The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มที่ 6 คู่มือการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าพรุอย่างมีส่วนร่วม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-11-12 01:10:24

เล่มที่ 6 คู่มือการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าพรุอย่างมีส่วนร่วม

เล่มที่ 6 คู่มือการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าพรุอย่างมีส่วนร่วม

คู่มือการฟืน้ ฟู

ระบบนิเวศปา่ พรุ

อยา่ งมีส่วนรว่ ม



คู่มือการฟืน้ ฟู

ระบบนิเวศปา่ พรุ

อยา่ งมีส่วนรว่ ม

คำ� น�ำ

สังคมพืชป่าพรุควนเคร็งมีไม้เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) เป็นไม้เบิกน�ำขึ้นหนาแน่นอยู่เป็นหมู่ไม้ชนิดเดียวล้วน (pure stand)
มานานกวา่ 50 ปี ซงึ่ พนื้ ทปี่ า่ เหลา่ นถ้ี กู ไฟไหมเ้ ปน็ ประจำ� ไมม่ พี นั ธไ์ุ มป้ า่ พรดุ งั้ เดมิ เหลอื อยใู่ นพนื้ ทนี่ อกจากไมเ้ สมด็ ขาวเทา่ นนั้ การปอ้ งกนั ไฟ
เพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถฟื้นฟูชนิดพันธุ์ไม้ป่าพรุด้ังเดิมกลับมาโดยกระบวนการตามธรรมชาติได้ จ�ำเป็นต้องปลูกเสริมและจัดการ
โดยเฉพาะการนำ� ขอ้ มลู ทางวชิ าการฟน้ื ฟปู า่ พรจุ ากศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาพกิ ลุ ทองอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำ� ริ จ. นราธวิ าส และโครงการ
ฟื้นฟูฯ ของมูลนิธิชัยพัฒนา มาเป็นต้นแบบประกอบการก�ำหนดรูปแบบการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยภายหลังไฟไหม้ จะมีลูกไม้เสม็ดขึ้น
หนาแน่นมาก การฟื้นฟูโดยการจัดการหมู่ไม้เสม็ดท่ีเกิดข้ึนภายหลังไฟไหม้ เป็นแนวทางที่ส�ำคัญ เช่นกัน รวมถึงการสนับสนุนชุมชน
ปลูกไม้เพ่ือใช้ประโยชน์ในที่ดินท�ำกินจะช่วยลดแรงกดดันในการตัดไม้ใช้ประโยชน์จากป่าพรุในธรรมชาติได้อีกทางหน่ึง อีกท้ังปัจจุบัน
มีโครงการชมุ ชนไมม้ ีค่าและยทุ ธศาสตรก์ ารปลูกไมเ้ ศรษฐกจิ ซ่งึ ควรสนับสนุนใหช้ มุ ชนไดร้ ับทราบและขบั เคล่อื น ดงั นั้น การฟ้ืนฟรู ะบบ
นิเวศพรุควนเคร็งจงึ ต้องใชร้ ปู แบบทห่ี ลากหลาย จึงจะประสบความส�ำเร็จ
การปลูกฟื้นฟูระบบนิเวศพรุควนเคร็งในเอกสารคู่มือฉบับนี้ จัดท�ำข้ึนเพ่ือเป็นแนวทางให้ผู้สนใจในการปลูกต้นไม้ฟื้นฟูระบบนิเวศใน
ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง โดยจะมีการกล่าวถึงความส�ำคัญทั่วไปของระบบนิเวศป่าพรุ รูปแบบการฟื้นฟูป่าพรุและการเตรียมการด้านต่างๆ
เพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งกฎระเบียบท่ีควรทราบประกอบการขอด�ำเนินการปลูกฟื้นฟู โดยตัวอย่างการฟื้นฟู
ระบบนิเวศป่าพรุ บางส่วนมาจากประสบการณ์การศึกษาวิจัยด�ำเนินงานภายใต้โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ
เพื่อเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน (Maximizing Carbon Sink
Capacity and Conserving Biodiversity through Sustainable Conservation, Restoration and Management of Peat
Swamp Ecosystems) ในขณะที่ข้อมูลบางประการได้จากการรวบรวมเอกสารงานศึกษาวิจัยเผยแพร่ท่ีเกี่ยวข้อง ความรู้การฟื้นฟู
อีกบางสว่ นไดร้ บั ความกรุณาถ่ายทอดประสบการณ์จากชุมชนในพ้ืนที่ ในขณะทีอ่ งคค์ วามรอู้ กี บางส่วนได้รบั ความรูม้ าจากประสบการณ์
การปลกู ฟื้นฟูปา่ พรโุ ต๊ะแดงของสถานีทดลองปลูกพรรณไมพ้ ิกลุ ทอง จังหวัดนราธิวาส สงั กดั กรมป่าไม้
คณะผู้จัดท�ำหวังว่าเอกสารฉบับน้ีคงเกิดประโยชน์กับผู้สนใจในการฟื้นฟูภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง ท้ังเพื่อการน�ำไปปลูกเพ่ือการอนุรักษ์
ปลูกเพ่อื เศรษฐกจิ รายได้จากตน้ ไม้ทีป่ ลูกในอนาคต

คณะผู้จัดทำ�
เมษายน 2563

2|

สารบญั 7
8
คำ� น�ำ 9
บทที่ 1 บทน�ำ 9
11
1.1 ปา่ พรุและความสำ� คัญของป่าพรุ 17
1.2 ปจั จัยก�ำหนดการเกดิ ปา่ พรุ 18
1.3 การกระจายของปา่ พรุ 20
1.4 เหตุผลและความจำ� เป็นในการฟน้ื ฟูระบบนเิ วศพรุควนเคร็งดว้ ยการมีส่วนรว่ ม 21
บทท่ี 2 สภาพแวดลอ้ มทว่ั ไปในป่าพรคุ วนเครง็ 22
2.1 สงั คมพืชในปา่ พรุ 23
2.2 ดนิ ในปา่ พรุ 24
2.3 นำ้� ในป่าพรุ 25
2.4 สตั วป์ ่าในปา่ พรุ 25
บทที่ 3 รูปแบบการฟ้นื ฟูปา่ พรุ 25
หลกั การและเหตุผล 25
รปู แบบการฟ้นื ฟูระบบนิเวศในภูมิทศั น์พรุควนเคร็ง 25
25
1. การปลูกเสรมิ พันธไ์ุ มป้ ่าพรใุ นป่าเสมด็ เสอื่ มโทรม (ทงั้ ปา่ ทไ่ี ฟไหมแ้ ละปา่ เสมด็ ที่ไฟไมไ่ หม้) 26
2. การปลูกไมย้ ืนตน้ ในท่ีดินท�ำกนิ 27
3. การปรับปรุงโครงสร้างป่าเสม็ดขาว 29
4. การปลกู ฟน้ื ฟูในพนื้ ท่บี กุ รุกผิดกฎหมาย 31
5. การฟ้นื ฟปู า่ โดยวิธี Seed Ball 33
บทท่ี 4 วิธกี ารเทคนิคการปลูกฟนื้ ฟปู า่ พรุ 34
4.1 การคดั เลอื กพืน้ ท ี่ 34
4.2 การคัดเลอื กชนิดพรรณไมท้ ีเ่ หมาะสมส�ำหรับปลกู ฟื้นฟใู นพน้ื ทป่ี ่าพรุ 36
4.3 การเตรียมพ้ืนท่ี 37
4.4 การสรา้ งเสน้ ทางเดนิ ชัว่ คราวเข้าแปลงปลกู เพ่ือล�ำเลียงกล้าไม้ 38
4.5 การปักหลกั ก�ำหนดจุดปลกู 39
4.6 การเตรียมพ้ืนที่ปลกู 40
4.7 การปลูก 40
บทท่ี 5 การบำ� รงุ รักษากลา้ ไม้ทปี่ ลกู 41
5.1 การปลกู ซอ่ ม 42
5.2 การก�ำจัดวชั พชื
5.3 การป้องกนั ไฟป่า
5.4 การปอ้ งกันโรคและแมลง
บทที่ 6 การประเมนิ ผลสำ� เร็จของการปลูกปา่
6.1 การศกึ ษาการเติบโตและการรอดตายของกลา้ ไม้

บทท่ี 7 ระเบยี บทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการปลกู ปา่ 47
7.1 ระเบยี บกรมป่าไม้ ว่าด้วยการอนญุ าตให้เขา้ ไปศกึ ษาหรือวิจยั ทางวชิ าการในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 48
พ.ศ. 2559 56
7.2 ประกาศกรมป่าไม้ เรื่อง กําหนดแบบคาํ ขอ แบบใบอนุญาต และแบบอืน่ ๆ ตามกฎกระทรวง 70
การขออนญุ าต และการอนุญาตทาํ ประโยชน์ในเขตปา่ พ.ศ. 2558 74
7.3 แนวทางและขนั้ ตอนการขออนญุ าตเข้าไปท�ำการศึกษาหรอื วจิ ยั ทางวิชาการในพนื้ ทปี่ ่าอนรุ กั ษ์
ของกรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพันธพ์ุ ชื 87
7.4 แนวทางและขน้ั ตอนเข้ารว่ มโครงการธนาคารต้นไมส้ ู่ชมุ ชนไมม้ คี ่าของธนาคารเพื่อการเกษตร 89
และสหกรณ์การเกษตร หรอื ธ.ก.ส.

บรรณานุกรม
ภาคผนวก

สารบัญภาพ

ภาพที่ 1 การกระจายของระบบนเิ วศปา่ พรบุ ริเวณภูมภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ 10
ภาพท่ี 2 แผนทีแ่ สดงขอบเขตป่าสงวนและปา่ อนุรักษ์ในพืน้ ทีโ่ ครงการเสรมิ ศักยภาพการจดั การระบบนเิ วศป่าพรุ 12
เพื่อเพ่มิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อนและอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างย่ังยนื 14
ภาพท่ี 3 แผนทีแ่ สดงขอบเขตป่าพรสุ มบูรณ์ ปา่ พรุเสื่อมโทรม ทุ่งหญ้า และบงึ ในพน้ื ท่ีลมุ่ บริเวณพืน้ ทโี่ ครงการ 15
เสริมศักยภาพการจัดการระบบนเิ วศป่าพรุ เพื่อเพิม่ ความสามารถในการกกั เก็บคาร์บอนและ 16
อนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยงั่ ยนื 19
ภาพที่ 4 แผนทแ่ี สดงระดบั ความสูง-ต�ำ่ ของพืน้ ทีใ่ นขอบเขตของพ้นื ที่โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการ 21
ระบบนิเวศปา่ พรุ เพื่อเพ่มิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอนและอนรุ ักษค์ วามหลากหลาย 24
ทางชีวภาพอยา่ งยั่งยนื 27
ภาพท่ี 5 แผนที่แสดงจุดทต่ี ง้ั ของหมู่บ้านในขอบเขตของพืน้ ทโ่ี ครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนิเวศปา่ พรุ 28
เพื่อเพ่มิ ความสามารถในการกกั เก็บคารบ์ อนและอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยนื 28
ภาพที่ 6 โครงสร้างทางดา้ นต้งั (profile diagram) ของสงั คมพืชไม้เสมด็ ขาวในปา่ พรคุ วนเครง็ 30
ภาพที่ 7 การเปล่ยี นแปลงของระดับน้�ำในพ้นื ทป่ี า่ พรุควนเคร็งในปี พศ. 2555 ซ่ึงส่งผลตอ่ การเกดิ ไฟไหม้ป่า 32
ภาพท่ี 8 กรอบแนวคดิ การฟืน้ ฟูระบบนเิ วศในภมู ทิ ัศนพ์ รุควนเครง็ 33
ภาพท่ี 9 พนื้ ทปี่ ่าพรุท่มี ีสภาพเสือ่ มโทรม 35
ภาพท่ี 10 การปลูกพนั ธ์ุไมเ้ สริมในพนื้ ที่สวนยางพารา 36
ภาพท่ี 11 การปลูกพนั ธุไ์ ม้เสริมในพืน้ ทีอ่ ยอู่ าศยั 38
ภาพท่ี 12 การปั้นลกู บอลกลา้ ไม้ ไดแ้ ก่ (ก) การนำ� เยอ่ื หุ้มเมลด็ ออก (ข) ล้างเมลด็ ไมท้ ีแ่ กะเยอื่ หุม้ เมลด็ ออก 39
ดว้ ยน�้ำสะอาด (ค) นำ� เมล็ดไมท้ แ่ี กะเยอื่ หุม้ และล้างน้�ำสะอาดไปตาก (ง) เตรียมดนิ ส�ำหรบั ป้นั ลูกบอล 40
(จ) ปั้นลูกบอลดินเหนียวผสมเมลด็ ไม้ และ (ฉ) ลูกบอลท่ีปั้นเสรจ็ 44
ภาพท่ี 13 แผนท่แี สดงรายละเอียดของแปลงปลูกฟ้ืนฟจู ำ� นวน 3 แปลง ในเขตปา่ สงวนแหง่ ชาติทา่ ชา้ งข้าม
(ขอบเขตสแี ดง 3 จดุ ) ภายใต้โครงการเสรมิ ศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพ่อื เพิ่ม 46
ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนรุ ักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งย่งั ยืน 73
ภาพที่ 14 การใชเ้ รอื ไปตามล�ำคลองเพ่ือเขา้ แปลงปลกู ฟ้ืนฟู 79
ภาพท่ี 15 การเตรยี มพน้ื ทีป่ ลูกโดยการยกโคกในพน้ื ทที่ ่ีมีนำ้� ท่วมขงั 83
ภาพท่ี 16 พืน้ ทกี่ ารฟนื้ ฟูด้วยการปรับโครงสร้างป่า 86
ภาพท่ี 17 การปลกู ซอ่ มกล้าไม้ทตี่ าย
ภาพที่ 18 วัชพชื ส�ำคญั ในปา่ พรุควนเครง็ ไดแ้ ก่ (ก) กระจูด (ข) หญ้าคมบาง และ (ค) ลำ� เท็ง
ภาพท่ี 19 ล�ำคลองท่สี ามารถเป็นแนวกนั ไฟได้
ภาพท่ี 20 การตดิ ตามการเติบโตและการรอดตายของกลา้ ไมใ้ นแปลงปลูกฟื้นฟพู รุควนเครง็ ได้แก่
(ก) แปลงปลกู ฟนื้ ฟูบรเิ วณปา่ สงวนแหง่ ชาตทิ า่ ช้างข้าม (ข) แปลงปลกู ฟ้นื ฟบู ริเวณเขตห้ามลา่ สตั วป์ ่า
บอ่ ล้อ (ค) แปลงปลูกฟน้ื ฟใู นพนื้ ทีเ่ ขตห้ามล่าสัตวป์ ่าทะเลน้อยบริเวณบา้ นไสขนนุ ม. 11 ต.เครง็
และ (ง) แปลงปลูกฟนื้ ฟูบริเวณปา่ ชมุ ชนบ้านควนเงนิ ม. 2 ต.บา้ นตลู
ภาพที่ 21 การติดตามการเติบโตและการรอดตายของกล้าไม้ทีป่ ลูกในพ้นื ท่ีท�ำกนิ หนา้ บา้ น หลังครวั ริมรว้ั ขอบแดน
เชน่ (ก-ข) การปลูกเสรมิ ในสวนยางพาราและขอบแดนสวนยางพารา (ค-ง) การปลูกในพื้นทอ่ี ยอู่ าศัย
ภาพที่ 22 แผนภูมิการพจิ ารณาการขออนญุ าต
ภาพท่ี 23 ข้นั ตอนการประเมินมูลค่าต้นไม้ การจดจำ� นอง และการบนั ทกึ ขอ้ มูลในระบบหลกั ประกัน ของธนาคาร
ภาพท่ี 24 ตัวอย่างการบนั ทึกสร้างขอ้ มลู หลกั ประกัน
ภาพท่ี 25 ขน้ั ตอนการตดิ ตามหลงั การจดจำ� นอง

สารบญั ตาราง 10
43
ตารางท่ี 1 พนื้ ทปี่ ่าพรุในกลุ่มประเทศภมู ิภาคเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ 45
ตารางท่ี 2 ตวั อยา่ งตารางบนั ทึกขอ้ มูลการเติบโตและอัตราการรอดตายของกล้าไมท้ ี่ปลูกฟืน้ ฟู
ตารางท่ี 3 ตัวอยา่ งตารางการบันทกึ ข้อมูลการเตบิ โตและอตั ราการรอดตายของกล้าไม้ทีป่ ลูกในพื้นทีท่ ำ� กิน
หน้าบา้ น หลงั ครวั รมิ รว้ั ขอบแดน

บทที่ 1
บทนำ�

|7

การเปล่ยี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ

ความหมาย

1.1 ป่าพรแุ ละความส�ำคัญของปา่ พรุ

ปา่ พรุ (peatswamp forest) เปน็ ปา่ ช่มุ น้�ำ (wetland forest) ประเภทหนงึ่ ทม่ี ีตน้ ไมข้ น้ึ อยบู่ นชนั้ ของซากพชื (peat) ท่ีมนี ำ้� ขงั เกอื บทง้ั ปี
เป็นป่าทไ่ี ม่ผลัดใบมลี ักษณะพเิ ศษเฉพาะตวั ซ่ึงเกิดจากปจั จยั สำ� คัญดา้ นอิทธพิ ลของสภาพพ้นื ดนิ ทีม่ ีน�ำ้ จืดขังตดิ ตอ่ กนั ยาวนาน จากการ
สำ� รวจปา่ พรใุ นประเทศไทยมรี ายงานสำ� รวจพบพรรณไมข้ นึ้ กระจายหลากหลายชนดิ โดยมจี ำ� นวนมากกวา่ 470 ชนดิ ประดว้ ยพรรณไมด้ อก
109 วงศ์ 437 ชนิด, เฟิร์น 15 วงศ์ 33 ชนิด ซง่ึ เม่อื เปรยี บเทยี บกบั ปา่ ชายเลนพบพรรณไมเ้ พียง 35 วงศ์ 74 ชนดิ จึงนับวา่ ป่าพรเุ ปน็
ป่าทม่ี ีสงั คมพืชสลับซบั ซ้อนมาก ป่าพรุยังเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชวี ภาพที่ส�ำคญั รวมทัง้ เปน็ แหล่งอาศัยของชนิดพันธ์ุสัตว์ท่ี
ถกู คุกคามในระดบั โลกหลายชนดิ ตวั อย่าง เช่น พืน้ ทพ่ี รคุ วนเครง็ โดยมกี ารพบชนดิ พืชท้ังสนิ้ 260 ชนิด นก 89 ชนดิ สตั ว์เล้ียงลูกด้วยนม
14 ชนิด และปลาน้�ำจดื ท่ีสำ� คัญหลายชนดิ ชนดิ พนั ธุ์ท่ีสำ� คัญตอ่ การอนรุ กั ษ์ในระดบั โลกยงั รวมถึงเสือปลา (Prionailurus viverrinus)
และนากใหญข่ นเรยี บ (Lutrogale perspicillata) นอกจากนป้ี า่ พรยุ งั เปน็ แหลง่ เพาะพนั ธแ์ุ ละทอ่ี ยอู่ าศยั ของสตั วป์ า่ นานาชนดิ ตลอดจน
อ�ำนวยประโยชนต์ ่อมนุษย์ เชน่ การเกบ็ หาของป่า ท�ำการประมง การเปน็ แหลง่ ไมพ้ ลังงานหรือไม้ใชส้ อย เปน็ ตน้
ป่าพรุเป็นแหล่งข้อมูลด้านการวิวัฒนาการของสังคมพืช การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาและการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศของ
ท้องถ่ินคร้ังอดีตกาล ข้อมูลเหล่าน้ี ได้จากการวิเคราะห์ซากเรณูดอกไม้ที่ถูกเก็บรักษาคงสภาพไว้อย่างดีปะปนอยู่ในชั้นดินตะกอนและ
ช้ันอินทรียวัตถุของพืชและจ�ำนวนเรณูของพืชและจ�ำนวนของเรณูแต่ละชนิดในช้ันต่างๆ ตามวิธีการวิเคราะห์ซากเรณูท่ีบ่งบอกอย่าง
ชัดแจง้ ถงึ วิวัฒนาการของพ้ืนท่ี โดยเรมิ่ จากพรุต้ังแตแ่ รกจนกลายมาเป็นสงั คมพืชปา่ พรใุ นปจั จบุ ันได้
ปจั จบุ ัน ปา่ พรุมีบทบาทส�ำคญั อยา่ งมากในการเปน็ แหล่งดูดซับคารบ์ อน (carbon sink) และเก็บกกั คาร์บอน (carbon storage) โดยมี
การประมาณการวา่ มปี า่ พรอุ ยทู่ วั่ โลกประมาณ 380,000 ตร.กม. ซง่ึ คดิ เปน็ พนื้ ทเ่ี พยี งประมาณ 0.25% ของพนื้ ผวิ โลกแตส่ ามารถเกบ็ กกั
คารบ์ อนไว้ประมาณ 50,000-70,000 ล้านตัน หรอื ประมาณ 3% ของคาร์บอนทีเ่ กบ็ กกั อยูใ่ นดินของโลก ซึง่ ป่าพรุเขตรอ้ นดังเชน่ ทพ่ี บ
ในประเทศไทยสามารถดูดซับคาร์บอนได้เร็วกว่าป่าพรุเขตอบอุ่นถึง 4.5 เท่า และสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าป่าเขตร้อน
ประเภทอื่น ๆ ท่ีไม่ได้มีลักษณะเป็นพรุ พรุที่มีความลึก 10 เมตร ในเขตร้อนสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ราว 5,800 tC/ha ในขณะที่
ป่าเขตร้อนที่ข้ึนบนดินประเภทอ่ืนๆ กักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 300-800 tC/ha ซึ่งการท�ำลายป่าพรุโดยเฉพาะการเปล่ียนแปลง
การใช้ท่ดี นิ และไฟป่าจะมีผลอย่างมากต่อการปลดปล่อยคารบ์ อนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ
จากข้อมูลในปี พ.ศ. 2542 พบว่า ประเทศไทยคงเหลือป่าพรุที่มีสภาพสมบูรณ์ประมาณ 56,450 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ท่ีป่าพรุโต๊ะแดง
จงั หวดั นราธวิ าส และสถานการณป์ จั จบุ นั พบวา่ ยงั มกี ารบกุ รกุ พนื้ ทปี่ า่ พรเุ พอื่ ใชท้ ำ� การกสกิ รรม มกี ารตดั ไมอ้ อกจากปา่ เพอื่ การแปรรปู
และเผาถ่านจนเกินก�ำลังผลิตของป่า และท่ีส�ำคัญ คือ การเกิดปัญหาไฟป่าเผาท�ำลายป่าพรุในฤดูแล้งและการระบายน้�ำออกจากพื้นท่ี
ท�ำให้ช้ันดินอินทรีย์แห้ง ซึ่งส่วนใหญ่ป่าพรุเป็นป่าที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลง เม่ือเกิดเหตุดังกล่าวจะท�ำให้ป่าพรุเปล่ียนแปลงไป
ในลักษณะที่เสื่อมโทรมได้ง่าย ซ่ึงอาจท�ำให้ต้นไม้ในพ้ืนท่ีตายหมด และหากปล่อยทิ้งพื้นท่ีไว้จะมีสังคมพืชพวกหญ้าคมบาง (Scleria
sumatrensis) สงั คมพชื ไมม้ ะฮงั (Macaranga spp.) และสงั คมพชื ไมเ้ สมด็ ขาว (Melalueca cajuputi) ขน้ึ ทดแทน และเมอ่ื ปลอ่ ยพนื้ ที่
เหล่านี้ไว้ต่อไป บางส่วนอาจเกิดการทดแทนได้เองตามธรรมชาติกลับคืนสู่สภาพป่าดั้งเดิมได้อีกคร้ัง แต่การทดแทนจะเป็นไปอย่างช้าๆ
และยากท่ีจะกลับมาเป็นป่าสมบูรณ์ได้ทั้งหมดและเกิดเฉพาะบางจุดของพ้ืนท่ีเท่าน้ัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากพื้นท่ีนั้นถูกไม้เสม็ดขาว
ทดแทนและครอบคลมุ พนื้ ทจ่ี นทำ� ใหไ้ มช้ นดิ อน่ื ไมส่ ามารถขน้ึ แทรกได้ ทสี่ ำ� คญั คอื ไมด้ งั้ เดมิ ไมส่ ามารถเกดิ การทดแทนได้ ผลตามมากจ็ ะ
ทำ� ใหพ้ นื้ ทนี่ นั้ ไมส่ ามารถฟน้ื ตวั กลบั สปู่ า่ ดง้ั เดมิ ได้ ดงั ทปี่ รากฏในพน้ื ทป่ี า่ พรคุ วนเครง็ ในปจั จบุ นั ทพ่ี บสงั คมไมเ้ สมด็ ขาวขนึ้ อยทู่ ว่ั ไปโดยไมม่ ี
พันธไุ์ ม้ชนดิ อ่ืนขึน้

8|

การปลูกพรรณไม้เสริมในพ้ืนท่ีพรุเส่ือมโทรม เป็นหนทางหนึ่งท่ีสามารถท�ำให้ป่าพรุเส่ือมโทรมสามารถฟื้นตัวกลับสู่ป่าพรุสมบูรณ์ได้เร็ว
อยา่ งไรกต็ ามการปลกู และการฟน้ื ฟปู า่ พรเุ สอ่ื มโทรมนนั้ มคี วามจำ� เปน็ ทต่ี อ้ งใชเ้ ทคนคิ และวธิ กี ารปฏบิ ตั ทิ แ่ี ตกตา่ งไปจากการฟน้ื ฟสู ภาพปา่
ประเภทอ่ืน ดงั น้นั การทจ่ี ะสามารถด�ำเนินกิจกรรมน้ใี ห้ประสบผลสำ� เร็จอยา่ งมีประสิทธภิ าพได้น้นั ผู้ปลูกป่าและผู้เกีย่ วขอ้ งกบั งานการ
ปลกู และฟื้นฟปู า่ พรุ จะต้องมคี วามเข้าใจถงึ นเิ วศวทิ ยาของป่าพรรุ วมทง้ั เทคนิคและวธิ กี ารปฏบิ ตั ใิ นการปลกู ฟื้นฟูป่าพรุ

1.2 ปัจจยั ก�ำหนดการเกดิ ป่าพรุ

ปา่ พรุ (peat swamp forest) เปน็ ปา่ ชมุ่ นำ�้ ประเภทหนง่ึ ทมี่ ตี น้ ไมข้ น้ึ อยบู่ นชน้ั ของซากพชื หรอื ทเ่ี รยี กกนั วา่ พที ในพนื้ ทมี่ นี ำ�้ ขงั เกอื บทงั้ ปี
มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวไม่ผลัดใบ เกิดจากอิทธิพลของสภาพดินท่ีมีน้�ำจืดขังติดต่อกันยาวนานเป็นปัจจัยส�ำคัญ ซ่ึงสังคมป่าท่ีมีน�้ำท่วม
หรอื ขงั ควรเรียกวา่ ป่าบึง (swamp forest) และสามารถแยกย่อยออกเปน็ 3 รูปแบบ คือ ป่าชายเลน (mangrove forest) ป่าบึงนำ้� จดื
(fresh water swamp forest) และ ปา่ พรดุ นิ พที (peat swamp forest)
ป่าพรุจ�ำแนกโดยลักษณะภูมิประเทศ สภาพดินและพันธุ์ไม้ในสังคมพืชเป็นหลัก เป็นป่าท่ีไม่ผลัดใบอยู่ในท่ีลุ่มที่มีน้�ำจืดขังอยู่ตลอดเป็น
เวลานาน อาจมกี ารแหง้ แลง้ ในบางครงั้ แตด่ นิ ยงั คงชนื้ และเปน็ กรดจดั มคี า่ pH ประมาณ 4-6 เนอื่ งจากมซี ากของใบไมแ้ ละเศษพชื ทบั ถม
กนั หนาตง้ั แต่ 0.5-5เมตร โดยไมส่ ลายตัวหรอื สลายตัวน้อยเรยี กวา่ ดนิ พที (peat) ซ่ึงจะทับถมกันขน้ึ เรอ่ื ย ๆ เป็นชนั้ หนาตามระยะเวลา
ดงั นน้ั ชนดิ ไมท้ ข่ี นึ้ ในพนื้ ทปี่ า่ พรจุ งึ จำ� เปน็ ทจี่ ะตอ้ งปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั สภาพดนิ ทข่ี นึ้ เนอ่ื งจากตน้ ไมส้ ว่ นใหญข่ นึ้ อยบู่ นชน้ั ดนิ พรทุ ม่ี คี วามแนน่
น้อยกว่าดนิ จรงิ มนี ำ�้ ขงั และมคี วามเป็นกรดสงู ตน้ ไม้ส่วนใหญจ่ งึ ปรับตวั ใหม้ รี ะบบรากพิเศษหรอื รากเสริม ได้แก่ รากแก้วส้ันมีรากแขนง
แผก่ วา้ งรากค�ำ้ ยนั (buttress root หรือ stilt root) ออกตามโคนต้น รากสว่ นบนจะโผล่เหนือข้นึ ดินอนิ ทรยี ท์ ่มี ีนำ้� ขงั ชว่ ยระบายอากาศ
ปลายรากหยั่งลงไปในดินช่วยในการพยุงล�ำต้น พบในไม้ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ เช่น ตังหน (Calophyllum teysmannii), ยากา
(Blumeodendron kurzii) เปน็ ตน้ รากหายใจ (pneumatophore) แตกตง้ั ฉากกบั รากแขนงในชน้ั ดนิ อนิ ทรยี ส์ ง่ ปลายรากขน้ึ เหนอื ชนั้ ดนิ
ชว่ ยในการหายใจ เชน่ หลมุ พี (Eleiodoxa conferta) และ ช้างไห้ (Neesia malayana) เปน็ ต้น

1.3 การกระจายของปา่ พรุ

1.3.1 การกระจายของปา่ พรุในโลกและอาเซยี น
ระบบนิเวศป่าพรุพบทั้งในบริเวณเขตอบอุ่นและในเขตร้อน ซึ่งป่าพรุส่วนใหญ่พบอยู่ในเขตอบอุ่น ส�ำหรับป่าพรุในเขตร้อน (tropical
peat forest) ของโลกส่วนใหญ่พบอยใู่ นภมู ภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ ประมาณ 70% และส่วนทเ่ี หลือพบในบรเิ วณทวปี แอฟรกิ าและ
อเมรกิ าใต้ ส�ำหรบั ป่าพรทุ พ่ี บในภูมิภาคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้พบวา่ ส่วนใหญ่พบอยู่ในประเทศอินโดนเี ซีย ประมาณ 21 ลา้ นเฮกแตร์
และมาเลเซียประมาณ 2.6 ลา้ นเฮกแตร์ (ภาพท่ี 1 และตารางที่ 1)
ปา่ พรเุ ขตรอ้ น เปน็ ปา่ ทพี่ บบรเิ วณหบุ เขาทม่ี สี ภาพดนิ เลวและชนื้ แฉะเกอื บตลอดเวลา แมว้ า่ จะมลี กั ษณะคลา้ ยคลงึ กบั ปา่ ประเภททจี่ มอยู่
ใตน้ ำ้� บางฤดกู าล (seasonally flooded) หรอื อาจจะนานครง้ั ละหลายเดอื นและราวปลี ะครงั้ เปน็ อยา่ งนอ้ ย ตน้ ไมส้ งู จะมรี ะดบั ไมเ่ ทา่ กนั
และอาจหกั โคน่ งา่ ย สว่ นไมข้ นาดกลางและขนาดเล็กมกั จะมไี มม่ ากนกั ซ่ึงเปน็ ชนดิ ท่งี อกง่าย เชน่ ไมจ้ �ำพวกปาลม์ โดยต้นไมส้ ่วนมาก
จะมรี ากชนดิ รากค้ำ� ยัน (stilt roots) และรากแบบพูพอน (buttress roots)

|9

ภาพท่ี 1 การกระจายของระบบนิเวศปา่ พรบุ ริเวณภูมภิ าคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทมี่ า: Sustainable Management of Peatland Forests in Southeast Asia (2016)

ตารางที่ 1 พ้ืนทป่ี า่ พรใุ นกล่มุ ประเทศภมู ิภาคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ พ้ืนทป่ี ่าพรุ (ha)

ประเทศ 122,800
เมยี นมาร์ 19,100
4,580
ลาว 63,800
กัมพูชา 2,588,900
ไทย 20,695,000
มาเลเซีย 64,500
อนิ โดนีเซยี 53,300
ฟิลิปปนิ ส์
เวยี ดนาม 50
สิงคโปร์ 90,500
บรูไน
ทม่ี า: http://www.aseanpeat.net/

10 |

1.3.2 การกระจายของปา่ พรใุ นประเทศไทย
ป่าพรุในประเทศไทยสามารถพบได้ในแถบจังหวัดภาคใต้และภาคตะวันออกที่มีฝนตกชุกเกือบตลอดปีอุณหภูมิเฉล่ียค่อนข้างสูง ผลการ
สำ� รวจของกรมพัฒนาที่ดนิ ในปี 2525 พบวา่ พื้นท่ีป่าพรุท่ีใหญ่ทสี่ ดุ นนั้ อยู่ท่จี งั หวัดนราธิวาส มเี นื้อทเ่ี ทา่ กับ 283,350 ไร่ รองลงมา ไดแ้ ก่
นครศรีธรรมราช ชุมพร สงขลา พัทลุง ปัตตานี และตราด ซึง่ มีเนือ้ ที่เทา่ กบั 76,875, 16,900, 5,545, 2,786, 1,127 และ 11,980 ไร่
ตามล�ำดับ อีกท้งั พบการกระจายตวั เลก็ น้อยในจงั หวดั สรุ าษฎร์ธานี ตรงั กระบ่ี สตูล ระยอง และจันทบุรี
ประเทศไทยมีป่าพรุท่ีสมบูรณ์พบอยู่ในบริเวณป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส และยังพบป่าเสม็ดซึ่งเป็นลักษณะของสังคมป่าพรุที่ถูก
ทำ� ลายแลว้ มกี ารทดแทนของสังคมพืชไมเ้ สม็ดขน้ึ อยูอ่ ยา่ งหนาแนน่ ในบรเิ วณจังหวัดนครศรธี รรมราช พทั ลุง และสงขลา
การกระจายของป่าพรใุ นประเทศไทยสามารถจำ� แนกลักษณะป่าพรไุ ดเ้ ปน็ 2 ประเภท ดงั นี้

1) ปา่ พรดุ ง้ั เดมิ ไดแ้ ก่ ปา่ พรโุ ตะ๊ แดง จงั หวดั นราธวิ าส มเี นอื้ ที่ 52,518.75 ไร่ ปา่ พรบุ าเจาะ จงั หวดั นราธวิ าส มเี นอื้ ที่ 3,593.76 ไร่
ปา่ พรุบ้านดา่ น (สวนพฤกษศาสตรภ์ าคใต้) จงั หวดั ตรงั มีเน้อื ท่ี 37.5 ไร่ และป่าพรบุ ้านคนั ธลุ ี จังหวัดสรุ าษฎรธ์ านี มีเนอ้ื ท่ี
296.88 ไร่ รวมเนือ้ ทีป่ า่ พรดุ ั้งเดิม 56,446.89 ไร่

2) ป่าพรเุ ปลย่ี นสภาพหรอื ปา่ เสม็ด ส�ำรวจพบในท้องทจี่ ังหวดั นราธวิ าส นครศรีธรรมราช ชุมพร สรุ าษฎร์ธานี สงขลา ปตั ตานี
ยะลา ตรัง พัทลงุ ภูเก็ต ตราด และระยอง รวมมีเนอ้ื ที่ 347,019.47 ไร่



1.4 เหตุผลและความจำ� เป็นในการฟืน้ ฟรู ะบบนิเวศพรุควนเครง็ ดว้ ยการมีสว่ นรว่ ม

ปา่ พรเุ ปน็ ปา่ ทมี่ คี ณุ สมบตั เิ ฉพาะตวั ไมเ่ หมอื นกบั ปา่ ทว่ั ไป เนอ่ื งจากเปน็ ปา่ ทม่ี ตี น้ ไมข้ นึ้ อยบู่ นสภาพพนื้ ทที่ ม่ี นี ำ้� ทว่ มขงั เกอื บทง้ั ปี จงึ ทำ� ใหม้ ี
ความไวตอ่ การเปลยี่ นแปลง โดยเฉพาะการเปลยี่ นแปลงทเี่ ปน็ ไปในลกั ษณะทเ่ี สอ่ื มโทรมไปไดง้ า่ ย ซง่ึ สาเหตสุ ำ� คญั ทท่ี ำ� ใหป้ า่ พรทุ สี่ มบรู ณ์
เปลย่ี นแปลงไปเกดิ มาจากการระบายนำ้� ออกจากพนื้ ทปี่ า่ การเปลย่ี นแปลงการใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ การบกุ รกุ พน้ื ทป่ี า่ เพอื่ การเกษตร ทำ� ให้
เกดิ ไฟปา่ ทส่ี ง่ ผลกระทบอยา่ งรนุ แรงตอ่ ปา่ พรทุ ำ� ใหค้ วามหลากหลายทางชวี ภาพปา่ พรลุ ดลง ตน้ ไมต้ ายจำ� นวนมากโดยเฉพาะพนั ธไ์ุ มพ้ น้ื ถน่ิ
เดิมของป่าพรุ ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้จะมีสังคมพืชพวกหญ้าคมบาง สังคมพืชไม้มะฮัง และสังคมพืชไม้เสม็ดขาวเข้าปกคุลมพื้นท่ีท�ำให้ใน
อนาคตเป็นไปได้ยากท่ีพนั ธุพ์ ้นื ท่จี ะข้ึนทดแทนได้ จนเปน็ สาเหตุให้พนื้ ทีน่ ั้นไมส่ ามารถฟ้นื ตัวกลบั สปู่ า่ ดงั้ เดมิ ได้
ส�ำหรบั ปา่ พรคุ วนเคร็ง จังหวดั นครศรธี รรมราช เปน็ ปา่ พรุผนื ใหญ่ประกอบด้วยป่าสงวนแห่งชาตจิ �ำนวน 4 ป่า คอื 1) ปา่ สงวนแหง่ ชาติ
ปา่ คลองค็อง 2) ปา่ สงวนแห่งชาตปิ า่ บา้ นในลมุ่ ปา่ บา้ นกมุ แป และปา่ พรุควนเครง็ 3) ป่าสงวนแหง่ ชาตปิ ่าท่าช้างข้าม และ 4) ป่าสงวน
แห่งชาติป่าดอนทรายและป่ากลอง (ภาพท่ี 2) และเม่ือผนวกรวมเนื้อท่ีของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย
เข้าไปด้วยเป็นภมู ทิ ศั น์พรุควนเครง็ จงึ มีพ้ืนทร่ี วมของภูมิทศั น์พรคุ วนเครง็ ทง้ั สิ้น 581,907.95 ไร่ (93,109.27 เฮกตาร)์ ครอบคลุมพ้นื ที่
5 อำ� เภอของจงั หวัดนครศรธี รรมราช คอื อ�ำเภอหวั ไทร, อำ� เภอเชยี รใหญ,่ อ�ำเภอชะอวด, อ�ำเภอเฉลมิ พระเกยี รติ และอ�ำเภอร่อนพบิ ลู ย์
บางสว่ นของอำ� เภอระโนด จงั หวัดสงขลา และบางสว่ นของอำ� เภอควนขนนุ จงั หวดั พัทลงุ ในพ้ืนที่แหง่ นมี้ ีราษฎรอาศยั อยู่ทั่วพืน้ ทโี่ ดยมี
อาชีพการเกษตร คือการปลูกปาล์มน�้ำมันและยางพารา เป็นหลัก ซึ่งพ้ืนท่ีการเกษตรเหล่าน้ีมีท้ังพื้นท่ีมีเอกสารสิทธิถูกต้องและไม่มี
เอกสารสิทธิ ในอดีตพื้นท่ปี ่าพรุแห่งนเ้ี คยเป็นป่าพรุท่ีอุดมสมบรู ณม์ พี รรณไม้ขนาดใหญ่ เช่น ตะเคยี นทอง ยาง หลุมพอ ข้ึนอยูห่ นาแนน่
แตภ่ ายหลงั ถกู ลมพายแุ ฮเรยี ตพดั กระหนำ่� อยา่ งหนกั ในปี พ.ศ. 2505 ทแี่ หลมตะลมุ พกุ ทำ� ใหต้ น้ ไมใ้ หญโ่ คนลม้ เกอื บหมด เมอื่ ไมล้ ม้ เหลา่ น้ี
แห้งท�ำให้เกดิ ไฟไหมป้ ่าขนาดใหญ่ และรนุ แรงทำ� ให้ไม้ใหญห่ มดไปจากพ้นื ท่ี หลังจากน้ันมไี ฟไหม้ปา่ เป็นประจำ� ทุกปี จึงกลายสภาพเป็น
ป่าพรุที่เสื่อมสภาพเหลือเพียงแต่ไม้เสม็ดซ่ึงค่อนข้างทนไฟได้ขึ้นปกคลุมพื้นท่ีอยู่โดยท่ัวไป จนท�ำให้สภาพทางนิเวศวิทยาของป่าแห่งน้ี
เปลยี่ นแปลงไปอยา่ งมาก กระบวนการทดแทนของสังคมพืชไม่สามารถด�ำเนนิ ไปไดเ้ นื่องจากปจั จยั ดา้ นไฟปา่ ทร่ี บกวนพ้นื อย่เู ปน็ ประจำ�
โดยทอี่ ทิ ธพิ ลของไฟทเี่ กดิ ขนึ้ อยา่ งตอ่ เนอ่ื งไดข้ ดั ขวางกระบวนการทดแทนตามธรรมชาตขิ องปา่ พรทุ ค่ี วรจะมกี ารพฒั นากลบั ไปสสู่ งั คมปา่
พรุด้ังเดิม ท�ำให้พ้ืนท่ีป่าพรุควนเคร็งปรากฏอยู่เฉพาะไม้เสม็ดขาวเท่าน้ันท่ีข้ึนเป็นหมู่ไม้ชนิดเดียวล้วน (pure stand) ขึ้นอยู่ในพ้ืนท่ี
มาอยา่ งตอ่ เนอ่ื งกวา่ 30 ปี และพนื้ ทป่ี า่ เหลา่ นเ้ี มอ่ื ถกู ไฟไหมก้ ย็ งิ่ เปน็ การกระตนุ้ ใหไ้ มเ้ สมด็ ยงั คงครอบครองพน้ื ทไี่ ดต้ อ่ ไปเนอื่ งจากผลของ

| 11

การเปล่ียนแปลงสภาพปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่นสภาพของดินที่มีความเป็นกรดสูงข้ึน ความร้อนที่ไฟเผาท�ำลายกล้าไม้ เมล็ดไม้ชนิดต่างๆ
อยา่ งตอ่ เนอื่ ง การโปรยเมลด็ ของไมเ้ สมด็ หลงั ไฟไหม้ จงึ ทำ� ใหห้ มไู่ มเ้ สมด็ ยดึ ครองพน้ื ที่ ในขณะทพี่ นั ธไ์ุ มด้ งั้ เดมิ ไมส่ ามารถเจรญิ ทดแทนได้
สังคมพืชบริเวณน้ีจึงเปล่ียนสภาพเป็น “ป่าเสม็ด” ไม่ใช่ป่าพรุดั้งเดิม การด�ำเนินการตัดสาง/จัดการหมู่ไม้เสม็ดเพื่อเปิดช่องทางให้กับ
การฟน้ื ฟรู ะบบนเิ วศในบรเิ วณนีจ้ งึ เป็นส่งิ ทีน่ ่าจะตอ้ งด�ำเนนิ การ มเิ ชน่ นั้น พ้นื ทีใ่ นบรเิ วณดงั กล่าวน้ีกจ็ ะไม่สามารถฟนื้ คืนสภาพดังเดิมได้
ภาพที่ 2 แผนทแี่ สดงขอบเขตปา่ สงวนและปา่ อนรุ กั ษใ์ นพนื้ ทโ่ี ครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศ ปา่ พรุ เพอ่ื เพมิ่ ความสามารถ
ในการกักเก็บคารบ์ อนและอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยนื

ที่มา: โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพ่ือเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลาย
ทางชวี ภาพอยา่ งยง่ั ยนื พ.ศ. 2563

12 |

ภายหลงั เหตกุ ารณไ์ ฟไหมป้ า่ พรคุ วนเครง็ ทเี่ กดิ ขน้ึ อยา่ งตอ่ เนอื่ งมาจนถงึ ปี พ.ศ. 2562 ทม่ี พี นื้ ทป่ี า่ พรทุ ถ่ี กู ไฟไหมไ้ ปจำ� นวนมาก หากปลอ่ ย
ไว้โดยไม่ดำ� เนินการใด ๆ พื้นทเี่ หล่านก้ี ็จะมีไม้เสมด็ ขึ้นกลับมาครอบครองพ้นื ทไ่ี ด้ดงั เดิม บางพนื้ ท่มี ไี มข้ ้ึนหนาแน่น บางพ้ืนท่ีเส่อื มโทรม
(ภาพที่ 3) นอกจากนใี้ นพ้ืนท่ปี ่าท่ไี มถ่ ูกไฟไหม้กย็ ังคงมเี พยี งไมเ้ สมด็ เท่านั้นทข่ี ้ึนยึดครองพื้นท่ี การเพิม่ ความหลากชนิดของพนั ธุไ์ มโ้ ดย
ใชร้ ูปแบบการปลูกเสริมด้วยวธิ ีการต่างๆ จึงเปน็ ส่ิงท่นี า่ จะไดด้ �ำเนนิ การ โดยภายหลังเหตกุ ารณ์ไฟไหม้ปา่ พรคุ วนเครง็ ปี พ.ศ. 2555 นั้น
ท�ำให้ต้นเสม็ดตายไปประมาณร้อยละ 18 โดยต้นไม้จะทยอยตายลง ในขณะที่ไม้หนุ่มมีอัตราการตายสูงถึงร้อยละ 70 ดังนั้นการฟื้นฟู
ระบบนเิ วศปา่ พรทุ ง้ั ในพนื้ ทที่ ไี่ ฟไมไ่ หม้ (โดยการตดั สาง จดั การเปดิ ชอ่ งวา่ งเรอื นยอด) และในพนื้ ทที่ ถี่ กู ไฟไหมท้ ำ� ลายไปจะชว่ ยสง่ เสรมิ ให้
ปา่ พรคุ วนเครง็ ฟน้ื ฟกู ลบั มาโดยทอี่ ยา่ งนอ้ ยกจ็ ะมคี วามหลากชนดิ พนั ธไ์ุ มท้ มี่ ากขนึ้ โดยการปลกู เสรมิ และการจดั การทางดา้ นวนวฒั นวทิ ยา
ซึ่งจะช่วยให้ป่าเสม็ดท่ีมีในพื้นที่มายาวนานกว่า 30-40 ปี มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่การกลับเป็นป่าพรุที่สมบูรณ์เหมือนดังเช่นในอดีตได้
ทั้งน้ีรูปแบบและวิธีการจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสภาพพื้นที่ข้ึนอยู่กับความหนาแน่นของต้นเสม็ดรวมทั้งโอกาสการท่วมขังของ
นำ้� ในแตล่ ะพ้ืนท่ี (ภาพที่ 4)
นอกจากการปลกู เสรมิ และปรบั โครงสรา้ งปา่ พรุ ดงั กลา่ วแลว้ พนื้ ทใ่ี นภมู ทิ ศั นค์ วนเครง็ ยงั ประกอบดว้ ยทที่ ำ� กนิ สวนยางพารา สวนปาลม์
น้�ำมัน ซึ่งมีศักยภาพสูงส�ำหรับการปลูกไม้เพ่ือการใช้สอยหรือการค้าในอนาคตจากมาตรการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจของประเทศ
โดยการปลกู แทรกในสวนยาง สวนปาล์มน�ำ้ มัน และการปลูกหน้าบา้ น หลงั ครัว ริมร้วั ขอบแดนจะช่วยให้ชมุ ชนในพ้นื ทไ่ี ดร้ ับประโยชน์
จากการฟื้นฟูระบบนิเวศพรคุ วนเคร็งทช่ี ัดเจนขึ้น
อยา่ งไรกต็ าม ไมว่ า่ จะเปน็ การฟน้ื ฟรู ะบบนเิ วศดว้ ยการปลกู ปา่ พรหุ รอื การสง่ เสรมิ ปลกู ไมเ้ ศรษฐกจิ บรเิ วณภมู ทิ ศั นพ์ รคุ วนเครง็ จำ� เปน็ ตอ้ ง
ไดร้ บั ความรว่ มมอื และแรงสนบั สนนุ จากชมุ ชนในพนื้ ทอ่ี ยา่ งเขม้ แขง็ จรงิ จงั เพราะภมู ทิ ศั นพ์ รคุ วนเครง็ ไมไ่ ดม้ เี พยี งปา่ พรเุ ทา่ นนั้ แตป่ ระกอบ
ดว้ ยชมุ ชนทอี่ าศยั ทำ� มาหากนิ อยใู่ นพน้ื ทแ่ี ละโดยรอบพรุ (ภาพที่ 5) ซง่ึ ชมุ ชนยอ่ มมคี วามรู้ ความเขา้ ใจ และมคี วามผกู พนั กบั พรคุ วนเครง็
การเปลีย่ นแปลง การพฒั นา ปรบั ปรงุ ตา่ งๆ รวมถึงการฟืน้ ฟูภูมิทัศนพ์ รุควนเคร็งหากไมไ่ ดร้ บั ความรว่ มมือจากชมุ ชนก็ยากท่จี ะประสบ
ความส�ำเร็จได้อย่างแนน่ อน

| 13

ภาพท่ี 3 แผนทแี่ สดงขอบเขตปา่ พรสุ มบรู ณ์ ปา่ พรเุ สอื่ มโทรม ทงุ่ หญา้ และบงึ ในพน้ื ทล่ี มุ่ บรเิ วณพนื้ ทโี่ ครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การ
ระบบนิเวศปา่ พรุ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคารบ์ อนและอนรุ ักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอย่างยัง่ ยืน

ที่มา: โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพ่ือเพ่ิมความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน และอนุรักษ์ความหลากหลาย
ทางชวี ภาพอยา่ งยัง่ ยนื พ.ศ. 2563

14 |

ภาพที่ 4 แผนทแ่ี สดงระดบั ความสงู -ตำ่� ของพน้ื ทใ่ี นขอบเขตของพนื้ ทโ่ี ครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอื่ เพมิ่ ความ
สามารถในการกักเก็บคารบ์ อนและอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยนื พศ. 2563

ที่มา: โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลาย
ทางชวี ภาพอย่างยัง่ ยนื พ.ศ. 2563

| 15

ภาพท่ี 5 แผนทแี่ สดงจดุ ทตี่ งั้ ของหมบู่ า้ นในขอบเขตของพนื้ ทโี่ ครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพมิ่ ความสามารถ
ในการกกั เก็บคารบ์ อนและอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยั่งยนื พศ. 2563

ที่มา: โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลาย
ทางชวี ภาพอยา่ งยั่งยนื พ.ศ. 2563

16 |

บทท่ี 2
สภาพแวดลอ้ มทัว่ ไปในปา่ พรคุ วนเครง็

| 17

หลกั การส�ำรวจปา่ ไม้

ความสำ� คัญของการสำ� รวจป่าไม้

2.1 สังคมพืชในป่าพรุ

สังคมพืชในป่าพรุโดยท่ัวไป มีลักษณะพิเศษของพรรณไม้โดยเฉพาะในส่วนของระบบรากแตกต่างไปจากสังคมพืชอ่ืน โดยมีการพัฒนา
ระบบรากให้ตัวเองสามารถอยู่รอดได้ในพ้ืนท่ีดินพรุ ซึ่งเป็นพื้นที่ท่ีมีการทับถมของซากพืชท่ีรวมตัวกันอยู่อย่างหลวมๆ และมีน้�ำท่วมขัง
โดยพืชพัฒนาให้มีรากพิเศษ เช่น มีพูพอน (buttress) ที่ค่อนข้างใหญ่ มีรากค�้ำยัน (stilt root) และมีการพัฒนาให้มีรากหายใจ
(pneumatophore) โผลข่ น้ึ มาเหนอื นำ้� เนอื่ งจากมนี ำ้� ทว่ มขงั ในระดบั สงู เปน็ เวลานาน โดยรากของพชื แตล่ ะชนดิ จะมรี ปู ลกั ษณแ์ ตกตา่ งกนั
โดยกระบวนการทดแทนของสังคมพชื ในพ้ืนที่ปา่ พรภุ ายหลังจากการถูกรบกวนนน้ั สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่

1) การถูกรบกวนไม่รุนแรง คือการที่พื้นที่ป่าถูกเปิดโล่งหรือรบกวนจากภายนอกเป็นพ้ืนท่ีไม่มากเกินไป ไม้เบิกนาที่มีศักยภาพ
ในการปกคลุมพื้นท่ีได้ในระยะแรกเช่น มะฮังใหญ่ (Macaranga pruinosa) จะเข้ามาแทนท่ีและเติบโตให้ร่มเงาปกคลุมดิน
ไม่ให้ได้รับแสงโดยตรง เนื่องจากหากดินในป่าพรุนั้นได้รับแสงโดยตรงจากดวงอาทิตย์ สารประกอบซัลเฟอร์ในดินจะท�ำ
ปฏิกิริยากับอากาศ ส่งผลให้ดินมีสภาพเป็นกรดจัด ไม่สามารถฟื้นตัวกลับคืนไปได้ และเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง ไม้อื่นๆ ท่ีเป็น
ไม้เด่นของป่าพรุก็จะขึ้นแทนท่ี ในขณะที่ไม้เบิกน�ำก็จะตายลงภายใต้ร่มเงาของไม้เด่นเหล่านั้น ถือเป็นกลไกตามธรรมชาติ
ของการฟื้นฟูพ้ืนท่ีด้วยตัวเองของป่าพรุ แต่ถ้าหากจะให้พ้ืนที่ท่ีได้รับการรบกวนฟื้นฟูไปถึงระดับท่ีสมบูรณ์นั้นอาจจะต้องใช้
เวลาถึง 100 ปี

2) ในพ้ืนท่ีป่าพรุท่ีได้รับการรบกวนถึงข้ันวิกฤติที่พ้ืนที่ถูกเปิดโล่งอย่างมาก น้�ำท่ีอยู่ในดินพรุถูกระบายออกจนดินพรุสัมผัสกับ
อากาศ จะทำ� ใหเ้ กดิ ปฏกิ ริ ยิ าทางเคมขี องสารประกอบซลั เฟอร์ ทำ� ใหด้ นิ ในพน้ื ทน่ี น้ั มสี ภาพเปน็ กรดจดั และไมส่ ามารถกลบั คนื
สภาพเดิมได้เองตามธรรมชาติ ท�ำให้ไม้ดั้งเดิมที่ข้ึนในพ้ืนท่ีป่าพรุสมบูรณ์น้ันไม่สามารถขึ้นในพ้ืนที่ได้แต่จะมีพืชที่มีความ
ทนทานสงู เชน่ กก กระจดู และเสมด็ เขา้ มาบกุ รกุ ในพน้ื ทแี่ ทน จนในทส่ี ดุ จะกลายเปน็ ระบบนเิ วศทม่ี ไี มเ้ สมด็ เพยี งชนดิ เดยี ว
ทีร่ ้จู ักและเรยี กกันโดยท่ัวไปว่า “ป่าเสม็ด” ซึ่งก็คอื ปา่ พรุเสอ่ื มโทรมประเภทหน่งึ ทีพ่ บได้ทั่วไปในพ้นื ที่ปา่ พรุควนเคร็งจงั หวัด
นครศรีธรรมราช

สำ� หรบั สงั คมพชื ในป่าพรคุ วนเคร็งนนั้ พบว่า พรรณไมย้ นื ตน้ พบเพียงไม้เสม็ดขาว ขณะท่ีไม้พนื้ ล่างสว่ นใหญ่เปน็ พวกกระจูด (Lepironia
articulate) ล�ำเทง็ (Stenochlaena palustris) และลเิ ภาย่งุ (Lygodium microphyllum) และเม่ือพิจารณาถงึ ความหนาแน่น ความโต
ทางขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางเพียงอกเฉลี่ย และความสงู เฉลี่ยของไม้เสม็ดขาวมคี า่ เท่ากับ 192 ตน้ ตอ่ ไร่ 10.62 เซนติเมตร และ 11 เมตร
ตามลำ� ดบั ขณะเดยี วกนั โครงสรา้ งทางดา้ นตง้ั สงั คมพชื และการปกคลุ มเรอื นยอดนน้ั พบเพยี งไมเ้ สมด็ ขาว ดงั ทกี่ ลา่ วไปขา้ งตน้ ซง่ึ มคี วามสงู
ของเรือนยอดอยใู่ นช่วงระหว่าง 8-13 เมตร ดงั ภาพที่ 6

18 |

ภาพที่ 6 โครงสรา้ งทางด้านตั้ง (profile diagram) ของสงั คมพชื ไมเ้ สม็ดขาวในปา่ พรคุ วนเครง็

| 19

2.2 ดินในป่าพรุ

ดนิ ในปา่ พรปุ ระกอบดว้ ยชนั้ ดนิ เดมิ และพรทุ อ่ี ยดู่ า้ นบนทบั ถมกนั ซงึ่ ดนิ ชนั้ ลา่ งเปน็ ดนิ เลนทะเลมสี ารประกอบกำ� มะถนั เรยี กวา่ ดนิ อนิ ทรยี ์
(organic soil) เปน็ ดนิ ทปี่ ระกอบดว้ ยอนิ ทรยี วตั ถเุ ปน็ ชน้ั หนามากกวา่ 40 เซนตเิ มตรขน้ึ ไป ภายในชว่ ง 80 เซนตเิ มตรจากผวิ ดนิ มอี นิ ทรยี ์
คาร์บอนมากกว่าร้อยละ 18 ถ้ามีอนุภาคดินเหนียวมากกว่าร้อยละ 60 หรือมีอินทรีย์คาร์บอนระหว่างร้อยละ12 ถึง 18 ถ้ามีอนุภาค
ดนิ เหนยี วนอ้ ยกว่าร้อยละ 60 เกดิ จากการทบั ถมของซากพืชธรรมชาตทิ เ่ี ติบโตในพื้นท่ีปา่ พรเุ ปน็ เวลานาน ความหนาของชัน้ พรใุ นแตล่ ะ
พ้นื ทีแ่ ตกตา่ งกนั ส่วนมากใจกลางพรุจะมคี วามหนาแน่นมากทีส่ ุด โดยดนิ อินทรยี ์แบง่ ออกตามระดับความลกึ ของช้ันอนิ ทรียไ์ ด้ 3 ระดบั
คือ ชัน้ อินทรียต์ นื้ มคี วามลกึ นอ้ ยกวา่ 1.5 เมตร ชัน้ อนิ ทรยี ์ลึกปานกลางมคี วามลกึ 1.5 ถงึ 3.0 เมตร ชั้นของอินทรยี ล์ กึ มีความลกึ มากกวา่
3 เมตร ถดั จากชั้นอนิ ทรียล์ งไปชัน้ ดินเป็นดนิ เลนสเี ทาปนนำ�้ เงินมีแร่ไพโรต์เปน็ องค์ประกอบประมาณร้อยละ 1 ถึง 6
ดินอินทรีย์เกิดในพื้นท่ีพรุซ่ึงเป็นพื้นที่ต่�ำเป็นโพรงและโปร่งเม่ือเหยียบย�่ำดินจะยุบตัวและมีความรู้สึกหยุ่น ๆ โดยปกติมีพืชพรรณข้ึน
ปกคลมุ เปน็ พนื้ ทอ่ี ม่ิ ตวั ดว้ ยนำ้� ซงึ่ ในพนื้ ทพ่ี รมุ รี ะดบั นำ้� ใตด้ นิ สงู มคี วามชนื้ สงู ทำ� ใหม้ สี ภาพคลา้ ยอมิ่ หรอื พองตวั ดว้ ยนำ้� ความหนาแนน่ ตำ�่
ไมส่ ามารถทนรบั นำ้� หนกั ไดม้ าก ซง่ึ การสะสมของชนั้ อนิ ทรยี วตั ถเุ ปน็ ปจั จยั เสย่ี งตอ่ การเกดิ ไฟปา่ อยา่ งมาก โดยเฉพาะเมอื่ ชน้ั อนิ ทรยี วตั ถุ
ถกู เผาทำ� ลายดว้ ยไฟปา่ อยา่ งซำ�้ ซาก ชน้ั ดนิ อนิ ทรยี ท์ เ่ี ปน็ เชอ้ื เพลงิ อยา่ งดจี ะถกู เผาไหมจ้ นหมดไป จนเหลอื เพยี งดนิ ชนั้ ลา่ งทเี่ ปน็ ดนิ โคลน
(muddy) ท่ีมีสาร pyrite (FeS2) สูง เมื่อเปิดหน้าดินอินทรีย์ออกท�ำให้ออกซิเจนมีโอกาสท�ำปฏิกิริยา oxidation กับสาร pyrite
ใหส้ ารประกอบซัลเฟตและกรดกำ� มะถัน (acid sulphate soil) ท�ำให้ดนิ มสี ภาพเปน็ กรด
ดินอินทรีย์หรือดินพรุจัดอยู่ในอันดับฮิสโตโซลล์ (histosols) เป็นดินที่มีลักษณะการเกิดและสมบัติโดยทั่วไปแตกต่างจากดินในอันดับ
อนื่ ๆ มาก เนอื่ งจากเปน็ ดนิ ทเี่ กดิ จากการทบั ถมของอนิ ทรยี สาร ในสภาพแวดลอ้ มทเ่ี ปน็ แอง่ ตำ�่ ปดิ มนี ำ้� ขงั อยา่ งตอ่ เนอ่ื งหรอื เกอื บตอ่ เนอื่ ง
ตลอดเวลา หรืออาจจะเกิดในบริเวณท่ีสูงชันหรือตามแนวน�้ำซับที่มีน้�ำพอเพียงท่ีจะเกิดสภาวะที่สามารถปิดกั้นกิจกรรมของออกซิเจนท่ี
จะเกิดขึ้นกับดิน ท�ำให้กระบวนการผุพังเน่าเปื่อยและการเปล่ียนแปลงเป็นแร่ธาตุของอินทรียวัตถุเกิดข้ึนช้ากว่ากระบวนการสะสมของ
อนิ ทรยี สาร ซง่ึ จะเกดิ เปน็ ชน้ั สะสมทห่ี นา โดยการทบั ถมจะเกดิ ขน้ึ จากตอนลา่ งขนึ้ มาสตู่ อนบน ดงั นนั้ ฮสิ โทซอลสจ์ งึ เปน็ ดนิ ทไ่ี มถ่ กู จำ� กดั
โดยสภาพภูมิอากาศหรอื ชั้นชว่ งลกึ ที่มีอยกู่ อ่ นแลว้ แตจ่ ะถกู จ�ำกัดโดยวัตถตุ ้นกำ� เนิดของดนิ ซึง่ ต้องเปน็ วัสดอุ ินทรยี ์เทา่ นน้ั ลกั ษณะเด่น
ของดินในอนั ดบั น้ีคอื เปน็ ดินทีม่ อี งค์ประกอบเชงิ อินทรยี เ์ ปน็ ปรมิ าณทีส่ งู เมื่อเปรียบเทยี บกบั องค์ประกอบเชิงแรธ่ าตุในดิน โดยปกตจิ ะมี
อินทรีย์คาร์บอนมากกว่า 200 กรัมต่อกิโลกรัมของดิน ในทางกายภาพจัดเป็นดินท่ีมีความจุในการอุ้มน้�ำสูง น�้ำที่อยู่ในดินมีทั้งที่อยู่ใน
ช่องว่างขนาดใหญแ่ ละในชอ่ งว่างขนาดเลก็ มากทีพ่ ืชสามารถน�ำไปใชไ้ ด้ยาก โดยทวั่ ไปมลี กั ษณะคลา้ ย ๆ ฟองน้ำ� ที่สามารถรบั นำ้� เข้าและ
ปล่อยนำ�้ ออกไปได้ สามารถหดตัวไดม้ ากเมอ่ื แห้ง มีความพรุนสูง และความหนาแนน่ รวมต�ำ่ ในสภาพทีไ่ ม่มกี ารใชท้ ี่ดินอินทรียสารจะคง
ลกั ษณะเดมิ อยเู่ ปน็ เวลานาน แตห่ ากมกี ารระบายนำ�้ ออกและมกี ารใชท้ ด่ี นิ อตั ราการเนา่ เปอ่ื ยจะเรว็ มาก อนิ ทรยี สารจะสญู หายไปไดง้ า่ ย
และอาจเกดิ ภาวะดนิ เปน็ กรดจดั ลกั ษณะทแ่ี ตกตา่ งกนั ของดนิ ในอนั ดบั ฮสิ โทซอลสท์ เ่ี กดิ ขนึ้ ในแตล่ ะบรเิ วณนนั้ ขนึ้ อยกู่ บั ขน้ั การสลายตวั
ของอนิ ทรียสาร ซึง่ จะสง่ ผลใหเ้ กิดความต่างของสี องค์ประกอบของสารเสน้ ใย โครงสรา้ ง การยึดตัว และความเปน็ กรดเป็นดา่ งของดนิ
เป็นต้น ในประเทศไทยทีพ่ บมีอยู่ 2 ชดุ ดิน คอื ชดุ ดนิ นราธวิ าส (Nw) และชดุ ดินกาบแดง (Kd)

20 |

2.3 นำ�้ ในป่าพรุ

น�ำ้ ในปา่ พรุ นบั วา่ มีบทบาทส�ำคญั ยิง่ ท่กี �ำหนดการอยูร่ อดหรือการคงอยู่ของป่าพรุ เพราะอทิ ธิพลของน�้ำ ในแง่ของคณุ ภาพนำ�้ มีผลอย่าง
ชัดเจนตอ่ การรอดตายและการเจริญเติบโตของตน้ ไม้ กลา่ วคือ ถา้ ระดับการทว่ มขังของนำ้� อยูใ่ นระดับสูงเกนิ กวา่ ระดบั รากหายใจทโี่ ผล่
ข้ึนมาเหนือน้�ำ ย่อมมีผลต่อกระบวนการหายใจและการแลกเปล่ียนอากาศของพืช แต่ถ้าระดับน�้ำอยู่ต่�ำเกินไปจะท�ำให้ดินอินทรีย์แห้ง
เสย่ี งต่อการเกิดไฟป่า ดังตัวอย่างการเปลย่ี นแปลงระดบั นำ�้ ในพรคุ วนเคร็งปี พ.ศ. 2555 ทม่ี ีผลตอ่ การเกิดไฟไหมป้ า่ พรุ (ภาพท่ี 7) ดงั นน้ั
การจดั การปา่ พรทุ ดี่ ี จำ� เปน็ ตอ้ งพจิ ารณาหาระดบั นำ�้ ทเี่ หมาะสมสำ� หรบั ใชก้ กั เกบ็ สำ� หรบั ปา่ พรคุ วนเครง็ พบวา่ การทว่ มถงึ ของนำ้� ในปา่ พรุ
มีผลต่อการตั้งตัวของกล้าไม้เสม็ดขาว หลังจากน้ัน ระดับความลึกของน�้ำและระยะเวลาการท่วมของน�้ำไม่มีผลต่อการเติบโตทางขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลางและความสูงของกล้าไม้และไม้หนุ่ม แต่มีผลกับขนาดและอัตราการเติบโตของไม้เสม็ดขาวในช่วงท่ีเป็นไม้ใหญ่
โดยไมเ้ สม็ดขาวมีแนวโน้มจะเตบิ โตไดด้ ีในที่มนี �ำ้ ท่วมถงึ
ภาพท่ี 7 การเปล่ียนแปลงของระดบั นำ้� ในพืน้ ทีป่ า่ พรคุ วนเคร็งในปี พศ. 2555 ซึ่งส่งผลตอ่ ไฟไหมป้ า่

ทีม่ า: ศูนย์ปฏบิ ตั ิการไฟป่านครศรีธรรมราช

ส�ำหรับคณุ ภาพของน�ำ้ ในปา่ พรเุ สือ่ มโทรม พบว่า น้�ำมีความเข้มขน้ ของสาร phenolic compound สูงกวา่ นำ้� ในป่าพรุดั้งเดิม และพบว่า
ความเขม้ ขน้ ของสาร phenolic compound ในปา่ พรเุ สอ่ื มโทรมมคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 6.7 mg/l ขณะทป่ี า่ พรดุ งั้ เดมิ มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 2.0 mg/l
อกี ทงั้ ยงั พบวา่ ในดนิ พบสารดงั กลา่ วมากกวา่ ในนำ�้ และในสภาพนำ�้ ขงั มคี วามเขม้ สงู กวา่ ในสภาพดนิ ดอน ความเขม้ ขน้ ของสาร phenolic
compound ผนั แปรแตกตา่ งกนั ไปตามสภาพพนื้ ทแ่ี ละระดบั ความลกึ ของดนิ สำ� หรบั สมบตั อิ นื่ ๆ ของนำ้� ในปา่ พรเุ สอื่ มโทรม เมอื่ เปรยี บเทยี บ
กับสมบัติของน้�ำในป่าพรุสมบูรณ์ พบว่า น�้ำในป่าพรุเส่ือมโทรมมีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะท่ีท�ำให้น�้ำมีคุณภาพต่�ำลง คือ
ทำ� ใหป้ จั จยั เหล่าน้ีสูงขนึ้ ได้แก่ อุณหภูมิ ความเป็นกรด และสภาพการน�ำไฟฟ้า แต่ยกเวน้ ปรมิ าณออกซิเจนท่ลี ะลายน้�ำเท่านัน้ ทีม่ สี มบัติ
เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ทำ� ให้คณุ ภาพของน�ำ้ ดีขึ้น คือมปี รมิ าณเพิ่มขนึ้ ท้งั นมี้ สี าเหตนุ เนอื่ งมากจากน้ำ� ในปา่ พรเุ ส่อื มโทรมมีการไหล
ของน�ำ้ แรงขน้ึ จากการตรวจวัดค่า pH ของน้ำ� ในปา่ พรุ พบว่าส่วนใหญ่มีค่าอยูร่ ะหว่าง 5.1-6.4 และจะมีการลดลงต่ำ� สุดในบางครัง้ อย่ทู ่ี
3.7 ซ่งึ เกดิ ขึ้นในเฉพาะพ้นื ท่ขี อบพรุท่ีน้ำ� ไหลผ่านกรดกำ� มะถนั

| 21

2.4 สัตว์ป่าในป่าพรุ

ในปา่ พรทุ ส่ี มบรู ณ์ เชน่ ทปี่ า่ พรโุ ตะ๊ แดงมคี วามหลายหลายของสตั วม์ ากมาย ไมว่ า่ จะเปน็ สตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยนม เชน่ หมี หมปู า่ เสอื ดำ� แมวปา่
ค่าง กระรอก รวมถึงสัตว์เลอ้ื ยคลานหายาก เช่น กิ้งก่าบิน งูงวงชา้ ง งูบองหลาน�้ำ และพบ “ตะโขง” ซง่ึ เป็นสัตวห์ ายากใกล้สูญพันธข์ อง
เมอื งไทยทอี่ าศยั ปา่ พรโุ ตะ๊ แดง นอกจากนยี้ งั มสี ตั วข์ นาดเลก็ อน่ื ๆ จำ� พวกทส่ี ามารถเกาะไตอ่ ยตู่ ามเรอื นยอดไมไ้ ด้ เชน่ ลงิ แสม คา่ งแวน่ ถนิ่ ใต้
กระรอก เป็นต้น และส่งิ ทน่ี ่าสนใจ คือ นกท่ีหายากชนดิ ต่าง ๆ รวมถึงพนั ธุป์ ลาทพ่ี บ ไดแ้ ก่ ปลาปากย่นื เปน็ ปลาชนดิ ใหม่ของโลกพบที่
ปา่ พรโุ ตะ๊ แดงเทา่ นน้ั ปลาดกุ ลำ� พนั ทมี่ รี ปู รา่ งคลา้ ยงซู งึ่ อาจพฒั นาเปน็ ปลาเศรษฐกจิ ทใี่ ชเ้ ลย้ี งในแหลง่ ทมี่ ปี ญั หานำ้� เปรยี้ วได้ ปลากะแมะ
รปู รา่ งประหลาดมีหวั แบน ๆ กวา้ ง ๆ และล�ำตวั คอ่ ย ๆ ยาวเรียวไปจนถึงหาง มเี งีย่ งพิษอยู่ทคี่ รีบหลงั ปลาเหลา่ นจี้ ะอาศัยปา่ พรุเป็นพนื้ ท่ี
หลบภยั และวางไข่กอ่ นท่ีจะแพร่ลูกหลานออกไปให้ชาวบ้านไดอ้ าศัยเป็นเครื่องยังชพี
สตั วป์ า่ ในพรุควนเคร็งจากการส�ำรวจในพ้ืนที่หลังไฟไหม้เมอื่ พศ. 2555 พบสัตว์ปา่ ทง้ั หมด 148 ชนิด เป็นนกปา่ 89 ชนิด สตั วเ์ ลีย้ งลกู
ด้วยนม 14 ชนิด สตั วเ์ ลื้อยคลาน 28 ชนดิ และสตั ว์สะเทนิ น้�ำสะเทินบก 17 ชนิด ชนดิ พนั ธุท์ สี่ าคัญต่อการอนรุ ักษใ์ นระดบั โลกยังรวม
ถงึ เสอื ปลา (Prionailurus viverrinus) และนากใหญ่ขนเรียบ (Lutrogale perspicillata) โดยทผี่ ลกระทบจากไฟไหมป้ ่าพรใุ นคร้ังน้ัน
พบว่า นกทไี่ ดร้ ับผลกระทบมากมจี ำ� นวน 27 ชนดิ ไดร้ ับผลกระทบปานกลาง 59 และได้รับผลกระทบนอ้ ย 19 ชนิด สัตวเ์ ลี้ยงลูกดว้ ยนม
ที่ได้รับผลกระทบมาก 6 ชนิด ได้รับผลกระทบปานกลาง 11 ชนิด สัตว์เล้ือยคลานที่ได้รับผลกระทบมาก 10 ชนิด ได้รับผลกระทบ
ปานกลาง 16 และได้รับผลกระทบน้อย 2 ชนิด สัตวส์ ะเทนิ น�้ำสะเทินบก ท่ไี ด้รบั ผลกระทบมาก จ�ำนวน7 ชนดิ ได้รับผลกระทบปานกลาง
9 ชนดิ ได้รับผลกระทบน้อย 2 ชนดิ

ทรัพยากรสัตวน์ ำ�้ ในพรคุ วนเครง็ พบปลาหลายชนิด สามารถจ�ำแนกได้ถงึ 15 วงศ์ 36 ชนดิ สว่ นใหญเ่ ปน็ กล่มุ ปลาตะเพยี น และชนดิ ปลา
ท่ีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เชน่ ปลาสลาด ปลาดุกอุย ปลาไหลนา ปลาหมอ ช้างเหยยี บ ปลาชอ่ น ปลากระสง ปลาหมอ ปลาเสอื สุมาตรา
ปลาซิวหางกรรไกร และปลาดกุ ลำ� พนั

22 |

บทท่ี 3
รูปแบบการฟืน้ ฟูป่าพรุ

| 23

หลักการและเหตผุ ล

สังคมพืชป่าพรุควนเคร็งมีไม้เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) เป็นไม้เบิกน�ำขึ้นหนาแน่นอยู่เป็นหมู่ไม้ชนิดเดียวล้วน (pure stand)
มานานกวา่ 50 ปี โดยพน้ื ทป่ี า่ ถกู ไฟไหมเ้ ปน็ ประจำ� ไมม่ พี นั ธไ์ุ มป้ า่ พรดุ งั้ เดมิ เหลอื อยใู่ นพนื้ ทนี่ อกจากไมเ้ สมด็ ขาวเทา่ นน้ั ซงึ่ การปอ้ งกนั ไฟ
เพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถฟื้นฟูชนิดพันธุ์ไม้ป่าพรุดั้งเดิมกลับมาโดยกระบวนการตามธรรมชาติได้ จ�ำเป็นต้องปลูกเสริมและจัดการ
โดยคู่มือการฟื้นฟูครั้งน้ีได้น�ำข้อมูลทางวิชาการฟื้นฟูป่าพรุจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเน่ืองมาจากพระราชด�ำริ จ.นราธิวาส
โครงการสาธิตการฟื้นฟูป่าพรุของมูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมท้ังภูมิปัญญาท้องถ่ินของชุมชนในพื้นท่ีมาเป็นต้นแบบ
ประกอบการก�ำหนดรูปแบบการฟืน้ ฟูระบบนเิ วศ
นอกจากการปลกู เสรมิ เพอื่ ฟน้ื ฟปู า่ แลว้ ภายหลงั ไฟไหมพ้ บวา่ มลี กู ไมเ้ สมด็ ขน้ึ หนาแนน่ มาก การฟน้ื ฟพู น้ื ทภ่ี ายหลงั ไฟไหมโ้ ดยการจดั การ
หมไู่ ม้เสมด็ ท่ีเกดิ ขน้ึ ภายหลังไฟไหม้ เปน็ แนวทางทีส่ ำ� คญั เช่นกัน
นอกจากน้ี การสนบั สนนุ ชมุ ชนปลกู ไมไ้ วใ้ ชป้ ระโยชนใ์ นทด่ี นิ ทำ� กนิ และในสวนยางพารา สวนปาลม์ นำ้� มนั จะชว่ ยลดแรงกดดนั ในการตดั ไม้
ใชป้ ระโยชนจ์ ากปา่ พรใุ นธรรมชาตไิ ดอ้ กี ทางหนงึ่ โดยทปี่ จั จบุ นั รฐั บาลมนี โยบายสนบั สนนุ การเพม่ิ พน้ื ทปี่ า่ ดว้ ยการสง่ เสรมิ การปลกู ตน้ ไม้
ในพื้นท่ีท�ำกินตามโครงการชุมชนไม้มีค่า และยุทธศาสตร์การปลูกไม้เศรษฐกิจ จึงควรสนับสนุนชุมชนภายในพื้นที่ภูมิทัศน์พรุควนเคร็ง
ปลูกต้นไม้เหล่าน้ีด้วยซ่ึงเป็นการช่วยรักษาป่าพรุควนเคร็งโดยทางอ้อม ดังนั้น การฟื้นฟูระบบนิเวศในภูมิทัศน์พรุควนเคร็งจึงต้องใช้
รปู แบบทหี่ ลากหลายไปตามสภาพพนื้ ทแ่ี ละวตั ถปุ ระสงค์ รวมทง้ั ตอ้ งมกี ารสนบั สนนุ จากสว่ นตา่ งๆ โดยมกี รอบแนวคดิ ในการฟน้ื ฟรู ะบบ
นิเวศพรุควนเคร็งดังแสดงในภาพที่ 8

ภาพท่ี 8 กรอบแนวคิดการฟนื้ ฟรู ะบบนเิ วศในภูมทิ ศั นพ์ รุควนเคร็ง
การฟ้ืนฟูระบบนเิ วศ
พรุควนเครง็

การจัดการเรือน การจัดกจิ กรรม
เพาะชำ� ชุมชน ร่วมกบั ชมุ ชน

การปลูกเสริมพันธ์ไุ ม้ การปลูกฟ้นื ฟูในพนื้ ที่ การปรบั โครงสร้าง การปลูกไมย้ ืนต้น
ปา่ พรุดัง้ เดมิ ในป่าเสมด็ บกุ รกุ ผิดกฎหมาย ปา่ เสม็ดขาว ในท่ีดินท�ำกนิ

24 |

รปู แบบการฟ้ืนฟูระบบนิเวศในภูมทิ ศั นพ์ รุควนเครง็

1. การปลกู เสริมพนั ธุไ์ ม้ปา่ พรใุ นป่าเสม็ดเสื่อมโทรม (ท้ังปา่ ท่ีไฟไหม้และป่าเสม็ดท่ีไฟไม่ไหม)้
เป้าหมายการปลูกเสริมในรูปแบบนี้เพื่อการเพ่ิมความหลากชนิดของพันธุ์ไม้ป่าพรุด้วยการปลูกเสริมกล้าไม้ป่าพรุด้ังเดิมกระจายในพื้นที่
โดยหวังให้เป็นแม่ไม้แพร่กระจายพันธุ์ต่อไปในอนาคต ท้ังนี้จะต้องมีการศึกษาโครงสร้างป่าเพื่อวางแผนการเปิดช่องว่างและคัดเลือก
ชนดิ ไม้ (เช่น กะบยุ สะเตียว หวา้ น้ำ� กันเกรา แพ หมากแดง และกรวย) ท่นี �ำมาปลูกจำ� นวน 25-30 ต้นตอ่ ไร่ กระจายทัว่ พืน้ ทโี่ ดยต้อง
จัดการอย่างเข้มข้น
2. การปลูกไมย้ นื ตน้ ในทด่ี นิ ท�ำกนิ
การปลกู ไมย้ นื ตน้ ในทดี่ นิ ทำ� กนิ มเี ปา้ หมายเพอื่ สง่ เสรมิ การใชป้ ระโยชนจ์ ากตน้ ไมท้ ปี่ ลกู และลดการตดั ไมจ้ ากปา่ ธรรมชาติ โดยพนื้ ทส่ี ง่ เสรมิ
การปลกู ได้แก่ หน้าบา้ น หลังครัว ในสวน รมิ ร้ัว ขอบแดน ซ่งึ กอ่ นทจ่ี ะส่งเสรมิ น้นั ควรตอ้ งสอบถามชนิดไม้ที่ต้องการของชมุ ชน และเมือ่
ปลูกแลว้ ควรมีการวางแผนการติดตามการปลกู อตั ราการรอดตายและการเตบิ โต และในขณะเดียวกนั ควรประสานหาชอ่ งทางของการ
สนับสนนุ ต่าง ๆ ทป่ี ัจจุบันภาครัฐเริ่มด�ำเนินการใหช้ ุมชนได้รบั ทราบเพือ่ เพม่ิ ความมน่ั ใจในการปลกู ต้นไมด้ ว้ ย

3. การปรบั ปรงุ โครงสรา้ งปา่ เสม็ดขาว
พน้ื ทป่ี า่ เสมด็ ทถ่ี กู ไฟไหมห้ ลายแหง่ พบวา่ มลี กู ไมข้ นึ้ อยหู่ นาแนน่ เบยี ดเสยี ดทำ� ใหเ้ ตบิ โตและพฒั นาของหมไู่ มใ้ นภาพรวมไมด่ ี ซงึ่ การฟน้ื ฟู
ระบบนเิ วศปา่ พรคุ วนเครง็ มเี ปา้ หมายเพอ่ื สง่ เสรมิ ใหป้ า่ เสมด็ ขาวเกบ็ กกั คารบ์ อนในระบบนเิ วศไดส้ งู ขน้ึ ดงั นนั้ หากการเตบิ โตและพฒั นา
ของหมู่ไม้ไม่ดีก็จะมีผลต่อความสามารถในการเก็บกักคาร์บอนได้ การคัดเลือกพื้นท่ีเพ่ือปรับปรุงโครงสร้างจึงเลือกป่าที่มีต้นเสม็ดขาว
ข้นึ อยา่ งหนาแนน่ โดยต้องศึกษาโครงสรา้ งปา่ วางแผนการจดั การโครงสร้างปา่ ให้เหมาะสม จากนนั้ พจิ ารณาใชห้ ลักลดการแกง่ แย่งโดย
ตัดขยายระยะโดยคัดเลือกตัดไม้เสม็ดขาวบางต้นที่มีลักษณะไม่ดีในบริเวณที่ไม่เหมาะสมเพ่ือส่งเสริมการเติบโตของต้นเสม็ดขาวท่ีเหลือ
โดยไม่มกี ารปลกู เสรมิ ไมช้ นดิ อ่นื
4. การปลูกฟื้นฟูในพ้นื ทีบ่ ุกรกุ ผิดกฎหมาย
พ้นื ที่บุกรุกครอบครองโดยผิดกฎหมาย เช่น สวนยางพารา สวนปาลม์ น้ำ� มนั ซ่ึงเมือ่ คดถี งึ ทส่ี ดุ แล้วทางราชการยึดกลับมาเป็นที่ดินของรัฐ
จะตอ้ งทำ� การรอ้ื ถอน โคน่ ไมเ้ ดมิ ออกแลว้ ปลกู ปา่ ฟน้ื ฟพู น้ื ทใ่ี หก้ ลบั สภาพเปน็ ปา่ อยา่ งไรกต็ าม พนื้ ทเ่ี หลา่ นหี้ ากสามารถนำ� มาสรา้ งแปลง
สาธติ การปลกู ตน้ ไมม้ คี า่ รว่ มในสวนยางพารา สวนปาลม์ นำ�้ มนั ใหก้ บั ชมุ ชนไดเ้ หน็ วา่ สามารถปลกู ตน้ ไมร้ ว่ มไดแ้ ละเกดิ ประโยชนส์ รา้ งมลู คา่
ทางเศรษฐกจิ ลดความเสยี่ งในการปลกู พชื เชงิ เดย่ี วได้ โดยชนดิ ไมท้ ปี่ ลกู ควรเปน็ ไมม้ คี า่ ทส่ี ามารถเจรญิ เตบิ โตภายใตร้ ม่ เงาได้ เชน่ ตะเคยี นทอง
ยางนาฯ โดยปลูกแทรกด้วยการจดั การชอ่ งว่างให้เหมาะสม ซง่ึ จ�ำนวนตน้ ไมท้ ่ีปลูกประมาณ 50 ตน้ ตอ่ ไร่ แทรกกระจายในพืน้ ที่
5. การฟน้ื ฟปู ่าโดยวธิ ี Seed Ball
การใชล้ กู บอลเมลด็ ไมน้ ม้ี แี นวคดิ รเิ รมิ่ จากเจา้ หนา้ ทสี่ ถานที ดลองปลกู พรรณไมพ้ กิ ลุ ทอง จงั หวดั นราธวิ าส โดยไดท้ ดลองกบั ไม้ หวา้ นา และ
ชะเมาน�้ำ ซึ่งได้ผลดีอสมควร การปลูกโดยใช้ลูกบอลเมล็ดไม้เป็นวิธีที่อาจช่วยสร้างความสนใจให้กับกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ในการช่วยเพ่ิม
ความหลากหลายทางพันธ์พุ ืชได้โดยไมต่ อ้ งลงมอื ปลกู วิธกี ารนมี้ ี 2 ประเด็นทตี่ อ้ งใหค้ วามสำ� คญั คือ วธิ กี ารทำ� ลูกบอลเมลด็ ไมซ้ งึ่ ตอ้ งใช้
เมล็ดที่มีอัตรากการงอกดีรวมท้ังการปั้นลูกบอลและการเตรียมพื้นท่ีส�ำหรับการโยนลูกบอลเมล็ดไม้ที่ต้องมีสภาพ แวดล้อมเหมาะสม
กลา่ วคอื ระดบั น�้ำทว่ มขังต้องไมส่ ูง น�้ำไม่แชข่ งั นานและพ้นื ท่ตี ้องมีการก�ำจดั วชั พืชเพื่อให้ลูกบอลสัมผสั กับดนิ โดยตรง

| 25

บทท่ี 4
วิธีการเทคนิคการปลกู ฟื้นฟปู า่ พรุ

26 |

4.1 การคดั เลือกพื้นที่

พ้ืนท่ีปลูกฟื้นฟูระบนิเวศในภูมิทัศน์พรุควนเคร็งประกอบด้วยพื้นที่ในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ พื้นท่ีป่าเสม็ดขาวท่ีถูกไฟไหม้ พื้นท่ีป่า
เสม็ดขาวที่ไมถ่ กู ไฟไหม้ที่เส่อื มโทรม พ้ืนที่ทำ� กิน เชน่ สวนยางพารา ปาล์มนำ้� มัน รวมทง้ั พ้ืนท่ีหนา้ บา้ น หลงั ครวั ริมร้ัว ขอบแดน โดย
พืน้ ทีเ่ หลา่ นี้มีสภาพปจั จัยสิ่งแวดลอ้ มรวมทงั้ การบริหารจัดการทีแ่ ตกตา่ งกัน บริบทของการฟ้นื ฟู ปลกู เสรมิ จึงมีความแตกต่างกนั ออกไป
สำ� หรบั พนื้ ทที่ งุ่ หญา้ ไดแ้ ก่ ทงุ่ กระจดู กระจดู หนู ปรอื มสี ภาพทไ่ี มเ่ หมาะสมในการฟน้ื ฟเู นอื่ งจากสภาพนเิ วศตามธรรมชาตทิ เี่ ปน็ ทงุ่ หญา้
เปดิ โลง่ รวมทง้ั เปน็ พนื้ ทส่ี ำ� หรบั การประกอบอาชพี ของชมุ ชนโดยเฉพาะการเกบ็ หากระจดู และเปน็ ทงุ่ เลยี้ งสตั ว์ ดงั นนั้ ทงุ่ หญา้ จงึ จะไมน่ ำ� มา
เปน็ ส่วนหนงึ่ ของการฟนื้ ฟูระบบนเิ วศ
4.1.1 พื้นท่ปี า่ พรุทมี่ ีสภาพเส่อื มโทรมทั้งทีเ่ คยถูกไฟไหมแ้ ละไฟไม่ไหม้ (ภาพที่ 9) ซ่ึงเป็นป่าพรทุ ี่มนี ้�ำแช่ขังในบางช่วงเวลา โดยพืน้ ท่ี
สว่ นใหญ่ในพื้นท่พี รุควนเครง็ ถูกปกคลุมดว้ ยสงั คมพชื ไมเ้ สม็ดขาว และมสี งั คมพืชพวกหญา้ คมบางรวมทัง้ กระจูดขึ้นแทรกอยู่ตามพื้นป่า
โดยพื้นที่ถูกไฟไหม้บางแห่งมีกล้าไม้ ไม้รุ่นเสม็ดขาวข้ึนปกคลุมหนาแน่นมากเป็นพื้นท่ีซ่ึงควรคัดเลือกมาท�ำการฟื้นฟูด้วยการปรับปรุง
โครงสร้างให้มคี วามหนาแน่นของต้นไม้ทเี่ หมาะสม
ความเส่อื มโทรมในป่าเสม็ดเปน็ ผลจากการเกิดไฟป่าทรี่ นุ แรงซำ้� ซากในช่วงระยะเวลาหลายปีท่ผี า่ นมา จงึ มคี วามจ�ำเปน็ ทต่ี ้องฟืน้ ฟปู ่าพรุ
โดยการปลูกเสรมิ ด้วยพันธุ์ไมด้ งั้ เดิม เชน่ ปาลม์ รอ๊ ก สะเตยี ว ชะเมานำ้� แตยอ เที๊ยะ อา้ ยบ่าว กันเกรา หว้าหิน และตารา เปน็ ต้น เพ่อื เพ่ิม
ความหลากหลายทางชวี ภาพและเปน็ แมไ่ มก้ ระจายพนั ธต์ุ อ่ ไปไดใ้ นอนาคต พน้ื ทเ่ี หลา่ นอี้ ยใู่ นความดแู ลของกรมปา่ ไม้ (ปา่ สงวนแหง่ ชาต)ิ
และกรมอทุ ยานแห่งชาติ สตั ว์ป่าและพันธพุ์ ชื (เขตห้ามล่าสตั วป์ า่ ) การฟ้นื ฟูในพ้นื ทีเ่ หล่านี้จ�ำเปน็ ต้องขออนญุ าตและดำ� เนินการรว่ มกบั
เจา้ หนา้ ที่
ภาพที่ 9 พืน้ ท่ปี ่าพรทุ ่ีมสี ภาพเสื่อมโทรม

| 27

4.1.2 พ้ืนทที่ ำ� กินประเภทสวนยางพารา (ภาพท่ี 10) และปาลม์ น้�ำมนั ทม่ี ีการปลกู ในระบบพชื เศรษฐกจิ เชงิ เด่ียวท่มี รี ะยะปลูกทกี่ วา้ ง
เพียงพอท่ีปลกู เสริมไมม้ คี า่ ทางเศรษฐกจิ ที่สามารถอยภู่ ายใตร้ ่มเงาของไมเ้ ดมิ โดยปลูกแทรกลงไป เชน่ ตะเคียนทอง ยางนา ในลักษณะ
ของการปลกู ผสมผสานเพอื่ สรา้ งรายไดแ้ ละลดความเสย่ี งจากการทำ� การเกษตรเชงิ เดยี่ ว พนื้ ทเ่ี หลา่ นส้ี ว่ นใหญเ่ ปน็ พนื้ ทข่ี องราษฎรทท่ี ำ� กนิ
โดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่อาจมีบางพื้นที่ซง่ึ บุกรุกเพอ่ื ท�ำการเกษตรซ่ึงภายหลังไดถ้ ูกยึดคนื มาเป็นของรฐั และอยใู่ นกระบวนการฟ้ืนฟู
ระบบนิเวศซึ่งสมควรท่ีจะพิจารณาท�ำการปลูกเสริมลงไปก่อนการตัดต้นยางพาราหรอื ปาล์มน�้ำมนั ออกดว้ ย เชน่ กนั
4.1.3 พนื้ ทีอ่ ยู่อาศัย หน้าบ้าน หลงั ครัว ริมรั้ว ขอบแดน ของชุมชน (ภาพท่ี 11) ในพื้นท่ปี ่าพรคุ วนเครง็ ท่มี กี ารปลกู ไม้ผล ไมย้ นื ตน้
อยู่บางส่วนแล้ว เปน็ พน้ื ท่ีเหมาะสมในการปลกู เสรมิ ไม้มคี ่าหลากหลายชนดิ โดยปลูกร่วมกันในลักษณะของสวนผสมผสาน
ภาพท่ี 10 การปลกู พนั ธไ์ุ ม้เสริมในพนื้ ทส่ี วนยางพารา

ภาพท่ี 11 การปลกู พนั ธ์ุไมเ้ สรมิ ในพนื้ ที่อยูอ่ าศัย

2 8 |

4.2 การคดั เลอื กชนิดพรรณไมท้ ่เี หมาะสมส�ำหรบั ปลกู ฟ้ืนฟูในพ้นื ทีป่ า่ พรุ

การคัดเลือกชนิดไม้พรรณไม้ท่ีเหมาะสมกับสภาพพื้นท่ีปลูกนับเป็นปัจจัยส�ำคัญย่ิงของการปลูกป่าทุกประเภท เพราะเป็นวิธีที่ง่าย
เสยี คา่ ใชจ้ า่ ยตำ่� และมโี อกาสประสบความสำ� เรจ็ มากกวา่ การปรบั ปรงุ พนื้ ทใี่ หเ้ หมาะสมกบั พรรณไม้ ซง่ึ พรรณไมท้ ถ่ี กู เลอื กเพอ่ื นำ� มาปลกู
ในพนื้ ทต่ี อ้ งสามารถเจรญิ เตบิ โตและอยู่รอดในพน้ื ทนี่ ั้นได้ ทั้งนีข้ น้ึ อยกู่ บั ปัจจัยสภาพแวดลอ้ ม เช่น โครงสร้างสังคมพชื เดิม สภาพดนิ น้ำ�
อากาศ หรอื ปญั หาไฟป่าของพน้ื ที่เป็นส่งิ สำ� คัญ รวมถึงต้องคำ� นงึ ถงึ วัตถปุ ระสงคข์ องการปลกู ด้วย
4.2.1 ชนิดไมท้ เ่ี หมาะสมในการปลกู ในพ้นื ท่ปี า่ เสม็ด
จากการทดลองปลกู พรรณไมเ้ พอื่ คดั เลอื กชนดิ ไมส้ ำ� หรบั ใชป้ ลกู ฟน้ื ฟปู า่ พรเุ สอ่ื มโทรมของงานปา่ ไม้ โครงการศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาพกิ ลุ ทอง
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชด�ำริ จังหวัดนราธิวาส สามารถจ�ำแนกพรรณไม้ท่ปี ลกู ฟ้ืนฟูปา่ พรอุ อกเป็น 3 กล่มุ ดงั น้ี

1) กลุ่มพรรณไม้โตช้า ได้แก่ ไม้กล้วย (Polyalthai lateriflora) แตยอ (Cinnamonum rhynchophyllum) มะม่วงราวา
(Mangifera griffithii) ตารา (Polyalthai glauca) กะทงั ปา่ (Litsia costata)และชะมวงปา่ (Gracinia bancana) ซงึ่ พรรณไม้
ดงั กลา่ วมีอตั ราการเติบโตทางความสงู นอ้ ยกวา่ 30 เซนติเมตรต่อปี

2) กลมุ่ พรรณไมโ้ ตเรว็ ปานกลาง ไดแ้ ก่ อา้ ยบา่ ว (Stemonurus secundiflorus) มะฮงั ใหญ่ (Macaranga pruinosa) หวา้ หนิ
(Eugenia kunstleri) สะเตยี ว (Ganua motleyana) ปอสองสี (Sterculia gilva) เทย๊ี ะ (Dialium patens) ระไมปา่ (Baccaurea
bracteata) เลือดควายใบใหญ่ (Horsfieldia crassifolia) สักนำ้� (Vatica pauciflora) กะทงั ทู้ (Persea membranacea)
กาบออ้ ย (Dacryodes incurvata) สะท้อนนก (Sandoricum beccarianum) ข้หี นอนพรุ (Campnosperma coriaceum)
ชมพเู่ สมด็ (Aglaia rubiginosa) ชมุ แสงนำ�้ (Xanthophyllum ellipticum) เขม็ ใหญ่ (Ixora grandifolia) และชา้ งไห้ (Neesia
malayana) ซึ่งพรรณไมด้ งั กลา่ วมอี ตั ราการเติบโตทางความสงู อยู่ในชว่ ง 30-60 เซนตเิ มตรต่อปี

3) กลุม่ พรรณไมโ้ ตเรว็ ได้แก่ เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) หวา้ น�้ำ (Eugenia oblate) ตงั หนใบใหญ่ (Calophyllum
sclerophyllum) และกะบยุ (Alstonia spathulata) ซง่ึ พรรณไมด้ งั กลา่ วมอี ตั ราการเตบิ โตทางความสงู มากกวา่ 60 เซนตเิ มตร
ตอ่ ปี

สำ� หรบั ชนดิ ไมท้ เี่ หมาะสมในพนื้ ทภี่ มู ทิ ศั นพ์ รคุ วนเครง็ จากการรวบรวมขอ้ มลู และการศกึ ษาวจิ ยั ในพนื้ ทขี่ องมลู นธิ ชิ ยั พฒั นา พบวา่ กนั เกรา
(Fagraea fragrans) ตะเคียนทอง (Hopea odorata) หว้านา (Syzygium cinereum) ชะเมานำ�้ (Eugenia grandis) ตารา (Polyalthia
glauca) สามารถเจรญิ เตบิ โตไดด้ ี นอกจากนจี้ ากการการปลกู ฟน้ื ฟปู า่ ภายใตโ้ ครงการเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพในการเกบ็ กกั คารบ์ อน ไดน้ ำ� พนั ธไ์ุ ม้
จากป่าพรโุ ต๊ะแดงและไมช้ นิดอ่นื ๆ มาปลกู พบวา่ จกิ น้ำ� (Barringtonia acutangula) หวา้ นา แคนา (Dolichandrone serrulata)
สะเตยี ว (Ganna motleyana) ชะเมาน�ำ้ ตารา มีอตั ราการรอดตายท่ีสงู มีศักยภาพในการน�ำมาปลูกฟ้ืนฟู

4.2.2 ชนิดไมท้ เี่ หมาะส�ำหรับการปลูกเสริมในพ้นื ทที่ �ำกินและท่อี ยู่อาศยั
เนอ่ื งจากพน้ื ทที่ ำ� กนิ และทอี่ ยอู่ าศยั ไมไ่ ดอ้ ยใู่ นพน้ื ทปี่ า่ พรุ ชนดิ ไมท้ เี่ หมาะสมจงึ เปน็ ชนดิ ไมป้ า่ ทว่ั ไปทมี่ มี ลู คา่ ทางเศรษฐกจิ และเจรญิ เตบิ โต
ไดด้ ีในบริเวณพื้นท่ภี าคใต้ เชน่ ตะเคยี นทอง ยางนา หลุมพอ พะยูง แดง พะยอม ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นชนิดไมท้ ที่ นร่มได้ เน่ืองจาก
เปน็ การปลูกภายใต้เรอื นยอดของไม้อืน่

| 29

4.2.3 ชนดิ ไม้สำ� หรบั การท�ำลกู บอลกลา้ ไม้
ได้แก่ หว้านา ชะเมาน้�ำ เน่ืองจากเป็นเมล็ดท่ีมีอัตราการงอกสูง เมล็ดมีจ�ำนวนมาก โดยการปั้นลูกบอลกล้าไม้ (ภาพที่ 12, ก-ฉ)
มีข้นั ตอนการทำ� ดงั น้ี

1) น�ำเมล็ดไม้ท่เี ก็บมาเอาเยือ่ หมุ้ เมล็ดออกใหห้ มดแลว้ น�ำไปลา้ งด้วยนำ�้ สะอาด
2) น�ำเมล็ดเมลด็ ไมไ้ ปตากลมไวป้ ระมาณ 12 ช่ัวโมง
3) เตรียมดนิ ทป่ี ้ัน โดยน�ำเอาหนา้ ดินมาผสมน้ำ� แลว้ คลุกเคลา้ กนั ใหด้ ินหมาด
4) นำ� เมลด็ ทตี่ ากไวม้ าปน้ั รวมกบั ดนิ เปน็ ลกู บอลทรงกลมทมี่ ขี นาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 3-4 เซนตเิ มตร โดยลกู บอล 1 ลกู ใชเ้ มลด็ ไม้

1-5 เมลด็ ขึน้ อยกู่ ับขนาดของเมลด็ ไม้
5) น�ำลกู บอลท่ปี ้ันเสร็จไปตากลมไว้ประมาณ 2 วนั หลงั จากนน้ั ก็สามารถนำ� ลูกบอลไปหว่านในพนื้ ท่ีทเ่ี ตรียมไว้ได้
ภาพท่ี 12 การปน้ั ลกู บอลกลา้ ไม้ ไดแ้ ก่ (ก) การนำ� เยอื่ หมุ้ เมลด็ ออก (ข) ลา้ งเมลด็ ไมท้ แ่ี กะเยอ่ื หมุ้ เมลด็ ออกดว้ ยนำ้� สะอาด (ค) นำ� เมลด็ ไม้
ทแ่ี กะเยอ่ื หมุ้ และลา้ งนำ้� สะอาดไปตาก (ง) เตรยี มดนิ สำ� หรบั ปน้ั ลกู บอล (จ) ปน้ั ลกู บอลดนิ เหนยี วผสมเมลด็ ไม้ และ (ฉ) ลกู บอลทป่ี น้ั เสรจ็

กข ค

งจฉ

30 |

4.3 การเตรียมพืน้ ท่ี

4.3.1 พนื้ ทป่ี ่าเสม็ด
หลงั จากทคี่ ดั เลอื กพนื้ ทแ่ี ละพรรณไมส้ ำ� หรบั พน้ื ทป่ี ลกู แลว้ ตอ้ งเขา้ ไปสำ� รวจแปลงปลกู เพอื่ เตรยี มการเขา้ ปลกู ปา่ โดยการเดนิ สำ� รวจเบอื้ งตน้
พรอ้ มจดบนั ทกึ ลกั ษณะทว่ั ไปของพน้ื ท่ี เชน่ ทต่ี ง้ั อาณาเขต ประวตั คิ วามเปน็ มาของพนื้ ที่ ชนดิ และการกระจายของวชั พชื รอ่ งรอยการเกดิ
ไฟป่า และสัตว์เลี้ยง สภาพน�้ำท่วมขัง และความสูงต�่ำของพ้ืนที่ (ท่ีลุ่ม ท่ีดอน) ข้อมูลลักษณะโครงสร้างและองค์ประกอบสังคมพืช
(ชนดิ ความหนาแนน่ ความโต ความสงู การปกคลมุ เรอื นยอด) แสดงดงั ภาคผนวก เพอื่ ใหส้ อดคลอ้ งกบั พรรณไมท้ น่ี ำ� มาปลกู ขอ้ มลู เบอื้ งตน้
เหลา่ นน้ี ำ� ไปสกู่ ารวางแผนจดั ทำ� เสน้ ทางชว่ั คราว ทำ� แนวกนั ไฟ จำ� นวนกลา้ ไมท้ จ่ี ะนำ� มาปลกู หรอื จำ� นวนตน้ เสมด็ ทตี่ อ้ งตดั สางออก (กรณี
การฟื้นฟูด้วยการปรับปรุงโครงสร้างป่า) ตลอดจนส่ิงจ�ำเป็นอื่น ๆ ส�ำหรับพ้ืนท่ีปลูกฟื้นฟูในป่าเสม็ดขาวควรมีการรังวัดอาณาเขตและ
ปกั หลกั เขตถาวรแสดงแนวเขตเพอื่ ปอ้ งกนั การบกุ รกุ รวมถงึ การจดั ทำ� แผนทแ่ี สดงรายละเอยี ดของแปลงปลกู ฟน้ื ฟู ดงั ตวั อยา่ งในภาพที่ 13
4.3.2 พืน้ ทสี่ วนยางพารา สวนปาล์มน้�ำมนั
ด�ำเนนิ การส�ำรวจพนื้ ทเ่ี บือ้ งตน้ ของพื้นท่ี ไดแ้ ก่ ทต่ี ้ัง อาณาเขต ระยะปลกู และอายขุ องตน้ ไม้ รอ่ งรอยการเกิดไฟปา่ และสตั ว์เลีย้ ง สภาพ
นำ�้ ทว่ มขงั และความสงู ตำ�่ ของพ้ืนที่ (ทีล่ ุ่ม ท่ดี อน) สมบตั ิและลษั ณะดิน ลักษณะการยกรอ่ ง สภาพความรม่ เงา
4.3.3 พน้ื ที่อยอู่ าศยั
สำ� รวจชนดิ พนั ธ์ุไม้ทม่ี อี ยดู่ ั้งเดิม สภาพความร่มเงา ความสูงต่�ำของพน้ื ท่ี สภาพน้ำ� ทว่ มขงั สมบตั ิและลักษณะดนิ

| 31

ภาพท่ี 13 แผนทแ่ี สดงรายละเอยี ดของแปลงปลกู ฟน้ื ฟจู ำ� นวน 3 แปลง ในเขตปา่ สงวนแหง่ ชาตทิ า่ ชา้ งขา้ ม (ขอบเขตสแี ดง 3 จดุ ) ภายใต้
โครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรุ เพอ่ื เพม่ิ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อนและอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพ
อย่างย่งั ยืน

32 |

4.4 การสร้างเส้นทางเดนิ ชั่วคราวเขา้ แปลงปลูกเพอ่ื ลำ� เลยี งกลา้ ไม้

ปา่ พรเุ ปน็ ปา่ ชมุ่ นำ้� หรอื สภาพพน้ื ทสี่ ว่ นใหญม่ นี ำ้� ทว่ มขงั และยงั มกี ารสะสมของเศษซากพชื อยา่ งหนาแนน่ จงึ ทำ� ใหด้ นิ รวมตวั กบั แบบหลวม ๆ
ส่งผลให้การล�ำเลยี งกลา้ ไมแ้ ละเครือ่ งมือทใ่ี ชใ้ นการปลกู ปา่ เปน็ ไปอย่างยากล�ำบาก ซึ่งหากแปลงปลูกมีขนาดใหญ่ เน้อื ท่ีมากกวา่ 50 ไร่
มคี วามจำ� เปน็ อยา่ งยง่ิ ทตี่ อ้ งสรา้ งเสน้ ทางเดนิ ชวั่ คราวเขา้ แปลงปลกู เพอื่ ลำ� เลยี งกลา้ ไมแ้ ละเครอื่ งมอื ตา่ ง ๆ ซงึ่ การสรา้ งทางเดนิ ชว่ั คราวนี้
อาจสร้างโดยใช้ไม้ไผห่ รือน�ำเศษก่งิ ไม้มาฝงั ให้จมดินและสามารถเดนิ ผา่ นได้ ทง้ั นถ้ี า้ หากไม่ทำ� ทางเดนิ ชั่วคราวก็อาจจะท�ำใหก้ ารลำ� เลียง
กลา้ ไมแ้ ละขนยา้ ยวสั ดอุ นื่ ๆ เปน็ อยา่ งยากลำ� บากเปน็ ผลใหก้ ารปลกู ปา่ ลา่ ชา้ ลง นอกจากการทำ� เสน้ ทางลำ� เลยี งทางบก เสน้ ทางลำ� คลอง
โดยใชเ้ รือเป็นทางเลือกทมี่ คี วามสะดวกในพื้นทีพ่ รอุ ย่างมากเพราะชว่ ยประหยัดเวลาและแรงงานไดเ้ ปน็ อยา่ งมาก (ภาพท่ี 14)
ภาพท่ี 14 การใชเ้ รอื ไปตามล�ำคลองเพื่อเขา้ แปลงปลกู ฟ้ืนฟู

| 33

4.5 การปกั หลกั ก�ำหนดจุดปลูก

การก�ำหนดจุดปลูกขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการปลูกและความเหมาะสมของสภาพพ้ืนที่ กรณีการปลูกฟื้นฟูป่าโดยการปลูกเสริม
ไม่จำ� เป็นท่ีจะตอ้ งกำ� หนดจดุ ปลูกในระยะท่ีเทา่ กัน การปลูกในลกั ษณะน้ีเปน็ การปลูกเสรมิ ในช่องวา่ งระหว่างต้นไม้ทีม่ ีในพื้นท่ีโดยในแต่
จดุ ปลกู ตอ้ งคำ� นงึ ถงึ ปจั จยั ดา้ นแสงและสภาพจดุ ปลกู เปน็ หลกั เพอ่ื สง่ เสรมิ ใหก้ ลา้ ไมส้ ามารถเตบิ โตไดด้ ไี มเ่ บยี ดเสยี ดกนั จนเกนิ ไป โดยทวั่ ไป
จำ� นวนกลา้ ไมท้ ใี่ ชป้ ลกู ประมาณ 30-35 ตน้ ตอ่ ไร่ แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามจำ� นวนตน้ ของกลา้ ไมแ้ ละระยะการปลกู ทเ่ี หมาะสมของพรรณไมแ้ ตล่ ะชนดิ
ยอ่ มแตกตา่ งกนั เพราะตอ้ งคำ� นึงถงึ ความกว้างของเรอื นยอดในอนาคตด้วย ส�ำหรับการปลูกภายใตเ้ รือนยอดของสวนยางพาราและสวน
ปาลม์ นำ้� มนั ควรปลกู อยทู่ บ่ี รเิ วณซงึ่ ยกรอ่ งไว้ โดยอาจมกี ารกำ� จดั ใบปาลม์ กง่ิ ยางพาราในบรเิ วณทจี่ ะปลกู โดยปลกู ทค่ี วามหนาแนน่ ประมาณ
40-50 ต้นต่อไร่ ในขณะที่การปลูกในบริเวณท่ีอยู่อาศัยควรพิจารณาก�ำหนดจุดท่ีปลูกซึ่งไม่เบียดเสียดกับต้นไม้เดิมที่มีอยู่ และไม่อยู่
ในแนวพาดผา่ นของสายไฟ ในขณะท่กี ารกำ� หนดจดุ การฟืน้ ฟูดว้ ยลูกบอลเมล็ดไมต้ ้องค�ำนึงสภาพน้�ำทว่ มขงั และวัชพืชดังได้กล่าวไวแ้ ล้ว

4.6 การเตรยี มพ้นื ที่ปลกู

4.6.1 พ้นื ท่ีป่าเสมด็ เพื่อปลูกเสรมิ ชนดิ ไม้
การเตรียมหลุมปลูกกล้าไม้ป่าพรุ (ในป่าท่ีปลูกฟื้นฟู) ถือเป็นหัวใจส�ำคัญท่ีจะช้ีวัดความอยู่รอดหรือการตายของกล้าไม้ โดยในสภาพ
พนื้ ทปี่ า่ พรสุ ว่ นใหญม่ กั จะมนี ำ้� ทว่ มขงั จงึ มคี วามจำ� เปน็ ทตี่ อ้ งทำ� การยกโคก เพราะการยกโคกเปน็ การชว่ ยใหร้ ากของกลา้ ไมอ้ ยเู่ หนอื ผวิ นำ�้
ท่ีท่วมขัง โดยวิธกี ารยกโคกเพอื่ ปลูกไม้ป่าพรเุ ป็นแนวทางปฏบิ ัติทส่ี ถานีทดลองปลกู พรรณไมพ้ ิกุลทองไดศ้ ึกษาวจิ ัยไวแ้ ละได้มีการน�ำมา
ขยายผลในการปลกู สาธติ ฟน้ื ฟูปา่ พรใุ นพน้ื ท่ขี อใชป้ ระโยชน์ของมูลนิธชิ ยั พัฒนาเมอื่ พศ. 2559 ซง่ึ ได้พบข้อควรพิจารณาในการยกโคก
กล่าวคือ หากเป็นพ้ืนที่ดอนอยู่แล้วอาจไม่จ�ำเป็นต้องยกโคกเพราะจะมีผลต่อความแห้งของดินในช่วงฤดูแล้ง แต่ในที่ลุ่มมีความจ�ำเป็น
ในการยกโคกเพ่ือใหก้ ล้าไมพ้ น้ ระดับนำ้� ทว่ ม
การยกโคกทำ� โดยขดุ เอาดนิ รอบๆ กองใหเ้ หนอื ผวิ นำ�้ โดยจากการทดลองสาธติ การปลกู ฟนื้ ฟปู า่ พรคุ วนเครง็ ในพนื้ ทตี่ าม “โครงการเสรมิ
ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรเุ พอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อนและอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยงั่ ยนื ”
ได้ท�ำการยกโคก ขนาด กว้าง x ยาว x สูง อย่างน้อย 50 x 50 x 50 เซนติเมตร แล้วกำ� จัดวัชพชื เถาวัลยฯ์ (กระจูด กระจดู หนู ลำ� เทง็ ปรอื
ย่านลเิ ภา) บริเวณโดยรอบออกหา่ งจากโคกในรศั มีประมาณ 50 เซนติเมตร และบรเิ วณทป่ี ลูกจะปักไม้พน่ สไี วใ้ ห้เหน็ ชดั เจนและผูกเชือก
กลา้ ไมต้ ิดกบั หลักไม้พอหลวมๆ เพือ่ การตดิ ตามการรอดตายและการเติบโตในภายหลงั (ภาพที่ 15)
4.6.2 พืน้ ทที่ ำ� กินและสวนยางพารา สวนปาล์ม้�ำมนั
การปลกู เสรมิ ในพนื้ ทที่ ำ� กนิ และโดยรอบบรเิ วณทอ่ี ยอู่ าศยั เนน้ ปลกู ไมท้ ม่ี คี ณุ คา่ ทางเศรษฐกจิ และการปลกู ไมม่ ปี ญั หาเรอ่ื งการทว่ มขงั ของนำ้�
ดังน้ัน การเตรียมพ้ืนท่ีจึงไม่จ�ำเป็นต้องยกโคก แต่ควรก�ำจัดวัชพืชในบริเวณที่จะปลูกและเลือกจุดที่ต้นไม้ไม่ข้ึนแน่นเบียดเสียด รวมท้ัง
ตัดใบปาล์มหรือกิ่งยางพาราที่อาจบดบังแสงสว่าง จากนั้นขุดหลุมปลูกแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก คลุกเคล้าดินให้เข้ากันเพื่อป้องกัน
รากพชื สัมผัสกบั ปุ๋ยโดยตรงซงึ่ จะทำ� ใหก้ ล้าไม้เห่ยี วและตายได้

34 |

4.6.3 พนื้ ท่ีสำ� หรบั การโยนลกู บอลเมลด็ ไม้
การใช้ลูกบอลเมล็ดไม้ในการปลูกฟื้นฟูระบบนิเวศป่าพรุมีข้อค�ำนึงส�ำคัญคือเรื่องจุดท่ีจะท�ำการปลูกจะต้องไม่มีน้�ำท่วมขังยาวนานและ
น�้ำจะต้องไม่ท่วมสูงมาก นอกจากน้ีพื้นที่การโยนจะต้องท�ำการถางก�ำจัดวัชพืชให้โล่งเพียงพอที่ลูกบอลเมล็ดไม้จะตกสัมผัสผิวดิน
จดุ ที่โยนลกู บอลเมล็ดไม้ควรปกั หลกั ไมพ้ น่ สีไว้เพอ่ื ความสะดวกในการติดตามการรอดตายและการเตบิ โตในภายหลัง
ภาพท่ี 15 การเตรยี มพ้นื ที่ปลกู โดยการยกโคกในพน้ื ท่ที มี่ ีน�้ำทว่ มขงั

| 35

4.6.4 พนื้ ที่การฟ้นื ฟูดว้ ยการปรบั โครงสร้างปา่
การฟื้นฟูด้วยการปรับโครงสร้างป่าแม้จะไม่มีการปลูกต้นไม้ แต่จ�ำเป็นต้องมีการจัดการกับหมู่ไม้โดยเฉพาะความหนาแน่นของต้นไม้
ท่ีต้องพิจารณาตัดออกเพื่อเปิดโอกาสให้ต้นไม้ท่ีเหลือมีการเติบโตดีส่งผลในการเพิ่มศักยภาพในการเก็บกักคาร์บอน วิธีการตัดต้นไม้
เพื่อปรับโครงสร้างท�ำโดยการส�ำรวจต้นไม้ในแปลงโดยการท�ำแผนท่ีต้นไม้ในแปลง วัดขนาดความโต ความสูง และขนาดของเรือนยอด
(กวา้ ง ยาว) จากนั้นนำ� มาวเิ คราะห์พจิ ารณาเลือกตัดต้นไม้ออก ใหเ้ หลือความหนาแน่นที่เหมาะสมประมาณ 200 ตน้ ต่อไร่ โดยต้นที่จะ
คัดเลือกเก็บไว้ควรเป็นต้นท่ีมีความสมบูรณ์ แข็งแรง ล�ำต้นสูงใหญ่ เป็นไม้เรือนยอดเด่น ต้นไม้ที่เลือกไว้ไม่ควรเลือกต้นที่อยู่ใกล้ชิดกัน
สำ� หรบั ต้นอน่ื ๆ ใหต้ ดั ออก (ภาพท่ี 16) โดยการตดั ควรตัดชดิ โคนตน้ และน�ำออกไปใชป้ ระโยชน์
ภาพท่ี 16 พ้นื ท่กี ารฟ้ืนฟูดว้ ยการปรบั โครงสร้างปา่

4.7 การปลกู

การปลูกกล้าไม้ให้ได้ผลส�ำเร็จท่ีดีควรจะปลูกในช่วงฤดูฝน ส�ำหรับวิธีการปลูกให้ใช้มีดกรีดถุงพลาสติกของกล้าไม้และดึงพลาสติกออก
เสียก่อนแล้วกล้าไม้ลงหลุมอย่างระมัดระวังโดยอย่าให้ดินท่ีหุ้มรากของกล้าไม้แตกออก จากน้ันจึงกลบหรือบีบดินรอบๆ โคนกล้าไม้ให้
แน่นและใช้เชือกผูกยึดกล้าไม้ไว้กับไม้ปักหลักอย่างหลวมๆ ซ่ึงจะช่วยให้กล้าไม้ขึ้นตรง ไม่คดงอ ทั้งน้ีเพ่ือป้องกันไม่ให้เชือกร่วงหล่นมา
อยู่ใต้โคนไม้ปักหลัก ให้ผูกปลายเชือกด้านหนึ่งไว้กับหลัก และผูกเชือกอีกด้านหน่ึงกับกล้าไม้แบบหลวม ๆ เพราะต้นไม้สามารถเติบโต
ทางดา้ นความโตไดด้ ี หลงั จากปลกู ต้นไม้แล้วเสรจ็ ควรเก็บถุงพลาสตกิ ทีใ่ ชเ้ พาะชำ� กล้าไม้นัน้ นำ� ออกไปท้งิ นอกแปลงปลกู หรอื ฝงั ดิน
ส�ำหรับการปลูกโดยลูกบอลเมล็ดไม้ ให้พิจารณาเลือกจุดโยนที่โล่ง ไม่มีวัชพืชขึ้น น้�ำไม่แช่ขังนาน โดยการโยนควรให้กระจายท่ัวพื้นท่ี
และควรท�ำหลกั ปักหมายในจุดท่ีโยนลูกบอลเมลด็ ไม้ไวเ้ พอื่ ติดตามการรอดตายและการเติบโต

36 |

บทท่ี 5
การบ�ำรงุ รักษากลา้ ไม้ท่ปี ลูก

| 37

5.1 การปลกู ซ่อม

การปลูกซ่อมควรด�ำเนินการภายในระยะเวลา 1 เดือน (ภาพที่ 17) ภายหลังการปลูกซงึ่ มักกระท�ำทนั ทหี ลงั การสำ� รวจการรอดตายแลว้
เสร็จเพ่ือให้กล้าไม้ที่ปลูกซ่อมเติบโตทันกับกล้าไม้เดิมท่ีปลูกไป ส�ำหรับการปลูกซ่อมในพื้นที่โยนลูกบอลเมล็ดไม้ ต้องพิจารณาระดับน้�ำ
ในพนื้ ทดี่ ว้ ยว่าระดับนำ�้ สูงเกินไปหรือมกี ารท่วมขงั ของนำ้� ยาวนานหรอื ไม่



ภาพท่ี 17 การปลกู ซ่อมกลา้ ไมท้ ่ีตาย

38 |

5.2 การก�ำจัดวชั พชื

ภายหลงั ปลกู กลา้ ไมจ้ �ำเป็นตอ้ งมกี ารดูแลรกั ษาแปลงปลกู โดยเฉพาะการกำ� จดั วชั พชื ในช่วงแรกของการปลูกกล้าไม้ วชั พืชสำ� คัญในพน้ื ที่
ป่าพรคุ วนเคร็งคอื ยา่ นลิเภา กระจดู กระจูดหนู หญ้าคมบาง ล�ำเท็ง (ภาพท่ี 18, ก-ค) โดยยา่ นลิเภาและล�ำเทง็ จะเลือ้ ยขึ้นพนั กล้าไม้
ในขณะทก่ี ระจูด หญา้ คมบาง จะขึ้นบดบังกลา้ ไมท้ ป่ี ลกู จงึ ต้องก�ำจัดวัชพชื โดยการถางรอบโคกท่ีปลกู หรอื รอบกลา้ ไม้ทง่ี อกขน้ึ มาจาก
ลกู บอลเมลด็ ไม้ โดยถางวชั พืชออกเป็นรศั มอี ย่างนอ้ ย 1 เมตร จากโคนต้น การกำ� จดั วัชพชื ควรกระทำ� อยา่ งน้อยปลี ะ 2 ครง้ั

ภาพที่ 18 วชั พืชส�ำคญั ในป่าพรุควนเคร็ง ไดแ้ ก่ (ก) กระจูด (ข) หญา้ คมบาง และ (ค) ล�ำเทง็ ข




| 39

5.3 การป้องกันไฟป่า

ไฟเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศป่าพรุและต้นไม้ในป่าพรุทุกชนิด โดยเฉพาะกล้าไม้ที่ปลูก การป้องกันไฟโดยการก�ำจัดวัชพืชรอบโคนต้น
ออกไปเป็นการป้องกันในเบ้ืองต้นเท่าน้ัน ในพื้นที่ปลูกฟื้นฟูระบบนิเวศ พ้ืนที่โยนลูกบอลเมล็ดไม้ควรพิจารณาท�ำแนวกันไฟรอบแปลง
ปลูก โดยขนาดความกว้างของแนวกันไฟควรจะต้องยาวกว่าความยาวเปลวไฟในพ้ืนที่ และแนวกันไฟควรเป็นแนวเชื่อมต่อกัน แนวกัน
ไฟอาจใช้ล�ำคลอง ถนน คนั คลอง ทมี่ อี ยู่เป็นแนวกันไฟได้ (ภาพท่ี 19) เช่นกัน

ภาพท่ี 19 ลำ� คลองท่สี ามารถเป็นแนวกันไฟได้

5.4 การป้องกันโรคและแมลง

กลา้ ไมเ้ มอ่ื ยงั มขี นาดเลก็ ไมแ่ ขง็ แรงมคี วามเสยี่ งจากโรคและแมลงศตั รไู ด้ ผปู้ ลกู จำ� เปน็ ตอ้ งหมน่ั ตรวจสอบวา่ มแี มลงศตั รเู ขา้ ทำ� ลายกลา้ ไม้
หรือไม่ ซ่ึงกล่มุ แมลงทม่ี ีอนั ตรายตอ่ กล้าไมส้ ว่ นใหญ่เปน็ แมลงที่กดั กนิ ราก กนิ ใบ ดูดน�ำ้ เล้ยี ง ซ่ึงจะมีผลกระทบมากกบั กลา้ ไม้ โดยการ
ท�ำลายของแมลงจะทง้ิ รอ่ งรอยไว้ เช่น ขข้ี ยุ ตามล�ำต้น ใบขาดแหวง่ ฯ เมอื่ ตรวจพบต้องรับก�ำจดั แมลงเหลา่ นั้น โดยถา้ มจี ำ� นวนไมม่ าก
ใหใ้ ช้การจับไปทำ� ลายไมค่ วรใช้สารเคมี เนอ่ื งจากสารจะตกคา้ งลงในน้�ำและถา่ ยทอดไปสสู่ ตั วน์ ำ้� ซงึ่ สร้างผลต่อสขุ ภาพของผบู้ ริโภคได้

40 |

บทท่ี 6
การประเมนิ ผลส�ำเรจ็ ของการปลูกป่า

| 41

6.1 การศึกษาการเตบิ โตและการรอดตายของกลา้ ไม้

ภายหลังปลูกตน้ ไมป้ ระมาณ 2 เดอื น ควรทำ� การส�ำรวจอัตราการรอดตายของกลา้ ไม้ที่ปลกู หรืออตั ราการงอกของลูกบอลเมล็ดไม้ และ
ทำ� การปลกู ซอ่ ม การส�ำรวจอตั ราการรอดตายสำ� หรับพ้นื ท่ีปลูกฟ้นื ฟูระบบนเิ วศและบริเวณพน้ื ทีโ่ ยนลกู บอลเมล็ดไม้ ดำ� เนนิ การโดยสุม่
วางแปลงส�ำรวจขนาด 40 x 40 เมตร จ�ำนวน 3 – 5 จุด กระจายทั่วพน้ื ท่ี ตรวจนับจำ� นวนกลา้ ไมท้ ีร่ อดตาย บันทึกชนิดที่ตาย ชนิดที่
รอดตาย โดยชนดิ ไมท้ ร่ี อดตายตอ้ งวดั ขนาดเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางท่ีระดบั โคนต้น (เซนตเิ มตร) และความสงู ทง้ั หมดของกลา้ ไม้ (เซนตเิ มตร)
(ตางรางท่ี 2) (ภาพท่ี 20, ก-ง) จากน้นั คำ� นวณอตั ราการรอดตายและการเติบโตของไมแ้ ต่ละชนดิ โดยในระหว่างการสำ� รวจการรอดตาย
ให้ทำ� การตรวจสอบไมห้ ลักปัก สภาพของโคกท่ยี กแล้วดำ� เนนิ การปรับปรงุ ตามที่เหมาะสม
สำ� หรับกลา้ ไม้ท่ปี ลกู ในพ้นื ทที่ ำ� กนิ หนา้ บา้ น หลังครวั รมิ ร้วั ขอบแดน อาจใช้การเดนิ สำ� รวจนับจำ� นวนต้นกล้าโดยไม่จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารวาง
แปลงส�ำรวจ เนื่องจากรูปแบบการปลูกหลากหลาย รูปแปลงมีความหลากหลายท�ำให้การวางแปลงส�ำรวจมีความยุ่งยากซับซ้อนเกินไป
ซ่ึงขอ้ มูลทต่ี อ้ งสำ� รวจประกอบด้วย รายชอื่ บุคคลทนี่ ำ� กล้าไม้ไปปลกู ชนิดไม้ท่ีตาย ชนดิ ไม้ที่รอดตาย โดยชนิดไมท้ ี่รอดตายตอ้ งวดั ขนาด
เสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางทรี่ ะดบั โคนตน้ (เซนติเมตร) และความสงู ท้งั หมดของกล้าไม้ (เซนตเิ มตร) (ตารางท่ี 3) (ภาพท่ี 21, ก-ง) และรูปแบบ
การปลกู
บริเวณที่ปรับโครงสร้างป่าด้วยการตัดต้นไม้บางส่วนออกเพื่อส่งเสริมการเติบโตของต้นไม้ท่ีเหลือจะท�ำการตรวจติดตามการเติบโตของ
ตน้ ไมท้ ่ีเหลืออยู่โดยการวางแปลงถาวรขนาด 40 x 40 เมตร จ�ำนวน 3-5 จุด กระจายทว่ั พ้ืนที่ จากน้ันติดหมายเลขท่ีต้นไมแ้ ลว้ ทำ� การ
วดั ขนาดความโตทร่ี ะดับความสูงเพียงอก ความสงู โดยตดิ ตามผลการเปล่ียนแปลงทกุ ปีต่อเน่อื งเปน็ เวลา 3 ปี

42 |



ตารางที่ 2 ตัวอย่างตารางบนั ทึกขอ้ มลู การเติบโตและอัตราการรอดตายของกลา้ ไม้ที่ปลกู ฟ้นื ฟู

ข้อมูลการเตบิ โตและการรอดตายของกล้าไม้ท่ปี ลูกฟื้นฟูป่าพรคุ วนเครง็

สถานท่ปี ลูก ..................................................................... รูปแบบการปลกู ............................................................

บนั ทึกขอ้ มูล ว/ด/ป ........................................................... ผู้บนั ทกึ .......................................................................


ต้นที่ ชนดิ ไม้ ขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลาง ความสูงทั้งหมด หมายเหตุ
ที่ระดบั คอราก (ซม.) (ซม.)

| 43

ภาพท่ี 20 การติดตามการเติบโตและการรอดตายของกลา้ ไมใ้ นแปลงปลูกฟืน้ ฟูพรคุ วนเครง็ ไดแ้ ก่ (ก) แปลงปลูกฟื้นฟูบรเิ วณป่าสงวน
แห่งชาตทิ า่ ชา้ งข้าม (ข) แปลงปลกู ฟน้ื ฟูบริเวณเขตห้ามลา่ สตั ว์ป่าบอ่ ล้อ (ค) แปลงปลูกฟ้นื ฟูในพน้ื ท่เี ขตห้ามลา่ สตั ว์ป่าทะเลนอ้ ยบริเวณ
บ้านไสขนุน ม. 11 ต.เคร็ง และ (ง) แปลงปลูกฟนื้ ฟูบริเวณป่าชุมชนบา้ นควนเงนิ ม. 2 ต.บ้านตลู

กข
คง

44 |

ตารางท่ี 3 ตวั อยา่ งตารางการบนั ทกึ ขอ้ มลู การเตบิ โตและอตั ราการรอดตายของกลา้ ไมท้ ปี่ ลกู ในพน้ื ทท่ี ำ� กนิ หนา้ บา้ น หลงั ครวั รมิ รว้ั ขอบแดน  
ขอ้ มูลการเตบิ โตและการรอดตายของกล้าไม้ท่ปี ลกู ฟน้ื ฟปู ่าพรคุ วนเคร็ง หมายเหตุ
หมบู่ ้าน ...................................... ตำ� บล ...................................... อำ� เภอ ...................................... จังหวัด ......................................
บันทึกขอ้ มูล ว/ด/ป ..................................................................... ผ้บู ันทกึ .....................................................................

ลำ� ดบั รายช่ือคนที่นำ� กลา้ ไม้ไปปลกู ตน้ ที่ ชนดิ ไม้ ขนาดเสน้ ผ่าน ความสูง รูปแบบการปลกู
ศูนยก์ ลางท่ีระดับ ทัง้ หมด
คอราก (ซม.) (ซม.)

| 45

ภาพท่ี 21 การตดิ ตามการเตบิ โตและการรอดตายของกลา้ ไมท้ ป่ี ลกู ในพนื้ ทที่ ำ� กนิ หนา้ บา้ น หลงั ครวั รมิ รว้ั ขอบแดน เชน่ (ก-ข) การปลกู
เสริมในสวนยางพาราและขอบแดนสวนยางพารา (ค-ง) การปลกู ในพน้ื ทอี่ ย่อู าศยั

กข
คง

46 |

บทที่ 7
ระเบยี บท่ีเกีย่ วข้องกบั การปลูกปา่

| 47

7.1 ระเบยี บกรมป่าไม้ ว่าดว้ ยการอนญุ าตใหเ้ ขา้ ไปศกึ ษาหรอื วจิ ยั ทางวิชาการในเขตปา่ สงวน
แห่งชาติ พ.ศ. 2559

อาศัยอาํ นาจตามความในมาตรา 17 แหง่ พระราชบัญญตั ิปา่ สงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. 2507 อธิบดีกรมป่าไมโ้ ดยอนมุ ัติรัฐมนตรวี ่าการ
กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม จงึ วางระเบียบไว้ ดงั ต่อไปนี้
ขอ้ 1 ระเบยี บนเ้ี รยี กวา่ “ระเบยี บกรมปา่ ไมว้ า่ ดว้ ยการอนญุ าตใหเ้ ขา้ ไปศกึ ษาหรอื วจิ ยั ทางวชิ าการในเขตปา่ สงวนแหง่ ชาตพิ .ศ. 2559”
ขอ้ 2 ระเบียบนีใ้ ห้ใชบ้ งั คับตง้ั แตว่ ันถัดจากวนั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาเปน็ ต้นไป
ขอ้ 3 ใหย้ กเลกิ ระเบยี บกรมปา่ ไมว้ า่ ดว้ ยการอนญุ าตใหก้ ระทำ� การเพอื่ ประโยชนใ์ นการศกึ ษาหรอื วจิ ยั ทางวชิ าการภายในเขตปา่ สงวน
แหง่ ชาติ พ.ศ. 2558
ขอ้ 4 บรรดาระเบยี บ ประกาศ ขอ้ บงั คบั และคาํ สง่ั อน่ื ใดในสว่ นทก่ี าํ หนดไวแ้ ลว้ ในระเบยี บนี้ หรอื ซงึ่ ขดั หรอื แยง้ กบั ระเบยี บนใี้ หใ้ ช้
ระเบียบน้แี ทน
ขอ้ 5 ในระเบียบน้ี
“การศึกษา” หมายความรวมถึง การเรียนรู้ในพื้นท่ีจริง การสํารวจแร่การสํารวจปิโตรเลียม การสํารวจและจัดเก็บข้อมูลเพ่ือ
การจดั ทาํ รายการขอ้ มลู ดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม รายงานการวเิ คราะหผ์ ลกระทบ สงิ่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ รายงานการวเิ คราะหผ์ ลกระทบสง่ิ แวดลอ้ ม
และรายงานการวเิ คราะหผ์ ลกระทบ สง่ิ แวดลอ้ มสาํ หรบั โครงการหรอื กจิ การทอ่ี าจกอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบตอ่ ชมุ ชนอยา่ งรนุ แรงทงั้ ดา้ นคณุ ภาพ
สิง่ แวดลอ้ ม ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสุขภาพ
“การวจิ ยั ทางวชิ าการ” หมายความวา่ สาํ รวจ คน้ ควา้ วจิ ยั ทดลอง วเิ คราะหก์ ารเกบ็ หา หรอื การดาํ เนนิ การใด ๆ เพอ่ื ไดม้ าของ
ขอ้ มลู และเกบ็ รวบรวมตวั อย่างเพ่ือค้นหาขอ้ เทจ็ จรงิ ทางวิชาการ ในทุกสาขาวิชา
ขอ้ 6 ใหอ้ ธบิ ดกี รมปา่ ไมร้ กั ษาการตามระเบยี บนแี้ ละมอี าํ นาจตคี วาม วนิ จิ ฉยั ปญั หาเกย่ี วกบั การปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บนคี้ าํ วนิ จิ ฉยั
ของอธบิ ดกี รมปา่ ไม้ใหเ้ ป็นทีส่ ดุ
ขอ้ 7 หนว่ ยงานของรฐั หรอื บคุ คลใดประสงคจ์ ะขออนญุ าตเขา้ ไปศกึ ษาหรอื วจิ ยั ทางวชิ าการ ใหย้ นื่ คาํ ขออนญุ าตตอ่ ผอู้ าํ นวยการ
สํานักจัดการทรัพยากรป่าไม้หรือผู้อํานวยการสํานักจัดการทรัพยากรป่าไม้ สาขาแห่งท้องท่ีโดยต้องระบุวัตถุประสงค์แสดงรายละเอียด
เก่ียวกับโครงการหรือกิจกรรมที่เก่ียวข้องกับการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการตามแบบคําขออนุญาตท้ายระเบียบน้ีพร้อมด้วยหลักฐาน
ตามท่ีระบไุ ว้ในแบบค�ำขอ
การขออนญุ าตเขา้ ไปศกึ ษาหรอื วจิ ยั ทางวชิ าการ ของโครงการหรอื กจิ กรรมใดทมี่ คี วามประสงค์ จะขอเกบ็ ตวั อยา่ งทรพั ยากรธรรมชาติ
ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ใหร้ ะบรุ ายละเอียดทเ่ี กีย่ วข้อง ดงั ตอ่ ไปนี้

(1) จำ� นวนชนดิ ขนาด ปรมิ าณ และวธิ กี ารเกบ็ ตวั อยา่ ง ตลอดจนเหตผุ ลและความจำ� เปน็ ของการเกบ็ ตวั อยา่ งทรพั ยากร
ธรรมชาติ

(2) ก�ำหนดวิธีการจัดการส่วนของตัวอย่างที่เหลือจากการศึกษาหรือวิจัยไว้ด้วยหากต้องน�ำตัวอย่างทรัพยากรธรรมชาติ
ออกนอกราชอาณาจักร ต้องบรรยายเหตุผล ความจำ� เปน็ และสถานที่ทจ่ี ะนำ� ไปศึกษาหรอื วจิ ัยโดยละเอยี ดดว้ ย

48 |


Click to View FlipBook Version