การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
อย่างปลอดภัยและถูกต้อง
ตามสิทธิในการนำมาใช้
ประเภทของข้อมูลที่มีการแชร์หรือแบ่งปันในสังคมออนไลน์
ข้อมูลข่าวสารที่นำมาแบ่งปันหรือแชร์กันในสังคมออนไลน์สามารถแบ่งออกได้
เป็น 3 ประเภท คือ
1.ข้อมูลข่าวสารที่แลกเปลี่ยนหรือแชร์เป็นการส่วนบุคคล เช่น ข้อความ
ภาพ เสียง วิดีโอ ลิงก์ ไฟล์ประเภทต่างๆ
2.ข้อมูลข่าวสารที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างองค์กรหรือหน่วยงาน ประเภทข่าวสาร
หรือเหตุการณ์ต่างๆ เช่น RSS Feed เกี่ยวกับข่าวสารการพยากรณ์อากาศ
3.ข้อมูลสารสนเทศที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างระบบเฟิร์มและซอฟแวร์ หรือระบบปฏิบัติการกับ
เครื่องอื่นๆ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนกันโดยที่ผู้ใช้อาจไม่สังเกตเห็นหรือไม่ทราบว่ามีการสื่อสาร
ระหว่างเครื่องกับ เครื่องกันอยู่
ตัวอย่างข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันในสังคมออนไลน์
1.ข้อมูลต่อบุคคล
2.ข้อมูลบุคคลต่อบุคคล
3.ข้อมูลบุคคลต่อสาธารณะ
กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิ วเตอร์
1. กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิ วเตอร์
1.1 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิ วเตอร์
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มีบทบัญญัติบาง
ประการที่ไม่เหมาะสมต่อกาารป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งมีรูปแบบ
การกระทำความผิดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และโดยที่มีการจัดตั้งกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจ
และสังคมซึ่งมีภารกิจในการกำหนดมาตรฐานและมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย
ไซเบอร์ รวมทั้งการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของเทคโนโลยี
สารสนเทศ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
มาตรา4,5,6,7,8,9,10,14,23,24และ26
ซึ่งมาตราที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นมีการบัญญัติขึ้นเพื่อทำให้เห็นถึงโทษที่จะได้รับตามความ
เหมาะสมตามที่ผู้กระทำผิดได้กระทำไปเพื่อไม่ให้กระทำอีกหรือยับยั้งการกระทำผิดที่อาจจะ
เกิดขึ้นได้ในปัจจุบันที่มีความไวของเทคโนโลยี
1.2 พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์พ.ศ.2562
ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขึ้น โดยมีบทบัญญัติ
บางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพองบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 28 ,
92, 45, 34 , 8 และมาตรา 37 บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เพื่อให้การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มีประสิทธิภาพและเพื่อให้มีการป้องกัน รับมือ และ
ลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ซึ่งมี
สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
1. กำหนดให้โครงสร้างพื้นฐานทางการและหน่วยงานภาครัฐมีมาตรฐาน
2. มีการเฝ้าระวังภัยคุดคามและมีแผนรับมือเพื่อกู้คืนระบบให้กลับมาทำงานตามปกติ
3. มีการร่วมมือและประสานงานกันกับสำนักงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เมื่อ
มีภัยร้ายแรง ลักษณะของภัยคุกคามทางไซเบอร์แบ่งออกเป็น3ระดับดังนี้
1) ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับไม่ร้ายแรง
2) ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรง
3) ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับวิกฤต
2.แนวทางการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลของตัวเราโดยมิชอบจากผู้อื่น
การใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะทําให้เกิดความเสี่ยง
- การใช้เว็บเบราว์เซอร์เข้าสู่บริการต่างๆเช่น อีเมล หรือแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งเมื่อเรา
ต้องการใช้งานอีเมลเราจําเป็นต้องมีการล็อกอินเข้าใช้งาน ดังนั้นหลังการใช้งานควรล็อกเอาทุก
ครั้ง
การตั้งรหัสผ่าน ชื่อผู้ใช้ ควรมีความซับซ้อนที่สามารถคาดเดาได้ยาก
- การตั้งรหัสผ่านไม่ควรใช้วัน เดือน ปีเกิด นามสกุล หรือข้อมูลที่คาดเดาได้ง่าย
- ควรมีตัวอักษรผสมที่หลากหลาย
- ควรใช้ระบบช่วยในการรักษาปลอดภัยของข้อมูลอื่นๆเช่น การแสกนลายนิ้วมือ
- ควรจำรหัสผ่านให้ได้เสมอ
การเลือกที่จะเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวกับกลุ่มที่เชื่อถือได้ว่าจะไม่นำข้อมูลของเราไป
แสวงหาประโยชน์ต่อ
การโพสต์ข้อความส่วนตัวในบางครั้งอาจมีการแสดงความรู้สึกออกไปในช่วงนั้น จริงอยู่ที่อาจเป็นเรื่องส่วน
ตัวที่เราอยากเปิดเผยแต่อาจเกิดความสุ่มเสี่ยง เมื่อบุคคลที่ไม่หวังดีนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
ห้ามเปิดเผยหรือบอกรหัสผ่านให้บุคคลอื่นทราบโดยเด็ดขาด
ทรัพย์สินทางปัญญา
1.ลิขสิทธิ์
หมายถึง สิทธิแค่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใดๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างหรือพัฒนาได้คิดค้น
หรือ สร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้สติปัญญา ความรู้ความสามารถ และทักษะของตนเองโดยไม่ลอก
เลียนผลงานของผู้ อื่น
กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทยนั้นได้ให้ความคุ้มครองแก่ผลงานที่สร้าง
ขึ้น โดยแบ่งเป็นประเภท ดังนี้
1.งานวรรณกรรม เช่น หนังสือ สิ่งพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์
2.งานนาฎกรรม เช่น ท่าร่า ท่าเต้น หรือการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว
3.งานศิลปะกรรม เช่น งานจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ภาพถ่าย
4.งานดนตรีกรรม เช่น เพลงที่มีค่าร้อง ทํานอง
5.งานสั่งบันทีกเสียง เช่น แผ่นซีดีเพลง
6.งานโสตทัศนวัสดุ เช่น อุปกรณ์บันทึกภาพ เสียง
7.งานภาพยนตร์
8.งานแพร่เสียงแพร่ภาพ เช่น การกระจายเสียงทางวิทยุ
9.งานอื่นๆ ในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ
2.สิทธิบัตร
หมายถึง สิทธิพิเศษที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้เจ้าของสิทธิบัตรนั้นมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการ
แสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร เช่น
การผลิดและการจําหน่าย โดยส่วนใหญ่แล้วสิทธิบัตรจะเกี่ยวข้องกับสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่เหมือน
กับใคร มีเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยส่วนมากจะเป็นเครื่องจักร หรือการออกแบบรูปทรงที่
แตกต่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และหากมีการดัดแปลงเพิ่มประสิทธิภาพ จากงานสิทธิบัตรเดิมก็
สามารถจดเป็นอนุสิทธิบัตรได้ด้วย
เกร็ดความรู้
สิทธิบัตรมีวันหมดอายุได้ เมื่อหมดอายุลงก็สามารถต่ออายุได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าของผลงาน
หากเจ้าของเห็นว่าคุ้มค่าแล้วกับการหาประโยชน์กับสิทธิบัตรนั้นก็อาจจะปล่อยให้หมดอายุ
สิ่งประดิษฐ์นั้นก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง อาจจะถูกคัดลอก ทำซ้ำได้โดยไม่ละเมิดการคุ้มครอง
3.เครื่องหมายการค้า
เป็นสิทธิในการใช้เครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของ
เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น แตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น หากมี
การนำเครื่องหมายการค้านั้นไปใช้ในเชิงแอบอ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะถูกดำเนินคดีตาม
กฎหมายได้
การใช้เทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศกับการเผยแพร่
สิทธิของสื่อในการนำข้อมูลมาใช้เผยแพร่ต่อหรือทำซ้ำอีก
(Fair use and creative commons)
การนำสื่อมาใช้ เช่น การดาวน์โหลด เพลง สื่อกลาง ก็มีประเด็นด้านลิขสิทธิ์เช่นกัน ด้วยเหตุนี้
การนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้นั้น ต้องขออนุญาติจากเจ้าของผลงานก่อน บางคนไม่สะดวกจึงมี
วิธีการแก้ไขสำหรับเหตึการณ์เหล่านี้ โดยเจ้าของผลงานสามารถประกาศเงื่อนไขโดยการทำ
สัญญาได้ ซึ่งในปัจจุบันมรโครงการที่ขื่อว่า ครีเอทีฟคอมมอนส์(Creative Commons)ขึ้นมา
โครงการ Creative Commons ได้มีการแก้ปัญหา ดังนี้
1. จัดชุดของเงื่อนไข เช่น ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
2. สร้างความคุ้มครองทางกฎหมายโดยเขียนสัญญาที่มีผลบังคับใช้จริง ๆ
3. มีโล้โก้ CC เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน โดยมีสัญลักษณ์4แบบดังนี้
Attribution ตัวย่อBY No Derivatives ตัวย่อND
คนนำไปใช้ต้องอ้างอิงแหล่งที่มาชัดเจน ห้ามดัดแปลงแก้ไข
Non-Commercial ตัวย่อNC Share Alike ตัวย่อSA
ห้ามนำไปใช้เพื่อหาผลประโยชน์ หากนำผลงานำไปใช้ งานนั้นต้อง
เป็นCreative Commonsด้วย
Fair Use (แฟร์ยูส)
คือ ความชอบธรรมทางกฏหมายในการนำผลงานลิขสิทธิ์มาใช้ในระดับที่จำกัด
ปัจจัย 4 อย่างที่เป็นตัวกำหนดFair use
1.มุ่งหมายและลักษณะของการใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ เช่น เพื่อการเรียน
2.ลักษณะของผลงานลิขสิทธิ์เช่นหนังสือในห้องสมุดที่ยืมไปอ่านได้
3. ความยาวของงานที่นำไปใช้ อาจเป็นหนังสือทั้งเล่ม หรือ2-3หน้าคัดลอกไปสอน
4. ผลกระทบที่อาจมีต่อตลาดรายได้ของผู้ผลิตผลงานและมูลค่าของผลงาน
การทำธุรกิจออนไลน์ การทำธุรกรรมออนไลน์ และความ
ปลอดภัยในการใช้งานสำหรับผู้เรียกใช้บริการ
มนุษย์มีการใช้เทคโนโลยีตลอดเวลาการที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็วย่อมเป็นผลดีต่อ
การดำเนินชีวิตที่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น แต่การใช้เทคโนโลยีโดยไม่ระมัดระวัง
นั้นอาจจะส่งผลเสียต่อตนเองได้ เช่น การเติบโตของธุรกิจออนไลน์ที่ลูกค้าสามารถซื้อสินค้า
ได้ง่ายรวดเร็ว เป็นผลให้มิจฉาชีพมีช่องทางการให้หลอกลวงหรือปลอมแปลงข้อมูลด้าน
ธุรกรรมการเงินหรือการทำธุรกิจออนไลน์ซึ่งควรจะศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการทำธุรกิจ
ออนไลน์ให้เข้าใจเสียก่อนเพื่อให้การทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิของผู้
อื่น สำหรับประเทศไทยธุรกิจออนไลน์นี้นับได้ว่ามีการเจริญเติบโตสูงและมีมูลค่าการซื้อขาย
ในระบบธุรกิจออนไลน์สูงมาก
ธุรกิจออนไลน์ หรือ e-commerce คือ การทำธุรกิจผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในรูปแบบ
อัตโนมัติ ซึ่งถือว่าเป็นลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าดังกล่าวและสามารถชำระค่าสินค้าได้ทันที
ผ่านระบบบัตรเครดิต เมื่อการดำเนินธุรกรรมทางการเงินได้ตรวจสอบเสร็จสิ้นโดย
สมบูรณ์เว็บไซต์หรือแหล่งนำเสนอสินค้านั้นจะตัดสินค้าออกจากคลังและจัดส่งสินค้าไป
ยังลูกค้าธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบันมีอยู่ทั่วไปและมีช่องทางในการขายหลายเทคนิคโดยมี
ลักษณะโดยสังเขป ดังนี้
1. ผ่านเว็บไซต์ของตนเอง
2.ผ่านเว็บไซต์ตัวการค้าขาย
3.ผ่านเว็บไซต์ร้านค้าช็อปปิงออนไลน์
4.ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย
1. การทำธุรกรรมทางการเงินกับร้านค้าต่างๆ ที่ถูกต้องและปลอดภัย
1.1 ตรวจสอบว่าร้านค้านั้นมีการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกระทรวง
พาณิชย์หรือไม่
1.2 หากเป็นร้านค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนการค้า ควรตรวจสอบประวัติการค้าขายที่ผ่านมา
1.3 ก่อนโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร ควรตรวจสอบเลขบัญชีที่ได้มาก่อนว่า
มีการฉ้อโกงหรือไม่
1.4 ใช้ระบบการเก็บเงินปลายทาง
1.5 เมื่อจะสั่งสินค้าออนไลน์ควรมีความรอบคอบ ตรวจสอบสินค้าจากหลายแหล่งร้าน
ค้าหรือตรวจสอบประวัติของร้านนั้นๆ
1.6 ให้สังเกตลิ้ง URL จากเว็บไซต์ที่เราต้องการดำเนินการธุรกรรมว่ามีการเข้ารหัส
เพื่อความปลอดภัยหรือไม่
2. การป้องกันความเสี่ยงในการถูกโจรกรรมข้อมูลเบื้องต้นสำหรับเครื่องคอมพิ วเตอร์
และสมาร์ตโฟนของเรา
สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟน ควรมีการติดตั้งแอปพลิเคชันแอนตี้ไวรัส
และแอปพลิเคชั่นป้องกันสปายแวร์เพื่อไม่ให้ไวรัสเข้าเครื่อง
2.1 ตรวจสอบอีเมลต้องสงสัย
- อีเมลบางประเถทมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหลอก เป็นวิธีการที่เหยื่อจะถูกชักชวน
ให้ชำระเงินต่างๆ เช่นอาจจะส่งมาว่าคุณคือผู้โชคดี
- สลากรางวัลหลอก เป็นการหลอกว่าคุณได้รับรางวัลและให้ส่งข้อมูลส่วนตัวไป
เช่นบ้านเลขที่ และจะหลอกให้เสียค่าธรรมเนียมไปเรื่อยๆ
- การจ้างหลอกงาน ส่วนมากเป็นอีเมลเสนอโอกาสในการจ้างงาน และให้เสียค่า
ธรรมเนียมเพื่อนำไปประกอบหนังสือเดินทางต่างๆ
- ฟิชชิ่ง เป็นคำที่ใช้เรียกลักษณะการกระทำผิดกฎหมายโดยส่งอีเมลไปหลอกให้
ทำการเปิดเผยข้อมูลในเว็บไซด์ปลอม
2.2 ม้าโทรจัน
โทรจันเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่ง โดยทั่วไปอาชญากรขะทำการส่งอีเมล
ไปเพื่อให้กดเข้าชมเว็บไซด์ที่ไม่ปลอดภัย
ด.ญ. พีรดา รุ่งเรือง ม.3/1 เลขที่25
30125