การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์
Glorious Revolution
TIME LINE
UNITED KINGDOM
1215 1642-1651
The magna
C
arta
The English civil
war
1668
The glorious
revolution
1689
Bill of rights
1832
Reform bill
กฏบัตรแมกนาคาร์ดา
มหากฎบัตร (Magna Carta) จากภาษาละตินแปลว่า "กฎบัตรใหญ่" (Great Charter)
บางครั้งก็เรียกว่า"กฎบัตรใหญ่แห่งอิสรภาพ" (Magna Carta Libertatum)
เป็นกฎบัตรของอังกฤษที่ตราขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1758 (ค.ศ. 1215)
โดยถือกันว่ามหากฎบัตรนี้คืออิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่มีต่อประวัติศาสตร์ศาสตร์อันยาวนาน
ของกระบวนการที่นำมาสู่กฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน
การที่มหากฎบัตรเกิดขึ้นมาได้นั้น เนื่องมาจากข้อขัดแย้งระหว่างพระสันตปาปา
พระเจ้าจอห์นและคณะขุนนางอังกฤษของพระองค์เกี่ยวกับสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์
มหากฎบัตรบังคับให้พระมหากษัตริย์ทรงสละสิทธิ์บางอย่าง
และยอมรับกระบวนการทางกฎหมายบางอย่าง
และยังให้รับว่าพินัยกรรมของพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
กฏบัตรแมกนาคาร์ดา
มีความเข้าใจผิดที่แพร่หลายหลายประการเกี่ยวกับมหากฎบัตรนี้
เช่นว่า เป็นเอกสารชิ้นแรกสุดที่จำกัดสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์โดยกฎหมายบ้าง
(ความจริงไม่ใช่กฎบัตรแรกที่จำกัดสิทธิ์กษัตริย์และมหากฎบัตรนี้ส่วนหนึ่งมาจากสืบเนื่อง
กฎบัตรแห่งอิสรภาพ) และในแง่ปฏิบัติ พระมหากษัตริย์ถูกจำกัดสิทธิ์บ้าง เป็นเอกสารที่
ตายตัวไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง
มหากฎบัตรถูกปรับปรุงแก้ไขมาโดยตลอดยุคมืด และแก้ไขต่อในสมัยราชวงศ์ทิวดอร์
และราชวงศ์สจวต และต่อมาในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 ล่วงมาถึงช่วงแรกของ
คริสต์ศตวรรษที่ 19 มาตราต่างๆ
ที่มีเดิมในกฎหมายอังกฤษถูกยกเลิกหรือปรับปรุงไปเกือบหมด
อิทธิพลของมหากฎบัตรนอกประเทศอังกฤษอาจเห็นได้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาและใน
กฎหมายว่าด้วยสิทธิ์ นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ที่ใช้กฎหมายจารีตแต่มีรัฐธรรมนูญจะมี
อิทธิพลของมหากฎบัตรอยู่ ทำให้มหากฎบัตรกลายเป็นเอกสารทางกฎหมายที่มีความสำคัญ
ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งประชาธิปไตย
สงครามกลางเมือง
The English Civil War
สงครามกลางเมืองอังกฤษ (English Civil War; ค.ศ. 1642 ถึงปี ค.ศ. 1651) เป็น
สงครามกลางเมืองของอังกฤษ, สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ที่ต่อเนื่องกันหลายครั้ง
ระหว่างฝ่ายรัฐสภา และฝ่ายกษัตริย์นิยม สงครามกลางเมืองอังกฤษครั้งที่ 1 เกิดขึ้น
ระหว่างปี ค.ศ. 1642 ถึงปี ค.ศ. 1646; ครั้งที่ 2 ระหว่างปี ค.ศ. 1648 ถึงปี ค.ศ.
1649 เป็นสงครามของความขัดแย้งระหว่างผู้สนับสนุนพระเจ้าชาลส์ที่ 1 ฝ่ายหนึ่งและผู้
สนับสนุนรัฐสภายาวอีกฝ่ายหนึ่ง ขณะที่ครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1649 ถึงปี
ค.ศ. 1651 เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้สนับสนุนพระเจ้าชาลส์ที่ 2 และผู้สนับสนุนรัฐสภารัม
พ์อีกฝ่ายหนึ่ง สงครามกลางเมืองจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐสภาที่ยุทธการวูสเตอร์เมื่อ
วันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1651
ผลของสงครามกลางเมืองครั้งที่สองนำไปสู่การปลง
พระชนม์ของพระเจ้าชาลส์ที่ 1, การลี้ภัยของพระ
ราชโอรสพระเจ้าชาลส์ที่ 2 และการเปลี่ยนระบบ
การปกครองของอังกฤษจากระบอบพระมหากษัตริย์
ไปเป็นระบบเครือจักรภพแห่งอังกฤษ
ระหว่างปี ค.ศ. 1649 ถึงปี ค.ศ. 1653 และต่อจากนั้นไปเป็นระบบรัฐผู้พิทักษ์ภายใต้การนำ
ของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ระหว่างปี ค.ศ. 1653 ถึงปี ค.ศ. 1659 เอกสิทธิ์ในการนับถือคริสต์
ศาสนาของนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ในอังกฤษสิ้นสุดลงด้วยการรวม การปกครองโดย
โปรเตสแตนต์ (Protestant Ascendancy) ในไอร์แลนด์ ในด้านรัฐธรรมนูญสงครามครั้งนี้
เป็นการวางรากฐานว่าการปกครองระบอบพระมหากษัตริย์ไม่สามารถทำได้โดยมิได้รับความเห็น
ชอบจากรัฐสภา แต่อันที่จริงแล้วปรัชญานี้ก็มิได้ปฏิบัติกันอย่างจริงจังจนกระทั่งถึงสมัยการ
ปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในปลายคริสต์ศตวรรษ
การป(ฏGิวlัoตrิiอoัuนsรุ่Rงโeรvจoนl์ution)
การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (Glorious Revolution) หรือการปฏิวัติป1ีี 668 (Revolution of 1688)
เป็นการปฏิวัติในอังกฤษ เกิดจากนโยบายด้านการศาสนาของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 หลังปี
1685 ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ผู้นำฝ่ายการเมืองส่วนมากที่ไม่นิยมชมชอบสายสัมพันธ์
อันแนบแน่นกับฝรั่งเศสและการเข้ารีตนิกายคาทอลิกของพระองค์ จนทำให้เกิดการ
ปฏิวัติโค่นล้มราชบัลลังก์ โดยสหภาพนักรัฐสภานิยมชาวอังกฤษ ได้ร่วมกับเจ้าชายวิล
เลียมแห่งออเรนจ์-นัสเซา (William III of Orange-Nassau) เจ้าชาวดัตช์ เคลื่อน
กองทัพเรือเข้ายึดอังกฤษ การปฏิวัติจบลงด้วยความสำเร็จส่งผลให้เจ้าชายวิลเลียมได้
ขึ้นครองราชบัลลังก์อังกฤษเป็น พระเจ้าวิลเลียมที่ 3 แห่งอังกฤษ ร่วมกับสมเด็จพระ
ราชินีนาถแมรีที่ 2 แห่งอังกฤษ ผู้เป็นพระชายาของพระองค์
การป(Gฏิlวoัตrิiอoัuนsรุ่Rงโeรvจoนl์ution)
จุดวิกฤตซึ่งส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้น
คือการที่พระเจ้าเจมส์ที่ 2
ให้กำเนิดพระราชโอรสนามว่า
เจมส์ ฟรานซิส เอ็ดเวิร์ด สจวต
ในกลางปี 1688 ซึ่งพระโอรสพระองค์นี้ได้
กลายเป็นรัชทายาทผู้มีสิทธิโดยตรงในทันที
แทนที่เจ้าหญิงแมรี
ผู้ซึ่งเป็นทายาทโดยสันนิษฐานและชาว
โปรเตสแตนต์
การที่ตำแหน่งรัชทายาทตกไปสู้เจ้าชาย
เจมส์ผู้เป็นคาทอลิกโดยกำเนิด ทำให้การ
สถาปนาราชวงศ์ในจารีตโรมันคาทอลิกขึ้น
ปกครองราชอาณาจักรอังกฤษขึ้นมาอีกครั้งมี
ความเป็นไปได้ หัวหน้าขุนนางทอรีผู้มี
อิทธิพลสูงบางกลุ่มจึงร่วมกับขุนนางจาก
พรรควิกทำการทูลเชิญ
เจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์มายังอังกฤษ
บัญญัติสิทธิ (Bill of Rights)
การปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ ค.ศ. 1688
สงครามกลางเมืองที่ต่อเนื่องกันเกือบ 10 ปีเป็นการปูทางไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่า
"การปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่" ในปี 1688 เมื่อ วิลเลียม แห่ง ออเรนจ์ เจ้าชายองค์หนึ่งของ
ฮอแลนด์ ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางอังกฤษบางส่วน ยกทัพเข้ามายึดอำนาจจาก
กษัตริย์เจมส์ที่สองได้สำเร็จ ปราศจากการต่อต้านจากประชาชนในอังกฤษ เนื่องจาก
ประเด็นทางศาสนาระหว่างคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์ มากกว่าเรื่องสิทธิทางการ
เมือง ซึ่งการผลัดแผ่นดินครั้งนี้ เป็นผลสำคัญทำให้มีการผ่านกฎบัตรสำคัญอีกชิ้นที่
เรียกว่า Bills of Rights อันเป็นหมุดหมายประชาธิปไตยอีกหลักหนึ่งที่กลายเป็น
รัฐธรรมนูญ ถ่ายอำนาจการปกครองประเทศที่เคยรวมศูนย์อยู่ที่กษัตริย์มาอยู่ที่
รัฐสภา ซึ่งนักประวัติศาตร์ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการปกครองที่มีพระมหา
กษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
พระราชบัญ(ญRัeติfปoฏrิรmู ป Bill)
อังกฤษเป็นต้นแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อังกฤษได้
พัฒนามาสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ เมื่อมีการใช้reform bill
ในปี ค.ศ.1832 และ ค.ศ.1867 ซึ่งให้สามัญชนมีสิทธิในการเลือกตั้ง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
และเกิดขึ้นกับมวลมนุ ษยชาติ
นำไปสู่การเป็นต้นแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นรูป
แบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่ง
รัฐ ประชาธิปไตยของอังกฤษเหมือนกับไทยมากที่สุด เนื่องจากมีกษัตริย์เป็น
ประมุข และการปฏิวัติก็เหมือนกัน ตรงที่ไม่มีการนองเลือด ของในไทยก็เป็นของ
คณะราษฎร์ที่ปฏิวัติตอนปีพ.ศ.2475 โดยกษัตริย์ไม่ทรงมีบทบาททางการเมือง
ใดๆและทรงอยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญไม่ว่าเป็นหรือไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
ถึงแม้ว่าพระมหากษัตริย์อาจมีพระราชอำนาจโดยพระบารมีและรัฐบาลอาจ
ดำเนินการในพระนาม แต่พระมหากษัตริย์จะไม่ทรงกำหนดนโยบายสาธารณะ
หรือเลือกผู้นำทางการเมือง สภาเป็นสถานที่รวมของชนชั้นต่างๆ
ส่งผลให้เป็นการเปิดโอกาสให้คนธรรมดาที่เป็นสามัญชนเข้าไปนั่งในรัฐสภาด้วย
รัฐสภาจึงเป็นสถาบันทางการเมืองเพียงแห่งเดียวที่คนธรรมดาจะเข้าไปมี
บทบาททางการเมืองได้ รัฐสภาจึงเป็นสถาบันของประชาชน ก็คือรัฐสภาได้เข้า
มามีบทบาทควบคุมการใช้อำนาจของกษัตริย์รวมทั้งการปฏิบัติงานของคณะ
รัฐมนตรีอีก และประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการออกเสียง เลือกตั้งต่างๆ
รายชื่อสมาชิก ม.6.2
1.สิราวรรณ ค้าธัญญะมงคล 24
2.สุพิชฌาย์ เฟื่องปัญญา 25
3.พุธิตา เตยวงศ์ศักดิ์ 29
4.พัชรลดา ซื่อตรง 37
5.ภิรมณ นิพัทธพล 38
41
6.สลินทิพย์ พรมห
นองโดก