The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาการสื่อสารในชีวิตประจำวัน พท33020

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by KruChaiwat, 2021-11-20 19:03:54

วิชาการสื่อสารในชีวิตประจำวัน พท33020

วิชาการสื่อสารในชีวิตประจำวัน พท33020

41

4. รปู แบบของการสอื่ สาร

1. แบง่ ตามลกั ษณะกระบวนการสอ่ื สารได้ 2 ประเภทคือ
1.1 การส่ือสารทางเดียว (One-way Communication Process) มีลักษณะเป็นการถ่ายทอดสาร
จากผสู้ ่งสารโดยไม่เหน็ การตอบสนองในทันทีทันใด จึงดูเหมือนว่าผู้ส่งสารส่งข้อมูลเพียงผู้เดียวโดยไม่พิจารณา
ปฏิกิริยาโต้ตอบของผู้รับสาร ความจริงแล้วการวิเคราะห์ผู้รับสารยังจําเป็น แต่เป็นลักษณะของการประมาณ
การสุม่ ขอ้ มูลหรอื ศกึ ษาผรู้ บั สารในสภาพกวา้ งๆ ได้แก่ การรอ้ งเพลง การโฆษณาทางวทิ ยหุ รือโทรทัศน์ เป็นตน้
S = Sender ผสู้ ่งสาร S M C R
M = Message สาร
C = Channel ส่ือหรอื ชอ่ งทางในการสือ่ สาร
R = Receiver ผรู้ ับสาร
1.2 การส่ือสารแบบสองทาง (Two-way Communication Process) เมื่อผู้ส่งสารต้องการทราบว่า
สารท่ีส่งไปได้ผลสมประสงค์หรือไม่ หรือผู้รับสารอาจจะแสดงปฏิกิริยาหรือพฤติกรรมต่อสารที่ได้รับแล้วแสดง
การโต้ตอบกลับมาเปน็ กระบวนการท่ีเคลื่อนไหวต่อเน่ือง ได้แก่ การส่ือสารระหว่างบุคคลหรือในกลุ่มการเรียน
ในหอ้ งเรียน เป็นตน้
SMCR
RCMS
Feed Back
2. แบ่งตามจาํ นวนของผทู้ าํ การสือ่ สารได้ 6 ประเภทคือ
2.1 การสื่อสารภายในตัวเอง (Intrapersonal Communication) คือ ผู้ส่ือสารเป็นท้ังผู้ส่งสารและ
ผู้รับสารภายในบุคคลเดียวกัน โดยใช้สัญลักษณ์ที่ตนใช้ในการส่ือสารกับผู้อ่ืนมาส่ือสารกับตนเอง ได้แก่ การ
จินตนาการการลาํ ดบั ความคดิ การอ่านจดหมาย เปน็ ต้น
2.2 การสื่อสารระหว่างบุคคล (Intrapersonal Person to Person /Communication) คือ การ
สื่อสารระหว่างบุคคลต้ังแต่ 2 คนข้ึนไป เช่น การสนทนาสามารถขยายไปเป็นการสื่อสารของคนในกลุ่มเล็กๆ
ประมาณ 3-15 คน (Small Group Communication) กไ็ ด้ เชน่ การประชมุ กลมุ่ เป็นต้น
2.3 การสื่อสารในกลุ่มคนมากๆ (Large Group Communication) มักเป็นการส่ือสารแบบทางเดียว
คอื ผู้ส่งสารส่งข้อมลู ไปยงั ผู้รบั สารจาํ นวนมาก เชน่ การอภิปรายการหาเสยี งเลอื กต้งั เป็นต้น
2.4 การสื่อสารในองค์การ (Organizational Communication) ปัญหาต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นในองค์การมัก
มาจากการส่ือสารในองคก์ ารทงั้ สิ้น
2.5 การสื่อสารมวลชน (Mass Communication) เป็นการส่ือสารทางเดียวจากกลุ่มผู้ส่งสารไปยัง
ผ้รู บั สารทเ่ี ปน็ บคุ คลจาํ นวนมากในทตี่ า่ งๆกนั ได้แก่ วิทยุโทรทศั น์สิง่ พมิ พ์ต่างๆ เป็นต้น
2.6 การสื่อสารระหว่างชาติ (International Communication) ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารมี
ประสิทธิภาพสูงข้ึน ทําให้การส่ือสารระหว่างประเทศเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว จนทําให้ข้อมูลจากซีกโลกหน่ึงส่ง
มาให้อกี ซกี โลกหนงึ่ ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ เช่น โทรศพั ทร์ ะหวา่ งประเทศอนิ เตอร์เนต เปน็ ต้น
3. แบ่งตามลกั ษณะการเห็นหน้าของผู้ส่งสารกบั ผ้รู บั สารได้ 2 ประเภทคือ

3.1 การส่งสารแบบที่ผู้ส่งสารและผู้รับสารสามารถเห็นหน้ากันได้ (Face to Face Communication)
เช่น การสนทนา เป็นต้น

42

3.2 การส่ือสารแบบไม่เห็นหน้ากัน (Interposed Communication) เช่น โทรศัพท์ จดหมาย
ส่ือสารมวลชนทาํ ใหโ้ อกาสท่จี ะได้รับปฏกิ ริ ยิ าตอบโตก้ ลับแบบทันทลี ดน้อยลง

4. แบ่งโดยคํานึงถงึ ภาษาที่ใชไ้ ด้ 2 ประเภทคอื
4.1 การส่ือสารโดยใช้คําหรือตัวอักษร (Verbal /Language Communication) ซึ่งเป็นสิ่งท่ีควบคุม
หรือดดั แปลงไดเ้ ชน่ การพดู การเขยี นเป็นต้น
4.2 การสื่อสารที่ไม่ใช้คําหรือตัวอักษร (Nonverbal Communication) ซ่ึงเป็นสิ่งที่ควบคุมค่อนข้าง
ยากเชน่ การเคลอ่ื นไหวรา่ งกายเวลาระยะห่างระหว่างผูส้ ่งสารกับผ้รู ับสารวัตถุที่ใชส้ อื่ สารนํา้ เสียงเป็นต้น
5. แบ่งโดยวัฒนธรรม (Cross-cultural Communication / Intercultural Communication) คือ
การสือ่ สารระหวา่ งคนท่มี วี ฒั นธรรมแตกต่างกันเช่นการติดตอ่ สอ่ื สารระหว่างคนไทยในเมอื งและในชนบท

5. กระบวนการสื่อสาร

กระบวนการสื่อสาร (Communication Process) หมายถึง การส่งสารจากแหล่งหน่ึงไปยังอีกแหล่ง
หน่ึง ซ่ึงต้องอาศัยองค์ประกอบการส่ือสารขั้นต้นวิธีที่ใช้มากที่สุด คือ การพูด การฟัง และการใช้กิริยาท่าทาง
รูปแบบของกระบวนการสื่อสาร ต้นตอผู้แปลสาร ช่องทางผู้แปลสาร จุดหมาย (ความคิด) (ผู้ส่งสาร) (ส่ือ)
(ผู้รับสาร) ปลายทางปฏกิ ริ ิยาโตต้ อบ (Feed Back) เกยี่ วกับกระบวนการน้เี รามักมงุ่ สังเกตปฏิกริ ิยาโตต้ อบเป็น
สําคัญกิริยาโต้ตอบแบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะดังนค้ี ือ

1. ปฏกิ ิริยาโต้ตอบในทางบวก (Positive) รบั แล้วพอใจกระตือรอื ร้นทจี่ ะส่งสารออกไป
2. ปฏิกริ ยิ าโต้ตอบในทางลบ (Negative) จะมีผลเกดิ ข้นึ ใน 2 ลกั ษณะคอื
2.1 ปฏิกิริยาต่อตา้ นและจะทําต่อไป
2.2 ปฏิกริ ิยาทจ่ี ะหยดุ การส่งสารทนั ที

การสง่ สารทีด่ ีต้องอาศัยคณุ สมบตั ิของผู้สง่ สารผรู้ บั สารและสภาพแวดล้อมการสื่อสารมี 5 รปู แบบคือ
1. การพูด ผูพ้ ูดตอ้ งพดู ใหผ้ ู้ฟงั เข้าใจไม่พดู สบั สน หรอื ก่อใหเ้ กดิ ความรําคาญ หรอื โกรธเคอื ง
2. การฟัง ผู้ฟังต้องฟังอย่างต้ังใจไม่ทําส่ิงรบกวน ผู้พูดต้องพยายามเข้าใจความหมายและความรู้สึก
ของผูพ้ ูดอย่าบดิ เบือนความเข้าใจต่อสารท่ีไดร้ บั
3. การเขียน ผู้เขียนต้องเขียนให้แจ่มชัด อักษรชัดเจน ขนาดอ่านได้สะดวก ควรใช้คําที่แสดงความ
ตอ้ งการหรอื ความรสู้ ึกให้ผู้อา่ นเขา้ ใจ
4. การอ่าน ผู้อ่านต้องพยายามอ่านให้เข้าใจผู้เขียน โดยไม่บิดเบือนเจตนาของผู้เขียน และอ่านด้วย
ความสจุ ริตใจ
5. การใช้กริยา ผู้ส่งสารและผู้รับสารอาจจะใช้ท่าทางประกอบการส่ือสารระหว่างกันและกัน เพ่ือทํา
ใหก้ ารสื่อสารมีความชดั เจนยง่ิ ขึน้
การพูด การฟงั การอา่ น การเขียน ใช้วัจนะภาษาเปน็ องคป์ ระกอบ
การใชก้ ริยา ใช้อวัจนะภาษาเป็นองค์ประกอบ

43

6. ขัน้ ตอนในการสือ่ สาร (Stages in Communication) เรยี งตามลําดับดังน้ี

1. ระยะแรก ความต้องการการส่ือสาร คือสิ่งที่เกิดข้ึนทําให้บุคคลต้องการส่ือสารหรือทําการส่ือสาร
ซ่ึงอาจจะเป็นส่ิงเร้าภายนอก เช่น จดหมายข้อสังเกตจากการสังเกตเห็นผู้อื่นเกิดความคิดข้ึนระยะนี้จะเกิด
จุดม่งุ หมายของการส่ือสารและผฟู้ ังด้วย

2. ระยะที่สอง สารถูกสร้างข้ึน ระยะน้ีความคิดหรือการวิจัยค้นคว้าจะเกิดข้ึนก่อนแล้วตามด้วยการ
ตัดสนิ ใจเก่ยี วกบั เนือ้ หาของสาร

3. ระยะทสี่ าม การตดั สนิ ใจทจ่ี ะใช้ชอ่ งทางสอื่ และรูปแบบของการสื่อสารเกิดขนึ้
4. ระยะที่ส่ี สารถกู ส่งออกไป
5. ระยะที่ห้า ผู้ฟังได้รับสารและเข้าใจจุดมุ่งหมายของการส่ือสาร ซ่ึงเป็นท่ีเข้าใจได้ว่าการส่ือสาร
สาํ เร็จตามวัตถปุ ระสงคว์ งจรเชน่ น้ีจะเริ่มขน้ึ อกี ถ้าผฟู้ งั มกี ารส่ือสารกลบั
สิ่งสกัดกั้นของการสื่อสาร (Barrier) หมายถึง ส่ิงท่ีมาทําให้การส่ือสารหยุดชะงักระหว่างการส่ือสาร
(Communication Breakdown) ทาํ ใหก้ ารส่ือสารไมส่ าํ เรจ็ หรอื ไมบ่ รรลเุ ปา้ หมายตามที่ต้องการ ซ่ึงอาจจะมา
จากสาเหตตุ า่ งๆกันดังนี้
1. สิ่งสกัดก้ันการสื่อสารที่เกิดจากตัวผู้ส่งสารเอง เช่น ผู้ส่งสารมีความรู้มากแต่ไม่สามารถถ่ายทอดให้
ผ้อู ่ืนเข้าใจได้
2. สิ่งสกัดก้นั การสอื่ สารทเี่ กดิ จากตวั สาร เชน่ ขอ้ ความในสารไม่ชดั เจน
3. สิง่ สกัดก้ันการส่อื สารท่ีเกิดจากตัวสอื่ หรือชอ่ งทาง เช่น ผ้รู ับสารน่ังไกลเกินกวา่ จะได้รับสารได้ถนดั
4. สิ่งสกัดก้ันการส่ือสารที่เกิดจากตัวผู้รับสาร เช่น ผู้รับสารมีทัศนคติความรู้และอยู่ในระบบวัฒนธรรม
สังคมทแี่ ตกตา่ งจากผ้สู ง่ สาร
5. ส่งิ สกัดก้นั การสือ่ สารท่เี กดิ จากส่ิงรบกวน เชน่ ผู้รับสารง่วงนอนหรือหลับใน
6. ส่ิงสกัดกั้นการสื่อสารท่ีเกิดจากประสบการณ์ เช่น ความแตกต่างระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารใน
เร่อื งวัย ประสบการณ์ ทศั นคติ ระบบสงั คม และวฒั นธรรมหรือภมู หิ ลงั จงึ ทําใหไ้ มเ่ ข้าใจซง่ึ กันและกัน

7. การเลือกใช้สื่อในการส่ือสาร (Media of Communication)

1. การส่ือสารด้วยการเขียน รูปแบบของการเขียนที่ใช้ทางธุรกิจมีหลายแบบ เช่น ข้อความสั้นๆ
บันทึกข้อความ คาํ แถลงการณ์ ประกาศ จดหมาย รายงาน แบบสอบถาม แบบฟอร์ม หนงั สือ วารสาร โฆษณา
ฯลฯ การสือ่ สารด้วยการเขยี นมขี ้อดีและขอ้ เสียดังนี้

ข้อดี ขอ้ เสีย

1. เปน็ สอ่ื ทมี่ คี วามคงทนถาวร 1. ราคาแพงมคี า่ ใช้จ่ายสูงเช่นเลขานุการเครอื่ ง
2. ชว่ ยหลกี เลย่ี งการพบปะเป็นการสว่ นตวั พิมพ์ดดี คา่ ไปรษณยี ากรเปน็ ต้น
3. เหมาะกับขอ้ ความทยี่ าวและยากซง่ึ ต้องการศกึ ษา 2. เสยี เวลาในการผลติ
อย่างละเอียด 3. มีความล่าช้าเพราะการขนสง่
4. เปน็ สอ่ื ท่มี ีลกั ษณะเปน็ ทางการมากกวา่ ส่ือด้วยวธิ ี 4. เสียเวลาในการเลอื กใชภ้ าษาเพ่ือไม่ให้ผดิ พลาด
อน่ื ๆ ใชเ้ ป็นหลักฐานได้ ในการสื่อสาร
5. สะดวกในการติดตอ่ กับคนเปน็ จํานวนมาก 5. ความคงทนถาวรทําใหย้ ากต่อการแกไ้ ขเม่ือทํา
ผดิ พลาดไป

44

2. การส่ือสารด้วยวาจา ได้แก่ การพูดโทรศัพท์ การพูดในที่ประชุม การให้สัมภาษณ์ และการพูดใน
ทุกๆ ที่ การสื่อสารด้วยวาจามี 2 ลักษณะ คือ การพูดแบบเผชิญหน้ากันและการพูดแบบไม่เผชิญหน้ากัน การ
ส่ือสารด้วยวาจามีข้อดแี ละขอ้ เสียดงั น้ี

ขอ้ ดี ข้อเสยี

1. สะดวกรวดเร็ว เชน่ การใชโ้ ทรศพั ท์ 1. ผพู้ ูดต้องพูดจาให้ถกู ต้องชัดเจน

2. ประหยัดเงินการใช้โทรศพั ทใ์ นทอ้ งถ่ินเดียวกนั 2. สว่ นใหญไ่ มม่ ีการบนั ทึกเปน็ ลายลักษณ์อกั ษร จงึ

ย่อมถกู กวา่ การเขยี นจดหมาย ถูกบดิ เบือนได้ง่ายเมื่อมีการสง่ ข้อความตอ่ ๆ กันไป

3. เน้นความสาํ คัญของข้อความได้ โดยการเน้นคาํ พูด 3. คนส่วนมากมักจําสิ่งท่ไี ด้ยนิ เพียงครัง้ เดยี วไมค่ อ่ ย

ความดงั ของเสียงจงั หวะในการพดู และนํา้ เสียง ได้

ชว่ ยเนน้ ให้เหน็ ความสําคัญของสิง่ ท่ีพดู ได้ 4.การส่อื สารด้วยวาจาเปน็ วธิ ีท่ไี มไ่ ดผ้ ลมากทส่ี ุด ใน

4. การส่ือสารดว้ ยวาจาเป็นวิธที ไ่ี ม่เปน็ ทางการท่ีสดุ กรณีท่ีผพู้ ูดตอ้ งการความแน่ใจว่าตนได้สือ่ สารกับ

ในบรรดาวธิ ีการสือ่ สารตา่ งๆ ที่ใช้ เช่น การพดู คยุ คนกลมุ่ ใหญก่ ลมุ่ หนงึ่ เป็นพเิ ศษ

เล่นระหวา่ งทาง 5. คนส่วนใหญไ่ ม่ระมดั ระวงั มากเมอื่ สื่อสารดว้ ยวาจา

5. คนส่วนมายอมรับการพดู ซ้ําๆ ได้มากกวา่ การเขยี น

ซาํ้ ๆ ทาํ ให้การสื่อสารดว้ ยวาจาดงู ่ายกว่า เพราะไม่

ต้องคอยระมดั ระวงั มาก

ในการสือ่ สารดว้ ยวาจาแบบเผชญิ หนา้ กนั นอกจากคําพูดแล้วปฏิกิริยาและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็
มีส่วนเก่ียวข้องในการส่ือสารด้วย การแสดงออกของสีหน้าการสบตาการใช้มือท่าทางระยะห่างระหว่างคู่
สนทนา ตลอดจนการสมั ผัสกันสงิ่ เหล่าน้ี คือ การส่ือสารแบบอวัจนภาษา (Non-Verbal Communication)

3. การส่ือสารด้วยรูปหรือภาพต่างๆ เช่น ภาพลายเส้น ป้ายประกาศ ภาพถ่าย เป็นต้น รวมถึง
อปุ กรณ์โสตทัศนศึกษาท่ใี ช้ในการฝึกและสอนทัง้ หมด เช่น โทรทศั น์วงจรปิด แผ่นโปร่งใส ภาพยนตร์ ซึ่งมีข้อดี
และขอ้ เสียดงั นี้

ข้อดี ข้อเสีย

1. สามารถดึงดูดความสนใจได้ดี 1. ใชไ้ ด้กับเฉพาะวิชาทีเ่ ปน็ รูปธรรม
2. ทาํ ให้สะดุดตาเช่นปา้ ยโฆษณา 2. แบบเรียบๆ ไม่ตกแต่งมากจะดงึ ดูดความสนใจได้
3. ใช้เปน็ ทเ่ี ข้าใจได้ตรงกัน เชน่ ป้ายจราจร มากกว่าข้อความทยี่ ากๆ แตอ่ าจตอ้ งใชร้ ูปภาพเปน็
ชุดตอ่ ๆ กันในการสือ่ สาร

45

กิจกรรมการเรียนรู้

ตอนที่ 1 คาํ สง่ั : จงตอบคาํ ถามต่อไปน้ี
1. การสื่อสาร หมายถึง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………....
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. วตั ถปุ ระสงค์ของการส่ือสารมีกี่ขอ้ อะไรบา้ งจงอธิบาย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………....

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. องค์ประกอบของการสอ่ื สารมีอะไรบ้าง จงอธบิ าย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………....

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

4. รปู แบบของการสื่อสารมีกแ่ี บบ พร้อมทัง้ อธบิ ายประกอบมาพอเข้าใจ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………....

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

46

5. สิง่ สกดั ก้นั ของการส่อื สาร (Barrier) หมายถงึ อะไร พร้อมท้ัง บอกสาเหตุของการส่งสารไม่สําเรจ็ มา 5 ขอ้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………....

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

6. การส่ือสารจะเกิดขั้นตอนตอ้ งมขี ั้นตอน อะไรบา้ งจงอธิบาย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………....

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

7. การสอื่ สารมีกวี่ ิธี พร้อมบอกข้อดีขอ้ เสียของวธิ กี ารสอ่ื สารในรปู แบบตา่ งๆ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………....

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

47

ตอนที่ 2 คําสงั่ : จงเลอื กคาํ ตอบทถ่ี ูกต้อง

1. การสอ่ื สารจะมีอปุ สรรคมากทส่ี ดุ ถ้าผ้รู ับสารและผสู้ ่งสารขาดคุณสมบตั ขิ อ้ ใด
ก. ความร้แู ละประสบการณ์
ข. มารยาทในการสือ่ สาร
ค. ส่อื ทีใ่ ชใ้ นการสือ่ สาร
ง. ระดับภาษาที่ใชใ้ นการส่ือสาร

2. ข้อใดไม่ใชอ่ ุปสรรคของการสอ่ื สาร
ก. การขาดความสนใจและการมีความรูส้ ึกท่ีไมด่ ขี องผู้รบั สาร
ข. การพูดผ่านเครื่องขยายเสียงทปี่ รับระดบั เสยี งไม่พอเหมาะ
ค. ตวั สารซับซ้อนเกนิ ไปจนเกนิ กาํ ลังสติปัญญาของผูร้ ับสาร
ง. ตัวสารเข้าใจงา่ ยเกินไปทําใหผ้ ู้รบั สารไม่สนใจ

3. ข้อใดไม่ใชอ่ ุปสรรคในการสอื่ สาร
ก. ผู้ส่งสารผรู้ ับสาร
ข. ตัวสือ่ ทใ่ี ช้ในการสือ่ สาร
ค. ผลสมั ฤทธิ์ในการสือ่ สาร
ง. กาลเทศะและสภาพแวดลอ้ ม

4. ขอ้ ใดไม่เกี่ยวขอ้ งกบั องคป์ ระกอบของการสือ่ สาร
ก. ผสู้ ่งสาร
ข. ผ้รู บั สาร
ค. ตัวสาร
ง. ภาษาทใ่ี ชใ้ นการส่ือสาร

5. การสือ่ สารข้อมูลหมายถึงอะไร ขอ้ ใดถกู ต้องทส่ี ดุ
ก. การพูดคุยกนั ปากต่อปาก
ข. การส่งจดหมายถึงกัน
ค. การเเลกเปลีย่ นข้อมูลจากผสู้ ง่ ส่อื กลางไปยังผรู้ ับ
ง. การโทรศพั ท์หากัน การส่งภาพเเละเสียงไปยังผู้รบั

6. ข้อใดเปน็ วตั ถปุ ระสงคข์ องการสื่อสารข้อมูล
ก. เพ่ือกระจายขอ้ มูลใหแ้ พรห่ ลาย
ข. เพ่อื สบื สานวฒั นธรรมดา้ นภาษา
ค. เพอ่ื ใหผ้ รู้ ับสารเขา้ ใจขอ้ มูลของผูส้ ่งสาร
ง. เพอื่ ใหเ้ กดิ การพฒั นาตัวกลางการส่อื สาร

48

7. Message คืออะไร
ก. ผรู้ ับข้อมูล
ข. ช่องทางการส่ือสาร
ค. ขอ้ มลู ข่าวสาร
ง. ไม่มขี อ้ ถกู

8. Receivers คืออะไร
ก. ผสู้ ง่ ขอ้ มูล
ข. ขอ้ มลู ขา่ วสาร
ค. ผู้รับข้อมลู
ง. ผดิ ทุกข้อ

9. Media คอื อะไร
ก. ชอ่ งทางในการสอ่ื สาร
ข. ผ้รู บั ขา่ วสาร
ค. ผสู้ ่งขา่ วสาร
ง. ขอ้ มูลข่าวสาร

10. ขอ้ ใดไม่ใช่ส่วนประกอบส่อื หรอื ชอ่ งทางการส่อื สาร
ก. ท่าทาง
ข. ภาษาพดู
ค. ภาษาเขียน
ง. เสียงหรอื สิ่งรบกวน

49

เรื่องที่ 2.2
วิธีการและเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการส่อื สาร

วิธกี ารการสอ่ื สาร แบง่ ออกได้ 3 วธิ ี คอื

1.1 การสื่อสารด้วยวาจา หรือ"วจนภาษา" (Oral Communication) เช่น การพูด การร้องเพลง
เป็นตน้

1.2 การส่ือสารที่มิใช่วาจา หรือ"อวจนภาษา" (Nonverbal Communication) และการส่ือสาร
ด้วยภาษาเขียน (Written Communication) เช่นการสื่อสารด้วยท่าทาง ภาษามือและตัวหนังสือ เป็นต้น

1.3 การสอ่ื สารด้วยการใชจ้ ักษสุ มั ผัสหรอื การเห็น (Visual Communication) เช่น การส่ือสารด้วย
ภาพ โปสเตอร์ สไลด์ เป็นต้น (Eyre 1979:31) หรือโดยการใช้สัญลักษณ์และเคร่ืองหมายต่างๆ เช่น ลูกศรชี้
ทางเดินเปน็ ตน้

การสื่อสารโดยทั่วไปสามารถทําได้หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็ขึ้นอยู่กับความสะดวก ความเหมาะสม
หรือความพอใจของผู้ตดิ ตอ่ ซ่งึ อาจสอื่ สารได้ด้วยวิธกี ารต่าง ๆ ดงั น้ี

1. การสื่อสารโดยการสนทนา
2. การสอื่ สารทางจดหมาย
3. การสอ่ื สารโดยการฟงั วทิ ยุ
4. การส่อื สารดว้ ยการชมโทรทศั น์
นอกจากการส่อื สารทั้ง 4 วิธีดังกลา่ วแลว้ ยังมีวธิ ีการส่อื สารอืน่ ๆ อีกมากมาย เช่น การโทรศัพท์ การ
โทรสาร เป็นตน้

รปู แบบของการสื่อสาร

รูปแบบของการสื่อสาร แบง่ ไดเ้ ป็น 2 รูปแบบ คือ
1. การสื่อสารทางเดียว (One - Way Communication) เป็นการส่งข่าวสารหรือการสื่อความหมาย

ไปยังผู้รับแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ผู้รับไม่สามารถมีการตอบสนองในทันที (immediate response) ให้ผู้ส่ง
ทราบได้ แต่อาจจะมีปฏิกิริยาสนองกลับ (feedback) ไปยังผู้ส่งภายหลังได้ การส่ือสารในรูปแบบนี้จึงเป็นการ
ที่ผู้รับไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้ทันที จึงมักเป็นการส่ือสารโดยอาศัยส่ือมวลชน เช่น การฟังวิทยุ หรือ
การชมโทรทัศนเ์ หล่านเ้ี ป็นตน้

2. การสื่อสารสองทาง (Two-Way Communication) เป็นการส่ือสารหรือการสื่อความหมายท่ี
ผรู้ บั มโี อกาสตอบสนองมายงั ผ้สู ง่ ไดใ้ นทันที โดยที่ผู้ส่งและผู้รับอาจจะอยู่ต่อหน้ากันหรืออาจอยู่คนละสถานที่ก็
ได้ แต่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถมีการเจรจาหรือการโต้ตอบกันไปมา โดยท่ีต่างฝ่ายต่างผลัดกันทําหน้าที่เป็นท้ัง
ผสู้ ่งและผ้รู ับในเวลาเดียวกนั เช่น การพูดโทรศัพท์ การประชุม เป็นต้น

50

ประเภทของการส่ือสาร แบง่ ได้เปน็ 4 ประเภท ดังนี้
3.1 การสื่อสารในตนเอง (Intapersonal or Self-Communication) เป็นการส่ือสารภายใน

ตัวเอง หมายถึง บุคคลผู้นนั้ เป็นทง้ั ผสู้ ง่ และผรู้ ับในขณะเดยี วกนั เชน่ การเขียนและอา่ นหนงั สือ เปน็ ต้น
3.2 การส่ือสารระหว่างบุคคล (Interpersonal Communication) เป็นการสื่อสารระหว่างคน

2 คน เช่น การสนทนาหรอื การโตต้ อบจดหมายระหวา่ งกนั เป็นต้น
3.3 การสือ่ สารแบบกลุ่มชน (Group Communication) เป็นการสื่อสารระหว่างบุคคลกับกลุ่ม

ชน ซ่งึ ประกอบด้วยคนจํานวนมาก เช่น การสอนในห้องเรียนระหว่างครูเพียงคนเดียวกับนักเรียนทั้งห้อง หรือ
ระหว่างกลุ่มชนกับบุคคล เช่น กลุ่มชนมาร่วมกันฟังคําปราศรัยหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกต้ัง เป็นต้น

3.4 การส่ือสารมวลชน (Mass Communication) เป็นการส่ือสารโดยการอาศัยส่ือมวลชน
ประเภทวิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และส่ือส่งิ พิมพต์ ่างๆ เช่น นติ ยสาร หนงั สือพิมพ์ แผ่นพบั แผน่ โปสเตอร์ ฯลฯ
เพ่ือการติดต่อไปยังผู้รับสารจํานวนมาก ซ่ึงเป็นมวลชนให้ได้รับข้อมูลข่าวสารเดียวกันในเวลาพร้อมๆ หรือ
ไลเ่ ล่ียกัน

ภาษาที่ใชเ้ พอ่ื การส่ือสาร
ภาษาทใี่ ช้เพอ่ื การส่อื สาร แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1. ภาษาถ้อยคําหรือวัจนภาษา เป็นภาษาท่ีส่ือความหมายโดยตรง ได้แก่ คําพูดหรือตัวหนังสือ

สญั ลักษณ์ทเ่ี ขยี นแทนคาํ พดู
2. ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคําหรืออวัจนภาษา เป็นภาษาท่ีไม่ได้สื่อความหมายโดยตรง แต่ช่วยให้ภาษา

ถ้อยคําชัดเจนย่ิงขึ้น มนุษย์ใช้ภาษาท่ีไม่ใช่ถ้อยคําท่ีสําคัญๆ ได้แก่ การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทางการ
เคลื่อนไหว การใช้สายตา การใช้น้ําเสียง การใช้มือ การแต่งกาย หรือการใช้วัตถุอ่ืนๆ ประกอบในการสื่อสาร
การสอ่ื สารด้วยวิธีน้ีบางครัง้ สะดวกรวดเร็วกว่าใช้ภาษาถ้อยคํา สมัยโบราณการติดต่อสื่อสารนิยมใช้วาจา เสียง
หรือสัญลักษณ์ในการติดต่อ เช่น ควันไฟ เครื่องหมายต่างๆ ต่อมาเมื่อมนุษย์เจริญขึ้น การติดต่อกันจึงขยาย
กว้างออกไป มีการปรับปรุงวิธีการติดต่อส่ือสารให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและชัดเจนขึ้น ปัจจุบันความหมาย
ของการสื่อสารจึงครอบคลุมไปถึงการแสดง การจัดนิทรรศการ ละคร ดนตรี ภาพยนตร์ ภาพน่ิง การเขียน
หนงั สือทกุ ประเภท การกระจายเสยี งทางวิทยุ โทรทศั น์ วดี ิทศั น์ เปน็ ตน้

ทกั ษะทสี่ ําคญั ของการสอื่ สาร
ทักษะทางภาษาที่ใช้เพ่ือการส่ือสารปัจจุบันมี 4 ประการ คือ ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน ถ้า

ขาดทักษะอย่างใดอย่างหนึ่ง การสือ่ สารจะไม่สมบูรณห์ รืออาจไม่ประสบผลสาํ เร็จเท่าท่ีควร
จะเห็นว่าการส่ือสารที่จําเป็นในชีวิตประจําวัน ต้องมีความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกับวิธีการส่ือสารใน

ชีวิตประจําวัน ภาษาที่ใช้เพ่ือการส่ือสารเข้าใจถึงองค์ประกอบที่จําเป็น และสามารถบอกได้ว่าการส่ือสาร
โดยทว่ั ไปหากจะให้ได้ผลสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ควรมีทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน ถ้ามีความเข้าใจด้านภาษา
เปน็ เบ้อื งตน้ แล้วก็จะช่วยให้ส่อื สารได้ฉับไวและมีประสทิ ธภิ าพในทีส่ ดุ

51

การส่อื สารจะมีประสทิ ธภิ าพหรอื ไม่นน้ั ตอ้ งพิจารณาในเร่อื งดงั น้ี
1. ผนู้ าํ สารตอ้ งเข้าใจจุดม่งุ หมายในการสง่ ข่าวสาร
2. ผู้ส่งควรหาช่องทางการสง่ ขา่ วสารให้เหมาะสม
3. ผู้ส่งสารต้องเขา้ ใจระดบั ความสามารถในการสื่อสารของผรู้ บั สาร
4. ผสู้ ง่ สารต้องรู้จกั ใช้เทคนคิ และวธิ กี ารถ่ายทอดขา่ วสารไปยังผู้รบั ได้อย่างเหมาะสม
4.1 ถ้าต้องการความชดั เจน ควรใชว้ ธิ พี บปะสนทนา
4.2 ถ้าเรง่ ดว่ น ควรใชโ้ ทรศพั ท์
4.3 ให้คนจาํ นวนมากทราบ ควรใช้ประกาศ
4.4 ตอ้ งการแจ้งเร่ืองสาํ คญั ควรใชว้ ธิ ปี ระชุมชี้แจง
4.5 ตอ้ งการหลกั ฐานควรเขยี นเปน็ ลายลกั ษณ์อกั ษร

วัตถปุ ระสงคข์ องการตดิ ต่อส่ือสาร
1. เพอื่ แจ้งขา่ วสาร
2. เพอ่ื ชกั ชวน หรือจูงใจ
3. เพื่อประเมิน
4. เพอ่ื สัง่ สอนหรอื ใหค้ วามรู้
5. เพอ่ื สนองความตอ้ งการดา้ นวฒั นธรรมและมนษุ ยสมั พนั ธ์

ประโยชน์ของการตดิ ตอ่ ส่อื สาร
1. งานบรรลวุ ัตถปุ ระสงคไ์ ดอ้ ยา่ งราบร่นื
2. เกดิ ความรสู้ ึกทด่ี ีตอ่ กนั มคี วามสามัคคี
3. เสรมิ สร้างขวญั และกาํ ลังใจในการทาํ งาน
4. ลดข้อขัดแย้งทเ่ี กิดจากความไม่เขา้ ใจกนั
5. ประหยดั ทรัพยากรในการทาํ งาน
6. ประหยดั เวลา แรงงาน และคา่ ใชจ้ ่าย
7. ปอ้ งกันการทาํ งานซาํ้ ซอ้ น

ประเภทของการติดตอ่ ส่อื สาร
1. การติดต่อสื่อสารภายใน (Internal Communication) มีวัตถุประสงค์ให้บุคลากรภายใน

หนว่ ยงานไดท้ ราบขา่ วคราว ความเคลอื่ นไหวตา่ งๆ เพอ่ื ช้ีแจง กฎ ระเบยี บตา่ งๆ ที่กําหนดขึน้ ทาํ ได้ 2 วิธีคอื
1.1 การติดต่อด้วยวาจาหรือคําพูด มีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเงิน ให้ความรู้สึกเป็น

กนั เอง สังเกตความจริงใจได้ และได้ข้อมูลยอ้ นกลับทันที
1.2 การติดต่อด้วยลายลักษณ์อักษร เป็นทางการและมีหลักฐานชัดเจน สามารถอ่านทวนความ

ไดท้ ุกเวลาหรอื สถานท่ี
การติดต่อสอ่ื สารภายใน สามารถแบ่งได้ 3 ลกั ษณะ คือ
1. การตดิ ต่อสือ่ สารในระดับเดียวกัน ไม่เปน็ พิธีการ งา่ ยแกก่ ารเข้าใจ
2. การตดิ ตอ่ สอื่ สารจากเบอื้ งบนสู่เบอื้ งลา่ ง เป็นพิธกี ารและมกั เปน็ การส่อื สารทางเดยี ว
3. การตดิ ตอ่ ส่ือสารจากเบ้ืองล่างสเู่ บือ้ งบน เปน็ พิธีการเชน่ เดยี วกนั การสอื่ สารจากบนสู่ลา่ ง

52

2. การตดิ ตอ่ ส่อื สารภายนอก (External Communication)
คือ การติดตอ่ สอ่ื สารระหวา่ งสํานกั งานกบั บุคคลภายนอกหรอื หนว่ ยงานภายนอกสาํ นกั งาน ลกั ษณะ

ของการติดตอ่ สื่อสารภายนอก ได้แก่
1. การตอ้ นรบั
2. การนัดหมาย
3. จดหมายออก และจดหมายเข้า
4. โทรศัพท์ โทรสาร และจดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์
5. การใช้บริการจากบริษทั กสท. โทรคมนาคม จํากัด
6. การใชบ้ ริการบรษิ ัทไปรษณยี ไ์ ทย
7. การใช้บริการสอื่ มวลชนตา่ ง ๆ
8. สง่ิ ตีพิมพ์ของบรษิ ัท
9. คาํ ปราศรยั
10.ข้อความโฆษณา

รปู แบบของการตดิ ต่อสอ่ื สารในสาํ นกั งาน
สาํ นกั งานขนาดเลก็ มกั จะใช้รูปแบบการตดิ ตอ่ สอื่ สารทางเสียงหรือคําพูด ส่วนสํานักงานขนาดใหญ่มัก

ใชร้ ูปแบบการติดตอ่ ส่อื สารไดค้ รบทกุ ดา้ น ซึง่ อาจแบ่งรูปแบบการติดตอ่ ส่ือสารในสํานกั งานได้ 4 ชนดิ คอื
1. เสียงหรือคําพูด นิยมใช้โทรศัพท์ในการติดต่อส่ือสาร โดยเฉพาะระบบโทรศัพท์ตอบรับ จะช่วยลด

ต้นทุนพนักงานในการรับโทรศัพท์ และเกิดความรวดเร็วในการให้บริการ นอกจากนี้ยังมีเคร่ืองบันทึกเทปที่ใช้
บนั ทึกคําพดู สัง่ การของผ้บู ังคบั บญั ชาอีกด้วย

2. คํา เป็นรูปแบบการตดิ ต่อส่ือสารดว้ ยลายลกั ษณอ์ กั ษรหรือการเขยี นนนั่ เอง
3. ภาพ เป็นรูปแบบการติดต่อสื่อสารที่ถ่ายทอดในรูปแบบไร้คํา ไร้เสียง และไร้ตัวเลข แต่เป็นการ
สื่อสารดว้ ยภาพหรอื สญั ลกั ษณต์ ่างๆ
4. ข้อมูล เป็นรูปแบบการติดต่อสื่อสารที่ใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ เป็นช่องทางในการติดต่อระหว่าง
กัน ถ้าเป็นการติดต่อส่ือสารภายในหน่วยงานเดียวกัน เรียกว่า ระบบอินทราเน็ต (Intranet) ถ้าเป็นการ
ติดต่อสอื่ สารภายนอกสาํ นกั งานไปยงั เครือข่ายทัว่ โลก เรยี กว่า ระบบอนิ เทอร์เนต็ (Internet

มีหลกั ในการเขยี นทเ่ี รยี กวา่ 7 C's ดงั น้ี
1. มีความชดั เจน (Clarity)
2. มคี วามสมบูรณ์ (Completeness)
3. มคี วามรัดกุมและเขา้ ใจง่าย (Conciseness)
4. ระลึกถงึ ผอู้ า่ น (Consideration)
5. มีความสภุ าพ (Courtesy)
6. มคี วามถูกตอ้ ง (Correct)
7. ขอ้ เทจ็ จรงิ (Concreteness)

53

หลักเกณฑก์ ารติดต่อสื่อสารดว้ ยเสยี งหรือการพดู
หลักเกณฑ์การพูดทดี่ ี
1. ผู้พดู ควรสร้างบรรยากาศในการพดู โดยยกตัวอยา่ งประกอบการพดู เพ่ือสร้างความสนใจ
2. หลีกเลี่ยงการถ่อมตัวจนมากเกนิ ไป หรอื ตําหนผิ ฟู้ ัง สถานที่ หรอื กลา่ วถงึ บคุ คลอื่น
3. ไม่ควรแสดงอารมณ์โกรธ หรอื ไมพ่ อใจผฟู้ ังโดยเด็ดขาด
4. ใชภ้ าษาง่าย ๆ แตส่ ุภาพ
5. ควรมอี ารมณ์ขันขณะพดู
หลกั เกณฑก์ ารฟงั ท่ีดี
1. ขณะฟังต้องฟงั อย่างต้ังใจ จับประเดน็ เนื้อหาสาํ คัญใหไ้ ด้
2. ต้องรจู้ ักสังเกตอากัปกิรยิ าทา่ ทาง ความรสู้ ึกและอารมณข์ องผพู้ ูด

ปญั หาของการส่ือความหมาย
การส่ือความหมายจะได้ผลดีท่ีสุดก็ต่อเม่ือผู้รับสามารถเข้าใจตรงกับท่ีผู้ส่งต้องการ (ผลท่ีได้ตรงกับ

จุดมุ่งหมาย) แต่ในกระบวนการสื่อความหมายนั้นจะต้องมีอุปสรรคเกิดขึ้นเสมอ และอุปสรรคเหล่าน้ีเองที่ทํา
ให้ผลของการส่ือความหมายผิดพลาดไปจากเป้าหมายท่ีผู้ส่งต้องการ ดังน้ันปัญหาของการสื่อความหมายก็
เกิดข้ึนเนอื่ งจากอปุ สรรคตา่ งๆ นนั่ เองในท่นี ้จี ะพจิ ารณาเฉพาะปัญหาที่สําคัญท่ีเกดิ ขนึ้ เฉพาะในด้านผสู้ ่งสาร
ผ้รู ับสารและทางด้านเนื้อหาเทา่ นน้ั คือ

1. ปญั หาทางดา้ นผูส้ ่งสาร เช่น
1.1 พดู ไมช่ ัดเจน ข้อความและคาํ พูดไม่ไดใ้ จความ
1.2 พดู เรว็ เบา เกนิ ไป
1.3 อารมณแ์ ละคาํ พูดไมเ่ หมาะสม
1.4 เสยี งอ่ืน ๆรบกวน
1.5 ภาษาท่ีใช้ตา่ งกันฯลฯ

2. ปัญหาทางด้านผรู้ บั สาร เช่น
2.1 ไมต่ งั้ ใจฟัง
2.2 มเี สยี งรบกวน
2.3 มีการขัดจงั หวะเวลาพดู หรือสง่ ขอ้ ความ
2.4 ความพกิ ารทางประสาทรับความรสู้ ึกต่างๆ
2.5 ปัญหาทางด้านอารมณ์และมีเจตคตไิ มด่ ตี อ่ ผสู้ ่งฯลฯ

3. ปัญหาทางดา้ นเน้ือหา เชน่
3.1 ยาวเกนิ ไป
3.2 สน้ั เกินไปไมไ่ ดค้ วามตวั หนงั สืออ่านไม่ออก
3.3 ภาษาต่างกัน
3.4 เน้ือหาถกู ถ่ายทอดหลายข้ัน
3.5 ชอ่ งทางการส่งเนื้อหาถกู ตดั ฯลฯ
(ที่มา: กลมุ่ พฒั นาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย)

54

กิจกรรมทา้ ยบทเรยี น

คาํ ชแ้ี จง ใหผ้ เู้ รียนตอบคาํ ถามต่อไปน้ี

1. จงอธบิ ายถึงหลกั ในการติดตอ่ สอื่ สารท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
2. จงบอกประโยชน์ของการติดตอ่ สอ่ื สารมาให้ทราบ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
3. จงอธิบายถึงหลกั เกณฑ์การตดิ ต่อส่ือสารดว้ ยเสยี งหรอื คาํ พดู ทดี่ มี าใหเ้ ขา้ ใจ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................

55

เรอื่ งท่ี 2.3
การจับใจความสาํ คัญเพอื่ ใช้ในการส่อื สาร

ความหมายการจบั ประเดน็ สาํ คัญและการสรุปสาระสําคญั ของสาร

การสรุปความ คอื การหยบิ ยกเอาความคดิ หลักหรอื ประเด็นทส่ี ําคัญของเรื่องมากลา่ วยํ้าใหเ้ ด่นชดั
โดยใชป้ ระโยคสนั้ ๆ แลว้ เรียบเรยี งใหเ้ ปน็ ระเบยี บ

ใจความสาํ คัญของเรือ่ ง คือ ขอ้ ความท่มี สี าระคลุมขอ้ ความอื่นๆ ในย่อหน้านั้นหรือเร่ืองนั้นท้ังหมด
ข้อความอ่ืนๆ เป็นเพียงส่วนขยายใจความสําคัญเท่านั้น ข้อความหนึ่งหรือตอนหน่ึงจะมีใจความสําคัญท่ีสุด
เพียงหน่ึงเดียว นอกน้ันเป็นใจความรอง คําว่าใจความสําคัญนี้ผู้รู้ได้เรียกไว้เป็นหลายอย่าง เช่น ข้อคิดสําคัญ
ของเรอื่ ง แกน่ ของเร่อื ง หรือความคดิ หลกั ของเร่อื ง แต่จะเป็นอยา่ งไรก็ตามใจความสําคญั กค็ อื สิ่งที่เป็นสาระท่ี
สาํ คญั ที่สดุ ของเรอ่ื งน่ันเอง

ตัวอย่างใจความสําคัญส่วนมากจะมีลักษณะเป็นประโยค ซ่ึงอาจปรากฏอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของ
ย่อหน้าก็ได้ จุดท่ีพบใจความสําคัญของเร่ืองในแต่ละย่อหน้ามากท่ีสุดคือ ประโยคท่ีอยู่ตอนต้นย่อหน้า เพราะ
ผู้เขียนมักบอกประเดน็ สําคัญไวก้ ่อน แลว้ จงึ ขยายรายละเอยี ดให้ชดั เจน รองลงมาคือ ประโยคตอนท้ายย่อหน้า
โดยผ้เู ขียนจะบอกรายละเอียดหรอื ประเด็นยอ่ ยก่อน แล้วจึงสรุปด้วยประโยคทีเ่ ป็นประเด็นไว้ภายหลัง สําหรับ
จดุ ที่พบใจความสาํ คัญยากขน้ึ ก็คือ ประโยคตอนกลางย่อหน้า ซึ่งผู้อ่านจะต้องใช้ความสังเกตและพิจารณาให้ดี
ส่วนจุดที่หาใจความสําคัญยากที่สุดคือ ย่อหน้าที่ไม่มีประโยคใจความสําคัญปรากฏชัดเจน อาจมีประโยคหรือ
อาจอยู่รวมๆ กันในยอ่ หน้ากไ็ ด้ ซง่ึ ผอู้ า่ นจะตอ้ งสรปุ ออกมาเอง

ความหมายของการจบั ประเดน็

การจับประเด็น หมายถึง การจับข้อความสําคัญหรือใจความสําคัญของเรื่องแล้วหยิบยกเอาความคิด
หลักหรือประเด็นทส่ี ําคัญของเร่ืองมากลา่ วยา้ํ ให้เด่นชดั โดยใช้ประโยคส้ันๆ แลว้ เรียบเรียงใหเ้ ปน็ ระเบียบ

การฟังและดเู พ่อื จบั ประเดน็ และสรปุ ความ

มารยาทในการฟงั และดู
1. มองสบตาผู้พูด ไม่มองออกนอกห้องหรือมองไปที่อ่ืนอันเป็นการแสดงว่าไม่สนใจเรื่องท่ีพูด และไม่

เอาหนังสอื ไปอ่านขณะท่ฟี งั หรือดู
2. รักษาความสงบ ไม่ส่งเสียงรบกวนผู้อ่ืน ไม่เอาของขบเคี้ยวเข้าไปทําลายสมาธิของผู้อ่ืน การชม

ภาพยนตร์ควรปิดโทรศพั ท์มือถือจะได้ไม่รบกวนความสุขของผู้อื่น ไม่ควรพาเด็กเล็กๆ ไปในโรงภาพยนตร์หรือ
ในท่ที ตี่ ้องการความสงบ

3. แสดงกิริยาอาการท่ีเหมาะสม วัยรุ่นไม่ควรนั่งเก้ียวพาราสีกันในที่สาธารณชนที่ต้องการความสงบ
ในการฟงั และการดู เพราะนอกจากจะรบกวนสายตาคนอ่ืน แล้วยังเป็นการแสดงกิริยาท่ีขัดต่อขนบธรรมเนียม
ของไทยอีกดว้ ย

4. ในการดภู าพไม่ควรขดี เขยี นหรอื ฉีกภาพ ซง่ึ แสดงถึงความไม่มีวฒั นธรรมทดี่ งี าม

56

หลกั การฟังและดเู พือ่ สรุปความและจับประเดน็
การฟังและดเู พื่อจบั ประเดน็ และสรปุ ความเปน็ ทกั ษะเบื้องต้นที่ทุกคนจะต้องฝึกฝน เราจะต้องติดตาม

ฟงั ดเู รื่องราวโดยตลอด ดังนั้นจึงตอ้ งมีสมาธใิ นการฟงั และสามารถแยกแยะได้วา่ ข้อความใดเป็นใจความสําคัญ
และข้อความใดเป็นพลความ ถ้าเราเข้าใจเร่ืองราวได้โดยตลอดแล้ว เราย่อมจดจําเร่ืองราวท่ีฟังและสามารถ
ถ่ายทอดใหค้ นอนื่ ฟังไดด้ ้วย

ในการฟังแตล่ ะครัง้ เราต้องจับประเดน็ ของเรอ่ื งท่ีฟังได้ คือ รูว้ า่ ผู้พูดต้องการสือ่ สารอะไร เปน็ ประเดน็
สําคัญ และรู้จักว่าอะไรคือประเด็นรองซ่ึงขยายประเด็นสําคัญ การฟังเช่นนี้เป็นการฟังเพื่อจับใจความสําคัญ
และใจความรองและรายละเอยี ดของเรอื่ ง มวี ิธีการฟังดังนี้

1. ฟงั เรือ่ งราวใหเ้ ขา้ ใจ พยายามจบั ใจความสาํ คญั ของเรอ่ื งเป็นตอนๆ วา่ เรอื่ งอะไร ใครทาํ อะไร ท่ีไหน
เม่ือไร อย่างไร

2. ฟังเรื่องราวที่เป็นใจความสําคัญ แล้วหารายละเอียดของเร่ืองท่ีเป็นลักษณะปลีกย่อยของใจความ
สาํ คัญหรอื ที่เป็นสว่ นขยายใจความสาํ คัญ

3. สรปุ ความโดยรวบรวมเนอ้ื หาสาระสาํ คัญอย่างครบถว้ น
วิธีการสรุปความจากการฟังน้ัน เราจะต้องค้นหาให้พบว่าสารใดเป็นความคิดสําคัญในเร่ืองนั้นๆ แล้ว
สรุปไว้เฉพาะใจความสําคัญ โดยเขียนช่ือเร่ือง ผู้พูด โอกาสท่ีฟัง วัน เวลา และสถานท่ีท่ีได้ฟังหรือดูไว้เป็น
หลกั ฐานเคร่อื งเตอื นความทรงจําตอ่ ไป
การฟงั และดูเพื่อจบั ประเด็นและสรปุ ความ เป็นการฟงั ในชวี ิตประจําวันเพ่ือให้ได้สาระสําคัญของเร่ือง
ที่ฟัง เช่น ฟังการสนทนา ฟังเรื่องราวข้อมูลข่าวสารต่างๆ ฟังโทรศัพท์ ฟังประกาศ ฟังการบรรยาย ฟังการ
อภปิ ราย ฟังการเล่าเรอ่ื ง เปน็ ต้น

วธิ ีสรุปความตามลาํ ดับขั้น

1. ข้ัน อ่าน ฟงั และดู
- อ่าน ฟงั และดูให้เขา้ ใจอย่างน้อย 2 เทย่ี ว เพอ่ื ใหไ้ ด้แนวคิดท่ีสาํ คญั

2. ข้ันคดิ
- คดิ เปน็ คาํ ถามว่าอะไรเปน็ จุดสําคญั ของเรือ่ ง
- คิดตอ่ ไปว่าจุดสําคัญของเรือ่ งมีความสัมพนั ธ์กับสง่ิ ใดบ้าง จดสงิ่ นน้ั ๆ ไวเ้ ปน็ ข้อความสั้นๆ
- คิดวธิ ที ี่จะเขยี นสรปุ ความให้กะทัดรัดและชดั เจน

3. ขั้นเขยี น
- เขียนรา่ งขอ้ ความส้ันๆทจ่ี ดไว้
- ขัดเกลาและตบแตง่ รา่ งขอ้ ความทสี่ รุปให้เปน็ ภาษาทดี่ ี สอ่ื ความหมายได้แจม่ แจ้งชดั เจน

ตัวอย่างการสรุปความ

เร่อื ง เราคอื บทเรียนของเดก็
การศึกษาเป็นเร่ืองสําคัญของชีวิต ทุกคนเกิดมาจะโง่ จะฉลาด จะดีจะช่ัวขึ้นอยู่กับการศึกษา พ่อแม่

ทกุ คนปรารถนาจะให้บุตรหลานของตนเป็นคนดี จนถึงกับยอมทนลําบากตรากตรําทําการงานหาทรัพย์สินเงิน
ทองมาเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน นับว่าเป็นหน้าที่และส่ิงท่ีควรได้รับการยกย่องในการ
เสยี สละนน้ั

57

แตย่ งั มีสิ่งท่มี คี ุณค่าทีส่ ุดในชีวิตเด็ก ก็คือบทเรียนอันเป็นจริยศึกษาซ่ึงเกิดจากการปฏิบัติตัวของพ่อแม่
ผู้ปกครองของเด็ก น่ันคือการประพฤติปฏิบัติดีงาม เพราะส่ิงท่ีเด็กได้ยินได้ฟัง ได้รู้ได้เห็นจากพ่อแม่ผู้ปกครอง
ของตน เช่น การพูดจาไพเราะ การงานเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นต้น สิ่งเหล่าน้ีเป็นบทเรียนอย่างสําคัญท่ีจะ
ซึมซาบเข้าไปในจิตใจของเด็กดีย่ิงกว่าหนังสือบทเรียนอ่ืนๆ นั้นเป็นการให้การศึกษาท่ีมีค่าย่ิง เป็นการปลูก
สรา้ งนสิ ยั ท่ีดีให้แกเ่ ด็ก

ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นคนดี มีนิสัยดี เอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ มีเมตตา มีความยุติธรรม มีความรัก ความ
สามัคคีในครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดี ก็จะทําให้เด็กเอาอย่างในทางดี เป็นคนดีของพ่อแม่ ผู้ปกครอง สม
ความปรารถนาทุกประการ

ถ้าปรารถนาดี หวังดีต่อบุตรหลาน อย่าเพียงแต่จะให้ทุนการศึกษาอย่างเดียว ต้องทําตนให้เป็น
ตวั อย่างทีด่ ี เปน็ บทเรยี นทม่ี ีค่าของบตุ รหลานดว้ ย แล้วความปรารถนาของเรากจ็ ะสมหวัง

จาก “แสงธรรม” ของมูลนธิ ิ ก.ศ.ม.
การสรปุ ความ

1. ขน้ั อ่าน ฟัง และ คดิ จบั แนวคิดได้ดังนี้
“ พ่อแม่ หาเงินทองมาให้ลูกเรียนอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกด้วยจึงจะ

นบั ว่าได้ให้การศกึ ษาทีถ่ กู ต้องแก่ลกู ”
2. ขนั้ เขยี น

2.1 ข้อความทจี่ ดไว้ช่วยจาํ
“การศึกษา เรื่องสําคัญ–คนจะดีจะชั่ว โง่ ฉลาดเพราะการศึกษา พ่อแม่หาเงินมาให้ลูกเรียนเสียสละ
ควรยกย่องส่ิงท่ีมีค่าต่อเด็ก –บทเรียนจริยศึกษา คุณธรรม การปฏิบัติตนดีงาม เป็นตัวอย่างที่ดี รักลูกต้องทํา
ใหเ้ ป็นตวั อยา่ งที่ดีดว้ ย”

2.2 ข้อความทสี่ รุปแล้ว

“การศึกษามีความสําคัญต่อชีวิตเด็ก เพราะสามารถทําให้เด็กฉลาดและเป็นคนดีได้ พ่อแม่ที่รักลูก
อยากให้ลุกเป็นคนดีนั้น ไม่ควรจะพอใจเพียงการทําหน้าที่หาเงินมาให้ลูกเรียนเท่าน้ัน แต่ควรคํานึงถึง
บทเรียนจริยศึกษาอันมีคุณค่าย่ิงต่อชีวิตของเด็ก อันได้แก่การที่พ่อแม่เป็นผู้มีคุณธรรมและปฏิบัติตนเป็น
แบบอย่างในทางที่ดงี ามแกล่ ูกดว้ ย”

"เคลด็ ลบั วิธีจับประเด็นและ จดโน้ตย่อ"

Posted by: ทองออนศรีสขุ

Tagged in: Untagged

"เคล็ดลับวิธีจับประเด็น และ จดโน้ตย่อ"เคล็ดลับวิธีจับประเด็นและจดโน้ตย่อ น้ีเป็นเทคนิคง่ายๆนักเรียน
นักศึกษาสามารถนําไปปฏิบัติได้ทุกคน ขอแต่เพียงเข้าใจเคล็ดลับวิธีการเท่านั้นเอง หัวใจสําคัญของการจับ
ประเดน็ และจดโนต้ ย่อ คอื หมนั่ ฝึกจบั ประเด็นทุกคร้งั ทไ่ี ดอ้ า่ นหรอื ไดย้ ินได้ฟัง อะไรก็ตามควรฝึกบ่อยๆ จนติด
เป็นนิสัย การอ่านเพื่อจับประเด็น เป็นสิ่งท่ีฝึกกันได้ทุกคนหากมีความเพียรพยายาม หากท่านสามารถจับหลัก
น้ีได้ทา่ นยอ่ มพบกับความสาํ เรจ็ ในการเลา่ เรียนศึกษาอยา่ งแน่นอนคนเราส่วนใหญเ่ ม่ืออ่านหนังสือหรือได้ยินได้
ฟังอะไรแล้วมักจะไม่ค่อยรู้จักตั้งคําถาม เพ่ือกระตุ้นให้ความคิดทํางาน หลายๆ คนอ่านหนังสือแล้วก็อ่านไป

58

เลย จําเรื่องราวได้แค่คร่าวๆ ไม่ค่อยแม่นยําจับประเด็นอะไรไม่ค่อยได้ บางคนถึงกับหลงประเด็นไปเลยก็มี
หัวใจของการจับประเด็นคือ การฝึกหัดต้ังคําถามกับตัวเองทุกครั้งที่อ่านหนังสือ หรือเม่ือได้ฟังเรื่องราวต่างๆ
คําถามท่ีสําคัญ ได้แก่ คําถามว่า "อะไรคือประเด็นสําคัญของเรื่องนี้" หรือ "หัวใจของเร่ืองมันอยู่ท่ีตรงไหน"
หรอื "คนเขยี นหนังสือเร่ืองนี้เขาต้องการจะบอกอะไรกับเรา" หรอื "สาระสาํ คัญของเรื่องมันอยู่ตรงไหน" เป็นต้น
(ถ้าจะฝึกฝนใหจ้ บั ประเดน็ ไดแ้ ม่นยาํ ย่ิงข้ึน ทา่ นควรจะเรยี นรู้วิธีทําความเข้าใจและจดจําเนื้อหา ให้คล่องแคล่ว
เสียก่อน หรอื จะฝกึ ไปพรอ้ มๆ กนั กไ็ ด้) ทา่ นสามารถฝึกฝนเทคนคิ การจับประเด็นได้ในชีวิตประจําวัน เช่น การ
อ่านหนังสือ พิมพ์หรือบทความต่างๆ หรือแม้กระท่ังบทความในอินเตอร์เน็ต ยกตัวอย่างเวลาท่านอ่าน
หนังสือพิมพ์ ก็อย่าเพ่ิงไปดูท่ีพาดหัวข่าว ให้อ่านเนื้อหาของข่าวไปเลยพออ่านข่าวจบ ให้ท่านตั้งคําถามกับ
ตัวเองว่า "ข่าวนี้ควรจะพาดหัวข่าวว่าอย่างไร" นี้เป็นการฝึกจับประเด็นที่ดีวิธีหน่ึง หรือในกรณีที่ท่านได้อ่าน
บทความที่เป็นข้อถกเถียง หรือข้อโต้แย้ง ไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์หรือ จากกระดานข่าวในอินเตอร์เน็ตพอท่าน
อา่ นบทความท่เี ปน็ ข้อขดั แยง้ นนั้ จบและทําความเข้าใจเน้ือหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ท่านตั้งคําถามกับตัวเอง
ว่า "ประเดน็ ของปัญหามนั อยู่ตรงไหน" คาํ ตอบทต่ี อบปรากฏออกมาในใจของท่าน นั่นคือ ประเด็นของปญั หาที
นี้เม่ือเราจับประเด็นได้แล้ว ในการพูดคุยแลกเปล่ียนก็จะมีเป้าหมายท่ีชัดเจนไม่คลุมเครือ ไม่หลงประเด็นอีก
ต่อไป ในกรณีนักเรียนนักศึกษาที่จะต้องดูหนังสือทบทวนเพื่อเตรียมตัวสอบไล่ ควรฝึกหัดจับประเด็นให้
คล่องแคล่วเร่ิมต้นด้วยการฝึกทําความเข้าใจในเนื้อหาตําราให้ได้เสียก่อน เมื่อเข้าใจแล้วข้ันต่อไปก็ให้ฝึกตั้ง
คําถามกับตัวเองทุกคร้ังท่ีอ่านหนังสือจบบทว่า "หัวใจสําคัญของบทเรียนแต่ละบทท่ีอ่านมาน้ันมันอยู่ที่
ตรงไหน" หรือประเด็นที่สําคัญที่สุดของบทเรียนบทน้ีคืออะไร" ทีนี้พอจับประเด็นแล้วก็ให้จดโน้ตย่อประเด็น
นั้นให้เป็นข้อความสั้นๆ เก็บเอาไว้ทีนี้เวลาใกล้สอบก็ไม่ต้องไปท่องหนังสือทั้งเล่มอีกต่อไป เพียงแค่ทบทวน
ประเด็นท่ีจดโน้ตย่อไว้ในกระดาษเพียงไม่ก่ีแผ่นก็เข้าใจได้หมดทั้งเล่ม เวลาทบทวน แค่เราดูโน้ตย่อเพียง
ประโยคเดียว ความจําของเราก็จะทําหน้าท่ีขยายแตกตัวออกเป็นความเข้าใจเนื้อหาได้เป็นหน้าๆ ทีนี้ถ้าหากมี
ทต่ี รงไหนเราเกดิ ความร้สู กึ คลุมเครอื หรือลังเลสงสัยเราก็เพียงแต่หยบิ หนังสอื มาทบทวนดูเฉพาะตรงบทน้ันอีก
ครงั้ หน่งึ ปัจจบุ นั เราอย่ใู นยุคขา่ วสารข้อมูลเป็นยุคที่ข่าวสารข้อมูลหลั่งไหลมาจากท่ัวสารทิศจนท่วมท้นหูตาไป
หมด คนที่เข้าใจเน้ือหาสาระและจับประเด็นแม่นจะเป็นคนท่ีได้เปรียบ เพราะสามารถรับข่าวสารข้อมูลได้
มากมาย ในขณะทค่ี นอืน่ รับไมไ่ หวสาระสําคัญของบทความนี้ คือใครต้องการท่ีจะเป็นคนยุคข่าวสารข้อมูล คือ
มีความรู้เท่าทันข่าวสารข้อมูลท่ีหลั่งไหลเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ก็ควรจะพัฒนาตนให้เป็นคนท่ีสามารถทําความ
เข้าใจเนอ้ื หาได้รวดเร็วและจับประเด็นเรอ่ื งราวข่าวสารต่างๆ ได้แม่นยํา และ "การหมั่นฝึกตั้งคําถาม" คือหัวใจ
สาํ คญั ที่สุดในการฝกึ จับประเดน็

(ทม่ี า: กลุ่มการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย)

59

กิจกรรมทา้ ยบทเรียน

คําสั่ง ใหผ้ เู้ รียนตอบคาํ ถามต่อไปนใ้ี ห้ถูกต้อง

1. ประเด็นหมายถึงอะไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………..............................................
2. การสรปุ ความหมายถึงอะไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3. ผเู้ รียนมีขั้นตอนการสรุปความเร่อื งท่ีฟังอย่างไรบ้าง อธิบายใหเ้ ขา้ ใจ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
4. การจับประเด็นและสรปุ ความมีประโยชน์ต่อการดําเนนิ ชีวิตประจําวันอยา่ งไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………................................................................................................................................................

60

เร่อื งที่ 2.4
การใช้เทคโนโลยใี นการสอื่ สาร

1. ความหมายของเทคโนโลยกี ารสอื่ สาร
การส่ือสารหรือ การส่ือความหมาย (Communication) เป็นคําที่รากศัพท์มาจากภาษาลาตินว่า

"communius" หมายถึง "พร้อมกัน" หรือ "ร่วมกัน" (common) หมายความว่า เมื่อมีการสื่อสารระหว่างกัน
เกิดขึ้น คนเราพยายามที่จะสร้าง "ความพร้อมกันหรือความร่วมกัน" ทางด้านความคิดเรื่องราวเหตุการณ์
ทัศนคติ ฯลฯ กับบุคคลที่เรากําลังสื่อสารด้วยนั้น ดังน้ัน การสื่อสารจึงหมายถึง การถ่ายทอดเรื่องราว การ
แลกเปล่ียนความคิดเห็น การแสดงออกของความคิดและความรู้สึก ตลอดรวมไปถึง "ระบบ" (เช่น ระบบ
โทรศัพท์) เพ่ือการติดต่อสื่อสารข้อมูลซ่ึงกันและกัน (Webster's Dictionary 1978 : 98) นอกจากน้ี การ
สื่อสารยังเป็นการที่บุคคลในสังคมมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันโดยผ่านทางข้อมูลข่าวสาร สัญลักษณ์ตลอดจน
เครือ่ งหมายต่าง ๆ ด้วย (Fiske 1985:2)

เทคโนโลยีมคี วามหมายค่อนข้างกว้าง โดยท่ัวไปหมายถึง ส่ิงที่มนุษย์พัฒนาข้ึน เพ่ือช่วยในการทํางาน
หรือแก้ปัญหาต่างๆ เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือ เคร่ืองจักร วัสดุ หรือแม้กระท่ังที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น
กระบวนการต่างๆ เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐศาสตร์ มอง
เทคโนโลยีว่า เป็นความรู้ของมนุษย์ ณ ปัจจุบัน ในการนําเอาทรัพยากรมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ
(รวมถึงความรู้ว่าเราสามารถผลิตอะไรได้บ้าง) ดงั นนั้ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จะเกิดข้ึนเมื่อความรู้ทาง
เทคนิคของเราเพม่ิ ขนึ้

คําว่า “เทคโนโลยี” มีความสัมพันธ์กับการดํารงชีวิตของมนุษย์มาเป็นเวลานาน เป็นส่ิงที่มนุษย์ใช้
แก้ปัญหาพ้ืนฐานในการดํารงชีวิต เช่น การเพาะปลูก ที่อยู่อาศัย เคร่ืองนุ่งห่ม ยารักษาโรค ในระยะแรก
เทคโนโลยีท่ีนํามาใช้ เป็น เทคโนโลยีพ้ืนฐานไม่สลับซับซ้อนเหมือนดังปัจจุบัน การเพิ่มของประชากรและ
ขอ้ จํากัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีการพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นปัจจัยด้านเหตุสําคัญใน
การนาํ และพัฒนาเทคโนโลยีมาใชม้ ากขน้ึ เทคโนโลยีกับวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์
กันมาก เทคโนโลยีเกิดจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับประเทศตะวันตก ได้ศึกษาค้นคว้าทฤษฎีทาง
วิทยาศาสตร์มาอย่างต่อเน่ือง ทําให้การพัฒนาเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับ
เทคโนโลยี ความร้ทู างวิทยาศาสตร์ เปน็ ความรู้ทเี่ กดิ จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ โดยหลกั สาํ คัญคือ ความรู้
ทางวิทยาศาสตร์คือการพยายามที่อธิบายว่าทําไมจึงเกิดอย่างน้ัน (Why) เช่น นักฟิสิกส์ อธิบายว่าเมื่อขดลวด
ตัดสนามแม่เหลก็ จะไดก้ ระแสไฟฟ้า และนาํ้ เกิดจากไฮโดรเจนผสมกับออกซิเจนเป็นตน้

เทคโนโลยีการส่ือสาร หมายถึง ส่ิงที่มนุษย์พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการส่ือสารระหว่างกัน โดยการ
ถ่ายทอด รับรู้ข่าวสารร่วมกัน ผ่านเคร่ืองมือเหล่านั้น ซึ่งไม่จําเป็นต้องเป็น เครื่องมือ อุปกรณ์ เคร่ืองจักร วัสดุ
เพียงอย่างเดียว อาจหมายรวมถึงกระบวนการต่าง ที่เกิดจากการประยุกต์ทางวิทยาศาสตร์ด้วยการส่ือสารมี
การพัฒนามาเร่ือยๆ จากภมู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ สู่เทคโนโลยกี ารสือ่ สารในปจั จบุ ันซง่ึ มปี ระสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น และ
แนวโน้มในการพัฒนาเทคโนโลยีการสอ่ื สารจะขยายออกไปเร่ือยๆ เปน็ เครอื ข่ายการสือ่ สารไรส้ าย

เทคโนโลยีการส่อื สาร (Communication Technology) คอื เทคโนโลยดี ิจติ ัล (Digital Technology)
ประเภทหนึ่งซึ่งได้พัฒนาตัวเพ่ือเอ้ือต่อการจัดการ “การสื่อสาร (Communication)” หรือ “การขนส่งข่าวสาร
(Transfer of Information)” เทคโนโลยกี ารส่ือสารไมว่ ่าจะเปน็ ทางดา้ นภาพ (Image) เสียง (Voice) หรือ
ทางด้านข้อมูล (Data) ได้รับการพัฒนาจนมนุษย์สามารถเชื่อมโยงติดต่อกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และเป็น
เครือข่ายที่ติดต่อสื่อสารกันได้ท่ัวโลกเป็นยุคของสารสนเทศ (Information Age) และเป็นสังคมสารสนเทศ

61

(Information Society) ที่นับวันจะมีอัตราการเติบโตข้ึนทุกที่ ทั้งในด้านขนาดและปริมาณข่าวสารที่ไหลเวียน
อยูใ่ นสงั คม (ธวชั ชยั พานชิ ยกรณ,์ 2539) หมายถึง เทคโนโลยใี นการสอ่ื สารยคุ ใหม่ 4 กลุ่ม ไดแ้ ก่

1. เทคโนโลยีการแพรภ่ าพและเสยี ง (Broadcast and Motion Picture Technology)
2. เทคโนโลยีการพมิ พ์ (Print and Publishing Technology)
3. เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ (Computer Technology)
4. เทคโนโลยสี อ่ื สารโทรคมนาคม (Telecommunication Technology)
บทบาทของเทคโนโลยีการส่ือสารในปัจจุบัน เช่น คอมพิวเตอร์ดาวเทียมเพื่อการส่ือสารโครงข่าย
โทรศพั ท์ อุปกรณ์ ภาพและเสียง มีผลกระทบตอ่ "ส่ือแบบดัง้ เดมิ "(Traditional Media)ซง่ึ ได้แกห่ นังสอื พมิ พ์
นิตยสาร วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ทําให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "การปฏิวัติแห่งระบบตัวเลข" (Digital
Revolution) ทําให้ข้อมูลข่าวสารไม่ว่าจะอยู่ในรูปลักษณ์ใด เช่น ข้อความเสียง ภาพเคล่ือนไหว รูปภาพหรือ
งานกราฟิก ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นภาษาอีกชนิดหน่ึง เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมด คือสามารถอ่านและ
ส่งผ่านได้อย่างรวดเร็วด้วยเคร่ืองคอมพิวเตอร์ แล้วยังสามารถนําเสนอในลักษณะใดก็ได้ตามความต้องการใช้
งานของผู้ใช้งาน ความเปลี่ยนแปลงนี้ถูกเรียกขานว่า "การทําให้เป็นระบบตัวเลข" หรือ "ดิจิไทเซชั่น"
(Digitization) ด้วยระบบที่มีการทําให้เป็นระบบตัวเลข เป็นปัจจัยสําคัญประการหนึ่งท่ีทําให้เกิด"ส่ือใหม่"
(New Media) ขึน้ เป็นสอื่ ทม่ี ีลักษณะเกีย่ วขอ้ งกับระบบตัวเลขเคร่ืองคอมพิวเตอร์และระบบการสะท้อนกลับ
หรือ "อินเตอร์แอคทฟี "(Interactive)

2. ประเภทของเทคโนโลยกี ารส่ือสาร
แบ่งได้เปน็ 2 รปู แบบ คือ
2.1 การสื่อสารทางเดียว (One - Way Communication) เป็นการส่งขา่ วสารหรอื การส่อื ความหมาย

ไปยังผู้รับแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ผู้รับไม่สามารถมีการตอบสนองในทันที (immediate response) ให้ผู้ส่ง
ทราบได้ แต่อาจจะมีปฏิกิริยาสนองกลับ (feedback) ไปยังผู้ส่งภายหลังได้ การส่ือสารในรูปแบบน้ีจึงเป็นการ
ท่ีผู้รับไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้ทันที จึงมักเป็นการส่ือสารโดยอาศัยส่ือมวลชน เช่น การฟังวิทยุ หรือ
การชมโทรทัศน์เหลา่ น้ี เปน็ ตน้

2.2 การสื่อสารสองทาง (Two-Way Communication) เป็นการสื่อสารหรือการส่ือความหมายท่ี
ผ้รู บั มีโอกาสตอบสนองมายังผู้สง่ ไดใ้ นทนั ที โดยท่ีผู้ส่งและผู้รับอาจจะอยู่ต่อหน้ากันหรืออาจอยู่คนละสถานที่ก็
ได้ แต่ท้ังสองฝ่ายจะสามารถมีการเจรจาหรือการโต้ตอบกันไปมา โดยท่ีต่างฝ่ายต่างผลัดกันทําหน้าท่ีเป็นทั้ง
ผูส้ ง่ และผ้รู บั ในเวลาเดยี วกัน เช่นการพดู โทรศัพท์ การประชุมเปน็ ต้น

3. ประโยชนแ์ ละโทษของเทคโนโลยสี ื่อสาร

 ประโยชนข์ องเทคโนโลยีสอื่ สาร
1. ลดแรงงานคนในการทาํ งานตา่ งๆ เชน่ ควบคมุ การผลติ และช่วยในการคํานวณ
2. เพ่ิมความสะดวกสบายต้ังแตส่ ว่ นบคุ คล จนถึงการคมนาคมและสอ่ื สารท่วั โลก
3. เปน็ แหลง่ ความบนั เทิง
4. ไดผ้ ลผลิตทม่ี ีมาตรฐานเหมอื นกนั หมดทกุ ช้นิ เปน็ การลดคณุ คา่ ของชิน้ งาน
5. ลดตน้ ทนุ การผลิต
6. ทาํ ใหเ้ กดิ คณุ ภาพชวี ิตท่ีดีขนึ้
7. ทาํ ให้เกดิ ความเทา่ เทยี มกนั ในสงั คม และเกิดการกระจายโอกาส

62

8. ทาํ ใหเ้ กดิ สอื่ การเรยี นการสอนตา่ งๆ มากขน้ึ
9. ทาํ ให้เกิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไดด้ ีย่งิ ขน้ึ
10.ทําใหเ้ กิดระบบการป้องกันประเทศทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพมากย่ิงขนึ้
11.ในกรณีของอนิ เตอร์เน็ต ผู้ใชส้ ามารถเลอื กการผอ่ นคลายไดต้ ามอิสระ

โทษภัยจากการใชเ้ ทคโนโลยกี ารสื่อสาร

1. ปัญหาทางด้านผสู้ ่งสาร เช่น
1.1 พูดไม่ชดั เจน ขอ้ ความและคําพดู ไม่ได้ใจความ
1.2 พูดเร็ว เบา เกนิ ไป
1.3 อารมณ์ และคําพดู ไม่เหมาะสม
1.4 เสยี งอ่ืนๆ รบกวน
1.5 ภาษาท่ใี ชต้ ่างกัน ฯลฯ

2. ปัญหาทางด้านผรู้ บั สาร เชน่
2.1 ไม่ตัง้ ใจฟัง
2.2 มเี สยี งรบกวน
2.3 มกี ารขดั จงั หวะเวลาพูดหรอื ส่งข้อความ
2.4 ความพิการทางประสาทรบั ความรสู้ ึกต่างๆ
2.5 ปญั หาทางด้านอารมณ์และมเี จตคตไิ มด่ ีตอ่ ผสู้ ง่ ฯลฯ

3. ปญั หาทางดา้ นเน้ือหา เช่น
3.1 ยาวเกินไป
3.2 สน้ั เกินไปไมไ่ ดค้ วาม ตวั หนงั สืออ่านไม่ออก
3.3 ภาษาต่างกัน
3.4 เน้ือหาถกู ถา่ ยทอดหลายข้ัน
3.5 ช่องทางการส่งเนอื้ หาถกู ตดั ฯลฯ

4. การสือ่ สารดว้ ยอนิ เตอรเ์ นต็
การสื่อสาร คือ กระบวนการสําหรับแลกเปลี่ยนสารรูปแบบอย่างง่ายของสาร คือจะต้องส่งจากผู้ส่ง

สารหรืออุปกรณ์เข้ารหัสไปยังผู้รับสารหรืออุปกรณ์ถอดรหัสสาร อาจอยู่ในรูปแบบของท่าทางสัญลักษณ์
บางอยา่ งอยใู่ นรูปแบบของภาษา การสอ่ื สารเกดิ จากความตอ้ งการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กัน การศึกษาเกี่ยวกับการ
สอื่ สารอาจจําแนกได้หลายหมวดหมู่ ได้แก่

การส่ือสารของสตั ว์
การสือ่ สารระหว่างบคุ คล

- การตลาด
- การโฆษณา
- การโฆษณาชวนเชือ่
- กจิ การสาธารณะ
- การประชาสัมพนั ธ์

63

การส่อื สารภายในบคุ คล
- การสือ่ สารดว้ ยคําพดู
- การสือ่ สารข้ามวฒั นธรรม

โทรคมนาคม
- การส่ือสารโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง ในท่ีนี้จะกล่าวถึงเฉพาะการสื่อสารโดยใช้

คอมพวิ เตอร์เป็นสือ่ กลางหรอื ท่เี ปน็ ทีร่ ู้จักกันในช่อื ส่ืออนิ เตอรเ์ น็ต
ส่อื อนิ เตอรเ์ น็ต
ในปัจจุบันส่ืออินเตอร์เน็ต มีเครื่องมือและศักยภาพที่แตกต่างจากส่ือโทรทัศน์ส่ือวิทยุกระจายเสียง

หรือสื่ออ่ืนๆ อย่างส้ินเชิง การติดต่อสื่อสารส่ืออินเตอร์เน็ตน้ันง่ายต่อการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายสะดวกรวดเร็ว
และไปไดก้ ับยุคสมัยปัจจุบันที่มีการแข่งขันเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา อีกท้ังระบบอินเตอร์เน็ตนั้นยังโยงใยไปได้ทุกที่
ท่ีระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้าถึง ซึ่งนับว่าเป็นส่ือท่ีทันสมัยและประหยัดงบประมาณ ส่ืออินเตอร์เน็ตท่ีคน
ทัว่ ไปมกั นยิ มใช้ เชน่ E-mail, Facebook, Line, Twitter และอื่นๆ

ไปรษณียห์ รอื จดหมายอิเลก็ ทรอนกิ ส์ (Electronic Mail)

จดหมายอีเลกทรอนิกส์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า อีเมล์ (E-mail) หมายถึง จดหมายหรือข้อความท่ีส่งถึงกัน
ผ่านระบบเครือข่าย เราสามารถส่งจดหมายไปให้ผู้รับซ่ึงเป็นสมาชิกของระบบอินเทอร์เน็ตได้ โดยไม่จํากัด
สถานท่ีและเวลา จดหมายจะส่งถึงปลายทางอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที หรืออาจจะส่งจดหมายฉบับ
เดียวไปถึงผู้รับหลายคนในเวลาเดียวกันก็ได้ ท้ังผู้รับและส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมีที่อยู่เพื่อใช้ในการ
อ้างอิงการส่งและรับจดหมาย ท่อี ยู่สําหรับการรบั ส่งจดหมายอิเลก็ ทรอนกิ ส์ ประกอบด้วยสองสว่ นคือ รหัสผู้ใช้
หรือ User ID ซง่ึ จะไดร้ บั จากผู้ใหบ้ ริการจดหมายอเิ ลก็ ทรอนิกส์ และสว่ นทีส่ องคือ ชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ท่ีทํา
หน้าท่ีในการบริการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ Host Name โดยรูปแบบการเขียนจะเริ่มต้นด้วย User ID
ค่ันด้วยเครื่องหมาย '@' ตามด้วย Host Name ดังน้ี userid@hostname ตัวอย่างเช่น [email protected]
หมายถงึ ผู้ใช้มี User ID เปน็ u9999999 และเปน็ สมาชกิ อยูท่ ี่ Host ชอ่ื dusit.ac.th เป็นตน้

จดุ เดน่ ของอีเมล์ คือ สามารถติดไฟลไ์ ปกบั อีเมล์ได้ ซงึ่ ไฟล์ท่ตี ดิ ไปน้ันอาจจะเป็นไฟล์ภาพ ไฟล์โปรแกรม
หรือไฟลข์ ้อมลู กไ็ ด้ เมือ่ คุณสง่ อีเมล์ไปมันจะว่ิงไปยังปลายทางในแทบจะทันที ไม่ว่าปลายทางจะอยู่ห่างออกไป
ใกล้เพยี งฝ่ามือหรือไกลสุดขอบโลกกต็ าม

ข้อดีของอีเมล์ในส่ิงน้ีทําให้ผู้ท่ีต้องติดต่อกับบุคคลในต่างประเทศ นิยมท่ีจะติดต่อผ่านทางอีเมล์
เพราะว่าราคาถูก สะดวดรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง มีผู้รู้หลายท่านคาดการณ์ว่าต่อไปนามบัตรของผู้คน
จะต้องมอี เี มล์แอดเดรสกันทกุ คน เชน่ เดยี วกับที่ต้องมีหมายเลขแฟกซ์ขององค์กรไว้ในนามบตั ร

อเี มล์แอดเดรส

ในการส่งจดหมายธรรมดา ผู้ส่งจดหมายต้องทราบท่ีอยู่ของผู้รับก่อน การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ก็
ใช้หลักการเดียวกัน ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทุกคนจะมีที่อยู่หรือแอดเดรสเป็นของตนเอง เช่น [email protected]
หรือ [email protected] โดยได้รับแอดเดรสจากการท่ีคุณสมัครเป็นสมาชิกตามเว็บที่มีการบริการ
อีเมล์แอดเดรสแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ชื่อผู้ใช้ (user name) และชื่อโดเมน (domain name) ซ่ึงผู้ใช้หมายถึง
ช่ือหรือช่ือใดๆ ของผู้ใช้อีเมล์ ข้างหลังชื่อผู้ใช้จะเป็นเครื่องหมาย @ (at sign) แปลว่า ที่ค่ันระหว่างชื่อกับ

64

โดเมน ส่วนท่ีเป็นช่ือของโดเมนจะให้ข้อมูลเก่ียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และสถานท่ีตั้งของคอมพิวเตอร์ เช่น
[email protected] ช่ือผู้ใช้ ท่ี ช่ือโดเมน รหัสโดเมนเป็นลําดับชั้นของเครือข่าย โดยจะใช้
เคร่ืองหมาย จุด คั่นระหว่างลําดับช้ัน ลําดับชั้นท่ีใหญ่ท่ีสุดจะอยู่ทางด้านขวาสุด แนวความคิดของการแบ่ง
ลําดับช้นั ของโดเมนกค็ ล้ายกบั การแบง่ ทอ่ี ย่อู อกเปน็ หม่บู ้านตําบล อําเภอ จังหวดั และประเทศ

ระบบการทํางานของจดหมายอเิ ลก็ ทรอกนกิ ส์

เป็นระบบท่ีบุคลากรในหน่วยงานของจังหวัดสามารถติดต่อส่ือสารกัน โดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดย
ศูนย์ปฏบิ ัตกิ ารจังหวดั จะเปน็ ผแู้ จกจา่ ย E-mail address ให้กบั บคุ คลภายในหน่วยงานของจังหวัด ซึ่งลักษณะ
การใช้งานจะเป็นลักษณะของ Web Application สามารถใช้บริการ Web mail Application ได้ในลักษณะ
ดังตอ่ ไปนี้

1. สามารถส่ง E-mail ไปยังผู้รับที่อยู่ในเครือข่ายของจังหวัดหรือผู้รับท่ีอยู่ภายนอกเครือข่ายของ
จงั หวดั ได้

2. มรี ะบบบญั ชีรายชือ่ สว่ นตวั (Address book) ทีส่ ามารถเลือกส่ง E-mail ได้
3. ในการสง่ E-mail สามารถแนบแฟม้ ขอ้ มูลท่ตี ้องการสง่ ไปได้
4. สามารถลบ E-mail ทไี่ ม่ตอ้ งการออกได้
5. สามารถใช้งานรว่ มกบั ระบบงานสารบรรณได้

ความหมายของอีเมล์และส่วนประกอบของอเี มล์
คําว่า E-mail (อีเมล์) หมายถึง จดหมายอิเลคทรอนิกส์ท่ีใช้ติดต่อสื่อสารกันในอินเตอร์เน็ต ซึ่งก่อนที่
คุณจะมีอีเมล์ใชน้ ั้นคุณจะต้องมี E-mail Address (ที่อยู่อีเมล์)ของตัวเองเสียก่อน ถ้าคุณใช้บริการอินเตอร์เน็ต
โดยการสมัครเป็นสมาชิกโดยตรงกับ ISP (ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต) คุณก็จะได้รับแจ้งท่ีอยู่อีเมล์ของตัวเอง
ตั้งแต่สมัครสมาชิกเลยแต่ถ้า ISP ไม่ได้ให้มา ผู้เรียนก็สามารถมีที่อยู่อีเมล์ได้โดยขอได้ฟรีจากผู้ให้บริการอีเมล์
ในอินเตอร์เนต็ ทัง้ ทฟ่ี รแี ละไมฟ่ รี

โครงสรา้ งและรปู แบบของช่ืออเี มล์ในเบื้องตน้
ถ้าใครได้เคยเห็นรูปแบบและช่ือของอีเมล์มาบ้างแล้ว ลองมาทําความเข้าใจกับระบบการต้ังช่ืออีเมล์
กันก่อน สมมติว่าใครคนหนึ่งบอกอีเมล์ของเขามาว่า [email protected] (อ่านออกเสียงว่า สมชาย-
แอต-ฮอทเมล์ดอทคอม) เครื่องหมาย @ จะออกเสียงว่า "แอต" ซ่ึงจะเป็นส่ิงท่ีใช้ค่ันอยู่ระหว่างชื่อและ server
ของอีเมล์น้ันๆ เสมอ ชื่อของ server ที่ลงท้ายน้ีอาจจะเปลี่ยนไปได้ตามช่ือของ server ท่ีเปิดให้บริการอีเมล์
นั้นๆ ด้วย เช่น อาจจะลงท้ายด้วย @yahoo.com @thailand.com @mail.com หรืออะไรก็ได้ที่มีเปิด
ให้บรกิ าร
คําศัพท์ท่เี ก่ยี วกับอีเมล์
E-mail = Electronic mail คือ จดหมายอิเลคทรอนิคส์ท่ีร่อนส่งกันไปมาในอินเตอร์เน็ต
E-mail Address คือ ท่ีอยู่ทางอีเมล์ คล้ายๆ กับท่ีอยู่ท่ีคุณจ่าหน้าบนซองจดหมายท่ัวๆ ไป
Inbox หมายถงึ กลอ่ งหรือทีส่ าํ หรบั เกบ็ อเี มล์ทม่ี ผี ูส้ ง่ เขา้ มา
Outbox หมายถึง กล่องหรอื ทีเ่ กบ็ อเี มล์ที่กาํ ลังจะสง่ ออกไปหาผู้อน่ื
Sent Items หมายถงึ กลอ่ งหรือที่เก็บอีเมล์ที่เราได้เคยส่งออกไปหาผู้อืน่ แล้ว

65
Delete Items หมายถงึ กลอ่ งหรอื ท่เี กบ็ อีเมลท์ ไ่ี ดท้ ําการลบทงิ้ จาก Inbox แตย่ งั เกบ็ สํารองไวอ้ ยู่
Drafts หมายถงึ กล่องหรอื ทเ่ี กบ็ อเี มลส์ ําหรับใชเ้ กบ็ อเี มล์ตา่ งๆ ช่วั คราวซ่งึ อาจจะมีหรือไมม่ กี ็ได้
Compose หรือ New Mail จะเปน็ การส่งอีเมล์ใหม่ไปหาผอู้ ืน่
Subject หมายถงึ หัวข้อของอีเมล์ท่เี ราจะเขยี นหรอื ส่งออกไป
Attach หมายถึง การแนบไฟลเ์ อกสารหรือโปรแกรมตา่ งๆไปกับอเี มลฉ์ บบั นั้น
Address Book หมายถึง สมุดรายช่ือของอีเมล์ต่างๆ ที่เราสามารถเก็บไว้ เพื่อให้นํามาใช้งาน
ได้ง่ายขน้ึ
Reply หมายถึง การสง่ ตอบจดหมายกลับไปยังผู้ส่ง
Forward หมายถงึ สง่ ไปท้ังต้นฉบบั
ขั้นตอนการสมัครขอใช้ อเี มล์ แอคเคาท์ ของ Hotmail.com
การสมัครจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ สมคั รท่ี www.hotmail.com ดังนี้
1. เมอื่ เขา้ สเู่ ว็บไซต์ Hotmail ใหค้ ลิกป่มุ Sign Up (หรอื ลงทะเบยี น)

2. จากนั้นจะโชว์หน้าตา่ งทใี่ ห้กรอกรายละเอียดข้อมลู ของเราเอง ดังภาพดา้ นลา่ ง

66

3. ซงึ่ เมือ่ กรอกข้อมูลของเราเสรจ็ ทุกสว่ นแล้ว Hotmail จะใหก้ รอกรหสั ดงั ภาพ

4. ซง่ึ เราตอ้ งกรอกใหค้ รบและถูกตอ้ ง แลว้ กดปุ่ม Create (คือการยอมรบั ) รอสักครู่ ...... จะขนึ้
หน้าต่างใหเ้ ราเลอื กร่นุ ดังน้ี

67
5. ให้เราเลือก Give me the classic version ระบบจะเข้าไปยังกล่องจดหมาย เรากถ็ อื วา่ การสมคั ร

เสรจ็ เรียบร้อยแล้ว

 การ Login เพื่อเข้าไปยงั อีเมล์ มีขนั้ ตอนดังนี้
1. เรมิ่ โดยการให้ไปท่ี URL ของ hotmail http://www.hotmail.com/ ดังภาพ

68

2. ทีก่ รอบ Sign-in ใหก้ รอกขอ้ ความดังต่อไปน้ี

• ท่ชี ่อง E-mail or phone : ใหก้ รอก user หรอื e-Mail Address ทีไ่ ดร้ ับหลงั จากการสมัครสมาชกิ
ท่ี hotmail

• ท่ีชอ่ ง Password: ให้กรอก Password ที่ไดร้ ับเชน่ เดยี วกัน

3.เมือ่ กรอก e-Mail Address และ Password ถูกตอ้ งแลว้ จะได้หนา้ จอดงั ภาพ

69

การสง่ จดหมาย
เมอื่ login เข้าสรู่ ะบบ hotmail ได้เรยี บร้อยแล้วการสง่ จดหมาย มีข้นั ตอนดงั นี้

1.คลิกท่ี new เลอื ก Mail Message ด้านบนซ้าย

2. จากน้ันจะไดก้ รอบสําหรับพิมพจ์ ดหมาย ภายในกรอบมคี วามหมายดงั นี้

• ชอ่ ง ถงึ : สาํ หรบั กรอก e-Mail Address ของบุคคลที่ทา่ นต้องการจะส่งลงไป
• ชอ่ ง เพ่ิมช่อื เรอ่ื ง : สาํ หรบั กําหนดหวั ข้อจดหมาย

70

3. ลําดับต่อไป คลิก “สง่ ” เพื่อสง่ จดหมาย

การส่งจดหมายแบบแนบไฟล์
เมอื่ login เข้าส่รู ะบบ hotmailไดเ้ รยี บรอ้ ยแลว้ การสง่ จดหมายมีข้นั ตอนดังนี้
1.คลกิ ที่ “แทรก” ดงั รูปดา้ นลา่ ง

2.จากนัน้ จะไดก้ รอบสําหรับคลกิ เลือก “ไฟลเ์ ปน็ สงิ่ ทแี่ นบมา” ดงั รปู ด้านล่าง

71

3 .เลอื กไฟล์ ดังรูปดา้ นลา่ ง

• แล้วคลิก ปมุ่ Open เพ่อื ส่งแนบไฟล์
4. ใส่ชอ่ื อเี มล์ผู้รบั คลกิ ปุ่ม “ส่ง” เพ่ือสง่ แนบไฟล์ ดังรปู ด้านล่าง รอสักครู่ แล้วเรากส็ ง่ แนบไฟล์ได้แล้ว

72

การรับจดหมาย

เร่ิมต้นเรยี นรู้ตง้ั แตก่ าร Login เพ่อื เข้าไปยังอเี มล์
คลิกท่ี “กลอ่ งขาเข้า” แลว้ จะได้หนา้ จอดังภาพดา้ นลา่ ง แลว้ คลิกทช่ี ื่อผู้ส่งอีเมลเ์ พ่ือเปดิ รับอีเมล์

5. ต่อมาจะไดห้ นา้ จอดงั ภาพดา้ นลา่ ง

 เรากจ็ ะเห็นไฟล์ที่แนบมาจากนนั้ คลิกเพอื่ ดาวน์โหลด

ถ้ายังมีเนื้อหาท่ียังอยากเรียนรู้เพ่ิมเติมให้ผู้เรียนค้นหาได้ที่ https://www.google.co.th โดยพิมพ์
คําสนั้ ๆ ลงในชอ่ งวา่ งท่ผี ู้เรียนต้องการคน้ หา

73

กจิ กรรมการเรียนรู้

คําชี้แจง: ใหผ้ ู้เรยี นตอบคาํ ถามตอ่ ไปน้ีให้ถกู ตอ้ ง

1. ให้ผู้เรยี นบอกความหมายของคําตอ่ ไปนี้

การสอ่ื สาร หมายถงึ .............................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
...............................................................................

เทคโนโลยี หมายถงึ .............................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................

เทคโนโลยีการส่อื สาร หมายถงึ ...........................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

2. ประเภทของเทคโนโลยีการสอื่ สาร แบ่งออกเปน็ กร่ี ูปแบบอะไรบา้ ง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

74

3. ใหผ้ ู้เรยี นบอกประโยชนแ์ ละโทษของเทคโนโลยสี ่อื สารมาเปน็ ขอ้ ๆ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

4. ให้ผเู้ รียนบอกหมวดหมู่การสือ่ สารดว้ ยอนิ เทอรเ์ น็ตวา่ มอี ะไรบา้ ง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

5. ใหผ้ เู้ รียนอธิบายจุดเดน่ ของอเี มลม์ าพอสังเขป
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

6. ให้ผู้เรียนอธบิ ายระบบการทํางานของจดหมายอเิ ลก็ ทรอนิกส์
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

75

7. คําว่า E-mail (อเี มล์) หมายถงึ .......................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................

8. ใหผ้ ูเ้ รียนยกตัวอยา่ งเว็บไซดท์ เ่ี ก่ียวกบั การสือ่ สาร มา5 เวบ็ ไซด์ อธบิ ายพอสงั เขป
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................

9. ใหผ้ ู้เรยี นบอกคาํ ศพั ทเ์ กยี่ วกับอีเมล์อย่างนอ้ ย 5 คาํ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

10. ใหผ้ เู้ รยี นอธบิ ายขน้ั ตอนการสมคั รอีเมล์
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................

76

แบบทดสอบหลงั เรยี น วชิ าการสือ่ สารในชีวิตประจาํ วัน ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

คําสงั่ เลือกคําตอบท่ถี กู ต้องท่ีสุดเพียงขอ้ เดยี ว 7. ข้อใดไม่ใช่สว่ นประกอบสอื่ หรือช่องทางการส่อื สาร
ก. ภาษาพูด
1. ขอ้ ใดหมายถงึ ขา่ วสารท่เี กย่ี วกบั ความคิดหรอื เหตกุ ารณ์ ข. ภาษาเขียน
ที่เกิดขน้ึ แลว้ สง่ ตอ่ ค. ท่าทาง
ก. ผรู้ ับสารหรือผูฟ้ งั ง. เสยี งรบกวน
ข. ผ้สู ่งสาร
ค. ส่ือ 8. “ดีใจดว้ ยนะ ปีนเ้ี ธอได้รับรางวัลเรยี นดอี ีกแลว้ ”
ง. สาร ขอ้ ความนี้ เป็นการพดู แบบใด
ก. แนะนาํ ตัว
2. การสอื่ สารมีก่รี ูปแบบ ข. แสดงความยินดี
ก. 2 ค. การกลา่ วขอบคณุ
ข. 3 ง. แสดงความเสยี ใจ
ค. 4
ง. 5 9. ข้อใดไมใ่ ชป่ ระโยชน์ของภาษาในการสือ่ สาร
ก. ข้อเทจ็ จริง
3. ข้อใดไม่เก่ียวข้องกบั องค์ประกอบของการสอื่ สาร ข. แสดงความรู้สึก
ก. ผู้ส่งสาร ค. ความเข้มแข็ง
ข. ผู้รบั สาร ง. ข้อคดิ เห็น
ค. นติ ยสาร
ง. สาร 10. หากตอ้ งวางหูโทรศพั ทร์ อเพ่ือหยดุ ไปดาํ เนนิ การใดๆ
ใหว้ างหโู ทรศัพท์อยา่ งไร
4. ข้อใดเป็นวตั ถปุ ระสงคข์ องการสื่อสารข้อมลู ก. วางควํา่ ลง
ก. เพ่อื กระจายข้อมูลให้แพร่หลาย ข. วางหงายขนึ้
ข. เพือ่ สบื สานวัฒนธรรมด้านภาษา ค. วางขา้ ง ๆ มือ
ค. เพ่อื ใหผ้ ้รู ับสารเขา้ ใจข้อมลู ของผู้ส่งสาร ง. วางควาํ่ หรือหงายกไ็ ด้
ง. เพ่อื ใหเ้ กิดการพฒั นาตัวกลางการส่อื สาร
11. ขอ้ ใดคือประโยชน์ของเทคโนโลยสี ือ่ สาร
5. Message หมายถงึ ข้อใด ก. พูดเร็ว เบา เกนิ ไป
ก. ผูร้ บั ข้อมลู ข. ไม่ตั้งใจฟัง
ข. ชอ่ งทางการส่อื สาร ค. ทําใหเ้ กิดสื่อการเรยี นการสอนต่างๆมากขน้ึ
ค. ข้อมลู ขา่ วสาร ง. ภาษาตา่ งกัน
ง. ส่อื
12. ขอ้ ใดไม่ใชม่ ารยาทการฟงั และการดเู พื่อจบั ประเดน็ และ
6. Receivers หมายถึงขอ้ ใด สรุปความ
ก. ผู้สง่ ขอ้ มูล ก. มองสบตาผพู้ ูด
ข. ข้อมลู ข่าวสาร ข. การรักษาความสงบ
ค. ผูร้ ับขอ้ มูล ค. การแสดงกริ ยิ าอาการที่เหมาะสม
ง. ผู้รับส่ง ง. การร้องเพลง

77

13. การกล่าวถงึ ตนเองให้ผอู้ ื่นรู้จกั เปน็ การกล่าวในข้อใด 18. ข้อใดไม่ใชป่ ระโยชนข์ องการตดิ ตอ่ สือ่ สาร
ก. การพูดสนทนา ก. งานไม่บรรลวุ ตั ถุประสงคท์ าํ ให้แต่ละฝา่ ยงานใน
ข. การพูดแนะนําตัว องคก์ รรบั ทราบข้อมลู ไม่ตรงกนั
ค. การพดู แสดงความยนิ ดี ข. ลดข้อขัดแยง้ ต่างๆ ที่เกดิ จากความไม่เขา้ ใจกนั
ง. การกล่าวคาํ อวยพร ค. เกดิ ความรูส้ ึกทีด่ ีตอ่ กนั มคี วามสามคั คี
ง. ปอ้ งกันการทาํ งานซ้ําซ้อน
14. การไมต่ ัง้ ใจฟงั เปน็ ปัญหาทางดา้ นใด
ก. วจั นภาษา 19. ความหมายขอ้ ใดเปน็ ความหมายที่เหมาะสมทีส่ ดุ ของ
ข. อวจั นภาษา การสื่อสาร
ค. เทศภาษา ก. การสง่ ขา่ วคราวถึงกนั
ง. กาลภาษา ข. การสง่ สารและการตอบสนอง
ค. การติดต่อแสดงความมุง่ ประสงค์ตอ่ กนั
15. สว่ นประกอบที่สาํ คญั ทส่ี ุดของอีเมลล์มอี ะไรบา้ ง ง. วธิ กี ารติดตอ่ ระหวา่ งกันโดยให้อกี ฝ่ายรบั รแู้ ละ
ก. ถึง (To) และตัวจดหมาย (Body) เข้าใจความหมาย
ข. ส่วนหวั จดหมาย (Header) และขนาด (Size)
ค. หัวเร่ือง (Title) และส่วนตวั จดหมาย (Body) 20. การกลา่ วแสดงความยินดีจะขาดลกั ษณะตามขอ้ ใด
ง. สว่ นหัวจดหมาย (Header) และสว่ นตัวจดหมาย ไมไ่ ด้
(Body) ก. พดู ให้คิด
ข. พูดชมเชย
16. การตดิ ตอ่ ส่ือสารหมายความวา่ อย่างไร ค. พดู เสนอแนะ
ก. กระบวนการแลกเปล่ยี นข้อมูล ขา่ วสารเชงิ วจั นะ ง. พดู ให้กําลงั ใจ
ข. กระบวนการแลกเปลีย่ นข้อมลู ขา่ วสารเชงิ อวจั นะ
ค. กระบวนการแลกเปลย่ี นข้อมูล ข่าวสารเชงิ อวจั นะ 21. นายเอ เป็นประธานในทีป่ ระชุม คาํ พดู ในข้อใดที่
โดยใชส้ ัญลักษณ์ เหมาะสมทส่ี ุดของการเป็นประธานในที่ประชมุ
ง. กระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารระหว่าง ก. ผมขอให้ท่ีประชุมพิจารณาเรื่องสถานท่ีที่จะไปทัศน
บคุ คลต่อบุคคลหรอื บุคคลต่อกลมุ่ โดยใช้สัญลกั ษณ์ ศึกษาและผมเสนอว่าเราควรไปเขาค้อ เพราะผมเคย
ไปมาแลว้ อากาศดมี าก
17. ขอ้ ใดกล่าวถงึ การสอื่ สารท่ีมีประสิทธิภาพได้ถูกต้อง ข. เลขานุการของสมาคมขอลาออก ผมขอที่ประชุม
ก. ผู้สง่ สารใชช้ ่องทางการสื่อสารตามความถนัด เสนอช่ือผู้ทจี่ ะทาํ หนา้ ท่ีน้ี เพอื่ จะได้มีมติแตง่ ตัง้ ต่อไป
ข. ผ้รู ับสารไมจ่ ําเป็นต้องมีทักษะในการสอ่ื สาร ค. ผมขอมอบให้คุณสมชายเป็นฝ่ายเหรัญญิกคุณ
ค. ผนู้ ําสารตอ้ งเขา้ ใจจุดมงุ่ หมายในการสื่อสาร สมชายจะขัดข้องไหม
ง. ผ้รู ับสารไม่จาํ เป็นต้องมปี ฏิกิรยิ าตอบสนองตอ่ สาร ง. ผมเป็นคนพูดจริง ทําจริงเพราะฉะนั้นกิจกรรมวันนี้
ผมจะเปน็ ผดู้ แู ลเอง

78

22. การเตรยี มตวั พูดของใครไม่ถกู ตอ้ ง 26. การพดู ประชาสมั พันธ์สนิ ค้าตามขอ้ ใดเปน็ การพูดจงู ใจ

ก. นภิ าฝึกพดู หน้ากระจกเพือ่ ดูท่าทาง สหี นา้ และ ให้ผู้ฟังสนใจมากทส่ี ุด

แววตาของตน ก. พดู นอบน้อมถ่อมตน

ข. ไพลนิ ทอ่ งจําเนื้อหาใหค้ รบถ้วนทุกตัวอกั ษรตาม ข. พดู วิจารณ์ให้ข้อคิดเห็น

ตน้ ฉบับท่ีเขยี นไว้ ค. พดู แสดงเหตุผลและขอ้ เท็จจริง

ค. สมภพเตรยี มเครื่องแบบที่ถูกระเบยี บเพื่อใชแ้ ต่งกาย ง. พดู ด้วยนาํ้ เสยี งและลลี าทีน่ ่าฟงั

พูดในที่ประชุม

ง. กหุ ลาบฝึกพูดโดยอดั เทปเพ่ือฟงั นาํ้ เสยี งและจงั หวะ 27. ส่วนประกอบทสี่ าํ คัญทีส่ ดุ ของอเี มลล์มอี ะไรบ้าง

การพูดของตน ก. ถงึ (To) และตวั จดหมาย (Body)

ข. ส่วนหัวจดหมาย (Header) และขนาด (Size)

23. การพดู ในลักษณะใดเป็นการพูดจูงใจให้ผฟู้ งั ยอมรับ ค. หัวเรอ่ื ง (Title) และสว่ นตวั จดหมาย (Body)

ไดด้ ที ่สี ดุ ง. สว่ นหวั จดหมาย (Header) และสว่ นตวั จดหมาย

ก. พดู ออ่ นนอ้ มถ่อมตน (Body)

ข. พดู วิจารณแ์ ละให้ข้อคิดเห็น

ค. พดู แสดงเหตผุ ลและข้อเทจ็ จริง 28. เมอ่ื การสนทนาทางโทรศพั ท์สน้ิ สุดลง เราควรทาํ อยา่ งไร

ง. พูดแสดงนํา้ เสียงและลลี าท่ีนา่ ฟัง กบั คสู่ นทนา

ก. รอให้ปลายสายเปน็ ผ้วู างสายจบก่อน

24. ข้อใดเป็นแบบฟอรม์ ทม่ี ผี ลทางกฎหมายระหว่างบคุ คล ข. วางโทรศพั ท์ก่อนทันทเี มื่อสนทนาจบ

หรือหน่วยงาน ค. กล่าวคําขอบคณุ ก่อนวางสาย

ก. รายงานประจําปี ง. กลา่ วสวสั ดแี ลว้ วางสาย

ข. รายงานเฉพาะกจิ

ค. แบบฟอร์มสมคั รงาน 29. ในขน้ั ตอนการสมัครขอใช้อีเมลล์ “ชื่ออเี มลลแ์ อคเคา้ ท์

ง. รายงานความก้าวหนา้ ทส่ี มัครมีผใู้ ช้อย่แู ล้ว” หมายความวา่ อย่างไร

ก. ใหย้ อมรบั ในสงิ่ ที่เว็บไซต์เสนอมาให้

25. “ในการทําอะไรลงไปควรทําด้วยปัญญา อย่าทําไปด้วย ข. เปน็ ขอ้ ความตอบรับเขา้ สู่สมาชกิ ใหม่

อํานาจกิเลสตัณหา ถ้าเป็นคนที่ศึกษาก็ศึกษาด้วยรู้สึก ค. การสมคั รขอใชบ้ รกิ ารฟรอี เี มลลไ์ ด้แลว้

ผิดชอบช่ัวดี ว่ามันเป็นการสมควรอย่างยิ่งท่ีจะต้อง ง. ควรเลือกช่อื อเี มลล์ใหม่ เพราะชือ่ อเี มลลซ์ ้ํากนั ไม่ได้

ศึกษา ถ้าประกอบการงานก็ต้องมีความรู้สึกรับผิดชอบ

ช่ัวดีว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทําและทําให้ดีที่สุดด้วย 30. ข้อใดจดั เรยี งลําดับการสง่ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

ความเยอื กเยน็ ถา้ ใจทาํ ด้วยอํานาจปญั ญาควบคุมอยู่จะ ได้ถกู ต้อง

ไม่ใจรอ้ นเลย” ความสําคัญของข้อความน้คี อื ข้อใด 1. เขยี นขอ้ ความจดหมาย

ก. ควรใช้ปัญญาจะได้ใจเยน็ 2. ลอ็ กอนิ เขา้ สูต่ ู้จดหมาย

ข. ควรมีความรู้สกึ ผิดชอบชว่ั ดี 3. คลิกเลือกรายการส่งจดหมาย

ค. ควรทําทุกสงิ่ ทกุ อยา่ งดว้ ยปญั ญา 4. คลกิ เลือกกรายการส่งหรอื Send

ง. มีปัญญาเหมอื นมที รพั ย์อยูน่ ับแสน 5. กาํ หนดรายละเอยี ดของจดหมาย

6. เข้าเวบ็ ไซต์ฟรี E-mail ท่สี มคั ร

ก. 2,1,3,5,4,6
ข. 2,6,2,3,5,4
ค. 6,2,3,5,1,4
ง. 6,2,1,3,4,5

79

เฉลยแบบทดสอบก่อนและหลงั เรยี น
สาระความรพู้ ื้นฐาน รายวิชาการสอ่ื สารในชวี ิตประจําวนั (พท33020 )

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

1. ข 2. ง 3. ค 4. ก 5. ค 6. ค 7. ง 8. ข 9. ค 10. ก
11. ค 12. ง 13. ข 14. ก 15. ง 16. ง 17. ก 18. ก 19. ง 20. ค
21. ข 22. ค 23. ค 24. ค 25. ค 26. ง 27. ค 28. ง 29.ง 30. ง

80

บรรณานุกรม

คมสัน อดุ มเสว.ี (2542). เทคโนโลยกี ารศกึ ษา. สกลนคร : โปรแกรมวชิ าเทคโนโลยแี ละนวัตกรรมทาง
การศึกษา คณะครุศาสตร์ สถาบนั ราชภัฎสกลนคร

จําลอง เขตจาํ นันต์. (2539). หลักและทฤษฎีการสื่อสาร. ลพบุรี : ศูนยเ์ อกสารตาํ ราสถาบันราชภัฎเทพสตรี
ภาควิชาภาษาไทยคณะอกั ษรศาสตรม์ หาวิทยาลัยศลิ ปากร. ภาษากบั การสอ่ื สาร. นครปฐม :
มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร. 2540.

“การส่อื สาร”. กนกพรปมิ แปง .เขา้ ถึงข้อมูลไดจ้ าก http://www.dpu.ac.th/artsciences/ge139/office
/attach/1201842060.docเมือ่ 6 ตุลาคม 2558.

ความรู้ท่ัวไปเกี่ยวกับการสือ่ สาร. (ออนไลน์) http://www.kkw.rmutr.ac.th/thai/e-learning/ สบื ค้นเมอื่
วันท่ี 6 ตุลาคม 2558

จันทนาอนิ ทรจ์ ันทร.์ หลักการอ่าน. (ออนไลน)์ http://www.thaigoodview.com /library/teachershow
/nontaburi/chantana_in/lakkran.html. สืบคน้ เม่อื 6 ตุลาคม 2558

หลกั การอา่ น. (ออนไลน์) http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=644506
สืบคน้ เมื่อ6 ตลุ าคม 2558__

กลุ่มพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. วชิ าการสอื่ สารในชีวติ ประจําวนั ระดบั
มธั ยมศึกษาตอนปลาย

81

คณะผูจ้ ดั ทาํ

ท่ีปรกึ ษา สภุ าพพรชัย ผอู้ าํ นวยการ.กศน.อาํ เภอดอยสะเก็ด
นายกรฑี า

คณะผจู้ ัดทาํ

นางสาววรรณวิมล อนิ ต่อม ครู กศน.ตาํ บล กศน.อาํ เภอดอยสะเก็ด
ครู กศน.ตําบล กศน.อําเภอดอยสะเกด็
นางสาวนติ ยา หน่อคํา ครู กศน.ตาํ บล กศน.อาํ เภอดอยสะเกด็

นางอญั ชลี อนลุ าํ เปงิ

82

ทปี่ รึกษา คณะบรรณาธกิ าร/ปรับปรุงแกไ้ ข

นายศภุ กร ศรศี กั ดา ผูอ้ าํ นวยการสาํ นักงาน กศน.จังหวัดเชียงใหม่
นางมีนา กติ ชิ านนท์ รองผูอ้ าํ นวยการสํานักงาน กศน.จงั หวดั เชยี งใหม่

คณะบรรณาธิการ/ปรบั ปรุงแกไ้ ข

นางนริ มล บุญชู ผูอ้ าํ นวยการ กศน.อําเภอไชยปราการ ประธานกรรมการ

นางจุฑามาศ วงษศ์ ริ ิ ครูชาํ นาญการพเิ ศษ กศน.อําเภอแม่ริม กรรมการ

นางวฒั นยี ์ พัฒนยี ก์ านต์ ครชู ํานาญการพเิ ศษ กศน.อําเภอหางดง กรรมการ

นางจารวี มะโนวงค์ ครูชํานาญการ กศน.อําเภอดอยสะเกด็ กรรมการ

นางนชิ าภา สลักจติ ร ครูชาํ นาญการ กศน.อําเภอแมแ่ ตง กรรมการ

นางพิมพ์ใจ โนจ๊ะ ครู คศ.1 กศน.อาํ เภอแมว่ าง กรรมการ

นางยพุ ิน คําวนั ครู คศ.1 กศน.อําเภอฮอด กรรมการ

นางสาววรยิ าภรณ์ นามวงศ์พรหม ครู กศน.ตาํ บล กศน.อําเภอเมือง กรรมการ

นางเบญจพรรณ ปันกํา ครู กศน.ตําบล กศน.อําเภอแม่ริม กรรมการ

นายศรัณยภ์ ทั ร จกั รแก้ว ครู กศน.ตาํ บล กศน.อําเภอแมแ่ ตง กรรมการ

นางสาวณัฐกฤตา มะณแี สน ครู กศน.ตาํ บล กศน.อาํ เภอดอยสะเก็ด กรรมการ

นางสาวณฐมน บญุ เทยี ม ครู กศน.ตําบล กศน.อาํ เภอเชียงดาว กรรมการ

นางโยธกา ธรี ะวาสน์ ครอู าสาฯ กศน.อําเภอดอยสะเกด็ กรรมการ

นางสาวภาสินี สงิ ห์รตั นพันธ์ุ บรรณารักษ์ สาํ นักงาน กศน.จงั หวดั เชียงใหม่ กรรมการ

และเลขานุการ


Click to View FlipBook Version