The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงร่างงานวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research Proposal)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-07 00:08:33

โครงร่างงานวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research Proposal)

โครงร่างงานวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research Proposal)

โครงรา่ งงานวิจยั ในชัน้ เรยี น (Classroom Research Proposal)

เร่ือง
การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ

โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม
สำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบ้านขุนฝาง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์

โดย

ช่ือ นางสาว ศภุ ลกั ษณ์ ใบสนธิ์ รหสั ประจำตวั 62031050125 กลุ่มเรยี นท่ี 13

โครงรา่ งงานวจิ ยั ในชนั้ เรยี นเป็นส่วนหนง่ึ ของรายวิชา ปฏบิ ัตกิ ารสอนในสถานศกึ ษา 3
ประจำปกี ารศึกษา 2565 คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอตุ รดติ ถ์

โครงร่างการวจิ ัยในช้ันเรียน

เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การ
จัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรรู้ ว่ มกับเกม โรงเรยี นบ้านขุนฝาง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์

ทมี่ าและความสำคญั ของปัญหา

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่า การจัดการศึกษาต้อง
ยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนมีความสำคัญที่สุด
กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพความตาม
มาตรา 24 (1) บัญญัติว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระ
และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
และความตอนหนึ่ง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเรียนรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มี
ประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละ
สถานศกึ ษา จากความตามมาตราดังกล่าวถึงตคี วามวา่ ภายหลังที่ผสู้ อนจัดกจิ กรรมการเรยี นรสู้ าระการเรียนรู้
ใดๆ ดว้ ยวิธีและเทคนิคการสอนวิธกี ารใดวิธีการหนงึ่ แลว้ เมือ่ ทำการวัดและประเมนิ ผลพบวา่ มีผลอยา่ งใดอย่าง
หน่ึงคอื จำนวนผเู้ รยี นท้งั ชนั้ เรียน จำนวนผเู้ รยี นสว่ นมากของชั้นเรยี น หรือผูเ้ รียนจำนวนสว่ นนอ้ ยของชั้นเรียน
มีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดขึ้น ผลการประเมินดังกล่าวไม่สามารถลงข้อ
สรปุ วา่ ผลสมั ฤทธ์ิการเรียนรู้ของผู้เรียนไมผ่ ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผสู้ อนกำหนดและถูกตัดสินให้ “ตก” ในสาระ
การเรียนรู้นั้น แต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการที่ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานท่ี
กำหนดอาจเป็นเพราะว่า วิธีและเทคนิคการสอนตามที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้อาจนั้นไม่
สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องค้นหาวิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่
เหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน การทำวิจัยของผู้สอนจะใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า วิธีและ
เทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นมีผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของ
ผู้เรียนหรือไม่อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบเปรียบเทียบกับวิธีและเทคนคิ การสอนวิธเี ดิม ด้วยเหตุดังกล่าวจึงตอบ
คำถามว่า ทำไมผู้สอนจงึ ตอ้ งทำวจิ ยั ท้ังวิจัยเพ่ือพฒั นาและแก้ปัญหาผู้เรียน

ว 2.1 ป.4/1 กำหนดข้อความเฉพาะตัวชี้วัดว่า เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็งสภาพ
ยืดหยุ่น การนำความร้อน และการ นำไฟฟ้าของวัสดุโดยใชห้ ลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลองและระบุการ
นำสมบัติเรื่องความแข็ง สภาพ ยืดหยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า ของวัสดุไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ผ่านกระบวนการออกแบบชิ้นงาน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2560) สาระการเรียนรู้
แกนกลางดังกล่าวกำหนดอยู่ในหนังสือเรียนรายวิชาพืน้ ฐาน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยเี ล่ม 2 กลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า สมบัติทางกายภาพของวัสดุ หนังสือดังกล่าวจัดทำโดยสถาบันส่งเสริม
การสอนวทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยีหรือ สสวท. (สสวท. 2554)

โรงเรียนบ้านขุนฝาง สังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ทำหน้าที่จัดการศึกษาตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับ
มัธยมศึกษาตอนต้น สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม ว 2.1 ป.4/1 ให้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา
ปีท่ี 4 นั้น จะจัดสาระการเรียนรู้ตามหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเล่ม 2

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ ด้วยวิธีและเทคนคิ การสอนนั้นเทคนิคการ
สอนวิธีเดิม (นิยามคำศัพท์เฉพาะแล้ว) ส่วนการวัดและประเมินผล กำหนดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน
ออกเป็น 4 ระดับคุณภาพตามช่วงคะแนนเฉลี่ยทั้งชั้นเรียนคือ ระดับดีมาก (ช่วงคะแนนระหว่าง 80 - 100)
ระดับดี (ช่วงคะแนนระหว่าง 70 - 79) ระดับพอใช้ (ช่วงคะแนนระหว่าง 60 - 69) และระดับต้องปรับปรุง
(ช่วงคะแนนระหว่าง 50 - 59) เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดเพื่อตัดสินผู้เรียนทั้งชั้นเรียนผ่านการประเมินคือ
ต้องมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยมีคะแนนเฉลี่ยอย่างน้อยต้องผ่านระดับดี จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง
สมบตั ิทางกายภาพของวัสดุ ของเราโดยวธิ ีและเทคนิคการสอนวิธีเดิมให้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี
4 กอ่ นปกี ารศึกษา 2563 พบว่า เม่ือทำการวดั และประเมนิ ผลสมั ฤทธิก์ ารเรยี นรู้ของผูเ้ รยี นท้งั ชัน้ เรยี น คะแนน
เฉลย่ี อยทู่ ่ี 60 คะแนน ซ่งึ เปน็ ระดบั คุณภาพพอใช้ซ่ึงตำ่ กวา่ ระดับดี ผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นร้ดู งั กล่าวจัดเป็นปัญหา
ซ้ำซาก จากการสัมภาษณ์ครูพี่เลี้ยง เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้มีระดับคุณภาพต่ำกว่า
เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด แล้วประมวลผลการสัมภาษณ์ด้วยวิธีการที่เรียกว่าการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
(Content Analysis) โดยอ้างอิงหลักตรรกะ (Logic Approach) พบว่า การเรียนรู้เรื่อง สมบัติทางกายภาพ
ของวัสดุ มีลักษณะเป็นนามธรรมซึง่ ยากต่อการทำความเข้าใจ การใช้วิธีและเทคนิคการสอนวธิ ีเดิมไม่สามารถ
สื่อหมายให้มีความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เช่น คำให้การสัมภาษณ์ของนางสาวเกียรติสุดา
ชัยพงษ์ ครูพี่เลี้ยงสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4 ที่กล่าวว่า ผู้เรียนไม่ตั้งใจเรียน ไม่สามารถ
ทำการทดลองเเละใบงานไดเ้ เละการสอนของครโู ดยใช้หนังสือเรยี นเเละส่ือ PPT ซ่ึงทำใหน้ กั เรยี นไม่ค่อยสนใจ
เรยี นจึงทำให้นักเรยี นไมส่ ามารถทำใบงานได้และท่โี รงเรียนยังมีสื่อหรือวัสดุอุปกรณ์ทางการทดลองไม่เพียงพอ
จึงทำให้ผู้เรียนเข้าใจความรู้ใหม่น้ีได้ยาก” จากสาเหตุของปัญหาดังกล่าวลงข้อสรุปว่า การจัดกิจกรรมการ
เรยี นรเู้ รื่อง สมบัตทิ างกายภาพของวสั ดุ ดว้ ยวิธแี ละเทคนคิ การสอนวธิ เี ดมิ ไมส่ อดคล้องกบั ความถนัดและความ
สนใจของผู้เรียน ทำให้ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนมีระดับคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้น เมื่อ
อ้างอิงความตามบัญญัติมาตรา 22 มาตรา 24(1) และ(5) และมาตรา 30 ของพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงเป็นหน้าที่ตามความบัญญัตินั้นของผู้วิจัยในฐานะผู้สอนที่จะต้องทำวิจัยเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียน
บา้ นขุนฝาง อำเภอเมือง จงั หวดั อุตรดติ ถ์

เมื่อกล่าวเฉพาะสาระสำคัญของทฤษฎีการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Constructivism) ซึ่งเป็นวิธีสอนท่ี
เหมาะกับวิชาวิทยาศาสตร์ โดยที่ครูเป็นผู้เตรียมสภาพแวดล้อมจัดลำดับเนื้อหา แนะนำหรือช่วยให้ นักเรียน
ประเมินความก้าวหน้าของตนเอง ส่วนนักเรียนเป็นผู้เรียนภายใต้เงื่อนไขของครู นักเรียนมีอิสระในการ
ดำเนินการทดลองอย่างเต็มที่ (พวงทอง มีมั่งคั่ง. 2537 : 79 ; อ้างอิงมาจาก ภพ เลาหไพบูลย์. 2534 : 127)
ตามแนวคิดของ Hogan & Berkowitz, 2000 การสืบเสาะหาความรู้เป็นกระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้
ศึกษาอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐาน ของหลักฐานหรือเหตุผลต่างๆ และอีก
ความหมายคือเป็นกระบวนการที่นักเรยี นใช้ในการคน้ คว้า หาคำตอบอย่างมีระบบเพือ่ อธบิ ายเหตกุ ารณ์ต่างๆ
ที่ต้องการศึกษากระบวนการสืบเสาะหาความรู้ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอน
สามารถเลอื กจัดใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรูว้ ิทยาศาสตรผ์ า่ นกระบวนการตา่ งๆ ในการสบื เสาะหาความรู้ตามบริบทของ
ผู้สอน ผู้เรียน โรงเรียน และแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่ตามความเหมาะสมโดยครูเป็นผู้สนับสนุนให้นักเรียนได้
สำรวจปรากฏการณต์ า่ งๆและกระตนุ้ ให้นกั เรียนสรา้ งความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ได้อยา่ งถูกต้อง

สาขาชวี วิทยา สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จงึ ต้องการศึกษารูปแบบ
การเรียนการสอนที่พัฒนากระบวนการคิดระดับสูง วิชาชีววิทยา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงพัฒนา
กระบวนการเรียนการสอนในแต่ละขั้นตอนการสอนของรูปแบบการเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle (5Es)
ซึ่งมีขอบข่ายรายละเอียด ดังนี้ 1. การสร้างความสนใจ (Engage) 2. การสำรวจและค้นคว้า (Explore) 3.
การอธบิ าย (Explain) 4. การขยายความรู้ (Evaborate) 5. การประเมนิ (Evaluate)

กุณฑรี เพ็ชรทวีพรเดช และคณะ (2550, หน้า 161) กล่าวถึง วิธีสอนโดยใช้เกมว่าเป็นกระบวนการ
เรียนรู้ที่ผู้สอนใช้เกมเป็นเครื่องมือประกอบการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียน มีความสนุกสนาน น่าเรียน
น่าสนใจ และเป็นการส่งเสริมให้เกิดความรู้พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาความคิดเร่ิม
สร้างสรรค์ มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์เรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น โดยมีการกำหนดเน้ือหาของเกม
พฤติกรรมการเล่น วิธีการเลน่ และผลการเล่นเกมมาใช้ในการอภิปรายเพ่ือหาข้อสรุปการเรยี นรู้

จากดังที่กล่าวมาจะเห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ
เกมสามารถทำให้ผู้เรียนเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมมาสู่ความเป็นรูปธรรมมีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การ
เรียนรู้และความพึงพอใจของผู้เรียน ดังนั้นจากสภาพปัญหาท่ีนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียน
บ้านขนุ ฝางมีผลสมั ฤทธ์กิ ารเรยี นรู้เร่ือง สมบตั ทิ างกายภาพของวัสดุ ตำ่ กว่าเกณฑ์มาตรฐานท่ีกำหนดข้ึน ผวู้ ิจัย
ในฐานะผู้สอน รายวิชาพื้นฐานด้วยหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงมีแนวคิดท่ี
จะทำวิจัยเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนชั้นดังกล่าวโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความรู้ร่วมกับเกม ผลการวิจัยจะนำมาใช้เป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสมบัติทาง
กายภาพของวัสดุในรายวิชาดังกลา่ ว

ด้วยบทบาทหน้าที่ของผู้สอน ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา ที่ 22 มาตรา
ที่ 24 วงเล็บ 5 มาตราที่ 30 และจากสภาพของปัญหาและความสำคญั ของการจดั กิจกรรมการเรียนรู้สาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่องสมบัติทางกายภาพของวัสดุ ผู้สอนจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาระดับผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนรขู้ องนักเรียนระดับช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบา้ นขุนฝาง อำเภอเมือง จังหวัดอตุ รดิตถ์ โดยใช้การ
จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกมผลการวิจัยจะทำให้นักเรียนมีระดับผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของ
สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์เรือ่ งดงั กล่าวเพมิ่ ขน้ึ

คำถามการวจิ ัย

1. การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นเร่ือง สมบตั ิทางกายภาพของวสั ดุ ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้
การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม โรงเรียนบ้านขุนฝาง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
ทำอย่างไร

2. ผลการทดลองใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นเร่ือง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4
โดยใช้การจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ร่วมกบั เกม จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องสมบัตทิ างกายภาพของ
วัสดุ ทำอยา่ งไร

3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านขุนฝาง อำเภอเมือง
จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีต่อการทดลองใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม เรื่องสมบัติทาง
กายภาพของวัสดุ เป็นอย่างไร

วัตถุประสงคก์ ารวจิ ยั

1. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม
เรอ่ื งสมบัติทางกายภาพของวสั ดุ ของนกั เรียนระดบั ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรยี นบ้านขุนฝาง

2. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม
จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เร่ืองสมบัติทางกายภาพของวัสดุ ของนกั เรียนระดบั ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบ้าน
ขุนฝาง

3. เพื่อวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดบั ชั้นระดับชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านขุนฝาง
ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสมบัติทางกายภาพของวัสดุ โดยทดลองใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความรู้ร่วมกับเกม

ผลและประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ

1. มีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องเรื่อง
สมบตั ิทางกายภาพของวสั ดุ ของนักเรยี นระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรยี นบ้านขุนฝาง

2. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทั้งชั้นเรียน โรงเรียนขุนฝาง มีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง
สมบัติทางกายภาพของวสั ดุทค่ี ณุ ภาพระดบั ดีขึ้นไป เมื่อใช้การจดั การเรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้รว่ มกับเกม
แทนวธิ แี ละเทคนคิ การสอนวธิ เี ดมิ

3. ความสำเร็จของงานวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียน
กลุม่ สาระการเรยี นรอู้ น่ื ๆ

ขอบเขตการวจิ ยั

1. ขอบเขตด้านแหล่งข้อมลู
1.1 ประชากร นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านขุนฝาง อำเภอเมือง

จงั หวัดอุตรดติ ถ์ ซง่ึ เทยี บเคียงประชากรท่ีมจี ำนวนไมจ่ ำกดั (Infinite Population)

1.2 กลุ่มตัวอย่าง เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านขุนฝาง อำเภอเมือง
จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 9 คน วิธีการคัดเลือก เทียบเคียงกับใช้วิธีการสุ่ม
แบบอาศัยความน่าจะเป็นอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพราะถือว่านักเรียนแต่ละคนของ
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของแต่ละปีการศึกษา เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวมแล้วพบว่า มาจากบริบทของ
ชุมชนเดียวกันจึงสร้างข้อสรุปว่าไม่มีความแตกต่างกัน ประชากรของนักเรียนดังกล่าวจึงเป็นเอกพันธ์
(Homogeneous Population) สามารถคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุม่ แบบอาศัยความน่าจะเป็นอย่าง
ง่าย

กลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านขุนฝาง อำเภอเมือง จังหวัด
อตุ รดิตถ์ ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 9 คน ใช้วธิ ีการคดั เลือกแบบเจาะจง

2. ขอบเขตด้านตัวแปร
2.1 ตวั แปรอิสระ
1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ กับนักเรียนระดับชั้น

ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นบา้ นขนุ ฝาง อำเภอเมือง จังหวดั อุตรดติ ถ์ โดยทดลองใช้วิธแี ละเทคนิคการสอนวิธี
เดิม

2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ กับนักเรียนระดับชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรยี นบา้ นขุนฝาง อำเภอเมอื ง จงั หวดั อุตรดติ ถ์ โดยทดลองโดยทดลองจดั การเรียนรู้แบบ
สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม

2.2 ตวั แปรตาม
1.ระดับผลการเรียนรู้เรื่องสมบัติทางกายภาพของวัสดุ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

โรงเรยี นบา้ นขุนฝาง อำเภอเมือง จงั หวัดอตุ รดติ ถ์ โดยทดลองใช้วิธีและเทคนคิ การสอนวิธเี ดมิ
2. ผลสมั ฤทธ์กิ ารเรียนรูเ้ รื่องสมบตั ทิ างกายภาพของวสั ดุของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปี

ท่ี 4 โรงเรียนบ้านขุนฝาง หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
รว่ มกบั เกม

3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านขุนฝาง ที่มีต่อการ
จัดการเรียนรู้โดยการทดลองใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม เรื่อง สมบัติทางกายภาพ
ของวสั ดุ

3. ขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา
การจัดกิจกรรมการเรียนรูเ้ รื่องสมบตั ิทางกายภาพของวัสดุ สาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตาม

ตัวชี้วัดที่ ป4/1 สมบัติทางกายภาพด้านความแข็งสภาพยืดหยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้าของวัสดุ
มาตรฐานการเรยี นรู้ ว 2.1 เปรยี บเทียบสมบัตทิ างกายภาพดา้ นความแข็งสภาพยืดหยุ่น การนำความร้อนและ
การนำไฟฟ้าของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลองและระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็งสภาพ
ยดื หยนุ่ การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า ของวัสดุไปใช้ในชีวิตประจำวัน ผา่ นกระบวนการออกแบบช้ินงาน
ซึ่งวัสดุแต่ละชนิดมสี มบัติทางกายภาพแตกต่างกนั วัสดุที่มีความแขง็ จะทนต่อแรงขูดขีด วัสดุที่มสี ภาพยืดหย่นุ
จะเปลย่ี นแปลงรูปร่างเม่อื มแี รงมากระทำและกลับสภาพเดมิ ได้วสั ดทุ ่ีนำความร้อนจะร้อนได้เรว็ เมอื่ ได้รับความ
ร้อนและวสั ดทุ ี่นำไฟฟ้าไดจ้ ะให้กระแสไฟฟา้ ผ่านได้

4. ขอบเขตดา้ นระยะเวลาและสถานที่
ดำเนินการวจิ ัยระหวา่ งเดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 ณ โรงเรียนบ้านขุน

ฝาง อำเภอเมือง จงั หวัดอตุ รดิตถ์

นยิ ามคำศัพทเ์ ฉพาะ

1.การจดั กิจกรรมการเรยี นรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ หมายถงึ ขน้ั ตอนการจดั การเรยี นการสอนในช้ัน
เรยี น ซง่ึ ประกอบดว้ ย 1)การสร้างความสนใจ (Engage) 2) การสำรวจและค้นควา้ (Explore) 3) การอธบิ าย
(Explain) 4) การขยายความรู้ (Evaborate) และ 5) การประเมนิ (Evaluate)

2. วิธีและเทคนิคการสอนวธิ ีเดิม หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ท่ผี ู้สอนนำมาใช้จัดกจิ กรรมการเรียนรู้
เรื่องสมบัติทางกายภาพของวัสดุกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนบ้านขุนฝางก่อนการทดลองใช้
การจัดการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ โดยมีลำดบั ขั้นการจดั กจิ กรรมประกอบด้วย

3.1 การบรรยายพรอ้ มยกตวั อยา่ งอธบิ ายประกอบ
3.2 ทำแบบฝึกหดั
3.3 วัดและประเมินผลความรู้ ความเขา้ ใจ
3. สาระการเรียนรู้เรื่องสมบัติทางกายภาพของวัสดุ หมายถึงเปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้าน
ความแขง็ สภาพยดื หยุ่น การนำความรอ้ นและการนำไฟฟ้าของวสั ดโุ ดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจักษจ์ ากการทดลอง
และระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็งสภาพยืดหยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า ของวัสดุไปใช้ใน
ชีวิตประจำวนั ผ่านกระบวนการออกแบบชน้ิ งาน

4. กระบวนการจดั การเรียนร้แู บบสืบเสาะหาความรู้ หมายถงึ ชุดบทปฏบิ ตั ิการวทิ ยาศาสตร์ที่สร้าง
ขึ้นเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องสมบัติทางกายภาพของวัสดุ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่4
โรงเรียนบ้านขนุ ฝาง โดยกระบวนการจัดการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้

5. ผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้ หมายถึง
5.1 ค่าคะแนนเฉลี่ยทั้งชั้นเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปที ี่4 โรงเรียนบ้านขนุ ฝางจาก

การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้เร่ือง สมบัติทางกายภาพของวสั ดุโดยใช้วธิ ีและเทคนคิ การสอนวธิ ีเดิม
5.2 ค่าคะแนนเฉลี่ยทั้งชั้นเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนบ้านขุนฝาง

จากการจัดกจิ กรรมการเรยี นรูเ้ ร่ืองสมบตั ิทางกายภาพของวสั ดุจากการทดลองใช้ จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ สมบตั ิ
ทางกายภาพของวสั ดุ

6. การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ หมายถึง ค่าคะแนนเฉลี่ยทั้งชั้นเรียนของนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนบ้านขุนฝาง ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ α = 0.05 เมื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้สมบัติทางกายภาพของวัสดุ ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีและเทคนิคการสอน
วิธเี ดมิ กบั การทดลองใช้กระบวนการจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้รว่ มกับเกม

7. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีต่อการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ สาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยทดลองใช้
กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม ศึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจ ประกอบด้วยด้าน
ดา้ นความรู้ (K) ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) และดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)

8. ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนบ้านขุนฝางที่มีต่อการทดลองใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกมจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้เรื่องสมบัติทางกายภาพของวัสดุ โดยระดับความพึงพอใจแต่ละด้านดังกล่าวข้อ 7 จะอ้างอิงตามเกณฑ์
ระดับคะแนนเฉลย่ี ของบญุ ชม ศรสี ะอาด (2545) ดงั นี้

ระดับความพึงพอใจ ระดบั ค่าเฉล่ยี
มคี วามพึ่งพอใจมากที่สุด 4.51 – 5.00
มีความพ่ึงพอใจมาก 3.51 – 4.50
มคี วามพ่ึงพอใจปานกลาง 2.51 – 3.50
มคี วามพึ่งพอใจน้อย 1.51 – 2.50
มคี วามพึ่งพอใจมากน้อยท่สี ุด 1.00 – 1.50

9. เกม หมายถงึ เป็นเคร่ืองมือประกอบการเรียนการสอน ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการ
จดั การเรยี นรู้ เกิดความสนกุ สนาน และมีโอกาสแลกเปลยี่ นเรียนรแู้ ละประสบการณ์เรียนร้รู ว่ มกบั ผูอ้ ื่น

สมมตฐิ านการวิจัย

สมมติฐานการวจิ ัยท่ี 1
ผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ กับผู้เรียนในระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านขุนฝาง โดยใช้วิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิมพบปัญหาคือ ผู้เรียนส่วนใหญ่มี
ผลสัมฤทธิ์สัมฤทธิ์การเรียนรู้เฉลี่ยต่ำกว่าระดับดี ซึ่งกำหนดเป็นเกณฑ์มาตรฐานผ่านการประเมิน ผู้สอนจึงมี
แนวคดิ ท่จี ะพฒั นาผลสมั ฤทธ์กิ ารเรยี นร้ขู องผเู้ รียนให้สูงขึน้ ตามเกณฑม์ าตรฐานผ่านการประเมนิ

ผลการทบทวนเอกสารและงานวิจัยวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า จากผลการวิจัยของสุมิตตา พูลสุขเสริม (2560)
เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้ (5Es) ของผ้เู รยี นระดบั ชัน้ ประกาศนียบตั รวชิ าชีพชนั้ สูงปที ่ี 2 สาขาวิชาการตลาด วิทยาลยั อาชีวศึกษา
สันติราษฎร์ ในพระอปุ ถัมภ์ฯ ผลการวิจยั พบวา่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น โดยการจัดการเรียนร้แู บบสืบเสาะหา
ความรู้ (5Es) ระหวา่ งกอ่ นเรยี นกับหลงั เรยี นของผเู้ รยี นระดับชัน้ ประกาศนียบัตรวิชาชพี ชัน้ สงู ปที ี่ 2 สาขาวิชา
การตลาด วิทยาลยั อาชวี ศึกษาสนั ติราษฎร์ ในพระอุปถัมภฯ์ หลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลยี่ สงู ขึน้ อยา่ งมนี ยั สำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01 และทักษะการคิดวิเคราะห์โดยการจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) หลังเรียน
สงู ขึน้ จากการสนบั สนุนดว้ ยแนวคิดของการจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะและผลการวิจัยที่เก่ียวข้องดังกล่าว ผู้วิจัย
จึงกำหนดสมมติฐานที่ 1 ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม มีผลต่อการพัฒนา
ผลสัมฤทธ์ิการเรียนร้เู ร่ือง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ กับผู้เรยี นในระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้าน
ขนุ ฝาง

สมมติฐานการวิจัยที่ 2
จากผลการทบทวนงานวิจยั ท่ีเกย่ี วขอ้ งดังกลา่ วแลว้ สมมติฐานที่ 1
ผลการวิจัยของสุมิตตา พูลสุขเสริม (2560) พบว่า ภายหลังการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการ
คดิ วิเคราะห์โดยการจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) พบว่า ดา้ นความพงึ พอใจของผู้เรียนระดับช้ัน
ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพช้นั สูง ปีท่ี 2 สาขาวิชาการตลาด วทิ ยาลยั อาชวี ศึกษาสนั ตริ าษฎร์ ในพระอปุ ถัมภฯ์ ท่ีมี
ต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ด้านการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด คือ มีการ
กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียน และด้านผู้เรียน อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ฝึกทักษะการค้นคว้า
ข้อมูลด้วยตนเอง ภาพรวมความพึงพอใจของผู้เรียนอยู่ในระดบั มากที่สุด จากการสนับสนุนด้วยผลการวิจยั ท่ี
เกี่ยวข้องดงั กลา่ ว ผวู้ ิจยั จึงกำหนดสมมตฐิ านการวิจัยที่ 2 วา่ การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความรู้ร่วมกับเกม เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียน
บา้ นขนุ ฝาง มีผลต่อระดับความพึงพอใจของนักเรยี นระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรียนบา้ นขนุ ฝาง

วิธดี ำเนนิ การวิจยั

การวิจยั ในชนั้ เรยี นเรอ่ื ง การพฒั นากิจกรรมการเรียนรู้ โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
ร่วมกบั เกม การศึกษาเพ่ือสร้างความรู้ความเข้าใจ เร่อื ง สมบตั ทิ างกายภาพของวสั ดุ ผวู้ จิ ัยดำเนินการวิจัยตาม
กรอบของหัวขอ้ ต่าง ๆ ดงั นี้

1. ระเบยี บวิธวี จิ ัย
ดำเนนิ การวจิ ยั โดยใชร้ ะเบยี บวิธีวจิ ยั ก่งึ ทดลอง (Quasi Experiment Research) วิเคราะห์ข้อมลู

จากข้อมูลเชิงปรมิ าณ (Qualitative Data) เป็นหลักร่วมกับข้อมูลเชิงคุณภาพ (Quantitative Data)
2. เครื่องมอื การวิจยั
2.1 เครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม นวัตกรรมที่ใช้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียนคือ

การจัดการเรยี นรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้รว่ มกบั เกม ดำเนินการสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพท้ังเชงิ เหตุผล(Rational
Approach) และเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) ตามแนวคิดของ เผชิญ กิจระการ (2544) ตามลำดับ
ขั้น ดงั น้ี

1. ทำการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการ
เกย่ี วข้องกบั การสร้าง การจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้รว่ มกบั เกมเพื่อพัฒนาผลสมั ฤทธิ์การเรียนรู้ของ
นักเรียน ซ่ึงการวจิ ัยนี้จะสร้างหรือพัฒนาจะอ้างอิงตามแนวคิดทฤษฎีหลักการวธิ ีการของการจดั การเรียนรู้แบบ
สบื เสาะหาความรู้ร่วมกบั เกม

2. สร้างฉบับร่าง(ยกร่าง) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกมเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียนโดยอ้างอิงจากผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้อ 1
ก่อนหนา้

3. สร้างแบบประเมนิ ความเหมาะสมของ แผนการจัดการเรียนร้แู บบสบื เสาะหาความรู้
ร่วมกับเกม เพอ่ื ให้ผู้เชยี วชาญประเมนิ ประสิทธิภาพเชิงเหตุผลของนวัตกรรมท่สี รา้ งหรอื พฒั นาดงั กลา่ ว

4. นำแผนการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้รว่ มกับใช้แบบจำลองเป็นฐานที่สรา้ งเป็น
ฉบบั ร่างแล้วไปให้ผู้เชีย่ วชาญดา้ นเทคโนโลยีการศึกษา ดา้ นภาษา และดา้ นการวิจัยหรือการวดั ประเมนิ ผลด้าน
ละ 1 คน รวมทง้ั สน้ิ จำนวน 3 คน ทำการประเมินความเหมาะสมดว้ ยแบบประเมนิ แต่ละข้อคำถาม(Item)ของ
แต่ละประเดน็ ที่ประเมนิ ต้องมีค่าเฉลี่ยอยา่ งน้อย 3.50 จงึ จะตดั สินว่า ข้อคำถามที่ประเมินมคี วามเหมาะสม

5. นำแผนการจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรูร้ ่วมกับใชแ้ บบจำลองเป็นฐานผา่ นการ
ประเมินดงั กล่าวข้อ 4 มาแก้ไขปรบั ปรงุ ตามคำแนะนำของผเู้ ชี่ยวชาญ

การหาคุณภาพแผนการจดั การเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรรู้ ่วมกับใชแ้ บบจำลองเปน็ ฐาน
ดังกลา่ วข้อ 1 – 5 จัดเปน็ การหาคุณภาพเชิงเหตผุ ล สำหรบั การหาประสทิ ธภิ าพเชงิ ประจักษจ์ ะดำเนินการ
ตามลำดบั ขน้ั ตงั้ แตข่ ้นั ท่ี 6 ดังนี้

6. จัดทำรปู เลม่ แผนการจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ร่วมกับใชแ้ บบจำลองเป็นฐาน

7. นำแผนการจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรูร้ ว่ มกับใชแ้ บบจำลองเปน็ ฐานทจี่ ดั ทำเป็น
รูปเลม่ แล้วมาทดลองใชเ้ พื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจกั ษ์กับนักเรียนระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 ซ่ึงเป็นคนละ
กลุ่มกับกลุ่มเป้าหมายการวจิ ยั การหาประสิทธภิ าพจะใช้วธิ กี ารเทยี บกบั เกณฑ์ประสิทธภิ าพ E1/E2 =75/75 เม่ือ

E1 หมายถึง รอ้ ยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำกจิ กรรม และการทดสอบย่อยระหว่างการ
ทดลองใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกมเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน
ซ่ึงเกณฑ์การประเมินผ่านคอื รอ้ ยละ75

E หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบภายหลังสิ้นสุดการ
2

ทดลองใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้รว่ มกบั เกมเพื่อพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิการเรยี นรู้ของนักเรยี น
ซึ่งเกณฑก์ ารประเมินผา่ นคอื ร้อยละ75

เกณฑ์การตัดสินประสิทธิภาพจากการทดลองใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
ร่วมกบั เกมเพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน จะเทียบเทยี บกับเกณฑ์ประสิทธิภาพท่ีกำหนดข้ึนว่า ถ้า
ค่าร้อยละของคะแนนที่คำนวณของ E1= 75 ±2.55 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E1 เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ75
แต่ถ้ามากกว่า หรือน้อยกว่า75±2.5 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E สูงกว่า หรือ น้อยกว่าเกณฑ์ที่ตัง้ ต้องปรับ

1

นวตั กรรมให้เท่ากับเกณฑ์ที่ต้ังคือ75 สว่ นการตัดสินประสิทธิภาพของ E2 ทำเชน่ เดียวกับ E1 และถ้าร้อยละของ
คะแนนระหว่าง E1และ E2 ต่างกันมากกว่าร้อยละ 5 แสดงว่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความรู้ร่วมกับเกมเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน มีประสิทธิภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์
ตอ้ งทำการปรบั ปรุงใหม่

8. จดั ทำรปู เล่มการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้รว่ มกบั เกมเพื่อพฒั นาผลสัมฤทธ์ิการ
เรียนร้ขู องนกั เรียนพรอ้ มสำหรบั การนำไปทดลองใช้กับนกั เรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท4่ี โรงเรยี นบ้านขุนฝาง
ซง่ึ เปน็ กลมุ่ ท่ีเป้าหมายการวจิ ยั

ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการคือ 1) โรงเรียนบ้านขุนฝาง เป็นโรงเรียนขนาด

เลก็ ซ่ึงสำหรบั นกั เรียนระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีที่4 แลว้ เปดิ การเรียนการสอนเพยี งช้ันเรยี นเดียวและมีนักเรียน

จำนวนท้ังสนิ้ 9 คน 2) ขาดโรงเรียนท่ีมบี ริบทใกลเ้ คียงกัน 3) ความยินยอมของโรงเรียนท่ีมีบริบทใกล้เคียงกัน

ที่จะให้ผู้วิจัยนำการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกมเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของ

นักเรียน มาทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นเดียวกันเพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ เพราะเงื่อนไขของ

ระยะเวลาและความแตกต่างของการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ด้วยปัจจัยจำกัดดังกล่าว จึงสร้างข้อตกลงว่า

การทำวจิ ัยครั้งน้ีผูว้ ิจยั ขอละเว้นการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้

เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นรขู้ องนกั เรยี น

2.1 เคร่อื งมอื รวบรวมข้อมูล เครื่องมือท่ีใช้รวบรวมขอ้ มูลประกอบดว้ ยแบบทดสอบและ
แบบสอบถามวดั ระดบั ความพึงพอใจ เครื่องมือแต่ละชนดิ ดังกลา่ ว ดำเนนิ การสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชงิ
เหตุผลและเชิงประจกั ษต์ ามลำดับข้ัน ดงั นี้

1.ทำการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่
เกี่ยวขอ้ งกบั การสรา้ งแบบทดสอบ และแบบสอบถามวดั ระดับความพึงพอใจ เคร่อื งมอื รวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด
จะสรา้ งตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วธิ กี ารตา่ ง ๆ ดังน้ี

1.1 แบบทดสอบ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการทางการของ โพศักด์ิ
โพธิเสน. (2558), ธนพล คลงั พหล. (2562) และ พมิ พ์ผกา วิเศษสา. (2564)

1.2 แบบสอบถามวดั ระดบั ความพึงพอใจ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎขี อง หลักการ วิธกี าร
ของ พิมชนก เจริญชีพ , วิทัศน์ ฝกั เจรญิ ผล และ ไพรัชน์ จารุจิระวงศ์. (2564) และพมิ พ์ผกา วเิ ศษสา. (2564)

2. สรา้ งฉบับรา่ ง (ยกร่าง) แบบทดสอบ และแบบสอบถามวัดระดับความพงึ พอใจ โดยอ้างอิง
ผลการศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยท่เี กีย่ วข้องดังกล่าวข้อ 1 กอ่ นหนา้

3. สร้างแบบประเมินค่าดรรช นีความสอดคล้อง (Index of Item –Objective
Congruence: IOC) เพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)
ของเครื่องมอื รวบรวมขอ้ มูลแต่ละชนิด

4. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่สร้างเป็นฉบับร่างไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาด้าน
เทคโนโลยีการศึกษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน ทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิง
เนือ้ หาดว้ ยแบบประเมิน IOC แตล่ ะข้อคำถาม(Item) ของแต่ละประเด็นทป่ี ระเมินต้องมีค่าเฉล่ยี อย่างน้อย 0.5
หรอื ผู้เช่ยี วชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เหน็ วา่ มีความตรง จงึ จะตัดสินวา่ ข้อคำถามนนั้ มคี วามเทีย่ งตรง

5. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 4 มาแก้ไข ปรับปรุง
ตามคำแนะนำของผเู้ ชย่ี วชาญ

การหาคุณภาพเครื่องมือรวบรวมข้อมูลดังกล่าวข้อ 1 – 5 จัดเป็นการหาคุณภาพ
เชิงเหตุผล สำหรบั การหาประสิทธภิ าพเชิงประจักษจ์ ะดำเนินการตามลำดบั ขัน้ นบั แต่ขั้นที่ 6 ดังนี้

6. จดั ทำรูปเล่มเครอื่ งมือรวบรวมข้อมลู แต่ละชนิดที่ทำการแก้ไขแลว้
7. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาหาค่าความเชื่อมั่น
(Reliability) ซึ่งเป็นการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ โดยทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มที่เป็นเป้าหมายการวิจัย การหาค่าความเชื่อมั่นใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา
ของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficienty) โดยมีเกณฑ์ประเมินผ่านทั้งฉบับที่ 0.7 ถ้าน้อยกว่าต้อง
ทำการปรับปรงุ เครื่องมอื ใหม่

8. ปรับปรุงเครอ่ื งมอื รวบรวมข้อมลู แตล่ ะชนิดหากพบว่า คา่ สมั ประสทิ ธแิ์ อลฟาต่ำกว่า 0.7
9. ยกเวน้ แบบทดสอบ จัดทำรูปเล่มเครื่องมือรวบรวมข้อมลู แต่ละชนิด พร้อมสำหรบั การนำไป
ทดลองใชก้ บั นักเรียนระดับชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 ซึง่ เป็นกลมุ่ เปา้ หมายการวจิ ยั
สำหรับแบบทดสอบนั้น เมื่อทำการประเมินความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้ว ก่อนนำไป
ทดลองใช้กับนักเรียนระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 4 ซึ่งเป็นกลุ่มท่เี ปา้ หมายการวิจัย ต้องดำเนินการต่อจากข้อ 8
เพ่ือหาคา่ ความยากงา่ ย และค่าอำนาจ การจำแนกตอ่ ดังน้ี
10. นำแบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ความยากง่ายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
ข้อคำถามที่ดีของแบบทดสอบประเภท 4 ตัวเลือกจะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 (สุมาลี จันทร์
ชะลอ. 2542) ถ้าเป็นประเภทแบบถูก-ผิด จะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.60–0.95 (Nunnally.1967; อ้างถึง
ใน เยาวดี รางชยั กลุ วิบลู ย์ศร.ี 2552)
11. นำแบบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ค่าอำนาจการจำแนกโดยใช้ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป
แบบทดสอบทม่ี คี ่าอำนาจการจำแนกต้ัง 0.2 เป็นแบบทดสอบที่สามารถใช้ได้
12. จดั ทำรปู เลม่ ของแบบทดสอบ พรอ้ มสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนกั เรยี นระดบั
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ซง่ึ เปน็ กล่มุ เปา้ หมายการวิจัย

ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการเช่นเดียวกับดังกล่าวแล้วในหัวข้อ “วิธีการสร้าง
และหาคุณภาพของนวัตกรรม” จึงสร้างข้อตกลงว่า การวิจัยครัง้ นี้จะละเว้นการหาประสิทธิภาพ เชิงประจักษ์
ซึ่งประกอบด้วย การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลทุกชนิด การหาค่าความยากง่ายและค่า
อำนาจการจำแนกซ่งึ เฉพาะสำหรบั แบบทดสอบ

3. การดำเนินการรวบรวมข้อมูล
1. ทำหนังสือถึงคณบดีคณะบดีคณะครุศาสตร์เพื่อร้องขอให้คณะครุศาสตร์ออกหนังสือราชการถึง
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านขุนฝาง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อขออนุญาตที่จะทดลองใช้การจัด
กิจกรรมการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับกม จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ
กบั นักเรยี นระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4
2. ประชุม ชี้แจง และสร้างข้อตกลงกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อำเภอเมือง จังหวัด
อุตรดิตถ์ เกี่ยวการทดลองใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกมร่วมกับเกม
จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เรื่อง สมบตั ิทางกายภาพของวัสดุ
3. จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสมบัตทิ างกายภาพของวัสดุ กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยทดลองใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้
4. ทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อำเภอเมือง
จังหวัดอุตรดิตถ์ ภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสมบัติทางกายภาพของวัสดุ โดยทดลองใช้การจัด
กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม
5. ให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ตอบแบบสอบถามวัด
ระดับความพึงพอใจจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสมบัติทางกายภาพของวัสดุ โดยทดลองใช้การจัด
กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเกม

4. การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
4.1 การวเิ คราะห์ขอ้ มูลเพ่อื หาคุณภาพและประสทิ ธิภาพของเครอ่ื งมอื การวิจัย
1.ความเหมาะสมของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย และส่วน

เบย่ี งเบนมาตรฐาน วิธกี ารวิเคราะหใ์ ช้โปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเรจ็ รูป
2. ประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยเกณฑ์

ประสทิ ธิภาพ E /E วธิ ีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเร็จรูป
12
3. ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วยค่าดรรชนี

ความสอดคล้องหรอื IOC วิธีการวเิ คราะหใ์ ช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเรจ็ รปู
4. ความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา

ของครอนบาค วธิ กี ารวิเคราะห์ใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รปู
5. ความยากงา่ ยของแบบทดสอบแต่ละข้อ วธิ ีการวิเคราะหใ์ ช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรปู
6.ค่าอำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแต่ละข้อวิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

สำเรจ็ รปู
4.2 การวิเคราะหข์ ้อมูลการวิจยั
1. ผลการเรยี นรู้ของนักเรียน วิเคราะหด์ ้วยค่าคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
2. ระดบั ผลการเรียนร้ขู องนักเรียน วเิ คราะห์โดยการเปรยี บเทียบกบั ระดบั ผลการเรียนรู้ตาม

เกณฑ์ของ สพฐ.
3. ผลการทดลองใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education)

วิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ One -Sample t Test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่ระดับความ
เช่ือมั่น 95% วธิ ีการวิเคราะห์ใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเรจ็ รปู

4. ระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการวิเคราะห์ใช้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรปู

5. เกณฑ์ประเมนิ ระดับความพงึ พอใจของนักเรียน วิเคราะห์ดว้ ยช่วงระดับคา่ เฉลีย่

การนำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู

นำเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ด้วยตาราง พร้อมทัง้ บรรยายเปน็ ความเรียงประกอบ


Click to View FlipBook Version