. Effects of Cooperative Learning on Achievement and Attitudes Toward Teamwork in Medical Technology Students. New York. McCrimmon, P.M. and James, McCrimmon. 1978. Writing with a Purpose Shorted. Boston : Hougton Mifflin company. Oliva, Peter F. 1988. Developing the curriculum / Peter F. Oliva. Glenview, III : Scott, Foresman.