7 สิ่งมหัศจรรย์
ของโลก ทั้ง3ยุค
ยุคเก่า สิ่ ง ก่ อ ส ร้ า ง ที่ มี ค ว า ม ยิ่ ง ใ ห ญ่
ยุคกลาง แ ล ะ โ ด ด เ ด่ น ที่ สุ ด ใ น โ ล ก ซึ่ ง จ ะ มี
และยุคใหม่ ทั้ ง ห ม ด 7 แ ห่ ง ด้ ว ย กั น แ ล ะ มี ม า
น า น ห ล า ย ยุ ค ห ล า ย ส มั ย แ ล้ ว
ค รั บ ซึ่ ง ส่ ว น ใ ห ญ่ ส ถ า น ที่ เ ห ล่ า
นั้ น จ ะ มี เ รื่ อ ง ร า ว ที่ เ กี่ ย ว โ ย ง กั บ
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ สำ คั ญ ข อ ง โ ล ก อี ก
ด้ ว ย
คำนำ
หนังสือE-Book เล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชาพลเมืองโลกในยุคดิจิตอล(100-421)
มีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมความรู้เกี่ยวกับ7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในเเต่ละยุค ไว้ในหนังสือเล่มนี้
การจัดทำหนังสือเล่มนี้ ได้ทำการค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากหนังสือ อินเตอร์เน็ต
และบทความต่างๆ ผู้จัดทำหนังสือหวังว่าผู้อ่านจะเกิิดประโยชน์
นาย.กฤษฎา ประมงวัฒนา 053
นาย.สุรี ฤทธิ์โต 055
นาย.พงศ์พาณิช จันทร์สว่าง 015
นาย. อารีฟี ยูโซ๊ะ 020
สารบัญ
เรื่อง หน้า
• 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคเก่า 1
- ประวัติของเเต่ละเเห่ง 2-8
• 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคกลาง 9
- ประวัติของเเต่ละเเห่ง 10-16
• 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ 17
- ประวัติของเเต่ละเเห่ง 18-24
อ้างอิง,แหล่งที่มาของข้อมูล 25
ชื่อสมาชิกในกลุ่ม และอาจารย์ผู้สอน 26
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า
แน่นอนว่าก่อนจะมีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปั จจุบันที่เรารู้จักอยู่แล้ว
เรารู้แน่ชัดว่าถูกมนุษย์สร้างขึ้น แต่สำหรับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ
นั้น มันกลับดูลึกลับจนเกือบออกไปทางเรื่องปรัมปราซะด้วยซ้ำ บางอย่างยัง
หลงเหลือซากปรักให้เราได้ชม แต่บางอย่างก็แทบไม่มีหลักฐานยืนยันเลย มี
เพียงคำบอกเล่าจากตำราโบราณเท่านั้น
สำหรับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณนั้นจะอยู่ในช่วงประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล ถึงปีคริสตศักราช 500
โดยเรื่องราวของสิ่งเหล่านี้ถูกพบเป็นครั้งแรกในงานเขียนของกวีชาวกรีก นามว่า แอนติเพเตอร์แห่งไซดอน
(Antipator of Saidon) ซึ่งนับเป็นการจัดทำบัญชี 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกเป็นบัญชีแรกของมนุษยชาติอีกด้วย
แต่ส่วนใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างในแถบเมดิเตอเรเนียนตะวันออก มีทั้งหมด ดังนี้
1. มหาพีระมิดแห่งกีซา (The Great Pyramid of Giza)
ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ มีอายุราว 2,690 ปีก่อนคริสตกาล หรือเก่าแก่กว่านั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์
เพียงอย่างเดียวที่เก่าแก่ที่สุด และยังคงตั้งอยู่จนยืนยงจนปัจจุบัน ใช้สำหรับเป็นที่เก็บรักษาพระศพฟาโรห์คูฟู
(Khufu) สร้างขึ้นด้วยก้อนหินทรายทรงสี่เหลี่ยมประกอบกันกว่า 2.3 ล้านก้อน ใช้แรงงานไม่ต่ำกว่า 100,000 ชีวิต
2. สวนลอยแห่งบาบิโลน (HANGING GARDENS OF BABYLON)
สวนลอยแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าเนบูคาดเนสซาร์ที่ 2 ประมาณ 605-562 ปีก่อนคริสตกาล ปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานหรือ
แม้แต่ซากปรักให้เห็น แต่คาดว่าน่าจะอยู่บริเวณเดียวกับกรุงบาบิโลน เมืองมาฮาวีล (Mahaweel) ประเทศอิรัก
3. เทวรูปซูสที่โอลิมเปี ย (The Statue of Zeus at Olym
pia)
หากเทวรูปนี้ยังอยู่ถึงปัจจุบัน มันจะต้องเป็นสิ่งก่อสร้างเกี่ยวก
ับเทพเจ้าที่วิจิตรอลังการที่สุดอย่างแน่นอน เทวรูปซูส
ตั้งอยู่ในประเทศกรีซ สร้างเมื่อประมาณ 462 ปีก่อนคริสตกาล โดยช่างแกะสลักชาวกรีกที่มีชื่อที่สุดแห่งยุคโบราณ
นามฟิดิแอส (Phidias)
4. วิหารอาร์ทิมีส (The Temple of Artemis at Ephesus)
ตั้งอยู่ที่เมืองเอฟิซุส ประเทศตุรกี
ในปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 550 ปีก่อนคริสตกาล สร้างขึ้นเพื่อถวายเทพีอาร์ทิมิ
ส ซึ่งเป็นเทพที่พวกนายพรานเคารพบูชา ว่ากันว่าวิหารแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่งดงามหาที่เปรียบมิได้ที่สุดในยุคนั้น
5. สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสซัส (Mausoleum at Halicarnassus)
ตั้งอยู่ในเมืองโบดรุม (Bodrum)
ประเทศตุรกี สร้างขึ้นเมื่อ 351 ปีก่อนคริสตกาล โดยพระดำริของราชินีอาร์เทมิเ
(Artemisia) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่พระสวามี กษัตริย์มอโซลุสแห่งคาเรีย
6. เทวรูปโคโลสซูสแห่งเกาะโรดส์ (Colossus of Rhodes)
ตั้งอยู่ในทะเลเอเจียน ประเทศกรีซ
เป็นรูปสำริดขนาดใหญ่ของสุริยเทพ หรือเฮลิออส (Apollo) สูงประมาณ 33 เมตร
ก่อสร้างระหว่าง 292-280 ปีก่อนคริสตกาล ตั้งตระหง่านบริเวณปากอ่าวของเกาะโรดส์ ถูกทำลายโดยแผ่นดินไหวหลัง
การสร้างเพียง 56 ปี
7. ประภาคารฟาโรส แห่งอเล็กซานเดรีย (Lighthouse of Alexandria)
ประภาคารยักษ์ที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ สมัยพระเจ้าปโตเลมี ประมาณ 280 ปีก่อนคริสตกาล ว่า
กันว่ามันสูงมากจนสามารถมองเห็นได้ไกล 35 ไมล์ ถูกทำลายโดยสิ้นเชิงจากเหตุแผ่นดินไหวในช่วงคริสต
ศตวรรษที่ 14
1
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคโบราณ มหาพีระมิดของกษัตริย์คูฟู ริมฝั่ งตะวัน
ตกของแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ มีอายุราว
มหาพีระมิดแห่งกีซา
The Great Pyramid 2,690 ปีก่อนคริสตกาล หรือเก่าแก่กว่า
of Giza นั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์เพียงอย่างเดียวที่
เก่าแก่ที่สุด และยังคงตั้งอยู่จนยืนยงจน
ปัจจุบันวิธีการสร้างพีระมิดแห่งกีซายังคงเป็นปริศนา ด้วย ปัจจุบัน ใช้สำหรับเป็นที่เก็บรักษาพระศพ
ความที่หินแต่ละก้อนมีน้ำหนักหลายตัน (ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดหนักถึง ฟาโรห์คูฟู (Khufu) สร้างขึ้นด้วยก้อน
200 เมตริกตัน หนักเท่าชิ้นส่วนเรือไททานิค) แต่เทคโนโลยีใน
ขณะนั้นยังไม่มีระบบปั้นจั่น ไม่รู้จักแม้กระทั่งล้อเลื่อน มีเพียง หินทรายทรงสี่เหลี่ยมประกอบกันกว่า
หลักฐานเป็นภาพแกะสลักนูนต่ำบนฝาผนังหิน ซึ่งแสดงการ 2.3 ล้านก้อน สร้างยาวนานกว่า 20 ปี
เคลื่อนย้ายเทวรูปหินขนาดใหญ่ด้วยแรงคนนับร้อยลากเข็นไป ใช้แรงงานไม่ต่ำกว่า 100,000 ชีวิต
บนแคร่ไม้ ใช้การราดน้ำเพื่อช่วยลดแรงเสียดทาน แต่นั่นยังไม่
สามารถตอบเราได้ว่าพวกเขาใช้วิธีใดลำเลียงหินขึ้นสู่บริเวณ
ก่อสร้างในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเทียบเท่าตึก 40 ชั้นในยุค
ปัจจุบันได้ ถึงขนาดที่มีทฤษฎีว่าพีระมิดแห่งเมืองอียิปต์นั้นอาจ
จะไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ในสมัยของอียิปต์โบราณ แต่อาจจะเป็น
ฝีมือของชาวแอตแลนติส หรือไม่ก็ มนุษย์ต่างดาว นั่นเลย
พีระมิดแห่งกีซา
มหาพีระมิดแห่งกีซา
สถานที่บนที่ราบสูงกีซาอันเป็นที่ตั้งของมหา หากเปรียบเทียบน้ำหนักของ พีระมิดคูฟู กับ
พีระมิดแห่งกิซาทั้งสาม ได้แก่ พีระมิดคูฟู พีระ อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กอย่าง ตึกเอ็มไพร์ส
เตท (Empire State Building) อดีตตึกระฟ้าสูง
มิดคาเฟร และพีระมิดเมนคูเร พร้อมกับสิ่ง ที่สุดในโลก ซึ่งมีน้ำหนักรวม 365,000 ตัน จะพบ
ก่อสร้างอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น มหาสฟิงซ์ พีระมิด ว่า พีระมิดคูฟู มีน้ำหนักมากกว่า ตึกเอ็มไพร์ส
เตท ถึงประมาณ 16 เท่าครึ่ง และเมื่อเทียบกับ
ขนาดเล็กและสุสานหลายแห่ง รวมทั้งซาก อาคารไทเป 101 (Taipei 101) อาคารสูงที่สุดใน
หมู่บ้านคนงาน ทั้งหมดสร้างขึ้นในสมัย โลก ณ ปี พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) ซึ่งมีน้ำหนัก
รวม 700,000 เมตริกตัน พีระมิดคูฟู ยังคงมีน้ำ
ราชวงศ์ที่สี่ของราชอาณาจักรเก่าของอียิปต์ หนักมากกว่า อาคารไทเป 101 ถึง 8 เท่าครึ่ง
โบราณ ระหว่าง 2600 ถึง 2500 ปีก่อน
คริสตกาล ตั้งอยู่ในกรุงเกรทเทอร์ไคโร ประเทศ
อียิปต์ ริมทะเลทรายตะวันตก ประมาณ 9
กิโลเมตร (5.6 ไมล์) ทางตะวันตกของแม่น้ำไนล์
ในเมืองกิซา และประมาณ 13 กิโลเมตร (8 ไมล์)
ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกลางกรุงไคโร
สวนลอยแห่งบาบิโลน
HANGING GARDENS OF BABYLON)
7 สิ่ง
มหัศจรรย์
ของโลก
ยุคโบราณ
ส ว น ล อ ย แ ห่ ง นี้ ส ร้ า ง โ ด ย พ ร ะ เ จ้ า เ น บู ค า ด
เ น ส ซ า ร์ ที่ 2 ป ร ะ ม า ณ 6 0 5 - 5 6 2 ปี ก่ อ น
ค ริ ส ต ก า ล ปั จ จุ บั น ไ ม่ ป ร า ก ฏ ห ลั ก ฐ า น ห รื อ
แ ม้ แ ต่ ซ า ก ป รั ก ใ ห้ เ ห็ น แ ต่ ค า ด ว่ า น่ า จ ะ อ ยู่
บ ริ เ ว ณ เ ดี ย ว กั บ ก รุ ง บ า บิ โ ล น เ มื อ ง ม า ฮ า
วี ล ป ร ะ เ ท ศ อิ รั ก มี ก า ร บ ร ร ย า ย ถึ ง ส ว น แ ห่ ง นี้ ไ ว้ ว่ า มี พื้ น ที่ ก ว่ า
4 0 0 ต า ร า ง ฟุ ต ส ร้ า ง สู ง ขึ้ น ไ ป เ ป็ น ชั้ น ๆ อุ ด ม ไ ป ด้ ว ย ต้ น ไ ม้
ด อ ก ไ ม้ น า น า พัน ธุ์ มี ร ะ บ บ ชั ก ร อ ก เ พื่ อ ร ถ น้ำ ต้ น ไ ม้ จ า ก ชั้ น บ น
แ ล้ ว ป ล่ อ ย ใ ห้ ไ ห ล ล ง ต า ม ชั้ น ต่ า ง ๆ พ ร ะ เ จ้ า เ น บู ค า ด เ น ส ซ า ร์
ที่ 2 ท ร ง ใ ห้ ส ร้ า ง ไ ว้ เ พื่ อ เ ป็ น อุ ท ย า น พัก ผ่ อ น ข อ ง พ ร ะ ม เ ห สี ข อ
พ ร ะ อ ง ค์ เ พื่ อ อ บ ร เ ท า ค ว า ม คิ ด ถึ ง บ้ า น เ กิ ด ข อ ง พ ร ะ น า ง
7 สิ่ ง ม หั ศ จ ร ร ย์ ข อ ง โ ล ก ยุ ค โ บ ร า ณ
เทวรูปซูสที่
โอลิมเปีย
เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้นประมาณ
2,400 ปีก่อน ระหว่างปี ค.ศ. 53 - 111 ตามตำนานที่จารึกไว้ได้ระบุว่า
เทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8 เท่า พระหัตถ์
ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้นแห่งชัยชนะ (A small figure of
Victory ) มีเครื่องประดับประดาด้วยทองคำล้วน ชาวโรมันเรียกอีกชื่อหนึ่ง
ว่า จูปีเตอร์ ชาวกรีกได้เรียกเทวรูปนี้ว่า ซุส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้นำแห่ง
เทพเจ้า ซึ่งชาวกรีกนับถื่อมากที่สุดในยุคนั้น ใครจะออกเดินทางไปเมืองใด
ต้องมาพรจากพระองค์เสียก่อน แต่บัดนี้ไม่มีหลักฐานให็เป็นที่ชมได้เพราะ
ได้ถูกไฟเผาไหม้หมดทั้งองค์ในปี ค.ศ. 476 คงเห็นภาพในเหรียญตราโบราณ
และจากจินตนาการที่ได้มาจากคำบอกเล่า หรือ นิยายปรัมปราเท่านั้น แต่
ความงาม ความใหญ่โตศักดิสิทธิ์ยังคงเป็นที่ยกย่องเล่าลือมาจนถึงปัจจุบันนี้
เ รี ย น รู้ เ พิ่ ม เ ติ ม ที่ W W W . D E E S I T E . C O . T H
วิหารอาร์ทิมิส
เป็นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เลียบแบบศิลปะแบบกรีก เพื่อถวายเทพเจ้าร์
เทมีส (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ของกรีก) ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจาก
หายนะและภัยพิบัติได้ อยู่ในเมืองอีเฟซุส บนชายฝั่งแห่งหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือ
ประเทศตุรกี) ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์แห่งกรีก จัดเป็นวิหารที่
สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็นที่รู้จักว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า
วิหารนี้มีเนื้อที่ถึง 54,720 ตารางฟุต ตัวอาคารมีความกว้างถึง 400 ฟุต
บริเวณโดยรอบวัดแห่งนี้กินเนื้อที่เกือบ 2 เอเคอร์ และมีเสาหินตั้งตระหง่านรอบ
ตัวอาคารมากกว่า 100 เสาหิน แต่ละเสาหินมีเส้นผ่านศุนย์กลาง 6 ฟุต ความสูง
60 ฟุต หลังคาปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าชื่อ
ว่า อาร์ทิมีส หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ไดอาน่า ประชาชนจะนำสิ่งของมาสักการะบูชา
ส่วนมากเป็นสิ่งของมีค่ามากมาย ตัววิหารเคยถูกไฟไหม้เสียหายครึ่งหนึ่งแต่ได้
รับการซ่อมแซมใหม่โดยกษัตริย์อเล็กซานเดอร์
เ รี ย น รู้ เ พิ่ ม เ ติ ม ที่ W W W . D E E S I T E . C O . T H
7 สิ่งมหัศจรรย์
ของโลกยุคโ บราณ
สุ ส า น แ ห่ ง ฮ า ลิ ค า ร์ นั ส ซั ส
สุสานเก่าแก่ของพระเจ้ามุสโซลุส กษัตริย์แห่งเอเซีย
ไมเนอร์ หรือเปอร์เซียในปัจจุบัน สร้างโดยพระมเหสี ชื่อ
อาเตมีสเซีย ซึ่งเป็นทั้งพระขนิษฐาของพระองค์ด้วย ความ
ตายของพระสวามี ทำให้พระนางเสียพระทัยมากถึงขนาด
ผสมเถ้าถ่านกระดูกของพระสวามีกับเครื่องดื่มของ
พระองค์ จึงสร้างสุสานไว้เป็นที่ระลึก คำว่า MAUSOLEUM
จึงถูกใช้ขนานนามสุสานขนาดใหญ่ ๆ ในเวลาต่อมา
สุสานเก่าแก่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้ เป็น
ผลงานของนายช่างผู้สร้างสรรค์ทั้ง 4 คน ด้วยกัน คือ
ฟิดิอัส , ชาติรัสบายฮาซีส , สโคปปาส และ ทิโมทิอัส
สร้างด้วยหินอ่อน ในปี ค.ศ. 156 - 190 มีขนาดสูงถึง
140 ฟุ ต ฐานโดยรอบยาวถึง 460 ฟุ ต บนยอดสุดเป็น
พื้ นเหลี่ยม เล็กกว่าฐานล่าง ได้ปั้ นเป็นรูปราชรถและม้า 1
ชุด กำลังวิ่ง และมีกษัตริย์พระมเหสียืนอยู่บนราชรถม้า
ประกอบด้วยลวดลาย สวยงามมาก
ตั้งอยู่ในเมืองโบดรุม (Bodrum) ประเทศตุรกี สร้างขึ้น
เมื่อ 351 ปีก่อนคริสตกาล โดยพระดำริของราชินีอาร์เทมิ
เซีย (Artemisia) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่พระสวามี
กษัตริย์มอโซลุสแห่งคาเรียที่สวรรคตเมื่อ 353 ปีก่อน
คริสตกาล ถูกทำลายโดยแผ่นดินไหว ปัจจุบันหลงเหลือ
เพียงชากปรักหักพัง และซากของรูปปั้นต่างๆ ที่ใช้ประดับ
สุสาน
DEESITE.CO.TH
7 สิ่งม หัศจรรย์ของ
โลกยุคโบราณ
เ ท ว รู ป โ ค โ ล ส ซู ส
แ ห่ ง เ ก า ะ โ ร ด ส์
เทวรูปโคโลสซูส(The Colossus of Rhodes) เกาะโรดส์ ในทะเลเอ
เจียน ประเทศกรีซ เป็นรูปของเทพเจ้า เฮลิออส หรือ อพอลโล สูง
ประมาณ 32 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 295 ตัน หล่อด้วยทอง
สัมฤทธิ์ในท่ายืน ตัวเทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว
องค์เทวรูปยืนถ่างคร่อมปากอ่าว ให้เรือลอดไปมาได้ มีกระจกบาน
ใหญ่ติดอยู่บนอก ทำให้เรือที่แล่นออกจากอียิปต์มองเห็นได้ชัดเจน
ตั้งแต่สมัยปี 312 ก่อนคริสตกาล ชาวเกาะโรดส์ได้ตัดสินใจ ร่วมรบ
กับพระเจ้าปโตเลมีแห่งอียิปต์ จากการรุกรานของชาวแมซีโดเนียน
พวกแมซีโดเนียนเข้าล้อมเกาะไว้ด้วยเรือและทหาร มากมาย แต่ชาว
เกาะโรดส์ก็ได้ตีกลับ และเกิดการปะทะกันอยู่เกือบปีจนได้รับชัยชนะ
ในบรรดาผู้ที่ร่วมปกป้องเกาะโรดส์ก็มี ปฏิมากรผู้หนึ่งชื่อว่า ชาเรส
แห่ง ลินดัส ด้วยความยินดีปรีดาของชาวโรดส์ และเพื่ อเป็นอนุสรณ์
แห่งการหลุดพ้ นจากชาว แมซีโดเนียน ชาร์เรส จึงได้รับมอบหมายให้
สร้างรูปปั้ นบรอนซ์มหึมาของเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์หรือ อพอลโล
รูปปั้นโคลอสซัสมีอายุสั้นที่สุดเพียว 56 ปีเท่านั้น แผ่น
ดินไหวเมื่อ 224 ปีก่อนศริสตกาลทำให้รูปปั้นมหึมาพัง
ทลายลงมาระเนระนาด ชิ้นส่วนต่าง ๆ ยังคงหลงเหลือ
อยู่ในต้นศตวรรษแรกเมื่อพวกอาหรับยึดครองเกาะ
โรดส์ในสมัย ศตวรรษที่ 7 รูปปั้นโคลอสซัสถูกขายต่อไป
ยังพ่อค้าชาวยิว การขนย้ายต้องใช้อูฐเป็นร้อยและวน
เวียนถึงเก้าเที่ยว
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ
ประภาคารฟาโรสแห่ง
อเล็กซานเดรีย
ประภาคารนี้ทำด้วยหินอ่อนสีขาวสลีกลวดลาย วิจิตรงดงาม ตั้งอยู่ริมฝั่ งทะเลเมดิเตอเรเนียน ท่าเรือของเกาะฟาโรส
สร้างในสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่สองของอียิปต์ช่วงปี 270 ปีก่อนคริสตกาล ออกแบบโดยสถาปนิกชาวกรีกชื่อโซสตรา
โตส ตามหลักฐานคาดประภาคารนี้สูงถึง 440 ฟุต หรือ 134 เมตร ช่วงล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยม ช่วงกลางเป็นรูปแปดเหลี่ยม
และช่วงบนเป็นทรงกลม ยอดบนสุดกของประภาคารนี้ มีภาชนะสำหรับใส่ถ่าน ซึ่งลุกโชติช่วงทั้งวันทั้งคืนเพื่อเป็นไฟ
สัญญาณโดยที่ไฟบนยประภาคารนี้เห็นได้ไกลในทะเลเมดิเตอเรเนียนถึง 25 ไมล์ หรือ 40กิโลเมตร และช่วงบนกระจก
ขนาดใหญ่ ตามตำนานเล่าขานกันมา กระจกนี้สะท้อน เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ ล ข้ามไป
จนถึงภาคตะวันออกของทะเลเมดิเตอเรเนียนทและเอเชียไมเนอร์ ยังมีการเล่าต่อกันมาอีกว่ากระจกนี้ยังมอิทธิฤทธิ์อิทธิ
เดชสำคัญสะท้อนแสงอาทิตย์ไปเผา เรือศัตรูในทะเล เพราะเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเหล่านี้ ทำให้ประภาคารแห่งเมืองอ
เล็กซานเดรียนี้มีชื่อเสียง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแม้ว่าไม่ใช่ประภารแห่งแรกในทะเลเมดิเตอเรเนียนแต่ก็เป็นอันที่ใหญ่
ที่สุด ประภาคารนี้ได้ชื่อมาจากชื่อเกาะที่มันตั้งอยู่ คือฟาโรสและกลายมาเป็นชื่อเรียกประภาคารในภาษาต่าง ๆ
ประภาคารฟาโรสตั้งตระหง่านนำทางสัญจรของเรือเข้าสู่เมืองอเล็กซานเดรียมาเป็นเวลา 9000 ปี จนกระทั่งพวก
อาหรับเข้ายึดครองเมือง ประภาคารก็ถูกรื้อทิ้งไป เล่ากันมาว่าพวกอาหรับถูกสายลับซึ่งจักรพรรดิ แห่งคอนสแตนติโน
เปิ้ ลส่งมาหลอกลวงให้ทำลายประภาคารเสีย เพื่อไม่ให้ใช้มันเป็นประโยชน์ในการเดินเรือของพวกมุสลิม สายลับอ้างว่า
ข้างใต้ประภาคารมีขุมทรัพย์ฝังอยู่ แต่หลังจากประภาคารถูกทำลายไปแล้วพวกอาหรับถึงตระหนักว่าเสียรู้ ในช่วงนั้น
กระจกขนาดใหญ่ก็หล่นร่วงลงมาและแตกละเอียดเป็นผุยผง มีบางส่วนของประภาคารหลงเหลือ และส่วนนี้ก็ยังคงมีอยู่
ให้เห็นจนปี ค.ศ. 1375 จนแผ่นดินไหวในเมืองอเล็กซานเดรียพังประภาคารชื่อดังก็ทลายลงจนสิ้นซาก
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ยุคกลาง
หลังจากพาไปรู้จักกับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ยุคโบราณกันแล้ว คราวนี้เราจะพาไปชมอารยธรรมที่
ใหม่ขึ้นมาอีกสักหน่อย นั่ นคือ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ยุคกลาง (Seven Wonders of the Medieval World) ซึ่ง
มีอายุอยู่ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 5 – 16 ครับ
สำหรับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางนี้จะมีสภาพค่อนข้าง
สมบูรณ์ และยังคงอยู่มาจนยุคปัจจุบัน ต่างจากสิ่ง
มหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ส่วนใหญ่พังทลายหมดแล้ว
(ยกเว้นพีระมิดที่ยังอยู่) รวมถึงเริ่มมีความหลากหลาย
มากขึ้นในแง่ของอารยธรรม ไม่ใช่แค่ในแถบเมดิเตอเร
เนียนตะวันออกเท่านั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นยุคที่มนุษย์
เริ่มรู้จักกันมากขึ้น และการเดินทางไปมาหาสู่กันก็สะดวก
มากขึ้นเรามาดูกันเลยดีกว่าว่า 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุค
กลางมีอะไรบ้าง
1. โคลอสเซียม (Colosseum) หรือ ทวิอัฒจันทร์ฟลาเวียน (Flavian Amphitheatre) ประเทศอิตาลี
2. หลุมฝังศพแห่งอเล็กซานเดรีย (The Catacombs of Kom el Shoqafa) ประเทศอียิปต์
3. กำแพงเมืองจีน (Great Wall of China) ประเทศจีน
4. สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ประเทศอังกฤษ
5. เจดีย์กระเบื้องเคลือบ เมืองนานกิง (Porcelain Tower of Nanjing) ประเทศจีน
6. หอเอนเมืองปิซา (Leaning Tower of Pisa) ประเทศอิตาลี
7. ฮาเกียโซเฟีย (Mosque of Hagia Sophia) คอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือ กรุงอีสตันบูล) ประเทศตุรกี
9
1. โคลอสเซียม (Colosseum) โคลอสเซียม สนามกีฬากลางแจ้งขนาดมหึมา ตั้ง
หรือ ทวิอัฒจันทร์ฟลาเวียน ตระหง่านกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลีมาตั้งแต่
(Flavian Amphitheatre) ช่วงคริสตศักราชที่ 72 สร้างเสร็จในสมัยของจักร
ประเทศอิตาลี พรรดิไททัส และกลายมาเป็นต้นแบบของสนาม
กีฬาในยุคปัจจุบัน เป็นศูนย์รวมความบันเทิงของ
ชาวโรมันในยุคนั้น และยังเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจน
ที่สุดของอาณาจักรโรม
อัฒจันทร์ถูกสร้างเป็นรูปทรงวงรี เพื่อให้ผู้ชมมี
ความรู้สึกอยู่ใกล้กับตัวนักกีฬา สร้างด้วยอิฐ และ
หินทราย วัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง
57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน
มีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขัง
ในสนามขณะเกิดฝนตก ใต้อัฒจรรย์มีห้องใต้ดิน
ที่สร้างขึ้นเพื่อขังสิงโต และนักโทษก่อนปล่อยให้
ออกมาต่อสู้กันในสนาม นอกจากนี้ยังใช้เป็น
สถานที่ประลองฝีมือของเหล่าอัศวิน และนักรบ
แกลดิเอเตอร์ (Gladiator) ในยุคนั้นด้วย
2. หลุมฝังศพแห่งอเล็กซานเดรีย (The
Catacombs of Kom el Shoqafa)
สุสานใต้ดินเมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศ
อียิปต์
สถานที่ฝังพระศพของกษัตริย์อียิปต์อีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่
พีระมิด แต่จะอยู่ใต้ดินลึกเข้าไปในภูเขาหินทรายเป็นชั้นๆ
บางตอนมีความลึกถึง 70-80 ฟุต มีทางเดินกว้าง 3-4 ฟุต
ทางเดินจะวกไปเวียนมาเป็นระยะทางนับร้อยไมล์ สำหรับสุ
สานนี้มัถึง 3 ชั้นด้วยกัน ชั้นที่ 1 มีไว้สำหรับเตรียมการ
ปลงศพ ชั้นที่ 2 เป็นที่เก็บรักษา และชั้นที่ 3 ใช้เป็นที่รวม
ญาติเพื่อระลึกถึงผู้ตาย
ที่บรรจุดพระศพจะอยู่บนผนังอุโมงค์ที่เจาะเป็นช่องลึก
เข้าไป มีแท่นบูชาและตะเกียงดวงเล็ก ๆ แขวนไว้ และมีการ
ตกแต่งสุสานอย่างวิจิตรงดงาม แต่ทั้งนี้ยังไม่ปรากฏว่า
สุสานแห่งนี้ใครเป็นผู้สร้าง สร้างไว้ให้ผู้ใด และสร้างไว้ตั้งแต่
เมื่อไหร่ สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นในช่วงประมาณคริสต
ศตวรรษที่ 2
3. กำแพงเมืองจีน (Great Wall of
China) ประเทศจีน
หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีการพูด
ถึงเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นในนวนิยายหรือภาพยนต์หลายๆ เรื่อง
เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ สำหรับป้องกันการรุกราน
จากชนเผ่าทางตอนเหนือ เริ่มต้นสร้างประมาณปีพ.ศ.338
การก่อสร้างกินเวลายาวนานต่อมาเรื่อยๆ อีกหลายรัชสมัย
ถึงปัจจุบัน กำแพงเมืองจีนยังคงครองตำแหน่งกำแพงอิฐที่
มีความยาวที่สุดในโลก จากการสำรวจพบว่ายาวประมาณ
22,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว ความสูงประมาณ 8-9 เมตร
ความกว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร ถึง 7.5 เมตร เพียงพอให้ทหาร
ม้ายืนเข้าแถวเรียง 8 สบายๆ มีป้อมรักษาการทุกๆ 200
เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุไว้ประจำ
ทุกหอ รวมทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ
4. สโตนเฮนจ์
(Stonehenge)
ประเทศอังกฤษ
หนึ่งในโบราณสถานลึกลับที่ยังคงหาคำตอบ
ที่แน่ชัดไม่ได้ ว่าใครเป็นผู้สร้าง สันนิษฐานว่า
สร้างขึ้นในช่วง 2,000 – 3,000 ปีก่อนคริ
ศตกาล ตั้งอยู่กลางทุ่งราบซัลลิสเบอร์รี
(Salisbury Plain) ห่างจากลอนดอนไป
เพียง 10 ไมล์ กองหินสโตนเฮนจ์ ประกอบไป
ด้วยก้อนหินทรงสูงขนาดใหญ่จำนวน 112
ก้อนวางตั้งเรียงเป็นรูปวงกลมซ้อนกันสามวง
บางก้อนล้มนอน บางก้อนวางทับซ้อนอยู่บน
ยอด วงหินรอบนอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง
100 ฟุต มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน
ที่แปลกก็คือแถบนี้เป็นทุ่งราบกว้างใหญ่ ไม่มี
ร่องรอยการขนก้อนหินหนักเป็นตันมาตั้งไว้
ตรงนี้เลย แถมยังวางซ้อนกันได้ด้วย
สันนิษฐานกันว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อประกอบ
พิธีกรรมทางศาสนา หรือเพื่อใช้ดูตำแหน่ง
ดวงดาว และฤดูกาล
น่าจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุค
กลางเพียงแห่งเดียวที่ถูกทำลายไปจน
หมดสิ้นแล้ว ในช่วงเหตุการณ์กบฏไท่
ผิงในราวคริสตศตวรรษที่ 19
5. เจดีย์กระเบื้อง ส่วนเจดีย์ที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นหอที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่
เคลือบ เมืองนานกิง แทนที่แล้วในปี ค.ศ. 2010 เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมือง
(Porcelain Tower นานกิงนี้สร้างขึ้นเมื่อคริสตศตวรรษที่ 15 สมัยราชวงศ์
of Nanjing) หมิง เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมจำนวน 9 ชั้น ความสูง
ประเทศจีน ประมาณ 79 เมตร ตัวเจดีย์สร้างด้วยอิฐและกระเบื้อง
เคลือบ ชายคาแขวนกระดิ่ง 80 ลูกโดยรอบ องค์เจดีย์
ก่ออิฐประดับกระเบื้องเคลือบ ยอดแหลมเป็นทรงกลม
ต่อขึ้นไปเคลือบทอง
6.หอเอนเมืองปิ ซา
(Leaning Tower of Pisa)
ประเทศอิตาลี
หอเอนเมืองปิซา อยู่บริเวณจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del
Duomo) สร้างด้วยหินอ่อนสูง 8 ชั้น น้ำหนักรวมประมาณ 14,500 ตัน
เริ่มก่อสร้างปี ค.ศ. 1173 แต่เมื่อสร้างถึงชั้นที่ 3 ฐานด้านหนึ่งของหอเริ่มมี
การยุบตัว สถาปนิกจึงพยายามสร้างต่อโดยให้หอเอนกลับไปอีกด้านหนึ่งเพื่อ
ถ่วงสมดุล แต่อีกไม่นานการก่อสร้างก็ชะงักเนื่องจากสงคราม โดยสรุปก็
สร้างสำเร็จในปี ค.ศ.1372 (รวมส่วนของหอระฆังด้วย) สิริเวลาในการสร้าง
ทั้งหมด 177 ปี
7. ฮาเกียโซเฟีย (Mosque of Hagia
Sophia)
คอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือ กรุงอีส
ตันบูล) ประเทศตุรกี
ฮาเกียโซเฟีย มหาวิหารสถาปัตยกรรม
แบบไบแซนไทน์ ที่เคยเป็นโบสถ์ที่ใหญ่
ที่สุดในโลกมาเกือบพันปี ปัจจุบันนี้ยัง
คงได้รับการรักษาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ แต่
ก่อนหน้ านั้นฮาเกียโซเฟียถูกปรับเปลี่ยนสถานะไปมามากมายตามแต่
สถานการณ์ และผู้ปกครองในแต่ละยุค ตั้งแต่ ค.ศ. 532-537 ที่นี่เป็นโบสถ์
ศูนย์กลางของนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ ต่อมาปี ค.ศ. 1453 ก็ถูกดัดแปลง
ให้เป็นสุเหร่า จนถึงปี ค.ศ. 1935 รัฐบาลตุรกีจึงได้เปลี่ยนจากสุเหร่ามาเป็น
พิพิธภัณฑ์
ฮาเกียโซเฟีย มีเนื้อที่ 700 ตารางเมต
ร มีเสาสลักอย่างงดงามถึง 108 ต้น
ประดับประดาด้วยกระจกหลากสี และ
ยอดโดมขนาดใหญ่กลางวิหาร ด้วย
ความที่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบคริสเตียน และอิสลามนี่เองจึง
ทำให้ที่มีมีความงามในแบบที่หาชมที่อื่นไม่ได้จริงๆ
7 สิ่งมหัศจรรย์
ของโลกยุคใหม่
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
หรือ New 7 Wonders of the World โดยองค์กรของสวิตเซอร์แลนด์ The New Open
World Corporation (NOWC) สรุปสุดท้ายได้ประกาศเมื่อ
วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2550 ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ได้แก่สถานที่ต่างๆ ดังนี้
1. ชิเชน อิตซา Chichen Itza : เม็กซิโก
ชิเชนอิตซา เป็นภาษามายา แปลว่า ต้นทางแห่งความสุขสบายของประชาชน ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้
ของประเทศเม็กซิโก เป็นแหล่งโบราณคดีที่สร้างขึ้นโดยชาวมายันซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้า
2. คริชตู เรเดงโตร์ Cristo Redentor หรือ Christ the Redeemer :
รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ตั้งอยู่ที่ยอดเขากบอรร์โากซิวลาดู ประเทศบราซิล นอกจากจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความ
หมายถึงศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ ยังเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้เมือง ริโอ เดอ จาเนโร โด่งดังไปทั่วโลกอีกด้วย
3. กำแพงเมืองจีน Great Wall of China : จีน
กำแพงเมืองจีน นี้สร้างขึ้นจีนสมัยสมัยราชวงศ์ฉิน เพื่อป้ องกันการรุกรานจากชนเผ่ามองโกล และเติร์กในอดีต
และหลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน มีความยาวทั้งสิ้นกว่า 21,196.18 กิโลเมตร
ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศ
4. มาชูปิ กชู Machu Picchu : เปรู
เมืองสาบสูญแห่งอินคา หรือ มาชูปิกชู แห่งนี้ เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาวอินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูง
ในประเทศเปรู อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,350 เมตร
5. นครเพตรา Petra : จอร์แดน
นครเพตรา ซ่อนตัวอย่างลึกลับใน หุบเขาวาดี มูซา หุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบเดดซี กับทะเลอัคบาใน
ประเทศจอร์แดน นครนี้ในสมัยโบราณนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่
1. โคลอสเซียม Colosseum : อิตาลี
โคลอสเซียม เป็นสนามกีฬาโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะนั้น สนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้ง
อยู่ใจกลางกรุงโรมนี้ เริ่มสร้างขึ้นใน สมัยจักรพรรดิเวสเปเซียน แห่งจักรวรรดิโรมัน
7. ทัชมาฮาล Taj Mahal : อินเดีย
สุสานหินอ่อน ทัชมาฮาล แห่งนี้ ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลกที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จ
พระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมกุล ผู้มีรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์
17
รายชื่อสมาชิกในกลุ่ม
และอาจารย์ผู้สอน
อาจารย์ผู้สอน
อาจารย์ เขมินต์ธารากรณ์ บัวเพ็ชร
สมาชิกในกลุ่ม
• นาย.กฤษฎา ประมงวัฒนา 6506910053
• นาย.สุรี ฤทธิ์โต 6506910055
• นาย.พงศ์พาณิช จันทร์สว่าง 6506910015
• นาย. อารีฟี ยูโซ๊ะ 6506910020