The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้พื้นฐานการวัดและประเมินผลทางการศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Arisara Wongmeekaew, 2023-07-02 00:03:14

ความรู้พื้นฐานการวัดและประเมินผลทางการศ

ความรู้พื้นฐานการวัดและประเมินผลทางการศ

ความรู้พื้รู้ น พื้ ฐานการวัด วั และประเมินมิผลการศึก ศึ ษา


หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) นี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบ ข้อมูลเกี่ยวกับ ความรู้พื้นฐานการวัดและประเมินผลการศึกษา เช่น ประวัติและพัฒนาการของการวัดผลและหลักการวัดและประเมินผล การศึกษา ความหมายของการทคสอบการวัดผลและการประเมินผล การวัดผลก่อนเรียนและอื่นๆเป็นต้น คณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เล่มนี้จะเป็นประโยชน์สำ หรับคนที่สนใจใน ความรู้พื้นฐานการวัดและประเมินผลการศึกษาและได้ประโยชน์จาก หนังสือ E-Book เล่มนี้ไม่มากก็น้อย คำ นำ คณะผู้จัดทำ นางสาว กรรณิกา ตะสายวา นางสาว อริสรา วงศ์มีแก้ว


1.1 ประวัติ วั แติละพัฒ พั นาการของการวัด วั และประเมินมิผลในต่า ต่ งประเทศ ต่าต่งประเทศ ค.ศ. 1115 B.C สอบจอหงวน ประเทศจีนจี ค.ศ. 1200 A.D.สอบปากเปล่า ล่ Ph.D. ค.ศ. 1575 หนัง นั สือ สื เกี่ย กี่ วกับ กั ความแตกต่า ต่ งระหว่า ว่ ง บุค บุ คลด้า ด้ นความสามารถทางสมอง(J.Huarta) ค.ศ. 1860 US.สอบข้อ ข้ เขีย ขี น ประเทศอเมริกริา ค.ศ. 1879 ตั้ง ตั้ ห้อ ห้ งปฏิบัฏิติ บั กติารทางจิตจิวิทวิยาแห่ง ห่ แรกของโลก ค.ศ. 1887 กฎอัน อั แรกทางจิตจิวิทวิยา(G.Fechner) ค.ศ 1888 วิธีวิหธีาความสัมสัพันพัธ์รธ์ะหว่าว่งตัวตัแปร(Sir F.Galton)


1.1 ประวัติและพัฒนาการของการวัดและประเมินผลในต่างประเทศ (ต่อ) ค.ศ 1893 J.Jastrow ได้แสดง Sensory-MotorTest ค.ศ 1904 ทฤษฎีสองตัวประกอบของ ความสามารถทางสมอง (C.E.Spearman) ค.ศ 1917 แบบทดสอบทางสติปัญญา และบุคลิกภาพในการสมัครทหาร ค.ศ 1920-1940 แบบสอบถามมาตรฐานเกิดขึ้นมากมาย หลายชนิด(แบบสอบสติปัญญา/ความถนัด/ความสนใจ) ค.ศ 1960-1977 ใช้คอมพิวเตอร์ในกระบวนการสอน ค.ศ 1960-1980 Stanford-binet Intelligence scale Form และการทดสอบทางจิตประสาท ค.ศ 1980-ปัจจุบัน การพัฒนาแบบทดสอบโดยการใช้คอมพิวเตอร์


สมัยโบราณ พ.ศ.2433-2455 พ.ศ. 2423-2428 พ.ศ.2470 สมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีการสอบความรู้ พระภิกษุสงฆ์ กระทรวงธรรมการ ออกพระราชบัญญัติการ สอบวิชาการ พ.ศ.2433 มีการกำ หนดแผนการ ศึกษาแห่งชาติเป็นครั้งแรก กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ วางโครงการวิธีสอบไล่ หนังสือไทย "แบบทดสอบเชาว์ของ พระยาเมอาธิบดี" 1.2 ประวัติ วั แติละพัฒ พั นาการของการวัด วั และประเมินมิผลใน ประเทศไทย


1.2 ประวัติ วั แติละพัฒ พั นาการของการวัด วั และประเมินมิผลใน ประเทศไทย(ต่อ ต่ ) พ.ศ.2473 พ.ศ.2495 พ.ศ.2478-2493 พ.ศ.2496 ตั้งกรมวิชาการ มีการสอบไล่ หลวงสวัสดิ์สารสาสน์พุทธิ์ บัญญัติศัพท์ "ข้อสอบปรนัย อัตนัย เชาวน์ ผลสัมฤทธิ์" แปลสแตนฟอร์ด บิเนต์ ให้เป็นภาษาไทย และแผนกวิชาครุศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ เปิดสอนแบบสอบและมาตรการ ใน โรงเรียน เริ่มทดลองใช้ ข้อสอบปรนัย พ.ศ 2496 ดร.แนบ บุญสิทธิ์ สร้าง แบบสอบความถนัดวิชา ช่าง ให้กรมอาชีวศึกษา


ㆍ พ.ศ. 2498-2517 ประชุมครูใหญ่ทั่วประเทศ เรื่องการวัดผลการศึกษาเล่ม แรกสำ หรับนิสิตนักศึกษาครู ชื่อ "หลักและกลวิธีการวัดผลการศึกษาแผนใหม่" ได้ เริ่มโครงการสร้างแบบทดสอบมาตรฐานระดับประถม มัธยมศึกษา ทั้งแบบสอบ มาตรฐานทางวิชาการและแบบทดสอบมาตรฐานความถนัดทางการเรียนโดยเฉพาะ แบบทดสอบมาตรฐานความถนัดทางการเรียนสภาการศึกษาแห่งชาติได้จัดประชุม คณะกรรมการออกข้อสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยสาขาวิชาเป็นครั้งแรกที่คณะ ครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องเทคนิคการออกข้อสอบวิชาต่างๆ พ.ศ.2517 สำ นักทดสอบ มหาวิทยาลัยศรีนครินพระวิโรฒประสานมิตร ร่วมกับ กรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และยูชอม สร้างแบบสอบชุดสำ หรับคัดสรร จำ แนกประเภทอาชีพ ประกอบด้วย 3 ประเภท คือ (1) ประเภทคือแบบสำ รวจความสนใจเกี่ยวกับอาชีพ (2) แบบสอบความรู้เกี่ยวกับอาชีพ (3) แบบสอบความถนัด 1.2 ประวัติและพัฒนาการของการวัดและประเมิน ผลในประเทศไทย(ต่อ)


ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการสอบ National Test (NT) คือ การ ทดสอบความสามาถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ เป็นการทดสอบเพื่อวัดความ รู้ และความคิดรวบยอดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ได้ถึงข้อมูลสารสนเทศของผู้เรียนใน 3 ด้าน คือ ㆍ พ.ศ.2519 - 2540 กระทรวงศึกษาธิการ ได้กระจายอำ นาจการประเมินผลการ เรียนให้โรงเรียน และกลุ่มโรงเรียน สำ นักทดสอบการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวง ศึกษาธิการ รายงานประเมินคุณภาพทางการศึกษา โดยประเมินทุก 2 ปี เริ่มประเมิน คุณภาพการศึกษาระดับประถมศึกษา (ป.6) ในปีการศึกษา 2526 และได้เริ่มประเมิน คุณภาพการศึกษาระดับมัธยมศึกษา(ม.3 และ ม.6) ในปีการศึกษา 2527 ศูนย์ ทดสอบทางการศึกษาได้นำ วิธีการประเมินเพื่อการเลือกสรรมาใช้เพื่อการเลือกสรร เจ้าหน้าที่/พนักงานที่มีศักยภาพขึ้นสู่ตำ แหน่งที่สูงขึ้นให้แก่หน่วยงานของรัฐบาล และเอกชน โดยการประเมินแต่ละระดับชั้นนั้นมีการประเมินคุณภาพการศึกษาดังนี้ ระดับชั้นประถมศึกษามีอยู่ 2 ระดับชั้น คือ 1. ความสามารถด้านภาษา (Literacy) 2. ด้านคำ นวณ (Numeracy) 3. ด้านเหตุผล (Reasoning Abilities) นำ ไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาความสามมารถของผู้เรียนเต็มตามศักยภาพต่อไป 1.2 ประวัติและพัฒนาการของการวัดและประเมินผล ในประเทศไทย(ต่อ)


ระดับมัธยมศึกษาปีทีี่ 3 โดยการสอบ O-NET (Ordinary National Educational Test) ㆍระดับชั้นประถมศึกษาปีทีุ่6 โดยการสอบ O-NET (Ordinary National Educational Test) คือ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน เป็นการทดสอบเพื่อวัดความรู้และ ความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ใน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับมัธยมศึกษามี 2 ระดับคือ คือ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน เป็นการทดสอบเพื่อวัดความรู้และ ความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ใน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.2 ประวัติและพัฒนาการของการวัดและประเมินผล ในประเทศไทย(ต่อ)


ระดับมัธยมศึกษาปีทีี่ 6 โดยการสอบ O-NET (Ordinary National Educational Test) คือ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน เป็นการทดสอบเพื่อวัดความรู้และ ความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ใน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ㆍ พ.ศ.2548 จัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(องค์การมหาชน) ขึ้น คือ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ( องค์การมหาชน) เรียกโดย ย่อว่า "สทศ." ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "National Institute of Educational Testing Service (Public Organization)" เรียกโดยย่อว่า"NIETS" จัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2548 1.2 ประวัติและพัฒนาการของการวัดและประเมินผล ในประเทศไทย(ต่อ)


2. ความหมายของการทคสอบ การวัค วั ผล และการประเมิน มิ ผล


การทดสอบ หมายถึง กระบวนการอย่างหนึ่งที่จะให้ได้มาซึ่งจำ นวน ปริมาณ หรือคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยใช้เครื่องมือเป็นสิ่งเร้าให้ผู้ตอบแสดง พฤติกรรมที่สังเกตได้ ออกมาเพื่อนำ ไปสู่การประเมินค่าหรือตีราคา การทดสอบทำ ได้ หลายวิธี เช่น การทดสอบปากเปล่า การทดสอบภาคปฏิบัติ หรือการทดสอบโดย การเขียนตอบ การทดสอบที่ดีจึงต้องพยายามดำ เนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ความ ยุติธรรมแก่ผู้สอบอย่างเสมอหน้า ภายใต้สถานการณ์อย่างเดียวกัน ซึ่งองค์ประกอบ ของการทดสอบประกอบด้วย 1. บุคคลซึ่งถูกวัดคุณลักษณะหรือความสามารถ 2. ข้อสอบเพื่อทำ หน้าที่เป็นสิ่งเร้า 3. การดำ เนินการสอบ การจัดสภาพการสอบ และผู้คุมสอบซึ่งต้อง เป็นไปอย่างยุติธรรม 4. ผลการสอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคะแนน ที่ได้มาจากการตรวจข้อสอบ คะแนนนี้จะแทนความสามารถสูงสุดของแต่ละบุคคล 2.1 ความหมายของการทดสอบ (Testing)


การวัดผล (Measurement) หมายถึง กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขหรือสัญลักษณ์ ที่มีความหมาย แทนคุณลักษณะ โดยใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพหารายละเอียดสิ่งที่วัดว่ามีจำ นวน หรือปริมาณเท่าใด เช่น การวัดส่วนสูงของเด็กเป็นการแปลงคุณลักษณะด้านความสูง ออกมาเป็นตัวเลขว่าสูงกี่เซนติเมตร หรือนักเรียนสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้ 20 คะแนน ก็เป็นการแปลงคุณภาพด้านความสามารถในวิชาคณิตศาสตร์ออกมา เป็นตัวเลขโดยใช้แบบทดสอบ เป็นต้น 2.2 ความหมายของการวัดผล (Measurement)


1.ความหมายของ Assessment การประเมิน (Asesessmant) กระบวนการในการรวบรวมสารสนเทศ เกี่ยวกับผู้เรียนว่าเขารู้อะไร เรียนอะไร ทำ อะไรได้บ้าง การรวบรวมข้อมูลเกี่ยว กับตัวผู้เรียนนี้ทำ ได้หลายวิธี อาทิ เช่น การสังเกตผู้เรียนขณะเรียน การตรวจ สอบชิ้นงานว่าเขาทำ อะไรได้บ้าง หรือการทดสอบความรู้และทักษะของเขาจุด สำ คัญคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขากำ ลังเรียนอยู่โดยประเมินมีหลักการอยู่ 5 ประการ คือ 1) เพื่อปรับปรุงการสอนของครู 2) เพื่อปรับปรุงการเรียนของผู้เรียน โดยผู้เรียนจะต้องได้ รับการแจ้งผลย้อนกลับจากการประเมินเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าของ ตนเองซึ่งถือว่าผู้เรียนจะได้ประเมินตนเอง 3) เพื่อการประเมินที่ดีจะได้มาจากคำ ถามของครูเกี่ยวกับการสอน ของตน 4) เพื่อการประเมินอย่างเป็นระบบจะนำ ผลที่น่าพึงพอใจมาให้ 5) เพื่อการประเมินจะเป็นสิ่งพิสูจน์ที่ดีว่าผู้เรียนมีการ ฝึกฝนที่ดี 2.3 ความหมายของการประเมินผล (Assessment และ Evaluation)


การประเมินผล(Evaluatlon) หมายถึง กระบวนการในการตัดสินคุณค่าให้กับสิ่งต่าง ๆ โดยนำ ผลที่ได้จาก การวัดมาเทียบกับเกณฑ์ที่กำ หนดไว้ แล้วทำ การพิจารณาตัดสินว่าสิ่งนั้นมี คุณภาพในระดับใด เช่น ตัวอย่างการประเมินผลความรู้ของนักเรียน 1. ทำ การวัดความรู้นักเรียนได้ 75 คะแนน 2. กำ หนดเกณฑ์การประเมินความรู้ เช่น คะแนนเต็ม 100 คะแนน ทำ คะแนนได้ 80% ขึ้นไป ผ่านดีมาก ทำ คะแนนได้ 70-79 % ผ่านดี ทำ คะแนนได้ 60-69 % ผ่าน ทำ คะแนนต่ำ กว่า 60 % ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำ หนดไว้ แล้วทำ การพิจารณา ตัดสินว่าสิ่งนั้นมีคุณภาพในระดับใด เช่น ดี พอใช้ ไม่ดี การประเมินผล(Evaluation)


ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Assessment และ Evaluatlon 3.ความแตกต่างระหว่าง Assessment และ Evaluation


ตารางที่ 2 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง การวัดผล และการประเมินผล เพิ่มเกณฑ์


01 02 03 04 05 3. ปรัชญาของการวัดเเละประเมินผล 1.การวัดและประเมินผลเป็นส่วน หนึ่งของการเรียนการสอน 2. การวัดและประเมินผล ควรกำ หนดจุดประสงค์ที่มุ่งเน้น ศักยภาพสมรรถภาพของผู้เรียน 3. การวัดและประเมินผลเพื่อวินิจฉัย แล้วนำ ผล ไปปรับปรุงแก้ไขในการเรียนการสอน 4.การวัดและประเมินผลเพื่อ ประเมินค่าความสามารถ ของครูผู้สอนหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน 5.การวัดและประเมินผลเพื่อค้นหาและพัฒนาสมรรถภาพ ของมนุษย์ 1.ค้นหาหรือตรวจสอบ 2.นำ ข้อมูลดังกล่าวมาวางแผนพัฒนาผู้เรียน


4.การวัดและประเมินผล เพื่อประเมินค่าความสามารถ ของครูผู้สอนหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน


ความสัมพันธ์ระหว่างการวัดผลกับ กระบวนการเรียนการสอน 1. เนื้อหา ต้องเขียนเป็นรายคาบหรือรายชั่วโมงตามตารางสอน โดยเขียนให้ สอดคล้องกับชื่อเรื่องที่จะสอน และเขียนเฉพาะเนื้อหาสาระที่สำ คัญพอสังเขป 2. ความคิดรอบยอด สรุปหลักการสำ คัญ ต้องเขียนให้ตรงกับเนื้อหาที่จะสอน 3. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ต้องเขียนให้สอดคล้องกลมกลืนกับความคิดรวบ ยอด 4. กิจกรรมการเรียนการสอน ในขั้นนี้ควรเขียนตามลำ ดับขั้นตอน ที่คาดว่า จะสอนจริง ๆ โดยยึด เทคนิคการสอนต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ 5. สื่อที่ใช้ควรเลือกใช้หรือจัดทำ ให้สอดคล้องกับเนื้อหาโดยยึดหลักที่ว่า สื่อ ดังกล่าวต้องช่วยให้ นักเรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาได้ง่าย 6. วัดผลโดยคำ นึงถึงเนื้อหา ความคิดรวบยอด จุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม และช่วงที่จะทำ การวัด (วัด ก่อนเรียน ระหว่างเรียน หรือหลังเรียน) ทั้งนี้เพื่อตรวจ สอบทุกระยะว่าการสอนของครูบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่กำ หนดไว้หรือไม่ แผนการสอนที่ดี ต้องทำ ตามลำ ดับขั้นดังนี้


ปรัชญาหรือหลักการ พฤติกรรมพื้นฐานของ นักเรียนก่อนเรียน จุดมุ่งหมาย -จุดหมายทั่วไป -จุดมุ่งหมายประจำ วิชา เนื้อหา ความคิดรวบยอด จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อที่ใช้ วัดผล แผนการสอน สรุปกระบวนการเรียนการสอน วัดผลก่อนเรียนเพื่อเตรียมความพร้อม สรุปเนื้อหาตลอด ภาคเรียน/ปี วัดผลระหว่างเรียนเพื่อปรับปรุง การเรียนการสอน วัดผลหลังเรียนเพื่อสรุปผลรวม/ ตัดสินใจ


เพื่อ พื่ ประเมินมิผลว่าว่นักนัเรียรีน แต่ลต่ะคนมีพมีฤติกติรรมพื้น พื้ ฐานอยู่ใยู่ น ระดับดัใดเพื่อ พื่ เป็น ป็ แนวทางในการจัดจัสภาพการเรียรีนการสอนให้เห้หมาะสมกับกั พื้น พื้ ฐานของนักนัเรียรีน จุดจุประสงค์ของการวัดวัผลในขั้น ขั้ นี้ คือคื 1. นักนัเรียรีนมีคมีวามรู้พื้รู้ น พื้ ฐานที่จ ที่ ะประสานต่อต่เนื่อ นื่ งกับกัสิ่ง สิ่ ที่จ ที่ ะเรียรีนใหม่ มากน้อน้ยเพียพีงใด 2. วางแผนการสอนอย่าย่งไรจึงจึจะเหมาะสม สอดคล้อล้งกับกัสภาพของ นักนัเรียรีน 3. จะเพิ่ม พิ่ เติมติความรู้และทักทัษะที่จำ ที่ จำเป็น ป็ อะไรบ้าบ้งสำ หรับรัการเรียรีนต่อต่ ไปโดยอยู่ใยู่ นรูปรูของการสอนเสริมริให้คห้วามรู้หรู้รือรืการให้งห้านพิเพิศษ เป็น ป็ ต้นต้ วัดวัผลก่อ ก่ นเรีย รี น การวัวัดวัวัผลก่ก่อก่ก่นการเรีรีย รีรี นการสอน


เพื่อประเมิน ความก้าวหน้าและตรวจ สอบข้อบกพร่องต่าง ๆ การวัดผลใน ขั้นนี้มีบทบาทสำ คัญยิ่ง เพราะผลจาก การ ประเมินแต่ละหน่วยย่อยผ่าน ไปแล้ว จะทำ ให้ครูทราบได้ว่า ควรซ่อม เสริมนักเรียนคนใดในเรื่องใดบ้าง 01 มีใครบ้างที่ไม่ผ่านหน่วยการเรียนและบกพร่อง อย่างไร 02 เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในหน่วยนั้นๆก่อนจะเรียนใน หน่วยต่อไป 03 ควรจะสอนเพิ่มเติมความรู้ความคิดใน แง่มุมใด การวัดผลระหว่างเรียนหรือการวัดผลย่อย


จะกระทำ หลัง จากการเรียนการสอนจบภาคเรียนหรือปลายปี เพื่อประเมินผล การเรียนโดย สรุปรวมทั้งหมด จุดประสงค์ของการวัดผลในขั้นนี้ คือ การวัดผลภายหลังสิ้นสุดการเรียนการสอน หรือการวัดผลรวม นักเรียนปีความสำ เร็จ ในการเรียนรู้ไป แล้วโดยสรุป ผลรวมเท่าไร ผู้สอนจะ ตัดสินผล การเรียน อย่างไร ผู้สอนจะปรับปรุงแก้ไข กระบวนการ เรียนการสอน โดยส่วนรวม อย่างไร


5.ความสัมพันธ์ของการทดสอบ การวัด และการประเมินผล การ ประเมินผล การทดสอบจะเป็นส่วนหนึ่งของการวัดผล และ ในการวัดผล ในบางส่วนนั้นจำ เป็นจะต้องมีการ นำ ผลที่ได้จากการวัดผลไปดำ เนินการประเมิน พิจารณา เพื่อตัดสินคุณค่า หรือตัดสินใจตาม เกณฑ์ที่กำ หนดขึ้นหรือเกณฑ์มาตรฐานอย่างใด อย่างหนึ่ง การวัดผล การทดสอบ


6.ความสัมพันธ์ระหว่างการวัดผลและการ ประเมินผล พฤติกรรม/ คุณลักษณะ เครื่องมือที่ ใช้วัด ผลจากการวัด มาตรฐานหรือ เกณฑ์ การตัดสินใจ การวัดผล การประเมินผล


1. การจัดตำ แหน่ง (Placement/Classification) เป็นการวัดผลเพื่อนำ ผล มาระบุว่าผู้เรียนมี ความรู้ในระดับหรือตำ แหน่งใดของกลุ่มได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน หรืออาจจะพิจารณาตัดสินโดยใช้เกณฑ์ มาตรฐานเพื่อที่จะระบุว่าผู้เรียน รอบรู้-ไม่รอบรู้ หรือ เก่ง-ปานกลาง-อ่อน เป็นตัน 2. การคัดเลือก (Slection) เป็นกาวัดความรู้ ทักษะ และเจตคติ เพื่อนำ ผลมาใช้ พิจารณาในการ คัดเลือกเพื่อการดำ เนินการตามวัตถุประสงค์ อาทิ การคัดเลือก เข้าศึกษาต่อ เข้ารับทุนการศึกษาหรือการเข้าทำ งาน เป็นต้น 3. การวินิจฉัย (Xiegnosis) เป็นกาวัดผลเพื่อนำ ผลมาใช้ในการพิจารณาจุดเด่นจุดด้อย/เก่ง-อ่อน ของผู้เรียนในการหาวิธีการหรือแนวทางจัดกิจกรรมเพื่อซ่อม เสริมหรือส่งเสริมได้ตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 7.ความมุ่งหมายของการวัดและ ประเมินผล


4. การเปรียบเทียบพัฒนาการ (Assessment) เป็นการวัดผลเพื่อนำ ผลมาใช้ พิจารณาพัฒนาการที่เกิดขึ้นของผู้เรียนคนเดียวกันในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน อาทิ การสอบก่อน-หลัง แล้วนำ ผลการทดสอบมาพิจารณาเปรียบเทียบกัน เป็นต้น 5. การพยากรณ์ (Prediction) เป็นการวัดผลเพื่อนำ มาใช้คาดคะเนความสำ เร็จที่ จะเกิดขึ้นของผู้เรียน หรือ ชายเพื่อระบุสิ่งที่จะต้องศึกษาต่อแล้วประสบความ สำ เร็จในอนาคต อาทิ การทดสอบวัดแววความเป็นครู 6. การประเมินคำ (Cvaluation) เป็นการวัดผลเพื่อนำ ผลไปประเมินผลในภาพ รวมว่าผู้เรียนมีความสำ เร็จมากหรือน้อยเพียงใด อาทิ การทดสอบปลายภาคเรียน หรือการประเมินผลความสำ เร็จในการจัดการศึกษาในระดับชาติ/จังหวัด เป็นต้น 7. เพื่อจูงใจการเรียน (Motivating Learning) โดยการวัดผลที่ดีจะเป็นการจูงใจ ให้ผู้เรียนเกิดนิสัย การเรียนรู้ที่ดีและทำ ให้รู้สถานะภาพของตนเองแล้วหาแนวทาง /วิธีการแก้ไข ปรับปรุงตนเองตามคำ แนะนำ ของครูผู้สอน 8.เพื่อรักษามาตรฐาน (Maintaining Standard) เป็นการวัดผลเพื่อนำ ผลไปใช้ ตรวจสอบคุณภาพ ของผู้เรียนว่ามีมาตรฐานตามที่กำ หนดไว้หรือไม่ อย่างไร 7.ความมุ่งหมายของการวัดและ ประเมินผล


1. การวัดผลทางการศึกษา เป็นการวัดที่ไม่สมบูรณ์ (Incompete) 2.การวัดผลทางการศึกษา เป็นการวัดทางอ้อม (Indirect) การวัดทางวิทยาศาสตร์ สามารถวัดได้ครบถ้วน สมบูรณ์ เช่น การวัดทางการศึกษาไม่สามารถวัด ได้ ละเอียดครบถ้วนตามที่ต้องการ เช่น ในรายวิชาที่สอน นั้น มีรายละเอียดมากมายจนเกินความสามารถที่จะ วัดได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงจำ เป็นต้องเลือกเนื้อหา สาระ เพียงบางส่วนของปัญหาที่ถือว่าสำ คัญและเป็นตัวแทน ในรายวิชานั้น ๆ มาทำ การวัด การวัดทางการศึกษาไม่สามารถวัดได้ โดยตรง เพราะไม่มีเครื่องมือใด ๆ ที่จะทำ ได้เพราะ พฤติกรรมของนักเรียนที่เปลี่ยนแปลงหลังจาก การได้รับการศึกษา จึงไม่สามารถวัดได้โดยตรง ต้องหา วิธีการต่าง ๆ มาวัด แล้วแปลความหมายของ พฤติกรรมนั้น ๆ ตัวอย่างการวัดด้านพุทธิพิสัย เมื่อ ทำ การสอบนักเรียนผลออกมาเป็นคะแนน ครู ต้องนำ คะแนนมา แปลความหมายอีกทอดหนึ่งว่าเขาน่า จะเก่งหรืออ่อน 8.ธรรมชาติของการวัดผลทางการศึกษา


3. การวัดผลทางการศึกษาย่อม มีความคลาดเคลื่อน (Error) การวัดผลทางการศึกษามีความ คลาดเคลื่อนมาก เพราะพฤติกรรมที่ทำ การวัด ส่วนใหญ่มี ลักษณะชับ ซ้อนสังเกตหรือจับต้องไม่ได้เช่น ความรู้ความคิดเห็น องค์ประกอบที่ ทำ ให้เกิดความคลาดเคลื่อนมี เป็น 2 ประเด็นคือ 3.2 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากสิ่งภายนอก ได้แก่ สภาพห้อง สอบไม่ดี มีเสียงรบกวน เพื่อเป็น การแก้ไขและป้องกันความคลาดเคลื่อนต่าง ๆ เหล่านี้ผู้ที่ เกี่ยวข้องกับการวัดผลจะต้อง ตระหนักและให้ ความสำ คัญ โดยพยายามป้องกันในสิ่งเหล่านี้เท่าที่จะทำ ได้ เช่น แจ้งวันสอบให้นักเรียนทราบ ล่วงหน้า จัดพิมพ์ข้อสอบให้ถูกต้อง จัดสภาพห้องสอบให้เรียบร้อย เป็นต้น ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการสอบ สามารถเขียนให้อยู่ในรูป สมการทางคณิตศาสตร์ ได้ดังนี้ 3.1 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากผู้ถูกวัด ได้แก่ สุขภาพไม่ดี มีความกังวล อารมณ์ไม่ปกติ เตรียมตัวไม่พร้อม ทุจริตใน การสอบ ฯลฯ คะแนนที่ได้ = คะแนนจริง + คะแนนที่เกิดจากความคลาดเคลื่อน X = T+E ธรรมชาติของการวัดผลทางการศึกษา (ต่อ)


4.1 นำ คะแนนที่ได้ไปเปรียบเทียบกับคะแนนเต็ม เรียกว่าระบบเปอร์เซ็นต์ เช่น นายดำ สอบ ได้ 20 คะแนน จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน หรือได้ 40% แสดงว่าทำ คะแนนได้ไม่ถึง ครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม (ส่วนจะประเมินผลว่าเก่งหรือไม่เก่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) 4. ผลจากการวัดทางการศึกษา แสดงในรูปของความสัมพันธ์ (Relation) ข้อมูลหรือคะแนนที่ได้จากการวัดทางการศึกษาย่อมไม่มีความหมาย ใด ๆ หากจะให้คะแนน มีความหมายหรือเกิดความเข้าใจได้ต้องนำ ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลอย่างอื่น โดยทั่วไปนิยมใช้ 3 แบบ คือ 4.2 นำ คะแนนที่ได้เปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม เรียกว่า ระบบอิงกลุ่ม เช่น นายดำ สอบได้20 คะแนน ส่วนคะแนนเฉลีย ของกลุ่มเท่ากับ 13 คะแนน แสดงว่าทำ คะแนนได้สูงกว่าคะแนน เฉลยของกลุ่ม 4.3 นำ คะแนนที่ได้เปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำ หนดขึ้น เรียกว่าระบบ อิงเกณฑ์ เช่น ตั้งเกณฑ์ การผ่านคือ 18 คะแนน นายดำ สอบได้ 20 คะแนน แสดงว่าทำ คะแนนได้ผ่านเกณฑ์ ธรรมชาติของการวัดผลทางการศึกษา (ต่อ)


5. การวัดผลทางการศึกษาเป็นการวัดที่ไม่มีศูนย์แท้หรือศูนย์สมบูรณ์ (Absolute 2ero) การวัดผลทางการศึกษาไม่มีศูนย์แท้ หรือศูนย์สมบูรณ์ ต้องสมมติขึ้นเรียกว่า ศูนย์สมมติ (Arbitrory zero) กล่าวคือ ผู้ที่สอบได้ 0 คะแนน ไม่ได้ หมายความ ว่าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น เขาอาจมีความรู้ แต่ข้อสอบ ไม่ได้ถามในสิ่งที่เขารู้ เพราะการวัดผลทางการศึกษา ไม่มีศูนย์แท้ (คือไม่ สามารถระบุได้ว่าตำ แหน่งของความรู้ที่เป็นศูนย์อยู่ ณ ที่ใด) ธรรมชาติของการวัดผลทางการศึกษา (ต่อ)


9.ประเภทของการวัด จำ แนกตามคุณลักษณะของสิ่งที่วัด จำ แนกจากการเปรียบเทียบ 1, การวัดแบบอิงกลุ่ม (Normreferenced Measurement) เป็นการ กำ หนดค่าคุณลักษณะ ที่ต้องการวัดให้มี ความหมายด้วยการนำ ค่าที่วัดไป เปรียบเทียบกับค่าที่ได้จากการวัด คุณลักษณะเดียวของกลุ่ม ที่เหมาะสม สำ หรับการประเมินผลสรุป (Summative evaluation) 2. การวัดแบบอิงเกณฑ์" (CriterionreferencedMeasurement) เป็นการกำ หนดค่ คุณลักษณะที่ต้องการวัดให้มีความ หมายโดยการนำ ค่าที่วัดไปเปรียบเทียบหรือ แปลความหมายกับคะแนน เกณฑ์หรือ คะแนนจุดตัด ที่บ่งชี้มาตรฐานการปฏิบัติ ของเรื่องนั้น ๆ ที่กำ หนดไว้ ที่เหมาะสม สำ หรับการประเมินผลระหว่างเรียน (Formative evaluation)หรือเพื่อวินิจฉัย 1. การวัดทางกายภาพ (Physical Measurement) การวัดคุณลักษณะที่เป็นรูปธรรม สัมผัส หรือจะ ต้องได้โดยใช้เครื่องมือการวัดที่มีมาตรฐาน และ ให้ผลการวัดที่น่าเชื่อถือได้ เช่น ความยาว ความ สูง น้ำ หนัก เป็นตัน 2. การวัดทางจิตวิทยา (Psychological measurement) เป็นการวัดคุณลักษณะทาง จิตวิทยาและการศึกษา ที่เป็นลักษณะภายในที่ ไม่สามารถวัดได้โดยตรง เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน สมรรถภาพของสมอง เจตคติ ค่านิยม หรือบุคลิกภาพ เป็นต้น ดังนั้น ในการวัด ลักษณะนี้ เป็นการวัดทางอ้อม


ใช้กับข้อมูลที่มีลักษณะผิวเผิน ค่อนข้างหยาบ ใช้จำ แนกหรือให้สัญลักษณ์สิ่งต่าง ๆ ไม่สามารถ เปรียบเทียบได้ บอกปริมาณมากน้อยไม่ได้ เช่น การจำ แนกเพศ อาชีพ หมู่ คณะ วิธีการทางสถิติพื้นฐานที่ใช้วัดข้อมูลนี้ ได้แก่ ฐานนิยม เพื่อดูความถี่ข้อมูล 10.1 มาตรานามบัญญัติ (Nominal scale) 10. มาตราการวัด


สามารถเปรียบเทียบหรือจัดอันดับข้อมูลได้ ไม่สามารถนำ มาบวกลบกันได้ / ไม่สามารถบอกระยะห่าง ได้ บอกได้แต่ทิศทาง หรือเรียงลำ ดับตามคุณภาพ เช่น เปรียบเทียบช่วงอายุ ช่วงรายได้/ จัดอันดับที่123 วิธีการทางสถิติพื้นฐานที่ใช้วัดข้อมูลนี้ ได้แก่ มัธยฐาน พิสัย เปอร์เซ็นไทล์ 10.2 มาตราเรียงลำ ดับ (Ordinal scale) 10. มาตราการวัด (ต่อ)


เปรียบเทียบได้ / บอกระยะห่างระหว่างตำ แหน่งได้ ไม่มีศูนย์แท้ หรือศูนย์สมบูรณ์ จึงทำ ได้แค่บวกลบ แต่คูณหารไม่ได้ เช่น คะแนนมาตรฐาน / คะแนนแบบสอบถาม น้อย>มาก /วัด อุณหภูมิ วิธีการทางสถิติพื้นฐานที่ใช้วัดข้อมูลนี้ ได้แก่ ตัวกลางเลขคณิต x และ สถิติต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ความแปรปรวน / t-test / F-test / R 10.3 มาตราอันตรภาค (Interval scale) xy 10. มาตราการวัด (ต่อ)


สมบูรณ์ทุกอย่าง มีศูนย์แท้ คือไม่มีเลย เช่น น้ำ หนัก 0 กิโลกรัมคือไม่มีน้ำ หนัก ส่วนสูง ระยะทาง เครื่องมือการวัด /วิธีการทางสถิติ / ทางคณิตศาสตร์ ใช้ได้หมด วิธีการทางสถิติพื้นฐานที่ใช้วัดข้อมูลนี้ ใช้ได้ทุกอย่างเท่า ที่มีอยู่ในทางวิทยาศาสตร์ 10.4 มาตราอัตราส่วน (Ratio scale) 10. มาตราการวัด (ต่อ)


วัดให้ตรงจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน เลือกใช้เครื่องมือวัดที่ดีและเหมาะสม ระวังความคลาดเคลื่อนหรือความผิดพลาดของการวัด ประเมินการวัดให้ถูกต้อง ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า 11. หลักการวัดผลทางการศึกษา


การวัดผล ให้ทราบสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่จะ ประเมินก่อนว่ามีปริมาณเท่าใด เกณฑ์ พิจารณาว่าสิ่งใดดี/ไม่ดี ต้องมีหลัก หรือบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบ การตัดสิน ชี้ขาดผลจากเกณฑ์ว่าผ่าน หรือไม่ผ่าน 12.กระบวนการประเมินผล


1.กำ หนดจุดมุ่ง หมายของ การวัด เหตุผลการทดสอบ เช่น ต้องการทราบว่า ผู้เรียนเรียนรู้ตาม วัตถุประสงค์หรือไม่ / ใช้เป็นfeedback / ใช้จัดกลุ่มผู้เรียน เป็นต้น 3.กำ หนดการวัด และเครื่องมือ เลือกให้ เหมาะสมกับ พฤติกรรมที่ ต้องการวัด 2.กำ หนดสิ่งที่ ต้องการวัด พุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษะพิสัย 13.ขั้นตอนการวัดและประเมินผล


4.สร้างและเลือก เครื่องมือ เครื่องมือที่ดีต้องมี ความตรงความเที่ยง ความชัดเจนเป็นต้น 5.ดำ เนินการ ทดสอบ นำ เครื่องมือ ไปทดสอบ และตีความ พฤติกรรม ให้เป็นคะแนน 6.การตรวจให้ คะแนน กำ หนดตัวเลขแทน ปริมาณตาม เกณฑ์ที่กำ หนดไว้ 7.การประเมินผล สรุปข้อมูล โดยนำ ผลการ วัดมาเทียบกับ เกณฑ์แล้ว สรุปว่าได้หรือตก 13.ขั้นตอนการวัดและประเมินผล (ต่อ)


ประเมินก่อนเรียน 14.1 แบ่งตามจุดประสงค์ ของการประเมิน ประเมินเพื่อตัดสินหรือประเมินผลสรุปรวม ประเมินระหว่างเรียน 14. ลักษณะการประเมินผลทางการศึกษา


ประเมินแบบอิงตนเอง 14.2 แบ่งตามการ อ้างอิง ประเมินผลแบบอิงกลุ่ม ประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ 14.3 แบ่งตามผู้ ประเมิน การประเมินตนเอง การประเมินโดยผู้อื่นหรือประเมินภายนอก 14. ลักษณะการประเมินผลทางการศึกษา


15. ประโยชน์ของการวัดผลและ ประเมินผลการศึกษา ประโยชน์ต่อครู >> ทราบพฤติกรรมนักเรียน/ปรับปรุงเทคนิคการสอน ประโยชน์ต่อนักเรียน >>รู้ว่าตัวองเก่งอ่อนวิชาใด/ปรับปรุงตนเอง ประโยชน์ต่อการแนะแนว >>เป็นแนวทางศึกษาต่อ/เลือกประกอบอาชีพ ประโยชน์ต่อการบริหาร >>วางแผนงานโรงรียน/จัดการสอน/จัดครู/ปรับปรุง รายวิชา ประโยชน์ต่อการวิจัย >>วินิจฉัยข้อบกพร่องในการบริหารงาน ร.ร./ การสอน/ครู ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง>>ทราบความเจริญงอกงามของเด็ก


1 ซื่อสัตย์สุจริต 2 มีความยุติธรรม 3 มีความขยันอดทน 4 มีความละเอียดถี่ถ้วนรอบคอบ 5 มีความรับผิดชอบสูง 6 ตรงต่อเวลา 7 สนใจเทคนิคการวัดผลอย่างสม่ำ เสมอ 16. คุณธรรมของนักวัดผลการศึกษา


1 การสอบ วัดผล ประเมินผล ไม่ควรทำ เฉพาะปลายภาคหรือสิ้นปี >> ควรใช้ปรับปรุงการสอนด้วย 6 ครูและผู้บริหารการ ศึกษาต้องระวัง >> อย่าใช้ผลการสอบมาประเมิน ผลงานความดีความชอบของครู 5 การเขียนข้อสอบ >> ต้องเขีนตามความสำ คัญของผลการวิเคราะห์ หลักสูตร/ตามเนื้อหาสาร: ความคิดรวบยอดและจุดประสงค์กาวเรียนรู้ 4 ครูควรใช้การวัดผล >> เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนใช้ปัญญา/ปฏิบัติได้ 3 ครูอย่าสอบเพื่อสอนให้ตรงกับข้อสอบ >> ไม่ควรสอนแบบกวดวิชา 2 ไม่ควรใช้การสอบเพื่อการไล่ หรือคัดออก >> ควรใช้เป็นแนวส่งเสริม สมรรถนะผู้เรียน 7 การสอบ การวัดผล จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอนอย่าง แยก่ไม่ออก >> ทำ สม่ำ เสมอ/หลายเครื่องมือ 17. ข้อควรคำ นึงเกี่ยวกับการวัดผลและ ประเมินผลทางการศึกษา


Click to View FlipBook Version