The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สมุดปกน้ำตาล ข้อเสนอเพื่อเสริมสร้างบทบาทภาคป่าไม้สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
จัดทำโดยศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2022-11-23 21:01:05

สมุดปกน้ำตาล

สมุดปกน้ำตาล ข้อเสนอเพื่อเสริมสร้างบทบาทภาคป่าไม้สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
จัดทำโดยศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Keywords: สมุดปกน้ำตาล,บทบาทภาคป่าไม้,ความเป็นกลางทางคาร์บอน

คำนำ

จากสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก จากการประชุม COP26 เมื่อปี
พ.ศ. 2564 ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมย์จะยกระดับการแก้ไข
ปัญหาสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุ
เปา้ หมายการปล่อยก๊าซเรอื นกระจกสทุ ธเิ ป็นศนู ยภ์ ายในหรอื กอ่ นหนา้ ปี ค.ศ. 2065

ภาคป่าไม้ นับว่ามีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon
Neutrality) ของโลกและประเทศไทย ทั้งในส่วนของการช่วยดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเป็นแหล่ง
กักเก็บคาร์บอนไว้ในรูปของเนื้อไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ โดยในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้กำหนดนโยบาย
ยุทธศาสตร์ และแผนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคป่าไม้เพื่อรองรับและสนับสนุนความเปน็ กลางทางคาร์บอน
มาเป็นลำดับ

คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปน็ สถาบันการศกึ ษาดา้ นปา่ ไม้ทีม่ ีการเรยี นการสอน การ
วิจัย และการบริการวิชาการด้านป่าไม้และทรัพยากรป่าไม้แบบครบวงจร ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่อง
ดังกล่าว จึงได้จัดทำสมุดปกน้ำตาลโดยความร่วมมือจากคณาจารย์และนักวิจัยของคณะเพื่อเป็นข้อเสนอเพ่ือ
เสริมสร้างบทบาทภาคป่าไม้สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งประกอบด้วย 6 กลยุทธ์ 77 มาตรการ โดย
มุ่งหวังว่าสมุดปกน้ำตาลเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำไปใช้ขับเคลื่อนงานภาคป่าไม้เพื่อสนับสนุน ประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทาง
คารบ์ อนตามเปา้ หมายที่วางไว้ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพยง่ิ ข้ึนต่อไป

ผศ.ดร.กอบศกั ด์ิ วันธงไชย
คณบดคี ณะวนศาสตร์
ตลุ าคม 2565



สารบญั

คำนำ หนา้
สารบญั ก
1. ความสำคัญ ข
2. วิสัยทัศน์ของประเทศไทยตอ่ เปา้ หมายความเปน็ กลางทางคารบ์ อน 1
3. สถานการณ์และทศิ ทางการดำเนนิ งานสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของโลกและประเทศไทย 1
4. การวิเคราะหช์ อ่ งว่างและโอกาสเสริมสรา้ งบทบาทภาคป่าไม้ 2
5. กลยุทธ์และมาตรการเพื่อเสรมิ สร้างบทบาทภาคป่าไมส้ ู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน 10
6. บทสรปุ 12
7. เอกสารอา้ งองิ 22
22



ขอ้ เสนอเพือ่ เสรมิ สรา้ งบทบาทภาคปา่ ไม้
สูค่ วามเปน็ กลางทางคารบ์ อน

1. ความสำคญั

สืบเนื่องจากสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการ
เปล่ยี นแปลงของสภาพภมู ิอากาศทีม่ ีแนวโน้มรุนแรงข้นึ ในทุกภมู ิภาคทว่ั โลก ในชว่ งระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
หลายประเทศทั่วโลกเริ่มตื่นตัวและพยายามให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแ ปลงสภาพ
ภูมิอากาศของโลก (Climate Change) โดยตั้งเป้าหมายที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม
โดยได้ออกกฎหมายและนโยบายเพ่อื บรรลเุ ป้าหมายในการลดการปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจกสุทธเิ ปน็ ศูนย์

ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) คือ การที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน-
ไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนมา โดยแนวทางทำให้การปล่อย
คาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเปน็ ศนู ย์ ซง่ึ สามารถดำเนนิ การได้สองแนวทาง คือ การดูดซบั กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์
ที่ปล่อยออกมาส่บู รรยากาศโดยการปลูกป่า และใช้เทคโนโลยีดักจับและกกั เก็บคารบ์ อน และการลดการปล่อย
คาร์บอนไดออกไซด์จากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคพลังงาน ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ภาคของเสีย ภาค
เกษตรกรรม ฯลฯ โดยลดหรือละกิจกรรมบางอย่างที่ไม่จำเป็น หรือใช้เทคโนโลยีการผลิตและการจัดการท่ี
สะอาดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ภาคป่าไม้ จึงนับว่ามีบทบาทสำคัญทั้งในส่วนของการช่วยดูดกลับกาซเรือนกระจก และ
เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนไว้ในรูปของเนื้อไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้จัดทำนโยบาย
ยุทธศาสตร์ แผนงาน กลยุทธ์ และมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาเป็นลำดับ อย่างไรก็ดี การจัดทำข้อเสนอ
เพมิ่ เตมิ ในสว่ นรายละเอียดหรือชว่ งเวลาดำเนินการของกลยุทธ์/มาตรการเดิม หรอื ทจี่ ัดทำข้ึนมาใหม่ ก็จะเป็น
การช่วยเสริมสร้างบทบาทภาคป่าไม้สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้อย่างประสิทธิภาพและประสิทธิผลมาก
ย่ิงขึ้น

2. วสิ ัยทศั นข์ องประเทศไทยต่อเปา้ หมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมประชุมระดับ
ผู้นำ (World Leaders Summit) ในการประชุม COP26 หรือการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญา
สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ถึงวันที่
12 พฤศจิกายน 2564 ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร โดยพลเอกประยทุ ธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้
ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมแสดงเจตนารมย์ของประเทศไทยที่ได้ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการแก้ไขปัญหา
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับประชาคมโลก และพร้อมร่วมมือกับทุกประเทศทุกภาคส่วน เพื่อให้

1

บรรลุเป้าหมายร่วมกนั แมว้ ่าประเทศไทยจะปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกในสัดสว่ นเพียงรอ้ ยละ 0.72 ของการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งโลก แต่ประเทศไทยกลับเป็น 1 ใน 10 ประเทศ ที่จะได้รับผลกระทบร้ายแรงจากการ
เปล่ยี นแปลงสภาพภมู ิอากาศ และในช่วงเวลาท่ผี ่านมาประเทศไทยได้ปฏิบัตติ ามคำมั่นที่ให้ไวก้ ับประชาคมโลก
ทุกประการ และปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องและแข็งขัน โดยภายใต้กรอบอนุสัญญา
สหประชาชาติว่าด้วยการเปล่ียนแปลงสภาพภมู ิอากาศ ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมาย NAMA (Nationally
Appropriate Mitigation Action) เพอื่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและขนสง่ อย่างน้อยร้อย
ละ 7 ภายในปี ค.ศ. 2020 แต่ทว่าในปี ค.ศ. 2019 ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 17
ซึ่งเกนิ กว่าเป้าหมายท่ีต้งั ไว้ถึง 2 เทา่ และก่อนเวลาที่ได้กำหนดไว้มากกว่า 1 ปี นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็น
ประเทศแรก ๆ ที่ได้จัดส่ง NDC ฉบับปรับปรุงปี ค.ศ. 2020 และได้จัดส่งยุทธศาสตร์ระยะยาวการพัฒนาแบบ
ปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกต่ำให้กับ UNFCCC

“…วันนี้ผมมาพร้อมกับเจตนารมย์ที่เป็นความท้าทายอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจะยกระดับการแก้ไข
ปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่ และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทาง
คาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยกา๊ ซเรือนกระจกสุทธิเปน็ ศูนย์
(net zero greenhouse gas emission) ภายในหรือก่อนหน้า ปี 2065 ด้วยการสนับสนุนทางด้านการเงิน
และเทคโนโลยีอย่างเต็มที่และเท่าเทียม รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถจากความร่วมมือระหว่าง
ประเทศและกลไกภายใต้กรอบอนสุ ัญญาฯ ผมมน่ั ใจวา่ ประเทศไทยก็จะสามารถยกระดับ NDC ของเราข้ึนเป็น
ร้อยละ 40 ได้ ซึ่งจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยเป็นศูนย์ได้ภายในปี 2050…” พลเอก
ประยุทธ์ จนั ทร์โอชา กล่าวไว้

3. สถานการณ์และทิศทางการดำเนนิ งานสคู่ วามเป็นกลางทางคาร์บอนของโลกและประเทศไทย

3.1 สถานการณ์และทิศทางของโลก
พิสุทธิ์ และคณะ (2564) ได้รายงานว่า ปัจจุบันสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกที่เพ่ิม
สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มแี นวโน้มรุนแรงขึน้ ในทกุ ภูมภิ าคท่วั โลก
โดยประเทศที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุดในโลก คือ ประเทศจีน รองลงมาคือ ประเทศ
สหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30.3 และ 13.4 ตามลำดับ ในปี ค.ศ. 2019 ทั้งประเทศจีนและ
สหรัฐอเมรกิ าได้ออกมาประกาศเป้าหมายเพ่ือใหส้ ามารถม่งุ เข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี ค.ศ. 2060
และ 2050 ตามลำดับ นอกจากน้ี หลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกเริ่มตื่นตัวและพยายามให้ความ
ร่วมมอื ในการแก้ไขปัญหาการเปลีย่ นแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (Climate Change) โดยตงั้ เป้าหมายท่ีมุ่ง
สู่ความเป็นกลางทางคารบ์ อนอย่างเป็นรปู ธรรม จากการเกบ็ รวบรวมข้อมูลและติดตามการทำงานของประเทศ
ต่าง ๆ โดย Energy & Climate Intelligence Unit พบว่า กว่า 100 ประเทศทั่วโลกได้มีการออกกฎหมาย
และนโยบายเพ่ือบรรลุเปา้ หมายในการลดการปล่อยก๊าซเรอื นกระจกสุทธลิ งจนเปน็ ศนู ย์

จากตัวอย่างของต่างประเทศที่ได้มีการดำเนินงานสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ประเทศนอร์เวย์
สหภาพยุโรป ชิลี ไอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และจีน มีสัดส่วนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก
ภาคอตุ สาหกรรมค่อนข้างสงู เนอื่ งจากยงั มีการใช้เช้ือเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมนั ถ่านหนิ และก๊าซธรรมชาติ อยู่
เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้แนวทางการจัดการเพื่อเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม
ของแต่ละประเทศมีความคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การลดหรือยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินโดยเปลี่ยนไปใช้

2

พลังงานหมุนเวยี น บางประเทศยงั ออกมาตรการในการเพิ่มภาษีคาร์บอน การกำหนดงบประมาณคารบ์ อนเพ่ือ
จำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถปลอ่ ยออกสู่ส่ิงแวดลอ้ ม อีกทั้งยังมีการสนับสนนุ เทคโนโลยีการดกั จบั
และกักเก็บกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage; CCS) และส่งเสริมใหม้ ีการปลูกป่าเพ่ือ
เพิ่มแหล่งสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามธรรมชาติ (Carbon sink) นอกจากนี้ ประเทศนอร์เวย์ ชิลี
ไอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และจีน ตลอดจนสหภาพยุโรป มีแนวทางการจัดการในภาคเกษตรกรรมที่คล้ายคลึง
กัน ได้แก่ ลดการเผาวัสดุทางการเกษตรและลดการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกในฤดูกาลถัดไป สนับสนุนการใช้
พลังงานชีวมวล (Biomass) การปรับปรุงการเกษตรเพื่อลดการเกิดก๊าซมีเทนซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเลี้ยง
ปศุสัตว์ โดยจะต้องมีการบรหิ ารจัดการมูลสัตว์ที่เหมาะสม การประยุกต์ใชห้ ลักความสัมพันธ์ของพลังงานและ
สิ่งแวดล้อม (Energy-Environment nexus) ในการปรับใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตผลผลิต
ทางการเกษตร และใชย้ านพาหนะพลังงานสะอาดในการขนส่ง อกี ท้ังยังส่งเสรมิ การจดั การของเสียที่เหมาะสม
หลังการใช้งาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน ( Sustainable
Consumption and Production; SCP) นอกจากนี้ ยงั มกี ารสง่ เสรมิ การเกษตรอัจฉรยิ ะ (Smart agriculture)
ซง่ึ เปน็ การเกษตรที่มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพ่ือเสริมใหก้ ารบรหิ ารจัดการมปี ระสิทธิภาพมากข้ึน โดย
สามารถควบคุมทุกขั้นตอนด้วยเทคโนโลยีเพื่อทำการตรวจสอบ เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และแก้ปัญหาการ
เพาะปลูกได้ทันท่วงที พร้อมทั้งสามารถแสดงผลข้อมูลการเจริญเติบโตและคาดการณ์ผลผลิตได้อย่างแม่นยำ
อีกทงั้ ยงั ชว่ ยเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพและผลผลิตของการเกษตรกรรมอีกด้วย โดยหากนำแนวทางจัดการท้ังหมดนี้มา
ปรับใช้จะส่งผลใหส้ ามารถบรรลุเขา้ สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ภายในปที ่ีกำหนด

3.2 สถานการณ์และทศิ ทางของประเทศไทย
ประเทศไทยปล่อยกา๊ ซเรือนกระจกเป็นอันดบั ที่ 21 ของโลก และเปน็ อนั ดบั ท่ี 2 ของอาเซียน รองจาก
ประเทศอินโดนีเซีย มีสัดส่วนอยู่ที่ 0.9 % ของโลก หรือคิดเป็นปริมาณ 331 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่าในปี พ.ศ. 2562 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมประกอบด้วย สัดส่วนของภาคพลังงาน 31.9 %
การเผาไหม้ในภาคอุตสาหกรรมอื่น 27.7 % ภาคการขนส่ง 23.3 % ภาคอุตสาหกรรมที่ไม่มีการเผาไหม้ 9.5
% และการใช้พลงั งานภายในอาคาร 7.6 % (ภาพท่ี 1) ทง้ั น้ี ภาคส่วนทีป่ ล่อยก๊าซเรอื นกระจกไม่วา่ จะเป็นจาก
ภาคพลงั งาน การใช้เชื้อเพลงิ ในภาคอตุ สาหกรรมอ่นื ภาคการขนสง่ และการใชพ้ ลงั งานภายในอาคาร ลว้ นเกดิ
จากความต้องการใช้พลังงานทั้งสิ้นโดยคิดรวมกันเป็นสัดส่วนถึง 90.5 % ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการบริหาร
จัดการในภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม (พสิ ุทธ์ิ และคณะ, 2564)

ข้อมูลจากการใช้ระบบฐานข้อมูลสารสนเทศบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (Thailand
Greenhouse Gas Emissions Inventory System : TGEIS) คำนวณตามคู่มือ IPCC 2006 พบว่า ปี พ.ศ.
2559 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ไม่รวมภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน) จำนวน 354,357.61
GgCO₂eq และปล่อยสุทธิ (รวมภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน) จำนวน 263,223.46 GgCO₂eq โดย
แบง่ เปน็ (Green network, 2564)

1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ จำนวน
31.531.41 GgCO₂eq แบ่งเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์แร่ กลุ่มเคมี และกลุ่มอื่น ๆ จำนวน 18,968.93, 11,970.64
และ 591.84 GgCO₂eq ตามลำดับ

3

2) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตร จำนวน 52.158.70 GgCO₂eq แบ่งเป็น กลุ่มปลูกข้าว
การปลอ่ ยก๊าซ N2O ทางตรงจากดินเกษตร ระบบยอ่ ยอาหารของสตั ว์ และอ่ืนๆ จำนวน 26.639.52, 8,42.98,
8,477.89 และ 8,615.31 GgCO₂eq ตามลำดับ

3) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคของเสีย จำนวน 16.771.89 GgCO₂eq แบ่งเป็น กลุ่มระบบ
บำบัดน้ำเสีย และกลุ่มการจัดการขยะ จำนวน 8,310,24 และ 8.139.72 GgCO₂eq ตามลำดับ

4) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากจากภาคพลังงาน จำนวน 253.895.61 GgCO₂eq แบ่งเป็น การ
ผลิตไฟฟ้า/ความร้อน คมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรมก่อสร้าง การรั่วไหล และอื่นๆ จำนวน 108,238.60,
68,260.17, 49.538.34, 10.684.61 และ 16.993.90 GgCO₂eq ตามลำดบั

โดยภาคปา่ ไม้และการใช้ประโยชน์ทด่ี นิ ช่วยดูดกลบั กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ -91,134.15 GgCO₂eq
แบ่งเปน็ จากกลมุ่ พื้นท่เี พาะปลกู ยังคงเป็นพนื้ ท่ีเพาะปลูก -73,457 GgCO₂eq และกลุม่ ป่าไมท้ ่ยี งั คงเป็นป่าไม้
– 25,117 GgCO₂eq

ภาพท่ี 1 สดั สว่ นการปล่อยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซดข์ องแต่ละภาคส่วนของประเทศไทย
ที่มา: พิสทุ ธ์ และคณะ (2564)

สำหรับแนวทางการจัดการเพื่อเดินหน้าสู่ความเป็นกลางของคาร์บอนในส่วนภาคอุตสาหกรรม ภาค
ขนส่ง และภาคการเกษตรของประไทศไทย มดี ังน้ี (พสิ ทุ ธิ์ และคณะ, 2564)

ภาคอุตสาหกรรมนับว่าเป็นแหลง่ ขบั เคลื่อนเศรษฐกิจทีส่ ำคัญของประเทศไทย พบวา่ มีการผลักดันให้
ใช้พลังงานสะอาดในการเผาไหม้มากขึ้น ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมกี ารพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเน่ืองเพื่อ
เขา้ ส่กู ารเป็นอุตสาหกรรมเขียว (Green industry) อกี ทั้งยงั มีการสร้างกลไกส่ือสารต่อผู้บริโภคและผู้ผลิตให้มี
ความคำนึงถงึ ส่ิงแวดล้อมมากขึ้นดว้ ยการจัดทำฉลากส่งิ แวดลอ้ ม นอกจากนย้ี ังมีการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์
เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อน Carbon neutral ด้วยโครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission

4

Reduction Program) ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือน
กระจก โดย T-VER จะรับรองปริมาณก๊าซเรอื นกระจกท่ีสามารถลดหรือกักเก็บได้ ซึ่งเรียกว่า คาร์บอนเครดิต
(Carbon credit) ที่สามารถนำไปทำการซื้อขายในตลาดคารบ์ อนตอ่ ไปได้

สำหรับภาคการขนส่ง พบว่า มีการสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะและส่งเสริมให้ใช้รถยนต์
พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยมีการวางแผนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ครอบคลุมในรัศมี 50-70 กิโลเมตร
รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานแบตเตอรี่และบริหารจัดการซากแบตเตอร่ีที่เกิดขึ้นจากการใช้
งานเพื่อความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีการออกนโยบายยกเว้นภาษีสำหรับผู้ผลิตรถยนต์พลังงาน
ไฟฟา้ ในประเทศไทยอีกดว้ ย

ในส่วนของภาคเกษตรกรรม ซงึ่ นบั ว่ามคี วามสำคัญต่อเศรษฐกจิ และสังคมไทยเปน็ อย่างมาก พบว่า มี
การผลักดันให้ลดการเผาไหม้วัสดุทางการเกษตร (Zero burn) เพื่อลดปัญหามลภาวะทางอากาศ เช่น ฝุ่น
ละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) อีกทั้งยังมีการส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะ (Smart
agriculture) ควบคู่กับโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-
Green Economy; BCG Economy) ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม โดยใช้แนวคิดการนำ
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มายกระดับเกษตรกรรมในประเทศไทยเพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนการ
ผลิต เพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต เพิ่มมูลค่าและสร้างความหลากหลายให้แก่ผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังสร้างระบบ
เศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นการแปลงของเสียเป็นแหล่งรายได้ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและช่วยลด
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน นอกจากน้ี ยังมีในส่วนของภาคอุตสาหกรรมที่ไม่มีการเผาไหม้ซึ่งมี
สัดสว่ น 9.5 % ทเี่ กิดจากการอุปโภคและบรโิ ภคสินค้าในชวี ติ ประจำวันโดยสามารถประยุกต์ใชแ้ นวทางในการ
ปรับตัวในชวี ิตประจำวัน ทง้ั การปลูกฝงั การลดการใช้พลาสติกท่ียอ่ ยสลายยากและสร้างจิตสำนกึ ในการลดการ
เกิดขยะ โดยมุง่ เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชนส์ ูงสุดและใหค้ วามสำคัญกับการจัดการขยะและของเสียท่ี
เกิดขึ้น เพอ่ื การเตบิ โตของเศรษฐกิจ สังคม และสิง่ แวดลอ้ มอย่างยัง่ ยนื จากที่กล่าวถงึ มาทั้งหมดน้ี จะเห็นได้ว่า
ในปัจจุบันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างให้ความร่วมมือและมีความมุ่งมั่นที่ จะแสดงความรับผิดชอบต่อ
สิ่งแวดลอ้ ม ซ่ึงจะสง่ ผลใหป้ ระเทศไทยมโี อกาสเดนิ หนา้ เขา้ สสู่ ังคมท่ีไร้การปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกไดใ้ นอนาคต

จากข้อมูลสถานการณ์และทิศทางการดำเนินงานเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกของโลกและประเทศไทยท่ี
กล่าวมาข้างต้น เห็นได้ว่า หลายหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยได้มีความพยายามไปสู่ความเป็นกลางทาง
คาร์บอน โดยมีวิธีการดำเนินงานที่อาจเหมือนกันหรือแตกต่างกันไปตามบริบทและความพร้อมของแต่ละ
ประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ป่าไม้เป็นภาคส่วนเดียวในการทำหน้าท่ีช่วยดูดกลับก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์

3.3 นโยบายและแผนดา้ นการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย
ประเทศไทยได้มีการจัดทำนโยบายและแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อยู่ด้วยกัน 3
ระดบั ได้แก่ (Green Network, 2564)

แผนระดับ 1 ได้แก่ ยุทธศาสตรช์ าติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ในประเด็นยุทธศาสตร์ท่ี 5 ด้านการ
สรา้ งการเตบิ โตท่ีเปน็ มิตรกบั สงิ่ แวดล้อม

แผนระดับ 2 ประกอบด้วย แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 18 การเติบโตอย่างยั่งยืน
แผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติฉบับที่
12 (พ.ศ. 2560-2565) ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ

5

กรอบแผนฯ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) หมุดหมายที่ 10 การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและสงั คมคาร์บอน
ต่ำ และหมุดหมายที่ 11 การลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ
นโยบายและแผนว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายความมั่นคงแห่งชาติที่ 11 รักษาความมั่นคงของฐาน
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม

แผนระดับ 3 ได้แก่ แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564-2573
แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564-2573 รายสาขา ในสาขาพลังงาน สาขาขนส่ง
กระบวนการทางอุตสาหกรรม/น้ำเสียอุตสาหกรรม และการจดั การของเสยี แผนแม่บทรองรบั การเปลยี่ นแปลง
สภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 ด้านการปรับตัวฯ การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างขีดความสามารถ
และแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ด้านการจัดการน้ำ การเกษตรและ
ความมัน่ คงทางอาหาร การท่องเท่ยี ว สาธารณสขุ ทรัพยากรธรรมชาติ และการตง้ั ถิ่นฐานและความม่ันคงของ
มนษุ ย์

สำหรับมาตรการสำคัญในการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางด้านคารบ์ อน (Carbon Neutrality)
และการปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ท่เี กี่ยวข้องกับภาคป่าไม้ ไดแ้ ก่ การ
ปลูกป่าและฟื้นฟูป่าธรรมชาติ ปลูกป่าเศรษฐกิจ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชนบท และป้องกันการบุก
พนื้ ท่ีปา่ และการเผาปา่

3.4 การดำเนินงานในภาคป่าไม้และการใชป้ ระโยชน์ทดี่ ิน ภายใตย้ ุทธศาสตร์ระยะยาวในการ
พฒั นาแบบปล่อยก๊าซเรอื นกระจกตำ่ ของประเทศไทย

ประเทศไทยวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพอื่ พัฒนาพื้นที่ประเทศที่มีอยู่ท้งั หมด 320.70 ลา้ นไร่ ให้เป็น
ป่าไม้และพื้นท่ีสีเขียว 177.82 ล้านไร่หรือร้อยละ 55 ของพื้นที่ทัง้ หมดของประเทศ โดยแบ่งเปน็ 3 ส่วนหลัก
คือ พื้นที่ป่าธรรมชาติ 113.23 ล้านไร่ (ร้อยละ 35) พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 48.42 ล้านไร่ (ร้อยละ 15) และพื้นที่สี
เขยี วในเขตเมอื งและชนบท 16.17 ล้านไร่ (ร้อยละ 5) โดยมรี ายละเอียดดงั นี้ (Green Network, 2564)

1) ปลกู และฟน้ื ฟูปา่ ธรรมชาติ ปัจจุบันประเทศไทยมีพน้ื ที่ปา่ ธรรมชาติ 102.04 ลา้ นไร่ โดย
ตัง้ เป้าเพ่ิมพนื้ ที่ปลกู เพ่มิ ข้ึน 11.29 ลา้ นไร่ ภายในปี พ.ศ. 2580 ซง่ึ ประกอบด้วย ป่าสงวนแหง่ ชาติ พืน้ ที่ คทช.
(ลุ่มน้ำชั้น 1,2) ป่าชุมชน ป่าไม้ถาวร ป่าชายเลน พื้นที่ ส.ป.ก. ป่าอนุรักษ์ และพื้นที่นิคมสร้างตนเอง/นิคม
สหกรณ์ เป็นตน้

2) ปลูกป่าเศรษฐกิจ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 32.65 ล้านไร่ ตั้งเป้าปลูกป่า
เพิ่ม 15.99 ล้านไร่ ภายในปี พ.ศ. 2580 ในส่วนของพนื้ ท่ี คทช. (ลุ่มนำ้ ชนั้ 3,4,5) สวนป่าของ อ.อ.ป. พื้นท่ี ส.
ป.ก. ในเขตป่าสงวน พนื้ ที่ปลกู ยางพารา และพน้ื ท่เี อกชน (ท่ดี นิ กรรมสิทธ)์ิ เปน็ ตน้

3) พื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชนบท ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชนบททุก
จงั หวัด รวมทงั้ ประเทศใหไ้ ด้ 3 ลา้ นไร่

6

ภาพท่ี 2 ศักยภาพการดดู กลับกา๊ ซเรือนกระจกในสาขาป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน และเป้าหมายการเพิ่ม
พื้นทป่ี า่ แต่ละประเภท

ท่ีมา: สวุ รรณ ตัง้ มติ รเจริญ (2565)

นอกจากการเพิ่มจำนวนพื้นที่ป่าตามข้อมูลข้างต้นทั้ง 3 เป้าหมายแล้ว ยังได้กำหนดมาตรการ/เพ่ิม
ประสิทธิภาพการป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าและการเผาป่าด้วย ซึ่งศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกสุทธิ
ของภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดินจำนวนท้ังสิ้น 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂eq)
ในปี พ.ศ. 2580

สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิง
แวดลอม ได้จัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย 5 แนวทาง
มาตรการ ได้แก่ การจดั การน้ำ การเกษตรและความมนั่ คงทางอาหาร การทอ่ งเทีย่ ว สาธารณสขุ การจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย ในที่นี้ ขอยกมาเฉพาะมาตรการด้านการ
จัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภาคป่าไม้ ดังน้ี (สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ
สงิ่ แวดลอม, มปป)

1) สงวนและค้มุ ครองพืน้ ท่ปี า่ อนุรักษ์ที่ยงั คงมีสภาพป่าสมบูรณ์ โดยใหค้ วามสําคัญกบั การอนุรักษ์และ
บรหิ ารจดั การกลุ่มปา่ การปลกู ป่าเปน็ แนวเชอ่ื มต่อระหว่างปา่ (Ecological corridor) การปลกู ป่าเปน็ แนวกัน
ชน (Buffer) เพ่ือเพ่มิ ประสทิ ธผิ ลในการอนุรักษ์ความสมบรู ณ์ของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
และเปน็ แหล่งดูดซับน้ำฝนและเพิ่มปริมาณนำ้ ตน้ ทุนในแตล่ ะลุ่มน้ำและบรรเทาปัญหาดินถล่มควบคู่ไปกับการ
ปอ้ งกันแก้ไขปัญหาการบกุ รุกทําลายพ้นื ท่ปี า่

7

2) สนบั สนนุ การปลูกปา่ และเพ่ิมพื้นท่ีปา่ ในพื้นที่ปา่ ท่ีถูกบุกรกุ หรือทําลาย ป่าตน้ นำ้ ที่เสอื่ มโทรม หรือ
พื้นที่ว่างนอกเขตป่าธรรมชาติ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยรอบพื้นที่ป่า พร้อมทั้งบูรณาการการ
ดาํ เนนิ งานกับองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินในการดูแลหลงั การปลูก

3) สนับสนุนการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่นและชนิดพันธุ์ที่ใกล์สูญพันธุ์ซึ่งได้รับผลกระทบจากการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งป้องกันชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่อาจแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้นจากสภาพ
ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยการส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยการนําชนิดพันธุ์หายากหรือใกล์สูญพันธุ์มา
ขยายพันธุ์และพัฒนา กฎระเบียบและมาตรการในการอนุรักษ์และคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพใน
ระบบนิเวศต่างๆ โดยเฉพาะชนิด พันธุ์ที่ถูกคุกคาม โดยคํานึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศเป็นสําคัญ เช่น
การจดั ทาํ แผนรบั มอื การรกุ รานของชนิดพนั ธ์พุ ืชและสัตว์ตา่ งถนิ่

4) สนับสนุนและส่งเสริมกลไกการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
ในระบบนิเวศต่างๆ โดยให้มีการกําหนดแนวทางปฏิบัติและจัดทํากลไกที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์
ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชนิดพันธุ์และ
พันธุกรรมจากระบบนิเวศทางบก ทะเลและชายฝั่ง การเข้าถึงและใช้ประโยชน์ดังกล่าวให้ความสําคัญต่อการ
สนับสนุนและส่งเสรมิ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพและตอบสนองต่อการ
รองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคํานึงถึงหลักการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ
(Ecosystem-based Adaptation หรอื EbA)

5) อนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเพิ่มหรือฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนเพ่ือ
รักษาความสมดุลของระบบนิเวศ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์และการ
คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝัง่ รวมทั้งเฝ้าระวัง และควบคุมการบุกรุกทําลายแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่ง
อาหาร แหลง่ วางไข่ และเลย้ี งดตู วั ออ่ นของสัตวน์ ้ำและสัตวท์ ะเลตา่ งๆ

6) ผลักดันการประกาศเขตคุ้มครองในพื้นที่มีความเปราะบางเชิงนิเวศและเสี่ยงต่อการถูกคุกคาม
ความหลากหลายทางชีวภาพที่อย่นู อกเขตปา่ อนุรักษโ์ ดยการมสี ่วนรว่ มจากทุกภาคสว่ นท่ีเกย่ี วข้องท้ังนิเวศบน
บก นิเวศทะเลและชายฝั่ง รวมทง้ั พืน้ ท่ชี ุ่มนำ้ โดยเรง่ ฟนื้ ฟทู รัพยากรธรรมชาติเพอ่ื รักษาความสมดุลของระบบ
นเิ วศ

7) พัฒนาระบบฐานข้อมูลการคาดการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อระบบ
นิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การกระจายตัวของป่า ความอุดมสมบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ป่า
พื้นที่สีเขียว และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ การกระจายของสายพันธุ์และรูปแบบของ
ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะสายพันธุ์ท่ีหายากหรือใกล้สูญพันธ์แุ ละข้อมลู พนื้ ทเี่ ปราะบางที่มีความ
เสี่ยงร่วมกับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ รวมทั้งกําหนดพื้นที่ที่มีความเปราะบางเชิงนิเวศ และเสี่ยงต่อการถูก
คุกคามความหลากหลายทางชวี ภาพจากการเปลีย่ นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ (Hot spot)

8) พัฒนาระบบติดตามและประเมินตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ (Biological indicators)
ของระบบนิเวศต่างๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อใช้ติดตามและประเมินความสมบูรณ์
และการเปล่ียนแปลงของระบบนเิ วศและทรัพยากรธรรมชาติ

9) จัดทําแผนบูรณาการการจัดการพนื้ ทช่ี ายฝั่งทะเลทัว่ ประเทศ เพอ่ื ลดผลกระทบปัญหาการกัดเซาะ
ชายฝั่ง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคสว่ นที่เกี่ยวข้อง โดยการกําหนดและจําแนกเขตพื้นที่ที่มีปัญหากัด
เซาะชายฝั่งทะเลตามระดับความรุนแรงและความเร่งด่วนของปัญหาหรือมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาขึ้นใน

8

อนาคต เพอื่ ใชเ้ ปน็ แนวทางในการกําหนดมาตรการการป้องกนั และแกไ้ ขหรือฟนื้ ฟูพ้นื ทแ่ี ตล่ ะประเภท และแต่
ละแหง่ ใหเ้ หมาะสมและมปี ระสทิ ธิภาพ

10) พัฒนากลไกที่ช่วยส่งเสริมบทบาทของชุมชนที่มีวิถีชีวิตเชิงนิเวศในการสงวนรักษาและอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น กลไกการเก็บค่าบริการเชิงนิเวศ
(Payment for Ecosystem Services: PES)

11) ส่งเสริมและพัฒนาชุมชนที่มีวิถีชีวิตเชิงนิเวศ (Ecovillages) ให้สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้
อย่าง กลมกลืน และเพิ่มบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง
กลไกระดับชมุ ชนเพื่อการจดั การการใช้ประโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งย่งั ยืนผสมผสานกบั การใช้ความ
เชือ่ ภูมิปญั ญาและวิถีชีวิต เพอ่ื สร้างสภาพแวดล้อมในการอยูร่ ว่ มกันของคนกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ชุมชน
ในพ้ืนทป่ี ่า ชมุ ชนชาวเล

12) ส่งเสริมความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาคประชาชนในการสงวนรักษาและอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อ
สังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) เช่น การปลูกป่าในพื้นที่เอกชน การทำแนวปะการังเทียม
เป็นต้น

13) พัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า โดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการ
เพิ่มศักยภาพเครือข่ายประชาชนในการป้องกันและควบคุมไฟป่าด้วยการรณรงค์และสร้างความร่วมมือกับ
ชุมชนไม่ให้มีการเผาป่า หรือเผาเศษวัสดุทางการเกษตร การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีช่วยในการบริหารจัดการ
พื้นที่เสี่ยงต่อการบุกรุกทำลายป่าและการเผาป่า และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังโดยเฉพาะชุมชนใน
พื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการมีเครือข่ายเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าที่มีขีดความสามารถในการ
จัดการและแก้ปัญหาไฟป่า และมีเครื่องมือในการเฝ้าระวังติดตามและคาดการณ์เพื่อบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยง
ต่อการเกิดไฟป่าในระดบั เครือขา่ ยและชุมชนหลัก

14) ส่งเสริมเครือข่ายประชาชน องค์กรชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ บริเวณชายฝั่งทะเลใน
การอนุรักษ์ และฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลและชายฝั่ง เช่น ฟื้นฟูแนวชายฝั่งทะเลด้วยระบบธรรมชาติเพือ่ ป้องกนั
ไม่ใหเ้ กิดกจิ กรรมหรือการก่อสร้างที่กอ่ ใหเ้ กดิ การกดั เซาะชายฝง่ั กำกับดแู ลการใช้ประโยชนใ์ นพื้นที่ปา่ ชายเลน
ที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งการลดการปล่อยทิ้งของเสียทุกชนิดลงสู่แหล่งน้ำและชายฝั่งทะเล เนื่องจากการเกิด
มลพิษทางน้ำจะทำให้ความสามารถในการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมบริเวณ
ชายฝงั่ ทะเลลดลง

15) สร้างเครือข่ายการเฝ้าระวังและติดตามตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ( Biological
indicators) โดยให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินความสมบูรณ์และการ
เปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และทรัพยากรธรรมชาติโดยนํามาประยุกต์ใช้อย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิตของ
ชุมชนทอ้ งถ่ิน

16) สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพิ่มขีด
ความสามารถให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยใช้หลักการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-based
Adaptation หรือ EbA) ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการใช้หลักสูตรการให้ความรู้และพัฒนา
ศกั ยภาพของทกุ ภาคสว่ นในการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติในสภาวะของการเปลี่ยนแปลงสภาพภมู อิ ากาศ

9

จากข้อมูลข้างต้น เห็นได้ว่า บทบาทภาคป่าไม้มีความสำคญั อย่างมาก เพราะหากสามารถดำเนนิ การ
เพิ่มพื้นที่ป่าให้ตามเป้าหมายร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ คาดการณ์จะเพิ่มศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือน
กระจกสุทธิประมาณ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ณ พ.ศ. 2580 โดยภาครัฐได้วางมาตรการ
สนับสนุนดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นมาตรการส่งเสริมและฟื้นฟูเพื่อเพิ่มการกักเก็บคาร์บอน และมาตรการการ
ปอ้ งกนั และหยดุ ยงั้ เพื่อลดปัญหาการสญู เสียแหลง่ กกั เกบ็ คารบ์ อน

4. การวเิ คราะห์ช่องวา่ งและโอกาสเสรมิ สร้างบทบาทภาคป่าไม้

เพอื่ ใหก้ ารเสนอแนวทางการเสริมสร้างบทบาทภาคป่าไม้สู่ความเปน็ กลางทางคาร์บอน ดำเนินการได้
ตรงประเด็นทั้งเพื่อช่วยสนับสนุนมาตรการเดิมที่มีอยู่แล้วหรือเพิ่มเติมมาตรการใหม่ที่จะเป็นประโยชน์กับ
หน่วยงานภาครัฐ จึงได้ทำการวเิ คราะห์ช่องว่าง (gap analysis) เกี่ยวกบั ยทุ ธศาสตร์ แผน กลยุทธ์ กลไก และ
มาตรการตา่ ง ๆ ทไี่ ดม้ กี ารจัดทำข้นึ มา โดยใช้แหล่งข้อมูลตา่ ง ๆ มาประกอบการศึกษา ดงั นี้

1) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580

2) (รา่ ง) แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี 13

3) นโยบายป่าไมแ้ หง่ ชาติ ปี พ.ศ. 2562

4) ยทุ ธศาสตรก์ ระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2560-2579

5) ยทุ ธศาสตร์กรมป่าไม้ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579)

6) ยุทธศาสตรแ์ ละแผนงานการสง่ เสรมิ ไมเ้ ศรษฐกจิ แบบครบวงจร (พ.ศ. 2561-2579)

7) แผนการปรับตัวตอ่ การเปล่ยี นแปลงสภาพภมู ิอากาศแหง่ ชาติ

8) (ร่าง) กลไกเรดด์พลัสประเทศไทย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเอกสารดังกล่าวข้างต้น อาจจำแนกประเด็นของบทบาทภาคป่าไม้ท่ีจะ
สนบั สนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน ออกไดเ้ ป็น 3 ประเด็นหลกั โดยแต่ละประเด็นพอจะสรุปช่องว่างท่ีมีอยู่
และโอกาสเสรมิ สรา้ งบทบาทของภาคปา่ ไม้ ได้ดงั นี้

4.1 การเพ่ิมการกกั เก็บคาร์บอน
แนวทางหรอื มาตรการเพ่ิมการกักเก็บคาร์บอนโดยเพิ่มพน้ื ท่ีปลูกป่าให้ได้ตามเป้าหมายท่ีกำหนดไว้ใน
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้แก่ ป่าเศรษฐกิจ ป่าอนุรักษ์ และพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชนบท ร้อยละ 35, 15
และ 5 ของพ้นื ทีป่ ระเทศ ตามลำดับ โดยมงุ่ หวงั จะไดช้ ว่ ยดูดกลับกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซดใ์ ห้ไดต้ ามเป้าหมายท่ี
วางไว้ ปรากฎอย่ใู นนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงานต่างๆ ของหนว่ ยงานเก่ยี วข้องที่ไดจ้ ัดทำข้นึ มา แต่อาจมี
รายละเอียดมากน้อยแตกต่างกันไป อย่างไรก็ดี พบว่า มาตรการที่ได้มีการเขียนไว้ส่วนใหญ่เป็นภาพกว้าง ยัง
ไม่ไดร้ ะบุเงื่อนเวลาท่ีควรเริ่มดำเนนิ การ กลยทุ ธ์และหรือมาตรการในยุทธศาสตร์และแผนงานที่มีการจัดทำมา
ก่อนหน้านี้ ยังมีหลายมาตรการท่ีไม่ได้ดำเนินการ อาจดำเนินการแล้วแต่ยังไม่คืบหน้า หรืออาจดำเนินการ
แล้วแตย่ ังไมข่ าดประสิทธผิ ลเท่าทคี่ วร โดยเฉพาะเม่อื ประเทศไทยได้ตั้งเปา้ หมายท่ีจะใหภ้ าคปา่ ไม้ช่วยดูดกลับ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ประมาณ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ณ ปี พ.ศ. 2580 โดย
กำหนดเป้าหมายเพิ่มป่าเศรษฐกิจ ป่าธรรมชาติ และพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชนบท อีกประมาณ 15.99,

10

11.29 และ 3 ล้านไร่ ภายในปี พ.ศ. 2580 ซง่ึ หากมองเฉพาะพืน้ ทปี่ ่าเศรษฐกิจที่ต้องเพ่ิมข้ึนเฉลีย่ ปลี ะ 1 ล้าน
ไร่ ในขณะที่ข้อมูลโครงการส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจของกรมป่าไม้ในช่วง 4 ปีที่มา (พ.ศ.2561-2564) หรือ
เฉลี่ยประมาณ 50,000 ไร่ต่อปี (ยังไม่นับรวมของหน่วยงานภาครัฐอื่น เอกชน และประชาชนที่ปลูกป่า
เศรษฐกิจที่อยู่นอกเหนือจากภายใต้โครงการของกรมป่าไม้) นับว่ายังห่างจากเป้าหมายที่ต้องเพิ่มขึ้นอยู่มาก
อีกทั้งภาครัฐโดยเฉพาะกรมป่าไม้ที่เป็นหนว่ ยงานหลักในการขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมการปลูกป่าอาจมีข้อจำกดั
ด้านงบประมาณและกำลังคนพอสมควร ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่ต้องเร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนและ
ประชาชนเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าของประเทศให้ได้ตามเปา้ หมายที่วางไว้ โดยเฉพาะ
การเตรียมความพร้อมของระบบ กลไก เคร่อื งมอื และปัจจยั เกื้อหนุนต่าง เช่น กฎหมาย มาตรการจงู ใจ พื้นที่
องคค์ วามรู้ เทคโนโลยี กำลงั คน ระบบฐานข้อมูล แพลตฟอร์ม เปน็ ตน้

นอกจากนี้ กลไกการลดก๊าซเรือนกระจกจากโครงการภาคป่าไม้ (T-Ver) ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงจูงใจด้าน
การตลาดทจ่ี ะทำให้ประชาชนปลูกป่าแลว้ ไดร้ บั ผลพลอยได้จากการซ้ือขายคาร์บอนเครดติ ซง่ึ จำเปน็ ต้องมีการ
พัฒนาระเบียบวิธีการ เครื่องมือ และมาตรการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนโครงการภาคปา่ ไม้ให้มีประสิทธิภาพและ
สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยและคำนึงถึงการยอมรับในระดับสากลควบคู่กันไปด้วย ก็ยังไม่ได้มีการ
เขยี นไวใ้ นมาตรการของหนว่ ยงานทเี่ ก่ยี วข้อง

อย่างไรก็ดี การเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนโดยการเพิ่มพื้นที่ป่านั้น ต้องเข้าใจกลไกการสง่ เสริมระหว่าง
ป่าอนุรักษ์กับป่าเศรษฐกิจมีความแตกต่างกัน การปลูกเพื่อฟื้นฟูป่าให้กลับมาเป็นป่าสมบูรณ์ต้องเน้นชนิดไม้
ท้องถนิ่ และกระบวนการมสี ่วนรว่ ม ถา้ การปลูกเพือ่ ป่าเศรษฐกจิ ที่ตอ้ งการเนื้อไม้ต้องมีการตัดไม้ไปขาย ท้ังนี้ไม้
ที่ถูกตัดไปใช้ก่อสร้าง ทำผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์ไม้ วัสดุที่ทำจากไม้ ฯลฯ ก็จะเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอน
(carbon sink) สำหรับการเพ่ิมพืน้ ท่ีป่า นอกจากจะเพิ่มในเชงิ ปริมาณพน้ื ที่แล้ว ควรตอ้ งพิจารณาถึงผลิตภาพ
ป่า (productivity) ที่ปลูกสร้างขึ้นมาที่ต้องมีการจัดการเพื่อให้ต้นไม้มีการเติบโตที่ดีและให้ผลผลิตยั่งยืน
(sustained yield) เพื่อเพิ่มประสิทธภาพการเก็บกักคาร์อน ซึ่งต้องเน้นใช้หลักวิชาการด้านป่าไม้ โดยเฉพาะ
ความรู้ทางวนวัฒนวิทยา (silvicultural) นอกจากนี้ ป่าปลูก (man-made forest) หรือสวนป่า (forest
plantation) ที่ปลูกไว้เพื่อการค้า (commercial forestry) ควรจะต้องมีการตัดขยายระยะ (thinning) และ
ตัดไม้ออกมาใช้ประโยชน์เมือ่ ถึงอายุตดั ฟัน การตัดไม้ลักษณะนี้ไมไ่ ด้เป็นการทำลายป่า แต่เป็นการตัดไม้มาใช้
ประโยชนแ์ ละเปน็ การบำรุงรักษาปา่ ไปในตัว

4.2 การลดการสูญเสยี การกกั เกบ็ คาร์บอน
การลดการสูญเสียการกักเก็บคาร์บอนไม่ว่าจากสาเหตุการบุกรุกทำลายป่า ปัญหาไฟป่า ป่ามีสภาพ
เสื่อมโทรม ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจดั ทำเปน็ แผน กลยุทธ์ และมาตรการที่ครอบคลุมทั้งดา้ นการควบคุม ป้องกัน
และฟื้นฟูอยู่มากพอสมควร อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ควรดำเนินการเพิ่มเติมเพือ่ ความย่ังยืนในระยะยาว คือ การ
พัฒนาและขยายผลระบบ กลไก และเครื่องมือใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการ
ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็งของประชาชนและองค์กรท้องถิ่น ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้
เทคโนโลยี และนวัตกรรม เขา้ มาสนบั สนนุ การดำเนินงานในแตล่ ะช่วงเวลาอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ดี สำหรับมาตรการการควบคุมและป้องกันไฟไม่ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ป่า ยังเป็นประเด็นที่ต้อง
สร้างความรู้ความเขา้ ใจตรงกันว่าโดยตามหลกั วิชการปา่ ไม้แล้ว การปอ้ งกนั ไม่ใหเ้ กดิ ไฟปา่ ต้องคำนงึ ถึงความคง
อยู่ของระบบนิเวศป่าไม้บางประเภท เช่น ป่าเต็งรัง ซึ่งไฟเป็นปัจจัยสำคัญต่อโครงสร้างและองค์ประกอบของ

11

สังคมพืช จึงมีความจำเป็นต้องจัดการไฟให้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมในป่าประเภทนี้ด้วยเช่นกัน ไฟป่ามีทั้งข้อดี
และข้อเสยี อยู่ที่การจัดการ

4.3 การเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอน
มาตรการสง่ เสรมิ การใช้ประโยชน์ไม้จากปา่ ปลกู เพ่อื เป็นแหล่งกักเก็บคารบ์ อน (carbon sink) ปรากฎ
อยู่ในยุทธศาสตร์ และแผนงานต่างๆ ค่อนข้างน้อยมาก ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากไม้ที่นำไปใช้ก่อสร้าง
อาคารบา้ นเรือน ผลติ ภัณฑแ์ ละเฟอรเ์ จอรไ์ ม้ และวัสดุที่ทำจากไม้ จะช่วยเปน็ แหลง่ กกั เกบ็ คารบ์ อน แต่กลับไม่
มีการถูกพูดถึงประเด็นเหล่านี้เท่าที่ควร ดังนั้น จึงเป็นโอกาสในการเสนอมาตรการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ไม้
จากปา่ ปลกู มาชว่ ยเสริมสรา้ งบทบาทภาคปา่ ไมส้ ู่ความเป็นกลางทางคารบ์ อน

นอกจากน้ี ควรเขา้ ใจตรงกันว่า ตน้ ไมท้ ่ปี ลกู ใหม่มกี ารดดู ซบั คาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าป่าท่ีโตเต็มท่ี
เพราะต้นไม้ที่ปลูกใหม่ต้องการคาร์บอนสำหรับการเจริญเติบโต ดังนั้น การจัดการไม้เศรษฐกิจและ
อุตสาหกรรมไม้แบบครบวงจรที่มีการปลูกและตัดไม้ไปใช้ประโยชน์ในช่วงอายุที่เหมาะสม แล้วปลูกขึ้นใหม่
ทดแทนหมนุ เวียนต่อเนื่อง ถอื ว่าเปน็ การสง่ เสริมการดดู กลับกา๊ ซคาร์บอนฯ และกกั เก็บคาร์บอน และท่ีสำคัญ
ยงั เป็นการช่วยสร้างงาน สร้างรายไดใ้ ห้กับประชาชนและประเทศอกี ดว้ ย

5. กลยุทธ์และมาตรการเพอ่ื เสรมิ สร้างบทบาทภาคป่าไม้สคู่ วามเปน็ กลางทางคาร์บอน

จากผลการวิเคราะห์ช่องว่างและโอกาสในการเสริมสร้างบทบาทภาคป่าไม้สู่ความเป็นกลางทาง
คาร์บอน จึงไดจ้ ัดทำกลยุทธแ์ ละมาตรการ โดยแบ่งออกเป็น 6 กลยุทธ์หลัก ดังน้ี

กลยทุ ธ์ท่ี 1 เสรมิ สรา้ งระบบนิเวศ (ecosystem) เพือ่ สนับสนุนการเพ่ิมพื้นทปี่ ่า

ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเพ่ือเสริมสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เอกชนและประชาชนเข้ามาปลูกปา่
มากยงิ่ ขึ้นแบบก้าวกระโดด เช่น ทบทวนเพอ่ื ปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย กฎกระทรวง มติ ครม. ระเบียบข้อ
ปฏิบตั ิ เง่อื นไข ฯลฯ ท่ยี ังคงเปน็ อุปสรรคต่อการส่งเสริมไม้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไม้ตลอดห่วงโซ่การผลิต
และการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน การเตรียมความพร้อม
พื้นที่รองรับการปลูกป่าในระดับพื้นที่เพื่อสนับสนุนการวางแผน ส่งเสริมและติดตามประเมินผลความสำเร็จ
บูรณาการกับหน่วยงานและสถาบันการเงินเพื่อเร่งออกมาตรการด้านการเงิน การคลัง และตลาดรูปแบบใหม่
ๆ ให้มากย่ิงขน้ึ เพื่อสร้างแรงจงู ใจในการปลูกป่า เชน่ กองทุนส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจ โครงการเงินกู้ดอกเบ้ีย
เพื่อปลูกป่า การลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายปลูกป่า ตลาดกลางสินค้าไม้ เป็นต้น เร่งจัดทำระบบฐานข้อมูล/
แพลตฟอร์มเพอ่ื สนับสนุนการปลูกป่าและตดิ ตามประเมินผล สนบั สนนุ การจัดต้ังเขตอุตสาหกรรมไม้ท่ีภาครัฐ
ให้การสนับสนุนมาตรการทางภาษี การค้า การลงทุน การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่จำเป็นต่อการสร้าง
ความสามารถในการแข่งขนั ของประเทศ เช่น เขตอุตสาหกรรมไม้สักภาคเหนือ เขตอุตสาหกรรมไม้ยคู าลิปตสั
ภาคตะวันออก เขตอุตสาหกรรมไม้กระถินเทพาภาคใต้ เป็นต้น การพัฒนากำลังคนที่ทำงานเกี่ยวข้องไม้
เศรษฐกิจทง้ั เจา้ หน้าทภี่ าครัฐ เกษตรกร และผู้ประกอบการ เชน่ เจา้ หน้าท่สี ง่ เสริมไมเ้ ศรษฐกิจ เกษตรกรปลูก
ไม้เศรษฐกิจมืออาชีพ วิสาหกิจปลูกไม้เศรษฐกิจ วิสหากิจชุมชนเพาะชำกล้าไม้ ช่างไม้ ช่างก่อสร้างงาน
โครงสรา้ งไม้ ช่างเครื่องจักรกลงานไม้ ช่างออกแบบงานไม้ ชา่ งแปรรูปงานไม้ เปน็ ต้น ภาครัฐควรมีการส่งเสริม
การรวมกลุ่มปลูกไม้เศรษฐกิจแปลงใหญ่เพื่อขอรับการส่งเสริมการปลูกที่จะช่วยลดต้นทุนจากปัจจัยการผลิต

12

หรือสร้างการต่อรองด้านการตลาดเพื่อให้เกิดการกระจายความเสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังสามารถบริหาร
ข้อมูลภาครัฐและเอกชนไดอ้ ย่างแม่นยำมากยิ่งขึน้ นอกจากนี้ ภาครัฐจำเป็นวางแผนให้มีองค์กรทีจ่ ะทำหนา้ ท่ี
ส่งเสริมไม้เศรษฐกจิ แบบครบวงจร (คล้ายการยางแห่งประเทศไทย) เป็นการโดยเฉพาะ พร้อมกับผลักดันให้มี
กฎหมายส่งเสริมไม้เศรษฐกิจโดยเฉพาะเพ่ือใช้เป็นกลไกสนับสนุนการขับเคล่ือนไม้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
ไม้ใหส้ ามารถเป็นเคร่ืองมือตัวใหมใ่ นการพัฒนาประเทศ ด้านการปลกู ฟื้นฟปู ่าควรไดผ้ ลกั ดันนโยบายการฟ้ืนฟู
ป่าเชงิ ภูมทิ ัศนโ์ ดยใช้พนื้ ท่ีลมุ่ น้ำเป็นหนว่ ยจัดการท่เี ช่ือมโยงกบั นโยบายการจัดการทรัพยากรอนื่ ๆ (เช่น แหล่ง
น้ำ ที่ดิน เกษตรกรรม ชุมชน ฯลฯ) เพื่อให้เกิดการจัดการป่าไม้อยา่ งยั่งยืน สำหรับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขต
เมืองและชนบท ควรเร่งจัดทำแผนแม่บทพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชนบทแต่ละจังหวัดเพื่อกำหนดแนวทาง
พัฒนาเชงิ พืน้ ทเ่ี พ่อื จะนำไปบูรณาการกับงานผังเมืองท่ีใช้เปน็ แนวทางแก่หน่วยงานภาครฐั และเอกชนพัฒนาไป
ในทิศทางเดียวกัน ตลอดจนสร้างและขยายผลเครือข่ายพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชนบทให้มีความเข้มแข็ง
และย่งั ยืน เป็นต้น

กลยทุ ธท์ ่ี 2 สนับสนุนและผลักดันการใชป้ ระโยชน์ไม้ครบวงจรดว้ ยแนวคิดนวตั กรรมผลติ ภณั ฑ์

ภาครัฐควรรณรงค์และสนับสนุนให้หนว่ ยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชน หันมาใช้ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้
ทม่ี ีมาตรฐานการผลิตจากป่าปลกู มากย่ิงขึ้นดว้ ยมาตรการจูงใจตา่ ง ๆ เชน่ การลดหยอ่ นภาษี ส่งเสริมโครงการ
สร้างบ้านไม้ให้กับผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ส่งเสริมโครงการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ไม้ให้ตอบโจทย์ความต้องการของ
กลุ่มลูกค้าใหม่ เป็นต้น การสร้างความตระหนักรู้ในการใช้ผลิตภัณฑ์ไม้จากสวนป่าทดแทนวัสดุอื่นที่มีการ
ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เร่งผลักดันการจัดทำ Building code เพื่อรองรับการขยายตัวของงานอาคาร
โครงสรา้ งไม้ขนาดใหญ่ จัดทำและ/หรอื พัฒนาปรับปรงุ มาตรฐานท่เี ก่ยี วข้องกับอุตสาหกรรมไม้เพื่อมุ่งสู่ความ
เป็นกลางทางคาร์บอน สนับสนุนมาตรการทางการเงิน การคลัง และมาตรการอื่นๆ ให้กับผู้ประกอบการใน
ภาคอุตสาหกรรมไม้ที่มีแผนธุรกิจท่ีมีเป้าหมายความเป็นกลางทางคารบ์ อน สนับสนุนการพัฒนากระบวนการ
ผลติ ที่ชว่ ยยดื อายุการใชง้ านไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ การใชเ้ ทคโนโลยีเพอ่ื เพมิ่ คุณคา่ ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์
ไม้ให้เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการ
ใช้เครื่องจกั รกลทางป่าไม้และการใช้เครื่องจกั รกลจากพลงั งานทดแทน ตลอดจนสรา้ งศูนย์การเรียนรู้/ส่งเสริม
การใชไ้ มอ้ ย่างครบวงจร เป็นตน้

กลยุทธท์ ่ี 3 รกั ษาสภาพการกกั เกบ็ คาร์บอนในภาคปา่ ไมด้ ้วยกลไกประชารฐั

ภาครัฐควรมีกลไกเชิงรุกเพื่อสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มมวลชนถึง
นโยบายและแนวทางในการดูแลรักษาป่าไม้ให้ยั่งยืน สนับสนุนการพัฒนาและขยายผลระบบ กลไก และ
เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับป้องกันการบุกรุกป่า เช่น ระบบเฝ้าระวังการลักลอบตัดไม้แบบ real time
ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (smart patrol) แนวกันชน (buffer zone) รอบเขตป่า เป็นต้น สำหรับพื้นที่
ป่าที่ถกู ปรบั เปลี่ยนเปน็ พื้นที่เกษตรกรรมควรสง่ เสรมิ การใช้ท่ีดนิ แบบวนเกษตรภายใตก้ ารสนบั สนุนจากภาครัฐ
อย่างเหมาะสม เช่น ถ่ายทอดองค์ความรู้ จัดหากล้าไม้พันธุ์ดี เงินทุนในช่วงต้นการเปลี่ยนผ่านการใช้ที่ดิน
จัดหาตลาดรองรับ เป็นต้น นอกจากนี้ ควรมีการสร้างแรงจูงใจด้านการปลูกและดูแลรักษาป่าด้วยการจ่าย
ค่าตอบแทนการให้บริการด้านนิเวศ (Payment for Ecosystem Services, PES) การส่งเสริมระบบการ
รับรองไม้และผลผลติ จากไม้เพ่ือสร้างความมัน่ ใจกับผูบ้ รโิ ภคได้ว่าสินค้าไม่ได้มาจากการทำลายทรัพยากรป่าไม้
การสนับสนุนนโยบายการค้าที่เชื่อมโยงกับการผลิตที่ยั่งยืน (ไม่บุกรุกทำลายป่า) ตลอดจนเร่งจัดตั้งป่าชุมชน
ใหม่และเสริมสรา้ งศกั ยภาพป่าชมุ ชนทมี่ ีอยเู่ ดมิ ใหม้ ีความเข้มแข็งยงิ่ ข้นึ เป็นตน้

13

กลยทุ ธ์ท่ี 4 เพิ่มประสทิ ธิภาพการจดั การไฟปา่ ดว้ ยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลไกการมสี ว่ นรว่ ม

ภาครัฐควรดำเนินการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการป้องกันไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การ
คาดการณ์การเกิดไฟป่า (forecast) จัดทำแผนที่แสดงความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้ จัดทำระบบการแจ้งเตือนภัย
ไฟปา่ ล่วงหนา้ (Early warning system) จัดการเชือ้ เพลงิ อย่างมีประสิทธภิ าพบรเิ วณพ้ืนที่เสย่ี ง เช่น การเผา
แบบมีการควบคุม (prescribed burning) สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ ในการ
จดั การไฟป่า เชน่ การฝกึ อบรมการจัดการและควบคุมไฟป่า การจัดตั้งอาสาสมัครปอ้ งกันไฟปา่ ชมุ ชน และการ
จัดตั้งกองทุนเพื่ออาสาสมัครชุมชนป้องกันไฟป่า สร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการจัดการไฟป่า เช่น
พัฒนาเทคโนโลยีการประเมนิ ความเสี่ยงจากไฟป่าใหม้ ีความถูกต้องและแม่นยำ พัฒนาเทคโนโลยีเพือ่ รายงาน
สถานการณ์ไฟปา่ ณ เวลาจรงิ (real time reporting) สร้างความตระหนักถึงบทบาทของไฟป่าพรุที่มีต่อการ
ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ใน
การจัดการไฟป่า เช่น การถ่ายโอนภารกิจป้องกันและควบคุมไฟให้หน่วยงานท้องถิ่น เป็นต้น ตลอดจนสร้าง
องคค์ วามรู้และเทคโนโลยเี พื่อการจัดการไฟป่า เช่น พัฒนาแบบจำลองเพ่ือประเมนิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
จากไฟป่า

กลยทุ ธท์ ่ี 5 พฒั นากลไกการลดกา๊ ซเรือนกระจกภาคปา่ ไม้

ภาครฐั ควรเร่งดำเนนิ การพัฒนาระเบียบวิธีการและเคร่ืองมือที่มีประสิทธิภาพในการประเมินโครงการ
ภาคป่าไม้ (T-VER) เชน่ พฒั นาระเบียบวิธกี ารที่มคี วามเฉพาะต่อกจิ กรรม และ/หรือ เครอื่ งมอื คำนวณเฉพาะ
เพื่อสนับสนุนระเบียบวิธีการสำหรับโครงการภาคป่าไม้ที่มีอยู่ สำหรับโครงการประเภทการปรับปรุงการ
จัดการป่าไม้ (Improved Forest Management) เพอื่ สนบั สนนุ การดำเนนิ โครงการในพื้นที่ปา่ เศรษฐกิจตาม
นโยบายป่าไม้ของรัฐบาล กิจกรรมที่นำพื้นที่ของรัฐมาดำเนินการเพื่อให้เกิดความสะดวกในการดำเนิน
โครงการและสอดคล้องกบั ระเบยี บปฏบิ ตั ิของหน่วยงานรฐั ท่เี ป็นเจา้ ของพน้ื ท่ี พัฒนาเคร่ืองมอื หรือแนวทางใน
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อประเมินการเติบโตของหมู่ไม้หรือมวลชีวภาพของต้นไม้โดยกำหนดวิธีการที่
เหมาะสมกับประเทศ พฒั นาเครอ่ื งมือด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินเพื่อสรา้ งแรงจงู ใจในการดำเนินกิจกรรม
ลดก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานผู้ตรวจประเมินภายนอก สร้าง
ทางเลือกให้สามารถนำระเบียบวิธีการตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลรูปแบบต่าง ๆ มาใช้ร่วม
ดว้ ย เชน่ CDM, Verra VCS, Gold Standard เป็นตน้ เพอื่ ยกระดบั T-VER Premium Standard โดยเฉพาะ
อยา่ งยิ่งระเบียบวิธีการทเ่ี กี่ยวข้องกับการฟ้ืนฟูป่าภายใต้กจิ กรรม REDD+ ของ VC และทำให้คาร์บอนเครดิต
จากภาคป่าไมม้ คี ณุ ภาพและมลู ค่าสูงสู่ความเป็นสากล โดยเตรยี มความพรอ้ มในด้านต่าง ๆ เชน่ กฎหมายและ
กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์การตลาดทั้งในและต่างประเทศและความต้องการของผู้ชื้อและผู้ขาย
เปน็ ตน้

กลยทุ ธ์ท่ี 6 ส่งเสริมการเรยี นรแู้ ละสรา้ งจติ สำนึกของสังคมต่อบทบาทของภาคป่าไม้

กลยทุ ธ์ดา้ นนี้ ถือว่าเป็นส่งิ สำคัญมากทจ่ี ะทำให้คนทุกกลุ่มและทุกช่วงวัยได้มีความรู้ความเข้าใจและ
เห็นความสำคัญถึงบทบาทภาคป่าไม้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเร่ง
ดำเนินการหรอื ขยายผล เชน่ จัดกจิ กรรมอบรมเชงิ ปฏบิ ัติการใหค้ วามรู้ให้กับบุคลากรทเ่ี กีย่ วข้องกบั ภาคป่าไม้
และการเปลี่ยนแลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและแบ่งปันข้อมูลเชิง
วิชาการ ส่งเสริมการผลิตสื่อดิจิทัล สื่อการเรียนการสอน ตำรา สิ่งพิมพ์ สื่อวีดิทัศน์ด้านการเปลี่ยนแปลง

14

สภาพภูมิอากาศภาคป่าไม้ สร้างกิจกรรมการกระจายความรู้สู่เยาวชน นิสิต นักศึกษา และภาคประชาชน
ผ่านหลักสตู รและการจัดอบรมดา้ นการป่าไม้ สรา้ งเครือข่ายการอนุรกั ษ์ การจดั การ และการพัฒนาทรัพยากร
ป่าไม้อย่างยั่งยืน มีการพัฒนาหลักสูตรหรือชุดวิชาที่ส่งเสริมการจัดกิจกรรม การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่ง
พัฒนาบคุ ลากรดา้ นป่าไม้และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระบบและนอกระบบ สรา้ งเครือข่ายความ
ร่วมมือกับต่างประเทศในเรื่องการวิจัยและพัฒนาวิชาการการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศและบทบาทภาคป่าไม้ สร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านป่าไม้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ระดับชาติโดยการลงทุนร่วมกับภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และ/หรือเอกชน ตลอดจนส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วน
ร่วมในการพัฒนาแหล่งการเรียนรทู้ ี่ด้านการเปล่ยี นแปลงสภาพภูมิอากาศท่ีเก่ียวข้องกบั ภาคป่าไม้มีมาตรฐาน
เพือ่ สง่ เสริมการเรยี นรู้ตลอดชวี ติ เป็นต้น

สำหรับรายละเอียดของมาตรการท้ังระยะสั้น (1-2 ปี) ระยะปานกลาง (3-5 ปี) และระยะยาว (ตั้งแต่
5 ปขี ึ้นไป) ได้แสดงไวใ้ นตารางท่ี 1

15

ตารางที่ 1 กลยุทธแ์ ละมาตรการเพ่ือเสรมิ สร้างบทบาทภาคปา่ ไม้สู่ความเปน็ กลาง

กลยุทธ์ ระยะส้นั (1-2 ป)ี ร

1. เสริมสร้างระบบ 1) ปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย กฎกระทรวง 1) จดั ต้ังหน่ว

นเิ วศ (Ecosystem) ข้อระเบียบ เงื่อนไขและแนวทางปฏิบัติ ฯลฯ ที่ ทำหน้าที่ส

เพ่ือสนบั สนุนการ ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมไม้เศรษฐกิจ โดยเฉพาะ

เพ่ิมพน้ื ที่ป่า และอุตสาหกรรมไม้ตลอดห่วงโซ่การผลิตและ อุตสาหกรรม

การสง่ ออก 2) ผลักดันก

2) จัดเตรียมความพร้อมของพื้นที่รองรับการ ภูมิภาคต่างๆ

ส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจทั้งในเขตพื้นที่ป่าเสื่อม 3) ส่งเสริมแ

โทรมและพื้นที่นอกเขตป่า โดยจัดทำแผนที่เขต เศรษฐกิจแป

สง่ เสรมิ ปลกู ไม้เศรษฐกิจระดับพ้ืนท่ี 4) สร้างทีม

16 3) บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานท่ี สินค้าจากป

เกี่ยวข้องทงั้ หน่วยงานรฐั เอกชน สถาบันการเงิน แนวทาง SD

เพื่อเร่งออกนวัตกรรมด้านการเงนิ การคลัง และ 5) สร้างเคร

การตลาด CLMV ในก

4) สร้างแพลตฟอร์มเชอื่ มโยงระหว่างเกษตรกรผู้ non-wood

ปลูกไม้ ผู้ลงทุน เครือข่ายสหกรณ์ ผู้กระจาย รบั รองการจ

สินค้า ผู้ผลิตสินค้า ผู้ขายสินค้า ผู้ใช้สินค้า ที่ทำ สนิ คา้ ลักษณ

ให้เกิดความเป็นธรรมในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร 6) ยกระดับ

เพื่อการตัดสินใจ ได้รับการรับ

5) สร้างคลังคำถาม คลังคำตอบ ด้านการปลูก ห่วงโซ่การผล

การดูแล การตลาด และการใชป้ ระโยชนท์ างตรง 7) สร้างและ

และทางอ้อมของภาคป่าไม้เศรษฐกิจผ่าน เมอื งและชน

เครื่องมอื สือ่ สารทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพและรวดเรว็ เข้มแข็งและ

งทางคาร์บอน

มาตรการ

ระยะปานกลาง (3-5 ปี) ระยะยาว (ตัง้ แต่ 5 ปีขึ้นไป)

วยงานหรือปรับปรงุ หน่วยงานเดิมให้ 1) ผลักดันให้มีกฎหมายส่งเสริมไม้เศรษฐกิจ

่งเสริมไม้เศรษฐกิจแบบครบวงจร โดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นกลไกสนับสนุนการ

และเป็นหน่วยงานสนับสนุนใน ขับเคลื่อนไม้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไม้ครบ

ม SMEs ในภาคป่าไม้ วงจร

การจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมไม้ใน 2) ผลักดันให้ภาครัฐเพิ่มการลงทุนและการ

ๆ ของประเทศไทย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านโลจิสติกส์เพ่ือ

และสนับสนุนการรวมกลุ่มปลูกไม้ ลดต้นทนุ ทางตรงและทางอ้อมในภาคป่าไม้

ปลงใหญ่ 3) พัฒนาเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับ

มงานสร้างภาพลักษณ์ประเทศด้าน สินค้าไม้และของป่า ที่ทันสมัย รวดเร็ว ด้วย

ป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาตาม ต้นทุนการตรวจสอบยอ้ นกลบั ทส่ี ามารถแข่งขัน

DGs และ Carbon neutrality ได้

รือข่ายความร่วมมือในกลุ่มประเทศ 4) ผ ล ั ก ด ั น ใ ห้ ว ิ ท ย า ล ั ย ก า ร อ า ชี พ

ารผลักดันให้สินค้า wood and วิทยาลัยเทคนิค ปรับปรุงหลักสูตรเพื่อรองรับ

d products ในภูมิภาคเข้าสู่การ การสร้างบุคลากรทางด้านผู้ปฏิบัติงานภาคป่า

จัดการปา่ ไมย้ งั่ ยนื และผลักดันใหเ้ ป็น ไม้ครบวงจร

ณะเดียวกบั สินคา้ GI 5) สร้างตลาดกลางในการซื้อขายไม้เพื่อการ

บคุณวุฒิวิชาชีพด้านการป่าไม้เพื่อให้ กำหนดราคา กำหนดหลักเกณฑ์การประเมิน

บรองให้หลากหลายและครอบคลุม ราคาที่เป็นมาตรฐาน มีการซื้อขายสินค้าไม้ใน

ลิต ตลาดสินคา้ ซอ้ื ขายล่วงหน้า

ะขยายผลเครือข่ายพื้นที่สีเขียวใน 6) สนับสนุนมาตรการทางภาษีให้กับนักลงทุน

นบทและเครือขา่ ยปา่ ชมุ ชนให้มีความ ในอุตสาหกรรมไม้ที่ใช้นวัตกรรมตามกำหนด

ะย่งั ยืน ระยะเวลาหรอื จำนวนเงนิ ลงทนุ หรือจำนวนการ

จา้ งงานหรอื ปรมิ าณการใช้ไม้ในประเทศ

กลยทุ ธ์ ระยะสนั้ (1-2 ปี) ร

17 6) จัดทำแผนแม่บทพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและ
ชนบท เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อ
จะนำไปบูรณาการกับงานผังเมืองที่ใช้เป็น
แนวทางแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนพัฒนา
ไปในทิศทางเดยี วกนั
7) ผลักดันนโยบายการฟื้นฟูป่าเชิงภูมิทัศน์
(forest landscape restoration) โดยใช้พื้นท่ี
ลุ่มน้ำเป็นหน่วยจัดการที่เชื่อมโยงกับนโยบาย
การจัดการทรัพยากรอนื่ ๆ
8) พัฒนาระบบ กลไก และเครื่องมือในการ
ต ิ ด ต า ม แ ล ะ ป ร ะ เม ิ น ผ ล ก า ร ปล ู ก ฟ ื ้ นฟู ป ่ า ท ี่มี
ประสิทธภิ าพ

มาตรการ ระยะยาว (ต้งั แต่ 5 ปขี ึ้นไป)
ระยะปานกลาง (3-5 ป)ี

กลยทุ ธ์ ระยะส้นั (1-2 ปี) ร

2. สนับสนุนและ 1) เร่งรณรงค์และสนับสนุนให้ภาครัฐ เอกชน 1) ส่งเสริม
ผลักดนั การใช้ ประชาชนใช้ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้จากป่าปลูก เครื่องจักรก
ประโยชน์ไมค้ รบ และสร้างการรับรู้ด้านผลิตภัณฑ์ไม้ทีม่ ีมาตรฐาน จากพลังงาน
วงจรดว้ ยแนวคดิ การผลิต 2) พัฒนากร
นวตั กรรมผลิตภณั ฑ์ 2) สร้างความตระหนักรู้ในการใช้ผลิตภัณฑ์ไม้ งานผลติ ภัณ
จากสวนป่าทดแทนวัสดุอื่นๆ ที่มีการปล่อยก๊าซ 3) พัฒนาว
18 เรือนกระจกสงู ผู้บริโภคใหม
3) จัดทำ Building code เพื่อรองรั บ ก า ร ใชผ้ ลติ ภัณฑ
ขยายตวั ของงานอาคารโครงสร้างไมข้ นาดใหญ่ 4) ประยุกต
4) สนบั สนุนมาตรการทางการเงนิ มาตรการทาง Reuse Recy
คลังและมาตรการอื่นๆ ให้กับผู้ประกอบการใน ประสิทธิภา
ภาคอุตสาหกรรมไม้ที่มีแผนธุรกิจที่มีเป้า การเลือกเท
หมายความเป็นกลางทางคารบ์ อน การยดื อายกุ
5) ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ชีวมวลจากเศษ 5) พัฒนาตล
เหลอื จากการทำไมจ้ ากสวนป่า และอุตสาหกรรม ท่ียอมรบั
ต่อเนื่องการใช้ประโยชน์จากขยะเศษไม้ที่เหลือ 6) สร้างบุคล
จากกระบวนการผลิต การก่อสร้า
6) จัดทำ และ/หรือพัฒนาปรับปรุงมาตรฐาน structure) แ
ต่างๆ ท่เี ก่ียวข้องกบั อุตสาหกรรมไม้ต่างเพ่ือม่งสู่ โครงสร้างทใี่
ความเป็นกลางทางคารบ์ อน 7) สร้างศูนย
7) ส่งเสริมให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและ ครบวงจร
อุตสาหกรรมไม้ได้มีการใช้ไม้อย่างคุ้มค่าและเกิด
ประโยชนส์ งู สุด

มาตรการ

ระยะปานกลาง (3-5 ป)ี ระยะยาว (ตงั้ แต่ 5 ปขี นึ้ ไป)

มและสนับสนุนการพัฒนาการใช้ 1) ส่งเสริมและช่วยเหลือทางด้านแนวคิดและ

กลทางป่าไม้และการใช้เครื่องจักรกล เงินทนุ ให้กับการพัฒนากระบวนการออกแบบท่ี

นทดแทน มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งห่วงโซ่

ระบวนการผลิตที่ช่วยยืดอายุการใช้ อุปทาน

ณฑ์ไม้ 2) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณค่าใน

วิธีการใช้งานผลิตภัณฑ์ไม้ให้กับ กระบวนการผลติ ผลิตภัณฑไ์ ม้ให้เป็นกลยุทธ์ใน

ม่ โดยกำหนดเป็นข้อปฏิบัติของการ การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของ

ฑ์ ประเทศ

ต์ใช้แนวทางปฏิบัติ 3R (Reduce 3) ยกระดับกระบวนการผลิตที่ช่วยยืดอายุการ

ycle) ที่ อ ยู่ ใ น ข ั ้ น ต อน ก า ร เ พ่ิ ม ใช้งานของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นหลักปฏิบัติทั้ง

าพของผลิตภัณฑ์ไม้ (การออกแบบ อุตสาหกรรม

ทคโนโลยีการผลิต การผลิตที่ช่วยใน 4) สนับสนุนการใช้งานผลิตภัณฑ์ไม้ให้กับ

การใชง้ าน) ผู้บริโภคใหมเ่ ป็นข้อปฏิบัตขิ องการใช้ผลิตภัณฑ์

ลาดผลิตภัณฑ์ไม้ที่มีมาตรฐานให้เป็น โดยทว่ั ไป

5) ส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ไม้ที่มีมาตรฐานเป็น

ลากรผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงในเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าและคุ้มราคาในสายตา

างด้วยโครงสร้างไม้ (Mega wood ผ้บู ริโภค

และบุคลากรด้านการออกแบบ

ใชไ้ มเ้ ปน็ วัตถดุ บิ

ย์การเรียนรู้/ส่งเสริมการใช้ไม้อย่าง

กลยุทธ์ ระยะสัน้ (1-2 ปี) ร

3. รกั ษาสภาพการ 1) รณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญ 1) ส่งเสริมก

กักเกบ็ คารบ์ อนใน ของป่าไม้ สง่ เสริมการปลกู ดูแลปา่ แรงจูงใจด้

ภาคป่าไมด้ ว้ ยกลไก 2) ส่งเสริมการใช้ที่ดินแบบวนเกษตรในพื้นที่ป่า Service (PE

ประชารฐั ไม้ทถี่ ูกปรับเปลยี่ นเปน็ พื้นท่ีเกษตรกรรม จากไม้ (Fore

3) พัฒนาและขยายผลระบบ กลไก และ 2) เร่งจัดตั้งป

เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับป้องกันการ ปา่ ชมุ ชนทีม่

ทำลายปา่ 3) มีมาตรก

4) มีกลไกเชิงรุกเพื่อสร้างความเข้าใจกับ เพื่อส่งเสริม

เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มมวลชน การอนุรักษ์

ถงึ นโยบายและแนวทางในการดูแลรักษาป่าไม้ให้ ปา่ อยา่ งยง่ั ย

19 ยั่งยืน

4. เพิม่ ประสิทธภิ าพ 1) ป้องกันไฟป่าอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ไดแ้ ก่ การ 1) สร้างอง

การจดั การไฟป่า คาดการณ์การเกิดไฟป่า (forecast) การจัดทำ จดั การไฟป

ดว้ ยองค์ความรู้ แผนทแ่ี สดงความเสี่ยงการเกดิ ไฟไหม้ การจัดทำ ความเสี่ยง

เทคโนโลยี และกลไก ระบบการแจ้งเตือนภัยไฟป่าล่วงหน้า (Early แม่นยำ พ

การมสี ว่ นร่วม warning system) สถานการ

2) จัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพบริเวณ reporting)

พื้นที่เสี่ยง เช่น การเผาแบบมีการควบคุม 2) สร้างคว

(prescribed burning) ที่มีต่อการ

3) สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและ เปลยี่ นแปล

ภาคส่วนต่าง ๆ ในการจัดการไฟป่า เช่น การ

ฝึกอบรมการจัดการและควบคุมไฟป่า การ

จัดตั้งอาสาสมัครป้องกันไฟป่าชุมชน และการ

จัดตั้งกองทุนเพือ่ อาสาสมคั รชมุ ชนป้องกันไฟปา่

มาตรการ

ระยะปานกลาง (3-5 ปี) ระยะยาว (ตง้ั แต่ 5 ปีขนึ้ ไป)

การปลูกและดูแลป่าไม้โดยการสร้าง 1) กำหนดนโยบาย และเป้าหมายของประเทศ

าน Payment for Environmental ในการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้ ทมี่ ีความทา้

ES) และการรับรองไม้และผลผลิต ทาย โดยมีหน่วยงาน “รับผิด รับชอบ” ต่อ

est Certification) เปา้ หมายที่วางไว้อยา่ งเป็นรปู ธรรม

ป่าชุมชนใหม่และเสริมสร้างศกั ยภาพ 2) มีบทลงโทษที่สามารถสร้างความศรัทธาเชิง

มีอยู่เดิม ประจักษ์ให้กบั ประชาชนได้ หากพบการกระทำ

การเชิงรุกอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผิดในปา่ อนรุ ักษ์

ให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมใน 3) สร้างกลไกการตรวจสอบ และคานอำนาจ

ฟืน้ ฟู ควบคูก่ บั การใชป้ ระโยชน์จาก หน่วยงานของรฐั โดยภาคประชาชน ในรปู แบบ

ยนื ประชารัฐ

งค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการ 1) สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ
ป่า เช่น พัฒนาเทคโนโลยกี ารประเมิน ในการจัดการไฟป่า เช่น การถ่ายโอนภารกิจ
งจากไฟป่าให้มีความถูกต้องและ ปอ้ งกนั และควบคมุ ไฟใหห้ น่วยงานทอ้ งถน่ิ
พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรายงาน
ณ์ไฟป่า ณ เวลาจริง (real time 2) สร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการ
) จัดการไฟป่า เช่น พัฒนาแบบจำลองเพ่ือ
วามตระหนักถึงบทบาทของไฟป่าพรุ ประเมนิ การปล่อยกา๊ ซเรือนกระจกจากไฟป่า
รปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการ
ลงสภาพภูมอิ ากาศ

กลยทุ ธ์ ระยะสนั้ (1-2 ป)ี ร

5. พฒั นากลไกการ การพัฒนาระเบียบวิธีการระดับชาติและ การพฒั นาระ
ลดก๊าซเรือนกระจก
ภาคปา่ ไม้ นานาชาติ 1) พัฒนาวิธ

1) พัฒนาระเบียบวิธีการที่มีความเฉพาะต่อ ถาวรของโค

กิจกรรม และ/หรือ เครื่องมือคำนวณเฉพาะเพื่อ เพิ่มเครื่องม

สนับสนุนระเบียบวิธกี ารสำหรบั T-VER ที่มีอยู่ Buffer App

2) พัฒนาระเบียบวิธีการ และ/หรือ เครื่องมือ หลักประกัน

คำนวณเฉพาะสำหรับโครงการประเภทการ กำหนด b

ปรับปรุงการจัดการป่าไม้ (Improved Forest การศกึ ษาให

Management) จ ะ ส น ั บ ส น ุ น ก า ร ด ำ เ นิ น 2) กำหนดร

โครงการในพื้นท่ีป่าเศรษฐกิจ ตามนโยบายป่าไม้ T-VER Prem

20 ของรัฐบาล 3) ปรับปรุง

3) พัฒนาระเบียบวิธีการ และ/หรือ เครื่องมือ เครื่องมือที่ช

คำนวณเฉพาะสำหรับกิจกรรมที่นำพื้นที่ของรัฐ การปล่อยก

มาดำเนินการเพื่อให้เกิดความสะดวกในการ CO2 gases

ดำเนินโครงการ และสอดคล้องกับระเบียบ มาตรฐานใน

ปฏบิ ตั ขิ องหน่วยงานรฐั ท่เี ปน็ เจา้ ของพืน้ ท่ี VER Premiu

4) พัฒนาเครื่องมือ หรือ แนวทางในการ 4) สร้างทาง

ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เช่น remote sensing, ตามมาตรฐ

drone เพื่อประเมินการเติบโตของหมู่ไม้หรือ รูปแบบต่าง

มวลชีวภาพของต้นไม้ โดยกำหนดวิธีการที่ VCS, Gold

เหมาะสมกับประเทศ จะเพิ่มความสะดวกต่อ VER Premiu

การตรวจวดั และตรวจสอบภาคสนาม โดยเฉพาะ ระเบียบวิธีก

อย่างยิ่งในการดำเนินโครงการที่มีพื้นที่ขนาด กจิ กรรม RE

ใหญ่

มาตรการ

ระยะปานกลาง (3-5 ปี) ระยะยาว (ตง้ั แต่ 5 ปีขน้ึ ไป)

ะเบยี บวธิ ีการระดบั นานาชาติ 1) ทำให้คาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้มี

ธีการประเมินความเสี่ยงต่อความไม่ คุณภาพและมูลค่าสูงสู่ความเป็นสากล โดย

ครงการ (non-permanence) เช่น เตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เช่น กฎหมาย

มือการประเมินความเสี่ยงและใช้วิธี และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์

proach เพื่อหักเครดิตเพื่อเป็น การตลาดทั้งในและต่างประเทศและความ

นความเสี่ยงจากความไม่ถาวรซึ่งการ ตอ้ งการของผ้ชู ือ้ และผูข้ าย เป็นตน้

buffer credit ท ี ่ เ หม า ะ สม ควรมี

หเ้ หมาะสมกับบรบิ ทของประเทศไทย

ราคากลางของคาร์บอนเครดิตจาก

mium สูงกวา่ T-VER

งระเบียบวิธีการคำนวณ และ/หรือ

ช่วยสนบั สนุนระเบียบวิธีการประเมนิ

ก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะ Non-

ในกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับ

นระดับสากลอื่น ๆ เพื่อยกระดับ T-

um Standard

งเลือกให้สามารถนำระเบียบวิธีการ

ฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ง ๆ มาใช้ร่วมด้วย เช่น CDM, Verra

Standard เป็นต้น เพื่อยกระดับ T-

um Standard โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

การที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูป่าภายใต้

EDD+ ของ VCS

กลยุทธ์ ระยะสั้น (1-2 ป)ี ร

6. ส่งเสรมิ การ 5) พัฒนาเครื่องมือด้านเศรษฐศาสตร์และ
เรียนรู้และสรา้ ง
จิตสำนึกของสงั คม การเงินเพื่อสร้างแรงจูงใจในการดำเนินกิจกรรม
ต่อบทบาทของภาค
ป่าไม้ ลดกา๊ ซเรือนกระจกภาคปา่ ไม้

6) ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของหน่วยงาน

ผู้ตรวจประเมนิ ภายนอก

1) จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ ให้ความรู้ 1) พัฒนาหล

ให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับภาคป่าไม้และการ กิจกรรม กา

เปลี่ยนแลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาที่ยั่งยืน บุคลากรด้าน

เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและแบ่งปันข้อมูล ภมู ิอากาศ ใน

เชิงวชิ าการ 2) สร้างเครอื

21 2) ส่งเสริมการผลิตสื่อดิจิทัล สื่อการเรียนการ เรื่องการวิจ

สอน ตำรา สิ่งพิมพ์ สื่อวีดิทัศน์ ด้านการ สอนที่เกี่ย

เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคป่าไม้ สำหรับ ภูมอิ ากาศแล

คนทุกช่วงวัย จากการพัฒนาฐานข้อมูลที่ได้จาก 3) สร้างศูน

งานวิจัยและงานพัฒนาวิชาการที่เกี่ยวข้องกับ เปลี่ยนแปล

บทบาทภาคป่าไม้ และการเปลี่ยนแปลงสภาพ การลงทุนร่ว

ภูมิอากาศ ตลอดจนแนวทางการบรรลุเปา้ หมาย เอกชน

ตกลงรว่ มกนั ของนานาชาติในการเข้าสคู่ วามเป็น

กลางทางคาร์บอน

3) สร้างกิจกรรมการกระจายความรู้สู่เยาวชน

นิสิตนักศึกษา และภาคประชาชน ผ่านหลักสูตร

และการจดั อบรมดา้ นการปา่ ไม้

4) สร้างเครือข่ายการอนุรักษ์ การจัดการ และ

การพัฒนาทรัพยากรปา่ ไม้อย่างยงั่ ยนื

มาตรการ ระยะยาว (ต้งั แต่ 5 ปขี ึ้นไป)
ระยะปานกลาง (3-5 ป)ี

ลักสูตร หรือชุดวิชาที่ส่งเสริมการจัด 1) ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการ

ารจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่มุ่งพัฒนา พัฒนาแหล่งการเรียนรู้ที่ด้านการเปลี่ยนแปลง

นป่าไม้ และการเปลี่ยนแปลงสภาพ สภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับภาคป่าไม้มี

นระบบและนอกระบบ มาตรฐาน เพื่อส่งเสรมิ การเรยี นรู้ตลอดชวี ิต

อข่ายความร่วมมือกับตา่ งประเทศใน 2) ยกระดับศูนย์การเรียนรู้ด้านป่าไม้กับการ

ัยและพัฒนาวิชาการ การเรียนการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่ระดบั นานาชาติ

วข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ โดยการลงทุนร่วมกบั ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และ/

ละบทบาทภาคปา่ ไม้ หรอื เอกชน

น ย ์ ก า ร เ ร ี ย น รู้ ด ้ า น ป ่ า ไ ม ้ ก ั บ ก า ร

ลงสภาพภูมิอากาศ (ระดับชาติ) โดย

วมกับภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และ/หรือ

6. บทสรุป

จากปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพ
ภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งจากการประชุม COP26 เมื่อปี พ.ศ. 2564 ประเทศ
ไทยได้ประกาศเจตนารมย์จะดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี
ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในหรือก่อนหน้าปี ค.ศ. 2065
ภาคป่าไม้ นับว่ามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งจากในส่วนการช่วย
ดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไม้ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสร้างอาคารบ้านเรือน ผลิตภัณฑ์และ
เฟอรน์ ิเจอร์ไม้ วัสดุที่ทำจากไม้ ยังเป็นแหลง่ กักเกบ็ คาร์บอน

สำหรับข้อเสนอเพื่อเสริมสร้างบทบาทภาคป่าไม้สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ประกอบด้วย 6 กล
ยทุ ธ์ ไดแ้ ก่ 1) กลยุทธ์เสรมิ สร้างระบบนิเวศเพ่อื สนบั สนุนการเพิม่ พ้นื ที่ป่า 2) กลยุทธ์สนบั สนุนและผลกั ดันการ
ใช้ประโยชน์ไม้ครบวงจรดว้ ยแนวคิดนวัตกรรมผลติ ภัณฑ์ 3) กลยุทธ์รกั ษาสภาพการกักเกบ็ คาร์บอนในภาคป่า
ไม้ด้วยกลไกประชารัฐ 4) กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการจดั การไฟป่าด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลไกการ
มีส่วนร่วม 5) กลยุทธ์พัฒนากลไกการลดก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้ และ 6) กลยุทธ์ส่งเสริมการเรียนรู้และ
สร้างจิตสำนึกของสังคมต่อบทบาทของภาคป่าไม้ โดยแต่ละกลยุทธ์ได้กำหนดมาตรการดำเนินงานครอบคลุม
ทั้งระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว รวมทั้งหมด 77 มาตรการ เพื่อให้สามารถติดตามประเมินผล
สมั ฤทธต์ ามกรอบเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างยั่งยนื ทง้ั นี้ การดำเนนิ งานตาม
กลยุทธ์และมาตรการต่างๆ ควรยึดหลักการจัดการป่าไม้ที่ถูกต้องที่อยู่บนฐานองค์ความรู้ด้านวนศาสตร์
เปน็ สำคัญ

7. เอกสารอา้ งองิ

พิสุทธิ์ เพียรมนกลุ , ณฐั วิญญ์ ชวเลิศพรศยิ า, ภาวนิ ี พงศ์พนั ธ์พฤทฺธ์ิ, รัชนัน ชำนาญหมอ และ อริสรา เพียรมนกุล.
2564. ปรบั กระบวนทัศน์การพัฒนาเพื่อมงุ่ สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของสงั คมไทย. คณะ
วศิ วกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรงุ เทพมหานคร.
https://www.greennetworkthailand.com/ เข้าถึงเม่ือวันที่ 25 มนี าคม 2565

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม. (มปป.) แผนการปรับตัวต่อการเปลีย่ นแปลง
สภาพภูมิอากาศแห่งชาติ. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร.
http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER38/DRAWER027/GENERAL/DATA0000/
00000852.PDF เข้าถึงเมื่อวนั ที่ 26 มีนาคม 2565

Green Network. 2564. COP26 กบั บทบาทประเทศไทยในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภมู ิอากาศ.
https://www.greennetworkthailand.com/cop26-
%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%
B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/ เข้าถงึ เม่อื วันท่ี 1 เมษายน 2565

22


Click to View FlipBook Version