The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่องราวการถ่ายทอดภูมิปัญญา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by E-book สสว.10, 2020-06-01 00:04:10

ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง

เรื่องราวการถ่ายทอดภูมิปัญญา

นายรมย์ ริมวเิ ชยี ร

เกิดเมื่อวันท่ี 9 สิงหาคม พ.ศ. 2482 ปัจจุบันอายุ 80 ปี เป็นชาวจังหวัดพัทลุง
จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรยี นวัดสมสมัย (ปัจจบุ ันโรงเรยี นประจมิ ทิศาราม)
ภรรยาชื่อนางหนูถัด สมุหเสนีโต มีบุตร 3 คน เป็นผู้หญิง 2 คน และผู้ชาย 1 คน ทุกคน
มคี รอบครวั และอาชพี ท่มี ัน่ คง

“ภริ มจติ รกร พัทลุง” นามปากกาที่โด่งดัง
เป็นที่รู้จักของคนพัทลุงและบุคคลท่ัวไป เป็นผู้ที่มี
ความสามารถด้านการวาดภาพ และลายเส้น
ประกอบอาชีพจิตกรรับเขียนฉาก จอหนังตะลุง
มโนราห์ ลิเก เป็นต้น มาต้ังแต่ปี พ.ศ.2506 จาก
การเป็นศิษย์ของอาจารย์มิ่นคิ่น จิตรกรเอกชาว
เวียดนามที่ถูกจับเป็นเชลย โครงการสนธิสัญญา
เวียดนามอพยพ เป็นเวลา 3 ปี ซ่ึงในระหว่าง
ทางานก็ได้เพ่ิมเติมความรู้ด้านการวาดภาพไปด้วย
เชน่ การลงสี แสง เงา ร่างกายมนุษย์ กับน้าสุนทร ทจี่ บการศึกษาจากโรงเรยี นเพาะช่าง
และเรียนวิชาชีพการเขียนกับอาจารย์สุธรรม สงค์เพชร ณ โรงภาพยนตร์คิงส์หาดใหญ่
ตอ่ มาอาจารย์เหม เวชกร ได้ทาพิธียกครูและรบั รองใหเ้ ป็นช่างเขียนมอื อาชีพ จนกระทั่ง
ปีพ.ศ. 2525 ได้เร่ิมรับวาดภาพผนังโบสถ์ โดยภาพแรกท่ีวาดคือประวัติพระพุทธเจ้า
ณ วัดควนปรง อาเภอเมือง จังหวัดพัทลุง และอีก 70 กว่าวัดท่ัวภาคใต้ โดยยึดหลัก
“ศลิ ปนิ ต้องจริงใจ และบริสทุ ธใิ์ จกับงานทเี่ ราทา”
“โรงเรียนสอนศิลปะฟรี” ณ บ้านเลขที่ 15
หมู่ที่ 3 ตาบลตานาน อาเภอเมือง จังหวัดพัทลุง
ในทุกวันอาทิตย์ จะเห็นเด็ก ๆ วิ่งเล่น หรือนั่งล้อมวง
ทากิจกรรมวาดภาพ พร้อมเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ
แสดงว่าเรามาถึงท่ีนี่ “โรงเรียนสอนศิลปะฟรี” โดย
ลุงรมย์ เปิดบ้านสอนศิลปะให้กับเด็ก ๆ เพื่อต้องการ
ให้เด็กและเยาวชนในชุมชนห่างไกลยาเสพติด และ
ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มากกว่าการเท่ียวเล่น หรือ
ติดเกมส์คอมพิวเตอร์ที่จะทาให้เด็กมีอารมณ์รุนแรง...
ท่มี า : คอลมั นค์ นเด่น ; เมอื งลงุ โพสต์ ฉบบั วันท่ี 1-15 มกราคม 2553 หนา้ 9

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 1

ลุงรมย์ ได้เร่ิมสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.
2539 โดยเริ่มจากคาแนะนาของ นาย
เปรื่องประชาชาติ ผู้อานวยการสานักงาน
ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย
“...รมย์เหอ คนสองคนก็ถูกสอน แต่รมย์
ม้ายเงินเดือนนะ สอนเด็กเป็นวิทยาทาน
ให้ทานเด็กด้วยวิชา...”

ได้ไปเอาโตะ๊ เก่า ๆ จากโรงเรยี นท่าแค
มาซ่อมเอาเอง ถ้าเสียหายไม่ต้องชดใช้ ซึ่งเด็ก ๆ ที่มาเรียนไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ใด ๆ
ลุงรมย์จะขอสนับสนุนอุปกรณ์จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สานักงานพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย์ องค์การบริหารส่วนตาบลตานาน สานักงานคลังจังหวัดพัทลุง
โรงพยาบาลพัทลุง สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
เป็นตน้

ลุงรมย์ สานึกในพระมหากรุณาธิคุณและยึดหลักคาสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9
จึงได้น้อมนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดาเนินชีวิต และใช้หลักการ
เดียวกันในการสอนเด็ก ๆ ใหเ้ ป็นคนดี“ไม่เห็นแก่ตัว” “น่าเกลียดที่สุดความเห็นแก่ตัว”
“เราทาความดดี ้วยหวั ใจ” “ทาความดีตามรอยพ่อ” “ต่อไปไม่โกง” เพราะลุงรมย์เชื่อว่า
เด็กเป็นผ้าขาวบริสุทธ์ิ ถ้าให้หรือสอนในสิ่งที่ดี เด็กก็จะรับฟังและปฏิบัติดี ดังนั้นใน
ทกุ วนั กอ่ นทจี่ ะเริม่ เรียนศลิ ปะเด็กทุกคนตอ้ งท่องสงิ่ เหล่านี้ เพ่อื ให้ซึมซับในหวั ใจของเดก็
ทุกคน ไม่เกเร ไม่ยุ่งเก่ียวกับยาเสพติด ในขณะเดียวกันลุงรมย์เองก็ปฏิบัติตัวเป็น
แบบอย่างทด่ี ี ไมส่ ูบบุหรี่ ไม่เหน็ แก่ตวั ไมฉ่ ้อราษฎร์บงั หลวง ไมโ่ กงคน

เด็กมาเรียนฟรี ไม่ต้องหาซ้ืออุปกรณ์ เพราะลุงรมย์จะใช้เงินที่ได้จากการสอน
หรอื เป็นวิทยากรของหน่วยงานมาซื้อ และจดั หามาให้ โดยถา้ เม่อื ไหรเ่ หน็ ว่าอุปกรณ์น้อย
ไม่เพียงพอกับจานวนเด็กท่ีมาเรยี น ลุงรมย์จะไปขอบริจาคกระดาษ A4 สี ดินสอ ฯลฯ
กับหน่วยงานท่ีอยู่ในศาลากลางจังหวัดพัทลุง ซ่ึงเป็นท่ีรู้กันของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน
และยินดีจัดเตรียมไว้ให้เพราะทราบดีว่าลุงรมย์นามาสอนเด็ก แม้แต่ร้านเครื่องเขียนใน
ละแวกนั้นกเ็ ชน่ กัน ถา้ ลงุ รมยม์ าซือ้ ของก็จะขายในราคาถูกบ้าง หรอื แถมสินค้าบางอย่าง
โดยไม่คิดเงินบ้าง เด็กที่มาเรียนได้ท้ังความรู้ด้านการวาดภาพ ฝึกสมาธิในการทางาน
และการเรียน ฝึกการควบคุมอารมณ์ จิตใจ รู้จักตัวเอง บางคนค้นพบความถนัดและ

2 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

พรสวรรคข์ องตนเองจนสามารถต่อยอดยึดเป็นอาชีพได้ ทส่ี าคัญได้รับความรัก ความเมตตา
อย่างบริสทุ ธิใ์ จประดุจลูกหลานของตนเอง

ปัจจุบันลุงรมย์มลี ูกศิษย์กว่า 100 คน
สิ่งท่ีทุกคนได้รับจากการมาเรียนศิลปะ คือ
การดูแลดว้ ยความรกั ความเอ็นดู และการอบรม
ส่ังสอนให้เด็กเป็นคนดี มีความประพฤติดี รู้จัก
ตนเอง รู้จักอารมณ์ มีสมาธิ และตั้งมั่นอยู่
ในความดีงาม นอกจากน้ีผลงานและรางวัล
ความสาเรจ็ ทีไ่ ด้รับ จากหน่วยงานตา่ ง ๆ อาทิ

• เข็มเชิดชูเกียรติการรณรงค์เพ่ือ
การเรียนรูห้ นังสือของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน

• ประกาศเกียรติคุณสมาพันธ์ศิลปิน
พื้นบ้านศรีวิชัย จากสานักงานคณะกรรมการ
วฒั นธรรมแห่งชาติ
• ผู้สนับสนุนศิลปินดีเด่นระดับอาเภอ ประจาปีการศึกษา 2540 จากมูลนิธิ
เพื่อการศึกษาไทยรัฐวิทยา 74 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้
กรมการศกึ ษานอกโรงเรยี น ศูนย์อานวยการศรวี ชิ ัย
• เป็นผู้สูงอายุท่ีมีผลงานการถ่ายทอดภูมิปัญญาดีเด่นสาขาศิลปะ วัฒนธรรม
ประเพณี (จติ รกรรมฝาผนังและวาดภาพเหมอื น) ตามโครงการคลังปัญญาผู้สูงอายุ เนื่อง
ในการจัดงานมหกรรมทางวิชาการ “มองสังคมไทยท่ี สท.” ประจาปี 2551 จาก
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 3

ชว่ งหนง่ึ ของการพูดคุย และรับฟังเรื่องราวมากมายของลุงรมย์ ...
สอนแล้วเด็กจะไดเ้ หมอื นลุงรมยม์ ย้ั ? “ไมท่ ราบ ตอบยาก รู้แต่วนั นีเ้ ด็กได้วชิ าในตัว”
ลุงรมย์จะสอนเด็กไปถึงเม่อื ไหร่? ตอบโดยไม่ตอ้ งคิด “สอนจนสุดความสามารถ
จนไม่สามารถสอนได้ มนั เปน็ ความสขุ ทางใจทีไ่ ดส้ อน ถ้ามีกาลงั ยงั สอนอกี จนหมดกาลงั ”
“เห็นเด็กได้ดีก็ดีใจแล้ว” เป็นบทสนทนาสั้น ๆ ท่ีเห็นถึงความตั้งใจ บริสุทธ์ิใจ
ในการให้อย่างไม่คิดหวังส่ิงตอบแทน นอกจากการเห็นเด็กได้ดี เป็นคนดี ก็มีความสุขแล้ว
เฉกเช่นเดียวกัน เด็ก ๆ เอง ก็ได้บอกว่าขอให้ “ตารมย์มีอายุยืนนาน” อยู่สอนเด็ก
ร่นุ แลว้ รนุ่ เลา่ อกี นาน ๆ
และท่ีสังเกตเห็นลุงรมย์ใช้พ้ืนที่บริเวณบ้านทุกพ้ืนที่ในการสอนเด็กท้ังในตัวบ้าน
ด้านข้าง รวมท้ังลานหน้าบา้ น มนี า้ ไวบ้ ริการให้ไดด้ ่ืมระหว่างเรยี น ถ้าวันไหนตรงกับวันท่ี
ป้าทาขนมไปวัด หรือเพื่อนบ้านนาขนมมาให้ เด็ก ๆ ก็จะมีขนมทานเวลาหิว
เป็นบรรยากาศของการอยู่บา้ นญาติผูใ้ หญท่ ี่ใจดี ซึ่งนับว่าหาได้ยากในยุคสมัยท่ีเปล่ียนไป
ทกุ อย่างเรง่ รีบและมีการแขง่ ขนั
นอกจากการสอนเด็กที่บ้านแล้วลุงรมย์ยังใช้ความสามารถด้านการวาดภาพทา
ประโยชน์ให้กับชุมชนต่าง ๆ อีกมากมาย อาทิ ภาพวาดในหลวงรัชกาลท่ี 9 ให้กับ
สานักงานคลังจังหวัดพัทลุง เนื่องในโอกาสงานรวมพลังจิตอาสาศิลปินวาดภาพชาว
พทั ลุง สรา้ งสรรค์งานจิตรกรรมบนผนังกาแพงรว้ั เมอื่ วันท่ี 9 ตุลาคม 2560 การบริจาค
ภาพวาดในหลวงรัชกาลที่ 9 และภาพวาดปรากฏการณ์ภูเขาอกทะลุสีทอง ให้กับศูนย์
แพทย์ชุมชนดอนยอ โรงพยาบาลพัทลุง เมื่อวันท่ี 27 กันยายน 2561 การวาดภาพผนัง
รวั้ และการเข้ารว่ มโครงการจติ อาสา “เราทาความดี ด้วยหวั ใจ” เป็นต้น

4 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

และหากมองถึงผลท่ีเกิดขึ้นต่อชุมชน ลุงรมย์ได้ทาให้ปัญหาสังคมของชุมชน
ลดน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด ปัญหาไม่จบการศึกษาภาคบังคับ หรือไม่เรียน
ต่อเมื่อจบการศึกษาภาคบังคับ ปัญหาการว่างงาน และการใช้เวลาว่างไม่เกิดประโยชน์
มีสาเหตุมาจากครอบครัวไปทางานต่างถ่ิน เด็กและเยาวชนอยู่กับผู้สูงอายุ ทาให้มี
ช่องว่างระหว่างวัย เด็กต้องทางานเพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว และบางส่วน
แต่งงานมีครอบครัว เป็นต้น ในขณะเดียวกันปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เช่น ขาดแคลน
อุปกรณ์ท่ีจาเป็น สถานท่ีไม่เพียงพอ อยากต่อเติมหลังคาเพ่ือให้มีเน้ือท่ีมากขึ้น เพราะ
มีปัญหาเวลาฝนตก สอนได้ไม่ครบทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุเนื่องจาก
มีข้อจากัดในเร่ืองของเวลา และผู้สูงอายุติดบ้าน จึงต้องการจัดต้ัง “กลุ่มศิลป์ศิษย์ภิรมย์”
เพ่ือให้ลูกศิษย์ที่มีจิตอาสาได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ และทาประโยชน์ให้กับสังคม
ด้านจิตรกรรมฝาผนัง ดังนั้นแนวทางการพัฒนาพลังภูมิปัญญาให้เกิดการยังประโยชน์
ตอ่ สงั คมและขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย มดี ังน้ี

1. ควรทาความร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรเอกชนในการสนับสนุนวัสดุ
อุปกรณ์ท่ีจาเป็น เช่น สี กระดาษ ดินสอ เป็นต้น และปรับปรุงสถานที่ เพื่อให้เพียงพอ
สาหรับผู้เรียน

2. ควรทาการรวบรวมภูมปิ ัญญาในพ้ืนที่ ส่งเสริม และขับเคลื่อนให้เกิดการต่อ
ยอด หรอื นาองค์ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ในพ้นื ที่

3. ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุนาภูมิปัญญาเป็นเคร่ืองมือในการสร้างประโยชน์ให้
สงั คม โดยหารปู แบบ กาหนดกลุ่มเป้าหมาย และจดั กจิ กรรมที่เหมาะสมกับพื้นท่ี

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง ... 5

นายน้อม คงแก้ว

เกิดเม่ือวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2484 ปัจจุบัน อายุ 78 ปี อาชีพทาสวน อยู่

บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 2 ตาบลบ้านโพธ์ิ อาเภอเมือง จังหวัดตรัง มีบุตร 4 คน เป็น

ผ้หู ญิง 2 คน และเปน็ ผู้ชาย 2 คน ต่างมคี รอบครวั และอาชพี ทม่ี ่ันคง

เดมิ พ่อของลุงน้อม คงแก้ว มีตายายเป็นมโนราห์

(มีบรรพบุรุษที่สืบทอดการรามโนราห์) จนกระท่ังถึง

รุ่นของลุงน้อมท่ีจะต้องมีทายาทสืบทอด ขณะนั้น

ลุงน้อมอายุ 7 ขวบ มอี าการเป็นไข้ ตวั ร้อนมาก กินยา

เท่าไหร่ก็ไม่หาย แม่จึงพาลุงน้อมไปหาหมอดูจึงรู้ว่า

ถูกครูหมอโนราห์ลงโทษวิธีแก้คือลุงน้อมต้องรับครู

หมอโนราห์ แม่จึงพาลุงน้อมไปเป็นลูกศิษย์

อาจารย์เปล่อื น เพชรหนู (โนราหเ์ หมีย)ซึ่งเปน็ ครคู น

แรกและคนเดียวที่สอนรามโนราห์และรอ้ ยลูกปัดมโนราห์ ปัจจุบันอายุ 92 ปี เพื่อไปหดั

รามโนราห์ ซึ่งมีคนอื่นมาเรียนด้วยกันหลายคน ช่วงแรกที่เรียนรู้สึกว่ายาก ไม่ชอบเรียน

และอาจารย์สอนเข้มงวดมาก วิธีการสอนคืออาจารย์ราให้ดูข้างหน้าลูกศิษย์ก็ราตาม

อาจารย์ หลังจากน้ันอาการไม่สบายก็หายไป ลงุ นอ้ มใช้เวลาเรยี น 2-3 เดอื น จึงเริ่มออกงาน

กับวงของอาจารย์เปลื่อน เพชรหนู (วงโนราห์เหมีย) ในวงมโนราห์ใช้เครื่องดนตรีสด

ประกอบด้วยกลอง ทับ โหม่ง ฉ่ิง กรับ และป่ี โดยคนในวงจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน

เล่นดนตรีและรามโนราห์สลับกัน ทาให้ทุกคนสามารถทาได้ทุกหน้าที่ ซ่ึงการรามโนราห์

จะราได้ 2 ประเภท คือ ราโรงครูกับราโรงเหมย และท่าราของมโนราห์มีท้ังหมด 12 ท่า

ไดแ้ ก่

1. ทา่ เทพพนม 2. ทา่ พรหมส่ีหนา้

3. ท่าแม่ลายกนก 4. ทา่ สอดสร้อยมาลา

5. ท่าผาหลาเพียงไหล่ 6. ทา่ บวั ตูม

7. ทา่ บวั แย้ม 8. ท่าบัวบานแซม

9. ท่าแมงมมุ ชกั ใย 10. ทา่ พิสมยั เรียงหมอน

11. ท่าเขาควาย 12. ท่าขหี้ นอน

ซึ่งเวลาราจะราท่าไหนก็ได้ และสามารถว่ากลอนสดเพ่ือให้เข้ากับโอกาสได้ด้วย

โดยในวงมสี มาชิกประมาณ 30 คน และปัจจุบันลุงนอ้ มยังคงออกงานกบั วงโนราหเ์ หมยี

6 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง

แนวคดิ การถ่ายทอดและอนุรักษภ์ ูมิปญั ญามโนราห์

ตามความเชื่อต้งั แตส่ มยั โบราณ ภูมปิ ัญญามโนราหห์ รือโนราจะถูกถ่ายทอดจาก
รุ่นสู่รุ่น คนท่ีเป็นโนราเมื่อถึงวัยชราหรือทาการแสดงไม่ได้จะต้องมอบเครื่องดนตรี
เครื่องโนรา อุปกรณ์การแสดง และครูหมอ (บรรพบุรษุ ของโนรา) ใหแ้ ก่ลูกของตนเอง
เพราะถือว่าเป็นเช้ือสายโดยตรง หรือผู้สืบทอดนั่นเอง โดยผู้สืบทอดจะต้องปฏิบัติ
เหมือนเดิมอย่างเคร่งครัด เช่น จะราโนราโรงครูทุกปีของเดือน 6 ท่ีบ้านตนเอง หรือ
จะตอ้ งตงั้ ครหู มอตายายทกุ ปขี องเดือน 6 ทห่ี ้ิงเดมิ หรือห้งิ ทีบ่ ้านของตนเอง ถ้าไมป่ ฏิบัติ
เหมือน ๆ ที่ทากันมาต้ังเเต่โบราณครูโนราจะให้โทษจะทาให้ตนเองหรือญาติพี่น้อง
เกิดความเจ็บไขไ้ ดป้ ว่ ยจนถึงชีวิต

มาในสมัยปัจจุบันความเชื่อเหล่าน้ียังคงอยู่
แต่โอกาสในการนาภูมิปัญญามโนราห์ไปใช้
มีน้อยลง เนื่องจากการเปล่ียนแปลงทางด้าน
สังคมที่เข้าสู่สังคมท่ียอมรบั วัฒนธรรมตะวันตก
มากขึ้น ทาให้ละเลยวัฒนธรรมด้ังเดิมที่มีอยู่
ส่งผลให้มีผู้สืบทอดภูมิปัญญามโนราห์น้อยลง
ประกอบกับค่าจ้างในการแสดงค่อนข้างสูงเมื่อ
เทียบกบั วงดนตรสี มัยใหม่ และคา่ นยิ มที่
เปลี่ยนไป ลุงน้อมต้องการรักษาภูมิปัญญามโนราห์ให้คงอยู่กับชุมชน จึงพยายาม
ถ่ายทอดความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เพ่ืออนุรักษ์ภูมิปัญญา
มโนราห์และสิ่งดีงามเหล่านี้ไว้ โดยเร่ิมแรกลุงน้อมถ่ายทอดภูมิปัญญากับเด็กแถวบ้าน
หรือเด็ก ๆ ทบ่ี ้านอยู่ไม่ไกล เน่ืองจากเห็นว่าเด็ก ๆ เอาแต่วิ่งเล่นซุกซน และม่ัวสุม จึงให้
เด็กมาฝึกรามโนราห์ เพื่อได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ลดการมั่วสุม และห่างไกลจาก
ยาเสพตดิ นอกจากนี้ยังทาให้เด็ก ๆ ได้ออกกาลังกาย และสนุกสนาน อีกด้วย โดยสอนที่
บ้านลุงน้อมในช่วงตอนเย็น ใช้การเปิดแผ่น CD ประกอบการสอน โดยไม่มคี ่าใช้จา่ ย
นอกจากนี้ลุงน้อมยงั สอนอีกหลายที่ ดงั น้ี

1. สอนเด็กในวงโนราหเ์ หมียร่วมกับครูเปล่ือน เพชรหนู ซึ่งเป็นอาจารย์ทีส่ อน
และเปน็ เจ้าของวงมโนราห์ โดยสอนทีบ่ ้านอาจารย์เปล่ือน ผู้เรียนสามารถนาไปประกอบ
เป็นอาชีพได้ สอนโดยใช้ดนตรีสด สอนการเขียนบท การร้องบทกลอน สาหรับใช้ใน
การแสดงจริง

2. สอนเด็กนักเรียนท่ีโรงเรียนจากการติดต่อของอาจารย์จานวน 2 โรงเรียน
ได้แก่ โรงเรียนวัดขุนสิทธิ์ ตาบลบ้านโพธิ์ และโรงเรียนบ้านไร่พรุ ตาบลน้าผุด อาเภอเมือง

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 7

จังหวัดตรัง ซ่ึงได้บรรจุการเรียนการสอนรามโนราห์อยู่ในหลักสูตรของโรงเรียนต้ังแต่

ปีการศึกษา 2549 โดยมีการจัดทาเป็นเอกสาร แสดงถึงท่าราต่าง ๆ และมีการพัฒนา

ใช้ CD ชว่ ยสอน โดยมีเนอ้ื หา ดงั นี้

o ประวตั ิมโนราห์ 3 ช่ัวโมง

o การฝกึ รามโนราห์ 25 ชัว่ โมง

o ฝกึ การวา่ บทกลอน 15 ชั่วโมง

o แสดงผลสาเรจ็ ผลงาน 3 ช่วั โมง

รวม 46 ชว่ั โมง

ซึ่งลุงน้อมได้ค่าตอบแทน ช่ัวโมงละ 150-200 บาท และเมื่อมีคนมาจ้างให้ไป
แสดงมโนราห์ ลุงน้อมจะนาเด็กจากโรงเรยี นทล่ี ุงน้อมเหน็ แววว่าราสวยไปร่วมแสดงด้วย
โดยบางคร้ังมรี ถโรงเรียนไปส่ง บางครงั้ ก็ไปพรอ้ มกบั ทมี บา้ นอาจารยเ์ ปลือ่ น

3. สอนการร้อยลูกปัดมโนราห์ โดยจะสอนควบคู่กับการสอนรามโนราห์
เนื่องจากลงุ นอ้ มเห็นว่าชุดมโนราหเ์ ปน็ สงิ่ สาคัญสาหรบั การแสดงมโนราห์ เป็นงานศิลปะ
ท่ีควรอนุรักษ์ และถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลัง ซ่ึงลุงน้อมจะร้อยลูกปัดมโนราห์สาหรับใช้
เองและจาหน่ายให้กับผู้ที่ต้องการและส่ังทาในราคาชุดละ 6,000 – 7,000 บาท ใช้
เวลาประมาณ 1 เดือนต่อชุด

นอกจากการสอนและการถ่ายทอดในเร่ืองของการรามโนราห์และการร้อยลูกปัด
มโนราห์ แล้วลุงน้อมยังสอนการประพฤติ การปฏิบัตติ ัวให้เป็นคนดี การวางตัวใหเ้ หมาะสม
และไม่ทาให้อาจารย์เสียชื่อเสียงอีกด้วย และสาหรับทายาทที่จะสืบทอดภูมิปัญญา
ของลุงน้อมคือหลานชาย 2 คน ได้แก่ นายประคอง ช่วยรัฐ ผู้สืบทอดการรามโนราห์
และนายวีรพงศ์ แก้วแสงขวญั ผูส้ ืบทอดด้านการรอ้ ยลูกปดั มโนราห์

ลุงน้อมต้องการถ่ายทอดภูมิปัญญามโนราห์ให้กับคนรุ่นหลัง เน่ืองจากเป็น
ประเพณีและวัฒนธรรมของภาคใต้ท่ีมีมานาน เป็นความเชื่อท่ีสั่งสมมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน
ให้ปฏบิ ัติต่อ ๆ กนั มา และคนในชุมชนตา่ งเป็นลูกหลานของโนราทตี่ ้องสืบทอด มีการทา
พิธบี วงสรวง เซ่นไหว้บรรพบุรุษท่ลี ่วงลบั ไปแลว้ เพือ่ ใหท้ า่ นดูแลและอวยพรให้ลูกหลาน
อยกู่ ันอย่างร่มเยน็ เป็นสขุ ประกอบกบั ปจั จุบนั มีความสะดวกมากขึ้น เชน่

1. อปุ กรณท์ ่ใี ช้ในการร้อยลูกปดั มโนราห์
- ฝ้าย สมยั กอ่ นตอ้ งปัน่ ด้ายเอง แต่ปจั จุบนั มีดา้ ยสาเร็จรปู
- ลูกปดั เมด็ เล็กปจั จุบนั เม็ดใหญ่ข้ึน และสหี ลากหลายมากขน้ึ
- การตัดดา้ ยสมยั กอ่ นไมม่ กี ารตัดจะใช้วธิ ีกะระยะเอาเอง แต่ปจั จบุ ันใช้ธปู ตดั

8 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง

2. อุปกรณ์การสอนรามโนราห์ เม่ือก่อนการเรียนรามโนราห์ต้องเรียนกับครู
โดยครูทาให้ดูเป็นตัวอย่างก่อนและใช้ดนตรีสดในการให้จงั หวะ แต่ปัจจุบันมี CD ที่ใช้
ในการฝึกราและฝกึ รอ้ งหลากหลาย อีกทั้งยงั สะดวกในการพกพา

3. ท่วงท่า และทานองในการรามโนราห์ สมัยก่อนจะมีความยากและอ่อนช้อย
กว่าปัจจุบัน เนื่องจากต้องการปรับท่าราให้ง่ายข้ึนเพื่อสะดวกในการสอนและใช้เวลา
สอนให้น้อยลง

ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั จากภมู ิปญั ญามโนราห์

1. เดก็ ได้ความรู้ ความเข้าใจถงึ ความเปน็ มาของภูมิปัญญามโนราห์
2. เด็กได้ฝึกการรามโนราห์ และออกแสดงในงานเทศกาลตา่ ง ๆ
3. เดก็ สามารถนาความรู้ที่ได้ไปถา่ ยทอดสรู่ ุน่ นอ้ งได้
4. เดก็ ใช้เวลาว่างใหเ้ ป็นประโยชน์ ฝึกสมาธิ และสรา้ งความสามัคคีระหว่างเดก็
ในชุมชน
5. เดก็ สามารถสืบทอด และอนุรกั ษ์ศิลปะ วัฒนธรรม ที่ดีงามของชมุ ชน
6. เด็กได้ดูแลสุขภาพ เพราะการรามโนราห์ทาให้ได้ออกกาลังกาย ห่างไกลจาก
ยาเสพตดิ เพราะถา้ ติดยาจะทาใหร้ า่ งกายทรดุ โทรม และราไมส่ วย

ปญั หาและอุปสรรคในการถา่ ยทอดภมู ิปญั ญา

1. สุขภาพของผู้ถ่ายทอด เนื่องจาก ลุงน้อม คงแก้ว ปัจจุบันมีอายุ 78 ปี เร่ิม
เข้าสู่วัยชรา บางครั้งมีปัญหาในเรื่องของสุขภาพบ้าง ถ้าต้องเดินทางเพื่อไปถ่ายทอดใน
สถานทไ่ี กล ๆ ก็ไม่สะดวก

2. ผูป้ กครองของเด็กบางคนไม่เข้าใจ ไม่กล้าให้ลูกหลานมาเรยี นกลัวถูกครูหมอ
โนราห์และต้องรับครูหมอโนราห์ ซ่ึงจะต้องเป็นภาระยุ่งยากในการปฏิบัติตัวตาม
แนวทางทเ่ี ช้ือสายโนราปฏิบัติกันมา แตใ่ นความเป็นจริงหากไม่ได้มีเชื้อสายมโนราหห์ รอื
ไม่ไดเ้ ปน็ ผู้ทีถ่ ูกเลือกจากครหู มอโนราห์ก็ไม่ตอ้ งสืบทอดใด ๆ เพราะถือว่าการรามโนราห์
เป็นการแสดงอยา่ งหนึ่งเท่านน้ั เอง

3. ค่านิยมของคนในชุมชนทเ่ี ปลี่ยนไป โดยหันไปนิยมการแสดงทเี่ ป็นสากลมากข้ึน
เช่น วงดนตรีลูกทุ่ง วงดนตรีสตริง คอนเสิร์ต เป็นต้น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่นิยม
วงดนตรีมากกว่าประกอบกับค่าใช้จ่ายที่มีความแตกต่างกัน ซ่ึงถ้าเป็นการรามโนราห์
จะมีคา่ ใชจ้ ่ายประมาณ 40,000 – 60,000 บาท ในขณะทีว่ งดนตรมี คี ่าใชจ้ า่ ยที่ประมาณ
10,000 – 15,000 บาท

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 9

ผลงานและรางวลั ความสาเรจ็
1. ภูมิปัญญาผู้สูงอายุด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี (ร้อยลูกปัดมโนราห์และ

การแสดงมโนราห์) มีผลงานดีเด่นตามโครงการคลังปัญญาผู้สูงอายุจังหวัดตรัง
ประจาปี 2551

2. ภูมปิ ญั ญาผ้สู งู อายุดา้ นศิลปะ วฒั นธรรม ประเพณี (รามโนราห)์ ถ่ายทอดแก่
เด็ก เยาวชน บุคคลทั่วไป ตามโครงการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุเพ่ือการ
พฒั นาสงั คมของจังหวดั ตรงั ประจาปี 2552

3. ภูมิปัญญาผู้สูงอายุดีเด่น ประจาปี 2554 กระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมัน่ คงของมนษุ ย์
ข้อเสนอแนะ

1. ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุท่ีมีภูมิปัญญาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านศิลปะ
วัฒนธรรม ประเพณี แก่เด็กและเยาวชน เพ่ือเป็นการอนุรักษ์ให้คงอยู่ และใช้ประโยชน์
จากภมู ิปญั ญาในการพฒั นาสังคม

2. ควรสรา้ งความตระหนกั ให้คนรนุ่ ใหมเ่ หน็ คุณคา่ ของภูมปิ ัญญา และมสี ่วนร่วม
ในการสืบทอด เผยแพร่ และนาไปใช้ประโยชน์

10 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

นางประเคยี ง หมืน่ พนั (ปา้ พริก)

ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพ้นท์ผ้าถุง
ลกู ปดั บ้านบางโรง ตาบลป่าคลอก อาเภอถลาง
จังหวัดภเู กต็ อยู่บา้ นเลขท่ี 71 หมู่ที่ 3 บ้านบางโรง
ตาบลป่าคลอก อาเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
โทรศพั ท์ 088 - 7612059

ความเป็นมา

ก่อนจะมาเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพ้นท์ผ้าถุงลูกปัดบ้านบางโรง เมื่อประมาณ
ปีพ.ศ.2552คุณประเคียง หมน่ื พัน ร่วมกับชาวบ้านในพ้ืนที่ชุมชนมุสลิมได้ไปศึกษาดูงาน
เกย่ี วกบั การเพน้ ท์ผา้ จงึ ไดเ้ กดิ ความคดิ จดั ตัง้ กลุ่มการเพ้นท์ผ้า โดยเรม่ิ จากการรวบรวม
เงินในกลมุ่ เลก็ ๆ จานวน 15 คน เพ่ือซื้อผ้าและอุปกรณ์มาฝึกเพ้นท์ และได้จดั ตง้ั กลุ่มขึ้น
จากนั้นเป็นต้นมา ต่อมาสมาชิกกลุ่มได้เขียนโครงการโดยเสนอส่งผ่านพัฒนาชุมชนป่าคลอก
เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณและได้รับงบประมาณ จานวน 40,000.- บาท นามาลงทุน
เพ้นท์ผ้าปาเต๊ะ ต่อมาสมาชิกกลุ่มได้มีการบริหารจัดการงบประมาณของกลุ่มโดยการให้
สมาชิกในกลุ่มรว่ มกันซื้อหุ้นของกลุ่ม โดยขายหุ้นละ 50 บาท เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน
ของกล่มุ และมีการแบ่งดอกผลใหแ้ กส่ มาชิกภายในกลุ่มเป็นรายเดอื น

ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ผ้าปาเต๊ะของกลุ่ม คือลักษณะของสีสันที่เพ้นท์ลาย
มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากกว่ากลุ่มอ่ืนๆ โดยจะต้องมีลวดลายที่โดดเดน่ มลี ูกเล่น
เพ่ิมมากข้ึน เช่น การเพิ่มสีสันของลูกปัดให้มีความหลากหลาย เป็นท่ีสวยสะดุดตาและ
ดึงดูดใจลูกค้า
กระบวนการถ่ายทอดภูมปิ ญั ญาของผสู้ งู อายุ

เปน็ วทิ ยากรในการถ่ายทอดภมู ิความรู้แก่คนทุกช่วงวัย โดยไดร้ บั การประสานงาน
จากหน่วยงาน กลุ่ม ชุมชนหรือองค์กรต่างๆ ท้ังยังเปิดพ้ืนที่ภายในบ้านจัดฝึกอบรมการ
เพน้ ทผ์ า้ ถุงและการทากระเปา๋ ผ้าเย็บมอื รวมทง้ั การตัดเยบ็ สงิ่ ของตา่ งๆ ทท่ี าจากผ้าถุง

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง ... 11

ผลสาเรจ็ /คณุ คา่ ทเี่ กิดข้ึน
- ผู้สูงอายุกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพ้นท์ผ้าถุงลูกปัดบ้านบางโรง เกิดความ
ภาคภมู ิใจในคุณคา่ ของตนเอง
- สามารถถา่ ยทอดภูมิความรใู้ หแ้ ก่บคุ คล กล่มุ และชุมชนได้
- สร้างรายได้แกผ่ ้สู งู อายุและครอบครัว

ปัจจัยเก้อื หนนุ ความสาเร็จ
สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพ้นท์ผ้าถุงลูกปัดบ้านบางโรง มีความเข้มแข็ง รักใคร่

สามัคคี และช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นอย่างดี อีกท้ังได้รับการสนับสนุนท้ังจากภาครัฐ
ภาคเอกชน และสมาชกิ ในชมุ ชน
บทเรียนท่ไี ด้รบั

การรวมกลุ่มทาผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้แก่ครอบครัว และสมาชิกกลุ่ม เกิดสังคม
ของผู้สูงอายุ ทาให้ชุมชนเห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ อีกทั้งยังได้รู้จักการเขียนโครงกา ร
การเข้าถึงงบประมาณจากหน่วยงานของรัฐ รวมท้ังการได้รับโอกาสในการเข้าอบรมต่างๆ
เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกลุ่มให้ดียิ่งข้ึน พร้อมตอบสนองความต้องการของชุมชน
เพ่มิ พูนรายไดม้ ากขนึ้
ขอ้ เสนอ/มุมมองตอ่ กิจกรรมทีจ่ ะทาในอนาคต

หากได้รับโอกาสในการฝึกอบรมด้านอ่ืนๆ จะนาความรู้ท่ีได้มาปรับประยุกต์ใช้
ให้เข้ากบั ผลิตภณั ฑ์ของกลมุ่ เพอื่ พฒั นาผลติ ภณั ฑใ์ หด้ ขี ึ้นและกา้ วทนั ตอ่ ยุคสมยั

12 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

โรงเรยี นมีสขุ ผ้สู งู วยั

เทศบาลตาบลท่าสาป อาเภอเมอื งยะลา จงั หวัดยะลา
“มีสุขอยา่ งผสู้ งู วยั ถา่ ยทอดความรจู้ ากใจดว้ ยประสบการณ์”

หลักการและเหตุผล

ประเทศไทยได้เข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 อันเป็นผลมาจาก
อัตราการเกิดที่ลดลงและความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ ทาให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาว
ขึ้น การท่ีประชากรวัยสูงอายุมีแนวโน้มเพ่ิมจานวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทาให้ประเทศต้องมี
รายจ่ายด้านสวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุเพิ่มสูงข้ึน ครอบครัวต้องแบกรับภาระในการดูแล
ผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะท่ีผู้สูงอายุเองเมื่อมีอายุยืนยาวข้ึนก็ยิ่งต้องเผชิญกับปัญหาการขาด
แคลนรายได้ หรือรายได้ไม่เพียงพอแก่การดารงชีพ รวมถึงความเส่ียงจากการเจ็บป่วย
ด้วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ ความพิการหรือทุพพลภาพ อีกทั้งสภาพครอบครัวไทยที่
เปล่ียนแปลงไปจากอดีต จากที่มีคนหลายรุ่นอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน กลายเป็นครอบครัว
เดี่ยวมากขึ้น ทาให้ผู้สูงอายุต้องอยู่กันตามลาพัง ขาดผู้ดูแล และอาจเกิดความรู้สึกว่าชีวิต
ไร้ความหมาย สถานการณ์ของผู้สูงอายุไทยจึงน่าวิตก การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุจึง
ควรดาเนินการควบคู่ไปกับมาตรการอื่น ๆ ของรัฐ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่าง
ทวั่ ถงึ ซง่ึ ผู้ทีม่ บี ทบาทสาคัญ ไดแ้ ก่ สมาชิกในครอบครัว ชมุ ชน และท้องถนิ่

เทศบาลตาบลท่าสาป อาเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ร่วมกับ สานักงานพัฒนา
สังคมและความม่ันคงของมนุษย์จังหวัดยะลา สานักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา และ
ภาคีเครือข่าย ได้ดาเนินการจัดตั้ง “โรงเรียนมีสุขผู้สูงวัย เทศบาลตาบลท่าสาป” ขึ้น
รวมท้งั ส่งเสริม สนบั สนุน และแสวงหาความรว่ มมือจากภาคีเครือข่าย เพ่ือให้ผู้สูงอายุได้
มพี ้ืนท่ใี นการเข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชน ไมว่ ่าจะเป็นการพบปะพูดคุย แลกเปล่ียนเรียนรู้
การถ่ายทอดภูมิปัญญา หรือการพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นการยกระดับการจัด
สวัสดิการ สาหรับผู้สูงอายุในชุมชน เพ่ือให้ผู้สูงอายุมองเห็นคุณค่าและความสาคัญของ
ตนเอง และชุมชนประจักษ์ในศักยภาพและพลังของผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิต
อย่างมีคุณค่า มีศักด์ิศรี และมีความสุขจึงได้เล็งเห็นความสาคัญดังกล่าว ประกอบกับ
ภารกจิ ของเทศบาลซ่ึงมหี นา้ ทโี่ ดยตรงในการดแู ล

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง ... 13

โรงเรยี นมสี ขุ ผ้สู งู วยั เทศบาลตาบลทา่ สาป ใช้อาคารศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและ
ส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุตาบลท่าสาปเป็นห้องเรียน โดยเรียนสัปดาห์ละ 1 วัน วันละ
4 ชั่วโมง ซ่ึงกาหนดเปิดเรียนวันแรก คือ วันพุธ ท่ี 21 กันยายน 2559 เร่ิมเรียนเวลา
08.00 – 12.00 น. โดยจะกาหนดตารางเรียน/กิจกรรมในแตล่ ะสัปดาห์ไว้อย่างชัดเจน
เป็นรูปแบบหนึ่งในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดการศึกษา การพัฒนาทักษะ
เพือ่ พฒั นาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และกิจกรรมของโรงเรียนมสี ุขผู้สูงวัย เทศบาลตาบลท่าสาป
จะเป็นเร่ืองท่ีผู้สูงอายุสนใจและมีความสาคัญต่อการดาเนินชีวิต ช่วยเพ่ิมพูนความรู้
ทักษะชวี ติ ท่จี าเป็น โดยมีวิทยากรจิตอาสา หรือจากหน่วยงานเครอื ข่าย ในขณะเดยี วกัน
ก็จะเป็นพื้นที่ท่ีให้ผู้สูงอายุได้แสดงศักยภาพ โดยการถ่ายทอดภูมิความรู้ ประสบการณ์
ท่ีสัง่ สมใหแ้ ก่บคุ คลอืน่ เพอื่ สืบสานภูมปิ ัญญาใหค้ งคณุ ค่าคู่กับชุมชน

แนวคดิ โรงเรียนมสี ุขผูส้ งู วัย
โรงเรียนมีสุขผู้สูงวัย เทศบาลตาบลท่าสาป ดาเนินการภายใต้แนวคิด “การ

ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุท่ีมีศักยภาพ” เพื่อให้ผู้สูงอายุได้
เรียนรู้ พัฒนาทกั ษะในการดูแลตนเอง ซ่ึงจะนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
ซ่ึงอยู่บนพ้ืนฐานแนวคิด “ผู้สูงอายุมีคุณค่าและมีศักยภาพ ควรได้รับการส่งเสริม
สนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการทาประโยชน์ให้กับสังคม และส่งเสริมการเรียนรู้ให้
ผสู้ งู อายุ โดยเชอ่ื มโยงกับประสบการณ์ของผู้สูงอายุ สาระการเรียนรู้จะทาให้ผู้สูงอายุ
ได้นาไปใช้จริงในชีวิตประจาวัน เพ่ิมโอกาสในการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือ
ชุมชน”

การดาเนินการโรงเรยี นมีสุขผ้สู ูงวัย เทศบาลตาบลท่าสาป มกี ารดาเนินงานแบบมี
ส่วนร่วมทุกภาคส่วน โดยภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน
เพื่อให้ผู้สูงอายุเกิดความสุข เกิดทักษะในการดูแลตนเอง มีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ร่วมกัน
อย่างสันติสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งในอดีตนั้นเป็นเมืองยะลาที่มีความเจริญรุ่งเรือง

14 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง

เนื่องจากเป็นเมืองท่าเรือขนาดใหญ่ในการขนส่งทางน้าในแม่น้าปัตตานี จึงเป็น
แหล่งชุมชนใหญ่ที่อยู่ด้วยกันอย่างหลากหลายเป็นพหุสังคม พหุวัฒนธรรมท้ังชาวไทย
นับถือศาสนาพุทธ ชาวไทยเช้ือสายจีน และชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างกลมกลืน
ด้วยความรัก ความสามัคคี หลายช่ัวอายุคน มาจนถึงปัจจุบันประชาชนยังยึดถือ
ความเป็นพันธมิตร พ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและกัน มีวัฒนธรรมแบบผสมผสานกับแบบพหุสังคม
การอยู่รว่ มกนั อยา่ งลงตัวด้วยการเคารพในวฒั นธรรมของแต่ละชุมชน

วัตถปุ ระสงค์ของโรงเรียนมสี ุขผสู้ งู วยั เทศบาลตาบลทา่ สาป
เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของ

ผู้สูงอายุ สง่ เสริมการพฒั นาตนเอง การดูแล คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ เสริมสรา้ ง
สุขภาพทีด่ ีของผู้สูงอายุท้ังด้านรา่ งกายและจติ ใจส่งเสริมใหผ้ ู้สูงอายุสร้างสรรค์ประโยชน์
แก่ชุมชนและสังคม เสริมสรา้ งศักยภาพ คุณค่าภูมปิ ัญญาผู้สูงอายุใหเ้ ป็นทป่ี ระจักษ์และ
ยอมรบั รวมทัง้ สง่ เสริมภมู ิปญั ญาและวฒั นธรรมทอ้ งถิ่นใหด้ ารงสบื ต่อไป
ประโยชนท์ ่ไี ด้รบั

ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกาย จิตใจที่แข็งแรง ลดระยะเวลาการพึ่งพาผู้อ่ืน
รู้สึกภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าความสามารถของตนเอง มีทัศนคติเชิงบวกต่อ
ตนเอง สามารถปรับตัวและดาเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามวัย มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ
คนในสังคม รวมท้ังสามารถเรียนรู้ทักษะทางด้านอาชีพ สามารถนาไปประกอบอาชีพ
สร้างงาน สร้างรายได้ และช่วยเหลือตนเอง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วม
ในการทาประโยชน์ต่อชุมชนด้วยการเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในชุมชน หรือจิตอาสา
ท่ีเป็นประโยชน์กับชุมชน อีกทั้งเป็นพ้ืนท่ีเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ ภูมิปัญญา
และวัฒนธรรมท้องถิ่น ใหด้ ารงสืบทอดเปน็ เอกลักษณข์ องตาบลท่าสาปต่อไป

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 15

โรงเรียนมสี ขุ ผู้สูงวัย เทศบาลตาบลท่าสาป
อาเภอเมืองยะลา จงั หวัดยะลา

ภาคีเครอื ข่าย ชมรมผสู้ ูงอายุ เทศบาลตาบล
ท่าสาป

- พมจ. - รพ.สต - สนับสนุนความคิด - สนับสนนุ
- กศน. - ผู้นาทางศาสนา - การทางาน การดาเนินงาน
- เกษตรอาเภอ - ม.ราชภัฎยะลา - ขับเคลือ่ นกิจกรรม - ประสานความ
- หนว่ ยทหาร - สภ.เมืองยะลา รว่ มมอื เครือข่าย
ในพื้นที่ - โรงเรยี นในพื้นที่
- ฯลฯ

แผนงาน/กจิ กรรม โรงเรยี นมีสขุ ผู้สงู วยั คณะกรรมการ
เทศบาลตาบลท่าสาป ดาเนินงาน
กจิ กรรมภายในโรงเรียน
- ให้ความรู้ด้านตา่ งๆ * กาย 5ก
- นนั ทนาการ * จติ (กลุ่ม/กรรมการ/
- ฝึกอาชพี * อารมณ/์ สติปญั ญา กติกา/กจิ กรรม/
- ถา่ ยทอดภมู ิปัญญา * สงั คม กองทนุ )
- ศิลปวฒั นธรรม
- สมุนไพร/ธรรมชาติ คุณภาพชวี ติ ทด่ี ี ร่วมคดิ จะทาอะไร
บาบัด ของผสู้ ูงอายใุ น จึงจะเกดิ
ฯลฯ ประโยชนก์ ับ
กิจกรรมภายนอก ตาบล ผูส้ ูงอายุ
โรงเรียน ทา่ สาป
- ศาสนา/ประเพณี รว่ มทา ทาเพือ่ ใหเ้ กิดการ
- ทศั นศกึ ษา พฒั นาคณุ ภาพ
- อาสาสมัคร/ ชวี ิตของคนทกุ วยั
บาเพ็ญประโยชน์
ร่วมสรา้ ง สรา้ งชุมชนท่ี
- เยย่ี มเยยี นผู้สงู อายุ ฯลฯ เปน็ สขุ ด้วย
มอื ของทกุ คน
คน

16 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

โครงสรา้ งการบริหารงาน
โรงเรยี นมีสขุ ผูส้ งู วัย เทศบาลตาบลทา่ สาป

นายมะสดี หะยีปิ
นายกเทศมนตรีตาบลทา่ สาป

ทีป่ รกึ ษา

นางสุพัฒนา เนยี มนอ้ ย
ผู้อานวยการโรงเรียนมสี ุขผูส้ งู วยั

เทศบาลตาบลทา่ สาป

ประธานชมรม รองประธานชมรม ประธานชมรม รองประธานชมรม

ผู้สงู อายุ ม.1 ผูส้ ูงอายุ ม.1 ผู้สงู อายุ ม.4 ผู้สูงอายุ ม.4

ประธานชมรม รองประธานชมรม ประธานชมรม รองประธานชมรม

ผ้สู ูงอายุ ม.2 ผสู้ ูงอายุ ม.2 ผู้สูงอายุ ม.5 ผสู้ ูงอายุ ม.5

ประธานชมรม รองประธานชมรม ประธานชมรม รองประธานชมรม
ผู้สูงอายุ ม.3
ผสู้ ูงอายุ ม.3 ผูส้ ูงอายุ ม.6 ผสู้ งู อายุ ม.6

นายอุสมาน บอื ราเฮง นางดวงพร จนั ทร์ประสิทธิ์ นางวราภรณ์ เพชรช่วย
พเ่ี ลยี้ ง พเ่ี ล้ยี ง พเ่ี ลี้ยง

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง ... 17

หลักสูตร
โรงเรยี นมสี ขุ ผู้สงู ว-ัย5 -เทศบาลตาบลทา่ สาป

อาเภอเมืองยะลา จงั หวดั ยะลา

หลักสูตร โรงเรยี นมีสขุ ผู้สงู วยั เทศบาลตาบลท่าสาป

วิทยากรจิตอาสา/หนว่ ยงานภาคเี ครอื ข่าย ทีมจติ อาสาพยาบาลชุมชน
- พมจ.ยะลา
- รพ.สต.ท่าสาป
- มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั ยะลา
- กศน.
- เกษตรอาเภอ
- โรงเรยี นในพ้ืนท/่ี ทหาร/ตารวจในพ้ืนท่ี ฯลฯ

ปรชั ญาโรงเรยี น

มสี ุขอยา่ งผู้สงู วยั ถา่ ยทอดความรจู้ ากใจดว้ ยประสบการณ์

ช่ือหลกั สูตร

หลักสูตรการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โรงเรียนมีสุขผู้สูงวัย
เทศบาลตาบลทา่ สาป อาเภอเมืองยะลา จังหวดั ยะลา ประกอบด้วย 3 กลุ่มวิชา ดงั นี้

1. วิชาชีวิต (50%) หมายถึง ความรู้ ทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุในการ
นาไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันตามการเปล่ียนแปลงของสภาพสังคมปัจจุบัน เพื่อให้อยู่ใน
สังคมได้อย่างมีความสุขด้วยการนาหลักศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันภายใต้
สังคมพหวุ ฒั นธรรม

2. วิชาชีพ (30%) หมายถึง แนวทางการส่งเสรมิ ความรู้ ทกั ษะด้านอาชีพทเ่ี หมาะสม
กับผสู้ งู อายุ เพือ่ สรา้ งความมัน่ คงทางเศรษฐกิจของผสู้ ูงอายุ

18 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง

3. วิชาการ (20%) หมายถึง การสร้างความรู้ความเข้าใจในเร่ืองต่าง ๆท่ีเป็น
ประโยชน์ตอ่ ผู้สงู อายุท้ังดา้ นกฎหมาย เทคโนโลยแี ละการส่อื สารท่ีเกยี่ วข้อง
จานวนช่ัวโมงเรยี นตลอดหลกั สตู ร

1. ระยะเวลาเรียน 3 เดือน เรียนสัปดาหล์ ะ 1 วัน ๆ ละ 4 ชั่วโมง (เริ่มเปิดเรยี น
รุ่นที่1 เมอ่ื วันพุธ ที่ 21 กันยายน 2559 เวลา 08.00 – 12.00 น. ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต
และส่งเสรมิ อาชีพผู้สงู อายตุ าบลทา่ สาป)

2. เรียนไม่น้อยกว่า 48 ช่ัวโมง แบ่งเปน็ ภาคทฤษฎี และภาคปฏบิ ตั ิ
3. ผเู้ รยี นไมเ่ กนิ ห้องละ 25 คน
การประเมนิ ผล
ประเมินจากแบบทดสอบ ดูจากผลงาน วัดความพึงพอใจของผู้เรียน และไม่น้อย
กว่าร้อยละ 50
ผลทค่ี าดหวัง
ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ พึ่งตนเองได้มากที่สุด

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง ... 19

“โหนดทิง้ ”

หัตถกรรมเสน้ ใยตาลและใยตาลแปรรูป เพ่ิมมลู คา่

 ภูมิปัญญาชาวบ้าน
โดย คุณบณั ฑิต หนเู พชร

ประธานกลมุ่ หตั ถกรรมใยตาลสทงิ พระ “กลมุ่ โหนดทิ้ง”

ภูมิปัญญาทอ้ งถ่ิน และความเป็นเอกลกั ษณข์ องท้องถน่ิ สู่ผลิตภัณฑ์
หัตถกรรมใยตาล เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านของชาวคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัด

สงขลา เป็นหัตถกรรมจากตน้ ตาลโตนด ในอดีตใยตาลนามาทาเชือกสาหรบั ผูกววั ผูกเรอื
เพราะสมัยก่อนไม่มีเชือกไนล่อน เส้นใยตาลมีความทนทานและมีคุณสมบัติพิเศษ คือ
โดนน้าได้ ไม่ขึ้นรา ปลวกมอดไม่กิน จึงได้รับการพัฒนาเป็นหัตถกรรมท้องถ่ินจนได้รับ
ความนิยม ภายใต้แบรนด์ “โหนดทิ้ง (NODETHING)” คาว่า “โหนด” มาจากภาษาใต้
แปลว่าต้นตาลโตนดจากคาบสมุทรสทงิ พระ ส่วนคาวา่ “ท้งิ ” เป็นของเหลือท้งิ ไม่มมี ูลค่า
สามารถนามาเพ่ิมมูลค่า สร้างรายได้ และยื่นคาขอจดแจ้งข้อมูลภูมิปัญญาชาวบ้าน
ทอ้ งถิ่นไทย โดย นางเสริญศิริ หนเู พชร ประเภทองค์ความรู้ของกลมุ่ บคุ คลท้องถ่ิน สาขา
การผลิตผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ ชื่อเร่ือง ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยตาลโตนด ไว้ต่อ
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามคาขอแจ้งข้อมูลภูมิปัญญาท้องถ่ินไทย เลขที่ กป840
ลงวนั ท่ี 13 มิถุนายน 2546

ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เป็นการทามือและทอมือ ลวดลาย การตกแต่ง ตีเส้นใยเป็น
สีธรรมชาติข้ึนอยู่กับอายุของแต่ละต้นนามาถักทอโดยเอาด้ายเป็นตัวยืนจนได้เป็น
ผลิตภัณฑ์จากใยตาล จึงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละช้ินงาน จึงได้ช่ือว่าเป็น
“ช้นิ เดียวในโลก”

20 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง

เรอ่ื งราวความเป็นมาของผลิตภณั ฑ์

ในปี 2527 สิบเอกสทุ ิน หนเู พชร ได้นาเสน้ ใยตาลโตนด มาจักสานและถักทอเป็น
งานหัตถกรรม เช่น หมวก กล่องทิชชู กระเป๋า ได้ทาการเผยแพร่ความรู้ในด้านน้ีให้กับ
สมาชกิ ในชุมชนอาเภอสทงิ พระจนถึงอาเภอระโนด และกระแสสินธุ์ จนหตั ถกรรมด้านน้ี
ได้รับความนิยมแพร่หลายออกไป แต่เน่ืองในช่วงเวลาดังกล่าวการพัฒนาเครื่องมือ
อุปกรณ์ และวิธีการผลิตยังไมม่ ีประสิทธิภาพมากเท่าทค่ี วร ทาให้การผลิตสินค้าได้ล่าช้า
ไม่ทันต่อความต้องการ สินค้ามีราคาสูง ไม่มีการวางแผนด้านการตลาด ทาให้สมาชิกมี
รายได้น้อย ต้นทุนการผลิตสูงไม่คุ้มทุน ประกอบกับในช่วงเวลานั้นได้เกิดโรงงาน
อุตสาหกรรมในตัวจังหวัดสงขลา สมาชิกในกลุ่มจึงหันไปใช้แรงงานในโรงงานมากข้ึน
เพราะมีรายได้ดกี ว่า จึงทาใหก้ ลุ่มหัตถกรรมใยตาลของสบิ เอกสุทนิ หนเู พชร หยุดไป

ต่อมาในปี 2544 นางเสริญศิริ หนูเพชร (ครูช่างศิลปหัตถกรรม ศูนย์ส่งเสริม
ศิลปาชีพระหว่งประเทศ (องค์การมหาชน) ภรรยาคุณบัณฑิต หนูเพชร) และสมาชิก
กลุ่มหัตถกรรมใยตาลท่ีได้รับการถ่ายทอดกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ร่วมกันผลิตหมวก
กล่องกระดาษทิชชูและกระเป๋าถักใยตาลออกจาหน่าย พร้อมกับพัฒนารูปแบบ
ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จนออกมาเป็นกระเป๋าในรูปแบบตา่ งๆ โดยพัฒนาจากการนั่งสานเส้นใยตาล
ทีละเส้น มาเป็นการทอเส้นใยผ้าผสมกับเส้นใยตาลให้เป็นผืนยาว โดยคุณบัณฑิต หนูเพชร
เป็นผู้ผลิตและคิดค้นเคร่ืองตีใยตาลและเครื่องทอเส้นใย เพื่อช่วยลดระยะเวลาการผลิต
และสามารถผลิตได้จานวนมาก เป็นการลดปัญหาการผลิตสินค้าไม่ทันต่อความต้องการ
ของตลาด และลดต้นทุนได้เป็นอย่างมาก จากน้ันจะนามาตัดเย็บเป็นกระเป๋าถือ
กระเป๋าสะพายในรูปแบบต่างๆ แบ่งหน้าที่การทางานกันในแต่ละแผนกให้เป็นระบบ
โดยการกระจายงานไปตามหมู่บ้าน ได้แก่ แผนกผลิตเส้นใยตาล แผนกผลิตโครงไม้
แผนกทอลาย แผนกดีไซน์และออกแบบ แผนกตัดเย็บ แผนกติดต้ังอุปกรณ์ให้เป็น
รปู ลักษณะของกระเป๋า แผนกการตลาด สามารถรองรบั ออร์เดอร์จานวนมาก แต่ยังคง
รกั ษาเอกลักษณง์ านจักสารใยตาลไว้ได้

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง ... 21

พัฒนาการผลิตภณั ฑ์ : แบรนดโ์ หนดท้งิ

กลุ่มโหนดทิ้ง ให้ความสาคัญการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่ตอบสนองด้านการตลาด
เป็นอย่างมาก อย่างท่ีทราบกันดีว่างานหัตถกรรม ตลาดส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ
กลุ่มข้าราชการใกล้เกษียณ ซึ่งถ้าโหนดทิ้งยังคงเจาะแต่ตลาดกลุ่มนี้ อีกทง้ั ยังมีคู่แข่งงาน
หัตถกรรมจากวัสดุอ่ืนๆ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มีการแข่งขันสูง ทาให้โหนดท้ิงต้องปรับเปล่ียน
และพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการลูกค้าวัยทางานให้มากข้ึน
เน้นบุคลิกท่ีทันสมัย Modern เพื่อสร้างตลาดใหม่ เม่ือเจาะกลุ่มตลาดวัยทางานได้แล้ว
ตลาดทม่ี กี าลังซอื้ มากทส่ี ุด คือ กลุ่มวัยรุน่ จึงร่วมกันคิดหาวิธีจะทาอย่างไรเพ่ือให้ผลิตได้
เร็วและได้มากท่ีสุด และร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐในการออกแบบ
เครื่องมือและการพัฒนาลายทอเส้นใยตาล จนกระท่ังมีเคร่ืองตีใยตาลและเคร่ืองทอเข้า
มาช่วย จึงสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ ถึงตอนนี้ผลิตภัณฑ์จึงมีทั้งแบบสานและแบบทอ
กว่า 40 รายการ ภายใตแ้ บรนด์ “โหนดทิง้ ”

ปัญหาหลักๆ ท่ีผู้ประกอบการด้านงานหัตถกรรมเจอ ทกุ ท่านอาจจะเริม่ จากใจรัก
ในงานฝีมือ งานชิ้นหน่ึงใช้เวลาทากว่าจะได้สักชิ้น เมื่อมีออเดอร์เข้ามาเยอะ ผลิตไม่ทัน
วัตถุดิบไม่เพียงพอ ใจรักอย่างเดียวก็คงไม่พอ จนทาให้บางรายไม่สามารถไปต่อได้ อย่างที่บอก
สมมตงิ านหน่ึงช้ินใช้เวลา 5 วัน ขายในราคา 500 บาท ค่าแรงเฉล่ียวันละ 100 บาท
ออเดอร์มีมาเป็นร้อยๆ ช้ิน จะต้องใช้เวลาก่ีวันกว่าจะเสร็จ ปัญหาตรงน้ีกลุ่มโหนดท้ิง
ต้องมาสร้างงานให้เป็นระบบ เปล่ียนมาใช้วิธีการทอด้วยเคร่ืองทอทาให้สามารถทางาน
ออกมาได้เร็ว และออกแบบตามท่ีตอ้ งการได้ พัฒนาจนสามารถหล่อเลี้ยงสมาชิกหลาย
ครอบครัวในชุมชนให้ยืนหยัดอยู่ได้ การสร้างงานในปริมาณเยอะๆ ตามที่ตลาดต้องการ
ที่สาคัญคือ คงเอกลักษณ์ของงานหัตถกรรม ด้วยค่าแรงงานที่ค่อนข้างสูง เพราะต้องใช้

22 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

แรงงานที่มีฝีมือและมีความชานาญเฉพาะทาง ทาให้ราคาผลิตภัณฑ์สูงตามไปด้วย
แต่เม่ือเทียบกับสินค้าต่างประเทศในมาตรฐานการผลิตเดียวกัน สินค้าของเราคุณภาพ
ความคงทน ความสวยงาม ดีกว่า คุ้มค่ากว่าและถูกกว่า ทั้งผลิตภัณฑ์การันตีผ่านมาตรฐาน
ชุมชน (มผช.) รางวัลภูมิปัญญาท้องถ่ินไทย หมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น ผลิตภัณฑ์เด่น
จังหวัดสงขลา และรางวัลโอท็อป 5 ดาวระดบั ประเทศ

ช่องทางการจัดจาหน่าย เน่ืองจากเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ทาให้ได้รับการส่งเสริม
ด้านการตลาดจากหน่วยงานของภาครัฐในการร่วมออกบู ธแสดงสินค้าท้ังในและ
ต่างประเทศ และจาหน่ายผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก Facebook : Nodething และ
www.nodething.com ปัจจุบันมีการส่งสินค้าไปขายหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์
มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญ่ีปุ่น ออสเตรีย และออร์เดอร์จากลูกค้าในประเทศ อาทิ บริษัท
คิง เพาเวอร์ แทก็ ซ์ฟรี จากัด สนามบินนานาชาติหาดใหญ่ สนามบินนานาชาติเชียงใหม่
พระราชวังบางประอิน โรงแรมโอเรยี ลเต็ล เขาวงั เพชรบุรี เป็นต้น

ถา่ ยทอดภูมปิ ัญญาและบูรณาการร่วมกัน

กลุ่มโหนดท้ิง มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาและบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ
ภาคเอกชนและสถาบันศึกษา อาทิ

1. เปิดหลักสูตรสอนการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากใยตาลให้กับนักเรียนโรงเรียน
วัดดีหลวง เช่น การทอใยตาล การถักกระเป๋า ถักหมวก หากมีผลงานของนักเรียน
ทางกลุ่มโหนดทิ้งจะนาผลิตภัณฑ์เหล่าน้ันมาขายและกระจายรายได้ให้นักเรียนและ
เปดิ สอนให้กับกลุ่มอาชีพในชุมชนอีกด้วย

2. เปิดศูนย์การเรียนรู้ให้ทางหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา
เข้ามาศึกษาดูงานการแปรรูปใยตาล

3. รว่ มมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในการออกแบบ
ผลิตภัณฑ์จากใยตาลรว่ มกันและในปี 2559 ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยตาล Local Product
Go To Global Market แบรนด์ “โหนดท้ิง” เป็น 1 ใน 10 ผลิตภัณฑ์ SME ท่ีรัฐบาล
ภายใต้การนาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้จัดต้ังคณะกรรมการ
พร้อมมอบหมายให้จัดหานักออกแบบชื่อดังของประเทศเข้ามาช่วยพัฒนารูปแบบของ
สินค้าให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น บนพื้นฐานความเป็นสากล เพ่ือผลักดันเป็นสินค้า
สง่ ออกสรา้ งรายได้เขา้ ประเทศ

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 23

4. กลุ่มโหนดท้ิง ร่วมมือกับหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาในการออกแบบ
เครื่องตีใยตาล เครื่องขัดขุยใยตาล ตลอดจนการออกแบบการย้อมสีเส้นใยตาล
การพัฒนาลายทอเส้นใยตาลร่วมกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานราชการ อาทิ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัย
ราชภัฎสงขลา ศนู ย์อตุ สาหกรรมภาค 11 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

สรา้ งสรรคค์ วามแปลกใหม่และความโดดเด่น

ความแปลกใหม่ โหนดท้ิงเป็นผู้นาทางด้านความแปลกใหม่ให้ตรงตามความ
ต้องการของตลาดอย่เู สมอ

ในปี 2552 ทางกลุ่มฯ ได้ผลิตเครื่องทอใยตาลและพัฒนาลายทอ โดยนายบัณฑิต
หนูเพชร เป็นการนานวัตกรรมมาช่วยในการผลิต จากหัตถกรรมจักสานมาเป็น
หัตถกรรมการทอเส้นด้ายกับใยตาลให้เป็นผืนยาว จากน้ันนามาประกอบกับโลหะ
ประกอบกับหนัง ต่อมาเปลี่ยนจากการเส้นด้ายมาเป็นดิ้นทอง จากการเปลี่ยนวิธีการ
ผลิตจากจักสานงานถักมาเป็นงานทอ ทาให้ผลิตช้ินงานได้มาก รูปแบบมีความ
หลากหลาย เมื่อก่อนผลิตกระเป๋า 1 ใบใช้เวลา 5- 6 วันต่อ 1 ใบ ต่อ 1 คน แต่ตอนน้ี
1 คนสามารถผลิตได้ถึง 10 ใบต่อ 1 วัน ทาให้ราคาสินค้าถูกลงอย่างมากและยังคง
เอกลกั ษณแ์ ละอตั ลกั ษณ์ของใยตาลไว้เหมือนเดิม

ความโดดเด่น ด้วยวัตถุดิบธรรมชาติที่มีมากมาย สร้างภูมิปัญญาท้องถ่ิน สร้างงาน
สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน เป็นเจ้าเดียวในประเทศไทยทย่ี ังคงรกั ษาภูมปิ ัญญาใยตาล
ใหค้ งอยู่

วัตถุดิบใยตาลในท้องถ่ิน มีอยู่เยอะมาก และท่ีสาคัญเราไม่ได้ไปตัดต้นไม้
ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โหนดทิ้งเคยได้รับรางวัลการออกแบบเชิงสร้างสรรค์
ผลิตภัณฑ์ลดโลกร้อน ชนะเลิศอันดับ 1 ของประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ของประเทศในการประกวดโครงการภูมปิ ัญญาสู่นวัตกรรม
กระทรวงพาณิชย์ และรางวัลระดับภาค ระดบั จังหวัดอกี มากมาย

“เม่ือก่อน คนตีใยตาลอย่างเดียว เล้ียงชีพไม่พอต้องขับซาเล้งซ้ือของเก่า พอมี
เคร่ืองตใี ยตาล ตไี ดว้ ันละ 2-3 กโิ ลๆ ละ 700 บาท สามารถผ่อนรถยนต์ได้สบาย สมาชิก
ที่ทอใยตาล หนึ่งวันทอได้ 3-4 เมตร เมตรละ 200 บาท จากเม่ือก่อนต้องไปทางาน
โรงงาน เดี๋ยวน้ีเล้ียงลูกอยู่บ้าน สามารถมีรายได้วันละ 600-700 บาท สมาชิกท่ีติดต้ัง

24 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง

อุปกรณ์ใหเ้ ป็นรูปลักษณะของกระเป๋า รายได้เฉลี่ยวันละ 300 บาท กว่า 20 ชีวิต ได้รับ
ประโยชน์จากเสน้ ใยท่ีไรค้ ่าในวันนั้น จนมาเปน็ โหนดทิง้ หัตถกรรมใยตาลในวันนี้ ”

สายเลอื ดภมู ปิ ญั ญา จากรุน่ ลูกสรู่ นุ่ หลาน

“งานฝีมือต้องฝึกฝน ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์และความชานาญ คนไม่อดทน
ไม่ตั้งใจจริงทาไม่ได้ สิ่งสาคัญ คือ การถ่ายทอดทางสายเลือดทาให้ย่ังยืน ทาอะไรให้นึกถึง
บรรพบุรุษ เพราะเราไม่มีครูสอน”

จ่าสิบเอกสุทนิ หนูเพชร

“ใยตาลก็คงสูญหายไปตามเงื่อนไขของเวลา แต่ท่ีแม่ต้องทาด้วยหน่ึงสมองสองมือ
ให้เป็นท่ีรู้จักอย่างแพร่หลาย จึงช่วยออกแบบคิดค้น พัฒนารูปทรง เพราะอย่างน้อย
ในช่วงชีวิตของแม่ 10–20 ปีจากน้ีใยตาลจะยังคงอยู่ และผมก็คิดเหมือนแม่จึงมาสืบสาน
งานตรงนี้ ถ้ารุ่นลูกรุ่นหลานไม่มาสืบสานต่อก็ให้เป็นเรื่องของอนาคตแล้วกัน หากในวันน้ัน
แม่ไมเ่ อาเจ้าภูมปิ ัญญาใยตาลมา ป่านน้ีภูมิปัญญาที่เจ๋งๆ ของบรรพบุรษุ คงมีใหศ้ ึกษาแค่ใน
หนังสือบทเรียนก็เป็นได้ ด้ังนั้นหากเราภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง เราจะภูมิใจที่จะพัฒนา
งานของเราให้เทียบเท่ากับแบรนด์ใดในโลกก็ได้”

พรี ะศกั ดิ์ หนูเพชร
ทายาทช่างศลิ ปหัตถกรรม 2559

จากภูมิปัญญาผสมผสานวิถีชีวิต จนกลายมาเป็นหัตถกรรมส่งออกต่างประเทศ
“โหนดทิ้ง” สืบสานหัตถกรรมและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ผสมผสานวิถีชีวิต นามาสร้าง
อาชีพให้กับครอบครัวและชุมชนมาอย่างยาวนาน บนคาบสมุทรสทิงพระมีต้นตาลจานวน
มาก แทบจะพูดได้ว่ามากที่สุดในประเทศไทย ชาวบ้านนาวัตถุดิบจากต้นตาลมาประกอบ
อาชีพ แม้จะมีอยู่ระยะเวลาหน่ึงท่ีรายได้ไม่คุ้มทุน ขาดการส่งเสริมด้านการตลาด ทาให้
ชาวบ้านแถบนี้ทิ้งวิถีชีวิตไปทางานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมเพ่ือให้มีรายได้เลี้ยงดู
ครอบครัว กลุ่มโหนดทิ้ง ได้เล็งเห็นต้นตาลที่เป็นทุนทางวัตถุดิบที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
ทาอย่างไรจึงจะสามารถสร้างมูลค่าเพ่ิมให้ผลิตภัณฑ์นี้ ให้ชาวบ้านประกอบอาชีพอยู่ได้
จึงนาองค์ความรู้ท่ีได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรษุ จากการสั่งสมประสบการณ์ โดยนาวัสดุ
เหลือใช้ คือใยตาล มาทาเป็นกระเป๋า หมวก จากสมัยก่อนนาใยตาลมาทาเชือก ไม้กวาด
แปรงถูพ้ืน มาพัฒนาเป็นกระเป๋าใยตาล หมวก และนาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิต
พัฒนาให้มีรูปแบบที่หลากหลาย มีลวดลายสวยงาม ลดระยะเวลาการผลิต ผลิตได้

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 25

คร้ังละมากๆ สร้างแบรนด์โหนดท้ิงให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายและได้มาตรฐาน ขยายช่องทาง
การตลาดให้เพิ่มมากข้ึน แรงบันดาลใจที่ให้เข้ามาทาตรงนี้คือ การดึงชาวบ้านมาสร้างอาชีพ
นาเศษวัสดุท่ีไม่มีค่า นามาต่อยอดสร้างมูลค่า สามารถทาได้ถ้าตั้งใจจริง โหนดท้ิงยังไม่หยุด
แคน่ ้ี เราจะพฒั นาตอ่ ไป

26 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง

ชาเจ๊ะเหม

ประวตั คิ วามเปน็ มา
“สมัยก่อนมีชาวจีนอพยพเข้ามา 4-5 คน แล้วคนจีนท่ีช่ือ พอพะ ก็เอาพันธ์ุชามา

จากเมืองจีน ปลูกแซมกับสวนยางพารา โดยต้ังใจจะขาย แต่ไม่ได้ผลตอบรับเท่าท่ีควร
พอมารุ่นลูก อาแล ก็เลยสานเจตนารมณ์ต่อ คือท้ังปลูกท้ังขาย ปรากฏว่าขายดี
กลายเป็นท่ีเลืองลืออย่างมากในพื้นท่ี พอตอนหลังเขาเสียชีวิตไป ลูกหลานไม่ได้สานต่อ
ล่วงเลยจนเกือบสาบสูญ กระท่งั ปี 2542 นิมาโซ นิยอ ผู้นาในพื้นทพี่ ยายามฟ้ืนฟูพันธ์ุชา
น้ีขึ้นใหม่” หัสนี เด่นดารา ประธานกลุ่มชาเจ๊ะเหมเท้าความท่ีมาท่ีไปของชาเจ๊ะเหมให้
ฟังนิมาโซได้ขอพันธ์ุด้ังเดิม ซึ่งเป็นต้นไม้ท่ีอยู่ในสวนของลูกหลานอาแลมาขยายพันธุ์
โดยขอให้ผู้ใหญ่บ้านเวลาน้ันนาไปแจกจ่ายแก่ชาวบ้านในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็นาเร่ืองไป
เสนอต่อกองทนุ สิ่งแวดล้อมที่จังหวัดตรงั เพื่อขอเงินสนับสนุน “ตอนนั้นเราเอาต้นชาไป
เสนอ โดยมีเป้าหมายเพื่อขอเคร่ืองจักร ฟาร์มขยายพันธุ์ เรือนเพาะชา หรือสิ่งที่จาเป็น
แตก่ ลายเป็นว่า แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้ว คาว่า เจ๊ะเหม (หอ-มอ-เอ) ทางนั้นอ่านไมอ่ อก เขา
อา่ นเป็น หอ-สระเอ-มอ ตามตวั อกั ษร โครงการของเราเลยผ่านในรอบนั้น จากน้ันเขามา
ดูพ้ืนท่ีว่ามีต้นชาอยู่จริงหรือไม่ ซ่ึงเวลานั้นมีต้นชาดั้งเดิมอยู่ประมาณ 30,000 ต้น ส่วน
ชาวบ้านที่ร่วมโครงการ เราใช้ฐานสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์ในพื้นที่ 40 กว่าคน โดย
เปลยี่ นช่อื เปน็ กลมุ่ ชาเจ๊ะเหมแทน” หสั นเี ล่า

ทว่าอุปสรรคสาคัญทจี่ ะทาให้ได้เงินหรอื ไม่นั้น อยู่ที่พ้ืนท่ีต้ังโรงเรอื น ซึ่งกรรมการ
ระบุว่าต้องติดถนนด้วย นิมาโซเลยยอมสละพื้นท่ีของตนเองแล้วเสนอไปท่ีกองทุนฯ

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง ... 27

จนในที่สุดก็ได้รับการอนุมัติเงินงบประมาณมา 353,950 บาท เมื่อมีเงิน มีคน มีสถานที่
และได้พันธ์ุชามาเรียบร้อย ทางกลุ่มก็แบ่งงบประมาณส่วนหนึ่งไปดูงานการผลิตชาท่ี
อาเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เน่ืองจากชาเจ๊ะเหมกับชาท่ีน่ันเป็นชาอัสสัม
เหมือนกัน ส่วนท่ีเหลือก็แบ่งไปซื้อเครื่องจักรอเนกประสงค์สาหรับค่ัว นวด และอบชา
จากนั้นก็สร้างตัวโรงเรือนครอบอีกที แล้วยังได้ทาโรงเพาะชาอีกตัว นอกจากน้ันก็ยังมี
หน่วยงานรัฐ เช่น เกษตรอาเภอเข้ามาช่วยแนะนาวิธีการปลูก การปักชา เพราะผู้หญิง
สว่ นใหญไ่ ม่เคยชินกบั การปลกู ชาเท่าใดนกั ดีทีม่ กี ลมุ่ เยาวชนเขา้ มาช่วยอกี แรง

พอปี 2544 กลุ่มได้เงินจากสานักงานกองทุนเพ่ือสังคมผ่านทางธนาคารออมสิน
(SIF) มาขยายเรือนเพาะชาอีกโรง ทาให้ผลิตชาเพ่ิมขึ้นได้มาก ประจวบเหมาะท่ีเวลาน้ัน
ทางจังหวัดนราธิวาสได้ยินว่าที่บ้านเจ๊ะเหมมีชาเด่น จึงช่วยประชาสัมพันธ์ให้ พร้อมกับ
จดั อบรมเกษตรกรในพ้ืนที่ และส่งผลิตภัณฑ์ชาเข้าคัดสรร OTOP ประจาจังหวัด ได้ 4 ดาว
รวมไปถึงผลักดันให้ทางกลุ่มจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ง่ายต่อการสนับสนุน
เพิ่มเตมิ ด้วย

ส่วนวิธีการบริหารใบชาของกลุ่ม คือให้เกษตรกรแต่ละคนปลูกชามาส่ง ด้วยก่อน
หน้านี้ เคยปลูกรวมกันแล้ว แต่ล้มเหลวเพราะระบบน้าไม่ดี พอแยกกันปลูก ผลผลิ ต
กเ็ พิม่ ขึ้นถึง 50 กิโลกรัมตอ่ รอบส่ง

“ชาของเราไมใ่ ช้ปุ๋ยเคมีเลย เน้นธรรมชาติจริงๆ ยอดท่เี กิดขึ้น มาจากการตกแต่ง
กิ่งทุก 15 วัน ทาให้ยอดอ่อนเกิด พอเก็บเสร็จก็แต่งใหม่ อีกคร่ึงเดือนต่อมายอดก็เกิด
ใหม่ เราเก็บชาในตอนเช้า แต่บางคนเก็บตอนเย็น เพราะช่วงเช้าต้องทาสวนยาง เมื่อ
ชาวบ้านมาส่ง วิสาหกิจจะรับซื้อที่กิโลกรัมละ 100 บาท เอามาส่งที่โรงเรือนน้ี จดยอด
สง่ ไว้ เดือนหนง่ึ จา่ ยรอบหนึ่ง” หสั นเี ล่า

พอได้ยอดชามา ทางกลุ่มก็นาใบชาไปตากในที่ร่มประมาณ 3-4 ชั่วโมง จากน้ันก็
นาใบชาท่ีได้มาค่ัวรอบที่ 1 เป็นเวลา 20 นาที เพ่ือกระตุ้นใบชา พอเสรจ็ ก็นาไปนวดคร้งั แรก
อกี 20 นาที เป็นการกระตุ้นใบชาเหมือนกัน แล้วก็ส่งไปค่ัวรอบท่ี 2 อีก 20 นาที เพ่ือให้
ใบชาม้วนตัว จากน้ันก็นวดอีกรอบ 15-20 นาที แล้วอบให้แห้ง หรือตากให้แห้งก็ได้
ซึ่งถ้าตากจะใช้เวลานานหน่อย เสร็จแล้วก็นาไปคั่วในกระทะธรรมดา เพ่ือเรียกกล่ิน
แล้วบรรจใุ สถ่ ุง หรือจะเอาไปบดใสถ่ ุงชากไ็ ด้ แล้วแตว่ ่าจะผลติ ออกมาในรูปแบบใด

28 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

ปัจจุบันชาเจ๊ะเหมมีสินค้าหลายรูปแบบ เช่น ถ้าเป็นแบบกล่อง บรรจุชา 12 ซอง ขาย
กล่องละ 75 บาท แต่ถ้าแบบใบชาบรรจุถุง ขายถุงละ 40 บาท นอกจากน้ียังมีแบบ
ทเี่ ป็นของชาร่วย ของตกแต่งอกี มากมาย

“ชาเรามีสรรพคุณ ด่ืมแล้วสดชื่น กระปร้ี- กระเปร่า ช่วยลดไขมัน และ
คอเลสเตอรอล เพราะมีสารอนุมูลอิสระเป็นองค์ประกอบสาคัญ โดยสินค้ามีขายอยู่ท่ี
องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลแว้ง และรา้ นคา้ ต่างๆ ในจังหวดั นราธวิ าส
กระบวนการถา่ ยทอดภมู ิปญั ญาผู้สูงอายุ

 วัตถดุ บิ และส่วนประกอบและขน้ั ตอนการผลติ
- เกบ็ ยอดชาสด

- นาใบชาสดมาค่ัว และตากในทีร่ ่ม

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง ... 29

- นวดใบชาแล้วใส่ในตอู้ บ

- นาชาแหง้ ใสก่ ระทะ บรรจุถงุ นาชาท่บี รรจมุ าซนี ด้วยเคร่ืองซีน

*** เทคนิค/เคลด็ ลับในการผลติ ***
“การนามาใสใ่ นกระทะแหง้ เพื่อใหไ้ ด้รสชาตแิ ละกลนิ่ หอมของชามากขึน้ ”
ผลสาเรจ็ / คุณค่าท่ีเกดิ ข้ึน
- เป็นเครือ่ งด่มื ทีผ่ ลติ จากต้นชาชนิดหน่ึง ซึง่ จะนวดหรือค่วั ดว้ ยมือ รสชาติหอม
นุ่ม ดม่ื ชมุ่ คอ
- ไดป้ ระโยชนต์ ่อสขุ ภาพ สามารถลดความดนั ชว่ ยระบบหมุนเวยี นของเลือด
- เปน็ ชาสมุนไพรขจัดไขมันในเสน้ เลือด คลายเครียดได้
- ภมู ิปัญญาชาวบา้ นได้ก่อเกดิ และสบื ทอดกนั มาในชมุ ชนหมู่บา้ น เม่อื หม่บู า้ น
เปลย่ี นแปลงไปพรอ้ มกบั สงั คมสมัยใหม่ ภมู ิปัญญาชาวบา้ นกม็ ีการปรับตวั

30 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

ปัจจัยเกอ้ื หนนุ ความสาเร็จ
- สมาชิกกลุ่มหรือคนในชุมชน มีความสามัคคีและให้ความร่วมมือในการร่วมคิด

ร่วมทา ในกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย มีจิตสานึกที่ดีต่อกลุ่มในการร่วมกันพัฒนาและ
ร่วมทากิจกรรมในชมุ ชน

- สบื สานภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิน่ เปน็ การรวมกลุ่มเพือ่ ถา่ ยทอดศิลปวฒั นธรรมไปยงั
รุ่นลกู รุ่นหลาน

- การมที รัพยากรธรรมชาติในทอ้ งถิ่นทเ่ี อื้ออานวยต่อการผลิต โดยการนาปัญญา
ท้องถ่ินมาประยุกต์ใช้ในการดัดแปลงทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถ่ินให้เป็นสินค้าส่งออก
ทาให้คนในชุนชนมีรายไดเ้ พิม่ ขน้ึ
บทเรยี นที่ไดร้ บั

- การจัดการ ปรับปรุงการบรหิ ารจัดการภายในองคก์ รใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพมากข้ึน
มกี ารกระจาย อานาจในการัดสนิ ใจ มีการแบ่งภาระการทางานและตดั สนิ ใจของประธานกล่มุ

- การผลติ พัฒนากระบวนการผลิตให้ไดม้ าตรฐานสากลโดยเฉพาะมาตรฐาน
ความปลอดภยั ทางอาหารเพ่อื ใหเ้ ปน็ ทีย่ อมรบั ลูกคา้
ข้อเสนอ/ มุมตอ่ กิจกรรมท่ีจะทาในอนาคต

- ทาแชมพูจากใบชา
- ทาครีมนวดจากใบชา
- ข้าวยาสาเร็จรปู จากใบชา

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง ... 31

“ถ่ายทอดภูมิปัญญารามโนราห”์

ประวัติความเปน็ มาของมโนราห์

โนรา หรือ มโนห์รา (เขียนเป็น มโนรา หรือ มโนราห์ ก็ได้) เป็นการละเล่นพื้นเมือง
ท่สี บื ทอดกันมานาน และนยิ มกันอย่างแพรห่ ลาย

ปัจจุบันเช่ือกันว่าโนราเกิดขึ้นคร้ังแรกที่ หัวเมืองพัทลุง คือ ตาบลบางแก้ว จังหวัดพัทลุง
แล้วแพร่ขยายไปยงั หวั เมอื งอื่นๆ ของภาคใต้จนไปถงึ ภาคกลาง เจา้ เมอื งพัทลุง มีช่อื วา่
พระยา สายฟ้าฟาด มีลูกสาวท่ีช่ือ ศรีมาลา ซ่ึง มีความสามารถในการร่ายรามาก ได้เกิด
ตั้งครรภ์โดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน เช่ือกันว่า เป็นท้องกับเทวดา พระยาสายฟ้าฟาดเห็นดังน้ัน
ก็โกรธมาก สั่งใหน้ านางศรมี าลาไป ลอยแพในทะเล ( คือ ทะเลสาปสงขลา) และ แพได้ไป
ติดท่ีเกาะใหญ่ นางศรีมาลา กไ็ ดใ้ ห้กาเนิดลกู ชาย โดยตั้งช่ือว่า เทพสงิ หล ซ่ึงมีนยั ความว่า
ลูกของเทวดา นางศรีมาลา ได้ฝึกให้เทพสิงหลฝึกร่ายรา ซึ่งเทพสิงหล ก็สามารถร่ายรา
ไดส้ วยงามและมชี ือ่ เสียงมากที่เกาะใหญ่ จนรไู้ ปถึงหพู ระยาสายฟ้าฟาด ซ่ึงพระยาสายฟ้าฟาด
ก็ยังไม่รู้ว่าหลานตัวเอง ก็ได้เชิญไปราในราชสานัก ฝ่ายนางศรีมาลาน้ัน ก็น้อยเนื้อต่าใจ
เมือ่ คร้ังท่ีถกู ลอยแพ ก็บอกกับคนทม่ี าตดิ ตอ่ ว่าโนราคณะนี้จะไปราได้แตต่ ้องปูผ้าขาวตัง้ แต่
รมิ ฝั่งทีล่ งจากเรอื จนไปถึงตาหนัก พระยาสายฟ้าฟาดก็ตอบตกลง ดังน้ัน เทพสิงหลจงึ ไปรา
ในราชสานกั เทพสิงหลราได้สวยงามมาก จนพระยาสายฟ้าฟาดก็ตกตะลึงในความสวยงาม
จึงถอดเครื่องทรงท่ีทรงอยู่ให้กับเทพสิงหล แล้วบอกว่า "เครื่อง แต่งกายกษัตริย์ชุดนี้
มอบให้เป็นเครื่องแต่งกายของโนรานับแต่น้ีเป็นต้นไป" เทพสิงหลจงึ บอกว่าแทจ้ ริงแล้ว
เปน็ หลานของพระยาสายฟ้าฟาด พระยาสายฟา้ ฟาดจึงรบั โนราไว้ในราชสานัก และใหส้ ิทธิ
แตง่ กายเหมอื นกษัตรยิ ์ทกุ ประการ

ต่อมาได้นามโนราห์ได้แพร่หลายและเป็นศิลปะพ้ืนบ้านของชาวพัทลุง ได้ประยุกต์
นามาแสดงในงานหรอื เทศการต่าง ๆ เช่น รามโนราห์โรงครู การแสดงมโนราห์ในงานพิธตี ่าง ๆ
และเปดิ สอนถ่ายทอดให้ผสู้ นใจเรยี นรู้

กระบวนการถา่ ยทอดภูมิปัญญาของผู้สงู อายุ

กระบวนการถ่ายทอดความรู้ พบว่า ศลิ ปวฒั นธรรมพ้นื บา้ นมโนราห์เปน็ การ
แสดงพ้ืนบา้ น มีเทคนคิ การถา่ ยทอด ดังนี้

1. ส่ือ วัสดุ อุปกรณ์ และใช้ส่ือบุคคล คือผู้ถ่ายทอดเป็นศูนย์กลาง การถ่ายทอด
ความรู้ใช้สอ่ื ของจรงิ ในการฝึกปฏบิ ตั ิ และหนังสอื เป็นสือ่ เสรมิ ความรู้

32 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอื่ ง

2. บรรยากาศการเรียนรู้ ประสานกลมกลืนอยู่ในวิถีการดาเนินชีวิตประจาวัน
การทางาน และวถิ ีประเพณขี องหม่บู ้าน

3. ระยะเวลาในการเรียนรู้ ใช้ระยะเวลาเรียนรู้ฝึกหัดประมาณ ๑ สัปดาห์ ถึง
สามเดือน และฝึกฝนความชานาญเป็นแรมปี ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถ ปฏิภาณไหว
พริบของ แตล่ ะบุคคล

4. ฝึกมีความชานาญสามารถนาไปแสดง ในพิธีหรืองานต่างๆ ในชุมชน หรือ
หมูบ่ า้ น และรบั เชิญไปในงานหรอื หน่วยงาน เปน็ ตน้
ผลสาเรจ็ /คณุ ค่าท่เี กิดขึน้

1. ผู้สูงอายุมีความรแู้ ละทักษะการแสดงมโนราห์ สามารถนาไปแสดงในงานหรือ
พิธกี ารตา่ ง ๆ ได้

2. ผู้สูงอายุสามารถถ่ายทอดอนุรักษ์และส่งเสริมให้ลูกหลานสามารถรามโนราห์
และรกั ษาสืบทอดต่อไป

3. ชมุ ชนให้ความสาคญั และกตัญญูแก่ผู้สูงอายใุ นชมุ ชน
4. ผู้สูงอายุมีรายได้เสริมจากการแสดงในกิจกรรมต่าง ๆ
5. ผู้สูงอายุสบื สานวัฒนธรรมพนื้ บ้าน ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
ปจั จยั เกอ้ื หนุนความสาเร็จ
1. ต้นทุนทางสังคม กล่าวคือในชุมชนมีความพร้อมภูมิปัญญา มีผู้สูงอายุมีความรู้
และภูมิปญั ญาดา้ นในมโนราห์ เปน็ พื้นฐาน
2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ สถานท่ีและ
อานวยความสะดวกสาหรบั การจดั กจิ กรรม
3. ผู้สูงอายุ ผ้นู าชุมชน และองคใ์ นชมุ ชนใหค้ วามรว่ มมือสนบั สนุน
4. นโยบายรฐั บาลใหก้ ารสนบั สนุนกิจกรรม

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 33

บทเรียนท่ีไดร้ ับ
จากการดาเนินกิจกรรมถ่ายทอดภูมปิ ัญญาการรามโนราห์และการสอนเล่นดนตรี

มโนราห์ได้รับความร่วมมือจากชุมชน หน่วยงานราชการ ประสบความสาเร็จ ผู้สูงอายุ
เด็กเยาวชน และผู้สนใจสามารถก่อตั้งกลุ่มและสามารถนาไปแสดงในงานหรือกิจกรรม
ต่าง ๆ ได้
ขอ้ เสนอ/มมุ มองต่อกจิ กรรมท่จี ะทาในอนาคต

1. เป็นกิจกรรมที่ผู้สูงอายมุ คี วามภาคภมู ิใจทีไ่ ด้ถ่ายภูมปิ ัญญาให้ผู้สนใจ
2. กิจกรรมจดั ตอ่ เนือ่ ง เพื่อสง่ เสริมการถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กบั ผู้สนใจ
3. รฐั หรือหนว่ ยงานเกย่ี วข้องควรจดั สรรงบประมาณ
4. จัดรวบรวมข้อมูลผูม้ ีคณุ สมบตั ิเพ่อื เก็บเป็นฐานข้อมูลในชมุ ชนและหน่วยงาน
5. นาเผยแพรใ่ ห้ผู้สนใจทัว่ ไปทราบ
ภาพถา่ ยกจิ กรรมการถ่ายทอด“รามโนราห์”

34 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 35

ว่าวเบอร์อามัส

ประวัติความเปน็ มา
“ว่าวเบอร์อามัส” หรือท่ีรู้จักในชื่อ “ว่าวทอง

แห่งวิถีชีวิตขาวมลายู” ท่ีสะท้อนให้เห็นถึงศิลปะ
และวัฒนธรรมของขาวมลายูท่ีมีมาต้ังแต่สมัยปตานี
แบ่งการปกครองออกเป็น 7 หัวเมือง ซึ่งเป็นเวลา
กว่า 200 ปี มาแล้ว เจ้าเมืองมลายูในสมัยน้ันจะขึ้น
ว่าวเบอร์อามัสเพื่อการประกอบพิธีกรรมหลักจาก
ช่วงฤดเู กบ็ เกี่ยวข้าว เพื่อการพยากรณ์ดนิ ฟ้า อากาศ
และบูชาพระแม่โพสพ สาหรับการทานา หรือการทาเกษตรอื่นๆ ในปีต่อไปว่าจะมี
ลักษณะดินฟ้า อากาศ เป็นอย่างไรโดยมีผู้รู้ในสมัยนั้นทาหน้าท่ีทานาย และก่อนจะข้ึน
ว่าวทุกคร้ังเจ้าเมืองจะประกอบพิธีติดทองที่หัวว่าว จึงเป็นท่ีมาของคาว่า "อามัส” หรือ
“อีอมัส” ซ่ึงเป็นภาษามลายูกลางท่ีมีความหมายว่า “ทอง” ดังนั้น จึงเป็นว่าวสาหรับ
ชนชัน้ เจา้ เมืองในสมัยน้ันท่ีจะมีสทิ ธ์เิ ล่นวา่ วชนดิ น้ีเท่าน้นั สามญั ชนจะไม่มสี ิทธ์เิ ล่น

ช่วงสมัยน้ันผู้คนจะนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธ รูปทรงของว่าวเบอร์
อามัสจึงมีลักษณะเหมือนเทพหรือเทวดา ตามคติความเชื่อซ่ึงจะมีส่วนแขนส่วนขาและ
กาไลแขนกาไลขาสร้อยคอพร้อมเคร่ืองทรงซ่ึงอดีตจะใช้ช่างทาว่าว 7 คน ได้แก่ ช่างหาไม้ไผ่
(ภาษามลายู เรียกว่า จารีบูโล๊ะฮ.) ช่างเหลาไม่ไผ่ (ภาษามลายู เรียกว่า ฆอเฮาะบโล๊ะฮ.)
ซึ่งจะใช้ไม้ไผ่จานวน 27 ซี่ ช่างผูกโครงว่าว (ภาษามลายู เรยี กว่า อีกะกากอ) จะผูกด้วย
ด้ายดิบ 7 รอบ ช่างวาดและแกะลาย (ภาษามลายู เรียกว่า ลูกิสตูโย๊ะจายอ) จะใช้
กระดาษ 7 สี ช่างติดกระดาษ (ภาษามลายู เรียกว่า แตแปะกือตะห์) ช่างผูกสายยู
(ภาษามลายู เรียกว่า อีกะตายุฮ.) และช่างตรวจงาน จะเป็นคนตาบอด (ภาษามลายู
เรียกว่า มาตอบูตอ) แต่เม่ือเข้าสู่สมัยศาสนาอิสลาม รูปทรงของว่าวจึงได้ถูกลดทอนลงไป
จากสว่ นแขนก็จะคล้ายเป็นปีกนก สว่ นขาก็จะคล้ายเป็นหางปลา

ลวดลายว่าว เป็นลายมลายูท้องถิ่นด้ังเดิม ซึ่งเป็นลายตระกูลพืชท่ีแฝงไปด้วย
ปรัชญาและหลักคาสอนของศาสนา การวาดลวดลายของใบไม้สาหรับปลายใบจะต้อง
ไม่ชนกันหรือไม่ท่ิมแทนกันซึ่งมีความหมายว่า การอยู่ร่วมกันต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ไม่ทาร้ายกันไม่ว่าจะเป็นด้วยคาพูดหรือการกระทา และลวดลายจะต้องอยู่ ภายใน

36 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

เส้นกรอบเสมอ ซึ่งมีความหมายว่า ทุกคนจะต้องดารงชีวิตอยู่ภายใต้ขนบธรรมเนียม
ประเพณีท่ีดีงามหรือจะต้องเคารพและเชื่อฟังคาสั่งสอนของครูบาอาจารย์หรือผู้ใหญ่
ทีเ่ คารพนับถอื ซ่ึงใบไม้ส่วนใหญ่ที่นามาวาดลวดลายจะนิยมใช้ใบพลู เสมอื นเป็นตัวแทน
ของผู้นาหรือเจ้าเมือง ดอกไม้จะนิยมใช้ดอกพิกุลเสมือนเป็นตัวแทนความร่มเย็นท่ีเจ้าเมือง
มีให้แก่ราษฎร และผลพิกุลจะใช้สีแดงบ่งบอกถึงความกระปรี้กระเปร่าหรือความมีชีวิตชีวา
ความเปน็ ผนู้ าและความกลา้ หาญ

 นายแวฮามิ วานิ ผู้สืบทอดภูมิปัญญา
ทอ้ งถ่นิ การทาวา่ วเบอรอ์ ามสั มาจากบรรพบุรษุ ช่างหลวง
เมืองสายบุรี ได้รับรางวัลเชิดชู สุดยอดบุคคลระดับ
บรมครู ผู้ท่ีมีทักษะฝีมือประเภทงานศิลปะหัตกรรม
เป็น “ครูศิลป์ของแผ่นดิน” การทาว่าวเบอร์อามัส
ประจาปี พ.ศ. 2560 “เท่าที่มีลมหายใจ จะขอรักษา
ว่าวเบอร์อามัสให้คงอยู่ต่อไป ไม่อยากให้สูญหาย
พร้อมจะสืบทอดให้เด็กและเยาวชนเห็นความสาคัญ
ของมรดกทางวฒั นธรรมของมลายู ที่ไดส้ ืบทอดต่อกัน
มาใหอ้ ยู่ค่กู บั ท้องถิ่นจงั หวัดปัตตานี”

นายไวโรจน์ วานิ 
บุตรชายของคุณลุง แวฮามิ วานิ ทายาทผู้สืบ
ทอดภูมิปัญญาท้องถ่ินการทาว่าวเบอร์อามัส
ได้รับรางวัลเชิดชู ผู้ที่มีทักษะฝีมือประเภท
งานศิลปหัตถกรรมเป็น “ทายาทช่าง
ศิลปหัตถกรรม” การทาว่าวเบอร์อามัส
ประจาปี พ.ศ. 2560 “กว่าจะมาเปน็ มรดก
ภมู ปิ ญั ญาจนถงึ ปัจจุบนั ไม่ไดใ้ ชเ้ วลาแค่ 1-2 ปี แตเ่ ป็นการสะสมกระบวนการผ่านรนุ่ สู่รุ่น
เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่าน้ีเป็นส่ิงที่มีคุณค่า ที่ไม่สามารถกาหนดเป็ นราคาได้เลย
เราสามารถรับวิทยาการใหม่ๆ มาใช้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องสามารถนามรดก
จากบรรพบุรุษเดนิ ไปข้างหน้าพร้อมๆ กันได้เช่นกัน”

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 37

กระบวนการถา่ ยทอดภูมิปัญญาของผสู้ งู อายุ
เพ่ือให้เยาวชนไดศ้ กึ ษาเรยี นรูแ้ ละร่วมกันสบื สานอนรุ ักษ์ภมู ิปญั ญาทอ้ งถน่ิ และวิถี

ชีวิตคนในชุมชน โดยมีการถ่ายทอดภูมปิ ัญญาให้กับนักเรยี นในสถานศึกษาตา่ งๆ รวมถึง
ในระดับชุมชน โดยทางสถานศึกษามีการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนในด้านสังคม
ศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม “การประดษิ ฐ์ว่าวเบอร์อามัส” หลักสูตรจะมเี น้ือหาสาระ
การเรียน ดงั น้ี

1. ประวตั ิความเปน็ มาและคตคิ วามเชอ่ื ในอดตี ของวา่ วเบอร์อามัส
2. รูปลกั ษณะของว่าวเบอรอ์ ามสั ปจั จุบัน
3. การเตรียมวสั ดุและอปุ กรณส์ าหรับการประดิษฐว์ ่าวเบอรอ์ ามัส
4. การจดั เตรียมไม้ไผ่สาหรบั การประดษิ ฐว์ า่ วเบอร์อามัส
5. การข้ึนโครงวา่ วเบอร์อามัส
6. การแปะกระดาษรองพ้นื เขา้ กับโครงว่าวเบอรอ์ ามัส
7. การเขยี น แกะและแปะลวดลายวา่ วเบอรอ์ ามสั
8. การตกแตง่ เครือ่ งทรงของว่าวเบอรอ์ ามัส
9. การติดต้ังแอกวา่ วเข้ากบั สว่ นหัวว่าวเบอร์อามสั
10. การเล่นวา่ ว
ผลสาเร็จ / คณุ ค่าท่ีเกิดขน้ึ

 สามารถรกั ษามรดกภูมิปัญญา ยิง่ นานๆ มีมูลค่ามาก ในบ้านเกดิ ตัวเอง
 อนุรกั ษร์ ูปทรงวา่ ว/ลวดลาย ในแถบแหลมมลายู

ปัจจยั เกื้อหนนุ ความสาเร็จ
 มาจากผู้ทช่ี ื่นชอบทางด้านภูมิปัญญาในการทาวา่ ว
 เกิดแรงผลักดันในภาครฐั /ภาคเอกชน
 สามารถใชไ้ ม้ไผซ่ ่งึ เปน็ วัตถดุ ิบจากบ้านๆ มาทาเปน็ ว่าวได้
 สามารถทาให้ชุมชนสรา้ งอาชีพ และมีรายได้

38 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

บทเรยี นทไี่ ดร้ บั
 กลัวการสูญหายไมไ่ ดร้ บั การสบื ทอด
 รกั ษาภมู ิปญั ญาให้คงอยู่ตอ่ ไป

ขอ้ เสนอ/ มุมตอ่ กจิ กรรมท่จี ะทาในอนาคต
 ได้แรงบันดาลใจจากศิลปินเซรามคิ เพือ่ ต่อยอดจากไมไ้ ผท่ ีม่ อี ยูโ่ ดยการเหลาไม่

ไผ่ทาโคมไฟ
 จากวตั ถุดบิ ไม้ไผใ่ นชุมชน ให้กลา้ ยเปน็ วสั ดอุ ปุ กรณเ์ คร่อื งใช้
 การเขียนลาดลายบนผืนผ้า เหมือนกบั ลวดลายบนตวั ว่าว

ภาพภ่าย

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 39

40 … ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง

ผเู้ ฒ่าเลา่ เรอ่ื ง ... 41


Click to View FlipBook Version