เอกสารประกอบการเรยี นรู้
ศกึ ษาฉันลักษณ์ของคำประพนั ธ์
บทร้อยกรอง หรือ คำประพนั ธ์
พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ความหมายของคำว่า รอ้ ยกรอง ไว้ดังน้ี
ก. สอดผูกให้ติดต่อกัน, รอ้ ย ถัก และเย็บงานประเภทประณีตศลิ ป์ เชน่ ดอกไมใ้ ห้เปน็ รูปต่างๆ, เช่น
ร้อยกรองขา่ ยคลมุ ไตร รอ้ ยกรองสไบ ; ตรวจชำระใหถ้ กู ตอ้ ง, สังคายนา, ในคำวา่ รอ้ ยกรองพระธรรมวินัย แต่ง
หนงั สอื ดีให้มคี วามไพเราะ, เรยี บเรยี งถอ้ ยคำใหเ้ ป็นระเบียบตามบญั ญัตแิ หง่ ฉนั ทลักษณ.์
น. คำประพันธ์, ถ้อยคำทีเ่ รียบเรยี งให้เปน็ ระเบียบตามบญั ญตั แิ ห่งฉันทลักษณ์.
ส่วน รอ้ ยแก้ว หมายถงึ ความเรียงท่ีสละสลวยไพเราะเหมาะเจาะด้วยเสยี งและความหมาย ในขณะท่ี
พระยาอนุมานราชธน ใหน้ ยิ ามว่า “ร้อยกรอง หมายถึง โคลงฉันท์ กาพย์ กลอน ซึ่งมถี อ้ ยคำท่ีนำมาประกอบ
กนั มีขนาดมาตรา เสียงสงู ตำ่ หนักเบาและสัน้ ยาวตามรปู แบบทก่ี ำหนดไว้”
ร้อยกรองหรือบทประพนั ธแ์ บ่งออกเป็น ๕ ประเภท ดังนี้
๑. กาพย์ แบ่งเปน็ กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง กาพยส์ รุ างคนางค์ กาพย์ขับไม้
๒. กลอน แบ่งเป็น กลอนแปดและกลอนหก ซงึ่ จดั เปน็ กลอนสุภาพ
๓. โคลง แบ่งเปน็ โคลงสอง โคลงสาม โคลงส่ี ซึง่ อาจแต่งเป็นโคลงสภุ าพหรอื โคลงด้ันก็ได้ นอกจาก
เป็นโคลงธรรมดาแลว้ ยงั แต่งเปน็ โคลงกระทู้ และโคลงกลอักษรได้อีกหลายแบบ
๔. ฉนั ท์ แบง่ เปน็ หลายชนดิ เช่น วิชชุมมาลาฉนั ท์ มาณวกฉนั ท์ อนิ ทรวิเชยี รฉันท์
๕. รา่ ย แบง่ เปน็ รา่ ยสน้ั และรา่ ยยาว รา่ ยสั้นน้นั มีทัง้ รา่ ยสุภาพและร่ายดนั้
ในทีน่ ีจ้ ะกลา่ วถงึ เฉพาะลักษณะของคำประพันธ์ประเภทโคลงสีส่ ภุ าพ กาพยย์ านี ๑๑ กาพยฉ์ บงั ๑๖
และกลอนหก ซ่งึ กลุ่มผู้ศึกษาไดเ้ ลอื กแต่งเพื่อนำเสนอในโครงงานเรือ่ งนี้
โคลงสี่สุภาพ
โคลงสีส่ ุภาพหน่งึ บทจะเขียนเป็น ๔ บรรทัด บทหนง่ึ มี ๔ บาท บาทที่ ๑, ๒ และ ๓ มบี าทละ ๒ วรรค
และมีจำนวนคำเท่ากันทั้ง ๓ บาท ส่วนบาทที่ ๔ ก็มี ๒ วรรคเช่นเดียวกัน แต่มีจำนวนคำในวรรคทา้ ยเพิ่มขน้ึ
อกี ๒ คำ รวมทั้งบทมี ๓๐ คำ และอาจมีคำสร้อยท่ีวรรคท้ายของบาทที่ ๑ และบาทที่ ๓ ได้อีก ๒ คำในแต่ละ
วรรค
โคลงสี่สุภาพบทหนึ่งกำหนดให้มีคำเอก ๗ แห่ง คำโท ๔ แห่ง (เอก ๗ โท ๔) ตามที่เขียนไว้ในแผนผงั
สว่ นสัมผัสบังคบั ดูไดจ้ ากเส้นโยงสัมผสั จากแผนผงั และจากโคลงตวั อยา่ งต่อไปนี้
แผนผัง
่่ ่ ่่
่่
่
่
่่
่่ ่่
หมายเหตุ : คำเอกและคำโทในบาทแรก (บรรทดั ท่ี ๑) สามารถสลับกันได้
ตวั อยา่ ง อันใด พี่เอย
เสยี งลือเสียงเล่าอา้ ง ทั่วหล้า
เสยี งย่อมยอยศใคร ลืมต่ืน ฤๅพ่ี
สองเขือพ่หี ลบั ใหล อย่าได้ถามเผือ
สองพ่ีคดิ เองอา้ (ลิลิตพระลอ : ไม่ปรากฏชอื่ ผู้แตง่ )
กาพย์ยานี ๑๑
กาพย์ยานีหน่งึ บทมี ๒ บาท บาทละ ๑๑ คำ แบง่ เป็น ๒ วรรค วรรคแรกมี ๕ คำ วรรคหลังมี ๖
คำ บังคบั สัมผสั ระหว่างวรรคท่ี ๑, ๒ และ ๓ ส่วนวรรคที่ ๓ กับวรรคท่ี ๔ ไมบ่ ังคับ และคำสดุ ท้ายของวรรค
ท่ี ๔ สง่ สมั ผสั ระหว่างบทไปยังทา้ ยบาทแรกของบทตอ่ ไป ดังแผนผังและตวั อย่างตอ่ ไปน้ี
แผนผงั
บทท่ี ๑ สมั ผสั ระหวางบท
บทท่ี ๒ ทรงเรือต้นงามเฉดิ ฉาย
พายอ่อนหยับจบั งามงอน
ตัวอยา่ ง ลว้ นรปู สัตวแ์ สนยากร
พระเสด็จโดยแดนชล สาครลนั่ ครน่ั คร้ืนฟอง
กิง่ แกว้ แพร้วพรรณราย (กาพยเ์ หเ่ รอื : เจา้ ฟา้ ธรรมธิเบศร)
นาวาแนน่ เปน็ ขนดั
เรือริว้ ทิวธงสลอน
เล่าเรอ่ื งเมืองสุรินทร์ ทอ้ งถิ่นดินแดนอารยธรรม
“สรุ ินทร์”
ขอ้ มลู จากการศกึ ษา
ประวตั คิ วามเปน็ มา
ได้รับการสันนิษฐานจากนักประวัตศิ าสตร์ ว่าพื้นที่อันเป็นที่ตั้งเมืองสุรนิ ทร์มีชุมชนอาศัยอยู่เมื่อประมาณ
2,000 ปีล่วงมาแล้ว ในสมัยที่พวกขอมเรืองอำนาจเมื่อขอมเสื่อมอำนาจลงเมืองสุรินทร์ได้ถูกทิ้งร้างจน
กลายเป็นป่าดงอยู่นานจนกระทั่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนปลาย พ.ศ. 2260 ชาวพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่เรียก
ตัวเองว่าส่วยหรือกูย ซึ่งอาศัยอยู่แถบเมืองอัตปือแสนแป แคว้นจำปาศักดิ์ซึ่งขณะนั้นเป็น ดินแดนของไทย
และเป็น ผู้ที่มีความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งานเป็นอย่างมากได้พากันอพยพข้ามลำน้ำโขง มาสู่
ฝั่งขวาโดย ได้แยกย้ายกันไปตั้งชุมชนที่เมืองลีง (อำเภอจอมพระ) บ้านโคกลำดวน(อำเภอขุขันธ์จังหวัดศรีสะ
เกษ) บ้านอจั จะปะน่งึ (อำเภอสังขะ) และบ้าน กดุ ปะไท (อำเภอศีขรภูม)ิ แต่ละ บ้านจะมี หัวหน้าควบคุมอยู่ ใน
ปี พ.ศ. 2306 หลวงสุรนิ ทรภกั ดี หรือเชียงปุมหวั หน้าหมู่บ้านเมืองทไี ด้ขอใหเ้ จ้าเมืองพมิ ายกราบบังคมทูลขอ
พระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ จากพระเจา้ อยู่หวั พระทีน่ ง่ั สรุ ยิ ามรินทร์ ยา้ ยหมบู่ ้านจากบ้านเมืองทีมาต้ังอยู่ที่บริเวณ
บ้านคูประทาย บริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรนิ ทร์ในปัจจุบันน้ี เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มี
กำแพงค่ายคูล้อมรอบ 2ชั้นมีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัย ต่อมาหลวงสุรินทร์
ภักดีได้กระทำความดีความชอบเป็นที่โปรดปราน พระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์จึงทรงพระกรุณาโปรด
เกลา้ ฯให้ยกบ้านคปู ระทาย เป็นเมอื งประทายสมันต์ และเลอื่ นบรรดาศักดิห์ ลวงสุรนิ ทรภักดีเปน็ พระยาสุรินทร
ภักดีศรีณรงค์จางวางให้เป็นเจ้าเมืองปกครอง ในปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์เป็นเมืองสุรินทร์ ตามสร้อย
บรรดาศักดิ์เจ้าเมือง เมืองสุรนิ ทร์มีเจ้าเมอื งปกครองสืบเชื้อสายกันมารวม 11 คน จนถึงปี พ.ศ. 2451 ได้มี
การปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดินเป็นแบบเทศาภิบาลส่วนกลาง จึงได้แต่งตั้งพระกรุงศรีบุรีรักษ์ มา
ดำรงตำแหนง่ เป็น ขา้ หลวงประจำจงั หวดั หรอื ผวู้ า่ ราชการจังหวัดเป็นคนแรก
ขอ้ มลู ทางดา้ นสังคม
จงั หวดั สุรินทร์ มีประชากรร้อยละ 93 อาศยั อย่ใู นเขตชนบท มีภาษาพูดพ้นื เมอื งทแ่ี ตกตา่ งกนั เป็น 3
กลุ่ม คอื กลุ่มแรกเป็นกล่มุ ที่พูดภาษาเขมร ส่วนใหญอ่ าศยั อยแู่ ถบอำเภอเมือง ปราสาท กาบเชงิ สงั ขะ บัวเชด
จอมพระ ศีขรภูมิ ท่าตูม ชุมพลบุรี ลำดวน กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่พูดภาษาส่วย อาศัยอยู่ในแถบอำเภอสำโรง
ทาบ ทา่ ตูม สนม จอมพระ ศีขรภูมิ รตั นบรุ ี และกระจายอยู่ตามอำเภออ่ืนๆ อีกเลก็ น้อย กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มท่ี
พดู ภาษาพื้นเมอื งอสี าน(ลาว) อาศยั อยูแ่ ถบอำเภอสนม รัตนบุรี ทา่ ตูม ชมุ พลบุรี และศขี รภูมิ
เน่อื งจากประชาชนมภี าษาพูดที่แตกตา่ งกัน จึงทำใหแ้ ต่ละกลุ่มมีขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม
ที่แตกต่างกันบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ประชากรทั้ง 3 กลุ่ม มีความเป็นมาท่ีกลมกลืนกัน มีความเป็นอยู่ที่เรียบ
งา่ ย มีความสามคั คีต่อกันเป็นอย่างดี ไม่ปรากฏการเกดิ ปัญหาระหว่างกลุม่ ชนแตอ่ ย่างใด
การนำเสนอผา่ นกาพย์หอ่ โคลง “สุรินทร์”
เสกสรา้ ง
โคลงสสี่ ุภาพ เลอคา่
เมืองงามนามเลิศลำ้ โลกรลู้ ือชา
งามดง่ั ไดอ้ งอนิ ทร์ เมืองโศภินแหง่ อีสาน
งามพรัง่ พร้อมศาสตร์ศิลป์ โดย “เชยี งปมุ ” ผูท้ รงชัย
งามอีกชื่อ “เมืองชา้ ง” นามเดมิ น้นั มีมาไกล
กายพย์ยานี ๑๑ เปลย่ี นชอื่ ใหมเ่ ป็น “สุรินทร”์
งามประจักษ์ท้ังศาสตร์ศิลป์
“สุรินทร”์ คือ “พระอินทร”์ โดดเด่นลำ้ ประเพณี
ก่อตั้งมาชา้ นาน เขมรด้วยยิ่งมากมี
จึงแตกต่างอยา่ งงดงาม
เมือง “ประทายสมันต์” เอกลักษณเ์ ลศิ ล้นหลาม
ลน้ เกล้าฯ ร.๑ ได้ แตก่ ายใจเป็นหนึ่งเดยี ว
“คชศึกษา” ศนู ย์ทอ่ งเทยี่ ว
งามด้วยเอกลกั ษณ์ ฝกึ ช้างใช้ ฝกึ แสดง
จารีตงามยลยนิ หัตถกรรมเครื่องตกแต่ง
หตั ถศลิ ปช์ วนยนิ ยล
ดนิ แดนไทยลาวส่วย งามหลากหลายทงั้ มณฑล
ภาษาท้องถน่ิ น้ี ยังโดดเด่นตระการตา
วิถีจงึ ประจักษ์ กอ่ กำเนิดโภชนา
ส่งทวั่ โลกมายาวนาน
หลากหลายเพียงรูปนาม คณุ คา่ ลำ้ โลกกลา่ วนาน
“เมอื งช้าง” อีกสมญา นามระบือเลื่องลือไกล
ชนสว่ ยกลุม่ กลมเกลียว
ผ้าไหมคุณคา่ ลำ้
ประคำงดงามแพง
ปราสาทขอมมากมาย
หลายร้อยปผี ่านพ้น
ขา้ วหอมมะลเิ ลศิ
กล่นิ หอมพร้อมคุณค่า
คอื เอกลกั ษณน์ ำ
สรุ นิ ทร์ถน่ิ สำราญ
ชวนทัศนาเมอื งสุรนิ ทร์ ดินแดนชา้ ง
“ถิ่นชา้ งใหญ”่
ขอ้ มลู จากการศึกษา
ประวตั คิ วามเป็นมา
ย้อนอดีตกลับไปเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่ผ่านมาในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาอมรินทร์ กษัตริย์องค์สุดท้าย
แห่งกรุงศรีอยธุ ยาช้างเผือกสำคญั แตกโรงหนีเข้าป่ามาทางเมืองพิมาย พระองค์จึงโปรดฯ ให้ทหารออกติดตาม
จนกระทั่งถึงเขตที่ชุมชนชาวกูย (กวย) อาศัยอยู่ ซึ่งชาวกวยกลุ่มนี้เป็นพวกที่มีความชำนาญในการคล้องช้าง
และจับช้างอย่างยิ่งในที่สุดก็สามารถติดตามช้างเผือกจนพบและนำกลับสู่กรุงศรีอยุธยาความดีความชอบใน
ครงั้ น้นั สง่ ผลใหห้ ัวหนา้ ชาวกูยทเี่ ป็นคณะตดิ ตามช้างได้รบั พระราชทานบรรดาศกั ดิ์พร้อมกบั โปรดฯ ยกบา้ นให้
เป็นเมืองและหนึ่งในบรรดาหัวหน้าชาวกูยก็คือ “เชียงปุม” ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวง
สุรินทร์ภักดี” และต่อมา ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์ จางวาง” ผู้เป็นเจ้าเมืองคน
แรกของจังหวัดสุรินทร์จากอดีตสู่ปัจจุบันลูกหลานชาวกูยยังคงสืบทอดมรดกอันล้ำค่าจากบรรพบุรุษ นั่นคือ
“การคล้องชา้ ง” และการเล้ียงช้างเสมอื นหน่ึงสมาชิกในครอบครัว ทำให้ชาวกยู แห่งเมืองสุรินทร์มีความผูกพัน
แนบแน่นกบั สตั ว์บกท่ีใหญ่ทีส่ ดุ ในโลกนามว่า “ช้าง” เป็นเวลาช้านาน
เมอื งสรุ ินทร์ ได้ชื่อวา่ เป็นถน่ิ เมอื งชา้ ง แต่ไมไ่ ด้หมายความว่าจะมีคนเล้ียงช้างอยทู่ ุกแหง่ ในสรุ ินทร์จะมี
ชาวกูยเพียงไม่กี่หมู่บ้านเท่านั้นที่เป็น “กูยอะเจียง” หรือ คนที่อยู่กับช้าง หมู่บ้านตากลาง หมู่บ้านตากลาง
ตำบลกะโพ อำเภอท่าตูม นบั เปน็ หมู่บา้ นชาวกูยเก่าแก่ท่ีเล้ยี งช้างกันมาหลายร้อยปี ตั้งแตเ่ มอื่ คร้ังที่บรรพบุรษ
ของเขาเลอื กพ้นื ท่ที ่ีลำน้ำซีมาสบกับลำน้ำมูล ซ่ึงเป็นปา่ ดงดบิ รมิ น้ำกวา้ งใหญ่ มอี าหารเพียงพอศกึ ที่ปลดระวาง
จากสงคราม เพ่ือนำมาสง่ เป็นสว่ ย แทนการเกณฑท์ หารมาตงั้ แต่สมัยกรุงศรีอยธุ ยา แทบทุกปีในสมยั ก่อน ปะชิ
หมอช้างใหญ่ คมุ คนและชา้ งเปน็ ขบวนใหญ่ เพ่ือไปคลอ้ งชา้ งปา่ ในแผ่นดนิ เขมร แตเ่ มอื่ เกิดปญั หาทางการเมือง
ระหวา่ งประเทศ การคล้องชา้ งกเ็ ลิกไป แตก่ ย็ งั มีการเลี้ยงช้างสบื ต่อกันมา เพราะมีลูกช้างสืบตอ่ กันมา เพราะมี
ลูกช้างเกิดใหม่ทุกปี การเลี้ยงช้างของชาวกูย ไม่ได้เล้ียงไว้เพื่อการทำงานหนักหรือใช้ลากไม้แบบทางเหนือ
พวกเขาเลี้ยงช้างเหมือนเพื่อน ลูกชายชาวกูยบางคนก็เติบโตมาพร้อมกับช้างจึงเป็นเรื่องราวที่แยกจากกัน ไม่
ออก แม้จะไมม่ กี ารออกไปจบั ชา้ งอีกแลว้ แต่ชา้ งบา้ นหลายรนุ่ กต็ กลูกชา้ งมาอย่างสม่ำเสมอ เม่ือช้างโตอายุสัก
ปีสองปีก็ต้องมีการฝึก เพื่อรับคำสั่งต่าง ๆ ทั้งการส่งควาญขึ้นหลัง เดินซ้าย ขวา หน้า หลัง สมัยก่อนการฝึก
ชา้ งกท็ ำกันเองทั่วไป แตป่ ัจจบุ ันมีสนามฝึกช้างใกล้กบั อาคารศูนย์คชศึกษาซึ่งจะทำการฝึกชา้ งวัย รุ่น ช้างน้ันมี
ความจำดสี ามารถทำอะไรไดห้ ลายๆ อยา่ งแล้วแต่ควาญจะฝกึ ให้ทำอะไรแต่กต็ ้องฝึกอยเู่ สมอๆ
การนำเสนอผ่านกาพยห์ อ่ โคลง ช้านาน
แห่งหล้า
โคลงส่ีสุภาพ ก่อนเกา่
นาม “เมืองชา้ ง” ลอื หลั้น ฝึกใช้แสดง
ท้องถน่ิ คชสาร โลกยลยนิ และกลา่ วขาน
ชาวส่วยสบื แต่กาล การฝกึ ชา้ งให้รคู้ วาม
คล้อง – จับ ชา้ งเกง่ กลา้ แห่งล่มุ นำ้ แม่มลู งาม
กาพย์ยานี ๑๑ ตามแบบแผนที่ดำเนนิ
สืบต่อมาแตน่ านเนน่ิ
เมืองชา้ ง เมอื งสุรินทร์ เวทมนตร์ร่ายได้ชา้ งมา
เลือ่ งลือมาช้านาน ใหช้ ้างเชื่องด้วยศึกษา
แบง่ ภาระของผู้คน
ชนส่วยวถิ ีล้ำ ใหแ้ จม่ แจ้งสร้างสุขลน้
สรรค์สขุ ทุกหว้ งยาม ยามชมชา้ งแสดงดี
ชา้ งและคน หนง่ึ วถิ ี
คลอ้ งชา้ ง จบั ชา้ งปา่ ยามทอ่ งเที่ยวชื่นชมกนั
หมอสดัม ผู้อัญเชญิ คือคุณคา่ ร่วมสรา้ งสรรค์
จากอดีตถึงปัจจบุ ัน
ฝกึ ใชใ้ ห้รู้เรื่อง ท่ีสรรค์สรา้ งอย่างดคี รนั
ฝึกใช้งานนานา ใกล้สนามศรีณรงค์
เพอ่ื ชเู ชดิ เจตจำนง
อกี ทั้งฝกึ แสดง ด้วยช้างรบเคยี งราชัน
บันเทงิ ทุกหม่ชู น จงึ ยิง่ ใหญน่ บั อนันต์
ให้ดำรงสถาพร
จงึ รวมเปน็ ชุมชน
สขุ สมอารมณ์ดี
ศูนยค์ ชศกึ ษา
คน – ชา้ ง พึ่งพากัน
อกี เชญิ ชมงานช้าง
ราวเดอื นสบิ เอด็ นั้น
เพ่อื ชมวิถเี ลิศ
แผน่ ดินนี้อยยู่ ง
สรุ นิ ทร์ ถ่นิ ชา้ งใหญ่
รว่ มรักษ์ช้างไทยน้นั
ภมู ปิ ัญญาชาวสรุ นิ ทร์ เที่ยวยลยินผา้ ไหมงาม
“ผา้ ไหมงาม”
ข้อมูลจากการศกึ ษา
ประวตั ิความเป็นมา
จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีวัฒนธรรมการทอผ้าไหมมานานและได้สืบทอดเป็นมรดกทาง
วัฒนธรรมมานานจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่น่าสนใจยิ่งหากศึกษาอย่างลึกซึ่งแล้ว จะค้นพบเหตุผลหลาย
ประการที่สนับสนุนว่า จังหวัดสุรินทร์มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองในเรื่องผ้าไหม ตลอดจนประเพณี
วัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการทอ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของผ้าไหม การผลิตเสน้ ไหมน้อย และ
กรรมวิธีการทอ จังหวัดสุรินทร์นิยมนำเส้นไหมขั้นหนึ่งหรือไหมน้อย (ภาษาเขมร เรียก “โซกซัก”) มาใช้ใน
การทอผ้า ไหมน้อยจะมีลักษณะเป็นผ้าไหมเส้นเล็ก เรียบ นิ่ม เวลาสวมใส่จะรู้สึกเยน็ สบาย นอกจากนี้การทอ
ผ้าไหมของจังหวัดสุรินทร์ ยังมีกรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อน และเป็นกรรมวิธีที่ยาก ซึ่งต้องใช้ความสามารถ
และความชำนาญจริง เช่น การทอผ้ามัดหมีพ่ ร้อมยกดอกไปในตัว ซึ่งทำให้ผ้าไหมทีไ่ ด้เปน็ ผ้าเน้ือแน่นมคี ุณคา่
มีการทอที่เดียวใบประเทศไทย จนเป็นที่สนพระทัยและเป็นที่ชื่นชอบข องสมเด็จพระนางเจ้า
พระบรมราชนิ ีนาถ ทรงรบั สัง่ วา่ ใสแ่ ล้วเยน็ สบาย อีกทง้ั ยงั ใชฝ้ มี อื ในการทออีกด้วย
ลกั ษณะเด่นของผ้าไหมจงั หวัดสรุ ินทร์
มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากกัมพูชา และลวดลายที่บรรจงประดิษฐ์ข้ึน
ล้วนมีที่มาและมีความหมายอันเป็นมงคลนิยมใช้ไหมน้อยในการทอซึ่งไหมน้อยคือไหมที่สาวมาจากเส้นใย
ภายในรังไหม มีลักษณะนุ่ม เรียบ เงางาม นิยมใช้สีธรรมชาติในการทอทำให้มีสีไม่ฉูดฉาด มีสีสันที่มี
ลกั ษณะเฉพาะ คือ สจี ะออกโทนสขี รมึ เช่นน้ำตาล แดง เขียว ดำ เหลือง อกี ท้ังยงั มกี ล่นิ หอมจากเปลอื กไม้
ฝีมือการทอจะทอแน่นมีความละเอียดอ่อนในการทอและประณีต รู้จักผสมผสานลวดลายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
แสดงถึงศิลปะที่สวยงามกว่าปกติแต่เดิมนั้นการทอผ้าไหมของชาวบ้านทำเพื่อไว้ใช้เอง และสวมใส่ในง าน
ทำบญุ และงานพธิ ีต่างๆ
การทอจะทำหลังจากส้ินสดุ ฤดูกาลทำนาซ่ึงเป็นอาชีพหลัก มไิ ดม้ ีการทอเพ่ือจำหน่ายแตอ่ ยา่ งใด จนมี
คำกลา่ วทัว่ ไปว่า “พอหมดหนา้ นา ผู้หญิงทอผา้ ผชู้ ายตเี หล็ก”แหล่งผลิตผ้าไหมในจงั หวดั สุรนิ ทร์ จึงมีเกอื บทุก
หมู่บ้าน ผู้สนใจสามารถไปชมกรรมวิธกี ารเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมจากแหล่งต่าง ๆ ได้มากมายหลายแหง่
ลายผ้าไหมของชาวสุรนิ ทร์ มีผ้จู ัดประเภทตามลักษณะการทอได้ 6 ประเภท คอื
ผ้าไหมมัดหมีโ่ ฮล หรือ จองโฮล(จองเป็นภาษาเขมร หมายถงึ ผูกหรือมัด) หรอื ซมั ปว็ ตโฮล เปน็ หนึ่ง
ในผ้าไหมมัดหม่ีของเมืองสุรินทร์ มัดหมี่แม่ลายโฮล ถือเปน็ แม่ลายหลักของผา้ มัดหมส่ี ุรนิ ทร์ทม่ี ีกรรมวิธีการมัด
ย้อมด้วยวิธีเฉพาะ ไม่เหมือนท่ีใดๆ ความโดดเด่นของการมัดย้อมแบบจองโฮล คือในการมัดย้อมแบบเดียวนี้
สามารถทอได้ 2 ลาย คือ โฮลผู้หญิง (โฮลแสร็ย) หรือผ้าโฮลธรรมดา และสามารถทอเป็นผ้าโฮลผู้ชาย (โฮล
เปราะฮ์) ไวน้ งุ่ ในงานพธิ ตี ่างๆ
การนำเสนอผ่านกาพยห์ ่อโคลง “ผ้าไหม”
เลิศแล้ว
โคลงส่ีสุภาพ ชูเชดิ
หตั ถกรรมเลิศล้ำ โลกล้วนชื่นชม
เลอลวดลายวิไล ผา้ ไหมลำ้ ความงดงาม
สัญลกั ษณ์อำไพ ผา้ ไหมงามตอ้ งสุรนิ ทร์
งามประจักษเ์ พริศแพร้ว เอกลักษณ์สดุ โศภิน
ลว้ นสบื สานโบราณมา
กาพย์ยานี ๑๑ ตามแนวทางอนั โสภา
โดดเด่นหตั ถกรรม ผลติ เป็นผ้าไหมงาม
ยอ้ มสีได้งามลน้ หลาม
โลกหลา้ ขนานนาม การออกแบบอย่างชำนาญ
ลวดลายเปน็ ประจักษ์ ทกุ กระบวนต้องผสาน
ตอ้ งเป็นไปตามเวลา
วิถที ีย่ ลยนิ ให้สวมใสเ่ ชน่ ผนื ผ้า
ประณีตบรรจงสร้าง สไบไหมใช้ได้ดี
ลวดลายทอมากมายมี
กระบวนการนานา ลว้ นใช้งานคล้ายคล้ายกนั
ปลกู หมอ่ น เลย้ี งตัวไหม ท้ังลาวสว่ ยเขมรน้นั
ภูมิปญั ญาคา่ ควรชม
ถกั ทอลวดลายตาม และสบื สานอย่างสุขสม
พถิ ีพถิ ันถ้วน ผา้ ไหมงามเมืองสุรนิ ทร์
ใหป้ ระจกั ษเ์ ป็นงานศลิ ป์
ลำดบั การทำงาน ทกุ คุณค่าผา้ ไหมไทย
จึงเกดิ เป็นงานไหม
ผา้ นุ่ง ผา้ ขาวม้า
ผ้าโฮล ผา้ สมอ
อมั ปรม ละเบิก น้ี
ประจักษ์งามสดสวย
บง่ บอกชาติพนั ธุ์
สืบแตโ่ บราณกาล
ลำ้ ค่าคราช่ืนชม
จงึ ควรอนุรกั ษ์
ให้โลกได้ยลยนิ
ยลประคำลำ้ ค่า ภมู ิปญั ญาหตั ถศิลป์
“ประคำสวย”
ขอ้ มูลจากการศกึ ษา
ประวตั ิความเป็นมา
ประคำหรือ ประเกือม หมายถึง เม็ดเงินหรือเม็ดทอง ชนิดกลมที่นำมาร้อยเป็นเครื่องประดับ เป็นได้
ทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไล เข็มขัด ต่างหู และอื่น ๆ ถ้าทำด้วยเงินเรียกว่า ประคำเงิน ถ้าทำด้วยทอง
เรียกว่า ประคำทอง ลักษณะพิเศษของประคำหรือประเกือมสรุ ินทร์นัน้ จะเน้นศิลปะลวดลายต่าง ๆ มากมาย
และจะต้องมีการอัดครั่งข้างใน เพื่อให้มีโลหะเงินหุ้มแต่เพียงเปลือกนอก การมีโลหะเงินบางหุ้มเฉพาะเปลือก
นอกนี้ ทำให้สะดวกในการแกะลายต่าง ๆ และเนื้อเงินจึงมีความบริสุทธิ์มาก ประคำหรือประเกือมสุรินทร์ มี
ฝมี ือประณีตลวดลายเปน็ ทีแ่ ปลกตาประคำท่พี บส่วนใหญจ่ ะเป็นสีดำ
การนำเสนอผ่านกาพย์ห่อโคลง
โคลงส่ีสุภาพ
งาม “ประคำ” ค่าลำ้ หัตถศิลป์
โดดเด่นยามยลยิน เลศิ ลว้ น
เคร่ืองประดับโศภิน สูงคา่
ละเอียดลออถว้ น สบื สรา้ งงานงาม
กาพยย์ านี ๑๑
งามศลิ ปง์ ามประคำ หตั ถกรรมแต่โบราณ
เครือ่ งเงินงามตระการ ชวนชน่ื ชมทวั่ หนา้ กัน
เขมรเรยี กประเกือม ไมเ่ คยเสื่อมคอยรงั สรรค์
โละเมด็ เงินน้นั ผ่านขน้ั ตอนหลายกระบวน
ตงั้ แต่ออกแบบทรง โลหะสง่ หลอมครบถ้วน
ทง้ั ลูก รีด ตัด ม้วน ตขี น้ึ รูปตามเวลา
ใสห่ ่วงตกแต่งปาก แบบหลายหลาก เลก็ บาง หนา
ผสมชันไปมา แลว้ สำรอกตกแต่งทรง
ทง้ั หมดทงั้ มวลนนั้ ล้วนสร้างสรรคต์ ามประสงค์
อุปกรณ์ตามจำนง หลากหลายรวมสรา้ งประคำ
ตั้งแต่ตะไบ ค้อน เบ้าหลอมร้อน โต๊ะใชท้ ำ
รางเท เมด็ เงินล้ำ น้ำประสาน ตามกระบวน
เทา่ นน้ั แหละเป็นต้น พร้อมอดทนไมเ่ รรวน
ทำอย่างชำนาญควร จงึ ได้งานตามจำนง
จงึ เป็นประคำงาม ลวดลายตามทป่ี ระสงค์
สวยงามและมน่ั คง ประดับกายและอาภรณ์
สรุ นิ ทรถ์ ิ่นน้นี ั้น ไดส้ ร้างสรรคแ์ ต่กาลก่อน
สืบสานทกุ บทตอน เป็นอาชีพแห่งชุมชม
มีหม่บู า้ นเครื่องเงิน ชมเพลดิ เพลนิ อยา่ งสุขสม
ของฝากมนี านนม เชญิ เลอื กซ้ือท่ีสุรินทร์
เท่ยี วสรุ นิ ทรห์ รรษา ทศั นาปราสาทขอม
“รำ่ รวยปราสาท”
ข้อมูลจากการศกึ ษา
รายช่ือปราสาทที่สำคญั ในจังหวัดสรุ ินทร์
ปราสาทตระเปียงเตีย ตั้งอยู่ที่บ้านหนองเกาะ ตำบลตะเปียงเตีย อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ มี
ลกั ษณะเป็นปรางคก์ ่อด้วยอิฐ หนั หนา้ ไปทางทิศตะวันออก มีแผนผงั เป็นรูปส่ีเหล่ียมจัตุรัสซ้อนกัน 4 ชั้น ส่วน
ยอดทำเป็นรูปดอกบัวตูม เมื่อพิจารณาจากลัษณะสถาปัตยกรรม พบว่าเป็นแบบลาวร่วมสมัยกับอยุธยาตอน
ปลาย หรือรตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้
ปราสาทภมู ิโปน ตั้งอยบู่ า้ นภมู โิ ปน ตำบลดม อำเภอสงั ขะ ปราสาทภมู ิโปนประกอบด้วยโบราณสถาน
4หลัง คือ ปราสาทก่ออิฐ 3 หลัง และศิลาแลง 1 หลัง มีอายุการก่อสร้าง อย่างน้อย 2 สมัย ปราสาทก่ออิฐ
หลังใหญ่ และหลังทางทิศเหนือสุด นับเป็นปราสาทแบบศิลปะเขมรที่มีอายุเก่าที่สุดในประเทศไทย คือราว
พุทธศตวรรษที่ 13 ส่วนปราสาทอิฐหลังเล็ก ที่ตั้งตรงกลาง และปราสาทที่มีฐานศิลาแลง ด้านทิศใต้นัน้ สร้าง
ขึ้นในสมัย หลังปราสาทภูมิโปน คงจะสร้างขึ้น เป็นศาสนสถาน ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย เช่นเดียวกับศาสน
สถานอืน่ ๆ ในรนุ่ เดียวกนั แมจ้ ะไม่พบ รูปเคารพ ซง่ึ ควรจะเปน็ ศวิ ลึงค์ อยู่ภายในองคป์ รางค์
ปราสาทศีขรภูมิ จากลักษณะทางศิลปกรรม สันนิษฐานว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นศาสน
สถานในลัทธิไศวนิกาย และในพุทธศตวรรษที่ 22 มีการบูรณะเพิ่มเติมที่องค์ปราสาทแถวหลังฝั่งทิศใต้ เป็น
แบบศิลปะล้านช้าง และยังมีจารึกอักษรธรรมปรากฏอยู่ ณ ปราสาทหลังน้ี ปราสาทศีขรภูมิ มีลักษณะเป็น
ปรางค์หมู่ 5 องค์ เป็นปราสาทก่ออิฐไม่สอปูน ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน โดยตัวฐานก่อด้วยศอลาแลง
กว้าง 25 เมตร ยาว 26 เมตร สูง 1.5 เมตร โดยมีคูน้ำกว้าง 125 เมตร ล้อมรอบสามด้าน โดยเว้นด้าน
ตะวนั ออกอนั เป็นทางเข้าไว้
ปราสาทช่างป่ี ปราสาทชา่ งปี่ เป็นอโรคยศาล หรืออโรคยศาลา หรือโรงพยาบาล หนึง่ ในจำนวน 102
แหง่ ท่พี ระเจา้ ชยั วรมนั ที่ 7 แหง่ อาณาจกั รขอมโบราณ โปรดใหส้ รา้ งขึน้ ต้ังอยู่ทบี่ ้านชา่ งป่ี ตำบลชา่ งปี่ อำเภอ
ศขี รภมู ิ จังหวดั สุรนิ ทร์มอี ายุในราวพทุ ธศตวรรษที่ 18 มีผงั เป็นรปู สีเ่ หลี่ยนผนื ผา้ กอ่ ด้วยศิลาแลง และหนิ
ทราย
ปราสาทบา้ นไพล ปราสาทบ้านไพล ต้ังอยทู่ ี่บา้ นปราสาท หมู่ที่ 6 ตำบลเชือ้ เพลิง อำเภอปราสาท
จงั หวัดสรุ นิ ทร์ เป็นศาสนาสถานในชมุ ชน หรือสรกุ เปน็ ปราสาทอฐิ 3 หลงั ต้ังอย่บู นฐานศลิ าแลงหันหนา้ ไป
ทางทิศตะวันออก มคี นู ำ้ รูปตัวยูล้อมรอบ องคป์ ราสาทมีแผนผังและขนาดเท่ากันทัง้ สามองค์ คือ มแี ผนผังรูป
ส่ีเหลีย่ มจัตรุ สั ขนาดประมาณ 4×4 เมตร มีประตทู างเขา้ ออกด้านหน้าเพียงด้านเดยี ว ทับหลังของปราสาท
องค์กลางและองคด์ า้ นทิศเหนือสลกั เป็นรปู บุคคลนง่ั ชนั เข่าหนือหน้ากาล สว่ นทบั หลังปราสาทองคด์ ้านทิศใต้
สลักเป้นรปู พระอนิ ทร์ทรงชา้ งเอราวัณ ซ่ึงปราสาทองคด์ า้ นทิศใต้พังทลายไปหมดสิ้นแลว้
ปราสาทบา้ นพลวง ปราสาทบ้านพลวง ต้งั อยู่ทบี่ ้านพลวง ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวดั
สรุ ินทร์ เป็นศาสนสถานขนาดเลก็ หรือสรกุ จำนวน 1 หลัง หนั หน้าไปทางทิศตะวันออก สรา้ งตามแบบศิลปะ
แบบบาปวนสร้างด้วยหินทรายสีขาวบนฐานศิลาแลง ลอ้ มรอบดว้ ยคูนำ้ รปู ตัวยู องค์ปราสาทมแี ผนผงั เป็นรปู
ส่เี หลย่ี มจตั รุ สั ขนาด 4 x 4 เมตร ฐานศิลาแลงมีแผนผังเป็นรปู สเ่ี หล่ียมผืนผ้า มีขนาดประมาณ 8 x 23 เมตร
สันนิษฐานกนั ว่า ดว้ ยฐานศลิ าแลงขนาดใหญ่เพยี งนี้ จึงมคี วามเปน็ ไปไดท้ ีจ่ ะมีความตั้งใจสร้างใหม้ ปี ราสาท 3
องค์ บนฐานเดยี วกัน แตค่ งมีเหตกุ ารณส์ ำคัญ เชน่ สงคราม โรคระบาด ความแห้งแล้ง จึงส่งผลใหก้ ารสร้าง
ปราสาทชะงกั ไป
การนำเสนอผา่ นกาพย์ห่อโคลง
โคลงส่สี ภุ าพ
งาม “ปราสาท” เลศิ ล้ำ ตระการ
งามเด่นงามชา้ นาน คู่หลา้
สบื แตบ่ ุราณกาล ขอมรงุ่
อนชุ นระลึกข้า รักษล์ ว้ นควรเมือง
กาพย์ยานี ๑๑
ปราสาทเดน่ สกาว เพริศพริ้งพราวราวเทพสร้าง
ตั้งองคเ์ ป็นทรงปรางค์ เเมน้ เนนิ่ นานผา่ นเวลา
ขอมเมอื งเรืองอำนาจ สร้างปราสาทคู่พารา
อกี ท้ังยงั รักษา ใหง้ ามงดปรากฎไกล
หลายองค์คงตง้ั เด่น หลายปรางค์เหน็ งามอุไร
หลายเเห่งตราตรึงใจ ปรากฎซ่งึ ความรุ่งเร่ือง
สุรินทร์ถ่ินปราสาท สมบัติชาตหิ ลักฐานเมอื ง
ชี้ชัดความรุ่งเรือง จรุงคา่ มาช้านาน
ปราสาทภูมโิ ปนนี้ รปู ลกั ษณ์ชเี้ ปน็ หลักฐาน
บอกถึงความโบราณ สรา้ งเกา่ กาลสุดในไทย
หากกล่าวถงึ ทบั หลงั มิรอรง้ั อย่าชั่งใจ
ปราสาท"ศขี ร" ไซร้ เชิญทา่ นชมสมอุรา
อกี ทั้ง "ยายเหงา” น้ี สถานทีท่ รงคุณค่า
ตำนานเล่าขานมา มยี ายตาพลัดพรากไกล
หลายเเห่งเล่าไม่หมด ลว้ นปรากฎหลักฐานไว้
"บา้ นพลวง" "ชา่ งปี"่ ไซร้ สรา้ งสมยั ชัยวรมนั
ปราสาทพลิ าสเลศิ สดุ ประเสรฐิ คา่ อนนั ต์
สุรินทร์ถิน่ บา้ นฉนั มที รัพย์อันพิสุทธิ์ใส
ควรคา่ อนุรักษ์ เกดิ ประจักษ์คู่เเดนไทย
รงั สรรคพ์ ถิ ันไว้ สถติ มน่ั นิรันดร์เนอื ง
ขอเชญิ ชวนชิม ลม้ิ รสผกั กาดหวานสุรินทร์
“ผกั กาดหวาน”
ขอ้ มูลจากการศกึ ษา
ประวัติความเป็นมา
ชาวบ้านละหุ่ง มีอาชีพหลักคือ การทำนา และอาชีพเสริมคือปลูกหัวผักกาดขาวเป็นวัตถุดิบส่ง
โรงงานผลิตหัวผักกาดหวานต่อมาเริ่มหมักหัวผักกาด ซึ่งเดิมส่งโรงงานแต่เนื่องจากการส่งโรงงานไม่ได้ราคา
เท่าที่ควร ชาวบ้านจึงรวมกลุ่มกันเพื่อจัดจำหน่ายเอง และเริ่มพัฒนาขึ้นเป็นการทำหัวผักกาดหวาน ตั้งกลุ่ม
จำหนา่ ยเองโดยไมผ่ ่านพอ่ ค้าคนกลางปัจจบุ นั มสี มาชิกรว่ มถือห้นุ 37 ครัวเรือน
ประชาชนในจังหวัดสุรนิ ทร์และที่อื่น ๆ มักซื้อผักกาดหวานบ้านละหุ่งไปประกอบอาหารเช่น ผัด ต้ม
ซึ่งมีรดชาดอรอ่ ย เป็นที่พอใจแก่ผู้บริโภค ปัจจุบัน ผักกาดหวานบ้านละหุง่ เป็นท่ีรู้จกั ของคนทั้งจงั หวัดสุรินทร์
และจังหวัดอื่น ๆ เอกลักษณ์ของผักกาดหวานบ้านละหุ่ง มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว คือมีรดชาดหวาน กรอบ
อร่อย ไม่มีสารกันบูด และสารพิษเจือปน ถูกหลักอนามัย ใช้วัตถุดิบภายในชุมชนที่เกษตรกรปลูกเองโดยวิธี
เกษตรอินทรีย์ ผลิตภณั ฑ์ผกั กาดหวานบ้านละห่งุ เกดิ จากการรวมกลมุ่ ของกลมุ่ สตรใี นชมุ ชน บา้ นละหุ่งจำนวน
34 คน ซึ่งเลง็ เหน็ ศกั ยภาพในชุมชนที่สามารถผลิตหวั ผกั กาดได้ในฤดหู ลงั เกบ็ เกย่ี ว + (ฤดหู นาว) จึงนำมาแปร
รูปเป็นผักกาดหวานจำหน่ายภายในชุมชน และภายในจังหวัด สามารถเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และลดการ
วา่ งงานในชุมชน
ขัน้ ตอนการผลิต
1. ใช้จอบขดุ ดินเปน็ บ่อในลกั ษณะกน้ กระทะเสน้ ผา่ ศูนย์กลาง 1- 1.50 เมตร ลึก 0.50 – 1 เมตร
2. ทำคนั ดินสงู ประมาณ 15 ซม. หา่ งจากขอบบ่อประมาณ 30 ซม.
3. ใช้ฟางขา้ วแห้งโรยทับขอบบ่อท้ังดา้ นในและบรเิ วณรอบๆบ่อหมัก เพ่ือป้องกนั ไม่ให้หัวผกั กาดสมั ผัสกบั ดนิ
โดยตรง
4. ใชต้ าข่ายไนล่อนคลุมทับฟางข้าวแหง้ อีกชัน้ เพื่อความสะดวกในการเกบ็ หัวผักกาดลงหมักในบ่อ
ขน้ั ตอนการผลิตและวิธีการหมกั
ระยะเวลาในการหมกั หวาน
1. นำหวั ผักกาดสดท่ตี ัดแต่งแลว้ มาเลลงหลุมหมักทเ่ี ตรียมไว้เกลี่ยให้สมำ่ เสมอสงู ประมาณ 15 ซม.
2. นำเกลือทะเลมาโรยทบั หวั ผักกาดบางๆ
3. นำหวั ผกั กาดมาเทลงตามขอ้ ท่ี 1และนำเกลือมาโรยทบั เหมอื นข้อที่ 2 ทำลักษณะเช่นน้เี ปน็ ชัน้ ๆ จนกว่าจะ
เตม็ หลมุ แลว้ ใชก้ ระสอบป่านเป็นวสั ดุคลมุ ทบั
4. หมกั ท้ิงไว้ 1-2 คนื (สำหรับคร้งั แรก)ตอนเชา้ นำหัวผกั กาดมาตากบนตาข่ายไนลอ่ นท่ีมฟี างขา้ วแหง้ รองพ้นื
โดยเกลย่ี ให้หวั ผกั กาดไดร้ บั แสงแดดอยา่ งท่ัวถงึ
5. ตอนเยน็ วนั เดยี วกันให้นำหวั ผกั กาดลงหมักในบอ่ และโรยเกลือเปน็ ชั้นๆเหมือนข้ันตอนข้อท่ี 1 และ 2
6. หมักทิ้งไว้ 1 คืนตอนเช่นใหป้ ฏิบตั เิ หมือนข้อที่ 4
7. ใชเ้ วลาหมกั ตามวธิ ีการดงั กลา่ ว ประมาณ 5-7วัน หรอื จนกวา่ หวั ผักกาดจะได้ที่ โดยสงั เกตจาก หวั ผกั กาด
จะแบน ลกั ษณะอ่อนนุ่นเม่ือชิมดูจะมีรสเคม็ จดั
การนำเสนอผา่ นกาพย์หอ่ โคลง ช้านาน
โคลงสสี่ ภุ าพ ผลติ ล้ำ
ครบทว่ น
“ผักกาดหวาน” ขน้ึ ฉื้อ เลศิ ล้วนชวนชิม
กรรมวธิ กี าร
รสอร่อยนา่ ทาน นามระบือมายาวไกล
ของฝากอีกอยา่ งย้ำ คอื วิถคี ชู่ ุมชน
ดว้ ยใจรักเลศิ สขุ ล้น
กาพย์ยานี ๑๑ เป็นสนิ ค้าข้นึ ชอื่ ดี
หลากแนวคดิ หลายวิธี
ผกั กาดหวานขึ้นช่อื จึงปลอดภยั น่ารับทาน
เกษตรอนิ ทรยี ์ไซร้ ท้ังตวั ผักเกลือน้ำตาล
ประมาณหนึ่งถึงสองคืน
ตวั อยา่ งปลกู พืชผกั รบั แสงแสดให้กลมกลืน
กอ่ เกิดอาชีพชน ทง้ิ ไว้อีกหนง่ึ สัปดาห์
จะสะอาดน่มุ ทั่วหนา้
ตง้ั แต่การผลิต จงึ ค่อยลา้ งใหอ้ ีกที
ปลกู ไรส้ ารเคมี เพิ่มราคาให้มากมี
ของผูป้ ลูกและผทู้ าน
ตอ่ ดว้ ยนำมาหมัก ท่หี ลายหลากคุณค่างาน
ทง้ิ ไวไ้ มค่ ่อยนาน ล้วนประโยชน์ตอ่ รา่ งกาย
เชญิ ยลยินรสหลากหลาย
ต่อดว้ ยการผึ่งแดด ยังคงอยู่ค่บู ้านเมือง
ตกเย็นเกบ็ หมักคืน สานคณุ คา่ ใหน้ องเนือง
ตอ้ งสุรนิ ทรถ์ ิ่นนีเ้ อง
สังเกตหัวผกั กาด
หวานเค็มตามชอบนา
จงึ เพ่มิ มูลคา่
ปลอดภัยท้ังวิถี
จึงเป็นอกี ของฝาก
อกี โภชนาการ
เชญิ ชิมทสี่ รุ ินทร์
ของดีไมเ่ สื่อมคลาย
และรว่ มกนั รกั ษา
ผักกาดหวานฟูเฟื่อง
ครวั โลกยลยนิ ข้าวหอมมะลสิ รุ ินทรล์ อื เล่อื ง
“ขา้ วสารหอม”
ขอ้ มูลจากการศกึ ษา
สุรินทร์เป็นดินแดนที่มีการปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในประเทศและของโลก มีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 3
ล้านไร่ โดยเฉพาะที่สำคัญข้าวหอมมะลิอินทรีย์สุรินทร์เป็นข้าวที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ จังหวัดได้ประกาศ
นโยบายเปน็ เมอื งเกษตรอนิ ทรยี ป์ ลอดสารเคมแี ละสารพิษ
จากชื่อเสียงของข้าวหอมมะลิจังหวัดสุรินทร์ โรงสีโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา ได้ลองนำข้าว
หอมมะลิสุรินทรไ์ ปทำการทดลองปรากฏว่ามีคณุ ภาพท่ีสุด จึงได้ส่ังซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิสุรินทร์ ต่อเนื่องมา
ต้งั แต่ปพี .ศ.2553 จนถึงปัจจบุ นั โดยในปีพ.ศ.2555 ได้มีการส่ังซ้ือจำนวน 2,000 ตนั ๆ ละ 18,000 บาท
มูลค่ารวม 36 ล้านบาท เพื่อนำไปแปรรูปไว้ใช้ในโครงการส่วนพระองค์ และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปจำหน่ายใน
โครงการส่วนพระองค์ โดยได้มพี ธิ ลี งนามทำสญั ญาซ้ือขายขา้ วหอมมะลเิ ม่ือวันที่ 14 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ.2555
และจังหวัดสุรินทร์ได้มีการจัดงานวันงานวันข้าวหอมมะลิไทย ขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการรักษา
เอกลักษณ์ และเพิ่มมูลคา่ ผลผลติ ของข้าวหอมมะลสิ รุ นิ ทร์
ลักษณะเด่น ขา้ วเปลอื กมสี ีฟางเมลด็ ข้าวขาว เรยี วยาว ขาวใส เปน็ เงาเล่ือมมนั ขา้ วมที ้องไข่น้อย และ
มกี ลนิ่ หอม คณุ คา่ ทางโภชนาการ
กระบวนการผลิต พื้นที่ปลูกต้องอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ และผลิตตามขั้นตอนสำหรับการผลิตข้าวหอม
มะลิสุรินทรซ์ ึ่งเป็นการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ การแปรรูป ผลผลิตข้าวเปลือกสีแปรสภาพเป็นขา้ วกล้อง และ
ข้าวสารโดยโรงสีข้าวและการแปรสภาพในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ บนบรรจุหีบห่อ ระบุชื่อ “ข้าวหอมมะลิ
สุรินทร์”
ความสมั พนั ธ์รุ ะหวา่ งสินค้ากบั แหลง่ ภูมิศาสตร์ จังหวัดสุรนิ ทร์ ในอดีตประชากรประกอบด้วยชนชาติ
ต่างๆ เช่น ชาวไทย-กุย ไทย-ลาว และ ไทย-เขมร ซึ่งปลูกข้าวมาแต่โบราณ มีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าว
มากมาย รวมถึงการเล้ียงชา้ งเพ่อื ช่วยงานเกษตรกรรมและปจั จบุ ันเปน็ แหลง่ ที่มชี ื่อเสยี งดา้ นการผลติ เมล็ดพันธ์ุ
ขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ที่บริสุทธิ์ตรงตามพันธุ์และมีปริมาณมากที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งได้มีการ
ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลอิ ินทรีย์ เกษตรกรมีการปลูกข้าวหอมมะลิ
เปน็ พืชหลักจนมชี ือ่ เสยี ง ซึง่ ชาวสรุ ินทรก์ ลา่ วว่า “ข้าวหอมมะลสิ รุ ินทร์ หอม ยาว ขาว นุม่ ”
การนำเสนอผา่ นกาพยห์ อ่ โคลง สมญา
โคลงสสี่ ุภาพ แหง่ ข้าว
โดดเดน่
ถนิ่ ครัวโลกเลศิ ล้ำ คึ่นหมอ้ ยามหุง
“หอมมะล”ิ คือราชา
เหลอื งสกุ ทัว่ ท้องนา วา่ เลิศในประเทศถ่นิ
กรุ่นกลิ่นหอมอะคร้าว หอมกล่นุ ฟุ้งคู่ยุ้งมา
คอื เเดนเกดิ ทุ่งกุลา
กาพย์ยานี ๑๑ ส่งออกมาท่วั โลกไกล
เป็นเรยี วยาวเมลด็ ใส
หากกลา่ วถงึ ขา้ วไทย ขาวละไมอ่นุ ไอกรุน่
คงต้องขา้ วสุรนิ ทร์ วา่ มสี ารสรรพคุณ
โลหติ จางพ้นหา่ งหาย
ฐานท่เี เหล่งกำเนดิ ล้วนแตค่ ดิ ใส่ใจหลาย
ปลกู กนิ เหลอื ขายคา้ ประโยชน์ข้าวทเี่ คยมี
ให้จำกัดเเบบอนิ ทรยี ์
ลักษณะเดน่ สกาว คือข้าวดเี มอื งสรุ นิ ทร์
กลิ่นหอมขจรไกล ประโยชน์ตุ้มเลี้ยงชีวนิ
เอกลกั ษณ์ขา้ วชาวสรุ นิ ทร์
คณุ คา่ ทางอาหาร นามก้องไกล "ไทยจัสมิน"
ธาตุเหล็กทองเเดงหนุน ภมู ปิ ัญญาปูย่ า่ เรา
คอื ข้าวดีทีข่ ดั เกลา
กระบวนการผลติ สู่ตลาดท่ัวโลกไกล
เพื่อมิให้ทำลาย นามกระเดอื งเรอื่ งขา้ วไทย
ข้าวหอมไทยเเดนสรุ นิ ทร์
สง่ เสรมิ โดยภาครัฐ
ปลอดภัยสารเคมี
"หอม ขาว ยาว เเละนุ่ม
ค่เู หย้าคู่ฐานถน่ิ
ข้าวหอมมะลิไทย
หอมนมุ่ ติดจิตล้ิน
ข้าวถิน่ สรุ นิ ทร์น้ี
วจิ ยั ปรับปรุงเขา้
สมนามโลกลือเล่ยี ง
ยกยอ่ งรักษาไว้
งามพรอ้ มวัฒนธรรม งามล้ำภมู ิปัญญา
“งามพร้อมวัฒนธรรม”
ขอ้ มลู ดา้ นการศกึ ษา
จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานตอนล่างที่ผสมผสานวัฒนธรรมหลายชนพื้นเมืองทั้งลาว
กูย เขมร อีกทั้งยังได้รับอารยธรรมมาจากขอมนบั 2000 ปี สุรินทร์ในวันนีจ้ งึ เต็มเปีย่ มไปด้วยมนตเ์ สน่หแ์ หง่
วัฒนธรรมผสมผสานกันอย่างลงตัว ทางผู้ศึกษาจึงได้ศึกษาวัฒนธรรมสุรินทร์เพื่อนำเสนอเผยแพร่ผ่านคำ
ประพันธ์
วัฒนธรรมด้านภาษา
จังหวัดสุรินทร์ มีประชากรร้อยละ 93 อาศัยอยู่ในเขตชนบท มีภาษาพูดพื้นเมือง ที่แตกต่างกัน เป็น
3 กลมุ่ คอื
กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่พูดภาษาเขมร ส่วนใหญ่อาศยั อยู่แถบอำเภอเมือง ปราสาท กาบเชิง สังขะ บัวเชด
จอมพระ ศีขรภูมิ ท่าตมู ชมุ พลบรุ ี ลำดวน
กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่พูดภาษาส่วย อาศัยอยู่ในแถบอำเภอสำโรงทาบ ท่าตูม สนม จอมพระ ศีขรภูมิ
รตั นบรุ ี และกระจายอย่ตู ามอำเภออ่นื ๆ อีกเล็กน้อย
กลมุ่ ที่สามเป็นกลุม่ ท่พี ดู ภาษาพ้นื เมืองอสี าน (ลาว) อาศัยอยู่แถบอำเภอสนม รัตนบุรี ท่าตูม ชมุ พลบรุ ี
และศีขรภูมิ เนื่องจากประชาชนมีภาษาพูดที่แตกต่างกัน จึงทำให้แต่ละกลุ่มมีขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรมที่แตกต่างกันบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ประชากรทั้ง 3 กลุ่ม มีความเป็นมาที่กลมกลืนกัน มีความ
เป็นอยู่ท่ีเรยี บง่าย มีความสามัคคีตอ่ กันเป็นอย่างดี ไม่ปรากฏการเกิดปญั หาระหวา่ งกลุ่มชน แตอ่ ยา่ งใด
วัฒนธรรมดา้ นการแต่งกายกาย
กลุ่มชาติพันธุ์ไทเชื้อสายกวย กูย นุ่งผ้าไหมลายอัลลูยซมี ต่อเชิงผ้า คาดเอวด้วยผ้าขิด ห่มสะไบไหม
ลายลูกแก้วย้อมมะเกลือสีดำ ต่อชายผ้าเรียกว่าปรุย เครื่องประดับเงินจารร์โบราณ(ตะกรุด)ร้อยสลับกับ
ประเกอื ม
กลุ่มชาตพิ ันธ์ไุ ทเช้อื สายเขมร นุ่งผ้าไหมลายโฮลตอ่ เชิงเรียกว่าผ้าปะโบลคาดเอวด้วยผา้ ขิดเรียกหัวซิ่น
ห่มด้วยผา้ ไหมลายลกู แกว้ สีทองประดบั ด้วยเคร่ืองประเกือมเงินร้อยสลบั กับประเกือมทองทรงระยา้ โบราณ
กลุ่มชาติพันธุ์ไทเชื้อสายลาว นุ่งผ้าลายหมี่ขอข้อคั่นต่อเชงิ ห่มผ้าสะไบขิด ประดับด้วยเครื่องประดบั
เงนิ ร้อยแบบระนาดโบราณเอกลษั ณ์การแต่งกาย ผา้ ทอพื้นเมืองแต่ละชนเผ่าในจงั หวดั สุรนิ ทร์
ประเพณีท่สี ำคัญของสรุ ินทร์
เช่น ประเพณีแซนโฎนตา ประเพณีบวชนาคบนหลังช้าง ประเพณีบุญซำฮะ ประเพณีแข่งเรือท่าตูม
ประเพณีข้นึ เขาสวาย ประเพณีเลย้ี งช้าง เทศกาลจบั ปลาไหล เป็นต้น
การนำเสนอผา่ นกาพยห์ ่อโคลง ฟูเฟ่ือง
ท่วั หล้า
โคลงสี่สภุ าพ งามเดน่
สืบสร้างวถิ งี าม
ศาสตรศ์ ลิ ป์งามพร่งั พรอ้ ม
เอกลักษณ์รุ่งเรือง งามฟูเฟื่องประเพณี
ประเพณีลือเลื่อง โดดเดน่ ล้ำน้อมนำชม
ลาวเขมรกวยกลา้ เปน็ ประจกั ษอ์ ย่างสขุ สม
ยลยินสุรนิ ทรเ์ รา
กาพยย์ านี ๑๑ ช้ีชดั เชน่ ทุกเรอื นเหย้า
ลว้ นลาวสว่ ยเขมรมี
สรุ ินทร์ถ่ินร่งุ เรอื ง ร่วมสรา้ งสรรคค์ ณุ ความดี
จารีตและวิถี แตก่ ายใจกลมเกลียวกัน
ส่วยสำราญแกลมอม่ัน
หลากหลายเอกลักษณ์ ล้วนหมายรักสามคั คี
สดช่ืนและร่นื รมย์ ฮตี สบิ สองคลองสบิ สี่
กอปรดว้ ยธรรมกรรมเหมาะควร
วิถงี ดงามเด่น ประจักษ์ม่ันครบครนั ถ้วน
ชมุ ชนอาศยั เนา แต่สวยงามตระการตา
รว่ มชูเชดิ กันถ้วนหนา้
แตกต่างอย่างเหมือนม่ัน ให้คงอยู่ค่บู า้ นเมือง
หลากหลายประเพณี ทีช่ ว่ ยคำ้ ความรุ่งเรือง
สมสมญาเมืองพระอินทร์
บัง้ ไฟไทยอสี าน รว่ มธำรงสุดชีวิน
โฎนตาเขมรครัน รว่ มพิพฒั น์วฒั นา
งานบญุ ตามครรลอง สรุ ินทร์ นคร
ยดึ มนั่ กศุ ลดี ครบถ้วน
ย่งิ ยวด ฤๅพ่อ
งามแลว้ ทั้งหมดนนั่ สบื สรา้ งสรรคเ์ มอื ง
แตกต่างตามกระบวน
ศาสตรศ์ ิลปส์ รุ นิ ทร์เลศิ
สบื สานด้วยศรทั ธา
เปน็ มรดกล้ำ
เลศิ เลอและฟูเฟ่ือง
โดดเด่นและมั่นคง
ลกู หลานเมืองสรุ ินทร์
เฉกองค์อินทรเ์ สกสร้าง
ฟเู ฟ่ืองท้ังศาสตรศ์ ิลป์
เอกลกั ษณ์ยลยิน
อนุชนรกั ษ์ลว้ น