ต้ นไม้ใหญ่
ในแม่เหียะ
โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบล
แบบบูรณาการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย
โดย คณะวนศาสตร์
ม ห า วิ ท ย า ลั ย เ ก ษ ต ร ศ า ส ต ร์
คำปรารภ
ตำบลแม่เหียะ มีพื้นที่สีเขียวที่มีพืชพรรณที่มีความหลากหลายทั้งชนิด และ
ปริมาณโดยมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลักที่ให้ประโยชน์ ทั้งทาง
ตรงและทางอ้อม เพื่อสร้างสมดุลทางระบบนิเวศทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี
สวยงาม ร่มเย็น น่าอยู่ และเพิ่มองค์ประกอบของการใช้ประโยชน์ให้กับ
ประชาชนในเมืองและชุมชน ตลอดจนเสริมสร้างเศรษฐกิจของชุมชนในพื้นที่
ตำบลแม่เหียะอีกทั้งยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ.2566 – พ.ศ.2570
ของเทศบาลเมืองแม่เหียะ ตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 3 "ยุทธศาสตร์การพัฒนา
ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" ด้านการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษารวบรวมเป็นข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่ง
แวดล้อมของท้องถิ่นควบคู่ไปกับการส่งเสริม ฟื้ นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง
แวดล้อม การฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ จิตสำนึก ความคุ้มค่า
ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมในการผลิต และบริโภคที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เทศบาลเมืองแม่เหียะ ขอขอบคุณโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบลสร้างรากแก้ว
ให้ประเทศ หรือ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ คณะวนศาสตร์ และเทศบาลเมืองแม่เหียะ ที่ได้จัดทำหนังสือ
“ต้นไม้ใหญ่ในเมืองแม่เหียะ” ขึ้นมาเพื่อเป็นข้อมูลให้กับประชาชนที่สนใจได้
ศึกษาหาความรู้ และอนุรักษ์พรรณไม้ใหญ่ให้เป็นมรดกคู่เมืองแม่เหียะต่อไป
นายธนวัฒน์ ยอดใจ
นายกเทศมนตรีเมืองแม่เหียะ
ก
บทนำ
โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ 1 ตำบล 1
มหาวิทยาลัย ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวนศาสตร์
และเทศบาลเมืองแม่เหียะ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของต้นไม้ใหญ่ใน
เมืองแม่เหียะ คณะทำงานจึงได้ดำเนินการลงพื้นที่สำรวจต้นไม้ใหญ่ในเมืองแม่
เหียะที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 เซนติเมตรขึ้นไป พบว่ามีต้นไม้ใหญ่ดัง
กล่าวในพื้นที่สาธารณะทั่วทั้งตำบลแม่เหียะจำนวนทั้งหมด 73 ต้น 27 ชนิด
ทางคณะทำงานได้จัดทำ Big Trees Map ระบุตำแหน่งของต้นไม้ใหญ่ใน
Google Map เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบดูแลในอนาคตอีกทั้งยังจัดทำหนังสือ
“ต้นไม้ใหญ่ในเมืองแม่เหียะ” รวบรวมข้อมูลชนิดต้นไม้ทั้ง 27 ชนิด เพื่อมอบ
เป็นฐานข้อมูลให้กับเทศบาลเมืองแม่เหียะ และประชาชนทั่วไปที่สนใจศึกษา
ค้นคว้า อนุรักษ์พรรณไม้ไว้ให้คงอยู่คู่เมืองแม่เหียะต่อไป
นายณัฐวัฒน์ คลังทรัพย์
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยป่าไม้
ผู้จัดการเทศบาลเมืองแม่เหียะ
ข
สารบัญ ก
ข
คำปรารภ 1
บทนำ 2
BIG TREES MAP 5
BIG TREES MAEHIA 6
โพธิ์ 7
กัดลิ้น 8
จามจุรี 9
ไทรย้อยใบแหลม 10
ตาเสือ 11
สาธร 12
เลียบ 13
สัก 14
ตะเคียนทอง 15
ฉนวน 16
ชงโค 17
ไทรใบดาบ 18
ลำไย 19
หางนกยูงฝรั่ง
ไกร
ยางนา 20
ประดู่ป่า 21
พญาสัตบรรณ 22
ก่อใบเหลื่อม 23
มะขาม 24
มะเดื่อ 25
มะม่วง 26
ยูคาลิปตัส 27
กระเบียน 28
กระพี้จั่น 29
ข่อย 30
ปรู๋ 31
บรรณานุกรม 32
คณะผู้จัดทำ 36
1
BIG TREES MAP IN MAEHIA
แผนที่ต้นไม้ใหญ่ในเมืองแม่เหียะ
BIG TREES
IN MAEHIA
โพธิ์ กัดลิ้น จามจุรี
ไทรย้อยใบแหลม ตาเสือ สาธร
เลียบ สัก ตะเคียนทอง
2
BIG TREES
IN MAEHIA
ฉนวน ชงโค ไทรใบดาบ
ลำไย หางนกยูงฝรั่ง ไกร
ยางนา ประดู่ป่า พญาสัตบรรณ
3
BIG TREES
IN MAEHIA
ก่อใบเหลื่อม มะขาม มะเดื่อ
มะม่วง ยูคาลิปตัส กระเบียน
กระพี้จั่น ข่อย ปรู๋
4
โพธิ์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus religiosa L.
ชื่อวงค์ : MORACEAE
ชื่อสามัญ : Bodhi Tree
ชื่อพื้นเมือง : โพ, โพศรีมหาโพ
ที่มา : thaiquote.org8 ที่มา : FB ร้านอุดรเคมีภัณฑ์
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : ต้นโพธิ์เป็นไม้ต้นใหญ่ สูง 20-30 เมตร ผลัดใบ
ระยะสั้น เรือนยอดแผ่กว้างลำต้นใหญ่ สั้น และเป็นพูพอน กิ่งก้านแผ่ขยาย มีรากอากาศ
ไม่มากเปลือกเรียบสีน้ำตาลปนเทา
ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปไข่กว้างหรือสามเหลี่ยม ปลายใบยาวแหลม โคนใบรูปหัวใจ
ดอก : สีเขียวอ่อน ออกรวมเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีดอกตลอดปี
ผล : ผลสดแบบมะเดื่อ ทรงกลมสีม่วงดำ ออกผลตลอดปี
ประโยชน์ : ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามวัดวาอาราม และยังสามารถปลูกเลี้ยงไว้เป็นไม้
แคระแกร็นได้ หรือปลูกตามคบไม้หรือปลูกเกาะหิน ผลอ่อนใช้รับประทานเป็นอาหารได้
5
กั ด ลิ้ น
ที่มา : medthai.com ที่มา : www.wegrow.in.th ที่มา : taintana.in.th
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Walsura trichostemon Miq.
ชื่อวงศ์ : MELIACEAE
ชื่อพื้นเมือง : แก้วลาว, ขี้อ้าย, ลำไยป่า
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : ต้นกัดลิ้นเป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูงถึง 15 เมตร
เปลือกต้นสีน้ำตาลปนสีเทาแตกเป็นสะเก็ดบางๆ
ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียนสลับ มีใบย่อย 5 - 9 ใบเรียงตรงกันข้าม
รูปรีหรือรูปไข่กลับปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบเรียว ขอบใบเรียบ
ดอก : ออกเป็นช่อแยกแขนงตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก มีกลีบ 4 - 5 กลีบ สีขาวปนเหลือง
ออกดอกเดือนมีนาคม - พฤษภาคม
ผล : เป็นผลเดี่ยว รูปทรงกลม ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีเหลืองอ่อนแกมน้ำตาล เนื้อหุ้มมีเมล็ด
สีขาว มีหนึ่งเมล็ด
ประโยชน์ : ผลสุกมีรสหวานใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้ เนื้อไม้หรือลำต้นใช้สำหรับการ
ก่อสร้าง สามารถนำมาใช้ทำเป็นฟืนที่ให้ความร้อนสูงได้
6
จ า ม จุ รี
ที่มา : www.nanagarden.com ที่มา : taintana.in.th
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Samanea saman (Jacq.) Merr.
ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE
ชื่อสามัญ : Rain Tree
ชื่อพื้นเมือง : ก้ามกาม, ก้ามปู, ฉำฉา
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : ต้นจามจุรีเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดแผ่
กว้าง โค้งตรงกลาง และลาดลงหาขอบคล้ายรูปร่ม
ใบ : ประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบประกอบแยกแขนงตรงข้ามกัน 2-5 คู่ บนแขนงมีใบ
ย่อยเรียงตรงข้ามกัน 2-10 คู่ คู่ที่อยู่ตอนบนมีขนาดใหญ่สุดและลดหลั่นลงไปจนถึงคู่ล่างที่มีขนาด
เล็กสุด ใบย่อยรูปไข่ รูปรี หรือคล้ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน
ดอก : ช่อกระจุกแน่น ออกตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง 1-2 ช่อ ดอกมีจำนวนมาก สีชมพู เกสรเพศผู้มี
จำนวนมาก
ฝัก : รูปขอบขนาน ตรงหรือโค้งเล็กน้อย ผิวเรียบ ฝักแก่สีน้ำตาลดำ คอดเล็กน้อยเป็นตอนๆ
ระหว่างเมล็ด เมล็ดเรียงเป็นแถวตามความยาวของฝัก สีน้ำตาล รูปแบนรี
ประโยชน์ : เปลือกต้นป่นละเอียดเป็นยาสมานแผล เนื้อไม้ใช้ในงานแกะสลัก ทำเครื่องใช้และ
เครื่องเรือนต่างๆ ใบแก้ปวดแสบปวดร้อน เมล็ดแก้โรคผิวหนัง เปลือกสมานแผลในปาก คอ และแก้
ท้องร่วง ฝักแก่สามารถทำเป็นอาหารสัตว์
7
ไ ท ร ย้ อ ย ใ บ แ ห ล ม
ที่มา : buildsweethome.blogspot.com ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Ficus benjamina L.
ชื่อวงศ์ : MORACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ไทรพัน (ลำปาง),
ไทรย้อยใบแหลม (กรุงเทพฯ),
จาเรย (เขมร)
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียอินเดีย และ
ภูมิภาคมาเลเซีย จัดเป็นไม้ยืนต้น หรือพุ่ม
ไม้ผลัดใบขนาดกลาง ที่มีความสูงได้
ประมาณ 5-15 เมตร ลำต้นแตกเป็นพุ่ม
หนาทึบ และแผ่กิ่งก้านสาขาทิ้งใบห้อย
ย้อยลง
ที่มา : พาเที่ยวไทย.com
ใบ : ไทรย้อยแต่ละสายพันธุ์จะมีลักษณะของใบที่แตกต่างกันเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ
ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมรูปไข่ บางต้นลักษณะของใบเป็นรูปกลมป้อม ส่วนบางพันธุ์ก็เป็นรูป
ยาวรี
ดอก : ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกมีขนาดเล็ก เกิดภายในฐานรองดอกที่มีรูปทรงกลมคล้ายผล
ออกเป็นคู่จากข้างกิ่ง ไม่มีกลีบดอก ช่อดอกของไทร คือผลที่ยังไม่สุก
ผล : ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมหรือรี ออกผลเป็นคู่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8
เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม สีน้ำตาล สีชมพู สีส้มแดง หรือสี
ม่วงดำ เมื่อแก่จะไร้ก้าน
ประโยชน์ : เป็นไม้ประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือน สำนักงาน เพื่อความร่มรื่น เพราะเป็นไม้ที่ทรง
พุ่ม และมีรากห้อยสวยงาม ช่วยฟอกอากาศให้ดีเป็นอย่างดี ปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงา ช่วยกรองแสง
หรือช่วยดูดแสงแดดร้อนจัดในเวลากลางวัน จึงเหมาะกับการปลูกตามออฟฟิศ อาคารสำนักงาน
สถานที่ราชการ โรงแรม
8
ต า เ สื อ
ที่มา : medthai.com ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Amoora culcullata Roxb.
ชื่อวงศ์ : MELIACEAE
ชื่อท้องถิ่น : เลาหาง (เชียงใหม่),
ขมิ้นดง (ลำปาง), เซ่
(แม่ฮ่องสอน), เย็นดง
(กำแพงเพชร), ตาปู่
(ปราจีนบุรี), มะยมหางก่าน
(บุรีรัมย์), ตุ้มดง (กระบี่), โกล
ตาเสือ (ภาคกลาง), แดงน้ำ
(ภาคใต้)
ที่มา : medthai.com
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก - กลาง อาจมีความสูงถึง 18 เมตร
ไม่ผลัดใบ เปลือกเรียบ สีชมพูอมเทา มีรากหายใจรูปคล้ายหมุด ยาว 30 - 50 ซม. จากผิวดิน
ใบ : ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ยาว 20 - 40 ซม. ขอบใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ใบไม่
สมมาตรกัน ขนาด 3-6 x 8-17 ซม. ปลายใบแหลมถึงมน ฐานใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเกลี้ยง
ทั้งสองด้าน ผิวใบด้านบนเป็นมัน
ดอก : ออกเป็นช่อ เพศผู้เป็นแบบช่อแยกแขนง ช่อดอกห้อยลง แต่ละดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง
0.3-0.4 ซม. สีเหลือง ดอกเพศเมีย เป็นแบบช่อกระจะ มีดอกจำนวนน้อย วงกลีบเลี้ยงแยกเป็น
3 แฉก กลีบดอก 3 กลีบ
ผล : ค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 ซม. มี 3 พลู ผลแก่แห้งแตกกลางพลู เมล็ด มีเยื่ออ่อน
นุ่มสีแดงหุ้ม
ประโยชน์ : เนื้อไม้ใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย เปลือกต้นใช้เป็นยาสมานแผล ใบมีรสฝาดเมา ใช้เป็น
ยาแก้บวม ไม้ตาเสือสามารถเอามาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ดี เพราะเนื้อไม้มีความแข็ง เหนียว
และมีความแข็งแรงทนทานดี
9
สาธร
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Millettia leucantha Kurz.
ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่อท้องถิ่น : กระเจาะ
ขะเจาะ (ภาคเหนือ), กระพีเขา
ควาย (ประจวบคีรีขันธ์), กะเชาะ
(ภาคกลาง), ขะแมบ คำแมบ
(เชียงใหม่), สาธร (ภาคเหนือ)
ที่มา : kaset.today
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์
ไม้ยืนต้น ผลัดใบ สูง 18-20 เมตร เปลือกสีเทา
เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ
ใบ : ใบอ่อนและยอดอ่อน มีขนยาว ใบ ประกอบ
แบบขนนกปลายเดี่ยว เรียงสลับ ใบย่อยติดเป็นคู่
ตรงกันข้าม 3-5 คู่ แผ่นใบย่อยรูปรีกว้าง 3.5 – 5
ซม. ยาว 5-12 ซม. ปลายแหลม โคนมน
ดอก : สีขาว รูปดอกถั่วสีชมพูอ่อน ออกเป็นช่อ
ตามง่ามใบ และปลายกิ่ง
ผล : เป็นฝักแบน กว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 4-10
ซม. แบนคล้ายฝักมีด เมล็ดคล้ายรูปโล่ เส้นผ่าน
ศูนย์กลางประมาณ 1.3 ซม.
ประโยชน์ : นิยมใช้สร้างที่อยู่อาศัย ไม้ประดับ
เครื่องจักรสาน และเครื่องใช้สอย เช่น เสาเรือน
ขื่อ รอด เพลา เกวียน เครื่องนอน ครก สาก
เป็นต้น
10
ที่มา : kaset.today
เ ลี ย บ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus superba
Miq. var. japonica Miq
ชื่อวงศ์ : MORACEAE
ชื่อพื้นเมือง : ผักเฮือด
ที่มา : phuketdata.net ที่มา : phuketdata.net
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
เป็นพรรณไม้ที่สามารถทนต่อความร้อน
และแสงแดดได้ดี ต้องการน้ำและความชื้น
ต้นเป็นไม้ยืนต้นประเภทมะเดื่อ และมี
ลำต้นสูง 5-15 เมตร ต้นที่อายุมาก จะแตก
พุ่มใหญ่ มีปุ่มปม แตกกิ่งก้านมาก แตกใบ
อ่อนช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูสู่ร้อน เดือน
กุมภาพันธ์ มีนาคม ใบอ่อน ผลิยอดใบอ่อน
สีชมพู หรือสีชมพูอมเขียว
ใบ : ลักษณะคล้ายดอกจำปาตอนตูม กลม
รียาวปลายแหลม มีปลอกบางๆ หุ้มเป็น
กาบใบ เมื่อยอดอ่อนใบอ่อนเจริญเป็นใบ
แก่สีเขียว
ประโยชน์ : ขับพยาธิตัวกลม ขับฤดูและ
ขับปัสสาวะ ไล่แมลง ดอกฆ่าเหา แก้โรค
ผิวหนัง ผล ทาแผลพุพองจากไฟไหม้หรือ
น้ำร้อนลวก
11
สั ก
ที่มา : th.wikipedia.org ที่มา : research.nu.ac.th
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tectona grandis L.f.
ชื่อวงศ์ : LAMIACEAE
ชื่อพื้นเมือง : ปีฮี ปีฮือ เป้อยี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ปายี้
(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), เส่บายี้ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร), เคาะเยียโอ
(ละว้า-เชียงใหม่)
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : ถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย
พม่า ลาว และไทย (สวนที่ติดภาคเหนือของไทย) โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดใหญ่
ที่มีความสูงของต้นตั้งแต่ 20 เมตรขึ้นไป และอาจสูงได้ถึง 30 เมตร มีลำต้นเปลาตรง
เรือนยอดเป็นทรงพุ่มกลมค่อนข้างทึบ เปลือกต้นหนาเป็นเทา หรือสีน้ำตาลอ่อนแกมเทา
ใบ : เป็นใบเดี่ยว แตกออกจากกิ่งเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน ในแต่ละคู่จะตั้งฉากสลับกันไปตาม
ความยาวของกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปรีกว้า
ง หร
ือรูปไข่กลับ ปลายใบมีหางสั้น ๆ โคนใบ
สอบ ส่วนขอบใบเรียบ
ดอก : ออกดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ โดยจะออกตามซอกใบและปลายยอด ดอกเป็นดอก
แบบสมบูรณ์เพศที่มีทั้งเกสรเพศผู้และเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ดอกย่อยมีขนาดเล็ก
กลีบดอกเป็นสีเขียวนวล มีกลีบดอก 6 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด และมีขน
ทั้งด้านนอกและด้านใน
ประโยชน์ : ไม้สักมีเนื้อไม้สวยงาม ใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือนและไม้ขนาดใหญ่สามารถ
นำไปทำเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
12
ต ะ เ คี ย น ท อ ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Hopea odorata Roxb.
ชื่อวงศ์ : DIPTEROCARPACEAE
ชื่อพื้นเมือง : โกกี, แคน,
จะเคียน, ตะเคียนใหญ่
ที่มา : FB คนล่าหวย ที่มา : qsbg.org
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : จัดเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดใหญ่ เนื้อไม้เป็น
สีเหลืองหม่นหรือสีน้ำตาลอมสีเหลือง มักมีเส้นสีขาวหรือเทาขาวผ่านเสมอ ซึ่งเป็นท่อ
น้ำมันหรือยาง เนื้อไม้มีความละเอียดปานกลาง เสี้ยนมักสน ไม้แข็ง เหนียว ทนทาน และ
เด้งตัวได้มาก
ใบ : เป็นใบเดี่ยวลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอก หรือรูปดาบ ปลายใบเรียว โคนใบ
มนป้านและเบี้ยว ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-15
เซนติเมตร แผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียว หลังใบเกลี้ยงเป็นมัน
ดอก : ออกดอกเป็นช่อยาวแบบช่อแยกแขนงตามปลายกิ่งและตามง่ามใบ มี ดอกย่อยอยู่
ช่อละประมาณ 40-50 ดอก ดอกเป็นสีเหลืองแกมสีน้ำตาลขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมและมีขน
นุ่ม ดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่กลีบดอกจะบิดเป็นกงจักร
ประโยชน์ : เปลือก แก้ปวดฟัน แก้เหงือกอักเสบ เนื้อไม้ แก้ท้องร่วงแก้กำเดา สมานแผล
และสามารถใช้ทำบ้านเรือน เสาด้ามเครื่องมือกสิกรรมพื้นกระดานไม้ฟืน
13
ฉนวน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dalbergia ที่มา : FB ขายต้นไม้ใหญ่ ไม้ขุดล้อม ไม้มงคล
nigrescens Kurz. ต้นไม้ให้ร่มเงา ส่งทั่วประเทศ
ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE หรือ
PAPILIONOIDEAE ลักษณะทั่วไป/
ชื่อท้องถิ่น : กระพี้, กระพี้โพรง, พันชั้น ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
เป็นไม้ต้นสูง 12-18 เมตร เปลือกสีเทา
ที่มา : rspg.pbru.ac.th อ่อน แตกเป็นเกล็ดสี่เหลี่ยม
14 ที่มา : pantip.com ใบ : ขนนกชั้นเดียวปลายคี่ เรียงแบบ
สลับใบย่อย 7 - 11 ใบ เป็นลักษณะ
คล้ายรูปไข่ มีฐานใบมน หรือสอบ
ขอบ ใบเรียบ ผิวใบทั้งสองด้านเกลี้ยง
ดอก : ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงออก
ตามซอกใบ ดอกย่อยเป็นรูปดอกถั่ว
กลีบเลี้ยงสีม่วงแดง เชื่อมกันเป็นรูป
ถ้วย กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ ปลายกลีบ
มีสีเหลือง
ผล : ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน มีความ
ยาว 2.5 - 8 ซม.ปลายและโคนฝักมน
ผลแก่สีดำไม่แตก
ประโยชน์ : ต้นใช้เลี้ยงครั่ง และไม้ทำ
เยื่อกระดาษ ทำที่อยู่อาศัย และใช้ทำ
เครื่องจักสานและเครื่องใช้สอย
ชงโค
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia purpurea L.
ชื่อวงศ์ : FABACEAE หรือ
LEGUMINOSAE
ชื่อท้องถิ่น : ดอกตีนวัว, เสี้ยวดอกแดง
(ภาคเหนือ)
ที่มา : wattano.ac.th
ที่มา : thaikasetsart.com ที่มาที:่มwาat:taadneoq.a.ocr.t.thh
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 5-15 เมตร กิ่งอ่อนมีขนปกคลุม
ใบ : ใบชงโคเป็นใบเดี่ยวคล้ายรูปหัวใจ ปลายของใบเว้าลึกมาก ปลายใบทั้งสองด้านกลมมนดูคล้าย
ใบแฝดติดกัน (คล้าย ๆ กับใบกาหลง)
ผล : ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน ยาว 2.5-8 ซม.ปลายและโคนฝักมน ผลแก่สีดำไม่แตก
ดอก : ดอกจะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โดยจะออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 6-10
ดอก แต่ละดอกมีกลีบ 5 กลีบ โดยกลีบดอกจะมีสีชมพูถึงสีม่วงแดง ลักษณะของดอกจะคล้ายกับดอก
กล้วยไม้
ประโยชน์ : ใบชงโคนำไปต้มช่วยรักษาอาการไอได้ ใช้เป็นยาระบาย ดอกชงโคมีสีม่วงอมชมพู มีรูป
ร่างคล้ายดอกกล้วยไม้ และออกเป็นช่อ จึงนิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับต้น และเพื่อชมดอก นอกจาก
การปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ ชงโคในช่วงแตกใบใหม่จะมีทรงพุ่มหนาทำให้เป็นร่มเงาได้เป็นอย่างดี
15
ไทรใบดาบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus ที่มา : wegrow.in.th
maciellandii King. ที่มา : wegrow.in.th
ชื่อวงศ์ : MORACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ไทรกระเบื้อง, ไฮไต้ง่า,
ไทรย้อย
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
ไม้ต้นสูง 25 ม. กึ่งอิงอาศัย กิ่งแห้งสีน้ำตาลถึง
สีเทา ใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบรูปขอบขนาน
หรือรูปหอก ยาว 7-13 ซม. กว้าง 2-5.5 ซม.
ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบดาบหรือรูปรี
แกมรูปขอบขนาน กว้าง 1.5 - 3 ซม. มีความ
ยาว 7-15 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลมโคนใบ
สอบเรียว ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบ
ค่อนข้างหนาและเหนียว สีเขียวสด ใบเรียบ
เป็นมัน เส้นกลางใบจม
ดอก : สีเขียวอมเหลือง ออกเป็นช่อรูปร่าง
คล้ายผลคือ มีฐานรองดอก เจริญแผ่ขยาย
ใหญ่เป็นกระเปาะมีรูเปิดที่ปลาย โอบดอกไว้
ดอกมีขนาดเล็ก แยกเพศในกระเปาะ ดอกทั้ง
สองเพศ มีกลีบรวม 3 กลีบ รูปไข่ ดอกเพศผู้มี
จำนวนน้อย เส้นผ่านศูนย์กลางของช่อดอก
0.3 - 0.5 ซม. ไม่มีก้านช่อดอก ออกดอกเดือน
มี.ค. - เม.ย.
ประโยชน์ : เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ให้ร่มเงา
16
ลำ ไ ย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dimocarpus longan Lour.
ชื่อวงศ์ : Sapindaceae
ที่มา : FB สวนลำไย ไร่ปานตะวัน ที่มา : FB สวนลำไย ไร่ปานตะวัน ที่มา : lamyaigarden.blogspot.com
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
ลักษณะ ผลไม้เพื่อสุขภาพชนิดนี้เป็นที่นิยมรับประทานอย่างมากในบ้านเรา โดยจังหวัด
ที่ปลูกมากที่สุดคือจังหวัดลำพูน สำหรับประเทศที่ปลูกมากที่สุดเห็นจะเป็นประเทศจีน
ที่มีการปลูกลำไยมาถึง 26 สายพันธุ์
ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกใบสลับตรงข้าม มีลักษณะทรงรูปหอก โคนมนปลายเรียวรีแหลม
ใบด้านบนมีสีเขียว พื้นผิวเป็นมัน ใบด้านล่างมีสีอ่อนกว่า
ดอก : ออกเป็นช่อ จะมีดอกออกเป็นกระจุก ดอกมีสีขาวอมเหลือง เล็กฝอยๆ กลีบเลี้ยง
มีสีเขียวปนเหลือง มีกลิ่นหอม มีก้านดอกยาว ดอกออกตามลำต้น บนกิ่งหรือบนยอดกิ่ง
ผล : มีลักษณะทรงกลมเล็ก ผิวเปลือกบางสาก ผลอ่อนมีสีน้ำตาลปนสีเขียว เมื่อผลสุก
จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ภายในผลจะมีเนื้อนุ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีขาว หรือสีชมพูตามสายพันธ์ุ
ผลมีรสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นหอมอร่อย มีเมล็ดสีดำกลมอยู่ข้างในเนื้อ
ประโยชน์ : ช่วยให้หลับสบายและช่วยในการเจริญอาหาร เนื้อไม้สีแดงของต้นลำไยมัก
นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องประดับ ผลสุกสามารถนำมารับประทานได้ เป็นต้น
17
ห า ง น ก ยู ง ฝ รั่ ง
ที่มา : th.wikipedia.org ชื่อวิทยาศาสตร์ : Delonix
regia (Hook.) Raf.
ชื่อวงศ์ : FABACEAE หรือ
LEGUMINOSAE
ชื่อท้องถิ่น : นกยูงฝรั่ง อินทรี
(ภาคกลาง), หงอนยูง (ภาคใต้),
นกยูง นกยูงฝรั่ง ชมพอหลวง
ส้มพอหลวง (ภาคเหนือ), ยูง
ทอง (มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์)
ที่มา : th.wikipedia.org
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเกาะมาดากัสการ์ ทวีปแอฟริกา ค้นพบครั้งแรกเมื่อช่วงปี พ.ศ. 2367
โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลียชื่อ เวนเซล โบเจอร์ (Wenzel Bojer) โดยจัดเป็นไม้
ยืนต้นขนาดกลาง เมื่อต้นโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 12-18 เมตร มีเรือนยอดแบแผ่
กว้างเป็นทรงกลมคล้ายร่ม และแผ่กิ่งก้านออกคล้ายกับต้นจามจุรี
ใบ : เป็นขนนกสองชั้นเรียงเวียนสลับกัน และมีใบย่อยเรียงตรงข้ามกัน โดยขนาดของใบ
ย่อยจะมีขนาดใกล้เคียงกับใบย่อยของมะขาม แผ่นใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายกลม โคนมี
ลักษณะเบี้ยว ผิวใบเกลี้ยง ต้นหางนกยูงฝรั่งเป็นพืชผลัดใบ
ดอก : ลักษณะเป็นช่อดอก ออกดอกตามปลายกิ่ง และตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ประกอบ
ด้วยกลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ยาวงอนออกมาเหนือกลีบดอก กลีบดอกมี 2 สี คือสีแดง
และสีเหลือง
ประโยชน์ : นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกดกสีสวย
18
ไกร
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus ที่มา : nanagarden.com
subpisocarpa Gagnep.
ชื่อวงศ์ : MORACEAE ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
ชื่อท้องถิ่น : ฮ่าง (ลำปาง), โพไทร จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้น ผลัดใบ ขนาดกลางถึง
(นครราชสีมา), เลียบ ไกร ขนาดใหญ่ มีความสูงได้ประมาณ 8-10 เมตร
(กรุงเทพฯ), ไทรเลียบ ทรงพุ่มเป็นรูปไข่ มียางสีขาว เปลือกต้นค่อนข้าง
(ประจวบคีรีขันธ์) เรียบเป็นสีเทา ทุกๆส่วนเกลี้ยง ยกเว้นหูใบ มีราก
อากาศรัดพันเล็กน้อย
ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ ลักษณะ
ของใบเป็นรูปรี
ดอก : ดอกเป็นสีเขียวอมเหลือง ออกเป็นช่อรูป
ร่างคล้ายผล คือ มีแกนกลาง ช่อดอกเจริญแผ่
ขยายใหญ่เป็นกระเปาะ มีรูเปิดที่ปลายโอบดอก
ผล : ผลเป็นผลสดแบบมะเดื่อ สีขาวอมชมพู
ลักษณะผลเป็นรูปกลมแกมรูปไข่กลับ กลมแป้น
หรือเป็นรูปหัวใจกลับ ออกเป็นคู่ที่กิ่งเหนือรอย
แผลของใบ ผลมีขนาดประมาณ 1.8 - 2.5
เซนติเมตร ผลเป็นสีเขียว มีจุดสีครีมกระจายอยู่
ทั่วผล เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมชมพู
มีจุดสีน้ำตาล ที่ปลายมีวงแหวน นูนมีรอยบุ๋ม
ประโยชน์ : ใบอ่อนสามารถนำมารับประทาน
เป็นผักได้ ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
ที่มา : botany.sc.chula.ac.th 19
ยางนา
ที่มา : blockdit.com ที่มา : medthai.com
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don
ชื่อวงศ์ : DIPTEROCARPACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ยางขาว, ยางหยวก, ยางแม่น้ำ, (ทั่วไป), กาตีล
(เขมร, ปราจีนบุรี), ยางนา (เลย)
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้น ขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นได้ถึง 50 เมตร
เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ โคนต้นมักเป็นพูพอน ลำต้นมีลักษณะเปลาตรง เปลือกต้นเกลี้ยง เป็นสี
ออกเทาอ่อน หลุดลอกออกเป็นชิ้นกลมๆ เนื้อไม้มีสีน้ำตาลแดง เสี้ยนตรง เนื้อหยาบ ส่วนตามกิ่ง
อ่อนและยอดอ่อนมีขนและมีรอยแผลใบเห็นได้ชัด
ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบสอบทู่
โคนใบกว้าง ส่วนขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้าง 6 - 14 เซนติเมตร และยาวประมาณ
12.5-25 เซนติเมตร เนื้อใบหนาและเหนียว ย่นเป็นลอน แผ่นใบมีขนขึ้นปกคลุม ด้านท้องใบมีขนสั้น
รูปดาว ใบอ่อน มีขนสีเทา ส่วนใบแก่เกลี้ยง หรือเกือบเกลี้ยง ก้านใบยาวประมาณ 3-4 ซม ขนขึ้น
ประปราย และมีหูใบขนาดใหญ่
ดอก : ออกดอกรวมกันเป็นช่อสั้นๆ แบบช่อกระจะ ตามง่ามใบตอนปลายกิ่ง มีขนาดประมาณ 4 ซม.
เป็นสีชมพูอ่อน มีช่อละ 4 - 5 ดอก ดอกขนาดใหญ่เรียงตัวหลวม ๆ
ประโยชน์ : เปลือกนำไปต้มน้ำเป็นยาบำรุงร่างกาย ไม้ยางนาใช้ในการก่อสร้างทั่วไปเช่นทำฝาพื้น
ผลิตไม้อัดและใช้ทำไม้หมอนรางรถไฟ
20
ที่มา : medthai.com ป ร ะ ดู่ ป่ า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pterocarpus
macrocarpus Kurz.
ชื่อวงค์ : LEGUMINOSAE
ชื่อพื้นเมือง : ประดู่เสน (ราชบุรี,
สระบุรี), ดู่ ดู่ป่า (ภาคเหนือ), ประดู่
ประดู่ป่า (ภาคกลาง), จิต๊อก (ฉาน-
แม่ฮ่องสอน)
ที่มา : adeq.or.th ที่มา : adeq.or.th
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : ลำต้นสูง 15-30 เมตร หุ้มด้วยเปลือกหนาสีน้ำตาล
ซึ่งแตกสะเก็ดเป็นร่อง ลึก มีนํ้ายางมาก เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ กิ่งก้านมักไม่ห้อยระย้าอย่าง
ประดู่บ้าน
ใบ : ใบเป็นใบประกอบรูปขนนกเรียงสลับ ใบย่อยเยื้องสลับกัน 4-10 ใบ รูปไข่ถึงรูปขนาน ใบมี
ความกว้าง 2.5 - 5 เซนติเมตร ยาว 5-15 เซนติเมตร ปลายเป็นติ่ง โค้งมน
ดอก : ดอกมีสีเหลือง กลิ่นหอม มีกลิ่นคล้ายดอกซ่อนกลิ่น ออกเป็นช่อยาว 10-20 เซนติเมตร
ตามง่ามใบ ดอกจะออกช่วงมีนาคม-พฤษภาคม ช่อดอกมีขนาดใหญ่ แต่ไม่แตกกิ่งก้านแขนง
มากอย่างประดู่บ้าน
ผล : มีลักษณะเหมือนรูปโล่แบนบาง ตรงกลางนูน ผลใหญ่กว่าประดู่บ้านมาก และมีขนปกคลุม
ทั่วไป การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
ประโยชน์ : เนื้อไม้ นำไปใช้ในการก่อสร้างทั้งภายใน และภายนอกอาคาร ตลอดจนการทำ
เฟอร์นิเจอร์เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือใช้ทำไม้ปาร์เก้ ไม้ประสาน แผ่นชิ้น เป็นต้น
21
พ ญ า สั ต บ ร ร ณ
ที่มา : technologychaoban.com ที่มา : sanook.com
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alstonia scholaris (L.) R. Br.
ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE
ชื่อพื้นเมือง : หัสบัน, สัตบรรณ, สัตตบรรณ, จะบัน, บะซา, ปูลา, ปูแล,
ตีนเป็ด, ตีนเป็ดขาว, ตีนเป็ดไทย, ต้นตีนเป็ด
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแถบเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ สามารถพบได้ในทุกภาคของประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นสูงขนาดใหญ่
ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขาเป็นชั้น ๆ (เหมือนฉัตร) ความสูงประมาณ 12-20 เมตร
เปลือกต้นหนาเปราะ ผิวต้นมีสะเก็ดเล็ก ๆ มีสีขาวปนน้ำตาล เมื่อกรีดจะมียางสีขาว
ใบ : ออกเป็นกลุ่มที่บริเวณปลายกิ่ง โดยหนึ่งช่อจะมีใบประมาณ 5-7 ใบ มีสีเขียวเข้ม
ใบยาวรี ปลายใบมนโคนแหลม ก้านใบสั้น เมื่อเด็ดออก จะมีน้ำยางสีขาว
ดอก : ออกดอกเป็นช่อคล้ายดอกเข็ม ออกดอกที่ปลายกิ่งหรือส่วนยอดของลำต้น
หนึ่งช่อจะมีกลุ่มดอกประมาณ 7 กลุ่ม ดอกมีขาวอมเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
ประโยชน์ : ช่วยในการเจริญอาหาร ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยบรรเทาอาการ
ของโรคเบาหวาน และแก้หวัด แก้ไอ บรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ ลดอาการผดผื่นคัน
22
ก่ อ ใ บ เ ห ลื่ อ ม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Castanopsis
tribuloides (Sm.) A.DC.
ชื่อวงศ์ : FAGACEAE
ชื่อพื้นเมือง : ก่อหลั่ง, ก่อเดือย
ที่มา : gotoknow.org ที่มา : indiabiodiversity.org
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น ไม่ผลัดใบ สูง 20 - 30 เมตร
ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกหรือรูปใบหอกแกมรูปขนาน กว้าง 2.5-4.5 ซม.
ยาว 7-13 ซม. ขอบใบเรียบ
ดอก : สีเขียวครีมขนาดเล็ก ยาวประมาน 1 มม. ออกเป็นช่อตั้งขึ้น ยาว 10-15 ซม.
กลีบรวม 6 กลีบ รูปขอบขนาน เกสรตัวผู้ 12 อันยาว 2 มม. ดอกเพศเมียคล้ายดอกเพศผู้
ผล : รูปไข่ ลักษณะคล้ายหยดน้ำ ปลายแหลมเป็นติ่ง กว้างและยาวได้ถึง 1 ซม. มีกาบหุ้ม
ผลเป็นหนาม มีขนแน่น ออกเป็นช่อยาว
ประโยชน์ : ผลคั่วรับประทานได้
23
มะขาม
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Tamarindus indica L.
ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE หรือ
CAESALPINIOIDEAE
ที่มา : panmai.com
ลักษณะทั่วไป/
ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
ไม้ต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ สูงถึง
20 เมตร เรือนยอดทรงกลม หนาทึบ
ที่มา : baanlaesuan.com
ใบ : ประกอบรูปขนนก ใบย่อย 10 - 20 คู่ แผ่นใบ
ย่อยรูปขอบขนานขนาดเล็ก
ดอก : ดอกสีเหลืองอ่อนปนสีส้ม ออกเป็นช่อตาม
ง่ามใบ และปลายกิ่ง กลีบดอกขนาดไม่เท่ากัน
ผล : เป็นฝักตรงหรือโค้งงอ กว้าง 1 - 2.5 ซม. ยาว
5 - 15 ซม. เปลือกหนา แข็ง แต่เปราะหักง่าย มีสี
น้ำตาล หรือน้ำตาลอมเทา เนื้อนิ่ม มีสีน้ำตาล
สามารถรับประทานได้ เมล็ดมี 3 - 12 เมล็ด เป็นสี
น้ำตาลเข้มเป็นมัน
เปลือก : เปลือกหนา ขรุขระ สีเทาแกมน้ำตาลเข้ม
เกือบดำ แตกกิ่งก้านสาขามาก
ประโยชน์ : มะขามอาจช่วยส่งผลคล้ายยาระบาย
เนื้อไม้ใช้ทำถ่าน ทำเขียง เครื่องใช้ในครัวเรือน
24
ที่มา : palangkaset.com
ม ะ เ ดื่ อ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus racemosa L.
ชื่อวงศ์ : MORACEAE
ชื่อพื้นเมือง : เดื่อเกลี้ยง, (ภาคเหนือ),
มะเดื่อเกลี้ยง, มะเดื่อชุมพร, กูแซ, เดื่อน้ำ
(ภาคใต้)
ที่มา : prayod.com ที่มา : baanlaesuan.com
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10–20 เมตร
ลำต้น : เกลี้ยงสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทา
กิ่ง : อ่อนสีเขียว หรือสีเขียวในน้ำตาล กิ่งแก่มีสีน้ำตาลเกลี้ยง หรือมีขนปกคลุม
ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกแบบสลับ ใบบาง รูปไข่หรือรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐาน
ใบมนหรือกลม ผิวใบเกลี้ยง หรือมีขน ไม่หลุดร่วงง่าย
ดอก : ออกเป็นช่อ ช่อดอก มีก้านเกิดเป็นกลุ่มบนกิ่งสั้นๆ ที่แตกออกจากลำต้น มีขนาดใหญ่
ผลรูปกลมแป้นหรือรูปไข่ มีขน ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น เมื่อฉีกออกมาจะพบเกสร
เล็กๆอยู่ภายในผล ผลสุกมีสีแดง
ประโยชน์ : ช่วยบำรุงร่างกายและต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งและลดความ 25
เสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้
แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน
ม ะ ม่ ว ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Mangifera Indica L.
ชื่อวงศ์ :
ANACARDIACEAE
ลักษณะทั่วไป ที่มา : hellokhunmor.com
/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : ที่มา : boonpuerch.com
ลักษณะมะม่วง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึง
ขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 10 – 30 เมตร
ใบ : ใบเดี่ยวสีเขียว ขอบใบเรียบ ฐานใบมน
ปลายใบแหลม
ดอก : เป็นช่อ กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรสีแดง
ดอกออกช่วงเดือนธันวาคม - เดือนกุมภาพันธ์
ในช่วงฤดูร้อนจะติดผล
ผล : ยาวประมาณ 5–20 ซม. กว้าง 4–8 ซม.
ลูกดิบสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือ
เหลืองส้ม มีเมล็ดภายใน 1 เมล็ด
ประโยชน์ : อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย บำรุงหัวใจ เสริม
การทำงานของระบบย่อยอาหาร บำรุงสายตา
ลดความเสี่ยงในโรคมะเร็ง บางชนิดสามารถ
ทานได้ทั้งผลสุกและผลดิบ
26 ที่มา : technologychaoban.com
ยู ค า ลิ ป ตั ส
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eucalyptus
camaldulensis Dehnh.
ชื่อวงศ์ : MYRTACEAE
ชื่อท้องถิ่น : โกฐจุฬารส, น้ำมันเขียว,
มันเขียว, ยูคาลิป (ไทย), อันเยี๊ยะ,
หนานอัน (จีนกลาง)
ที่มา : medthai.com
ที่มา : medthai.com ที่มา : wikipedia
ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลมหรือคล้ายรูป ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
ถ้วย ปลายผลแหลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว และจะ เป็นไม้ยืนต้น ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้
เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ ผลมีขนาดเส้นผ่าน ประมาณ 10-25 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มหนา
ศูนย์กลางประมาณ 1.8 - 2 เซนติเมตร ทึบค่อนข้างกลม แตกกิ่งก้านมาก เปลือกต้น
บางเรียบเป็นมันและลอกออกง่าย
ประโยชน์ : ทำไม้ใช้สอย เฟอร์นิเจอร์ เครื่อง
เรือน ทำรั้ว ทำคอกปศุสัตว์ ทำเสา แผ่นไม้อัด ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับเป็นคู่ ห้อยลง
แผ่นปาร์ติเกิล ไม้เผาถ่าน ใช้เป็นเชื้อเพลิงติดไฟ ปลายใบแหลม ใบมีขนาดกว้าง 2 - 7 ซม.
ได้ดีและมีขี้เถ้า ทำกระดาษจากเยื่อไม้ยูคาลิปตัส แผ่นใบหนาเป็นสีเขียวอมสีน้ำเงิน มีผงคล้าย
เป็นต้น แป้งปกคลุม
ดอก : ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกตาม
ง่ามใบ มีดอกประมาณ 2 - 3 ดอก ดอกเป็นสี
ขาวหรือสีเหลืองอ่อน มีเส้นผ่านศูนย์กลาง
ประมาณ 4 ซม. ดอกมีเกสรเพศผู้หลายก้าน
ออกดอกเกือบตลอดทั้งปี
27
ก ร ะ เ บี ย น
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ceriscoides turgida
(Roxb.) Tirveng.
ชื่อวงศ์ : RUBIACEAE
ชื่อพื้นเมือง : กระดานพน , มุ่ยแดง , มุ่ย
ขาว
ที่มา : thai-herbs.thdata.co
ที่มา : piromwaroon.blogspot.com ที่มา : piromwaroon.blogspot.com
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 7 - 13 เมตร เรือนยอดค่อนข้างเล็ก เปลือกต้น
เป็นสีเทาเข้มแกมน้ำตาล หรือเป็นสีน้ำตาลหม่น
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับกลม หรือรูปรี ปลายใบ
มนหรือแหลมเป็นติ่งสั้น ๆ
ดอก : ดอกเป็นแบบแยกเพศ ก้านดอกสั้น ดอกเพศผู้จะออกเป็นกระจุก กลิ่นหอมกลีบดอกเป็นสีขาว
อมเหลือง ติดกันเป็นหลอด ตรงปลายแยกเป็นกลีบ 5 กลีบ
ผล : ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม หรือรูปไข่ ขนาดความยาวประมาณ 2 - 7 เซนติเมตร ผลค่อน
ข้างแข็ง ภายในมีเมล็ดรูปร่างแบนจำนวนมาก
ประโยชน์ : เนื้อไม้มีสีนวลอมเหลือง ละเอียด เสี้ยนค่อนข้างตรง มีความแข็งพอประมาณ สามารถ
นำมาใช้ทำเป็นเครื่องเรือน เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องกลึง แกะสลัก กระสวย และหวีได้
28
ก ร ะ พี้ จั่ น
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millettia
brandisiana Kurz.
ชื่อวงศ์ : FABACEAE
ชื่อท้องถิ่น : จั่น, พี้จั่น (ทั่วไป),
ปี้ จั่น (ภาคเหนือ)
ที่มา : samunpri.com
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ : ที่มา : pteaoilcenter.org
ไม้ต้นผลัดใบ เรือนยอดทรงกลม โคนต้นเป็น
พูพอน เปลือกสีน้ำตาล หรือน้ำตาลเทาแตก
เป็นสะเก็ดเล็กๆ
ใบ : ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายใบคี่
เรียงเวียนสลับ ใบย่อยรูปรี แกมขอบขนาน
เรียงตรงข้าม โคนใบมน สอบเรียว หรือเบี้ยว
ขอบใบเรียบ ปลายใบทู่ แผ่นใบบาง
ดอก : ช่อแยกแขนงออกตามกิ่ง และง่ามใบ
ดอกย่อยมีสีม่วงแกมขาว หรือสีชมพูอมม่วง
เป็นรูปถั่ว กลีบเลี้ยงสีม่วงดำเชื่อมติดกันคล้าย
รูประฆัง ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก
ผล : แห้งแก่แล้วแตกเป็นสองแนว ฝักแบน โคน
แคบกว่าปลาย ผลกว้าง 2 – 2.5 ซม. ยาว 9 –
12 ซม. เปลือกเกลี้ยงหนา คล้ายกับแผ่นหนัง
ขอบเป็นสัน เมล็ดเป็นสีน้ำตาลดำ 1 – 4 เมล็ด
ประโยชน์ : ใช้ต้มดื่มบำรุงเลือด เนื้อไม้ใช้ทำ
เยื่อกระดาษ ด้ามเครื่องมือ ของเล่นเด็ก ดอกไม้
ประดิษฐ์
ที่มา : technologychaoban.com 29
ข่ อ ย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Streblus asper Lour.
ชื่อวงศ์ : MORACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ตองขะแหน่ (กาญจนบุรี),
ส้มพอ (เลย ร้อยเอ็ด), ซะโยเส่ (กะเหรี่ยง
แม่ฮ่องสอน), กักไม้ฝอย (ภาคเหนือ),
สะนาย (เขมร), สมนาย
ที่มา : sahapan.co.th
ที่มา : teaoilcenter.org ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
มีถิ่นกำเนิดอยู่แถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และในประเทศไทย จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาด
เล็กถึงขนาดกลาง
ใบ : เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ มีขนาดเล็ก เนื้อใบ
ค่อนข้างหนากรอบ ผิวใบสากคล้ายกระดาษ
ทราย ใบมีสีเขียว
ดอก : ออกดอกเป็นช่อ มีสีขาวเหลืองอ่อน
ดอกเดี่ยวแต่รวมกันเป็นกระจุก ดอกเพศผู้
และดอกเพศเมียจะอยู่ต่างดอกกัน
ผล : ผลสดมีลักษณะกลม สีเขียว เมล็ดมี
ขนาดเท่ากับเมล็ดพริกไทย ผลคล้ายรูปไข่
ผลแก่จะมีสีเหลืองใส และมีรสหวาน เป็นที่
ชื่นชอบของพวกนกเป็นอย่างมาก
ประโยชน์ : นิยมปลูกเพื่อทำรั้ว หรือปลูกไว้
เพื่อดัดปรับแต่งเป็นรูปต่าง ๆ ไม้สามารถนำ
มาใช้ทำกระดาษ ทำเป็นสมุดไทยหรือสมุด
ข่อยได้ เปลือกนำมาใช้ทำปอ หรือกระดาษได้
30 ที่มา : phargarden.com
ป รู๋
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alangium
salviifolium (L.f.) Wangerin.
ชื่อวงค์ : ALANGIACEAE
ชื่อพื้นเมือง : มะตาปู๋ (เชียงใหม่),
มะเกลือกา (ปราจีนบุรี), ปู๋ ปรู๋ (ภาค
เหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ),
ผลู ปลู (ภาคกลาง)
ที่มา : FB จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าไม้เศษฐกิจ"สวนทางใจ"
ที่มา : medthai.com ที่มา : arit.kpru.ac.th
ลักษณะทั่วไป/ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ :
เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ต้องการน้ำ
ปานกลางถึงมาก และชอบแสงแดดตลอดทั้งวัน
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรี รูปขอบขนาน หรือเป็นรูปหอกกลับ ปลายใบ
แหลมหรือมีติ่งแหลมออกมา โคนใบแคบแหลม หรือสอบเรียว ขอบใบเรียบไม่มีหยักหรือเป็นคลื่น
ดอก : ออกดอกเป็นช่อรวมกันเป็นกระจุกตามซอกใบหรือตามกิ่งเหนือรอยแผลใบ ยาวประมาณ 2-3
เซนติเมตร ดอกเป็นสีขาวนวล หรือเป็นสีเหลืองอ่อน และมีกลิ่นหอม
ประโยชน์ : ต้นปรู๋มีความเหนียวและมีลายสวยงาม จึงนิยมนำมาใช้ทำพานท้ายปืน ด้ามเครื่องมือ
ทางการเกษตร เครื่องกลึง เครื่องประกอบเกวียน งานแกะสลัก รวมไปถึงเครื่องเรือนต่าง ๆ
31
บรรณานุกรม
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป). มะขาม.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://www.dnp.go.th/EPAC
/province_plant/petchaboon.htm?fbclid=IwAR06hQFiKQ-zW8NSnUbf6
6r-yRSt6DV1Kj9feu36vW5u6TSMUv3ENbJSdsQ
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมากจากพระราชดำริ. (ม.ป.ป). มะเดื่อไทย.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ http://www.rspg.or.th/plants_
data/herbs/herbs_07_9.htm
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2014). ต้นจามจุรี.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://satitm.chula.ac.th/cu
dbiomap/plants_pages/chamchuri.html
ต้นกล้าความรู้. (2020). ต้นกัดลิ้น.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://www.xn--12cg3cq6bm
lr1hc3fujdh.com/8125
ไทยเกษตรศาสตร์ (2013). ไทรใบดาบ,
สืบค้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://www.thaikasetsart.c
om/ไทรใบยาว/
มหิดล. (2018). ต้นโพธิ์.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://il.mahidol.ac.th/e-me
dia/plants/webcontent3/interactive_key/key/describ/poe.htm
มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (ม.ป.ป). ฉนวน.
สืบค้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://tree.kku.ac.th/proj
ect-tree1/docs/ชนิดของต้นไม้/ฉนวน.pdf
32
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป). มะม่วง.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ http://clgc.agri.kps.ku.ac.th/
resources/fruit/manaifera.html?fbclid=IwAR0Xd5fSG4D7FmLgkml1OQ
bXmRw-uZ5CSLLfZx92QfQy5vi47FSuog6cSaY
สมาคมพัฒนาสิ่งแวดล้อม. (2020). พี้กระจั่น.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://adeq.or.th/%E0%B8%
81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%8
9%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99/
องค์การสวนพฤกษาศาสตร์. (2015). ก่อใบเลื่อม.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ http://www.qsbg.org/databas
e/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1694
Kasettambon. (2015). ผักเลียบ.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://www.kasettambon.co
m/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%
99%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%A0%E0%B8%
B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B
2%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B
2%E0%B8%87/
Khaolan. (ม.ป.ป). สาธร:ไม้มงคลประจำจังหวัดนครราชสีมา.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://khaolan.redcross.or.
th/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%A3/
Medthai. (2014). กระเบียน สรรพคุณและประโยชน์ของต้นกระเบียน.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%B
8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8
%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/
Medthai. (ม.ป.ป). กลุ่มยาขับประจำเดือน ตาเสือ.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ http://www.rspg.or.th/plants_
data/herbs/herbs_26_8.htm
33
Medthai. (2014). ไกร สรรพคุณและประโยชน์ของต้นไกร.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%
B9%84%E0%B8%81%E0%B8%A3/
Madthai. (2013). ข่อย สรรพคุณและประโยชน์ของต้นข่อย.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/
%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2/
Medthai. (2014). ชงโค สรรพคุณและประโยชน์ของชงโค.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%
B8%8A%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%84/
Medthai. (2014). ตะเคียนทอง สรรพคุณและประโยชน์ต้นตะเคียนทอง.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%
B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%
B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87/
Medthai. (ม.ป.ป). ไทรย้อย สรรพคุณและประโยชน์ของต้นไทรย้อยใบแหลม 15 ข้อ.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%
B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%
B8%AD%E0%B8%A2/
Medthai. (2014). ประดู่ป่า สรรพคุณและประโยชน์ของต้นประดู่ป่า.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%B
8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9
%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2/
Madthai. (2013). ปรู๋ สรรพคุณและประโยชน์ของต้นปรู.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%B
8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B9/
Medthai (2013). พญาสัตบรรณ.
สืบค้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/
พญาสัตบรรณ/
34
Medthai. (2014). ยางนา สรรพคุณและประโยชน์ของต้นยางนา.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%B
8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B2/
Medthai. (2014). ยูคาลิปตัส สรรพคุณและประโยชน์ของต้นยูคาลิปตัส.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%B
8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8
%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%AA/
Medthai. (2014). ลำไย สรรพคุณและประโยชน์ของลำไย.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%
B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A2/
Medthai. (2015). สัก สรรพคุณและประโยชน์ของต้นสัก 20 ข้อ.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%
B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%81/
Medthai. (2014). หางนกยูงฝรั่ง สรรพคุณและประโยชน์ของต้นหางนกยูงฝรั่ง.
สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 จากเว็บไซต์ https://medthai.com/%E0%
B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%
B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%
B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87/
35
ผู้จัดทำ
ที่ปรึกษา :
อาจารย์ณัฐวัฒน์ คลังทรัพย์
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้จัดการตำบลแม่เหียะ
โครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย
ผู้จัดทำ / รวบรวม :
นางสาวณัฏฐรุจจี สิงห์โทราช
นางสาวณัฐนันท์ จันทร์นวล
นายณัฐสุชา รัศมีแจ่ม
นายธนายุทธ์ ปัญญางาม
นางสาวภานุชนารถ สิงห์โทราช
นายวศิน วัฒนศัพท์
นางสาวศิรประภา บุญพีระ
นางสาวศุภนิดา แสงจันทร์
นายกุศล อาคาร
นางสาวจิดาภา ปัญญานนท์
นางสาวพรนิภา เรือนใจแก่น
นางสาววิไลภรณ์ คำดี
นางอรุณี สุคำจันทร์
36
โครงการยกระดับเศรษฐกิจ
และสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ
(1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย)
มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ
U2T Maehia by KU