¾²Ñ ¹Ò¡Òôҹ
¡ÒÃàÁÍ× §¡Òû¡¤Ãͧ
ในสมัยอาณาจักรสโุ ขทัย
àʹÍ
¼È.´Ã.ÍÒí ¾Ã ¢Ø¹à¹ÕÂÁ
¨Ñ´·íÒâ´Â
¹.Ê.¾Ñ·¸ÊÃÔ Ô µ§éÑ ÊÐÊÁ àÅ¢·èÕ 18
ªÑé¹Á¸Ñ ÂÁÈÖ¡ÉÒ»· èÕ 4/5
¼Å§Ò¹ªÔ¹é ¹àéÕ »¹ ÊÇ ¹Ë¹èÖ§¢Í§ÃÒÂÇÔªÒ»ÃÐÇѵÔÈÒʵà (Ê30103)
âçàÃÕ¹ÊÒ¸Ôµá˧ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÑÂà¡ÉµÃÈÒʵÃ
Ç·Ô ÂÒࢵ¡íÒá¾§áʹ ÈÙ¹ÂÇÔ¨ÑÂáÅоѲ¹Ò¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ
ÀÒ¤àÃÕ¹·èÕ 1 »¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ 2564
¤Òí ¹Òí
¼Å§Ò¹ªÔé¹¹àéÕ »¹ ÊÇ ¹Ë¹Ö觢ͧÃÒÂÇÔªÒ»ÃÐÇѵÈÔ Òʵà (Ê30103)
ÀÒ¤àÃÕ¹·èÕ 1 »¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ 2564 àÊ¹Í ¼È.´Ã.ÍíҾà ¢Ø¹à¹ÂÕ Á
à¾èÍ× ¡ÒÃÈÖ¡ÉÒáÅÐãˤÇÒÁÃÙ àÃ×èͧ ¾Ñ²¹Ò¡Òôҹ¡ÒÃàÁ×ͧ¡ÒÃ
»¡¤Ãͧã¹ÊÁÑÂÊØâ¢·ÂÑ «èÖ§¼Ù¨ ´Ñ ·íÒä´Êº× ¤¹ ¢ÍÁÅÙ ¨Ò¡àǺç 䫵
áÅÐ˹§Ñ ÊÍ× àÃÕÂ¹ÇªÔ Ò»ÃÐÇѵÈÔ Òʵà µÅÍ´¨¹¹íÒ¢ÍÁÙÅ
·§Ñé ËÁ´ÁÒÃǺÃÇÁ ÇàÔ ¤ÃÒÐË áÅÐàÃÂÕ ºàÃÕ§ à¾èÍ× ãªã¹¡ÒÃàÃÕ¹
¡ÒÃÊ͹µÍä»
·Ñé§¹Õé¼Ù¨ Ñ´·Òí ¢Í¢Íº¤Ø³ ¼È.´Ã.ÍÒí ¾Ã ¢¹Ø à¹ÂÕ Á ·èäÕ ´ãËâÍ¡ÒÊ
ÈÖ¡ÉÒ¤¹ ¤ÇÒ àÃÍ×è § ¾²Ñ ¹Ò¡ÒÃ´Ò ¹¡ÒÃàÁÍ× §¡Òû¡¤Ãͧã¹
ÊÁÑÂÊâØ ¢·ÂÑ áÅÐä´¨ Ñ´·Òí ໹ ¼Å§Ò¹ªÔé¹¹Õ¢é ¹Öé â´Â¼¨Ù Ñ´·Òí ËÇ§Ñ à»¹
ÍÂÒ §Âè§Ô ÇÒ ¼Å§Ò¹ªÔé¹¹Õé¨ÐãˤÇÒÁÃÙ áÅÐ໹ »ÃÐ⪹ ÊÒí ËÃѺ¼·Ù Õè
ʹã¨ã¹àÃÍ×è §¹éÕ
¹.Ê.¾·Ñ ¸ÊÔÃÔ µé§Ñ ÊÐÊÁ
¼Ù¨ Ñ´·íÒ
ÊÒÃºÑ Ë¹Ò
àÃè×ͧ 1
3
ÍÒ³Òࢵ¢Í§ÊØâ¢·ÂÑ 4
Ãкͺ¡Òû¡¤Ãͧ 5
¡ÒèѴÃÐàºÕº¡Òû¡¤Ãͧ 7
¡¯ËÁÒÂã¹ÊÁÑÂÊâØ ¢·ÂÑ
¤ÇÒÁÊÑÁ¾¹Ñ ¸¡ºÑ µÒ§»ÃÐà·È
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์อาณาจกั รสโุ ขทัย
¾Ñ²¹Ò¡Òôҹ
¡ÒÃàÁÍ× §¡Òû¡¤Ãͧ
ÍÒ³Òࢵ¢Í§ÊâØ ¢·ÂÑ
อาณาจกั รสโุ ขทยั ตังอยู่บนเส้นทางการค้า
ผา่ นคาบสมุทรระหว่างอา่ วเมาะตะมะ และ
ทีราบลุ่มแม่นําโขงตอนกลาง
àÁè×Íááʶһ¹Ò
1.ทิศตะวนั ออก นครชมุ
2.ทศิ ตะวันตก ทุ่งยงั บางยาง สรลวงสองแคว
3.ทศิ ใต้ พระบาง(ปากนาํ โพ)
àÁÍ×è ÊÁÑÂ¾Í ¢Ø¹ÃÒÁ¤Òí á˧
1.ทิศเหนอื เมืองแพร่ น่าน พลวั ( ปจจุบัน คอื อําเภอปว จงั หวัดนา่ น) เมืองชวา (หลวงพระบาง)
2.ทิศใต้ เมืองพระบาง (นครสวรรค์) แพรก (ชยั นาถ) สพุ รรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราช
3.ทิศตะวนั ตก เมืองตาก ฉอด มอญ
4.ทศิ ตะวันออก เมอื งสรลวงสองแคว (พิษณุโลก)
5.ทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ เมืองปากยม (พิจิตร) ลมุ บาจาย (อําเภอหล่มเกา่ จ.เพชรบูรณ์) เมืองเวียงจันทน์ เวียงคาํ
1
พัฒนาการทางประวตั ิศาสตร์อาณาจกั รสุโขทัย
àÁè×ÍËÅ§Ñ ÊÁÂÑ ¾Í ¢¹Ø ÃÒÁ¤íÒá˧
ÊÁÂÑ ¾ÃÐÁËÒ¸ÃÃÁÃÒªÒ·Õè 1
มีขนาดใกล้เคยี งกับระยะแรกทกี อ่ ตงั อาณาจักร คอื มีเฉพาะบรเิ วณตอนล่างของ
ลุ่มแมน่ ํายม-น่าน และ ปง-วัง
ÊÁÂÑ ¾ÃÐÁËÒ¸ÃÃÁÃÒªÒ·èÕ 2
สุโขทัยถกู อยุธยาแบง่ แยกดนิ แดนออกเปน 2 แคว้น คอื
- กลมุ่ ตะวันตกตามลาํ นาํ ปง มีศูนย์กลางทีกาํ แพงเพชร
- กลมุ่ ตะวนั ออก คอื ลํานาํ ยม-นา่ น มศี นู ย์กลางทพี ิษณุโลก
ÊÁÂÑ ¾ÃÐÁËÒ¸ÃÃÁÃÒªÒ·Õè 4
ดนิ แดนสโุ ขทยั แบ่งเปน 4 เขต คือ พิษณโุ ลก สโุ ขทัย เชลยี ง และ ชากังราว
2
พัฒนาการทางประวัติศาสตรอ์ าณาจักรสุโขทัย
Ãкͺ¡Òû¡¤Ãͧ
จากการทีอาณาจักรสโุ ขทยั มคี วามเจรญิ ร่งุ เรืองเปนปก
แผ่นมันคงได้นัน สาเหตสุ ่วนหนึงมาจากการมีระบบ
การเมืองการปกครองทสี อดคลอ้ งกบั สถานการณ์ในขณะ
นัน ระบบการเมอื งการปกครองสมัยสโุ ขทยั แบง่ ออกเปน
2 ช่วง ดังนี
ÊÁÂÑ µÍ¹µ¹ (¾.È. 1792-1841)
เริมตงั แต่สมัยพ่อขนุ ศรีอินทราทิตย์ ไปถงึ สนิ สมัยของ
พ่อขุนรามคาํ แหง
พ่อขุนศรอี นิ ทราทติ ย์จัดการปกครองใหมเ่ ปนแบบ บิดาปกครอง บุตร หรอื พ่อปกครองลูก
หรือ ปตลุ าธิปไตย
มีลกั ษณะสําคัญ 4 ประการ คอื
1. รปู แบบราชาธิปไตย หมายถึงกษัตรยิ ท์ รงเปนผปู้ กครองสูงสุด ทรงใชอ้ าํ นาจอธิปไตยในการปกครอง
2. รปู แบบบิดาปกครองบุตร หมายถึงกษัตรยิ ม์ ีความใกล้ชดิ กบั ประชาชนเหมอื นพ่อลูกกนั มกี ารใชค้ าํ นาํ หน้า
พระนามวา่ พ่อขุน
3. ระบบการปกครองลกั ษณะครอบครัว มีการลดหลนั กันลงมาเปนขัน
4. การยดึ หลักธรรมในพุทธศาสนาในการบริหารบา้ นเมอื ง
ÊÁѵ͹»ÅÒ (¾.È. 1841-1981)
การปกครองแบบบิดาปกครองบุตรเริมเสือมลง เพราะสถาบนั พระมหากษัตรยิ ไ์ ม่มันคง พระ
มหาธรรมราชาที 1 ทรงทํานุบารงุ ส่งเสริมพระพุทธศาสนา จงึ ทําให้ลกั ษณะการปกครอง
สุโขทยั ตอนปลายจงึ เปนแบบ ธรรมราชา มีคาํ นําหนา้ พระนามวา่ พระมหาธรรมราชา
¡Òû¡¤Ãͧ 1. การปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษตั รยิ ์เหมือนพ่อของประชาชน
ầ໹ และปลูกฝงความรสู้ กึ ผกู พันญาติมิตร เดน่ ชัดในสมัยพ่อขนุ รามคําแหงมหาราช
3 ÅѡɳР2. การปกครองแบบธรรมราชาหรือธรรมาธปิ ไตย ยึดเเละตอ้ งเผยแพร่ธรรมะสู่
ประชาชนด้วย รุ่งเรอื งมากในสมยั พระมหาธรรมราชาที 1
3. ทรงปกครองโดยยดึ หลักสิทธเิ สรีภาพ ใหม้ ีสิทธิเสรีภาพในการประกอบ อาชพี
ด้านตา่ ง ๆ ตามความถนัดเปนตน้
3
พัฒนาการทางประวตั ศิ าสตรอ์ าณาจักรสโุ ขทัย
¡Òè´Ñ ÃÐàºÕº¡Òû¡¤Ãͧ
สมัยสุโขทยั ได้จัดเเบ่งสว่ นการปกครองเปน 2 กลุ่ม คอื
การปกครองสว่ นกลางเเละการปกครองส่วนภูมิภาค
(การกระจายอาํ นาจการบรหิ ารจากราชธานีไปตามหวั เมือง
ต่างๆ)
¡Òû¡¤ÃͧÊǹ¡ÅÒ§
สุโขทัยเปนเมอื งราชาธานีศูนยก์ ลางการปกครอง พระมหากษตั รยิ ์
จะเปนประมขุ สูงสุด มีอํามาตย์มนตรชี ว่ ยเหลอื ดูเเลหน่วยงานด้าน
ต่างๆ
¡Òû¡¤ÃͧÊÇ ¹ÀÙÁÔÀÒ¤
1. เมอื งหลวง คือ สุโขทยั เปนศูนยก์ ลางการปกครอง
2. เมอื งลูกหลวงหรอื เมืองหน้าดา่ น ตังอยู่รอบ ๆ เมอื งหลวง มี 4 ทิศ โดยมเี ชือพระวงศ์เปน
ผู้ปกครอง มีหน้าทสี ะสมเสบียงอาหาร และปองกนั ข้าศกึ ศตั รู เมอื งหนา้ ดา่ นทงั 4 ได้แก่
ทิศเหนือ คอื ศรีสชั นาลัย
ทิศใต้ คือ สระหลวง (พิจิตร)
ทิศตะวนั ออก คอื สองแคว (พิษณุโลก)
ทิศตะวันตก คอื ชากังราว (กําแพงเพชร)
3. เมอื งพระยามหานคร หรอื เมืองชันนอก เปนหัวเมอื งชนั นอก มเี จา้ เมืองหรอื ขุนนางชัน
ผูใ้ หญ่ปกครอง
4. เมอื งประเทศราช เมืองทอี ยนู่ อกราชอาณาจักรโดยยอมสวามภิ ักดติ ่อสโุ ขทยั โดยการสง่
เครืองราชบรรณาการให้ และมเี จ้าเมืองเดิมปกครอง
4
พัฒนาการทางประวตั ิศาสตร์อาณาจกั รสุโขทัย
¡®ËÁÒÂã¹ÊÁÑÂÊØâ¢·ÑÂ
ลักษณะกฎหมายในสมยั สุโขทยั ทีปรากฏในศลิ าจารกึ มดี งั นี
¡®ËÁÒÂÇÒ´Ç ÂàÊÃÀÕ Ò¾ã¹¡ÒäҢÒÂ
อาณาจกั รสโุ ขทัยใหเ้ สรภี าพในการคา้ อย่างเตม็ ที ไมม่ กี ารผูกขาดสนิ ค้าแตอ่ ย่าง
ใด ดังปรากฏขอ้ ความในหลักศิลาจารึกว่า “...เพือนจงู วัวไปค้า ขมี า้ ไปขาย ใคร
จักใคร่ค้าช้างคา้ ใครจักใคร่คา้ มา้ คา้ ใครจักใครค่ า้ เงือนค้าทองคา้ ...”
¡ÒÃࡺç ÀÒÉÕ¼Ò¹´Ò¹ÀÒÂã¹»ÃÐà·È
อาณาจกั รสุโขทยั ไม่เกบ็ ภาษรี ะหว่างทาง หรือภาษผี า่ นดา่ น ซึงก่อนหน้านีอาจจะ
มีการเกบ็ ภาษปี ระเภทนี เพราะถ้าไม่มกี ารเรยี กเกบ็ เหตุใดจงึ ต้องมขี อ้ บญั ญตั ิให้
ยกเลกิ หรืองดเว้น ดังปรากฏข้อความในหลักศิลาจารึกว่า “...เจ้าเมอื งบอ่ เอาจก
อบในไพรล่ ู่ทาง...”
¡®ËÁÒÂÁô¡
ในสมัยโบราณเมอื ครงั มนุษยร์ วมกันเปนหมเู่ หลา่ ไดม้ ขี ้อบญั ญตั ิ
วา่ ผู้ใดกต็ ามทีหาทรพั ยส์ นิ มาไดใ้ ห้ไว้เปนสว่ นรวม ไมอ่ าจ
ตกทอดถงึ ลูกหลานได้ ขอ้ บัญญตั นิ มี ขี อ้ เสียทาํ ให้มนษุ ย์ขาด
ความกระตือรอื ร้นในการทาํ มาหากนิ จะหาทรพั ยใ์ ห้พอกินไปวัน
หนงึ ๆ เท่านนั เปนเหตใุ หเ้ ศรษฐกิจไมร่ งุ่ เรอื ง ไมม่ นั คง จงึ ได้
ยกเลกิ ขอ้ บญั ญตั ิดงั กลา่ ว และทาํ ใหเ้ กดิ ธรรมเนยี มประเพณใี ห้
ลกู หลานสามารถรบั มรดกของผตู้ ายสืบตอ่ ๆ กนั มา ส่วนรายได้
ของอาณาจักรใชว้ ิธีเกบ็ ภาษแี ทน
5
พัฒนาการทางประวัตศิ าสตรอ์ าณาจักรสโุ ขทัย
¡®ËÁÒÂÇÒ´ÇÂàÊÃÀÕ Ò¾ã¹¡ÒäҢÒÂ
อาณาจกั รสโุ ขทัยให้เสรีภาพในการค้าอยา่ งเต็มที ไม่มกี ารผกู ขาดสนิ คา้ แต่อยา่ ง
ใด ดังปรากฏข้อความในหลกั ศิลาจารกึ ว่า “...เพือนจูงวัวไปค้า ขมี ้าไปขาย ใคร
จักใคร่ค้าชา้ งค้า ใครจกั ใครค่ ้าม้าค้า ใครจกั ใครค่ า้ เงือนคา้ ทองค้า...”
¡®ËÁÒÂÇÒ´ÇÂÅѡɳеØÅÒ¡ÒÃ
ตลุ าการในอาณาจกั รสุโขทยั ต้องมคี ุณสมบตั ิ ดังนี
1. ตอ้ งตดั สินด้วยความยุติธรรม โดยไมเ่ ขา้ ข้างฝายใดฝายหนงึ
2. ต้องไมย่ ินดอี ยากได้ของของผู้อืน
¡®ËÁÒÂÃÐËÇÒ§»ÃÐà·È
ขอ้ ความในหลักศลิ าจารึกเกียวกบั กฎหมายระหว่างประเทศปรากฏ
ดังนี
1. ถ้าเมืองใดมาอ่อนน้อมยอมเปนเมอื งขึน ก็จะใหค้ วามเอือเฟอชว่ ยเหลือดัง
ปรากฏในข้อความหลกั ศลิ าจารกึ ว่า “...คนใดขชี ้างมาหา พาเมืองมาสู่ ชว่ ย
เหลอื เฟอกู.้ ..”
2. ผู้ทีมาออ่ นน้อมไมม่ ีชา้ ง มา้ ผู้คนชายหญงิ เงนิ ทองก็ให้ช่วยเหลือไปตงั บา้ นเมือง ดังปรากฏในข้อความหลัก
ศลิ าจารึกว่า “...มนั บ่มีชา้ งบม่ ีมา้ บ่มปี วบม่ ีนาง บม่ เี งอื นบม่ ีทองให้แกม่ ัน ช่วยมนั ตวงเปนบา้ นเปนเมือง...”
3. อาณาจกั รสโุ ขทัยสมยั พ่อขนุ รามคําแหง เมือมชี ัยชนะแก่ขา้ ศึกหรอื จบั เชลยไดพ้ ระองคท์ รงพระกรณุ าไมใ่ ห้
ลงโทษหรอื ไมใ่ หฆ้ า่ ดังปรากฏในขอ้ ความหลกั ศลิ าจารกึ วา่ “...ได้ขา้ เสือกข้าเสอื หัวพุ่งหัวรบก็ดี บฆ่ ่าบต่ ี...”
¡®ËÁÒÂÇÒ ´Ç ÂÊÔ·¸ãÔ ¹·´èÕ ¹Ô
เปนกฎหมายทใี ห้การคุ้มครองและรับรองสิทธใิ นทรัพยส์ ินมิให้ผู้ใดมาแย่งชงิ
6
พัฒนาการทางประวัตศิ าสตรอ์ าณาจกั รสุโขทัย
¤ÇÒÁÊÁÑ ¾¹Ñ ¸¡ ѺµÒ §»ÃÐà·È
´Ò ¹¡ÒÃàÁÍ× §¡Òû¡¤Ãͧ
¤ÇÒÁÊÁÑ ¾Ñ¹¸¡ ºÑ ÅÒ ¹¹Ò
สมยั พ่อขนุ รามคําแหง
ทรงดาํ เนนิ ความสัมพันธ์ทางการทูต ด้วยการรว่ มมือกบั พระยามงั รายมหาราช และ พระยางาํ
เมอื งจากแควน้ พะเยา เพือปองกนั การรกุ รานจากมองโกล
การรว่ มมือกันเหน็ ไดจ้ ากการทไี ดเ้ สดจ็ ไปชว่ ยเหลอื พระยามงั รายมหาราชเลือกชัยภูมแิ ละวาง
ผังเมอื ง 'นพบุรีศรีนครพิงคเ์ ชียงใหม'่ เมือ พ.ศ. 1839
สมัยพระมหาธรรมราชาที 1
เรมิ มคี วามหา่ งเหิน เนืองจากลา้ นนาได้ส่งกองทัพเข้ายดึ เมืองตากของสุโขทยั
สมัยพระมหาธรรมราชาที 2
พ.ศ. 1912 พระยากือนาทรงขอนมิ นตพ์ ระสมุ นเถระไปเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา จงึ เห็นเปนโอกาส
อนั ดที เี สริมสร้างสัมพันธใ์ หค้ นื เดมิ ส่งผลใหพ้ ระพุทธศาสนาแบบลงั กาวงศม์ ีความร่งุ เรอื งใน
ลา้ นนา ขณะเดียวกนั พระสมุ นมหาเถระได้เจรจาขอเมอื งตากคืน
สมัยพระมหาธรรมราชาที 3
ไดส้ ่งกองทัพขนึ ไปชว่ ยท้าวยีกมุ กาม พระเชษฐาของพระยาสามฝงแกน
แหง่ ลา้ นนา บุกเขา้ ตีเมอื งเชียงใหม่แต่ไม่สําเรจ็ ทาํ ให้ความบาดหมาง
ระหวา่ งสุโขทัยกบั ลา้ นนามากขนึ
7
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์อาณาจักรสุโขทยั
¤ÇÒÁÊÁÑ ¾¹Ñ ¸¡ÑºÍÂØ¸ÂÒ
กรุงศรอี ยธุ ยาได้รบั การสถาปนา เมือ พ.ศ. 1893 หลกั ฐานในตาํ นานชนิ กาลมาลปี กรณก์ ลา่ วว่า
สมเด็จพระรามาธบิ ดีที 1 ไดท้ รงยกทัพไปยึดเมอื งพิษณุโลกของสโุ ขทัยไวไ้ ด้ ต่อมาพระมหา
ธรรมราชาที 1 ไดส้ ง่ คณะทตู พรอ้ มเครืองราชบรรณาการไปเจรจาขอเมอื งคืน ซงึ ก็ไดเ้ มือง
พิษณุโลกคนื มา
สมยั พระมหาธรรมราชาที 2
พ.ศ. 1921 มหี ลักฐานวา่ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที 1 ได้ยกทัพมาตเี มืองกาํ แพงเพชรของ
สุโขทัยได้ ทาํ ใหพ้ ระมหาธรรมราชาที 2 ตอ้ งออกมาถวายบงั คมและยอมเปน
เมืองขึน
สมัยพระมหาธรรมราชาที 3
พ.ศ. 1943 ได้ทรงประกาศให้สุโขทัยเปนเอกราช แต่ถึงตอนปลายรัชกาล หลงั พ.ศ. 1952
สุโขทัยตกเปนเมอื งขนึ ของอยุธยาอีกครงั ซงึ ตรงกับสมยั สมเดจ็ พระอนิ ทราชา กษตั ริยแ์ ห่ง
กรุงศรีอยุธยา
นอกจากนียงั ไดส้ ร้างสัมพันธฉ์ นั เครอื ญาติ โดยพระราชธิดา
ของสมเด็จพระมหาธรรมราชาที 2 ได้ทรงอภเิ ษกกบั เจา้
สามพระยา ซึงเปนพระราชโอรสของสมเด็จพระอนิ ทราชา
หลงั สนิ สดุ รชั กาล ใน พ.ศ. 1962 พระราชโอรสของพระมหา
ธรรมราชาที 2 คือพระยาบาล และ พระยาบาล ไดต้ อ่ ส้แู ยง่
ชิงอํานาจกัน ทําใหส้ มเดจ็ พระอนิ ทราชานาํ ทัพมายงั เมืองพระ
บางเพือระงบั เหตุ เมอื เหตุการณ์สงบลง พระยาบาล(บรม
ปาล) ได้ครองเมืองพิษณุโลก ทรงพระนามวา่ 'พระมหาธรรม
ราชาที 4' โดยมฐี านะเปนเมอื งประเทศราชของอยธุ ยา
ความสัมพันธ์ของสุโขทยั ต่ออยธุ ยาในฐานะเมืองประเทศราชได้สนิ สุดลง
ใน พ.ศ. 2006 และไดถ้ ูกผนวกเข้าเปนส่วนหนงึ ของอยธุ ยา เมือสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนาถได้เสดจ็ ขึนมาปกครองเมืองพิษณุโลกในฐานะ
ราชธานแี ทนกรงุ ศรีอยธุ ยา
ผลจากการเปลยี นแปลงการปกครองสโุ ขทัยในครงั นัน ทาํ ให้สโุ ขทยั กลายเปนดนิ แดนสว่ นหนึง
ของอยธุ ยาโดยสมบูรณ์ และนบั จากนันเมืองพิษณุโลกกก็ ลายเปนหวั เมืองราชธานีของกรงุ
ศรีอยธุ ยา จนสนิ สมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
8
พัฒนาการทางประวัตศิ าสตรอ์ าณาจกั รสุโขทัย
¤ÇÒÁÊÁÑ ¾Ñ¹¸¡ ºÑ ¹¤ÃÈÃÕ¸ÃÃÁÃÒª
มคี วามสมั พันธใ์ นลกั ษณะของการขยายอทิ ธิพลทางการเมอื งเขา้ ไปปกครองดแู ลในฐานะเมอื ง
ประเทศราช สนั นษิ ฐานว่าเรมิ ตน้ ขึนในสมยั พ่อขุนรามคําแหงมหาราช เมือนครศรธี รรมราช
ยอมรบั อิทธิพลทางการเมอื งของสโุ ขทัย จนยอมรับเปนเมืองประเทศราชของสุโขทัย
ความสัมพันธเ์ รมิ เสอื มลงหลงั สมัยพ่อขุนรามคําแหงมหาราช เนืองจากระยะทางทอี ยูห่ ่างไกล
และในชว่ งหลงั มกี ารกอ่ ตงั อยธุ ยา ทีอยถู่ ดั จากสุโขทยั ลงมา แลว้ เรมิ ขยายอาํ นาจเข้าไปแทนที
สุโขทยั
¤ÇÒÁÊÁÑ ¾¹Ñ ¸¡ ѺËÇÑ àÁÍ× §ÁÍ
สมยั พ่อขุนรามคาํ แหง
มคี วามสัมพันธ์โดย สุโขทัยปกครองหัวเมืองมอญในฐานะเมอื งประเทศราช ใชเ้ ปนเมืองท่า
สําหรับการค้าขายทางดา้ นอ่าวเมาะตะมะ หรอื ทะเลอนั ดามัน
ภายหลงั สินสุดสมัยพ่อขุนรามคาํ แหงมหาราช หัวเมอื งมอญเรมิ เปนอิสระ และบางครังกอ็ ยใู่ ต้
อํานาจรฐั ทเี ข้มแข็งกวา่ สโุ ขทยั
¤ÇÒÁÊÁÑ ¾Ñ¹¸¡ ѺÅѧ¡Ò
ลงั กาเปนเกาะทางตอนใตข้ องอนิ เดียในมหาสมทุ รอนิ เดีย มอี ธิ ิพลทางด้านการปกครองอนั
เนอื งมาจากการนาํ ศาสนาทีได้รับการเผยแผ่มาใชใ้ นการปกครอง เปนการปกครองแบบธรรม
ราชา โดยใช้หลกั ทศพิธราชธรรม
สมัยพ่อขนุ รามคําแหง
ทรงนิมนตพ์ ระมหาเถรสงั ฆราชจากเมอื งนครศรธี รรมราช นําเอาพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ลัทธิลังกาวงศม์ าประดษิ ฐาน
สมยั พระมหาธรรมราชาที 1
พ.ศ. 1900 พระอโนมทสั สี และ พระสมุ นมหาเถระนาํ ศาสนานกิ ายลังกาวงศ์เกา่ จากนครพันมา
เผยแผ่
สมยั พระมหาธรรมราชาที 4
พ.ศ. 1972 พระคัมภรี ์จากเชยี งใหม่นาํ พระพุทธศาสนานกิ ายลังกาวงศ์ใหมจ่ ากลงั กามาเผยแผ่
9
10