การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิคกิจกรรมการอ่าน การคิดแบบชี้น า (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 THE DEVELOPMENT OF ENGLISH READING COMPREHENSION SKILLS BY USING AESOP’S FABLES AND DIRECTED READING THINKING ACTIVITY TECHNIQUE (DR-TA) OF MATTAYOMSUKSA 1 STUDENTS นายชาญชัย ค ามุงคุณ Mr.Chanchai Cammungkun สาขาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี English major Faculty of Education, Udon Thani Rajabhat University. บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DRTA) 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนโดยใช้นิทานอีสป และเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) 3) เพื่อศึกษาทัศนคติ ของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed ReadingThinking Activity (DR-TA) ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ อ าเภอน้ าโสม จังหวัดอุดรธานี ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 1 ห้องเรียน จ านวน 14 คน โดยได้รับการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปภาษาอังกฤษ จ านวน 3 แผนการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 3 ชั่วโมง รวม 9 ชั่วโมง 2) เครื่องมือที่ใช้ใน การเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 1 ฉบับ จ านวน 20 ข้อ 2) แบบสัมภาษณ์ทัศนคติ/ข้อคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้นิทาอีสปและเทคนิค DR-TA เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จ านวน 1 ฉบับ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า 1) การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 5.43 และ 15.14 ตามล าดับและเมื่อ เปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของ นักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การทดสอบหลังเรียน ของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.14 คะแนน คิด เป็นร้อยละ 75.71 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบของผู้เรียนหลัง เรียนพบว่าคะแนนสอบของผู้เรียน สูงกว่าเกณฑ์ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน ใช้นิทานอีสปและ เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ค าส าคัญ: นิทานอีสป, ทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ, ทัศนคติ Abstract Cammungkun C. 2023. THE DEVELOPMENT OF ENGLISH READING COMPREHENSION SKILLS BY USING AESOP’S FABLES AND DIRECTED READING THINKING ACTIVITY TECHNIQUE (DR-TA) OF MATTAYOMSUKSA 1 STUDENTS. Research in classroom, Faculty of Education, Udon Thani Rajabhat University. ABSTRACT The purposes of this research were 1) To develop English reading comprehension skills using Aesop's fables and the Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) technique. 2) To compare the pre-study and post-study scores of students using Aesop's fables and the Directed Reading-Thinking technique. Activity (DR-TA) 3) To study students' attitudes towards learning using Aesop's
fables and the Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) technique. For Mathayomsuksa 1 students at Ban Thaly School, Nam Som District, Udon Thani Province. who are studying in the second semester of the academic year 2023, 1 classroom, 14 people, by random purposive The research tools consisted of 1) a learning management plan using English Aesops’ fables, totaling 3 lesson plans. Each learning management plan was 3 hours, totaling 9 hours. 2) Tools used to collect data include: 1) Test to measure reading comprehension ability. Test before class and after class It is a multiple choice test with 4 options, 1 copy, 20 questions. 2) An interview on attitudes/opinions towards learning management using Aesop's Fables and DR-TA techniques. It is an In-depth Interview. ) quantity 1 copy, with a data analysis using percentage, mean, standard deviation and t-test. The research findings were as follows: 1) Pre-study and post-study tests of Mathayom 1 students at Ban ThaLy School. The average scores were 5.43 and 15.14, respectively, and when comparing the scores before and after the study, it was found that the test scores after the study were significantly higher than before the study at the .05 level. 2) Post-test The students' average score was 15.14 points, accounting for 75.71 percent. When comparing the criteria with the students' test scores after studying, it was found that the students' test scores were higher than the criteria. 3) Students are satisfied with the teaching and learning arrangement. Use Aesop's fables and the Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) technique. Keywords: Aesop’s fables, Reading comprehension skills, attitude.
บทน า 1.1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community – AEC) ซึ่งมีความเป็นนานาชาติมากขึ้น โดยมีภาษาอังกฤษเป็น สื่อกลาง ซึ่งมีความส าคัญและมีอิทธิพลอย่างสูงในวงการการศึกษา เป็นอย่างมาก โดย ประเทศไทยต้องท าความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเอเชีย และต้องพัฒนาทักษะการสื่อสาร ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษากลางในการเชื่อมโยงกับทั่วโลก หรือการกลายเป็นนานาชาติของ สถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของการพัฒนาที่ส าคัญในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม การจะพัฒนาให้ประเทศไทยกลายเป็นนานาชาติมากขึ้นนั้นยังคงประสบปัญหาอยู่ เพราะ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และมหาวิทยาลัยหลายแห่งยังคงห่างไกลจากการพัฒนาโดยการใช้ ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนซึ่งเป็นสิ่งที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้บรรดา นักวิชาการยังคงมีการตั้งค าถามเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรภาษาอังกฤษและระบบความรู้เป็น ภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาประเทศเพียงอย่างเดียว ในการเข้าถึงทรัพยากรในการแลกเปลี่ยน และผลิตความรู้ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ในการกลายเป็นนานาชาติที่แท้จริง ซึ่งความรู้ในวง วิชาการที่ถูกผลิตเป็นภาษาอังกฤษยังอยู่ในจ านวนที่ต่ ากว่าความรู้ในภาษาตระกูลเอเชียและ มันมีมูลค่าที่ค่อนข้างสูง โดยมีแค่บางพื้นที่ที่เผยแพร่งานวิชาการเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็น สัญญ าณที่ดีในก า รบูรณ ากา รท างปัญญ า อีกทั้งสังคมโลกปัจจุบัน กา รเ รียน รู้ ภาษาต่างประเทศมีความส าคัญและจ าเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจ าวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือ ส าคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้างความ เข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และตระหนักถึงความหลากหลายทาง วัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก น ามาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของ ภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การ ปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศและใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารได้ รวมทั้งการเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายและกว้างขวางขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการด าเนิน ชีวิต (กรมวิชาการ, 2551, น. 220) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นก าลังของ ชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้คุณธรรม มีจิตส านึกในความเป็น พลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จ าเป็นต่อ
การศึกษา ต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญบน พื้น ฐ านค ว ามเชื่อ ว่าทุ กคน ส าม า รถเ รียน รู้แล ะพัฒน า ตนเองได้เต็มศักยภ าพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, น. 31) ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาจึงก าหนดให้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้พื้นฐานหนึ่งใน 8 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยในการจัดการเรียนการ สอนภาษาต่างประเทศในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคาดหวังว่าเมื่อ เรียนภาษาต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ผู้เรียนจะมีเจตคติ ที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหา ความรู้ประกอบอาชีพและศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราว วัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมโลกและสามารถถ่ายทอด ความคิดและวัฒนธรรม ไทยไปยังสังคมโลกได้อย่างสร้างสรรค์ใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง พูด อ่าน เขียน แลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น ตีความน าเสนอข้อมูล ความคิด รวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้อย่าง เหมาะสม จากความส าคัญของภาษาต่างประเทศตามที่กล่าวมา กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ ก าหนดให้มี การเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศทุกช่วงชั้น เพื่อเสริมสร้าง พื้นฐานความเป็นมนุษย์ สร้างศักยภาพในการคิดและการท างานอย่างสร้างสรรค์ เป็น รากฐานและเตรียมความพร้อมในการเรียนของเยาวชนรุ่มใหม่ ให้สอดคล้องกับสังคมยุค ข้อมูลข่าวสาร ช่วยให้นักเรียนเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ กว้างไกล สามารถพัฒนาความคิดและมอง โลกกว้างขึ้น โดยมีความคาดหวังว่าเมื่อนักเรียนเรียน ภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้น ประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา นักเรียนจะมีความรู้ความสามารถใน การรับและส่งสาร มี วัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกและ ทัศนะของ ตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง และสังคม (กรมวิชาการ, 2551) โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการอ่าน ซึ่งเป็นทักษะที่ให้ ประโยชน์ส าหรับ การแสวงหาความรู้เพื่อน าไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม การอ่านถือว่าเป็นทักษะที่จ าเป็นและส าคัญอย่างยิ่งในการด าเนินชีวิตประจ าวัน ทั้ง ใช้เป็น เครื่องมือในการแสวงหาความรู้ในการเรียนรู้วิชาการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความคิด สติปัญญา และ เสริมสร้างประสบการณ์การอ่านที่มีประสิทธิภาพจะต้องอ่านและจับ ใจความได้สรุปสาระส าคัญของ เรื่องที่อ่านได้จากการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาของการอ่าน พบว่า ในปัจจุบันมีเด็กจ านวนไม่น้อยที่ สามารถอ่านหนังสือและสะกดค าที่ตนคุ้นเคยได้อย่าง
คล่องแคล่ว แต่มีปัญหาในการท าความเข้าใจ กับเนื้อหาหรือความหมายของสิ่งที่ตนอ่าน (นภ เนตร ธรรมบวร. 2549, น. 176) และจากการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน พบว่า ปัญหาที่ส าคัญในการอ่านของผู้เรียนก็คืออ่านแล้วจับใจความไม่ได้ไม่สามารถสรุป ประเด็นได้ไม่สามารถแยกความรู้ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ท าให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการ อ่านเท่าที่ควร ทั้งยัง เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการศึกษาวิชาต่าง ๆ ด้วย (กรมวิชาการ. 2546, น. 188) เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะความรู้ในด้านการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ จึง ควรมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและมีสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยเน้นให้นักเรียน ได้ร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน โดยยึดนักเรียนเป็นส าคัญให้ได้ลงมือปฏิบัติจริง และ กระตุ้นให้วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์ปีที่ 6 ฉบับที่ 10 (ธันวาคม 2562) | 6085ผู้เรียนเกิด ความสนใจอยากจะเรียน การอ่านนิทานเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนสนใจต่อ กิจกรรมการอ่านเพิ่มขึ้น เนื่องจากนิทานสามารถท า ความเข้าใจในบทอ่าน ได้ง่ายขึ้น ข้อดี ของการน านิทานมาช่วยในการอ่าน คือ สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้หลาย รูปแบบท าให้ไม่น่าเบื่อ นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตาม ความสนใจของผู้เรียน การสอนอ่านภาษาอังกฤษที่น านิทานมาใช้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน อ่านนั้น จากงานวิจัยของ อรชร วงศ์ษา (2548) อุ มาพร ทองเสมอ (2548) อมรลักษณ์ สัพ โพ (2550) วัชราภรณ์ แสงพันธ์ (2553) และ วาสนา บุญเชียงมา (2555) พบว่า การจัดการ เรียนการสอนที่น านิทานมาใช้ในการการ พัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษสามารถช่วยให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้และเข้าใจในเรื่องที่ อ่านได้เป็นอย่างดี เนื่องจากนิทานมีโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน ท าให้นักเรียนอ่านและเข้าใจ ได้รวดเร็วอีกทั้งเนื้อหาในนิทานมีความสอดคล้องสัมพันธ์กับ โครงสร้างความรู้เดิมของ นักเรียน ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้เป็นอย่างดี และการ เรียนมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น ดังที่ บีที (Beaty, 1994: 4) กล่าวว่า นิทานนั้นท าให้ผู้เรียนรัก การอ่าน ตระหนักถึง บทบาทของตนเองขณะที่อ่านและมีความคิดสร้างสรรค์ สตอกเดล (Stockdale, 1995: 22) ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าการน านิทานมาใช้ในการเรียนการภาษาที่สอง ช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความรู้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับการเรียนภาษาแม่ พร้อมทั้งช่วย ตอบสนองวิธีการ เรียนรู้ตรงของผู้เรียน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้นิทานสิ่ง ส าคัญและจ าเป็น อย่างยิ่งคือ ต้องทราบองค์ประกอบของนิทาน เสาวนีย์ กลับส่ง (2547: 21) อธิบายถึง การประเมินนิทานต้องดูองค์ประกอบดังนี้ โครงเรื่อง (Plot) ความขัดแย้ง (Conflict) ลักษณะตัวละคร (Characterization) ฉาก (Setting) แก่นเรื่อง (Theme) รูปแบบ (Style) นอกจากนั้น ปีเตอร์เซน (Petersen, 1995: 2-5) ได้เสนอขั้นตอนในการน า นิทานมาใช้ในการเรียนการสอน 3 ขั้น คือ ขั้นเตรียมการ (Preparation) ขั้นน าเสนอ เนื้อหา (Presentation) ขั้นติดตามผล (Follow-up Activities)
ดังนั้นทักษะที่ผู้เรียนควรได้รับการส่งเสริมและฝึกฝนเป็นอันดับแรกคือ การอ่าน โดยถือว่า การอ่านเป็นศูนย์กลาง หรือหัวใจที่จะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา ส่งเสริมผู้เรียน ให้รู้จักใช้กระบวนการคิด อันเป็นทางน าไปสู่การพัฒนาการฟัง การพูด การเขียน และใช้ ภาษาได้ดี (บันลือ พฤกษะวัน. 2543, น. 3) เพราะทักษะการอ่านเป็นทักษะทางภาษาที่มี ความส าคัญยิ่งในการแสวงหาความรู้ช่วยปรับและขยาย ประสบการณ์ของตน ช่วยท าให้คน พัฒนาตนเอง ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์สังคม และน าความรู้จากการอ่านมาพัฒนา ชีวิตของตนให้ดีขึ้น (อัจฉรา ชีวพันธ์. 2547, น. 140) วิธีสอนหรือเทคนิคการสอนมีอยู่หลายวิธีมีวิธีการสอนอีกรูปแบบหนึ่งที่มีจุดหมาย เพื่อฝึกฝนทักษะด้านการอ่านโดยให้ผู้อ่านก าหนดจุดประสงค์ในการอ่านด้วยการคาดเดา เนื้อหาที่จะอ่านล่วงหน้า คือ วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading-Thinking Activity) ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่ช่วยพัฒนาในด้านทักษะการอ่าน ทั้งนี้เพราะมุ่งสอนให้นักเรียน คิดเป็นและรักการอ่าน ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียน จากการคาดเดาเนื้อเรื่อง ล่วงหน้า กระตุ้นให้นักเรียนอ่านเรื่องเพื่อค้นหาค าตอบจากการคาดเดา ท าให้นักเรียนเกิด การเรียนรู้ด้วยตนเอง ดารา หวานสนิท (อ้างถึงใน Stauffer, 1969, น. 96) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนในการ สอนอ่านแบบ DR-TA ว่า มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นวิเคราะห์และเตรียมการ ขั้นให้นักเรียนอ่านผ่าน ๆ เพื่อให้รู้เรื่องที่อ่านเกี่ยวกับเรื่องอะไร จุดใดเป็นจุดส าคัญของเรื่อง อ่านให้ละเอียดเพื่อท า ความเข้าใจอย่างชัดเจน และอ่านซ้ าตอนที่ไม่เข้าใจ เพื่อตรวจสอบความเข้าใจบางตอน จากนั้น อ่านวิเคราะห์หรือสรุปใจความส าคัญจากเรื่องที่อ่านและขั้นให้นักเรียนท ากิจกรรม โดยให้นักเรียน อ่านจับใจความ แล้วตอบค าถามจากเรื่องที่อ่าน ต่อมา กอบแก้ว สกุลแก้ว (อ้างถึงใน Tierney and Eirnet, 1995) ได้ปรับปรุงวิธีการสอนแบบ DR-TA ขึ้นใหม่ โดย แบ่งขั้นตอนการสอนออกเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้ ช่วงที่1 กระบวนการอ่านและคิดแบ่งเป็น 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 การคาดเดา ขั้นที่ 2 การอ่าน ขั้นที่ 3 การแปลความหมาย และขั้นที่ 4 การตรวจสอบความเข้าใจ ช่วงที่ 2 การฝึกทักษะที่จ าเป็น ช่วงของการรวบรวมข้อมูล หลังจากการอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดและทบทวนความเข้าใจในการอ่านเป็นการสรุปเนื้อเรื่อง ทั้งหมดเพื่อเสริมทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนให้ถูกต้องและแม่นย ามากขึ้นจากนั้น จึงให้นักเรียนท าแบบฝึกหัด กอบกุล สกุลแก้ว (2553, น. 67) ได้กล่าวว่าการสอนอ่านแบบ DR-TA เป็นวิธีการที่มุ่งฝึกการใช้ความคิดในการคาดเดาเนื้อเรื่องล่วงหน้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อ เป็นการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิม และความรู้ใหม่เข้ากับเรื่องที่อ่านเป็นการตรวจสอบความ
เข้าใจของตนเองและยังเป็นวิธีการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางเป็นส่วนช่วยส่งเสริมให้ นักเรียนที่ได้รับการสอนอ่านแบบ DR-TA มีความสามารถอ่านเพื่อความเข้าใจสูงขึ้นได้ จ ากก า รศึกษ า วิ ธีก า รสอนอ่ านแบบ DR-TA (Directed Reading-Thinking Activity) ที่กล่าวมาผู้วิจัยจึงมีความเห็นว่า การสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed ReadingThinking Activity) นั้นสามารถพัฒนาทักษะการอ่านได้โดยเฉพาะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียน เพราะนอกจาก นักเรียนจะได้ฝึกอ่านและได้ตรวจสอบความเข้าใจในการอ่าน อย่างมีวัตถุประสงค์แล้ว นักเรียนยังจะได้ร่วมกันอภิปรายปัญหาการอ่านด้วยตนเอง โดยมีครู เป็นผู้คอยให้ค าแนะน า ดังนั้นผู้วิจัย จึงมีความสนใจที่จะพัฒนาความสามารถการอ่านเพื่อ ความเข้าใจ ด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading-Thinking Activity) เพื่อ เป็นแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ อ.น้ าโสม จ.อุดรธานี 2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนโดยใช้นิทานอีสป และเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) 3. เพื่อศึกษาทัศนคติของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) สมมุติฐานการวิจัย ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ อ าเภอน้ าโสม จังหวัดอุดรธานี หลังเรียนสูง กว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 วิธีด าเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยด าเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียน บ้านบ้านท่าลี่ ต าบลบ้านหยวก อ าเภอน้ าโสม จังหวัดอุดรธานี ที่ก าลังศึกษาอยู่ในภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 14 คน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA จ านวน 3 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 3 ชั่วโมง รวม 9 ชั่วโมง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 1 ฉบับ จ านวน 20 ข้อ 2) แบบสัมภาษณ์ทัศนคติ/ข้อคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทา อีสปและเทคนิค DR-TA เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จ านวน 1 ฉบับ 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสป และเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1) เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของ นักเรียนในโรงเรียนบ้านท่าลี่ อ.น้ าโสม จ.อุดรธานี 2) ตรวจสอบหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ก าหนดเนื้อหา และ วัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา
3) ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและ ทดลองใช้การพัฒนาทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค DR-TA 4) เลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ …. ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านท่าลี่ จังหวัดอุดรธานี 5) จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA และประเมินความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) 6) สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจผ่านเกณฑ์คัดเลือกคุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอ านาจจ าแนก และค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 7) สร้างแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และประเมินความเหมาะสม 8) น าไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการชี้แจงการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสป และเทคนิค DR-TA เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง 9) ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัด ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ เพื่อน าคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 10) ด าเนินการจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA ส าหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างใน โรงเรียนบ้านท่าลี่ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA ที่ผู้วิจัย เป็นผู้ออกแบบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ใช้เวลา 9 ชั่วโมงในการเก็บข้อมูล ในระหว่างการ จัดกิจกรรมโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA ครูผู้สอนจะท าการ สังเกตพฤติกรรมด้านความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนไปด้วย 11) เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ท าการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียนกลุ่มเดิม ด้วยแบบทดสอบหลังเรียน ซึ่งแบบทดสอบหลังเรียนเป็นชุดเดียวกันกับที่ ใช้ทดสอบก่อนเรียน เมื่อนักเรียนท าแบบทดสอบหลังเรียนเรียบร้อยแล้ว ครูท าการสัมภาษณ์ เชิงลึกเพื่อให้นักเรียนด าเนินการตอบเป็นล าดับถัดไป 12) น าคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 13) น าแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธี วิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis)
4. การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาทักษะในการอ ่านภาษาอังกฤษเพื ่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสป และเทคนิค DR-TA ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ ได้ด าเนินการ การวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1) วิเคราะห์หาผลสัมฤทธิ์การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน บ้านท่าลี่ อ.น้ าโสม จ.อุดรธานี 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การพัฒนาทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน บ้านท่าลี่ ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ แล้วน าคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน 3) วิเคราะห์ทัศนคติของผู้เรียนที่มีต่อการพัฒนาทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ ใช้การวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ส าหรับ แยกแยะ (Identifying) วิเคราะห์ (Analyzing) และรายงานผลในรูปแบบหรือแกนสาระ (Reporting Patterns/Themes) จากข้อมูลที่มี โดยสิ่งที่เป็นแก่นสาระ (Theme) ไม่ จ าเป็นต้องขึ้นอยู่กับการนับจ านวนที่กล่าวถึง แต่ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งนั้นหรือแก่นสาระสามารถจับ บางสิ่งที่ส าคัญที่มีความสัมพันธ์กับค าถามการวิจัยทั้งหมดหรือไม่ (Braun and Clarke, 2006) สรุปผลการวิจัย การพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่อ าเภอน้ าโสม จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยสรุปผลการวิจัย ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปเทคนิค DR-TA ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ อ.น้ าโสม จ.อุดรธานี มีคะแนน เฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน เท่ากับ 5.43 และ 15.14 ตามล าดับและเมื่อเปรียบเทียบ ระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนโดยใช้นิทาน อีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ที่มีการทดสอบหลังเรียน ของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.14 คะแนน คดเป็นร้อยละ 75.71 และเมื่อ เปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบของผู้เรียนหลังเรียนพบว่าคะแนนสอบของผู้เรียน สูงกว่าเกณฑ์ 3. ทัศนคติของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ด้าน ดังนี้ 3.1 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จากการสัมภาษณ์นักเรียน พบว่า ภาพประกอบที่ใช้ช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการ ก าหนดกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกับครู กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับเนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิด และกิจกรรมการเรียนรู้ ท าให้นักเรียนกล้าคิดกล้าตอบ เพราะมีภาพประกอบช่วยกระตุ้นในการตอบ 3.2 ด้านเนื้อหา จากการสัมภาษณ์นักเรียน พบว่า เนื้อหาที่เรียนมีความ ต่อเนื่องและเป็นล าดับขั้นตอน เนื้อหาที่เรียนมีความความยากพอประมาณ บทอ่านมีความ ยาวและมีค าศัพท์หรือประโยคที่ไม่คุ้นชิน ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ร่วมสรุปเนื้อหากับครู เนื้อหาที่เรียนท าให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย และภาษาที่ใช้ในบทอ่านมีความชัดเจน ท าให้ เข้าใจได้ง่ายขึ้น 3.3 ด้านประโยชน์ที่ได้รับ จากการสัมภาษณ์นักเรียน พบว่า การจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น เพราะมีภาพประกอบให้ดูก่อน การจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้นักเรียนจดจ าเนื้อหาได้นานเพราะมีภาพให้ดูก่อนท าให้นึกภาพตามได้ นักเรียนมี ทัศนคติที่ดีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจมากขึ้น นักเรียนมีความพึงพอใจใน ความสามารถด้านการอ่านจับใจความของตนเองภายหลังจากได้รับการสอนแบบ DR-TA เพราะมีภาพช่วยกระตุ้นและเกิดการคาดเดาเนื้อเรื่องได้ล่วงหน้า และนักเรียนสามารถน า ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจ าวันได้ เพราะเวลาเจอบทอ่านแล้วได้เห็นภาพก่อน ท าให้สามารถคาดเดาเนื้อหาได้ และจับใจความเนื้อหาได้ ตารางที่1 ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิค Directed Reading- Thinking Activity (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ อ.น้ าโสม จ.อุดรธานี การทดสอบ คะแนนเต็ม ร้อยละ S.D. t
ก่อนเรียน 20 5.43 27.15 2.38 10.46 หลังเรียน 20 15.14 75.70 3.08 ที่มา: ชาญชัย ค ามุงคุณ (2566: 35) ตารางที่ 4.1 พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 5.43 และ 15.14 ตามล าดับและเมื่อเปรียบเทียบ ระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้ เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) เป็นการฝึกฝนให้ผู้เรียนฝึกกระบวนการ คิด โดยการฝึกฝนในกิจกรรมนี้เป็นการกลั่นกรองและตรวจสอบข้อมูลโดยให้ผู้เรียนก าหนด วัตถุประสงค์ในการอ่านด้วยตนเอง เริ่มต้นการสอนด้วยการคาดเดา ให้นักเรียนดูรูปภาพ แล้วคาด เดาเนื้อหาของเรื่องซึ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนมีการคิดตามตลอดเวลา จากนั้นครูอ่านน า และนักเรียนอ่าน ตามเพื่อให้นักเรียนได้ดูข้อความตามครูไปด้วยและได้อ่านทุกตัวอักษร หาค าตอบ และมีครูผู้สอน เป็นผู้ตรวจสอบความเข้าใจโดยขั้นตอนสุดท้ายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) คือการให้นักเรียนฝึกซ้ าและท าแบบฝึกหัด เพื่อตรวจสอบ ความเข้าใจ ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้ท าให้นักเรียนได้ฝึกฝนการอ่านเพื่อความ เข้าใจได้เป็นอย่างดีซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความ เข้าใจดีขึ้นไปด้วย ตารางที่ 2 ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยนิทานอีสปและใช้เทคนิค Directed ReadingThinking Activity (DR-TA) รายการ ประเมิน N คะแนน เต็ม Mean S.D. % of Mean t Sig. (1-tailed) หลังเรียน 14 20 15.14 3.085 75.71 1.39 0.0945 ที่มา: ชาญชัย ค ามุงคุณ (2566: 36) ตารางที่ 4.2 พบว่า การทดสอบหลังเรียน ของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.14 คะแนน คดเป็นร้อยละ 75.71 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบของผู้เรียน หลังเรียนพบว่าคะแนนสอบของผู้เรียน สูงกว่าเกณฑ์ แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) เป็นกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ฝึกฝน กระบวนการอ่านเพื่อความเข้าใจได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มต้นจากการกระบวนการอ่านและคิด (Directing Reading-Thinking Process) โดยครูให้นักเรียนฝึกการคาดเดา อ่าน แปลความหมาย
และตรวจสอบความเข้าใจ ในช่วงที่1 จากนั้นในช่วงที่ 2 การฝึกทักษะที่จ าเป็น ซึ่งเป็นช่วงของการ รวบรวมข้อมูลหลังจากการอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมด และทบทวนความเข้าใจในการอ่านเพื่อเป็นการ เสริมทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนให้ถูกต้องและแม่นย ามากขึ้น จากเหตุผลที่ได้กล่าวมา ข้างต้น จึงเป็นสาเหตุที่ท าให้ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน บ้านท่าลี่ อ.น้ าโสม จ.อุดรธานี หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อภิปรายผล จากการพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน บ้านหมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค DR-TA ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ อ.น้ าโสม จ.อุดรธานี มี คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน เท่ากับ 5.43 และ 15.14 ตามล าดับและเมื่อ เปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบรคะแนนก่อนและหลัง เรียน พบว่า ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนโดยใช้นิทาน อีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ที่มีการทดสอบหลังเรียน ของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.14 คะแนน คดเป็นร้อยละ 75.71 และเมื่อ เปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบของผู้เรียนหลังเรียนพบว่าคะแนนสอบของผู้เรียน สูงกว่าเกณฑ์ ทั้งนี้เป็นเพราะการพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โ รงเรียนบ้านท ่า ลี ่ อ.น้ าโสม จ.อุดรธานี เป็นวิธีการสอนที่มีการรับรองได้ว่ามี ประสิทธิภาพ ช่วยให้การเรียนของนักเรียนประสบความส าเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ ขวัญฤทัย มุลทาทอง (2560) ท าการศึกษาและเปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยวิธี DR-TA เสริมด้วยวิธี Story Impressions และการใช้ค าถาม 5W1H ระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนความสามารถในการ อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนเรียน เท่ากับ 14.20 คิดเป็นร้อยละ 47.33 และมี คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 24.10 คิดเป็นร้อยละ 80.33 และมีคะแนนความสามารถใน การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจไม่น้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 75 และคะแนนเฉลี่ย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน บ้านบ้านท่าลี่ อ.น้ าโสม จ.อุดรธานี ที่มีการทดสอบหลังเรียน ของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.14 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 75.71 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับคะแนน สอบของผู้เรียนหลังเรียนพบว่าคะแนนสอบของผู้เรียน สูงกว่าเกณฑ์ ทั้งนี้เนื่องจากการ
พัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed ReadingThinking Activity (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ อ.น้ าโสม จ.อุดรธานี เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาในด้านทักษะการ อ่าน ทั้งนี้เพราะมุ่งสอนให้นักเรียนคิดเป็นและรักการอ่าน ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจใน การเรียน จากการคาดเดาเนื้อเรื่องล่วงหน้า กระตุ้นให้นักเรียนอ่านเรื่องเพื่อค้นหาค าตอบ จากการคาดเดา ท าให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับงานวิจัยของ วรัชฎา ครองยุต (2562) ท าการพัฒนาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ประกอบ แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความซึ่งศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้าง ประโยคพื้นฐานภาษาอังกฤษ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิค DR - TA ประกอบแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่สร้างขึ้น มี ประสิทธิภาพ (E1/E2 ) เท่ากับ 76.11/77.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75 3. ทัศนคติของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) จากผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading- Thinking Activity (DRTA) ทั้งนี้เนื่องจาก การจัดการเรียนการสอนโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA นั้นเป็น การสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการคาดเดาเนื้อหาของเรื่องควบคู่ไปกับการอ่าน ด้วย การให้ผู้เรียนได้ท ากิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีจุดมุ่งหมาย ผู้เรียนสามารถคาดเดาและวางแผน หรือปรึกษาผู้สอนได้ ท าให้นักเรียนสามารถจดจ าเนื้อหาของเรื่องได้ และนักเรียนสามารถ ตรวจสอบความเข้าใจของตนเองได้ กิจกรรมการเรียนการสอนหรือขั้นตอนในการสอนยังสามารถสร้างอารมณ์ ร่วมให้เกิดขึ้นในระหว่างการสอน จึงท าให้ผู้เรียนมีความสนใจและรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมใน ขั้นตอนต่าง ๆ ของการสอน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ จารุวรรณ ค าบุญเรือง (2555) ที่ กล่าวว่า การสอนอ่านแบบ DR-TA มุ่งให้เด็กคิดได้ ด้วยการให้เด็กท ากิจกรรมต่าง ๆ อย่างมี จุดหมาย เด็กสามารถคาดเดา วางแผนร่วมกับเพื่อน ๆ และจดจ าได้ และเด็กตรวจสอบได้ รวมถึงเด็กเกิดอารมณ์ร่วมได้อันน าไปสู่การท าให้เด็กเกิดความเข้าใจ อาจกล่าวได้ว่า ความ เข้าใจของเด็กขึ้นอยู่กับแรงจูงใจที่มาจากความต้องการของประสบการณ์เดิม จากความรู้สึก มีส่วนร่วมในขั้นตอนต่าง ๆ จากการท ากิจกรรม เช่น การก าหนดวัตถุประสงค์ การกระท าให้ บรรลุวัตถุประสงค์ การประเมินผลการกระท า สอดคล้องกับแนวคิดของ Stauffer (1969) ที่ กล่าวว่า วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA มีแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนที่มีพื้นฐานมาจากแนว ทฤษฎีการสอนแบบเน้นประสบการณ์ที่เด็กคิดได้ จากประสบการณ์เพียงเล็กน้อยที่เด็กได้รับ
และด้วยความสามารถทางภาษาที่ติดตัวมา เด็กสามารถแสดงความคิดเห็นหรือคาดเดาไปถึง สถานการณ์อื่น ๆ ได้โดยใช้ภาษาเป็นเครื่องมือถ่ายทอด เด็กท ากิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมี จุดมุ่งหมาย สามารถคาดเดา วางแผนร่วมกับเพื่อน ๆ และจดจ าได้ ส่วนในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีทัศนคติต่อภาพประกอบ ที่ใช้ว่ามีส่วนช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะ การใช้ภาพประกอบใน การสอนท าให้นักเรียนเกิดการคาดเดาเนื้อหาของเรื่องก่อนการอ่าน อีกทั้งนักเรียนได้ฝึกตั้ง ค าถามจึงช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านสูงขึ้นได้และภาพที่น ามาใช้ประกอบการ สอนในเนื้อหาของเรื่องเป็นเรื่องใกล้ตัว ท าให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์และ ความรู้เดิมให้เกิดเป็นความรู้ใหม่ได้ง่ายขึ้น การน ารูปภาพมาเป็นสื่อในการคาดเดานั้นช่วยให้ นักเรียนได้ระลึกถึงประสบการณ์เดิมได้ง่ายขึ้นเพื่อน าไปสู่การเชื่อมโยงความรู้เก่ากับความรู้ ใหม่ที่ได้รับซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ บันลือ พฤกษวัน (2543) ที่ว่า ภาพจะช่วยแปล ความหมายและสร้างความเข้าใจและช่วยขยายประสบการณ์ของผู้อ่านให้กว้างขวางขึ้นได้ และสอดคล้องกับ กอบแก้ว สกุลแก้ว (2553) ที่กล่าวว่า การสอนอ่านแบบ DR-TA จะท าให้ ผู้เรียนสามารถเล่าเรื่องที่อ่านได้และสามารถตอบค าถามในระดับความจ าได้ดีเนื่องจากการ สอนแบบนี้ เป็นการสอนที่มีล าดับขั้นตอนที่เริ่มจากง่ายไปยาก คือ เริ่มจากรูปภาพ โดยการดู รูปภาพสามารถสื่อให้นักเรียนเข้าใจเนื้อเรื่องในบางส่วนได้และเมื่อนักเรียนได้อ่านเนื้อเรื่อง ซ้ าอีกครั้งยิ่งท าให้นักเรียนเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดียิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 1) ภาพประกอบที่ใช้ในการสอนควรมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาของเรื่องที่สอน เพราะจะสามารถท าให้นักเรียนเกิดการคาดเดาเนื้อเรื่องได้ 2) ก า ร จัดเนื้อหาของการสอนครูควรเลือกเนื้อหาที่นักเรียนคุ้นเคยหรือใกล้ตัวกับนักเรียน ไม่ควร เลือกเนื้อหาที่ยากหรือไกลตัวนักเรียนเกินไป 3) ครูควรศึกษาเนื้อหา ของเรื่องอย่างละเอียด จนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาของเรื่องหรือค าศัพท์ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อ เรื่อง เพื่อจะได้อธิบายหรือให้ค าแนะน านักเรียนได้มากที่สุด 4) ครูผู้สอนควรอธิบายวิธีการ ล าดับขั้นตอน การท ากิจกรรมต่าง ๆ แก่นักเรียนให้เข้าใจก่อนปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียน สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป 1) ควรเพิ่มจ านวนกลุ่มตัวอย่างในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยให้มากขึ้น 2) ควรมีการพัฒนาการออกแบบการจัดกิจกรรมที่สามารถบูรณาการกับวิชาอื่น ๆ ได้ 3) ควรมีการศึกษาและน าแนวการสอนตามกระบวนการสอนอ่านด้วยการชี้น า การคิดแบบกลุ่มสัมฤทธิ์นี้ไปปรับและทดลองใช้กับนักเรียนในชั้นอื่น ๆ โดยใช้เนื้อหาบทอ่าน ที่เหมาะสมกับวัย ระดับความสามารถในการอ่าน ระดับชั้นเรียนและความสนใจของนักเรียน ในระดับชั้นนั้น ๆ 4) ค ว ร ท า ก า ร ศึ ก ษ า ค้นคว้าผล การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) กับตัวแปรอื่น ๆ เช่น ความคงทนในการเรียนรู้วิชา ภาษาอังกฤษ ความสนใจในการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ ความสามารถในการพูด ภาษาอังกฤษ ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษ เป็นต้น เพื่อน ามาพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงไปด้วยดีเนื่องจากผู้วิจัยได้รับความช่วยเหลือ ดูแล เอาใจใสเป็นอย่างดีจากหลายๆฝ่าย โดยเฉพาะอาจารยที่ปรึกษาสองท่าน คือ อาจารย์ บุรัชต์ ภูดอกไม้และ ผศ.วชิรเกียรติ เบ้าทองจันทร์ในการแนะน า ตรวจแกไข ใหขอเส นอแนะ ติดตามความก้าวหนาในการด าเนินการวิจัย ผู้วิจัยรูสึกซาบซึ้งในความกรุณา ของอาจารยทั้งสองท่านนี้เป็นอย่างยิ่งและขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ที่สละเวลาในการตรวจทานแกไขขอบก พรองของแผนการสอน ตรวจทานความถูกตองของภาษา และพิจารณาความตรงเชิง เนื้อหาของเครื่องมือที่ใชในการวิจัย ขอขอบคุณ ผู้อ านวยการ คณะผู้บริหาร คณาจารย ครูพี่เลี้ยง และนักเรียน โรงเรียนบ้านท่าลี่ จังหวัดอุดรธานี ที่ไดใหความร่วมมือในการด าเนินการทดลอง นอกจากนี้ผู้วิจัยยังไดรับการช่วยเหลือและก าลังใจจากคุณพอ คุณแม่ พี่นองและ เพื่อนๆ ตลอดจนบุคคลต่างๆ ที่ใหความช่วยเหลืออีกมากที่ผู้วิจัยไม่สามารถกล่าวนาม ไดหมดในที่นี้ ผู้วิจัยรูสึกซาบซึ้งในความกรุณาและความปรารถนาดีของทุกท่านเป็น อย่างยิ่ง จึงกราบขอบพระคุณและขอบคุณไวในโอกาสนี้
กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: วัฒนพานิช. กระทรวงศึกษาธิการ. กรมวิชาการ. (2546). แนวทางการจัดกิจกรรม พัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. กรมวิชาการ. (2551). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. กานต์มณีศักดิ์เจริญ. (2546). วิธีอ่านหนังสือและการอ่านหนังสือให้ฟังในกิจกรรม ส่งเสริมการอ่าน (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. การอ่านเร็ว คิดเป็น. (2543). กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. กอบแก้ว สกุลแก้ว. (2553). ก า ร ศึกษ า ค ว า ม ส า ม า ร ถ อ ่าน จับใ จ ค ว าม วิช า ภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินระดับหูตึง จากการ สอนอ่านแบบ DR- TA (Directed Reading-Thinking Activity). (ป ริ ญ ญ า นิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. กรุงเทพฯ. กฤษฎา โพธิ์ชัยรัตน์. (2556). ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื ่อความเข้าใจของ นักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษ าปีที่ 6 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันโดยใช้กิจกรรมการ อ่านแบบกว้างขวาง. วารสารศึกษาศาสตร์ ฉบับวิจัยบัณฑิตศึกษา, 36(3), 10- 17. ขวัญฤทัย มุลทาทอง. (2560). ผลการสอนด้วยวิธี DR-TA เสริมด้วยวิธี Story Impression และการ ใช้ค าถาม 5W1H ต่อความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี, 5(1), 67-80.
ชนกานต์ทิพย์อุ่น. (2556). การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชน เผ่าปกาเกอะญอ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกองแขก โดยใช้รูปแบบการสอน ซีไอ อาร์ซี. (ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เชียงใหม่. ดารา หวานสนิท. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการอ่านเพื่อความเข้าใจใน วิชาภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนด้วยวิธีการสอนแบบ DR-TA และวิธีการตั้งค าถามแบบ EX-QAR กับวิธีสอนแบบปกติ. (ปริญญานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ. ทัศนีย์ศุภเมธี. (2534). พฤติกรรมการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: ภาควิชาหลักสูตร และการสอนคณะครุศาสตร์ วิทยาลัยครูธนบุรีสหวิทยาลัย รัตนโกสินทร์. นฤมล กังวานไกล. (2534). ก า รเป รียบเทียบค ว ามเข้าใจในก า รอ ่าน แล ะ ความสามารถในการเขียน และเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 ที่ได้รับ การสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษากับการสอนปกติ. (ปริญญานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. กรุงเทพฯ. นภเนตร ธรรมบวร. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นันทิยา แสงสิน. (2540). กลวิธีการสอนอ่านเพื ่อความเข้าใจภาษาอังกฤษใน ระดับมัธยมศึกษา. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เชียงใหม่. นิดดา หงส์วิวัฒน์. (2545). เด็กกับสังคมโรงเรียน. กรุงเทพฯ : แสงแดด บันลือ พฤกษะวัน. (2532). มิติใหม่ในการอ่าน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. บันลือ พฤกษะวัน. (2543). การอ่านเร็ว คิดเป็น. กรุงเทพ : ไทยวัฒนาพานิช. บุญชม ศรีสะอาด. (2556). วิธีการทางสถิติส าหรับการวิจัย เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ:สุวีริยาสาส์น. บุญเรือง ขจรศิลป์. (2529). วิจัยทางการศึกษา. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เผชิญ กิจระการ. (2544). การวิเคราะห์ประสิทธิภาพสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา E1/E2. วารสาร การวัดผลการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 5(11), 44-51. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2540). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ : ส านัก ทดสอบทางการศึกษาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. พิน คงพูล. (2529). คว ามพึงพอใจที่มีต่อบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของ คณะกรรมการ ประถมศึกษาจังหวัดใน 14 จังหวัดภาคใต้. (ปริญญานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. กรุงเทพฯ. แพรวพวง โยวะผุย. (2558). การใช้กิจกรรมชี้น าการอ่านการคิดร่วมกับหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ เพื ่อส ่งเส ริมค ว ามส าม า รถในก า รอ ่านภ าษ าอังกฤษแล ะคว ามพึง พอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. (ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ภณิดา ชัยปัญญา. (2541). ความพึงพอใจของเกษตรกรต่อกิจกรรมไร่นาสนผสมภายใต้ โครงการปรับ โครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร ของจังหวัดเชียงราย. (ปริญญานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต). เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. มณีรัตน์สุกโชติรัตน์. (2549). อ่านเป็น: เรียนก่อน สอนเก่ง. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์. โยธิน แสวงดี. (2551). การวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ : ศูนย์ศึกษาและฝึกอบรมการ วิจัย. วรัชฎา ครองยุต. (2562). การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ประกอบแบบฝึกทักษะ เพื ่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับ ใจความ ส าหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ. วารสาร เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม , 2 (6), 34-43. วิรัชนี มาตันทัง. (2558). การใช้กิจกรรมดีอาร์ ทีเอเพื่อพัฒนาความสามารถในการ อ่านภาษาอังกฤษและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5. (ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. สมุทร เซ็นเชาวนิช. (2542). เทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สุชาดา นาทรงคุณ. (2541). การพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถ ในการอ่านเพื่อ ความเข้าใจภาษาไทยส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. (ปริญญานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต). ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สุธิดา ศิริพงศ์. (2532). การใช้กิจกรรมชี้น าการอ่าน-การคิดเพื ่อพัฒนาความ เข้าใจในการอ่าน ภาษาอังกฤษและความสามารถในการตรวจสอบความเข้าใจระหว่างอ่านขอบ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง. (ปริญญานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สุภัทรา อักษรานุเคราะห์. (2532). การสอนทักษะทางภาษาะวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สุรีรัตน์โรจน์ประทักษ์. (2539). ความพึงพอใจในงานของข้าราชการในส านักงาน สาธารณสุข จังหวัดอุบลราชธานี. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร. สมนึก ภัททิยธนี. (2558). การวัดผลการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 10). กาฬสินธุ์ : ประสาน การพิมพ์. สมบัติ ท้ายเรือค า. (2553). ระเบียบวิธีวิจัยส าหรับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์.
อัจฉรา ชีวพันธ์. (2547). กิจกรรมการเขียนสร้างสรรค์ในชั้นประถมศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เอกลักษณ์ เทพวิจิตร. (2558). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading-Thinking Activity). ( ป ริ ญ ญ า นิ พ น ธ์ ป ริ ญ ญ า ม ห า บั ณ ฑิ ต) . มหาวิทยาลัยศิลปากร. Andi Ulmi Dwiyanti Sukri. (2021). The Effect of Application Directed Reading Thinking Activity (DRTA) Learning Strategies Toward Reading Comprehension Skills At The Fourth Grade Student Of SDN Kompleks Pincengpute Kecamatan Tanasitolo Kabupaten Wajo. (IJEST) International Journal of Elementary School Teacher, 1 (1), 27-34. Eli Yeny. ( 2020). The Effect of Directed Reading-Thinking Activity on Students’ Critical Thinking Abilities. Advances in Social Science, Education and Humanities, 432 (3). Likert, Rensis. (1967). The Method of Constructing and Attitude Scale. New York: Wiley & Son. Maslow, A.H. (1968). Towards A Psychology of Being. New Jersey: D.Van Nostrand Company Inc.