อารยธรรมโรมัน
ปัจจัยส่งเสริมการขยายอำนาจ
ของจักรวรรดิโรมัน
จักรวรรดิโรมันมีปัจจัยสำคัญที่
ส่งเสริมการขยายอำนาจของโรมัน คือ
1.สภาพภูมิศาสตร์ของแหลมอิตาลี
แหลมอิตาลีตั้งอยู่กึ่งกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างคาบสมุทรบอลข่านและคาบ
สมุทรไอบีเรีย สะดวกในการติดต่อกับเอเชียไมเนอร์และยุโรปตอนใต้ รูปร่างของแหลม
อิตาลีเหมือนกับรองเท้าบูตที่ยื่นเข้าไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้สามารถติดต่อกับ
ดินแดนรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะตอนเหนือของทวีปแอฟริกา แม้จะมี
เทือกเขาแอลป์ (Alps) ขวางกั้นแต่ชาวโรมันก็สามารถติดต่อกับดินแดนตอนกลางของ
ยุโรปได้ สภาพภูมิศาสตร์ของแหลมอิตาลียังมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมเอกภาพของ
ชาวโรมัน แม้จะมีเทือกเขาอะเพนไนน์ (Apennine) ทอดขนานตามความยาวของรองเท้า
บูต แต่เทือกเขานี้ก็ไม่สูงชันจึงไม่เป็นอุปสรรค แหลมอิตาลียังมีพื้นที่ราบเชิงเขาที่มีดิน
อุดมสมบูรณ์ ช่วยเพาะปลูกได้ดี ชาวโรมันจึงมีเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง
2.ระบบการปกครอง
เริ่มแรกโรมันใช้ระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐเพราะสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ชาว
โรมัน เป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้พลเมืองโรมันทุกคนทั้งชนชั้นสูง สามัญชน และทหาร
มีส่วนร่วมในการปกครอง ทำให้สาธารณรัฐโรมันแข็งแกร่งมั่นคงและเจริญก้าวหน้า ต่อ
มาโรมันขยายอำนาจครอบครองดินแดนอื่นๆ จึงเปลี่ยนเป็นแบบจักรวรรดิ มีจักรวรรดิ
เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด จักรวรรดิได้แต่งตั้งชาวโรมันปกครองอาณานิคมต่างๆ โดยตรง
ทำให้สามารถควบคุมดินแดนต่างๆ และส่งผลให้จักรวรรดิโรมันมีอำนาจยืนยาวหลาย
ร้อยปี
3.กองทัพโรมัน
กองทัพโรมันมีชื่อเสียงในด้านความสามารถและประสิทธิภาพการรบ ความสำเร็จส่วน
ใหญ่เกิดจากการจัดองศ์กรภายในกองทัพที่ดีเยี่ยมและการฝึกฝนทหารนอกจากนี้ความ
เข้มแข็งของกองทัพยังรวมถึงความรับผิดชอบของทหารแต่ละคนอีกด้วย (ทหารโรมัน
ประกอบด้วยพลเมืองชายทุกคน มีหน้าที่รับใช้กองทัพในยามเกิดศึกสงคราม ทหารเหล่า
นี้ไม่มีตำแหน่งในกองทัพ เว้นแต่ได้ปฏิบัติหน้าที่เกินกว่า 10 ปีขึ้นไป)
VDO กองทัพโรมัน
Cr.YouTube:Abdulthaitube-อับดุลย์เอ๊ยถามไรตอบได้!
การสถาปนาอารยธรรมโรมัน
การทำสงครามขยายอำนาจครอบครองดินแดนต่างๆ ทำให้เกิดผู้นำทางการทหารซึ่งได้รับ
ความจงรักภักดีจากทหารของตน เกิดการแก่งแย่งอำนาจกันระหว่างกลุ่มผู้นำกองทัพกับ
สมาชิกสภาซีเนตซึ่งคุมอำนาจปกครองอยู่เดิม
ในปี 46 ก่อนคริสต์ศักราช จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar)แม่ทัพโรมันซึ่งมี
ฐานอำนาจอยู่ที่แหลมอิตาลี สเปน กรีก และอียิปต์ ได้เข้าควบคุมกรุงโรม ปีต่อมาเขาได้รับ
การสถาปนาเป็นผู้เผด็จการ (Dictator) และมีอำนาจสูงสุดเทียบเท่ากษัตริย์ ขณะนั้นโรมัน
ยังคงปกครองในระบอบสาธารณรัฐ แต่อำนาจขององค์กรการเมืองถูกลิดรอน เช่น การ
เพิ่มจำนวนสมาชิกในสภาซีเนตจากเดิมซึ่งมีเพียง 300 คน เป็น 900 คน และยังอนุญาตให้
สมาชิกมาจากพลเมืองกลุ่มอื่นๆ ได้นอกเหนือจากเดิมที่สงวนให้เฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น
นอกจากนี้ซีซาร์ยังให้สถานะ “พลเมืองโรมัน” แก่ประชาชนทั่วไปตามเขตต่างๆ มากขึ้น
นโยบายดังกล่าวช่วยเพิ่มอิทธิพลและอำนาจของซีซาร์ เป็นเหตุให้มีผู้อิจฉาริษยาอำนาจของ
เขา ซีซาร์ถูกลักลอบสังหารเมื่อปี 44 ก่อนคริสต์ศักราช
ต่อมาในปี 27 ก่อนคริสต์ศักราช ออคเตเวียน (Octavian) หลานชายของซีซาร์
ได้เปลี่ยนแปลงระบอบสาธารณรัฐเป็นระบอบจักรวรรดิ และสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิ
ออกุสตุส (Augustus) ครองอำนาจระหว่างปี 27-14 ก่อนคริสต์ศักราช พระองค์ทรงเป็น
ทั้งประมุขสูงสุดที่มีอำนาจปกครองด้านบริหารและนิติบัญญัติ รวมทั้งเป็นจอมทัพอีกด้วย
ในสมัยจักรพรรดิออกุสตุสนี้จักรวรรดิโรมันได้ขยายอำนาจออกไปไกลถึงสเปน ซีเรีย เขต
ลุ่มแม่น้ำไรน์ และแม่น้ำดานูป ตลอดจนถึงเขตทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา ระหว่าง
ค.ศ.117-180 จักรวรรดิโรมันเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด สามารถขยายอิทธิพลครอบครองดิน
แดนมากกว่าครึ่งหนึ่งของภาคพื้นทวีปยุโรป รวมทั้งเกาะอังกฤษ (ยกเว้นสกอตแลนด์)
ส่วนทางด้านตะวันออกก็สามารถขยายอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงดินแดนเมโสโปเตเมียและ
อาร์เมเนีย ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโรมันส่งผลให้อารยธรรมโรมันแพร่เข้าไปในดินแดน
ต่างๆ โดยเฉพาะทวีปยุโรปซึ่งรับความเจริญจากอารยธรรมโรมันทั้งด้านการเมือง การ
ปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม
การขยายอำนาจของจักรวรรดิโรมัน
ชาวโรมันโบราณที่อพยพเข้ามาอยู่ในแหลม
อิตาลีประกอบด้วยเผ่าที่สำคัญ 2 เผ่า
พวกละติน ซึ่งอพยพมาจากทางตอนเหนือเข้ามา
ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตที่ราบตะวันตก และตามแนวแม่น้ำ
ไทเบอร์(Tiber River)จากนั้นได้สร้างเมืองต่างๆ ขึ้น
รวมทั้งกรุงโรม
พวกอีทรัสคัน (Etruscans) ซึ่งอพยพมาจากเอเชียไมเนอร์เมื่อ
ประมาณ 900 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกอีทรัสคันได้ขยายอาณาเขต
รุกรานดินแดนของพวกละติน และสถาปนากษัตริย์ปกครองแหลม
อิตาลีเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช หลังจากขยายอำนาจ
ปกครองได้ประมาณ 100 ปี พวกอีทรัสคันก็สูญเสียอำนาจ และผสม
กลมกลืนกับพวกละตินจนกลายเป็นชาวโรมันในเวลาต่อมา
ความเจริญรุ่งเรืองที่พวกอีทรัสคันสร้างไว้ให้แก่อารยธรรมโรมัน
คือ การนำตัวอักษรกรีกเข้ามาใช้ในแหลมอิตาลี ซึ่งต่อมาได้พัฒนา
เป็นอักษรโรมัน
การขยายอำนาจของจักรวรรดิโรมัน
พัฒนาการของสาธารณรัฐในโรมัน ชาวโรมันได้สถาปนาสาธารณรัฐ
โรมันขึ้นหลังจากอีทรัสคันเสื่อมสลายไป จากนั้นได้ขยายอำนาจทั่วแหลม
อิตาลีและในดินแดนรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างปี 264-146 ก่อน
คริสต์ศักราช โรมันได้ทำสงครามพูนิก (Punic War) กับคาร์เทจ
(Carthage) ถึง 3 ครั้ง คาร์เทจเป็นนครริมฝั่ งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทาง
ตอนเหนือของทวีปแอฟริกาในเขตประเทศตูนิเชียปัจจุบัน ในอดีตเป็น
อาณานิคมที่ชาวฟินิเซียนสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าในเขตทะเล
เมดิเตอร์เรเนียน ต่อมาได้เจริญเติบโตและมั่งคั่งพร้อมทั้งมีอาณานิคมของ
ตนหลายแห่ง เมื่อโรมันขยายอำนาจลงมาทางใต้ของแหลมอิตาลีได้เกิดขัด
แย้งกับคาร์เทจ ซึ่งมีอาณานิคมอยู่ไม่ไกลจากแหลมอิตาลีมากนัก คาร์เทจ
พ่ายแพ้แก่โรมันในสงครามพูนิกทั้ง 3 ครั้ง ทำให้โรมันมีอำนาจเหนือดิน
แดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้านตะวันตก รวมทั้งสเปน ซึ่งอุดมด้วย
เหมืองทองและเงิน
นอกจากนี้แล้ว โรมันยังเอาชนะอาณาจักรซิโดเนียซึ่งเป็นพันธมิตร
ของคาร์เทจได้เมื่อปี 147 ก่อนคริสต์ศักราช ดังนั้นนครรัฐกรีกทั้งปวง
ตลอดจนดินแดนในเขตเอเชียไมเนอร์ซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมของมาซิโด
เนียจึงอยู่ภายในอำนาจของโรมันด้วย
วิถีชีวิตของชาวโรมัน ความเจริญรุ่งเรืองของจักรวรรดิโรมัน ทำให้
ชนชั้นสูงชาวโรมันและผู้มีฐานะมั่งคั่งดำรงชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยหรูหรา ทั้งการ
สร้างคฤหาสน์ที่โอ่อ่า มีสิ่งบำเรอความสะดวกครบถ้วน ลักษณะเด่นที่สะท้อน
ถึงวิถีชีวิตที่หรูหราของชาวโรมันคืออ่างอาบน้ำ ซึ่งมีทั้งที่อยู่ในบ้านและที่อาบ
น้ำสาธารณะ ในทางตรงข้ามประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน โดยเฉพาะใน
กรุงโรมมีคนจำนวนมากซึ่งมีชีวิตยากจน ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างและขาด
สวัสดิการ ลักษณะเช่นนี้สะท้อนถึงปัญหาสังคมของเมืองใหญ่ที่เจริญ
ก้าวหน้าทางด้านวัตถุ แต่ประสบปัญหาด้านคุณภาพชีวิตของประชาชน
โดยสรุป อารยธรรมสมัยโบราณคือเมโสโปเตเมียและอียิปต์ แม้
จะมีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตทวีปเอเชียและทางตอนเหนือของแอฟริกา แต่
ความเจริญส่วนใหญ่กลับเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตก เนื่องจากกรีก
และโรมันรับเอาความเจริญของอารยธรรมอียิปต์และเมโสโปเตเมียไปพัฒนา
และผสมผสานกลมกลืนเป็นอารยธรรมของตน ซึ่งได้ลืบทอดไปสู่ทวีปยุโรป
พร้อมกับการขยายตัวของจักรวรรดิโรมัน ทำให้อารยธรรมตะวันตกหล่อ
หลอมขึ้นจากความหลากหลาย ส่วนอารยธรรมจีนและอินเดียเป็นอารยธรรม
หลักของอารยธรรมตะวันออกโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากโลกภายนอกไม่มาก
นัก เป็นพลให้พัฒนาการของอารยธรรมตะวันออกและอารยธรรมตะวันตกใน
เวลาต่อมาต่างมีเอกลักษณ์ของตนเอง
การศึกษา
โรมันส่งเสริมการศึกษาแก่ประชาชนของตนทั่วจักรวรรดิในระดับประถมและ
มัธยม โดยรัฐจัดให้เยาวชนทั้งชายและหญิงที่มีอายุ 7 ปี เข้าศึกษาใน
โรงเรียนประถมโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ส่วนการศึกษาระดับมัธยมเริ่มเมื่อ
อายุ 13 ปี วิชาที่เยาวชนโรมันต้องศึกษาในระดับพื้นฐาน ได้แก่ ภาษาละติน
เลขคณิต และดนตรี ผู้ที่ต้องการศึกษาวิทยาการเฉพาะด้าน ต้องเดินทางไป
ศึกษาตามเมืองที่เปิดสอนวิชานั้นๆ โดยเฉพาะ เช่น กรุงเอเธนส์สอนวิชา
ปรัชญา นครอะเล็กซานเดรียสอนวิชาการแพทย์ ส่วนกรุงโรมเปิดสอนวิชา
กฎหมาย คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์
ด้านวรรณกรรม
โรมันได้รับอิทธิพลด้านวรรณกรรมจากกรีก ประกอบกับได้รับการส่งเสริมจาก
จักรพรรดิโรมัน จึงมีผลงานด้านวรรณกรรมจำนวนมากทั้งบทกวีและร้อยแก้ว มี
การนำวรรณกรรมกรีกมาเขียนเป็นภาษาละตินเพื่อเผยแพร่ในหมู่ชาวโรมัน และ
ยังมีผลงานด้านประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์โรมันที่มีชื่อเสียงคือ แทซิอุส
(Tacitus) ซึ่งวิพากษ์การใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยของชาวโรมัน ส่วนกวีที่มีชื่อเสียงมาก
ที่สุดคนหนึ่งของโรมันคือ ซิเซโร (Cicero) ซึ่งมีผลงานจำนวนมากรวมทั้งการ
แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตัวอย่างวรรณกรรมเช่น อินีอิด(Aeneid) ,
งานเขียนเรื่องบันทึกสงครามกอล(Commentaries on the Gallic War),
ประวัติศาสตร์กรุงโรม(History of Rome) เป็นต้น
อินีอิด(Aeneid)
ลีวี(Livy) ผู้บันทึกประวัติศาสตร์กรุงโรม
บันทึกสงครามกอล(Commentaries on the GallicWar)
ภาษาละติน
ชาวโรมันได้พัฒนาภาษาละตินจากตัวพยัญชนะในภาษากรีกที่พวกอีทรัส
คันนำมาใช้ในแหลมอิตาลี ภาษา ละตินมีพยัญชนะ 23 ตัว ใช้กันแพร่
หลายในมหาวิทยาลัยของยุโรปสมัยกลาง และเป็นภาษาทางราชการของ
ศาสนาคริสต์นิกาย โรมันคาทอลิกมาจนถึงศตวรรษ 1960 นอกจากนี้
ภาษาละตินยังเป็นภาษากฎหมายของประเทศในยุโรปตะวันตกนานหลาย
ร้อยปี และเป็นรากของภาษาในยุโรป ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส
สเปน โปรตุเกส และโรมาเนีย ภาษาละตินยังถูกนำไปใช้เป็นชื่อทาง
วิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับภาษากรีกด้วย
ด้านอุตสาหกรรม
ความรุ่งเรืองทางกาค้าของจักรวรรดิโรมันส่งเสริมให้มีการผลิต
สินค้าอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง ดินแดนที่มีการประกอบ
อุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ แหลมอิตาลี สเปน และแคว้นกอล
ซึ่งผลิตสินค้าประเภทเครื่องปั้ นดินเผาและสิ่งทอ อย่างไรก็ตาม
อุตสาหกรรมในเขตจักรวรรดิโรมันส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม
ขนาดเล็กที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก
ด้านเกษตรกรรม
What we saw
rice planting
vineyard
raise animals
เดิมชาวโรมันในแหลมอิตาลีประกอบเกษตรกรรมเป็นหลัก และพึ่งพิงการผลิต
ภายในดินแดนของตนต่อมาเมื่อจักรวรรดิโรมันขยายอำนาจออกไปครอบครองดิน
แดนอื่นๆ การเพาะปลูกพืชและข้าวในแหลมอิตาลีเริ่มลดลง เนื่องจากรัฐส่งเสริม
ให้ดินแดนอื่นๆ นอกแหลมอิตาลีปลูกข้าวโดยวิธีการปฏิรูปที่ดิน ดินแดนที่ปลูกข้าว
ส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นกอล(เขตประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน)และตอนเหนือของ
แอฟริกา ส่วนพื้นที่การเกษตรในแหลมอิตาลีส่วนใหญ่เปลี่ยนไปทำไร่องุ่นและเลี้ยง
สัตว์
ด้านการค้า
Trade of the
Roman Empire
spices
cotton
การค้าในจักรวรรดิโรมันรุ่งเรืองมาก มีทั้งการค้ากับดินแดนภายในและนอกจักรวรรดิ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การค้าเจริญรุ่งเรือง ได้แก่ ขนาดของดินแดนที่กว้างใหญ่และ
จำนวนประชากร ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่สามารถรองรับสินค้าต่างๆได้มาก
นอกจากนี้การจัดเก็บภาษีการค้าก็อยู่ในอัตราต่ำและยังมีการใช้เงินสกุลเดียวทั่ว
จักรวรรดิ
ภายในจักรวรรดิโรมันมีระบบคมนาคมขนส่งทางบก คือ ถนนและสะพานที่ติดต่อ
เชื่อมโยงกับดินแดนต่างๆ การค้ากับดินแดนนอกจักรวรรดิโรมันที่สำคัญ
ได้แก่ ทวีปเอเชีย โดยเฉพาะการค้ากับอินเดียซึ่งส่งสินค้าประเภทเครื่องเทศ ผ้าฝ้าย
และสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ สำหรับชนชั้นสูงเข้ามาจำหน่าย โดยมีกรุงโรมและนครอะเล็ก
ซานเดรียในอียิปต์เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ
การก่อสร้างและสถาปัตยกรรม
การก่อสร้างสิ่งก่อสร้างอันใหญ่โตนอกจากจะเป็นการแสดงให้เห็นถึง
ความสามารถทางสถาปัตยกรรมแล้วก็ยังเป็นเครื่องมือในการ โฆษณาชวนเชื่อ
ถึงความเป็นมหาอำนาจของจักรวรรดิโรมันอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากตึกแพนธี
อันโดยเฉพาะในการสร้างใหม่ตามแบบของจักรพรรดิเฮเดรียนที่ยังคงตั้งอยู่
อย่างสง่างดงามเช่นเมื่อสร้างใหม่ นอกจากแพนธีอัน จักรพรรดิเฮเดรียนก็
ยังทรงทิ้งร่องรอยทางสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ไว้ทางตอนเหนือของบริเตนใน
รูปของกำแพงเฮเดรียนที่ใช้เป็นเส้นพรมแดนทางตอนเหนือสุดของจักรวรรดิ
และเมื่อพิชิตสกอตแลนด์เหนือขึ้นไปจากกำแพงเฮเดรียนได้ ก็ได้มีการสร้าง
กำแพงอันโตนินขึ้นลักษณะสถาปัตยกรรมของโรมันโบราณที่ประยุกต์มาจาก
สถาปัตยกรรมกรีกตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 12 ก่อนคริสต์ศักราชมาเป็นลักษณะ
สถาปัตยกรรมของตนเอง
ลักษณะสถาปัตยกรรมถือว่าเป็นแบบ “สถาปัตยกรรมคลาสสิก”
โคลอสเซียมในกรุงโรมนอกจากลักษณะสถาปัตยกรรมที่นำมาจากกรีกแล้ว
โรมันยังรับอิทธิพลเกี่ยวเนื่องเช่นการสร้าง “ห้องทริคลิเนียม” (Triclinium)
ในคฤหาสน์โรมันเป็นห้องกินข้าวอย่างเป็นทางการ และจากผู้ที่มีอำนาจมาก่อน
หน้านั้นวัฒนธรรมอีทรัสคันโรมันก็นำความรู้ต่างทางสถาปัตยกรรมมาประยุกต์
ใช้เช่นการใช้ระบบไฮดรอลิคและการก่อสร้างซุ้มโค้ง
กำแพงเฮเดรียน ความยาวกำแพงเฮเดรียน
ตึกเพนธีอัน โคลอสเซียมในกรุงโรม
ส่วนประกอบประตูแบบโค้ง ลักษณะประตูแบบโค้ง
VDO โคลอสเซียม
Cr. YouTube:Pongsak khochai
วิทยาการต่างๆ
ได้มีการสร้างคุณูปการสำคัญให้แก่ชาวโลกซึ่งได้แก่การ
รวบรวมและบันทึกวิทยาการต่างๆ ที่ได้รับมาและตกทอดเป็น
มรดกแก่ชาวโลก เช่น ตำราด้านการแพทย์(ก้าวหน้าที่สุด)
ดาราศาสตร์ เกษตรศาสตร์ สัตวแพทย์ ฯลฯ
โดยเฉพาะการผ่าตัดทำคลอดทารกจาก
ทางหน้าท้องของมารดา ซึ่งเรียกว่า
ศัลยกรรมซีซาร์
ความเสื่อมของอาณาจักรโรมัน
ความเสื่อมของจักรวรรดิโรมัน ตั้งแต่ ค.ศ. 180 จักรวรรดิ
โรมันเริ่มเสื่อมอำนาจลง เนื่องจากไม่สามรถปกครอง
จักรวรรดิที่มีขนาดกว้างใหญ่มากๆได้ บางช่วงต้องมีการแต่ง
ตั้งจักรพรรดิร่วมเพื่อแยกกันปกครองจักรวรรดิใน ค.ศ.
324 จักพรรดิคอนสแตนติน (Constantine) ได้ปกครองจัก
วรรดิโรมัน และเกิดเหตุการณ์สำคัญ 2 เหตุการณ์
เหตุการณ์แรก ได้แก่การย้ายศูนย์กลางการปกครองจากกรุงโรมไปยัง
กรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) เรียกว่าจักรวรรดิไบแซน
ไทน์ (Byzantine) เมื่อ ค.ศ. 330 ทำให้จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งแยก
เป็น 2 ส่วน คือ จักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งยังคงมีศูนย์กลางที่กรุง
โรม และจักรวรรดิไบแซนไทน์หรือหรือจักรวรรดิโรมันตะวันออก มี
ศูนย์กลางที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือนครอิสตันบูลใน
ประเทศตุรกี) ส่งผลให้จักรวรรดิโรมันเสื่อมอำนาจลงและถูกรุกรานใน
เวลาต่อมาเหตุการณ์ที่ 2 คือการที่จักรพรรดิคอนสแตนตินหันไป
นับถือศาสนาคริสต์และทำให้คริสต์ศาสนาแพร่หลายในเขตจักรวรรดิ
โรมัน และกลายเป็นศาสนาหลักของโลกตะวันตกในเวลาต่อมา
เหตุการณ์ที่ 2 คือการที่จักรพรรดิคอนสแตนตินหันไปนับถือศาสนาคริสต์และทำให้
คริสต์ศาสนาแพร่หลายในเขตจักรวรรดิโรมัน และกลายเป็นศาสนาหลักของโลกตะวัน
ตกในเวลาต่อมา
ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง จักวร
รดิโรมันตะวันตกอ่อนแอลงตามลำดับเพราะถูกทำลายโดยพวกอารยชนสำคัญ 2 เผ่า
คือ เผ่าเยอรมันซึ่งมาจากทางเหนือของแม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ และพวกฮัน
(Huns) ซึ่งเป็นเชื้อสายเอเชียมาจากทางเหนือของทะเลดำ พวกเยอรมันโจมตีกรุงโรม
ได้ใน
ค.ศ. 410 และปล้นสะดมทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นในจักรวรรดิ
โรมันตะวันตก ในที่สุดจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกก็ถูกโค่นใน
ค.ศ. 476 ซึ่งนักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นปีที่จักรวรรดิโรมันล่มสลาย แม้ว่าจักรวรรดิ
ไบแซนไทน์ยังดำรงอยู่ต่อไปก็ตาม
มรดกของอารยธรรมโรมัน
จักรวรรดิโรมันมีการผสมผสานกับดินแดนรอบๆทะเล
เมดิเตอร์เรเนียน ได้รับอารยธรรมมาจากหลายดินแดน
จนมีความเจริญก้าวหน้าในหลายๆด้าน ซึ่งได้แก่
-ด้านการปกครอง
-ด้านเศรษฐกิจ
-ด้านสังคม
ด้านสังคม
จักรวรรดิโรมันมีความเจริญด้านสังคมมาก ที่สำคัญ
ได้แก่ ภาษา การศึกษา วรรณกรรม การก่อสร้าง
และสถาปัตยกรรม วิทยาการต่างๆ และวิถีดำรงชีวิต
ของชาวโรมัน
ด้านการปกครอง อารยธรรมด้านการปกครองเป็นภูมิปัญญาของชาวโรมันที่
ได้พัฒนาระบอบการปกครองของตนขึ้นเป็นระบอบสาธารณรัฐและจักรวรรดิ
เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับจักรวรรดิโรมัน จุดเด่นของการปกครองแบบ
โรมัน คือการให้พลเมืองมีส่วนร่วมในการบริหารราชการส่วนกลาง และการ
ปกครองโดยใช้หลักกฎหมาย
กฎหมายโรมัน โรมันมีกฎหมายมาตั้งแต่สมัยสาธารณรัฐ ในระยะแรกกฎหมาย
ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์ การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามวินิจฉัยของผู้
พิพากษาซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นสูง ดังนั้นพวกสามัญชนจึงเรียกร้องให้เขียน
กฎหมายเป็นลายลักษณ์ ซึ่งต่อมาได้แกะสลักบนแผ่นไม้รวม 12 แผ่นเรียกว่า
กฎหมายสิบสองโต๊ะ(Twelve Tables) ความโดดเด่นของกฎหมายโรมันคือ
ความทันสมัย เพราะมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับโครงสร้างการ
ปกครองที่เปลี่ยนเป็นระบอบจักรวรรดิและสภาพแวดล้อมของประชาชนในทุก
ส่วนของจักรวรรดิ นอกจากนี้ตุลาการชาวโรมันยังมีส่วนทำให้เกิดการยอมรับ
หลักการพื้นฐานของกฎหมายว่าประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคกันภายใต้
กฎหมาย ซึ่งรวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่ยึดเป็นแบบอย่างปฏิบัติต่อมาถึง
ปัจจุบันคือ ให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน จนกว่าจะมีหลัก
ฐานยืนยันแน่ชัดว่ามีการกระทำความผิด
กฎหมายโรมันเป็นมรดกทางอารยธรรมที่สำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานของหลัก
กฎหมายของประเทศต่างๆในทวีปยุโรป และยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อกฎและ
ข้อบังคับของศาสนาคริสต์
ด้านเศรษฐกิจ
โดยพื้นฐานแล้วชาวโรมันประกอบอาชีพทางการเกษตรกร โดยเฉพาะการทำนา ซึ่งทำกัน
มากบริเวณที่ราบละติอุม มาตั้งแต่ก่อนถูกพวกอีทรัสปกครอง และเมื่อถูกปกครองโดยอี
ทรัสกันแล้ว ชาวโรมันส่วนใหญ่ก็ยังยึดอาชีพเดิมแม้ว่าจะได้เรียนรู้เทคนิค วิธีการค้าบาง
ส่วนจากอีทรัสกันบ้างก็ตาม ต่อมาเมื่อชาวโรมันเป็นอิสระจากการปกครองของอีทรัสกันและ
สถาปนาการปกครองสาธารณรัฐ ขณะเดียวกันได้เผยแผ่ขยายอาณาเขตของตนจากที่อยู่
เฉพาะในบริเวณที่ราบละติอุม โดยมีกรุงโรมเป็นศูนย์กลางไปสู่การปกครองดินแดนต่างๆ
ตลอดทั้งคาบสมุทรอิตาลีนั้น สาเหตุปัจจัยหนึ่งมาจากความต้องการที่ดินเพื่อใช้ใน
การเกษตรกรรม ในระยะนี้เป็นเกษตรกรรมขนาดเล็กที่เกษตรกรรายย่อยต่างมีกรรมสิทธิ์
ในที่ดินของตนเองและใช้แรงงานในครอบครัวเป็นหลัก ครั้นเมื่อโรมันทำสงครามปูนิค
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความต้องขจัดคู่แข่งทางการค้า ภายใต้การสนับสนุนของพ่อค้าองุ่น
และผลไม้ มีการทำสงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงลักษณะทางการเกษตรไปทีละ
เล็กละน้อย จากการเกษตรขนาดเล็กไปสู่ขนาดใหญ่ (Latifundia) ที่ต้องอาศัยเงินทุน
จำนวนมาก และมีการใช้แรงงานทาสที่ได้จากเชลยสงคราม ขณะเดียวกันเกษตรกรรายย่อย
ค่อยๆสูญเสียที่ทำกิน อันเนื่องมาจากการที่ทำกินขาดความสมบูรณ์ ทำการเกษตรไม่ได้ผล
เพราะพื้นที่ทำกินกลายเป็นสมรภูมิมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยขายที่ดินให้
เกษตรกรรายใหญ่ และได้อพยพไปพำนักในกรุงโรมเป็นจำนวนมากเกษตรกรที่สูญเสียที่ดิน
เหล่านี้มิได้ประกอบอาชีพใดๆ จึงเป็นภาระของรัฐในการเลี้ยงดูและหาสิ่งบันเทิงใจให้กับคน
เหล่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ก่อจลาจล
VDO มรดกอารายธรรมโรมัน
Cr.YouTube:Abdulthaitube-อับดุลย์เอ๊ยถามไรตอบได้!
เกมทบทวน10ข้อ
รายชื่อสมาชิก เลขที่16
เลขที่20
เลขที่24
1.นางสาวศิริณทิพย์ สุขานันท์ เลขที่28
2.นางสาวปานแก้ว เกตุทอง เลขที่40
3.นางสาวพรหมพร ชูเชิด เลขที่42
4.นางสาวนันทิยา เลิศไพบูรณ์
5.นางสาวฐิดายุ กลับดี
6.นางสาวนันทรัตน์ นิลรอด
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6ห้อง5