รายงานการวจิ ยั ด้านการจดั การเรียนรู้
เร่อื ง
การพฒั นาส่อื การเรียนการสอนดว้ ยบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน ( CAI )
เพือ่ ส่งเสริมความสามารถการใชอ้ นิ เทอรเ์ นต็
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจอมบงึ (วาปีพร้อมประชาศึกษา)
โดย
นางสาวณภัทร รจุ อดุ มพร รหสั ประจำตัว 60417916
สาขาวิชา เทคโนโลยีการศึกษาและคอมพิวเตอรก์ ารศึกษา
หนว่ ยสถานศึกษาฝกึ สอน โรงเรยี นบ้านจอมบึง(วาปีพรอ้ มประชาศกึ ษา)
รายงานการวิจยั น้ีเปน็ สว่ นหนึง่ ของการฝึกปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 1 และ 2
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏหมู่บา้ นจอมบึง
ก
คำนำ
รายงานการวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรือ่ งการใชง้ านอนิ เทอร์เน็ต รายวชิ าวิทยาการคำนวณ ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบา้ นจอมบึง (วาปีพร้อม
ประชาศึกษา) จัดทำขึ้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งความสามรถในการใช้อินเทอร์เน็ตชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ให้สงู ขนึ้ โดยเนน้ ผู้เรียนใหม้ คี วามสามารถในการเรียนรู้ และการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ดว้ ยตนเอง
รายงานการวิจัยในชั้นเรียนเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเกี่ยวกับการใช้
อินเทอร์เน็ต เพื่อให้นักเรียนเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานอินเทอร์เน็ต รวมถึงการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนให้สูงข้ึน ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานการวิจยั ในชัน้ เรียนเล่มนี้จะชว่ ยให้นักเรียนได้ฝกึ การค้นควา้
หาความรูด้ ้วยตนเองจนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาเปน็ อยา่ งดสี ง่ ผลให้ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนสูงข้ึน และสามารถ
นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวนั ได้ และคงเอ้ือประโยชน์แก่นักเรยี น
ผู้วิจัยต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้คำแนะนำตลอดจน ชี้แนะ และคอยให้กำลังใจในการทำวิจัย
จนวิจยั เล่มนีส้ ำเรจ็ ลลุ ว่ งไปด้วยดี
ผู้วิจัย
ข
ชือ่ เร่ือง : การพัฒนาส่อื การเรยี นการสอนด้วยบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน ( cai )เพ่ือส่งเสรมิ ความสามารถการใช้
อินเทอร์เน็ตของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา)
ช่ือผู้วจิ ยั : นางสาวณภทั ร รจุ อดุ มพร
ปกี ารศึกษา : ปี 2564
บทคดั ย่อ
การวจิ ยั คร้ังน้เี ปน็ การวิจยั เชิงคณุ ภาพ
มวี ัตถุประสงคเ์ พ่ือพฒั นาส่ือการเรยี นการสอนดว้ ยบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน cai เพ่อื ส่งเสริมความสามารถการใช้
อนิ เทอรเ์ นต็ ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4
กลุ่มตวั อยา่ งทีใ่ ช้คือ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 4/3
เคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั ไดแ้ ก่
1.สอื่ cai
2. แบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น
3. ใบงาน
วเิ คราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ใชว้ ธิ กี ารรวบรวมข้อมลู จากคุณภาพของเครื่องมือ
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. การทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20
คน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต ผลปรากฏดังนี้ คะแนนรวมแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เท่ากับ 9 คะแนน โดยคะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 5 คะแนน และคะแนน
หลงั เรยี นมคี า่ เฉลี่ย เท่ากบั 9.05 คะแนน ซง่ึ คะแนนหลงั เรยี นของนักเรยี นทุกคนจะสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงข้ึน คิดเปน็ รอ้ ยละ 81.85 ของพฒั นาการ
2. พบว่าผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนในการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยใช้บทเรียนช่วยสอน CAI
อยูใ่ นระดบั ดมี าก 7 คน ระดับดี 11 คน พอใช้ 2 คน ซ่งึ คะแนนการใช้อินเทอรเ์ นต็ หลงั เรยี นของนักเรยี นทุกคน
จะสูงกว่าก่อนเรียน ดังตารางที่ 2 แสดงว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง
การใชอ้ นิ เทอรเ์ น็ตนักเรยี นมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นสูงขึ้น
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูปโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.39) เมื่อพิจารณาแต่ละรายการ
ประเมิน พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 6 รายการประเมิน อยู่ในระดับมาก จำนวน 9 รายการประเมิน
สำหรับรายการประเมินที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ เนื้อหามีความยากง่ายเหมาะสมกับนักเรียน ( = 4.75)
รายการประเมินที่มีคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุดมี 2 รายการ คือ สื่อนำเสนอได้ชัดเจน ตรงประเด็น ( = 4.20)
และสีของสื่อช่วยให้เน้อื หาชัดเจนยิง่ ขึ้น ( = 4.08)
ค
สารบญั หนา้
ก
คำนำ………………………………………………………………………………………………..
ข
บทคัดยอ่ ……………………………………………………………………………………………………..
1
บทท่ี 1 บทนำ……………………………………………………………………………………………………….…… 2
ความเป็นมาและความสำคัญ…………………………………………………………………………… 2
วัตถุประสงค์ของการวิจัย………………………………………………………………………………… 2
ขอบเขตของการวิจัย………………………………..……………………………………………………… 2
นิยามศัพทเ์ ฉพาะ……………………………………………………………………………………….… 3
ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะได้รับ………………………………………………………………………………. 4
4
บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจยั ทเี่ กี่ยวข้อง……………………………………………………………… 8
แนวคิด ทฤษฎี……………………………………………………………………..…………………… 12
งานวิจัยที่เก่ียวข้อง…………………………………………………….……………………………… 12
12
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนินการวิจยั ………………………………………………………………….………………………… 13
ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ………………………………………………………………….…………………… 13
ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง………………………………………………………………….…… 14
เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวิจัย………………………………………………………………….………… 15
ขน้ั ตอนการสร้างเคร่ืองมือ………………………………………………………………….…… 17
การดำเนนิ การวิจยั /การเก็บรวบรวมขอ้ มูล……………………….………………………… 22
สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล…………………………………………………………………… 22
22
บทท่ี 4 ผลการวจิ ัย…………………………………………………………..………………………………………… 23
บทที่ 5 สรุปและขอ้ เสนอแนะ……………………………………………………………………………………… ง
สรปุ ผลการวิจยั ……………………………………………………………..…………………………
อภิปราย…………..……………………………………………………………….……………………
ขอ้ เสนอแนะ……………………………………………………………..……………………………
บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………………………..
ภาคผนวก
1
บทท่ี1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) การป้องกันการแพร่ระบาดอย่างหนึ่ง
คือ มาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) จึงทำให้เป็นแรงผลักดันให้มีการนำคอมพิวเตอร์และ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารมาใช้ในการจดั การเรยี นการสอนแบบการสอนผ่านออนไลน์ทวั่ ถึงในทุกสถาบันและ
สาขาวิชาชีพ เพื่อเอื้อให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถเรียนรู้ได้จากบ้านพักของตัวเอง (บุญทิพย์ สิริธรังศรี, 2563, หน้า2)
อีกทั้งธานี สุขโชโตและวรกฤต เถื่อนชาง (2563, หน้า 147-148) ได้ศึกษา กระบวนการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนและ
จัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อให้นักเรียน
สามารถเรียนได้ในทกุ ๆ ทแ่ี ละการเรยี นรู้ยังคงต้องดำเนินต่อไปแม้ว่านกั เรียนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ การดแู ล
ช่วยเหลือนักเรียนตลอดจนการจัดการเรียนการสอนโดย มีการสนับสนุน ส่งเสริม พัฒนาป้องกันและแก้ไขปัญหาให้แก่
นักเรียน เพอื่ ให้นักเรยี นมีคณุ ลักษณะท่ีพึงประสงค์ มีภูมคิ ุมกนั ทาง จติ ใจทีเ่ ขม้ แขง็ และมีคุณภาพชวี ิตท่ีดีในสถานการณ์
ท่มี โี รคตดิ เช้อื ไวรัสโคโรนา 2019 ระบาด
จากการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ทำให้ผู้สอนและผู้เรียนได้รับผลกระทบจากการเรียนการสอนรูปแบบ
Online เป็นอย่างมาก รวมถึงนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ท่ีศึกษารายวิชาวิทยาการคำนวณ ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อมประชาศึกษา) เพราะรายวิชาวิทยาการคำนวณในบทเรียนท้ายๆ
ส่วนใหญ่จะเป็นการลงมือปฏิบัติ ผนวกกับผู้เรียนยังไม่ได้รับหนังสือประกอบการเรียนการสอน ผู้เรียนจึงไม่เข้าใจใน
เนื้อหาที่เรียน เพราะนักเรียนไม่สามารถมองเห็นภาพในการเรียน ดังนั้นจึงนำเอาคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเข้ามาช่วยเป็น
ส่ือการเรียนรรู้ ปู แบบหนึ่ง ทจี่ ะช่วยให้นกั เรียนมคี วามเขา้ ใจในเนื้อหามากยิง่ ขน้ึ
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) เป็นกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้
สื่อคอมพิวเตอร์ CAI ย่อมาจากคำว่า COMPUTER-ASSISTED หรือAIDEDINSTRUCTION คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน (CAI)
หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอส่ือ
ประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้ อหา
บทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะที่ ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุด โดยมีเป้าหมายที่สำคัญก็คือ
สามารถดึงดูดความสนใจของผูเ้ รียน และกระตุ้นให้เกิดความต้องการท่ีจะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นตัวอยา่ งท่ดี ี
ของสื่อการศึกษาในลักษณะตัวตอ่ ตัวในการนำเสนอเน้ือหาเรือ่ งราวต่างๆ มีลักษณะเป็นการเรียนโดยตรง และเป็นการ
เรียน แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) คือสามารถโต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (FEEDBACK) นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่สามารถ
ตอบสนองความแตกต่างระหว่างผเู้ รียนได้เปน็ อย่างดี รวมท้งั สามารถท่ีจะประเมนิ และตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน
ไดต้ ลอดเวลา
2
เด็กจะได้ประสิทธิภาพการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น การใช้คอมพิวเตอร์เสริมการสอนนี้สามารถใช้ประกอบขณะที่
ผสู้ อนทำการสอนเอง หรอื การใช้สอนแทนผู้สอนทั้งหมดก็ได้ ผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรยี นด้วยตวั เองไดโ้ ดยไม่จำกัดเวลา
โดยไม่ต้องรอครูหรือเข้าชั้นเรียน หากไม่เข้าใจสามารถดูหรือเรียนซ้ำได้ บทเรียนใดเข้าใจแล้ว สามารถผ่านไปเรียนบท
อื่นได้โดยไม่ต้องรอให้บทนั้นๆจบก่อน และคอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังเป็นสื่อที่เสนอสิ่งเร้าให้กับผู้เรียน ได้แก่ เนื้อหา
ภาพนิ่ง คำถาม ภาพเคลื่อนไหว และยังสามารถเสริมแรง ได้แก่ การให้รางวัล หรือ คะแนน เพื่อให้เด็กเกิดความ
สนกุ สนานในการเรยี นรู้
2.วัตถุประสงค์
2.1 เพือ่ ศกึ ษาความสามารถการใช้อนิ เทอร์เนต็
2.2 เพอื่ ศึกษาคณุ ภาพส่ือการเรยี นการสอน cai
2.3 เพือ่ ศกึ ษาความพึงพอใจในการใช้การเรียนการสอน cai
3.ขอบเขตของการวิจยั
1. ประชากรของการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อม
ประชาศกึ ษา) วิชาวิทยาการคำนวณ ในภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 130 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อมประชาศึกษา)
วชิ าวิทยาการคำนวณ ในภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 20 คน
3. ตัวแปรทศ่ี กึ ษาไดแ้ ก่
3.1 ตัวแปรตน้ การพัฒนาสอื่ การเรยี นการสอนบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน cai
3.2 ตัวแปรตาม ความสามารถในการใช้อินเทอร์เนต็
4.ขอบเขตเน้อื หา
ทำการวิจัยในเนื้อหาความสามารถในการใช้อินเทอร์เน็ต วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560 หน่วยการเรียนรู้การใช้งานอินเทอร์เน็ต
เรอื่ ง การใช้งานอนิ เทอรเ์ น็ต
การวิจัยคร้งั นดี้ ำเนนิ การในภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564
5.นยิ ามศพั ท์
การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน หมายถึง สื่อการสอนว่า วัสดุอุปกรณ์และวิธีการประกอบการสอนเพื่อใช้เป็น
ส่ือกลางในการสือ่ ความหมายที่ผู้สอนประสงค์จะสง่ หรือถ่ายทอดไปยงั ผู้เรยี นได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพนอกจากนย้ี ังมีคำ
อื่น ๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกับสื่อการสอน เช่น หนังสือในห้องสมดุ โสตทัศนวัสดุต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ สไลด์
ฟลิ ม์ สตริป รูปภาพ แผนที่ ของจริง และทรพั ยากรจากแหลง่ ชมุ ชน
การพัฒนาสื่อ cai หมายถึง การนำคอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือสร้างให้เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้
ผู้เรียนนำไปเรียนด้วยตนเองและเกิดการเรียนรู้ ในโปรแกรมประกอบไปด้วย เนื้อหาวิชา แบบฝึกหัด แบบทดสอบ
ลักษณะของการนำเสนอ อาจมีทัง้ ตัวหนังสอื ภาพกราฟิก ภาพเคลอ่ื นไหว สี หรอื เสียง เพ่ือดงึ ดดู ให้ผูเ้ รียนเกิดความ
3
สนใจมากยิง่ ขน้ึ รวมทง้ั การแสดงผลการเรยี นให้ทราบทันทีด้วยข้อมูลยอ้ นกลบั (Feedback) แก่ผเู้ รยี น และยังมีการ
จัดลำดับ วิธีการสอนหรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละคน ทั้งนี้ต้องมีการวางแผนในการผลิต
อยา่ งเป็นระบบในการนำเสนอเนอื้ หาในรปู แบบทแี่ ตกตา่ งกนั (ศิริชยั นามบรุ ี, 2546)
ความสามารถในการใช้อินเทอร์เน็ตนักเรียนชั้นป.4 หมายถึง ความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของ
นกั เรียนชัน้ ป.4
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หมายถึง นักเรียนที่กำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในวิชาวิทยาการคำนวณ
โรงเรยี นบ้านจอมบึง (วาปพี รอ้ มประชาศึกษา)
6.ประโยชน์ทีไ่ ดร้ ับ
6.1 เพ่ิมความสามารถในการใช้อนิ เทอรเ์ น็ตของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษา 4
6.2 นกั เรียนไดค้ ุณภาพส่ือการเรยี นการสอน cai อยา่ งมีคุณภาพ
6.3 ทราบความพึงพอใจในการใช้สอ่ื การเรยี นการสอน cai
4
บทท่ี2
เอกสารและงานวิจัยที่เกย่ี วข้อง
ในการวจิ ัยครง้ั น้ี ผู้วจิ ยั ได้ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยท่เี ก่ยี วข้องกบั การพฒั นาสอื่ การเรยี นการสอนดว้ ยบทเรียน
คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน ( cai ) เพ่ือสง่ เสริมความสามารถการใชอ้ นิ เทอรเ์ น็ตของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 4 ผู้วจิ ัยได้
ศกึ ษาค้นควา้ เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วข้อง ดังน้ี
งานวิจยั ทีเ่ กี่ยวของเพ่อื เป็นฐาน สำหรับการดำเนนิ การวิจัย ดังน้ี
1.1 การพฒั นาสื่อการเรียนการสอนด้วย cai เพ่อื ส่งเสรมิ ความสามารถการใชอ้ นิ เทอร์เน็ต
1.2 การพัฒนาส่ือการเรียนการสอน
1.3 การพัฒนาการเรยี นการสอน
1.4 ความสามารถการใชอ้ นิ เทอรเ์ น็ต
1.5 การวัดความสามารถในการเรียนการสอน
งานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข้อง
2.1 งานวจิ ยั ในประเทศ
2.2 งานวจิ ยั ตา่ งประเทศ
1.1 การพัฒนาส่ือการเรียนการสอนด้วย cai เพ่ือส่งเสรมิ ความสามารถการใช้อนิ เทอร์เน็ต
ความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือโปรแกรมช่วยสอน คือสื่อที่ใช้ในการเรียนการ
สอนอันหนึ่ง CAI คล้ายกับสื่อการสอนอื่นๆ เช่น วิดีโอช่วยสอน บัตรคำช่วยสอน โปสเตอร์แต่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะ
ดีกว่าตรงที่ตัวสื่อการสอน ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์นั้น สามารถโต้ตอบกับนักเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับคำสั่งเพื่อมาปฏิบัติ
ตอบคำถามหรอื ไม่เช่นนน้ั คอมพวิ เตอร์ก็จะเปน็ ฝ่ายป้อนคำถาม (นยั นาเอก บูรณวัฒน์, 2539) คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI
: Computer Assisted Instruction) หมายถึงการประยุกต์นำคอมพิวเตอรม์ าชว่ ยในการเรียนการสอน โดยมีการพัฒนา
โปรแกรมขึ้นเพื่อเสนอเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ เช่น การเสนอแบบติวเตอร์ (Tutorial) แบบจำลองสถานการณ์
(Simulations) หรือแบบการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) เปน็ ตน้ การเสนอเน้ือหาดังกล่าวเปน็ การเสนอโดยตรงไป
ยังผู้เรียน ผ่านทางจอภาพหรือแป้นพิมพ์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมวัสดุทางการสอนคือโปรแกรม หรือ
Courseware ซึ่งปกติจะถูกจัดเก็บไว้ในแผ่นดิสก์หรือหน่วยความจำของเครื่องพร้อมที่จะเรียกใชไ้ ด้ตลอดเวลา การเรียน
ในลักษณะนี้ในบางครั้งผู้เรียนจะต้องโต้ตอบหรือตอบคำถามเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยการพิมพ์ การตอบคำถามจะถูก
ประเมินโดยคอมพิวเตอร์ และจะเสนอแนะขั้นตอน 6 หรือระดับในการเรียนขัน้ ต่อๆไป กระบวนการเหล่าน้ีเป็นปฏิกิริยา
ทเ่ี กดิ ข้ึนระหว่างผ้เู รียนกบั คอมพวิ เตอร์ (ศิรชิ ยั สงวนแก้ว, 2534)
เนื่องจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน สามารถเชื่อมต่อได้ด้วยคอมพิวเตอร์ตั้งโตะ๊ โทรทัศน์ รวมถึงอุปกรณ์
พกพาตา่ งๆ เช่น สมาร์ทโฟน แทบ๊ เล็ต ไอเพด และอ่นื ๆ ประชาชนปจั จบุ นั จึงต้องมีความสามารถในการใช้อปุ กรณ์ต่าง ๆ
ดังกลา่ วไม่อย่างก็อย่างหน่ึง เพ่ือใหส้ ามารถเชอื่ มต่อสูโ่ ลกอนิ เทอรเ์ นต็ ได้ดว้ ยตนเอง
5
คอมพิวเตอรชวยสอน หมายถึง การนําคอมพิวเตอรมาใชเปนเครื่องมือในการเรียนการสอนโดยมีเนื้อหาวิชา
เปนแบบฝกหัดและการทดสอบจะถูกพัฒนาขึ้นในรปู ของโปรแกรมคอมพวิ เตอรเปนทั้งในรูปตวั หนังสือและภาพกราฟฟค
สามารถถามคําถามรบั คาํ ตอบจากผูเรยี น ตรวจคําผดิ และแสดงผลการเรียนในรปู ของขอมลู ปอนกลบั ใหมแกผูเรยี น
(ขนิษฐา ชานนท) 2532 : 7- 12) คอมพิวเตอรชวยสอนเปนกระบวนการที่เกี่ยวของโดยตรงกับการใชคอมพิวเตอร
เปนสื่อในการเสนอบทเรยี นในแบบโตตอบ ( interaction mode ) เพอ่ื กอใหเกดิ การเรยี นแบบเอกตั บุคคล สาํ หรับผูเรียน
แตละคน ซึ่งไดแก การฝกทักษะ การสอนแบบตัวตอตัว สถานการณ จําลองการศึกษาและการแกปญหาบทเรียนซีเอไอ
(CAI :computer assisted instruction หรือcomputer aided instruction หรอื computer augmented instruction)
สุวิทย์ ไวทยกุล. 2536 : 34) มีความหมายวา การสอนโดยใชคอมพิวเตอรชวยบางครั้งจะเรียกวา บทเรียนซีบีที
(CBT : computer based teaching) ซึ่งหมายถึง การสอนโดยใชคอมพิวเตอรเปนหลักหรือบทเรียนซีเอ็มไอ (CMI :
computer managed instruction) หมายถึง การเรียนการสอนโดยใชคอมพิวเตอรชวยจัดการให นอกจากนี้ยังมีคําท่ี
แพรหลายคือ บทเรียนซีบีอี (CBE : computer based education) หมายถึง การศึกษาโดยใชคอมพิวเตอร เปนหลัก
หรือบทเรียนซีเอแอล (CAL : computer assisted learning) หรือบทเรียนซีเอ็มแอล (CML : computer managed
learning) ซึ่งเปนการเปลี่ยนความหมายของตัวอักษรตัวสุดทายจากการสอนเปนการเรยี นแตคําท่ีนิยมเรียกกันมากที่สุด
คอื บทเรียนซีเอไอ
กิดานนท์ มลิทอง (2539 : 94) ไดใหความหมายของคอมพิวเตอรชวยสอนคือ การใชคอมพิวเตอรเปนอุปกรณ
การเรียน โดยสรางโปรแกรมบทเรียน หรือจะใชโปรแกรมสําเร็จรปู ทาง โดยเฉพาะอยางย่ิงการใชงานทางดานการศึกษา
ในปจจุบนั และอนาคต คอมพิวเตอรในยุคใหมจึงเปลี่ยนแปลงจากยุคเดิมท่ีแสดงผลอยูกับท่ี (static) มาแสดงผลในสภาพ
เคลื่อนไหว (dynamic) และอยูในรูปที่ผูใชติดตอกับโปรแกรมดวยภาพกราฟก (GUI : Graphic User Interface) ทําให
คอมพิวเตอรเปนอุปกรณท่นี าสนใจ สาํ หรับนาํ ไปประยกุ ตในดานตางๆ ทางดานการเรียนการสอน
1.2 การพัฒนาส่ือการเรียนการสอน
กิดานันท์ มลิทอง (2544:2) กล่าวว่ารูปแบบการศึกษาในปัจจุบนั ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากการเรียนนี้
จงึ ต้องพฒั นาในห้องเรียนไปสู่การเรียนในห้องเรียนขนาดใหญ่และการศกึ ษาทางไกล ด้วยเหตนุ จี้ งึ ต้องมีการพัฒนาสื่อการ
สอนโดยการนำสอ่ื เทคโนโลยรี ะดบั สงู มาใชเ้ พ่ือใหค้ รูและนกั เรยี นสามารถสอ่ื สารกันได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ เชน่
1.การใชก้ ล้องโทรทศั นถ์ ่ายทอดการสอนจากครคู นเดยี วไปยงั นกั เรียนจำนวนมากท่ีอยู่ในหอ้ งเรยี นต่างๆ
2.การใช้เคร่อื งวชิ วลไลเซอรแ์ ละเครื่องแอลซีดีถ่ายทอดเนื้อหาและภาพจากวสั ดุขนาดเล็กให้ฉายขนาดใหญ่ขนึ้
เพื่อให้ชมได้อยา่ งชดั เจนทว่ั ถึง
3.การใชเ้ ครือ่ งแอลซีดีถ่ายทอดข้อมลู จากคอมพวิ เตอร์บนจอภาพ
4.การใชค้ อมพิวเตอรเ์ พื่อการเรยี นและฝกึ อบรมในรปู แบบเวบ็ เพ่อื การศึกษา
5.การใช้เครอื ขา่ ยอนิ เตอรเ์ นต็ ในการเรยี นการสอนและฝึกอบรมรวมถงึ การสบื คน้ ข้อมูลจากแหล่งตา่ งๆทัว่ โลก
6.การใช้ดาวเทยี มถ่ายทอดการสอนจากสถาบันการศึกษาหนงึ่ ไปยงั สถาบนั ต่างๆ ที่อยหู่ ่างไกล
7. การวางระบบแลน (local area network) เพือ่ สร้างเครือขา่ ยภายในสถาบันการศกึ ษาในการตดิ ต่อและใช้
ทรัพยากรร่วมกัน
6
8.การพฒั นาระบบเครือขา่ ยและซอฟต์แวรเ์ พอ่ื การศึกษาทางไกลในรูปแบบการส่ือสาร 2 ทางในลกั ษณะการ
ประชมุ ทางไกล (teleconference)
1.3 การพัฒนาการเรียนการสอน
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน มีการศึกษาได้อธิบายแนวทางการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ดังน้ี
Joyce and Weil (1986) อธิบายแนวทางการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนว่า การพัฒนารูปแบบการเรียน
การสอนจะตอ้ งมีทฤษฎีรองรบั เชน่ ทฤษฎีด้านจติ วทิ ยาการเรียนรู้ และ จะตอ้ งมกี ารศึกษาวิจัยตรวจสอบคุณภาพของ
รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ทิศนา แขมมณี (2550) ได้อธิบายขั้นตอนในการพัฒนารูปแบบการเรียนการ
สอน ดงั นี้
1) กำหนดจดุ มงุ่ หมายในการพฒั นารปู แบบการเรยี นการสอนให้ชัดเจน
2) ศึกษาหลักการ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดองค์ประกอบและเห็นแนวทางในการจัดความสัมพันธ์ของ
องคป์ ระกอบของรปู แบบการเรยี นการสอน
3) ศึกษาสภาพการณ์และปัญหาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ค้นพบองค์ประกอบที่สำคัญที่จะช่วย ให้รูปแบบการเรียน
การสอนมปี ระสิทธิภาพเม่อื นำไปใช้จรงิ และปอ้ งกนั ปญั หาซง่ึ อาจจะทำให้รูปแบบการเรียนการสอนขาดประสิทธิภาพ
4) กำหนดองคป์ ระกอบของรูปแบบการเรยี นการสอน โดยพจิ ารณาว่ามีปัจจัยใดท่สี ามารถช่วยใหร้ ปู แบบ
การเรียนการสอนบรรลเุ ป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมาย
5) จดั กลมุ่ องค์ประกอบ โดยนำองคป์ ระกอบท่ีกำหนดไว้มาจัดหมวดหมู่ เพ่อื ความสะดวกในการดำเนินการขั้น
ตอ่ ไป
6) จัดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบผู้สร้างรูปแบบการเรียนการสอนต้องพิจารณาว่าองค์ประกอบใดเป็นเหตุ
และเปน็ ผลต่อกนั และจัดลำดบั องคป์ ระกอบใหถ้ กู ต้องเหมาะสม
7) จดั ผังจำลององค์ประกอบ โดยการสร้างความสมั พันธข์ ององค์ประกอบต่างๆ โดยแสดงให้เห็นความเชื่อมโยง
ขององคป์ ระกอบเหลา่ นน้ั
8) ทดลองใช้รปู แบบการเรียนการสอน เพ่ือศกึ ษาผลทเ่ี กดิ ขน้ึ
9) ศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากการทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนว่าได้ผลตามเป้าหมาย หรือใกล้เคียงกับ
เป้าหมายมากนอ้ ยเพียงใด
10) ปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอน โดยนำผลการทดลองใช้ในการปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอนใหม่
มีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน กล่าวโดยสรุป การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนจะต้องมีการศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี
ต่างๆ มีการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน โดยรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาข้ึนต้อง
ไดร้ บั การตรวจสอบ พสิ จู น์เพื่อยืนยันวา่ สามารถสง่ ผลใหผ้ ู้เรยี นบรรลุวตั ถุประสงค์ตามที่ตอ้ งการ
1.4 ความสามารถการใช้อินเทอร์เน็ต
แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ความหมายและความสำคัญของอันเทอร์เน็ต พุทธรักษ์ มูลเมือง (2556)
อินเทอร์เน็ต (Internet) นั้นยอมาจากคำว่า “International network” หรือ “Inter Connection network”
ซึ่งหมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เช่ือมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเขาไว้ด้วยกัน เพ่ือให้เกิดการ
ส่ือสารและการแลกเปลีย่ นข้อมูลร่วมกันโดยอาศยั ตัวเช่ือมเครือข่ายภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงเดยี วกัน กค็ ือ TCP/IP
Protocol ซึ่งเป็นข้อกำหนดวิธีการติดต่อสื่อสารระหวางคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย ซึ่งโปรโตคอลนี้จะช่วยให้
7
คอมพิวเตอร์ที่มีฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกนสามารถตัดต่อถึงกันได้ การที่มีระบบอินเทอร์เน็ตทำให้สามารถเคล่ือนย้าย
ข่าวสารข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ได้โดยไม่จํากัดระยะทางส่งข้อมูลได้หลายรูปแบบท้ังข้อความ ตัวหนังสือ ภาพ
และเสียงโดยอาศัย เครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเช่ือมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นอภิระบบเครือขายที่ยิงใหญ่มาก
มีเคร่ืองคอมพวิ เตอรห์ ลายล้านเคร่ืองท่ัวโลกเช่ือมต่อกับระบบทำให้คนในโลกทุกชาติทุกภาษา สามารถตดิ ต่อส่ือสารกัน
ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปโลกทั่วโลกเปรียบเสมือนเป็นบ้านหน่ึงที่ทุกคนในบ้านสามารถพูดคุยกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ประหยดเวลาคา่ ใชจ้ ่ายแตเ่ กิดประโยชนต์ ่อสังคม โลกปจั จุบันมาก ประวัตคิ วามเปน็ มาของอนิ เทอร์เน็ต
พุทธรักษ์ มูลเมือง (2556) เครือข่ายอินเทอร์เน็ตถือกำเนิดมาในยุคสงครามเย็นระหว่างสหรัฐกับรัฐเซีย
ในปีค.ศ. 1960 ซึ่งกระทรวงกลาโหมประเทศสหรัฐอเมริกาเห็นวาระบบคอมพิวเตอร์สําหรับส่งการต้องเป็นระบบ
เครือข่ายทใี่ ช้งานไดต้ ลอดเวลาหากมีการโจมตีด้วย ระเบิดปรมาณทู เ่ี มอื งใดเมืองหนง่ึ ระบบคอมพิวเตอรบ์ างส่วนอาจถูก
ทำลายแตส่ ว่ นท่ีเหลือทำงานได้เป้าหมายการวจิ ัยและการพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอรด์ ังกลา่ วจึงกลายเป็นโครงการช่ือ
ARPAnet หรือ Advance Research Project Agency net โดยมอบหมายให้กลุ่มมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาเป็น
ผู้ทําการวิจัยและเช่ือมโยงเครือข่าย ในปีค.ศ.1983 ได้มีการนํา TCP/IP Protocol หรือ Transmission Control
Protocol มาใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเคร่ืองในระบบเป็นครั้งแรกจนกระท่ังได้กลายเป็นมาตรฐานในการติดต่อในระบบ
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาจนถึงปัจจุบัน ในปีค.ศ. 1986 มีการกาหนดชื่อโดเมน (Domain name system) เพ่ือสร้าง
ฐานข้อมูลในแต่ละเครือข่ายและใช้ ISP (Internet Service Provider) ในการจัดทำฐานข้อมูลของตนเอง อินเทอร์เน็ต
ในประเทศไทย ในประเทศไทยเริ่มใช้งานคร้ังแรกใน ปีพ.ศ. 2532 มหาวิทยาลยสงขลานครินทร์ ได้เชื่อมโยงเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต (ผ่านระบบโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ) กับมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียเพ่ือการรับสง่ จดหมายอิเลก
ทรอนิกส์และปีพ.ศ. 2535 ได้มีการเช่ือมโยงกับเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตอย่างถาวร โดยมีจุดเช่ือมต่อ Gateway 2 แห่งคือ
ศูนย์เทคโนโลยีอิเลกทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอินเทอร์เน็ต เริ่มเขา
มามีบทบาทมากข้ึนในระดับมหาวิทยาลัย (Campus network) แลวจึงเช่ือมต่อเขาสู้อินเทอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อ
เดือนสิงหาคม 2535 และในปี 2538 การส่ือสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ร่วมมือกับเอกชนรายแรกโดยใช้ชื่อว่า
อินเทอร์เน็ต เคเอสซี (KSC) ในการให้บริการอินเทอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์เรียกโดยย่อว่า ISP (Internet service
provider)
1.5 การวดั ความสามารถในการเรียนการสอน
การวดั และประเมินผลทางการศึกษาจะเกย่ี วของกับคํา 3 คํา คอื
1) การทดสอบ (testing) หมายถึงการนําเสนอชุดคําถามที่เรียกวาขอสอบหรือแบบทดสอบที่มีมาตรฐานใหผู้
สอบตอบ
2) การวัดผล (measurement) หมายถึงการวัดคุณลักษณะ (attribute) ของบุคคลจากผลการตอบคําถามใน
แบบทสอบตามกฏเกณฑที่กําหนดเพื่อแสดงคุณคาเชิงปริมาณหรือตัวเลขทีวัดไดการวัดผลนอกจากใชแบบทดสอบ
แลวยังรวมถึงการใชเครื่องมืออื่นเพื่อรวบรวมขอมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพดวย เชน การสังเกตพฤติกรรม
การสัมภาษณการตรวจผลงานตางๆทก่ี ําหนดใหผูประเมนิ ทาํ
8
3) การประเมนิ ผล (evaluation) หมายถงึ กระบวนการอยางมรี ะบบท่ีนําขอมลู จากการวดั ผลมาตีคาและตัดสิน
คุณคาของผูเรียน ซึ่งการวัดผลและการประเมินผลเปนกระบวนการที่มีความตอเนื่อง เมื่อมีการวัดผลจะทําใหไดขอมูล
และรายละเอยี ดหลายดานเม่ือนําขอมูลดงั กลาวมาวเิ คราะหเปรยี บเทยี บกับเกณฑใด เกณฑหน่ึงเพ่อื ตีคา หรอื สรุปคุณค
าออกมาถือวาเปนกระบวนการประเมิน ผลการประเมินจะมีความถูกตองเที่ยงตรง เพียงใดขึ้นกับความถูกตองของผล
การวัดถาผลการวัดถูกตองการประเมินก็จะมีความเชื่อถือไดมากและตรงกับความเปนจริงถาผลการวัดผิดพลาดการ
ประเมนิ ก็จะผิดพลาดไปดวย การวัดผลและการประเมินผลมีความแตกตางกนั (ไพศาล สุวรรณนอย, 2545)
วิจยั ท่เี กย่ี วข้อง
วิทยา ปิ่นกันทา,สมชาย มาต๊ะพาน และประพันธ์ กาวิชัย (2559,บทคัดย่อ) ศึกษาการพัฒนาการจัดการ
เรียนการสอนออนไลน์ผ่านนบริการ Google apps: google classroom ของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาลําพนู เขต1 ในครงั้ น้มี ีวตั ถปุ ระสงค์เพื่อ
1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านบริการ Google apps: google
classroom
2) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing
and ICT literacy) ของนกั เรยี น
3) เพอื่ ศึกษาผลการพฒั นาการอ่านและเขยี นของนักเรียน
4) ปัญหาอุปสรรคของการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านบริการ Google apps:google classroom ประชากรคือ
โรงเรยี นในสงั กัดงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาลําพูน เขต 1 จํานวน 121 โรงเรียนกลุ่มตัวอยา่ งคือโรงเรียนขนาด
เล็กขนาดกลางและขนาดใหญ่จาํ นวน 10โรงเรียนโดยวิธีการเลอื กแบบเจาะจง โดยมีครูผู้สอนโรงเรียนละ 1-2 คน รวม
ทง้ั ส้นิ 12 คน รว่ มทดลองทําการสรา้ งห้องเรยี น Online คนละ 1 ห้องเรียนโดยเลือกสาระการเรยี นรู้ทต่ี นเองรับผดิ ชอบ
ดาํ เนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 ผลการศึกษาพบวา่ 1) ทกุ โรงเรยี นมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนักเรียน
หลังการเรียนสูงขึ้น หรือมีค่าร้อยละความก้าวหน้าของผลการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นหรือผ่านเกณฑ์ที่กําหนด 2) ผล
การประเมินพัฒนาทกั ษะด้าน ICT ของ นักเรียน (N = 180) พบว่ามีนักเรียนที่ได้ระดับดีมาก จํานวน 114 คน คิดเปน็
รอ้ ยละ 63.33 ระดบั ดี จํานวน 47 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 26.11 ระดับพอใช้ จาํ นวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 10 และระดับ
ปรับปรุง จาํ นวน 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 0.56
นิลบุล ทองชัย (2556) ได้ทําการวิจัย เรื่องการประยุกต์ใช้สื่อการเรียนออนไลน์ เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการ
เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษสําหรับวิทยาการคอมพิวเตอร์ ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี งานวิจัยนี้
มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อมัลติมีเดียสําหรับการเรียน แบบออนไลน์เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา
ภาษาอังกฤษสําหรับวิทยาการคอมพิวเตอร์โดยใช้การสอนรูปแบบปกติร่วมกับการเรียนรู้แบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์
อีเลิร์นนิ่งของรายวิชา กลุ่มตัวอย่าง คือนักศึกษาที่ลงทะเบียนและเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษสําหรับวิทยาการ
คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นรายวิชาในหลักสูตรของสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี จนครบ
กระบวนการตลอดภาคการศึกษาที่ 1/2556 จํานวน 21 คน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียน (= 66.51 , S.D.=18.26)
สูงกว่าคะแนนสอบก่อนเรียน (= 33.21,S.D. = 14.14) เฉลี่ยที่ 33.30 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และมี
9
ความสอดคลอ้ งกบั ผลการเรยี นตลอดภาคการศกึ ษาที่นักศกึ ษาแต่ละคนได้ (r = 0.911, sig. = .000) รวมทง้ั ผลความพึง
พอใจของผู้เรียนต่อ กิจกรรมการเรียนโดยใช้สื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้แบบออนไลน์ ในระดับมากในทุกประเด็น
คําถาม สามารถสรุปได้ว่ามัลติมีเดียสําหรับการเรียนแบบออนไลน์ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเพิ่มโอกาสใน
การเรียนรู้ทสี่ อดคล้องกับความตอ้ งการของผู้ใช้โดยลดขอ้ จํากัดดา้ นเวลาและสถานที่
ศรัณย์ โกษากุล (2551 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่องการใช้งานโปรแกรม
Microsoft Word 2003 เบื้องต้นกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(คอมพิวเตอร์) สําหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปี ท่ี 5 โรงเรียนอนบุ าลเมอื งบุรีรัมย์ (บ้านบัว)การศึกษาครั้งนม้ี วี ัตถปุ ระสงค์
1) เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม MicrosoftWord 2003 เบื้องต้น กลุ่มสาระการ
เรยี นรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพวิ เตอร์) สาํ หรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนอนุบาลเมืองบุรีรัมย์
(บ้านบวั ) สํานกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษาบรุ รี ัมย์ เขต 1 ให้มปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80%
2) เพือ่ เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรยี นโดยใช้บทเรียนออนไลน์ เร่ือง
การใช้งานโปรแกรม Microsoft Word2003 เบือ้ งตน้ กลมุ่ สาระการเรยี นร้กู ารงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์)
สาํ หรับนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5
3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียน ออนไลน์กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนช้นั
ประถมศึกษาปีที่ 5 ของภาคเรียนที่ 1/2551 โรงเรียนอนุบาล เมืองบุรีรัมย์(บ้านบัว) สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
บุรีรัมย์ เขต 1 จํานวน 20 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่องการงานโปรแกรม Microsoft Word 2003 เบื้องต้น
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จํานวน 30 ข้อ ที่มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .25-.50 มีค่าความเชื่อมั่นของ
แบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ .88 และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์สถิติที่ใช้ในการ
วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบที(ttest) แบบ Dependent Samples
Test ผลการวจิ ัยพบว่า
1) บทเรียนออนไลน์ เรื่องการใช้งานโปรแกรม Microsoft Word 2003 เบื้องต้น ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี
ประสิทธภิ าพ 89.76% สงู กว่าเกณฑท์ ีต่ งั้ ไว้ 89.00%
2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Word 2003 เบื้องต้น
มผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนสงู กวา่ กอ่ นเรียน อย่างมนี ยั สําคัญทางสถติ ิท่ี ระดบั .01
3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนออนไลน์ภาพรวม อยู่ในระดับมาก
สรุปผลการวิจัยแสดงว่า พัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่องการใช้งานโปรแกรม Microsoft Word 2003 เบื้องต้น
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี42 สําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลเมืองบุรีรัมย์(บ้านบัว) สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ที่สร้างขึ้น
มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ครูผู้สอนสามารถนําไปใช้เป็นเทคโนโลยีในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และผู้เรียน
สามารถเรยี นรูไ้ ดด้ ้วยตนเอง มผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรียน
ลัดดา ศุขปรีดี (2548, หน้า 27 -36) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ มัลติมีเดียเรื่องแสงและสี
จุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มลัติมีเดียเรื่องแสงและสี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ
10
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตระดับปริญญาตรีวิชาเอกเทคโนโลยีทาง
การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 32 คน สถิติที่ใช้คือค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ร้อยละ และค่าทีผลการวิจัยพบว่า ได้บทเรียนคอมพิวเตอร์มลัติมีเดียเรื่องแสงและสีประกอบด้วยเน้ือหา 4 หน่วย
คือลกัษณะและธรรมชาติของแสงและสีแมส่ ีเชิงบวกและแม่สีเชิงลบ การมองเห็นแสง และสีของมนุษย์และแสงกบัการ
ถ่ายภาพสีเสนอเนื้อหาด้วยข้อความ ภาพถ่าย ภาพนิ่งกราฟิก ภาพเคลื่อนไหวกราฟิกวีดิทัศน์และเสียง บทเรียนมี
แบบฝึกหัดแทรกระหว่างการนำเสนอเป็นช่วงๆ บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียมีประสิทธิภาพ 84.06/86.14 เป็นไป
ตามเกณฑม์ าตรฐานทกี่ ำหนด ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นหลังเรยี นสูงกว่ากอ่ นเรียนอยา่ งมีนยั สำคัญ ทางสถิติที่ .01
พระมหาสมคิด อุททะวัน (2549, หน้า 85 -86) ได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องศาสนพิธีทาง
พระพุทธศาสนาวิชาพระพทุ ธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 มจี ุดประสงคเ์ พ่อื
1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องศาสนพิธีทางพระพุทธศาสนา วิชาพระพุทธศาสนาสำหรับ
นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท6่ี มปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
2) เพ่ือเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังการเรียนด้วยบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน
3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประชากรเป็นนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี6 โรงเรียนการัญศึกษา จังหวัดนนทบุรี จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนเรื่องศาสนพิธีแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนพระพุทธศาสนา เรื่องศาสนพิธี
แบบสอบถามความเหน็ ของผู้เรยี นท่ีมีต่อบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนวิชาพระพุทธศาสนาผลการวิจยั พบว่า
1) ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องศาสนพิธีทางพระพุทธศาสนาวิชาพระพุทธศาสนา
สำหรบั นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี6 มคี ่า 82/83 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑท์ ต่ี ้งั ไว้80/80
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา เรื่องศาสนพิธีทางพระพุทธศาสนาของนักเรียนหลังจากเรียน
ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน สงู กว่ากอ่ นเรยี นอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดบั .05
3) นกั เรียนมคี วามคดิ เห็นต่อบทเรียน คอมพวิ เตอร์ช่วยสอนอยู่ใ่นระดบั ดีมาก
พรพจน์ พุฒวันเพ็ญ (2552, หน้า 51 -56) ทำการวิจัยเรื่อง ผลการใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย
เรอื่ ง อิเลก็ ทรอนกิ ส์เบ้ืองต้นจุดมุ่งหมายเพอื่ พัฒนาและหาประสิทธภิ าพ บทเรียนคอมพิวเตอรม์ ลัติมีเดยี เร่ืองอเิ ล็กทรอนิกส์
เบ้ืองต้นใหม่ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่สนใจเข้ารับการฝึกอบรมกับสถาบันส่งเสริมการ
สอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นผู้ไม่มีความรเู้ ร่ืองอิเล็กทรอนกิ สเ์ บื้องต้น จำนวน 48 คน เครื่องมอื ในการวิจัย
ประกอบด้วยบทเรียนคอมพวิ เตอร์มัลตมิ ีเดยี เร่ืองอิเล็กทรอนกิ ส์เบ้ืองต้นแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบ
ประเมินคุณภาพบทเรียน สรุปผลการวิจัยคุณภาพบทเรียน คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียท้ังด้านเน้ือหาและด้านสื่อเทคโนโลยี
การศกึ ษาอยู่ในระดบั ดีและบทเรียน มีประสิทธภิ าพ 92.50/95.56 ซง่ึ เป็นไปตามเกณฑม์ าตรฐาน
กิดานันท์ มะลิทอง ได้กล่าวว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สามารถให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจ
คือ คอมพิวเตอร์ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนให้แก่ผู้เรียน มีการใช้สีภาพลายเส้นที่ดูคล้ายการเคลื่อนไหว เสียงดนตรี
เป็นการเพิ่มความเหมือนจริง และเร้าใจผู้เรียนให้เกิดความอย่างรู้อยากเรียนมากขึ้น ใช้ในการเรียนรู้รายบุคคลได้เป็น
11
อย่างดี ให้ความเป็นส่วนตัวแก่ผู้เรียนทำให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจที่ดีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (กิดานันท์
มลทิ อง, 2543)
งานวิจัยตา่ งประเทศ
Aliasgari and Mojdehavar (2010) ได้ศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและเจตคติ ของนักเรียนต่อการ
เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์พบว่า กลุ่มนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีพัฒนาการ
การเรยี นร้ทู เ่ี พม่ิ ข้ึนรวมถงึ มเี จตคตทิ ่ดี ตี ่อวิชาคณติ ศาสตร์เม่ือเปรยี บเทียบกบั การเรยี นรู้แบบเดมิ
Carter (2004) ทำการวิจัย เร่ือง การวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทัศนคติ
ของนกัเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการสอนแบบปกติในวิชาคณิตศาสตร์ วัตถุประสงค์ของ
การวิจัย คือ เปรียบเทียบผลการสอนด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการสอนแบบปกติวิธีดำเนินการวิจัยแบ่ง
นักศึกษาออกเป็น 2 กล่มุ กลุม่ แรกเปน็ กลมุ่ ทดลองเรยี นดัวยบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน และกลุ่มที่ควบคมุ เรยี นด้วย
วิธสีิ อนแบบปกติผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นก่อนเรียนและหลงั เรียน มีความแตกต่างอย่างมนี ยั สำคัญทาง
สถิติเม่ือเปรยี บเทยี บระหว่างกลุ่มพบวา่ คะแนนของทั้ง 2 กล่มุ ไมแ่ ตกตา่ งกันในขณะเดยี วกนั คะแนนดา้ นทัศนคติของท้ัง
2กล่มุ ไม่แตกตา่ งกนั
12
บทท่ี 3
วิธดี ำเนินการวิจัย
การวิจยั เรอื่ งการพัฒนาส่ือการเรยี นการสอนด้วยบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน ( cai ) เพือ่ ส่งเสริมความสามารถ
การใชอ้ ินเทอร์เนต็ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4
ผ้วู จิ ัยได้ดำเนินการวิจัยตามข้ันตอนดงั น้ี
1.แบบแผนการวจิ ัย
การวจิ ยั ในครัง้ นเี้ ป็นการวิจยั เชงิ ทดลองเบื้องต้น โดยผูว้ จิ ัยไดด้ าํ เนินการตามแบบแผนการทดลอง ทาํ การทดสอบ
กอ่ นและหลังการทดลอง (randomized group pretest-posttest design) ลว้ น สายยศ และอังคณา สายยศ (2539,
หนา้ 2539) ดงั ตาราง
ตารางท่ี 1 รูปแบบการวจิ ัย
กลมุ่ สอบก่อน การจดั การกระทำ สอบหลงั
E T1 X T2
รปู แบบการวิจยั
สัญลกั ษณ์ที่ใชใ้ นแบบแผนการทดลอง
E แทน กลุม่ ทดลอง
X แทน การทดลองโดยใชส้ ่ือบทเรยี นออนไลน์
T1 แทน การทดสอบก่อนทาํ การทดสอบ (pretest)
T2 แทน การทดสอบหลงั ทําการทดสอบ (posttest)
2.ประชากร/กลมุ่ ตวั อย่าง
1.ประชากรของการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อม
ประชาศกึ ษา) วชิ าวทิ ยาการคำนวณ ในภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 130 คน
2.กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อมประชาศึกษา)
วชิ าวิทยาการคำนวณ ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 20 คน
3. เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวิจัย
เครือ่ งมอื ทใี่ ช้ในการทำวิจัยคร้ังนปี้ ระกอบด้วย
3.1 สอื่ บทเรยี นชว่ ยสอน ( cai ) เรือ่ งการใชอ้ ินเทอรเ์ น็ต สำหรบั นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4 โดยแบ่งเนอ้ื หา
ออกเป็นส่วนๆ มแี บบทดสอบก่อนเรยี น-หลงั เรียน
3.2 แบบวัดความสามารถในการใช้อนิ เทอร์เน็ต
3.3 แบบประเมนิ ความพงึ พอใจของผูเ้ รียนท่ีมีต่อบทเรียนออนไลน์
13
4. ขน้ั ตอนการสร้างเครื่องมือแตล่ ะประเภท
1. ขั้นตอนการสร้างสื่อ cai เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ี่ 4
1.ศึกษาหลักสูตรกลุ่มสาระการวิทยาศาสตร์โรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา) พุทธศักราช 2563
แนวทางตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ศึกษา
ตัวชี้วัดหรือจุดประสงค์การเรียนรู้ สมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตร
กำหนด เพ่ือกำหนดขอบเขตสาระการเรียนรูแ้ ละหนว่ ยการเรียนรทู้ จี่ ะทำการทดลองกบั กลุ่มตัวอยา่ ง
2. ศึกษาสภาพปัญหาในห้องเรียนในการจัดการเรียนการสอน รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วิทยาการ
คำนวณ) ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 สะท้อนปญั หาในช้ันเรยี นทเ่ี กดิ ข้นึ เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา
3. วเิ คราะห์เน้อื หา เรือ่ งการใช้งานอนิ เทอรเ์ นต็ เพือ่ กำหนดเน้อื หาท่ีใชใ้ นกจิ กรรมการเรียนการสอน
4. ดำเนินการสร้างบทเรียนช่วยสอน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 4
5. นำบทเรียนช่วยสอนท่ีสรา้ งขึ้นเสนอผูเ้ ชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา ด้านการใชภ้ าษาใน
การสื่อสาร ความสมั พนั ธ์และความสอดคลอ้ งกบั สาระที่กำหนด รวมทัง้ ความสอดคล้องกบั ตวั ชวี้ ดั ทผ่ี ูศ้ กึ ษากำหนด
6. บทเรียนช่วยสอนที่ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อมประชาศึกษา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี
เขต 1 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวนนักเรียน 20 คน
2. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต รายวิชาวิทยาการ
คำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 เป็นแบบทดสอบฉบับเดียวกนั แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จำนวน 10 ขอ้ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการตามขน้ั ตอน ดังน้ี
2.1 ศึกษาหลกั การวัดและประเมนิ ผล ตลอดจนการเขียนแบบทดสอบ
2.2 วิเคราะห์เนื้อหาและสรุปผลการเรียนรู้ที่คาดหวังให้ครอบคลุมพุทธิพิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย
ในแผนการจดั การเรยี นรูข้ องบทเรียนสำเร็จรปู
2.3 สร้างแบบทดสอบแบบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก ครอบคลุมเนื้อหาตามผล
การเรยี นรู้ที่คาดหวงั จำนวน 10 ขอ้
3. แบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรียนทีเ่ รยี นโดยใชบ้ ทเรียนสำเรจ็ รูป
แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปมีลักษณะเป็นแบบประเมิน
มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ โดยสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 1 ฉบับ มีขั้นตอน
การสร้าง ดงั น้ี
1. ศึกษาหลักการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจจากเอกสารการวดั และประเมนิ ผล
14
2. สร้างแบบประเมินความพึงพอใจเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ข้อคำถามจำนวน
10 ขอ้ โดยกำหนดคา่ ระดับความพงึ พอใจแต่ละชว่ งคะแนนและความหมาย ดงั นี้
ระดับ 1 หมายถึง พงึ พอใจอยใู่ นระดับนอ้ ยท่ีสดุ
ระดบั 2 หมายถงึ พงึ พอใจอยใู่ นระดบั นอ้ ย
ระดบั 3 หมายถงึ พึงพอใจอยใู่ นระดับปานกลาง
ระดบั 4 หมายถึง พึงพอใจอยู่ในระดับมาก
ระดบั 5 หมายถึง พึงพอใจอยใู่ นระดับมากทส่ี ดุ
3. สำหรับการให้ความหมายของค่าที่วัดได้ ผู้ค้นคว้าได้กำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการให้ความหมาย โดยการให้
ค่าเฉล่ียเป็นรายดา้ นและรายขอ้ ดงั น้ี
1.00 - 1.50 หมายถงึ พึงพอใจอยใู่ นระดับนอ้ ยที่สดุ
1.51 - 2.50 หมายถึง พึงพอใจอยใู่ นระดบั น้อย
2.51 - 3.50 หมายถึง พงึ พอใจอยู่ในระดับปานกลาง
3.51 - 4.50 หมายถึง พึงพอใจอยใู่ นระดบั มาก
4.51 - 5.00 หมายถงึ พึงพอใจอย่ใู นระดบั มากทสี่ ดุ
4. นำแบบประเมินความพึงพอใจที่ปรับปรุงแล้ว ไปสอบถามนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจอมบึง
(วาปพี รอมประชาศึกษา) สำนักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาราชบรุ ี ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน
นกั เรียน 20 คน
4. การดำเนนิ การวิจัย
การวิจัยครัง้ นีผ้ วู้ ิจัยกำหนดขนั้ ตอนการดำเนินการวจิ ัย 6 ขัน้ ตอน
1. ศกึ ษาข้อมลู พืน้ ฐานการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4
2. วางแผนการจัดการเรียนรู้
2.1 วเิ คราะหเ์ นื้อหา
2.2 วิเคราะหค์ วามสามารถในการใช้อินเทอร์เนต็
3. จดั การเรยี นรู้
3.1 อธิบายวธิ กี ารใชบ้ ทเรียนออนไลน์ในการใช้อนิ เทอรเ์ นต็ เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังจากนั้นให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาจากบทเรียนออนไลน์ด้วยตนเอง ในห้อง
คอมพิวเตอร์ โดยกำหนดใหใ้ ชค้ อมพิวเตอร์ 1 เคร่อื ง ต่อ นักเรยี น 1 คน
3.2 ใหน้ ักเรียนทำแบบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนความสามารถในการใชอ้ ินเทอรเ์ นต็
4. รวบรวมคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการทำแบบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
5. หาระดับความพงึ พอใจของนกั เรียนท่ีมตี ่อการเรยี นโดยใช้บทเรยี นออนไลน์
6. ประเมินผลการจัดการเรียนรู้
15
5. การรวบรวมข้อมูลและเครอ่ื งเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้รายงานทำการสอนด้วยสื่อบทเรียนช่วยสอน cai เพื่อหาประสิทธิภาพของสื่อการสอน ศึกษาหาความก้าวหน้า
ของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นหลังจากเรียนโดยใชส้ ่ือบทเรียนช่วยสอน cai การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างเรยี นโดยใชส้ ่ือบทเรียน
ช่วยสอน cai เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทำการเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู ตามข้ันตอน ดงั น้ี
1. ทดสอบความรู้ก่อนเรียนกับกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การพัฒนาสื่อการ
เรียนการสอนด้วย cai รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบ
เลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จำนวน 10 ขอ้
2. ดำเนนิ การทดลองโดยใช้กลุ่มตัวอย่างประกอบกิจกรรมการเรยี นโดยเรื่อง การพัฒนาส่ือการเรยี นการสอนด้วย
cai และทำการฝกึ ปฏิบัติตามกรอบกจิ กรรมจนครบ
3. หลังจากเรียนครบทุกบทเรียนแล้ว ทดสอบความรู้หลังเรียน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต รายวิชาวิทยาการ
คำนวณสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยแบบทดสอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ กับกลุ่ม
ตวั อยา่ ง
4. ตรวจแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
5. ใหน้ กั เรยี นหาข้อมูลในอินเทอร์เนต็
6. ให้นักเรียนทำแบบประเมนิ ความพึงพอใจท่มี ีต่อบทเรียนสำเร็จรปู จากน้นั นำผลที่ไดร้ ับไปวเิ คราะห์ข้อมูลทาง
สถิติตอ่ ไป
6. การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ผวู้ ิจัยได้ดำเนินการวเิ คราะห์ขอ้ มูลตา่ ง ๆ ดงั นี้
1. การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนกั เรยี นกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น
2. การประเมินความพงึ พอใจของนกั เรียนที่เรียนดว้ ยบทเรียนสำเร็จรปู
7. สถิติท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู
ในการวจิ ยั คร้งั น้ี ผู้วิจยั ได้วเิ คราะหข์ อ้ มลู ต่าง ๆ โดยใชค้ ่าสถิติ ดงั ตอ่ ไปนี้
1. เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของนักเรยี นก่อนเรียนและหลงั เรียนโดยใชท้ ฤษฎีการทดสอบแบบ
ดั้งเดมิ = Classical test theory / ศิริชยั กาญจนวาสี ดังน้ี
คะแนนพัฒนาการสมั พทธ์ (Relative Gain Score)
รอ้ ยละของพัฒนาการ หาได้จาก
คะแนนพฒั นาการ = หลัง−ก่อน × 100
เตม็ −ก่อน
16
ก่อน = คะแนนแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
หลัง = คะแนนแบบทดสอบหลงั เรยี น
เต็ม = คะแนนเต็มของแบบทดสอบ
2. ประเมนิ ความพึงพอใจของนักเรียนท่ีเรียนดว้ ยสื่อบทเรียนช่วยสอน cai เรอื่ ง การใช้อนิ เทอรเ์ นต็ รายวิชา
วิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Percentage) ค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
สถิตทิ ีใ่ ช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มลู มรี ายละเอียด ดังนี้
2.1 ค่าเฉลี่ย
X = X
N
X = ค่าเฉล่ยี ของคะแนน
X = ผลรวมของคะแนน
N = จำนวน
2.2 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
S.D. = N x2 − ( x)2
N (N −1)
S.D. = สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
(X - X) = ผลรวมของคะแนนลบด้วยคะแนนเฉลีย่
N = จำนวน
17
บทท่ี4
ผลการวจิ ัย
การศกึ ษาครั้งน้ีเป็นการพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นโดยใช้สื่อบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน cai เร่ืองการใช้
อนิ เทอรเ์ นต็ รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4 ผู้ศึกษาได้เสนอผลการศกึ ษาในรูปตาราง
ประกอบความเรยี ง โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน คอื
ตอนท่1ี ผลการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นก่อนเรยี นและหลงั เรียนของนักเรียนทีเ่ รยี น โดยใช้บทเรยี น
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน cai เรอื่ งการใชอ้ ินเทอรเ์ น็ต รายวชิ าวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4
ตอนที่2 ผลการเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิของนักเรยี นในการใช้งานอนิ เทอร์เน็ต โดยใช้บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน cai เร่ืองการใชอ้ ินเทอรเ์ น็ต รายวิชาวทิ ยาการคำนวณ สำหรับนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 4
ตอนท่ี3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน cai
เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ สำหรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4
18
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู
ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียน โดยใช้บทเรียน
คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน เรื่องการใช้อนิ เทอร์เน็ต รายวิชาวทิ ยาการคำนวณ สำหรบั นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 4
นกั เรยี น เปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรอ่ื ง การใช้อินเทอร์เน็ต รอ้ ยละของ
(คน) คะแนนกอ่ นเรยี น (10 คะแนน) คะแนนหลังเรียน (10 คะแนน) พัฒนาการ
14 10 100
25 10 100
31 10 100
46 7 25
55 9 80
67 10 100
79 10 100
86 8 50
98 10 100
10 5 7 40
11 3 9 86
12 1 6 56
13 6 7 25
14 5 9 80
15 2 8 75
16 4 10 100
17 4 10 100
18 5 9 100
19 8 10 100
20 4 10 100
เฉลยี่ 4.85 9.05 81.85
จากผลการวิจัยพบว่า คะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนท้ังก่อนเรียนและหลังเรียน
ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 คน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต ผลปรากฏ
ดังนี้ คะแนนรวมแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เท่ากับ 9 คะแนน โดยคะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ
5 คะแนน และคะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 9.05 คะแนน ซึ่งคะแนนหลังเรียนของนักเรียนทุกคนจะสงู กวา่ ก่อน
เรียน ดังตารางที่ 1 แสดงว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ตนักเรียน
มผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนสงู ขน้ึ คดิ เป็นร้อยละ 81.85 ของพฒั นาการ ดงั ตารางที่ 1
19
ตอนท่ี2 ผลการเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนในการใช้งานอินเทอรเ์ น็ต โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนชว่ ยสอน cai เร่อื งการใช้อนิ เทอร์เน็ต รายวชิ าวทิ ยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 4
นกั เรียน การเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิของนักเรยี นในการใช้งานอนิ เทอร์เน็ต
(คน)
1 ก่อนเรยี น หลังเรยี น
2
3 พอใช้ ดี
4
5 พอใช้ ดี
6
7 ควรปรับปรงุ ดี
8
9 พอใช้ ดี
10
11 ดี ดมี าก
12
13 พอใช้ ดี
14
15 ดี ดีมาก
16
17 ควรปรบั ปรุง พอใช้
18
19 พอใช้ ดี
20
ดี ดมี าก
พอใช้ ดี
ควรปรบั ปรงุ ดี
ควรปรบั ปรงุ พอใช้
พอใช้ ดี
พอใช้ ดี
ดี ดมี าก
พอใช้ ดีมาก
พอใช้ ดมี าก
ดี ดมี าก
พอใช้ ดี
จากตารางที่2 พบว่าผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนในการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยใช้บทเรียนช่วย
สอน cai อยู่ในระดับ ดีมาก 7 คน ระดับดี 11 คน พอใช้ 2 คน ซึ่งคะแนนการใช้อินเทอร์เน็ตหลงั เรียนของนักเรียนทุก
คนจะสูงกว่าก่อนเรียน ดังตารางที่ 2 แสดงว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้
อินเทอร์เน็ตนกั เรียนมีผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นสงู ข้นึ
20
าน ตอนที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนช่วยสอน เรื่อง การใช้งาน
อินเทอรเ์ น็ต รายวชิ าวิทยาการคำนวณ สำหรบั นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4
ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนเรื่อง การใช้งานอินเทอร์เน็ต รายวิชา
วิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ
วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน เกณฑ์ในการแปลค่าระดับความคิดเห็น มีดังนี้ (บุญชม ศรี
สะอาด. 2545)
ค่าเฉลีย่ ความหมาย
4.51 – 5.00 มีความพึงพอใจระดับ มากทส่ี ุด
3.51 – 4.50 มีความพึงพอใจระดบั มาก
2.51 – 3.50 มีความพึงพอใจระดับ ปานกลาง
1.51 – 2.50 มคี วามพึงพอใจระดับ น้อย
1.00 – 1.50 มีความพึงพอใจระดบั น้อยที่สดุ
ตารางที่ 3 การประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนช่วยสอน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต รายวิชา
วิทยาการคำนวณ สำหรบั นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4
รายการประเมิน X S.D. แปลผล
ด้านเนอื้ หา 4.70 0.72 มากท่ีสดุ
1.เน้ือหามคี วามเหมาะสม สอดคล้องกับว้ตถุประสงค์ 4.75 0.80 มากที่สุด
2.เน้อื หามีความยากง่ายเหมาะสมกบั นักเรยี น 4.60 0.77 มากทส่ี ุด
3.เนื้อหาบทเรียนมีความนา่ สนใจ 4.75 0.70 มากทส่ี ุด
4.ความถูกตอ้ งของเน้ือหา
ด้านภาษา 4.60 0.74 มากทสี่ ุด
1.ภาษาทใ่ี ชใ้ นเอกสารถกู ต้อง ช้ันเจน 4.40 0.62 มาก
2.ภาษามคี วามเหมาะสม 4.75 0.62 มากท่ีสุด
3.ภาษาท่ใี ชส้ ่ือความหมายชัดเจน 4.45 0.82 มาก
4.ใช้ภาษาได้ถูกตอ้ ง ชัดเจน เข้าใจงา่ ย
ดา้ นปฏิสมั พนั ธใ์ นบทเรียน 4.35 0.63 มาก
1.สามารถย้อนกลับไปยงั จุดต่างๆ ได้งา่ ย 4.40 0.72 มาก
2.ความเหมาะสมของการสรุปเน้ือหาบทเรยี น 4.20 0.72 มาก
3.ส่อื นำเสนอได้ชัดเจน ตรงประเดน็
ด้านลกั ษณะสื่อ 4.50 0.83 มาก
1.ถกู ตอ้ ง ชดั เจน มรี ูปแบบนำเสนอนา่ สนใจ
21
2.ขนาดของภาพทีใ่ ชป้ ระกอบบทเรยี นเหมาะสม 4.25 0.62 มาก
3.สขี องสื่อช่วยใหเ้ นือ้ หาชดั เจนย่งิ ขึ้น 4.20 0.90 มาก
4.ความเหมาะสมของแบบอกั ษร (Font) 4.30 0.74 มาก
รวมเฉล่ยี 4.39 0.70 มาก
นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6
จากตาราง 3 แสดงให้เหน็ ว่า นักเรยี นมคี วามพงึ พอใจต่อบทเรียนช่วยสอนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.39)
เมื่อพิจารณาแต่ละรายการประเมิน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 6 รายการประเมิน อยู่ในระดับมาก
จำนวน 9 รายการประเมนิ สำหรบั รายการประเมนิ ท่มี คี ะแนนเฉลี่ยสูงสุด คอื เนื้อหามคี วามยากง่ายเหมาะสมกับนักเรียน
( = 4.75) รายการประเมินที่มีคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุดมี 2 รายการ คือสื่อนำเสนอได้ชัดเจน ตรงประเด็น ( = 4.20)
และสีของสือ่ ชว่ ยให้เนอื้ หาชัดเจนย่งิ ขึ้น ( = 4.08) ดงั ตารางท่ี 3
22
บทท่ี5
สรุปผลและขอ้ เสนอแนะ
การวิจัยเร่อื ง การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนด้วยบทเรยี นชว่ ยสอน cai เพอ่ื สง่ เสริมความสามารถการใช้
อนิ เทอร์เนต็ ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4
ซึง่ ได้ศกึ ษาถงึ ปญั หาทเี่ กดิ ขึ้น การใชง้ านอนิ เทอร์เนต็ ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านจอมบงึ (วาปพี ร้อมประชาศึกษา)
รายวชิ า วทิ ยาการคำนวณ
จำนวน 20 คน เมอ่ื ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564
สรุปผลการวจิ ัยให้สรุปยอ่ เปน็ ความเรยี งหรอื แยกเป็นหวั ข้อตามลำดับวัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
2.1 เพ่อื ศกึ ษาความสามารถการใชอ้ นิ เทอรเ์ นต็
2.2 เพ่ือศกึ ษาคณุ ภาพส่อื การเรยี นการสอน cai
2.3 เพือ่ ศึกษาความพงึ พอใจในการใชก้ ารเรียนการสอน cai
สรปุ ผลการวิจัย
การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นโดยใช้บทเรยี นคอมพิวเตอร์ เร่ือง การใช้งานอนิ เทอรเ์ น็ต รายวชิ าวิทยาการ
คำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อมประชาศึกษา) สำนักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ได้ผลการศกึ ษาดังนี้
1. นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนรู้โดยใช้บทเรียนช่วยสอน (Cai) เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยคะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 5 คะแนน และคะแนน
หลงั เรยี นมีค่าเฉล่ีย เทา่ กับ 8.9 คะแนน และพัฒนาการของนกั เรียน เท่ากับ 81.85
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนในการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยใช้บทเรียนช่วยสอน cai อยู่ใน
ระดับ ดีมาก 7 คน ระดบั ดี 11 คน พอใช้ 2 คน ซง่ึ คะแนนการใช้อินเทอร์เนต็ หลังเรยี นของนักเรียนทุกคน
จะสูงกว่าก่อนเรียน ดังตารางที่ 2 แสดงว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง
การใชอ้ ินเทอรเ์ น็ตนักเรียนมีผลสัมฤทธิท์ างการเรียนสูงข้ึน
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนช่วยสอน ( CAI ) เรื่อง การใช้
อินเทอรเ์ นต็ มคี ่าเฉล่ยี เท่ากบั 4.39 ซง่ึ สรุปผลได้วา่ นกั เรียนมีความพงึ พอใจอยใู่ นระดบั มาก
อภิปรายผล
จากผลการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้งานอินเทอร์เน็ต
รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา)
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 มีประเด็นที่น่าสนใจและ
นำมาอภปิ รายผล ดังนี้
23
1. นักเรยี นประถมศกึ ษาปีท่ี 4 ที่เรียนรโู้ ดยใช้บทเรยี นชว่ ยสอน (Cai) เรอ่ื ง การใชอ้ ินเทอร์เนต็ มผี ลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยคะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 5 คะแนน และคะแนนหลังเรียนมี
ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 8.9 คะแนน และพัฒนาการของนักเรียน เท่ากับ 81.8 ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานที่ต้ังไว้ ทั้งนี้อาจเปน็
เพราะการจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งผ่านการสร้างและหา
คุณภาพเป็นอย่างดี ประกอบกับกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เรื่องการใช้งานอินเทอร์เน็ต ในแผนการจัดการเรียนรู้
กน็ า่ สนใจ ซงึ่ เป็นการกระตนุ้ และเร้าความสนใจให้กับผู้เรยี นเป็นอย่างดี จนทำให้นกั เรียนมผี ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนหลัง
เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรยี น
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยใช้บทเรียนช่วยสอน CAI
อยู่ในระดับดีมาก 7 คน ระดับดี 11 คน พอใช้ 2 คน ซึ่งคะแนนการใช้อินเทอร์เน็ตหลังเรียนของนักเรียนทุกคนจะสูง
กว่าก่อนเรียน ดังตารางที่ 2 แสดงว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้อินเทอร์เน็ต
นกั เรยี นมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงข้นึ ซึง่ แสดงให้เหน็ วา่ ผเู้ รียนมพี ัฒนาการในการใช้อินเทอร์เนต็
3. นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4 มคี วามพงึ พอใจต่อการเรียนโดยใชบ้ ทเรียนช่วยสอน ( CAI ) เร่ือง การใช้
อนิ เทอร์เนต็ มคี ่าเฉลยี่ เทา่ กับ 4.39 ซง่ึ สรปุ ผลได้วา่ นกั เรียนมคี วามพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ทั้งน้อี าจเปน็ เพราะบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต ที่สร้างขึ้นเป็นสื่อที่มีรูปภาพประกอบสวยงาม มีเนื้อหาและกิจกรรมท่ี
ชวนติดตาม มกี จิ กรรมการวดั และประเมนิ ผลท่ีนักเรยี นสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง
ขอ้ เสนอแนะ
1.1 การออกแบบและพัฒนา
1.1.1 ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวที่ใชใ้นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้ใช้ในบทเรียนให้มีความเหมาะสม
สอดคลอ้ งกับเนอ้ื หา รวมถงึ สีตวั อกั ษรและสพี นื้ หลังใช้สีสบายตา เพอื่ ช่วยให้ผ้เู รียนเกดิ ความเข้าใจในเนอ้ื หามากยง่ิ ขึ้น
1.1.2 ออกแบบหน้าเมนูหลักให้มีสัญลักษณ์แสดงให้ผู้เรียนทราบว่าได้เรียน บทเรียนใดไปแล้วบ้าง
เพื่ออำนวยความสะดวกใหผ้ ้เู รยี น
1.2 ด้านการนำไปใช้
1.2.1 ครูผู้สอนควรชี้แจง กำกับดูแลในกรณีที่นักเรียนมีปัญหาการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อสร้างความมั่นใจ
ให้กบั นกั เรยี น และทำให้การเรียนเป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
1.2.2 การศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรให้ผู้เรียนศึกษาบทเรียน ด้วยตนเอง 1 คนต่อ 1 เครื่อง
เพือ่ ให้ผู้เรยี นไดศ้ กึ ษาทำความเขา้ ใจบทเรยี น นำความรู้ทีไ่ ดจ้ ากเน้ือหาบทเรียนไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ติประจำวันได้
ง
บรรณานกุ รรม
กดิ านันท มลิทอง. เทคโนโลยีการศึกษาร่วมสมยั . พิมพ์ครง้ั ที่ 2. กรุงเทพฯ : เอดสิ ัน เพรส โพร ดกั สจํากัด, 2536.
ขนษิ ฐา ชานนท์. (2532).เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์กบั การเรียนการสอน.เทคโนโลยีการศึกษา, (1),7-13
ธนสิทธ์ิศรรี ัตน.์ (2453). การพฒั นาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลตมิ ีเดียชดุ “เกมคำศัพทภ์ าษาองั กฤษ” สำหรบั นกั เรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 ระหวา่ งการสอนโดยใชเ้ กมและการสอนปกต.ิ สารนพิ นธ์กศ.ม. (วชิ าเอก เทคโนโลยีทางการ
ศึกษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ.
ทศิ นา แขมมณี. (2543).วิทยาการดา้ นการคิด.กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กร๊ปุ แมเนจเมน้ ท.์ (2548). “การจดั การเรยี นรู้
โดยผู้เรียนใช้การวจิ ยั เปน็ ส่วนหน่งึ ของกระบวนการเรยี นรู้
พุทธรกั ษ์ มุลเมอื ง. (2556). ความหมายของอินเตอรเ์ นต็ . เข้าถงึ ได้จาก
http://computer.bcnnv.ac.th/hnwy-kar-reiyn-ru2
สวุ ิทย์ ไวทยกุล. (2536, กันยายน-ธนั วาคม) “บทเรียน CAI,” วารสารเวชนิทัศน.์ 1(15) : 34-38 ; กรงุ เทพฯ : มปท
สริ ิพชั ร์ เจษฎาวโิ รจน์. (2550). การออกแบบการจดั การเรยี นรแู้ บบ Backward Design. คณะศกึ ษาศาสตร์.
มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง.
ศริ ิชยั นามบุรี. (2542). CAI ความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน. วนั ทคี่ น้ ข้อมลู 17 มกราคม 2552, เข้าถงึ ไดจ้ าก
http: // yalor.yru.ac.th
Aliasgari, Riahinia, & Mojdehavar. (2010). Education, Business and Society: Contemporary Middle
Eastern Issues Emerald Article: Computerassisted instruction and student attitudes towards
learning mathematics. Education, Business and Society: Contemporary Middle Eastern Issues,
3(1), 6-14.
Carter, M. B. (2004). An Analysis and comparison of the effects of computer assisted instruction versus
traditional lecture instruction on student attitudes and achievement in a college remedial
mathematics course. Dissertation Abstracts International, 65(4), 1288-A; October.
จ
ภาคผนวก
ฉ
แบบประเมนิ ความพึงพอใจของนักเรียนท่มี ตี อ่ บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
เรอื่ งการใช้อนิ เทอรเ์ นต็ ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4
คำช้แี จง : ใหน้ ักเรยี นแสดงความพึงพอใจโดยการเลอื กตอบตามระดับความพงึ พอใจท่ีนักเรยี น เหน็ ดว้ ยในแตล่ ะขอ้ โดย
ความพงึ พอใจของนักเรียนจะไมม่ ีผลกระทบกบั ผลการเรียน
รายการประเมิน ระดับคา่ ความคิดเหน็
5 4 3 21
ด้านเนื้อหา
1.เนอ้ื หามีความเหมาะสม สอดคล้องกบ้ ว้ตถปุ ระสงค์
2.เนื้อหามคี วามยากง่ายเหมาะสมกบั นักเรยี น
3.เน้ือหาบทเรยี นมีความน่าสนใจ
4.ความถกู ต้องของเนื้อหา
ด้านภาษา
1.ภาษาทใ่ี ช้ในเอกสารถูกต้อง ชัน้ เจน
2.ภาษามคี วามเหมาะสม
3.ภาษาที่ใช้ส่อื ความหมายชัดเจน
4.ใช้ภาษาได้ถูกตอ้ ง ชัดเจน เข้าใจงา่ ย
ด้านปฏสิ มั พนั ธ์ในบทเรยี น
1.สามารถยอน้ กลบไั ปยงั จดุ ต่างๆ ได้งา่ ย
2.ความเหมาะสมของการสรปุ เน้ือหาบทเรียน
3.ส่อื นำเสนอได้ชัดเจน ตรงประเดน็
ดา้ นลักษณะส่ือ
1.ถกู ต้อง ชดั เจน มรี ูปแบบนำเสนอนา่ สนใจ
2.ขนาดของภาพทใี่ ชป้ ระกอบบทเรยี นเหมาะสม
3.สีของส่อื ชว่ ยใหเ้ นื้อหาชัดเจนยิ่งข้ึน
4.ความเหมาะสมของแบบอักษร (Font)
ขอ้ เสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ช
8
9
10
11
12
13