The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทคัดย่อคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by taicoj2559, 2020-02-13 22:24:03

บทคัดย่อคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเล่มที่ 1

บทคัดย่อคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

๔๗

23. ข้อพพิ ำทหมำยเลขแดงที่ 13/2562

ประเดน็ ข้อพพิ ำท : 1. ผู้คดั คำ้ นผิดสญั ญำไมด่ ูแลรกั ษำต้นไมท้ ีป่ ลูกเป็นเหตใุ ห้ตน้ ไมต้ ำยหรือไม่
2. ผคู้ ัดค้ำนไดร้ ับหนงั สอื บอกเลกิ สญั ญำหรือไม่
3. ผู้เรียกร้องมีสิทธิเรียกร้องค่ำปรับกรณีผู้คัดค้ำนไม่ดูแลรักษำต้นไม้และค่ำเสียหำยกรณี
ต้นไมต้ ำยพร้อมดอกเบย้ี หรอื ไม่ เพยี งใด
4. สทิ ธเิ รียกร้องขำดอำยุควำมหรอื ไม่
5. ผู้เรียกร้องจะตอ้ งคืนเงนิ หลกั ประกนั แก่ผูค้ ัดคำ้ นหรือไม่

คู่พิพำทนำสืบพยำนแล้วข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นรับฟังได้ว่ำ ผู้เรียกร้องได้ทำสัญญำจ้ำงผู้คัดค้ำน
ทำงำนปลูกต้นไม้และปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณเกำะกลำงในทำงหลวง กำหนดเร่ิมทำงำนตำมสัญญำในวันที่ 8
กุมภำพันธ์ 2549 และจะต้องทำงำนให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภำยในวันที่ 8 เมษำยน 2549 ค่ำจ้ำงตำมสัญญำเป็นเงิน
1,450,000 บำท (รวมค่ำดูแลต้นไม้ 12 งวด เป็นเงิน 60,000 บำท) ในวันทำสัญญำผู้คัดค้ำนได้นำหลักประกัน
เป็นเงินสดจำนวน 72,500 บำท มำมอบแก่ผู้เรียกร้องเพื่อเป็นหลักประกันกำรปฏิบัติตำมสัญญำ หำกผู้คัดค้ำนไม่
สำมำรถทำงำนให้แล้วเสร็จตำมเวลำท่ีกำหนดไวใ้ นสัญญำและผู้เรียกรอ้ งยังมิได้บอกเลิกสัญญำ ผู้คัดค้ำนจะต้องชำระ
ค่ำปรับให้แก่ผู้เรียกร้องเป็นจำนวนเงินวันละ 725 บำท นอกจำกน้ีตำมข้อกำหนดขอบเขตของงำนกำหนดให้
ผู้คัดค้ำนจะต้องบำรุงดูแลรักษำต้นไม้หลังจำกกำรปลูกเป็นระยะเวลำ 1 ปี โดยผู้เรียกร้องจะจ่ำยเงินค่ำดูแลต้นไม้
ให้กับผู้คัดค้ำนจำนวน 60,000 บำท แบ่งเป็นจำนวน 12 งวด (เดือน) งวดละ 5,000 บำท ในระหว่ำงกำรดูแล
รกั ษำหำกเกิดควำมเสยี หำยหรอื ต้นไม้ตำย ผ้คู ดั ค้ำนจะตอ้ งรบั ผิดชอบโดยกำรนำต้นไม้ชนิดและขนำดเดยี วกนั มำเปล่ียน
โดยทนั ที

คำวินิจฉัยช้ขี ำด

คณะอนุญำโตตลุ ำกำรไดพ้ ิจำรณำวนิ จิ ฉัยประเดน็ ข้อพิพำทดังนี้
ประเด็นข้อพิพำทข้อ 1 เห็นว่ำ ตำมข้อกำหนดขอบเขตของงำนตำมสัญญำจ้ำงกำหนดไว้ว่ำ
ภำยหลังจำกท่ผี ู้คัดคำ้ นไดด้ ำเนินกำรปลูกต้นไม้และปรับปรุงภูมิทัศน์เสร็จเรียบร้อยและส่งมอบงำนแก่ผู้เรยี กร้องแลว้
ผู้คัดค้ำนยังมีหน้ำท่ีตำมสัญญำที่จะต้องดูแลรักษำต้นไม้ต่อไปอีกเป็นระยะเวลำ 1 ปี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่ำ
ภำยหลังจำกส่งมอบงำนแล้ว ผู้คัดค้ำนไม่ไดเ้ ข้ำดแู ลรักษำตน้ ไม้ กำรท่ีผู้คัดค้ำนอ้ำงวำ่ ได้มอบให้แขวงกำรทำงโดยผำ่ น
ช่ำงผู้ควบคุมงำนให้พนักงำนหรือลูกจ้ำงของแขวงกำรทำงดูแลรักษำต้นไม้แทนและ เหตุที่ต้นไม้ตำยเน่ืองจำกภัย
ธรรมชำติอำกำศแห้งแล้งอย่ำงรนุ แรงนน้ั ไม่ทำให้ผู้คัดคำ้ นหลุดพ้นจำกหน้ำทที่ ่ีจะต้องดูแลรกั ษำต้นไม้ตำมสัญญำจ้ำง
ดงั นัน้ ผคู้ ดั ค้ำนจึงผิดสญั ญำ
ประเด็นขอ้ พิพำทขอ้ 2 3 และ 4 คณะอนญุ ำโตตุลำกำรได้พิจำรณำวินิจฉัยรวมกนั ไป ดงั น้ี
คณะอนุญำโตตุลำกำรได้พิจำรณำข้อควำมในสัญญำจ้ำงประกอบเอกสำรแนบท้ำยสัญญำแล้ว
เห็นว่ำตำมสัญญำจ้ำงแยกออกได้เป็นสองสัญญำ คือ สัญญำท่ีหน่ึง สัญญำจ้ำงทำงำนปลูกต้นไม้และปรับปรุงภูมิทัศน์
โดยกำหนดรำคำต่อหน่วยเป็นเกณฑ์ หำกผู้คัดค้ำนไม่สำมำรถทำงำนให้แล้วเสร็จตำมเวลำท่ีกำหนดไว้ในสัญญำ
ผู้คัดค้ำนจะต้องชำระค่ำปรับให้แก่ผู้เรียกร้อง ซ่ึงมีลักษณะเป็นสัญญำจ้ำงทำของ ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 587
ข้อเท็จจริงได้ควำมว่ำผู้คัดค้ำนทำงำนปลูกต้นไม้และปรับปรุงภูมิทัศน์เสร็จเรียบร้อยตำมสัญญำและส่งมอบงำนแก่
ผู้เรียกร้องและผู้เรียกร้องได้เบิกจ่ำยเงินค่ำจ้ำงให้แก่ผู้คัดค้ำนแล้ว โดยหักเงินค่ำจ้ำงไว้เป็นค่ำปรับ 34,075 บำท
เน่ืองจำกผู้คัดค้ำนทำงำนแล้วเสร็จเกินเวลำท่ีกำหนดไว้ในสัญญำจำนวน 47 วัน ดังน้ัน ในส่วนงำนตำมสัญญำท่ีหน่ึง
ผู้คัดค้ำนได้ชำระค่ำปรับให้แก่ผู้เรียกร้องครบถ้วนตำมสัญญำแล้ว สัญญำที่สอง สัญญำจ้ำงดูแลรักษำต้นไม้หลังกำร
ปลกู เป็นระยะเวลำ 1 ปี ซ่ึงมีลักษณะเปน็ สญั ญำจ้ำงแรงงำน ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 575 และตำมมำตรำ 581 สัญญำ
จำ้ งแรงงำนมกี ำหนดระยะเวลำจำ้ งตำมท่คี ู่สัญญำไดต้ กลงกันและส้ินสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลำท่ีได้ตกลงวำ่ จำ้ งกันน้ัน
คณะอนุญำโตตุลำกำรจงึ เห็นว่ำ ข้อกำหนดเรอื่ งคำ่ ปรับไม่ใช้บังคับกับสัญญำจ้ำงดูแลรกั ษำต้นไม้ ผ้เู รยี กรอ้ งไม่มีสทิ ธิท่ี
จะเรียกรอ้ งค่ำปรับในกรณผี ูค้ ัดค้ำนไมด่ ูแลรักษำตน้ ไม้ แต่กำรทผี่ ู้คัดค้ำนผดิ สัญญำไมด่ ูแลรักษำต้นไม้เปน็ เหตุให้ต้นไม้
ตำย ผเู้ รียกรอ้ งย่อมมสี ทิ ธทิ ่จี ะเรยี กคำ่ เสยี หำยจำกผคู้ ัดค้ำนได้ ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 215 ผ้คู ัดค้ำนมหี นำ้ ท่ดี ูแลต้นไม้

๔๘

งวดที่ 12 (งวดสดุ ท้ำย) ระหว่ำง วันที่ 9 มนี ำคม 2550 ถึงวันที่ 8 เมษำยน 2550 กำรเรียกร้องค่ำเสียหำยในเร่ือง
ผิดสัญญำจ้ำงแรงงำนมีกำหนดอำยุควำม 10 ปี เทียบเคียงคำพิพำกษำฎีกำ 379/2531 แนบท้ำยคำช้ีขำด
ผูเ้ รยี กร้องยื่นคำเสนอข้อพิพำทตอ่ สถำบันอนุญำโตตลุ ำกำรเมือ่ วันท่ี 18 มนี ำคม 2559 คดจี ึงยงั ไม่ขำดอำยุควำม

ปัญหำที่ต้องพิจำรณำต่อไปวำ่ ผู้คดั คำ้ นจะต้องรับผิดชดใช้ค่ำเสียหำยกรณีต้นไม้ตำยเป็นเงินจำนวน
เท่ำใดตำมคำเสนอข้อพิพำท ผู้เรียกร้องขอให้ผู้คัดค้ำนชดใช้ค่ำเสียหำยของรำคำต้นไม้ที่ตำยเท่ำกับรำคำตำมสัญญำ
จ้ำง รวมค่ำเสียหำยเป็นเงิน 1,053,072 บำท ซ่ึงจำนวนต้นไม้ท่ีตำยมีจำนวนเท่ำกับจำนวนที่ปลูกตำมสัญญำจ้ำง
ขอ้ เท็จจริงได้ควำมวำ่ ภำยหลงั จำกทีผ่ คู้ ดั ค้ำนส่งมอบงำนแล้ว ผ้คู ัดคำ้ นไม่ไดเ้ ข้ำดแู ลรักษำตน้ ไม้ตำมสญั ญำ ผเู้ รียกร้อง
ไดม้ หี นงั สอื จำนวนหลำยฉบับแจ้งให้ผ้คู ดั ค้ำนทรำบว่ำมตี ้นไม้แห้งตำยเปน็ จำนวนมำก ขอใหผ้ ูค้ ดั ค้ำนเขำ้ ไปดูแลต้นไม้
ตำมสัญญำ และตำมหนังสือแจ้งคร้ังท่ี 3 ผู้เรียกร้องได้กำหนดเวลำให้ผู้คัดค้ำนเข้ำไปดำเนินกำรแก้ไขควำมเสียหำย
ภำยใน 7 วัน นับจำกวันที่ผู้คัดค้ำนได้รับหนังสือแจ้งของผู้เรียกร้อง หำกยังไม่เข้ำดำเนินกำรแก้ไข ผู้เรียกร้องจะ
ดำเนินกำรแก้ไขเองและเรียกเก็บเงินจำกผู้คัดค้ำน แต่ก็ไม่ปรำกฏว่ำเจ้ำหน้ำท่ีแขวงกำรทำงของผู้เรียกร้องได้เข้ำ
ดำเนินกำรแก้ไขบรรเทำควำมเสยี หำยท่ีเกดิ ขึ้น เชน่ จดั หำนำ้ มำรดตน้ ไม้ท่ีปลูก คณะอนญุ ำโตตุลำกำรจึงเห็นวำ่ กำรท่ี
ต้นไม้ที่ปลูกไว้เสียหำยตำยหมดทุกต้น ผู้เรียกร้องมีส่วนผิดอยู่ด้วย เนื่องจำกเจ้ำหน้ำท่ีของผู้เรียกร้องละเลยไม่บำบัด
ปัดป้องหรือบรรเทำควำมเสียหำยซึ่งอยใู่ นวสิ ัยทส่ี ำมำรถจะกระทำได้ คณะอนุญำโตตุลำกำรจึงเห็นสมควรลดจำนวน
ค่ำเสียหำยที่ผู้คัดคำ้ นจะต้องรับผิดลงเป็นจำนวนตำมสมควร ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 223 เทียบเคียงคำพพิ ำกษำฎีกำที่
2438-2439/2545 แนบท้ำยคำชี้ขำด โดยกำหนดให้ผู้คัดค้ำนที่ 1 รับผิดชอบค่ำเสียหำยในอัตรำ 70 % ของ
จำนวนค่ำเสียหำย คิดเป็นเงิน 737,150 บำท ผู้เรียกร้องได้หักเงินประกันสัญญำจำนวน 72,500 บำท ไว้ชำระ
คำ่ เสียหำยแลว้ บำงส่วนจึงคงเหลอื เงนิ ค่ำเสียหำยที่ผูค้ ดั คำ้ นที่ 1 จะตอ้ งชำระเปน็ เงนิ 664,650 บำท พรอ้ มดอกเบ้ีย
ในอัตรำร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด วันที่ 6 พฤษภำคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่ำจะชำระหนี้เสร็จ ผู้คัดค้ำนที่
2 ในฐำนะหนุ้ สว่ นผู้จดั กำรประเภทไมจ่ ำกัดควำมผิดจงึ ตอ้ งรว่ มรับผิดกับผูค้ ดั ค้ำน ที่ 1 ดว้ ยตำมกฎหมำย

ประเด็นข้อพิพำท ข้อ 5 ผู้เรียกร้องจะต้องคืนเงินหลักประกันแก่ผู้คัดค้ำนหรือไม่
คณะอนุญำโตตุลำกำรได้วินิจฉัยแล้วว่ำผู้คัดค้ำนจะต้องรับผิดชำระค่ำเสียหำยให้แก่ผู้เรียกร้องเป็นเงิน 737,150
บำท และผเู้ รยี กรอ้ งไดน้ ำเงนิ หลักประกันสัญญำจำนวน 72,500 บำท ชำระค่ำเสียหำยบำงสว่ นแล้วตำมสญั ญำจ้ำงที่
ให้สิทธิผู้เรียกร้องสำมำรถบังคบั ชำระค่ำเสียหำยจำกหลักประกันกำรปฏิบัตติ ำมสัญญำได้ ผู้เรียกร้องจึงไม่ต้องคืนเงนิ
หลักประกนั แกผ่ คู้ ัดค้ำน

อำศัยเหตุผลตำมที่วินิจฉัยมำข้ำงต้นจึงช้ีขำดให้ผู้คัดค้ำนท่ี 1 และผู้คัดค้ำนท่ี 2 ร่วมกันชำระ
ค่ำเสียหำยให้แก่ผู้เรียกร้องเป็นเงิน 664,650 บำท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรำรอ้ ยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดวนั ที่ 6
พฤษภำคม 2558 เปน็ ต้นไป จนกวำ่ จะชำระหน้ีเสร็จ คำขอนอกจำกนใ้ี ห้ยกและใหย้ กข้อเรยี กรอ้ งแยง้ ของผู้คดั คำ้ น

แหลง่ ท่มี ำ

ขอ้ พิพำทหมำยเลขดำท่ี 27/2559
หลกั กฎหมำยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง : ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ 215, 223, 575,

581 และ 587
คณะอนุญำโตตลุ ำกำร : นำยทวีศักด์ิ วรพิวุฒิ

นำยอภิชำติ ธนัญชยะ
นำยสทุ ธิพงษ์ วงษส์ วสั ด์ิ
ผู้ย่อ : รงั สิมำ ดำรำพงษ์

๔๙

24. ข้อพิพาทหมายเลขแดงท่ี ๒๕/๒๕๖๒

ประเด็นขอ้ พิพาท : 1. คดขี ำดอำยคุ วำมหรือไม่
สองหรือไม่ 2. ผู้คัดค้ำนได้ว่ำจ้ำงผู้เรียกร้องออกแบบตำมใบเสนอรำคำหรือตำมสัญญำพิพำททง้ั

3. ผู้เรียกรอ้ งและผ้คู ดั คำ้ น แตล่ ะฝ่ำยจะต้องรบั ผิดต่อกนั หรือไม่ เพยี งใด

ข้อเทจ็ จริงตำมทำงนำสืบของคู่พิพำทฟงั ได้วำ่

ผู้เรียกร้องนำสืบว่ำ เม่ือวันท่ี 14 สิงหำคม 2555 ผู้คัดค้ำนได้ทำสัญญำว่ำจ้ำงผู้เรียกร้องให้ทำกำร
ออกแบบสถำปตั ยแ์ ละวิศวกรรมโยธำ โครงกำร ด. และโครงกำร ท. กำรชำระเงินผเู้ รยี กรอ้ งจะออกใบแจ้งหน้ีเรยี กเก็บ
เป็นรำยงวดเป็นจำนวนร้อยละของงำนท่ีทำสำเร็จในแต่ละข้ันตอนกำรออกแบบพร้อมท้ังจำนวนค่ำใช้จ่ำยที่ได้ทดรอง
จ่ำยไป รวมเป็นเงินที่ผู้คัดค้ำนตกลงว่ำจ้ำงทั้งสองสัญญำเป็นเงิน 50,800,000 บำท ซ่ึงเป็นรำคำยังไม่รวม
ภำษีมลู คำ่ เพ่ิมภำยหลงั จำกได้ทำสญั ญำว่ำจ้ำงกันแล้ว ผู้เรียกรอ้ งได้ทำงำนให้แกผ่ คู้ ัดค้ำนตำมแผนงำนโดยตลอดและได้
เรียกเก็บเงินตำมงวดงำนที่ได้ทำงำนเสร็จ ผู้เรียกร้องได้เรียกให้ผู้คัดค้ำนชำระหนี้ดังกล่ำว แต่ผู้คัดค้ำนเพิกเฉย
ผู้เรียกร้องทรำบว่ำผู้คัดค้ำนได้มีกำรขำยหุ้นให้กลุ่มทุนใหม่จึงไม่สำมำรถชำระหน้ีให้ผู้เรียกร้องได้ และได้ว่ำจ้ำงบริษัท
น. เป็นผ้อู อกแบบงำนระบบและเคร่ืองกลไฟฟ้ำและวำ่ จ้ำงบริษัท ว. เป็นผู้ดำเนินกำรออกแบบงำนโยธำและโครงสร้ำง
ของอำคำรให้แก่ผู้เรียกร้องในกำรประกอบกำรจัดทำแบบสถำปัตยกรรมและวิศวกรรมของโครงกำร ด. และโครงกำร
ท. ปัจจุบันผู้เรียกร้องไม่ได้ทำงำนตำมสัญญำจ้ำงดังกล่ำวให้แก่ผู้คัดค้ำนแล้ว เน่ืองจำกผู้คัดค้ำนค้ำงชำระเงิน
ตำมข้อพพิ ำทนี้

ผู้คัดค้ำนนำสืบว่ำ ในช่วงปี 2551 ผู้คัดค้ำนประสบปัญหำทำงกำรเงิน จึงยื่นคำร้องขอฟืน้ ฟูกิจกำร
ตอ่ ศำลลม้ ละลำยกลำง ปรำกฏตำมสำเนำหนังสือคำรับรองผูค้ ัดค้ำน คำสั่งศำล และแผนฟนื้ ฟูกิจกำร แผนฟื้นฟูกจิ กำร
ในคดีดังกล่ำวไม่ได้กล่ำวถึงกำรออกแบบสถำปัตยกรรม วิศวกรรมโยธำ โครงกำร ด. และ โครงกำร ท. แต่อย่ำงใด
ท้ังไม่มีกำรยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟ้ืนฟูกิจกำร และในกำรก่อหน้ีตำมท่ีเรียกร้องมำในคดีน้ี ก็ไม่ได้รับควำมยินยอม
จำกเจ้ำหน้ีรำยอื่น เจ้ำพนักงำนพิทักษท์ รัพยแ์ ละศำล และผู้คัดค้ำนได้ตรวจสอบแล้ว ไม่ปรำกฏว่ำมรี ำยช่ือผู้เรียกรอ้ ง
ในบัญชีเจ้ำหน้ีในคดีฟ้ืนฟูกิจกำร ต่อมำในระหว่ำงดำเนินกำรตำมแผนฟ้ืนฟูกิจกำร บริษัท ฟ. ได้เข้ำซื้อกิจกำรท้ังหมด
ของบริษัท ด. และได้มีกำรเปล่ียนกรรมกำรและผู้บริหำร ในกำรซ้ือกิจกำรดังกล่ำว ไม่ได้มีกำรกล่ำวถึงหรือลงบัญชวี ่ำ
ผู้คัดค้ำนเปน็ หน้ผี ู้เรยี กรอ้ งในจำนวนเงินตำมท่เี รยี กร้องในคดีนี้ ท้ังไมม่ กี ำรรำยงำนตอ่ ผู้ตรวจสอบบัญชีว่ำผู้คัดค้ำนเป็น
หน้ีผู้เรียกร้องใดๆทั้งส้ิน หลังจำกที่ผู้คัดค้ำนเปลี่ยนผู้บริหำรใหม่ ผู้เรียกร้องก็ไม่ได้ทำกำรงำนใดๆ ต่อไปอีก
กำรก่อสร้ำงตำมใบเสนอรำคำ ไม่ได้เป็นไปตำมแบบ ผู้เรียกร้องทำให้ผู้คัดค้ำนได้รับควำมเสียหำย ผู้คัดค้ำน
จึงขอเรียกร้องแย้ง ขอให้ผู้เรียกร้องคืนเงินจำนวน 11,534,600 บำท แก่ผู้คัดค้ำน พร้อมดอกเบี้ยในอัตรำร้อยละ
15 ตอ่ ปี ใบแจ้งหน้ที ่ีผ้เู รยี กร้องนำมำเรยี กเก็บเงินจำกผู้คดั ค้ำน ตรวจดูแล้ว ไม่มีกำรลงชื่อคนตรวจรับงำน เพรำะไม่มี
กำรงำนใดที่ต้องตรวจรับอีก ผู้คัดค้ำนจึงไม่ต้องรับผิดตำมท่ีเรียกร้อง นอกจำกนี้ผู้เรียกร้องได้ส่งใบแจ้งหน้ีมำยัง
ผู้คัดคำ้ นครงั้ สดุ ท้ำยในวันที่ 5 มถิ นุ ำยน 2556 ครบกำหนดชำระหน้ีภำยในวนั ท่ี 19 มิถุนำยน 2556 สิทธเิ รียกร้อง
ตำมสัญญำจ้ำงทำของ หำกมีอยู่จริง ผู้เรียกร้องต้องใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องคดีภำยในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 19
มิถุนำยน 2556 ผู้เรียกร้องยื่นคำร้องให้ผู้คัดค้ำนชำระหน้ีเม่ือพ้นกำหนด 2 ปี แล้ว จึงขำดอำยุควำม ผู้คัดค้ำน
ขอเรียกรอ้ งแย้งให้ผู้เรยี กร้องคืนเงินจำนวน 11,534,600 บำท แกผ่ ู้คดั ค้ำนพร้อมดอกเบ้ียในอตั รำร้อยละ 15 ตอ่ ปี
นับแต่วันท่ี 30 สิงหำคม 2556 จนถึงวันย่ืนข้อเรียกร้องแย้งเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 6,920,760 บำท และขอคิด
ค่ำเสียหำยและค่ำเสียโอกำสในกำรประกอบธุรกิจอันเกิดจำกกำรผิดสัญญำของผู้เรียกร้อง เป็นควำมเสียหำย
ทค่ี ำดหมำยไดจ้ ำนวน 50,000,000 บำท รวมเป็นเงินท่เี รียกรอ้ งแย้งจำนวน 68,355,360 บำท

คำวินิจฉัยช้ขี ำด

คณะอนุญำโตตุลำกำรรับฟังข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่ำ เม่ือวันที่ 14 สิงหำคม 2555 ทั้งสองฝ่ำย
ไดต้ ิดต่อกนั เพื่อทำกำรออกแบบสถำปัตย์และวิศวกรรมโยธำ โครงกำรชอื่ ว่ำ โครงกำร ด. และเม่ือวันท่ี 7 พฤศจิกำยน
2555 ท้ังสองฝ่ำยได้ติดต่อกันเพ่ือทำกำรออกแบบโครงกำร ท. ต่อมำผู้คัดค้ำนได้ชำระเงินให้แก่ผู้เรียกร้องเป็นเงิน

๕๐

จำนวน 11,534,600 บำท อันเนื่องมำจำกกำรดำเนินงำนดังกล่ำว และหลังจำกนั้นผู้เรียกร้องได้ทำงำนต่อไปอีก
บำงส่วนและเรียกให้ผู้คัดค้ำนชำระเงิน แต่ผู้คัดค้ำนมิได้ชำระเงินให้ผู้เรียกร้อง ผู้เรียกร้องจึงไม่ได้ดำเนินกำร
ตำมโครงกำรดังกล่ำวอีก ผู้เรียกร้องไดส้ ่งใบแจง้ หนี้ตำมยอดเงินดังกล่ำวให้แก่ผู้คัดค้ำนคร้ังสุดท้ำยในวนั ที่ 5 มิถุนำยน
2556 ครบกำหนดชำระหนี้ภำยในวันที่ 19 มิถุนำยน 2556 หลังจำกน้ันผู้เรียกร้องจึงย่ืนคำเสนอข้อพิพำท
ต่อสถำบันอนุญำโตตุลำกำร เพื่อให้ผู้คัดค้ำนชำระเงินจำนวนดังกล่ำวพร้อมดอกเบี้ยในอัตรำรอ้ ยละ 7.5 ต่อปี ในวนั ท่ี
14 มีนำคม 2560

ประเด็นข้อพิพำทที่ 1 ที่ว่ำคดีขำดอำยุควำมหรือไม่ คณะอนุญำโตตุลำกำรพิจำรณำมูลกรณี
ข้อพิพำทคดีนี้แล้วเห็นว่ำ ผู้เรียกร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจกำรออกแบบสถำปัตย์ และ
สถำปัตย์ภำยใน ฯลฯ จึงเป็นผู้ประกอบกำรค้ำ ได้รับจ้ำงผู้คัดค้ำนออกแบบสถำปัตย์และวิศวกรรมโยธำ โครงกำร ด.
และ โครงกำร ท. ไม่ปรำกฏในทำงนำสืบว่ำบริษัทผู้เรียกร้องเป็นผู้ประกอบวิชำชีพวิศวกรรม หรือสถำปัตยกรรม
ซ่ึงจะต้องได้รับใบอนุญำตประกอบวิชำชีพจำกสภำวิศวกร หรือสภำสถำปนิก แล้วแต่กรณี กำรรับจ้ำงออกแบบ
โครงกำรทั้งสองก็เพือ่ กิจกำรของบริษทั ผู้คัดค้ำน สิทธิเรียกร้องของผู้เรยี กร้องท่มี ีอยตู่ ่อผู้คัดค้ำนจงึ เป็นสิทธิเรียกรอ้ งท่ี
ไม่อยู่ในบังคับอำยุควำม 2 ปี ตำมมำตรำ 193/34 (1) ดังนั้น อำยุควำมสิทธิเรียกร้องในคดีข้อพิพำทน้ีจึงมีกำหนด
5 ปี ตำมมำตรำ 193/33 (5) เมื่อผู้เรียกร้องได้แต่งตั้งทนำยควำมให้มีหนังสือ ลงวันท่ี 9 ธันวำคม 2559 ขอให้
ผู้คัดค้ำนชำระหน้ีตำมใบแจ้งหน้ีตั้งแต่ต้นปี 2556 เม่ือผู้คัดค้ำนเพิกเฉย ผู้เรียกร้องจึงได้ย่ืนคำเสนอข้อพิพำท
ต่อสถำบนั อนญุ ำโตตุลำกำรเมอ่ื วันที่ 14 มนี ำคม 2560 คดีจงึ ยงั ไม่ขำดอำยคุ วำม

ประเด็นข้อพิพำทท่ี 2 ท่ีว่ำผู้คัดค้ำนได้ว่ำจ้ำงผู้เรียกร้องออกแบบตำมใบเสนอรำคำหรือตำมสัญญำ
พิพำทท้ังสองหรือไม่ ผู้คัดค้ำนได้ว่ำจ้ำงให้ผู้เรียกร้องออกแบบงำนสถำปัตยกรรมและงำนวิศวกรรมโครงสร้ำงทั้งสอง
โครงกำรมูลค่ำค่ำว่ำจ้ำง รวมภำษีมูลค่ำเพ่ิมเป็นเงินจำนวน 11,557,123.50 บำท คณะอนุญำโตตุลำกำรพิจำรณำ
แล้วเห็นว่ำ ข้อตกลงระหว่ำงผู้เรียกร้องและผู้คัดค้ำนในโครงกำร ด. และโครงกำร ท. ได้เริ่มดำเนินกำรตั้งแต่เดือน
สิงหำคม 2555 ซ่ึงเป็นระยะเวลำใกล้เคียงกันกับท่ีผู้คัดค้ำนนำสืบในช้ันสืบพยำนว่ำบริษัทของผู้คัดค้ำนยื่นคำร้อง
ต่อศำลล้มละลำยกลำงเพื่อขอฟ้ืนฟูกิจกำร แต่ผู้คัดค้ำนมิได้บรรยำยข้อเท็จจริงสู้คดีในประเด็นดังกล่ำวในคำคัดค้ำน
คณะอนุญำโตตุลำกำรจึงรับฟังข้อเท็จจริงตำมคำเสนอข้อพิพำทและคำคัดค้ำนโดยเห็นว่ำ มีกำรลงนำมโดยคู่พิพำท
ท้ังสองฝ่ำย อีกท้ังผู้คัดค้ำนได้ชำระค่ำว่ำจ้ำงบำงส่วนให้แก่ผู้เรียกร้อง ผู้คัดค้ำนได้ว่ำจ้ำงผู้เรียกร้องออกแบบตำม
ใบเสนอรำคำหรอื ตำมสัญญำพพิ ำททง้ั สอง

ประเด็นข้อพิพำทท่ี 3 ท่ีว่ำผู้เรียกร้องและผู้คัดค้ำน แต่ละฝ่ำยจะต้องรับผิดต่อกันหรือไม่ เพียงใด
คณะอนุญำโตตุลำกำรพจิ ำรณำแล้วเหน็ วำ่ ข้อเท็จจริงทผี่ ู้เรยี กร้องนำสบื มำ จะเหน็ ไดว้ ำ่ ในปี 2555 ผคู้ ดั คำ้ นได้ชำระ
เงนิ ตำมใบแจง้ หน้ี โดยใบแจง้ หนี้ ณ วันสิ้นปีของปี 2555 ผคู้ ัดค้ำนยงั ชำระหนต้ี ำมใบแจ้งหนี้ไมค่ รบถ้วน คงค้ำงชำระ
อยู่จำนวน 1,100,000 บำท และตัง้ แตเ่ ดอื นมกรำคม 2556 เปน็ ตน้ ไป ผู้คดั คำ้ นไม่ได้ชำระเงินตำมใบแจ้งหน้ีให้แก่
ผู้เรียกร้อง ตำมคำให้กำรของ ส. ว่ำ ฝ่ำยผู้เรียกร้องทรำบว่ำผู้คัดค้ำนได้ขำยหุ้นบริษัทให้กลุ่มทุนใหม่ และมีปัญหำ
กำรเงินโดยผู้เรียกร้องไม่ได้รับชำระเงินตำมใบแจ้งหนี้ตั้งแต่เดือนมกรำคม 2556 ผู้เรียกร้องควรจะเจรจำกับ
ผู้มีอำนำจของผู้คัดค้ำน ณ ขณะน้ัน ว่ำจะให้ผู้เรียกร้องดำเนินกำรต่อไปตำมสัญญำทั้งสองโครงกำรหรือไม่ อย่ำงไร
ซ่ึงทำงพิจำรณำไมป่ รำกฏวำ่ มกี ำรประชุมกับผู้มีอำนำจดำเนินกำรแทนผู้คัดคำ้ นในเรือ่ งสำระสำคัญของกำรปฏิบัตติ ำม
สัญญำต่อไป แต่ผู้เรียกร้องกลับดำเนินกำรต่อเน่ืองไปจนถึงประมำณเดือนพฤษภำคม 2556 และเรียกค่ำดำเนินกำร
ตำมสัญญำโครงกำร ด. และโครงกำร ท. โดยที่ฝ่ำยผู้คัดค้ำนมิได้รับมอบงำนในเน้ืองำนดงั กล่ำว และไมป่ รำกฏว่ำไดใ้ ช้
ประโยชน์จำกงำนดังกล่ำวอย่ำงครบถ้วนสมบูรณ์ คณะอนุญำโตตุลำกำรจึงเห็นว่ำผู้คัดค้ำนจะต้องรับผิดต่อผู้เรียกร้อง
ในใบแจง้ หน้ดี ังต่อไปนี้

ผู้คัดคำ้ นจะตอ้ งรับผิดตอ่ ผูเ้ รียกร้องรวมเปน็ เงินทัง้ สิ้น 3,745,000 บำท
ผู้เรียกร้องได้มอบอำนำจให้ทนำยควำมมีหนังสือทวงถำมให้ผู้คัดค้ำนชำระหนี้ ลงวันที่ 9 ธันวำคม
2559 โดยให้ผู้คัดค้ำนชำระหน้ีให้แล้วเสร็จภำยใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่ำว แต่ไม่ปรำกฏว่ำหนังสือ
ดังกล่ำวได้ส่งให้แก่ผู้คัดค้ำนด้วยวิธีใด และผู้คัดค้ำนได้รับหนังสือดังกล่ำวเม่ือใด จึงยังไม่อำจฟังได้ว่ำผู้คัดค้ำนผิดนัด
ในวันใด และต่อมำผู้เรียกร้องได้มีหนังสือลงวันที่ 17 กุมภำพันธ์ 2560 ถึงผู้คัดค้ำน ขอนัดหำรือข้อพิพำทเก่ียวกับ
กำรค้ำงชำระค่ำว่ำจ้ำงออกแบบสถำปัตย์ โดยนัดผู้คัดค้ำนมำเจรจำท่ีบริษัทผู้เรียกร้องเพ่ือหำข้อยุติในวันที่ 27

๕๑

กุมภำพันธ์ 2560 เวลำ 13.30 น. หำกผู้คัดค้ำนเพิกเฉย ผู้เรียกร้องจะดำเนินกำรตำมกฎหมำยต่อไป ผู้คัดค้ำนไดร้ ับ
หนังสือดังกล่ำวแล้วเม่ือวันท่ี 18 กุมภำพันธ์ 2560 แต่ผู้คัดค้ำนมิได้ไปตำมนัด คณะอนุญำโตตุลำกำรจึง ฟังว่ำ
วนั ดงั กล่ำวเปน็ วนั ผดิ นดั ไม่ปฏบิ ตั ิตำมหนงั สือทวงถำมให้ชำระหน้ี

ส่วนที่ผู้คัดค้ำนย่ืนข้อเรียกร้องแย้งว่ำ ขอให้ผู้เรียกร้องคืนเงินที่ได้รับไปจำกผู้คัดค้ำน รวมเป็นเงิน
ตำมข้อเรียกร้องแย้งจำนวน 68,355,360 บำท นั้น คณะอนุญำโตตุลำกำรเห็นว่ำ เมื่อข้อเท็จจริ งไม่ปรำกฏว่ำ
ผู้เรยี กรอ้ งไดป้ ฏิบตั ิผิดสัญญำแต่อย่ำงใด ผู้คัดคำ้ นจึงไม่อำจเรียกใหผ้ ู้เรยี กร้องคืนเงินท่ไี ด้รับจำกผูค้ ัดคำ้ นไปแลว้ พร้อม
ดอกเบีย้ และเรยี กค่ำเสยี โอกำสทำงธุรกิจตำมท่ีเรียกรอ้ งแยง้ มำ

วินิจฉัยช้ีขำดให้ผู้คัดค้ำนชำระเงินจำนวน 3,745,000 บำท ให้แก่ผู้เรียกร้อง พร้อมดอกเบ้ียในอัตรำ
ร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่ำว นับแต่วันท่ีผู้คัดค้ำนผิดนัดคือวันที่ 28 กุมภำพันธ์ 2560 เป็นต้นไปจนกว่ำ
จะชำระเสรจ็ คำขออ่ืนตำมคำเสนอข้อพิพำท และขอ้ เรียกร้องแย้งให้ยกเสยี ท้ังสิ้น

แหล่งท่มี ำ

ขอ้ พพิ ำทหมำยเลขดำท่ี : 34/2560
หลักกฎหมำยทเ่ี กีย่ วข้อง : ประมวลกฎหมำยแพง่ และพำณิชย์ มำตรำ 193/33 (5) และ

มำตรำ 193/34 (1)
คณะอนุญำโตตลุ ำกำร : ศำสตรำจำรยพ์ เิ ศษ ดร.กมลชัย รัตนสกำววงศ์

ศำสตรำจำรย์ ดร.ดำรำพร ถิระวฒั น์
นำยเดชำ ย้ิมอำนวย
ผู้ย่อ : อยั ละดำ เสนห่ ์วงศ์

๕๒

25. ขอ้ พพิ ำทหมำยเลขแดงที่ 46/2562

ประเด็นข้อพิพำท : 1. ขอ้ พพิ ำทขำดอำยุควำมหรือไม่
2. ผู้เรยี กร้องมีสิทธิเรียกร้องตำมขอ้ เรยี กรอ้ งหรือไม่ เพียงใด

ข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นรับฟังได้ว่ำ ผู้เรียกร้องได้ยนื่ ฟ้องผู้คัดค้ำนต่อศำลแพ่ง เม่ือวันที่ 24 พฤษภำคม
2554 ในข้อหำผิดสัญญำจ้ำงทำของ เรียกค่ำเสียหำยจำนวน 17,494,601.89 บำท ซ่ึงศำลช้ันต้นได้พิพำกษำให้
ผู้คัดค้ำนชำระเงินแก่ผู้เรียกร้องจำนวน 11,012,060.81 บำท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตรำร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่
วนั ท่ี 9 มีนำคม 2553 ผ้คู ดั คำ้ นจงึ ได้ยื่นอทุ ธรณห์ ลำยประเดน็ รวมทัง้ ในประเด็นที่ผเู้ รียกรอ้ งไดย้ ่ืนฟอ้ งโดยมิได้เสนอ
ขอ้ พพิ ำทตอ่ อนญุ ำโตตุลำกำรก่อน ซง่ึ ศำลอุทธรณไ์ ด้พิพำกษำให้ยกคำพพิ ำกษำของศำลช้ันต้นใหจ้ ำหน่ำยคดี ใหโ้ จทก์
และจำเลยไปดำเนินกำรทำงอนญุ ำโตตลุ ำกำรก่อนและต่อมำศำลฎกี ำได้พพิ ำกษำยืนตำมศำลอุทธรณ์

ศำลแพง่ ได้อำ่ นคำพิพำกษำของศำลฎีกำใหค้ ู่ควำมฟังเม่ือวันท่ี 13 กนั ยำยน 2559 โดยในวันอ่ำน
คำพิพำกษำของศำลฎีกำนั้น ผู้รับมอบฉันทะทนำยโจทก์ (ผู้เรียกร้อง) ก็ได้ไปฟังคำพิพำกษำ ผู้เรียกร้องจึงได้ทรำบผล
ของคำพพิ ำกษำแล้ว ตอ่ มำผูเ้ รียกรอ้ งจึงไดย้ น่ื ขอ้ เรียกร้องน้ีเม่ือวันที่ 16 มกรำคม 2560

คำวินิจฉัยชขี้ ำด

คณะอนุญำโตตุลำกำรพิจำรณำแล้วเห็นว่ำ ผู้เรียกร้องได้ขอให้ผู้คัดค้ำนชำระเงินเป็น 2 ส่วน คือ
ส่วนที่หน่ึง เป็นค่ำจ้ำงงำนก่อสร้ำงของเดือนเมษำยน 2552 เดือนพฤษภำคม 2552 และค่ำงำนเพ่ิม ส่วนท่ีสอง
เป็นกำรเรยี กเงนิ คำ่ ประกนั ผลงำนคนื จำนวน 3,038,800.31 บำท พร้อมดว้ ยดอกเบย้ี ตำมกฎหมำย

ในส่วนท่ีหนึ่งซ่ึงผู้เรียกร้องขอให้ผู้คัดค้ำนชำระค่ำจ้ำงที่ค้ำงและค่ำงำนท่ีเพ่ิมข้ึนน้ั น เห็นว่ำ
ผู้เรียกร้องและผู้คัดค้ำนได้ตกลงเลิกสัญญำจ้ำง ตำมเอกสำรหมำย ร.6 ต่อกัน โดยได้ทำบันทึกเลิกสัญญำจ้ำงลงวันที่
29 พฤษภำคม 2552 ซึง่ ในขอ้ 1. ได้ตกลงกันใหผ้ ้เู รียกร้องยุตกิ ำรทำงำนในวันท่ี 31 พฤษภำคม 2552 และในข้อ
2. ก็ได้ตกลงให้สัญญำสิ้นผลในวันที่ 31 พฤษภำคม 2552 ดังน้ัน สัญญำจ้ำงตำมเอกสำรหมำย ร.4 จึงสิ้นสุดลง
ผู้เรียกร้องมสี ิทธิบังคับเรยี กร้องค่ำจ้ำงตำมสญั ญำไดต้ ้ังแตว่ ันท่ี 31 พฤษภำคม 2552 ซ่ึงพิจำรณำประมวลกฎหมำย
แพ่งและพำณชิ ย์ มำตรำ 193/34(17) ผเู้ รยี กรอ้ งจะตอ้ งใชส้ ิทธภิ ำยในวันที่ 31 พฤษภำคม 2554 เมอ่ื ผ้เู รยี กร้อง
ได้เปน็ โจทกฟ์ ้องคดีตอ่ ศำลแพ่ง ในวันที่ 24 พฤษภำคม 2554 กำรฟ้องในขณะน้นั จึงยงั ไมข่ ำดอำยคุ วำม

ต่อมำ ศำลแพ่งได้อ่ำนคำพิพำกษำของศำลฎีกำให้ท้ังสองฝ่ำยฟังเมื่อวันที่ 13 กันยำยน 2559
ให้จำหน่ำยคดีเพื่อให้ผู้เรียกร้องได้ดำเนินกำรทำงอนุญำโตตุลำกำรเสียก่อนตำมสัญญำหลัก เอกสำรหมำย ร.4
ประกอบเอกสำรหมำย ร.6 ซึง่ ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ 193/17 วรรคสอง ผ้เู รียกรอ้ งจะต้อง
ดำเนนิ กำรทำงอนุญำโตตลุ ำกำรภำยใน 60 วัน คือ ภำยในวนั ท่ี 12 กันยำยน 2559 แตผ่ ู้เรยี กร้องไดย้ ่ืนขอ้ เรยี กร้อง
นเ้ี มอ่ื วันที่ 16 มกรำคม 2560 ข้อเรียกร้องในส่วนน้ีจงึ ได้ยื่นขอ้ เรียกรอ้ งเกนิ กำหนด 60 วัน

คณะอนุญำโตตุลำกำรวินิจฉยั วำ่ ข้อเรียกร้องส่วนน้ีขำดอำยคุ วำมแล้ว เม่ือคดีส่วนน้ีขำดอำยุควำม
แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยในรำยละเอียดของกำรทำกำรก่อสร้ำงว่ำถูกต้องตำมสัญญำอี กหรือไม่และมีค่ำงำนเพ่ิมอีก
หรือไม่อีกต่อไป

ในสว่ นทสี่ องซง่ึ ผเู้ รียกรอ้ งได้ขอให้ผู้คดั คำ้ นคืนเงินค่ำประกันผลงำนจำนวน 3,038,800.31 บำท
พร้อมด้วยดอกเบี้ยอตั รำร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น เห็นว่ำ เงินจำนวนน้ีเป็นเงินค่ำประกันผลงำนตำมเอกสำรหมำย ร.4 ข้อ
4 วรรคแรก ซึ่งผูค้ ัดค้ำนได้หักไวจ้ ำนวน 5% จำกเงินคำ่ จ้ำงที่ผูค้ ัดค้ำนตอ้ งชำระให้แก่ผเู้ รยี กร้องในแต่ละงวด ซึ่งเมอื่ ได้
พิจำรณำตำมเอกสำรหมำย ร.4 ข้อ 3 เห็นได้ว่ำก่อนท่ีผู้เรียกร้องจะหักเงินประกันไว้ได้น้ันผู้เรียกร้องและผู้คัดค้ำน
ต้องปฏิบัติตำมข้อ 3 (6) คือ ผู้คัดค้ำนจะต้องให้ผู้เรียกร้องส่งหลักฐำนกำรขอเบิกค่ำจ้ำงสำหรับงำนท่ีทำเสร็จในงวด
น้ันๆ พร้อมรำยละเอียดตำมสัญญำ ให้วิศวกร ผู้บริหำรและผู้ควบคุมงำนก่อสร้ำงของ ผู้ว่ำจ้ำงตรวจสอบและรับรอง
ควำมถูกต้องก่อน ทั้งวิศวกร ผู้บริหำรและผู้ควบคมุ งำนกอ่ สร้ำงของผู้ว่ำจำ้ งจะทำกำรตรวจสอบและออกใบรับควำม
ถูกต้องให้ ซ่ึงผู้เรียกร้องก็จะได้รับเงินที่ขอเบิกไป แต่หำกกำรตรวจสอบแล้วเห็นว่ำกำรขอเบิกเงินค่ำจ้ำงไม่ตรงกับ
ผลงำนท่ีแท้จริง ก็จะรับรองเฉพำะส่วนท่ีเป็นผลงำนท่ีเกิดข้ึนจริง แต่ก่อนท่ีจะจ่ำยเงินค่ำจ้ำงให้ ผู้คัดค้ำนก็ใช้สิทธิหัก
เงินประกันไว้ 5% โดยในหลักฐำนกำรจ่ำยก็จะแสดงไว้ชัดเจนถึงจำนวนเงินค่ำจ้ำงงวดน้ันๆ (ซ่ึงรวมเงินที่รับจริงกับ

๕๓

เงินค่ำประกัน 5%) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ำเงินค่ำประกันนี้ คือ ส่วนหน่ึงของค่ำจ้ำงที่ผู้เรียกร้องมีสิทธิได้รับโดยสมบูรณ์
แต่ผู้คัดค้ำนหกั ไว้เพ่ือยึดถือเปน็ หลักประกัน เงนิ จำนวนนจ้ี ึงเป็นเงินส่วนของผู้เรยี กร้องท่ีผ้คู ัดคำ้ นเก็บไว้ เมอื่ สัญญำ
เลิกกันซ่ึงตำมบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญำฯ ตำมเอกสำรหมำย ร.6 น้ัน ผู้เรียกร้องตกลงให้ผู้คัดค้ำนหักเงินใดๆ ของ
ผู้เรยี กรอ้ งทีม่ ีสิทธไิ ดร้ ับเพ่ือเคลียร์กับภำระหน้ีทต่ี ้องชำระตำมสัญญำจ้ำงจนครบก่อน คงเหลือเท่ำใดจึงจะชำระคืนให้
ผ้เู รียกร้อง แต่กไ็ มป่ รำกฏชดั เจนวำ่ ภำระหนีข้ องผเู้ รยี กรอ้ งมีส่วนไหนเป็นเงนิ จำนวนเทำ่ ใด ทงั้ ปรำกฏจำกคำเบิกควำม
ของนำงพ. เม่อื วันท่ี 19 ตุลำคม 2561 วำ่ ต้ังแตเ่ ลกิ สัญญำ ผคู้ ดั ค้ำนไม่เคยมีหนังสือแจ้งให้ผเู้ รียกรอ้ งเขำ้ ดำเนินกำร
แกไ้ ขควำมชำรดุ บกพรอ่ งในกำรก่อสร้ำงคำเบิกควำมนีแ้ สดงให้เห็นว่ำผูเ้ รียกร้องไม่มีภำระหน้ีที่จะต้องชำระ ผู้คัดค้ำน
ไมเ่ รยี กร้องคำ่ เสียหำยใดๆ จำกผู้เรยี กร้อง ดังนนั้ จงึ ไมอ่ ำจนำเอำเงินนไ้ี ปหักกับเงินอ่ืนใดได้ ผูค้ ัดคำ้ นจงึ ไมม่ สี ทิ ธิที่จะ
ยดึ ถือไว้ ข้อเท็จจรงิ ไดค้ วำมว่ำ สัญญำเลิกกันเมอื่ วันท่ี 31 พฤษภำคม 2552 และผ้คู ัดค้ำนคืนเงินประกนั ภำยในวันที่
9 มีนำคม 2553 เม่ือผู้คัดค้ำนไม่คืน จึงตกเป็นฝ่ำยผิดนัด สิทธิเรียกร้องเงินประกันส่วนน้ีมีอำยุควำม 10 ปี
ผู้เรียกรอ้ งเสนอข้อเรียกร้องน้เี มื่อวันที่ 16 มกรำคม 2560 ภำยในกำหนดเวลำดังกล่ำวแลว้

คณะอนุญำโตตุลำกำรเสียงข้ำงมำกจึงช้ีขำดให้ผู้คัดค้ำนคืนเงินประกันจำนวน 3,038,800.31
บำท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตรำร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันท่ี 9 มีนำคม 2553 ซึ่งเป็นวันท่ีครบกำหนดที่ผู้คัดค้ำน
ตอ้ งคนื เงนิ ใหแ้ กผ่ เู้ รียกรอ้ งเป็นตน้ ไปจนกว่ำจะชำระเสรจ็ สน้ิ ใหแ้ ก่ผู้เรียกรอ้ ง

แหลง่ ท่ีมำ

ข้อพิพำทหมำยเลขดำที่ : 2/2560
หลักกฎหมำยที่เกี่ยวข้อง : ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ 193/34(17)

193/17 วรรคสอง
คณะอนญุ ำโตตลุ ำกำร : นำยพงษ์ศกั ด์ิ ปัณยำชวี ะ

นำยสชุ ำติ สขุ สมุ ติ ร
นำยอนันต์ สุนทรศิริ
ผู้ยอ่ : บุรพล ชูจนั ทร์

๕๔

26. ข้อพพิ ำทหมำยเลขแดงที่ 57/2562

ประเดน็ ข้อพิพำท : 1. ผู้เรียกร้องมีสทิ ธไิ ด้รบั ค่ำงำน พรอ้ มด้วยดอกเบ้ียจำกผคู้ ดั ค้ำนหรอื ไม่เพียงใด
2. ผู้คัดคำ้ นมสี ิทธิได้รับคำ่ ปรบั จำกผ้เู รยี กร้อง หรอื ไมเ่ พียงใด

คู่พิพำทนำสืบพยำนแล้วข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นรับฟังได้ว่ำ เมื่อวันท่ี 29 มิถุนำยน 2560
ผู้เรียกร้องรับจ้ำง ทำงำนก่อสร้ำงถนน คสล. ให้กับผู้คัดค้ำน ค่ำจ้ำงเหมำรวมงวดเดียว เป็นเงิน 920,000 บำท
เม่ือก่อสร้ำงแล้วเสร็จครบถ้วนได้มีหนังสือส่งมอบงำนให้กับผู้คัดค้ำน เม่ือวันที่ 28 สิงหำคม 2560 และขอรับเงิน
ค่ำจ้ำง จำนวน 920,000 บำท แตผ่ คู้ ดั ค้ำนไม่รับงำนและไมจ่ ่ำยเงิน ส่วนผู้คดั คำ้ นยืน่ คำคดั ค้ำนและข้อเรยี กร้องแย้ง
ว่ำ งำนไม่เป็นไปตำมแบบแปลนท่ีกำหนด ผู้เรียกร้องปฏิบัติผิดสัญญำ โดยในกำรก่อสร้ำงถนนตำมสัญญำกำหนดให้ใช้
เหลก็ TIE BAR DB ขนำด 12 มิลลเิ มตร แตผ่ ้เู รยี กรอ้ งใช้เหล็ก TIE BAR DB ขนำด 10 มิลลิเมตร ซ่งึ ไมเ่ ป็นไปตำมแบบ
แปลนและเอกสำรแนบท้ำยสัญญำอันเป็นส่วนหน่ึงของสัญญำ ผู้คัดค้ำนได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้เรียกร้องแก้ไขงำนให้
ถกู ตอ้ งสมบูรณ์ตำมแบบแปลน แต่ผูเ้ รียกรอ้ งกไ็ มแ่ ก้ไขใหถ้ กู ต้อง จงึ ขอให้ยกคำเสนอขอ้ พิพำทและบังคบั ให้ผเู้ รียกร้อง
จำ่ ยคำ่ ปรบั แกผ่ ู้คัดคำ้ นเปน็ เงิน 207,920 บำท

คำวินิจฉยั ชี้ขำด

คณะอนุญำโตตุลำกำรพิจำรณำตำมทำงนำสืบพยำนและพยำนเอกสำรหลักฐำนแล้ว เห็นควร
วินจิ ฉยั ตำมประเดน็ ข้อพิพำท ดงั น้ี

ประเดน็ ข้อพพิ ำทท่ี 1 สญั ญำกอ่ สรำ้ งถนนคอนกรีตเสริมเหล็กมีข้อกำหนดเกีย่ วกับกำรใชเ้ หล็ก TIE
BAR ในกำรก่อสร้ำงว่ำจะต้องใช้เหล็ก TIE BAR DB ขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำง 12 มิลลิเมตร กำหนดงำนแล้วเสร็จ
ภำยใน 60 วัน (วันที่ 28 สงิ หำคม 2560) พยำนฝำ่ ยผ้เู รยี กร้องรับวำ่ ลกู น้องของนำย บ. พยำนไดห้ ยิบเหลก็ มำใชผ้ ิด
เพรำะเหล็ก DB ขนำด 12 มิลลิเมตรกับ DB ขนำด 10 มิลลิเมตร มีขนำดใกล้เคียงกันมำก เม่ือนำย ส. นำยช่ำง
ผู้ควบคุมงำนของฝ่ำยผู้คัดค้ำนตรวจพบและส่ังให้แก้ไขให้ถูกต้องน้ัน พยำนได้แก้ไขและได้ให้ นำย ช. ภำคีวิศวกร
จดั ทำหนังสือรับรองวิศวกรแสดงต่อนำยช่ำงผู้ควบคุมงำนว่ำเหลก็ ท่ีใช้นั้นสำมำรถรับกำลังอดั ได้เทียบเท่ำกับท่ีกำหนด
ไว้ในรูปแบบและรำยกำรแล้ว และก็ได้รับอนุมัติจำกนำยช่ำงผู้ควบคุมงำนให้ดำเนินกำรก่อสร้ำงต่อไปจนแล้วเสร็จ
ซ่ึงกำรแก้ไขโดยถอดเปล่ียนเหล็กอำจส่งผลกระทบต่อเนื้อคอนกรีตได้ และแขวงทำงหลวงชนบท ข. ได้ตอบข้อหำรือ
ของผู้คัดค้ำนสรุปได้ว่ำ ตำมมำตรฐำนงำนทำงสำหรับองค์กำรปกครองส่วนท้องถิ่น กำรที่ใช้เหล็ก TIE BAR ท่ีมีขนำด
เล็กกว่ำที่ระบุในแบบย่อมส่งผลต่อประสิทธิภำพกำรถ่ำยน้ำหนักที่เหล็ก TIE BAR จะถ่ำยไปให้แผ่นพ้ืน คสล. ท่ีอยู่
ด้ำนล่ำงช่วยรับนำ้ หนักท่เี กิดขึน้ ยอ่ มสง่ ผลต่ออำยุกำรใช้งำนของถนนทีจ่ ะลดลง ดงั นน้ั งำนทผี่ ู้เรยี กร้องสง่ มอบนั้นแม้
จะแล้วเสร็จก็ยังไม่ถูกต้องครบถ้วนตำมสัญญำ กำรท่ีผู้คัดค้ำนไม่รับมอบงำนน้ีจึงชอบด้วยเหตุผล ดังน้ี ผู้เรียกร้องจึงไม่มี
สิทธิได้รบั ค่ำงำนและดอกเบีย้ จำกผู้คัดคำ้ นแต่อย่ำงใด

ประเด็นข้อพิพำทท่ี 2 ผู้เรียกร้องส่งมอบงำนคือวันที่ 28 สิงหำคม 2560 นั้น ก็เป็นวันสุดท้ำยท่ี
จะส่งมอบงำนได้ตำมสัญญำ ผู้เรียกร้องก็ไม่ได้ขอขยำยเวลำทำงำนและดำเนินกำรแก้ไขให้ถูกต้องตำมท่ีผู้คัดค้ำน
ผ่อนปรนให้จึงเป็นกำรผิดสัญญำและเห็นได้ชดั วำ่ ไม่มีทำงที่จะส่งมอบงำนทแ่ี ล้วเสรจ็ ถูกต้องสมบูรณ์ให้ทันเวลำตำม
สัญญำได้นับว่ำมีเหตุตำมสัญญำจ้ำงท่ีผู้คัดค้ำนจะบอกเลิกสัญญำได้ กำรที่ผู้คัดค้ำนบอกเลิกสัญญำโดยแจ้งเป็น
หนังสือจึงทำได้โดยชอบและมีผลตำมกฎหมำย ส่วนควำมเสียหำยท่ีเกิดขึ้นแก่ผู้คัดค้ำนซึ่งผู้คัดค้ำนได้ใช้สิทธิตำม
สัญญำเรยี กรอ้ งเอำคำ่ ปรับเป็นรำยวันนับถดั จำกวันครบกำหนดส่งมอบงำนถึงวันเลิกสัญญำน้ัน เม่ือผคู้ ัดค้ำนมีหนังสือ
แจ้งให้ผู้เรียกร้องแก้ไขงำนให้เป็นไปตำมแบบแปลนเม่ือวันท่ี 3 ตุลำคม 2560 ผู้เรียกร้องไมด่ ำเนินกำรแก้ไขแต่เม่ือ
วันที่ 5 ตุลำคม 2560 ได้นำเอำหนังสือรับรองของวิศวกรท่ีรับรองว่ำเหล็กผิดขนำดที่ผู้เรียกร้องนำมำใช้ในกำรก่อสร้ำง
สำมำรถรับกำลังอัดได้เท่ำเทียมกับเหล็กตำมท่ีระบุไว้ในสัญญำ และก็ได้รับอนุมัติจำกนำยช่ำงผู้ควบคุมงำนให้
ดำเนนิ กำรก่อสร้ำงตอ่ ไปจนแล้วเสรจ็ เหน็ ได้วำ่ ผูค้ ัดค้ำนได้รไู้ ด้เห็นพฤติกำรณ์ที่ผู้เรียกร้องผดิ สญั ญำและสำมำรถบอก
เลิกสัญญำได้ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลำคม 2560 แล้ว แต่เพิ่งมำบอกเลิกสัญญำเมื่อวันท่ี 9 เมษำยน 2561 และมีผลเป็น
กำรบอกเลิกสัญญำ เมื่อวันท่ี 11 เมษำยน 2561 ทำให้ระยะเวลำสำหรับคิดคำนวณค่ำปรับยืดยำวออกไปถึง 226
วันโดยไม่สมควร

๕๕

เมอ่ื มกี ำรบอกเลกิ สัญญำล่ำช้ำทำใหร้ ะยะเวลำสำหรับคิดคำนวณค่ำปรับยืดยำวออกไปและมจี ำนวน
สูงโดยไม่สมควร โดยตำมสัญญำจ้ำงเอกสำรหมำย ร.1 (หรือ ค.4) ข้อ 15 กำรคิดค่ำปรับให้คิดเป็นรำยวันในอัตรำ
ร้อยละ 0.10 ของค่ำงำนทั้งหมด นับแต่วันถัดจำกวันครบกำหนดส่งมอบงำนถึงวันเลิกสัญญำ คือร้อยละ 0.10 ของ
เงนิ จำนวน 920,000 บำท นบั แตว่ ันที่ 29 สงิ หำคม 2560 ถึงวนั ที่ 11 เมษำยน 2561 เปน็ ระยะเวลำ 226 วนั วนั ละ
920 บำท รวมเป็นเงิน 207,920 บำท และผู้คัดค้ำนก็ไดม้ ีหนังสือบอกกลำ่ วเรียกให้ผู้เรียกร้องชำระคำ่ ปรับจำนวน
ดังกล่ำว ซึ่งผู้เรียกร้องได้รับหนังสือบอกกล่ำวเมื่อวันที่ 28 เมษำยน 2561 แล้วไม่ชำระ เมื่อผู้คัดค้ำนมำยื่นคำ
คัดค้ำนและข้อเรียกร้องแย้งเม่ือวันท่ี 15 พฤษภำคม 2561 ผู้คัดค้ำนได้ใช้สิทธิเรียกร้องค่ำปรับจำนวน 207,920
บำทพร้อมด้วยดอกเบี้ยผิดนัดในอัตรำร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือวันท่ี 28 เมษำยน 2561 ถึงวันย่ืน
ข้อเรียกร้องแย้ง คือวันท่ี 15 พฤษภำคม 2561 เป็นระยะเวลำ 18 วัน เป็นเงิน 769 บำท ซึ่งเมื่อรวมกับค่ำปรับ
จำนวนดังกล่ำวแล้วก็เป็นจำนวนมำกถึง 208,689 บำทและยังคิดดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 208,689 บำท
นี้ในอัตรำรอ้ ยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วนั ถัดจำกวนั ย่นื ข้อเรียกรอ้ งแย้ง อันเป็นกำรฉวยโอกำสคดิ ดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่ง
ขัดต่อประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์มำตรำ 224 วรรคสอง อีกด้วย ดังนี้เห็นได้ว่ำวิธีดำเนินกำรคิดค่ำปรับของ
ผู้คัดค้ำนเป็นไปโดยไม่เหมำะสมและค่ำปรับท่ีคิดก็มีจำนวนสูงเกินส่วน เนื่องจำกบอกเลิกสัญญำล่ำช้ำโดยไม่สมควร
จึงไม่เห็นสมควรที่จะบังคับให้เต็มตำมที่ขอ โดยที่ค่ำปรับตำมสัญญำน้ีก็คือเบี้ยปรับตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและ
พำณิชย์มำตรำ 379 นั่นเอง ในเม่ือเห็นแล้วว่ำมีจำนวนสูงเกินส่วน โดยนัยแห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์
มำตรำ 383 จึงใช้ดลุ พนิ ิจลดจำนวนลงพอสมควรได้

วินิจฉัยช้ีขำดให้ยกคำเสนอข้อพิพำทของฝ่ำยผู้เรียกร้องและให้ผู้เรียกร้องจ่ำยค่ำปรับตำมสัญญำ
เป็นเงิน 41,400 บำทพร้อมด้วยดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวนดังกล่ำวในอัตรำร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 15
พฤษภำคม 2561 เป็นตน้ ไปจนกว่ำจะชำระเสร็จให้แก่ผู้คดั คำ้ น

แหล่งที่มำ

ขอ้ พพิ ำทหมำยเลขดำท่ี 9/2561
หลกั กฎหมำยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง : ประมวลกฎหมำยแพง่ และพำณชิ ย์ มำตรำ 224, มำตรำ ๓๗๙,

มำตรำ ๓๘๓, มำตรำ 386
คณะอนุญำโตตุลำกำร : นำยสวิน อกั ขรำยุธ ประธำนคณะอนุญำโตตลุ ำกำร

นำยสุรพงษ์ สังขพิพำกษ์ อนุญำโตตุลำกำร
นำยไพโรจน์ คงฤทธิ์ อนญุ ำโตตุลำกำร
ผู้ย่อ : ทรงพล อวนกลิ่น

๕๖

27. ขอ้ พิพำทหมำยเลขแดงที่ 59/2562

ประเด็นขอ้ พพิ ำท : 1. คู่พิพำทฝ่ำยใดเป็นฝ่ำยผิดสัญญำว่ำจ้ำงเขียนและพัฒนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์
พร้อมตดิ ตั้งโปรแกรม

2. ผูเ้ รยี กรอ้ งมสี ทิ ธิได้รับเงนิ ค่ำจ้ำงและค่ำเสยี หำยเพยี งใด
3. ผู้คัดค้ำนมีสิทธิเรียกค่ำดำเนินกำรจัดหำ และว่ำจ้ำงผู้รับจ้ำงรำยใหม่ และเงินท่ีได้
ชำระค่ำงวดไปแลว้ หรอื ไม่ เพยี งใด

ทำงพิจำรณำผู้เรียกร้องนำสืบว่ำ ได้ตกลงทำสัญญำวำ่ จ้ำงเขียนและพัฒนำโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
พรอ้ มติดต้ังโปรแกรม ณ โรงเรยี น น. โดยมผี คู้ ดั ค้ำนเปน็ ผวู้ ำ่ จำ้ ง มขี ้อตกลงว่ำ ผู้เรียกรอ้ งยนิ ยอมใหผ้ วู้ ่ำจำ้ ง (ผู้คัดค้ำน)
เป็นเจ้ำของอนั มีลิขสทิ ธ์ิในงำนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผู้เรียกร้องไดด้ ำเนินกำรจนเสร็จส้ินตำมสัญญำ และสง่ มอบงำน
ให้แก่ผู้คัดค้ำนแล้วท้งั ส่ีงวดตำมสัญญำ โดยส่งมอบหนังสืออนุญำตให้ใช้โปรแกรมเป็นของบริษทั ค. ให้แก่โรงเรียน น.
โดยตรง โดยมิได้ส่งมอบให้แก่ผู้คัดค้ำน แต่ผู้คัดค้ำนชำระรำคำมำเพียงงวดที่ 1 และ 2 ส่วนงวดที่ 3 ชำระมำเพียง
684,000 บำท ยังคงค้ำงชำระอยู่อีก 701,650 บำทรวมค่ำงำนงวดที่ 4 อีกจำนวน 593,850 บำท รวมเป็นเงิน
1,295,500 บำท ผูเ้ รียกร้องขอเรยี กร้องคำ่ ขำดโอกำสทำงธุรกิจ 300,000 บำท รวมเป็นเงนิ 1,595,500 บำท
พร้อมอตั รำดอกเบีย้ ตำมกฎหมำย

ทำงพิจำรณำผู้คัดค้ำนนำสืบว่ำ ผู้เรียกร้องไม่สำมำรถส่งมอบลิขสิทธ์ิในโปรแกรมงำนที่พัฒนำข้ึนมำ
ให้แก่ผู้คัดค้ำนตำมสัญญำได้เม่ือมำถึงงำนงวดท่ี 3 และ 4 เพรำะทรำบว่ำผู้เรียกร้องมีเพียงหลักฐำนจำกบริษัท ค.
ให้สิทธิในกำรใช้โปรแกรมกับโรงเรียน น. โดยตรงเท่ำนั้น ไม่สำมำรถโอนลิขสิทธ์ิในงำนทสี่ ร้ำงสรรค์ข้ึนให้แก่ผู้คัดคำ้ น
ได้ ผ้คู ดั คำ้ นถอื ว่ำผูเ้ รียกร้องผดิ สญั ญำ จงึ หยดุ ชำระเงินในงวดท่ี 3 และงวดที่ 4 โดยมีเพยี งกำรชำระเงนิ งวด 3 เพียง
บำงส่วน และเรียกร้องให้ผู้เรียกร้องส่งมอบคำส่ังโปรแกรม และหลักฐำนกำรส่งมอบลิขสิทธ์ิ ให้แก่ผู้คัดค้ำน
ให้ครบถ้วนตำมสัญญำผู้คดั คำ้ นจึงจะชำระเงนิ ทเี่ หลือตำมสัญญำ

คำวนิ ิจฉัยชข้ี ำด

อนุญำโต ตุ ลำกำรได้ พิเครำะห์และวินิจ ฉัย ไปต ำมข้ อเท็จ จ ริงที่คู่พิพำท นำสื บพย ำน หลั ก ฐ ำ น
ตำมประเดน็ ข้อพพิ ำทดังน้ี

ประเด็นข้อพพิ ำทท่ี 1 คู่พิพำทฝ่ำยใดเป็นฝ่ำยผิดสัญญำว่ำจ้ำงเขียนและพัฒนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์
พร้อมติดตั้งโปรแกรม เมื่อผู้เรียกร้องได้ดำเนินกำรติดตั้งตำมสัญญำสำเร็จลุล่วงกันด้วยดี จะมีค่ำปรับบ้ำง
ก็อันเน่ืองมำจำกงำนล่ำช้ำ มิใช่เกิดจำกควำมบกพร่องหรือเสียหำยในกำรงำน นอกจำกนี้แล้วผู้คัดค้ำน ยังยินยอมให้
ผู้เรียกร้อง ส่งมอบงำนตำมงวดท่ี 1 ถึงท่ี 4 โดยไม่อิดเอ้ือน แม้ผู้เรียกร้องจะส่งมอบสิทธิกำรให้ใช้โปรแกรม ให้แก่
โรงเรียน น. โดยตรง เมื่อย้อนดูข้อเสนอและคำสนองในขณะทำสัญญำ ข้อสำระสำคัญ ชุดคำสั่งทำงภำษำโปรแกรม
คอมพิวเตอร์คู่สัญญำก็ไม่ได้เคยพูดถึงกันมำก่อนและเขียนลงไว้ให้ส่งมอบกันอย่ำงไร ซ่ึงเป็นข้อสำระสำคัญของ
กำรข้อตกลงซื้อขำยลิขสิทธ์ิ ดังน้ันเมื่อผู้เรียกร้องได้ปฏิบัติหน้ำที่ตำมสัญญำจนสำเร็จแล้ว จึงมีสิทธิท่ีจะได้รับเงินค่ำจ้ำง
ตำมสัญญำจนครบถ้วน ขอ้ อ้ำงของผู้คดั คำ้ นจึงฟังไม่ข้นึ

ประเด็นข้อพิพำทท่ี 2 ผู้เรียกร้องมีสิทธิได้รับเงินค่ำจ้ำงและค่ำเสียหำยเพียงใด ผู้เรียกร้อง
จงึ มสี ทิ ธไิ ดร้ บั เงนิ คำ่ จ้ำงตำมจำนวน เงินงวดที่ 3 (บำงสว่ น) และงวดที่ 4 พร้อมดอกเบยี้

ประเด็นข้อพิพำทที่ 3 ผู้คัดค้ำนมีสิทธิเรียกค่ำดำเนินกำรจัดหำ และว่ำจ้ำงผู้รับจ้ำงรำยใหม่ และเงินที่
ได้ชำระค่ำงวดไปแล้วหรือไม่ เพียงใด เม่ือฟังได้ว่ำผู้คัดค้ำนเป็นฝ่ำยผิดสัญญำแล้ว สิทธิต่ำงๆ อันผู้คัดค้ำนเรียกร้อง
แย้งมำนัน้ ย่อมระงบั สนิ้ ไป

อำศัยเหตุผลดังท่ีวินิจฉัยมำดังกล่ำว จึงให้ผู้คัดค้ำนชำระเงินแก่ผู้เรียกร้อง เป็นจำนวน 1,295,500
บำท พรอ้ มดอกเบย้ี ในอตั รำร้อยละ 7.5 ต่อปี นบั ถัดจำกวันที่ 17 มีนำคม 2560 จนกว่ำจะชำระเสร็จสนิ้

๕๗

แหลง่ ท่มี ำ

ข้อพพิ ำทหมำยเลขดำที่ 10/2561

หลักกฎหมำยทเ่ี กีย่ วข้อง : ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณชิ ย์ มำตรำ 208, 224, 315,

381

อนุญำโตตุลำกำร : นำยเดชำ ยิ้มอำนวย

ผู้ย่อ : ฉตั รชนก นลิ ทะรกั ษ์

๕๘

คำชขี้ ำดเกี่ยวกับสัญญำซ้ือขำย

28. ข้อพพิ ำทหมำยเลขแดงท่ี 116/2558
ประเด็นขอ้ พพิ ำท : 1.ผู้เรยี กร้องมีสิทธิเลกิ สัญญำหรือไม่

๒. ผู้คัดคำ้ นจะตอ้ งรับผิดหรือคนื เงินทชี่ ำระไปพร้อมดอกเบยี้ ให้แกผ่ ู้เรียกรอ้ งหรอื ไม่
คู่พิพำทนำสืบพยำนแล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่ำ เม่ือวันท่ี ๘ ตุลำคม ๒๕๕๒
ผู้เรียกร้องทำสัญญำซื้อขำยห้องชุด ในโครงกำรอำคำรชุด ซ่ึงมีผู้คัดค้ำนเป็นเจ้ำของโครงกำรดังกล่ำวและเป็นผู้ขำย
โดยข้อ ๓ ของสัญญำกำหนดรำคำซื้อขำยเป็นเงินจำนวน ๓,๙๕๐,๐๐๐ บำท แบ่งชำระออกเป็นหกงวด โดยงวดที่หก
จำนวน ๓๕๐,๐๐๐ บำท ชำระภำยใน ๑๔ วัน นับแต่วันท่ีผู้เรียกร้องรับมอบห้องชุดและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธ์ิ
ให้แก่ผู้เรียกร้อง โดยมี กรรมกำรผู้มีอำนำจของผู้คัดค้ำนเป็นผู้ลงนำมในฐำนะกรรมกำรของผู้คัดค้ำน โดยผู้เรียกร้อง
ได้ชำระใน งวดท่ี 1-5 แล้ว จำนวน ๓,๖๐๐,๐๐๐ บำท ต่อมำเดือนมกรำคม ๒๕๕๖ ผู้คัดค้ำนยื่นขอจดทะเบียน
อำคำรชุดและออกหนังสือแสดงกรรมสิทธห์ิ ้องชุดในนำมของผู้คัดค้ำน โดยสำนักงำนทด่ี ินไดอ้ อกหนังสือสำคัญแสดง
กำรจดทะเบียนอำคำรชุดในวันนั้น และออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด แต่ผู้คัดค้ำนก็ไม่ได้แจ้งให้ผู้เรียกร้องทรำบ
ผู้เรียกร้องจึงแจ้งไปยังกรรมกำรของบริษัทผู้คัดค้ำนว่ำผู้คัดค้ำนเป็นฝ่ำยผิดสัญญำ และบอกเลิกสัญญำเพรำะไม่
ดำเนนิ กำรโอนกรรมสทิ ธิ์ห้องชดุ ภำยในเวลำทก่ี ำหนด

คำวินจิ ฉยั ชข้ี ำด

มีประเด็นต้องวินิจฉัยประกำรแรกวำ่ ผู้เรียกร้องมีสิทธิเลิกสัญญำหรือไม่ ในส่วนนี้เห็นควรวินิจฉัย
กอ่ นวำ่ ผคู้ ัดคำ้ นผดิ สญั ญำหรอื ไม่ เมอ่ื ผู้เรียกร้องไมไ่ ด้ถอื เอำกำหนดเวลำกำรกอ่ สรำ้ งแล้วเสร็จเปน็ สำระสำคัญ สว่ นท่ี
กำหนดไว้ในข้อสัญญำ ว่ำผู้เรียกร้องจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดภำยใน ๑๔ วัน นับแต่วันท่ีได้รับใบอนุญำต
อำคำรชุด โดยผู้ขำยจะแจ้งให้ผู้ซ้ือทรำบถึงวันที่กำรก่อสร้ำงแล้วเสร็จล่วงหน้ำไม่น้อยกว่ำ ๑๔ วัน เดือนมกรำคม
๒๕๕๖ ผู้คัดค้ำนย่ืนขอจดทะเบียนอำคำรชุดและออกหนังสือแสดงกรรมสิทธ์ิห้องชุดในนำมของผู้คัดค้ำน
โดยสำนักงำนท่ีดินได้ออกหนังสือสำคัญแสดงกำรจดทะเบียนอำคำรชุดในวันนั้น และออกหนังสือกรรมสิทธ์ิห้องชุด
แต่ผู้คัดคำ้ นก็ไม่ไดแ้ จ้งให้ผ้เู รยี กรอ้ งทรำบ ผู้เรียกร้องจงึ แจง้ ไปยงั กรรมกำรของบรษิ ทั ผู้คัดคำ้ นวำ่ ผู้คัดคำ้ นเป็นฝ่ำยผิด
สัญญำ และบอกเลิกสัญญำเพรำะไม่ดำเนินกำรโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดภำยในเวลำที่กำหนด หลังจำกนั้นผู้เรียกร้อง
พบว่ำผู้คัดค้ำนไม่ได้ดำเนินกำรจัดต้ังนิติบุคคลอำคำรชุดตำมกฎหมำยแ ละตำมท่ีตกลงกันไว้ในสัญญำซื้อขำย
ผู้คัดค้ำนจึงไม่อำจโอนกรรมสิทธห์ิ ้องชุดใหแ้ กผ่ ู้เรียกร้องไดแ้ ม้จะมีกำรจดทะเบียนอำคำรชุดแล้วก็ตำม อย่ำงไรก็ตำม
ผู้คัดค้ำนเบิกควำมวำ่ พรอ้ มจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธ์ิห้องชุดให้แกผ่ ู้เรียกร้องแล้ว ซึ่งตำมกฎหมำยจะตอ้ งมีกำรจด
ทะเบียนนิติบุคคลอำคำรชุดพร้อมกับกำรโอนกรรมสิทธ์ิห้องชุดห้องแรก โดยได้ร่ำงข้อบังคับของนิติบุคคลอำคำรชุด
เพื่อใช้ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมำ ได้แจ้งผู้เรียกร้องทำงไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เพ่ือให้ทำกำรจดทะเบียน
โอนกรรมสิทธ์ิห้อง เม่ือพิจำรณำร่ำงข้อบังคับทผ่ี ู้คัดค้ำนอ้ำง เห็นได้อย่ำงชัดแจง้ ว่ำเป็นข้อบังคับนิตบิ ุคคลอำคำรชดุ ท่ี
จัดเตรียมไว้อยำ่ งรีบร้อนไมไ่ ดผ้ ่ำนกำรพจิ ำรณำไตร่ตรองอย่ำงถ่ถี ้วน โดยนำเอำแบบข้อบังคับของอำคำรชดุ บ้ำนกลำง
คอนโดมำแก้ไขเพยี งเล็กน้อย ซ่ึงเห็นไดว้ ่ำยงั คงปรำกฏชื่ออำคำรชดุ บำ้ นกลำงคอนโดอยู่หลำยแหง่ ทง้ั ในขอ้ ๒ ขอ้ ๖
ในส่วนนิยำมคำว่ำ “นิติบุคคลอำคำรชุด” คำว่ำ “ทรัพย์ส่วนกลำง” คำว่ำ “ข้อบังคับ” คำว่ำ “คณะกรรมกำร” และ
คำวำ่ “กรรมกำร” กบั ขอ้ ๒๙(๙) และยงั ไม่ระบุท่ตี ง้ั ของสำนกั งำนนิตบิ คุ คลอำคำรชุดให้ครบถว้ น แสดงใหเ้ ห็นว่ำกำร
จัดเตรียมรำ่ งขอ้ บังคับฉบับนเี้ ปน็ ไปอย่ำงเรง่ รีบ รำวกบั วำ่ เตรยี มไว้สำหรบั กำรตอ่ ส้คู ดนี ี้เปน็ กำรเฉพำะ และยงั ไม่มีกำร
จดทะเบยี นนิตบิ คุ คลอำคำรชุดแตอ่ ย่ำงใด พยำนหลักฐำนของผู้คัดค้ำนจึงไม่นำ่ เช่ือวำ่ ผูค้ ัดค้ำนพรอ้ มทีจ่ ะจดทะเบียน
นิติบุคคลอำคำรชุดและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดใหแ้ ก่ผู้เรยี กร้องดังท่ีกล่ำวอ้ำงข้อเท็จจริงจึงรบั ฟงั ได้วำ่ ผู้คดั ค้ำนเป็นฝ่ำย
ผิดสัญญำในสว่ นนี้ ปญั หำต้องวนิ ิจฉยั ต่อไปว่ำ ผู้เรียกรอ้ งใช้สทิ ธิบอกเลิกสัญญำโดยชอบดว้ ยกฎหมำยหรือไม่ เห็นว่ำ
ขอ้ สัญญำท่ีกำหนดว่ำผู้เรียกรอ้ งจะจดทะเบยี นโอนกรรมสิทธิห์ ้องชดุ ภำยใน ๑๔ วัน นับแต่วันทไี่ ดร้ ับใบอนญุ ำตอำคำร
ชุด โดยผู้ขำยจะแจ้งให้ผู้ซ้ือทรำบถึงวนั ท่ีกำรก่อสร้ำงแล้วเสร็จล่วงหน้ำไม่น้อยกว่ำ ๑๔ วัน นั้น แม้จะเป็นกำรชำระ
หน้ีที่มีกำหนดเวลำไว้ แต่ก็หำใช่กำหนดเวลำท่ีชัดเจนไม่ ดังที่วินิจฉัยแล้วว่ำมิใช่กำหนดเวลำที่คู่สัญญำถือเป็น
สำระสำคัญท่ีผู้เรียกร้องจะบอกเลิกสัญญำได้ทนั ทตี ำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๓๘๘ สิทธิบอกเลิก

๕๙

สัญญำจึงต้องเป็นไปตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๓๘๗ ที่ผู้เรียกร้องจะต้องบอกกล่ำวให้ผู้คัดค้ำน
ปฏิบัติกำรชำระหน้ีตำมข้อตกลงในสัญญำภำยในระยะเวลำท่ีกำหนดไว้ก่อน หำกผู้คัดค้ำนไม่ชำระหนี้ภำยในกำหนด
ดงั กลำ่ ว ผูเ้ รียกร้องจึงชอบท่จี ะบอกเลกิ สญั ญำได้ อกี ทงั้ กรณีดังกลำ่ วผูเ้ รียกรอ้ งก็ต้องบอกกล่ำวให้ผคู้ ดั ค้ำนปฏบิ ัติกำร
ชำระหน้ีตำมสญั ญำภำยในเวลำท่กี ำหนดกอ่ นกำรบอกเลิกสญั ญำเช่นกัน เพรำะหำได้มีขอ้ สญั ญำใดที่ให้สทิ ธิแก่ผู้เรียก
ร้องในกำรบอกเลิกสญั ญำได้ทันทีทม่ี ีกำรผิดขอ้ ตกลงในเรือ่ งใดเร่ืองหนง่ึ แต่ไม่ปรำกฏว่ำมีกำรบอกกลำ่ วให้ปฏิบตั ิกำร
ชำระหน้ีตำมข้อตกลงภำยในเวลำท่ีกำหนดก่อนบอกเลิกสัญญำ กำรบอกเลิกสัญญำตำมหนังสือบอกกล่ำวของ
ผู้เรียกร้อง โดยไม่ได้บอกกล่ำวให้ปฏบิ ัติกำรชำระหนี้ตำมสัญญำภำยในเวลำที่กำหนดเสียก่อนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมำย
อีกทั้งผู้คัดค้ำนก็ไม่ประสงค์จะผูกพันกับผู้เรียกร้องตำมสัญญำซื้อขำยกันอีกต่อไป จึงถือได้ว่ำผู้เรียกร้องและผู้คัดค้ำน
ต่ำงสมัครใจเลกิ สัญญำซ้อื ขำยกนั โดยปริยำย

ประเดน็ ตอ้ งวินิจฉัยตอ่ ไปว่ำ ผคู้ ัดค้ำนจะต้องรับผิดหรอื คนื เงนิ ทชี่ ำระไปพร้อมดอกเบีย้ ใหแ้ กผ่ ้เู รียก
ร้องหรือไม่ เพียงใด เห็นวำ่ ผ้เู รยี กร้องและผคู้ ัดคำ้ นต่ำงสมคั รใจเลิกสญั ญำกันโดยปรยิ ำย ตอ้ งกลบั คนื สู่ฐำนะเดมิ ตำม
ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๓๙๑ ในส่วนน้ีข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตำมท่ีคู่ควำมนำสืบรับกันว่ำ
ผู้เรียกร้องได้ชำระรำคำให้แกผ่ ู้คัดค้ำนจำนวน ๓,๖๐๐,๐๐๐ บำท ผู้เรียกร้องจึงชอบทจ่ี ะได้รับคืนเงินจำนวนดงั กล่ำว
จำกผู้คัดค้ำนท้ังหมดพร้อมดอกเบ้ียในอัตรำร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๗ นับ
แต่วันท่ีได้รับเงินแต่ละจำนวนไป ส่วนค่ำตกแต่งห้องชุดพิพำทด้วยชุดครัว ตู้เส้ือ เฟอร์นิเจอร์ และผ้ำม่ำน ถึงแม้ว่ำ
ข้อเท็จจริงท่ีได้วินิจฉัยไว้ในประเด็นก่อนจะรับฟังว่ำจำเลยผิดสัญญำ และตำมกฎหมำยแล้วผลของกำรเลิกสัญญำน้ัน
ไมก่ ระทบตอ่ สทิ ธเิ รยี กร้องคำ่ เสยี หำย แตข่ ้อเทจ็ จรงิ ในคดนี ค้ี วำมเสยี หำยของผู้เรียกร้องในส่วนของกำรตกแต่งห้องชุด
หำได้เป็นผลโดยตรงจำกกำรผิดสัญญำของผู้คัดคำ้ นไม่ เพรำะกำรเลิกสัญญำในคดนี ้ีไม่ได้เกิดจำกกำรบอกเลิกสัญญำ
โดยเหตุท่ฝี ่ำยผู้คัดค้ำนน้ันผิดสัญญำ หำกแต่เป็นเพรำะควำมประสงค์ของคู่สัญญำท้ังสองฝ่ำยท่ีตอ้ งกำรเลิกสัญญำกนั
โดยปรยิ ำย ผเู้ รียกร้องจงึ ไม่อำจถือเอำค่ำใชจ้ ่ำยในกำรตกแต่งชดุ ครวั ตเู้ สื้อผ้ำ เฟอร์นเิ จอร์ และผำ้ ม่ำน มำเป็นฐำนใน
กำรกำหนดค่ำเสียหำยให้ผู้คัดค้ำนชดใช้ให้แก่ตนได้ แต่เพ่ือประโยชน์ในกำรกลับคืนสู่ฐำนะเดิม
ผู้คัดค้ำนชอบท่ีจะคืนทรัพย์สินดังกล่ำวที่อยู่ภำยในห้องชุดพิพำทให้แก่ผู้เรียกร้องในสภำพเรียบร้อย หำกคืนไม่ได้จึง
จะตอ้ งใชร้ ำคำแทน

อนุญำโตตุลำกำรวินิจฉัยช้ีขำดให้ผู้คัดค้ำนชำระเงินจำนวน ๓,๖๐๐,๐๐๐ บำท ให้แก่ผู้เรียกร้อง
พร้อมดอกเบ้ียในอัตรำร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่ำวนับแต่วันที่ได้รับชำระเป็นต้นไปจนกว่ำจะชำระ
เสร็จแก่ผู้เรียกร้อง ทั้งน้ี ดอกเบี้ยทั้งหมดคำนวณถึงวันย่ืนคำเสนอข้อพิพำทต้องไม่เกิน ๑,๐๑๓,๙๗๙.๔๖ บำท
และให้ผู้คัดค้ำนคืนชุดครัว ตู้เสื้อผ้ำ เฟอร์นิเจอร์ และผ้ำม่ำน ตำมรำยกำรในสำเนำใบเสร็จรับเงินแก่ผู้เรียกร้องใน
สภำพเรียบร้อยเพียงเท่ำท่ีจะเป็นไปได้ด้วยมำตรฐำนของวิญญูชน หำกไม่คืนทรัพย์สินรำยกำรใดซึ่งอยู่ในวิสัยจะคืน
ในสภำพเรียบรอ้ ยได้ใหใ้ ชร้ ำคำแทนตำมมูลคำ่ ทก่ี ำหนดไวใ้ นสำเนำใบเสร็จรับเงนิ ดังกล่ำว

แหลง่ ทมี่ ำ

ข้อพพิ ำทหมำยเลขดำที่ 117/2556

หลักกฎหมำยทเ่ี กยี่ วข้อง : ประมวลกฎหมำยแพง่ และพำณชิ ย์

อนุญำโตตุลำกำร : ศำสตรำจำรย์ ดร. สหธน รัตนไพจิตร

ผูย้ อ่ : รจุ ิรำ จวิ ำลักษณ์

๖๐

29. ข้อพพิ ำทหมำยเลขแดงที่ 17/2560

ประเด็นขอ้ พพิ ำท ผคู้ ัดคำ้ นจะต้องชดใช้คำ่ เสยี หำยหรือชดใชเ้ งินให้ผู้เรียกรอ้ งเป็นจำนวนเท่ำใด

คู่พิพำทนำสืบพยำนแล้วข้อเท็จจริงเบ่ืองต้นรับฟังได้ว่ำ เม่ือเดือนมิถุนำยน ๒๕๕๔ ผู้เรียกร้องได้
ลงนำมในสัญญำจะซ้ือจะขำยห้องชุดที่อยู่ในโครงกำรอำคำรชุดที่ผู้คัดค้ำนเป็นเจ้ำของ โดยผู้คัดค้ำนตกลงขำยห้องชุด
ตั้งอยู่ท่ีชั้น ๒ ของอำคำร ให้แก่ผู้เรียกร้องในรำคำ ๕,๙๒๕,๐๐๐ บำท โดยผู้เรียกร้องได้ชำระเงินค่ำห้องชุดจำนวน
๒,๓๐๐,๓๘๔.๑๐ บำท ใหก้ ับบริษทั อ.ซึ่งเปน็ ผู้ขำยห้องชุดเดิมให้กบั ผู้เรยี กร้อง ผู้เรียกร้องละผู้คัดค้ำนตกลงกันว่ำจะ
จำ่ ยเงนิ คำ่ ห้องชดุ อีกจำนวน 3,624,615.90 บำท โดยแบ่งชำระเปน็ สีง่ วดๆละเท่ำๆ กนั และในเดือนมนี ำคม 2557
ผู้เรียกร้องและผู้คัดค้ำนทำสัญญำเพ่ิมเติมว่ำผู้ซ้ือและผู้ขำยประสงค์จะดำเนินโครงกำรให้แล้วเสร็จภำยในวันท่ี 31
กรกฎำคม 2557 แต่ปรำกฏว่ำเมื่อผู้คัดค้ำนได้ก่อสร้ำงอำคำรเสร็จส้ินแล้วกลับแจ้งแก่ผู้เรียกร้องทรำบว่ำผู้คัดค้ำน
ไม่ประสงค์ท่ีจะจดทะเบียนอำคำรชุดสำหรบั โครงกำรดงั กล่ำวอีกต่อไป โดยจะนำที่ดินและอำคำรออกให้เช่ำ โดยผู้เชำ่
มีสิทธิกำรเช่ำเป็นระยะเวลำ 30 ปี และไม่ดำเนินกำรโอนกรรมสิทธ์ิห้องชุดพิพำทให้แก่ผู้เรียกร้องตำมสัญญำ ทำให้
ผ้เู รยี กรอ้ งได้รบั ควำมเสยี หำย ผ้เู รียกรอ้ งจงึ บอกเลิกสัญญำ

คำวนิ จิ ฉยั ช้ขี ำด

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ำผู้คัดค้ำนได้กระทำผิดสัญญำจะซื้อจะขำยอำคำรชุดพิพำท คณะ
อนุญำโตตุลำกำรจงึ จะวินิจฉัยตำมประเด็นพิพำทว่ำผู้คัดค้ำนจะต้องรับผิดต่อผู้เรียกร้องโดยชดใช้เงินเป็นจำนวนเท่ำใด
ดังน้ี

ข้อเท็จจริงตำมคำขอของผู้เรียกร้องและข้อต่อสู้ของผู้คัดค้ำนรับฟังเป็นอันยุติว่ำ ได้มีกำรทำสัญญำ
จะซ้ือจะขำยระหว่ำงผู้เรียกร้องและผู้คัดค้ำน ซ่ึงผู้เรียกร้องได้บอกเลิกสัญญำแล้ว เพรำะกำรท่ีผู้คัดค้ำนผิดสัญญำ
คู่สัญญำแต่ละฝ่ำยจึงต้องให้อีกฝ่ำยหน่ึงกลับคืนสู่ฐำนะดังที่เป็นอยู่เดิม ผู้คัดค้ำนจึงมีหน้ำท่ีต้องคืนเงินท่ีได้รับให้แก่
ผู้เรียกร้องและต้องรับผิดชำระดอกเบ้ียใหแ้ ก่ผู้เรียกร้อง เน่ืองจำกผู้เรียกร้องได้บอกเลิกสญั ญำแล้ว ผู้เรยี กรอ้ งจงึ มีสิทธิ
คิดดอกเบ้ียได้ และมีสิทธิเรียกค่ำเสียหำยต่ำง ๆ ท่ีเกิดขึ้นจำกกำรผิดสัญญำตำมสัญญำจะซ้ือจะขำยที่ได้ตกลงกันไว้
ในประเด็นน้ีในทำงพิจำรณำแม้ปรำกฏว่ำมีกำรทำสัญญำโอนสิทธิและหน้ำที่และทรัพย์สิน ของผู้โอนซึ่งเป็นเจ้ำของ
โครงกำรไปยงั ผคู้ ัดค้ำน ผรู้ บั โอน แต่ในสัญญำดังกล่ำว ฉบบั ลงวันท่ี เดือนเมษำยน ๒๕๕๓ มีข้อควำมระบไุ ว้ใน ขอ้ ๓.๘
ว่ำ “เจ้ำของโครงกำร จะส่งมอบเงินจองและ/หรือเงินทำสัญญำใด ๆ ท่ี ลูกค้ำได้ทำไว้กับเจ้ำของโครงกำรหรือตวั แทน
ในกำรซื้อหรือเช่ำห้องชุดในโครงกำร ในระยะเวลำ ๖ เดือน ก่อนหน้ำวันทำสัญญำน้ี โดยมอบให้แก่ผู้รับโอนในวันทำ
สัญญำน้ี” และข้อ ๓.๑๒ ระบุว่ำ “เจ้ำของโครงกำรเป็นผู้รับภำระในหนี้และหน้ำที่ใด ๆ ท่ีผู้รับโอนไม่ได้ตกลงรับเอำ
อย่ำงชัดแจ้งในสัญญำนี้แต่ผู้เดียว”จึงเห็นได้ว่ำ เงินจำนวน ๒,๓๐๐,๓๘๔.๑๐ บำท ที่ผู้เรียกร้องได้ชำระให้แก่ผู้โอน
เป็นเงินที่ได้ส่งมอบก่อนหน้ำระยะเวลำ ๖ เดือนก่อนที่ผู้คัดค้ำนท่ีเป็นผู้รับโอนสัญญำน้ัน ผู้โอนจึงไม่ต้องส่งมอบเงิน
จำนวนดงั กล่ำวให้แกผ่ คู้ ดั คำ้ น และตำมสญั ญำโอนดงั กลำ่ วนน้ั ก็ระบุว่ำผูร้ บั โอนไม่ต้องรบั รบั ภำระในหนีแ้ ละหนำ้ ทีใ่ ด ๆ
ท่ีผู้รับโอนไม่ได้ตกลงรับเอำอย่ำงชัดแจ้งในสัญญำน้ีแต่ผู้เดียว ดังนั้นในส่วนเงินที่ผู้เรียกร้องได้จ่ำยให้แก่ผู้โอนจึงเป็น
สว่ นทไ่ี มเ่ กี่ยวข้องกบั ผู้คัดค้ำน แต่อยใู่ นควำมรบั ผดิ ชอบของผโู้ อน ซึง่ เปน็ เจำ้ ของโครงกำรเดมิ และเป็นผูโ้ อนสิทธใิ ห้แก่
ผู้คดั ค้ำน

อย่ำงไรก็ตำม แม้ข้อกล่ำวอ้ำงของผู้เรียกร้องที่ว่ำสัญญำโอนสิทธิและหน้ำที่และทรัพย์สินดังกล่ำว
ไมผ่ ูกพันผู้เรียกรอ้ งเพรำะไม่ไดม้ ีกำรบอกกลำ่ วให้ผู้เรียกร้องได้รับรู้หรอื ผเู้ รยี กร้องไม่ไดใ้ หค้ วำมยินยอมกับกำรโอนสิทธิ
และหน้ำท่ีและทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งที่รับฟังได้ แต่เนื่องจำกสัญญำจะซื้อจะขำยห้องชุดระหว่ำงผู้เรียกร้องกับผู้คัดค้ำนมี
ข้อควำมท่ีระบุว่ำผู้คัดค้ำนไม่ต้องรับผิดชอบในเงินจำนวนท่ีผู้เรียกร้องจ่ำยไปให้กับผู้โอนสิทธิ แต่อย่ำงใด กล่ำวคือ
สญั ญำจะซื้อจะขำยห้องชดุ ในเอกสำรห้องชดุ ท่ีฝำ่ ยผคู้ ัดคำ้ นอำ้ ง ระบุไว้ตรงกนั ว่ำ เงินจำนวน ๒,๓๐๐,๓๘๔.๑๐ บำท
ไม่เป็นควำมรับผิดชอบของผู้คัดค้ำน และผู้เรียกร้องตกลงจะไม่ให้ผู้คัดค้ำนต้องรับผิดชอบต่อต้นเงินจำนวนดังกล่ำวท่ี
ได้ชำระให้แก่ผู้โอนสิทธิในทุกกรณี และในกำรสืบพยำนผู้เรียกร้องก็ยอมรับว่ำไม่มีกำรแก้ไขสัญญำท่ีระบุไว้เช่นน้ัน
และทำงฝ่ำยผู้คัดค้ำนได้นำสืบว่ำไม่ได้รับลูกค้ำเดิมของผู้โอนสิทธิทุกรำย แต่จะรับเฉพำะรำยท่ีมีเงินเหลือมำกพอทจ่ี ะ
คุ้มกับกำรลงทุนก่อสร้ำงห้องเท่ำน้ัน กำรสืบพยำนของฝ่ำยผู้คัดค้ำนในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักมำกกว่ำ ด้วยเหตุดังกล่ำว

๖๑

เงินจำนวน ๒,๓๐๐,๓๘๔.๑๐ บำท นี้ผู้เรียกร้องจึงไม่สำมำรถเรียกจำกผู้คัดค้ำนได้ ผู้คัดค้ำนต้องผูกพันรับผิดเฉพำะที่
ระบุไว้ในสัญญำระหว่ำงผู้เรียกร้องกับผู้คัดค้ำนเท่ำนั้น ดังท่ีระบุไว้ตรงกันในหลักฐำนสัญญำจะซื้อจะขำย ข้อ ๗.๓.๑
วำ่ หำกผเู้ รียกร้องท้ังสองบอกเลกิ สัญญำ ผู้คดั ค้ำนยินยอมคืนเงนิ ที่ผเู้ รยี กร้องชำระให้แก่ผ้คู ัดคำ้ นไปแลว้ ทงั้ หมด

อำศัยเหตุผลดังวินิจฉัยมำแล้ว จึงชี้ขำดให้ผู้คัดค้ำนชำระเงินจำนวน ๑,๒๔๗,๘๔๐ บำท พร้อมทั้ง
ดอกเบย้ี รอ้ ยละ ๖ ตอ่ ปี ต้งั แต่ วันที่ ๑๗ มีนำคม ๒๕๕๗ จนกวำ่ จะชำระเสร็จแก่ผ้เู รียกร้อง คำขออื่นใหย้ ก ใหค้ ่พู ิพำท
ออกคำ่ ธรรมเนยี มและคำ่ ใช้จำ่ ยช้ันอนญุ ำโตตลุ ำกำรฝ่ำยละกง่ึ หน่งึ

แหล่งท่ีมำ

ข้อพิพำทหมำยเลขดำที่ 14/2558
หลักกฎหมำยที่เกย่ี วขอ้ ง : ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณชิ ย์
คณะอนุญำโตตุลำกำร : ศำสตรำจำรย์ ดร. เสำวนยี ์ อัศวโรจน์

ศำสตรำจำรย์ ดร. จุมพต สำยสนุ ทร
ศำสตรำจำรย์ ดร. สหธน รตั นไพจติ ร
ผยู้ อ่ : รุจริ ำ จิวำลักษณ์

๖๒

30. ขอ้ พพิ ำทหมำยเลขแดงท่ี 88/2560

ประเดน็ ขอ้ พพิ ำท : 1. ผเู้ รยี กรอ้ ง หรอื ผคู้ ัดค้ำน ฝ่ำยใดเปน็ ฝำ่ ยผดิ สัญญำ
2. ผู้คัดค้ำนจะต้องชำระเงินมัดจำตำมสัญญำจะซื้อจะขำยห้องชุดพิพำทพร้อมดอกเบี้ยและ

ค่ำขำดประโยชน์ และคำ่ เสยี หำยพรอ้ มดอกเบ้ยี ใหแ้ ก่ผเู้ รยี กร้องหรอื ไม่ เพยี งใด

อนุญำโตตุลำกำรรับฟังข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่ำ ผู้คัดค้ำนดำเนินกำรโครงกำรเอ ในปี 2552
โดยเสนอขำยห้องชุดของโครงกำร ในกำรสัญญำจะซอื้ จะขำยห้องชุดเลขท่ี 20 ผู้คัดค้ำนได้ทำสัญญำจะซื้อจะขำยกบั
นำงสำว ก ในรำคำ 6,845,440 บำท ในวันทำสัญญำผู้จะซื้อวำงเงินมัดจำตำมสัญญำเป็นเงิน 685,440 บำท (ร้อยละ
10 ของรำคำขำย) และได้รับเงินค่ำงวดจำนวน 12 งวด งวดละ 114,240 บำท รวมเป็นเงินทั้งส้ิน 2,056,320
บำท และเมื่อต้นปี 2556 ผู้คัดค้ำนได้รับเงินค่ำเปลี่ยนแปลงสัญญำจำกนำงสำว ก เป็นช่ือผู้เรียกร้องจำนวนเงิน
50,000 บำท โดยยกเลกิ ใบเสร็จเดิมแลว้ เปลย่ี นเป็นชื่อผู้เรยี กร้องแทน ผู้คดั ค้ำนได้รบั ใบรับรองกอ่ สร้ำงอำคำรชดุ เสร็จ
สมบูรณ์ เมือง ส จึงอนุญำตให้ผู้คัดคำ้ นแจ้งลูกค้ำที่มีควำมตอ้ งกำรเข้ำอยูห่ ้องชุดก่อนโอนกรรมสิทธ์ไิ ด้ จึงทำให้มีกำร
ขอเข้ำอยู่ก่อนและเข้ำพักอำศัยห้องแรกในเดือนเมษำยน 2556 และเริ่มทยอยเข้ำอยู่ในเดือนถัดไป ต้ังแต่เดือน
เมษำยน 2556 ถึงส้ินปี 2556 มีลูกค้ำเข้ำมำชำระเงินงวดสุดท้ำยและรับมอบห้องชุดจำนวน 238 รำย จำกท้ังหมด
425 ห้อง ผู้คัดค้ำนได้ติดต่อผู้เรียกร้องมำทำกำรโอนกรรมสิทธ์ิห้องชุดมำกกว่ำสำมฉบับ แต่ผู้เรียกร้อง
ไม่ติดต่อกลับมำภำยในระยะเวลำทกี่ ำหนด ผู้คัดค้ำนเคยไปเจรจำกับผู้เรียกร้องที่สำนักงำนคุ้มครองผู้บริโภคสองคร้ัง
ผเู้ รียกรอ้ งได้มอบหมำยใหน้ ำย ข ไปเจรจำ แต่ตกลงกนั ไม่ไดเ้ พรำะผู้เรยี กร้องจะต้องจ่ำยคำ่ นำยหนำ้ ในกำรดำเนินกำร
ขำยห้องชุดดังกล่ำว ผู้เรียกร้องจึงออกหนังสือขอบอกเลิกสัญญำ ลงวันที่ 2 พฤศจิกำยน 2557 โดยมีผู้รับหนังสือ
ดังกลำ่ วแล้ว หลังจำกบอกเลกิ สญั ญำแล้ว ผู้คัดค้ำนและผ้เู รียกร้องยงั มไิ ด้มีกำรปฏบิ ตั ิชำระหนต้ี ่อกันแต่อยำ่ งใด

คำวินจิ ฉยั ชีข้ ำด

ประเด็นข้อพิพำทที่ 1 ผู้เรียกร้อง หรือ ผู้คัดค้ำน ฝ่ำยใดเป็นฝ่ำยผิดสัญญำ ผู้เรียกร้องนำสืบว่ำ
ผู้เรียกร้องได้รับโอนสิทธิตำมสัญญำจะซ้ือจะขำยห้องชุดพิพำทจำกนำงสำว ก เม่ือวันท่ี 19 มกรำคม 2556
ในสัญญำที่ผู้เรียกร้องรับโอนสิทธิมำน้ัน กำหนดให้ผู้คัดค้ำนต้องเร่ิมก่อสร้ำงอำคำรชุดในเดือนกรกฎำคม 2553
กำหนดแล้วเสร็จประมำณ 30 เดือน หำกก่อสร้ำงแล้วเสร็จเกิน 36 เดือน ผู้จะซ้ือมีสิทธิได้รับเงินท้ังหมดตำมสัญญำ
ข้อ 2 คืนได้ แต่ผู้คัดค้ำนจดทะเบียนนิตบิ ุคคลอำคำรชดุ เมื่อวนั ท่ี 5 สิงหำคม 2556 เป็นกำรก่อสร้ำงเกิน 36 เดือน
ไม่สำมำรถส่งมอบโอนห้องชุดพิพำทให้ผู้เรียกรอ้ งได้ภำยในเดอื นกรกฎำคม 2556 จึงเป็นฝ่ำยผิดสัญญำ ส่วนผู้คัดค้ำนมี
นำง ค ผู้รับมอบอำนำจของผู้คัดค้ำน นำงสำว ง พนักงำนฝ่ำยขำย และนำงสำว จ พนักงำนบัญชี ให้กำรว่ำอำคำร
คอนโดมีเนียมพิพำทสร้ำงเสร็จสมบูรณ์ภำยในกำหนดระยะเวลำ เมือง ส อนุญำตให้ผู้คัดค้ำนสำมำรถแจ้งลูกค้ำที่มี
ควำมต้องกำรเข้ำอยู่ห้องชุดได้ก่อนกำรโอนกรรมสิทธิ์ มีผู้เข้ำอยู่และเข้ำพักอำศัยต้ังแต่เดือนเมษำย น 2556
และทยอยเข้ำอยู่ในเดือนถัดไปจนสิ้นปี 2556 มีกำรรับมอบห้องชุดไปจำนวน 238 รำย ปรำกฏตำมเอกสำรหมำย
ค.9 ผู้คัดค้ำนได้พยำยำมติดต่อผู้เรียกร้องให้มำดำเนินกำรชำระเงินอำคำรชุดงวดสุดท้ำยและตรวจรับโอนกรรมสิทธ์ิ
อำคำรชุดดังกล่ำว แต่ผู้เรียกร้องโต้แย้งว่ำอำคำรชุดน้ันสร้ำงไม่แล้วเสร็จตำมสัญญำ และได้ร้องเรียนต่อสำนักงำน
คุ้มครองผู้บริโภค โดยผู้เรียกร้องได้มอบหมำยให้นำย ข เป็นผู้เจรจำกับผู้คัดค้ำน ในชั้นเจรจำนำย ข ต้องกำรได้เงิน
จำนวน 2,056,320 บำท คืน แตจ่ ะตอ้ งมกี ำรประกำศขำยห้องชุดดังกล่ำวใหแ้ ก่ผอู้ ื่น ซ่งึ หำกผู้เรยี กรอ้ งไมด่ ำเนนิ กำร
ประกำศขำยเอง กำรดำเนนิ กำรขำยดังกล่ำวจะต้องมีค่ำนำยหน้ำ ในทส่ี ดุ กต็ กลงกันไม่ไดจ้ นล่วงเลยระยะเวลำของกำรโอน
กรรมสทิ ธ์หิ ้องชุดตำมโครงกำรของผู้คดั คำ้ น ผูค้ ดั ค้ำนไดม้ ีหนงั สอื แจ้งใหผ้ ้เู รยี กร้องมำดำเนินกำรโอนกรรมสทิ ธ์หิ ้องชุด
ตำมหนังสือลงวันท่ี 5 มีนำคม 2557 1 กรกฎำคม 2557 และ 22 กันยำยน 2557 แต่ผู้เรียกร้องเพิกเฉย
ในทีส่ ุดผคู้ ดั ค้ำนไดม้ ี

หนังสือถึงผู้เรียกร้องลงวันที่ 31 ตุลำคม 2557 ขอบอกเลิกสัญญำจะซ้ือจะขำย และมีหนังสือลง
วันที่ 2 พฤศจิกำยน 2557 ขอบอกเลิกสัญญำอีกฉบับหนึ่งตำมเอกสำรหมำย ค.12 ผู้เรียกร้องได้รับหนังสือดงั กล่ำว
ตำมใบตอบรับของไปรษณยี ไ์ ทยโดยมผี ู้ลงลำยมอื ช่อื รับแทนคอื นำง ฉ และนำย ข อนญุ ำโตตลุ ำกำรพจิ ำรณำแล้วเห็น
ว่ำ จำกพยำนเอกสำรที่ฝ่ำยผู้คัดค้ำนนำสืบนั้น ข้อเท็จจริงตำมเอกสำรหมำย ร.9 รับฟังได้ว่ำ ผู้ซื้ออำคำรชุด

๖๓

ในโครงกำรได้มีกำรทยอยเข้ำพักอำศัยและโอนกรรมสิทธิ์ในอำคำรชุดตั้งแต่วันที่ 1 เมษำยน 2556 ( 01 April
2013) เรื่อยมำจนถึงส้ินเดือนกรกฎำคม 2556 จำนวน 92 รำย จึงมีน้ำหนักน่ำเชื่อว่ำผู้คัดค้ำนได้ก่อสร้ำงอำคำร
คอนโดมีเนียมท่ีพิพำทแล้วเสร็จตำมสัญญำ ส่วนท่ีผู้เรียกร้องนำสืบว่ำผู้คัดค้ำนได้จดทะเบียนนิติบุคคลอำคำรชุดใน
วันท่ี 5 สิงหำคม 2556 อันเป็นกำรจดทะเบียนหลังเดือนกรกฎำคม 2556 น้ัน เห็นว่ำ ผู้คัดค้ำนจะต้องดำเนินกำร
ก่อสร้ำงอำคำรชุดแล้วเสร็จก่อน จึงจะสำมำรถจดทะเบียนนิติบุคคลอำคำรชุดได้ กำรจดทะเบียนนิติบุคคลอำคำรชุด
ในวันที่ 5 สิงหำคม 2556 มิได้หมำยถงึ วำ่ ผู้คัดค้ำนดำเนินกำรก่อสร้ำงล่ำช้ำกวำ่ เดอื นกรกฎำคม 2556 ตำมสัญญำ
จะซอื้ จะขำยห้องชุดข้อ 4 เป็นกำรกำหนดเร่ืองของกำรดำเนินกำรก่อสร้ำงซ่ึงต้องใช้เวลำก่อสร้ำงประมำณ 30 เดือน
ถงึ 36 เดือน มิไดก้ ำหนดเร่อื งกำรจดทะเบยี นนิตบิ คุ คลอำคำรชดุ สว่ นกำรจะดำเนินกำรจดทะเบยี นสิทธนิ ิติกรรมโอน
กรรมสิทธ์ิอำคำรชุดให้แก่ผู้จะซื้อจะขำยน้ัน ก็จะทยอยดำเนินกำรเมื่อได้รับเงินค่ำอำคำรชุดงวดสุดท้ำยจำกผู้จะซื้อจะ
ขำยแล้ว อันเป็นงำนทำงธุรกำรท่ีผู้จะซ้ือและผู้จะขำยต้องติดต่อประสำนงำนกันต่อไป ข้อเท็จจริงและพยำนหลักฐำนจำก
ทำงนำสบื ของท้ังสองฝ่ำยจึงรับฟังได้วำ่ ผ้คู ดั ค้ำนมไิ ด้เปน็ ฝ่ำยปฏิบตั ิผิดสญั ญำ และเม่อื ผู้เรยี กร้องไดร้ บั หนงั สือแจง้ ให้มำ
ดำเนินกำรชำระเงินส่วนที่เหลือและโอนกรรมสิทธิ์ในอำคำรชุดพิพำทตำมเอกสำรหมำย ค.12 รวม 3 ฉบับ
แต่ผเู้ รียกรอ้ งเพกิ เฉย ผเู้ รียกรอ้ งจึงตกเป็นฝำ่ ยผิดสญั ญำ

ประเด็นข้อพิพำทท่ี 2 ผู้คัดค้ำนจะต้องชำระเงินมัดจำตำมสัญญำจะซื้อจะขำยห้องชุดพิพำทพรอ้ ม
ดอกเบี้ยและค่ำขำดประโยชน์ และค่ำเสียหำยพร้อมดอกเบี้ย ให้แก่ผู้เรียกร้องหรือไม่ เพียงใด เมื่อได้วินิจฉัยใน
ประเด็นท่ี 1 แล้วว่ำ ผู้คัดค้ำนมิได้เป็นฝ่ำยผิดสัญญำและได้บอกเลิกสัญญำตำมเอกสำรหมำย ค.12 ตำมหนังสือลง
วันท่ี 2 พฤศจิกำยน 2557 กำรบอกเลิกสัญญำน้ันจึงชอบด้วยกฎหมำย ผู้คัดค้ำนจะต้องรับผิดต่อผู้เรียกร้องหรือไม่
อยำ่ งไรนน้ั เหน็ ควรแยกพจิ ำรณำ ดงั นี้

(1) เงินมัดจำตำมสัญญำจะซอื้ จะขำยห้องชุดพิพำทพร้อมดอกเบี้ย ผู้คัดค้ำนนำสืบโดยอ้ำงเอกสำร
หมำย ร.12 ฉบับลงวันท่ี 31 ตุลำคม 2557 ว่ำ ผู้คัดค้ำนขอบอกเลิกสัญญำจะซ้ือจะขำยและริบเงินมัดจำสัญญำ
จำนวน 2,056,320 บำท เน่ืองจำกผู้เรียกร้องผิดสัญญำจะซ้ือจะขำยน้ัน อนุญำโตตุลำกำรได้พิจำรณำสัญญำจะซื้อ
จะขำยข้อ 2 ซ่ึงกำหนดในขอ้ 2.1 ว่ำ ในวันทำสัญญำ ผู้จะซ้ือจะวำงเงินมดั จำตำมสัญญำเรียกว่ำ “เงินมัดจำสญั ญำ”
เป็นจำนวนเงิน 685,440 บำท (ร้อยละ 10 ของรำคำขำย) ส่วนเงินที่เหลืออีกร้อยละ 90 ของรำคำขำยแบ่งชำระเป็น
สองส่วน ส่วนแรกร้อยละ 20 ยอดเงิน 1,369,080 บำท ผ่อนชำระเป็นรำยเดือน ส่วนท่ีสองร้อยละ 70 ของรำคำ
ขำยจำนวน 4,790,920 บำท ชำระเป็นงวดสุดท้ำยน้ัน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังในประเด็นวินิจฉัยที่ 1 ว่ำผู้เรียกร้องเป็น
ฝ่ำยผิดสัญญำ ผู้คัดค้ำนจึงชอบที่จะริบเงินมัดจำสัญญำจำนวน 685,440 บำท ได้ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและ
พำณิชย์ มำตรำ 378 (2) เนื่องจำกกำรเลิกสัญญำดงั กล่ำวเกิดขึ้นเพรำะผู้เรียกร้องเป็นฝ่ำยผิดสัญญำ ส่วนยอดเงินที่
นำงสำว ก ได้ผ่อนชำระให้แก่ผูค้ ัดคำ้ นโดยผู้เรยี กรอ้ งเข้ำสวมสทิ ธิรวมจำนวน 1,370,880 บำท ไมใ่ ชเ่ งินมัดจำ แต่เป็น
กำรชำระหนี้บำงส่วน เม่ือผู้คดั ค้ำนได้บอกเลิกสัญญำแลว้ ค่สู ัญญำแตล่ ะฝำ่ ยย่อมกลับคืนสู่ฐำนะเดิม ผู้คัดคำ้ นจงึ ต้องคืน
เงินจำนวน 1,370,880 บำท ให้แก่ผู้เรียกร้องโดยไม่อำจริบเงินจำนวนดังกล่ำวได้ ท้ังน้ีนับแต่วันท่ีหนังสือบอกเลิก
สัญญำมีผล กล่ำวคือวนั ท่ี 3 พฤศจิกำยน 2557 ซึ่งเป็นวันท่ีหนงั สือบอกเลิกสัญญำนั้นไปถึงผู้เรียกร้อง เมื่อผู้คัดคำ้ น
ยังมิได้คืนเงินจำนวนดังกล่ำวให้แก่ผู้เรียกร้อง ผู้คัดค้ำนจึงต้องชำระดอกเบี้ยในอัตรำร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน
1,370,880 บำท นับแตว่ ันที่ 3 พฤศจิกำยน 2557 เปน็ ตน้ ไปจนกว่ำจะชำระแลว้ เสร็จใหแ้ กผ่ ้เู รียกรอ้ ง

(2) เงินค่ำเสียหำยและค่ำขำดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย เมื่ออนุญำโตตุลำกำรได้วินิจฉัยในประเด็น
แรกวำ่ ผเู้ รยี กร้องเปน็ ฝ่ำยผดิ สญั ญำ ผ้เู รียกรอ้ งจงึ ไมอ่ ำจเรยี กคำ่ เสยี หำยหรือคำ่ ขำดประโยชน์จำกผู้คดั คำ้ นแต่อย่ำงใด

อนุญำโตตุลำกำรจึงวินิจฉัยชี้ขำดให้ผู้คัดคำ้ นชำระเงินจำนวน 1,370,880 บำท ให้แก่ผู้เรียกร้อง
พร้อมดอกเบี้ยในอัตรำร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่ำวนับแต่วันที่ 3 พฤศจิกำยน 2557 เป็นต้นไปจนกว่ำจะ
ชำระเสร็จ

คำขออื่นตำมคำเสนอขอ้ พพิ ำทใหย้ กเสยี ท้ังสิ้น

๖๔

แหล่งท่ีมำ

ขอ้ พพิ ำทหมำยเลขดำท่ี ๔๑/255๙

หลกั กฎหมำยทเ่ี ก่ียวขอ้ ง : ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณชิ ย์ มำตรำ 3๗๘(๒)

อนุญำโตตลุ ำกำร : ศำสตรำจำรยพ์ ิเศษ ดร.กมลชยั รตั นสกำววงศ์

ผูย้ ่อ : สุชัญญำ สุขสมนำวุฒิ

๖๕

31. ขอ้ พพิ าทหมายเลขแดงท่ี 128/2560

ประเด็นขอ้ พิพำท : ผคู้ ัดคำ้ นผดิ สญั ญำจะซอ้ื จะขำยหรือไม่

ข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นรับฟังได้ตำมที่ผู้เรียกร้องนำสืบว่ำ ผู้เรียกร้องได้ทำสัญญำจะซ้ือจะขำยห้อง
ชุดในโครงกำร พ จำกผู้คัดค้ำนจำนวน 2 ห้อง โดยผู้เรียกร้องได้รับโอนสิทธิ์ในสัญญำจะซ้ือจะขำยกับผู้คัดค้ำนโดย
เปลีย่ นตวั ผู้จะซือ้ จำกนำย อ. เปน็ ผูเ้ รียกรอ้ ง ตำมสัญญำจะซอื้ จะขำยตกลงซอื้ ขำยหอ้ งดังกล่ำว ห้องละ 2,368,000
บำท ค่ำจองหอ้ งละ 5,000 บำท คำ่ มัดจำแบง่ ชำระเป็น 24 งวดๆท่ี 1 23 งวดละ 2,000 บำท งวดท่ี 24 ชำระ
เป็นเงิน 323,600 บำทท และในวันทำสัญญำอีก 30,000 บำท รวมเป็นเงินที่ชำระแก่ผู้คัดค้ำนไปแล้วห้องละ
478,600 บำท รวมสองห้องเป็นเงิน 947,200 บำท โดยกำหนดเวลำก่อสร้ำงแล้วเสร็จภำยใน 2 ปี นับแต่วันทำ
สัญญำจนถึงเดือนเมษำยน 2558 นับแต่วันทำสัญญำผู้เรียกร้องได้เข้ำไปดูห้องชุดดังกล่ำวปรำกฏว่ำกำรก่อสร้ำงไม่
คืบหน้ำ ผู้เรียกร้องได้ไปติดต่อที่สำนักงำนโครงกำรพบตัวแทนผู้คัดค้ำนสอบถำมถึงกำรก่อสร้ำงห้องชุดตัวแทนตอบ
บ่ำยเบี่ยงไปเรื่อย ได้คุยกับตัวแทนขอให้คืนเงินก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรตอบกลับมำจนกระท่ังครบกำหนดวันไปจด
ทะเบียนโอนกรรมสิทธ์ิห้องชุดดังกล่ำว ผู้คัดค้ำนไม่สำมำรถก่อสร้ำงให้แล้วเสร็จและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธ์ิให้แก่
ผู้เรียกร้องได้ภำยในกำหนดเวลำท่ีกำหนดไว้ในสัญญำจะซื้อจะขำย ผู้เรียกร้องได้ไปสอบถำมท่ีสำนักงำนโครงกำรไม่
พบใครอยู่ในสำนักงำน และส่ือสำรทำงโทรศัพท์ก็ไม่มีผู้รับสำย ผู้เรียกร้องจึงส่งหนังสือบอกเลิกสัญญำไปยังผู้คัดค้ำน
ทำงไปรษณยี ต์ อบรับมผี ู้รับแลว้ เมื่อวันที่ 27 สิงหำคม 2559

คำวนิ ิจฉัยชีข้ ำด

อนุญำโตตุลำกำรพิจำรณำกำรนำสืบพยำนและพยำนเอกสำรหลักฐำนแล้ว วินิจฉัยว่ำ ที่ผู้เรียกร้อง
ทำสญั ญำจะซอ้ื จะขำยห้องชดุ ดงั กลำ่ ว ผู้คัดค้ำนไดก้ ่อสรำ้ งอำคำรอยู่แล้ว ซง่ึ สร้ำงไวห้ ลำยอำคำรด้วยกนั มิได้ทำใหแ้ ล้ว
เสร็จทีละอำคำร กำรก่อสร้ำงอำคำรหำกได้ก่อสร้ำงฐำนรำกและโครงสร้ำงไว้แล้ว งำนก่อสร้ำงต่อไปที่ต้องใช้เวลำ
ตำมที่กำหนดไว้ในสัญญำจะซ้ือจะขำยเป็นกำรเพียงพอ เม่ือพ้นกำหนดระยะเวลำตำมท่ีกำหนด ห้องชุด ท่ีผู้เรียกร้อง
ซ้ือไว้ ผู้คัดค้ำนไม่สำมำรถก่อสร้ำงได้แล้วเสร็จและจำกพยำนหลักฐำนภำพถ่ำยผู้เรียกร้องยนื ยันว่ำ ภำยในระยะเวลำ
2 ปี นับแต่วันทำสัญญำจะซอื้ จะขำยผู้เรยี กร้องได้ไปดูกำรก่อสร้ำงเดือนละคร้ังก่อสร้ำงดังกล่ำวไม่คืบหน้ำแต่อยำ่ งใด
ผู้เรียกร้องไปติดต่อท่ีสำนักงำนโครงกำรไม่มีผู้ใดอยู่ในสำนักงำนส่ือสำรทำงโทรศัพท์ก็ไม่มีใครรับ เม่ือพ้นกำหนด
ระยะเวลำที่กำหนดไว้ ผู้คัดค้ำนก่อสร้ำงไม่แล้วเสร็จจึงไม่สำมำรถโอนกรรมสิทธ์ิห้องชุดดังกล่ำวแก่ผู้เรียกร้องได้
ผู้เรียกร้องบอกเลิกสัญญำและเรียกร้องให้ผู้คัดค้ำนคืนเงินมัดจำ เงินค่ำจองและเงินท่ีชำระในวันทำสัญญำที่ชำระให้
ผคู้ ัดคำ้ นไปแลว้ จึงชอบด้วยกฎหมำย

วินิจฉัยชี้ขำดให้ผู้คัดค้ำนคืนเงินจำนวน 947,200 บำท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่
วนั ผดิ สัญญำจนถึงวันเสนอข้อพิพำทเป็นเงิน 105,139 บำท รวมเปน็ เงิน 1,052,339.20 บำท และดอกเบี้ยร้อยละ
7.5 ต่อปี จำกต้นเงิน 947,339.20 บำท นับแต่วันเสนอข้อพิพำทจนถึงวันที่ชำระหนี้เสร็จส้ิน สำหรับค่ำใช้จ่ำยใน
กำรดำเนนิ กระบวนพิจำรณำและค่ำป่วยกำรค่ำอนญุ ำโตตลุ ำกำรใหเ้ ปน็ ไปตำมบญั ชีแนบท้ำยคำช้ีขำดนี้

แหลง่ ที่มำ

ขอ้ พิพำทหมำยเลขดำที่ 105/2559
หลักกฎหมำยทเ่ี กย่ี วข้อง : ประมวลกฎหมำยแพง่ และพำณิชย์ มำตรำ 456
คณะอนุญำโตตลุ ำกำร : รองศำสตรำจำรย์วินยั ล้ำเลิศ
ผ้ยู อ่ : ประกอบบุญ สุวรรณโมลี

๖๖

32. Case No. (Red) 2 /2561

Issues to be determined: ( 1) Did the Respondent breach its obligation specified in the
Agreement to Buy-Sell Condominium Units?

(2) If the Respondent did so; the Claimant shall have the right to
compel the Respondent to register the transfer of the condominium unit in dispute to the
Claimant or to claim for all or any payment form the Respondent as stipulated in its Statement
of Claim or not.

After taking examination, the parties accept that The Claimant, as the buyer entered
into the Agreement to Buy- Sell Condominium Units with the Respondent, as the seller June 2008.
the condominium unit purchased by the Claimant from the Respondent is Unit No. 13 D. on the 13
the Floor with the purchase price totaling Baht 36,500,000. The Claimant paid the purchase price in
full totaling Baht 36,500,000 to the Respondent. After inspecting the Unit, the Respondent handed
the Unit over the Claimant but did not register the transfer of the Unit to the Claimant. However,
the Claimant took the possession of the Unit and repeatedly tried to demand the official transfer
the Unit as well as the Respondent to comply with the covenants of the Agreement. Nevertheless,
the Respondent failed to do as demanded.

Award

The Tribunal has examined the Evidence. The Tribunal finds that for the first issue
the Respondent breached its obligation specified in the Agreement to Buy-Sell Condominium Units.
Therefore, the Respondent (the seller) had the duty to register the title of ownership to the Claimant
( the buyer) on Prospective Buyer’ s having paid Prospective Seller the amount of Baht 36,500,000
(Thirty Six Million and Five Hundred Thousand Baht) through three payments. The date of the third
payment (final payment) was on December 2009.

However, the Respondent asserted that it had an excuse that there was a force
majeure in non- performance of its obligation to register the transfer the title of the disputed
Condominium Unit to the Claimant.

Since Force Majeure is generally intended to include occurrences beyond the
reasonable control of a party, and therefore would not cover any result of the negligence or
malfeasance of a party, which has a materially adverse effect on the ability of such party to perform
its obligations. In sum, it is externality, namely the respondent must have nothing to do with the
event's happening.

In this case, the Respondent brought the disputed Condominium Unit to mortgage
with someone in amount of 35,000,000 Thai Baths on June 2015. Therefore, the Respondent could
not transfer the title of the disputed Condominium Unit to the Claimant because of its action. Thus,
the inability to transfer the title of the disputed Condominium Unit occurred from the act of a
Managing Director of the Respondent and there was no Force Majeure in this case to exempt the
Respondent to fulfill its obligation under the Agreement to Buy-Sell Condominium Units.

For the second issue as for the liability of the Respondent, it is as follows:
1) The Respondent shall fulfill its obligation as specified in the Agreement to Buy-
Sell Condominium and provisions of Section 213 of the Civil and Commercial Code of Thailand.

๖๗

According to Section Four of the Agreement ( Price and Condition of Payment)
stipulates as follows:

The parties agree that:
(1) On Prospective Buyer’s having paid Prospective Seller according to the amount
and at time schedule in Section 3.1, 3.2 and 3.3, they agree to register a transfer of the title to the
Condominium Unit hereunder at Bangkok Metropolis Land Office on the date and at the time
specified by Prospective Seller. In addition, pursuant to Section 213 of the Civil and Commercial
Code of Thailand “ if a debtor fails to perform his obligation, the creditor may make a demand for
compulsory performance, except where the nature of the obligation does not permit it.”
Although the creditor may bring an action to court to enforce its right provided in the
Agreement between the parties, it may choose to submit its dispute to arbitration and in this case
there is an arbitration clause in the Agreement to settle the dispute between them by arbitration.
Thus, similar to the Court of Justice, the Arbitral Tribunal has an authority to render
an award as follows:
1) The arbitral tribunal can order the Respondent to perform its obligation through
compulsory performance.
2) If, however, the Respondent does not fulfill its obligation, the Claimant may
rescind the contract after fixing a reasonable period and notifying him to perform the obligation
within that period (Section 387 of the Civil and Commercial Code of Thailand) and then the Claimant
may demand the Respondent to pay his damages.
According to Section 391 paragraph 1 of the Civil and Commercial Code of Thailand
if one party has exercised his right of rescission, each party is bound to restore the other party to his
former condition. Therefore, the Respondent has to return the purchase price of the Condominium
paid by the Claimant to the Respondent, namely the amount of Baht 36,500,000. In addition, it has
to pay interest of 15% per annum on the principal sum of Baht 36,500,000, calculated from the date
of when the money was received (Section 391 paragraph 2).
Therefore, the arbitrator awarded that
1) The Respondent has to carry out the registration the transfer the title of ownership
of the disputed Condominium with free of mortgages and other obligations and commitments to
the Claimant, by going to the Land Department to transfer such title within 30 days from the date
on which a copy of the award reaches the Respondent.
2) If the respondent cannot do so (as stipulated above), the Respondent shall have
to pay the Claimant the amount of 36,500,000 Baht ( Thirty Six Million and Five Hundred Thousand
Baht) as well as interest at the rate of 15% ( fifteen percent) per annum on the principal sum of
36,500,000 Baht, calculated from the date of June 2012, which is the date of transfer confirmed by
the Respondent in its letter till payment.

Sources

Case No (Black) 91/2557

Relevant Laws : Section 8,213, 387, 391 of the Thai Civil and

Commercial Code.

Arbitrator : Professor Dr. Saowanee Asawaroj

Summarized by : Rujira Chivalak

๖๘

33. ขอ้ พิพำทหมำยเลขแดงที่ 59/2561

ประเด็นขอ้ พพิ ำท : ๑.ผู้คัดค้ำนผิดสัญญำหรือไม่
๒.ผู้คัดค้ำนจะต้องรับผิดคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่ำเสียหำยให้แก่ผู้เรียกร้องหรือไม่

เพยี งใด

คพู่ ิพำทนำสืบพยำนแล้วข้อเทจ็ จริงเบ้ืองต้นรับฟังได้วำ่ เม่อื วนั ท่ี ๒๓ มกรำคม ๒๕๕๖ ผูเ้ รียกร้อง
ทำสัญญำจะซ้ือจะขำยห้องชุด ขนำดห้องละ ๓๐ ตำรำงเมตร ในรำคำรวม ๑,๔๖๐,๐๐๐ บำท จำกผู้คัดค้ำนซึ่งเป็น
ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนำโครงกำรอำคำรชุดดังกล่ำวและเป็นผู้จะขำย โดยผู้เรียกร้องได้ชำระเงินตำมสัญญำให้แก่
ผู้คัดค้ำนแล้วเป็นเงิน ๙๓๖,๕๖๒ บำท ต่อมำวันท่ี ๑๓ กุมภำพันธ์ ๒๕๕๖ ผู้เรียกร้องทำสัญญำจะซื้อจะขำยห้องชุด
ขนำด ๓๖ ตำรำงเมตร ในโครงกำรเดียวกันจำกผู้คัดค้ำน ในรำคำ ๑,๑๕๐,๐๐๐ บำท โดยชำระเงินตำมสัญญำแล้ว
เป็นเงิน ๗๐๒,๓๔๓ บำท รวมเป็นเงินท่ชี ำระไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน ๑,๖๓๘,๙๐๕ บำท ตำมสำเนำสัญญำจะซ้อื จะขำย
๒ ฉบับ ผู้คัดค้ำนเคยแจ้งให้ผู้เรียกร้องทรำบว่ำโครงกำรก่อสร้ำงจะแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธ์ิได้ภำยในกลำงปี
๒๕๕๘ แต่ต่อมำไม่สำมำรถกอ่ สร้ำงโครงกำรอำคำรชุดดังกล่ำวให้แล้วเสร็จภำยในกำหนดได้ และปัจจุบันได้หยุดกำร
กอ่ สรำ้ งโครงกำรแลว้

คำวนิ ิจฉยั ช้ขี ำด

ประเด็นแรก ปัจจุบันผู้คัดค้ำนหยุดกำรก่อสร้ำงโครงกำรอำคำรชุดแล้ว และผู้คัดค้ำนก็มิได้นำสืบ
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ให้เห็นเป็นอย่ำงอ่ืน จึงแสดงให้เห็นว่ำผู้คัดค้ำนไม่อำจปฏิบัติตำมข้อตกลงในสัญญำทีม่ ีหน้ำท่ีตอ้ ง
โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดอันเป็นกำรผิดสัญญำ ข้ออ้ำงของผู้คัดค้ำนที่ว่ำกำหนดแล้วเสร็จของโครงกำรในช่วงกลำง
ปี ๒๕๕๘ จะเป็นเพียงกำรประมำณกำรหรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผู้คัดค้ำนสำมำรถปฏิบัติหน้ำท่ีตำมข้อตกลงในสัญญำจะซ้ือ
จะขำยได้ ขอ้ เท็จจริงจงึ รับฟังได้ว่ำผู้คัดคำ้ นเปน็ ฝ่ำยผิดสัญญำ

ประเด็นต่อไป ได้ควำมว่ำ ผู้เรียกร้องทวงถำมให้ผู้คัดค้ำนปฏิบัติตำมข้อตกลงหลำยคร้ังและ
ผู้คัดค้ำนได้แจ้งให้ทรำบว่ำกำรก่อสร้ำงล่ำช้ำและยินดีคืนเงินให้ตำมเงื่อนไขที่กำหนด ต่อมำผู้เรียกร้องให้พยำนมี
หนังสือบอกเลิกสัญญำและขอให้ชำระเงินคืน เมื่อวันท่ี ๖ มิถุนำยน ๒๕๖๐ ซ่ึงผู้คัดค้ำนนำสืบรับข้อเท็จจริงว่ำกำร
ก่อสร้ำงมีควำมล่ำช้ำและได้เจรจำเสนอคืนเงินโดยกำหนดเง่ือนไขให้ผู้เรียกร้องกรอกแบบฟอร์มที่กำหนดและส่งคืน
ให้แกผ่ ู้คัดคำ้ น เห็นว่ำ เมอ่ื ขอ้ เทจ็ จรงิ รับฟงั ได้ว่ำผู้คดั ค้ำนเป็นฝ่ำยผดิ สัญญำจะซือ้ จะขำย ผู้เรียกร้องจึงมีสิทธิบอกเลิก
สัญญำจะซ้ือจะขำยได้ตำมสัญญำ ผู้เรียกร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญำได้โดยชอบด้วยกฎหมำย และเมื่อสัญญำเลิกกนั
แล้ว คสู่ ญั ญำทกุ ฝำ่ ยจึงตอ้ งกลับคืนสฐู่ ำนะเดมิ ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณชิ ย์ มำตรำ ๓๙๑ ผคู้ ัดค้ำนจึงต้อง
คนื เงนิ ๑,๖๓๘,๙๐๕ บำท ทไี่ ด้รับไวจ้ ำกผ้เู รยี กร้อง พร้อมดอกเบีย้ ตำมที่ผเู้ รียกร้องมคี ำขอบงั คบั แต่ท่ีผเู้ รยี กรอ้ งขอให้
ผู้คัดค้ำนรับผิดชดใช้ค่ำเสียหำยสืบเนื่องจำกกำรผิดสัญญำอีกจำนวน ๑,๖๓๘,๙๐๕ บำท นั้น แม้ว่ำกำรเลิกสัญญำจะไม่
กระทบสิทธิของผู้เรียกร้องท่ีจะเรียกเอำค่ำเสียหำยจำกผู้คัดค้ำนแต่จะต้องเป็นควำมเสียหำยท่ีตำมปกติย่อมเกิ ดขึ้น
จำกกำรที่ฝ่ำยผู้คัดค้ำนไม่ปฏิบัติตำมหน้ำที่ของตน และผู้เรียกร้องมีหน้ำที่ต้องนำสืบให้เห็นถึงควำมเสียหำยดังกล่ำว
แต่ผู้เรยี กรอ้ งกล่ำวอ้ำงถึงจำนวนเงินค่ำเสียหำยอย่ำงเล่ือนลอยโดยปรำศจำกพยำนหลกั ฐำนมำนำสืบสนับสนุนให้เห็น
ถึงควำมเสียหำยแท้จริงท่ีเกิดข้ึน จึงไม่กำหนดให้ ส่วนท่ีขอให้อนุญำโตตุลำกำรกำหนดค่ำเสียหำยเชิงลงโทษ โดยอ้ำง
เหตุตำมถ้อยคำท่ีบัญญัติไว้ในพระรำชบัญญัติวิธีพิจำรณำคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มำตรำ ๔๒ พยำนฝ่ำยผู้เรียกร้อง
อ้ำงว่ำ ผู้คัดค้ำนไม่ระบุกำหนดเวลำแล้วเสร็จของโครงกำรในสัญญำตำมเงื่อนไขในประกำศคณะกรรมกำรว่ำด้วย
สัญญำ เร่ืองใหธ้ รุ กจิ ขำยหอ้ งชุดเป็นธุรกิจทค่ี วบคุมสัญญำ พ.ศ.๒๕๔๓ เห็นว่ำ ไมใ่ ช่เหตผุ ลเพยี งพอทีจ่ ะถอื ว่ำเป็นกำร
กระทำโดยเจตนำเอำเปรียบผู้คัดค้ำนโดยไม่เป็นธรรม หรือจงใจให้ผู้คัดค้ำนได้รับควำมเสียหำย หรือฝ่ำฝืนต่อควำม
รับผิดชอบในฐำนะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นท่ีไว้วำงใจตำมที่ผู้เรียกร้องกล่ำวอ้ำง โดยเฉพำะเม่ือพิจำรณำประกอบ
ขอ้ เท็จจรงิ ตำมพยำนหลักฐำนของผู้เรียกร้องว่ำ ผู้คดั ค้ำนยอมรบั ว่ำกำรก่อสร้ำงล่ำชำ้ และเสนอทีจ่ ะชดใชเ้ งินคืนให้มำ
โดยตลอด เพียงแตข่ อให้ดำเนนิ กำรตำมข้ันตอนที่กำหนด สว่ นท่ผี เู้ รยี กร้องนำสืบว่ำ ผูค้ ัดคำ้ นกำหนดวิธีกำรคืนเงนิ โดย
จะต้องทำข้อตกลงเกี่ยวกับกำรเก็บรักษำควำมลับและต้องชดใช้ค่ำปรับหำกมีกำรฝ่ำฝืนข้อตกลงดังกล่ำว เห็นว่ำ
กำรกำหนดเง่ือนไขเช่นน้ีเป็นภำระเกินสมควรแก่ผู้เรียกร้องในฐำนะผู้บริโภคที่มีสิทธิได้รับเงินคืนโดยชอบธรรม แต่ก็

๖๙

หำใช่พฤติกำรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงควำมไม่สุจรติ หรือไม่เป็นธรรมในกำรประกอบธุรกิจของผู้คัดค้ำนแต่อย่ำงใด เพรำะ
เป็นธรรมดำของกำรประกอบธุรกิจกำรค้ำท่ีผู้ประกอบกำรจะต้องหำทำงเยียวยำควำมเสียหำยให้แก่ผู้บริโภค
แตข่ ณะเดยี วกันก็ต้องหำทำงเยียวยำรักษำช่ือเสียงในธุรกจิ กำรคำ้ ของตนเองเช่นกัน จึงไมม่ เี หตุตำมทผ่ี ู้เรียกร้องกล่ำว
อำ้ งเพ่ือกำหนดคำ่ เสยี หำยเชิงลงโทษตำมกฎหมำยดงั กล่ำว ท่ีสำคญั อำนำจตำมกฎหมำยในกำรกำหนดค่ำเสียหำยเชิง
ลงโทษนั้นเป็นอำนำจของศำลซึ่งมคี ำพิพำกษำให้ผปู้ ระกอบธรุ กิจชดใชค้ ่ำเสียหำย จึงต้องยกคำขอในสว่ นนี้

อนุญำโตตุลำกำรวินิจฉัยชี้ขำดให้ผู้คัดค้ำนชำระเงินจำนวน ๑,๖๓๘,๙๐๕ บำท ให้แก่ผู้เรียกร้อง
พร้อมดอกเบี้ยในอัตรำร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่ำว นับแต่วันยนื่ คำเสนอข้อพิพำทเป็นตน้ ไป จนกว่ำ
จะชำระเสรจ็ แก่ผเู้ รียกร้อง คำขออืน่ นอกจำกน้ใี ห้ยก

แหลง่ ท่ีมำ

ข้อพิพำทหมำยเลขดำท่ี 62/2560
หลกั กฎหมำยท่เี กยี่ วข้อง : ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ 391

พระรำชบัญญัติวิธพี ิจำรณำคดีผู้บรโิ ภค พ.ศ.๒๕๕๑ มำตรำ ๔๒
คณะอนุญำโตตลุ ำกำร : ศำสตรำจำรย์ ดร. สหธน รัตนไพจติ ร
ผ้ยู ่อ : รังสิมำ ดำรำพงษ์

๗๐

34. Case No. (Red) 82 /2561

Issues to be determined : a. Which party was in breach of the Contract
b. Is the Claimant entitled to terminate the Contract and

demand for compensation and/or interest?

After taking examination, the parties accepted that On June 2011, the Parties entered
into a contract in which the Claimant agreed to purchase from the Respondent a Condominium
Unit in exchange for THB 1,890,000. This contract is defined as the “SPA” in the Statement of Claim.

The SPA provides inter alia a completion date of “December 2013” for the Condominium Unit. The
SPA also provides for a full refund of all money paid in the event that the Respondent does not
complete and deliver the unit to the Claimant for any reason within 180 days following the
Completion Date. The 180th day following the Completion Date was June 2014. The Claimant thus
claimed for a full refund of all money paid for the Condominium Unit was not completed and
delivered to the Claimant by that date.

Award

The Tribunal has examined the evidence. The Tribunal finds that for the first issue,
according to the position of the Respondent, the facts were not established that the arguments
made by the Respondent was substantiated. The Tribunal was convinced by the facts justified by
the Claimant that the Completion Date was of essence of the Contract. Therefore, failure to satisfy
its obligation by the Respondent shall render a material breach of contract.

For second issue, the Claimant has sufficiently substantiated the claim that the
Respondent failed to satisfy its obligation and it appears no substantial evidences of the
Respondent’s defense thereof. The Respondent was in breach of material agreement to complete
the construction and transfer the ownership to the Claimant within time stipulated in the SPA.
Therefore, the Claimant has its right to terminate the SPA. Accordingly, the Tribunal has concluded
that, the Respondent failed to make available the transfer of ownership in condominium as set forth
in the SPA within stipulated time-period. Therefore, under the light of Section 14 of the SPA, the
Claimant is entitled to terminate the SPA and the Respondent shall return the full aggregated
amounts paid by the Claimant accordingly.

Sources

Case No. (Black ) : 46/2559

Relavant Laws : the Thai Civil and Commercial Code

Arbitrator : Professor Dej-Udom krairit

Summarized by : Nataporn Thanomsub

๗๑

35. ขอ้ พิพำทหมำยเลขแดงที่ 85/2561

ผู้คดั ค้ำนทรำบนดั โดยชอบด้วยกฎหมำยแลว้ แต่ไม่มำและไม่แจ้งเหตขุ ดั ขอ้ ง อนุญำโตตลุ ำกำร
จงึ ดำเนนิ กระบวนพิจำรณำสบื พยำนผู้เรยี กร้องไปฝ่ำยเดยี ว

อนญุ ำโตตุลำกำรได้ตรวจพเิ ครำะห์พยำนหลักฐำนของผู้เรียกร้องท่ีนำสืบมำโดยมี อ. ผเู้ รยี กร้อง
ซึ่งเป็นพยำนบุคคลที่ได้ย่ืนคำให้กำรเป็นหนังสือไว้แล้ว ให้กำรยืนยันต่อหน้ำอนุญำโตตุลำกำรว่ำเป็นควำมจริง
ตำมที่ให้กำรเป็นหนังสือไว้พร้อมทั้งได้ส่งเอกสำรต่ำง ๆ ประกอบจนเป็นท่ีเห็นได้ว่ำ ผู้คัดค้ำนที่ 1 เป็นนิติบุคคล
ประเภทบรษิ ทั จำกดั โดยมี ฐ. ท่ี 2 ช.ท่ี 3 และร. ท่ี 4 เปน็ กรรมกำรผมู้ อี ำนำจกระทำกำรแทนได้ คือกรรมกำรหนึ่งคน
ลงลำยมือชื่อและประทับตรำสำคัญแล้วผูกพันบริษัทได้ ผู้คัดค้ำนท่ี 1 ประกอบธุรกิจค้ำอสังหำริมทรัพย์
ซ่ึงผู้เรียกร้องได้ตกลงจองห้องชุดและทำสัญญำจะซื้อจะขำยห้องชุดในอำคำรโครงกำร ก. ของบริษัทผู้คัดค้ำนท้ังสี่
เม่ือวันท่ี 18 สิงหำคม 2551 ผู้เรียกร้องได้จองห้องชุดของผู้คัดค้ำนที่ 1 ดังกล่ำว ในรำคำ 6,982,000 บำท โดย
แบ่งชำระเงินเปน็ 48 งวด เฉพำะงวดท่ี 1 ถงึ งวดที่ 47 ชำระเงินงวดละ 20,000 บำท งวดท่ี 48 ชำระ 406,400 บำท
ส่วนท่ีเหลือทั้งหมดอีก 5,585,600 บำท จะชำระให้ผู้คัดค้ำนที่ 1 ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธ์ิภำยในเดือน
ตุลำคม 2555 หรือเมื่อส่ิงปลูกสร้ำงแล้วเสร็จ รวมเป็นเงินที่ผู้เรียกร้องได้ชำระให้ผู้คัดค้ำนที่ 1 รับไปตั้งแต่วันจอง
10,000 บำท วันทำสญั ญำจะซือ้ จะขำยอีก 40,000 บำท และหลังจำกทำสัญญำแลว้ ได้ชำระคำ่ งวดอกี งวดละ 20,000
บำท ตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 31 รวมเป็นเงิน 620,000 บำท ตำมใบเสร็จรับเงนิ 18 ฉบบั รวมเปน็ เงนิ ทีผ่ เู้ รียกร้อง
ได้ชำระใหผ้ ู้คัดคำ้ นท่ี 1 รับไปทั้งส้ิน 670,000 บำท จึงได้ทรำบวำ่ ผู้คัดค้ำนที่ 1 ได้หยุดทำกำรก่อสร้ำงแล้วไมไ่ ดท้ ำ
กำรก่อสรำ้ งตำมสญั ญำอีกตอ่ ไป

ต่อมำผู้เรียกร้องจึงได้ตรวจค้นทำงส่ือออนไลน์ ก็ได้ทรำบว่ำ ผู้คัดค้ำนที่ 1 มีปัญหำไม่สำมำรถ
ส่งมอบอำคำรชุดให้ผู้จองซ้ืออีกหลำยรำย จนถึงวันที่ 4 พฤษภำคม 2559 ผู้เรียกร้องจึงได้โทรศัพท์บอกเลิกสัญญำ
ไปยัง ฉ. พนักงำนขำยของผู้คัดค้ำนที่ 1 ขอให้ผู้คัดค้ำนท่ี 1 คืนเงินท่ีผู้เรียกร้องได้จ่ำยให้ผู้คัดค้ำนท่ี 1 ไป รวมท้ังหมด
670,000 บำท ซ่ึง ฉ. ได้บันทึกข้อควำมไว้แล้วส่งไปยังสำนักงำนของผู้คัดค้ำนที่ 1 ท่ีกรุงเทพฯ และส่งสำเนำ
ให้ผู้เรียกร้องไว้กับแจ้งให้ผู้เรียกร้องนำต้นฉบับใบจองกับสัญญำจะซ้ือจะขำย ไปติดต่อท่ีสำนักงำนของผู้คัดค้ำนที่ 1
ที่กรุงเทพฯ เพื่อทำเร่ืองคืนเงิน ผู้เรียกร้องจึงได้ไปติดต่อท่ีสำนักงำนของผู้คัดค้ำนท่ี 1 ที่กรุงเทพฯ พร้อมทั้ง
นำต้นฉบบั ใบจองและสัญญำจะซื้อจะขำยไปมอบให้ผคู้ ัดคำ้ นที่ 1 แลว้ รอรับคนื เงิน แต่ผู้คดั ค้ำนท่ี 1 ไม่ยอมคนื เงินให้
รวมทั้งไม่คืนใบจองกับสัญญำ ผู้เรียกร้องได้ติดตำมทวงถำมผู้คัดค้ำนท้ังส่ีกลับเพิกเฉยและไม่คืนเงินให้ ผู้เรียกร้อง
จงึ ได้ไปแจง้ ควำมลงบันทกึ ประจำวนั ไว้

คำวินิจฉัยชี้ขำด

เมื่อได้ควำมชัดว่ำผู้คัดค้ำนท้ังส่ีไม่ทำกำรก่อสร้ำงอำคำรชุดที่ได้ทำสัญญำไว้กับผู้เรียกร้อง
ผู้คัดค้ำนท้ังส่ีจึงตกเป็นฝ่ำยผิดสัญญำต้องคืนเงินท่ีรับไปจำกผู้เรียกร้องพร้อมท้ังค่ำเสียหำยอันเป็นหน้ีเงินรวมทั้งหมด
670,000 บำท โดยคิดเป็นดอกเบ้ียในอัตรำร้อยละ 7.5 ต่อปีของยอดเงินดังกล่ำวตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและ
พำณิชย์มำตรำ 224 ซึ่งผู้เรียกร้องได้บอกเลิกสัญญำแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนำยน 2554 ถึงวันที่ยื่นคำเสนอ
ข้อพพิ ำท เปน็ เวลำ 5 ปี 5 เดือน คดิ เป็นเงินค่ำดอกเบ้ยี 272,187 บำท รวมเป็นยอดเงนิ ท่ีผู้คัดคำ้ นทงั้ ส่ตี อ้ งร่วมกนั ชำระ
ให้ผ้เู รียกร้อง 942,187 บำท และต้องชำระค่ำเสียหำยเปน็ เงินดอกเบีย้ อีกรอ้ ยละ 7.5 ต่อปี ของยอดเงิน 670,000 บำท
นับถดั จำกวันยนื่ คำเสนอขอ้ พิพำทเปน็ ต้นไปจนกว่ำจะชำระเงนิ ให้ผเู้ รยี กร้องเสร็จ

ส่ ว น ค่ ำ เ สี ย ห ำ ย ที่ ผู้ เ รี ย ก ร้ อ ง น ำ สื บ ม ำ ว่ ำ เ ป็ น ค่ ำ ข ำ ด ป ร ะ โ ย ช น์ เ มื่ อ ห้ อ ง ชุ ด ส ร้ ำ ง เ ส ร็ จ
หำกนำไปให้ผู้เช่ำจะได้ค่ำเช่ำเดือนละ 20,000 บำทน้ัน อนุญำโตตุลำกำรได้ตรวจดูตำมสัญญำที่ผู้เรียกร้องได้ทำไว้
กับผู้คัดค้ำนท่ี 1 ได้ระบุไว้ชัดว่ำจะใช้ห้องชุดเป็นที่พักอำศัยมิใช่จะให้ผู้อ่ืนเช่ำ จึงขัดต่อเจตนำและควำมประสงค์
ของผู้เรียกร้องเอง นอกจำกน้ีผู้เรียกร้องเพียงแต่ยกกำรขำดประโยชน์ข้ึนมำลอย ๆ เพรำะมิได้นำสืบให้เห็นชัดว่ำ
มีผู้ใดที่จะมำเช่ำ ท้ัง ๆ ท่ีนำสืบว่ำห้องชุดของอำคำรไม่มีกำรก่อสร้ำงให้แล้วเสร็จ ดังนั้นกำรขอคิดค่ำขำดประโยชน์
ในกำรทจ่ี ะนำหอ้ งชดุ ไปใหผ้ อู้ นื่ เชำ่ จึงเป็นกำรคำดเดำเอำเองทเ่ี ปน็ ไปไมไ่ ด้

๗๒

สำหรับกำรท่ีผ้เู รียกรอ้ งนำสืบอีกวำ่ ในจงั หวัดภเู กต็ มกี ำรให้เช่ำห้องชดุ ในอำคำรมีรำคำคำ่ เช่ำต้ังแต่
18,000 บำทถึง 65,000 บำทต่อเดือนนั้น ก็เป็นกำรกลำ่ วอำ้ งลอย ๆ และไมป่ รำกฏวำ่ มเี จำ้ ของหอ้ งเปน็ ผใู้ ดท่ไี ด้ให้
เช่ำและผู้ใดเป็นผูเ้ ช่ำในรำคำคำ่ เช่ำดังกลำ่ ว จงึ รบั ฟังไมไ่ ด้และคิดคำ่ ขำดประโยชนใ์ หแ้ ก่ผู้เรยี กร้องไมไ่ ด้เช่นกนั

วินิจฉัยชี้ขำดให้ผู้คัดคำ้ นทั้งสี่ร่วมกนั ชำระเงินให้ผู้เรียกร้องเป็นจำนวนเงิน 942,187 บำท พร้อม
ดอกเบยี้ ร้อยละ 7.5 ต่อปขี องยอดเงิน 670,000 บำท นับต้ังแต่วันถดั จำกวันย่ืนคำเสนอข้อพิพำทเป็นต้นไปจนกว่ำ
จะชำระเสร็จแก่ผเู้ รียกรอ้ ง

แหลง่ ทมี่ ำ

ขอ้ พพิ ำทหมำยเลขดำท่ี 129/2559
หลักกฎหมำยทีเ่ กี่ยวข้อง : ประมวลกฎหมำยแพง่ และพำณชิ ย์ มำตรำ 224, 377,

386,391, 456 วรรคสอง และมำตรำ 1167
คณะอนุญำโตตลุ ำกำร : นำยจองทรพั ย์ เทย่ี งธรรม
ผยู้ ่อ : บันลือ สำยยศ

๗๓

36. ขอ้ พพิ าทหมายเลขแดงที่ 88/2561

ประเด็นข้อพพิ าท : ๑. ผ้เู รยี กร้องได้บอกเลกิ สญั ญำโดยชอบแลว้ หรอื ไม่
๒. ผู้คดั คำ้ นจะตอ้ งคนื เงินและรับผดิ ในค่ำเสียหำย ดอกเบี้ยให้แกผ่ ้เู รียกรอ้ ง เพียงใด

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตำมท่ีคู่ควำมนำสืบรับกันและไม่โต้เถียงกันว่ำ เมื่อวันที่ ๑๐
เมษำยน ๒๕๕๖ ผู้เรียกร้องทำสัญญำจะซ้ือจะขำยห้องชุด โครงกำร ซ. ในรำคำ ๑,๕๙๐,๐๐๐ บำท จำกผู้คัดค้ำน
ซ่ึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจพัฒนำโครงกำรอำคำรชุดดังกล่ำว โดยชำระเงินตำมสัญญำให้แก่ผู้คัดค้ำนแล้วเป็นเงิน
รวมท้งั ส้ินจำนวน ๙๕๔,๐๐๐ บำท ตำมสำเนำสัญญำจะซอ้ื จะขำย และคำแปล กับรำยละเอยี ดกำรชำระเงิน ผู้คัดค้ำน
เคยแจ้งให้ผู้เรียกร้องทรำบว่ำโครงกำรก่อสร้ำงจะแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธ์ิได้ภำยในกลำงปี ๒๕๕๘ แต่ต่อมำ
ไม่สำมำรถก่อสร้ำงโครงกำรอำคำรชุดดังกล่ำวให้แล้วเสร็จภำยในกำหนดได้ และปัจจุบันได้หยุดกำรก่อสร้ำง
โครงกำรแล้ว

คำวินิจฉยั ชข้ี ำด

อนุญำโตตลุ ำกำรพิจำรณำกำรนำสบื พยำนและพยำนเอกสำรหลักฐำนแล้ว
ประเด็นข้อพิพำทที่ 1 ผู้เรียกร้องได้บอกเลิกสัญญำโดยชอบแล้วหรือไม่ เม่ือข้อเท็จจริงรับฟังได้
เบ้ืองต้นแลว้ ว่ำปัจจุบันผ้คู ดั คำ้ นหยดุ กำรก่อสร้ำงโครงกำรอำคำรชดุ แล้ว และผูค้ ดั คำ้ นก็มิได้นำสืบข้อเท็จจริงในเรื่อง
น้ีให้เห็นเป็นอย่ำงอ่ืน จึงแสดงให้เห็นว่ำผู้คัดค้ำนไม่อำจปฏิบัติตำมข้อตกลงในสัญญำที่มีหน้ำท่ีต้องโอนกรรมสิทธ์ิ
หอ้ งชุดอันเป็นกำรผิดสัญญำ สว่ นขอ้ อำ้ งของผคู้ ัดค้ำนทีว่ ่ำกำหนดแล้วเสรจ็ ของโครงกำรในช่วงกลำงปี ๒๕๕๘ จะเป็น
เพียงกำรประมำณกำรหรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผู้คัดค้ำนสำมำรถปฏิบัติหน้ำที่ตำมข้อตก ลงในสัญญำจะซ้ือจะขำยได้
ข้อเทจ็ จรงิ จงึ รับฟังไดว้ ่ำผู้คัดค้ำนเป็นฝำ่ ยผิดสัญญำ ขอ้ เทจ็ จริงปรำกฏต่อไปว่ำผูเ้ รยี กร้องได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญำ
ไปยังผู้คัดค้ำน ในวันท่ี ๓๑ ตุลำคม ๒๕๕๗ และขอให้ผู้เรียกร้องคืนเงินที่ได้รับไว้ทั้งหมดคืน ซ่ึงผู้คัดค้ำนนำสืบรับ
ข้อเท็จจริงว่ำ กำรก่อสร้ำงมีควำมล่ำช้ำ และได้เจรจำเสนอคืนเงินโดยกำหนดเง่ือนไขให้ผู้เรียกร้องกรอกแบบฟอร์ม
ท่ีกำหนดและส่งคืนให้แก่ผู้คัดค้ำนแต่ผู้เรียกร้องไม่ได้ดำเนินกำรตำมเง่ือนไข เห็นว่ำ เม่ือข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ำ
ผู้คัดค้ำนเป็นฝ่ำยผิดสัญญำจะซ้ือจะขำย ผู้เรียกร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญำจะซ้ือจะขำยได้ ตำมข้อ ๑๔ ของสัญญำ
จะซือ้ จะขำย ผ้เู รยี กรอ้ งจึงมสี ิทธบิ อกเลิกสัญญำได้โดยชอบด้วยกฎหมำย
ประเด็นข้อพิพำทท่ี 2 ผู้คัดค้ำนจะต้องคืนเงินและรับผิดในค่ำเสียหำย ดอกเบ้ียให้แก่ผู้เรียกร้อง
เพียงใด เห็นว่ำ เมื่อสัญญำเลิกกันแล้ว คู่สัญญำทุกฝ่ำยจึงต้องกลับคืนสู่ฐำนะเดิม ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและ
พำณิชย์ มำตรำ ๓๙๑ ผู้คดั คำ้ นจึงตอ้ งคืนเงนิ จำนวน ๙๕๔,๐๐๐บำท ท่ไี ด้รบั ไวจ้ ำกผเู้ รียกร้อง สำหรับดอกเบย้ี ตำมที่
ผู้เรยี กร้องมคี ำขอบงั คับเหน็ วำ่ ยังไมเ่ รมิ่ นับจนกว่ำจะถึงวนั ย่ืนคำเสนอช้ขี ำดเน่ืองจำกวนั ยืน่ คำเสนอชี้ขำดเป็นวันที่อำจ
กำหนดพฤติกำรณ์ผิดนัดในหน้ีเงินได้แน่นอน และที่ผู้เรียกร้องขอให้ผู้คัดค้ำนรับผิดชดใช้ค่ำเสียหำยสืบเน่ืองจำกกำร
ผิดสัญญำอีก นั้น เห็นว่ำแม้ว่ำกำรเลิกสัญญำจะไม่กระทบสิทธิของผู้เรียกร้องท่ีจะเรียกเอำค่ำเสียหำยจำกผู้คัดค้ำน
แตจ่ ะตอ้ งเปน็ ควำมเสยี หำยท่ีตำมปกติย่อมเกดิ ข้ึนจำกกำรท่ีฝำ่ ยผู้คดั ค้ำนไม่ปฏิบัติตำมหน้ำทขี่ องตน และผูเ้ รียกร้อง
มีหน้ำที่ต้องนำสืบให้เห็นถึงควำมเสียหำยดังกล่ำว แต่ผู้เรียกร้องปรำศจำกพยำนหลักฐำนมำนำสืบสนับสนุนให้เห็นถงึ
ควำมเสียหำยแท้จริงที่เกิดขึน้ จึงไมก่ ำหนดให้ สว่ นทข่ี อให้อนุญำโตตุลำกำรกำหนดค่ำเสยี หำยเชิงลงโทษ โดยอำ้ งเหตุ
ตำมที่บัญญัติไว้ในพระรำชบัญญัติวิธีพิจำรณำคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มำตรำ ๔๒ เห็นว่ำ ข้อเท็จจริงในคดีไม่ใช่
เหตุผลเพียงพอที่จะถือว่ำเป็นกำรกระทำโดยเจตนำเอำเปรียบผู้คัดค้ำนโดยไม่เป็นธรร ม หรือจงใจให้
ผู้คัดค้ำนได้รับควำมเสยี หำย หรอื ฝำ่ ฝนื ต่อควำมรับผดิ ชอบในฐำนะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไวว้ ำงใจตำมที่ผูเ้ รยี กร้อง
กล่ำวอ้ำง โดยเฉพำะเมื่อพิจำรณำประกอบข้อเท็จจริงตำมพยำนหลักฐำนของผู้เรียกร้องว่ำ ผู้คัดค้ำนยอมรับว่ำกำร
ก่อสร้ำงล่ำช้ำและเสนอท่ีจะชดใช้เงินคืนให้มำโดยตลอด เพียงแต่ขอให้ดำเนินกำรตำมขั้นตอนท่ีกำหนด เห็นว่ำ
กำรกำหนดเงื่อนไขเช่นน้ีหำใช่พฤติกำรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงควำมไม่สุจริตหรือไม่เป็นธรรมในกำรประกอบธุรกิจของ
ผู้คัดค้ำนแต่อย่ำงใด เพรำะเป็นธรรมดำของกำรประกอบธุรกิจกำรค้ำท่ีผู้ประกอบกำรจะต้องหำทำงเยียวยำควำม
เสียหำยให้แก่ผู้บริโภค แต่ขณะเดียวกันก็ต้องหำวิธีกำรที่จะให้กำรชำระหนี้คืนมีหลักฐำนถูกต้องชัดเจนด้วยเช่นกัน
จึงไม่มีเหตุตำมท่ีผู้เรียกร้องกล่ำวอ้ำงเพ่ือกำหนดค่ำเสียหำยเชิงลงโทษตำมกฎหมำยดังกล่ำว ท่ีสำคัญอำนำจ

๗๔

ตำมกฎหมำยในกำรกำหนดค่ำเสียหำยเชิงลงโทษนั้นเป็นอำนำจของศำลซึ่งมีคำพิพำกษำให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้
ค่ำเสียหำย จึงต้องยกคำขอในส่วนน้ี และเมื่อพิจำรณำจำกคำเสนอข้อพิพำทของผู้เรียกร้องและคำคัดค้ำนของ
ผู้คัดค้ำน ตลอดจนพยำนหลักฐำนท่ีแต่ละฝ่ำยนำเสนอต่ออนุญำโตตุลำกำรแล้ว เห็นควรกำหนดให้ค่ำธรรมเนียม
คำ่ ใช้จ่ำย ค่ำป่วยกำร และค่ำทนำยควำมเปน็ พบั ทง้ั สองฝ่ำย

วินิจฉัยชี้ขำดให้ผู้คัดค้ำนชำระเงินจำนวน ๙๕๔,๐๐๐ บำท ให้แก่ผู้เรียกร้อง พร้อมดอกเบี้ย
ในอัตรำร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่ำว นับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพำท (ยื่นคำเสนอข้อพิพำทวันท่ี
๔ กรกฎำคม ๒๕๖๐) เป็นต้นไป จนกว่ำจะชำระเสร็จแก่ผู้เรียกร้อง ค่ำธรรมเนียม ค่ำใช้จ่ำย ค่ำป่วยกำร และ
คำ่ ทนำยควำมให้เป็นพบั คำขออนื่ นอกจำกนใี้ ห้ยก

แหลง่ ทีม่ ำ

ขอ้ พิพำทหมำยเลขดำท่ี 55/2560
หลักกฎหมำยที่เก่ียวขอ้ ง : ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณชิ ย์ มำตรำ 391

พระรำชบญั ญัติวธิ พี ิจำรณำคดผี ู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มำตรำ ๔๒
คณะอนญุ ำโตตุลำกำร : ศำสตรำจำรย์ ดร. สหธน รัตนไพจติ ร
ผู้ย่อ : อยั ละดำ เสน่ห์วงศ์

๗๕

37. ขอ้ พิพำทหมำยเลขแดงท่ี 125/2561

ประเด็นข้อพิพำท : 1. ผู้คัดคำ้ นผิดสญั ญำจะซ้อื ขำยหอ้ งชดุ หรือไม่
2. คำ่ เสยี หำยมำกเพยี งใด

ผู้คัดค้ำนขำดนัดยื่นคำคัดค้ำนและขำดนัดพิจำรณำ ข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นรับฟังได้ตำมผู้เรียกรอ้ ง
นำสืบได้ควำมว่ำ เม่ือวันท่ี 15 พฤษภำคม 2556 ผู้เรียกร้องทำสัญญำจะซื้อจะขำยห้องชุด จำกผู้คัดค้ำนในรำคำ
7,500,000 บำท เม่ือผู้เรียกร้องได้ปฏิบัติตำมข้อตกลงในสัญญำและได้ชำระเงินตำมกำหนดให้แก่ผู้คัดค้ำนเสร็จ
เรียบร้อยแล้ว ผู้คัดค้ำนจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่ำวให้แก่ผู้เรียกร้องเมื่อผู้คัดค้ำนได้รับชำระเงินงวดสุดท้ำย
จำกผู้เรียกร้องแล้ว หลังจำกผู้เรียกร้องทำสัญญำจะซื้อจะขำยกับผู้คัดค้ำนแล้ว ผู้เรียกร้องชำระเงินค่ำเช่ำซื้อห้องชุด
ให้แก่ผู้คัดค้ำนมำตลอด ชำระเงินไปทั้งหมด 7,500,000 บำท ครบถ้วนตำมสัญญำแล้ว โดยชำระงวดสุดท้ำย
ในวันที่ 4 สิงหำคม 2557 ซึ่งผู้คัดค้ำนมีหน้ำท่ีต้องโอนกรรมสิทธ์ิห้องชุดแก่ผู้เรียกร้องโดยปรำศจำกภำระผูกพัน
แต่ผู้คัดค้ำนผิดข้อสัญญำต่อผู้เรียกร้อง ไม่ยอมโอนกรรมสิทธ์ิห้องชุดให้แก่ผู้เรียกร้อง บอกกล่ำวทวงถำมด้วยวำจำ
หลำยคร้ัง ผู้คัดค้ำนเพิกเฉยมำตลอด ผู้เรียกร้องมอบหมำยให้ทนำยควำม มีหนังสือบอกกล่ำวไปยังผู้คัดค้ำน
ให้ผู้คัดค้ำนไปดำเนินกำรโอนกรรมสิทธ์ิให้แก่ผู้เรียกร้องในวันท่ี 15 กรกฎำคม 2559 ผู้คัดค้ำนได้รับหนังสือ
ทนำยควำมแล้วแต่ผู้คัดค้ำนไม่ยอมไปโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้เรียกร้อง วันที่ 25 กรกฎำคม 2559 ผู้เรียกร้อง
มอบหมำยใหท้ นำยควำมมหี นงั สือบอกเลิกสัญญำไปยังผ้คู ัดคำ้ น ขอให้ผคู้ ัดคำ้ นคืนเงินทีผ่ เู้ รยี กรอ้ งชำระใหผ้ คู้ ดั ค้ำนไป
แล้วทั้งสิ้น 7,500,000 บำท พร้อมดอกเบี้ยตำมกฎหมำยคืนให้ผู้เรียกร้องภำยใน 15 วัน นับแต่วันท่ีผู้คัดค้ำนรับ
หรอื ถอื วำ่ ได้รับหนังสอื ดังกล่ำวแล้ว แต่ไมส่ ำมำรถส่งหนังสือได้ แต่ผูค้ ดั ค้ำนทรำบกำรบอกเลกิ สัญญำของผเู้ รยี กร้อง
จำกทำงจดหมำยอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ผู้เรียกร้องขอให้ผู้คัดค้ำนชดใช้เงินให้แก่ผู้เรียกร้อง จำนวน 9,165,625 บำท
พร้อมดอกเบี้ยในอัตรำร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,500,000 บำท นับถัดจำกวันเสนอข้อพิพำทเป็นต้นไป
จนกว่ำผู้คัดค้ำนจะชำระเสร็จส้ิน และให้ผู้คัดค้ำนชดใช้ค่ำเสียหำยเพื่อกำรลงโทษเพิ่มขึ้น จำกจำนวนค่ำเสียหำยท่ี
แทจ้ ริงท่อี นุญำโตตลุ ำกำรกำหนดอกี สองเทำ่ ตำมทีเ่ หน็ สมควร

คำวนิ ิจฉัยช้ขี ำด

อนุญำโตตุลำกำรพิจำรณำตำมทำงนำสืบพยำนและพยำนเอกสำรหลักฐำนแลว้
ประเด็นขอ้ พิพำททจี่ ะต้องวินจิ ฉยั มีว่ำ ผู้คัดคำ้ นผดิ สัญญำจะซ้ือขำยห้องชุดหรอื ไม่ และค่ำเสียหำย
มำกเพียงใด ซ่ึงจำกพยำนหลักฐำนที่ผู้เรียกร้องนำสืบข้อเท็จจริงฟังได้ว่ำ ผู้คัดค้ำนผิดสัญญำจะซื้อจะขำยห้องชุดเป็น
เหตุให้ผู้เรียกร้องได้รับควำมเสียหำยตำมที่กล่ำวอ้ำงในคำเสนอข้อพิพำท เห็นว่ำข้ออ้ำงของผู้เรียกร้องมีมูลและไม่ขัด
ตอ่ กฎหมำย สมควรชี้ขำดใหผ้ ้เู รียกรอ้ งเป็นฝำ่ ยชนะตำมขอ
ส่วนค่ำเสียหำยเพ่ือกำรลงโทษเพิ่มขึ้นจำกจำนวนค่ำเสียหำยที่แท้จริง เป็นอีกสองเท่ำ ผู้เรียกร้อง
ไม่ได้นำสืบว่ำเหตุท่ีผู้เรียกร้องกล่ำวอ้ำงเป็นบทกฎหมำยใด และบทกฎหมำยดังกล่ำวสำมำรถนำมำปรับใช้แก่คำเสนอ
ข้อพิพำทของผู้เรียกร้องได้อย่ำงไร เม่ือผู้เรียกร้องไม่นำสืบให้เห็น อนุญำโตตุลำกำรก็ไม่อำจกำหนดค่ำเสียหำยเพื่อ
กำรลงโทษเพม่ิ ขนึ้ จำกจำนวนคำ่ เสียหำยท่แี ท้จริงอกี สองเทำ่ ตำมทอี่ นุญำโตตลุ ำกำรเหน็ สมควรตำมที่ผเู้ รยี กรอ้ งขอได้
วินิจฉัยช้ีขำดให้ผู้คัดค้ำนคืนเงินให้ผู้เรียกร้องเป็นเงินจำนวน 9,165,625 บำท พร้อมดอกเบี้ยใน
อัตรำร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นจำนวน 7,500,000 บำท นับถัดจำกวันที่ 4 สิงหำคม 2557 เป็นต้นไป จนกว่ำ
กำรชำระจะแลว้ เสรจ็ แต่ดอกเบย้ี ก่อนเสนอขอ้ พิพำทต้องไม่เกิน 1,665,625 บำท คำ่ ปว่ ยกำรอนญุ ำโตตุลำกำรและ
ค่ำใชจ้ ำ่ ยในกำรดำเนินกระบวนพิจำรณำใหเ้ ป็นไปตำมบัญชแี นบท้ำยคำชข้ี ำด โดยให้ผคู้ ดั คำ้ นรับผดิ ชอบแต่ฝำ่ ยเดียว
คำขออน่ื นอกจำกนใี้ ห้ยก
แหลง่ ท่มี ำ

ขอ้ พพิ ำทหมำยเลขดำที่ 67/2560
หลกั กฎหมำยท่เี ก่ยี วข้อง : ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ 391
คณะอนุญำโตตุลำกำร : นำยเคยี ง บุญเพิ่ม
ผู้ย่อ : ณัฐนรินทร์ ชำนนท์

๗๖

38. ข้อพิพำทหมำยเลขแดงที่ 64/2562

ประเด็นข้อพิพำท : 1. ข้อเรยี กรอ้ งขำดอำยคุ วำมหรือไม่
2. สัญญำซื้อขำยเปน็ โมฆะหรือไม่
3. ค่พู พิ ำทฝ่ำยใดเปน็ ฝำ่ ยผดิ สัญญำ
4. ผู้คดั คำ้ นทงั้ สองจะต้องรบั ผดิ ต่อผู้เรียกรอ้ งหรอื ไม่ เพียงใด

คู่พิพำทนำสืบพยำนแล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่ำ เมื่อวันท่ี 6 มิถุนำยน 2556 ผู้คัดค้ำนที่ 1
ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีผู้คัดค้ำนท่ี ๒ เป็นกรรมกำรผู้มีอำนำจกระทำกำรแทน ได้ทำสัญญำซ้ือ
เครื่องเลเซอร์ จำกผู้เรียกร้องรำคำ 2,000,000 บำท โดยมีผู้คัดค้ำนที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ผู้เรียกร้องได้ส่งมอบสินค้ำ
ให้แก่ผู้คัดค้ำนที่ 1 เรียบร้อยแล้ว มีกำหนดชำระค่ำสินค้ำภำยในวันที่ 6 สิงหำคม 2556 ผู้คัดค้ำนที่ 1 ยังไม่ได้ชำระเงินค่ำ
สินคำ้ ให้แก่ผู้เรยี กร้อง

คำวนิ จิ ฉัยช้ีขำด

อนญุ ำโตตุลำกำรพิจำรณำตำมทำงนำสืบพยำนและพยำนเอกสำรหลักฐำนแลว้
ประเด็นขอ้ พพิ ำทท่ี 1 ข้อเรยี กรอ้ งขำดอำยุควำมหรือไม่ มีผคู้ ดั คำ้ นท่ี 2 นำสบื วำ่ ตนและนำยธ. ซึง่ เป็น
เจ้ำของบริษัทผู้เรยี กร้องตกลงกันให้นำเครื่องเลเซอรพ์ ิพำทซึ่งเป็นเครื่องเก่ำมือสอง โดยตนนำเครื่องนี้มำซ่อมแล้วนำออก
ขำยได้เงินก็นำมำแบ่งปันกัน ตนได้นำเคร่ืองดังกล่ำวซ่อมแซมแล้วให้ลูกค้ำทดลองใช้ แต่มีปัญหำ ลูกค้ำส่งกลับมำให้ตน
ทกุ วนั นยี้ งั อยู่ที่สำนักงำน และมีนำยก. ผรู้ ับมอบอำนำจของผู้เรยี กรอ้ งใหก้ ำรว่ำ ผู้เรยี กรอ้ งและผู้คดั ค้ำนที่ 1 ได้ทำสัญญำ
ซื้อขำยเครอ่ื งเลเซอร์พิพำทในรำคำ 2,000,000 บำท รวมถงึ นำยธ.ได้ให้กำรว่ำ บรษิ ทั ผ้เู รยี กร้องประกอบธรุ กิจจำหน่ำย
เคร่ืองเลเซอร์ตัดเหล็กทั้งท่ีเป็นเครื่องใหม่และเคร่ืองมือสอง ข้อพิพำทคดีน้ี ผู้คัดค้ำนที่ 2 ในนำมผู้คัดค้ำนท่ี 1 ได้ซ้ือ
เครื่องเลเซอร์มือสองพิพำทไปจำกผู้เรียกร้องในรำคำ 2,000,000 บำท เพื่อนำไปใช้ในธุรกิจซ่อมแซมแล้วนำออกขำย
ของผู้คัดค้ำนที่ 1 นอกจำกน้ี ตำมคำคัดค้ำนของผู้คัดค้ำนก็ยอมรับว่ำเป็นสัญญำซ้ือขำยจริง และตำมสัญญำท่ีลงนำมกันนั้น
กร็ ะบวุ ่ำเป็นสัญญำซอื้ ขำยสินค้ำ จงึ ย่อมรับฟงั ไดว้ ำ่ ผเู้ รยี กร้องและผคู้ ดั ค้ำนที่ 1 ไดท้ ำสัญญำซ้ือขำยกนั เม่ือวนั ท่ี 6 มถิ ุนำยน
2556 โดยผู้คัดค้ำนได้รบั เครื่องเลเซอร์ดังกล่ำวไปเพื่อซอ่ มแซมและนำออกขำยอันเป็นกิจกำรปกติธรุ ะของผู้คัดค้ำนท่ี 1
สิทธิเรียกร้องในข้อพิพำทดังกล่ำวเป็นสิทธิเรียกร้องท่ีมีอำยุควำม 5 ปี ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ
193/33 (5) เพรำะเป็นสัญญำซ้ือขำยท่ีผู้คัดค้ำนที่ 1 ซ้ือเคร่ืองเลเซอร์จำกผู้เรียกร้องไปซอ่ มแซมเพื่อขำย อันเป็นกำรที่
ได้ทำเพ่ือกิจกำรของฝ่ำยลูกหนี้ตำมข้อยกเว้นท่ีไม่อยู่ในอำยุควำม 2 ปีตำมมำตรำ 193/34 (1) เม่ือผู้เรียกร้องนำคดีนี้
มำเสนอต่อสถำบันอนุญำโตตุลำกำรตำมท่ีผู้คดั ค้ำนได้ยังไม่เกินกำหนดเวลำ 5 ปี ตำมมำตรำ 193/33 (5) แห่งประมวล
กฎหมำยแพง่ และพำณชิ ย์ คดีจงึ ไมข่ ำดอำยุควำม
ประเด็นข้อพิพำทท่ี 2 มีว่ำ สัญญำซื้อขำยเป็นโมฆะหรือไม่ ผู้คัดค้ำนอ้ำงว่ำ สัญญำไม่สมบูรณ์เพรำะ
ไม่มีกำรประทับตรำสำคัญของบริษัทในสัญญำซื้อขำยจึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่ำ สัญญำซื้อขำยเครื่องเลเซอร์ไม่มีกฎหมำย
บังคับว่ำจะต้องทำเป็นหนังสือ กำรทำสัญญำด้วยวำจำก็มีผลสมบูรณ์ตำมกฎหมำย ตำมสัญญำที่ลงนำมนั้น เป็นเพียง
หลักฐำนเพ่ือใช้ยืนยันว่ำมีกำรทำสัญญำซื้อขำยกันจริง ในช่องของฝ่ำยผู้ขำยและฝ่ำยผู้ซื้อ ซึ่งเป็นนิติบุคคลด้วยกันท้ังสอง
ฝำ่ ย ก็มิไดป้ ระทบั ตรำสำคัญของนติ บิ ุคคลทง้ั สองฝ่ำยแต่อย่ำงใด สญั ญำซอื้ ขำยดังกลำ่ วจงึ สมบรู ณ์ ไม่เป็นโมฆะ
ประเด็นข้อพิพำทที่ 3 คู่พิพำทฝ่ำยใดเป็นฝ่ำยผิดสัญญำ ปรำกฏในทำงนำสืบของผู้เรียกร้องและ
ผู้คัดค้ำนว่ำผู้คัดค้ำนได้รับเคร่ืองเลเซอร์มือสองพิพำทไปจำกผู้เรียกร้องแล้วเมื่อวันท่ี 6 มิถุนำยน 2556
เมื่อครบกำหนดชำระเงินวันท่ี 6 สิงหำคม 2556 ซ่งึ เป็นกำหนดเวลำชำระเงิน ผ้คู ดั ค้ำนที่ 1 ยังไม่ได้ชำระเงินตำมสัญญำ
ซอ้ื ขำยใหแ้ ก่ผ้เู รยี กร้อง ผคู้ ัดคำ้ นท่ี 1 จงึ ตกเปน็ ฝำ่ ยผิดสัญญำ
ประเด็นข้อพิพำทที่ 4 ผู้คัดค้ำนทั้งสองจะต้องรับผิดต่อผู้เรียกร้องหรือไม่ เพียงใด เม่ือได้วินิจฉัย
ในประเด็นข้อพิพำทท่ี 3 ไปแล้วว่ำผู้คัดค้ำนท่ี 1 เป็นฝ่ำยผิดสัญญำ ผู้คัดค้ำนที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อผู้เรียกร้อง คือ ชำระ
รำคำสินค้ำจำนวน 2,000,000 บำท ให้แก่ผู้เรียกร้อง สำหรับเงินเบี้ยปรับในกรณีผิดนัดซึ่งกำหนดไว้ตำมข้อ 3 ของ
สัญญำว่ำ หำกผู้คัดค้ำนที่ 1 ผิดนัด ไม่ชำระรำคำ จะต้องขอผ่อนผันต่อผู้เรียกร้องภำยใน 24 ช่ัวโมง ระยะเวลำผ่อนผัน
ต้องไม่เกิน 30 วัน โดยผู้คัดค้ำนที่ 1 จะต้องจ่ำยค่ำปรับผิดนัดให้แก่ผู้ขำยร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินท่ีค้ำงชำระ เห็นว่ำ

๗๗

ค่ำปรบั ในอัตรำร้อยละ 5 ต่อเดอื นของรำคำสินคำ้ 2,000,000 บำท คดิ คำนวณเปน็ อัตรำรอ้ ยละ 60 ต่อปี เม่ือพจิ ำรณำ
ประกอบกับธุรกิจกำรนำเคร่ืองเลเซอร์มือสองไปซ่อมแซมแล้วนำออกจำหน่ำย ถือว่ำได้ว่ำเป็นอัตรำท่ีสูงเกินส่วนมำก
ข้อตกลงดังกล่ำวจึงขัดต่อควำมสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชำชน ย่อมเป็นโมฆะตำมมำตรำ 150
แห่งประมวลกฎหมำยแพง่ และพำณิชย์ ผู้เรียกร้องจึงไมอ่ ำจเรียกเงินคำ่ ปรับจำกผ้คู ดั ค้ำนท่ี 1 ได้ แมว้ ่ำตำมคำเสนอขอ้ พพิ ำท
ผเู้ รยี กรอ้ งจะลดค่ำปรับใหแ้ กผ่ ้คู ดั คำ้ นที่ 1 เหลอื เพยี งรอ้ ยละ 7.5 ตอ่ ปีก็ตำม แตข่ ้อตกลงดังกล่ำวเป็นโมฆะแล้ว ผเู้ รยี กรอ้ งก็ไม่
อำจท่ีจะเรยี กให้ผคู้ ัดคำ้ นท่ี 1 ชำระคำ่ ปรับในอตั รำร้อยละ 7.5 ต่อปีด้วย

ดังนั้น ประเด็นท่ีผู้คัดค้ำนที่ 2 สู้ว่ำ ผู้เรียกร้องมิได้มีหนังสือบอกกล่ำวให้ผู้คัดค้ำนท่ี 2 ในฐำนะ
ผคู้ ำ้ ประกันร่วมรับผดิ กับผคู้ ดั ค้ำนท่ี 1 ภำยใน 60 วัน ผูค้ ัดค้ำนท่ี 2 จงึ หลุดพน้ จำกควำมรับผิดในดอกเบ้ียและคำ่ สินไหม
ทดแทนตลอดจนภำระติดพันอ่ืนๆ เก่ียวกับเครื่องเลเซอร์ดังกล่ำวตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์มำตรำ 686
จึงไม่จำตอ้ งวนิ ิจฉยั

วินิจฉัยชี้ขำดให้ผู้คัดค้ำนท้ังสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บำท ให้แก่ผู้เรียกร้องภำยใน 30
วัน นับแต่วันที่ได้รับคำช้ีขำดของอนุญำโตตลุ ำกำร หำกพ้นกำหนดระยะเวลำดังกล่ำว ผู้คัดค้ำนท้ังสองไม่ชำระหรือชำระเงิน
ไม่ครบถ้วน ให้ผู้คัดค้ำนทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตรำร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ค้ำงชำระให้แก่ผู้เรียกร้อง จนกว่ำจะ
ชำระเสรจ็ สิ้น

แหล่งที่มำ

ขอ้ พพิ ำทหมำยเลขดำท่ี 28/2561
หลกั กฎหมำยทีเ่ กยี่ วขอ้ ง : ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ 150, มำตรำ 193/33

(5), มำตรำ 193/34 (1),มำตรำ 686
คณะอนุญำโตตลุ ำกำร : ศำสตรำจำรย์พเิ ศษ ดร.กมลชยั รตั นสกำววงศ์
ผู้ย่อ : ณฐั นรนิ ทร์ ชำนนท์

๗๘

คำช้ขี ำดสัญญำอืน่ ๆ

39. Case No. (Red) 31 / 2562
Issues to be determined: 1. Is the Claimant entitled to claim and demand for the return of
the moneys paid to the Respondent relating to the two apartments, including any interest
thereon?

2. Which Party is to bear the arbitration fee and expenses?

After taking examination, the parties accept that the Claimant entered into two
lease agreements with the Respondent for lease of the Room Sunset 10 Type D and Room Ocean
View 2 Type E for a period of 30 years commencing from the date of the lease registration, renewal
for another 30 years period. The Claimant has fully paid the rental for Room Sunset 10 Type D of
Baht 3,900,000 to the Respondent in 4 instalments of Baht 975,000.-., and has also fully paid the
rental for Room Ocean View 2 Type E of Baht 3,500,000 in 4 instalments of Baht 875,000.- each.
The Claimant has also fully paid for other payments, for example, cost of furnishing of both rooms
to the Respondent. Pursuant to Clause 5.1 of the said Lease Agreements, the Respondent had to
register the lease with the competent authority in favour of the Claimant for a period of 30 years
within 60 days from completion date of the construction of the Project or within 60 days of final
payment being made under the lease agreements, but the Respondent failed to do so even up to
the date of submission of the Statement of Claim.

Award

The Tribunal has examined the evidence . The Tribunal finds that the Claimant’s
claims succeed in part and makes the following Awards, Orders and Declarations

A. The Respondent shall pay Baht3,900,000.00 being return of payments for
the lease agreement of Room Sunset 10 (Room 401), Type D to the Claimant.

B. The Respondent shall pay Baht 3,500,000 being return payments for the
lease agreement of Room Ocean View 2 (Room 302) Type E, to the Claimant.

C. The Respondent shall pay Baht 553,239.00 to the Claimant being return of
payments for the furniture packages of Room Sunset 10 (Room 401), Type D and Room Ocean View
2 (Room 302).

D. The Respondent shall pay Baht 45,400.00 to the Claimant being return of
payment for the lease registration fee and land application fee of the two lease agreements.

E. The Respondent shall pay interest at the rate of 15% per annum on the
amounts awarded to the Claimant pursuant to A, B, C, and D above from the date the payments
were paid to the Respondent until the amounts have been fully paid to the Claimant.

F. The Claimant and the Respondent shall equally be responsible for all the
costs and expenses of the arbitration proceedings, including the arbitrator’s fee. The fee, costs
and expenses of the arbitration shall be in accordance with the table of costs prepared by the Thai
Arbitration Institute (TAI), Office of Arbitration, Office of the Judiciary, which is attached to this Award
as an integral part hereof.

๗๙

Sources

Case No. (Black ) : 33 /2561
Relavant Laws : the Thai Civil and Commercial .Code
Arbitrator : Professor Suchart Thammapitagkul
Summarized by : Nataporn Thanomsub

๘๐

40. Case No. (Red) 100/2558

The Arbitral Tribunal have determined the issues of dispute as follows:

1. Has the Respondent been in breach of the various Articles of the EL Thai
Joint Venture Agreement dated October 22, 1992 (EL Thai JVA), and the TF 2539 Joint Venture
Agreement dated March 19, 1996 (TF 2539 JVA), entered into between the Claimant and the
Respondent, as alleged and claimed by the Claimant?

2. Whether the Claimant has the right to terminate the EL Thai JVA and the TF
2539 JVA, and demand for dissolution of EL Thai Company Limited and TF (2539) Company
Limited, and other relieves and remedies as requested?

3. Whether the Claimant’s claims are barred by prescription?
4. Whether the Claimant or the Respondent shall have to bear the cost and
expenses with respect to this Arbitration, and to what extent?

The Tribunal determined on the burden of proof that as the first and the second
issues are raised and claimed by the Claimant and denied by the Respondent, the burden of proof
shall fall upon the Claimant. The third and the fourth issues are issues of law and can be decided
by the Arbitral Tribunal, and thus directed that the Claimant shall first proceed to adduce its
evidence to prove its claims and upon completion of the Claimant’s evidence, the Respondent shall
then adduce its evidence to support its defence.

The First Issue:

Has the Respondent been in breach of the various Articles of the EL Thai Joint
Venture Agreement dated October 22, 1992 (EL Thai JVA), and the TF 2539 Joint Venture Agreement
dated March 19, 1996 (TF 2539 JVA), entered into between the Claimant and the Respondent, as
alleged and claimed by the Claimant?

In the case of EL Thai

The Tribunal find that the audited financial statements of EL Thai for the period
ending December 31, 2009 and December 31, 2010 were not delivered to the Claimant until June
14, 2010 and June 23, 2011 respectively. Further, the Respondent did not adduce any evidence to
prove that a general meeting of shareholders (AGM) had actually been convened to review and
approve the 2010’s financial statements of EL Thai in April 2011. Despite such failure, EL Thai under
the management of the Respondent submitted the 2010 audited financial statements to the Bangkok
Company Registry on May 31, 2011 with a statement that such financial statements had been
approved by the shareholders on April 30, 2011. These actions were again in breach of both the
EL Thai JVA, and Section 1197.of the CCC, the provision of which is undoubtedly a law concerning
public policy.

The Claimant further gave evidence that an amount of Baht72 million had been
recorded in EL Thai’s books of account as loan or advance from the Respondent group as of 2007
despite the fact that according Article 6.3 of the EL Thai JVA, loan or advance of money by any party
to EL Thai shall in aggregate not be in excess of Baht 5 Million. Mr. Wichai Tulyathan, the
Respondent’s witness, admitted, in the cross examination, that the loan was necessary because of
the pressure from bankers who demanded a better debt to equity ratio in the company’s financial

๘๑

statement. Yet, the Respondent did not adduce any evidence in rebuttal but sought to rely on the
oral statement of Mr. Wichai Tulyathan alone, which did not go any distance in proving its case.

In the case of TF 2539

The Respondent’s witnesses gave evidence that many actions taken by the
Respondent in respect of TF 2539 had constituted material breaches of the TF 2539 JVA, similar to
the EL Thai case. These include, inter alia, passing of a special resolution in 1995 to change Article
36 of the company’s Articles of Association without the Claimant’s knowledge nor endorsement;
failure to keep true and correct accounting records and books; failure to provide to shareholders in
a timely manner audited financial statements; extending shareholder’s loan in violation of the TF
2539 JVA; failure to hold AGMs in a timely manner; and refusal to give the claimant an access to TF
2539’s accounts and records for inspection

With respect to changing the Articles of Association, the Claimant’s witness asserted
that it had not been informed of the general meetings and thus could not attend the meetings or
appointed any proxy to attend and vote on its behalf. The Respondent obviously breached Articles
3.2 and 3.5.3 of the Foam 2539 JVA. The Respondent further caused TF 2539 to prepare and submit
to the Bangkok Company Registrar an application for the registration of change of the TF 2539’s
Articles of Association with a statement that the general meetings had been attended by all the
shareholders of TF 2539 and that the special resolution cited above was passed by unanimous votes
of the shareholders, which was false and untrue.

The Claimant’s witness also asserted that TF 2539 under the management of the
Respondent had failed to prepare and keep true accounting records, thus breaching Article 8.2 of
the JVA Material discrepancies were found between the financial statements that TF 2539 delivered
to the Claimant and the financial statements that TF 2539 submitted to the Company Registry for
the accounting years 2000, 2001, 2002 and 2003

The Claimant’s witness confirmed that a copy of audited financial statements in
many accounting years were not submitted within 4 months after the close of each accounting year
(April) despite the Claimant’s repetitive reminders and complaints. The audited financial statements
of TF 2539 for the period ending December 31, 2009 and December 31, 2010 were not delivered to
the Claimant until June 14, 2010 and June 23, 2011, respectively. These Respondent’s action
violated not only Article 8.3 of the JVA but also Section 1197 of the CCC.

It was also found that the shareholder’s loan provided to TF 2539 by the
Respondent and/or its affiliated companies stands at Baht 9,640,015.78 in the financial statements
for the period ending December 31, 2010, of TF 2539. Clearly, such lending was in violation of
Article 6.3 of the TF 2539 JVA which restricts lending to not exceeding Baht: 5 Million.

It was found that the Claimant also by its letter dated June 28, 2011, requested
permission to inspect the books and accounts of TF 2539 but no response was received up to the
date of the Claimant’s submission of its Statement of Claims for arbitration in this case. Such denial
of the shareholder’s access to the books and accounts of a company in which it holds shares
constitutes a violation of Article 8.2 of the TF 2539 JVA.

The two notices called for the dissolution and liquidation of EL Thai and TF 2539,
and the distribution of the net assets of both companies to their respective shareholders pursuant
to Article 13.2 of both EL Thai JVA and TF 2539 JVA. Because of the Respondent’s continuing silence

๘๒

and inaction, the counsel for the Claimant had sent reminders to the Respondent, urging the latter
to commence necessary corporate actions for the dissolution and liquidation of EL Thai and TF 2539.

In the circumstances, the Arbitral Tribunal find that the defence pleaded by the

Respondent has not been established.

The Second Issue:

The second issue is whether the Claimant has the right to terminate the EL Thai JVA
and the TF 2539 JVA, and demand for dissolution of EL Thai Company Limited and TF (2539)
Company Limited, and other relieves and remedies as requested?

As determined above, the evidence in the case leaves little doubt that the
Respondent have repeatedly failed to comply with the provisions of the two joint venture
agreements. In this second Issue, however, it is evident from Paragraph 3.2 of the Statement of
Claims that the remedy sought after is to request the Arbitral Tribunal to direct the Respondent to
immediately call and convene a general meeting of shareholders in EL Thai and TF 2539 with a view
to passing a special resolution to dissolve and liquidate the said two companies and therefrom to
distribute the net assets to their respective shareholders.

Such a request makes it necessary for the Tribunal to discuss its competency
whether it can consider and make an award to order the compulsory dissolution of a company
which is a corporate body. To arrive at a conclusion, a number of factors have to be taken into
consideration.

There have been persistent questions as to which subjects are and which are not
amenable to arbitration. In the opinion of this Arbitral Tribunal, controversies traditionally arising
out of commercial contracts, disputes relating to quality of products tendered or delivered, damages
for breach of contract, excuses for delay, conformity of merchandise or services rendered with
commercial or industrial standards, are, inter alia, stuff of arbitration. In these matters, competency
of arbitration is generally not disputable.

On the contrary, disputes on public law issues, i.e. that kind involved in issues of
laws relating to public order or public policy or good morals of the people, have not been regarded
as arbitrable, and agreements to arbitrate have not been enforced in regard to claims arising or in
connection with such laws. As the Parties to this arbitration have agreed to subject the dispute to
Thai laws, it is appropriate for the Tribunal to refer to some of the Thai court decisions in connection
with this issue. Authority in this approach can be found in the Supreme Court no. 4039-4039/2545
(A.D. 2002) and Supreme Court no. 3530/2549 (A.D. 2006), for example, where it was similarly ruled
that the exercise of rights granted by the labour protection law relating to protection of unfair
dismissal must be submitted to the court for decision, and not a subject of arbitration despite an
arbitration clause in the employment contracts. Clearly, the key issue in the said two cited cases is
that the dispute could not be submitted to arbitration because the exercise of the rights under
dispute was protected by the law concerning public order.

In support of the above rulings, and more directly related to a corporation, the
Supreme Court no. 3402/2548 (A.D. 2005) held that the rights and obligations of the shareholders
in a company are subject to the CCC concerning, inter alia, the organizational structure of a
company, shareholders’ benefits, the relationship among shareholders and the company. Such
provisions of the CCC are considered mandatory provisions concerning public policy and good morals

๘๓

of the people as they may have adverse impact against third persons dealing with the company or
the benefit of the community as a whole. An agreement contrary shall be null and void.

The calling of shareholders’ meeting is governed by law. Whether a shareholder
meeting would be called and whether a special resolution would be obtained, the shareholders
and the company have to comply with the provisions of Section 1194 of the CCC, which is evidently
mandatory. Any meeting called or convened in violation of such provision of law is subject to
revocation pursuant to Section 1195 of the CCC. It is obvious that shareholders could not agree
otherwise nor bypass such requirement inasmuch as such provisions of the CCC are compulsory.
The Arbitral Tribunal are of opinion that the calling of a shareholders’ meeting and their voting rights
are thus exclusive and discretionary to the shareholders of a company.

In addition, the dissolution of a company is clearly provided under Sections 1236
and 1237. If any shareholders fail to act for the dissolution of the company as provided in Section
1236, the remedy is to seek court judgment to dissolve it. According to Section 1237, only the
court may order dissolution of a company, and only when such events as provided by the law
occurred and proved to the satisfaction of the court. Section 1237 of the CCC provides:

“A limited company may also be dissolved by the court on the following grounds:
(1) If default is made in filing the statutory report or in holding the statutory meeting.
(2) If the company does not commence its business within a year from the date of

registration or suspends its business for a whole year.
(3) If the business of the company can be carried on at a loss and there is no prospect of

its fortunes being retrieved.
(4) If the number of the shareholders is reduced to less than three.
However, in the case of default in filing the statutory report or in holding the statutory
meeting, the court may, instead of dissolving the company, direct that the statutory report
be filed or the statutory meeting to be held as it may think it.”

In any case, the Arbitral Tribunal is unable to grant specific relief to the Claimant by
ordering it to convene the general meetings of shareholders to dissolve the two companies as
requested, as the nature of obligations under Article 13.1 of the EL Thai Joint Venture Agreement
and the TF 2539 Joint Venture Agreement does not permit compulsory (specific) performance
pursuant to the CCC, Section 213.

In the circumstances, and based on the laws and authorities cited above, the Arbitral
Tribunal are of the view that the claims and remedies sought by the Claimant with respect to the
Second Issue, which encompasses the Claimant’s allegation on changing of the articles of association
of TF 2539 in 1995, are not amenable to arbitration and are beyond the competence of the Arbitral
Tribunal to grant such relief as sought by the Claimant.

The Third Issue:

Whether the Claimant’s claims are barred by prescription?
The Claimant based its claims alleging that minutes of the two Extraordinary General

Meetings of EL Thai dated 4 December 2007 and 22 December 2007 to increase and decrease its
share capital, excessive lending as appeared in the accounting statement of 2007, failure to deliver
financial statements in 2009 to 2011, false adoption of financial statement in 2011 because there
were no meetings held on such dates.

๘๔

Obviously, the claim and the relief sought on the First Issue is founded on the
allegation of the minutes of the two false meetings of shareholders pursuant to Exhibit R18, where
the requested remedy is for the transfer of 180,000 shares in EL Thai back to the Claimant or, failing
to do so, to pay the Claimant the sum of Baht18,000,000 being the nominal value of the shares so
deprived by the Respondent out of such false transactions.

The Arbitral Tribunal are of opinion that there are no specific provisions of law
prescribing a time period for the claims made by the Claimant in this arbitration case. Section 1195
of the CCC is not a provision on prescription, nor does it relate to the claims on breaches of contract.
As a result, the Claimant’s claims shall have the prescription of 10 years pursuant to Section 193/30
of the CCC, which provides:

“The period of prescription for which no other period is provided by law is ten
years.”

In addition, Section 193/12 of the CCC provides that

“The prescription begins to run from the moment when the claim can be enforced.
If the claim is to a forebearance, prescription begins to run from the moment when the
right is first infringed.”

As the Claimant’s claims are based on the false financial statements ended in 2007
onwards as well as the Respondent’s denial to furnish a copy and/or inspection of the financial
statement which took place in 2011, whereas the Statement of Claims was filed on 19 March 2012,
the period between 2007 and 2012 is less than 10 years. In consequence, the period of 10 years
under Section 193/30 of the CCC has not lapsed. The Claimant’s claims are not barred by
prescription.

The Fourth Issue:

Whether the Claimant or the Respondent shall have to bear the cost and expenses with respect to
this Arbitration, and to what extent?

Having determined that the Respondent has materially breached the EL Thai’s joint
venture agreement with respect to the calling and meetings of the two shareholders’ meetings to
increase and decrease of the EL Thai’s share capital and has materially breached both the EL Thai
and TF 2539 JVAs in denying the legal rights of the Claimant’s in its request for access to the financial
statements of the two joint venture companies, and in parcular, the unscrupulous preparation of
different versions of the financial statements with discrepancies for both companies in a number of
years as set out above, the Arbitral Tribunal find that the Respondent is the defaulting party of the
two JVAs and shall therefore be liable, and reimburse the Claimant, for all the costs in respect of
the arbitration as set out in the Award.

E. AWARD

Having carefully considered all the evidence and submissions placed before the
Arbitral Tribunal and for the reasons set out above, the Arbitral Tribunal by unanimous decision
finally decide and award as follows:

The Respondent shall transfer 180,000 shares in EL Thai Company Limited to the
Claimant at no cost to the Claimant, or if such transfer is not effected or cannot be effected to the

๘๕

Claimant because the transfer has practically or legally become impossible regardless of whatever
reasons, the Respondent shall pay to the Claimant the sum of Baht 18,000,000 (Baht eighteen million
only).

The Respondent shall pay to the Claimant in respect of costs including the
arbitrators’ fees, administrative fees and expenses recorded by the office of Thailand Arbitration
Institute (TAI), except the lawyer’s fee payable by the Claimant to its counsel, incurred by the
Claimant in this arbitration proceeding.

Sources

Case No. (Black ) : 54 /2555
Relavant Laws : the Thai Civil and Commercial .Code
Arbitrator : Professor Suchart Thammapitagkul

Summarized by Professor Jayavadh Bunnag
Mr. Jirayu Switachata
: Suganya Komaiphun

๘๖

41. ข้อพพิ ำทหมำยเลขแดงที่ 66/2560

ประเดน็ ข้อพพิ ำท : สัญญำร่วมลงทุนและสัญญำระหว่ำงผู้ถือหุ้นมีข้อสัญญำท่ไี ม่เปน็ ธรรมหรือไมแ่ ละใช้บังคับได้
หรือไม่ เพียงใด

คู่พิพำทนำสืบพยำนแล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่ำ : เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกำยน ๒๕๕๑
ผู้คัดค้ำนท่ี ๑ ขำยหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้เรียกร้อง จำนวน ๔๙๙,๙๙๙ หุ้น รวมรำคำหุ้นเป็นเงินจำนวน ๔,๙๙๙,๙๙๐
บำท รวมกับหุ้นสำมัญอีกจำนวน ๑ หุ้น ท่ีผู้เรียกร้องถืออยู่ก่อนเข้ำซ้ือหุ้นเพ่ิมทุนดังกล่ำว รวมท้ังส้ิน จำนวน
๕๐๐,๐๐๐ หุ้น ซึ่งผู้คัดค้ำนท้ังสำมต้องปฏิบัติตำมข้อตกลงในส่วนของกำรซ้ือหุ้นคืนท่ีกำหนดไว้ในสัญญำร่วมลงทุน
และสัญญำระหว่ำงผู้ถือหุ้น ข้อ ๑๒ โดยผู้ถือหุ้นหลักตกลงที่จะซื้อหุ้นของผู้คัดค้ำนท่ี ๑ คืนจำกผู้เรียกร้องตำมที่
กำหนดไวใ้ นสัญญำร่วมลงทุนฯ จนครบถ้วน ภำยในส้ินเดือนพฤศจิกำยน ๒๕๕๔ จำนวน ๑๒๕,๐๐๐ ภำยในสนิ้ เดือน
พฤศจิกำยน ๒๕๕๕ จำนวน ๑๒๕,๐๐๐ หุ้น และภำยในเดือนพฤศจิกำยน ๒๕๕๖ อีกจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ หุ้น
โดยผู้ถอื หุ้นหลัก ได้แก่ ผู้คดั ค้ำนที่ ๒ และท่ี ๓ ตกลงจะซ้ือหุ้นจำกผู้เรียกร้องคืน ในรำคำที่สูงกว่ำ ระหว่ำง (๑)
มูลค่ำตำมบัญชี (Book Value) ของงบกำรเงินเดือนลำ่ สุดก่อนกำรซ้ือขำย หรอื (๒) รำคำท่ผี ู้เรยี กร้องเข้ำรว่ มลงทุน
บวกด้วยผลตอบแทน (Internal Rate of Return หรือ IRR) ตลอดระยะเวลำกำรถือหุ้นของผู้คัดค้ำนที่ ๑ ใน
อตั รำรอ้ ยละสิบห้ำต่อปี (๑๕ %) โดยคำนวณถึงวันชำระเงินซื้อหุ้นคืน

คำวนิ จิ ฉยั ชขี้ ำด

อนุญำโตตุลำกำรพิจำรณำตำมทำงนำสืบพยำนและพยำนเอกสำรหลักฐำนแล้ว เห็นควรวินิจฉัย
ตำมประเดน็ ข้อพิพำท ดังนี้

กำรที่ผู้เรียกร้องเข้ำร่วมทำสัญญำร่วมลงทุนฯ กับผู้คัดค้ำนท้ังสำมนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กำร
สนับสนุนทำงกำรเงินในรูปแบบเงินร่วมลงทุนให้ผู้คัดค้ำนที่ ๑ มีควำมสำมำรถในกำรบริหำรจัดกำรทส่ี ูงขึ้น ผู้เรียกร้องมิใช่
สถำบันกำรเงินท่ีจะสำมำรถให้ผู้คัดค้ำนกู้ยืมเงินได้ ในสัญญำร่วมลงทุนฯ ดังกล่ำวประกอบกับคำเสนอข้อพิพำทของ
ผู้เรียกร้อง จะเห็นได้ว่ำผู้เรียกร้องประสงค์จะได้เพียงผลตอบแทน (IRR) จำกผู้คัดค้ำนเท่ำนั้น มิได้มุ่งประสงค์ในผลกำไร
จำกกำรประกอบกิจกำรของผู้คัดค้ำนทั้งสำมอย่ำงนักลงทุนทั่วไปแต่อย่ำงใด ข้อสัญญำดังกล่ำวกำหนดให้เป็นสิทธิแก่
ผู้เรียกร้องฝ่ำยเดียวเท่ำนั้นท่ีจะเสนอขำยหุ้นของผู้คัดค้ำนท่ี ๑ ให้แก่ผู้ลงทุนรำยใหม่หรือไม่ก็ได้ มิใช่ข้อกำหนดบังคับ
ให้ผู้เรียกร้องต้องเสนอขำยหุ้นท่ีถืออยู่ท้ังหมดให้กับผู้ลงทุนรำยใหม่ หำกผู้คัดค้ำนท่ี ๒ และที่ ๓ ปฏิเสธไม่ซื้อหุ้นคืน
และกำรเสนอขำยหุ้นของผู้เรียกร้องที่ถืออยู่ให้กับผู้ลงทุนรำยใหม่น้ัน เป็นสิทธิของผู้เรียกร้องฝ่ำยเดียวเท่ำนั้น
แม้ผู้เรียกร้องไม่ใช้สิทธิดังกล่ำว ผู้คัดค้ำนท่ี ๒ และท่ี ๓ ก็ยังคงผูกพันที่จะต้องซ้ือหุ้นคืนจำกผู้เรียกร้องตำมสัญญำ
จึงไม่ใช่สิทธิของผู้คัดค้ำนท่ี ๒ และท่ี ๓ ที่จะเลือกซ้ือหุ้นคืนหรือไม่ซื้อคืนก็ได้ สัญญำร่วมลงทุนฯ จึงเป็นสัญญำที่มี
เงื่อนไขท่ีมิได้ขดั ตอ่ ควำมสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชำชนและคู่สัญญำท้ังสองฝ่ำยตกลงทำสัญญำร่วมลงทุนฯ
กันโดยอิสระเสรที ้ังได้เจรจำต่อรองกันในสำระสำคญั แลว้

หลักกำรสำคัญเกี่ยวกับข้อสัญญำท่ีไม่เป็นธรรม ตำมพระรำชบัญญัติว่ำด้วยข้อสัญญำที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.
๒๕๔๐ มีเจตนำรมณ์ของพระรำชบัญญตั ิดงั กล่ำว มุ่งคมุ้ ครองผู้บริโภคท่ีเข้ำเป็นคู่สัญญำกับผู้ประกอบธรุ กิจกำรค้ำหรือ
วิชำชีพโดยเฉพำะในฐำนะผู้ขำย ผู้ให้กู้ หรือผู้รับประกันภัย ซ่ึงมีอำนำจต่อรองทำงเศรษฐกิจสูงกว่ำและได้กำหนด
ข้อสัญญำเอำเปรียบคู่สัญญำอีกฝ่ำยหนึ่ง ซ่ึงทำให้เกิดควำมไม่เป็นธรรมและไม่สงบสุขในสังคม รัฐจึงกำหนดกรอบกำรใช้
หลักควำมศักด์ิสิทธิ์ของกำรแสดงเจตนำและเสรีภำพของบุคคลเพ่ือแกไขควำมไม่เป็นธรรมและไม่สงบสุขในสังคม
ดงั น้ัน ควำมสัมพันธ์ในกำรทำสัญญำรว่ มลงทุนฯ ระหว่ำงผู้เรียกรอ้ งและผ้คู ดั คำ้ นจึงมิไดท้ ำสัญญำในฐำนะผู้บริโภคกับ
ผปู้ ระกอบธุรกิจ ตำมนยั ของพระรำชบญั ญัตวิ ำ่ ด้วยขอ้ สัญญำที่ไม่เป็นธรรมฯ จงึ ไม่สำมำรถนำพระรำชบัญญตั ดิ งั กล่ำว
มำปรบั ใช้ได้ คำคดั ค้ำนของผู้คดั ค้ำนทงั้ สำมจงึ ฟังไมข่ ึน้

ผู้คัดค้ำนท่ี ๒ และที่ ๓ มิได้ดำเนินกำรซื้อหุ้นคืนภำยในระยะเวลำท่ีกำหนดในสัญญำร่วมลงทุนฯ
ผู้คัดค้ำนท้ังสำมจึงตกเป็นฝ่ำยผิดสัญญำ เมื่อผู้เรียกร้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้ำนท่ี ๒ และที่ ๓ ปฏิบัติตำมสัญญำร่วม
ลงทุนฯ แต่ยังคงเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตำมหนังสือดังกล่ำว ผู้เรียกร้องจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญำแก่ผู้คัดค้ำนทั้งสำม
ซึ่งมีผลทำให้สัญญำร่วมลงทุนฯ ส้ินสุดลง ดังน้ัน ผู้ที่ต้องรับผิดซื้อหุ้นท่ีผู้เรียกร้องถืออยู่ทัง้ หมดคืน ตำมสัญญำร่วมลงทุนฯ

๘๗

ที่พิพำทนั้น มิใช่ผู้คัดค้ำนท้ังสำม แต่มีเพียงเฉพำะผู้ถือหุ้นหลักเท่ำนั้น ซึ่งได้แก่ผู้คัดค้ำนที่ ๒ และท่ี ๓ ที่จะต้องรับผิด
ซอื้ หนุ้ คนื จำกผเู้ รยี กรอ้ งตำมสัญญำร่วมลงทนุ ฯ

ผู้คัดค้ำนท่ี ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลน้ัน ต้องห้ำมไม่ให้ซื้อหุ้นของตนเอง ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและ
พำณิชย์ มำตรำ ๑๑๔๓ แต่จะต้องรับผิดชอบต่อควำมเสียหำยท่ีเกิดข้ึนในฐำนะที่เป็นผู้มีประโยชน์ ได้เสียโดยตรงและ
ร่วมลงลำยมือช่อื ในสัญญำไวด้ ้วย ซ่ึงอตั รำผลตอบแทน (IRR) ท่ีกำหนดไว้ในสัญญำ ข้อ ๑๓.๓ (ก) (๑) ดังกลำ่ ว มลี ักษณะ
เป็นเบยี้ ปรบั ที่ผเู้ รยี กรอ้ งสำมำรถเรยี กเอำได้

วินิจฉัยชี้ขำด (1) ให้ผู้คัดค้ำนที่ ๒ และท่ี ๓ ร่วมกันหรือแทนกันซื้อหุ้น จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ หุ้น
คืนจำกผู้เรียกร้อง และชำระเงินค่ำหุ้นดังกล่ำวให้แก่ผู้เรียกร้องเป็นเงินจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บำท บวกด้วย
ผลตอบแทน (IRR) ในอัตรำร้อยละสิบห้ำต่อปี (๑๕%) นับตั้งแต่วันที่ผู้เรียกร้องได้ชำระเงินค่ำหุ้นจนถึงวันท่ีมีกำร
ชำระเงินค่ำหุ้นพร้อมผลตอบแทนตำมคำช้ีขำดน้ีครบถ้วน และ (2) หำกผู้คัดค้ำนท่ี ๒ และที่ ๓ ไม่ดำเนินกำรตำมข้อ
(๑) ขำ้ งตน้ ใหผ้ ู้คดั คำ้ น ท่ี ๑ ท่ี ๒ และที่ ๓ ร่วมกันหรือแทนกนั รบั ผดิ ชดใชค้ ่ำเสยี หำยให้แก่ผ้เู รียกร้องเปน็ เงินเท่ำกับ
เงินค่ำห้นุ จำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บำท บวกดว้ ยผลตอบแทนในอัตรำร้อยละสิบห้ำต่อปี (๑๕%) นบั จำกวันทีผ่ ู้เรียกร้อง
ได้ชำระเงินค่ำหุ้น จนถึงวันที่อนุญำโตตุลำกำรมีคำชี้ขำดและให้ผู้คัดค้ำนท้ังสำมชำระค่ำเสียหำย ในอัตรำร้อยละเจ็ด
ก่ึงต่อปี (๗.๕%) นับถัดจำกวันที่อนุญำโตตุลำกำรมีคำชี้ขำด จนถึงวันที่มีกำรชำระค่ำเสียหำยให้แก่ผู้เรียกร้อง
ครบถว้ น

แหล่งท่ีมำ

ข้อพิพำทหมำยเลขดำท่ี 30/2558

หลกั กฎหมำยทเ่ี กี่ยวข้อง : พระรำชบัญญัติว่ำดว้ ยขอ้ สัญญำที่ไม่เปน็ ธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐

: ประมวลกฎหมำยแพง่ และพำณิชย์ มำตรำ 204, มำตรำ ๓๗๙,

มำตรำ ๓๘๓, มำตรำ ๑๑๔๓

อนุญำโตตุลำกำร : นำยบำรงุ ตันจติ ติวฒั น์

ผู้ย่อ : ทรงพล อวนกลิ่น

๘๘

42. ข้อพิพำทหมำยเลขแดงท่ี 101/2560

ประเดน็ ขอ้ พิพำท : ๑. ผเู้ รยี กร้องมอี ำนำจย่ืนคำเสนอข้อพิพำทหรือไม่
๒. ผูค้ ัดค้ำนทงั้ สองผิดสญั ญำร่วมลงทุนกบั ผู้เรยี กร้องหรอื ไม่
๓. ผู้คัดค้ำนทั้งสองจะต้องรับผิดโดยกำรซ้ือหรือรับโอนหุ้น ชำระรำคำค่ำหุ้นและค่ำผล

ตอบแทนใหแ้ กผ่ ู้เรียกร้องหรือไม่ เพียงใด

คู่พิพำทนำสืบพยำนแล้วข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นรับฟังได้ว่ำ เมื่อวันท่ี ๑๔ กันยำยน ๒๕๕๕
ผู้เรียกร้องกับผู้คัดค้ำนทั้งสองได้ทำสัญญำร่วมลงทุนและสัญญำระหว่ำงผู้ถือหุ้น โดยผู้คัดค้ำนที่ ๑ และท่ี ๒ รับที่จะ
ดำเนินกำรให้ผู้คัดค้ำนท่ี ๑ สำมำรถแปรสภำพและจดทะเบียนเป็นบริษัทมหำชนจำกัด เพื่อดำเนินกำรระดมทุนโดย
กำรเสนอขำยหุ้นสำมัญของผู้คัดค้ำนท่ี ๑ ต่อประชำชนและสำมำรถนำหุ้นสำมัญของผู้คัดค้ำนท่ี ๑ เข้ำจดทะเบียนใน
ตลำดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตลำดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) หรือตลำดหลักทรัพย์อ่ืนใด แล้วแต่กรณี ภำยใน
วนั ท่ี ๓๑ ธันวำคม ๒๕๕๙ โดยผู้คัดค้ำนที่ ๒ จะดำเนนิ กำรจัดสรรหนุ้ สำมญั ของผ้คู ัดค้ำนที่ ๑ ซง่ึ รวมท้ังหุ้นสำมัญของ
ผู้คดั ค้ำนท่ี ๑ ท่ผี ้เู รียกรอ้ งถอื อยู่ทงั้ หมดเข้ำกลุม่ ที่สำมำรถขำยหุ้นไดต้ ำมหลักเกณฑแ์ ละเงือ่ นไขท่ีตลำดกำหนด เพ่ือให้
ผู้เรียกร้องสำมำรถดำเนินกำรขำยหุ้นได้ก่อน เมอ่ื ผู้เรียกร้องกบั ผู้คดั ค้ำนท้ังสองไดต้ กลงเข้ำทำสญั ญำกันแลว้ ผ้เู รยี กร้อง
กไ็ ด้ชำระเงนิ เป็นค่ำซือ้ หุ้นจำนวน ๑๘๑,๙๙๙ หุ้น ในรำคำหุ้นละ ๑๐๐ บำท รวมเปน็ เงินจำนวน ๑๘,๑๙๙,๙๐๐ บำท
ให้แกผ่ ู้คดั ค้ำนทงั้ สองพรอ้ มกับกำรรบั โอนหุน้ เสร็จส้นิ แลว้ ตัง้ แตว่ ันทำสญั ญำ คอื วันท่ี ๑๔ กนั ยำยน ๒๕๕๕

คำวินิจฉัยช้ขี ำด

ประเด็นข้อพิพำทที่ ๑. ผู้คัดค้ำนทั้งสองโต้แย้งว่ำ ผู้เรียกร้องไม่มีอำนำจยื่นคำเสนอข้อพิพำทโดย
กล่ำวอ้ำงว่ำ เม่ือเงื่อนเวลำตำมสัญญำร่วมทุนยังไม่ถึงกำหนด ผู้คัดค้ำนท้ังสองจึงยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตำมสัญญำ
และผู้เรียกร้องจะบอกเลิกสัญญำก่อนเง่ือนเวลำดังกล่ำวเพ่ือนำมำบังคับให้ผู้คัดค้ำนท้ังสองซ้ือหุ้นคืนก่อนครบ
กำหนดเวลำตำมสัญญำร่วมลงทุนไม่ได้นั้น เมื่อผู้เรียกร้องกล่ำวอ้ำงว่ำ ผู้คัดค้ำนทั้งสองผิดสัญญำ ผู้คัดค้ำนท้ังสอง
โต้แย้งว่ำไม่ได้ผิดสัญญำ ประเด็นแห่งเน้ือหำจึงมีว่ำ “ผู้คัดค้ำนทั้งสองผิดสัญญำหรือไม่” จึงทำให้มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น
เก่ียวกับสิทธิหรือหน้ำที่ของผู้เรียกร้องกับผู้คัดค้ำนทั้งสองตำมกฎหมำยแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทำงศำล
บุคคลน้นั ชอบท่จี ะเสนอคดีของตนต่อศำลสว่ นแพ่งทม่ี ีเขตอำนำจได้ ตำม ป.วิ.พ. มำตรำ ๕๕ ซงึ่ กำรเสนอข้อพิพำทต่อ
อนุญำโตตุลำกำรของผู้เรียกร้องก็เป็นไปในทำนองเดียวกับกำรเสนอข้อพิพำทต่อศำลท่ีมีอำนำจอย่ำงเดียวกัน
คำคัดค้ำนของผคู้ ัดค้ำนทง้ั สองฟงั ไมข่ ้ึน ผเู้ รยี กรอ้ งจึงมีอำนำจเสนอขอ้ พิพำทตอ่ อนุญำโตตลุ ำกำรได้

ประเด็นข้อพิพำทท่ี ๒. ข้อสัญญำหมำยควำมว่ำ ในระหว่ำงสัญญำผู้คัดค้ำนที่ ๒ ในฐำนะเป็น
ผู้ถือหุ้นหลักและเป็นผู้บริหำรสูงสุดของผู้คัดคำ้ นท่ี ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีหน้ำท่ีตระเตรยี มควำมพร้อมในกำรทีจ่ ะแปร
สภำพบริษทั ผู้คัดค้ำนท่ี ๑ ใหเ้ ปน็ บริษทั มหำชนจำกัด เพื่อกำรนำห้นุ หรือกิจกำรของผูค้ ัดคำ้ นที่ ๑ เขำ้ จดทะเบยี นและ
ทำกำรซ้ือขำยหุ้นในตลำดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลำดหลักทรัพย์อื่นใด โดยสภำพและลักษณะของธุรกิจ
คู่พิพำทย่อมรู้ได้ดีว่ำกำรที่บริษัทมหำชนจำกัดใดจะเข้ำไปเป็นผู้จดทะเบียนและทำกำรเสนอขำยหรือซ้ือหุ้นในตลำด
หลักทรัพย์ได้นั้น จะต้องปรำกฎผลประกอบกำรดีอย่ำงต่อเน่ือง และธุรกิจเป็นท่ีน่ำไว้วำงใจของประชำชน แม้ตำม
สัญญำจะกำหนดไว้ว่ำ ให้ผู้คัดค้ำนที่ ๑ สำมำรถแปรสภำพและจดทะเบียนเป็นบรษิ ทั มหำชนเพ่ือดำเนินกำรระดมทุน
ภำยในวันที่ ๓๑ ธันวำคม ๒๕๕๙ กำรที่ผ้เู รยี กรอ้ งนำขอ้ พิพำทนีม้ ำเสนอต่ออนญุ ำโตตุลำกำรก่อนถึงกำหนด คอื วันท่ี
๔ พฤศจิกำยน ๒๕๕๘ ก็โดยอำศัยข้อเท็จจริงท่ีปรำกฎว่ำได้มีกำรผิดสัญญำเกิดข้ึนแล้ว เพรำะผู้คัดค้ำนที่ ๒ ยังไม่ได้
กระทำกำรใดที่เป็นกำรตระเตรียมควำมพร้อมในกำรท่ีจะแปรสภำพผู้คัดค้ำนท่ี ๑ จำกกำรเป็นบริษัทเอกชนจำกัดให้เป็น
บริษทั มหำชนจำกัด แต่กลบั ได้ควำมวำ่ ผ้คู ดั ค้ำนที่ ๒ ในฐำนะสว่ นตัวและในฐำนะตัวแทนของ นำย อ. ซ่งึ ถือหุน้ รวมกัน
จำนวน ๒๖๒,๐๐๐ หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๕๙.๑๐ มีมติอนุมัติให้เลิกบริษัทผู้คัดค้ำนท่ี ๑ ได้ และอนุมัติกำรขำย
สินทรัพย์เพ่ือชำระหนี้ได้ ซ่ึงกำรกระทำของผู้คัดค้ำนที่ ๒ ดังกล่ำว ถือได้ว่ำเป็นกำรประพฤติผิดสัญญำที่ได้กำหนดกนั
ไว้ว่ำ “ผู้ถือหุ้นหลัก ในฐำนะผู้บริหำรของผู้คัดค้ำนท่ี ๑ จะต้องใช้ควำมพยำยำมอย่ำงเต็มท่ีในกำรดำเนินธุรกิจของ
ผู้คัดค้ำนที่ ๑ ให้ประสบควำมสำเร็จ ด้วยควำมซ่ือสัตย์สุจริต รอบคอบ และจำต้องใช้ควำมระมัดระวัง และผีมือเย่ียง
ผู้มวี ิชำชพี ในกิจกำรเช่นวำ่ นน้ั พึงปฏบิ ตั ิ” ผ้คู ัดคำ้ นทั้งสองเปน็ ฝำ่ ยผิดสัญญำ

๘๙

ประเด็นข้อพิพำทท่ี ๓. เห็นว่ำเมื่อฝ่ำยผู้คัดค้ำนท้ังสองเป็นฝ่ำยผิดสัญญำ ผู้คัดค้ำนท้ังสองจะต้อง
ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดต่อผู้เรียกรอ้ งตำมสัญญำ มีหน้ำท่ีต้องชำระเงินตน้ ท่ไี ดช้ ำระไปจำนวน ๑๘,๒๐๐,๐๐๐ บำท
คืนแก่ผู้เรียกร้อง ส่วนค่ำผลตอบแทนนั้น ผู้คัดค้ำนทั้งสองโต้แย้งว่ำ กำรที่ผู้เรียกร้องขอให้ผู้คัดค้ำนทั้งสองชำระ
ผลตอบแทน (Internal Rate of Return หรือ IRR) ตลอดระยะเวลำกำรลงทุนต้ังแต่เริ่มต้นจนถึงวันท่ีได้รับชำระเงิน
ในอัตรำร้อยละ ๒๐ ต่อปี น้ัน มีลักษณะเป็นกำรตกลงรับผิดเป็นค่ำชดใช้ควำมเสียหำยไว้ล่วงหน้ำ จึงมีลักษณะเป็น
เบ้ียปรับ ตำม ป.พ.พ. มำตรำ ๓๘๓ ข้อต่อสู้ของผู้คัดค้ำนทั้งสองสำหรับประเด็นน้ีจึงฟังข้ึน จึงเห็นควรให้ลดเบ้ียปรับ
ตำมท่ีผู้เรียกร้องขอมำเหลือเพียง ๑ ใน ๓ ส่วน ของเบ้ียปรับตำมท่ีขอมำท้ังส้ินจำนวน 14,061,083 บำท
ให้คงเหลือเบ้ียปรับท่ีผู้คัดค้ำนท้ังสองจะต้องรับผิดจำนวน ๔,๖๘๗,๐๒๗.๖๗ บำท กับต้นเงินที่ได้ชำระไปแล้วจำนวน
๑๘,๒๐๐,๐๐๐ บำท รวมท้ังสิ้นเป็นเงินจำนวน ๒๒,๘๘๗,๐๒๗.๖๗ บำท และให้ผู้คัดค้ำนทั้งสองรับผิดชำระดอกเบยี้
ผดิ นดั ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๗ ในอัตรำร้อยละ ๗.๕ ตอ่ ปี จำกตน้ เงนิ จำนวน ๑๘,๒๐๐,๐๐๐ บำท
นับแต่วันถัดจำกวันยื่นคำเสนอข้อพิพำทไปจนกว่ำจะชำระเสร็จแก่ผู้เรียกร้อง และผู้เรียกร้องจะต้องโอนหรือขำยหุ้น
และผูค้ ัดคำ้ นท่ี 2 จะต้องรบั โอนหรอื รับซื้อหุ้นจำนวน ๑๘๒,๐๐๐ ห้นุ จำกผู้เรียกรอ้ งเปน็ กำรต่ำงตอบแทนในจำนวน
เงนิ ดงั กล่ำว

ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมำ จึงช้ีขำดให้ผู้คัดค้ำนทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน จำนวน
๒๒,๘๘๗,๐๒๗.๖๗ บำท พร้อมด้วยดอกเบยี้ ในอัตรำรอ้ ยละ ๗.๕ ตอ่ ปี ของต้นเงินจำนวน ๑๘,๒๐๐,๐๐๐ บำท นบั แต่
วันถดั จำกวันย่นื คำเสนอขอ้ พพิ ำทจนถงึ วันชำระเสรจ็ แกผ่ ู้เรยี กร้อง และให้ผเู้ รียกร้องโอนและผูค้ ัดค้ำนท่ี ๒ รบั โอนหุ้น
จำนวน ๑๘๒,๐๐๐ ห้นุ ของบรษิ ัทผู้คดั ค้ำนที่ ๑ จำกผเู้ รยี กร้อง คำขออนื่ นอกจำกนใี้ ห้ยก

แหล่งทม่ี ำ

ข้อพพิ ำทหมำยเลขดำท่ี 87/2558
หลกั กฎหมำยทเ่ี ก่ยี วข้อง : ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณชิ ย์ มำตรำ 383

ประมวลกฎหมำยวธิ พี ิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ 55
คณะอนุญำโตตุลำกำร : นำย สชุ ำติ ขวัญเกอ้ื
ผู้ยอ่ : ณฐั นชุ อินทรใ์ จเอื้อ

๙๐


Click to View FlipBook Version