The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียง ครูรุ่งสิริ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by srikaengkhro377, 2023-04-04 02:59:56

การพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียง ครูรุ่งสิริ

การพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียง ครูรุ่งสิริ

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่องการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ที่จัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ รุ่งสิริชัยจักร โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 2 ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ


กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้ส าเร็จอย่างสมบูรณ์ได้ด้วยความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก นายประภาส กองจันทร์ ผู้อ านวยการ โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ผู้บริหาร/คณะครูโรงเรียนศรีแก้งคร้อ นักเรียน และผู้ปกครองที่ให้ความกรุณา อ านวยความสะดวก ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในงานวิจัย คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากการศึกษาวิจัยนี้ ผู้วิจัยขอน้อมคุณบิดา มารดา และบูรพาจารย์ทุก ท่านที่ได้ อบรมสั่งสอนวิชา ความรู้ และให้ความเมตตาแก่ผู้วิจัยมาโดยตลอด เป็นก าลังใจส าคัญที่ท าให้การ ศึกษาวิจัยฉบับนี้ส าเร็จ ลุล่วงได้ทุกประการ รุ่งสิริ ชัยจักร ก


สารบัญ หน้า บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ ก สารบัญ ข สารบัญภาพ ค สารบัญตาราง ง บทคัดย่อ จ บทที่1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของการวิจัย 1 วัตถุประสงค์การวิจัย 2 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 2 ขอบเขตการวิจัย 2 สมมติฐานของการวิจัย 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 กรอบแนวคิดของการวิจัย 3 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แบบฝึกเสริมทักษะ 4 ขลุ่ยเพียงออ 7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 15 บทที่3 วิธีด าเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 17 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 17 การสร้างเครื่องมือการวิจัย 17 การเก็บรวบรวมข้อมูล 18 การวิเคราะห์ข้อมูล 19 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 19 บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 20 บทที่5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 25 ข


สารบัญ (ต่อ) หน้า ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 25 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 25 สรุปผลการวิจัย 26 อภิปรายผล 26 ข้อเสนอแนะ 26 บรรณานุกรม 27 ภาคผนวก ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 28 ภาคผนวก ข ผลการวิเคราะห์เครื่องมือ 29 ภาคผนวก ค อื่น ๆ 30


สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 3 ภาพที่ 2 ทดสอบก่อนเรียนเรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขลุ่ยเพียงออ 44 ภาพที่ 3 กิจกรรมการเรียนการสอน 44 ภาพที่ 4 ทดสอบการเป่าขลุ่ยเพลงขึ้นพลับพลา 44 ค


สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 แบบทดสอบก่อนเรียน 21 ตารางที่ 2 แบบทดสอบหลังเรียน 23 ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบผลจากคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน 24 ตารางที่ 4 ผลการพิจารณาความสอดคล้องของแบบประเมินทักษะเรื่อง 42 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขลุ่ยเพียงออ ตารางที่ 5 ผลการพิจารณาความสอดคล้องของแบบประเมินทักษะเรื่อง 42 การฝึกเป่าขลุ่ยไล่เสียง ตารางที่ 6 ผลการพิจารณาความสอดคล้องของแบบประเมินทักษะเรื่อง 46 การฝึกเป่าขลุ่ยตามโน้ตเพลงขึ้นพลับพลา ง


เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐานส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ที่จัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ ผู้วิจัย นางรุ่งสิริ ชัยจักร วิชาเอก ดนตรีศึกษา ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.พัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐานส าหรับนักเรียน ชั้นมประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ 2. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติ ขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 38 คน ที่เรียนขลุ่ยเพียงออในรายวิชาดนตรี ศ 16101 โรงเรียนศรี แก้งคร้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2565 โดยกลุ่มตัวอย่างนี้ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย (Simple random sampling) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออก่อนเรียนที่ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.26 มีค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.36 และมีทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออหลังเรียนที่ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.84 มีค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.44 และเมื่อค านวณค่าสถิติt มีค่าเท่ากับ 28.761 ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า นักเรียนมี ความรู้เกี่ยวกับการเป่าขลุ่ยเพียงออหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ .01 จ


บทที่1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของการวิจัย ดนตรีเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถสร้างเยาวชนของชาติให้เป็นบุคคลที่มีประสิทธิภาพชีวิตที่ดีดังจุดเน้นที่ กรมสามัญศึกษาก าหนดไว้ในนโยบายเรื่องทิศทางในการจัดการจัดการศึกษาข้อที่ 4 คือ "มุ่งส่งเสริมการดนตรีกีฬา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ทั้งในด้านความเข้าใจในแนวความคิดกิจกรรมและการส่งเสริมบรรยากาศสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประสานกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต " (กรมสามัญศึกษากระทรวงศึกษาธิการ, 2536 : 12) ดนตรีไทยอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่เดิม ทุกชนชันล้วนมีวิถีเกี่ยวข้องกับดนตรีไทยโดยทั้งสิ้น นับได้ว่า ตั้งแต่การเกิด โกนจุก บวชนาค แต่งงาน ไปจนถึงจุดสิ้นของชีวิตคืองานศพ บรรดางานเทศกาลและงานพิธีกรรม เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีการสมโภชและมหรสพต่าง ๆ ซึ่งใช้ดนตรีเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญทั้งสิ้น ดนตรีจึงเป็นส่วน ส าคัญที่สังคมไทยจะขาดเสียมิได้กิจการดนตรีไทยเกิดจากการสั่งสมภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย นักดนตรีไทยได้ สร้างสรรค์ผลงานทางด้านดนตรีให้เจริญก้าวหน้าควบคู่มากับความเจริญของชาติอย่างต่อเนื่อง มีการศึกษาค้นคว้า และพัฒนาจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง สะท้อนให้เห็นความมีระเบียบแบบแผนทั้งในด้านการศึกษา การถ่ายทอด และการน าไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆของสังคม นอกจากนี้แล้วดนตรีไทยยังสะท้อนให้เห็นความวิจิตรพิสดาร รายละเอียดต่าง ๆที่ท าให้เกิดความไพเราะ ความเหมาะสมและกลมกลืน ตลอดจนความงามของดนตรีที่ผ่านการ กลั่นกรองจากผู้บรรเลงจนเกิดเป็นสุนทรียภาพทางอารมณ์อย่างไพเราะสมบูรณ์(อรรถพลทัศนะ, 2546 : 1) กระทรวงศึกษาธิการเห็นความส าคัญของดนตรีจึงได้ก าหนดให้เป็นสาระหนึ่งในกลุ่มสาระศิลปะ ของ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 โดยที่กลุ่มสาระศิลปะมีทั้งหมด 3 สาระคือสาระที่ 1 ทัศนศิลป์ สาระที่ 2 ดนตรีสาระที่ 3 นาฎศิลป์ซึ่งในกลุ่มสาระดนตรีประกอบด้วยมาตรฐานศ2.1 เข้าใจและแสดงออกทาง ดนตรีอย่างสร้างสรรค์วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าทางด้านดนตรีถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดทางดนตรีอย่าง อิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันมาตรฐาน ศ2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของดนตรีไทยที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญา สากล กิจกรรมการเรียนการสอนวิชาดนตรีที่จะช่วยให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชายิ่งขึ้น ควรเริ่ม จากการใช้การปฏิบัติจริง ซึ่งกิจกรรมการฝึกจะมีคุณภาพได้ก็ต่อเมื่อนักเรียนมีทักษะพื้นฐานก่อน เช่น ตัวโน้ต ทักษะเบื้องต้นในการปฏิบัติเครื่องดนตรีรวมถึงการดูแลรักษาเครื่องดนตรีที่ถูกต้อง จึงจะสามารถปฏิบัติเครื่อง ดนตรีได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งผู้วิจัยได้มองหมายงานหน้าที่ในการปฏิบัติการสอนในวิชาดนตรีระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งจากการฝึกปฏิบัติการสอน พบปัญหาโดยทั่วไปคือ นักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีความสนใจเรียนใน วิชาดนตรีไทย ขาดทักษะในการเป่าขลุ่ยเพียงออนอกจากนี้ในการฝึกประสบการณ์การสอนของผู้วิจัยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 พบว่านักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ส่วนใหญ่ ปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ ได้ไม่คล่องแคล่วและไม่ถูกต้อง จากปัญหาการเรียนการสอนด้านดนตรีที่กล่าวมานั้น ปัญหาที่ส าคัญคือด้านตัวครูและอุปกรณ์ซึ่งครูต้อง เป็นผู้ที่พัฒนา พร้อมทั้งเลือกการสอนที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาเรื่องการ 1


สร้างแบบฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ อัน จะน ามาซึ่งการพัฒนานักเรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและท าให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยขลุ่ยเพียงออเป็นเครื่องดนตรีในการพัฒนาทักษะการเรียนวิชาดนตรีไทยได้เป็นอย่างดีเพราะขลุ่ยเพียงออมี ราคาไม่แพง สามารถจัดหามาเพื่อใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างเพียงพอ มีขนาดพอเหมาะ ใช้พื้นที่ในการเรียนไม่ มาก สามารถรองรับนักเรียนได้ทั้งหมด ซึ่งผลจากการวิจัยจะน ามาพัฒนาแบบฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออขั้น พื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ และเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะทางด้าน ดนตรีไทยประเภทอื่น ๆต่อไป วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ประโยชน์ของการวิจัย 1. เกิดแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ 2. ทราบถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน 3. เป็นแนวทางในการพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้ในการเรียนการสอน ดนตรีไทยในเนื้อหาอื่น ๆต่อไป สมมุติฐานของการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย ประชากร กลุ่มตัวอย่างและตัวแปรที่ศึกษา ประชากร ประชากรของการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 5 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งหมด 174 คน ที่เรียนขลุ่ยเพียงออ ในรายวิชาดนตรีศ 16101 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 2


กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 38 คน ที่เรียนขลุ่ยเพียงออ ในรายวิชาดนตรีศ 16101 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดย กลุ่มตัวอย่างนี้ได้มาจากการ สุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย (Simple random sampling) ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐานส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน หมายถึง แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออที่ผู้วิจัย ได้พัฒนาขึ้น เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาศิลปะ ประกอบด้วย ใบความรู้แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบ และขลุ่ยเพียงออ ทั้งหมด 3 ชุด ประกอบด้วย 1. ใบความรู้เกี่ยวกับขลุ่ยเพียงออ 2. การฝึกเป่าขลุ่ย โดยการไล่เสียง 3. การเป่าขลุ่ยเพลงขึ้นพลับพลา 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่นักเรียนทดสอบวัดประสิทธิภาพในการเป่าขลุ่ยเพียงออ 3. ทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ หมายถึง ความสามารถในการเป่าขลุ่ยเพียงออ วัดได้จากการให้ผู้เรียน เป่าขลุ่ยเพียงออจากโน้ตเพลงที่ก าหนด กรอบแนวคิดของการวิจัย ภาพที่1 กรอบแนวคิดของการวิจัย ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขลุ่ยเพียงออ การเป่าขลุ่ยเพียงออ เพลงขึ้นพลับพลา แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ ขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ 3


บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวทางในการท า วิจัยดังนี้ 1. แบบฝึกเสริมทักษะ 1.1 ความหมายของแบบฝึกเสริมทักษะ 1.2 ความส าคัญของแบบฝึกเสริมทักษะ 1.3 ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะ 1.4 ส่วนประกอบของแบบฝึกเสริมทักษะ 2. ขลุ่ยเพียงออ 2.1 ประเภทของขลุ่ยเพียงออ 2.2 ส่วนประกอบของขลุ่ยเพียงออ 2.3 ลักษณะของขลุ่ยเพียงออ 2.4 ลมและระบบเสียงของขลุ่ยเพียงออ 2.5 วิธีการเป่าขลุ่ยเพียงออ 2.6 การเก็บรักษาขลุ่ยเพียงออ 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แบบฝึกเสริมทักษะ 1.1 ความหมายของแบบฝึกเสริมทักษะ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544 : 21) กล่าวว่า แบบฝึกเป็นอุปกรณ์การสอนอย่างหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อฝึก ทักษะนักเรียนและช่วยท าให้นักเรียนมีพัฒนาการขึ้น เพราะนักเรียนมีโอกาสน าความรู้ที่ได้เรียนมาแล้วฝึกให้เกิด ความเข้าใจกว้างขวางมากขึ้น ถ้านักเรียนมีโอกาสฝึกหัดจนเกิดความเข้าใจแบบฝึกจะช่วยให้การสอนของครูและ การเรียนของนักเรียนประสบความส าเร็จ ศศิธร ธัญลักษณานันท์(2542 : 375) กล่าวว่า เป็นแบบฝึกที่ใช้ฝึกความเข้าใจ ฝึกทักษะต่าง ๆและ ทดสอบความสามารถของผู้เรียนตามบทเรียนที่ครูสอนว่าผู้เรียนเข้าใจและสามารถน าไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด จากการศึกษาความหมายของแบบฝึก สรุปได้ว่า แบบฝึกเสริมทักษะเป็นสื่อการสอนส าหรับให้นักเรียนใช้ ฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและเกิดทักษะที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเกิดความช านาญในเรื่องนั้น ๆ มีลักษณะ หรือรูปแบบที่หลากหลายและอาจเป็นแบบฝึกส าเร็จรูปท้ายบทเรียนหรือแบบทดสอบระหว่างเรียน เป็นต้น และจะ ท าให้นักเรียนหรือครูก็ตามประสบความส าเร็จในการเรียนการสอน 1.2 ความส าคัญของแบบฝึกเสริมทักษะ 4


แบบฝึกเป็นสื่อการสอนชนิดหนึ่งที่สามารถน าไปใช้กับการสอนในลักษณะต่าง ๆได้เช่นใช้ประกอบการ สอนปกติใช้ประกอบการสอนซ่อมเสริม หรือเป็นแบบฝึกที่มีลักษณะส าเร็จรูป นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้เอง มีผู้ กล่าวถึงความส าคัญของแบบฝึกดังนี้ นงเยาว์บวงสรวง (2535 : 28) กล่าวว่า เป็นเครื่องมือช่วยให้เกิดการเรียนรู้ทักษะของนักเรียนเป็น เครื่องมือวัดผล ประเมินผลการเรียน ช่วยให้ครูทราบความก้าวหน้าหรือข้อบกพร่องของนักเรียนและยังเป็น เครื่องมือส าคัญที่ช่วยให้นักเรียนประสบผลส าเร็จในการเรียน วีระ ทยพานิช (2528 : 11) กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทักษะท าให้เกิดการเรียนรู้จากการกระท าจริงเป็น ประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนมีจุดประสงค์แน่นอนท าให้สามารถรู้และจดจ าสิ่งที่เรียนได้ดีจนน าไปใช้ในสถานการณ์ เดียวกันได้ วรรณา แช่ตั้ง (2541 : 14) กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทักษะจะช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะต่างๆได้ดีขึ้น ดังนั้นแบบฝึกการเขียนสะกดค าจึงมีความส าคัญในการช่วยให้นักเรียนสามารถเขียนสะกดค าได้ถูกต้องแม่นย าและ สื่อความหมายได้ชัดเจน จากการศึกษาความส าคัญของแบบฝึกเสริมทักษะ สรุปได้ว่า แบบฝึกมีความส าคัญต่อการเรียนการสอน วิชาทักษะที่ต้องใช้การฝึกฝนอยู่เสมอ ให้เกิดความช านาญ จึงจัดว่าเป็นสื่อที่มีคุณภาพ สามารถประกอบการเรียน การสอนหรือฝึกเสริมทักษะความรู้และยังเป็นเครื่องมือวัดผลประเมินผลการเรียนรู้อีกด้วย 1.3 ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะ การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมีหลักในการสร้างที่สอดคล้องกับลักษณะที่ดีของแบบ ฝึกเสริมทักษะด้วย ซึ่งมีผู้รู้ได้เสนอแนะไว้ดังนี้ นิตยา ฤทธิ์โยธี(2520 : 1) กล่าวว่าแบบฝึกเสริมทักษะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนมาแล้วเหมาะสมกับ ระดับวัยหรือความสามารถของผู้เรียน มีค าชี้แจงสั้นๆที่ท าให้เข้าใจ วิธีท าได้ง่ายใช้เวลาเหมาะสมหรือใช้เวลาไม่นาน หรือเป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ สามารถ มีศรี(2530 : 28) กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทักษะที่ต้องเกี่ยวข้องกับบทเรียนที่เรียนมาแล้ว เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน มีค าสั่งและค าอธิบาย มีค าแนะน าการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ มีรูปแบบที่น่าสนใจและมี กิจกรรมที่หลากหลายรูปแบบ โรจนา แสงรุ่งระวี(2531 : 22) กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทักษะที่ดีนอกจากมีค าอธิบายที่ดีแล้วต้องชัดเจน และเป็นแบบฝึกสั้นๆ ใช้เวลาในการฝึกไม่นานเกินไปและมีหลายรูปแบบ ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าแบบฝึกเสริม ทักษะที่ดีครูผู้สร้างจะต้องยึดหลักจิตวิทยาใช้ส านวนภาษที่ง่าย เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน มี กิจกรรมหลากหลาย มีค าสั่ง ค าอธิบาย และค าแนะน าการใช้แบบฝึกเสริมทักษะที่ชัดเจนเข้าใจง่ายและมี ความหมายต่อชีวิตเพื่อน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ จากการศึกษาลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะ สรุปได้ว่า แบบฝึกเสริมทักษะที่ดีต้องเกี่ยวข้องกับ บทเรียนที่เรียนมาแล้ว เหมาะสมกับระดับวัยหรือความสามารถของผู้เรียน มีรูปแบบที่น่าสนใจ มีกิจกรรมที่ หลากหลายรูปแบบ และมีค าสั่งหรือค าชี้แจงที่ชัดเจนเข้าใจง่าย 1.4 ส่วนประกอบของแบบฝึกเสริมทักษะ 5


บุญชม ศรีสะอาด (2537 : 95) กล่าวว่า เนื่องจาก "ชุด" การสอน และ "ชุด" การฝึก คือการน าเอาระบบ สื่อประสมที่สอดคล้องกับเนื้อหาและประสบการณ์แต่ละหน่วยมาช่วยในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ของ ผู้เรียน ดังนั้น "ชุด" การสอน และ "ชุด" การฝึก จึงมีลักษณะของสื่อการเรียนหลายอย่างประกอบกันและจัดไว้ ด้วยกันเป็นชุด (Package) ซึ่งนิยมจัดเข้าไว้ในกล่องหรือซอง โดยมีส่วนประกอบส าคัญ 4 อย่างคือ 1. คู่มือครูหรือคู่มือการใช้ชุด เป็นคู่มือที่จัดท าขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ศึกษาและปฏิบัติตามเพื่อให้บรรลุผลอย่างมี ประสิทธิภาพ อาจประกอบด้วยแผนการสอนและค าอธิบายการจัดกิจกรรมการสอน 2. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบเพื่อใช้ส าหรับวัดความก้าวหน้าที่เกิดจากการ เรียนรู้ของผู้เรียน 3. แบบฝึกปฏิบัติเป็นแบบฝึกหรือบัตรค าสั่งที่ระบุกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติตามล าดับขั้นตอนของการ เรียน 4. สื่อการสอน เป็นสื่อต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับเนื้อหาและประสบการณ์เช่น รูปภาพสไลด์เทปบันทึกเสียง บัตรค า เป็นต้น ส าลีรักสุทธิ์(2546 : 36) กล่าวถึงส่วนประกอบของแบบฝึกชนิดต่าง ๆ ดังนี้ 1. ค าแนะน าการใช้แบบฝึก ส าหรับครูเป็นค าแนะน าเพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้แบบฝึกนั้นว่า ควรเตรียมตัวอย่างไร ควรปฏิบัติกับนักเรียนอย่างไร ส าหรับนักเรียนเป็นค าแนะน าให้ปฏิบัติตามกิจกรรมที่แบบฝึก ก าหนดไว้ให้ถูกต้องและเป็นไปตามขั้นตอน 2. แบบทดสองก่อนเรียน เป็นแบบทดสอบเพื่อประเมินความรู้เดิมของนักเรียน 3. สาระส าคัญ เพื่อบอกให้รู้ถึงความส าคัญ ใจความส าคัญสั้นๆ ของเรื่องนั้น 4. ตัวบ่งชี้เพื่อบอกให้ทราบถึงตัวบ่งชี้ที่เป็นปัญหาที่ต้องใช้สื่อนวัตกรรมชุดนี้ 5. จุดประสงค์การเรียนรู้เพื่อบอกให้ทราบว่าผู้เรียนต้องเรียนรู้อะไร เป็นอย่างไร 6. เนื้อหาสาระ 7. กิจกรรม 8. สรุป 9. แบบทดสอบหลังเรียน สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 61-62) ได้ก าหนดส่วนประกอบของแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. คู่มือการใช้แบบฝึกเป็นเอกสารส าคัญประกอบการใช้แบบฝึกว่าใช้เพื่ออะไรและมีวิธีใช้อย่างไร เช่น ใช้ เป็นงานฝึกท้ายบทเรียน ใช้เป็นการบ้าน หรือใช้สอนซ่อมเสริม ประกอบด้วย - ส่วนประกอบของแบบฝึก จะระบุว่าในแบบฝึกชุดนี้มีแบบฝึกทั้งหมดกี่ชุดอะไรบ้าง และมีส่วนประกอบ อื่น ๆหรือไม่ เช่น แบบทดสอบหรือแบบบันทึกผลการประเมิน - สิ่งที่ครูหรือนักเรียนต้องเตรียม (ถ้ามี) จะเป็นการบอกให้ครูหรือนักเรียนเตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้าก่อน เรียน - จุดประสงค์ในการใช้แบบฝึก 6


- ขั้นตอนในการใช้บอกข้อตามล าดับการใช้และอาจเขียนในรูปแบบของแนวการสอนหรือแผนการสอน จะชัดเจนยิ่งขึ้น - เฉลยแบบฝึกในแต่ละชุด 2. แบบฝึกเป็นสื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนฝึกทักษะ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ถาวรควรมี - ชื่อชุดฝึกในแต่ชุดย่อย - จุดประสงค์ - ค าสั่ง - ตัวอย่าง - ชุดฝึก - ภาพประกอบ - ข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน - แบบประเมินบันทึกผลการใช้ จากการศึกษาส่วนประกอบส าคัญของแบบฝึกเสริมทักษะ สรุปได้ว่า แบบฝึกเสริมทักษะมีส่วนประกอบ คือ ค าแนะน าการใช้แบบฝึก แบบทดสอบก่อนเรียน สาระส าคัญ ตัวบ่งชี้จุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหาสาระ กิจกรรม สรุป และมีแบบทดสอบหลังเรียน 2. ขลุ่ยเพียงออ 2.1 ประเภทของขลุ่ย คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ(2538 : 1) กล่าวว่า คนไทยเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางศิลปะจะเห็นได้ว่า งานหัตกรรมของไทยงดงามไม่แพ้ของชนชาติใดในโลก ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม จึงท า ให้เรามีมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอยู่เป็นจ านวนมาก ขลุ่ยก็เช่นเดียวกัน นอกจากขลุ่ยเพียงออ ซึ่งสืบทอดลักษณะ และรูปร่างมาแต่โบราณแล้ว ต่อมาบรรพบุรุษของเรายังได้คิดค้นขลุ่ยหลิบ (อาจมาจากขลุ่ยหลีกคือหลีกเลี่ยงเสียง ให้ต่างออกไปจากเดิมหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า(ขลุ่ยหลิบ) ไว้ส าหรับเล่นคู่กับขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยอู้ซึ่งคิดค้นขึ้นใน สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ประกอบการเล่นละครดึกด าบรรพ์นอกจากนั้นก็ยังมีขลุ่ยที่ เรียกชื่ออย่างอื่นอีก เช่นขลุ่ยกรวด ขลุ่ยเคียงออ ขลุ่ยรองออ ขลุ่ยออร์แกน เป็นต้น ปัจจุบันขลุ่ยที่ยังผู้นิยมเล่นมาก ที่สุดมี3 ประเภท คือ 1. ขลุ่ยเพียงออ เป็นขลุ่ยที่มีขนาดปานกลาง ความยาวประมาณ 16 นิ้ว ระดับเสียงกลางๆไม่สูงไม่ต่ า เกินไป เป็นขลุ่ยที่มีผู้นิยมเล่นมากที่สุด นอกจากการเป่าเพื่อความบันเทิงและความรื่นรมย์เฉพาะตัวแล้ว ขลุ่ย เพียงออยังใช้เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตาม (เช่นเดียวกับระนาดทุ้มหรือซออู้) ตามประเพณีนิยมใช้ในวง เครื่องสายและวงมโหรี 2. ขลุ่ยหลิบ เป็นขลุ่ยที่มีขนาดเล็กที่สุด ความยาวประมาณ 12 นิ้ว เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องน า (เช่นเดียวกับระนาดเอกและซอด้วง) และใช้เป็นเครื่องตามในวงเครื่องสายปื่ชวา มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 4 เสียง 7


3. ขลุ่ยอู้เป็นขลุ่ยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ความยาวประมาณ 23 นิ้ว มีระดับเสียงต่ าที่สุดและมีลักษณะพิเศษ ที่ต่างจากขลุ่ยเพียงออและขลุ่ยหลิบ คือมีรูที่ท าให้เกิดเสียง 6 รูนิยมใช้ในวงปี่พาทย์ดึกด าบรรพ์และวงขลุ่ยหมู่ มี เสียงต่ ากว่าขลุ่ยเพียงออ 3 เสียง รังสีเกษมสุข (2535 : 13) กล่าวว่า โดยทั่วไปขลุ่ยอาจจ าแนกเป็นประเภทต่าง ๆได้ดังนี้ 1. ขลุ่ยหลิบหรือขลุ่ยหลีกหรือขลุ่ยกรวด เป็นขลุ่ยขนาดเล็ก เสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออเป็นคู่สี่ ใช้ในวงมโหรี เครื่องคู่ มโหรีเครื่องใหญ่และวงเครื่องสายเครื่องคู่ โดยท าหน้าที่เป็นเครื่องน าในวงเช่นเดียวกับระนาดเอกหรือซอ ด้วง นอกจากนี้ยังใช้ในวงเครื่องสายปีชวา เพราะขลุ่ยหลิบมีเสียงที่ตรงกับเสียงชวา โดยบรรเลงเป็นเครื่องตาม เช่นเดียวกับซออู้ 2. ขลุ่ยเพียงออ เป็นขลุ่ยที่มีระดับเสียงอยู่ในช่วงกลางๆ คนทั่วไปนิยมเป่าเล่นในวงมโหรีหรือวงเครื่องสาย ทั่ว ๆไป หรืออาจใช้ในวงเครื่องสายปีชวาก็ได้ท าหน้าที่เป็นเครื่องตาม นอกจากนี้ยังใช้ในวงปี่พาทย์ไม้นวมแทนปี อีกด้วย ท าหน้าที่เป็นเครื่องน า 3. ขลุ่ยอู้เป็นขลุ่ยขนาดใหญ่ เสียงต่ ากว่าขลุ่ยเพียงออ 3 เสียง ใช้ในวงปี่พาทย์ดึกด าบรรพ์ซึ่งต้องการ เครื่องดนตรีที่มีเสียงต่ า นอกจากนี้ในอดีตยังใช้ในวงมโหรีเครื่องใหญ่แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้เนื่องจากหาคนเป่าที่มี ความช านาญได้ยาก ขลุ่ยอู้ของโบราณจะมีทั้งหมด 7 รู(รวมรูนิ้วค้ า) แต่ในปัจจุบันมีผู้คิดท าเพิ่มขึ้นเป็น 8 รูโดย เพิ่มรูที่ใช้นิ้วก้อยล่างอีกรูหนึ่ง ขลุ่ยอู้ปัจจุบันนี้หายาก เนื่องจากต้องใช้ไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่ป้องยาก ซึ่งหายาก 4. ขลุ่ยเคียงออ เป็นขลุ่ยที่มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 1 เสียง ซึ่งตรงกับเสียงปีใน ใช้ในวงปี่พาทย์ไม้นวม เป็นเครื่องน าแทนปีซึ่งอาจเสียงดังเกินไป ใช้ส าหรับเล่นในเพลงตับต่าง ๆแต่ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยม มากนัก 5. ขลุ่ยรองออ เป็นขลุ่ยที่มีขนาดใหญ่กว่าเสียงต่ ากว่าขลุ่ยเพียงออ 1 เสียง ตรงกับเสียงปีนอกต่ า อาจใช้ใน วงมโหรีแทนขลุ่ยเพียงออในกรณีที่ต้องการเสียงต่ ากว่าธรรมดา ปัจจุบันนี้ไม่ได้น ามาใช้เนื่องจากขาดคนเป่าที่มี ความช านาญ 6. ขลุ่ยอื่น ๆ ในระยะหลังในวงเครื่องสายได้น าเครื่องดนตรีตะวันตกเข้ามาเล่นร่วมด้วยเรียกว่าเครื่องสาย ผสม เช่น เปียโน ออร์แกน จึงมีผู้คิดท าขลุ่ยให้เข้ากับเสียงดนตรีเหล่านี้ จิตร จิตตเสวี(2537 : 65) กล่าวว่า ขลุ่ยสามารถจ าแนกได้ดังนี้ 1. ขลุ่ยรองออหรือขลุ่ยมอญ เสียงต่ ากว่าขลุ่ยเพียงออ 1 เสียง ใช้บรรเลงกับวงปี่พาทย์ดึกด าบรรพ์เพราะ วงประเภทนี้ต้องการเสียงต่ าที่สุด ทุ้มที่สุด 2. ขลุ่ยเพียงออ เป็นขลุ่ยที่ท าได้ง่าย ขนาดความยาวของปล้องไม้รวกหาได้ง่าย เป็นขลุ่ยที่เป็นมาตรฐาน ส าหรับวงมโหรีวงเครื่องสาย และเป็นหลักให้เครื่องมืออื่น ๆได้เทียบเสียง มีระดับเสียงอยู่ในช่วงปานกลาง นิยม เล่นในวงเครื่องสายและวงมโหรี 3. ขลุ่ยหลิบเพียงออ เป็นขลุ่ยที่ใช้ในวงมโหรีวงเครื่องสาย บรรเลงคู่กับขลุ่ยเพียงออที่ชื่อขลุ่ยหลิบเพราะ เมื่อเปิด-ปิดนิ้วเดียวกันกับขลุ่ยเพียงออ เสียงจะสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 4 เสียง 4. ขลุ่ยกรวดหรือขลุ่ยเคียงออ เป็นขลุ่ยที่มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 1 เสียง ปัจจุบันหาได้ยากมาก นอกจากนี้ยังมีขลุ่ยหลิบกรวดที่ปัจจุบันไม่มีให้เห็นอีกแล้ว 8


5. ขลุ่ยอู้เป็นขลุ่ยที่ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ไม้นวม ปัจจุบันหาได้ยากมาก เพราะต้องใช้ไม้รวกล าโตจึงจะ ท าได้อีกทั้งราคาแพงมากจนกล่าวได้ว่าไม่เห็นเป่ากันในปัจจุบัน เสียงจะต่ าว่าขลุ่ยเพียงออ 3 เสียง เนื่องจากเสียง ต่ าและทุ้มนี้จึงเรียกชื่อว่า "ขลุ่ยอู้" นอกจากนี้ขลุ่ยอู้ยังแปลกกว่าขลุ่ยชนิดอื่นตรงที่มีรูเพียง 6 รู จากการศึกษาเรื่องประเภทของขลุ่ยเพียงออ สรุปได้ว่า ขลุ่ยที่นิยมเล่นกันมากที่สุดมี3ประเภทคือ ขลุ่ยห ลิบ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยอู้นอกจากนั้นยังมีขลุ่ยที่เรียกชื่ออย่างอื่นอีก เช่น ขลุ่ยกรวดขลุ่ยเคียงออ ขลุ่ยรองออ ขลุ่ย ออร์แกน เพื่อให้เหมาะสมกับการที่จะไปเล่นผสมกับวงดนตรีประเภทต่าง ๆกันออกไป 2.2 ส่วนประกอบของขลุ่ยเพียงออ รังสีเกษมสุข (2535 : 13) กล่าวถึงส่วนประกอบของขลุ่ยเพียงออไว้ดังนี้ 1. เลาขลุ่ย คือ ตัวขลุ่ย มีขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของขลุ่ย มักนิยมประดิษฐ์ลวดลายต่าง ๆลงบนตัว ขลุ่ย เช่น ลายดอกพิกุล ลายหิน ลายลูกระนาด เป็นต้น ถ้าเป็นขลุ่ยไม้ไผ่จะนิยมท าลวดลายลงบนเลาขลุ่ย แต่ถ้า เป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้พยุง ไม้ชิงชัน ไม้งิ้วด า จะไม่นิยมท าลวดลายลงบนเลาขลุ่ย แต่อาจจะมีการลงรัก หรือท า ประกอบมุกประกอบงาแทน 2. ดาก คือ ไม้อุดปากขลุ่ย นิยมใช้ในไม้สักทอง เหลากลมให้คับแน่นกับร่องภายในของปากขลุ่ยฝานให้เป็น ช่องว่างลาดเอียงตลอดชิ้นดากให้ลมผ่านไปได้ 3. รูเป่า เป็นรูส าหรับเป่าลมเข้าไป 4. รูปากนกแก้ว เป็นรูที่เจาะกับร่องลม จากปลายดากภายใจขลุ่ย อยู่ด้านเดียวกับรูเป่าและอยู่สุดปลาย ดากพอดีเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปากนกแก้วนี้ท าให้เกิดเสียง เทียบได้กับลิ้นของขลุ่ย 5. รูเยื่อ เป็นรูส าหรับปิดวัสดุที่ท าให้เสียงสั่นพลิ้ว มักใช้เยื่อไม้ไผ่ หรือเยื่อหัวหอมปิดอยู่ด้านขวามือ ใน ปัจจุบันหาขลุ่ยที่มีรูเยื่อไม่ค่อยได้แล้ว 6. รูค้ าหรือรูนิ้วค้ า เป็นรูส าหรับให้นิ้วหัวแม่มือปิด เพื่อบังคับเสียงและประคองเลาขลุ่ยขณะเป่า อยู่ ด้านล่างเลาขลุ่ย ต่อจากรูปากนกแก้วไปทางปลายเลาขลุ่ย 7. รูบังคับเสียง เป็นรูที่เจาะเรียงอยู่ด้านบนของเลาขลุ่ย มีอยู่ด้วยกัน 7 รู 8. รูร้อยเชือก มี4 รูหรือ 2 รูก็ได้อยู่ทางส่วนปลายของเลาขลุ่ย โดยการเจาะทะลุบน-ล่าง และ ซ้าย-ขวา ให้เยื้อกันในแต่ละคู่ช่างบางคนได้กล่าวไว้ว่า ความจริงจุดประสงค์หลักไม่ได้มีไว้ร้อยเชือก แต่ท าขึ้นเพื่อให้เสียงของ ขลุ่ยได้ที่นั่นเอง เกณฑ์มาตรฐานสาขาวิชาและวิชาชีพดนตรีไทย (2538 : 196) ได้กล่าวถึงส่วนประกอบของขลุ่ยเพียงออไว้ ว่า ขลุ่ยเพียงออมีส่วนประกอบดังนี้ 1. ส่วนที่ท าให้เกิดการหักเหของลม (ตั้งแต่ส่วนบนของรูส่งลมจนถึงรูปากนกแก้ว) ไม่ปรากฏการช ารุด ดังนี้ - ดากขลุ่ย (วัสดุประกอบรูส่งลม) ส่วนบนเสมอกับขอบส่วนบนของเลาขลุ่ยส่วนล่าง เสมอประมาณขื่อ (ด้านบนของรูปากนกแก้ว) - รูป ากนกแก้ว (รูหักเหลม) ไม่ช ารุด แตกหรือบิ่น ไม่อุดตันหรือมีสิ่งกีดขวางอยู่ตรงกับรูส่งลม 9


- ทดลองเป่าแล้ว ลมไม่รั่ว ไม่มรลมรั่วตามแนวรอบของดากขลุ่ยทั้งด้านบนและด้านล่าง จ าแนกลักษณะ เสียงที่มีลมรั่วกับเสียงที่ไม่มีลมรั่วด้วยการสังเกต ทั้งนี้เสียงที่มีลมรั่วมักจะมีลักษณะเบาและมีเสียงลมแทรก ถ้ามีลม รั่วตามแนวรอบของดากขลุ่ยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยใช้วัสดุอุดชั่วคราว 2. เลาขลุ่ย ไม่แตก รูบังคับเสียงทั้ง 8 รูไม่อุดตัน หรือมีสิ่งกีดขวางปลายล่างของเลาขลุ่ย และรู้ร้อยเชือก ไม่อุดตัน ถ้ารูเยื่อต้องมีวัสดุปิดเรียบร้อย โดยปกติการเป่าทั่วไปต้องมีเทียน ขี้ผึ้งกระดาษกาวหรือวัสดุอื่น ๆ ที่ เหมาะสมปีดรูเยื่อ ส าหรับเสียงพิเศษต้องปิดด้วยวัสดุที่เป็นเยื่อบาง ๆ เช่นเยื่อไม้ไผ่ เยื่อหัวหอม หรือเยื่อระก า เป็น ต้น โดยปรับแต่งระดับเสียงของเลาขลุ่ยทั้งเลาที่รูปากนกแก้วให้เข้ากับระดับเสียงของเครื่องดนตรีที่ต้องการแก้ไข เสียงใดเสียงหนึ่งที่เพี้ยนด้วยการแต่งขนาดรูนิ้วปิดเปิดเสียงและรู้ร้อยเชือก ทั้งกรณีเพี้ยงสูงและเพี้ยนต่ า 3. การทดลองเป่า - เป่านิ้วควงที่เสียง ซอล โด และเสียงเร แต่ละเสียงต้องได้เสียงเดียวกัน - เสียงแหบ (เสียงสูง) ใสชัดเจน - เลือกขลุ่ยที่มีคุณภาพได้เลือกขลุ่ยที่เป่าระบายลมแล้วกินลมน้อยที่สุดได้เลือกขลุ่ยที่เสียงไม่เพี้ยนได้ เลือกขลุ่ยที่เปาระบายลมกินลมน้อยที่สุดและเสียงโปร่งใสชัดเจนได้ บันลือ พงศ์ศิริและปี๊บ คงลายทอง (2525 : 99) บันทึกไว้ในหนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ นาย เทียบ คงลายทองว่า ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่ใกล้ชิดกับคนไทยมากที่สุดชนิดหนึ่ง ความนิยมในการเป่าขลุ่ยมีมาช้า นาน ไม่ว่าเป็นการเล่นคนเดียวหรือเล่นรวมกับเครื่องดนตรีอื่น ขลุ่ยมีองค์ประกอบดังนี้ 1. เลาขลุ่ย หมายถึง ล าตัวของขลุ่ยที่ท าด้วยไม้รวก ไม้ชิงชันหรือวัสดุอื่น ๆ 2. ดาก ท าด้วยไม้สักทองหรือไม้สักหิน (เพราะจะไม่มีเสี้ยน) ยาวประมาณ 2 นิ้ว อุดด้านบนของขลุ่ย เหลือช่องเล็ก ๆส าหรับเป็นรูปากเป่าอยู่ช่องหนึ่ง 3. รูปากเป้า เป็นรูที่เกิดจากการบากดากข้างหนึ่งออกเล็กน้อยส าหรับปากเป่าและทางเดินลมไปออกทะลุ ตรงรูปากนกแก้วซึ่งเป็นที่สิ้นสุดของดากขลุ่ยพอดี 4. รูปากนกแก้ว เป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร กว้างประมาณ0.5 เซนติเมตร อยู่ต่อ จากดากขลุ่ยและอยู่ด้านเดียวกับรูปากเป่า ถ้าอุดรูนี้แล้วจะท าให้เป่าขลุ่ยไม่ดัง 5. รูเยื่อ เป็นรูกลมเล็ก ๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 มิลลิเมตร อยู่ห่างจากด้านส าหรับเป่าขลุ่ย 5 นิ้ว อยู่ใต้รูปากนกแก้วประมาณ 2 นิ้ว อยู่ด้านข้าง รู้นี้ใช้ส าหรับติดเยื่อบาง ๆเพื่อให้เกิดการสั่นสะเทือนเวลาเป่า จะท า ให้ได้เสียงที่ไพเราะยิ่งขึ้น (ปัจจุบันนิยมติดด้วยกระดาษหนาหรือไม่เจาะรูนี้ไว้ก็มี) 6. รูนิ้วค้ าหรือรูส าหรับปิด-เปิดนิ้วค้ า อยู่ด้านหลังของเลาขลุ่ยในแนวเดียวกันกับรูปากนกแก้ว รูนี้อยู่ห่าง จากด้านส าหรับปากเป่าประมาณ 7 นิ้ว ส าหรับใช้นิ้วหัวแม่มืออุดเพื่อช่วยค้ าน้ าหนักของขลุ่ยเวลาเป่า ใน ขณะเดียวกันก็เป็นรูบังคับเสียงไปในตัวด้วย 7. รูบนหรือรูปิด-เปิดเสียง อยู่ตรงข้างกับรูนิ้วค้ ามีทั้งหมด 7 รูแต่ละรูเจาะห่างกันประมาณ 1 นิ้ว รูเหล่านี้ มีไว้ส าหรับปิด-เปิด บังคับเสียง (รวมทั้งรูนิ้วค้ าที่อยู่ด้านหลัง) ท าให้เกิดเป็นระดับเสียงสูง-ต่ า ต่าง ๆตามต้องการ 8. รูร้อยเชือก มีทั้งหมด 4 รูเจาะตรงปลายเลาขลุ่ยหรือข้อไม้เจาะตรงกัน 2 คู่ เป็นรูส าหรับร้อยเชือกท า เป็นห่วงเพื่อใช้แขวนขลุ่ย นอกจากนี้ยังอาจใช้แก้เสียงขลุ่ยเพี้ยน ในกรณีที่ขลุ่ยมีเสียงโดสูงกว่าปกติโดยให้ใช้ 10


กระดาษหรือวัสดุอื่นปิดรูร้อยเชือก รูหน้าหรือรูหลังเสีย 1 รูสามารถช่วยให้ได้เสียงโด ที่ต่ าลงมาจากเดิมเล็กน้อย หรือถ้าเสียงโด เกิดต่ าเกินไปกว่าเดิมให้คว้านรูร้อยเชือกให้สูงจากรูเดิมเล็กน้อย จะช่วยให้ได้เสียงโด สูงขึ้น อย่างไร ก็ตามกรณีนี้ไม่แนะน าให้ท าส าหรับผู้ไม่ช านาญเพราะอาจท าให้เสียงขลุ่ยเพี้ยนและเกิดความเสียหายได้ 9. ข้ออยู่ที่ส่วนปลายขลุ่ย เจาะทะลุเพื่อให้ลมและเสียงออก ส่วนที่เหลือจากข้อถึงปลายเลาขลุ่ย ท าหน้าที่ อุ้มลมและเสียงกังวานไพเราะมากขึ้น ถ้าเป็นขลุ่ยที่ท าจากวัสดุอื่น ๆที่ไม่ใช่ไม้ไผ่เช่น ท่อพลาสติก เป็นต้น จากการศึกษาส่วนประกอบของขลุ่ยเพียงออ สรุปได้ว่า ส่วนประกอบของขลุ่ยเพียงออ มี8ส่วนคือ เลา ขลุ่ย ดากขลุ่ย รูเป่า รูปากนกแก้ว รูเยื่อ รูนิ้วค้ า รูบังคับเสียงและรูร้อยเชือก 2.3 ลักษณะของขลุ่ยเพียงออ อัษฎาวุธ สาคริก (2550 : 125) กล่าวว่า แต่เดิมเลาขลุ่ยท าจากไม้ไผ่ที่เรียกว่าไม้รวก ต่อมามี การน าวัสดุอื่นมาใช้แทน เพื่อความสวยงาม ความคงทนและความสะดวกรวดเร็ว ในการท าขึ้นมีทั้งไม้ชิงชัน ไม้พยุง ไม้มะริด งาช้าง หรือแม้กระทั่งพลาสติก ขลุ่ยเพียงออเป็นขลุ่ยขนาดกลางซึ่งก าหนดให้มีทางเสียงประจ าตัวว่า "เพียงออ" ใช้บรรเลงในวงเครื่องสาย วงมโหรีวงปีพาทย์ไม้นวม วงปีพาทย์ดึกด าบรรพ์และยังเป็นหลักในการเทียบ เครื่องดนตรีในวงด้วย เมื่อปีดนิ้วครบทุกเสียงจะได้เสียงเท่ากับเสียงโด ส าเร็จ ค าโมง (2554 : 93) กล่าวว่า ขลุ่ยเพียงออเป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าไม่มีลิ้น ดังปรากฎในข้อห้ามเล่นดนตรีในเขตพระราชฐาน ในกฎมณเฑียรบาลสมัยสมเด็จพระไตรโลกนาถ ขลุ่ยของไทยเรา เดิมท าด้วยกระบอกไม้รวกปล้องยาวๆ ไว้ข้อทางปลายแต่ต้องแทงทะลุข้อ พัฒนาขึ้นจากการผิวปากของตน เรียกว่า "ขล่ย" สมพงษ์กาญจนผลิน (2556: 130) กล่าวว่า การบรรเลงขลุ่ยเพียงออนั้น ด าเนินท านองโดยวิธีเก็บบ้างเป่า โหยหวนบ้าง โดยยึดท านองฆ้องวงใหญ่ของแต่ละเพลงเป็นแนวทาง ขลุ่ยเพียงออบรรเลงอยู่ในวงเครื่องสายวงมโหรี และวงปี่พาทย์ไม้นวม และยังเป็นหลักเทียบเสียงของวงเครื่องสายและวงมโหรีด้วย จากการศึกษาพบว่า ขลุ่ยเพียงออเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า ไม่มีลิ้น เมื่อก่อนท ามาจากไม้รวก ต่อมามีการน าวัสดุอื่น ๆมาใช้ทดแทน เช่น ไม้ชิงชัน ไม้พยุง ไม้มะริด งาช้าง รวมถึงพลาสติกทั้งนี้เพื่อความสวยงาม ความสะดวกรวดเร็วและคงทน ขลุ่ยเพียงออบรรเลงอยู่ในวงเครื่องสาย วงมโหรีและวงปี่พาทย์ไม้นวม อีกทั้งขลุ่ย เพียงออยังเป็นหลักในการเทียบเสียงของเครื่องดนตรีอื่นในวงเครื่องสายและวงมโหรีอีกด้วย 2.4 ลมและระบบเสียงของขลุ่ยเพียงออ บันลือ พงศ์ศิริและปี๊บ คงลายทอง (2525 : 105) ได้กล่าวถึงลมและเสียงของขลุ่ย สรุปได้ใจความว่า ลมที่ ใช้บังคับเสียงมีต้นก าเนิดมาจากลมในทรวงอก โดยใช้ผ่านล าคอและใช้อวัยวะภายในปากบังคับลม เช่น ลิ้น กระพุ้ง แก้ม เป็นต้น 1. ลมปลายลิ้น เป็นการใช้ปลายลิ้นบังคับลมเมื่อต้องการให้เสียงขลุ่ยพลิ้วแทนการพรมนิ้ว 2. ลมปริบ เป็นการใช้ปลายลิ้นบังคับลมประกอบการใช้นิ้วท าให้เกิดเสียงพิเศษส าหรับใช้สอแทรกในการ ด าเนินท านองให้เกิดความไพเราะยิ่งขึ้น 3. ลมโปรย ใช้ลมและนิ้วบังคับท าให้เสียงขลุ่ยในเสียงใดเสียงหนึ่งแผ่วดังจากหนักไปเบา หรืออาจจะเบา ไปหนัก เพื่อให้เพลงนั้น ๆมีอารมณ์อ่อนหวานนุ่มนวล 11


4. ลมแฝก เป็นการท าให้เกิดครึ่งเสียงโดยรวมสองเสียงเข้าด้วยกัน เช่น ถ้าต้องการเสียงมีก็เปิดนิ้วตะท า ให้เกิดเสียงฟาด้วยเล็กน้อย แต่ลมที่เป่าต้องน้อยกว่าเสียงมีธรรมดาเสียงลมแฝกนี้จะเพิ่มความไพเราะให้เสียงขลุ่ย ได้มาก สามารถใช้ได้ทั้งเพลงเดี่ยวและเพลงหมู่ 5. ลมโหยหวน เป็นการใช้ลมและนิ้วบังคับให้เสียงขลุ่ย 2 เสียง เกิดความต่อเนื่องกันโดยทั่วไปนิยมท าเสียง คู่สาม คู่ห้า ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดความกลมกลืนกันมากที่สุด สามารถท าได้ทั้งเสียงต่ าไปเสียงสูง เรียกว่า "โหย" และ เสียงสูงไปเสียงต่ า เรียกว่า "หวน" 6. ลมกระพุ้งแก้ม ใช้ในตอนระบายลมโดยใช้กระพุ้งแก้มบีบลมหรือบ้วนลมเข้าไปในขลุ่ยก่อนที่ลมหายใจ จากทรวงอกซึ่งหายใจเข้าไปจะมาแทนที่ 7. เสียงครั่น คือการท าเสียงขลุ่ยให้เป็นคลื่นที่มีระยะความถี่ห่างตามต้องการ โดยบังคับลมให้ออกมาจาก ล าคอเป็นช่วง ๆ สามารถท าได้ในทุกเสียงที่เหมาะสมตามอารมณ์เพลง 8. เสียงเลียน คือการท าเสียงเดียวกันแต่วิธีปิดนิ้วต่างกัน สามารถท าได้ครบเกือบทุกเสียง โดยเป่านิ้วจริง ก่อนแล้วจึงเป่าเสียงของนิ้วแทนและจากนั้นกลับมาเป่าเสียงจริงเมื่อหมดจังหวะอีกครั้ง ลักษณะนี้เมื่อใช้ท านอง เพลงช่วงนั้นจะมีเสียงยาวเสียงเลียนเรียกอีกอย่างว่า "นิ้วควง" 9. การชะงักลม เป็นการบังคับลมในปากให้หยุดกะทันหัน เพื่อให้ท านองเพลงหยุดชะงักลงเล็กน้อย เพราะ เสียงขลุ่ยที่มีการชะงักลมเป่าในขณะเล่นบางครั้ง จะช่วยเพิ่มให้อารมณ์เพลงน่าฟังมากกว่าเป่าปกติ สมพงษ์กาญจนผลิน (2537 : 141-142) กล่าวว่า ขลุ่ยเพียงออท าระดับเสียงได้2 ช่วงทบ เป็นเสียงปกติ (เสียงต้อ) 1 ช่วงทบ และเป็นเสียงสูง (เสียงแหบ) อีก 1 ช่วงทบ ดังนี้ - ปิดหมดทุกนิ้ว จะได้เสียงโด - เปิดนิ้วล่างหนึ่งนิ้ว จะได้เสียงเร - เปิดนิ้วล่างสองนิ้ว จะได้เสียงมี - เปิดนิ้วล่างสามนิ้ว จะได้เสียงฟา - เปิดนิ้วล่างสี่นิ้ว จะได้เสียงซอล - เปิดนิ้วล่างสี่นิ้ว กับนิ้วบนหนึ่งนิ้ว จะได้เสียงลา - เปิดนิ้วล่างสี่นิ้ว กับนิ้วบนสองนิ้ว จะได้เสียงที - เปิดนิ้วล่างสี่นิ้ว กับนิ้วบนสามนิ้ว (ปิดนิ้วขี้เปิดรูนิ้วค้ า) จะได้เสียงโดสูง จากการศึกษาพบว่าขลุ่ยเพียงออมีรู8 รู(รวมรูนิ้วค้ า) และมีเสียง 8 เสียง คือ โด เร มีฟา ซอลลา ทีและ โดสูง สามารถแบ่งระดับเสียงได้2 ช่วงทบ เป็นเสียงปกติ(เสียงต้อ) 1 ช่วงทบ และเป็นเสียงสูง (เสียงแหบ) อีก 1 ช่วงทบ ถ้าจะท าเสียงแหบคือ เสียงทบช่วงบนหรือเสียงคู่แปดของระดับเสียงใด ๆให้ปิดรูนับขิงระดับเสียงนั้น ตามปกติแล้วควงลมเข้ารูเป่ามาก ๆ และแรงๆ จะได้เสียงคู่แปดระดับเดิม ๆเช่า โดต่ า จะกลายเป็นโดสูง อีกวิธีหนึ่ง คือให้เปิดรู้นิ้วค้ าที่ปิดโดยนิ้วโป้งของมือบนในขณะที่ปิดรูนับตามปกติและนอกจากการเป่าแบบใช้ลมธรรมดาแล้ว ยังมีการใช้ลมพิเศษในการเพิ่มความไพเราะให้กับเสียงขลุ่ยด้วย เช่น ลมปลายลิ้น ลมปริบ ลมโปรย ลมแฝก ลม โหยหวน ลมกระพุ้งแก้ม เสียงครั่น เสียงเลียน และการชะวักลม เป็นต้น 12


2.5 วิธีการเป่าขลุ่ยเพียงออ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ(2544 : 1) ได้กล่าวถึงวิธีการเป่าขลุ่ยเพียงออไว้ดังนี้ 1. ท่านั่ง ตามระเบียบแบบแผนของการเล่นดนตรีไทย ครูบาอาจารย์จะสั่งสอนต่อ ๆกันมาให้ผู้เล่นมีกิริยา ส ารวม ไม่หลุกหลิก มีความสุภาพ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความเคารพครูผู้ประสิทธิประสาทวิชาให้รวมทั้ง เป็นการเคาระผู้ดูและผู้ฟังด้วย โดยมารยาทเหล่ านี้ถือเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติแม้จะไม่ใช่เพื่อการเล่นดนตรีก็ตาม โดยทั่วไปหากเป็นการนั่งกับพื้นต้องนั่งพับเพียบ ตัวตรงเพื่อให้ลมเดินทางได้สะดวก 2. การจับขลุ่ย สมัยโบราณใช้มือขวาอยู่บน มือซ้ายอยู่ล่าง เช่นเดียวกับการจับปีแต่ในปัจจุบันจะใช้มือ ขวาหรือมือซ้ายอยู่บนก็ได้ตามความถนัดและตามแบบเครื่องดนตรีสากลซึ่งประดิษฐ์เครื่องมือบังคับในตัวให้ใช้มือ ซ้ายอยู่บนและมือขวาอยู่ล่าง โดยวิธีการเป่าขลุ่ยวิธีนี้จะเป็นวิธีถนัดของคนทั่วไป และใช้ขลุ่ยเพียงออเป็นหลักใน การจับขลุ่ยไม่ให้หล่นจากมือ โดยมีหลักอยู่ว่าให้ใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายปิดรูนิ้วค้ า ซึ่งมีอยู่รูเดียวด้ายหลังของขลุ่ย ส่วน หัวแม่มือขวาให้แตะไว้ที่เลาขลุ่ยด้านหลังเช่นเดียวกัน ให้วางมืออยู่ระหว่างรูที่ 4 และ 5 (นับจากล่าง) หรือระหว่าง เสียงฟากับเสียงซอล เพียงเท่านี้ก็จะประคองขลุ่ยให้อยู่กับที่ได้โดยไม่ร่วงหล่น 3. การไล่เสียงเมื่อเริ่มฝึกใหม่ๆ จะต้องฝึกไล่เสียง โดยใช้นิ้วให้ถูกต้องก่อน ท ากลับไปกลับมาจนคล่องและ จ าได้ว่านิ้วไหนเปิด-ปิด แล้วจะได้เสียงอะไร เกณฑ์มาตรฐานสาขาวิชาและวิชาชีพดนตรีไทย (2538 : 198) ได้กล่าวถึงวิธีการเป่าขลุ่ยเพียงออดังนี้ 1. หลักการเป่า ใช้ริมฝีปากบนและล่างจรดส่วนบนของรูส่งลม และจัดเลาขลุ่ยให้ตั้งได้มุมประมาณ 45 องศากับล าตัว โดยทอดแขนไว้ข้างล าตัวพองาม (ไม่กางศอกจนเกินงาม) เป่าโดยระบายลมเป็นหลักในการด าเนิน ท านองร่วมกับวิธีท าให้เกิดเสียงที่ต้องการจะเป่าตลอดจนเสียงอื่น ที่เกิดจากการท าให้สั้น ยาว เบา แรง และเสียง หยุด กลวิธีการเป่าสามารถท าให้เกิดเสียงเรียบ เสียงตอด เสียงครั่น เสียงโหย เสียงโดน และเสียงปริบ เป็นต้น 2. ท่านั่ง นั่งพับเพียบ ล าตัวตรง ไม่ก้มหน้า 3. การจับขลุ่ย โดยประเพณีนิยมเอามือขวาไว้บน และใช้หัวแม่มือค าเลาขลุ่ย บริเวณรูนิ้วค้ าที่อยู่ด้านล่าง ของเลาขลุ่ย นิ้วชี้นิ้วกลางและนิ้วนาง อยู่ในลักษณะที่พร้อมจะปิด-เปิดรูบังคับเสียง(ซึ่งอยู่ด้านบนของเลาขลุ่ย) เรียงลงมาตามล าดับตั้งแต่รูที่อยู่บนสุด ถึงรูที่สาม พร้อมทั้งใช้นิ้วก้อยประคองด้านล่างของขลุ่ย และใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วก้อย อยู่ในลักษณะที่พร้อมจะปิด-เปิดรูบังคับเสียงต่อจากนิ้วนางของมือขวาเรียงลงมาตามล าดับ สุรพล จันทราปัตย์และอังศุมาลิน จันทราปัตย์(2530 : ) ได้กล่าวถึงวิธีการจับขลุ่ยที่ถูกต้องมีลักษณะการ จับไม่เหมือนกันตามความถนัดของผู้เป่า ดังนี้ 1. ให้เลือกเอามือที่นัดไว้ด้านล่าง ในที่นี้จะขอยึดเอามือขวาไว้ข้างล่างและมือซ้ายไว้ข้างบน 2. เอานิ้วแม่มือซ้ายปิด "รูนิ้วค้ า" หรือ "รูค้ า" ซึ่งอยู่ด้านหลังของขลุ่ย และเอานิ้วชี้นิ้วกลาง และนิ้วนาง ปีด รู6,5และ4 ตามล าดับ นิ้วก้อยมือซ้ายไม่ใช้ปิด คงปล่อยไว้เฉยๆ 3. เมื่อจัดนิ้วมือซ้ายเสร็จก็มาจัดนิ้วมือขวา ให้เอานิ้วชี้มือขวาปิดรูที่ 3 นิ้วกลางปิดรูที่ 1 และนิ้วก้อยปิดรูที่ 0 ตามล าดับบนล่าง ส่วนนิ้วแม่มือขวานั้นใช้ประคองเลาขลุ่ยอยู่ด้านหลังไว้ 13


4. การปิดรูทุกรูนี้จะต้องปิดให้มิดจริง ๆ อย่าให้มีลมเล็ดลอดออกมาได้เป็นอันขาดเพราะจะท าให้เสียงขลุ่ย เพี้ยนและไม่ชัด ผู้เป่าจะต้องให้ความรู้สึกสัมผัสที่ปลายนิ้ว ถ้าปิดไม่มิดก็จัดการแก้ไขให้ปิดให้มิด โดยหมั่นคอย สังเกตไว้เสมอ หากคอยสังเกตอย่างนี้ก็จะเป่าขลุ่ยเป็นเร็ว จากการศึกษาวิธีการเป่าขลุ่ยเพียงออ สรุปได้ว่า มีวิธีการเป่าขลุ่ยเพียงออคือ จะต้องนั่งพับเพียบเวลาเป่า ล าตัวตรงไม่ก้มหน้า จับขลุ่ยโดยมีประเพณีคือนิยมเอามือขวาไว้ข้างบนและให้ใช้นิ้วหัวแม่มือปิดรูนิ้วค้ าที่อยู่ด้นหลัง ของเลาขลุ่ย นิ้วชี้นิ้วนาง และนิ้วกลาง อยู่ในลักษณะที่พร้อมจะปิด-เปิดรูบังคับเสียง เรียงลงมาตามล าดับตั้งแต่รูที่ อยู่บนสุดจนถึงรูที่สาม พร้อมทั้งใช้นิ้วก้อยประคองด้านล่างของเลาขลุ่ย ส่วนการไล่เสียงเมื่อเริ่มฝึกหัดใหม่ๆ จะต้อง ฝึกไล่เสียงโดยใช้นิ้วให้ถูกต้องก่อน และให้ท ากลับไป-มาจนคล่องและจ าได้ว่านิ้วไหนปิด-เปิดแล้วได้เสียงอะไรแก้ไข ให้ปิดให้มิด โดยหมั่นคอยสังเกตไว้เสมอ หากคอยสังเกตอย่างนี้ก็จะเป่าขลุ่ยเป็นเร็ว 2.6 การเก็บรักษาขลุ่ยเพียงออ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ(2544 : 1-17) กล่าวว่า ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ปากเป่าดังนั้น ผู้ฝึกจึง ควรมีขลุ่ยไว้ประจ าตัวไม่ควรใช้ร่วมกับบุคคลอื่น ๆ เพราะอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้เมื่อใช้เสร็จแล้วควรท าความ สะอาดปากเป่าโดยการใช้ผ้าชุบน้ าเช็ด หรือใช้แอลกอฮอล์เช็ด แล้วเก็บใส่ถุงหรือใส่ตู้แขวนไว้ไม่ให้ฝุ่นจับหรือแมลง เล็ก ๆ เข้าไปอยู่อาศัย ควรระมัดระวังไม่ให้ตก เพราะจะท าให้เสียงเพี้ยนหรือเลาขลุ่ยแตกได้และไม่ควรเก็บไว้ในที่ ๆมีอุณหภูมิสูงมากเกินไป เช่น ในรถยนต์เพราะจะท าให้เสียงไม่ชัดเนื่องจากดากหลุดหรือหลวม ถ้าเกิดในลักษณะ นี้ให้ใช้กาวอัดให้อยู่ในลักษณะเดิมหรือถ้าลมรั่วให้ใช้เทียนเคี่ยวให้เหลว คว่ าขลุ่ยลงและให้เทเทียนลงในรูด้ายปลาย สุดของขลุ่ย (ด้านรูร้อยเชือก) เมื่อเทียนแห้งแล้วหากมีส่วนใดอุดตันให้เหลาไม้แบนๆเขี่ยเทียนออกหรือเมื่อเลาขลุ่ย แตกก็ให้ใช้กาวอัดได้ บันลือ พงศ์ศิริและปี๊บ คงลายทอง (2525 : 99 ได้กล่าวถึงการเก็บรักษาขลุ่ยไว้ดังนี้ 1. ไม่เก็บขลุ่ยไว้ในที่มีอากาศร้อนหรือเย็นมากเกินไป เพราะอาจท าให้ขลุ่ยร้าวหรือแตกได้ 2. ขลุ่ยไม้ต้องคอยดูแลและลงน้ ามัน (น้ ามันมะกอก) เพื่อป้องกันปลวกและมอดจะท าให้ขลุ่ยเสียหายได้ 3. ไม่ควรเอาไม้หรือวัสดุอื่นสอดเข้าไปทางรูปากนกแก้ว เพราะอาจท าให้แง่ของดากขลุ่ยบิ่นและท าให้ขลุ่ย เสียได้ สมาน รังกลาง (2552 : 4) ได้กล่าวถึงวิธีการบ ารุงรักษาและซ่อมแซมขลุ่ยไว้ดังนี้ 1. หลังเป่าแล้วควรท าความสะอาดด้วยการเช็ดด้วยผ้าสะอาด โดยเฉพาะรูที่ใช้ปากเป่าควรเช็ดด้วยผ้าชุบ น้ าบิดให้หมาดหรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 2. ใส่ถุงเก็บให้เรียบร้อย ถ้าไม่มีถึงก็ให้แขวนไว้อย่าวางทิ้งไว้กับพื้น 3. หากเสียงไม่ชัดเจนเนื่องจาก "ดากขลุ่ย" (ตรงส่วนที่ปากเป่า) หลุดหลวม ให้ใช้กาวอัดให้อยู่ในลักษณะ เดิม หรือถ้าลมรั่วให้หยอดเทียนในเลาขลุ่ย หากส่วนที่เป่ามีเศษผลหรือมีสิ่งอื่นใดไปอุดตันให้ใช้ไม้แบนๆเขี่ยออก เบาๆ จากการศึกษาเรื่องการเก็บรักษาขลุ่ยเพียงออ สรุปได้ว่า หลังการเป่าแล้วควรท าความสะอาดด้วยการเช็ด ด้วยผ้าสะอาด หรือใช้แอลกอฮอล์เช็ด โดยเฉพาะรูที่ใช้ปากเป่า เมื่อเช็ดเสร็จแล้วควรใส่ถุงเก็บให้เรียบร้อย หรือถ้า ไม่มีถุงใส่ก็แขวนไว้ในตู้หรือเก็บเข้าลิ้นชักให้เรียบร้อย อย่าวางทิ้งไว้กับพื้น 14


3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พิมพ์จุฑา สุวรรณสิทธิ์(2550) ได้ท าการวิจัยเรื่องผลการใช้ชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยไทยส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเปรียบเทียบความรู้เรื่องการเป่าขลุ่ยไทยระหว่างก่อนและ หลังเรียน โดยใช้ชุดการสอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเป่าขลุ่ยไทยของ นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนเรื่อง การเป่าขลุ่ยไทยกับเกณฑ์และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการ เรียนโดยใช้ชุดการสอนเรื่องการเป่าขลุ่ยไทย มีกลุ่มประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดเวฬุ วนาราม (สินทรัพย์อนุสรณ์เขตดอนเมือง ภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2549 จ านวน 7 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 253 คน มีกลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนวัดเวฬุวนาราม (สินทรัพย์อนุสรณ์) เขตดอน เมือง ภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2549 1 ห้องเรียน จ านวน 42 คน การเลือกแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) ด าเนินการทดลองเป็นเวลา 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ชุดการสอนเรื่อง การเป่าขลุ่ยไทยจ านวน 7 ชุด เครื่องมือรวบรวมข้องมูลได้แก่ แบบทดสอบวัดความรู้เรื่องการเป่าขลุ่ยไทย แบบวัดทักษะการเป่าขลุ่ยไทย แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนโดยใช้ชุดการสอนเรื่อง การเป่าขลุ่ยไทยผลการวิจัยพบว่า ความรู้เรื่องการ เป่าขลุ่ยไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ .01 นักเรียน ที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนเรื่องการเป่าขลุ่ยไทย มีทักษะการเป่าขลุ่ยไทยสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 อยู่ในระดับมาก และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอนเรื่อง การเป่าขลุ่ยไทย อยู่ใน ระดับมาก บุญเลิศ ปานมั่น (2543) ได้ท าการวิจัยเรื่องการสร้างชุดการสอนกิจกรรมเสริมหลักสูตรเรื่องการเป่าขลุ่ย ไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอน และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนกิจกรรมเสริมหลักสูตรเรื่อง การเป่าขลุ่ยไทยส าหรับนักเรียนประถมศึกษา ตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2542 จาก 3 โรงเรียน ในกลุ่มโรงเรียน บรมธาตุสังกัดส านักงานการประถมศึกษา อ าเภอเมืองชัยนาท คือ โรงเรียนวัดฝาง โรงเรียนวัดส่องคบ โรงเรียนวัด หลวงพ่อขาว จ านวน 51 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการด าเนินการทดลอง 36 คาบ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน แบบประเมินผลภาคปฏิบัติแบบฝึกทักษะการเป่าขลุ่ยไทย ขั้นที่ 1-4 แบบ ฝึกปฏิบัติทักษะโน้ตเพลงไทย และแบบฝึกปฏิบัติเพลงที่ก าหนด ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนกิจกรรมเสริม หลักสูตรเรื่อง การเป่าขลุ่ยไทย ส าหรับนักเรียนประถมศึกษา มีประสิทธิภาพ 90.86/89.87 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ ก าหนดคือ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยชุดการสอนกิจกรรมเสริม หลักสูตรเรื่อง การเป่าขลุ่ยไทย มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ นักเรียนมีพัฒนาการด้านความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา สาระของขลุ่ยไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ค่า t ที่ค านวณได้เท่ากับ46.43 มีระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ .01 สุติเชศฐ์ศรีชัยทอง (2553) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการเป่าขลุ่ยไทยประกอบการอ่านโน้ตไทยโดยใช้ แบบฝึก วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ 1. เพื่อพัฒนาผู้เรียนในเรื่องการอ่านโน้ตไทย2. เพื่อพัฒนาผู้เรียนในเรื่องการ เป่าขลุ่ยไทย 3. เพื่อพัฒนาผู้เรียนในเรื่องของจังหวะ ผลการวิจัยพบว่าพัฒนาการเรียนวิชาดนตรีเรื่องของการแทน ตัวโน้ตไทยประกอบการเป่าขลุ่ยไทย หลังจากการทดสอบพบว่า การเป่าขลุ่ยไทยช่วยพัฒนาให้นักเรียนอ่านโน้ต และเคาะจังหวะตามตัวโน้ตได้มากขึ้น ท าให้นักเรียนมีความเข้าใจในเรื่องการอ่านโน้ตรวมถึงร้องโน้ได้ตรงตามเสียง 15


และจังหวะ ท าให้เกิดความสนุกสนาน น าไปใช้เล่นเครื่องดนตรีชนิดอื่นได้อย่างมีความสุข แสดงให้เห็นจาก ผลสัมฤทธิ์ดังนี้แบบฝึกที่ 1 เป่าได้9 คน (60%) เป่าได้บ้าง 6 คน (40%) แบบฝึกที่ 2 เป่าได้11 คน (77.33%) เป่าได้บ้าง 4 คน (26.66%) แบบฝึกที่ 3 เป่าได้15 คน (100%) แบบฝึกที่ 4 เป่าได้12 คน (80%) เป่าได้บ้าง 3 คน (20%) แบบฝึกที่ 5 เป่าได้11 คน (77.33%) เป่าได้บ้าง 4 คน (26.66%) จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยสามารถน ามาใช้เป็นแนวทางในการวิจัยเรื่องการสร้าง แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อได้ 16


บทที่3 วิธีด าเนินการวิจัย การศึกษาวิจัย เรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ เป็นลักษณะของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ซึ่งผู้วิจัยได้ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาค้นคว้า โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างเครื่องมือการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรของการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 5 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งหมด 174 คน ที่เรียนขลุ่ยเพียงออในรายวิชาดนตรีศ11101 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 38 คน ที่เรียนขลุ่ยเพียงออ ใน รายวิชาดนตรีศ11101 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โดยกลุ่มตัวอย่างนี้ได้มาจากการสุ่ม ตัวอย่างแบบอย่างง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 3 ชุด คือ - ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขลุ่ยเพียงออ - การฝึกเป่าขลุ่ยไล่เสียง - การเป่าขลุ่ยเพียงออ เพลงขึ้นพลับพลา 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ ก่อนและหลังเรียน (Pre test และ Post test) การสร้างเครื่องมือการวิจัย ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ (สร้างแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะ) 1. สังเกตและวัดความรู้ความเข้าใจความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขลุ่ยเพียงออของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 17


2. ศึกษารูปแบบการเป่าขลุ่ยเพียงออ 3. ศึกษาเทคนิคการเป่าขลุ่ยเพียงออที่น ามาใช้ในการสอนโดยใช้แบบฝึกปฏิบัติ 4. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะการสอนขลุ่ยเพียงออให้สัมพันธ์กับเนื้อหา 5. น าแผนการสอนและแบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะและผู้เชี่ยวชาญ ด้านวิชาการโรงเรียนฤทธิณรงค์รอน เพื่อตรวจความถูกต้องและเหมาะสมและน าไปปรับปรุงแก้ไขขนได้แผนการ จัดการเรียนรู้การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ 6. น าแผนการเรียนรู้ที่ได้รับการปรับปรุงแล้วไปใช้สอนกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรี แก้งคร้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 38 คน ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ (สร้างแบบทดสอบ) 1. ศึกษาหลักการวัดผลและแนวการจัดท าแบบทดสอบ 2.สร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (Pre test และ Post test) ที่พัฒนาขึ้นเสนอต่อหัวหน้ากลุ่ม สาระการเรียนรู้ศิลปะ โรงเรียนศรีแก้งคร้อ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสมและน ามาปรับปรุงแก้ไข 3. น าแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว เสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะอีกครั้ง 4. น าแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (Pre test และ Post test) ไปสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 38 คน การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ท าการทดสอบก่อนเรียน (Pre test) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ จ านวน 38 คน 2. น าแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐานที่สร้างขึ้นไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 4 สัปดาห์สัปดาห์ละ 1 คาบเรียน คาบเรียนละ 2 ชั่วโมง ในเดือนมกราคม 2565 3. ท าการทดสอบหลังเรียน (Post test) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ จ านวน 38 คน อีกครั้ง เมื่อใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐานครบ 4. น าข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ตามวิธีทางสถิติการวิจัยโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการ วิเคราะห์ข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบผลจากการทดสอบการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐานของ นักเรียนก่อนและหลังได้รับการฝึกปฏิบัติโดยใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ 18


สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. ร้อยละ (Percentage) 2. ค่าเฉลี่ย 3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4. t-test dependent 5. ความเที่ยงตรงของเนื้อหา 19


บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการ ปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ในการจัดการเรียนรู้กับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 38 คน ในวันที่ 2 มกราคม 2565 ถึง 30 มกราคม 2565 โดยมีรายละเอียดของแผนการสอนและแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ย เพียงออขั้นพื้นฐานดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ 1.1 ครูให้นักเรียนเตรียมขลุ่ยเพียงออของตนเอง เพื่อใช้ในการสอน 1.2 ครูสอนอธิบายความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขลุ่ยเพียงออ เช่น ส่วนประกอบของขลุ่ยเพียงออ วิธีการ จับขลุ่ยเพียงออ ท่านั่งในการบรรเลงขลุ่ยเพียงออ การบ ารุงรักษาขลุ่ยเพียงออ 1.3 ครูสอนวิธีการจับขลุ่ยเพียงออ ท่านั่งในการบรรเลง การเปิด-ปิดนิ้วเพื่อบังคับเสียงให้ได้ตามที่ ต้องการ 1.4 ครูสาธิตการเป่าขลุ่ยเพียงออไล่เสียง ดังนี้ 1.5 ทดสอบการเป่าขลุ่ยเพียงออไล่เสียงจากนักเรียน 1.6 ครูให้นักเรียนเริ่มฝึกไล่เสียงพร้อมกันทุกคน จนเกิดความช านาญ 1.7 ครูให้นักเรียนทุกคนอ่านโน้ตเพลงขึ้นพลับพลาพร้อมกัน ตามครูทีละวรรคเพลงและปรบมือ ตามจังหวะเพลง 1.8 ครูสาธิตการเป่าขลุ่ยเพียงออเพลงขึ้นพลับพลา บรรทัดที่ 1 และให้นักเรียนปฏิบัติพร้อมกัน ท าจนถึง บรรทัดที่ 4 จนจบเพลง 20


1.9 หลังจากสาธิตและสอนกาเป่าขลุ่ยเพียงออเพลงขึ้นพลับพลาจนจบเพลงแล้ว ครูให้นักเรียนฝึกซ้อม และเป่าให้เกิดความช านาญ โดยครูเป็นผู้ควบคุมจังหวะนิ่งให้นักเรียน 1.10 ครูให้นักเรียนท าการทดสอบการเป่าขลุ่ยเพียงออเพลงขึ้นพลับพลา 2. แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน 2.1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขลุ่ยเพียงออ 2.2 การฝึกเป่าขลุ่ยไล่เสียง 2.3 การเป่าขลุ่ยเพียงออเพลงขึ้นพลับพลา ซึ่งจากแผนการสอนและแบบฝึกการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ได้มีการทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างและ สามารถน าเสนอผสสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนได้ดังนี้ ตารางที่1 คะแนนแบบทดสอบก่อนเรียน (Pretest) เรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ ขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ 21


ตารางที่ 1 (ต่อ) จากตารางที่ 1 พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออชั้น พื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.26 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 37.42 22


ตารางที่2 คะแนนแบบทดสอบหลังเรียน (Postest) เรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ย เพียงออชั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ 23


ตารางที่ 2 (ต่อ) จากตารางที่ 2 พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออชั้น พื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ มีค่าเท่ากับ 25.84 คิดเป็นร้อยละ 86.13 ซึ่ง มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ตารางที่3 การเปรียบเทียบผลจากคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการ ปฏิบัติขลุ่ยเพียงออชั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ จากตารางที่ 3 สามารถอธิบายได้ว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออก่อนเรียน ที่ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.26 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.36 และมีทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออหลังเรียนที่ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.84 มีค่าส่วนเยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.44 และเมื่อค านวณค่าสถิติt มีค่าเท่ากับ 28.761 ซึ่ง สามารถสรุปได้ว่า นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขลุ่ยเพียงออหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนที่ระดับ นัยส าคัญทางสถิติที่ .01 24


บทที่5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ผู้วิจัยได้น าผลการวิจัยในบทที่ 4 มาสรุปและอภิปรายผลเฉพาะสาระส าคัญดังต่อไปนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3. เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล 4. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล 5. อภิปรายผล 6. ข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรของการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 5 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งหมด 174 คน ที่เรียนขลุ่ยเพียงออ ในรายวิชาดนตรีศ 16101 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 38 คน ที่เรียนขลุ่ยเพียงออ ใน รายวิชาดนตรีศ 16101 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยกลุ่มตัวอย่างนี้ได้มาจากการสุ่ม ตัวอย่างแบบอย่างง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 3 ชุด คือ - ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขลุ่ยเพียงออ - การฝึกเป่าขลุ่ยไล่เสียง - การเป่าขลุ่ยเพียงออ เพลงขึ้นพลับพลา 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออ ก่อนและหลังเรียน (Pre test และ Posttest) 25


สรุปผลการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรีเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ พบว่านักเรียนมีทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออก่อนเรียนที่ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.26 มีค่าส่วนเยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.36 และมีทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออหลังเรียนที่ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 25.84 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.94 และเมื่อค านวณค่าสถิติt มีค่าเท่ากับ 28.761 ซึ่งสามารถ สรุปได้ว่า นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับการเป่าขลุ่ยเพียงออหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ .01 อภิปรายผล จากผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ พบว่า หลังการสอนนักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อน เรียน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้โดยนักเรียนมีทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออก่อนเรียนที่ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.26 มี ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.36 และมีทักษะการเป่าขลุ่ยเพียงออหลังเรียนที่ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.84 มีค่า ส่วนเยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.44 และเมื่อค านวณค่าสถิติt มีค่าเท่ากับ 28.761 ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า นักเรียนมี ความรู้เกี่ยวกับการเป่าขลุ่ยเพียงออหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ .01 ซึ่งสอดคล้องกับ ผลงานการวิจัยของบุญเลิศ มั่นปาน (2543 : 55) ที่ได้ท าการวิจัยเรื่องการสร้างชุดการสอนกิจกรรมเสริมหลักสูตร เรื่องการเป่าขลุ่ยไทยส าหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนกิจกรรมเสริมหลักสูตรเรื่อง การเป่าขลุ่ยไทย ส าหรับนักเรียนประถมศึกษา มีประสิทธิภาพ 90.86/89.87 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดคือ80/80 ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยชุดการสอนกิจกรรมเสริมหลักสูตรเรื่อง การเป่า ขลุ่ยไทย มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ นักเรียนมีพัฒนาการด้านความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระของขลุ่ยไทย หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน ค่า t ที่ค านวณได้เท่ากับ 46.43 มีระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ .01 ข้อเสนอแนะ 1. ในการใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐานควรให้นักเรียนได้เรียนรู้ทุกชุดการสอน ตามล าดับ 2. ควรน าแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐานไปปรับและประยุกต์ใช้ในการสอนเครื่องดนตรี ชนิดอื่น เช่น ระนาดเอก ซอด้วง ขิม เป็นต้น 3. สามารถพัฒนาแบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐานในช่วงชั้นอื่น ๆ เพื่อพัฒนารูปแบบการ เรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น 26


บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2544). คู่มือการจัดการเรียนรู้วิชาศิลปะ. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2552) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพดนตรีไทย. (2538). เกณฑ์มาตรฐานไทยสาขาวิชาและวิชาชีพดนตรีไทย. กรุงเทพฯ : ส านักปลัดทบวงมหาวิทยาลัย. คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2544). ขลุ่ยไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา. นงเยาว์บวงสรวง. (2535). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดค าของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะวิธีการเขียนตามค าบอกชั้นมัธยมศึกษาปีที่1โรงเรียนท่ายางวิทยาคม จังหวัดเพชรบุรี. ปริญญา นิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. นิตยา ฤทธิ์โยธี. (2531). เอกสารเผยแพร่ความรู้ทางการสอนภาษาไทย. กรุงเทพฯ : หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา. บันลือ พงษ์ศิริ. (2521). ค าแนะน าของครูเทียบ คงลายทอง เรื่องขลุ่ยใน ดนตรีไทยอุดมศึกษาครั้งที่11. บุญชม ศรีสะอาด. (2537). การพัฒนาการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน์. บุญเลิศ มั่นปาน. (2543). การสร้างชุดการสอนกิจกรรมเสริมหลักสูตรเรื่อง การเป้าขลุ่ยไทย ส าหรับ นักเรียนระดับประถมศึกษา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล. พิมพ์จุฑา สุวรรณสิทธิ์. (2550). ผลการใช้ชุดการสอนกิจกรรมเสริมหลักสูตร เรื่องการเป่าขลุ่ยไทย ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. รังสีเกษมสุข. (2535). โลกทัศน์ขลุ่ยไทย. คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. โรจนา แสงรุ่งระวี. (2531). ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดค าด้วยการใช้แบบฝึกของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่3โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ลักษณา อินทะจักร. (2538). กิจกรรมการสอนภาษาไทยในชั้นประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วรรณา แซ่ตั้ง. (2541). การสร้างแบบฝึกหัดการเขียนสะกดค า ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (การประถมศึกษา) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรต. วีระ ไทยพาณิช. (2528). โสตทัศนศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ศศิธร ธัญลักษณานันท์. (2542). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น. กรุงเทพฯ : เธิร์ดเวฟ เอ็ดดูเคชั่น. สมพงษ์กาญจนผลิน. (2536). ดนตรีไทยโน้ตและวิธีฝึก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ. 27


บรรณานุกรม (ต่อ) สามารถ มีศรี. (2530). ศึกษาความก้าวหน้าด้านคุณภาพลายมือของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร หลังการสอนซ่อมเสริมโดยการใช้แบบฝึก. วิทยานิพนธ์ศศ.ม. (การสอนภาษาไทย) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สุติเชษฐ์ศรีชัยทอง. (2553). การพัฒนาการเป่าขลุ่ยไทยประกอบการอ่านโน้ตไทยโดยใช้แบบฝึก. วิจัยในชั้นเรียน. โรงเรียนพิบูลย์อุปถัมภ์. สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2544). การผลิตนวัตกรรมการเรียนการสนสร้างแบบฝึก เล่ม 2. กรุงเทพ : ชมรมพัฒนาความรู้ด้านระเบียบกฎหมาย. ส าลีรักสุทธี. (2546). คู่มือการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ใหม่กค. กรุงเทพฯ : พัฒนาศึกษา ส าเร็จ ค าโมง. (2554). เส้นทางลัดหัดเล่นดนตรีไทย. กรุงเทพฯ : ฐานบัณฑิต. อัษฎาวุธ สาคริก. (2550). เครื่องดนตรีไทย. กรุงเทพฯ : สารคดี. 28


ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


30


31


ส่วนประกอบของขลุ่ยเพียงออ - เลาขลุ่ย คือ ตัวขลุ่ย มีขนาตแตกต่างกันไปตามชนิดของขลุ่ย มักนิยมประดิษฐ์ลวดลายต่างๆลงบนตัว ขลุ่ย เช่น ลายอกพิกุล ลายหิน และลายกระดูก เป็นต้น ถ้าเป็นขลุ่ยไม้ไผ่ จะนิยมท าลวดลายลงบนเลาขลุ่ย แต่ถ้า เป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้พยุง ไม้งิ้วด า หรืออื่นๆ จะไม่นิยมท าลายลงบนเลาขลุ่ย แต่อาจจะมีการลงรัก ประกอบมุก หรือประกอบงาแทน - ตากขลุ่ย คือ ไม้อุตปากขลุ่ย นิยมใช้ในไม้สักทอง เหลากลมให้คับแน่นกับร่องภายในของปากขลุ่ย ฝานให้ เป็นช่องว่าง ลาตเอียงตลอดชิ้นของตากชลุ่ยเพื่อให้เปาลมผ่านไปได้ - รูเป้า เป็นรูส าหรับเป่าลมเข้าไป - รูปากนกแก้ว เป็นรูที่เจาะร่องรับลม จากปลายตากภายในขลุ่ย อยู่ต้านเดียวกับรูเป๋า อยู่สุดปลายตาพอดี เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปากนกแก้วเป็นรูที่ท าให้เกิดเสียง เทียบไต้กับลิ้นของขลุ่ย 32


- รูเยื่อ เป็นรูส าหรับปิดวัสดุที่ท าให้เสียงสั่นพลิ้ว มักใช้เยื่อไม่ไผ่หรือเยื่อหัวหอมปิด อยู่ต้านขวา ของมือ ซึ่งในปัจจุบันหาขลุ่ยที่มีรูเยื่อไม่ค่อยได้แล้ว - รูนิ้วค้ า หรือรูค้ า เป็นรูส าหรับใช้นิ้วหัวแม่มือปิด เพื่อบังคับเสียงและประคองเลาขลุ่ยขณะเป๋า อยู่ต้านหลังของเลาขลุ่ย ถัดลงมาจากรูปากนกแก้ว - รูบังตับเสียง เป็นรูที่เจาะเรียงอยู่ด้านหน้าของเลาขลุ่ย มีอยู่ทั้งหมด 7 รู - รู้ร้อยเชือก มี4 รูหรือ 2 รูก็ได้อยู่ทางส่วนปลายเลาขลุ่ย มีวิธีการเจาะทะลุ บน-ล่าง ข้าย-ขวา ให้เยื้องกันในแต่ละคู่ช่างบางคนได้กล่าวไว้ว่า ความจริงจุดประสงค์หลักไม่ใต้ไว้ใช้ร้อยเชือก แต่ท าขึ้นเพื่อให้เสียงของขลุ่ยไม่เพี้ยนนั่นเอง วิธีการเป้าขลุ่ยเพียงออ ให้แผยอริมฝีปากต้านบนและต้านล่างจรดลงบนรูเป้า จัดเลาขลุ่ยให้ตั้งไต้มุมประมาณ 45 องศา กับล าตัว โดยทอแขนไว้ข้างล าตัวพองาม (ไม่กางศอกมากจนเกินไป) เป้าลมให้เหมาะสม ไม่เบาและไม่ แรงจนเกินไป ท่านั่งการเป้าขลุ่ยเพียงออ การเล่นเครื่องตนตรีไทยทุกชนิด นักตนตรีต้องส ารวมกิริยามารยาทและปฏิบัติให้เรียบร้อย ให้ ความเคารพต่อครูอาจารย์เครื่องตนตรีผู้ฟัง ตลอดจนนักตนตรีด้วยกันเอง การนั่งเป้าขลุ่ยต้องนั่งตัวตรงเพื่อให้ สมเตินสะตวก ไม่นั่งก้มหน้า ถ้านั่งกับพื้นควรนั่งพับเพียบ ท่าจับขลุ่ยเพียงออ การจับขลุ่ยแบบไทยโดยประเพณีนิยมมาแต่โบราณจะจับโดยเอามือขวาอยู่ข้างบนมือซ้าย แต่ถ้าจับแบบ สากนิยมจะจับเอามือซ้ายอยู่ข้างบนมือขวา ซึ่งสันนิษฐานว่าคนส่วนใหญ่ถนัดมือขวามากกว่ามือซ้าย แต่ในปัจจุบัน สามารถเอามือไหนไว้บนก็ได้แล้วแต่ความถนัดของผู้บรรเลง 33


วิธีจับขลุ่ยเพียงออ มือบนจับเลาขลุ่ย 3 รูด้วยนิ้วชี้นิ้วกลางและนิ้วนาง อยู่ในลักษณะที่พร้อมจะปิด-เปิดรูบังคับเสียง (ซึ่งอยู่ต้านหน้าของเลาขลุ่ย เรียงลงมาตามล าตับตั้งแต่รูที่อยู่บนสุดถึงรูที่สาม นิ้วหัวแม่มือปิตรูนิ้วค้ าต้านหลังไว้ พร้อมทั้งใช้นิ้วก้อยประดองต้านล่างของเลาลุ่ย ส่วนมือล่างจับเลาขลุ่ย 4 รูด้วยนิ้วชี้นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อย เรียงลงมาตามล าตับโดยใช้นิ้วหัวแม่มือประคองเลาขลุ่ยต้านหลัง จับเลาขลุ่ยโดยให้แขนส่วนปลายทั้งซ้ายและขวา ไต้ฉากกับเลาขลุ่ยพอประมาณโดยกางข้อศอกเล็กน้อย ลักษณะการวางนิ้ว ลักษณะการวางนิ้วของมือซ้ายและมือขวา ให้วางในลักษณะขวางกับเลาขลุ่ย โดยให้นิ้วอยู่เหนือรูบังคับ เสียงประมาณ 1 เซนติเมตร และใช้นิ้วบริเวณผิวหนังส่วนที่นูนใต้ปลายนิ้ว เป็นส่วนที่ใช้ปิด-เปิดรูบังคับเสียง ซึ่งการ วางนิ้วเพื่อปิตรูบังตับเสียงต้องพยายามปิดรูให้สนิท มิฉะนั้นจะท าให้เสียงขลุ่ยที่เป่าออกมา ตังผิดเพี้ยงโดยเฉพาะ เสียงโตต่ า ซึ่งเป็นเสียงที่เป้ายากที่สุต ลักษณะของขลุ่ยที่ดี 1. เสียง ขลุ่ยที่ใช้ได้ตีเสียงจะต้องไม่ผิดเพี้ยนตั้งแต่เสียงต่ าสุดไปจนถึงเสียงสูงสุด คือทุกเสียงต้องห่างกัน 1 เสียงตามระบบของเสียงไทย เสียงคู่แปตจะต้องเท่ากันหรือเสียงเสียนเสียงจะต้องเท่ากันหรือนิ้วควงจะต้อง ตรงกัน เสียงแท้สียงต้องโปร่งส มีแก้วเสียงไม่แหนพร่าหรือแตก ถ้าน าไปเล่นกับเครื่องตนตรีที่มีเสียงตายตัว เช่น ระนาตหรือฆ้องวง จะต้องเลือกขลุ่ยที่มีระตับเสียงเข้ากับเครื่องตนตรีนั้น ๆ 2. สม ขลุ่ยที่ดีจะต้องกินลมน้อยไม่หนักแรงเวลาเป้า ซึ่งจะท าให้ระบายลมไต้ง่าย 3. ลักษณะของไม้ที่น ามาท า จะต้องเป็นไม้ที่แก่จัดหรือแห้งสนิท โดยสังเกตจากเสี้ยนของไม้ควรเป็นเสี้ยน ละเอียตที่มีสีน้ าตาลแก่ต่อนข้างด า ตาไม้เล็ก ๆ เนื้อไม่หนาหรือบางจนเกินไป คือจะต้องเหมาะสมกับประเภทของ 34


ขลุ่ยว่าเป็นขลุ่ยอะไร ในกรณีที่เป็นไม้ไผ่ ถ้าไม้ไม่แก่จัดหรือไม่แห้งสนิท เมื่อน ามาท าเป็นขลุ่ยแล้วเวลาผ่านไปขลุ่ย อาจแตกร้าวได้ง่าย เสียงจะเพี้ยนและมอดจะกินได้ง่าย 4. ดากชลุ่ย ควรท าจากไม้สักทอง เพราะไม่มีขุยหรือขนแมวขวางทางสม การใส่ตากขลุ่ยต้องไม่ชิตหรือ หรือห่างขอบไม้ไผ่จนเกินไปเพราะจะท าให้เสียงทึบ ตื้อ ถ้าใส่ห่างจะท าให้กินลมมากเวลาเป่า 5.รูต่าง ๆบนเลาขลุ่ย จะต้องเจาะอย่างประณีตขนาดความกว้างของรูจะต้องเหมาะกับขนาดของไม้ไผ่ ไม่ กว้างเกินไป ขลุ่ยในสมัยก่อน รูต่าง ๆที่ใช้นิ้วปิดจะต้องกว้านต้านในให้เว้า คือผิวต้านในรูจะกว้างกว่าผิวต้านนอก แต่ในปัจจุบันไม่นิยมท าแบบนั้นแล้ว ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากคนท าขลุ่ยต้องผลิตขลุ่ยคราวละมาก ๆ ท าให้ละเลยใน ส่วนนี้ไป 6. ควรเลือกขลุ่ยที่มีขนาดพอเหมาะกับนิ้วของผู้เป่า กล่าวคือ ถ้าผู้เป่ามีนิ้วมือเล็กหรือบอบบางก็ควร เลือกใช้ขลุ่ยเลาเล็ก ถ้าผู้เป่ามีมืออวบอ้วน ก็ควรเลือกใช้ขลุ่ยเลาใหญ่พอเหมาะ 7. ลักษณะประกอบอื่น ๆ เช่น สีผิวของไม้สวยงาม ไม่มีต าหนิขีดข่วน เทลายไต้สวยละเอียดแต่สิ่งเหล่านี้ ท าขึ้นเพื่อความสวยงามของเลาขลุ่ย ไม่มีผลกระทบกับเสียงขลุ่ยแต่อย่างใด เพียงพิจารณาเพื่อเลือกขลุ่ยให้สวยงาม ถูกใจเท่านั้น การบ ารุงรักษาขลุ่ย ขลุ่ยเพียงออ ถ้าทิ้งไว้นาน ๆจะแห้งและท าให้ตากขลุ่ยหดตัวลง เสียงจะไม่ใส การที่จะท าให้ขลุ่ยเสียงตีให้ น าขลุ่ยแชน าผึ้งให้ท่วมรูปากนกแก้ว น้ าผึ้งจะ ะช่วยให้ขลุ่ยชุ่มและขยายตัวอยู่เสมอ ไม่มีช่องที่ลมจะรั่วไต้หรืออีก วิธีหนึ่ง ท าโดยน าขลุ่ยไปแชนน้ าตาลสดหรือน้ าตาลเมาหลายๆวัน จะท าให้เนื้ออยู่ตัว มอดไม่รบกวน นอกจากนี้ควร ระวังต้านอื่น ๆ คืออย่าให้ถูกความร้อนนาน ๆ ไม่ควรเอาไม้หรือวัสดุอื่นแหย่เข้าไปในรูปากนกแก้ว เพราะอาจท าให้ แง่ของตากภายในบิ่น จะท าให้เสียงเสียไต้ทั้งนี้ขลุ่ยเป็นเครื่องตนตรีที่ต้องใช้ปากเป้าโดยตรง ฉะนั้นการรักษา ความสะอาตจึงเป็นเรื่องส าคัญ โดยมีวิธีการบ ารุงรักษาตังนี้ 1. ก่อนหรือหลังเป่าขลุ่ยควรท าตวามสะอาตโดยการขัดเซ็ตทุกครั้ง แต่ห้ามน าไปล้างในอ่างน้ าหรือตาก แสงแดตโดยตรง เพราะจะท าให้เกิดการยืดหรือหตตัวไต้และจะท าให้เสียงขลุ่ยเปลี่ยนไป ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ด เพื่อฆ่าเชื้อบริเวณที่เป้าด้วย 2. อย่าใช้ขลุ่ยร่วมกับผู้อื่น เพราะอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้ 3. อย่าให้ตกหล่น เพราะขลุ่ยท าจากไม้หรือพลาสติก อาจแตกหรือช ารุตไต้ 4. ถ้าไม่มีความรู้จริง ๆ ห้ามตกแต่งรูชลุ่ยเพราะจะท าให้เสียงเพี้ยนได้ 5. หลังการใช้ควรเก็บใส่ถุงให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันแมลงหรือสัตว์เล็ก ๆเข้าไปอาศัย 35


36


ภาคผนวก ข ผลการวิเคราะห์เครื่องมือ


การตรวจสอบความเที่ยงตรง/ความตรงของเนื้อหา แบบฝึกทักษะการปฏิบัติขลุ่ยเพียงออขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ขอให้ท่านพิจารณาข้อสอบในแต่ละข้อ ว่ามีความสอดคล้องกับเนื้อหาและระดับพฤติกรรมที่ต้องการวัด หรือไม่ตามเกณฑ์ต่อไปนี้ - หากข้อค าถาม สอดคล้อง กับเนื้อหา / ระดับพฤติกรรม (+1 คะแนน) - หาก ไม่แน่ไจ ว่าข้อค าถามสอดคล้องกับเนื้อหา / ระดับพฤติกรรม (0 คะแนน) - หากข้อค าถามไม่สอดคล้อง กับเนื้อหา / ระดับพฤติกรรม (-1 คะแนน) 38


39


40


41


ค่า 0.93 แสดงถึงข้อสอบนี้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทั้งนี้ค่า IOC ที่ยอมรับได้ว่าข้อสอบมีความ เที่ยงตรงคือมีค าตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป ถ้าหากมีค าน้อยกว่า 0.5 ถือว่าข้อสอบนั้นไม่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม ต้องท าใหม่หรือตัดข้อสอบออกไป ค่า 1 แสดงถึงข้อสอบข้อนมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทั้งนิค่า IOC ทียอมรับไว้ว่าข้อสอบมีความ เที่ยงตรงคือมีค าตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป ถ้าหากมีค่าน้อยกว่า 0.5 ถือว่าข้อสอบข้อนั้นไม่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรม จะต้องตัดข้อสอบนั้นออกไปหรือท าการปรับปรุงข้อสอบนั้นใหม่ 42


Click to View FlipBook Version