The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้ เรื่องเศรษฐศาสตร์ ม ต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pishpis, 2021-02-28 02:59:02

ใบความรู้ เรื่องเศรษฐศาสตร์ ม ต้น

ใบความรู้ เรื่องเศรษฐศาสตร์ ม ต้น

109

บทท่ี 3
เศรษฐศาสตร

สาระสําคญั

เศรษฐศาสตรเ ปนวิชาทีว่ า ดว ยเรื่องเก่ยี วกับการกระจายทรพั ยากรทีม่ อี ยอู ยา งจํากัดใหสามารถสนอง
ตอ ความตอ งการของคนในสงั คมอยางเปน ธรรม การพฒั นาเศรษฐกจิ เปน การเปลย่ี นแปลงโครงสรา งทางสังคม
การเมือง และเศรษฐกิจ ใหอยูในภาวะทเี่ หมาะสม โดยแตละประเทศจะมีจุดมุงหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ท่ไี มเ หมือนกนั ท้งั นขี้ ้นึ อยกู บั ทรัพยากรการผลติ สภาพภูมิศาสตร ตลอดจนพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมท่ีแตกตาง
กัน โดยมีเปาหมายเหมือนกัน คือ ตองการใหเกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประชากรของประเทศ
มมี าตรฐานการครองชีพสูงข้นึ

ผลการเรียนรูที่คาดหวัง

1. อธิบายความหมาย ความสาํ คัญของเศรษฐศาสตรมหภาคและจลุ ภาคได
2. อธบิ ายพรอมยกตวั อยางระบบเศรษฐกิจไทยได
3. เปรยี บเทียบเศรษฐกิจของไทยกบั ประเทศในอาเซียนได
4. ยกตวั อยา งผลกระทบของการเปลีย่ นเศรษฐกจิ ท่ีมตี อประเทศไทยได
5. รแู ละเขา ใจสทิ ธิพนื้ ฐานของผบู รโิ ภคได
6. นาํ เสนอผลการเปรยี บเทียบสภาพเศรษฐศาสตรข องประเทศในทวีปเอเชีย
7. รูและเขาใจบทบาทและความสําคัญของการรวมกลุมประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น

ขอบขา ยเนอื้ หา

เรอื่ งที่ 1 ความหมาย ความสําคญั ของเศรษฐศาสตรม หภาคและจลุ ภาค
เรอ่ื งท่ี 2 ระบบเศรษฐกจิ ในประเทศไทย
เรื่องที่ 3 คณุ ธรรมในการผลติ และการบรโิ ภค
เรอ่ื งท่ี 4 กฎหมายและขอ มลู การคุมครองผบู รโิ ภค
เร่อื งที่ 5 ระบบเศรษฐกิจของประเทศตา ง ๆ ในเอเชีย
เรอ่ื งที่ 6 ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน

110

เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย ความสาํ คญั ของเศรษฐศาสตรมหภาคและจลุ ภาค

ความหมาย เศรษฐศาสตร เปนวิชาวาดวยการผลิต การจําหนาย จายแจก และการบริโภค
ใชสอยส่ิงตาง ๆ ของชุมชนมี 2 สาขา คือ เศรษฐศาสตรจุลภาค ไดแก เศรษฐศาสตรภาคท่ีศึกษาปญหา
เศรษฐกิจสวนเอกชน หรือปญหาการหาตลาด เปนตน และเศรษฐศาสตรมหภาค ไดแก เศรษฐศาสตรภาค
ที่ศึกษาปญหา เศรษฐกิจของประเทศโดยสวนรวม เชน ปญหาเรื่องรายไดของประชาชาติ การออมทรัพย
ของประชากรปญหาการลงทุน (พจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 :
http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp)

เศรษฐศาสตร เปน ศาสตรหรอื สาขาความรูท ี่วาดวยการจดั สรรทรพั ยากรทม่ี จี าํ กดั อยา งมีประสทิ ธภิ าพ
เพอ่ื ประโยชนสงู สดุ ของสงั คม ดังน้นั ไมว า จะเปน ดา นธรุ กิจ การผลติ การขาย การตลาด ดานสุขภาพ ดา นการ
กอ สราง ดา นสถาปตยกรรม วิศวกรรม ดานการคา การขนสง จะเก่ียวของกับการจัดสรรทรัพยากรอยางไร
จะใชอ ยา งไร จะระดมและแบงทรัพยากรอยา งไรใหเกดิ ประสทิ ธิภาพ คุมคาสูงสุด จะเปนเรื่องท่ีเก่ียวของกับ
เศรษฐศาสตรท ้งั สิ้น เศรษฐศาสตรจึงนํามาใชอยางกวางขวาง นอกเหนือจากการใชเพื่อดําเนินนโยบายและ
มาตรการเพ่ือการบริหารจัดการประเทศ เพื่อใหเกิดผลดีตอเศรษฐกิจและสังคม นอกจากน้ีเศรษฐศาสตร
เปนศาสตรท่ีมีพลวัตและการพัฒนาเสมอ เรียกวาเปนศาสตรที่ไมตาย ทั้งดานเทคนิค ทฤษฎี และการ
ประยุกต จึงเปนศาสตรท่ีจะอยูคูโ ลกเสมอ และที่สําคัญนักเศรษฐศาสตรตองเปนผูใฝรู ใชสติปญญา และมี
ดา นคณุ ธรรม จริยธรรม ความเปน ธรรม กเ็ ปน ประเดน็ ทนี่ ักเศรษฐศาสตรไ มล ะเลย เพราะจะจดั สรรทรัพยากร
เพือ่ ใหสังคมไดประโยชนส ูงสดุ ตอ งใชท้ังหลกั ประสิทธิภาพและเสมอภาคดว ย

ความสําคัญของเศรษฐศาสตร เศรษฐศาสตรสามารถจาํ แนกไดเ ปน 3 ลักษณะ ดงั นี้
1. ผบู รโิ ภค ชวยใหผูบริโภคสามารถปรบั ตัวใหเ ขา กับสถานการณท างเศรษฐกิจของประเทศและของ
โลกได รูและเขา ใจในนโยบายทางเศรษฐกจิ ทร่ี ัฐบาลกาํ หนดจะสง ผลกระทบผบู รโิ ภคอยา งไร ชว ยใหเตรียมตัว
ในการวางแผนใชจ าย หรอื ออมภายในครอบครวั หรอื การประกอบอาชพี ได
2. ผูผลิต ชวยใหผูผลิตสินคาและบริการสามารถวิเคราะหและวางแผนการผลิตไดวาจะผลิตอะไร
จํานวนเทาไร ผลิตอยางไร สําหรับใคร ซึ่งตองคํานึงถึงในทุกข้ันตอนกอนสินคาและบริการถึงมือผูบริโภค
เพอ่ื ใหสามารถแขง ขนั ในตลาดได
3. เศรษฐศาสตร ชวยใหรัฐบาลเขาใจพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ผูผลิต ปจจัยในการ
กาํ หนดสินคาตา ง ๆ ความสมั พันธร ะหวา งตลาดตา ง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ การกําหนดนโยบายและมาตรการ
เพ่ือมาใชแ กป ญ หาและพฒั นาเศรษฐกจิ
เศรษฐศาสตรจุลภาค เปนการศึกษาถึงหนวยเศรษฐกิจยอยซึ่งเปนสวนหน่ึงของระบบเศรษฐกิจ
ท้งั ระบบ เชน การศกึ ษาพฤตกิ รรมในการบรโิ ภค ความชอบ การเลือก ความพงึ พอใจ ตอสนิ คาและบริการ
เพื่อนาํ ผลการศึกษามากาํ หนดราคา การคดิ ตนทุน การกระจายสนิ คา และบริการ เปน ตน

111

ขอบขา ยของเศรษฐศาสตร แบงเปน 2 ดานใหญ ๆ คือ
1. เศรษฐศาสตรมหภาค เปนการศึกษาถึงหนวยเศรษฐกิจเปนสวนรวม เชน การผลิต
รายได การบริโภค การออม การลงทุน การจางงาน การภาษีอากร การธนาคาร รายไดประชาชาติ การคา
ระหวางประเทศ เปนตน
2. เศรษฐศาสตรจุลภาค (Micro Economics) หมายถึง การศึกษาพฤติกรรมของหนวยเศรษฐกิจ
สวนยอย ซงึ่ เปน สวนประกอบของระบบเศรษฐกจิ สวนรวม เชน ศกึ ษาพฤติกรรมของผูบริโภคแตละราย หรือ
กลุมของผูบริโภคสินคาแตละชนิด พฤติกรรมของผูผลิตแตละราย กลุมผูผลิตสินคาแตละชนิด การกําหนด
ปรมิ าณซ้อื ของผูบริโภค การกาํ หนดปริมาณการผลติ ของผผู ลิต การกาํ หนดราคาปจจัยการผลิต ตลอดจนการ
ทาํ งานของกลไกราคา
เศรษฐศาสตรมหภาค (Macro Economics) เปนการศึกษาพฤติกรรมของระบบเศรษฐกิจ
โดยสว นรวม ศกึ ษาถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะหน่ึง เชน ศึกษาเรอื่ งรายไดป ระชาชาติ การจา งงาน
การออม การลงทุน การเงนิ การธนาคาร การคลังรัฐบาล การคาระหวางประเทศ การพัฒนาเศรษฐกจิ เปนตน
เศรษฐศาสตรท้ังสองแนวน้ีมีความสําคัญเทาเทียมกัน การศึกษาแขนงใดแขนงหน่ึง จะทําให
ความเขา ใจในการทาํ งานของระบบเศรษฐกจิ เปน ไปอยางไมค รบถว น เพราะทงั้ สองแขนงตางเปน สวนประกอบ
ซ่งึ กนั และกนั
ฐานความรูของการศึกษาเศรษฐศาสตร ในการศึกษาเศรษฐศาสตรควรเขาใจแนวคิดและคําศัพท
เพอื่ เปน พื้นฐานในการศึกษาดังนี้
1. ความตองการ (Wants) หมายถึง ความปรารถนาที่จะไดส่ิงตาง ๆ มาบริโภค เพ่ือตอบสนอง
ความจําเปน ในการดํารงชวี ติ และเพือ่ อาํ นวยความสะดวกตาง ๆ ซ่ึงความตอ งการจะเปนกลไกสําคัญเบ้ืองตน
ทีก่ อ ใหเกดิ กิจกรรมตา ง ๆ ทางเศรษฐกจิ ตามมาอกี มากมาย
2. ทรัพยากร หมายถึง สิ่งทั้งหลายท่ีสามารถนํามาใชในการผลิตหรือสรางใหเกิดเปนสินคาและ
บรกิ าร ทรพั ยากร แบง ออกไดเปน 2 ประเภท คือ

2.1 ทรัพยากรมนษุ ย เปน ทรพั ยากรทสี่ าํ คัญเปน อยา งยงิ่ ในการพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศ
2.2 ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละทรัพยากรท่ีมนุษยสรางขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติเปนทรัพยากรที่มีอยู
อยา งจาํ กัด เชน แรธาตุ ท่ีดิน นา้ํ มนั ปา ไม แหลง น้าํ เปน ตน
ทรัพยากรที่มนุษยสรางขึ้นเปนทรัพยากรที่ผลิตขึ้นจากการใชทรัพยากรธรรมชาติเปนวัตถุดิบ เชน
เครอ่ื งมือ เครอ่ื งใช เคร่ืองจักร อาหาร เสือ้ ผา เปน ตน
ตวั อยา งเชน ถารัฐบาลใชจา ยงบประมาณแผน ดิน สรางถนน 1 สาย ใชเงนิ 20,000 ลา นบาท การใช
จา ยของรฐั บาลผานบริษทั ธุรกจิ ที่รับเหมากอสรางถนน ทําใหมีการจางงานมากขึ้น ซือ้ วสั ดุกอสรางมากขนึ้
ทาํ ใหประชาชนทเ่ี กี่ยวขอ งมีรายไดมากข้ึน เมื่อมีรายไดมากขึ้นก็จะมีอํานาจซ้ือสินคาและบริการมากขึ้น คือ
จะมีอุปสงคตอสินคาบรกิ ารมากขน้ึ

112

เรือ่ งที่ 2 ระบบเศรษฐกจิ ในประเทศไทย

ระบบเศรษฐกจิ
กอ นทีจ่ ะเรยี นรถู ึงระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เราควรเขาใจถึงความหมายของระบบเศรษฐกิจ
กนั กอ น
ระบบเศรษฐกิจ คือ กลุมหรือหนวยธุรกิจท่ีรวมตัวกันดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยอยูภายใต
รปู แบบของการปกครอง จารีตประเพณี สงั คม และวฒั นธรรมของแตล ะประเทศ เพ่ือกําหนดวาจะผลิตอะไร
ปรมิ าณมากนอยเทาใด และใชว ิธีการผลิตอยา งไร เพือ่ ตอบสนองความตองการของหนวยครัวเรือน หรือกลุม
ผูบรโิ ภคหรือประชาชนนนั่ เอง
ระบบเศรษฐกิจของแตละประเทศในโลก มคี วามแตกตา งกนั ทัง้ นข้ี น้ึ อยูกับรูปแบบการปกครองและ
จารีตประเพณี โดยท่ัวไปแลวแตละประเทศไดมีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบตาง ๆ ข้ึน เพ่ือแกไข
ขอ บกพรองของระบบเดมิ ท่ีมอี ยู ดังน้นั จะเห็นวา ในปจจบุ นั จะมรี ะบบเศรษฐกจิ อยู 3 แบบ คือ ระบบเศรษฐกิจ
แบบเสรีนิยม ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนยิ ม และระบบเศรษฐกจิ แบบผสม
ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจท่ีเอกชนหรือประชาชนทั่วไป มีเสรีภาพในการ
ตัดสินใจทํากิจกรรมตาง ๆ ทางเศรษฐกิจ มีท้ังการผลิต การบริโภค การซ้ือขาย แลกเปล่ียน การประกอบ
อาชพี การจดั ตงั้ องคการทางเศรษฐกิจ รวมทัง้ การเปน เจาของทรพั ยสิน โดยรฐั บาลจะไมเ ขามาเกี่ยวขอ ง
ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะเปนผูกําหนดและวางแผน
ในการทํากจิ กรรมทางเศรษฐกจิ โดยรัฐบาลเปน ผูตดั สนิ ใจในการดาํ เนินเศรษฐกิจท้งั หมด เอกชนไมมีเสรีภาพ
ในการตดั สนิ ใจในการดาํ เนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ
ระบบเศรษฐกิจแบบผสม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจแบบผสมนี้เกิดข้ึนเนื่องจากปญหาและ
ขอบกพรองของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและแบบสังคมนิยม โดยจะมีทั้งการใชกลไกราคา เปนการ
กําหนด และการวางแผนมาจากรัฐบาลสวนกลาง กลาวคือ มีท้ังสวนที่ปลอยใหประชาชนตัดสินใจดําเนิน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจเอง และสวนที่รัฐบาลพรอมทั้งเจาหนาท่ีเขาไปควบคุมและวางแผนการทํากิจกรรม
ตาง ๆ ทางเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย
ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในยุคปจจุบันมีแนวโนมจะเขาสูระบบเศรษฐกิจแบบผสมมากขึ้น
จะเหน็ ไดจ ากการท่ีรฐั บาลไดใ หโอกาสประชาชนมเี สรภี าพทํากิจกรรมทางธุรกิจไดมากข้ึน โดยอาศัยกลไกราคา
เปนเครอ่ื งมือในการตดั สินใจแตก ิจกรรมทางธรุ กิจในบางลักษณะกย็ งั มีความจําเปนตองใชวิธีการควบคุมหรือ
ดาํ เนนิ การโดยรัฐ เชน กิจการไฟฟา ประปา โทรศัพท ถนน เปนตน

113

อยางไรกต็ ามระบบเศรษฐกจิ ของประเทศไทยนับต้ังแตสมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1800 - 1892) ซึ่งเปน
ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม มีการสงเสริมใหมีการคาโดยเสรีและกวางขวาง พอมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา
(พ.ศ. 1893 - 2310) จะเปนระบบเศรษฐกจิ แบบศักดินา ทาํ การเกษตรเปน พน้ื ฐาน ประชาชนทําการผลิตแบบ
พอยงั ชพี รายไดห ลกั ของรฐั บาลมาจากสวยและภาษีอากร และเรม่ิ เปลย่ี นแปลงเปนระบบเศรษฐกิจแบบผสม
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทรตอนตน (พ.ศ. 2325 - 2398) โดยลักษณะระบบเศรษฐกิจจะเปนแบบกํ้ากึ่งกัน
ระหวางเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ และเศรษฐกิจแบบตลาด กลา วคอื มกี ารทาํ การเกษตรเพื่อบริโภคเอง และทํา
เกษตรเพื่อการคา แตการทําเพ่ือการคาจะเปนลําดับรอง นอกจากการทําการเกษตรแลว ในสมัยกรุง-
รัตนโกสินทรต อนตนนี้ ยังไดเ ริ่มมีการอุตสาหกรรมขนั้ ตน เกดิ ขนึ้ ดว ย เชน อุตสาหกรรมเหมืองแร และนํา้ ตาล-
ทราย เปน ตน

ตอจากนน้ั หลังชว งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระหวาง พ.ศ. 2475 - 2504 ระบบเศรษฐกิจไทย
เปลย่ี นแปลงไปมาก เนอื่ งจากประเทศไทยไดเ ปด การคาเสรีกับประเทศตะวันตกตามขอตกลงใน “สนธิสัญญา
เบาวร ่ิง” เปนผลใหพลังการผลติ ไมพัฒนา และไมสามารถจะแขงขันกับคูแขงทางการคาท้ังหลายได ผลผลิต
ที่พอจะกาวหนาและมีคุณภาพสูง ก็ถูกจํากัดดวยนายทุนตางชาติ และนายทุนเหลานั้นสามารถควบคุม
เศรษฐกจิ ไทยได นอกจากนภ้ี ายหลงั จากสงครามโลกครงั้ ท่ี 2 (พ.ศ. 2488) ส้นิ สุดลง ประเทศไทยตองประสบ
กับปญหาทางเศรษฐกิจหลายประการ เชน ปญหาการขาดแคลนสินคาอุปโภคบริโภค ปญหาเงินเฟอ ปญหา
การขาดแคลนเงินตราตางประเทศ และปญ หาจากการท่ีตองปฏิบัติตามขอตกลงตามสัญญาสมบูรณแบบกับ
ประเทศอังกฤษ ดังน้ันในชวงน้ีประเทศไทยไดมีการแกปญหา โดยมีการออกกฎหมายควบคุมราคาสินคา
หา มกักตนุ สินคา ใหใ ชข องท่ีผลติ ขึน้ ในประเทศ มีการเปดธนาคารของคนไทยเพมิ่ มากข้ึน และใหธนาคารเปน
แหลงเงนิ ทุนไปทําธุรกจิ รัฐบาล จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม ไดใชนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม และการขยายตัว
ของทนุ นิยมโดยรัฐ เชน รฐั เขามาสง เสรมิ ใหมกี ารประกอบการอุตสาหกรรม พาณชิ ยกรรม สาธารณปู โภค ฯลฯ

114

สงเสริมใหคนไทยมีบทบาททางเศรษฐกิจมากข้ึน เชน มีการสงวนอาชีพบางประเภทใหคนไทย สวนดาน
อตุ สาหกรรม รัฐบาลก็จะเขา ไปดําเนินการเอง

นับตั้งแต พ.ศ.2504 เปนตนมา ระบบเศรษฐกิจของไทยเปล่ียนแปลงมากอันเนื่องมาจาก
การเจริญเติบโตทางดา นประชากร และปญหาดานทรัพยากรซึ่งมีจํากัด โดยรัฐบาลซ่ึงเปนตัวแทนของสังคม
ตอ งเขามาทาํ หนา ทีเ่ ปนผจู ดั ทําเพือ่ แกไขปญหาตา ง ๆ ในชวงนีเ้ องจึงทําใหประเทศไทยใหความสําคัญในการ
วางแผนการพฒั นาเศรษฐกจิ โดยรฐั บาลและประชาชนรวมกันดําเนินการ ซึ่งอาจกลาวไดวาระบบเศรษฐกิจ
ไทยไดเขาสรู ะบบเศรษฐกจิ แบบผสม โดยมกี ารวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและไดเร่ิมจัดทําเปนแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาตขิ ้ึน โดยเริม่ ต้งั แตฉบับที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2504 มาจนถึงปจจุบัน คือ ฉบับท่ี 11 ซ่ึงมี
กําหนดวาระของแผน ดังน้ี

(1) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 1 พ.ศ. 2504 - 2509
(2) แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2510 - 2514
(3) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 3 พ.ศ. 2515 - 2519
(4) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2520 - 2524
(5) แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ฉบบั ที่ 5 พ.ศ. 2525 - 2529
(6) แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2530 - 2534
(7) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 7 พ.ศ. 2535 - 2539
(8) แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 8 พ.ศ. 2540 - 2544
(9) แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ที่ 9 พ.ศ. 2545 - 2549
(10) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 10 พ.ศ. 2550 – 2554
(11) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 11 พ.ศ. 2555 – 2559

ปญ หาเศรษฐกจิ ของไทย
ประเทศไทยไดชื่อวาเปนประเทศท่ีกําลังพัฒนา (Developing country) เหมือนกับประเทศตาง ๆ

ในแถบเอเชยี อีกหลายประเทศ ท้ังน้ี เน่อื งจากประเทศไทยประสบปญ หาทางเศรษฐกจิ หลายประการท่สี าํ คัญ คอื
1. ความแตกตา งของรายได ผลจากการพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศในอดตี ที่ผา นมา มกี ารขยายตวั

ทางเศรษฐกิจเปนไปในลักษณะท่ีขาดความสมดุล ระหวางประชาชนในเมืองกับชนบทยังผลใหเกิดปญหา
ความแตกตางทางรายไดอยางเห็นไดชัด ประชาชนในชนบทยังยากจนมากกวา 10 ลานคน หรือประมาณ
รอยละ 90 ของประชาชนในชนบท จากการสํารวจพบวาผูประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายไดต่ํากวาผูท่ี
ประกอบอาชีพอุตสาหกรรม 6 เทาตัว พาณิชยกรรม เกือบ 10 เทาตัว และดานบริการกวา 4 เทาตัว อีกท้ัง
ยงั ตํ่ากวา รายไดเฉลี่ยของประชาชนในชาติดวย ความแตกตางของรายได ผูประกอบอาชีพดานตาง ๆ ยังคง
ปรากฏอยใู นปจ จบุ ัน ประชาชนท่มี รี ายไดเ ฉลี่ยตํ่าสดุ ของประเทศอยใู นภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

2. สนิ คาข้ันปฐม เปนสินคาพ้ืนฐานของคนไทย อันไดแก สินคาดานการเกษตร เปนสินคาผลิตผล
จากการทาํ นา ทาํ ไร ทําสวน เลี้ยงสัตวแ ละการประมง ลกั ษณะสินคาเกษตรไทย ในปจจุบันราคาผลผลติ ตกต่ํา

115

เปน สาเหตใุ หเ กษตรกรมรี ายไดน อย รายไดไมค อ ยจะพอกับรายจาย ถาเปนเกษตรกรรายยอย มักจะประสบ
ปญหาเกีย่ วกบั ราคาผลผลติ เสมอ

อยางไรก็ตามสนิ คาผลผลติ ขน้ั ปฐมของคนไทย ถาพิจารณาในภาพรวมของประเทศสินคาประเภทนี้
ยงั เปน สนิ คาสง ออกที่สาํ คัญของประเทศ และทาํ รายไดใหก ับประเทศปล ะมาก ๆ

3. การตลาด เปนกลไกท่ที าํ ใหผูซ ้ือและผขู ายมาพบกัน และเกิดมีการแลกเปล่ยี นกันในกระบวนการ
แลกเปล่ียนนั้น ตลาดตองทําหนาที่เก่ียวกับการจัดซ้ือสินคา การเก็บรักษาสินคา การขายสินคาและบริการ
การจาํ หนา ยมาตรฐานสนิ คา การขนสง การยอมรับความเสีย่ งภยั และการเงิน

ลักษณะทางการตลาดของไทยมที งั้ เปนตลาดแบบผกู ขาดและตลาดแบบก่ึงแขง ขัน กึ่งผูกขาด ทว่ี า เปน
ตลาดแบบผกู ขาดนั้น เปนตลาดท่มี ผี ูซื้อและผขู ายเพยี งรายเดยี ว เชน การผลติ บุหร่ขี องโรงงานยาสูบ ลักษณะ
ของตลาดแบบนี้ ผขู ายเปนผูกําหนดราคาสนิ คา แตเ พยี งผูเดียว โดยไมต องระมัดระวังวาจะมีผูแขงขัน สําหรับ
ลักษณะของตลาดอกี แบบหนึง่ ที่เปน ก่ึงแขงขันกึ่งผูกขาดนั้นเปนลักษณะของผลผลิตที่มาจากผูผลิตรายใหญ
เพียงไมก ่ีราย เชน บริษัทผูผลิตเครื่องดื่ม บริษัทผูผลิตสุรา บริษัทผูผลิตเหลานี้จะมีผูผลิตนอยราย และมีการ
แขง ขันกันในการที่จะขายสนิ คา ของตน แตจ ะรวมตัวกนั เพือ่ ขึ้นราคาสนิ คา หรือกาํ หนดราคาสินคา ไดง าย

ตลาดสินคาไทยอกี อยา งหนงึ่ เปนตลาดสนิ คา ที่มีผูซื้อและผขู ายจาํ นวนมาก ซง่ึ ตลาดเหลา นมี้ ีอยทู ่ัวไป
ทกุ จงั หวดั อําเภอ ตําบลและหมูบาน การตลาดของไทยยังมีปญหาสินคาสวนใหญตกอยูในกลุมบุคคลเพียง
ไมก่ีกลุม การท่ีมีกลุมผลประโยชนเหลานี้ข้ึน ถาเปนกลุมท่ีมีคุณธรรมก็จะกระจายรายไดโดยกําหนดราคา
ท่ีเหมาะสม ไมคิดกําไรมาก แตถากลุมบุคคลเหลานี้เปนบุคคลที่เห็นแกได กลุมเหลานี้ก็จะรวมกันบีบผูผลิต

116

ใหขายผลผลิตในราคาตํ่า ซ่ึงสรางความเดือดรอนใหแกประชาชน นอกจากน้ัน การกําหนดราคาสินคาของ
เมอื งไทยเรายังไมมีมาตรฐานโดยเฉพาะอยา งย่ิง สินคา ดา นการเกษตร

4. การขาดดลุ การคา และดุลการชําระเงิน คําวา ดุลการคา หมายถึง รายรับรายจายจากการคา
ระหวา งประเทศ ดุลการคาเปนเพียงสวนหน่ึงของดุลการชําระเงินเทาน้ัน เพราะดุลการชําระเงิน หมายถึง
รายงานที่แสดงถึงยอดรายได - รายจาย ที่ประเทศไดรับหรือรายจายใหแกตางประเทศในระยะเวลา 1 ป
ฉะน้ันประเทศอาจมีดุลการคาขาดดุล แตมีดุลการชําระเงินเกินดุลก็ได สําหรับดุลการคาของประเทศไทย
ในชว งทม่ี ีการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ จะขาดดุลการคากบั บางประเทศ เพราะจะตองเสียคาใชจายในการสั่งซ้ือ
เครื่องจกั ร

5. การวา งงาน การวางงานยอ มมผี ลกระทบตอเศรษฐกจิ สงั คม และรวมถึงการเมอื งดวยผลกระทบ
ทางเศรษฐกจิ เชน กอ ใหเ กิดความยากจน เปน ผลกระทบถึงปญ หาครอบครวั ปญหาอาชญากรรม ฯลฯ และมี
ผลถึงการฝกใฝในลัทธิเศรษฐกิจและลัทธิการเมือง ทําใหเกิดปญหาผูกอการรายได ในทางเศรษฐศาสตร
มีการศกึ ษาและกาํ หนดไววา ถาประเทศใดมีอัตราการวางงานเกิน 4% ของจํานวนแรงงานทั้งหมดแลว จะมี
ผลกระทบตอ ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศนั้นอยางรุนแรง อยางไรก็ตาม ถึงแมอัตราการวางงานจะไมถึง 4%
ดังกลา ว กส็ ามารถทําใหเกิดปญ หาสังคมขนึ้ ได

6. การเงินและการชําระหน้ี การกําหนดและควบคุมปริมาณเงินใหพอดีกับความตองการและ
ความจําเปนในการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจ เปนสิ่งจําเปนท่ีรัฐบาลจะตองกําหนดเปนนโยบายไว
เพราะถาปริมาณเงินทใ่ี ชห มนุ เวียนในระบบเศรษฐกจิ มีมากเกนิ ไป หรือนอ ยเกินไป เมอ่ื เปรียบเทียบกบั ปรมิ าณ
สินคา หรือบรกิ าร รัฐบาลจะตอ งเขาไปแกไข โดยมอบหมายใหธ นาคารแหงประเทศไทยเปนผูควบคุมปริมาณเงิน
ทาํ ได 3 ทาง คือ

117

1. การนาํ หลักทรพั ยออกขายสูตลาด ถารัฐบาลตองการเก็บเงินก็ขายหลักทรัพยรัฐบาล ถาเงิน
ในมอื ฝดลงรฐั บาลกร็ บี ซอื้ หลกั ทรพั ยก ลบั มาอีก ซง่ึ จะเปน การปลอ ยเงินไปสปู ระชาชนเพื่อใหเกิดเงินหมุนเวยี น

2. การเพ่ิมหรือลดอัตรารับชวงซื้อลดตั๋วเงิน ทําใหธนาคารพาณิชยกูยืมเงินจากธนาคารแหง
ประเทศไทยเพมิ่ ข้ึนหรือลดลง ดวยวิธีใหเงินสดในทองตลาดลดลง หรือถาใหเงินสดในทองตลาดมีหมุนเวียน
คลองตวั กต็ องกูเ งนิ จากธนาคารกลางเพิ่มขนึ้ เงินสดในมือประชาชนจะมีมากขึ้น

3. การเพ่ิมหรือลดอัตราเงินสดสํารองตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาฐานะการคลังของรัฐบาล
ปง บประมาณ 2540 - 2541 เปน ชว งทเ่ี ศรษฐกิจของประเทศตกต่ํามาก จะพบวาสถานภาพเงินคงคลังยังไมมี
ความม่ันคง รัฐบาลตองประหยัดและจะตองกูเงินจากตางประเทศมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
ซ่ึงปจจุบันประเทศไทยเปนหนี้ตางประเทศจํานวนมาก รัฐบาลตองตั้งงบประมาณชดใชหน้ีสินปละนับเปน
หม่ืนลานบาท ซง่ึ ยงั ผลใหงบประมาณที่จะนาํ มาใชในงานพัฒนามนี อ ยมาก

7. เงินเฟอ (Inflation) เงินเฟอ หมายถงึ ภาวะที่ราคาของสินคาสูงข้ึน หรือหมายถึงภาวะท่ีคาของ
เงนิ ลดลง สง่ิ ทจี่ ะทาํ ใหเ ห็นชดั ถงึ ภาวะเงนิ เฟอ คือ ดชั นผี ูบริโภค เงินเฟอมี 2 ประเภท คือ

1. เงินเฟออยางออน คือ ภาวะท่ีราคาของสินคาและบริการสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตราเล็กนอย
ราวปละ 2.3 % และไมเ กนิ 5 %

2. เงินเฟออยางรุนแรง คือ ภาวะท่ีราคาสินคาเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว ดัชนีราคา จะสูงข้ึนกวา
รอยละ 10 ตอ ป

การทเี่ กดิ ภาวะเงนิ เฟอนั้น ยอ มจะทําใหเกิดผลกระทบกระเทือน ดังนี้ คอื
1. ทาํ ใหเกดิ ผลเสียหายแกก ารพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมของชาติ
2. ทําใหเกดิ ภาวะชะงักงนั ทางเศรษฐกจิ เพราะคา ของเงนิ ลดลง
3. เจาหนีท้ วั่ ไปจะเสยี ประโยชนจากมูลคาหนท้ี เ่ี ปล่ยี นแปลง คอื
4. ผูมีรายไดจากคาจาง เงินเดือน และผูมีรายไดคงท่ีอ่ืน ๆ จะเดือดรอนจากการครองชีพ

เพราะรายไดไมท ันกับรายจา ย
5. รัฐบาลประสบปญหามากขึ้นในการบริหารประเทศเพราะรัฐบาลตองกูเงินมากขึ้นรัฐบาล

ตองหาเงนิ มาใชใหพ อกับอัตราการเฟอ ของเงินทําใหเ งนิ ทุนสํารองทีเ่ ปนเงนิ ตราตางประเทศลดลง
ผลจากการท่รี ัฐบาลกําหนดใหค า เงนิ บาทลอยตัวเม่ือเดือนกรกฎาคม 2540 ทําใหสินคา มีราคา

สงู ข้ึน คาของเงนิ บาทลดลง ทาํ ใหเ กดิ เงินเฟอ ปจจบุ ันเงนิ เฟอ เร่ิมลดลง
การเกดิ เงนิ เฟอมไิ ดม ีแตผ ลเสียอยางเดียว ยังมปี ระโยชนอ ยูบาง กลา วคอื
1. เปน ผลดแี กล กู หนี้ ลกู หนีจ้ ะใชเงนิ ลดลงเมอ่ื เปรียบเทยี บกับภาวะเงินปจ จุบัน
2. เกษตรกรมรี ายไดเ พ่ิมขึ้น เพราะเมื่อเกิดเงนิ เฟอ ราคาผลผลิตทางการเกษตรจะมรี าคาสงู ข้ึน
3. ผูป ระกอบธุรกจิ การคา จะไดร บั ผลประโยชนเนอ่ื งจากเงินเฟอ จะชว ยสงเสรมิ การลงทนุ การคา

ทั่ว ๆ ไปใหข ยายตวั มากข้นึ

118

แนวทางพฒั นาเศรษฐกจิ ของไทย
การพัฒนาอาชีพและรายได การประกอบอาชีพของคนไทยมีความหลากหลาย มีทั้งขาราชการ
พลเรือน ขาราชการตํารวจ ทหาร ลูกจางของทางราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พอคา แมคา ฯลฯ อาชีพ
ตา ง ๆ เหลา นีถ้ า จะจัดเปน กลุมอาชีพจะได 3 กลุมอาชีพ ไดแก อาชีพเกษตรกรรม อาชีพอุตสาหกรรม และ
อาชพี บรกิ าร
1. อาชีพเกษตรกร ประชากรสว นใหญป ระกอบอาชีพทางการเกษตร ดงั น้นั อาชพี เกษตรจงึ มี
ความสําคัญยิ่งสาํ หรบั คนไทย อาชพี เกษตรมที ั้งการทาํ นา ทาํ สวน ทาํ ไร และเลี้ยงสตั ว สินคาเกษตรเปนสินคา
ขัน้ ปฐมของไทย และเปน สนิ คาทส่ี งไปขายตางประเทศปล ะหลายหม่นื ลานบาท รฐั บาลพยายามสง เสริมอาชีพ
เกษตรมากขึน้ และพยายามเชิญชวนใหเ กษตรกรไทยเปลยี่ นแปลงการปลูกพชื บางชนดิ เม่ือเห็นวา พืชนัน้
มีผูผลิตมากและลน ตลาด ทาํ ใหส ินคาราคาถูก
2. อาชีพอุตสาหกรรม จากขอมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรมพบวา โรงงานอุตสาหกรรม
ในประเทศไทยเปน อุตสาหกรรมขนาดใหญเ พียงรอยละ 6 อีกรอยละ 94 เปนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดยอม
อุตสาหกรรมขนาดใหญแทนทจ่ี ะจา งคนงานมาก แตกลบั จางคนงานนอย เพราะมีการใชเครือ่ งจกั รแทนแรงคน
ฉะน้ันความหวังทีจ่ ะเขาไปรับจางทํางานในโรงงานอตุ สาหกรรมจงึ เปน เร่ืองยาก
แนวโนม ของการขยายตวั ทางอุตสาหกรรมนั้น รฐั บาลไดพยายามสง เสรมิ ให เอกชนลงทุน โดยรัฐบาล
ใหหลกั ประกัน พรอมทั้งเชิญชวนใหชาวตางประเทศมาลงทุนในประเทศไทยมากข้ึน ถึงกับมีการจัดตั้งเขต
อุตสาหกรรมขึ้นท่ี อําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี อยางไรก็ตามการสรางโรงงานขนาดใหญ ไมส งผลตอการ
จา งงานเพม่ิ ข้นึ รฐั บาลจงึ พยายามท่ีจะสง เสริมใหมกี ารลงทนุ ในอุตสาหกรรมขนาดยอมเพม่ิ ขน้ึ และขยายการ
ลงทนุ ไปยงั ตางจงั หวดั ใหม าก เพื่อหวงั จะใหมีการจางงานในสวนภูมิภาค มีแผนขยายเมืองหลักทั้ง 4 ภาคของ
ประเทศ และขยายเขตอุตสาหกรรมไปยังจงั หวดั ใหญ ๆ ดว ย
3. อาชพี บรกิ าร ถาจะแบงเปนกลุมยอ ยจะได 3 กลมุ คอื

กลุมท่ีหนึ่ง ประกอบดวย ขาราชการและลูกจางหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ขาราชการ
หมายรวมถึง ทหาร ตํารวจ ดวย กลุม อาชีพนีม้ หี นาท่ใี หบ ริการแกประชาชนเพราะเปนลกู จางของรัฐ

กลุมที่สอง เปนพวกที่เปนลูกจางหนวยงานเอกชน ตามโรงงานอุตสาหกรรม ไร สวน และตาม
บริษัทหางรานตางๆ การจางงานจากสถานบริการเหลานี้ จะอยูในวงจํากัดรับไดจํานวนไมมาก และจาก
ความเจรญิ กา วหนาทางวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ทําใหค วามจาํ เปน ในการจา งงานลดลง

กลุมท่ีสาม เปนกลุมท่ีประกอบอาชีพอิสระ แนวทางพัฒนาอาชีพในอนาคตน้ัน เนื่องจากทาง
ราชการรับบุคคลเขาทํางานนอย หนวยงานเอกชนก็มีการจางงานนอยลง ดวยเหตุนี้แนวโนมตอไป
ในแผนพัฒนา ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2544) อาชีพอิสระมีความจําเปนมากสําหรับประชาชน รัฐบาลก็ได
กาํ หนดเปนนโยบายไววา “ใหจดั การศึกษาใหต รงกับความตองการของตลาดแรงงานและใหสามารถประกอบ
อาชีพสว นตวั หรอื สรา งงานดวยตนเองใหมากขนึ้ เนน การพฒั นาคุณภาพของประชากรเปน สําคัญ”

119

การพฒั นาตลาดแรงงาน
ในป พ.ศ. 2540 ปญหาแรงงานในประเทศไทยเริ่มรุนแรงมากข้ึน โรงงานตาง ๆ หยุดกิจการ มีการ
เลิกจางงานมากขึน้ ทําใหเ กิดปญหาการวา งงานท้งั ในลักษณะท่เี ปน การวางงาน โดยเปดเผย การวางงานของ
ผูมีความรูแตทํางานต่ํากวาระดับรายไดและความสามารถ ตลอดจนปญหาแรงงานเด็ก รัฐบาลจึงไดเรงหา
แนวทางและมาตรการตา ง ๆ ทีจ่ ะลดความรนุ แรงดานปญหาใหนอยลง ตลอดจนกําหนดนโยบายที่จะพัฒนา
เศรษฐกจิ เพ่อื ใหมงี านทํามากขึน้ ดว ยวิธกี ารตา ง ๆ เชน

1. การพัฒนาการเกษตรในรูปการเกษตรครบวงจร ต้ังแตการพัฒนาผลผลิตการเกษตร
อตุ สาหกรรมท่ีตอ เนอ่ื ง ตลอดจนการจัดการเรื่องตลาดและเสถียรภาพของราคาในพืชหลักท่ีมีอยู การพัฒนา
การเกษตรแบบผสมผสานที่เปน การขยายชนดิ พืชและใชพื้นท่ีมากขึ้นในเขตชลประทานและเขตน้าํ ฝน

2. การสรา งงานเกษตรในฤดแู ลง เปนทที่ ราบกนั ทั่วไปวาปญหาในเขตชนบทสวนใหญน ั้นเกดิ ขน้ึ
ในฤดูแลง มาตรการที่จะชวยสรางงานทางการเกษตร ไดแก การนําเทคโนโลยีคิดคนมาไดไปปฏิบัติ เชน
การทําฝนเทียม ซ่ึงสวนใหญเปนพื้นที่ชนบทยากจน เทคโนโลยีใหม ๆ เหลานี้ไดแก การเพ่ิมประสิทธิภาพ
การเพาะปลกู พชื การเลยี้ งสัตว การใชประโยชนจ ากแหลง นํา้ ใหม นี ้ําพอเพยี งในฤดูแลง สงผลใหเกิดผลดีในดาน
การประมง การเล้ียงสัตว การเพาะปลูก ตลอดจนการเพ่ิมมาตรการเก่ียวกับไมยืนตนไมโตเร็ว เพื่อใชสอย
ในระดับหมูบาน การสนับสนุนเร่ืองตาง ๆ เหลานี้อยางพอเพียง จะกอใหเกิดงานที่มีผลผลิตและรายไดข้ึน
อยา งกวา งขวางโดยเฉพาะในฤดูแลง ซึ่งเปนฤดูที่มีปญ หา การวา งงานสงู

3. การสรางงานโดยการสนบั สนนุ อตุ สาหกรรมชนบท สง เสรมิ อตุ สาหกรรมชนบทท่ีใชวัตถุดิบ
ทางการเกษตร การสรางงานใหมากข้ึนในตางจังหวัดจะเปนการรองรับแรงงานจํานวนมาก และลดความ
จําเปนทจ่ี ะอพยพเขามาหางานทาํ ในกรุงเทพมหานคร หรอื นอกทอ งถ่นิ ในขณะนไี้ ดม ีการทดลองการใหบ รกิ าร
สนบั สนุนอุตสาหกรรมตา งจงั หวัดโดยวิธีระดมสรรพกาํ ลงั ภาครฐั บาลทมี่ ีอยใู นดานทุน เทคโนโลยี การจัดการ
และการตลาดในหลายจงั หวัด คอื พิษณโุ ลก สงขลา ขอนแกน และกาญจนบรุ ี

4. การสรางงานโดยการพัฒนาอาชีพนอกการเกษตร การขยายการจางงานในสาขาเกษตร
จําเปนที่จะตองขยายงานนอกการเกษตรภายในชนบท เชน โครงการสงเสริมหัตถกรรมและอุตสาหกรรม
ในครัวเรอื น ซ่งึ เปน สนิ คาออกทส่ี ําคัญประเภทหนง่ึ ของประเทศไทย โดยเนนการใชวัตถุดิบในทองถ่ินใหมาก
ท่ีสุด โดยรัฐบาลตองใหความชวยเหลือ จัดใหมีการประสานงานระหวางหนวยงานที่เกี่ยวของท่ีเขาไป
ดําเนนิ การสง เสรมิ ในเรอ่ื งน้ี ฝก อบรมผทู สี่ นใจใหม คี วามรพู ิจารณาแหลง สินเชือ่ สาํ หรับผปู ระกอบกจิ กรรมและ
การตลาด อยา งไรกด็ ีการท่จี ะขยายการผลติ ในกจิ กรรมนอกการเกษตร จาํ เปนตองคาํ นึงถงึ การเตรียมคนและ
ฝก คนใหม ฝี มือสอดคลอ งกับความตอ งการของงานนอกการเกษตร

แมจะมีแนวนโยบายที่ชัดเจนดังกลาวขางตนแลวก็ตาม แตปญหาเรื่องการวางงานในชนบท
จะยงั คงเปนปญหาอยูตอ ไปอกี นาน ดังนน้ั การปรับปรุงนโยบายการพฒั นาการเกษตร เพื่อใหสามารถรองรับ
แรงงานชนบทไดเ พ่ิมขึ้น รวมทั้งการเรง รัดขยายอุตสาหกรรมตางจังหวดั เพือ่ จางแรงงานจากภาคชนบทเปนส่ิง
ทจ่ี ะตอ งดาํ เนินการอยางเอาจริงเอาจงั มากข้ึน

120

5. การเตรียมตัวเขาสูตลาดแรงงาน ถานักศึกษาติดตามขาวทางหนังสือพิมพ จะพบขาว
อยเู สมอเกยี่ วกบั การที่มเี ด็ก ๆ ไปทํางานในโรงงานอุตสาหกรรม ท้ังท่ีอายุยังนอย ยังไมพรอมท่ีจะเขาสูตลาด
งาน เด็กเหลา น้จี ะไดคา จา งตาํ่ และบางคร้ังตองประสบภยั อนั ตรายจากการทํางาน ท้ังน้ีเน่ืองจากเด็กเหลาน้ัน
ยังไมพรอมที่จะเขาสูตลาดแรงงาน การเตรียมตัวเขาสูตลาดแรงงานนั้นจะตองพยายามใหการศึกษา
ดานวิชาชีพแกเด็ก ๆ โดยการปลูกฝงใหเด็กมีความรูสึกท่ีดีตอการประกอบอาชีพการฝกทักษะอาชีพ
ทเ่ี หมาะสมกบั วัย มีผลงานอาชพี ของผูเรยี นที่กอใหเ กดิ รายได ซึ่งทาํ ไดโดยการใหการศึกษา ขยายการศึกษาให
กวา งขวางทัว่ ถงึ ใหเด็กไดเ รียนอยางนอ ย 12 ป

การใหก ารศกึ ษาแกเ ดก็ น้ัน ตอ งจัดหลกั สูตรวิชาชพี เขา ไวใ นหลักสูตรในโรงเรียนดวย ซ่ึงปจจุบัน
ก็ไดมีการจัดหลักสูตรวิชาชีพใหเด็กไดเรียนแลว ถาเปนผูท่ีไมไดเรียนอยูในโรงเรียนก็ควรตองขยายการ
ฝกอบรมวิชาชพี ระยะสน้ั โดยใชวิชาการทางการศึกษานอกโรงเรียน จัดบรกิ ารฝกอบรมใหทวั่ ถงึ ทั้งในเมือง
และชนบทหางไกล เพ่อื ประชาชนเหลานนั้ จะไดมีความรแู ละทกั ษะพรอ มทจ่ี ะประกอบอาชพี ได

การพฒั นาผลผลิตและการใชเทคโนโลยที เ่ี หมาะสม
ในการพฒั นาผลผลิตการเกษตรนัน้ เทคโนโลยีมคี วามสําคญั
เทคโนโลยี (Technology) คือ วิทยาการซึ่งไดมาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร รวมท้ังสิ่งท่ีเปน
หลกั การ วิธีการ และเครือ่ งมือตา ง ๆ
เทคโนโลยีที่ไดนํามาใชเกี่ยวกับการเพ่ิมผลผลิตทางการเกษตร ในประเทศไทยเรามีมากมาย เชน
การรจู ักใชเครื่องทุนแรง รูจักการใชปุยชนิดตาง ๆ รูจักการปรับปรุงดิน รูจักการผสมพันธุพืชและพันธุสัตว
ทัง้ นเี้ พื่อชวยเพม่ิ ปรมิ าณและคณุ ภาพของผลผลติ ทางการเกษตร
ผลผลิตทางการเกษตร หมายถึง สิ่งท่ีไดจากการทําเกษตรกรรม และรวมถึงผลิตภัณฑที่ทําจาก
ผลติ ผลนัน้ ๆ ดวย
ชาวนามอี าชพี ในการทาํ นา โดยการเพาะปลกู ขา วในนา จะเปนโดยการปกดําหรือการหวานก็ได จนขาว
ออกรวงและไดเก็บเกยี่ วเพ่ือนํามานวด เมลด็ ขาวท่ีไดน เี้ รยี กวาขา วเปลอื ก ถาเรานําขา วเปลอื กไปสใี นโรงสหี รือ
เอาไปดาํ กจ็ ะไดเปน เมลด็ ขา วสีขาว เรียกวา ขาวสาร คนเราจึงไดน าํ เอาขาวสารน้ีไปหุงตมหรือน่ึงเสร็จแลวนี้
จึงเรยี กวา ขาว ดงั นน้ั ขาวจึงเปน ผลผลิตทางการเกษตร
ชาวไรก ม็ ีอาชพี ในการทาํ ไร เชน การทาํ ไรขา วโพด ไรมันสาํ ปะหลัง ไรพ รกิ ในการทําไรน ้ัน ก็ตองเร่ิม
ตั้งแตการคัดเลือกพันธุ การเตรียมดินเพ่ือการเพาะปลูก การบาํ รุงรักษาพืชไรจนกวาพืชชนิดนั้น ๆ จะได
ดอกไดผ ล เชน ขาวโพดจะตองใหฝ กแลว ชาวไรก ็เกบ็ ฝก ขา วโพดมาสีนําไปเปน อาหารของสตั ว ดงั นัน้ ขาวโพด
ท่ไี ดอ อกมาจึงเปน ผลผลิตทางการเกษตร

121

ประเทศไทยเปนประเทศเกษตรกรรม ประชากรประมาณรอยละ 75 มีอาชีพทางการเกษตร ดังนั้น
รายไดสว นใหญข องประเทศจึงไดม าจากการนําผลิตผลทางการเกษตรออกไปจาํ หนายในตา งประเทศ เชน ขาว
ขาวโพด ยางพารา มันสาํ ปะหลงั เปน ตน จากหลักฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ บอกวา ประเทศไทย
มีเน้ือที่ในการเพาะปลูกเพียงรอยละ 20 ของเน้ือท่ีทั้งหมด ท่ีเหลือนอกนั้นก็เปนที่อยูอาศัย แมนํ้าลําคลอง
ถนนหนทาง ปาเขา ปาก็จาํ เปน อยา งย่งิ ทต่ี อ งสงวนไวเพอ่ื เปนการรักษาตน นาํ้ ลาํ ธาร ปอ งกนั นา้ํ ทว ม และเปน
การสงวนพันธุสัตวปา อกี ดว ย

ผลผลิตทางการเกษตร มีประโยชนมากมาย หรือแทบจะกลาวไดวาผลผลิตทาง การเกษตรเปน
ปจจัยสาํ คัญในการดาํ รงชีวิตของมนษุ ยเลยทีเดยี ว ซึ่งอาจจะจําแนกไดดังน้ี

1. อาหาร จะเห็นวามนุษยบริโภคอาหารท่ีไดมาจากผลิตผลทางการเกษตร ดังจะเห็นไดจาก
มนุษยบริโภคขาว ขาวสาลี ขาวโพด เปนอาหาร ถึงแมวามีบางประเทศท่ีประชากรของเขาบริโภคอาหาร
จาํ พวกขนมหรอื ขนมปง แตขนมเหลานน้ั ก็ทาํ มาจากขาว หรอื ขาวสาลี ดังทเ่ี ราเคยเหน็ แปงชนดิ ตา ง ๆ ทท่ี าํ มา
จากขาว เชน แปงสาลีก็ทํามาจากขาวสาลี แปงขาวจาวก็ทํามาจากขาวเจา เปนตน แปงเหลานี้ก็นําไปผลิต
เปนพวกขนมตาง ๆ ได หรืออาจจะเปนพวกเครื่องด่ืมตาง ๆ เชน กาแฟ น้ําสม ลวนไดมาจากผลิตผลทาง
การเกษตรท้ังสน้ิ

2. เครื่องนุงหม กเ็ ปนปจจัยสําคญั ของมนษุ ย โดยที่มนุษยส ามารถนาํ ผลิตผลทางการเกษตรท่ีให
เสนใยมาทอเปนผา แลวทําเปนเครื่องนุงหมได พืชท่ีใหเสนใย ไดแก ฝาย ปอ และอ่ืนๆ ผลิตผลทางเกษตร
ที่นํามาใชเ ปน เครอื่ งนุง หมนี้ ถือวาเปน เครือ่ งอุปโภค

3. ยารักษาโรค ผลิตผลทางการเกษตรบางชนิดสามารถนาํ มาสกดั ทาํ เปนยารกั ษาโรคตาง ๆ
ได เชน กระเทยี ม ขิง ขา และอื่น ๆ เมื่อจํานวนประชากรเพิ่มมากข้ึนเรื่อย ๆ ความจําเปนในการผลิตยารักษา
โรคยิง่ มมี ากขนึ้ ในสภาพของการดําเนนิ ชวี ิตและมนุษยแลว จะหนไี มพ น การเกิด แก เจ็บ ตาย ไปได

122

4. ทอี่ ยูอาศยั การสรา งสถานที่อยอู าศยั มีความจําเปนตอ ชีวิตมนษุ ยม าก ในสมยั โบราณคนเราได
อาศยั อยตู ามถาํ้ พอนานเขา ก็มวี วิ ฒั นาการไปเร่อื ย ๆ รูจักการกอ สรางท่ีอยอู าศัยเอง ซงึ่ อาจจะเริ่มจากการนาํ เอา
ใบไมใบหญา มามุงหลังคา หรืออาจจะเปน การนําเอาหนงั สัตวมาทาํ เปน ทีอ่ ยอู าศัย ตอ มากร็ ูจกั การนาํ เอาตนไม
มาแปรรูป เพ่อื ใชกอ สรา งอาคารบา นเรือน เพ่ือใหค งทนและถาวรตอไป เมือ่ คนใชต น ไมม ากเขาตนไมก็นอยลง
ทกุ ที จนถงึ ปจ จุบนั นีก้ ็ไดม ีการปลกู ปา ขึน้ ซึ่งการปลูกปาหรือปลูกตนไมนี้ลวนแตเปนผลผลิตทางการเกษตร
ทั้งสิน้

5. ผลิตภณั ฑ เปน ผลติ ภัณฑท ี่ไดจากผลิตผลทางการเกษตรแทบทง้ั สิ้น อันไดแ ก อาหารกระปอง
ไมอ ัด นมผง และเครื่องหนงั ตาง ๆ เปนตน

การอุตสาหกรรม
อตุ สาหกรรม หมายถงึ การผลิตสิง่ ของปริมาณมากเพื่อจําหนายเปนสินคา อุตสาหกรรมไดแบงออก
ตามลักษณะและขนาดของกจิ การไดเ ปน 3 ประเภท คอื

1. อุตสาหกรรมขนาดใหญ หมายถึง อุตสาหกรรมท่ีตองใชเคร่ืองจักรกล อุปกรณและเงินทุน
จํานวนมาก เชน โรงงานผลิตปูนซีเมนต โรงงานผลติ เครอ่ื งดม่ื เปน ตน

2. อุตสาหกรรมขนาดยอ ม เปน อตุ สาหกรรมที่มีขนาดเล็ก ใชคนงานต้ังแต 7 คนขึ้นไป แตไมเกิน 50
คน และใชเงนิ ทุนไมเกนิ 2 ลานบาท อตุ สาหกรรมขนาดยอ มนใี้ ชวัตถุท่ีไดจากอุตสาหกรรมขนาดใหญมาผลิต
ของสาํ เรจ็ รูปอกี ตอหนงึ่ เพอ่ื จะไดเปน เคร่อื งอปุ โภคบริโภค เชน การทํานํ้าตาล การฟอกหนัง การทําน้ําแข็ง
การทํารองเทา เปนตน

3. อตุ สาหกรรมในครอบครัว หมายถึง อตุ สาหกรรมขนาดเล็กท่ีทํากันในครอบครัว ใชแรงงาน
ของคนในครอบครัวเปนสวนใหญ ทําผลิตภัณฑท่ีใชความชํานาญทางฝมือแลวนําออกจําหนาย เชน
การประดิษฐดอกไม การทําอาหารหมักดอง การทําขนม เปนตน ประเทศท่ีเจริญกาวหนาทางดาน
อุตสาหกรรมได จะตอ งเปนประเทศทีม่ ีความเจริญทางดานวิชาการสูง สามารถผลิตสินคาที่มคี ุณภาพดีออกไป
จําหนายแขงขันกับประเทศอ่ืน ๆ ได ในกรณีของประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมประเภทนี้อยูไมมากนัก
และอุตสาหกรรมท่มี อี ยแู ลวสว นใหญก เ็ ปนอุตสาหกรรมขนาดเล็กลงทนุ ไมมาก

แนวโนม ในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย
ประเทศไทยไดเริม่ มกี ารวางแผนพฒั นาเศรษฐกจิ เปนครัง้ แรกเม่อื พ.ศ. 2504 ปจ จบุ ันเนน การพัฒนา
คน โดยกําหนดยุทธศาสตรใ นการพฒั นาไว ดังนี้
1. ยุทธศาสตรก ารเพ่ิมศักยภาพของคนทุกกลุมเปา หมาย อายแุ ละเพศ ใหคนมีทางเลอื กในชีวติ และ
เขา มามีสว นรวมในการพัฒนาประเทศอยา งยงั่ ยนื โดย

1.1 ปรับปรงุ กระบวนการเรยี นรูแ ละฝก อบรมใหค ิดเปนทาํ เปน มีการเรยี นรูจ ากประสบการณและ
ของจริง ไดรับการศึกษาอยางตอเน่ืองหลากหลาย สนับสนุนใหเกิดความเชื่อมโยงองคความรูสากลเขากับ
ภูมิปญญาไทยท่ีมีวิวัฒนาการจากพ้ืนฐานสังคมการเกษตรภายใตบริบทของวัฒนธรรม คานิยมด้ังเดิมที่ไม

123

แปลกแยกจากธรรมชาติ สรางแนวการดํารงชีวิตท่ีประชาชนรูเทาทันการพัฒนาและสามารถรักษาระดับ
การพฒั นาท่เี หมาะสมไดด ว ยตนเองอยางตอเน่ืองและยืนนาน

1.2 สนับสนนุ ใหเกดิ การกระจายอํานาจการศกึ ษาเพ่อื เปด โอกาสใหค รอบครวั ชุมชน และทอ งถิ่น
เขา มามบี ทบาท สามารถจัดการศึกษาไดพ รอม ๆ ไปกับผอ นคลายกฎระเบยี บขอบังคับตาง ๆ และใหส่ิงจูงใจ
เพิ่มเตมิ แกภาคเอกชนใหเขา มามีบทบาทในการจัดการศกึ ษามากขึน้

1.3 ใหค วามสําคญั เปนลําดบั สูงในการปฏิรปู การฝกหัดครเู พ่อื ใหค รูเปน วิชาชพี ท่มี ีเกียรติมศี กั ดศิ์ รี
สามารถดึงดูดคนเกงคนดีเขาเรียนวิชาครู รวมทั้งเรงรัดการพัฒนาครูประจําการและบุคลากรทางดาน
การศกึ ษาและปฏริ ูปการเรยี นการสอนในการผลิตครอู ยา งจริงจงั

1.4 เสริมสรางศักยภาพของสื่อสารมวลชน เพื่อใหสนับสนุนการพัฒนาโดยเปนยุทธศาสตร
ทส่ี ามารถดาํ เนนิ การไดทันทอี ยา งตอเนอื่ งไปพรอ ม ๆ กบั การเพม่ิ ทักษะของการเปนผูรับสารหรือผูบริโภคส่ือ
ทีม่ ีคณุ ภาพ โดยเนนบทบาทของสอื่ มวลชนในการสงเสริมกระบวนการเรยี นรูและการสรางปญญาท้ังในระดับ
ทองถ่ินและในกระแสโลกาภิวัตน

1.5 สรางบรรยากาศแวดลอ มที่เอือ้ ตอ การพัฒนาเดก็ และเยาวชน
1.6 สนับสนุนใหมีการพัฒนาจิตใจคนใหเปนคนดีมีวินัย คุณธรรม และจริยธรรม ตลอดจน
สง เสริมวัฒนธรรมไทย โดยเนนศักดศ์ิ รแี ละศักยภาพของคนไทยในการสรางสรรคผลงานศิลปะ
1.7 ปรับปรงุ ระบบบริการสาธารณสุข ใหสามารถบริการประชาชนไดอยางมีประสิทธิภาพและ
บรรลุเปา หมายของการมสี ขุ ภาพดถี ว นหนา โดยเนน การปองกนั โรคและสง เสรมิ สขุ ภาพ รวมท้งั ใหมกี ารพัฒนา
ภมู ปิ ญญาทางดานการรกั ษาพยาบาลแบบพืน้ บาน เชน แพทยแผนโบราณ สมุนไพร เปน ตน
2. ยทุ ธศาสตรก ารเสรมิ สรางการมีสวนรว มของคนในกระบวนการพัฒนา โดย
2.1 สงเสริมความเขมแข็งของสถาบันครอบครัว และชุมชนใหมีบทบาทและสวนรวมในการ
พฒั นาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สง่ิ แวดลอ ม และการเมืองการปกครอง โดยใหความสาํ คัญในการสรางความ
เขมแข็งและมคี วามตอ เน่ือง
2.2 สนับสนุนการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของผูดอยโอกาสในสังคมให
สามารถมีรายไดและพง่ึ ตนเองได เพือ่ ชว ยลดชอ งวางระหวางรายได
2.3 สง เสริมบทบาทของสตรีใหเปนพลังในการพฒั นา และเปน ผมู ีสวนรวมในการตัดสินใจใน
ทกุ ระดบั ทั้งน้ี เพ่ือบูรณาการและสรางความสมดุลของการพัฒนา
2.4 เรง รัดการพฒั นาชนบทและกระจายความเจริญไปสภู มู ภิ าค โดยเนนใหมโี ครงสรางข้นั พ้ืนฐาน
ท้ังทางเศรษฐกจิ และสังคมเพ่อื กระตุน ใหเกดิ การพฒั นาชนบททีย่ ่ังยืน
2.5 เพมิ่ บทบาทของประชาชนในการเรยี นรูการพิทกั ษทรพั ยากรธรรมชาติ และจดั การส่ิงแวดลอม
ควบคูไ ปกับการเตรียมคนและชุมชนเพือ่ รองรับผลกระทบของการพฒั นาจากภาคนอกชนบท
2.6 พัฒนาและปรบั ปรงุ ระบบประกนั สงั คมใหส ามารถเขาถึงกลุมเปาหมายตาง ๆ ใหกวางขวาง
ยิง่ ขึ้น

124

2.7 พฒั นาระบบการเมอื งใหม อี ุดมการณป ระชาธิปไตยอยา งเปนวิถีชีวิต ใหมีคานิยม วัฒนธรรม
กติกา และวิธีการบริหารจัดการท่ีดี มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสังคมไทยเพ่ือสนับสนุนการพัฒนา
ดานเศรษฐกจิ และสังคมใหย ่งั ยืน

สรุป ในปจ จบุ นั นี้ ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศ จะมที ง้ั ภาครฐั และเอกชนตางมีสวนเปนเจาของ
ทรพั ยากรและปจ จัยการผลิตตาง ๆ โดยเอกชนใชก ําไรเปน สงิ่ จงู ใจเขา มาทาํ การผลิตและอาศัยกลไกราคาในการ
จัดทรัพยากร และมีบางกิจกรรมท่ีควบคุมโดยรัฐ ท้ังนี้เพ่ือแกไขปญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจและคุมครอง
ผลประโยชนข องสังคมโดยรวม นอกจากนี้รฐั จะเขา มามบี ทบาทในกจิ กรรมทางเศรษฐกิจเทาทจ่ี ําเปน ไดแ ก

1) ดาํ เนนิ การเกย่ี วกับการปองกนั ประเทศ เชน ดานการทหาร ตาํ รวจและศาล เปนตน
2) ดาํ เนินการดานเศรษฐกจิ พน้ื ฐาน เชน สรา งสะพาน ถนน เขื่อน เปนตน
3) ควบคมุ และดําเนนิ การดา นการศึกษาและสาธารณสขุ
4) ดาํ เนนิ กจิ การดานสาธารณูปโภค เชน การรถไฟ การประปา สอื่ สารไปรษณยี  เปน ตน
5) ดําเนนิ การเพ่อื พฒั นาเศรษฐกจิ เพ่อื กระจายรายไดและทรพั ยากรจากชุมชนเมืองไปยังชนบท
โดยกําหนดเปนนโยบายสําคัญ ๆ เชน การกระตุนเศรษฐกิจ ไดแก กองทุนหมูบาน SME วิสาหกิจชุมชน
โครงการพัฒนาการศกึ ษา โครงการพฒั นาแหลง นาํ้ และการสรา งงานในรปู แบบตา ง ๆ โดยรฐั บาลไดก าํ หนดเปน
นโยบายไวในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 8 - 9 เปน ตน
หลักการ และวธิ กี ารเลอื กใชทรัพยากรเพอ่ื การผลิต
ในการผลติ เพ่อื สนองตอความตอ งการของมนษุ ย ผผู ลิตตอ งคํานงึ ถงึ สง่ิ ตอ ไปน้ี
ปจจัยการผลิต ปจจัยการผลิต หมายถึง ทรัพยากรที่ใชเพื่อการผลิตเปนสินคาและบริการ
ในความหมายทางเศรษฐศาสตรแบง ปจ จยั การผลิตเปน 4 ประเภท ดังนี้
1. ท่ีดิน หมายรวมถงึ ที่ดนิ และทรัพยากรธรรมชาตทิ งั้ หมด เชน ปาไม สัตว น้ํา แรธาตุ ปริมาณ
นาํ้ ฝน เปน ตน ส่ิงเหลานีจ้ ะมีอยูต ามธรรมชาติ มนุษยสรางขึน้ เองไมไ ด แตสามารถพฒั นาปรับปรงุ คุณภาพของ
ทรัพยากรธรรมชาติไดบาง เชน การปรับปรุงท่ีดินใหอุดมสมบูรณข้ึน เปนตน ผลตอบแทนจากการใชท่ีดิน
เราเรียกวา คาเชา
2. แรงงาน หมายถงึ แรงกาย แรงใจ ความรู สตปิ ญญา และความคดิ ที่มนษุ ยทมุ เทใหแกก ารผลติ
สินคา และบริการ แตใ นท่ีน้ีแรงงานสัตวจะไมถือเปนปจจัยการผลิตประเภทแรงงาน แตถือเปนทุน ประเภท
มีชวี ิต ผลตอบแทนของแรงงานเรยี กวา คาจา งและเงนิ เดือน โดยทว่ั ไปแลว แรงงานแบง เปน 3 ประเภทคือ
- แรงงานฝม อื เชน นกั วชิ าการ แพทย นักวชิ าชพี ตางๆ เปน ตน
- แรงงานกงึ่ ฝม ือ เชน ชางไม ชางเทคนิค พนักงานเสมียน เปน ตน
- แรงงานไรฝมอื เชน กรรมกรใชแรง นักการภารโรง ยาม เปนตน
3. ทุน ในความหมายทางเศรษฐศาสตร หมายถึง สิ่งกอสราง และเคร่ืองจักร เครื่องมือท่ีใชใน
การผลติ นอกจากน้ที ุนยังแบง ออกเปน 2 ประเภท คอื
3.1 เงินทุน หมายถึง ปริมาณเงินตราท่ีเจาของเงินนําไปซื้อวัตถุดิบ จายคาจาง คาเชา และ
ดอกเบ้ยี

125

3.2 สินคาประเภททนุ หมายถงึ สิง่ กอสราง รวมถึงเคร่อื งมอื เครือ่ งจกั ร ที่ใชในการผลิต เปนตน
ผลตอบแทนจากเงนิ ทุน คอื ดอกเบี้ย

4. ผูประกอบการ หมายถึง บุคคลท่ีสามารถนําปจจัยการผลิตตาง ๆ มาดําเนินการผลิตใหมี
ประสทิ ธภิ าพทสี่ ดุ โดยอาศยั หลกั การบรหิ ารทดี่ ี การตดั สินใจจากขอ มลู หรอื จากเกณฑม าตรฐานอยางรอบคอบ
รวมถงึ ความรับผิดชอบ ผลตอบแทน คอื กําไร

เรื่องที่ 3 คณุ ธรรมในการผลิตและการบรโิ ภค

การบริโภค หมายถึง การแลกเปลี่ยนสินคาและการบริการโดยใชเงินเปนส่ือกลาง เพ่ือตอบสนอง
ความตอ งการบริโภคของบคุ คล เชน การใชเงนิ ซอ้ื อาหาร การใชเงินซื้อท่ีอยูอาศัย การใชเงินซ้ือเคร่ืองนุงหม
การใชเ งินซ้ือยารกั ษาโรค การใชเงินซ้อื ความสะดวกสบายเพอ่ื การพกั ผอนหยอนใจ เปน ตน

การผลิต หมายถึง การสรางสนิ คา และบรกิ ารเพอื่ ตอบสนองการบริโภคของบคุ คล
คณุ ธรรม เปน คณุ งามความดีทจี่ ะตอ งเสรมิ สรางใหเ กิดท้ังในผผู ลิตและผบู รโิ ภค
ในแงผูผ ลติ ตอ งมคี วามซอื่ สตั ยในการไมป ลอมปนสารมพี ิษหรอื สารทมี่ ปี ระโยชน เขา มาในกระบวนการ
ผลติ หรอื หากจาํ เปนตองใชก ต็ องใชใ นปรมิ าณทปี่ ลอดภัยและไมเอาเปรยี บผบู ริโภค รวมท้งั ควรแจง ใหผ บู รโิ ภค
ทราบ เพ่อื ใหอยูใ นวจิ ารณญาณของผูบริโภคทีจ่ ะเลอื กใช ขณะเดยี วกันก็ตองไมป ลอ ยสารพิษหรอื สิ่งทกี่ อ ใหเกิด
มลภาวะตอ สิ่งแวดลอ มซ่งึ จะมผี ลกระทบตอคนอื่น
คณุ ธรรมของผผู ลิตทส่ี าํ คัญมีดงั น้ี
1. ความขยัน เปนความพยายาม มุมานะทจี่ ะประกอบการในการผลติ และบริการใหป ระสบผลสําเร็จ
อยา งไมยอทอ ตอ ปญ หาและอปุ สรรค
2. ความซือ่ สัตย โดยเฉพาะซ่ือสัตยต อผบู ริโภค เชน ไมค า กาํ ไรเกนิ ควร ไมโ ฆษณาสนิ คาเกนิ ความเปน
จรงิ ไมป ลอมปนสนิ คา ไมผลิตสินคาทีไ่ มไ ดคณุ ภาพ หรอื สนิ คาที่ผดิ กฎหมาย ฯลฯ
3. ความรบั ผดิ ชอบ ในการผลิตสินคาและบรกิ ารเพื่อสนองตอความตองการของผบู ริโภค และไมส ง ผล
กระทบตอ สงั คมและสิ่งแวดลอ ม รับผดิ ชอบตอความเสียหายอนั เกดิ จากการผลติ และบริการ
4. พัฒนาคณุ ภาพสินคา เนนใหสนิ คา และบรกิ ารเปน ทพี่ ึงพอใจของผบู รโิ ภค
5. ดูแลสังคม คือ แบงสว นกาํ ไรทไี่ ดร บั คนื สูสงั คม เชน ทาํ กิจกรรมเพือ่ สว นรวม เชน สิง่ ท่ีเปน สาธารณะ
ประโยชน การใหความรูทถ่ี กู ตอ ง ชวยเหลอื ผดู อยโอกาสในรปู แบบตาง ๆ ฯลฯ
ในแงผูบริโภค ก็ตองใชสติปญญาในการพิจารณาวาควรเชื่อคําโฆษณาของสินคาหรือไม และจะใช
อยางไรใหค มุ คา และไมท ิง้ ของเหลือใชใหเ ปน มลภาวะตอส่ิงแวดลอ ม ใหความรว มมอื ในการกําจัดขยะอยางถูกวธิ ี
เพอ่ื สุขภาวะของทกุ คนในครอบครัวและในชุมชน
คุณธรรมของผูบริโภค ในการเลอื กสินคา และบริการผูบรโิ ภคควรคํานึงถึงความจําเปนหรือประโยชน
ตอการดาํ รงชีวิต คุณธรรมท่ีสําคัญ มีดงั นี้
1. ใชตามความจาํ เปน ในการบริโภคสินคาหรือบริการใหสอคคลองกับวิถีการดําเนินชีวิตไมกักตุน
สินคา

126

2. พิจารณาประโยชนท่จี ะไดรับจากการซอื้ สนิ คาและบริการ
3. ประหยัด ซึ่งควรพิจารณาถึงคุณภาพ ราคาสินคา การบริการที่มีคุณภาพ ยุติธรรมเหมาะสมกับ
คา บรกิ าร
4. มีคานยิ มในการบริโภคสนิ คา ผลิตภณั ฑไทย
ในปจจุบันหนวยธุรกิจตาง ๆ มีการโฆษณา ประชาสัมพันธ ขายสินคาและบริการมากข้ึน ซึ่งเม่ือ
บางครง้ั มีการโฆษณาชวนเช่ือเกนิ จริง ทาํ ใหผ บู ริโภคไมท ราบความจริงเกย่ี วกับคุณภาพของสินคา ดังน้ันในการ
ซอ้ื สนิ คาและบรกิ ารใด ๆ ผบู ริโภคจงึ ควรพจิ ารณาถึงคณุ ภาพ ความจําเปนของสนิ คา และบรกิ ารเพ่อื ประโยชน
ของผบู ริโภค

ปจ จัยท่ีมอี ทิ ธพิ ลตอการบรโิ ภค
1. ราคาของสนิ คา ผบู ริโภคโดยทวั่ ไปจะซ้ือสนิ คาบรกิ ารทเี่ ปน ไปตามความตอ งการ ความจาํ เปน ตอการ
ดาํ รงชวี ติ และมีราคาที่ไมแ พงเกินไปแตม คี ณุ ภาพดี
2. รสนิยมของผบู ริโภค ผบู ริโภคมรี สนยิ มท่ีแตกตา งกัน บางคนมีรสนิยมท่ีชอบสินคาและบริการท่ีมา
จากตางประเทศ ผูบริโภคบางคนมีรสนิยมของความเปนไทย ก็มักจะซ้ือสินคาและบริการที่ผลิตข้ึน
ภายในประเทศเทานน้ั
3. รายไดข องผบู ริโภค รายไดของผูบรโิ ภค เปนปจ จยั ที่มอี ทิ ธิพลตอการบรโิ ภค ถา ผูบรโิ ภคมรี ายไดน อ ย
มักตองการสินคาและบริการที่ราคาถูก เพ่ือใหสามารถดํารงชีวิตอยูไดไมขัดสน ถาผูบริโภคมีรายไดสูงมัก
ตอ งการสนิ คาและบรกิ ารท่ีมคี ุณภาพดี แมจะราคาสงู ก็ตาม
4. ระบบซอื้ ขายเงินผอ น เปน ระบบซ้ือขายทีช่ ว ยใหผูมรี ายไดนอ ยมีโอกาสไดบ ริโภคสินคา ที่มรี าคาแพงได
5. การโฆษณา การโฆษณาเปน การทําตลาด ทาํ ใหผ บู รโิ ภครจู ักสนิ คา และบริการ สินคา และบริการทีม่ ี
การทมุ ทุนโฆษณามากๆ มีสวนทาํ ใหผ บู ริโภคหนั ไปซือ้ สนิ คาและบริการนัน้ มากขึน้
6. การคาดคะเนราคาภายหนา ถาผูบริโภคมีการคาดวาสินคาใดมีผลผลิตนอยและราคาจะแพงข้ึน
ผูบ รโิ ภคก็จะมกี ารซ้อื สนิ คาน้ันกนั มาก
7. ฤดกู าล เชน ฤดรู อ น ผบู ริโภคจะหาซ้ือเสอ้ื ผา ท่ีสวมใสส บายไมร อ น ฤดูฝน ผบู รโิ ภคจะหาซอื้ เสือ้ ผา
และเครอ่ื งปอ งกนั ฝนกนั มาก เปน ตน

127

เรอ่ื งที่ 4 กฎหมายและขอ มลู การคุมครองผบู ริโภค

หนวยงานทีค่ มุ ครองผบู ริโภค

กองคุมครองผูบ รโิ ภคดา นโฆษณา 0-2629-7037-9 , 0-2629-7041-3

กองคมุ ครองผูบรโิ ภคดานฉลาก 0-2629-7048-50 , 0-2629-7052-5

กองคมุ ครองผบู รโิ ภคดา นสญั ญา 0-2629-7061-3 , 0-2629-7065-8

กองเผยแพรและประชาสัมพนั ธ 0-2629-8250-2 , 0-2629-8254-6

กองนติ กิ าร 0-2629-8259-60 , 0-2629-8262-4

สาํ นกั งานเลขานกุ ารกรม 0-2629-8243 , 0-2629-8245-8

การพทิ ักษส ิทธิผ์ บู ริโภค

รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2540 เปน รฐั ธรรมนูญฉบับแรกท่ีใหความสําคัญของ

การคุม ครองผูบรโิ ภค โดยบญั ญตั ถิ ึงสทิ ธขิ องผูบริโภคไวใ นมาตรา 57 วา “สทิ ธขิ องบุคคลซึ่งเปนผูบริโภคยอม

ไดร ับความคุมครอง ทั้งนี้ตามทีก่ ฎหมายบัญญัต”ิ

พระราชบัญญัติคุมครองผูบริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแกไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคุมครอง

ผูบริโภค (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2541 ไดบัญญัติสิทธิของผูบรโิ ภคทจ่ี ะไดร ับความคุมครองตามกฎหมาย 5 ประการ

ดังน้ี

1.สิทธิท่จี ะไดร บั ขา วสารรวมท้งั คําพรรณนาคุณภาพทถี่ กู ตอ งและเพียงพอเก่ยี วกบั สินคาหรอื

บริการ ไดแ ก สิทธทิ ีจ่ ะไดรบั การโฆษณาหรอื การแสดงฉลากตามความเปนจริงและปราศจากพษิ ภัยแกผ ูบริโภค

รวมตลอดถึงสิทธิท่ีจะไดรับทราบขอมูลเกี่ยวกับสินคาหรือบริการอยางถูกตองและเพียงพอท่ีจะไมหลงผิด

ในการซ้อื สินคา หรือรับบริการโดยไมเ ปนธรรม

2.สทิ ธทิ จ่ี ะมอี สิ ระในการเลือกหาสินคาหรอื บรกิ าร ไดแ ก สทิ ธทิ ี่จะเลอื กซอื้ สินคา หรือรบั บรกิ าร

โดยความสมัครใจของผูบริโภค และปราศจากการชักจูงใจอันไมเ ปนธรรม

3.สทิ ธทิ จ่ี ะไดร ับความปลอดภัยจากการใชสินคาหรือบริการ ไดแก สิทธิท่ีจะไดรับสินคาหรือบริการ

ที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพไดมาตรฐานเหมาะสมแกการใช ไมกอใหเกิดอันตรายตอชีวิต รางกายหรือ

ทรพั ยส นิ ในกรณใี ชตามคาํ แนะนําหรอื ระมัดระวงั ตามสภาพของสนิ คาหรือบรกิ ารน้ันแลว

4.สทิ ธทิ จ่ี ะไดรบั ความเปน ธรรมในการทาํ สัญญา ไดแก สิทธิที่จะไดรับขอสัญญาโดยไมถูกเอารัดเอา

เปรยี บจากผปู ระกอบธุรกิจ

5.สิทธทิ ี่จะไดรบั การพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ไดแก สิทธิที่จะไดรับการคุมครองและชดใช

คาเสยี หาย เมอ่ื มกี ารละเมดิ สทิ ธิของผูบรโิ ภคตามขอ 1, 2, 3 และ 4 ดังกลา ว

ขอควรปฏิบัตสิ าํ หรบั ผูบริโภคในการซอ้ื สนิ คาหรอื บริการ

ขอ ควรปฏบิ ตั หิ ลังจากซอื้ สินคาหรือบริการ ผบู รโิ ภคมีหนาที่ในการใชความระมัดระวัง ตามสมควร

ในการซ้อื สนิ คาหรือบริการ ไดแก การใหความสําคญั กบั ฉลากของสนิ คา และการโฆษณาสินคา หรือบริการ

1. ผูบริโภคตองตรวจดูฉลากของสินคา เพื่อเปนขอมูลในการเปรียบเทียบสินคาแตละย่ีหอ

กอ นตดั สินใจเลือกสนิ คา ฉลากของสนิ คา ท่ีควบคมุ จะตอ งระบขุ อความดังตอ ไปน้ี

128

ช่อื ประเภท หรือชนิดของสินคาทีแ่ สดงใหเ ขา ใจ ไดวาสนิ คานนั้ คอื อะไร ในกรณีทเ่ี ปน สนิ คา ส่งั หรอื
นาํ เขามาในราชอาณาจักรเพอื่ ขายใหร ะบชุ ื่อประเทศทผ่ี ลติ ดว ย

ชื่อหรือเครอ่ื งหมายการคา ท่ีจดทะเบยี นในประเทศไทย ของผูผ ลติ เพื่อขายในประเทศไทย
ช่อื หรอื เครื่องหมายการคา ที่จดทะเบยี นในประเทศไทย ของผูส ั่งหรือนาํ เขา มาในราชอาณาจักร
เพ่อื ขาย
สถานที่ตงั้ ของผูผ ลิตเพอ่ื ขาย หรือของผสู ัง่ หรอื ผนู าํ เขา มาในราชอาณาจกั รเพื่อขายแลวแตก รณี
ตองแสดงขนาดหรือมิติ หรอื ปริมาณ หรอื ปริมาตร หรือน้ําหนักของสินคาแลวแตกรณี สําหรับ
หนวยทใ่ี ชจ ะใชชอื่ เต็มหรือช่อื ยอหรอื สัญลักษณแทนกไ็ ด
ตอ งแสดงวิธใี ช เพื่อใหผ ูบริโภคเขาใจวา สินคา นน้ั ใชเพอื่ สง่ิ ใด
ขอ แนะนาํ ในการใชหรอื หามใช เพื่อความถูกตอ งในการใหป ระโยชนแ กผ ูบรโิ ภค
วนั เดือน ป ทีผ่ ลติ หรือวัน เดือน ป ทีห่ มดอายกุ ารใช หรือ วนั เดอื น ป ทค่ี วรใชกอน วัน เดือน
ป ที่ระบุนั้น เพอ่ื ใหเขา ใจในประโยชนของคณุ ภาพหรือคุณสมบตั ขิ องสนิ คาน้ัน (ถา มี)
ราคาโดยระบุหนวยเปน บาท และจะระบุเปนเงนิ สกลุ อนื่ กไ็ ด

2. สอบถามขอเทจ็ จริงเกยี่ วกบั คุณภาพของสนิ คา จากผูขาย หรอื ผูท่ีเคยใชส นิ คา นน้ั แลว
3. ศึกษาเง่ือนไข หรือขอจํากัดของสินคา เชน วัน เดือน ป ท่ีผลิตหรือหมดอายุ วิธีการใชการเก็บ
รักษา คําเตือนหรือขอควรระวังของสินคาใหเขาใจอยางถองแท เพื่อผูบริโภคสามารถใชสินคาไดอยางเต็ม
ประสิทธิภาพและประหยดั
4. รอ งขอใหหนวยงานท่ีเก่ียวของตรวจสอบคุณภาพ และปริมาณของสินคาวาเปนจริงตามท่ีระบุไวท่ี
ฉลากของสนิ คาหรอื ไม เพอ่ื ใหไดสินคาทีม่ ีคณุ ภาพและเปน ธรรมแกผ บู ริโภค
5. ผบู ริโภคอยาดว นหลงเชื่อคาํ โฆษณาของสนิ คา หรือบรกิ ารตองศึกษาเงื่อนไข รายละเอียดอ่ืนๆ ของ
ตัวสินคา หรือบรกิ ารที่อาจไมไดระบุไวในการโฆษณา เน่ืองจากการโฆษณาสินคาหรือบริการของผูประกอบ
ธุรกิจสวนใหญจะเสนอแตขอดีและเง่ือนไขท่ีเปนประโยชนตอผูบริโภค สวนขอเสียมักจะไมกลาวถึงในการ

129

โฆษณา จึงจาํ เปนท่ผี บู ริโภคตอ งศกึ ษาหาความรูเพมิ่ เตมิ จากการสอบถามผูข ายหรือบริษทั ผูผลิตตลอดจนผูมี
ความรู ผูเคยมปี ระสบการณในการใชสินคา นัน้ ๆ มาแลว

ขอ ความโฆษณาตอไปน้ี ถอื วา เปน ขอ ความทไ่ี มเ ปนธรรมตอผบู รโิ ภค หรอื เปน ขอ ความทอี่ าจกอใหเ กดิ
ผลเสียหายตอสังคมเปน สวนรวม

ขอความท่ีเปนเท็จหรอื เกนิ ความจริง
ขอ ความทก่ี อ ใหเกดิ ความเขา ใจผดิ ในสาระสําคัญเกย่ี วกบั สินคาหรือบรกิ าร ไมวาจะเปน การกระทํา
โดยใชห รืออา งอิงรายงานทางวชิ าการ สถติ ิหรือส่งิ ใดส่ิงหนง่ึ อนั เปน ความจรงิ หรอื เกินความจรงิ หรอื ไมก ็ตาม
ขอความทีเ่ ปน การสนับสนุนโดยตรงหรอื โดยออ มใหม กี ารกระทําผิดกฎหมายหรอื ศีลธรรม หรอื นําไปสู
ความเส่อื มเสียในวฒั นธรรมของชาติ
ขอความท่ีจะทําใหเ กดิ ความแตกแยกหรอื เส่อื มเสยี ความสามคั คใี นหมปู ระชาชน
ขอความอยางอื่นตามทก่ี าํ หนดในกระทรวงท่ผี ปู ระกอบธรุ กจิ ตอ งระบุขอความใหครบถว น หากฝาฝนมี
โทษตามกฎหมาย
ขอ ควรปฏบิ ตั หิ ลงั จากซอ้ื สนิ คา หรือบริการ
ผูบริโภคมีหนาท่ีในการเก็บรักษาพยานหลักฐานตางๆ ที่แสดงถึง การละเมิดสิทธิของผูบริโภคไว
เพื่อการเรียกรองตามสิทธิของตน พยานหลักฐานดังกลาว อาจเปนสินคาท่ีแสดงใหเห็นวามีปริมาณ หรือ
คณุ ภาพไมเ ปน ไปตามมาตรฐานทร่ี ะบไุ วในฉลาก มคี วามสกปรก หรอื มพี ิษทกี่ อ ใหเ กดิ อันตราย ควรจําสถานท่ี
ซ้ือสนิ คา หรอื บริการนั้นไว เพ่อื ประกอบการรองเรียนและตองเก็บเอกสารโฆษณาและใบเสร็จรบั เงินเอาไวดวย
เม่ือมีการละเมิดสิทธิของผูบริโภคข้ึน ผูบริโภคมีหนาที่ในการดําเนินการรองเรียน ตามสิทธิของตน
โดยรองเรียนไปยังหนวยงานท่ีเก่ียวของกับการกํากับดูแลสินคาหรือบริการน้ันหรือรองเรียนมาท่ีสํานักงาน
คณะกรรมการคมุ ครองผูบรโิ ภค ตา งจังหวดั รองเรยี นทค่ี ณะอนกุ รรมการการคมุ ครองผบู ริโภคประจําจงั หวดั
การเตรยี มตัวเพื่อรอ งทุกขส ําหรับผบู รโิ ภค
พระราชบญั ญัติคมุ ครองผูบริโภค พ.ศ. 2522 ซึง่ แกไขเพ่ิมเติม โดยพระราชบัญญัติคุมครองผูบริโภค
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ไดบ ัญญตั สิ ทิ ธขิ องผูบ รโิ ภคทจ่ี ะไดรับการคุมครอง 5 ประการ ไดแก

สิทธิทจ่ี ะไดรบั ขาวสารรวมท้ังคําพรรณนาคณุ ภาพที่ถกู ตองและเพยี งพอเก่ียวกับสนิ คาหรือบริการ
สทิ ธทิ ่จี ะมีอิสระในการเลอื กหาสนิ คา หรอื บริการ
สิทธิที่จะไดร ับความปลอดภยั จากการใชส ินคาหรอื บรกิ าร
สิทธิทีจ่ ะไดรบั ความเปนธรรมในการทําสญั ญา
สิทธทิ ี่จะไดรับการพจิ ารณาและชดเชยความเสียหาย
ดังนน้ั การรองทุกขเม่อื ไมไดรบั ความเปน ธรรมจากการซอ้ื สนิ คา หรอื บรกิ าร ถอื เปนเร่อื ง ที่ชอบธรรม
ที่ผูบริโภคควรกระทํา เพื่อใหผูประกอบธุรกิจชดใชความเสียหายและเพื่อเปนการลงโทษหรือปรามมิให
ผปู ระกอบธุรกจิ เอารัดเอาเปรยี บผูบริโภค
การเตรียมตัวของผูบริโภค เพ่ือจะมารองทุกขเปนข้ันตอนท่ีมีความสําคัญ หากเอกสาร หลักฐาน
ที่ผบู รโิ ภคนาํ มาไมครบถวน จะทําใหผูบรโิ ภคเสียเวลาในการยนื่ เร่ือง

130

การเตรียมเอกสาร หลักฐานของผูรองเรยี น
ผรู องเรยี นจะตอ งเตรยี มเอกสาร หลกั ฐานใหพ รอม เพ่อื จะนาํ มาใชประกอบกับการบนั ทึกคาํ รอ งเรยี น
ใหผูบริโภคย่ืนเร่ืองรองเรียนที่สํานักงานคณะกรรมการคุมครองผูบริโภค (กรุงเทพมหานคร) หรือ
คณะอนกุ รรมการการคุมครองผบู รโิ ภคประจาํ จังหวัด ในจังหวัดที่ทานอาศยั อยู โดยมขี ้ันตอน ดงั น้ี

1. ผูรองเรียนกรอกรายละเอียดในแบบบันทึกคํารองเรียนพรอมแนบเอกสาร (เอกสารลงชื่อ
รบั รองสําเนาทุกฉบับ) มอบใหเจาหนา ที่

2. ผูรอ งเรยี นกรอกรายละเอยี ดในแบบหนงั สอื มอบอํานาจ (มอบอาํ นาจให สคบ.ดําเนนิ การแทน
ผูรอง)

3. กรณีผูบริโภคไมสามารถรองเรียนดวยตนเองได ผูมารองเรียนแทนจะตองมีหนังสือรับรอง
มอบอํานาจจากผูบริโภค (พรอมติดอากรแสตมป จํานวน 30 บาท) นํามาย่ืนตอเจาหนาที่ดวย หากมีขอสงสัย
ประการใดโปรดสอบถามเจาหนา ทีเ่ พ่ิมเตมิ หรือโทรศพั ทต ดิ ตอหนวยงานท่ีใหการคุมครองผบู ริโภค

เรื่องท่ี 5 ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศตาง ๆ ในเอเชยี

ความสําคญั ของกลุม ทางเศรษฐกิจในเอเชยี
การรวมกลุมทางเศรษฐกจิ ในภูมิภาคตา ง ๆ
หลักการการรวมกลุมทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธของการคาระหวางประเทศมีวิวัฒนาการ
เปล่ียนแปลงไปจากการคาในอดีต ท้ังในรูปแบบทางการคา ขอบขายกิจกรรมทางการคา ประเทศคูคาและ
เทคโนโลยสี ารสนเทศทอ่ี ํานวยความสะดวกทางการคา การเจรจาทางการคา เปนเรือ่ งสําคัญ และเปา หมายหลัก
ของผเู จรจาทางการคาทม่ี าจากภาครัฐ คือ เพือ่ สิทธิประโยชนท างการคาของชาตติ นเอง เนื่องจากการแขงขัน
ทางการคา ประเทศตา ง ๆ จงึ มนี โยบายและมาตรการทีใ่ ชบ ดิ เบอื นทางการคา ซึง่ ทําใหก ารคาระหวา งประเทศ
ขาดความเปนธรรมและขาดความเปนเสรี การเจรจาทางการคานั้น มุงหวังวาจะเปนการแลกเปล่ียนหรือ
ลดหยอ นสทิ ธิพิเศษทางการคา จดั ทําขอตกลงทางการคา ความรวมมือและพัฒนารูปแบบการคา และเพอื่ แกไข
ขอพพิ าททางการคาระหวา งประเทศ รปู แบบการเจรจาตอ รองทางการคานนั้ สามารถแบงไดตามระดับของการ
เจรจา คือทวภิ าคี (Bilateral) ซ่งึ เปน ความสมั พันธร ะหวา งประเทศตอประเทศการเจรจามากฝา ย (Plurilateral)
อาทเิ ชน การเจรจา 3 ฝา ย หรือการเจรจา 4 ฝา ย การเจรจาหลายฝา ยหรอื พหภุ าคี (Multilateral) ซึ่งเปน การ
เจรจาท่มี ปี ระเทศเขา รว มและใชเ วลายาวนานกวาจะไดข อสรุป การเจรจาตอ รองทางการคาเหลา นี้นําไปสรู ะดบั
ความสมั พันธท างการคา ระหวางประเทศในรูปแบบตาง ๆ ปจจุบันระดับความสัมพันธในระดับกลุมประเทศ
ในภูมภิ าคใกลเคียงกนั และมีขอตกลง ตอ กัน (Regional Trade Arrangements) เปนกลุมเศรษฐกิจและเปน
เร่ืองสําคญั ตอ การพัฒนาท่นี าํ ไปสกู ารคา เสรขี องโลก
รปู แบบของการรวมกลุมทางเศรษฐกจิ
การรวมกลุมทางเศรษฐกจิ มีไดห ลายรูปแบบและมีววิ ฒั นาการแตกตางกันโดยแตละรูปแบบจะมี
ความเขม ขน ของความสมั พนั ธซ ึง่ กันและกันแตกตางกันไป เชน

131

1. ขอตกลงการใหสิทธิพิเศษทางศุลกากร (Preferential Tariff Agreement) เปนขอตกลง
เพือ่ ลดภาษีใหแ กก ันและกนั โดยอัตราภาษีที่เรยี กเกบ็ จะนอยกวา อตั ราภาษที เ่ี รยี กเกบ็ จากประเทศที่สาม เชน
การรวมตัวกันของกลมุ LAIA (Latin American Integration Association) , ASEAN และ Trade Expansion
and Cooperation Agreement เปน ตน

2. สหภาพศุลกากรบางสวน (Partial Customs Union) การรวมตัวทางเศรษฐกิจในรูปแบบนี้
ประเทศทที่ ําขอตกลงกันยงั คงอัตราภาษีไวในระดบั เดมิ แตมกี ารกาํ หนดอัตราภาษีศุลกากรในการคากับประเทศ
ภายนอกกลมุ รว มกนั

3. เขตการคาเสรี (Free Trade Areas) ในเขตการคาเสรี การซ้ือขายสินคาและบริการระหวาง
ประเทศภาคี สามารถทําไดอ ยา งเสรีปราศจากขอ กดี กนั ทางการคา ท้งั มาตรการทางภาษแี ละมาตรการกีดกัน
ทางการคาที่มิใชภาษี ในขณะเดียวกันแตละประเทศสมาชิกยังคงสามารถดําเนินนโยบายกีดกันทางการคา
กบั ประเทศนอกกลุมไดอ ยา งอสิ ระ เชน การรวมตัวกันของกลุม EFTA , NAFTA และ CER เปน ตน

4. สหภาพศลุ กากร (Customs Union) เปน รูปแบบของการรวมกลมุ ทางเศรษฐกจิ ทีม่ รี ะดบั ความ
เขมขนสูงข้นึ มาอกี ระดบั หนึ่ง โดยการรวมกลุม ในลกั ษณะน้ี นอกจากจะขจัดขอกีดกันทางการคาออกไปแลว
ยังมีการกาํ หนดพกิ ดั อตั ราภาษศี ลุ กากรในการคา กบั ประเทศภายนอกกลมุ รวมกนั และใหม อี ัตราเดยี วกนั ดวย

5. ตลาดรวม (Common Market) รูปแบบของการรวมกลุมประเภทน้ี นอกจากจะมีลักษณะ
เหมือนกับสหภาพศุลกากรแลว การเคลอ่ื นยา ยปจ จัยการผลิต (แรงงาน ทนุ และเทคโนโลย)ี สามารถทําไดอ ยาง
เสรี เชน การรวมตัวกนั ของกลมุ EU กอ นป 1992

6. สหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Union) นอกจากจะมกี ารคา เสรี การเคลือ่ นยายปจ จัยการ
ผลติ อยางเสรี และนโยบายการคา รว มแลว ยงั มีการประสานความรวมมือกันในการดําเนนิ นโยบายทางเศรษฐกิจ
ท้งั นโยบายการเงนิ และการคลังอีกดว ย เชน การรวมตวั ของกลุม EU ในปจจุบัน

7. สหภาพทางเศรษฐกจิ แบบสมบรู ณ (Total Economic Union) เปนการรวมตวั ทางเศรษฐกิจ
ทม่ี คี วามเขม ขนมากที่สุด จะมีการจัดตง้ั รฐั บาลเหนือชาติ และมนี โยบายทางเศรษฐกิจเดียวกัน

การมีขอ ตกลงทางการคาเสรแี ละบทบาทของ WTO
แกตตหรือองคการการคาโลก (WTO) ในปจจุบันมีวัตถุประสงคที่สําคัญประการหนึ่งคือ ตองการให
การคา โลกดาํ เนินไปอยา งเสรี บนพน้ื ฐานของความเทาเทียมกัน คือ ไมมกี ารเลอื กปฏิบัติระหวางประเทศภาคี
สมาชกิ
การจดั ต้ังกลุม เศรษฐกิจในระดบั ภมู ิภาคไมวาจะอยใู นรปู ทวิภาคหี รอื พหุภาคีความเปนเสรีทางการคา
มากข้นึ ระหวางประเทศในกลุม แตไ มอาจหลีกเลยี่ งการกดี กันทางการคา ตอ ประเทศนอกกลุมไปได เม่ือพิจารณา
จากบทบญั ญตั ขิ อง WTO จะเห็นไดว า การรวมกลมุ หรือการทาํ ความตกลงทางการคาระดบั ภูมภิ าคเชน นเี้ ปน สงิ่
ที่ดําเนินการได ถือวาเปน “ขอยกเวน” อยางหน่ึงของ WTO ท่ีประเทศภาคีสมาชิกสามารถเลือกปฏิบัติได
ระหวางประเทศในกลุมกับประเทศนอกกลุม แตจะตองดําเนินการใหสอดคลองกับเงื่อนไขที่กําหนดไวใน
บทบัญญตั ิมฉิ ะนัน้ อาจจะขัดกับพนั ธกรณภี ายใต WTO ได

132

การจัดต้งั กลุม เศรษฐกิจตามมาตรา 24 นัน้ มีอยู 3 รปู แบบ คือ
1. สหภาพศุลกากร
2. เขตการคา เสรี
3. ขอ ตกลงช่ัวคราวกอนทจ่ี ะจัดต้ังสหภาพศลุ กากรหรือเขตการคาเสรี

เหตผุ ลของการรวมกลมุ ทางเศรษฐกิจ
ประเทศเล็กท่กี ําลงั พัฒนากอตัวเปนกลุมเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะนานาประเทศตระหนักวาการท่ีมี
ตลาดใหญ การรวมใชท รพั ยากร การแบง งานกนั ทาํ อยา งมีประสทิ ธภิ าพ โดยเฉพาะประเทศท่ีอยูในอาณาบรเิ วณ
ใกลเ คยี งกันจะนําไปสูพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่แขง็ แกรง และสามารถแขง ขนั กับตลาดใหญ ๆ ได
ประเทศไทยไดรว มมอื ทางเศรษฐกจิ กบั ประเทศอื่น ๆ อยางกวางขวาง และไดเขารวมเปน สมาชิกของ
องคกรระหวางประเทศหลายองคกร ดงั นี้
1. กลุมอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาตเิ อเชยี ตะวันออกเฉียงใต (Association of Southeast Asian
Nations : ASEAN) ประกอบดวย 6 ประเทศ ไดแก อนิ โดนเี ซยี มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร บรูไน และไทย
สํานักงานใหญตั้งอยูท ี่เมอื งจาการต า ประเทศอนิ โดนีเซยี
องคก รนีม้ วี ัตถปุ ระสงค เพ่อื สงเสริมความรวมมือทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร และเทคโนโลยี สังคม
และวัฒนธรรม ตลอดจนการเมืองระหวางประเทศสมาชกิ
จากการกอต้ังกลุมอาเซียน มาตั้งแต พ.ศ. 2510 มาจนถึงปจจุบัน ประเทศสมาชิกอาเซียน
มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยางรวดเร็ว โครงสรางทางเศรษฐกิจก็เปล่ียนแปลงจากภาคเกษตรไปสู
ภาคอตุ สาหกรรมมากขึ้น สงผลใหประเทศสมาชิกประสบปญหาทั้งทางดานการขาดดุลการคา การเพ่ิมอัตรา
คาจางแรงงาน และการขาดแคลนการบริการพ้นื ฐาน
2. กลุมเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) กอตงั้ ขน้ึ เมอ่ื พ.ศ. 2532 มีสมาชิก 12
ประเทศ ไดแก สหรัฐอเมริกา เกาหลใี ต สิงคโปร ฟลิปปนส นิวซีแลนด มาเลเซีย ญ่ีปุน อินโดนีเซีย แคนาดา
บรูไน ออสเตรเลีย และไทย
องคก รน้ีมวี ตั ถปุ ระสงคเ พอ่ื สง เสรมิ ความรวมมือในการแกป ญหารวมกนั สงเสรมิ การคาเสรี ตลอดจน
การปรับปรงุ แบบแผนการตดิ ตอการคา ระหวางกนั และเพอื่ ตั้งรับการรวมตวั เปน ตลาดเดยี วกนั ระหวางประเทศ
สมาชิก
3. คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสําหรับเอเชียและแปซิฟก (Economic and Social
Commission for Asia and pacific : ESCAP)
องคกรนี้เปนองคกรท่ีจัดตั้งขึ้นโดยองคการสหประชาชาติ มีวัตถุประสงคเพื่อสงเสริมความรวมมือ
ในการพัฒนาดา นเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศสมาชิกที่อยูในเอเชียและแปซิฟก รวมท้ังประเทศไทยดวย
ESCAP เปนองคกรที่ขยายมาจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแหงเอเชียและตะวันออกไกล (Economic
commission for Asia and the Far East : ECAFE) ซง่ึ จดั ต้งั ขนึ้ เม่ือ พ.ศ. 2490 และใน พ.ศ. 2517 ไดขยาย
มาเปน ESCAP ทั้งนเ้ี พ่อื ใหค รอบคลุมประเทศในพื้นทีเ่ อเชียและแปซฟิ ก ทงั้ หมด ประเทศท่เี ปนสมาชิกจะไดร ับ
ความชว ยเหลือในการพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คม สํานักงานต้งั อยทู ี่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

133

4. ขอตกลงทั่วไปวาดวยภาษีศุลกากรและการคา (General Agreement of Tariffs and Trade :
GATT) กอตั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2490 มีประเทศสมาชิกเกือบท่ัวโลก ประเทศไทยเขาเปนสมาชิก
เมือ่ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2525 องคกรนมี้ วี ตั ถปุ ระสงคเ พ่อื สงเสรมิ ระบบการคาเสรีและสงเสริมสัมพันธภาพ
ทางการคา และเศรษฐกจิ ระหวางประเทศ โดยทุกประเทศสมาชิกตองปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บของ GATT ประเทศ
ไทยไดรับการสงเสริมดานการขยายตวั ทางการคา ทําใหค วามเสยี เปรยี บดา นการเจรจาการคาระหวา งประเทศ
กบั มหาอาํ นาจทางเศรษฐกจิ ลดลงไปมาก

ลักษณะ ประเภทสินคาของประเทศในเอเชีย
ประเทศตาง ๆ ในเอเชียมีการผลิตสินคาที่มีลักษณะคลายคลึงกัน เนื่องจากลักษณะ
ภูมปิ ระเทศท่เี ปน ที่ตัง้ ของประเทศ ท่สี ามารถผลิตสินคา ไดดี โดยเฉพาะผลผลิตท่ีเปนอาหารของโลกท่ีไดจาก
การเกษตร เชน ขาว ยางพารา มันสําปะหลัง แตก็มีหลายประเทศ เชน จีน ญ่ีปุน อินเดีย ท่ีพลิกผันไปผลิต
สนิ คา ทเี่ ปนเทคโนโลยสี มัยใหม เชน ยานยนต อุปกรณไ ฟฟา คอมพิวเตอร และอนื่ ๆ
ประเทศไทย มีการผลิตสนิ คาท่สี งออกขายทวั่ โลก สนิ คาเกษตรสง ออกสําคญั ท่นี าํ รายไดเขาประเทศ
สงู สดุ 10 อันดับแรก ไดแก ยางพาราและผลติ ภัณฑ ขาวและผลติ ภัณฑ ปลาและผลิตภัณฑ กุงและผลิตภัณฑ
ไมและผลิตภัณฑ มันสําปะหลังและผลิตภัณฑ น้ําตาลและผลิตภัณฑ ผลไมและผลิตภัณฑกระดาษและ
ผลติ ภัณฑเ นื้อไก
นอกจากนนั้ ยงั มีสนิ คา ที่ประเทศไทยทาํ การคาระหวางประเทศ เชน สง่ิ ทอและวสั ดุสง่ิ ทอ การออกแบบ
ผลติ ภณั ฑ อญั มณี และอุตสาหกรรมการทอ งเทยี่ ว
อนิ โดนเี ซยี มีทรพั ยากรปาไม พ้ืนที่สวนใหญเปนปาดงดิบ เปนประเทศท่ีมีปาไมมากที่สุดในเอเชีย
ตะวนั ออกเฉยี งใต ผลติ ผลจากปา ไมสวนใหญเปนไมเนื้อแข็ง แรธาตุ แรธ าตุทีส่ าํ คัญ ไดแก น้ํามนั ปโ ตรเลียม
ทํารายไดใหกับประเทศมากท่ีสุด อินโดนีเซียเปนสมาชิกขององคการประเทศ ผูสงนํ้ามันเปนสินคาออก
เกษตรกรรม มกี ารปลูกพชื แบบข้ันบันได พชื เศรษฐกจิ ไดแก ขาว ยาสบู ขา วโพด เคร่ืองเทศ ประมง ลักษณะ
ภูมิประเทศเปนหมเู กาะทําใหอ นิ โดนีเซียสามารถจบั สตั วนํ้าไดมาก อตุ สาหกรรม อุตสาหกรรมท่ีสําคัญ ไดแก
การกลั่นน้าํ มนั การตอเรือ
ญี่ปนุ การสงออกของญปี่ ุนสินคา สงออกของญ่ปี นุ ทส่ี ําคญั เปน ประเภทยานพาหนะและอุปกรณข นสง
เครอื่ งจกั ร และสินคา อเิ ลก็ ทรอนิกส เรือ ผลติ ภัณฑเ ภสัชกรรม เครอื่ งสําอาง รถไฟ/รถรางและอปุ กรณ รวมถึง
ผลติ ภณั ฑจากกระดาษ เชน การบรรจภุ ัณฑ
สิงคโปร ไมม ีทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง ไมม แี รธาตใุ ดๆ แมกระทั่งนาํ้ จดื ยงั ไมมีเพียงพอ ตองพึ่ง
แหลงนาํ้ จดื จากมาเลเซีย อตุ สาหกรรมสําคัญๆ โดยนําเขาวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบาน เชน อุตสาหกรรม
กลั่นนํ้ามัน โดยซ้ือนํ้ามันดิบจากอินโดนีเซียและบรูไน นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมถลุงแรเหล็กและดีบุก
อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเคร่อื งใชไฟฟา อุตสาหกรรมผลิตรถยนตแ ละชนิ้ สว นอะไหล ฯลฯ

134

สาธารณรัฐประชาชนลาว สินคาสงออกของลาว ไดแก ไมและไมแปรรูป สินคาประมงและสัตว
แรธาตุ สินคาการเกษตร เชน ชา กาแฟ เครื่องเทศ ฯลฯ เครื่องนุงหม พาหนะและอะไหล หนังสัตวและ
ผลติ ภัณฑห นังฟอก เครอื่ งจกั รกลท่ไี มใ ชไ ฟฟา และสวนประกอบ เครื่องพลาสตกิ ผลิตภัณฑและเครอื่ งอุปโภค

เวียดนาม สินคาสงออกที่สําคัญของเวียดนาม ไดแก ขาว นํ้ามันดิบ ส่ิงทอและเสื้อผาสําเร็จรูป
รองเทา ผลติ ภัณฑส ตั วน าํ้ ทะเล ไมและเฟอรนเิ จอร กาแฟ

สาธารณรัฐแหง สหภาพพมา (เมียนมาร) รัฐบาลพมาประกาศนโยบายตั้งแตเขายึดอํานาจการ
ปกครองใหม ๆ ท่ีจะเปลยี่ นแปลงเศรษฐกิจพมา จากระบบวางแผนสว นกลาง (Centrally-planned economy)
เปน ระบบตลาดเปด ประเทศ รองรับและสง เสรมิ การลงทนุ จากภายนอก สง เสริมการสง ออก การทอ งเท่ยี ว และ
ขยายความรวมมอื ทางเศรษฐกิจกบั ภมู ภิ าค แตใ นทางปฏิบัติการปรับโครงสรางเศรษฐกิจของพมาไมคืบหนา
รฐั บาลพมา ไมไ ดดาํ เนนิ การในทิศทางดังกลาวอยางเต็มที่ รัฐบาลยังคงคุมและแทรกแซงภาคการผลิตตาง ๆ
อยา งเขมงวด มีการเปลย่ี นแปลงกฎระเบียบดา นการคา การลงทุน

ดานเกษตรกรรม รฐั บาลพมาใหค วามสําคัญตอการผลิตและสงออกผลผลิตถั่ว ขาว ยางพารา ไดปรับ
ระบบการสง ออกถ่ัวขนึ้ ใหม เพือ่ ใหเ กดิ ความคลอ งตวั และจงู ใจใหเกษตรกร ขยายการเพาะปลูก และรฐั บาลพมา
พยายามสงเสรมิ โครงการปลูกขา วเพือ่ การสงออก ปจ จุบนั แมว า รฐั บาลพมา ยังไมไดดําเนินการใด ๆ ที่สําคัญ
เพ่ือปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาค แตพยายามเรงการพัฒนาภาคการเกษตร การสงเสริมการลงทุนจาก
ตา งประเทศ การสงเสรมิ การทองเทีย่ ว การนาํ ทรัพยากรมาใชโดยเฉพาะกาซธรรมชาติและพลงั นํ้า

135

ประเทศจนี มปี ระชากรมาก และอาณาเขตกวา งขวางเปน ที่สองของโลก ผลผลิตตา ง ๆ สวนใหญ
เพื่อเลี้ยงชีพคนในประเทศ แตอยางไรก็ตามรัฐบาลไดกําหนดนโยบายเพ่ือการพัฒนาเศรษฐกิจใหสามารถ
สงออกไปยงั นานาประเทศได โดยเนนศกั ยภาพของพลเมอื งเปนสําคัญ เชน ทางตะวันตกเฉียงเหนือ มีแรเหล็กมาก
ก็จะเนนการเจรญิ เติบโตดานการผลิตเหลก็ กลา และผลติ ภณั ฑท่ีทาํ จากเหลก็ เมอื งที่เปนกลางการคาก็เนนการ
บริการสงออก การผลิตสนิ คายานยนต เคร่อื งใชไฟฟาและอเี ล็กทรอนกิ ส เชน เซี่ยงไฮ เมืองที่มี

ทรัพยากรธรรมชาติสวยงาม ก็เนนธุรกิจการทองเท่ียว และที่สําคัญผลผลิตทางการเกษตรที่เปนของจีน
สามารถสงออกจาํ หนา ยเปนคูแ ขง ท่ีสาํ คญั ของประเทศในภูมภิ าคเอเชีย เชน ผัก ผลไม และอาหารทะเล
เปนตน

เรือ่ งที่ 6 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น

1. ความเปน มา
อาเซยี นหรอื สมาคมประชาชาติแหงเอเชียตะวันออกเฉียงใต ( Association of South East Asian.

Nation : ASEAN) เปนองคกรระหวางประเทศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตกอตั้งขึ้น เมื่อวันท่ี 8
สงิ หาคม 2510 จนถงึ ปจจุบนั มสี มาชิกรวมทัง้ สิน้ 10 ประเทศ ไดแก ประเทศไทย, มาเลเชีย , สาธารณรัฐ
ฟลิปปนส , อินโดนีเชีย , สาธารณรัฐสิงคโปร , บรูไนดารุสซาลาม , สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ,
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว , สหภาพพมา และราชอาณาจักรกัมพูชา การกอตั้งมีวัตถุประสงค

136

เพ่ือสรางสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต สงเสริมความรวมมือซ่ึงกันและกันอันจะนํามาสู
ความมัน่ คงทางการเมอื งความเจรญิ ทางเศรษฐกิจ สงั คม และวฒั นธรรม

ในยุคท่สี ถานการณโ ลกมีการเปล่ียนแปลงไปอยางรวดเรว็ การรวมตัวกันของประเทศในกลุมอาเซียน
ท้ัง 10 ประเทศ ใหเขมแข็ง จะทําใหประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต สามารถเผชิญกับการ
เปลย่ี นแปลงและปญหาไดดีย่งิ ขนึ้ อกี ทง้ั ยงั เปนการเพมิ่ ขีดความสามารถในการแขงขนั เพราะการที่มีสมาชกิ
ถงึ 10 ประเทศ มที า ทเี ปนหนึง่ เดยี วในเวทรี ะหวา งประเทศ ทาํ ใหอ าเซยี นมีความนา เชื่อถอื และมอี าํ นาจตอ รอง
ในเวทีระหวางประเทศมากข้ึน ดังนั้นในการประชุมผูนําอาเซียน ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 ที่บาหลี ผูนํามี
ความเหน็ ตรงกนั วาอาเซยี นควรรวมมือกนั ใหเ หนยี วแนน เขมแข็งและม่นั คงย่ิงข้นึ จงึ มีการลงนามในปฏิญญาวา
ดวยความรว มมืออาเซียนเพื่อกําหนดใหมีการสรางประชาคมอาเซียนขึ้นภายในป 2563 ตอมาไดมีการเล่ือน
กาํ หนดการรวมตัวในป พ.ศ. 2558 โดยประชาคมอาเซียนประกอบดวย 3 เสาหลกั ไดแก ประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซียนประชาคมสงั คม – วัฒนธรรมอาเซยี น และประชาคมความมัน่ คงอาเซยี น ซึ่งในท่ีน้เี ราจะเรียนรูเฉพาะ
เรอ่ื งประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน

ประชาคมเศรษฐกิจ (ASEAN Economic Comunity : AEC) เปนการรวมกลุมของประเทศสมาชิก
ของอาเซียนทงั้ 10 ประเทศ ท่ีเนนใหค วามสาํ คัญในเร่อื งการสรา งความแข็งแกรงทางเศรษฐกิจอยางตอเนื่อง
โดยท่ีประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งท่ี 8 เม่ือ เดือนพฤศจิกายน 2545 โดยเห็นชอบให
อาเซยี นกําหนดทิศทางการดําเนินงานเพอ่ื มุง ไปสกู ารเปนประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน เพอื่ ใหอ าเซียนปรับปรุง
กระบวนการดําเนนิ งานภายในของกลมุ อาเซยี นใหม ปี ระสิทธภิ าพยิ่งขนึ้ ซึง่ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนในป
2546 ผูนําอาเซียนไดอ อกแถลงการณเห็นชอบใหม กี ารรวมตวั ไปสูการเปน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายใน
ป 2558 และเรง รัดการรวมกลุม เพื่อเปด เสรีสนิ คา และบริการสาํ คัญใน 12 สาขา ไดแก การทอ งเท่ียว การบิน
ยานยนต ผลิตภัณฑไม ผลิตภัณฑยาง ส่ิงทอ อิเล็กทรอนิกส สินคาเกษตร ประมง เทคโนโลยีสารสนเทศ
สุขภาพ และ โลจสิ ติกส

2. ความสาํ คญั
ทามกลางบริบททางเศรษฐกิจ การคาและการลงทุนระหวางประเทศที่มีการแขงขันสูงอันสงผล

ใหป ระเทศตาง ๆ ตองปรบั ตวั เองเพอื่ ใหไ ดรับประโยชนจากระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงการรวมกลมุ การคากัน
ของประเทศตา ง ๆ อาทิ สหภาพยโุ รป และเขตการคา เสรีอเมริกาเหนือผูนาํ ประเทศสมาชกิ อาเซียนไดเหน็ ชอบ
ใหจัดต้ัง “ประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน” ภายในป 2585 เพ่ือท่ีจะใหภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต
มคี วามมั่นคง มัง่ คั่ง และสามารถแขง ขันกับภมู ิภาคอนื่ ๆ ได โดยยึดหลัก ดังนี้

1. มงุ ทจี่ ะจดั ต้ังใหอาเซียนเปนตลาดเดยี วและเปน ฐานการผลิตรว มกัน
2. มงุ ใหเ กดิ การเคลอื่ นยา ยเงนิ ทนุ สนิ คา การบรกิ าร การลงทนุ แรงงานฝมอื ระหวา งประเทศ
สมาชกิ โดยเสรี
3. ใหค วามชว ยเหลอื แกประเทศสมาชกิ ใหมข องอาเซียน (ราชอาณาจักรกมั พูชา สาธารณรัฐ
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว สหภาพพมา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หรือ CLMV) เพื่อลดชองวาง

137

ของระดบั การพฒั นาของประเทศสมาชิกอาเซียน และชวยใหประเทศสมาชิกเหลาน้ีเขารวมในกระบวนการ
รวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน สงเสริมใหอาเซียนสามารถรวมตัวเขากับประชาคมโลกไดอยางไมอยูใน
ภาวะทเ่ี สียเปรยี บและสง เสรมิ ขีดความสามารถในการแขง ขนั ของอาเซยี น

4. สงเสริมความรวมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค การพัฒนาโครงสราง
พื้นฐานและการคมนาคมความรวมมือดานกฎหมาย การพัฒนาความรวมมือดานการเกษตร พลังงาน
การทองเทย่ี ว การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย โดยการยกระดับการศกึ ษาและการพฒั นาฝมือ ประชาคมเศรษฐกจิ
ของอาเซียน จะเปนเครอ่ื งมือสาํ คญั ที่จะชว ยขยายปริมาณการคาและการลงทุนภายในภูมิภาค ลดการพึ่งพา
ตลาดของประเทศในโลกท่ีสาม สรางอํานาจการตอรองและศักยภาพในการแขงขันของอาเซียนในเวที
เศรษฐกจิ โลก เพมิ่ สวสั ดกิ ารและยกระดบั ความเปน อยขู องประชาชนของประเทศสมาชกิ อาเซียน

หากอาเซียนสามารถสรางประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี นไดสาํ เร็จ ประเทศไทยจะไดประโยชนจากการ
ขยายการสง ออก โอกาสทางการคา และเปด โอกาสการคา บรกิ ารในสาขา ท่ีประเทศไทยมีความเขมแข็ง เชน
การทอ งเทีย่ ว โรงแรมและภัตตาคาร สุขภาพ ฯลฯ ซ่งึ อาเซยี นยังมีความตอ งการดานการบรกิ ารเหลา นี้อีกมาก
นอกจากนี้ยังชวยเสริมสรางโอกาสในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากตางประเทศมายังอาเซียน ซ่ึงจะเพิ่ม
อํานาจการตอรองของอาเซยี นในเวทกี ารคาโลก และยกระดับความเปน อยขู องประชาชนในอาเซยี นโดยรวมให
ดยี ิ่งขนึ้
3. กฎบัตรอาเซียน

กฎบัตรอาเซียนเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของอาเซียนที่จะทําใหอาเซียนมีสถานะเปนนติ ิบุคคล
เปน การวางกรอบทางกฎหมายและโครงสรา งองคก รใหก ับอาเซียน

ผนู ําอาเซียนไดล งนามรับรองกฎบัตรอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 เม่ือวันท่ี 20
พฤศจิกายน 2550 ในโอกาสครบรอบ 40 ป ของการกอตัง้ อาเซยี น ณ ประเทศสิงคโปร เพื่อใหประชาคมโลก
ไดเห็นถงึ ความกาวหนา ของอาเซียนท่จี ะกาวเดินไปดวยกนั อยา งมัน่ ใจระหวา งประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ
และถอื เปน ประวตั ิศาสตรจ ะปรบั เปลี่ยนอาเซียนใหเปนองคกรท่ีมีสถานะเปนนิติบุคคลในฐานะที่เปนองคกร
ระหวางรฐั บาล ทง้ั นปี้ ระเทศสมาชกิ ไดใ หส ตั ยาบนั เปน กฎบัตรอาเซียนครบท้ัง 10 ประเทศแลว เม่อื วันที่ 15
พฤศจิกายน 2551 ดังนน้ั กฎบัตรอาเซียนจึงมีผลบงั คับใชตัง้ แตว นั ท่ี 15 ธนั วาคม 2551 เปนตน ไป

วตั ถุประสงคข องกฎบัตรอาเซียน
1. เพ่ือใหองคกรที่มีประสิทธิภาพ มีประชาชนเปนศูนยกลางและเคารพกฎกติกาในการ

ทาํ งานมากขึน้
2. เพื่อเสริมสรางกลไกตรวจสอบเฉพาะและติดตามการดําเนินการตามความตกลงตาง ๆ

ของประเทศสมาชิก ใหมผี ลเปนรูปธรรม
3. เพอื่ ปรบั ปรุงโครงสรางการทํางานและกลไกตา ง ๆ ของอาเซยี นใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น

และเพ่มิ ความยืดหยนุ ในการแกไ ขปญหา

138

4. ความรว มมือดานเศรษฐกิจ
ความรวมมอื ดา นเศรษฐกิจของอาเซียนเร่ิมมีเปาหมายชัดเจนเร่มิ นําไปสกู ารรวมตวั ทางเศรษฐกิจของ

ประเทศในภูมิภาคอาเซียน นับต้ังแตการจัดตั้งเขตการคาเสรีอาเซียน (AFTA) ข้ึนและนับแตนั้นมากิจกรรม
อาเซียนไดข ยายครอบคลุมไปสทู ุกสาขาหลักทางเศรษฐกิจ รวมท้ังในดานการคาสินคาและบริการการลงทุน
มาตรฐานอุตสาหกรรมและการเกษตรกรรม ทรัพยสินทางปญญา การขนสง พลังงาน และการเงิน
การคลัง เปน ตน ความรวมมือทางเศรษฐกจิ ของอาเซยี นท่สี ําคัญ มดี งั น้ี

4.1 เขตการคาเสรอี าเซยี น (ASEAN Free Trade Area หรือ AFTA)
เขตการคาเสรอี าเซยี น หรือ AFTA เปนขอตกลงทางการคาสําหรับสินคาที่ผลิตภายในประเทศ

สมาชิกอาเซียนท้ังหมด ทําข้ึนเม่ือป พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงคเพ่ือเพ่ิมขีดความสามารถในการแขงขันของ
อาเซยี น ในฐานะทีเ่ ปนการผลิตท่ีสาํ คญั ในการปอ นสนิ คา สูตลาดโลก โดยอาศยั การเปด เสรีดานการคา การลด
ภาษี และยกเลิกอปุ สรรคขอกีดขวางทางการคาท่มี ใิ ชภ าษี

4.2 เขตการลงทุนอาเซยี น (ASEAN Investment Area หรือ AIA)
ที่ประชุมสดุ ยอดอาเซียนคร้งั ท่ี 5 เม่อื เดอื นธนั วาคม 2538 ที่กรุงเทพฯ ไดเห็นชอบใหจัดตั้งเขต

การลงทุนอาเซยี น เปนเขตการลงทุนเสรีที่มีศักยภาพโปรงใสเพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งจากภายในและภายนอก
ภูมิภาค ความตกลงครอบคลุมการลงทุนในอุตสาหกรรม 5 สาขา คือ สาขาอุตสาหกรรมการผลิต เกษตร
ประมง ปาไม และเหมอื งแร และภาคบรกิ ารทีเ่ กี่ยวเนื่องกับ 5 สาขาการผลิตดังกลาว ยกเวน การลงทุนดาน
หลักทรพั ยและการลงทุนในดา นซึง่ ครอบคลมุ โดยความตกลงอาเซยี นอนื่ ๆ

4.3 ความริเร่ิมเพื่อการรวมตัวของอาเซยี น (Initiative for ASEAN Integration หรอื IAI)
การรวมตัวของประเทศสมาชิก เพ่ือลดชองวางดานการพัฒนาระหวางประเทศสมาชิกเกา

(ไทย มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร บรูไน อินโดนีเซีย) กับสมาชิกใหมของอาเซียน (สหภาพพมา สาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม) โดยใหประเทศ
สมาชกิ เกา รว มกนั จดั ทําโครงการใหความชวยเหลอื แกประเทศใหม ครอบคลมุ 4 ดา น ไดแก โครงสรา งพ้ืนฐาน
การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร

4.4 ความรว มมือดา นอตุ สาหกรรม (ASEAN Industrial Cooperation Scheme หรือ AICO)
ความรวมมือดานอุตสาหกรรมของอาเซียน เปนโครงการความรวมมือที่มุงสงเสริมการลงทุน

ในอุตสาหกรรมท่ีใชเทคโนโลยีเปนฐานการผลิต โดยยึดหลักของการใชทรัพยากรรวมกัน การแบงสวน
การผลติ ตามความสามารถ และความถนัด

4.5 กรอบความตกลงดา นการคาบริการ (ASEAN Framework Agreement on Services หรือ
AFAS)

เปนการกําหนดกรอบการเปดเสรีการคาการบริการในสาขาการบริการตาง ๆ ของอาเซียน
โดยจัดทําขอผูกพันในดานการเปดตลาด (market access) การใหการปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติ (National
Treatment) และดานอื่น ๆ (additional commitments) นอกจากน้ี สมาชิกอาเซียนยังตองเรงรัดเปด ตลาด
ในสาขาบริการทเี่ ปนสาขาสําคัญ 5 สาขา ไดแก สาขาโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาสุขภาพ

139

สาขาการทอ งเที่ยว สาขาการบิน และสาขาบริการโลจิสตกิ ส ทง้ั นเ้ี พ่ือใหอาเซียนมีความพรอมในการกาวไปสู
การเปน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในป 2558 ตอ ไป

4.6 ความรวมมือดานเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส (e-ASEAN Framework
Agreement)

ผูนําของอาเซียน ท้ัง 10 ประเทศ รวมกันลงนามในกรอบความตกลงดานอิเล็กทรอนิกสของ
อาเซียน ซ่ึงเปนขอตกลงที่กําหนดแนวทางเสริมสรางความรวมมือระหวางประเทศสมาชิกอาเซียนในดาน
เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร (Information Technology and Communication-ICT) เพื่อพัฒนา
เทคโนโลยีสารสนเทศและสอื่ สาร ในภมู ภิ าคใหสอดคลอ งกนั และเปนไปในทศิ ทางเดียวกัน โดยมีมาตรการ
ที่ครอบคลมุ ท้งั 5 ดาน ดังน้ี

1) การพัฒนาเช่ือมโยงโครงสรางพนื้ ฐานดา นเทคโนโลยสี ารสนเทศของอาเซียน
(ASEAN Information Infrastructure) ใหสามารถติดตอ ถงึ กนั ไดอ ยางทว่ั ถงึ กันและดวยความเรว็ สูง

2) การอํานวยความสะดวกดานพาณิชยอิเล็กทรอนิกส (e-Commerce) โดยการออกกฏหมาย
และระเบียบดานพาณิชยอิเล็กทรอนิกสที่สอดคลองกับมาตรฐานระหวางประเทศ และมีระบบรักษา
ความปลอดภยั ที่เปน มาตรฐานสากล เพอ่ื สรา งความเชอ่ื มนั่ แกผบู ริโภค

3) สงเสริม และเปดเสรีดานการคาสินคา บริการ และการลงทุนดานเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสาร (ICT) โดยประเทศสมาชิกอาเซียนจะยกเลิกภาษีและอุปสรรคทางการคา ไมใชภาษสี าํ หรบั สินคา ICT

4) สรางสังคมอิเล็กทรอนิกส (e-Society) เสริมสรางความสามารถและพัฒนาอิเล็กทรอนิกส
เพ่อื ประโยชนต อสังคม

5) สรางรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส (e-Government) สงเสริมใหมีการใช ICT ในการบริการของ
ภาครัฐใหม ากขึน้

4.7 ความรว มมอื ดานการเงนิ การคลัง (Financial Cooperation)
เปน กรอบความตกลงความรว มมือท่ีเนนการสรางกลไกการสนับสนุนเก้ือกูลระหวางกันในเร่ือง

การเงินการคลงั ของประเทศสมาชกิ เพอื่ ดแู ลสภาวะเศรษฐกิจดา นการเงิน
1) อาเซียนไดจัดตั้งระบบระวังภัยอาเซียน (ASEAN Surveillance Process) ข้ึน เมื่อวันท่ี 4

ตุลาคม 2541 เพ่อื สอดสอ งดูแลสภาวะเศรษฐกจิ และการเคลอ่ื นยายเงินทุนในภูมิภาค โดยใหมีการหารือและ
แลกเปลยี่ นขอคดิ เหน็ เกีย่ วกบั ภาวะเศรษฐกจิ ในประเทศสมาชิกในภูมภิ าคและในโลก โดยธนาคารพฒั นาเอเชยี
(ADB) ไดสนับสนุนและใหความชวยเหลือทางวิชาการและเงินทุนโดยการจัดการฝกอบรมดานเทคนิค
แกเจาหนาท่ีประเทศสมาชิก และในการจัดต้ัง ASEAN Surveillance Technical Support Unit
ในสํานักงานเลขาธิการอาเซยี นเพอื่ สนับสนุนระบบดงั กลา ว

2) การเสรมิ สรางกลไกสนบั สนนุ และเกอ้ื กูลระหวางกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (Enhancing
self-help and support mechanism in East Asia) โดยไดก าํ หนดแนวทางความรว มมอื กบั จีน ญ่ีปุน และ
เกาหลใี ต ทีส่ าํ คัญ ไดแก จัดทําความตกลงทวภิ าคีดานการแลกเปล่ียนการซ้ือ-ขายคืนเงินตราหรือหลักทรัพย

140

ตางประเทศ หารือเก่ียวกับการจัดต้ังระบบเตือนภัยในภูมิภาคและการแลกเปล่ียนการหารือเกี่ยวกับภาวะ
เศรษฐกจิ ในภมู ภิ าค

3) ความริเร่ิมเชียงใหม (Chiang Mai Initiative) ซึ่งไดจัดตั้งข้ึนเมื่อวันท่ี 6 พฤษภาคม พ.ศ.
2543 เปนการปรับปรุงความตกลงแลกเปล่ียนเงินตราอาเซียน (ASEAN Swap Arrangement - ASA)
ในดานโครงสราง รูปแบบและวงเงิน และใหเสริมดวยเครือขายความตกลงทวิภาคีระหวางประเทศ
อาเซียนกับจีน ญ่ีปุนและสาธารณรัฐเกาหลี (Bilateral Swap Arrangment-BSA) โดยไดขยายให ASA
รวมประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศแลว

4.8 ความรว มมอื ดานการเกษตรและปา ไมของอาเซียน และอาเซียน + 3 (สาธารณรัฐประชาชน
จนี สาธารณรฐั ประชาชนเกาหลี และญป่ี นุ )

เปน โครงการความรวมมอื ระหวา งอาเซียน และประเทศอาเซียน + 3 (สาธารณรัฐประชาชนจีน
สาธารณรฐั ประชาชนเกาหลี และญปี่ นุ ) ทคี่ รอบคลุมความรวมมือในดานการประมง ปาไม ปศุสัตว พืช และ
อาหารการเกษตร เพอ่ื สงเสริมความมัน่ คงทางดา นอาหารและความสามารถในการแขง ขันของอาเซียนในดาน
อาหารและผลผลติ ปา ไม

4.9 ความรวมมอื ดานการขนสง
เปนกรอบความตกลงที่เนนการอํานวยความสะดวกในการขนสงท้ังสินคาและบริการรวมกัน

ระหวางประเทศสมาชิกทจ่ี ะสงผลใหส ภาพเศรษฐกิจโดยรวมในภูมภิ าคเจรญิ เตบิ โตอยา งรวดเร็ว
1) โครงการพัฒนาทางหลวงอาเซียน (ASEAN Highway Network Project) ลักษณะของ

โครงขายทางหลวงอาเซยี น คอื มที างหลวงครอบคลมุ 23 สาย ท่วั ทง้ั ภูมภิ าคอาเซียน และจดั ทํามาตรฐานทาง
หลวงอาเซยี น (ปายจราจร สญั ญาณ และระบบหมายเลข)ใหเปนแบบเดียวกัน

2) การอํานวยความสะดวก ในการขนสงสินคาผานแดน มีวัตถุประสงคใหประเทศสมาชิก
อาเซียนอนุญาตใหรถยนตขนสงท่ีจดทะเบียนในประเทศสมาชิกหน่ึงสามารถขนสงสินคาผา นแดน ไปยงั อีก
ประเทศหน่ึงได

3) การเปด เสรบี ริการขนสงเฉพาะสินคา ของอาเซียน มีวัตถปุ ระสงคท จี่ ะสงเสริมการขนสงสินคา
ในอาเซยี นดว ยกนั

4) การเปดเสรีบริการขนสงผูโดยสารทางอากาศของอาเซียน เปนการสงเสริมอุตสาหกรรม
การทองเทีย่ วและการสง ออกสนิ คา ของไทยและสอดคลองกับนโยบายของรัฐบาลท่ีตองการใหมีการเปดเสรี
การบินและสง เสริมใหประเทศไทยเปนศูนยกลางการบินในภมู ภิ าคนีด้ ว ย

4.10 ความรว มมอื ดานพลงั งานในอาเซยี น (ASEAN Energy Cooperation)
เพ่ือเสริมสรางความมั่นคงและความยั่งยืนในการจัดหาพลังงาน การใชพลังงานอยางมี

ประสิทธิภาพในภมู ภิ าคอาเซียน และการจดั การดา นความตองการพลังงานอยา งเหมาะสม โดยคํานึงถึงปจจัย
ดานสภาพสงิ่ แวดลอม และการชวยเหลอื กันในการแบงปน ปโ ตรเลยี มในภาวะฉุกเฉิน

141

4.11 ความตกลงดานการทอ งเทีย่ วอาเซยี น (ASEAN Tourism Agreement)
เปนความรวมมือเพื่อสงเสริมใหอาเซียนเปนจุดหมายปลายทางการทองเท่ียว โดยเนน

ความรว มมือใน 7 ดาน คอื การอํานวยความสะดวกการเดินทางในอาเซียนและระหวางประเทศ การอํานวย
ความสะดวกดานขนสง การขยายตลาดการทองเทย่ี ว การทอ งเท่ียวที่มคี ณุ ภาพความปลอดภัยและความม่ันคง
ของการทองเที่ยว การตลาดและการสงเสริมรว มกนั และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย ซ่ึงตอมาการตกลงดาน
การทองเที่ยวอาเซยี นนยี้ งั ไดข ยายไปยังประเทศอาเซยี น +3 (สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาชน
เกาหลี และญป่ี นุ ) เรียกวา “ความรวมมอื ดานการทอ งเทย่ี วในกรอบอาเซยี นและอาเซียน +3 โดยใหประเทศ
อาเซยี น +3 เสนอแนวทางความรวมมอื กับประเทศสมาชิกอาเซียนทช่ี ดั เจนเพือ่ สง เสริมความรวมมอื ระหวางกนั
5. ประโยชนและผลกระทบตอประเทศไทย

5.1 ประโยชนท ป่ี ระเทศไทยไดรับจากการเขา รว มประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น
หากอาเซียนสามารถสรา งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไดสําเรจ็ ตามเปาหมายท่ีตัง้ ไว ประเทศไทย
จะไดป ระโยชนหลายประการ เชน

1) ขยายการสง ออกและโอกาสทางการคา จากการยกเลิกอุปสรรคภาษีและท่ีมิใชภาษีจะเปด
โอกาสใหส นิ คาเคลอื่ นยายเสรี

2) คาดวา การสงออกไทยไปอาเซยี นจะสามารถขยายตวั ไดไมตํา่ กวา 18 - 20% ตอป
3) เปดโอกาสการคาบรกิ าร ในสาขาท่ไี ทยมีความเขม แขง็ เชน ทอ งเท่ียว โรงแรมอาหาร และ
สขุ ภาพ ทําใหไ ทยมีรายไดจากการคาบริการจากตา งประเทศเพิ่มข้นึ
4) สรางเสริมโอกาสการลงทุน เมื่อมีการเคล่ือนยายเงินทุนไดเสรีย่ิงขึ้นอุปสรรคการลงทุน
ระหวา งอาเซียนจะลดลง อาเซียนจะเปนเขตการลงทนุ ทีน่ า สนใจทดั เทียมประเทศจีนและอนิ เดีย
5) เพิม่ พูนขดี ความสามารถของผปู ระกอบการไทย เมอื่ มีการใชทรัพยากรการผลิตรวมกัน/เปน
พันธมิตรทางธุรกิจรวมกับอาเซียนอ่ืน ๆ ทําใหเกิดความไดเปรียบเชิงแขงขัน (Comparative Advantage)
และลดตนทุนการผลติ
6) เพ่ิมอาํ นาจการตอ รองของไทยในเวทีการคา โลก สรางความเชื่อมน่ั ใหประชาคมโลก
7) ยกระดบั ความเปน อยขู องประชาชนในประเทศ ผลการศึกษา แสดงวา AEC จะทําใหรายได
ท่ีแทจ ริงของอาเซียนเพิ่มขึ้นรอ ยละ 5.3 หรือคดิ เปนมลู คา 69 พันลานเหรียญสหรฐั ฯ

5.2 ผลกระทบจากประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น
ถงึ แมประเทศไทยจะไดประโยชนจ ากการเขา รว มประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน (AEC) แตประเทศไทย
ก็ไดรับผลกระทบดวยเชนกัน เชน
1) การเปด ตลาดเสรกี ารคา และบริการยอ มจะสง ผลกระทบตออุตสาหกรรมและผปู ระกอบการ
ในประเทศท่มี ขี ดี ความสามารถในการแขงขันตํ่า
2) อตุ สาหกรรมและผปู ระกอบการในประเทศตองเรงปรับตวั


Click to View FlipBook Version
Previous Book
PERLEMBAGAAN KKS
Next Book
ОК! 2020-38