The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Teeranan Burakaiนย, 2023-12-18 21:42:24

พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี

กมลมาลย์ แก่นกาญจน์

0 การวิจัยในงานอนามัยสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวกมลมาลย์ แก่นกาญจน์ รหัสนักศึกษา 62190240026 นางสาวมยุริษ โสวันนี รหัสนักศึกษา 62190240330 รายวิชา 1902 408-59การวิจัยในงานอนามัยสิ่งแวดล้อม ประจ าภาคต้นปีการศึกษา 2565 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุขมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


1 ใบรับรองการวิจัยในงานอนามัยสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยแพทยาศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อม ชื่อเรื่อง พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ชื่อผู้ท าการวิจัย นางสาวกมลมาลย์ แก่นกาญจน์ 62190240026 นางสาวมยุริษ โสวันนี 62190240330 อาจารย์ที่ปรึกษาและกรรมการสอบ ………………………………………………………………………………..อาจารย์ที่ปรึกษา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลักษณีย์ บุญขาว) …………………………………………………………………………………กรรมการสอบ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปวีณา ลิมปิทีปราการ) …………………………………………………………………………………กรรมการสอบ (ดร.ฐิติรัช งานฉมัง) ลิขสิทธิ์ของวิทยาลัยแพทยาศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี Type text here


ก กมลมาลย์ แก่นกาญจน์ และ มยุริษ โสวันนี [2565].พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียน มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี การวิจัยในงานอนามัยสิ่งแวดล้อม หลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อม วิทยาลัย แพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อาจารที่ปรึกษาการวิจัย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลักษณีย์ บุญขาว ส าคัญ : พฤติกรรม, โทรศัพท์มือถือ, นักเรียน บทคัดย่อ การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง(cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา พฤติกรรมการใช้และการดูแลโทรศัพท์มือถือ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้และการดูแล โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปี ที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบ จังหวัด อุบลราชธานี จํานวน 134 คน โดยใช้แบบสอบถาม การวิเคราะห์และนําเสนอข้อมูลโดยใช้สถิติจํานวน ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ําสุด ค่าสูงสุดและสถิติ Fisher’s Exact Test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงมากที่สุด (ร้อยละ 55.2) มีอายุเฉลี่ย 13.75 ปี(S.D. =0.733) เรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 มากที่สุด (ร้อยละ 34.3) แผนการเรียนวิทย์-คณิตฯ (ร้อยละ 80.6) มี จํานวนโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานเฉลี่ย 1.19 เครื่อง มีการใช้งานโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ I-Phone (ร้อยละ 30.6) มี ช่วงเวลาการใช้งานโทรศัพท์มือถือช่วง 12:00-13:59 (ร้อยละ 91.0) มีการใช้โทรศัพท์มือถือนาน มากกว่า 5 ชั่วโมง (ร้อยละ 63.4) เคยได้รับทราบข้อมูล ความรู้ หรือคําแนะนํา เกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือ และ การดูแลรักษาหรือการทําความสะอาด (ร้อยละ 94.8) และเคยได้รับทราบข้อมูล ความรู้ หรือคําแนะนํา เกี่ยวกับสุขลักษณะการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อ ป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ (ร้อยละ 75.4) จากพฤติกรรม การใช้โทรศัพท์มือถือ พบนักเรียนมีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือในภาพรวมระดับปานกลาง (ร้อยละ 56.7) และพบว่าอายุ ระดับการศึกษา แผนการ เรียน ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือที่ใช้ ช่วงเวลาที่ใช้โทรศัพท์มือถือ มี ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ p-value<0.05 ส่วนปัจจัยด้าน อื่นๆ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ p-value>0.05 Kamonman Kaenkan and Mayurit Sowonni [2022]. Behavior of mobile phone use among Mathayomsuksa 1-3 students at Warin Wichachat Municipal School. Warin Chamrap District Ubon Ratchathani Province. Research in environmental health, Bachelor of Science in Environmental Health, College of Medicine and Public Health Ubon Ratchathani University.


ข Advisor :Asst. Prof. Laksanee Boonkhao, Ph.D. Keyword : behavior, mobile phone, students Abstract This research was a cross-sectional study aimed to study the behavior of using and caring for mobile phones. and to study factors related to the use and care of mobile phones of Mathayomsuksa 1-3 students at Warin Wichachart Municipal School. Warin Chamrap District Ubon Ratchathani Province, 134 people using a questionnaire. Analyzing and presenting data using statistics, number, percentage, standard deviation, minimum, maximum and Fisher's Exact Test statistics. The results showed that Most were female (55.2%) with an average age of 13.75 years old. They had the highest level of grade 1 secondary school education (34.3%). There was a study plan for Science and Mathematics (80.6%). On average, 1.19 devices were used. I-Phone was used (30.6%). The mobile phone was used during 12:00-13:59 (91.0%). More than 5 hours (63.4%) have received information, knowledge or advice about mobile phone usage and maintenance or cleaning (94.8%) and have received information, knowledge or advice on hygienic use of mobile phones for Prevent health impacts (75.4%) from mobile phone use behavior It was found that there was a moderate overall mobile phone usage behavior (56.7%) The behavior of using mobile phones should be further studied to determine the proper usage. And should be advised to avoid use that affects health. and the factors related to mobile phone usage behavior were age, education level, study plan, brand of mobile phone used. Mobile phone time There was a correlation with mobile phone use behavior. with statistical significance at p-value<0.05, while other factors had no statistically significant relationship with mobile phone usage behavior p- value>0.05


ค กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้สําเร็จได้ด้วยดี มาจากความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.ลักษณีย์ บุญขาว ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการศึกษาวิจัยครั้งนี้กราบขอบพระคุณที่กรุณา ให้คําแนะนํา แนวคิด และคําปรึกษาที่เป็นประโยชน์ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในการตรวจสอบแก้ไข ข้อบกพร่องของรายงานวิจัยฉบับนี้ด้วยความสนใจเอาใจใส่พร้อมทั้งให้กําลังใจแก่ผู้วิจัยอย่างสม่ําเสมอจน งานวิจัยครั้งนี้สําเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ผู้วิจัยรู้สึกซาบขี้งในความกรุณาของท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปวีณา ลิมปิทีปราการ และ ดร.ฐิติรัช งานฉมัง คณะกรรมการ สอบวิจัยซึ่งกรุณาสละเวลาในการตรวจสอบเนื้อหา ให้ความรู้ คําแนะนํา และข้อคิดเห็นที่เป็น ประโยชน์จาก การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เพื่อให้รายงานวิจัยสมบูรณ์ยิ่งขึ้นและขอขอบพระคุณคณะอาจารย์ทุก ท่านใน วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ประสิทธิ์ประสานวิชาความรู้และ กรุณาชี้แนะแนวทาง ข้อคิดเห็น และตรวจสอบรายงานวิจัยจนมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบคุณโรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีที่อํานวยความ สะดวก และให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล และตอบแบบสอบถามเป็นอย่างดี สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ตลอดจนเพื่อนสนิท ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนและช่วยเป็น กําลังใจ ความรักความห่วงใย แล้วที่สําคัญคือทุนทรัพย์ ทั้งหมดนี้เป็นกําลังใจที่สําคัญอย่างยิ่ง และขอบคุณ เพื่อนนักศึกษาร่วมสถาบันที่คอยให้ความช่วยเหลือให้คําปรึกษา และคอยให้กําลังใจอันสําคัญยิ่งในการศึกษา ครั้งนี้จนทําให้งานวิจัยในครั้งนี้สําเร็จลุล่วงด้วยดี คณะผู้วิจัย กุมภาพันธ์2566


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ สารบัญรูป ช บทที่1 บทน า 1.1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา 1 1.2 คําถามการวิจัย 2 1.3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 2 1.5 คําจํากัดความที่ใช้ในงานวิจัย 2 บทที่2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 ข้อมูลทั่วไปของโรงเรียนวิชาชาติ 2.2 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ 5 5 2.2.1 สถิติแนวโน้มการมีโทรศัพท์มือถือ 6 2.2.2 การใช้โทรศัพท์มือถือ 2.2.3 การใช้อินเทอร์เน็ต 7 7 2.2.4 การดูแลรักษาโทรศัพท์มือถือ 8 2.2.5 การทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือ 9 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรม 2.3.1 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม 2.3.2 การเกิดพฤติกรรม 2.3.3 สิ่งกําหนดพฤติกรรม 9 9 10 11 2.3.4 ประเภทของพฤติกรรม 11 2.3.5 องค์ประกอบของพฤติกรรม 11 2.3.6 การวัดพฤกรรม 12 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 13 2.6 กรอบแนวคิดในการวิจัย 16 17


จ บทที่3 ระเบียบวิธีวิจัย 3.1 รูปแบบการวิจัย 17 3.2 พื้นที่วิจัย 17 3.3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 17 3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 18 3.5 วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล 21 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 26 บทที่ 4 ผลการศึกษา 4.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 4.2 พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ 4.3 จํานวน ร้อยละ ระดับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ 4.4 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการศึกษา 5.2 อภิปรายผลการศึกษา 5.3 ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย 5.4 ข้อเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งต่อไป บรรณานุกรรม ภาคผนวก 33 35 37 37 40 41 41 42 ภาคผนวก กแบบสอบถาม


ฉ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 3-1 สัดส่วนประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 18 ตารางที่ 4-1 แสดงจํานวนและร้อยละข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 33 ตารางที่ 4-2 แสดงจํานวนและร้อยละ จําแนกตามพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของกลุ่มตัวอย่าง 35 ตารางที่ 4-3 แสดงจํานวน ร้อยละ ระดับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ 36 ตารางที่ 4-4 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ 36


ช สารบัญรูป หน้า รูปที่ 2-1 แผนผังโรงเรียนวารินวิชาชาติ 5 รูปที่ 2-2 รูปแบบการใช้โทรศัพท์มือถือ 6 รูปที่ 2-3 ร้อยละของประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไปที่มีโทรศัพท์มือถือพ.ศ. 2561 (ไตรมาส 1) – 2565 6 รูปที่ 2-4 ร้อยละของประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไปที่ใช้โทรศัพท์มือถือจําแนกตามเขตการปกครอง 7 รูปที่ 2-5 ร้อยละของประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไปที่ใช้อินเทอร์เน็ต พ.ศ. 2561 (ไตรมาส 1)– 2565 7


1 บทที่ 1 บทน า 1.1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา การสื่อสารเป็นสิ่งสําคัญของมนุษย์ที่ใช้ติดต่อสื่อสารในการรับส่งข้อมูลข่าวสารเพื่อให้สามารถทันต่อ การเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารมีการพัฒนาและมีการประยุกต์เครื่องมือและ อุปกรณ์สื่อสารให้มีคุณภาพ ซึ่งโทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่มีความจําเป็นต่อการดําเนินชีวิตในปัจจุบัน และระบบการสื่อสารถือเป็นพื้นฐานที่สําคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้ในการเรียน (สํานักงานสถิติแห่งชาติกระทรวงดิจิตอล,2563) สังคมไทยในปัจจุบันมีการใช้โทรศัพท์มือถือของประชาชนเริ่มตั้งแต่ อายุ 6 ปีขึ้นไป ซึ่งมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 94.8 เมื่อจําแนกตามเขตปกครอง พบว่าในเขตเทศบาลมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 95.8 นอกเขต เทศบาลมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 94.0(สํานักงานสถิติแห่งชาติกระทรวงดิจิตอล,2563) และปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือได้เข้ามามีบทบาทสําคัญในการดํารงชีวิตในสังคมทั้งช่วยให้ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวกและ รวดเร็ว ให้ความบันเทิง พร้อมทั้งสามารถใช้ในการเรียนและการศึกษา จึงทําให้กลายเป็นที่นิยมของคนใน สังคมหลายกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นซึ่ง(พัชรียา ฮาตระวัง,2561) เนื่องจากโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งอํานวยความ สะดวกสามารถพกไปได้ทุกที่ ก็อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคจากการละเลยในการทําความสะอาดมือถือ การหยิบจับโทรศัพท์บ่อยๆ ทําให้อุณหภูมิและสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคมากขึ้น ประกอบกับการไม่ให้ความสําคัญกับการเช็ดทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือทั้งที่มีโอกาสเป็นแหล่งสะสมเชื้อ โรคมากมาย จากการศึกษาของ สุดสายชล หอมทอง(2560) ที่ได้ศึกษาการแพร่กระจายของแบคทีเรียทั้งหมด และ Staphylococcus aureus บนโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเขตอําเภอเมือง ชลบุรี พบการปนเปื้อนของแบคทีเรียในโทรศัพท์มือถือทั้ง 60 ตัวอย่าง คิดเป็น ร้อยละ 100 จึงแสดงให้เห็นว่า โทรศัพท์มือถือมีความสะอาดไม่เพียงพอ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากขาดการทําความสะอาดโทรศัพท์มือถืออย่าง เพียงพอและสม่ําเสมอ จึงทําให้โทรศัพท์เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึง ความสําคัญของการทําความสะอาดโทรศัพท์มือถืออย่างถูกวิธีและพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่เหมาะสม จากการศึกษาของ พัชรียา ฮาตระวัง(2561)ได้ศึกษา พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์พบว่า ระยะเวลาในการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียน ส่วนมาก แล้วอยู่ในระยะเวลา มากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน นักเรียนมีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มาก เพื่อเชื่อมต่อกับ อินเทอร์เน็ต การใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อฟังเพลง ดูคลิป เล่นเกมส์ ฯลฯ โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีมีเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้น อนุบาลปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตชุมชนเมืองหรือเขตเทศบาลและปัจจุบันโรงเรียนวาริน วิชาชาติมีรูปแบบการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2545 นักเรียนมีการใช้


2 โทรศัพท์มือถือในการสืบค้นข้อมูลระหว่างการเรียนเป็นแหล่งความรู้ออนไลน์ทําให้มีการเรียนการสอนเป็นการ ใช้โทรศัพท์มือถือมากขึ้น(โรงเรียนวารินวิชาชาติ, 2565) ส่งผลทําให้อาจเกิดพฤติกรรมการเสพติดสมาร์ทโฟน และการละเลยในการดูแลโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียทางด้านสุขภาพได้ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาถึงพฤติกรรมการใช้และการดูแลโทรศัพท์มือถือ ของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปี ที่1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อนําผลที่ได้จากการศึกษาไป ใช้เป็นแนวทางให้กับโรงเรียนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปรับปรุงพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือให้ เหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบที่มีต่อสุขภาพทอันเกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนต่อไป 1.2 ค าถามของการวิจัย 1. พฤติกรรมการใช้และการดูแลโทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาล วารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีเป็นอย่างไร 2. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้และการดูแลโทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีเป็นอย่างไร 1.3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้และการดูแลโทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี 2.เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้และการดูแลโทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปี ที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี 1.4 ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสํารวจเพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้และการดูแลโทรศัพท์มือถือ ของ นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีที่ใช้ โทรศัพท์มือถือ จํานวน 413 คน ช่วงเวลาที่ทําการศึกษา ระหว่างวันที่1 มิถุนายน พ.ศ.2565 ถึง 30 มีนาคม พ.ศ.2566 1.5 ค าจ ากัดความที่ใช้ในงานวิจัย นักเรียน หมายถึง นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนวารินวิชาชาติอําเภอวา รินชําราบจังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์มือถือ หมายถึง โทรศัพท์ชนิดพกพาที่เป็นอุปกรณ์สื่อสารแบบสมาร์ทโฟนที่นักเรียน มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนวารินวิชาชาติ อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ร ว ม ถึ ง ใ ช้ ใ น ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น แ ล ะ ศึ ก ษ า ห า ข้ อ มู ลเ รี ย น ก า ร ส อ น แ ล ะ ศึ ก ษ า ห า ข้ อ มู ล พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ หมายถึง การใช้และการดูแลโทรศัพท์มือถือของนักเรียน มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีในด้านการใช้งาน ทั่วไป การใช้งานโดยคํานึงถึงหลักความปลอดภัย และการดูแลโทรศัพท์มือถือ โดยแปลผลพฤติกรรมออกเป็น 3 ระดับ คือ มีพฤติกรรมดี ปานกลาง และควรปรับปรุง


3 บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ ของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีโดยผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 2.1 ข้อมูลทั่วไปของโรงเรียนวารินวิชาชาติ 2.2 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ 2.2.1 สถิติแนวโน้มการมีโทรศัพท์มือถือ 2.2.2 การใช้โทรศัพท์มือถือ 2.2.3 การใช้อินเทอร์เน็ต 2.2.4 การดูแลโทรศัพท์มือถือเพื่อความปลอดภัย 2.2.5 การทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือ 2.3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม 2.3.1 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม 2.3.2 การเกิดพฤติกรรม 2.3.3 สิ่งกําหนดพฤติกรรม 2.3.4 ประเภทของพฤติกรรม 2.3.5 องค์ประกอบของพฤติกรรม 2.3.6 การวัดพฤติกรรม 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ 2.5 ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือสาร์ทโฟน 2.6 แนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสารและพฤติกรรมการสื่อสารของมนุษย์ 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.8 สรุปทบทวนวรรณกรรม 2.9 กรอบแนวคิดในการวิจัย


4 2.1 ข้อมูลทั่วไปของโรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ ตั้งอยู่เลขที่ 51 ถนนสถลมาร์คตําบลวารินชําราบ อําเภอวารินชํา ราบจังหวัดอุบลราชธานีสังกัดเทศบาลเมืองวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี(โรงเรียนวารินวิชาชาติ,2565) ข้อมูลรูปแบบการเรียนการสอน จัดการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่ 10 โดยรูปแบบการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545ตามประกาศให้ใช้มาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อเป็นหลักในการเทียบเคียง สําหรับสถานศึกษาในต้นสังกัด โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ มีรูปแบบการเรียนการสอนทางออนไลน์และมี การใช้เทคโนโลยีการใช้โทรศัพท์มือถือในการสืบค้นข้อมูลโดยเด็กต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนมาเป็นการใช้ โทรศัพท์มือถือร่วมกับการเรียนด้วย(โรงเรียนวารินวิชาชาติ,2565) รูปที่ 2-1แผนผังโรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ ที่มา : โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ,2565 2.2 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์มือถือ คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการสื่อสารสองทางผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้คลื่นวิทยุ ในการติดต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยผ่านสถานีฐานโดยเครือข่ายของโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละผู้ให้บริการ จะเชื่อมต่อกับเครือข่ายของโทรศัพท์บ้านและเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ให้บริการอื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ มีความสามารถเพิ่มขึ้นในลักษณะคอมพิวเตอร์พกพาจะถูกกล่าวถึงในชื่อโทรศัพท์อัจฉริยะ หรือสมาร์ทโฟนจะ พบว่าปัจจุบันโทรศัพท์มีสมบัติที่หลากหลายทั้งใช้เพื่อพูดคุยการบันทึกภาพเคลื่อนไหว การถ่ายภาพ การฟัง เพลงการใช้งานอินเทอร์เน็ตการส่งอีเมล์การอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ การเล่นเกมส์การดูหนังรวมทั้งการใช้ เป็นระบบนําทาง เป็นต้น(สํานักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, 2563) 1.โทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ โทรศัพท์มือถือแบบปุ่มกด (Feature Phone)และ โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน (Smart Phone)


5 1. โทรศัพท์มือถือแบบปุ่มกด (Feature Phone) คือ โทรศัพท์ที่มีความสามารถใน ระดับพื้นฐาน เช่น การรับสาย - โทรออก ถ่ายรูป การรับ - ส่งข้อความ ฟังเพลง เป็นต้นส่วนใหญ่แป้นพิมพ์จะ อยู่ในรูปแบบปุ่มกด (button keyboard) หน้าจอมีขนาดเล็ก 2. โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน (Smart Phone) คือ โทรศัพท์มือถือที่มีระบบปฏิบัติการ เช่น Android, iOS (iPhone), Windows Mobile, เป็นต้น สามารถติดตั้งแอปพลิเคชัน(นอกเหนือจากแอป พลิเคชันพื้นฐานที่อยู่ในเครื่อง) ส่วนใหญ่แป้นพิมพ์จะอยู่ในรูปแบบปุ่มสัมผัสหน้าจอ (touch screen keyboard)ดังรูปที่2-2 รูปที่ 2-2รูปแบบการใช้โทรศัพท์มือถือ ที่มา : สํานักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,2563 2. ประโยชน์ของโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน โทรศัพท์มือถือสามร์ทโฟนมีความคล้ายกับโทรศัพท์มือถือทั่วไป แต่มีความฉลาดกว่า เพราะ สามารถทําได้มากกว่าการโทรออกและรับสายเพียงอย่างเดียว ด้วยคุณสมบัติพิเศษในตัวเครื่องที่ช่วยสนับสนุ นความสะดวกสบายและความต้องการของผู้ใช้ในด้านต่างๆ เช่น ท่องโลกอินเทอร์เน็ต (Internet) ดูหนัง ฟัง เพลง เล่นเกม และหน้าที่อื่นๆอีกมากมายตามระบบปฏิบัติการที่มากับค่ายของมือถือรุ่นนั้นๆ (พิสุทธา อารี ราษฏร์, 2555)ได้อธิบายประโยชน์ของโทรศัพท์อัจฉริยะ ไว้ดังนี้ 1) ผู้ใช้สามารถติดตั้งแอพลิเคชั่น(Application) ที่ต้องการใช้งานได้อย่างหลากหลาย 2) ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อเครื่องข่ายไร้สายได้ทุกที่ 3) ผู้ใช้สามารถรับส่งอีเมลได้อย่างสะดวกสบาย 4) ผู้ใช้สามารถสร้างงานเอกสารได้ 5) ผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ทได้อย่างง่ายดาย 6) ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้อย่างหลากหลาย 7) ง่ายต่อการโอนถ่ายและแลกเปลี่ยนข้อมูล และจากการศึกษาวิจัยของ Nielsen Mobile (2011) ถึงการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนในการท่อง โลกอินเทอร์เน็ต และใช้งานในด้านอื่นๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมีความสามารถที่ช่วย สนับสนุนผู้ใช้ในด้านต่างๆดังต่อไปนี้


6 1) ค้นหาข้อมูลอ้างอิง การใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อค้นหาข้อมูลอ้างอิงในเว็บไซต์อย่าง Wikipedia นั้นทํา ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วพอสมควร หรือจะเช็คข่าว ผลการแข่งขันกีฬา พยากรณ์อากาศ ก็สามารถทําได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 2) ส่งอีเมล สําหรับสมาร์ทโฟนแล้ว เรื่องการส่งอีเมลถือเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นการส่ง อีเมลสั้นๆ หรือเช็คอีเมลผ่านโทรศัพท์มือถือช่วยให้ผู้ใช้ทําการติดต่อสื่อสารโดยผ่านการรับ-ส่งอีเมล ได้สะดวก มากยิ่งขึ้น 3) เป็นจีพีเอส(GPS) เป็นอีกความสามารถหนึ่งที่โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนสามารถทําได้ดี แม้ว่าจะ ไม่ใช่การเป็นจีพีเอสโดยตรง แต่อาจจะใช้เข้าเว็บไซต์แผนที่อย่างกูเกิ้ลแมพ (Google Map) เพื่อค้นหาทิศทาง ที่คุณจะไปได้ด้วย 4) เล่นอินเทอร์เน็ต เป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน ที่ทําให้ผู้ใช้สามารถท่อง อยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตได้บนฝ่ามือของผู้ใช้ รายงานสํานักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพ.ศ. 2565 พบว่า อุปกรณ์ การสื่อสารประเภทสมาร์ทโฟนมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาการใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างปี 2561 (ไตร มาส 1) – 2565 (ไตรมาส 1) พบว่าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 89.6 ในปี 2561 (ไตรมาส 1) เป็นร้อยละ 94.8ในปี 2563 และมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยเป็นร้อยละ 92.7 ในปี 2564 (ไตรมาส 2)ขณะที่ปี 2565 (ไตรมาส 1)เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 95.2 รายงานวิจัยของ “Morgan Stanley” ของเดือน ธ.ค. 2011 พบว่า พฤติกรรมของผู้ใช้สมาร์ทโฟนมา เป็นอันดับ 1 ได้แก่ เล่นเกม รองลงมาคือ การเข้าสู่เครือข่ายสังคมออนไลน์ การส่ง SMS การท่องเว็บไซต์ ฟัง เพลง อ่านข่าว ตามลําดับ ซึ่งผู้ใช้งานโทรศัพท์จะใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือมากขึ้นกว่าปกติมาก เมื่อมี “Smart Phone” หรือ “iPhone” อยู่ในมือ นอกจากการถือกําเนิดของ “SmartPhone” ที่มีส่วนให้การใช้งาน อินเตอร์เน็ตบนมือถือ เติบโตขึ้นอย่างมากแล้วยังมีส่วนช่วยให้ “เว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์” (SocialNetworking) อย่าง Facebook, Twitter มีการใช้งานสูงขึ้นอย่างมากเช่นกัน เนื่องด้วยการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าว “ความ ฉลาด” ของโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องที่สามารถทําได้สารพัดประโยชน์และช่วยใน การจัดการให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่าย ทําให้หลายๆคนไม่อาจขาดอุปกรณ์เหล่านี้ได้เลย แต่ในบางครั้ง อุปกรณ์ การสื่อสารที่แสนชาญฉลาดดังกล่าวนั้นไม่ได้ทําให้ผู้ใช้หลายคนฉลาดตามไปด้วย จึงอาจก่อผลเสียที่เกิดขึ้นต่อ ผู้ใช้งานได้ในที่สุด 3. ผลกระทบของโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน 1) ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ใช้โดยปกติแล้วโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนจะมีขนาดเล็ก ผู้ใช้ต้องกดตัวอักษรบนหน้าจอด้วยนิ้วโป้ง จะต้องงอ และเกร็งนิ้วโป้งทั้ง 2 ข้างเป็นประจํา การกระทําใน ลักษณะเช่นนี้บ่อยๆอาจส่งผลทําให้เป็นโรคในกลุ่มอาการอักเสบของเอ็นข้อมือโคนนิ้วโป้ง (De Quervain Syndrome) และการอักเสบของเอ็นที่นิ้วมือจนทําให้เกิดอาการนิ้วโป้งล็อก (Trigger thumb) (คมส์ธนนท์


7 ศุขอัจจะสกุล, 2553) ได้อธิบายว่า กลุ่มอาการทั้ง 2 ชนิดนี้พบได้บ่อย ถึงขนาดมีการให้ชื่อนิ้วโป้งล็อกว่าเป็น Blackberry Thumbนอกจากนี้ยังส่งผลทําให้เกิดอาการปวดบ่าและคอ เนื่องจากกล้ามเนื้อบ่าจะทํางานใน ลักษณะเกร็งคงค้าง นอกจากปัญหาดังข้างต้นแล้วยังพบอีกว่าการที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานติดต่อกัน เสี่ยงต่อการเป็น “โรคเนื้องอกในสมอง” เป็นผลมาจากการวางโทรศัพท์มือถือไว้ข้างศรีษะ เวลานอนน.พ.ประ วิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผอ.สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) เปิดเผยว่า จากการสํารวจของ สบท.ที่ร่วมกับ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญหรือเอแบคโพล พบว่า คนไทยมีพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเนื้อ งอกในสมองโดยได้รับคลื่นสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่แม้ไม่ได้ใช้งาน จากพฤติกรรมที่นิยม วางโทรศัพท์มือถือไว้ที่หัวเตียงพร้อมกับเปิดเครื่องไว้ในเวลานอนสูงถึง 64.5% 2) ทําให้ผู้ใช้ยึดติดกับเทคโนโลยีเกินความจําเป็น ด้วยความฉลาดของโทรศัพท์มือถือสมาร์ท โฟนที่สามารถทํากิจกรรมต่างๆผ่านอุปกรณ์การสื่อสารบนฝ่ามือ ไม่ว่าจะเป็น เล่นเกม เช็ครอบภาพยนตร์ รับส่งอีเมลถ่ายรูป ฟังเพลง ฯลฯ ทําให้ผู้ใช้เกิดพฤติกรรมติดที่เกินความจําเป็นอันจะส่งผลกระทบต่อกิจวัตร ประจําวัน ซึ่งสอดคล้องกับการสํารวจของ Nielson (2554) เรื่องพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนข องคนส่วนใหญ่พบว่า “ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ 65% นั้นไม่สามารถเลิกใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน” ส่วนในเรื่องการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนนั้นผู้ใช้ส่วนใหญ่จะมีไว้เล่นเกมมากที่สุดถึง 64% อันดับ 2 ไว้ดูข้อมูลสภาพอากาศอยู่ที่ 60% อันดับที่ 3 คือติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆผ่านทาง Social Network อยู่ที่ 56% ตามลําดับซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของเอซีไอ เวิลด์ไวด์ และเอท กรุ๊ป (ACI Worldwide) (2554)พบว่า เกือบ 60% ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ อดใจไม่ได้ครบ 1 ชั่วโมง ก็ต้องหยิบ มือถือมาเช็คเป็นระยะๆส่วน 54% มีภารกิจเช็คมือถือแม้จะอยู่บนเตียงนอน ไม่ว่าจะก่อนหลับ หลังจากตื่น นอน หรือระหว่างค่ําคืนและเกือบๆ 40% ยอมรับว่าแอบใช้มือถือในระหว่างเข้าห้องน้ํา อีก 30% เช็คโทรศัพท์ ระหว่างกินข้าวกับคนอื่น และ 9% ยังไม่วายใช้มือถือในระหว่างประกอบพิธีทางศาสนา (ศุภศิลป์ กุลจิตต์เจือ วงศ์, 2013) 3) ทําให้ผู้ใช้สมาธิสั้น ถึงแม้ว่าโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับ ผู้ใช้ในหลายๆด้าน แต่ในบางครั้งก็ทําให้ผู้ใช้เสียสมาธิ รวมทั้งมีพฤติกรรมหยาบคายและเป็นอันตราย ยกตัวอย่างเช่นการส่งข้อความขณะขับขี่รถ ปัจจุบัน สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ ไม่ได้เกิดจากการ เมาแล้วขับ เพียงอย่าง เดียวเท่านั้น แต่สาเหตุที่สําคัญ ที่ทําให้เกิดอุบัติเหตุก็คือ การใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถนั่นเอง ซึ่งหลายๆ ท่านคงจะเกิดข้อสงสัยว่า โทรศัพท์มือถือ จะเป็นตัวทําให้เกิดอุบัติเหตุได้อย่างไร ในเมื่อผู้ขับขี่ ไม่ได้เมา หรือ หลับขณะขับรถ แต่เชื่อหรือไม่ว่า จํานวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการใช้โทรศัพท์มือถือนั้น มีมากกว่าการเมาแล้ว ขับเสียอีกเพราะเหตุใด การใช้โทรศัพท์มือถือจึงเป็นส่วนที่ทําให้เกิดอุบัติเหตุได้โดยผลการศึกษา ได้เผยว่า การ พิมพ์ข้อความบนมือถือ จะต้องละสายตาจากถนนเฉลี่ย 4.6 วินาที ซึ่งถ้าหากวิ่งด้วยความเร็ว 80 km/h จะ เท่ากับการปิดตาขณะขับรถเป็นระยะทาง 100 เมตร นั่นหมายความว่า ถึงแม้ผู้ขับขี่ จะไม่ได้เมา หรือหลับ


8 ระหว่างขับรถ แต่การใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถ ก็เปรียบเสมือนการที่เรากําลังหลับอยู่นั่นเองนอกจากนี้ ผลการศึกษา ยังได้เผยอีกด้วยว่า 1 ใน 4 ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากโทรศัพท์มือถือ และ การพิมพ์ข้อความระหว่างขับรถ อันตรายกว่าการเมาแล้วขับถึง 6 เท่าเลยทีเดียว ส่วนวิธีการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในเบื้องต้นนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานโทรศัพท์มือถือ ระหว่างขับรถ หรือถ้าหากจําเป็นต้องใช้งานจริงๆ ควรจะจอดข้างทางเพื่อทําธุระให้เสร็จก่อน หรือใช้ Small Talk / Speaker ถ้าหากจําเป็นต้องรับสายหรือโทรออก เพียงแค่นี้ ก็จะช่วยลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นได้(สถาบัน สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, 2562) 2.2.1 สถิติแนวโน้มการมีโทรศัพท์มือถือ เมื่อพิจารณาแนวโน้มการมีโทรศัพท์มือถือระหว่างปี 2561 (ไตรมาส 1) - 2565 (ไตรมาส 1) พบว่า ผู้มีโทรศัพท์มือถือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 80.8 ในปี 2561 (ไตรมาส 1) เป็นร้อยละ 87.9 ในปี 2565 (ไตรมาส 1) (จาก 51.1 ล้านคน เป็น 57.5 ล้านคน)ดังรูปที่2-3 รูปที่ 2-3ร้อยละของประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไปที่มีโทรศัพท์มือถือ พ.ศ. 2561 (ไตรมาส 1) - 2565 ที่มา : สํานักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,2565 2.2.2 การใช้โทรศัพท์มือถือ สําหรับการใช้โทรศัพท์มือถือของประชาชนอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ซึ่งมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ร้อย ละ 94.8 เมื่อจําแนกตามเขตปกครอง พบว่า ในเขตเทศบาลมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 95.8 นอกเขต เทศบาลมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 94.0 ดังรูปที่2-4


9 รูปที่ 2-4ร้อยละของประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไปที่ใช้โทรศัพท์มือถือจําแนกตามเขตการปกครอง ที่มา : สํานักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,2563 2.2.3 การใช้อินเทอร์เน็ต เมื่อพิจารณาแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตในช่วงระหว่างปี2561 (Iตรมาส 1) – 2565(ไตรมาส 1)พบว่า ในระยะ 5 ปีนี้ ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 56.8ใน ปี 2561 (ไตรมาส 1) เป็นร้อยละ 86.6 ในปี 2565 (ไตรมาส 1) (จาก 36.0 ล้านคน เป็น 56.7 ล้านคน)ดังรูปที่ 2-5 รูปที่ 2-5 ร้อยละของประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไปที่ใช้อินเทอร์เน็ต พ.ศ. 2561 (ไตรมาส 1)- 2565 ที่มา : สํานักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,2565) สําหรับการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาลระหว่างปี 2561 (ไตรมาส 1) - 2565 (ไตรมาส 1) พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในเขตเทศบาลและนอก เขตเทศบาล คือ ในเขตเทศบาลจากร้อยละ 66.1 ในปี 2561 (ไตรมาส 1) เป็นร้อยละ 90.5ในปี 2565 (ไตร มาส 1) ส่วนนอกเขตเทศบาลจากร้อยละ 49.6 ในปี2561 (ไตรมาส 1) เป็นร้อยละ 83.ในปี 2565 (ไตรมาส


10 2.2.4 การดูแลรักษาโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นเป็นสิ่งของจําเป็นที่เราจับต้องอย่างน้อย 50 ครั้งต่อวัน เราพกพามันไป ในทุก ๆ ที่ที่เราไปพร้อมใช้ประโยชน์จากมันได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะใช้มันเพื่อทํางานอยู่ที่บ้านหรือใช้ขณะ ออกไปซื้อของใช้เข้าบ้านก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงทําให้อุปกรณ์เคลื่อนที่นั้นมีโอกาสสัมผัสสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่าง ๆ ที่ตาเรามองไม่เห็นได้เป็นอย่างมาก ดังนั้นในการรักษาอุปกรณ์เคลื่อนที่ให้สะอาดปลอดภัยอยู่เสมอ มีดังนี้ 1. เช็ดทําความสะอาด ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม แบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ นั้นสามารถ ติดไปที่อุปกรณ์เคลื่อนที่ของคุณได้อย่างง่ายดาย ให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ํายาทําความสะอาดสูตรผสม แอลกอฮอล์หรือน้ํายาฆ่าเชื้อค่อย ๆ เช็ดทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือของคุณในแต่ละวัน และแนะนําให้ เตรียมเครื่องมือทําความสะอาดเหล่านี้ไว้ทั้งที่ทํางานและที่บ้าน เพื่อให้คุณสามารถทําความสะอาดอุปกรณ์ เคลื่อนที่ได้อยู่ตลอด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ถอดปลั๊กไฟออกจากโทรศัพท์ของคุณแล้วก่อนที่จะทําความ สะอาด และอย่าล้างโทรศัพท์ของคุณด้วยน้ํา สบู่ น้ําส้มสายชู หรือผงซักฟอกอย่างเด็ดขาด และล้างทําความ สะอาดเคสโทรศัพท์ไปพร้อมกันด้วย 2. ใช้เมื่อปลอดภัย เราแทบทุกคนล้วนหยิบโทรศัพท์ติดมือไปไหนมาไหนด้วยเสมอจน กลายเป็นนิสัยไปแล้ว นั่นอาจทําให้เราต้องวางโทรศัพท์ไว้ตามที่ที่สกปรกเช่นห้องน้ํา ซึ่งจะทําให้จุลินทรีย์และ แบคทีเรียอันตรายต่าง ๆ ติดไปกับตัวเครื่องของโทรศัพท์ได้ เชื้อโรคอันตรายเหล่านี้สามารถส่งต่อจากโทรศัพท์ ไปยังมือและใบหน้าของคุณ อันจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของคุณได้ จึงแนะนําว่าให้เก็บโทรศัพท์ไว้ใน กระเป๋าและอย่าวางมันไว้บนพื้นผิวใด ๆ ในที่สาธารณะ รวมถึงใช้มันหลังจากที่คุณล้างมือด้วยสบู่และน้ําแล้ว เท่านั้น 2.2.5 การท าความสะอาดโทรศัพท์มือถือ(จันทร์เพ็ญบัวเผื่อน,2552) 1. เช็ดด้วยน้ํายาฆ่าเชื้อโรค ปัจจุบันมีน้ํายาฆ่าเชื้อโรคสําหรับโทรศัพท์มือถือวางจําหน่าย โดย ควรถอดกรอบโทรศัพท์ออกก่อน จากนั้นปิดเครื่อง หยดน้ํายาทําความสะอาดลงบนผ้าหรือสําลีที่สะอาด เช็ด บริเวณหน้าจอและตัวเครื่องไปในทางเดียวกัน โดยไม่วนกลับไปมา จากนั้นใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูเช็ดให้แห้ง อีกครั้ง 2. เช็ดล้างด้วยทิชชู่เปียกกําจัดแบคทีเรีย วิธีทําความสะอาด คือ ใช้ทิชชู่เปียกเช็ดหน้าจอ เคสโทรศัพท์มือถือเสร็จแล้ว ใช้ทิชชู่แห้งมาเช็ดโทรศัพท์มือถือให้แห้ง โดยวิธีนี้ก็สามารถกําจัดแบคทีเรียและ รอย สกปรกจากโทรศัพท์มือถือได้เช่นกัน 3. ใช้คอตตอนบัดหรือไม้เล็กๆ พันสําลี เพื่อทําความสะอาดตามซอกต่างๆ เช่น ขอบปุ่มปรับ ระดับเสียง และปุ่มปิด-เปิดเครื่อง ทั้งนี้การทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือไม่ว่าจะรุ่นใดก็ตาม ห้ามใช้น้ํายาฆ่าเชื้อโรคที่มี ส่วนผสมของสารตัวทําละลาย แอมโมเนียหรือสารกัดกร่อน รวมถึงไม่ควรใช้น้ํายาเช็ดกระจกหรือน้ํายาทํา ความสะอาดในครัวเรือนเด็ดขาด นอกจากนี้การทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือควรทําประจําสม่ําเสมอ รวมถึง การล้างมือบ่อยๆ จะช่วยลดการเกิดเชื้อโรคได้เช่นกันการสัมผัสโทรศัพท์มือถือไม่ได้ทําให้เกิดอาการป่วยทันที แต่ความสกปรกที่สะสมไว้จํานวนมาก จะเพิ่มจํานวนขึ้นจนกลายเป็นแหล่งกักเก็บเชื้อโรคมหาศาล จนในที่สุด


11 ก็นําพาโรคร้ายมาสู่ผู้ใช้สําหรับผู้ใหญ่ที่มีร่างกายแข็งแรง เชื้อโรคบางตัวอาจส่งผลน้อย แต่หากเชื้อโรคเหล่านั้น เข้าไปในร่างกายของเด็กๆ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ํา อาจทําให้เกิดโรคที่น่าเป็นอันตรายได้ (จันทร์เพ็ญบัวเผื่อน ,2552) ดังนั้นทุกคนควรใส่ใจในการใช้โทรศัพท์มือถือ ว่าต้องหมั่นทําความสะอาดด้วยน้ํายาฆ่าเชื้อ โรค เพราะอันตรายจากโทรศัพท์มือถือมิใช่แต่เพียงคลื่นที่เป็นอันตราย ยังมีเชื้อโรคร้ายๆ แฝงมาอีกมาก 2.3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม 2.3.1 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม ความหมายของพฤติกรรมตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง การกระทํา หรืออาการที่แสดงออกทางกล้ามเนื้อ ความคิด และความรู้สึกเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า จุราพร ทอนมาต (2551) กล่าวว่า พฤติกรรม (behavior) หมายถึง การกระทําหรือการแสดงออกของ สัตว์เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งที่มากระตุ้น (stimulus) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นทันทีหรือเกิดหลังจากที่ถูกกระตุ้น มาแล้วระยะหนึ่ง พฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการทํางานของระบบประสาทกล้ามเนื้อและฮอร์โมน ฐิตินัน งามสงวน 2549 (อ้างถึงในพสิษฐ์ เชื่อมเจริญพรกุล, 2554) กล่าวว่า พฤติกรรมหมายถึง การ กระทําของบุคคลทั้งที่เป็นการแสดงปรากฏออกมาภายนอก และสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของบุคคล ซึ่งไม่สามารถ สังเกตเห็นได้โดยตรง เช่น ค่านิยมที่ยึดถือเป็นหลักในการประเมินสิ่งต่างๆทัศนคติที่เขามีต่อสิ่งต่างๆ ความ คิดเห็น ความเชื่อ รสนิยมที่เชื่อถือเป็นบุคลิกภาพของบุคคลนั้นๆ สรุป พฤติกรรม คือ การกระทําหรือกิริยาอาการที่แสดงออกของบุคคลที่แสดงออกอย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยการกระทํานั้นเกิดขึ้นมาโดยมีสาเหตุ มีสิ่งกระตุ้นให้กระทํา หรือมีสิ่งจูงใจให้กระทําเพื่อให้ได้สิ่งที่เป็นผล ตามมาตอบสนองความต้องการ 2.3.2 การเกิดพฤติกรรม การเกิดพฤติกรรม จะต้องมีแนวคิดดังนี้ 1) พฤติกรรมจะเกิดขึ้นได้ก็โดยที่ต้องมีสาเหตุมาทําให้เกิด (behavior is caused) 2) พฤติกรรมจะเกิดขึ้นได้ก็โดยที่ต้องมีแรงกระตุ้นสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากระตุ้นให้เกิด (behavior is motivated) 3) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะเป็นไปโดยมีจุดมุ่งหมายเสมอ (behavior is goal directed) ส่วนประกอบ ทั้ง 3 ประการนี้ จะสัมพันธ์กันอยู่เป็นกระบวนการของพฤติกรรมที่จะมีอยู่เหมือนกันสําหรับมนุษย์ทุกคน โดย ไม่จํากัดว่าจะเป็นวัยใด หรืออยู่ในวัฒนธรรมใดก็ตาม พฤติกรรมที่แสดงออกในแต่ละครั้งดังกล่าวนี้ การแสดงออกจะสืบเนื่องมาจากการมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมา กระตุ้น (motivate) ทําให้เกิด กล่าวคือ พฤติกรรมแสดงออกซึ่งพฤติกรรม ตัวอย่างง่ายๆ อาจเป็นดังนี้ คือ ในขณะที่ตนกําลังกระหายน้ําความต้องการที่จะให้ได้น้ํามาตอบสนองที่เกิดขึ้นในตัวคน (inner state of need or tension) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แรงจูงใจ หรือความอยากได้ (motive) นั้นเอง ความต้องการหรือ ความอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาตอบสนองนี้เอง จะเป็นสาเหตุทําให้มนุษย์ต้องแสดงออกซึ่งพฤติกรรมหรือการ


12 กระทําเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้นๆ ที่กําลังต้องการอยู่ ดังนั้นพฤติกรรมที่แสดงออกทุกครั้งจึงย่อมมีสาเหตุทําให้เกิด เสมอ พฤติกรรมที่แสดงออกในแต่ละครั้งดังกล่าวนี้ การแสดงออกจะสืบเนื่องมาจากการมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมา กระตุ้น (motivate) ทําให้เกิด กล่าวคือ พฤติกรรมการแสดงออกก็ต่อเมื่อความต้องการที่เป็นสาเหตุเหล่านั้น อย่างใดอย่างหนึ่งกําลังต้องการจะให้ได้รับการตอบสนอง และจะกลายเป็นตัวกระตุ้นที่มีอิทธิพล ทําให้ต้องมี การแสดงออกซึ่งพฤติกรรม ตัวอย่างง่ายๆ อาจเป็น ดังนี้คือ ในขณะที่คนกําลังกระหายน้ําความต้องการที่จะได้ น้ํามาตอบสนองย่อมเป็นแรงกระตุ้น หรือแรงผลักที่จําเป็นสําหรับพฤติกรรมในครั้งนั้น นอกจากนี้ โดยปกติพฤติกรรมของมนุษย์ที่แสดงออกมานั้น หาได้เป็นไปโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย หรือไม่มี หลักเกณฑ์แต่อย่างใด ไม่แต่แท้ที่จริงพฤติกรรมของมนุษย์ต่างก็จะแสดงออกไปโดยมีจุดมุ่งหมาย หรือหวังใน ผลตอบแทนอย่างใดอย่างหนึ่ง (specic goals or incentives) ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมรอบตัวเขา ความหมาย ดังกล่าวก็คือ เป็นการแสดงให้เห็นถึงหลักข้อเท็จจริงที่ว่าในทุกครั้งที่มนุษย์แสดงพฤติกรรมออกไป เขาจะแสดง หรือกระทําไปเพื่อการใดการหนึ่งที่คาดหมายไว้แล้วสิ่งที่คาดหมายไว้นี้ก็คือสิ่งที่บุคคลดังกล่าวที่จะได้รับมา นั้นเอง 2.3.3 สิ่งก าหนดพฤติกรรม สิ่งกําหนดพฤติกรรมของมนุษย์มีหลายประการ ซึ่งอาจจะแยกได้ 2 ประเภท คือ 1) ลักษณะนิสัยส่วนตัว ได้แก่ 1.1) ความเชื่อ หมายถึง การที่บุคคลคิดถึงอะไรในแง่ข้อเท็จจริง ซึ่งไม่จําเป็นจะต้อง ถูกหรือผิดเสมอไป ความเชื่ออาจมาโดยการเห็น การบอกเล่า การอ่านรวมทั้งการคิดขึ้นเอง 1.2) ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่คนนิยมยึดถือประจําใจที่ช่วยตัดสินใจในการเลือก 1.3) ทัศนคติหรือเจตคติ มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ กล่าวคือทัศนคติเป็น แนวโน้มหรือขั้นเตรียมพร้อมของพฤติกรรม และถือว่าทัศนคติมีความสําคัญในการกําหนดพฤติกรรม ในสังคม 1.4) บุคลิกภาพเป็นสิ่งกําหนดว่า บุคคลหนึ่งจะทําอะไร ถ้าเขาตกอยู่ในสถานการณ์หนึ่ง เป็น สิ่งที่บอกว่าบุคคลจะปฏิบัติอย่างไรในสถานการณ์หนึ่งๆ 2) กระบวนการอื่นๆทางสังคม ได้แก่ 2.1) สิ่งกระตุ้นพฤติกรรม (Simulus Object) และความเข้มข้นของสิ่งกระตุ้นพฤติกรรม ลักษณะนิสัยของบุคคล คือ ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนติ บุคลิกภาพ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมก็จริง แต่ พฤติกรรมจะเกิดขึ้นยังไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งกระตุ้นพฤติกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยภายในบุคคล ได้แก่ การสะสม ความรู้ ประสบการณ์ในเรื่องต่างๆที่เคยได้รับ หรืออาจรับจากภายนอก เช่น ข่าวสาร คําบอกเล่าของ บุคคล เป็นต้น 2.2) สถานการณ์ (Siuation) หมายถึง สิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นบุคคลและไม่ใช่บุคคลซึ่งอยู่ใน สภาวะที่บุคคลกําลังจะมีพฤติกรรม


13 2.3.4 ประเภทของพฤติกรรม ชลลดา นาเกษมสุวรรณ 2524 (อ้างถึงในสายันต์ แสวงสุข, 2551) ได้กล่าวถึงประเภทของ พฤติกรรม โดยแบ่งพฤติกรรมออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) พฤติกรรมที่ติดตัวมาแต่กําเนิด (Unleamedbchavior) หมายถึง พฤติกรรมที่ทําเองได้ โดยไม่มีการเรียนรู้มาก่อนเลย 2) พฤติกรรมที่เป็นผลมาจากการเรียนรู้ (Lcamed behavior) หมายถึง พฤติกรรมที่ทําขึ้น หลังจากได้มีการเรียนรู้หรือเลียนแบบจากบุคคลในสังคม 2.3.5 องค์ประกอบของพฤติกรรมพฤติกรรมสามารถแบ่งออกเป็น 7 ประการ คือ 1) ความมุ่งหมาย (Goal) เป็นความต้องการหรือวัตถุที่ทําให้เกิดกิจกรรมเพื่อสนองความ ต้องการที่เกิดขึ้น 2) ความพร้อม (readiness) ระดับวุฒิภาวะหรือความสามารถที่จําเป็นในการกระทํา กิจกรรมเพื่อสนองความต้องการ 3) สถานการณ์ (situation) เป็นเหตุการณ์ที่เปิดโอกาสให้ทํากิจกรรมเพื่อสนองความต้องการ 4) การแปลความหมาย (interprctation) ก่อนจะทํากิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งควรมีการ พิจารณาสถานการณ์เสียก่อนแล้วตัดสินใจเลือกวิธีการที่คาดว่าจะได้ความพอใจมากที่สุด 5) การตอบสนอง (response) เป็นการกระทําเพื่อสนอความต้องการโดยวิธีการที่ได้เลือก แล้วในขั้นการแปลความหมาย 6) ผลที่ได้รับหรือผลที่ตามมา (consequence) เมื่อทํากิจกรรมแล้วย่อมได้ผลจากการ กระทํา อาจเป็นไปตามที่คาดคิดหรืออาจตรงข้ามกับความคาดหมายก็ได้ 7) ปฏิกิริยาต่อความคาดหวัง (reaction to thwarting) หากคนเราไม่สามารถสนองความ ต้องการได้ ก็กล่าวได้ว่าเขาประสบกับความผิดหวัง ในกรณีเช่นนี้เขาอาจจะย้อนกลับไปแปลความหมายของ สถานะเสียใหม่และเลือกวิธีการตอบสนองใหม่ก็ได้ 2.3.6 การวัดพฤติกรรม สมจิตต์ สุพรรณทัศน์(อ้างถึงใน สําเนียง ประถมวงษ์, 2553) ได้กถ่าวถึงการวัดพฤติกรรมไว้ ว่า พฤติกรรมของบุคคลมีทั้งพฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายในการศึกษาพฤติกรรมสามารถทําได้หลาย วิธี มี 2 วิธี คือ 1) การศึกษาพฤติกรรมโดยทางตรง 1.1 การศึกษาพฤติกรรมสังเกดแบบให้ผู้สังเกตรู้ตัว วิธีการสังเกตนี้บางคนอาจไม่แสดง พฤติกรรมที่แท้จริงออกมา 1.2 การสังเกตแบบธรรมชาติ คือ การที่บุคคลผู้สังเกตพฤติกรรมไม่ได้กระทําตนเป็นการ รบกวนพฤติกรรมของบุคคลที่สังเกต และเป็นไปในลักษณะที่ทําให้ผู้ถูกสังเกตไม่ทราบว่าถูกสังเกตพฤติกรรม วิธีการสังเกตนี้จะได้พฤติกรรมที่แท้จริงมาก และจะทําให้สามารถนําผลที่ได้ไปอธิบายพฤติกรรมในสถานที่ ใกล้เคียงกันหรือเหมือนกัน ข้อจํากัดในการสังเกตแบบธรรมชาติ คือต้องใช้เวลามากในการสังเกตพฤติกรรมที่


14 ต้องการได้และการสังเกตต้องทําเป็นเวลาติดต่อกันเป็นจํานวนหลายครั้ง พฤติกรรมบางอย่างอาจต้องใช้ เวลานานถึง10 ปีหรือ100 ปี 2) การศึกษาพฤติกรรมโดยอ้อม 2.1 การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการซักถามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยการซักถามแบบเผชิญหน้า หรือมีคนกลางทําหน้าที่ซักถาม เพื่อต้องการซักถามข้อมูลจากบุคคลหรือกลุ่มของบุคคลการสัมภาษณ์ เพื่อ ต้องการทราบถึงพฤติกรรมของบุคคลแบ่งออกเป็น2 ประเภท คือ การสัมภาษณ์โดยตรงโดยซักถามเป็นเรื่องๆ ตามที่ได้ตั้งจุดมุ่งหมายไว้ อีกประเภท คือ การสัมภายณ์พูดคุยกันไปเรื่อยๆ โดยสอดแทรกเรื่องที่จะสัมภาษณ์ 2.2 การใช้แบบสอบถาม เป็นวิธีการที่เหมาะสมสําหรับการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลเป็น จํานวนมากและเป็นผู้ที่อ่านออกเขียนได้ 2.3 การทดลองเป็น การศึกษาพฤติกรรมโดยผู้ถูกศึกษาจะอยู่ในสภาพการควบคุมตามที่ผู้ ศึกษาต้องการ โดยสภาพแท้จริงแล้วการควบคุมจะทําได้ในห้องทดลอง แต่ในชุมชนการศึกษาพฤติกรรมชุมชน โดยการควบคุมตัวแปรต่างๆ คงเป็นไปได้น้อยมาก 2.4 การทําบันทึก วิธีนี้ทําให้ทราบพฤติกรรมของบุคคล โดยให้บุคคลบันทึกพฤติกรรมของ ตนเอง ซึ่งอาจเป็นบันทึกประจําวันหรือการศึกษาพฤติกรรมแต่ละประเภท 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (2553) กล่าวว่า โทรศัพท์มือถือมีอิทธิพลกับ การดํารงชีวิตของผู้คนในปัจจุบันมาก จนยกให้เป็น "ปัจจัยที่ 5" ของสิ่งจําเป็นในการดํารงชีวิตของมนุษย์ไป แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากมองไปทางไหนก็มีแต่คนพกโทรศัพท์มือถือเพราะโทรศัพท์มือถือมีประโยชน์ มากมาย รวมถึงสามารถช่วยลดการใช้พลังงานในภาวะราคาน้ํามันแพงด้วยเนื่องจากสามารถใช้โทรศัพท์มือถือ ติดต่อสื่อสารได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว แทนการเดินทางเพื่อลดการสิ้นเปลืองพลังงานได้ อาทิ การใช้ โทรศัพท์มือถือติดต่อประสานงาน ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือพัฒนาไปมากกว่าแค่การพูดคุย แต่ สามารถเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตได้ด้วย ดังนั้นจึงมีผู้ใช้ระบบการสื่อสารเพื่อทํางานนอกสถานที่หรือทํางานที่บ้านแทน การเดินทางมาทํางาน หรือสถานศึกษา จํานวนไม่น้อย ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานได้มาก การใช้โทรศัพท์มือถือนัดหมายบุคคล หรือนัดหมายวัน เวลา สถานที่ ที่แน่ชัดดําเนินกิจธุระ เพื่อลดความเสี่ยงในการผิดนัด หรือการใช้ โทรศัพท์มือถือพูดคุยทักทายเพื่อนฝูง ญาติสนิท แทนการเดินทางไปพบในบางโอกาสก็ช่วยประหยัดน้ํามันได้ การใช้โทรศัพท์ตรวจสอบความถูกต้องหรือชี้นําเส้นทาง กรณีที่ต้องเดินทางไปในสถานที่ไม่คุ้นเคย เพื่อป้องกัน การขับรถหลงทาง ซึ่งนอกจากทําให้สิ้นเปลืองพลังงานแล้วยังเสียเวลาอีกด้วย การใช้โทรศัพท์มือถือสื่อสารกัน ระหว่างประเทศ เช่น การติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศทางโทรศัพท์ มีส่วนช่วยลดเชื้อเพลิงสําหรับการบินได้ เป็นตันทั้งนี้ หากผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทุกคนไม่มีระเบียบในการทิ้งโทรศัพท์ที่เสื่อมสภาพ แล้วละก็จะทําให้เกิด โทษมหันต์เช่นกัน เพราะส่วนประกอบบางอย่างในโทรศัพท์มือถือเป็น "ขยะพิษ" โดยเฉพาะแบตเตอรี่ มี ส่วนประกอบที่เป็นโลหะหนักมีอันตรายต่อชีวิตมนุษย์สัตว์และสิ่งแวดล้อมดังนั้นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหลาย


15 ต้องให้ความร่วมมือทิ้งโทรศัพท์มือถือเสื่อมสภาพหรือหมดอายุการใช้งาน ในถังขยะที่เขียนว่า "ขยะพิษ"หรือ นําไปหย่อนในกล่องรับโทรศัพท์ แบตเตอรี่เก่า ซึ่งมีตามจุดที่บริษัทโทรศัพท์มือถือจัดวางไว้ เพื่อแสดงความ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมหากคุณใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์มือถืออย่างเต็มประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ ต่อสังคมจงภูมิใจได้ว่าคุณคือคนหนึ่งที่ใช้โทรศัพท์มือถืออย่างฉลาดประหยัดพลังงานรักษาชีวิตและสิ่งแวดล้อม 2.5 ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือสาร์ทโฟน เสาวนีย์ ขจรเทวาวงศ์ (2558) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้สมาร์ทโฟนของนักเรียน ประกอบด้วย 1) มีราคาที่เหมาะสม 2) เป็นรุ่นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ 3) เป็นรุ่นที่มีความทันสมัยและครบครันด้าน การใช้งาน อีกทั้ง นักเรียนให้ความสําคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผลิตภัณฑ์ควรคํานึงถึงคุณสมบัติของเครื่อง สมาร์ทโฟนนั้น ผู้บริโภคให้ความสนใจเรื่องคุณสมบัติของสมาร์ทโฟนไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ ฟังก็ชั่นการ ทํางาน และแอพพลิเคชั่นที่สามารถรองรับได้หลากหลาย คุณภาพกล้องถ่ายรูป น้ําหนักของตัวเครื่องมีน้ําหนักเบา กะทัดรัดสะดวกต่อการหยิบใช้งานเป็นสําคัญโดย กล้องถ่ายภาพคงมีฟังก์ชั่นการทํางานที่ง่ายสะดวกต่อการใช้งาน และเป็นกล้องที่ผลิตจากแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มจุดแข็งให้สมาร์ทโฟน รวมไปถึงหน่วยความจําในตัวเครื่องเองก็เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรเน้นใน ความสําคัญเป็นลําดับแรกในการปรับปรุงและพัฒนาเครื่องสมาร์ทโฟนให้สอดคล้องกับความต้องการของ ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว2) ด้านราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพสินค้าเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ คํานึงถึงการวางกลยุทธ์ด้านราคาให้เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของสมาร์ทโฟนแต่ละแบ รนด์นั้นไม่แตกต่างกันมากนัก อีกทั้งสมาร์ทโฟนยังมีหลากหลายราคาให้เลือกซื้อมากขึ้น นอกจากผู้บริโภคจะ พิจารณาเรื่องความน่าเชื่อถือของตราสินค้าด้วยแล้ว ส่วนใหญ่ยังพิจารณาถึงความคุ้มค่าของราคาที่จ่ายออกไป กับสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง จึงต้องคํานึงถึงความเหมาะสมของราคากับคุณภาพสินค้า ความคงทนในการใช้งาน ประกอบอีกด้วย เพราะหากสินค้าไม่คงทน มีการชํารุดเสียหายบ่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายในการซ่อม สินค้า ซึ่งหากมีราคาอะไหล่และค่าใช้จ่ายสูงเกินไปไม่คุ้มค่าแก่การซ่อมยิ่งทําให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ นอกจากนี้ราคาของอุปกรณ์เสริมสําหรับเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานของเครื่องสมาร์ทโฟนนั้นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ ผู้บริโภคให้ความสนใจ เพราะหากราคาอุปกรณ์เสริมมีความเหมาะสมกับคุณภาพ และคุณสมบัติการทํางานที่ เพิ่มขึ้นยิ่งส่งผลทําให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟนยี่ห้อนั้นได้มากขึ้นด้วย ดังนั้นผู้ประกอบการไม่ควร คํานึงกําไรจากการขายสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ําโดยไม่ละเลยถึงคุณภาพและภาพลักษณ์ของตราสินค้าที่ดี 3)ด้านช่องทางจัดจําหน่าย ผู้ประกอบการผลิตและจําหน่ายสมาร์ทโฟน จําเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาพฤติกรรม การซื้อของผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ ที่จะเข้าไปทําขยายตลาด เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคแต่ละ ประเทศมีความแตกต่างกัน ดังนั้นช่องทางการจัดจําหน่ายสินค้าจึงเป็นช่องทางในการทําให้ผู้บริโภคเข้าถึง สินค้าได้แตกต่างกัน ดังตัวอย่างของกลุ่มตัวอย่างที่ทําการสํารวจในครั้งนี้ ซึ่งพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคชาว ไทยยังไม่นิยมชื้อสมาร์ทโฟนผ่านทางออนไลน์มากนักอันเนื่องจากความไม่น่าเชื่อถือของผู้จําหน่ายทาง ออนไลน์ ทําให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักซื้อสมาร์ทโฟนจากแหล่งร้านค้าหรือตัวแทนจําหน่ายเป็นหลักเนื่องจาก ความเสี่ยงน้อยกว่า น่าเชื่อถือมากกว่า ซึ่งจะแตกต่างจากพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวจีนที่ส่วน


16 ใหญ่ซื้อผ่านทาง e-commerce ดังนั้นการจะเปิดตลาดในการประเทศไทยควรเลือกช่องทางการจําหน่ายที่ เหมาะสมสอดคล้องกันพฤติกรรม และเลือกร้านค้าหรือร้านตัวแทนจําหน่ายที่น่าเชื่อถือและสามารถเข้าถึงได้ ง่ายเป็นสําคัญ 4) ด้านระดับการศึกษา ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนนั้นผู้ประกอบการไม่ควรละเลย กลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้มีระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือต่ํากว่า ซึ่งพิจารณาเรื่องราคาของสินค้าเป็นหลัก ดังนั้นจึง ควรพิจารณาในการทําการตลาด สื่อสารกับผู้บริโภคชาวไทยในกลุ่มระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือต่ํากว่าโดย สื่อถึงราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพของเครื่อง และสินค้ามีระดับราคาที่หลากหลาย ซึ่งสามารถตอบสนองความ ต้องการและพฤติกรรมการใช้ง่ายได้อย่างดี โดยเน้นพิจารณาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และราคาให้เหมาะสมมาก ขึ้นกับพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเพิ่มยอดขายให้กับ สมาร์ทโฟนตราสินค้าจีนได้อีกทางหนึ่งด้วย 2.6 แนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสารและพฤติกรรมการสื่อสารของมนุษย์ การสื่อสาร (Communications) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ประสบการณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่างๆ ที่อาจเป็นการพูดการเขียน สัญลักษณ์อื่น ใด การแสดงหรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจจะใช้กระบวนการสื่อสารที่แตกต่างกันไปตาม ความเหมาะสม หรือความจําเป็นของตนเองและคู่สื่อสาร 2.6.1 องค์ประกอบที่ส าคัญของการสื่อสาร มี 4 ประการ ดังนี้ 2.6.1.1 ผู้ส่งสาร (sender) หรือ แหล่งสาร (source) หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคลหรือหน่วยงานที่ทํา หน้าที่ในการส่งสาร หรือเป็นแหล่งกําเนิดสาร ที่เป็นผู้เริ่มต้นส่งสารด้วยการแปลสารนั้นให้อยู่ในรูปของ สัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นแทนความคิด ได้แก่ ภาษาและอากัปกิริยาต่าง ๆเพื่อสื่อสารความคิด ความรู้สึก ข่าวสาร ความต้องการและวัตถุประสงค์ของตนไปยังผู้รับสารด้วยวิธีการใดๆ หรือส่งผ่านช่องทางใดก็ตาม จะ โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น ผู้พูด ผู้เขียน กวี ศิลปินนักจัดรายการวิทยุ โฆษกรัฐบาล องค์การ สถาบัน สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ หน่วยงานของรัฐ บริษัท สถาบัน สื่อมวลชน เป็นต้น คุณสมบัติของผู้ส่งสาร 1. เป็นผู้ที่มีเจตนาแน่ชัดที่จะให้ผู้อื่นรับรู้จุดประสงค์ของตนในการส่งสารแสดงความคิดเห็น หรือวิจารณ์ ฯลฯ 2. เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาของสารที่ต้องการจะสื่อออกไปเป็นอย่างดี 3. เป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะที่ดี มีความน่าเชื่อถือ แคล่วคล่องเปิดเผยจริงใจและมีความ รับผิดชอบ ในฐานะเป็นผู้ส่งสาร 4. เป็นผู้ที่สามารถเข้าใจความพร้อมและความสามารถในการรับสารของผู้รับสาร 5. เป็นผู้รู้จักเลือกใช้กลวิธีที่เหมาะสมในการส่งสารหรือนําเสนอสาร


17 2.6.1.2 สาร (message) หมายถึง เรื่องราวที่มีความหมาย หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อาจอยู่ในรูปของข้อมูล ความรู้ ความคิด ความต้องการ อารมณ์ฯลฯ ซึ่งถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารให้ได้รับรู้ และแสดงออกมา โดยอาศัยภาษาหรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่สามารถทําให้เกิดการรับรู้ร่วมกัน ได้ เช่น ข้อความที่พูด ข้อความที่เขียน บทเพลงที่ร้อง รูปที่วาด เรื่องราวที่อ่าน ท่าทางที่สื่อความหมาย เป็นต้น 1. รหัสสาร (message code) ได้แก่ ภาษา สัญลักษณ์ หรือสัญญาณที่มนุษย์ใช้เพื่อ แสดงออกแทนความรู้ ความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกต่าง ๆ 2. เนื้อหาของสาร (message content) หมายถึง บรรดาความรู้ความคิดและประสบการณ์ ที่ผู้ส่งสารต้องการจะถ่ายทอดเพื่อการรับรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนเพื่อความเข้าใจร่วมกันหรือโต้ตอบกัน 3. การจัดสาร (message treatment) หมายถึง การรวบรวมเนื้อหาของสาร แล้วนํามาเรียบ เรียงให้เป็นไปอย่างมีระบบ เพื่อให้ได้ใจความตามเนื้อหา ที่ต้องการด้วยการเลือก ใช้รหัสสารที่เหมาะสม 2.6.1.3 สื่อ หรือช่องทาง (media or channel) เป็นองค์ประกอบที่สําคัญอีกประการหนึ่งในการ สื่อสาร หมายถึง สิ่งที่เป็นพาหนะของสาร ทําหน้าที่นําสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร ผู้ส่งสารต้องอาศัยสื่อ หรือช่องทางทําหน้าที่นําสารไปสู่ผู้รับสาร 2.6.1.4 ผู้รับสาร (receiver) หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือมวลชนที่รับเรื่องราวข่าวสาร จากผู้ส่ง สาร และแสดงปฏิกิริยาตอบกลับ (Feedback) ต่อผู้ส่งสาร หรือส่งสารต่อไปถึงผู้รับสารคนอื่นๆ ตาม จุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร เช่น ผู้เข้าร่วมประชุม ผู้ฟังรายการวิทยุกลุ่มผู้ฟังการอภิปราย ผู้อ่านบทความจาก หนังสือพิมพ์ เป็นต้น 2.6.2 หลักในการสื่อสาร การสื่อสารจะประสบความสําเร็จตรงตามจุดประสงค์หรือไม่ผู้ส่งสารควรคํานึงถึงหลักการสื่อสาร ดังนี้ (ภาควิชาภาษาไทย สถาบันราชภัฎเทพสตรี ลพบรี, 2542) 1. ผู้ที่จะสื่อสารให้ได้ผลและเกิดประโยชน์ จะต้องทําความเข้าใจเรื่ององค์ประกอบในการสื่อสาร และ ปัจจัยทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับระบบการรับรู้ การคิด การเรียนรู้การจํา ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพ ในการ สื่อสาร 2. ผู้ที่จะสื่อสารต้องคํานึงถึงบริบทในการสื่อสาร บริบทในการสื่อสาร หมายถึงสิ่งที่อยู่แวดล้อมที่มี ส่วนในการกําหนดรู้ความหมายหรือความเข้าใจในการสื่อสาร 3. คํานึงถึงกรอบแห่งการอ้างอิง (frame of reference) มนุษย์ทุกคนจะมีพื้นความรู้ทักษะ เจตคติ ค่านิยม สังคม ประสบการณ์ ฯลฯ เรียกว่าภูมิหลังแตกต่างกัน ถ้าคู่สื่อสารใดมีกรอบแห่งการอ้างอิงคล้ายกัน ใกล้เคียงกัน จะทําให้การสื่อสารง่ายขึ้น 4. การสื่อสารจะมีประสิทธิผล เมื่อผู้ส่งสารส่งสารอย่างมีวัตถุประสงค์ชัดเจนผ่านสื่อหรือช่องทางที่ เหมาะสม ถึงผู้รับสารที่มีทักษะในการสื่อสารและมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกัน 5. ผู้ส่งสารและผู้รับสาร ควรเตรียมตัวและเตรียมการล่วงหน้า เพราะจะทําให้การสื่อสารราบรื่น สะดวก รวดเร็ว เป็นไปตามวัตถุประสงค์และสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที หากจะเกิดอุปสรรค์ ที่จุดใดจุดหนึ่ง


18 6. คํานึงถึงการใช้ทักษะ เพราะภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่มนุษย์ตกลงใช้ร่วมกันในการ สื่อความหมาย ซึ่ง ถือได้ว่าเป็นหัวใจในการสื่อสาร คู่สื่อสารต้องศึกษาเรื่องการใช้ภาษา และสามารถใช้ภาษาให้เหมาะสมกับ กาลเทศะ บุคคล เนื้อหาของสาร และช่องทาง ที่ใช้ในการสื่อสาร 7. คํานึงถึงปฏิกิริยาตอบกลับตลอดเวลา ถือเป็นการประเมินผลการสื่อสาร ที่จะทําให้คู่สื่อสารรับรู้ผล ของการสื่อสารว่าประสบผลดีตรงตามวัตถุหรือไม่ ควรปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อบกพร่องใด เพื่อที่จะ ทําให้การสื่อสารเกิดผลตามที่ต้องการ 2.6.3 วัตถุประสงค์ของการสื่อสาร คณาจารย์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (2551) กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการสื่อสารไว้ ดังนี้ 1. เพื่อแจ้งให้ทราบ (inform) ในการทําการสื่อสาร ผู้ทําการสื่อสารควรมีความต้องการที่จะบอกกล่าว หรือชี้แจงข่าวสาร เรื่องราว เหตุการณ์ หรือสิ่งอื่นใดให้ผู้รับสารได้รับทราบ 2. เพื่อสอนหรือให้การศึกษา (teach or education) ผู้ทําการสื่อสารอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อจะ ถ่ายทอดวิชาความรู้ หรือเรื่องราวเชิงวิชาการ เพื่อให้ผู้รับสารได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น 3. เพื่อสร้างความพอใจหรือให้ความบันเทิง (please of entertain) ผู้ทําการสื่อสารอาจใช้ วัตถุประสงค์ในการสื่อสารเพื่อสร้างความพอใจ หรือให้ความบันเทิงแก่ผู้รับสาร โดยอาศัยสารที่ตนเองส่งออก ไป ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของการพูด การเขียน หรือการแสดงกิริยาต่าง ๆ 4. เพื่อเสนอหรือชักจูงใจ (Propose or persuade) ผู้ทําการสื่อสารอาจใช้วัตถุประสงค์ใน การสื่อสาร เพื่อให้ข้อเสนอแนะ หรือชักจูงใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อผู้รับสาร และอาจชักจูงใจให้ผู้รับสารมีความคิดคล้อยตาม หรือยอมปฏิบัติตามการเสนอแนะของตน 5. เพื่อเรียนรู้ (earn) วัตถุประสงค์นี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้รับสาร การในกรณีนี้มักจะเป็นสาร ที่มีเนื้อหาสาระแสวงหาความรู้ ของผู้รับสาร โดยอาศัยลักษณะของสารเกี่ยวกับวิชาความรู้ เป็นการหาความรู้ เพิ่มเติมและเป็นการทําความเข้าใจกับเนื้อหาของสารที่ผู้ทําการ สื่อสารถ่ายทอดมาถึงตน 6. เพื่อกระทําหรือตัดสินใจ (dispose or decide) ในการดําเนินชีวิตของคนเรามี สิ่งหนึ่งที่ต้อง กระทําอยู่เสมอก็คือ การตัดสินใจกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งการตัดสินใจนั้นอาจได้รับการเสนอแนะ หรือ ชักจูงใจให้กระทําอย่างนั้นอย่างนี้จากบุคคลอื่นอยู่เสมอ ทางเลือกในการ ตัดสินใจของเราจึงขึ้นอยู่กับ ข้อเสนอแนะนั้น 2.6.4 ประเภทของการสื่อสาร 2.6.4.1 จําแนกตามจํานวนของผู้ทําการสื่อสาร 1. การสื่อสารภายในบุคคล (Intrapersonal communication) เป็นการสื่อสารภายในตัว บุคคล ซึ่งอาจมีผลมาจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น การอบรมเลี้ยงดู สําหรับการสื่อสารในตัวบุคคลที่จะส่งผลดีต่อ งานบริการ คือ การมีใจรักในงานบริการ ไม่เห็นแก่ตัว


19 2. การสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal communication) เป็นการสื่อระว่างบุคคล 2 คนขึ้นไป ซึ่งมีการเห็นหน้า พูดคุย มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เช่น การแนะนําสินค้าของพนักงาน แพทย์หรือ พยาบาล เป็นต้น 3. การสื่อสารกลุ่มใหญ่ (Large group communication) เป็นการสื่อสารกับคนหมู่มาก เช่น การเรียน การสอน การบรรยาย การหาเสียง การอภิปรายในที่สาธารณะ หรือการประชุมในบริษัท 4. การสื่อสารมวลชน (Mass communication) เป็นการสื่อสารไปสู่ผู้คนจํานวนมาก (การ สื่อสารระดับมหภาค โดยวิธีการสื่อสารชนิดต่างๆ กันไป เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ โฆษณา ใบปลิว แผ่นพับ เป็นต้น คือแม้ว่าบุคคลจะอยู่ต่างสถานที่กันก็สามารถ รับทราบข่าวสารข้อมูลเหมือนกันได้ ผ่านทางสื่อต่างๆ เหล่านี้ 2.6.4.2 การจําแนกประเภทการสื่อสารเพื่อการบริการ โดยใช้กณฑ์การเห็นหน้า 1. การสื่อสารแบบเผชิญหน้า (Face to face communication) เป็นการสื่อสารที่ทั้งผู้ส่ง สารและผู้รับสารต่างเผชิญหน้ากันในการสนทนา เช่น บริกรต้องเข้ามารับ order จากลูกค้า แพทย์ต้องเข้า ตรวจรักษา สอบถามอาการกับคนไข้ เป็นต้น 2. การสื่อสารแบบไม่เผชิญหน้า (Interposed communication) คือการสื่อสารที่ไม่สารถ เห็นหน้ากันได้ เพราะทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสารต่างอยู่กันคนละที่ เช่น การส่งจดหมายการโทรศัพท์ เป็นต้น 2.6.4.3 จําแนกประเภทของการสื่อสารเพื่อการบริการตามหลักวิชาการ 1. การสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal communication) เป็นการสื่อสารภายในตัว บุคคล ซึ่งอาจมีผลมาจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น การอบรมเลี้ยงดู 2. การสื่อสารมวลชน (Mass communication) เป็นการสื่อสารไปสู่ผู้คนจํานวนมาก (การ สื่อสารระดับมหภาค) โดยวิธีการสื่อสารชนิดต่างๆ กันไป เช่น หนังสือพิมพ์ 3. การสื่อสารในองค์กร (Organization communication) ซึ่งการสื่อสารภายในองค์กรนี้มี ความสําคัญอย่างมากต่อการพัฒนาสินค้าและบริการ เพราะบุคลากรจําเป็นต้องทราบนโยบาย ตลอดจนกล ยุทธ์ต่างๆ 4. การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม (Intercultural communication) มีความสําคัญเช่นกันใน งานบริการ เนื่องจากงานบริการที่ดีนั้น ไม่ควรจํากัดเฉพาะบุคคลเชื้อชาติ ดังนั้นพนักงานควรเรียนรู้ 5. การสื่อสารด้านการสอน (Instructional Communication) 6. ระบบข่าวสาร (Information System) หากมองง่ายๆ คือระบบ E-Commerce เป็น ระบบการสั้งสินค้าทางอินเตอร์เน็ต 2.6.4.4 จําแนกประเภทโดยการใช้ภาษาเป็นเกณฑ์ 1. วัจนภาษา (Verbal communication) เป็นการสื่อสารที่ใช้ถ้อยคํา มีทั้งภาษาพูดและ ภาษาเขียน เช่นการพูดเพื่อจูงใจให้ซื้อสินค้าและบริการ หรือใบปลิวโฆษณาโปรโมชั่นโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น


20 2. อวัจนภาษา (Non-Verbal Communication) เป็นการสื่อสารที่ใช้อากัปกริยาแทนคําพูด เช่น การยกมือไหว้ลูกค้าเพื่อต้อนรับ การแสดงแววตา ท่าทางที่เป็นมิตร การสัมผัสมือคนไข้เพื่อความอบอุ่นใจ หรือการนําวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มาเพื่อบริการลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เก้าอี้จาน ชาม ช้อน ส้อม ที่มีความ สวยงาม แข็งแรง ทนทาน เหมาะแก่กาลเทศะ เป็นต้น 2.6.5 พฤติกรรมการสื่อสารของมนุษย์ 2.6.5.1. พฤติกรรมการสื่อสารของมนุษย์เริ่มจากพัฒนาการด้านกายภาพ ได้แก่ มือและสมอง ซึ่งทํา ให้มนุษย์สามารถสื่อสารซึ่งกันและกันได้การสื่อสารเป็นเครื่องมือที่ประสานให้กิจกรรมของมนุษย์ดําเนินไปได้ อย่างราบรื่น ทําให้มนุษย์มาอยู่ร่วมกันเป็นสังคม และพัฒนาความสามารถในการใช้สัญญาณและสัญลักษณ์ เพื่อการติดต่อสื่อสาร โดยภาษาถือว่าเป็นสัญลักษณ์ประการหนึ่ง 2.6.5 2. ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สําคัญที่สุดของมนุษย์ ภาษาของมนุษย์เต็มไปด้วยความหมาย และแบ่งย่อยออกเป็นหน่วยย่อยๆ ได้แก่ เสียง หน่วยคํา และคํา โดยมีกฎเกณฑ์กําหนดการใช้ภาษานั้นๆ ภาษาเพื่อการสื่อสารเป็นภาษาที่เกิดขึ้นด้วยเจตจํานงของผู้สื่อสาร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการโดยมี บทบาทและรูปแบบหลากหลาย 2.6.5.3. ภาษาของมนุษย์มีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน โดยมนุษย์สามารถใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสาร โดยไม่มีขีดจํากัด ทั้งด้านเวลาและสถานที่ เนื่องจากภาษาพูดมีลักษณะทวิลักษณ์ความสมมติ ความไม่มี ขีดจํากัด ความไม่จํากัดในเรื่องของผู้ส่งสาร เวลา และสถานที่ และยังเป็นเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรมและ วิทยาการอีกด้วย อย่างไรก็ตาม มีภาษาพูดจํานวนมากได้สูญหายไปอันเนื่องมาจากการสูญสิ้นชาติพันธ์ของผู้ที่ พูดภาบานั้นๆ การไม่มีระบบตัวเขียน และสงครามระหว่างชาติรัฐ 2.6.5.4. มนุษย์พัฒนาภาษาเขียนเพื่อจดบันทึกข่าวสารต่างๆ โดยพัฒนารูปแบบจากภาพความคิด สัญลักษณ์รูปคล้าย จนเป็นระบบตัวอักษร การพัฒนาการเขียนทําให้มนุษย์สามารถพัฒนาความคิดและการ สื่อสารให้ก้าวหน้าขึ้น เทโนโลยีการพิมพ์ทําให้การส่งข่าวสารเป็นไปอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น นอกจากนั้น พัฒนาการของสื่ออิเล็กทรอนิกส์อันประกอบไปด้วย วิทยุ ภาพยนตร์โทรทัศน์ และอินเทอร์เนต มีส่วนทําให้ การสื่อสารของมนุษย์ก้าวหน้าขึ้น 2.6.5.5 ปัจจัยกําหนดพัฒนาการด้านการสื่อสารประกอบด้วย ปัจจัยด้านวัฒนธรรมสังคม การเมือง เศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมและสกัดกั้นดารพัฒนาการด้านการสื่อสารในรูปแบบ ต่างๆกัน 2.6.6 พัฒนาการด้านกายภาพของพฤติกรรมการสื่อสารของมนุษย์ 2.6.6.1. มนุษย์ได้พัฒนาร่างกายและอวัยวะที่ใช้ในการสื่อสารมาเป็นเวลานานแล้วรวมถึงสามารถ สร้างภาษาขึ้นมาได้ และยังสามารถสร้างและส่งผ่านวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นมานั้นไปยังคนรุ่นใหม่ได้ การสื่อสาร เป็นวิถีทางในการประสานมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันเป็นสังคม และเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้เพื่อทํากิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน


21 2.6.6.2. มนุษย์พัฒนา "สัญญาณ" เพื่อเป็นสื่อความหมายถึง สิ่งที่มองเห็นด้วยตาหรือได้ยินด้วยหู สัญญาณอาจมีลักษณะเฉพาะหรือเป็นสากล ส่วนสัญลักษณ์หมายถึงลักษณะรูปธรรมซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นสําหรับ ใช้เป็นตัวแทนของลักษณะนามของสิ่งต่างๆ ภาษาถือว่าเป็นสัญลักษณ์ชนิดหนึ่ง 2.6.6.3. ภาษาเป็นเครื่องมือที่สําคัญของมนุษย์ในการสะสมและถ่ายทอดความรู้และข้อมูลข่าวสาร ประกอบไปด้วยความหมายและแยกย่อยออกได้เป็นระดับคือเสียง หน่วยคํา และคํานอกจากนั้น ภาษายังมี กฎเกณฑ์ที่เรียกว่าไวยากรณ์ ระบบความหมาย และวัจนปฏิบัติ 2.6.6.4. ภาษาเพื่อการสื่อสารแตกต่างจากภาษาทั่วไปเพราะเกิดขึ้นโดยมีการตระหนักรู้และเจตจํานง คือรู้ว่ากําลังสื่อสารอยู่กับใครและเพื่อวัตถุประสงค์ใด ภาษาเพื่อการสื่อสารมีบทบาทและรูปแบบหลายหลาก แตกต่างกัน และยังรวมถึงการสื่อสารแบบอวัจนภาษาอีกด้วย 2.6.7 รูปแบบของพฤติกรรมการสื่อสสารของมนุษย์ 2.6.7.1. ภาษาพูดมีคุณสมบัติที่ช่วยให้มนุษย์สามารถสื่อสารกันได้โดยไม่มีขีดจํากัดทั้งด้านเวลาและ สถานที่ ภาษาพูดบางส่วนได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นภาษาเขียน แต่มีภาษาพูดจํานวนมากที่หายไป ภาษาพูดมี ความสําคัญต่อมนุษย์ เพราะมีบทบาทเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน ช่วยให้มนุษย์บอกเล่า เรื่องราวต่างๆให้ผู้อื่นได้รับทราบ และเป็นเครื่องมือสําคัญในการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่น หนึ่ง 2.6.7.2. ภาษาเขียนพัฒนาขึ้นเพื่อจดบันทึกปริมาณผลผลิต ภาษีที่จัดเก็บ มีรูปแบบเป็นภาพความคิด สัญลักษณ์รูปคล้ายและระบบตัวอักษร ระบบตัวเขียนแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือระบบตัวอักษร และสัญลักษณ์ แทนพยางค์ การพัฒนาภาษาเขียนทําให้มนุษย์สามารถพัฒนาความคิด เผยแพร่ความคิดไปยังสมาชิกอื่นๆในสังคม ตลอดจนสามารถพัฒนาศักยภาพในการสื่อสารของตนให้ก้าวหน้า มากขึ้น 2.6.7.3. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่สําคัญประกอบด้วย วิทยุ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ซึ่งมี อิทธิพลอย่างสูงต่อการสื่อสารของมนุษย์ในปัจจุบัน การพัฒนาเทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสารช่วยให้การสื่อสาร มีประสิทธิภาพสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันใน ด้านโอกาสการใช้เทคโนโลยีเพื่อค้นหาความรู้หรือข้อมูลข่าวสาร 2.6.8 ปัจจัยก าหนดพัฒนาการด้านการสื่อสาร 2.6.8.1. แต่ละสังคมจะมีลักษณะของวัฒนธรรมเฉพาะตัว ซึ่งจะกําหนดค่านิยมและนําไปสู่รูปแบบ การสื่อสารของสมาชิกในสังคมนั้นๆ และมีอิทธิพลต่อทัศนคติและค่านิยมของสมาชิกตลอดจนการใช้ภาษาและ ธรรมเนียมประเพณีที่สมาชิกในสังคมยอมรับและนํามาปฏิบัติ นอกจากนั้นยังมีการคิดค้นประดิษฐ์สิ่งของ เครื่องใช้ที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนซึ่งสะท้อนให้เห็นระบบความเชื่อและค่านิยมดังกล่าว การสื่อสารในสังคม ซึ่งมีวัฒนธรรมชั้นสูงจะพัฒนาได้รวดเร็วกว่าและในระดับที่สูงกว่าในสังคมที่ยังไม่สามารถสร้างสรรค์วัฒนธรรม ขั้นสูงได้


22 2.6.8.2. โครงสร้างด้านการสื่อสาร หมายถึง ทรัพยากรด้านการสื่อสารภายในสังคมเป็นปัจจัย กําหนดการสื่อสารของมนุษย์ รูปแบบการสื่อสารของมนุษย์ในรูปแบบต่างๆจะมีลักษณะแตกต่างกัน 2.6.8.3. การสื่อสารจะพัฒนาขึ้นสอดคล้องกับการพัฒนาทางการเมือง ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความ จําเป็นในการปกครองและความต้องการของผู้ปกครอง การพัฒนารูปแบบการปกครองของมนุษย์จะดําเนินมา โดยลําดับพร้อมๆกับการพัฒนาด้านการสื่อสาร 2.6.8.4 .ระบบเศรษฐกิจของสังคมมนุษย์มีวิวัฒนาการพร้อมกับการสื่อสาร โดยรูปแบบการสื่อสารจะ แตกต่างกันออกไปในระบบเศรษฐกิจแต่ละประเภท 2.6.8.5. ความก้าวหน้าทางเทคนโลยีก่อให้เกิดการพัฒนาด้านการสื่อสารเป็นลําดับขั้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคอมพิวเตอร์ที่ช่วยขยายศักยภาพการสื่อสารของมนุษย์ให้กว้างไกลมากขึ้นเทคโนโลยีการสื่อสารมี บทบาทในการพัฒนาการสื่อสารทั้งในแง่บวกและแง่ลบ 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สุรัตนา เหล่าไชย(2561)ได้ทําการศึกษาเรื่องพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของ นักศึกษาสาธารณสุขชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อย ละ 89.17 ส่วนใหญ่มีอายุ 20 ปีร้อยละ 30.83 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 70.00 มีเจตคติเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่อยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง คิดเป็นร้อย ละ 64.20 และในส่วนของพฤติกรรมเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือภาพรวมอยู่ในระดับมี พฤติกรรมที่เหมาะสม คิดเป็นร้อยละ 65.80 สุดสายชล หอมทอง(2560)ได้ศึกษาการแพร่กระจายของแบคทีเรียทั้งหมด และ Staphylococcus aureus บนโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเขตอําเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรีพบว่า จาก การตรวจสอบการปนเปื้อนของแบคทีเรียทั้งหมดบนตัวอย่างโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยวิธี Aerobic plate countพบการปนเปื้อนของแบคทีเรียในตัวอย่างโทรศัพท์มือถือทั้ง 60 ตัวอย่าง คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ โดยมีปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียทั้งหมดอยู่ในช่วง 5.39 + 3.15 CFU/cm26.06 + 0.64x104 CFU/cm2 ซึ่งปริมาณของแบคทีเรียทั้งหมดที่พบในปริมาณมากนั้นส่วนใหญ่พบได้บน โทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์แผนกผู้ป่วยใน ของโรงพยาบาลแห่งที่สอง โดยจะพบได้อยู่ในช่วง 4.1 + 0.5 4x102 - 4.17 + 0.38x10CFU/cMจึงแสดงให้เห็นว่าโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์มี ความสะอาดไม่เพียงพอ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการขาดการทําความสะอาดโทรศัพท์มือถืออย่างเพียงพอและ สม่ําเสมอ จึงทําให้โทรศัพท์เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความสําคัญของการ ทําความสะอาดโทรศัพท์มือถืออย่างถูกวิธีและมีความเหมาะสม สิริวัฒน์ ไพรสง่า(2561) ได้ทําการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเลือกใช้สมาร์ทโฟนของนิสิตสาขา อนามัยชุมชน มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อย ละ 88.2) มีอายุต่ํากว่า 20 ปี (ร้อยละ 93.2) เป็นนิสิตสาขาวิชาอนามัยชุมชน (ร้อยละ 80.0) ค่าใช้จ่ายที่ได้รับ ต่อเดือนน้อยกว่า 5,000 บาท (ร้อยละ 51.4) มีเกรดเฉลี่ยสะสม 3.01-3.50 (ร้อยละ 47.1) ส่วนใหญ่ใช้สมาร์ท


23 โฟน (ร้อยละ 41.8) ระบบปฏิบัติการที่ใช้ คือ Android (ร้อยละ 57.1) ใช้เครือข่าย AIS (ร้อยละ 50.4) การใช้ งานอินเตอร์เน็ตโดยรวมต่อวัน 10-15 ชั่วโมง/วัน (ร้อยละ 42.5) ส่วนใหญ่มีสมาร์ทโฟนใช้ 1 เครื่อง (ร้อยละ 78.6) ไม่มีโรคประจําตัว (ร้อยละ 92.5) มีความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้สมาร์ทโฟนระดับสูง (ร้อยละ 95.7) มี ทัศนคติต่อการเลือกใช้สมาร์ทโฟนในระดับปานกลาง (ร้อยละ 52.9) ได้รับผลกระทบในการเลือกใช้สมาร์ท โฟนในระดับปานกลาง (ร้อยละ 46.4) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ค่าใช้จ่ายที่ได้รับต่อเดือน เกรดเฉลี่ย ยี่ห้อสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการที่ใช้ ความถี่ในการใช้สมาร์ทโฟน จํานวนสมาร์ทโฟนที่ใช้ โรคประจําตัว และ ทัศนคติ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการเลือกใช้สมาร์ทโฟนของนิสิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p-value ≤ 0.05) ส่วนปัจจัยด้านเพศ อายุ แผนการศึกษา การใช้หรือไม่ใช้สมาร์ทโฟน เครือข่ายที่ใช้ ความรู้ และผลกระทบในการใช้สมาร์ทโฟนไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกใช้สมาร์ทโฟน พัชรียา ฮาตระวัง(2561)ได้ศึกษา พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียน โกสุมวิทยาสรรค์พบว่า ระยะเวลาในการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2/5 โดยส่วนมากแล้ว อยู่ในระยะเวลา มากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน รองลงมาคือ 3 - 5 ชั่วโมงต่อวัน 1 - 3 ชั่วโมงต่อวัน และ 0 - 1 ชั่วโมงต่อวัน ตามลําดับ จากการศึกษาพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของนักเรียนโรงเรียนนากระแซงศึกษาชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/5 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มากที่สุด คือ การใช้ โทรศัพท์มือถือเพื่อ เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต การใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อฟังเพลง ดูคลิป เล่นเกมส์ ฯลฯ ธีราพร เดชเหลา(2565)ได้ทําการศึกษาเรื่องจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสารสนเทศบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ นิสิตระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบว่า ด้านความต้องการสารสนเทศมีระดับพฤติกรรมมาก ที่สุด รองลงมาคือ ด้านการค้นคืนสารสนเทศและการใช้และด้านการเข้าถึงสารสนเทศ 2) ผลการเปรียบเทียบ พฤติกรรมสารสนเทศบนโทรศัพท์เคลื่อนที่พบว่า นิสิตที่มีเพศ อายุ ชั้นปีการศึกษา และคณะต่างกัน มี พฤติกรรมสารสนเทศบนโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า นิสิตที่มี คณะต่างกันมีพฤติกรรมสารสนเทศบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ในด้านการค้นคืนสารสนเทศและการใช้ต่างกันอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสารสนเทศบนโทรศัพท์เคลื่อนที่พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมสารสนเทศบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ได้แก่ ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีมือ ถือ ปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และปัจจัยด้านรูปแบบการเรียนรู้โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การ ทํานายหรืออํานาจพยากรณ์ร้อยละ 75.5 2.8 สรุปทบทวนวรรณกรรม จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องทําให้เห็นว่า โทรศัพท์มือถือเป็นระบบการสื่อสารการคมนาคม พื้นฐานที่สําคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้ในการเรียน จึงทําให้กลายเป็นที่น่าสนใจ ของคนในสังคมหลายกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มที่ติดอยู่ในวัตถุนิยมและเนื่องจากโทรศัพท์มือถือเป็น สิ่งอํานวยความสะดวกสามารถพกไปได้ทุกที่ อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคทําให้ละเลยในการทําความ สะอาดโทรศัพท์มือถือรวมถึงส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถืออีกด้วย การทบทวนวรรณกรรมครั้งนี้ทํา ให้ทราบถึงอิทธิพลที่มีต่อพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ เช่น อายุ ระดับการศึกษา แผนการเรียน ยี่ห้อ โทรศัพท์มือถือที่ใช้ช่วงเวลาที่ใช้โทรศัพท์มือถือ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ จึงได้


24 นําเอาปัจจัยเหล่านี้ไปกําหนดการศึกษาพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อนําผลที่ได้จากการศึกษาไปเป็น แนวทางต่อทางโรงเรียนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปรับปรุงพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือให้เหมาะสม และป้องกันผลกระทบที่มีต่อสุขภาพที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนต่อไป


25 2.9 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ข้อมูลทั่วไป - อายุ - ระดับชั้นการศึกษา - แผนการเรียน - ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ - ช่วงเวลาที่ใช้โทรศัพท์มือถือ - ระยะเวลาการใช้โทรศัพท์มือถือต่อวัน - จํานวนโทรศัพท์มือถือที่ใช้งาน - การได้รับการอบรมเกี่ยวกับการใช้งาร โทรศัพท์มือถือและการดูแลทําความสะอาด โทรศัพท์มือถือ - การได้รับการอบรมเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือ สุขลักษณะการใช้งานโทรศัพท์มือถือที่มี ผลกระทบต่อสุขภาพ พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ - การใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไป - การใช้โทรศัพท์มือถือโดยคํานึงถึงหลักความ ปลอดภัย - การดูแลโทรศัพท์มือถือ แปลผลพฤติกรรมออกเป็น 3 ระดับ คือ - ดี - ปานกลาง - ควรปรับปรุง


26 บทที่3 ระเบียบวิธีวิจัย 3.1 รูปแบบการวิจัย การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง(Cross-sectional study)เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ โทรศัพท์มือถือ ของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบจังหวัด อุบลราชธานี 3.2 พื้นที่วิจัย โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบจังหวัดอุบลราชธานี 3.3ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.ประชากรที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชา ชาติอําเภอวารินชําราบจังหวัดอุบลราชธานี จํานวนทั้งหมด413 คน(โรงเรียนวารินวิชาชาติ, 2565) 2. กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ที่ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน และกําลังศึกษา อยู่ภายในโรงเรียนวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบจังหวัดอุบลราชธานีที่คํานวณได้จากสูตรประมาณค่า สัดส่วน(โรงเรียนวารินวิชาชาติ, 2565) ซึ่งได้ขนาดตัวอย่างที่ต้องรวบรวมทั้งสิ้น 134 ตัวอย่าง [ ( 1)] [ (1 )] (1 ) 2 / 2 2 / 2 2 e N Z p p NZ p p n n = 413 (1.96) 2 (0.658 )(1−0.658) [(0.0658) 2(413−1)]+[(1.96) 2 (0.658 )(1−0.658 )] = 134ตัวอย่าง เมื่อ n = ขนาดของตัวอย่างที่ต้องการศึกษา N = ขนาดของประชากร Zα/2 =ค่าสัมประสิทธ์ภายใต้โค้งปกติมาตรฐานที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ดังนั้นZ (α/2 )= 1.96 P= ค่าประมาณสัดส่วนของพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่เหมาะสมของนักศึกษา สาธารณสุขชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จากการศึกษาของสุรัตนา เหล่า ไชย(2561) มีค่า p เท่ากับ 0.658 e = ค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้กําหนดให้เป็น ร้อยละ 10 ของค่า p เท่ากับ0.0658 วิธีการสุ่มตัวอย่าง (Simple Random Sampling) สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งตามสัดส่วนประชากรโดยแบ่งประชากรออกเป็น กลุ่มนักเรียน มัธยมศึกษาชั้นปีที่1- 3จากรายชื่อของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 ตามลําดับของชั้นปี คือ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ลําดับที่ 1-142 มัธยมศึกษาปีที่ 2 ลําดับที่ 1-133 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ลําดับที่ 1-138 จากนั้นทําการเลือก


27 กลุ่มตัวอย่างแบบโควต้า ( Quota sampling ) แล้วทําจากสุ่ม โดยเป็นการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้คอมพิวเตอร์ในการ Randomในแต่ละชั้นปี ตามสัดส่วนประชากร ดังตารางที่ 3- 1 ตารางที่ 3-1 สัดส่วนประชากรและกลุ่มตัวอย่าง รายการ จ านวน(คน) จ านวนกลุ่มตัวอย่าง(คน) นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 142 46 นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่2 133 43 นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 138 45 รวม 413 134 3.4เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยจัดทําขึ้นเองจากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจาก เอกสารที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งผู้วิจัยได้สร้าง แบบสอบถามให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและขอบเขตการวิจัยโดยแบ่งแบบสอบถามออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นข้อคําถามแบบเลือกตอบได้เพียงคําตอบเดียวหรือ เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ และข้อคําถามแบบเติมข้อความ จํานวน 10 ข้อ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับชั้น การศึกษา แผนการเรียน ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือช่วงเวลาที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ระยะเวลาใช้โทรศัพท์มือถือต่อวัน จํานวนโทรศัพท์มือถือที่ใช้งาน การได้รับการอบรมเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือ และการดูแลรักษาหรือ การทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือหรือไม่ และการได้รับการอบรมเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือสุขลักษณะการใช้ งานโทรศัพท์มือถือเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ ส่วนที่ 2 แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นข้อคําถามแบบเลือกตอบได้เพียงคําตอบ เดียว แบ่งออกเป็น 3 ด้าน จํานวนทั้งหมด 21ข้อ ดังนี้ ด้านที่ 1 การใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไปจํานวน 7ข้อ เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อสืบค้น ข้อมูลเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียน การใช้โทรศัพท์เพื่อค้นคว้าหาความรู้อื่นๆเช่น ข่าวสารการเมือง สารคดี การใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อถ่ายรูป ถ่ายคลิปวิดีโออัดเสียงและแต่งภาพ การใช้โทรศัพท์ตรวจสอบความถูกต้อง หรือชี้นําเส้นทาง(GPS) และการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อความบันเทิง เป็นต้น ด้านที่ 2 การใช้โทรศัพท์มือถือโดยค านึงถึงหลักความปลอดภัยจํานวน 8 ข้อ เช่น การใช้ งานโทรศัพท์มือถือขณะใช้ห้องน้ํา การใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะรับประทานอาหาร เช่น รับประทานอาหาร


28 กลางวัน กินขนมขบเคี้ยว การใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะขึ้นรถโดยสารประจําทาง (เดินทางมาโรงเรียน-กลับ บ้าน) การใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะชาร์ตแบตเตอรี่ เช่น การคุยโทรศัพท์ การใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ รถจักรยานยนต์ และการเล่นโทรศัพท์มือถือในเวลาเรียนหนังสือ เป็นต้น ด้านที่ 3 การดูแลโทรศัพท์มือถือ จํานวน6 ข้อ เช่น การทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือหลัง การใช้งาน การใช้น้ํายาทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือเช็ดทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือก่อนและหลังการใช้ งาน การใช้กระดาษทิชชู่เช็ดทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือทันที เมื่อพบเห็นว่ามีรอยเปื้อนหรือคราบสกปรก และการทําความสะอาดเคสโทรศัพท์มือถือ หลังการใช้งาน เป็นต้น ข้อมูลแบบสอบถามพฤติกรรม จํานวน 21 ข้อ ลักษณะการสร้างข้อคําถามเป็นแบบ Rating Scale ประกอบด้วยคําตอบ 3 ระดับ ได่แก่ - ปฏิบัติเป็นประจํา หมายถึง มีการปฏิบัติในแต่ละกิจกรรมนั้นบ่อยครั้งหรือเป็นประจําอย่างสม่ําเสมอ - ปฏิบัติบางครั้ง หมายถึง มีการปฏิบัติในแต่ละกิจกรรมนั้นบางครั้งหรือปฏิบัติอย่างน้อย 1-2 ครั้ง/ สัปดาห์ - ไม่เคยปฏิบัติ หมายถึง ไม่เคยปฏิบัติในแต่ละกิจกรรมนั้นเลย ซึ่งเป็นคําถามเชิงบวก จํานวน 13 ข้อ (ข้อ 1 - 7 และ 16 - 21) เชิงลบจํานวน 8 ข้อ (ข้อ 8 - 15) ซึ่ง ข้อที่เป็นคําถามเชิงลบจะมีสัญลักษณ์ * ที่ท้ายคําถาม โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ การให้คะแนน ข้อค าถามเชิงบวก ข้อค าถามเชิงลบ ปฏิบัติเป็นประจํา 3 1 คะแนน ปฏิบัติบางครั้ง 2 2 คะแนน ไม่เคยปฏิบัติ 1 3 คะแนน โดยแบ่งระดับพฤติกรรมออกเป็น 3 ระดับ ตามแนวคิดของเบสท์(Best) และแนวคิดของแดเนียล (Daniel) โดยระดับพฤติกรรมนําข้อคําถามตั้งแต่ข้อ 8 ถึง ข้อ 21 มาพิจารณา จํานวน 14 ข้อ โดยคํานวณได้ จาก ความกว้างของอันตรภาคชั้น = คะแนนสูงสุด - คะแนนต่ําสุด จํานวนชั้น = 51 - 17 3 = 11.33 = 11


29 ดังนั้น จึงจัดช่วงพฤติกรรมตามคะแนนดังนี้ คะแนนระหว่าง 40–51 มีพฤติกรรมดี คะแนนระหว่าง 29–39 มีพฤติกรรมปานกลาง คะแนนระหว่าง 17–28 มีพฤติกรรมควรปรับปรุง 3.4 การตรวจสอบเครื่องมือ 3.4.1 การตรวจสอบแบบสอบถามที่สร้างขึ้นได้ผ่านการตรวจสอบเครื่องมือดังนี้ - ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความตรงกับเนื้อหาโดยพิจารณาให้ครอบคลุมถึงความถูกต้องของเนื้อหาภาษาและสํานวนที่ใช้ หลังจากนั้นนํามาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะก่อนนําไปทดสอบหาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามต่อไป และหาความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์ของเนื้อหาโดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC (Index of Item ObjectiveCongruence) ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ก าหนดการให้คะแนนผลการพิจารณา IOCดังนี้ ให้ +1 หมายถึง สอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของงานวิจัย ให้ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจสอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของงานวิจัย ให้ -1 หมายถึง ไม่สอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของงานวิจัย นําผลการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญที่ได้ไปหาค่า IOC ค่าสูงสุด +1 ข้อใดมีค่าเข้าใกล้ 1 แสดงว่า สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของข้อนั้นมาก ถ้ามีค่าเข้าใกล้ 0 แสดงว่า สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อนั้นน้อย และถ้ามีค่าติดลบ จึงถือว่า ข้อนั้นใช้ไม่ได้โดยคําถามทุกข้อมีค่า IOC 0.67-1 ซึ่งมากกว่า 0.5 จึงถือว่า แบบสอบถามมีข้อคําถามที่มีความสอดคล้องกับเนื้อหาการวิจัย - ตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) ผู้วิจัยนําแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบแก้ไขแล้ว ไปทดลอง (Try-out) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลแสนสุข ตําบลแสนสุข อําเภอวา รินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีจํานวน 30 ชุดหลังจากนั้นนําไปวิเคราะห์หาความเชื่อมั่น โดยทําการวิเคราะห์ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ได้ค่าความเชื่อถือของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.87 ซึ่งป็นค่าที่ยอมรับได้(จักรพงษ์ แผ่นทอง, 2019) 3.5 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ทําการเก็บรวมรวมข้อมูล ดังขั้นตอนต่อไปนี้ 1. สร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดย การสร้างแบบสอบถามเพื่อนําไปเก็บรวบรวมข้อมูลในกลุ่มตัวอย่าง 2. ติดต่อประสานงานกับทางโรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ และขออนุญาตเพื่อทําการเก็บข้อมูลกับ นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่1-3 โรงเรียนวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบจังหวัดอุบลราชธานี


30 3. ขอความร่วมมือจากกลุ่มตัวอย่าง พร้อมบอกถึงวัตถุประสงค์ และอธิบายวิธีการเก็บข้อมูล 4. นําแบบสอบถาม ให้กับกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม ภายใน นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนวารินวิชาชาติอําเภอวารินชําราบจังหวัดอุบลราชธานีโดยเก็บรวบรวมด้วยตนเองรวบรวม แบบสอบถามที่ได้มา บันทึกข้อมูลเพื่อการประมวลผลและวิเคราะห์ผลต่อไป 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ เพศ ระดับชั้นการศึกษา แผนการเรียน จํานวนโทรศัพท์มือถือที่ใช้ ยี่ห้อ โทรศัพท์มือถือ ช่วงเวลาในการใช้งานโทรศัพท์ พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ พฤติกรรมการดูแล โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติจํานวนและร้อยละ 2. ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ อายุ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ําสุด ค่าสูงสุด 3. วิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป เช่น เพศ อายุ ระดับ การศึกษา แผนการเรียน เป็นต้นวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Fisher’s Exact Test


31 บทที่ 4 ผลการศึกษา จากการศึกษาพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาล วารินวิชาชาติ อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี จํานวน 134 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บ รวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ทําการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลการศึกษา โดยนําเสนอผลการศึกษาออกเป็น 3 ส่วน ดังต่อไปนี้ 4.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 4.2 พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ 4.3 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้และการดูแลโทรศัพท์มือถือ


32 4.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตารางที่ 4-1 แสดงจํานวนและร้อยละข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง(n=134) ข้อมูลทั่วไป จ านวน ร้อยละ เพศ ชาย 60 44.8 หญิง 74 55.2 อายุ(ปี) Mean=13.75 S.D. =0.733 Min=13 Max=15 ระดับการศึกษา มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 46 34.3 มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 43 32.1 มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 45 33.6 แผนการเรียน ศิลป์-คณิตฯ 16 11.9 วิทย์-คณิตฯ 108 80.7 ศิลป์-จีน 3 2.2 ศิลป์-สังคม 7 5.2 จ านวนโทรศัพท์มือถือที่ใช้ 1 เครื่อง 108 80.6 มากกว่า 1 เครื่อง 26 19.4 ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือที่ใช้ปัจจุบัน I-Phone 41 30.6 Samsung 28 20.9 Nokia 3 2.2 Oppo 36 26.9 Vivo 24 17.9 อื่นๆ 2 1.5 ช่วงเวลาที่ใช้โทรศัพท์มือถือ(ตอบได้มากกว่า1ข้อ) ช่วงเช้า 93 69.4 ช่วงกลางวัน 89 66.4 ช่วงเย็น 101 75.4 ช่วงก่อนนอน 122 91.0 ระยะเวลาที่ใช้โทรศัพท์มือถือในหนึ่งวัน ไม่เกิน 5 ชั่วโมง 46 34.3 มากกว่า 5 ชั่วโมง 88 65.7


33 ได้รับทราบข้อมูล ความรู้ หรือค าแนะน าเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือ และการดูแลรักษาหรือการ ท าความสะอาดโทรศัพท์มือถือ เคย 127 94.8 ไม่เคย 7 5.2 ได้รับทราบข้อมูล ความรู้ หรือค าแนะน าเกี่ยวกับสุขลักษณะการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อป้องกัน ผลกระทบต่อสุขภาพ เคย 101 75.4 ไม่เคย 33 24.6 จากตารางที่ 4-1 พบว่านักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ อําเภอวาริน ชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเพศหญิงมากที่สุด จํานวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ 55.2 โดยมีอายุเฉลี่ย 13.75 ปี(S.D. = 0.733) มีระดับการศึกษามัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 มากที่สุด จํานวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 34.3 มี แผนการเรียนวิทย์-คณิตมากที่สุด จํานวน 108 คน คิดเป็นร้อยละ 80.6 มีจํานวนโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานมาก ที่สุด 1 เครื่อง จํานวน 108 คน คิดเป็นร้อยละ 80.6 มีการใช้งานโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ I-Phone มากที่สุด จํานวน 41 คน คิดเป็นร้อยละ 30.6 มีช่วงเวลาการใช้งานโทรศัพท์มือถือช่วงก่อนนอนมากที่สุด จํานวน 122 คน คิดเป็นร้อยละ 91.0 รองลงมาคือช่วงเย็น จํานวน 101 คน คิดเป็นร้อยละ 75.4 มีการใช้โทรศัพท์มือถือ นานมากที่สุดมากกว่า 5 ชั่วโมง จํานวน 88 คน คิดเป็นร้อยละ 65.7 เคยมีการได้รับทราบข้อมูล ความรู้ หรือ คําแนะนําเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือ และการดูแลรักษาหรือการทําความสะอาด จํานวน 127 คน คิด เป็นร้อยละ 94.8 และเคยมีการได้รับทราบข้อมูล ความรู้ หรือคําแนะนําเกี่ยวกับสุขลักษณะการใช้งาน โทรศัพท์มือถือเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ จํานวน 101 คน คิดเป็นร้อยละ 75.4


34 4.2 พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ ตารางที่4-2 แสดงจํานวนและร้อยละ จําแนกตามพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของกลุ่มตัวอย่าง(n=134) รายละเอียด การปฏิบัติ เป็นประจ า จ านวน (ร้อยละ) บางครั้ง จ านวน (ร้อยละ) ไม่เคย จ านวน (ร้อยละ) การใช้งานทั่วไป 1. ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อศึกษาหาความรู้ที่ เกี่ยวข้องกับการเรียน 32(23.9) 94(70.1) 8(6.0) 2. ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อค้นคว้าหาความรู้อื่นๆ เช่น ข่าวสาร สารคดี ฯลฯ 26(19.4) 102(76.1) 6(4.5) 3. ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อถ่ายรูป ถ่ายคลิปวิดีโอ อัดเสียงและแต่งภาพ 46(34.3) 74(55.2) 14(10.4) 4. ใช้โทรศัพท์ตรวจสอบความถูกต้องหรือชี้นํา เส้นทาง กรณีที่ต้องเดินทางไปในสถานที่ไม่คุ้นเคย เพื่อป้องกันการหลงทาง(GPS) 56(41.8) 46(34.3) 32(23.9) 5. ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อความบันเทิงและคลาย เครียด เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ดูยูทูป(YouTube ) เล่นเกม ฯลฯ 77(57.5) 42(31.3) 15(11.2) 6. ใช้โทรศัพท์มือถือในการเก็บไฟล์ข้อมูลสําคัญ ต่าง ๆ 55(41.0) 40(29.9) 39(29.1) 7. ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อขายสินค้าออนไลน์ หรือ ใช้ในการดูสินค้าออนไลน์ 40(29.9) 55(41.0) 39(29.1) การใช้โทรศัพท์มือถือโดยค านึงถึงหลักความปลอดภัย 8. ใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะที่เข้าไปใช้ห้องน้ํา ห้องส้วม * 53(39.6) 62(46.3) 19(14.2) 9. ใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะรับประทานอาหาร * 74(55.2) 39(29.1) 21(15.7) 10. ใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะขึ้นรถโดยสาร ประจําทาง (เดินทางมาโรงเรียน-กลับบ้าน)* 43(32.1) 71(53.0) 20(14.9) 11. ใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะชาร์ตแบตเตอรี่ เช่น การคุยโทรศัพท์ เป็นต้น * 61(45.5) 47(35.1) 26(19.4) 12. ชาร์ตแบตเตอรี่และวางโทรศัพท์มือถือไว้ข้าง ศรีษะเวลานอน* 50(37.3) 33(24.6) 51(38.1) 13. ใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ยานพาหนะ เช่น จักรยานจักรยานยนต์ รถยนต์ เป็นต้น * 33(24.6) 48(35.8) 53(39.6)


35 14. ใช้งานโทรศัพท์มือถือโดยเปิดโหมดความสว่าง หน้าจอสูงสุด* 41(30.6) 55(41.0) 38(28.4) 15. หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้งานในเวลาตื่น นอนเป็นอันดับแรก เช่น ใช้เล่นโชเชียล ใช้เช็ค ข้อมูลข่าวสารออนไลน์ เป็นต้น* 74(55.2) 36(26.9) 24(17.9) การดูแลโทรศัพท์มือถือ 16. ทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือหลังการใช้งาน ทุกวัน 45(33.6) 72(53.7) 17(12.7) 17. ใช้น้ํายาทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือเช็ดทํา ความสะอาดโทรศัพท์มือถือ ก่อนและหลังการใช้ งาน 37(27.6) 75(56.0) 22(16.4) 18. ใช้กระดาษทิชชู่เช็ดทําความสะอาด โทรศัพท์มือถือทันที เมื่อพบเห็นว่ามีรอยเปื้อนหรือ คราบสกปรก 64(47.8) 42(31.3) 28(20.9) 19. ใช้สําลีชุบน้ําเช็ดทําความสะอาด โทรศัพท์มือถือทันที เมื่อพบเห็นว่ามีรอยเปื้อนหรือ คราบสกปรก 56(41.8) 59(44.0) 19(14.2) 20. ทําความสะอาดเคสโทรศัพท์มือถือ หลังการใช้ งานทุกวัน 50(37.3) 56(41.8) 28(20.9) 21. ใช้น้ํายาทําความสะอาดเคสโทรศัพท์เช็ดทํา ความสะอาดเคสโทรศัพท์มือถือ หลังการใช้งาน 38(28.4) 69(51.5) 27(20.1) จากตารางที่4-2 พบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไปกลุ่มตัวอย่างใช้งานมากที่สุด คือ ใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อความบันเทิงและคลายเครียด เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ดูยูทูป(YouTube ) เล่นเกม ฯลฯ รองลงมา คือ ใช้ โทรศัพท์ตรวจสอบความถูกต้องหรือชี้นําเส้นทาง กรณีที่ต้องเดินทางไปในสถานที่ไม่คุ้นเคย เพื่อป้องกันการ หลงทาง(GPS) และใช้โทรศัพท์มือถือในการเก็บไฟล์ข้อมูลสําคัญต่าง ๆ คิดเป็นร้อยละ 57.5, 41.8 และ 41.0 ตามลําดับ การใช้โทรศัพท์มือถือโดยคํานึงถึงหลักความปลอดภัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการใช้ โทรศัพท์มือถือที่เหมาะสมมากที่สุด คือไม่ใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ยานพาหนะ เช่น จักรยาน จักรยานยนต์ รถยนต์ เป็นต้น รองลงมา คือ ไม่ชาร์ตแบตเตอรี่และวางโทรศัพท์มือถือไว้ข้างศรีษะเวลานอน และไม่ใช้งานโทรศัพท์มือถือโดยเปิดโหมดความสว่างหน้าจอสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 39.6, 38.1 และ 28.4 ตามลําดับ และกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมากที่สุด คือใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะรับประทาน อาหาร รองลงมา คือ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้งานในเวลาตื่นนอนเป็นอันดับแรก และใช้งานโทรศัพท์มือถือ ขณะชาร์ตแบตเตอรี่ เช่น การคุยโทรศัพท์ เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 55.2, 55.2 และ 45.5 ตามลําดับ


36 การดูแลโทรศัพท์มือถือ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดูแลโทรศัพท์มือถือมากที่สุด คือ ใช้ กระดาษทิชชู่เช็ดทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือทันที เมื่อพบเห็นว่ามีรอยเปื้อนหรือคราบสกปรก รองลงมา คือ ใช้สําลีชุบน้ําเช็ดทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือทันที เมื่อพบเห็นว่ามีรอยเปื้อนหรือคราบสกปรก และทํา ความสะอาดเคสโทรศัพท์มือถือ หลังการใช้งานทุกวัน คิดเป็นร้อยละ 47.8, 41.8 และ 37.3 ตามลําดับ ตารางที่ 4-3 แสดงจํานวน ร้อยละ ระดับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ในภาพรวม (n = 134 คน) ระดับพฤติกรรม จ านวน ร้อยละ พฤติกรรมระดับดี 7 3.7 พฤติกรรมระดับปานกลาง 65 56.7 พฤติกรรมระดับควรปรับปรุง 62 39.6 รวม 134 100 คะแนนเฉลี่ย =30.43 Mean = 2.36 S.D. = 0.554 Min = 1 Max =3 จากตารางที่ 4-3ผลการศึกษาพฤติกรรม พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือใน ภาพรวมระดับปานกลาง ร้อยละ 56.7 รองลงมา คือ มีพฤติกรรมระดับดี ร้อยละ 39.6 และมีพฤติกรรมระดับ ควรปรับปรุง ร้อยละ 3.7 ตารางที่ 4-4 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ ปัจจัย พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ (ร้อยละ) Fisher’s Exact Test p-value ดี ปานกลาง ปรับปรุง เพศ ชาย 20(33.3) 38(63.3) 2(3.3) 4.479 0.103 หญิง 13(17.6) 57(77.0) 4(5.4) อายุ(ปี) 13 ปี 1(1.8) 51(89.5) 5(8.8) 85.473 0.001 14 ปี 9(16.7) 44(81.5) 1(1.9) 15 ปี 23(100) 0(0.0) 0(0.0) ระดับการศึกษา มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 0(0.0) 40(87.0) 6(13.0) 112.965 0.001 มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 5(8.3) 55(91.7) 0(0.0) มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 28(100) 0(0.0) 0(0.0) แผนการเรียน ศิลป์-คณิตฯ 6(37.5) 10(62.5) 0(0.0) 14.614 0.011 วิทย์-คณิตฯ 20(18.5) 82(75.9) 6(5.6) ศิลป์-จีน 3(100) 0(0.0) 0(0.0) ศิลป์-สังคม 4(57.1) 3(42.9) 0(0.0)


37 จ านวนโทรศัพท์มือถือที่ใช้ 1 เครื่อง 29(26.9) 74(68.5) 5(4.6) 1.517 0.441 มากกว่า 1 เครื่อง 4(15.4) 21(80.8) 1(3.8) ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือที่ใช้ปัจจุบัน I-Phone 6(14.6) 35(85.4) 0(0.0) 29.648 0.001 Samsung 12(42.9) 15(53.6) 1(3.6) Nokia 3(100) 0(0.0) 0(0.0) Oppo 11(30.6) 23(63.9) 2(5.6) Vivo 1(4.2) 21(87.5) 2(8.3) อื่นๆ 0(0.0) 1(50.0) 1(50.0) ช่วงเวลาที่ใช้โทรศัพท์มือถือ(ตอบได้มากกว่า1ข้อ) ช่วงเช้า 20(21.5) 68(73.1) 5(5.4) 1.814 0.449 ช่วงกลางวัน 14(15.7) 70(78.7) 5(5.6) 10.810 0.004 ช่วงเย็น 24(23.8) 73(72.3) 4(4.0) 0.786 0.705 ช่วงก่อนนอน 32(26.2) 84(68.9) 6(4.9) 1.982 0.294 ระยะเวลาที่ใช้โทรศัพท์มือถือในหนึ่งวัน ไม่เกิน 5 ชั่วโมง 9(19.6) 37(80.4) 0(0.0) 4.492 0.089 มากกว่า 5 ชั่วโมง 24(27.3) 58(65.9) 6(6.8) ได้รับทราบข้อมูล ความรู้ หรือค าแนะน าเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือ และการดูแลรักษาหรือการท าความ สะอาดโทรศัพท์มือถือ เคย 31(24.4) 90(70.9) 6(4.7) 0.304 1.000 ไม่เคย 2(28.6) 5(71.4) 0(0.0) ได้รับทราบข้อมูล ความรู้ หรือค าแนะน าเกี่ยวกับสุขลักษณะการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อป้องกันผลกระทบต่อ สุขภาพ เคย 30(29.7) 67(66.3) 4(4.0) 7.704 0.075 ไม่เคย 3(18.9) 28(70.0) 2(11.1) จากตารางที่ 4-4 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษา ชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า อายุ ระดับ การศึกษา แผนการเรียน ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือที่ใช้ ช่วงเวลาช่วงกลางวันที่ใช้โทรศัพท์มือถือ มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ p-value<0.05 ส่วนปัจจัยด้านอื่นๆ มี ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ p-value>0.05


38 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ ของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีจํานวนทั้งหมด413 คน ผลการ ศึกษาวิจัยสามารถสรุปและอภิปรายผลได้ดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียน อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 56.7 โดยพบว่า นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อความบันเทิงและคลายเครียด เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ดูยูทูป(YouTube) เล่นเกม ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 57.5 รองลงมา คือ ใช้โทรศัพท์ตรวจสอบความถูกต้องหรือชี้นําเส้นทาง กรณีที่ต้อง เดินทางไปในสถานที่ไม่คุ้นเคย เพื่อป้องกันการหลงทาง(GPS) และใช้โทรศัพท์มือถือในการเก็บไฟล์ข้อมูล สําคัญต่าง ๆ คิดเป็นร้อยละ 41.8 และ 41.0 นักเรียนมีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่เหมาะสมมากที่สุด คือ ไม่ใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ยานพาหนะ เช่น จักรยานจักรยานยนต์ รถยนต์ เป็นต้น รองลงมา คือ ไม่ชาร์ตแบตเตอรี่และวางโทรศัพท์มือถือไว้ข้างศรีษะเวลานอน และไม่ใช้งานโทรศัพท์มือถือโดยเปิดโหมด ความสว่างหน้าจอสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 39.6 38.1 และ 28.4 ตามลําดับ และมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมาก ที่สุด คือ ใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะรับประทานอาหาร รองลงมา คือ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้งานในเวลา ตื่นนอนเป็นอันดับแรก และใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะชาร์ตแบตเตอรี่ เช่น การคุยโทรศัพท์ เป็นต้น คิดเป็น ร้อยละ 55.2 55.2 และ 45.5 ตามลําดับ นักเรียนมีพฤติกรรมที่เหมาะสมมากที่สุด คือ ใช้กระดาษทิชชู่เช็ดทํา ความสะอาดโทรศัพท์มือถือทันที เมื่อพบเห็นว่ามีรอยเปื้อนหรือคราบสกปรก รองลงมา คือ ใช้สําลีชุบน้ําเช็ด ทําความสะอาดโทรศัพท์มือถือทันที เมื่อพบเห็นว่ามีรอยเปื้อนหรือคราบสกปรก และทําความสะอาดเคส โทรศัพท์มือถือ หลังการใช้งานทุกวัน คิดเป็นร้อยละ 47.8 41.8 และ 37.3 ตามลําดับ สําหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีพบว่า อายุ ระดับการศึกษา แผนการ เรียน ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือที่ใช้ ช่วงเวลาที่ใช้โทรศัพท์มือถือช่วงกลางวัน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ โทรศัพท์มือถืออย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ p-value<0.05 ส่วนปัจจัยด้านอื่นๆ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม การใช้โทรศัพท์มือถืออย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติที่ p- value>0.05 5.2 อภิปรายผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่ยังไม่เหมาะสม คือ นักเรียนใช้งาน โทรศัพท์มือถือขณะรับประทานอาหาร และหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้งานในเวลาตื่นนอนเป็นอันดับแรก ทั้งนี้เนื่องจากว่า นักเรียนมีพฤติกรรมการใช้งานที่ค่อยข้างบ่อย หรือใช้งานอยู่เป็นประจําในเกือบทุกช่วงเวลา จึงทําให้นักเรียนพกพาโทรศัพท์มือถือไปใช้งานในทุกๆ กิจกรรมของชีวิตประจําวัน แม้กระทั่งใช้งานขณะ


39 รับประทานอาหาร ซึ่งพฤติกรรมนี้อาจเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคต่างๆ โดยโทรศัพท์มือถืออาจเป็นแหล่งพาหะ นําโรคแล้วเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินอาหารได้ ดังการศึกษาของสุดสายชล หอมทอง, 2560 ที่พบว่า โทรศัพท์มือถือมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย โดยการใช้งานโทรศัพท์มือถืออยู่ตลอดเวลามีโอกาสส่งผ่านเชื้อ แบคทีเรียไปยังพื้นผิวของโทรศัพท์มือถือ และทําให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียได้ในที่สุด รวมไปถึงการใช้ งานโทรศัพท์มือถือในขณะตื่นนอนเป็นอันดับแรก ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการเสพติดการใช้ โทรศัพท์มือถือ โดยมีอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพหลายอย่างตามได้ เช่น อาการตาแห้ง ประสาทตาล้า และตา เสื่อม การจ้องหน้าจอโทรศัพท์เป็นเวลานาน ๆ ทําให้ประสาทตาล้า เกิดอาการตาแห้ง รู้สึกตาพร่ามัว อาการ ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ และโรคซึมเศร้า เป็นต้น ดังการศึกษาของสุรัตนา เหล่าไชย, 2561 ที่พบว่าเวลาตื่นนอน ต้องหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูก่อนเป็นอันดับแรก และมีอาการปวดบริเวณต้นคอเมื่อต้องก้มมองหน้าจอ โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน มีอาการปวดตาเมื่อจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ผลการศึกษา พบว่า อายุ ระดับการศึกษา แผนการเรียน ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือที่ใช้ ช่วงเวลาที่ใช้ โทรศัพท์มือถือช่วงกลางวัน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(pvalue <0.05) ทั้งนี้อายุ ระดับการศึกษา และแผนการเรียน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ อาจเนื่องจากว่า นักเรียนมีอายุอยู่ในเกณฑ์ช่วงวัยรุ่นที่มีพัฒนาการที่อาจปรับเปลี่ยน ซึ่งอาจมีพฤติกรรมการใช้ งานโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มมากขึ้น และอยู่ในช่วงของการศึกษาเรียนรู้ที่มีการใช้โทรศัพท์มือถือประกอบการเรียน ตามระดับการศึกษาและแผนการเรียน ซึ่งไม่สอดคล้องกับการศึกษาของสิริวัฒน์ ไพรสง่า, 2564 ได้ศึกษา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเลือกใช้สมาร์ทโฟนของนิสิตสาขาอนามัยชุมชนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน ภาคเหนือ พบว่า ปัจจัยด้านอายุ แผนการศึกษา ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกใช้สมาร์ทโฟน ของ นิสิตนักศึกษาสาขาอนามัยชุมชน มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือ (สิริวัฒน์ ไพรสง่า, 2564) ส่วนยี่ห้อโทรศัพท์มือถือที่ใช้ และช่วงเวลาที่ใช้โทรศัพท์มือถือช่วงกลางวัน มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ เนื่องจากว่าส่วนใหญ่นักเรียนเลือกใช้ยี่ห้อโทรศัพท์มือถือที่ได้รับความนิยม ตามความทันสมัยมากที่สุดในการใช้งาน และโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยที่สําคัญในด้านการติดต่อสื่อสาร ด้าน ความบันเทิง และประกอบการเรียนของนักเรียน เป็นต้น จึงมีช่วงเวลาการใช้งานที่มากกว่า 5 ชั่วโมง สอดคล้องกับการศึกษาของสิริวัฒน์ ไพรสง่า, 2564 ได้ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเลือกใช้สมาร์ทโฟ นของนิสิตสาขาอนามัยชุมชนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือ พบว่า ยี่ห้อสมาร์ทโฟนและความถี่ มี ความสัมพันธ์พฤติกรรมการเลือกใช้สมาร์ทโฟนของนิสิตสาขาอนามัยชุมชน มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือ (สิริวัฒน์ ไพรสง่า, 2564)


40 5.3 ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยและการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ทางโรงเรียนและครูผู้สอนควรมีการจัดแบ่งช่วงเวลาให้แก่นักเรียนในการใช้งานโทรศัพท์มือถือ เช่น อนุญาตให้ใช้งานโทรศัพท์มือถือได้ในเฉพาะเวลาว่าง เวลาพักกลางวัน หรือในเวลาเรียนที่ได้รับอนุญาตจาก ครูผู้สอนเท่านั้น 2. ผู้ปกครองควรมีการแนะนําให้ความสําคัญเกี่ยวกับสุขลักษณะในการใช้โทรศัพท์มือถือโดยคํานึงถึง หลักความปลอดภัย โดยแนะนําให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และควร ที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างถูกต้องเหมาะสม และถูกที่ถูกเวลา เช่น ผู้ปกครองแนะนําเน้นย้ํา การใช้งานโทรศัพท์มือถือที่ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น 3. ทางโรงเรียนควรจัดอบรมเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือ และการดูแลรักษาหรือการทําความ สะอาดโทรศัพท์มือถือ เพื่อลดการปนเปื้อนและไม่ให้โทรศัพท์มือถือเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค รวมถึงยังเป็น การลดความเสี่ยงต่อการที่ผู้ใช้งานอาจได้รับเชื้อก่อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ 5.4 ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาในทุกๆกลุ่มเป้าหมายที่ใช้งานโทรศัพท์มือถือ หรือกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลคลอบคลุมมากขึ้น 2. ควรศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือด้านอื่นๆ เพิ่มด้วย เช่น ปัจจัย ด้านความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือ หรือปัจจัยด้านเจตคติของผู้ใช้เกี่ยวกับผลกระทบจาก การใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น


41 บรรณานุกรม กองสถิติพยากรณ์.(2565). การส ารวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2565 (ไตรมาส 1).สํานักงานสถิติแห่งชาติกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. กองสถิติพยากรณ์.(2563).ส ารวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน.สํานักงานสถิติ แห่งชาติกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. จุฑามาศกิติศรี.(2560).พฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนและการรับรู้ภาวะสุขภาพของนักศึกษาพยาบาล จันทร์เพ็ญบัวเผื่อน.(2552).ความชุกของเชื้อ Staphylococcus aureus ในโทรศัพท์มือถือของบุคลากร ทางการแพทย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์.[อินเตอร์เน็ต].2561. [เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2565]. เข้าถึงได้จาก: http://www.smj.ejnal.com/ejournal/showdetail/?show_preview=T&art_id=1512 จุราพร ทอนมาต.(2551).ความหมายพฤติกรรม. [อินเตอร์เน็ต].[เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2565]. เข้าถึงได้จาก:https://www.scimath.org/lesson-biology/item/7001-behavior-7001 ฐิตินัน งามสงวน.(2549).พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและสารสนเทศของนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา. [อินเตอร์เน็ต].[เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2565]. เข้าถึงได้จาก: http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/58930117.pdf นิศรุตร ทําไร่.(2561).พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักศึกษา ระดับปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคําแหง พัชรียา ฮาตระวัง.(2561).พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนโกสุมวิทยา สรรค์ ราชบัณฑิตยสถาน.(2565).แปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน.[อินเตอร์เน็ต].2561. [เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2565].เข้าถึงได้จาก: https://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ.(2565).โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ.[อินเตอร์เน็ต].2561. [เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2565].เข้าถึงได้จาก:https://wichachart.ac.th/ วาสนา ศิลางาม.(2561).อันตรายของการเสพติดสมาร์ทโฟน.[อินเตอร์เน็ต].2561. [เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2565].


Click to View FlipBook Version