รำยงำนผลกำรจดั โครงกำรพฒั นำอำชีพ
กลมุ่ สนใจ
การสานตะกรา้ จากเสน้ พลาสตกิ
กศน.ตำบลในเมือง
ศนู ย์กำรศกึ ษำนอกระบบและกำรศกึ ษำตำมอธั ยำศยั อำเภอเมืองขอนแก่น
ก
คำนำ
กศน.ตำบลในเมือง สังกัด ศูนย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศัยอำเภอเมือง
ขอนแก่น ไดจ้ ดั ทำเอกสำรประกอบสรปุ โครงกำรศนู ยฝ์ ึกอำชพี ชมุ ชน หลักสตู รกลุ่มสนใจอำชีพระยะสน้ั
โครงกำรกล่มุ พัฒนำอำชีพกำรสำนตะกรำ้ จำกเสน้ พลำสติก เพื่อเป็นกำรพัฒนำปรับปรงุ กระบวนกำรจัดกิจกรรม
กำรศึกษำนอกโรงเรยี นในระดับตำบล และสง่ เสริมให้เกดิ อำชพี ตอ่ ชมุ ชน
ดังน้ัน กศน.ตำบลในเมือง ขอขอบพระคุณ ผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง ซ่ึงได้รับควำมร่วมมือให้กำร
สนับสนุนกำรจัดกจิ กรรมกำรศกึ ษำนอกโรงเรยี นในระดับตำบล ได้แก่ ผู้อำนวยกำรศนู ย์กำรศึกษำนอกระบบและ
กำรศึกษำตำมอัธยำศยั อำเภอเมืองขอนแก่น หัวหนำ้ งำนกำรศึกษำขนั้ พน้ื ฐำน, หัวหน้ำงำนกำรศึกษำสำยอำชีพ,
หัวหน้ำงำนกำรศึกษำตำมอัธยำศัย ของ กศน.อำเภอเมืองขอนแก่น, กรรมกำรสถำนศึกษำ , ประธำนชุมชนทุก
ชุมชนท่ีให้กำรสนับสนุนกำรดำเนินกิจกรรมกำรเรียนรู้ให้กับผู้ที่พลำดโอกำสทำงกำรศึกษำ ให้ได้รับควำมรอู้ ย่ำง
ทั่วถงึ และสำมำรถนำไปพัฒนำคณุ ภำพชีวติ ของตนเองและชมุ ชน ให้ดยี ง่ิ ข้ึนต่อไป
กศน.ตำบลในเมือง
ศนู ยก์ ำรศึกษำนอกระบบและกำรศกึ ษำตำมอัธยำศยั อำเภอเมืองขอนแกน่
สำรบัญ ข
เรอื่ ง หนำ้
คำนำ ก
สำรบัญ ข
บทที่ ๑ ควำมเป็นมำ ๑
วัตถุประสงค์ ๑
ขอบเขต ๒
ประโยชนท์ ค่ี ำดว่ำจะได้รับ ๓
บทท่ี ๒ เอกสำรทีเ่ กี่ยวข้อง ๔
กำรทอสำนตะกรำ้ จำกเส้นพลำสตกิ ๙
หลักกำรประเมนิ โครงกำร ๑๔
ขัน้ ตอนกำรวำงแผน PDCA
๑๘
บทที่ ๓ วิธีกำรดำเนนิ กำรวจิ ยั ๑๙
กอ่ นดำเนินโครงกำร ๑๙
ระหว่ำงกำรดำเนนิ โครงกำร
รปู แบบกำรอบรม ๒๓
บทท่ี ๔ ผลวิเครำะห์ข้อมูล ๒๖
ผลวเิ ครำะหข์ อ้ มลู ๒๖
บทที่ ๕ สรปุ และข้อเสนอแนะ
สรุป
เสนอแนะ
ภำคผนวก
- โครงกำร
- แบบเสนอจดั ต้งั กลุ่ม
- บัญชลี งเวลำเข้ำรบั กำรอบรม
- แบบประเมนิ ควำมพงึ พอใจ
- รปู ภำพประกอบ
- คณะผู้จดั ทำ
๑
บทท่ี ๑
บทนำ
ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญ
ในปัจจุบันวัฒนธรรมไทยเริ่มหดหายค่านิยมต่างๆเริมเข้ามาเก่ียวข้องมีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท
เฉพาะการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าท่ีแตกต่างกันจึงทาให้การแต่งกายในสมัยนี้ไม่เหมือนการแต่งกายในสมัยก่อน มี
การแต่งกายท่ีทันสมัย หรูหรา และมีมากยิ่งข้ึนด้วยบทความข้างต้นจึงทาให้มีโครงการน้ีข้ึนมาโดยมีจุดประสงค์
เพื่อ เพื่อให้ผู้คนในสังคมได้นาความรู้เก่ียวกับผ้าไหมมาพัฒนาเพ่ือให้มีรายได้เสริม ความสาคัญเก่ียวกับ
ประเพณี วัฒนธรรม ของบรรพบรุ ุษในอดีตแสดงใหเ้ หน็ ถงึ วฒั นธรรมท่คี นในสมยั ก่อนนนั้ ได้สรา้ งไว้ได้
ดังน้ัน เพ่ือการเพิ่มรายได้ กศน. อาเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เห็นว่าเพ่ือเป็นการส่งเสริม
สนับสนุนการดาเนินงานของศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ได้มอบหมายให้ กศน. ตาบลในเมือง อาเภอเมือง จังหวัด
ขอนแก่น ดาเนินการจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาอาชีพและการมีงานทาให้สอดคล้องตามความต้องการของ
กลุ่มเป้าหมายและศักยภาพของพ้ืนท่ี ซ่ึงนาไปสู่การมีอาชีพของประชาชนในตาบลในเมือง และเป็นการ
สนบั สนนุ ใหค้ นในชมุ ชนมอี าชพี เสริม เพม่ิ รายได้นอกเหนอื จากงานทเ่ี ปน็ อาชีพหลกั ด้วย
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนมคี วามรู้ความเข้าใจและเกดิ ทกั ษะในการประกอบอาชีพ
๒. เพื่อให้ผ้เู รยี นมที ักษะทางด้านอาชีพ และการเป็นผปู้ ระกอบการ
๓. เพ่ือนาความรู้และประสบการณใ์ นการเรยี นรู้อาชีพไปใชเ้ ทยี บระดับการศึกษาและเทียบ
โอนความร้แู ละประสบการณเ์ ข้าสหู่ ลักสูตร กศน.
เป้ำหมำย
ดา้ นปรมิ าณ
๑. ประชาชนทุกคนทเ่ี ขา้ รว่ มโครงการ มีรายได้ มีงานทา มีความมั่นคง ยง่ั ยืน สามารถพัฒนา
ตนเองให้มที กั ษะในการประกอบอาชีพ
ดา้ นคุณภาพ
๑. ประชาชนกลุม่ เป้าหมายมีอาชีพใหม่ มรี ายได้ มงี านทา มีความมน่ั คง ยัง่ ยนื
๒. ประชาชนกลมุ่ เป้าหมาย สามารถพัฒนาตนเองให้มีทกั ษะในการประกอบอาชพี
เพ่ิมทกั ษะการเป็นผูป้ ระกอบการ
ขน้ั ตอนกำรดำเนินกำร
๑. ประชาสัมพันธ์งานอาชีพ สารวจความต้องการผู้สนใจเรยี นอาชพี
๒. รวมกลมุ่ อาชีพ เสนอโครงการอาชีพ จดั ตั้งกลุ่มอาชพี และจดั ทาหลักสตู รอาชพี
๓. ดาเนนิ งานโครงการประสานงานวทิ ยากรจดั การเรยี นการสอนตามหลกั สตู รอาชีพ
๔. ประเมินผลผู้เรียน ตรวจสอบคุณภาพผูเ้ รยี น
๕. สรปุ ผลและรายงานผลการดาเนนิ งานโครงการ
สถำนทด่ี ำเนินกำร
กศน.ตาบลในเมือง ตาบลในเมอื ง อาเภอเมือง จงั หวัดขอนแก่น
๒
ระยะเวลำดำเนินกำร
วันท่ี ๒๔ – ๒๖ ธนั วาคม ๒๕๖๔
งบประมำณ
ไดร้ บั งบประมาณจาก กศน.อาเภอเมืองขอนแกน่ จานวน ๒,๖๐๐ บาท
( สองพนั หกรอ้ ยบาทถ้วน ) ซ่ึงเบิกจากงบประมาณรหสั ๒๐๐๐๒๓๕๐๕๒๗๐๐๐๒๓
- คา่ ตอบแทนวิทยากรหลักสูตร ๘ ชว่ั โมงๆละ ๒๐๐ บาท จานวน ๑,๖๐๐ บาท
- ค่าวัสดอุ ปุ กรณ์ จานวน ๑,๐๐๐ บาท
รวมเป็นเงิน ๒,๖๐๐ บำท
ผรู้ ับผดิ ชอบโครงกำร
๑. กศน.ตาบลในเมือง ตาบลในเมอื ง อ.เมอื ง จ.ขอนแกน่
๒. ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอเมืองขอนแกน่
ผลทค่ี ำดว่ำจะได้รับ
๑. ประชาชนผู้เข้ารว่ มโครงการ ได้รับความร้ใู นการสานตะกร้าจากเส้นพลาสติก มีรายได้ มีงานทา
มคี วามมนั่ คง ยง่ั ยนื สามารถพัฒนาตนเองใหม้ ีทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายไดใ้ ห้กบั ครวั เรอื น
๒. ประชาชนใช้เวลาวา่ งเกดิ ประโยชน์ มอี าชีพเสริม
๔
บทท่ี ๒
เอกสารที่เก่ียวขอ้ ง
ในการวจิ ัยคร้ังนี้ ผู้วจิ ัยได้ศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ียวข้องและไดน้ าเสนอตามหวั ข้อเรียงลาดับตามน้ี
1. ภาวะโลกร้อน
2. การรีไซเคิล
3. การประดิษฐ์
คณะผู้จักทาได้ศึกษาเอกกสารเกยี่ วกับการแปรใชใ้ หม่ โดยมรี ายละเอยี ดดังต่อไปน้ี
ภาวะโลกร้อน
ภาวะโลกร้อน (องั กฤษ: global warming) หมายถงึ การเพ่ิมขึน้ ของอณุ หภมู ิเฉลี่ยของอากาศใกล้
พืน้ ผิวโลกและนา้ ในมหาสมทุ รตั้งแตช่ ่วงคร่งึ หลงั ของครสิ ต์ศตวรรษท่ี 20 และมีการคาดการณ์ว่าอุณหภมู ิเฉล่ีย
จะเพิ่มข้ึนอยา่ งต่อเนอื่ ง
ในช่วง 100 ปีทผี่ ่านมา นบั ถึง พ.ศ. 2548 อากาศใกลผ้ วิ ดินทว่ั โลกโดยเฉลี่ยมีค่าสูงขนึ้ 0.74 ±
0.18 องศาเซลเซียส [1] ซ่ึงคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลยี่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ
(Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ของสหประชาชาติไดส้ รุปไว้วา่ จากการ
สงั เกตการณ์การเพม่ิ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกท่เี กิดขนึ้ ต้งั แตก่ ลางครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 20 (ประมาณตงั้ แต่ พ.ศ.
2490) ค่อนขา้ งแนช่ ดั วา่ เกิดจากการเพ่ิมความเขม้ ของแก๊สเรือนกระจกทีเ่ กดิ ข้นึ โดยกจิ กรรมของมนุษย์ทเี่ ป็น
ผลในรปู ของปรากฏการณเ์ รือนกระจก ปรากฏการณ์ธรรมชาตบิ างอยา่ ง เชน่ ความผนั แปรของการแผ่รังสจี าก
ดวงอาทติ ย์และการระเบดิ ของภูเขาไฟ อาจสง่ ผลเพยี งเลก็ นอ้ ยต่อการเพม่ิ อณุ หภูมใิ นช่วงก่อนยุคอตุ สาหกรรม
จนถึง พ.ศ. 2490 และมผี ลเพียงเลก็ น้อยตอ่ การลดอุณหภูมหิ ลังจากปี 2490 เปน็ ตน้ มา ขอ้ สรปุ พ้นื ฐาน
ดังกลา่ วนไ้ี ด้รับการรบั รองโดยสมาคมและสถาบนั การศึกษาทางวทิ ยาศาสตร์ไม่น้อยกวา่ 30 แหง่ รวมท้งั ราช
สมาคมทางวิทยาศาสตรร์ ะดับชาตทิ ่ีสาคัญของประเทศอตุ สาหกรรมต่าง ๆ แม้นักวิทยาศาสตร์บางคนจะมี
ความเหน็ โต้แยง้ กบั ขอ้ สรปุ ของ IPCC อย่บู า้ ง แต่เสียงสว่ นใหญข่ องนักวิทยาศาสตร์ทีท่ างานด้านการ
เปลีย่ นแปลงของภมู ิอากาศของโลกโดยตรงเห็นด้วยกบั ข้อสรปุ นี้
แบบจาลองการคาดคะเนภมู ิอากาศที่สรปุ โดย IPCC บง่ ช้ีวา่ อณุ หภูมโิ ลกโดยเฉลย่ี ท่ีผวิ โลกจะเพมิ่ ขนึ้
1.1 ถงึ 6.4 องศาเซลเซียส ในช่วงครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544–2643) คา่ ตวั เลขดังกล่าวได้มาจากการ
จาลองสถานการณ์แบบตา่ ง ๆ ของการแผ่ขยายแก๊สเรอื นกระจกในอนาคต รวมถงึ การจาลองคา่ ความไว
ภูมิอากาศอีกหลากหลายรูปแบบ แม้การศึกษาเกือบทั้งหมดจะม่งุ ไปที่ช่วงเวลาถงึ เพียงปี พ.ศ. 2643 แตค่ วาม
ร้อนจะยังคงเพมิ่ ขึน้ และระดับน้าทะเลก็จะสงู ข้นึ ต่อเน่ืองไปอกี หลายสหสั วรรษ แม้ว่าระดับของแก๊สเรือนกระจก
จะเขา้ สู่ภาวะเสถียรแล้วก็ตาม การที่อุณหภูมิและระดับน้าทะเลเข้าสสู่ ภาวะดลุ ยภาพได้ช้าเปน็ เหตุมาจากความจุ
ความร้อนของนา้ ในมหาสมุทรซ่ึงมคี า่ สูงมาก
การท่ีอุณหภมู ขิ องโลกเพิ่มสงู ขึ้นทาใหร้ ะดบั น้าทะเลสูงขึน้ และคาดว่าทาให้เกิดภาวะลมฟ้าอากาศ
สดุ โต่ง (extreme weather) ท่ีรนุ แรงมากขึ้น ปรมิ าณและรูปแบบการเกิดหยาดนา้ ฟา้ จะเปล่ยี นแปลงไป
ผลกระทบอื่น ๆ ของภาวะโลกรอ้ นไดแ้ ก่ การเปล่ียนแปลงของผลติ ผลทางเกษตร การเคลอื่ นถอยของธารนา้ แข็ง
การสญู พนั ธุ์พืช-สตั ว์ต่าง ๆ รวมทั้งการกลายพนั ธ์ุและแพร่ขยายโรคตา่ ง ๆ เพ่ิมมากขน้ึ
แต่ยงั คงมคี วามไม่แน่นอนทางวทิ ยาศาสตรอ์ ยู่บ้าง ได้แก่ปริมาณของความร้อนที่คาดว่าจะเพ่ิมในอนาคต ผลของ
ความรอ้ นที่เพิ่มข้ึนและผลกระทบอืน่ ๆ ที่จะเกิดกับแตล่ ะภมู ภิ าคบนโลกว่าจะแตกตา่ งกันอยา่ งไร รัฐบาลของ
ประเทศต่าง ๆ แทบทกุ ประเทศไดล้ งนามและใหส้ ตั ยาบนั ในพธิ สี ารเกยี วโต ซ่ึงมุ่งประเด็นไปที่การลดการปล่อย
๕
แก๊สเรือนกระจก แตย่ ังคงมีการโตเ้ ถยี งกันทางการเมอื งและการโต้วาทสี าธารณะไปทวั่ ท้ังโลกเกี่ยวกับมาตรการ
ว่าควรเป็นอย่างไร จงึ จะลดหรอื ยอ้ นกลับความร้อนทีเ่ พิ่มขึ้นของโลกในอนาคต หรือจะปรับตัวกนั อย่างไรตอ่
ผลกระทบ
คาจากดั ความ
คาวา่ ภาวะโลกร้อน เปน็ คาจาเพาะคาหนงึ่ ของอบุ ัติการณ์การเปลยี่ นแปลงภูมิอากาศของโลก โดยที่
การเปลีย่ นแปลงภูมิอากาศมีความหมายถึงการเปล่ียนแปลงอณุ หภูมิในทุกชว่ งเวลาของโลก รวมทั้งเหตกุ ารณ์
ปรากฏการณโ์ ลกเยน็ ดว้ ย โดยท่วั ไป คาวา่ ภาวะโลกรอ้ น จะใช้ในการอา้ งถึงสภาวะท่ีอุณหภูมขิ องโลกรอ้ นขึน้
ในชว่ งไมก่ ท่ี ศวรรษที่ผ่านมา และมคี วามเกี่ยวข้องกระทบต่อมนุษย์ในอนุสัญญาสหประชาชาตวิ ่าดว้ ยการ
เปลยี่ นแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC)
ใชค้ าว่า การเปลยี่ นแปลงภมู ิอากาศ(Climate Change) สาหรบั การเปลีย่ นแปลงท่เี กดิ จากกจิ กรรมของมนุษย์
และใช้คาวา่ การผนั แปรของภูมอิ ากาศ (Climate Variability) สาหรับการเปลย่ี นแปลงทีเ่ กดิ จากเหตอุ ื่น ส่วน
คาว่า ภาวะโลกรอ้ นจากกจิ กรรมมนุษย์ (anthropogenic global warming) มีท่ีใช้ในบางคราวเพ่ือเนน้ ถึงการ
เปล่ียนแปลงทเ่ี กิดจากเหตุอนั เนอื่ งมาจากมนุษย์
สาเหตุ
สภาพภูมิอากาศของโลกมีการเปลย่ี นแปลงไปตามแรงกระทาจากภายนอก ซงึ่ รวมถึงการผันแปรของวง
โคจรรอบดวงอาทติ ย์ (แรงกระทาจากวงโคจร) การระเบิดของภูเขาไฟ และการสะสมของแกส๊ เรือนกระจกใน
บรรยากาศ รายละเอยี ดเกย่ี วกบั สาเหตุของความร้อนทเ่ี พ่ิมข้นึ ของโลกยังคงเปน็ ประเดน็ การวิจัยทมี่ ีความ
เคลือ่ นไหวอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี มีความเหน็ รว่ มทางวทิ ยาศาสตร์ (scientific consensus) บง่ ช้วี า่ ระดบั การเพิ่ม
ของแก๊สเรอื นกระจกท่เี กดิ จากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสว่ นทม่ี ีอิทธพิ ลสาคัญทีส่ ดุ นบั แต่เร่ิมต้นยุคอุตสาหกรรม
เป็นตน้ มา สาเหตขุ ้อนีม้ ีความชัดเจนมากในช่วง 50 ปีท่ีผา่ นมาเน่อื งจากมีข้อมลู มากพอสาหรับการพิเคราะห์
นอกจากนยี้ ังมสี มมตุ ิฐานอน่ื ในมมุ มองท่ีไม่ตรงกนั กับความเหน็ ร่วมทางวทิ ยาศาสตร์ขา้ งต้น ซง่ึ นาไปใชเ้ พอื่
อธิบายเหตุการณ์ที่อณุ หภมู มิ ีคา่ สูงขึ้น สมมุตฐิ านหนึ่งในนั้นเสนอวา่ ความร้อนทเี่ พ่ิมขึน้ อาจเป็นผลจากการผนั
แปรภายในของดวงอาทติ ย์ ผลกระทบจากแรงดังกลา่ วมิได้เกดิ ขึ้นในฉบั พลันทนั ใด เน่อื งจาก แรงเฉื่อยของความ
รอ้ น (thermal inertia) ของมหาสมทุ รและการตอบสนองอนั เชอ่ื งชา้ ต่อผลกระทบทางอ้อมทาใหส้ ภาวะ
ภูมิอากาศของโลก ณ ปัจจุบันยงั ไม่อยใู่ นสภาวะสมดุลจากแรงที่กระทา
การรไี ซเคิล
คณะผจู้ ักทาได้ศึกษาเอกกสารเก่ียวกับการรีไซเคิล โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ความหมายของการรไี ซเคิล
รไี ซเคิล (Recycle) เปน็ การจัดการวัสดุเหลือใชท้ ก่ี าลังจะเป็นขยะ โดยนาไปผ่านกระบวนการแปร
สภาพ โดยเฉพาะการหลอม เพื่อใหเ้ ปน็ วสั ดใุ หม่แล้วนากลับมาใชไ้ ด้อีก ซ่ึงวัสดทุ ่ีผา่ นการแปรสภาพน้นั อาจจะ
เป็นผลิตภัณฑเ์ ดิมหรอื ผลิตภัณฑใ์ หม่ก็ได้ รีไซเคิลมคี วามหมายตา่ งจาก รียสู ์ (Reuse) ซึ่งหมายถงึ การนากลับมา
ใช้ใหม่โดยไมผ่ า่ นกระบวนการแปรสภาพใดๆท้ังส้ิน
ในความเขา้ ใจของคนบางกลุ่มนั้น การรีไซเคิลยงั หมายถึง การนาวสั ดเุ หลอื ใชก้ ลับมาปรบั เปลยี่ นรูปแบบ หรอื
พฒั นารปู ร่างใหม่ ใหส้ ามารถนามาใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ เชน่ ขวดน้าพลาสติก หากนามาใชใ้ ส่น้าอกี คร้ัง
เป็น การรียูส์ (reuse) แตถ่ ้านาเอาขวดนาพลาสติกมาตดั ใหเ้ ป็นกระป๋อง แลว้ นาไปใชต้ ัดดนิ บรรจุในถงุ หรอื นา
ขวดพลาสตกิ มาตดั ครึ่ง เปน็ แจกนั ใส่ดอกไม้ หรอื เปน็ ท่ีใสป่ ากกา มักถูกเรียกว่าเปน็ การรีไซเคิลขวดนา้ พลาสติก
๖
2. ตน้ กาเนดิ
การรไี ซเคลิ ไดร้ บั การปฏิบตั ทิ ่ัวไปในประวัติศาสตร์ของมนษุ ยชาติโดยส่วนใหญ่ด้วยความสนับสนุนท่ี
ได้รบั การบนั ทึกไวย้ ้อนกลบั ไปในอดตี อันยาวนานในยคุ ของเพลโตเม่ือ 400 ปี ก่อนคริสตกาล ในชว่ งระยะเวลา
เมื่อทรัพยากรเร่ิมหายากขน้ึ น้ัน จากการศึกษาทางโบราณคดเี กยี่ วกบั การท้งิ ขยะของเสยี ในยุคโบราณแสดงให้
เห็นวา่ หลักฐานตัวอย่างขยะจากบ้านเรือนที่มีจานวนปริมาณเล็กน้อย (เชน่ เถา้ เครื่องมือหักและ
เคร่อื งปั้นดินเผา) ไดบ้ ่งบอกถึงการทีม่ ีขยะของเสียจานวนไมน่ ้อยไดถ้ ูกนากลบั มาใช้ใหมใ่ นกรณที ี่ไม่มีวสั ดใุ หม่มา
แทนของเดิม
3. วสั ดุทส่ี ามารถรีไซเคลิ
3.1 แก้ว ขวด กระจก
3.2 กระดาษ
3.3 พลาสติก
3.4 โลหะ เหลก็ ทองแดง อะลมู เิ นยี ม
การประดษิ ฐ์
คณะผจู้ ักทาได้ศึกษาเอกกสารเก่ยี วกบั การประดษิ ฐ์ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปน้ี
1. การประดษิ ฐห์ มายถงึ
การประดิษฐ์ คอื การคิดคน้ หรือคิดทาขนึ้ เพอ่ื ให้ได้ผลติ ภณั ฑ์ หรอื กรรมวธิ ีใหม่ทแ่ี ตกตา่ งไปจากเดิม
เช่น การประดษิ ฐค์ ิดค้นเก่ียวกบั กลไก โครงสร้าง หรือส่วนประกอบ สง่ิ ของหรอื เครอื่ งใช้ตา่ ง ๆ หรอื เป็นการ
ประดษิ ฐเ์ ก่ียวกบั กรรมวิธี กระบวนการหรือวธิ ีการใหม่ ๆ ในการผลติ การเก็บรักษาคณุ ภาพของผลิตภัณฑ์
2. ความเป็นมาของงานประดิษฐ์
สงิ่ ประดิษฐเ์ กิดขน้ึ เพราะมนษุ ย์เป็นผู้สรา้ งผู้พัฒนา ปรบั ปรงุ และเปล่ยี นแปลงแบบ ผลงานดว้ ย
ความคดิ สร้างสรรค์ที่มีอยูใ่ นแต่ละบุคคล มีวตั ถปุ ระสงคใ์ นการสร้างสงิ่ ประดิษฐเ์ พื่อตอบสนอง ความต้องการ
ด้านประโยชนใ์ ช้สอย งานประดษิ ฐ์มีความสัมพันธแ์ ละเก่ยี วขอ้ งกบั ชีวิตประจาวันของคนไทยตง้ั แต่สมยั โบราณ
เกี่ยวขอ้ งกับขนบธรรมเนยี มและประเพณที างศาสนา
3. หลกั การสร้างงานประดิษฐ์
การสรา้ งสรรค์งานประดษิ ฐ์ใหป้ ระดิษฐ์ให้ประสบผลสาเร็จนั้น ผู้เรียนต้องมคี วามพงึ พอใจ ในการ
ทางาน โดยยดึ หลักการดังน้ี
3.1 หม่นั ศกึ ษาหาความรู้ในงานทตี่ นเองสนใจ โดยศึกษาจากผู้เช่ียวชาญการในชมุ ชนการโรงเรียน จาก
ตัวอยา่ งสิง่ ประดิษฐท์ ส่ี นใจ
3.2 ศกึ ษาหลกั การ วธิ ีการ หรือขนั้ ตอนการปฏิบัตงิ าน ในการประดิษฐช์ น้ิ งานโดยการวิเคราะห์ ด้วย
ตนเองหรือศึกษาจากผู้รู้ ผูเ้ ช่ียวชาญ หรือจากสอื่ ต่าง ๆ เช่น วารสาร หนังสือ เป็นตน้
3.3 ทดลองการปฏบิ ตั ิการประดษิ ฐ์ ผูเ้ รียนต้องศึกษาค้นควา้ และทดลองปฏิบตั ิตามแนวคิดทีไ่ ด้
สรา้ งสรรคไ์ ว้ และมีการปรับปรงุ แกไ้ ข ข้อบกพรอ่ งจนสาเร็จเป็นชน้ิ งานประดิษฐ์ท่ีพึงพอใจ
4.ประเภทของงานประดิษฐ์
4.1 งานประดิษฐท์ ี่เป็นเอกลักษณ์ไทย
1.1 งานประดิษฐด์ ้วยดอกไม้สด
1.2 งานประดิษฐด์ ้วยใบตอง
1.3 งานแกะสลักพชื ผักและผลไม้
1.4 งานจกั สาน
๗
4.2 งานประดิษฐ์ทว่ั ไป
2.1 งานป้ัน
2.2 งานประดิษฐ์ดอกไม้ ตน้ ไม้ดว้ ยกระดาษหรอื ผ้า
2.3 งานประดิษฐ์จากเศษวัสดหุ รอื วสั ดเุ หลอื ใช้
2.4 งานประดิษฐ์จากวสั ดธุ รรมชาติ
5. การประดิษฐค์ ร้งั แรก
เราเชอ่ื กนั ว่าการประดษิ ฐ์ครั้งแรกอยู่ช่วงสมยั ที่มนษุ ย์ยคุ โบราณยงั ไมเ่ ปน็ มนษุ ยย์ ุคก่อน ๆ หรือยุคของ
มนษุ ยต์ ่างดาวสายพนั ธ์ุ The Abominable Snowman ท่ีซึ่งพฒั นามาจากลิงหลักฐานถูกคน้ พบในถ้าเก่าแกข่ อง
ขัว้ โลกเหนือ จากเครื่องมือท่ีใชส้ ารวจโดยนักสารวจชาวอเมรกิ นั มหาวิทยาลยั และทีมงานเปน็ ผู้คน้ พบ จากการ
ตรวจสอบทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการทดลองอยา่ งละเอยี ดพบวา่ อุปกรณเ์ คร่ืองใช้ตา่ ง ๆ มีสภาพคงอยมู่ านานนับพัน ๆ
ปี หรือในช่วงกอ่ นครสิ ต์ศตวรรษ 5000-10000 ราว ๆ 100-5000 ก่อนพุทธศักราช ของใช้ต่างแม้จะอยู่ใน
สภาพที่เกา่ แก่ แต่เราสามารถทราบได้ถงึ วิวัฒนาการของมนุษยใ์ นยคุ นน้ั จากสงิ่ ประดิษฐ์ก้าวเลก็ ๆ ของมนุษย์
จนมาถงึ เคร่ืองบินลายักษ์ในปัจจบุ ัน เปน็ สงิ่ ประดิษฐท์ ่เี กดิ จากมนษุ ย์ท้ังสิ้น
6. ยคุ ในการประดิษฐ์
เราสามารถแบ่งการประดษิ ฐ์ออกเป็น 3 ชว่ งตามเวลา และอุปกรณ์การประดิษฐ์
6.1 ยุคตน้ (ก่อนครสิ ต์ศักราชถงึ ตน้ ปี 500)
มนษุ ยเ์ รียนรกู้ ารใชไ้ ฟและในการหลอมโลหะ ตีอุปกรณ์ ทาแกว้ ยคุ นีเ้ ป็นยคุ เฟื่องฟูของศาสนาและการทามา
คา้ ขาย ในยุคทมี่ ีการแบง่ ชนชั้นมากเช่นน้ี ผู้คนจาเปน็ ต้องมี การนาของไปถวายหรอื บชู า ไมว่ ่าจะเป็นพธิ กี รรม
ทางศาสนาหรือว่าการบชู าทานาย ทาให้มีการทาเหมืองแบบเกา่ เป็นจานวนมาก เพื่อขุดทอง เงนิ และทองแดง
ในการทาเคร่อื งประดับต่าง ๆ นอกจากน้เี ร่ืองของเคร่อื งแต่งกายยงั เปน็ ยุคทีเ่ ฟ่อื งฟูอีกด้วย เชือ่ กนั วา่ ผ้คู นรจู้ กั
การยอ้ มผ้าและ แลว้ ทักยอแบบหยาบ ๆ แล้ว โดยอาศัยตัวไหมและยางจากต้นไม้ ในทางเขตยุโรปผู้คนนิยมทา
เครื่องเกราะ ดาบ เครอ่ื งเงนิ มงกฎุ และอุตสาหกรรมต่อเรือยังเป็นอะไรทเี่ ฟ่ืองฟูอีกด้วย ผู้คนนิยมเดินทาง
โดยเฉพาะชาวฝร่งั เศสและ อังกฤษท่ชี อบล่าเมืองข้ึน และบ้านยงั เป็นแบบไม้ชั้นเดยี วท่ตี อ้ งแน่นหนา การ
ประดษิ ฐ์เป็นแบบพื้น ๆ แลว้ ศลิ ปะมากกวา่ ทางเอเชยี หรอื แอฟฟรกิ า ทางเอเชยี การประดษิ ฐไ์ มค่ ่อยเปน็ ท่ีใสใ่ จ
เท่าไหร่ บ้านยังเปน็ แบบเก่าที่ทาจากไม้ ผู้คนจะนยิ มค้าขายอาหารกจิ กรรมทางศาสนามากกว่า เช่นเดยี วกบั
แอฟริกาท่ีการประดษิ ฐไ์ มค่ ่อยเจริญเทียบเท่ายุโรป
6.2 ยุคร่งุ เรือง (ชว่ งกลาง คริสต์ศักราช 500-1350)
นักประดิษฐท์ างยุโรปเริ่มรู้จักการใชไ้ ฟฟ้า อาชีพนักวิทยาศาสตร์ เจรญิ มาก ทาให้การประดิษฐก์ ้าวหน้าไปด้วย มี
การค้นพบคณุ สมบัตขิ องไฟฟ้าเป็นครง้ั แรก ทาให้มีการประดิษฐ์สง่ิ ของตา่ ง ๆ มากมาย เชน่ การคน้ พบคล่นื วทิ ยุ
มอเตอร์ สนามพลังไฟฟ้า ทาใหม้ กี ารสร้างรถยนต์ หลอดไฟ วทิ ยุ โทรทัศน์ และส่ิงอปุ กรณอ์ ิเลคทรอนิคส์อีก
มากมาย เมอื่ เทียบกับทางแถบแอฟรกิ าและเอเชยี ซง่ึ ทางเอเชยี ได้รบั อทิ ธพิ ลจากทางแถบยุโรป ทาให้
เจริญเติบโตตามไปด้วย แตไ่ ม่มเี รื่องของการประดิษฐ์ แต่จะเป็นผูบ้ ริโภค ทางแถบอเมริกา เริ่มมคี นย้ายเขา้ ไปอยู่
ในเขตของชนชาวพ้ืนเมือง และคนนั้นมาจากทางแถบยุโรป ซง่ึ นาสิ่งประดิษฐต์ า่ ง ๆ มากมายมาด้วย สว่ น
ออสเตรยี และ แอฟริกา เปน็ ประเทศทก่ี ารประดษิ ฐ์ไม่ค่อยมีคนสนใจ
6.3 ยคุ ปจั จบุ นั (คริสตศ์ ักราช 1350-ปัจจบุ ัน)
มนุษย์เรม่ิ รูจ้ กั การใชช้ ปิ มีการสรา้ งอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์มากมายเชน่ คอมพวิ เตอร์ โทรศัพท์มอื ถือ จรวด เรอื
ดาน้า อุปกรณ์ไฮเทคตา่ ง ๆ มีการใชค้ ลื่นสัญญาณโทรศพั ท์ และกระจายไปทว่ั โลก แตก่ ็ยังไม่ท่ัวถึงและเทา่ กันท่ัว
ประเทศ โดยเฉพาะ ประเทศมหาอานาจอยา่ งอเมริกา ท่มี ีนักประดิษฐ์มากกว่าและมีความพร้อม ได้รับการ
๘
สนับสนุนจากทางรัฐบาลทาใหเ้ กดิ ความก้าวหน้าอยา่ งรวดเร็ว และมีการเปล่ียนรปู แบบการทางานเป็นการ
ทางานแบบองค์กร หรือรปู แบบทมี นน่ั เอง
วัสดุและอุปกรณ์
- เส้นพลาสติก
- ลวด
- สายยางพลาสติก
- กรรไกร
- เทป
ข้ันตอนการสานตะกรา้
1. เลือกสายพลาสติก และสีสันท่ีชอบ เพื่อใหเ้ กิดลวดลายสวยงาม ได้พ้ืนสีฟ้า (สสี มมติ) กบั ทาลายเป็นสี
เขยี ว (สีสมมติ)
2. ตดั เส้นพลาสตกิ สีฟา้ (สีสมมต)ิ ยาว 28 นวิ้ จานวน 14 เส้น (วธิ ีตัดต้องให้เป็นปลายเฉียงๆ เพื่อง่าย
ตอ่ การสอดสานกัน และจานวนเส้นข้ึนอย่กู ับขนาดของผลิตภณั ฑท์ จี่ ักสาน)
3. เร่ิมจากวางเสน้ พลาสติก 7 เสน้ เรียงใหเ้ สมอกัน เทคนคิ คอื เอาสมดุ หนาๆ มาทับไวไ้ ม่ใหเ้ สน้ พลาสติก
เลอื่ นไปมา และนาอกี 7 เสน้ มาขดั กนั เป็นกากบาท ให้อย่กู ึง่ กลาง และสลบั ขนึ้ ลงบนล่าง และจดั เส้นใหเ้ ท่ากนั
4. นาเสน้ ข้างใต้เส้น ประมาณเสน้ ท่ี 3 ท่ีอยู่ขา้ งใต้ นามาสอดและเป็นการลอ็ ค ท้ัง 2 ฝั่งซ้าย ขวา และทา
การล็อคเช่นเดียวกัน ทั้งด้านบนและดา้ นลา่ ง5. พบั เสน้ ทุกเส้น ตามรอยที่เป็นขอบของการสาน เปน็ การข้ึน
รปู ตะกรา้
6. เรมิ่ การตัดเส้นสเี ขียว (สีสมมต)ิ เพ่อื นาขึ้นรอบทาลายของตะกร้า ใช้ความ
ยาว 18 น้วิ จานวน 11 เส้น (วิธีตดั ตอ้ งให้เป็นปลายเฉยี งๆ เพื่อง่ายต่อการสอดสานกัน จานวนเสน้
ขนึ้ อยู่กับขนาดของผลิตภณั ฑ์ทีจ่ กั สาน)
7. จากนน้ั นาเส้นสฟี า้ (สีสมมต)ิ ที่ล็อคไวอ้ อกถอยออกมา เพอ่ื เป็นการเตรยี มเร่ิมการสานข้ึนรูป
8. ทาการข้นึ เสน้ สเี ขียว (สีสมมติ) มาขดั ไปมายดึ เกณฑจ์ ากตรงกลางของเส้นทง้ั หมดก่อน สลบั ไปมาเป็น
ตารางไปเร่ือย ๆ
9. ชนั้ ท่ี 2 ดนั เส้นให้ชิด กส็ านสลับกนั ไปเปน็ ชัน้ ๆ โดยจะต้องมกี ารล็อคเสน้ เพื่อไมใ่ ห้เล่อื นไปมาเสมอ
10. พอสานไปจนใกล้ขอบก็ทาการเหนบ็ เส้นให้ไปทางเดียวกนั ทิม่ ลงไปทางก้นตะกร้า เพอื่ เตรียมเอาเสน้ สี
เขียวมาทาขอบ
11. เร่มิ ทาขอบนาเส้นพลาสตกิ สีเขียว (สีสมมต)ิ 2 เส้นประกบกนั แลว้ วางทาบไปกับขอบตะกร้าดงึ เสน้ สี
ฟ้า (สีสมมติ) ที่ล็อคดึงกลบั มา แล้วกส็ านทบั ไปกับขอบเสน้ สีเขยี ว (สีสมมติ) แต่ต้องสลบั ลายสไี ปดว้ ยเพือ่
เปน็ การสรา้ งขอบตะกรา้ ให้เกิดลวดลาย ทาอย่างนี้ทุกเส้นรอบตะกรา้
12. ข้นั ทาการเก็บชาย ตดั ชายให้สั้นพอดีกับการซ่อนลายได้แลว้ ก็เหนบ็ เก็บเข้าไปด้านใน ทาทกุ เส้นเพ่ือความ
เรียบร้อย
13. การทาหู ตดั เส้นพลาสตกิ 2 เส้น แลว้ นามาตดั ผ่าครงึ่
14. เพอ่ื นาไปถัดสานขัดกันไปมาน้นั ไขวเ้ สน้ พลาสติก 2 เสน้ เข้าหากัน โดยจะเรียงเป็น 4 เสน้ การถกั คือ
นาเสน้ ซา้ ยสุด มาไขว้อ้อมไปด้านหลังวกกลับของเส้นที่ 3 ต่อด้วยนาเส้นขวาสุด นบั ถอยหลงั ไปไขวด้ า้ นหลัง
วกกลับเสน้ ที่ 3 เช่นกัน ทาสลบั ไปมาอย่างนีจ้ นสุดปลายพลาสติก
๙
15. นามาตดิ หทู ีต่ วั ตะกรา้ โดยการรวบเส้นของหูเข้าดว้ ยกัน แบง่ แยกเป็น 2 ข้าง แลว้ รอ้ ยเข้ากบั ตวั
ตะกร้า สานเป็นลวดลาย แลว้ ทาการเกบ็ ปลายเสน้ ใหเ้ รยี บรอ้ ย สาหรับเปน็ หูห้วิ หรอื แขวนกไ็ ด้ หรือนามา
สอดใสใ่ นสายยางพลาสตกิ แล้วนาไปตดิ หูทตี่ ัวตะกรา้ แทนก็ได้
๒. หลักธรรมกบั หลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัว ทรงมีแนวพระราชดารเิ ร่ืองเศรษฐกิจพอเพียง (Self–Subficiency
Economy) ซงึ่ มีฐานมาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ท่ีสอนในเร่อื งการพึ่งตน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแล
เปน็ ทีพ่ งึ่ ของตน เศรษฐกจิ พอเพยี งสอนเรื่องการพ่งึ ตนเอง สภาพท่ีเป็นอยปู่ ัจจุบันเปน็ เพราะไมร่ ู้จักพอเพยี งคือ
- ไมร่ ู้จักพ่งึ ตนเอง ไปกเู้ งินต่างประเทศมากเกินไป
- ไมร่ จู้ กั คาว่าพอใจตามมี ยนิ ดีตามได้ คือไมส่ นั โดษ ตามหลักพระพทุ ธศาสนา
- ไมร่ จู้ กั คาวา่ พอดี คอื มัตตญั ญุตา หรือทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา
เร่อื งเศรษฐกจิ พอเพียงมฐี านมาจากภูมปิ ัญญา ทางพุทธศาสนาคือ
- เรอ่ื ง อตฺตา หิ อตตฺ โน นาโถ การพึง่ ตนเอง พยายามใชท้ รพั ยากรในประเทศของเราเอง
- รูจ้ กั คาว่าพอเพียง คือ พอใจตามมี ยนิ ดีตามได้ ตามหลกั สันโดษ
- รู้จกั คาวา่ พอดี มัชฌมิ าปฏิปทา คอื ทางสายกลาง โดยใหม้ ีความสขุ กาย และสขุ ใจไปดว้ ยกนั
หลกั ธรรมดังกล่าวน้มี อี ยูใ่ นเศรษฐกิจพอเพียง ชาวพุทธตอ้ งช่วยขยายแนวพระราชดารินไ้ี ปทั่วโลก
ให้เป็นภูมิปัญญาของโลก สามารถส่งออกทางความคิด เป็นทรัพย์สินทางปัญญาไปช่วยชาวโลกได้ เมื่อไปดูภูมิ
ปญั ญาชาวตะวันตก ไอสไตน์ไดก้ ลา่ วไว้วา่ ถา้ จะมศี าสนาของโลกทส่ี อดคล้องกับจติ วญิ ญาณทางวิทยาศาสตร์ ไม่
พูดเร่ืองพระเจ้าให้นักวิทยาศาสตร์เสียความรู้สึก พูดถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และพัฒนาการทางจิต
วิญญาณของมนุษย์ ถ้ามีศาสนาเช่นนั้น นักวิทยาศาสตร์จะยอมรับได้ทั่วโลกและถูกใจนักวิทยาศาสตร์ ไอสไตน์
พิจารณาเหน็ วา่ ศาสนาท่ีวา่ น้นั คือพระพุทธศาสนา
หลกั ธรรมส่งเสรมิ เศรษฐกิจพอเพยี ง
“ทิฏฐธมั มิกัตถะ” เปน็ ขอ้ ปฎบิ ตั ิสาคญั ทีท่ าให้เกดิ ผล คอื ความม่นั คงทางเศรษฐกจิ ทาใหม้ ี
ทรัพย์สินเงินทองพ่ึงตนเองได้ เรียกว่า ธรรมท่ีเป็นไปเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน บางท่ีเรียกว่า “หัวใจเศรษฐี”โดยมี
คายอ่ คือ “อ”ุ “อา” “กะ” “สะ” คือ อฏุ ฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหม่นั อารักขสมั ปทา ถึงพร้อมด้วยการ
รักษา กลั ยาณมติ ตตา ความมีเพื่อนเปน็ คนดี และ สมชีวิตา การเลย้ี งชีวิตตามสมควรแกก่ าลงั ทรัพยท์ ห่ี าได้
ในส่วนหลักธรรมโภคอาทิยะ ๕ เมื่อมีทรัพย์สินควรนามาใช้ประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิต คือ๑. ใช้จ่ายทรัพย์นั้น
เล้ียงตนเอง เล้ียงดูครอบครัว มารดา บิดา ให้เป็นสุข ๒. ใช้ทรัพย์นั้นบารุงเลี้ยงมิตรสหาย ผู้ร่วมกิจการงานให้
เป็นสุข ๓. ใช้ป้องกันภยันตรายต่างๆ ๔. ทาพลี คือ การสละบารุงสงเคราะห์ ๕ อย่าง ทาพลี คือ การสละบารุง
สงเคราะห์ ๕ อย่างได้แก่ อติถิพลี ใช้ต้อนรับแขก คนที่ไปมาหาสู่ เป็นเรื่องของการปฏิสันถาร ญาติพลี ใช้
สงเคราะห์ญาติ ราชพลี ใชบ้ ารุงราชการด้วยการเสียภาษีอากรเปน็ ต้น เทวตาพลี บารุงเทวดา คือ สง่ิ ท่เี คารพนับ
ถือตามลัทธิความเชื่อหรือตามขนบธรรมเนียมของสังคม และ ปุพพเปตพลี ทาบุญอุทิศให้แก่บุพพการี ท่านที่
ล่วงลับไปแล้วเป็นการแสดงการกตัญญูรู้คุณ โภคอาทิยะ ๕ เม่ือมีทรพั ย์สินควรนามาใช้ประโยชน์ต่อการดาเนิน
ชีวิต คือ ใชจ้ า่ ยทรัพยน์ ัน้ เลยี้ งตนเอง เลยี้ งดคู รอบครวั มารดาบดิ า ให้เปน็ สขุ ใชท้ รัพย์นน้ั บารงุ เล้ียงมิตรสหาย ผู้
ร่วมกิจการงานให้เป็นสุข ใช้ป้องกันภยันตรายต่างๆ ทาพลี คือ การสละบารุงสงเคราะห์ ๕ อย่างและการบารุง
สมณพรามณ์ คือ พระสงฆ์ผปู้ ระพฤติดี ปฏิบตั ิชอบ ผฝู้ ึกฝนพฒั นาตนเอง
ทุกคร้ังท่ีเราทางานก็อยากทางานด้วยความสุขด้วยกันทุกคนหลักในการทางานให้มีความสุขและ
ประสบผลสาเร็จนั้นก็มีอยู่ ตามท่ีพระพุทธเจ้าได้สอนไว้ว่า ต้องมีอิทธิบาท๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
๑๐
ฉันทะ คือความพอใจ เราต้องพิจารณาดูว่าเรามีฉันทะในการทางานไหม ถ้ายังไม่มีก็ต้องรู้จักใช้
ความคิดให้เกิดฉันทะ บางทีก็อาจจะรู้สึกขี้เกียจ หรือบางคนตั้งแต่เล็กๆ พ่อแม่มีฐานะดี เล้ียงดูเรามาอย่างดี
ตามใจเรามาตลอด อยากให้ลูกสบายไม่ต้องทาอะไร จะทาอะไรก็มีคนคอยรับใช้ เมื่อโตขึ้นมาแล้วก็ไม่อยากทา
อะไรเหมือนกัน ทาอะไรก็ไม่ได้ ทาอะไรก็ไม่เป็น เราต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นโทษของความไม่มีฉันทะ และ
เห็นประโยชน์ของความมีฉันทะว่าเป็นอย่างไร อันน้ีก็อาศัยความคิด รู้จักคิดดีคิดถูก เม่ือเกิดฉันทะแล้วความ
พอใจในการที่จะทางานน้ีให้สาเร็จก็จะเกิดขึ้น เม่ือเราทางาน ไม่ว่าจะเป็นงานท่ีเราชอบหรือไม่ชอบก็ตาม
ทางานก็ได้ค่าตอบแทน ได้เงินเดือน เราก็ต้องพิจารณาว่างานท่ีเราทานี้มีประโยชน์กับชีวิตตัวเอง ต่อครอบครัว
ตอ่ สงั คมประเทศชาตหิ รือไม่ ถา้ คิดไดแ้ บบนีฉ้ ันทะกจ็ ะเกดิ
วิริยะ คือความเพียร ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสาเร็จอยู่ที่น่ัน เมื่อรู้สึกขี้เกียจเราก็ต้องใช้
ความคิดพิจารณาให้เห็นโทษของข้ีเกียจ พยายามเอาความรู้สึกขี้เกียจออกจากจิตใจของเราก่อน แล้วก็สร้าง
ความขยนั ใหเ้ กิดมขี ้ึน ด้วยการใช้ปัญญาความคิดให้เห็นประโยชน์ของความขยนั เรากส็ ามารถมองดคู นอ่นื ๆท่อี ยู่
รอบตัวเราว่า คนข้ีเกียจเป็นอย่างไร คนขยันเป็นอย่างไร เราก็ดูแบบอย่างคนท่ีดี คนท่ีขยัน และเราก็อยากจะ
ทางานด้วยความขยันเหมือนเขา ความร้สู กึ ขยนั จะเขา้ มาแทนความรสู้ ึกขเ้ี กียจได้
จิตตะ คอื จติ ใจจดจ่อ จติ จดจ่ออยกู่ บั งานทท่ี างานไ่มท่ างานแลว้ ใจลอยไปลอยมา คดิ ถงึ แตเ่ รื่องใน
อดีตที่ผา่ นไปแล้วกน็ ้อยใจ เสียใจ ไม่สบายใจ อนาคตทีย่ ังมาไม่ถึงก็เป็นกังวล กลวั จะไมเ่ ป็นอย่างท่หี วังเอาไว้ ถ้า
หวังเอาไว้มากไม่เป็นอย่างหวังก็ผิดหวังมาก ฉะนั้นต้องมีจิตใจจดจ่ออยู่กับหน้าท่ีการงานในปัจจุบัน มีสมาธิอยู่
กับงานที่ทาในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม จิตตะก็หมายถึงการรู้จกั ใช้ปัญญาความคิดเพื่อหาทางทางานให้สาเร็จด้วย
เช่นกัน เช่น การคิดในลักษณะทบทวนการทางานในอดีต เพื่อนามาเป็นบทเรยี น การคิดวางแผนในอนาคต การ
คิดเพือ่ ค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งตา่ งๆ หาวธิ กี ารท่จี ะช่วยทาให้งานสาเร็จ
วิมังสา คือการใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา งานที่เราทาบางคร้ังก็มีปัญหา อาจจะมีปัญหามากบ้าง
น้อยบ้าง แต่ทุกปัญหามีทางออก เม่ือมีปัญหาเกิดขึ้น เราก็ต้องใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา ต้องใช้ความคิด คิดหา
สาเหตุของปัญหาว่าคืออะไร เราต้องแก้ที่เหตุ ถ้าแก้ท่ีเหตไุ ด้ปญั หาก็จบ พระพุทธเจ้ากต็ รัสไว้ว่าปญั หาเกิดเพราะ
เหตุ เม่ือเหตุดบั ปัญหากด็ ับ เมื่อเรารเู้ หตขุ องปัญหา เราก็ต้องแก้ที่เหตุ ตามทีพ่ ระพทุ ธเจา้ สอนไว้
การขบั เคลอ่ื นเศรษฐกิจพอเพียง มเี ปา้ หมายหลกั เพื่อสร้างเครอื ข่ายเรียนรู้ ใหม้ ีการนาหลกั
เศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นกรอบความคิด เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคน
ไทยในทุกภาคส่วน ตลอดจนสามารถปรับตัวพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้อย่างรู้เท่าทัน และนาไปสู่
ความรม่ เยน็ เปน็ สุขของประชาชนชาวไทย
หลกั การประเมินโครงการ
หลังจากได้ดาเนินงานตามแผนของโครงการแล้ว จากนั้นข้ันตอนสุดท้ายจะเป็นกิจกรรม ในการ
ประเมินผลโครงการหากพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการวางแผนกับการประเมินผลโครงการ พบว่า เป็น
กิจกรรมของการกาหนดแนวทางการนาไปปฏิบัติเพ่ือการบรรลุวัตถุประสงค์ ส่วนการประเมินผล โครงการเป็น
กิจกรรมสุดท้าย ในการพิจารณาผลการดาเนินงานเป็นไปตามแผนท่ีกาหนดหรือไม่ แต่ ในระหว่างการดาเนิน
โครงการน้ัน โครงการอาจถูกผลกระทบท่ีเกิดจากสภาวะแวดล้อมท้ังภายนอก ท่ีเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และ
สภาวะแวดล้อมภายในองค์การที่เป็นปัจจัยที่องค์การสามารถควบคุมได้เกิดขึ้น จึงอาจเกิดผลกระทบจากการ
เปลี่ยนแปลงของปัจจัยจากสภาวะแวดล้อม จนมีผลกระทบ ต่อการดาเนินโครงการไม่สามารถดาเนินงานตาม
แผนที่กาหนดไวไ้ ด้ นอกจากน้ียังสง่ ผลให้โครงการ ไม่สามารถบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ท่ีกาหนดไว้อีกด้วย วิธที ี่จะทาให้
ทราบวา่ ผลการดาเนินงานเบ่ียงเบน ออกไปจากแผนที่กาหนดไว้หรอื ไม่ คือ การกากับ ติดตามและตรวจสอบผล
การปฏิบตั ิงานทีเ่ กิดขึ้น ด้วยการเปรยี บเทียบกับมาตรฐานทก่ี าหนดทเี่ ปน็ ตัวบง่ ชถี้ งึ ความสาเร็จ
๑๑
สาเหตุที่ต้องทาการประเมินผลโครงการ เนื่องจากผู้บริหารต้องการทราบว่าผลท่ีได้รับ จากการดาเนิน
โครงการไปแล้วน้ันประสบความสาเร็จตามท่ีมุ่งหวังหรือไม่ มีปัญหาอุปสรรคอะไร ตอบสนองความต้องการได้
เพียงใด ควรปรับปรุงแล้วดาเนินการต่อไปหรือควรยุติโครงการ นอกจากนี้การประเมินผลจะมีผลโดยตรง ต่อ
ความสาเร็จของแผนงานโครงการต่างๆ และยังส่งผลทางอ้อมหากการประเมินผลมีคุณภาพ ก็จะทาให้การ
บริหารงานตามแผนท่ีกาหนดมีคุณภาพไปด้วย แต่ถ้าการประเมินผลขาดคุณภาพแล้ว ยังสามารถก่อให้เกิด
ผลเสียต่อแผนงานที่กาหนดไว้ได้อีกด้วย การประเมินโครงการสามารถดาเนินการได้ ๓ ช่วง ได้แก่ ช่วงเริ่ม
วางแผนโครงการท่ีเป็น ข้ันตอนของการประเมินความต้องการของผู้รับบริการ การประเมินวัตถุประสงค์ของ
โครงการและ การประเมินความสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของแผนโครงการ นอกจากนี้จะพิจารณาถึงความ
ต้องการ ด้านปริมาณทรัพยากรของโครงการอีกด้วย ช่วงท่ีสอง คือ ช่วงของการดาเนินโครงการในระหว่าง
ดาเนินงานตามแผนโครงการ ผู้บริหารโครงการจะทาการประเมนิ ผลการดาเนนิ งานระหว่างวัตถุประสงค์ กับผล
ท่ีเกิดขึ้นจากการดาเนินโครงการควบคู่กันไป และช่วงท่ีสามเม่ือโครงการเสร็จส้ินลงผู้บริหาร โครงการก็จะทา
การประเมินผล เพ่ือทราบถึงวัตถุประสงค์ของโครงการกับผลที่เกิดข้ึนจากการดาเนินงาน ทาให้ทราบผลลัพธ์
และผลกระทบของโครงการทง้ั ท่พี งึ ปรารถนาและไม่พงึ ปรารถนาเกดิ ข้ึน
ความสาคญั ของการประเมินผลโครงการ
การประเมินผลเป็นกจิ กรรมการวัดผลการดาเนินงานทมี่ งุ่ เน้นความถูกต้องทเ่ี ป็นอยจู่ ริง ซง่ึ ความ
เท่ียงตรงของการวัดหรือมาตรฐานของเครื่องมือท่ีใช้วัด การวิเคราะห์เชิงปริมาณจากคะแนน ที่วัดได้ การค้นหา
เกณฑ์มาตรฐานเพ่ือนามาใช้เปรียบเทียบกับผลการดาเนินงานโครงการ สาหรับผล การศึกษาจะนาไปใช้ในการ
ตัดสินใจและเป็นทางเลือกในการปฏิบัติ การประเมินเป็นการตรวจสอบและ ติดตามผลงานที่ได้ประเมินแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือโครงการใดที่ได้ผ่านการประเมินแล้วก็จะ ทาการประเมินอีกครั้งเพ่ือดูว่าเป็นไปตาม
มาตรฐานหรือไม่ โดยมีกระบวนการและเทคนิควิธีสาหรับ อ้างอิงผลการประมินอย่างมีระบบ การดาเนิน
โครงการเป็นการปฏิบัติตามแผนต้ังแต่ข้ันตอนก่อนเริ่มต้นโครงการ สาหรับ การประเมินผลการดาเนินโครงการ
จะกระทาได้ ก็ต่อเมื่อมีการดาเนินงานตามแผนงานที่ได้วางไว้ การติดตามกากับงานจัดเป็นการประเมินการ
ดาเนินโครงการในลักษณะหน่ึง แตแ่ ตกต่างจากการประเมิน ประเภทอื่น ตรงท่เี ป็นการประเมินเพื่อผลักดันให้มี
การดาเนินงานไปตามแผน คือ จะมีทั้งการติดตามผล การดาเนินงานและกากับงานให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้
สว่ นผลท่ีได้จากการติดตามและกากบั งาน สามารถใชเ้ ปน็ สารสนเทศในการตัดสนิ ใจแกไ้ ข และปรับปรงุ โครงการ
ได้เช่นเดียวกัน วัตถุประสงค์ประการหน่ึงของการประเมินผลโครงการ คือ เพ่ือให้ได้ข้อมูลที่จาเป็นแก่ ผู้บรหิ าร
ผู้ปฏิบัติ และผู้รับบริการในการตัดสินใจเพื่อปรับปรุงเปล่ียนแปลงโครงการให้สามารถ บรรลุวัตถุประสงค์ท่ี
กาหนดได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นผูป้ ระเมินผลควรให้ความสาคัญต่อกระบวนการ วางแผน การออกแบบการวจิ ัย และ
การวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือการประเมินผล ท้ังนี้เพ่ือให้ได้มาซ่ึง ผลสรุปของการวิจัยที่มีความเที่ยงตรงและความ
เช่ือถือมากท่ีสุด นอกจากน้ีปัจจัยที่สาคัญอีกประการหนึ่ง คือ ลักษณะข้อมูลที่รวบรวมมาได้ต้องมีความถูกต้อง
ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลท่ีมีคุณภาพ การ
ประเมินโครงการมีลักษณะที่สาคัญ คือ มีการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้ในการดาเนินโครงการ ในทุกรูปแบบและทุก
ขั้นตอน เพ่ือนามาใช้เพื่อการวิเคราะห์และการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการ และ มีการนาสารสนเทศท่ีได้ดังกล่าว
มาใช้ในการปรับปรุงแก้ไขการดาเนินงานให้มีประสิทธิภาพ เม่ือมี การเก็บรวบรวมข้อมูลมาทาการวิเคราะห์เพื่อ
ตัดสินคุณค่า ดังน้ันการประเมินผลจึงมีความสัมพันธ์ กับระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บ
รวบรวมข้อมูลหรือการวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือให้ การประเมินเป็นระบบและมีเหตุผลที่ชัดเจนในการงานประเมินท่ี
น่าสนใจ คือ การประเมินสามารถ ทาได้ในทุกขั้นตอนของโครงการ เนื่องจากผลที่ได้จากการประเมินจะเป็น
สารสนเทศทส่ี าคญั ต่อ การตดั สินใจของผทู้ ี่เก่ยี วขอ้ งเพอื่ ใช้ในการปรับปรุงโครงการอยา่ งต่อเนื่อง
๑๒
ความหมายของการประเมินผลโครงการ
นักวิชาการด้านการประเมินผลได้ให้ความหมายของคาว่าการประเมินผลโครงการต่างๆ จึงขอรวบรวม
มาไว้พอสังเขป ดังนี้ นายสุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ (๒๕๔๗, หน้า ๒) กล่าวว่า การประเมินผลโครงการ หมายถึง
กระบวนการศึกษาแสวงหาความรู้ ความเขา้ ใจเกีย่ วกับการดาเนนิ โครงการว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และข้ันตอน
ต่างๆ ท่ีได้กาหนดไว้หรือไม่ มีปัญหาและอุปสรรคอะไร และบรรลุตามเป้าหมาย ที่ต้องการหรือไม่ มีผลกระทบ
ในแง่มมุ ต่างๆ อย่างไรท่เี กดิ ขึน้ จากโครงการ สุโขทยั ธรรมาธริ าช (๒๕๔๗, หนา้ ๙๑) กลา่ ววา่ การตดิ ตามผลและ
ประเมินผลโครงการ หมายถึง การศึกษา วิเคราะห์สภาพที่เป็นปัญหาอุปสรรค ความก้าวหน้าหรือความสัมฤทธ์ิ
ผลของ โครงการ ตลอดจนผลกระทบที่สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติโครงการทั้งทางตรงและทางอ้อม สาหรับ
นามาเปน็ ข้อมูลย้อนกลบั ในการใช้ปรบั ปรุงแกไ้ ขปัญหา อุปสรรคท่ีพึงเกิดข้ึนจากการปฏบิ ัติโครงการ และใช้เป็น
เครื่องมือสาหรับการบริหารของผู้บังคับบัญชา ในการตัดสินใจท่ีจะดาเนินโครงการใน ระยะต่อไปหรือเปิด
โครงการใหม่ที่มีผลเก่ียวเนื่องกับโครงการที่ปฏิบัติในปัจจุบัน สุโขทัยธรรมาธิราช (๒๕๔๘, หน้า ๕๑๕) กล่าวว่า
การประเมินผล หมายถึง กระบวนการศึกษา วิเคราะห์อย่างถ่องแท้เก่ียวกับปัจจัยนาเข้า กิจกรรมต่างๆ และ
ผลลัพธ์ของแผนงานโครงการ เปรียบเทียบกับบรรทัดฐานหรือสิ่งท่ีกาหนดไว้ว่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผล ซ่ึง บรรทัดฐานหรือส่ิงที่กาหนดอาจจะเป็นวัตถุประสงค์ เป้าหมาย นโยบาย มาตรการ หรือ
งบประมาณ เป็นตน้ สุภาพร พิศาลบตุ ร (๒๕๔๗, หนา้ ๒๒๓) กลา่ วว่า การประเมินผล หมายถึง กระบวนการใน
การ เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของการดาเนินโครงการและพิจารณาบ่งช้ีให้ทราบถึงจุดเด่น หรือ จุดด้อย
ของโครงการนั้นอย่างมีระบบแล้วตัดสินใจว่าจะปรับปรุงแก้ไขโครงการน้ัน เพื่อดาเนินงาน ต่อไปหรอื จะยุติการ
ดาเนินโครงการน้ันเสีย การประเมินผลโครงการ (Project evaluation) หมายถึง การใช้วิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้มาซ่ึงสารสนเทศ อันจะนาไปสู่การตัดสินใจ (Decision based) ทางการบริหารหรือ การ
วินิจฉัยคุณค่า (Value based) ของโครงการท่ีเกิดข้ึนจากการปฏิบัติ จากการที่มีผู้ให้ความหมายของคาว่าการ
ประเมินผลโครงการหลายๆ ท่าน ดังนั้นผู้เขียน มีความเห็นว่า การประเมินผลโครงการ หมายถึง กระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์เพ่ือหาข้อมูลท่ีเป็นจริง เก่ียวกับโครงการโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ การ
วางแผน การดาเนินการ และผลกระทบท่ีเกิดขึ้น เพื่อเป็นการกาหนดคุณค่าหรือข้อดีของโครงการดังกล่าวว่าดี
หรือไม่ อย่างไร หรือเป็นการค้นหาว่าผลสาเร็จของกิจกรรมจากการดาเนินโครงการท่ีกาหนดไว้ว่าสามารถ
ประสบความสาเร็จตรงตามวัตถุประสงค์ท่กี าหนดไวใ้ นแผนหรือไม่
วตั ถุประสงค์และประโยชนข์ องการประเมินผลโครงการ
การประเมินโครงการเป็นกระบวนการที่สามารถทาได้เกิดข้ึนในทุกข้ันตอนของโครงการเพ่ือให้ได้
สารสนเทศที่สามารถใช้ในการพิจารณาการดาเนินงาน ซ่ึงจะทาให้การดาเนินงานเป็นไปได้ อยา่ งมีประสิทธิภาพ
ในทางตรงกนั ขา้ มผลการประเมินจะไม่เกิดประโยชนห์ ากผลการดาเนินโครงการ น้ันไม่สามารถนาไปใชใ้ นเวลาท่ี
เหมาะสม เช่น การประเมินผลเมื่อโครงการส้ินสุดลง ผู้ประเมินจะได้ เฉพาะสารสนเทศตอนสิ้นสุดโครงการ
เทา่ น้ันและถา้ ผลการประเมินที่ได้แสดงว่าโครงการไม่ประสบ ความสาเร็จ ผู้ประเมินก็จะไม่สามารถเก็บรวบรวม
ข้อมูลย้อนหลังไปยังช่วงเวลาท่ีดาเนินงานจะได้ เพียงความคิดเห็นของบุคคลที่เก่ียวข้องเท่าน้ัน ซึ่งยากที่จะ
ยนื ยนั ความถกู ตอ้ งของขอ้ มูล นอกจากนผี้ ู้ประเมินจะไม่ทราบวา่ เกิดอะไรขึ้นในระหวา่ งการดาเนนิ งาน โครงการ
จึง ไม่ประสบความสาเร็จทาให้ไม่สามารถระบุไดอ้ ยา่ งชัดเจนว่าอะไรคือสาเหตทุ ่ีสาคญั สงิ่ เหล่าน้ี ไม่เป็นผลดีต่อ
การดาเนินงานในปีถดั ไป การประเมนิ ผลโครงการเปน็ กระบวนการทจ่ี ะบง่ ชี้ถงึ คุณคา่ หรือประสิทธภิ าพของส่ิงท่ี
จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง กับโครงการ ซ่ึงถือว่าเป็นการแสดงถึงความ
รับผิดชอบต่อการบรรลุผลสาเร็จในการบริหารโครงการ สาหรบั การประเมินผลโครงการโดยทั่วไปมวี ัตถปุ ระสงค์
หรือจุดมุ่งหมาย คือ เพอ่ื ศึกษาวา่ วัตถุประสงค์ทต่ี ้องการบรรลุนน้ั ยงั เป็นวตั ถุประสงค์ทย่ี ังมีความเหมาะสม และ
๑๓
มีความสอดคล้องกับ สถานการณ์อยู่หรือไม่ นอกจากนี้ยังเป็นการค้นหาวัตถุประสงค์ที่กาหนดเพื่อพิจารณา
หลักการและ เหตุผลของแผนงานที่ตอ้ งการบรรลุผลสาเรจ็ และกาหนดแนวทางการแก้ไขความล้มเหลวของ การ
ปฏิบัติ รวมท้ังเพื่ออานวยการโดยใช้เทคนิคสาหรับการเพิ่มประสิทธิผลและเพื่อเป็นพื้นฐาน ในการวิจัยเพ่ือ
แสวงหาข้อมูล สาหรับผู้บริหารใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างเหมาะสมใน การดาเนินโครงการย่ิงขึ้นในอนาคต
ในด้านประโยชน์ของการประเมินผลโครงการนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายประการ เช่น เพื่อใช้ ผลจากการประเมินผล
โครงการเพื่อการวางแผนอย่างต่อเนื่อง ท้ังในด้านการจัดสรรทรัพยากรท่ีมีอยู่ อย่างจากัดเพื่อท่ีจะก่อให้เกิด
ผลประโยชน์สูงสุดต่อองค์การ เพ่ือให้ผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลสารสนเทศ จากผลการประเมินโครงการในการ
วางแผนและตัดสินใจดาเนินโครงการในอนาคต และสามารถ เพิม่ ความรอบคอบในการตดั สินใจดาเนินโครงการ
ในอนาคตได้อีกด้วย ซ่ึงผลการประเมินโครงการ สามารถนาผลสาเร็จมาสู่องค์การ และลดอุปสรรคจากการ
ดาเนินโครงการนาไปปรับปรุงให้เกิด ประสิทธิภาพต่อไป นอกจากน้ีการประเมินผลโครงการยังสามารถสร้าง
ขวัญกาลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติ เน่ืองจากการประเมินผลโครงการจะทาให้ผู้บริหารสามารถศึกษาและวิเคราะห์เพื่อ
การปรบั ปรุงงาน และ แสวงหาแนวทางที่เหมาะสมและวธิ กี ารปฏบิ ตั ใิ หม่ๆ มาใช้ปฏิบตั ิในอนาคต เป็นต้น
ปจั จัยที่ต้องพิจารณาในการประเมนิ ผลโครงการ
โดยทั่วไปวัตถุประสงค์ของการประเมินผล คือ การวัดผลของโครงการโดยเปรียบเทียบ กับผลท่ีเกิดขึ้น
จากโครงการกับวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับ โครงการและการปรับปรุง
โครงการในอนาคต สาหรับลักษณะของโครงการน้ันมีหลายประเภท ท่ีแตกต่างกันออกไปท้ังในด้านพ้ืนท่ี
ขอบเขต ขนาด ระยะเวลา ความชัดเจน ความเฉพาะเจาะจง ของปัจจัยนาเข้าของโครงการ ความแตกต่าง
เหล่าน้ีมีผลต่อระเบียบวิธีของการประเมินผลท่ีจะนามา ประยุกต์ใช้ซ่ึงมีวิธีการท่ีหลากหลาย มีกิจกรรมและ
เป้าหมายมากมาย ดังนั้นผู้ที่ทาการประเมินผล โครงการจะต้องตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างโครงการว่ามี
ผลต่อวิธีการ รูปแบบ และแนวทาง ท่ีจะใช้ประเมินโครงการปัจจัยสาคัญท่ีผู้ประเมินผลโครงการควรให้
ความสาคัญและจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ มีอยู่ด้วยกันหลายประการ ปัจจัยดังกล่าว (สุชาติ ประสิทธ์ิรัฐ
สินธุ์, หน้า ๖-๗) ดังน้ี ขอบเขตของโครงการ เป็นการพิจารณาถึงความคลอบคลุมพื้นท่ี เช่น ประเทศ จังหวัด
ชุมชน เป็นต้น ดังนน้ั ผปู้ ระเมินผลโครงการจะตอ้ งให้ความสาคัญและประเมนิ ผลให้เกิดความคลอบคลมุ กบั พื้นท่ี
ท่ตี ้องพิจารณาและเปน็ ความรับผิดชอบจากการดาเนินโครงการ ขนาดของโครงการ เป็นการพิจารณาถึงจานวน
ของผู้ท่ีเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ ซ่ึงผู้ประเมินผลโครงการจะต้องพิจารณาถึงจานวนคน การมีส่วนร่วม
ของผู้ท่ีมีความเกีย่ วข้องกบั โครงการอย่างทัว่ ถงึ ตลอดจนพิจารณาถึงประเด็นทีเ่ กยี่ วข้องอยา่ งรอบคอบอีกดว้ ย
ระยะเวลาของโครงการ เป็นการพิจารณาถึงระยะเวลาที่มีการดาเนินโครงการตั้งแต่เร่ิมต้น จนสิ้นสุด
กิจกรรม ซ่ึงผู้ประเมินผลโครงการจะต้องพิจารณาและกาหนดช่วงเวลาในการประเมินผล โครงการอย่าง
เหมาะสมจงึ จะทาใหก้ ารประเมนิ ผลเกิดประสทิ ธภิ าพตามมา
ความชดั เจนและความเฉพาะของปจั จยั นาเข้า เป็นการพิจารณาถึงปจั จัยที่นาเข้าสู่ การดาเนินโครงการ
เพื่อท่ีทาให้ผู้ประเมินผลโครงการสามารถประเมินผลได้อย่างชัดเจน ในด้าน ปัจจัยนาเข้าที่ใช้ไปในการดาเนิน
โครงการ เชน่ บคุ ลากร วสั ดุ อปุ กรณ์ งบประมาณ เป็นตน้
ความสลับซับซ้อนของเป้าหมาย เป็นการพิจารณาถึงลักษณะของเป้าหมายท่ีมีความสลับซับซ้อน ซ่ึงผู้
ประเมินผลโครงการจะต้องวิเคราะห์ และพิจารณาถึงความสลับซับซ้อนของเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างย่ิงเม่ือมี
เปา้ หมายย่อยๆ และมคี วามต้องการการบรรลุตา่ งกนั
ชว่ งเวลาของเป้าหมาย เป็นการพิจารณาถึงช่วงเวลาที่เป้าหมายท้งั ในระยะสั้น ปานกลางหรือระยะยาว
ท่ีสามารถบรรลุผลเกิดขึ้น จะทาให้ผู้ประเมินผลโครงการสามารถกาหนดช่วงเวลาท่ี เหมาะสมสาหรับการ
ประเมินผลในชว่ งระยะเวลาต่างๆ ได้อยา่ งคลอบคลมุ
๑๔
ความคิดริเร่ิมใหม่ๆ เป็นการพิจารณาถึงโครงการที่เกิดข้ึนใหม่หรือเป็นโครงการเดิม ที่เคยดาเนินการ
มาแล้ว ซงึ่ ผ้ปู ระเมนิ ผลโครงการจะตอ้ งพิจารณาเพอ่ื การกาหนดแนวทางการประเมิน อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะ
ถ้าเปน็ โครงการใหม่ท่ีตอ้ งมกี ารตัง้ เกณฑ์การประเมนิ ใหมน่ ั่นเอง จากปจั จยั ดงั กล่าวข้างต้นผปู้ ระเมินผลโครงการ
ต้องพิจารณา และกาหนดวัตถุประสงค์ ในการประเมินอย่างชัดเจน ซึ่งปัญหาที่สาคัญในการประเมินผล ได้แก่
บุคลากรท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง กับโครงการอาจมีความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ในการประเมินผลท่ีแตกต่างกันออกไป
ดังนั้นผู้ประเมิน จะต้องกาหนดแนวทางในการประเมินผล ที่ได้รับการยอมรับจากบุคลากรที่มีส่วนเก่ียวข้องกับ
โครงการ ทุกฝ่าย รวมทั้งเกณฑ์การประเมนิ ผลที่มีความน่าเชื่อถือและชัดเจน เปน็ ตน้ จึงจะทาให้การประเมินผล
ของโครงการสามารถบรรลวุ ัตถุประสงคก์ ารประเมนิ ผลได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
ขัน้ ตอนในการประเมนิ ผลโครงการ
การประเมินผลโครงการเป็นกระบวนการที่ต้องมีการดาเนินงานอย่างมีระบบ และข้ันตอน มีความ
สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของโครงการ ซ่ึงกระบวนการดังกล่าวจะต้องมีความสอดคล้อง และมีความ
สมเหตุสมผลกันและกัน เช่น การกาหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินผล การวัดผล โครงการ การสรุปผลการ
ประเมินผล เป็นต้น สาหรับข้ันตอนในการประเมินผลโครงการ มีข้ันตอนที่สอดคล้องกัน ๗ ขั้นตอน (สุชาติ
ประสิทธร์ิ ัฐสินธุ์, หนา้ ๑๔-๑๙) ดงั น้ี
การกาหนดวัตถุประสงคส์ าหรับการประเมินผล ในการกาหนดวตั ถปุ ระสงค์
สาหรบั การประเมินผล มีปัจจัยที่ผู้ประเมินผลจะต้องให้ความตระหนัก คือ วัตถุประสงค์ของการประเมินผล ท่ี
ไมจ่ าเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งเหมือนกบั วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการเสมอไป แต่ขนึ้ อยู่กับความเหมาะสม
การเลือกวัตถุประสงค์ของโครงการท่ีตอ้ งการจะวัด ในการเลือกวัตถุประสงค์ของโครงการ ท่ีต้องการ
จะวัดหรือประเมินผล ผูป้ ระเมินผลจะตอ้ งตระหนักวา่ วตั ถปุ ระสงค์ของโครงการบาง วัตถุประสงคย์ งั อาจวัดไม่ได้
ในช่วงเวลาที่ทาการประเมินผล เนื่องจากเป็นวัตถุประสงคร์ ะยะยาว ใช้งบประมาณการประเมินที่สงู เกินไปหรือ
มีความซับซ้อนของวตั ถปุ ระสงค์ เป็นต้น
การเลือกอุปกรณ์ เครื่องมือและกระบวนการ ผู้ประเมินผลโครงการจะต้องทาการ ตัดสินใจเก่ียวกับ
การใชอ้ ุปกรณ์ เคร่ืองมือ และกระบวนการในการกาหนดเนื้อหาสาระของส่ิงท่ี ต้องการจะวัด เชน่ แบบสอบถาม
การสัมภาษณ์ การสุ่มตวั อย่าง เปน็ ตน้
การเลือกตัวอย่าง เป็นกาหนดตัวแทนของประชากรเป้าหมายเพื่อการสุ่มตัวอย่างท่ี ต้องการศึกษา ผู้
ประเมินผลจะตอ้ งมั่นใจวา่ กลุ่มท่ใี ชค้ วบคมุ หรือเปรียบเทยี บนน้ั มีความเหมาะสมแล้ว
การกาหนดการวัด และตารางเวลาการสังเกต เป็นการกาหนดการวัดผลทั้งในช่วงก่อนดาเนนิ โครงการ
เพื่อกาหนดเป็นเกณฑ์การประเมินเบ้ืองต้นและทาการวัดหลังจากทด่ี าเนินโครงการ แล้วเสร็จเพ่ือสามารถนาผล
ท่เี กิดข้นึ มาเปรียบเทียบกัน สง่ิ สาคัญที่ผู้ประเมนิ ผลตระหนัก คือ การเลือกเวลาท่ีเหมาะสมในการวัดผล จานวน
ครั้งในการวดั ผล เป็นตน้
การเลือกเทคนิควิเคราะห์ ในการเลือกเทคนิควิเคราะห์น้ี ผู้ประเมินผลจะทาการกาหนด สมมติฐาน
จากโครงการเพื่อการวัดขึ้นมาก่อน จากน้ันจึงทาการหาเทคนิค เช่น สถิติต่างๆเพ่ือนามาใช้ ในการวิเคราะห์ท่ีมี
ความเหมาะสมกบั สภาพความเปน็ จริงของขอ้ มูลทม่ี ีอยู่
การหาข้อสรุปและเสนอแนะ ผู้ประเมินผลจะทาการสรุปและให้ข้อเสนอแนะหลังจาก การประเมินผล
แล้ว ซ่ึงผู้ประเมินควรใหก้ ารสรุปและใหข้ ้อเสนอแนะที่ระมดั ระวังเพื่อปอ้ งกัน ความเข้าใจผดิ ที่เกดิ จากการทผี่ ู้อื่น
ตีความในทางที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของโครงการ และอาจจะ ให้ข้อเสนอแนะให้มีการดาเนินโครงการที่ต้องใช้
งบประมาณที่เพ่ิมข้ึน ซึง่ เป็นการตีความที่แตกต่าง ออกไปจากการให้ขอ้ เสนอแนะของผู้ประเมิน จากขั้นตอนใน
การประเมินผลโครงการข้างต้นนั้น สิ่งสาคัญคือโครงสร้างของการประเมินผล โครงการควรท่ีจะแสวงหาเพ่ือให้
๑๕
บุคคลทั้งจากภายใน และภายนอกโครงการได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการกาหนดเกณฑ์ในการประเมินผลด้วย
เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ความเท่ียงตรงของการประเมิน การได้รับความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ในการ
ประเมิน เช่น เกณฑ์การวัดผล เทคนิคและขอบเขต ในการวัดผล เป็นต้น นอกจากน้ีผู้ท่ีมีหน้าท่ีในการ
ประเมินผลจะต้องคานึงถึงกระบวนการใน การประเมินผลกับระดับโครงสร้างทางบทบาท อานาจ หน้าที่ของ
ผู้บริหารในองค์การ ปัญหาเก่ียวกับ การใช้ผลการประเมินผลกับตาแหน่งหน้าท่ีของผู้ใช้ผลการประเมินใน
โครงสร้างทางอานาจ หน้าท่ี ขององค์การอีกด้วย ดังน้ันข้ันตอนในการประเมนิ ผลจึงมีความสาคัญตอ่ การดาเนิน
โครงการนน่ั เอง
๔. ขั้นตอนการวางแผน P D C A
Plan หมายถงึ การวางแผนการดาเนนิ งาน
ครอบคลมุ ถงึ การกาหนดหวั ขอ้ ท่ีตอ้ งการปรบั ปรุงเปล่ียนแปลง ซง่ึ รวมถงึ การพฒั นาส่งิ ใหมๆ่ การ
แกป้ ญั หาทีเ่ กดิ ขึ้นจากการปฏบิ ัตงิ าน อาจประกอบด้วย
การกาหนดเป้าหมาย หรือวตั ถปุ ระสงค์ของการดาเนนิ งาน การจัดอนั ดบั ความสาคัญของเป้าหมาย
กาหนดการดาเนินงาน กาหนดระยะเวลาการดาเนินงาน กาหนดผู้รับผิดชอบหรือผู้ดาเนินการและกาหนด
งบประมาณท่ีจะใช้
การเขยี นแผนดงั กลา่ วอาจปรับเปล่ียนไดต้ ามความเหมาะสมของลักษณะการดาเนนิ งาน การวางแผนยงั
ชว่ ยให้เราสามารถคาดการณ์สิง่ ท่ีเกิดข้นึ ในอนาคต และช่วยลดความสูญเสียต่างๆท่ีอาจเกดิ ขนึ้ ได้
Do หมายถึง การดาเนนิ การตามแผน
อาจประกอบด้วย การมโี ครงสร้างรองรับการดาเนนิ การ (เชน่ คณะกรรมการหรอื หน่วยงานของคณะ)
มีวิธีการดาเนินการ (เช่น มีการประชุมของคณะกรรมการมีการจัดการเรียน การสอน มีการแสดงความจานง
ขอรบั นกั ศึกษาไปยังมหาวทิ ยาลัย) และมผี ลของการดาเนินการ (เชน่ จานวนนักศกึ ษาท่รี บั ในแต่ละปี)
Check หมายถึง การประเมนิ แผน
อาจประกอบดว้ ย การประเมนิ โครงสรา้ งท่รี องรบั การดาเนินการ การประเมินขัน้ ตอนการดาเนนิ งาน
และการประเมินผลของการดาเนนิ งานตามแผนที่ไดต้ ้ังไว้
โดยในการประเมินดังกล่าวสามารถทาได้เอง โดยคณะกรรมการท่ีรบั ผิดชอบแผนการดาเนนิ งานนน้ั ๆ
ซึ่งเป็นลักษณะของการประเมินตนเอง โดยไม่จาเป็นต้องตั้งคณะกรรมการอีกชุดมาประเมินแผน หรือไม่
จาเป็นตอ้ งคิดเครอื่ งมือหรอื แบบประเมินทีย่ ุง่ ยากซับซ้อน
Act หมายถึง การนาผลการประเมินมาพัฒนาแผน
อาจประกอบดว้ ย การนาผลการประเมนิ มาวิเคราะห์ว่า มีโครงสร้าง หรอื ข้นั ตอนการปฏิบัติงานใดท่ี
๑๖
ควร ปรับปรุงหรือพัฒนาสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีย่ิงข้ึนไปอีก และสังเคราะห์รูปแบบการดาเนินการใหม่ท่ีเหมาะสม
สาหรบั การดาเนินการในปตี ่อไป
การวเิ คราะห์ (Analysis)
ขนั้ ตอนหลกั การวเิ คราะห์ (Analysis) ประกอบดว้ ย ๒ ขั้นตอนยอ่ ย คือ
Determine Current Performance Gap
- เป็นการหาช่วงหา่ งระหวา่ งตวั เรากบั องคก์ รที่เราไปเปรียบเทยี บด้วย และคาดคะเนหาช่วงห่างที่
จะเกดิ ขึน้ ในอนาคต การวิเคราะห์ชว่ งห่าง (gap analysis) จะทาให้ทราบว่าประสิทธภิ าพหรอื ความสามารถ
ของเราห่างจากคู่แขง่ หรือผู้ที่เราไปเปรียบเทยี บดว้ ยมากน้อยเพยี งใด การเปรียบเทียบขอ้ มูลมวี ัตถปุ ระสงคเ์ พื่อ
หาวา่ ใครเป็นผ้ทู ีม่ ีการปฏบิ ตั ิไดด้ ีทส่ี ดุ และควรคานงึ ว่าเป็นขอ้ มลู ที่เปรยี บเทียบกนั ไดห้ รือไม่ หากเปรยี บเทยี บ
กันไม่ได้ ควรมีการนามาปรบั ใหเ้ ปรียบเทยี บกนั ได้เสียก่อน (normalizing data) การวิเคราะห์จะตอ้ งมงุ่ เน้นท่ี
จะค้นหาและตอบคาถามให้ไดว้ า่ คเู่ ปรยี บเทยี บทาอยา่ งไร จงึ สามารถสรา้ งวธิ กี ารปฏบิ ตั ิท่ดี ีทีส่ ุด (best
practices) ใหเ้ กิดขน้ึ ได้ อะไรคือเบ้ืองหลังของความสาเรจ็ ปัจจยั หรือกจิ กรรมใดท่ที าให้องค์กรสามารถสรา้ ง
การปฏบิ ตั ทิ ่เี ปน็ เลศิ หรือเคล็ดลบั ของความสาเร็จ (enabler)
Project Future Performance Levels
- การคาดคะเนความแตกตา่ งกับคู่เปรยี บเทยี บที่จะเกิดขน้ึ ในอนาคต อาจคานวณถึงช่วงหา่ งท่ีจะ
เกดิ ข้ึนในระยะเวลา ๓-๕ ปี หรอื อาจสามารถทาการประเมินคาดการณ์ไดถ้ ึง ๕-๑๐ ปี
การบูรณาการ (Integration)
ขน้ั ตอนหลักการบรู ณาการ (Integration) ประกอบด้วย ๒ ขั้นตอนย่อย คอื
- Communicate Benchmark findings & gain Acceptance
- Establish Functional GoalsCommunicate Benchmark findings & gain Acceptance
และ Establish Functional Goals
- เป็นขัน้ ตอนของการนาผลท่ีไดจ้ ากการวเิ คราะหข์ ้อมลู มาสื่อให้ผเู้ กยี่ วข้องยอมรบั และ
ต้ังเป้าหมายในการปรับปรุงร่วมกัน
การปฏบิ ัติ (Action)
ขัน้ ตอนหลกั การปฏิบตั ิ (Action) ประกอบด้วย ๓ ขน้ั ตอนย่อย คือ
Develop Action Plans
- เปน็ การนาผลของการรวบรวมขอ้ มลู ท้ังหมด มาจัดทาเป็นแผนปฏิบตั ิการทีช่ ัดเจน ทั้งแผนระยะ
สั้นและแผนระยะยาว การจดั ทาแผนจะต้องมีการระบุถึงบุคคลผู้รับผดิ ชอบ วัตถุประสงค์ เปา้ หมาย ดาเนินการ
งบประมาณ วิธที ใ่ี ชใ้ นการติดตามความคืบหน้า รวมทั้งระยะเวลาทแ่ี ผนเริ่มต้นและสิ้นสุด การเขียนแผนต้องมี
การเรียงลาดับกจิ กรรมก่อนหลงั เพือ่ หลกี เลย่ี งความสบั สนทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ กบั ผปู้ ฏิบัตไิ ด้ และการจัดทาแผนไม่ควร
ใช้เวลานานเกินไป Implement Specific Actions & Monitor Progress
- เป็นการนาแผนไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ และการควบคุมและกากับดแู ลใหผ้ ลเปน็ ไปตามแผนทวี่ างไว้
- การปฏิบตั ิอาจมีการแต่งต้งั ทมี ทางาน Implementation Team เพื่อดาเนนิ การตามแผน
โดยเฉพาะกไ็ ด้
๑๘
บทท่ี ๓
วิธดี ำเนินกำร
การดาเนินการ โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชมุ ชน หลักสูตรกลุ่มสนใจอาชีพระยะสน้ั
โครงการกลุ่มพัฒนาอาชพี การสานตะกร้าจากเส้นพลาสติก กศน.ตาบลในเมือง อาเภอเมืองจังหวัดขอนแก่นใน
ส่วนผูร้ บั ผดิ ชอบโครงการ ได้แบง่ การดาเนนิ การออกเปน็ ๓ ขัน้ ตอน ดังน้ี
ก่อนดาเนนิ โครงการ
ระหวา่ งการดาเนินโครงการ
หลังการดาเนนิ โครงการ
๑. กอ่ นดำเนนิ โครงกำร
กศน.ตาบลในเมือง ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอเมืองขอนแก่น ในฐานะ
รับผิดชอบในการดาเนินโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน หลักสูตรกลุ่มสนใจอาชีพระยะสั้น เร่ืองดาเนินการ
โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน หลักสูตรกลุ่มสนใจอาชีพระยะสั้น โครงกลุ่มพัฒนาอาชีพการสานตะกร้าจากเส้น
พลาสติก เพ่ือให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้ ความเข้า มีทักษะและประสบการณ์ สามารถวิเคราะห์
และนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้ อีกทั้งเพ่ือให้เป็นการสอดคล้องกับระบบประกันคุณภาพสถานศึกษา
ตรงตามจุดเนน้ นโยบายของศูนย์ส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย ท่ีต้องการให้นกั ศกึ ษา
ทราบถงึ คณุ คา่ และประโยชนข์ องการมีอาชพี ที่มั่นคง ช่วยเหลือตนเองได้
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอเมืองขอนแกน่ ดาเนินโครงการศูนย์ฝึกอาชีพ
ชุมชน หลักสูตรกลุ่มพัฒนาอาชีพ เรื่อง“โครงการกลุ่มพัฒนาอาชีพการสานตะกร้าจากเส้นพลาสติก
“คณะกรรมการดาเนินงานได้วางแผนการเพื่อให้สามารถดาเนินโครงการให้สอดคล้องกับนโยบายสานัก
บริหารงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ยุทธศาสตร์การดาเนินงานของสานักงานส่งเสริม
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดขอนแก่น และยุทธศาสตร์การดาเนินงานของศูนย์
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั อาเภอเมืองขอนแกน่ ดังนี้
- สารวจพน้ื ที่การจัดกจิ กรรมและติดต่อประสานงานกับผูท้ ่เี ก่ียวข้อง
- ขออนมุ ัติโครงการ
- แจ้งกาหนดการดาเนินกิจกรรมและดาเนินกิจกรรมตามวนั เวลาทก่ี าหนด
สำรวจพ้นื ที่ในกำรจัดกิจกรรม
ภายหลังจากทไ่ี ดร้ วบรวมและวเิ คราะห์ความต้องการของผเู้ ข้าร่วมโครงการ ทาใหผ้ ูด้ าเนินงานวาง
แผนการจดั กจิ กรรมโดยการออกไปสารวจพืน้ ที่การจัดกิจกรรมที่เห็นวา่ เหมาะสมกบั โครงการน้ี และมีการตดิ ต่อ
คณะวทิ ยากร แลว้ รายงานให้กบั ผบู้ ริหารทราบ
ขออนุมัตโิ ครงกำร
เมื่อได้รบั มอบหมายใหด้ าเนนิ โครงการ ผรู้ บั ผิดชอบโครงการได้ร่วมกันวางแผนการจัดกิจกรรม
และดาเนินการจัดทาโครงการดงั กลา่ วเสนอผู้บริหารเพ่อื ให้ความเห็นชอบและอนุมัติ เมอ่ื ผู้บริหารศูนยก์ ารศกึ ษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอเมืองขอนแก่นพิจารณาอนุมัติให้ดาเนินโครงการได้ กศน.ตาบลใน
เมอื ง จงึ ได้ดาเนนิ โครงการดงั กลา่ ว
๑๙
แตง่ ตงั้ คณะกรรมกำร
เม่ือผู้บริหารศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอเมืองขอนแกน่ อนุมัตใิ หด้ าเนิน
โครงการดังกลา่ ว จงึ ได้แตง่ ต้งั คณะทมี งานดาเนนิ การ
แจง้ กำหนดกำรจดั กำรฝึกอบรม
เม่ือผู้อานวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอเมือง ขอนแก่น อนุมัติ
โครงการแล้ว กศน.ตาบลในเมือง โดยศูนยก์ ารนอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอเมืองขอนแก่น จึงได้
ประกาศและประชาสัมพนั ธแ์ จง้ ให้ผเู้ ขา้ รว่ มโครงการทราบ
๒. ระหวำ่ งดำเนนิ กำร
วันที่ ๒๔ – ๒๖ ธนั วาคม ๒๕๖๔
รูปแบบกำรอบรม
๑. การฝกึ อบรมตลอดโครงการเป็นหนา้ ทีข่ องคณะวิทยากร เป็นผใู้ ห้ความรูค้ วามเข้าใจในเนอ้ื หาความรู้
ต่าง ๆ ส่วนคณะครูศูนย์การนอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอเมืองขอนแก่น และมีหน้าที่ในการ
ประสานงานการจัดโครงการ ในช่วงระหว่างการฝึกอบรมนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯ จะอยู่ในความ
รับผิดชอบของคณะวิทยากรฝึกอบรม ตามตารางกาหนดการ ดงั น้ี
กำหนดกำร
เปิดโครงกำรกลมุ่ พฒั นำอำชีพ หลักสูตรกล่มุ สนใจอำชพี ระยะสั้น
หลักสตู ร ๘ ช่ัวโมง โครงกำรกลุ่มพัฒนำอำชีพ กำรสำนตะกร้ำจำกเสน้ พลำสตกิ
ระหวำ่ งวันที่ ๒๔ – ๒๖ ธันวำคม ๒๕๖๔
ณ กศน.ตำบลในเมอื ง ตำบลในเมือง อำเภอเมอื ง จังหวัดขอนแกน่
...................................................................................
วันที่ ๒๔ เดือน ธนั วำคม พ.ศ. ๒๕๖๔
เวลา ๐๘.๐๐ น. - ๐๘.๓๐ น. ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมโครงการ
เวลา ๐๘.๓๐ น. – ๐๙.๐๐ น. พธิ เี ปดิ โครงการกลมุ่ สนใจเพื่อพฒั นาอาชพี การสานตะกร้าจากเส้นพลาสติก
เวลา ๐๙.๐๐ น. – ๐๙.๓๐ น. การแนะนา การเลอื กวสั ดุ-อุปกรณ์
เวลา ๐๙.๓๐ น. – ๑๒.๐๐ น. การสานตะกรา้ จากเส้นพลาสติก
สรุปผลการดาเนินงาน
วันท่ี ๒๕ เดอื น ธันวำคม พ.ศ. ๒๕๖๔
เวลา ๐๘.๐๐ น. - ๐๘.๓๐ น. ลงทะเบียนผู้เขา้ รว่ มโครงการ
เวลา ๐๘.๓๐ น. – ๐๙.๐๐ น. ข้ันตอนการสานตะกรา้ แบบต่างๆ
เวลา ๐๙.๐๐ น. – ๐๙.๓๐ น. การใสห่ ตู ะกร้า
เวลา ๐๙.๓๐ น. – ๑๒.๐๐ น. สรุปผลการดาเนินงาน
๒๐
วนั ท่ี ๒๖ เดือน ธนั วำคม พ.ศ. ๒๕๖๔
เวลา ๐๘.๐๐ น. - ๐๘.๓๐ น. ลงทะเบยี นผู้เขา้ รว่ มโครงการ
เวลา ๐๘.๓๐ น. – ๐๙.๐๐ น. การออกแบบบรรจภุ ัณฑ์
เวลา ๐๙.๐๐ น. – ๐๙.๓๐ น. การทาบญั ชคี รวั เรือน
เวลา ๐๙.๓๐ น. – ๑๒.๐๐ น. สรปุ ผลการดาเนนิ งาน ทาแบบประเมินโครงการฯ
หมำยเหตุ กาหนดการน้ีอาจมีการเปลีย่ นแปลงไดต้ ามความเหมาะสม
การจดั ทารายงานสรุปผล คณะกรรมการสรปุ ผลโครงการไดแ้ บง่ การดาเนนิ การออกเปน็ ๕ ขนั้ ตอน ดงั น้ี
๑. ประชากร
๒. เครือ่ งมอื และวิธีการสร้างเครื่องมือ
๓. การเก็บรวบรวมข้อมูล
๔. การวเิ คราะห์ข้อมูล
๕. สถติ ทิ ่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ประชำกร
ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักศึกษา กศน.ตาบลในเมือง และประชาชนทั่วไป ศูนย์การศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอเมืองขอนแก่น จานวน ๑๐ คน
เครื่องมอื และวิธกี ำรสรำ้ งเคร่ืองมือ
เครื่องมือทีใ่ ช้ในการสอบถามผลการฝึกอบรม มีข้ันตอนการสรา้ ง ดงั น้ี
- วางแผนการจัดกจิ กรรมร่วมกบั คณะวิทยากร
- นาวิธกี ารในการจัดกจิ กรรมที่ได้วางแผนไวม้ าสรา้ งแบบสอบถามชนดิ มาตราสว่ น
- ประมาณคา่ ( Rating Scales ) แบบสอบถามมี ๕ ระดับ คือ มากทสี่ ุด มาก ปานกลาง
น้อย น้อยที่สุด เพ่ือถามความคิดเห็นของและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมค่ายวิชาการปรับพื้นฐานเพ่ือก้าวสู่
กระบวนการเรียนรู้ เก่ียวกับโครงการโดยรวม วิทยากร และการมีส่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมเป็นต้น
สรา้ งแบบสอบถามชนิดปลายเปดิ เพื่อสอบถามเกีย่ วกับความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะของการเข้า
ร่วมกจิ กรรม และความตอ้ งการในการเขา้ รว่ มโครงการในคร้ังต่อไป
นาแบบสอบถามทีไ่ ดม้ าวิเคราะห์ขอ้ มูล
กำรเก็บรวบรวมข้อมูล
ในการดาเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล ผคู้ ณะกรรมการสรุปผลโครงการไดด้ าเนนิ การ ดงั นี้
ให้นักศึกษาทเี่ ข้าร่วมโครงการตอบแบบสอบถามหลังจากเสร็จสิ้นโครงการ
คณะกรรมการสรปุ ผลโครงการวเิ คราะหแ์ บบสอบถามปลายเปิดแลว้ เขยี นรวบรวมเสรจ็
๒๑
๓. กำรวิเครำะหข์ อ้ มลู
การวเิ คราะหข์ ้อมลู คณะผู้จัดอบรมนาแบบสอบถามการโครงการกล่มุ พฒั นาอาชพี การสานตะกรา้
จากเส้นพลาสตกิ มาวิเคราะห์โดยใชค้ ่าร้อยละ
ในตอนที่ ๑ ข้อมลู สว่ นตัว
นาแบบสอบถามการฝึกอบรม มาตรวจใหค้ ะแนนเปน็ รายข้อตามเกณฑน์ า้ หนักคะแนนในแตล่ ะข้อ
ดังน้ี
1. มากทสี่ ุด = ๕ คะแนน
2. มาก = ๔ คะแนน
3. ปานกลาง = ๓ คะแนน
4. นอ้ ย = ๒ คะแนน
5. น้อยทส่ี ดุ = ๑ คะแนน
นาคะแนนทไ่ี ด้มาหาค่าสถิตดิ ้วยเครือ่ งคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรม Microsoft Excel
สาเร็จรูป (q – analysis วิเคราะห์แบบสอบถาม)
ระบเุ กณฑ์ >>>> ระดบั ช่วงคะแนน
ความคิดเห็น ต่าสุด สูงสุด
นอ้ ยที่สุด ๑.๐๐ ๑.๔๙
นอ้ ย ๑.๕๐ ๒.๔๙
ปานกลาง ๒.๕๐ ๓.๔๙
มาก ๓.๕๐ ๔.๔๙
มากที่สุด ๔.๕๐ ๕.๐๐
วิธีวเิ ครำะห์ขอ้ มลู ในการวิเคราะหข์ อ้ มลู คณะกรรมการดาเนินการสรปุ ผลโครงการได้ดาเนินการ
ตามข้นั ตอน ดงั นี้
ตอนที่ ๑ ข้อมูลสว่ นตัววิเคราหะเปน็ รอ้ ยละของผูต้ อบแบบสอบถาม
ตอนท่ี ๒ ความคิดเห็นและความพงึ พอใจของผ้เู ข้าร่วมโครงการ ให้คะแนนตามเกณฑ์ท่กี าหนดไว้
แลว้ นาคะแนนท่ไี ด้มาหาค่าเฉลย่ี ( x ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยรวม
ตอนที่ ๓ ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ สรุปข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จากการประมวล
แบบสอบถาม โดยวิธีการจดั ลาดับคาตอบทีม่ ีผูต้ อบมากทส่ี ุดไปหานอ้ ยท่สี ุดตามลาดับ
๒๓
บทท่ี ๔
ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
ตอนท่ี ๑ ข้อมูลท่ัวไปของผตู้ อบแบบประเมนิ ผล
ตารางที่ ๑ แสดงข้อมูลท่ัวไปของผ้เู ข้าร่วมโครงการจาแนกตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา
ขอ้ มลู อายุ แจงนับจานวนชาย รวม แจงนับจานวนหญงิ รวม
-- -
ต่ากวา่ ๑๒ ปี - -- -
-- -
๑๒ – ๑๙ ปี - - III ๓
๕
๒๐ – ๓๕ ปี - IIII ๒
- II ๑๐
๓๖ – ๔๙ ปี - - รวมข้อมลู อายุหญิง รวม
รวม แจงนบั จานวนหญิง -
๕๐ – ๕๙ ปี -- -
-- ๙
๖๐ ปขี ้ึนไป - - IIII IIII ๑
-I -
รวมข้อมูลอายชุ าย -- -
-- ๑๐
ขอ้ มลู อาชพี แจงนับจานวนชาย - รวมขอ้ มลู อาชีพหญิง รวม
รวม แจงนับจานวนหญงิ -
รับราชการ - -- -
-- ๙
เกษตรกร - - IIII IIII ๑
-I -
รับจ้าง - -- ๑๐
- รวมขอ้ มูลการศกึ ษาหญิง
ค้าขาย -
ไมม่ ีอาชพี -
อ่นื ๆ -
รวมขอ้ มลู อาชีพชาย
วุฒกิ ารศกึ ษา แจงนบั จานวนชาย
ตา่ กวา่ ป.๖ -
ป.๖ -
ม.ต้น -
ม.ปลาย -
สูงกว่า ม.ปลาย -
รวมข้อมลู การศึกษาชาย
จากตารางส่วนท่ี ๑ สรุปได้ว่า ข้อมูลทั่วไปของผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นเพศหญิง จานวน ๑๐ คน
คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐ เพศชาย จานวน ๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๐ และผู้เข้าอบรมมีช่วงอายุมากท่ีสุด คือ
อายรุ ะหวา่ ง ๕๐ – ๕๙ ปี จานวน ๕ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๗๐ และอาชพี รับจ้างเป็นสว่ นใหญ่น่นั เอง
ตอนที่ ๒ ความคดิ เหน็ เก่ยี วกับการดาเนนิ โครงการ ๒๔
รายการ มากท่สี ุด ระดับความคดิ เหน็ ระดบั ความ
นอ้ ยท่ีสุด พึงพอใจ
ด้านเนอื้ หา/กจิ กรรม ๕๘ มาก ปานกลาง นอ้ ย
๑. สอดคล้องกับวตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการ ๕๘ - ๔.๔๙
๒. สอดคล้องกบั ความต้องการของนกั ศกึ ษา ๕๗ ๑๑ - - ๔.๓๔
๓. สง่ เสรมิ ให้มกี ารฝึกทกั ษะ ๕๗ ๒- - - ๔.๖๒
๔. สง่ เสรมิ การฝึกการสร้างรายได้ ๕๙ ๒๑ - - ๔.๕๕
๕. ให้ความรเู้ ร่ืองการทาอาชีพ ๕๙ ๓- - - ๔.๔๖
๖. สามารถนาไปปรับใช้ในชีวติ ประจาวนั ได้ ๑- - - ๔.๔๙
-๑ -
๔.๕
รวม
- ๔.๕๔
ดา้ นวิทยากร ๕๙ ๑- - - ๔.๕๙
๗. มคี วามรคู้ วามชานาญในเร่ืองที่สอน ๕๘ ๑๑ - - ๔.๓๘
๕๙ -๑ - - ๔.๖๐
๘. มคี วามสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ๕๙ -- ๑
๔.๕๑
๙. เปดิ โอกาสใหน้ กั ศกึ ษามสี ่วนร่วม
- ๔.๑๒
๑๐. เอาใจใสแ่ ละใหค้ วามชว่ ยเหลอื จนเกดิ ความ - ๔.๒๓
เขา้ ใจหรือปฏบิ ตั ไิ ด้
รวม
ดา้ นส่อื และวัสดุอุปกรณ์ ๕๙ -- ๑
๑๑. สอ่ื และวสั ดอุ ุปกรณ์มีความเหมาะสม ๕๘ ๑๑ -
๑๒. สอื่ และวัสดอุ ปุ กรณ์เพียงพอกบั จานวน
นักศกึ ษา
๑๓. สอื่ และวสั ดุอปุ กรณ์สอดคล้องกับเนื้อหาหรือ ๕๘ ๒- - - ๔.๔๕
กิจกรรม ๕๙
๑- - - ๔.๕๖
๑๔. สือ่ และวสั ดอุ ุปกรณส์ ง่ เสรมิ ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ รวม ๔.๓๔
-
ความพงึ พอใจต่อการรว่ มโครงการ ๕๘ -๒ - - ๔.๕๔
๑๕. ให้การบริการหรอื แนะนาดว้ ยความเตม็ ใจ ๕๗ ๒๑ - - ๔.๓๘
๑๖. สถานทจี่ ัดกจิ กรรมมคี วามเหมาะสม ๕๗ ๓- - - ๔.๒๔
๑๗. สิ่งอานวยความสะดวกในการเขา้ ร่วมกจิ กรรม ๕๘ ๒- - - ๔.๑๐
๑๘. ความเหมาะสมของระยะเวลา ๕๘ ๒- - - ๔.๔๖
๑๙. ประโยชน์ทไี่ ด้รบั จากการเข้ารว่ มกิจกรรม ๕๗ ๓- - ๔.๕๓
๒๐. ความพึงพอใจตอ่ การเข้าร่วมโครงการโดยรวม
รวม ๔.๓๘
๔.๔๔
รวมท้งั สิ้น
๒๕
จากตารางที่ ๒ เม่ือนาผลการประเมินเปรียบเทียบตามเกณฑ์ค่าคะแนนเฉล่ียความพึงพอใจ พบว่า
ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจในการเข้าร่วมโครงการในภาพรวม อยู่ในระดับมากท่ีสุด ( X = ๔.๔๔ ) เมื่อ
พิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรยี งลาดับคา่ เฉลี่ยสูงสุด ๓ อนั ดับแรก ดังนี้
ดา้ นวทิ ยากร ท่ีมคี วามรู้ ความชานาญในการถา่ ยทอดเร่ืองทส่ี อน เปิดโอกาสใหน้ ักศึกษามสี ว่ นร่วม
มีการเตรียมการสอนมาอย่างดี และเอาใจใส่ให้ความช่วยเหลือดูแล โดยความพึงพอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุด
( X = ๔.๕๑ )
ดา้ นเน้อื หา/กิจกรรม ท่มี ีความสอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์ของโครงการ ความต้องการของ
นักศึกษาคนพกิ าร จนสามารถนาไปใช้ในชีวติ ประจาวนั ได้ โดยความพึงพอใจอย่ใู นระดับมากทสี่ ดุ ( X = ๔.๕ )
ด้านความพึงพอใจตอ่ การร่วมโครงการ ทีม่ กี ารบริการ แนะนา มสี ถานท่ี ระยะเวลา เหมาะสม
ตอ่ การจดั โครงการ โดยความพึงพอใจอยูใ่ นระดบั มากทส่ี ุด ( X = ๓.๘ )
ตอนท่ี ๓ เปน็ ข้อคาถามปลายเปิด เพื่อรับทราบความคดิ เหน็ ของผู้เข้ารว่ มโครงการ
สงิ่ ท่ปี ระทบั ใจมากทส่ี ดุ ในการร่วมโครงการครงั้ น้ี
ผตู้ อบแบบสอบถามมคี วามประทับใจในการเข้าร่วมโครงการ ดงั นี้
- ไดม้ ารวมกล่มุ ทากจิ กรรม
- รจู้ ักวทิ ยากรในการบรรยาย
- ไดร้ ับความรทู้ ี่ได้รบั จากการเข้ารว่ มโครงการ
ความตอ้ งการใหจ้ ัดโครงการครั้งน้ี
ผูร้ ว่ มโครงการตอ้ งการให้จัดโครงการอีก จานวน ๑๐ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๑๐๐
ปญั หาและอปุ สรรคท่ีเกิดจากการร่วมโครงการคร้ังนี้
- ผ้เู ข้ารบั การอบรมไม่กล้าซักถามขอ้ สงสยั
- บางครัง้ วทิ ยากรพดู เรว็ เกนิ ไป ทาใหไ้ ม่เขา้ ใจในบางขั้นตอน
ในกรณที ่ีต้องการให้จดั โครงการ ตอ้ งการให้จัดเรอื่ งใด
- โครงการแข่งขนั กีฬาสาหรับภาคเี ครือข่าย
- โครงการพัฒนาชวี ิตสาหรบั นักศกึ ษาท่ีไม่ได้มาเรยี นประจา
ข้อเสนอแนะ
- อยากให้มกี ารจัดโครงการทุกปี
- อยากสัมผัสกับธรรมชาติ
๒๖
บทท่ี ๕
สรปุ ผลและข้อเสนอแนะ
กศน.ตำบลในเมอื ง ศูนย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศยั อำเภอเมืองขอนแก่น ได้จดั ทำ
โครงกำรให้นักศึกษำและประชำชนทั่วไป จำนวน ๑๐ คน กิจกรรมท่ีดำเนินกำร โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือเป็นกำร
ส่งเสริมให้ประชำชนมีอำชีพเสริม เพ่ิมรำยได้นอกเหนือจำกงำนที่เป็นอำชีพหลัก เพื่อให้รู้จักกำรใช้เวลำว่ำงให้
เป็นประโยชน์ เพ่ือให้นักศึกษำรู้จกั กำรทำงำนเป็นกลุ่ม มีควำมสำมัคคี และกำรเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
เพื่อให้เป็นกลุ่มพัฒนำอำชีพของนักศึกษำและประชำชนทั่วไปที่สนใจให้มีควำมยั่งยืน และเพื่อนำวัตถุดิบท่ีมีอยู่
ในชุมชนมำใช้ใหเ้ กดิ ปะโยชน์ตอ่ ตนเองและสว่ นรวม
ดังน้นั เพอ่ื ให้ทรำบถงึ ผลกำรดำเนนิ งำนและนำผลไปพัฒนำงำนในโอกำสต่อไป จึงไดท้ ำกำรประเมินผล
โครงกำรโดยใช้แบบสอบถำมควำมคิดเห็นซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ตอน คือ ตอนท่ี ๑ ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบ
ประเมินผล โดยกำรหำค่ำร้อยละ ตอนท่ี ๒ ควำมคิดเห็นเกี่ยวกับกำรดำเนินโครงกำร ลักษณะของคำถำมเป็น
แบบประมำณค่ำ ให้คะแนน ๕ ระดับคือ ๕, ๔, ๓, ๒ และ ๑ ตำมลำดับ โดยกำรหำค่ำเฉล่ีย ตอนที่ ๓
ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ ลักษณะคำถำมปลำยเปิด นำข้อเสนอแนะท่ีมีควำมเรยี งคล้ำยกันมำสรุปตำมลำดับควำมถ่ี ซึ่ง
สรปุ ผลได้ดงั นี้
ผู้เข้ำร่วมกิจกรรมเป็นนักศึกษำและประชำชนท่ัวไป กศน.ตำบลในเมือง โดยกำรจัดเก็บแบบสอบถำม
จำกจำนวน ๑๐ คน สำมำรถเก็บแบบประเมินผล ได้ ๑๐ ชุด คิดเป็น ๑๐๐% ข้อมูลทั่วไปของผู้เข้ำร่วม
โครงกำร ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน ๑๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐ เพศชำย จำนวน ๐ คน คิดเป็น
รอ้ ย ๐ และผู้เข้ำอบรมมีช่วงอำยุมำกท่ีสุด คือ อำยุระหว่ำง ๕๐ – ๖๐ ปี จำนวน ๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๗๐
และประกอบอำชพี รบั จำ้ งเป็นสว่ นใหญ่ เม่อื นำผลกำรประเมินเปรียบเทยี บตำมเกณฑค์ ่ำคะแนนเฉล่ยี ควำมพึง
พอใจ พบว่ำผู้เข้ำรว่ มโครงกำรมคี วำมพงึ พอใจในกำรเขำ้ ร่วมโครงกำรในภำพรวม อยู่ในระดบั มำกท่ีสุด
( X = ๔.๔๔ ) เม่ือพิจำรณำเป็นรำยด้ำน โดยเรียงลำดับค่ำเฉลี่ยสูงสุด ๓ อันดับแรก ๑) ด้ำนวิทยำกร มี
ควำมพึงพอใจอยู่ในระดับมำกที่สุด ( X = ๔.๕๑ ) ๒) ด้ำนเน้ือหำ/กิจกรรม มีควำมพึงพอใจอยู่ในระดับ
มำกที่สุด ( X = ๔.๕ ) ๓) ดำ้ นควำมพงึ พอใจตอ่ กำรร่วมโครงกำร มคี วำมพงึ พอใจอยู่ในระดับมำกท่ีสุด ( X =
๓.๘ )
จำกแบบสอบถำมตอนที่ ๓ นนั้ ผ้เู ข้ำร่วมโครงกำรมี ส่ิงที่ประทับใจมำกที่สุดในกำรได้มำรวมกลุ่มทำ
กจิ กรรมคือ กำรสำนตะกรำ้ กำรไดร้ ู้จกั เพื่อนใหม่ๆ ในดำ้ นปัญหำและอุปสรรคนน้ั มีเพยี งกลุ่มวัยรุ่นบำงคนท่ไี ม่
คอ่ ยใหค้ วำมร่วมมือในกำรเขำ้ ร่วมกิจกรรม ส่วนแบบสอบถำมผเู้ ข้ำรว่ มมีควำมต้องกำรให้จัดโครงกำรต่ำงๆขึน้ ผู้
รว่ มโครงกำรมีควำมเห็นที่หลำกหลำยในกำรจัดโครงกำรครั้งต่อไป เช่น โครงกำรแข่งขันกีฬำ, และโครงกำรเพื่อ
นกั นกั ศึกษำ กศน.มงี ำนทำในสถำนทตี่ ำ่ งๆ ของส่วนรำชกำร
ขอ้ เสนอแนะ
กำรจัดโครงกำรกลุ่มพัฒนำอำชีพ กำรสำนตะกร้ำจำกเส้นพลำสติก นับว่ำเป็นโครงกำรที่มีประโยชน์
ตอ่ ประชำชนอย่ำงมำก
กำรจัดโครงกำร เห็นควรมีกำรจัดกิจกรรมอย่ำงต่อเน่ืองในทุกปีกำรศึกษำพร้อมทั้งมีกำรติดตำม
ประเมินผลกำรนำควำมรู้ไปใช้ของประชำชน เพื่อให้เกิดกำรพัฒนำหลักสูตรที่มีควำมเหมำะสมและมี
ประสิทธภิ ำพตอ่ ไป
๒๗
ภาคผนวก
๒๘
คณะผู้จัดทา
ท่ปี รกึ ษา
๑. นำงกญั ญำ โสมคำ ผ้อู ำนวยกำร กศน.อำเภอเมอื งขอนแก่น
๒. นำงวิไลพร บรู ณเ์ จริญ ครูชำนำญกำร
๓. นำงสำวธนั ยพฒั น์ นูเร ครู
๔. นำงสำวมัณฑนำ มูลกณั ฐ์ ครู
๕. นำงสำวอำมรรตั น์ ศรสี ร้อย บรรณำรักษ์ชำนำญกำร
๖. นำงสมพร วงษำสนั ต์ ครู อำสำสมคั รฯ กศน.
ผู้จดั ทา
๑. นำงสมพร วงษำสนั ต์ ครู อำสำสมัครฯ กศน.
๒. นำงสำวนงลกั ษณ์ นอรนิ ยำ หวั หน้ำ กศน.ตำบลในเมอื ง
๓. นำงสำวศริ ินันท์ โนนทิง ครู ศรช.
๔. นำงสำวปวณี ำ พรมโสภำ ครู ศรช.
๕. นำงพมิ ลพร พิมลนำรำกุล วิทยำกร
ผพู้ มิ พ์
นำงสำวนงลกั ษณ์ นอรินยำ ออกแบบภำพและจัดพมิ พ์
ภาพประกอบกิจกรรม
โครงการพัฒนาอาชพี การสานตะกร้าจากเส้นพลาสตกิ ระหวา่ งวันท่ี 24 -26 ธนั วาคม พ.ศ. 2564
ณ กศน.ตาบลในเมือง ตาบลในเมอื ง อาเภอเมอื ง จังหวดั ขอนแก่น
ภาพประกอบกิจกรรม
โครงการพัฒนาอาชพี การสานตะกร้าจากเส้นพลาสตกิ ระหวา่ งวันท่ี 24 -26 ธนั วาคม พ.ศ. 2564
ณ กศน.ตาบลในเมือง ตาบลในเมอื ง อาเภอเมอื ง จังหวดั ขอนแก่น
ภาพประกอบกิจกรรม
โครงการพัฒนาอาชพี การสานตะกร้าจากเส้นพลาสตกิ ระหวา่ งวันท่ี 24 -26 ธนั วาคม พ.ศ. 2564
ณ กศน.ตาบลในเมือง ตาบลในเมอื ง อาเภอเมอื ง จังหวดั ขอนแก่น
ภาพประกอบกิจกรรม
โครงการพัฒนาอาชพี การสานตะกร้าจากเส้นพลาสตกิ ระหวา่ งวันท่ี 24 -26 ธนั วาคม พ.ศ. 2564
ณ กศน.ตาบลในเมือง ตาบลในเมอื ง อาเภอเมอื ง จังหวดั ขอนแก่น
คณะผู้จัดทา
๑. นางกญั ญา โสมคา คณะทปี่ รกึ ษา
๒. นางวไิ ลพร บรู ณ์เจริญ
๓. นางสาวธันยพัฒน์ นูเร ผู้อานวยการ กศน.อาเภอเมืองขอนแกน่
๔. นางสาวมัณฑนา มูลกัณฐ์ ครู
๕. นางสาวอามรรตั น์ ศรสี ร้อย ครู
ครู
บรรณารกั ษช์ านาญการ
๑. นางสมพร วงษาสันต์ คณะผดู้ าเนนิ การ
๒. นางสาวนงลักษณ์ นอรินยา
๓. นางศิรนิ นั ท์ โนนทิง ทีป่ รกึ ษาโซนพฒั นานคร
๔. นางธีรวัลย์ ไชยพลิ า หวั หนา้ กศน.ตาบลในเมือง
ครูศนู ยก์ ารเรยี นชุมชน
วิทยากร
ผู้พิมพ/์ ออกแบบปก/สืบค้นขอ้ มูล
๑. นางสาวนงลกั ษณ์ นอรนิ ยา หวั หน้า กศน.ตาบลในเมอื ง
กศน.ตำบลในเมือง
ศูนยก์ ำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศยั อำเภอเมอื งขอนแก่น
สำนักงำนกำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศัยจงั หวดั ขอนแก่น
สำนกั งำนปลดั กระทรวงศกึ ษำธิกำร