ระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ “โยทงเฝ” Animal Hospital Database “YoTongFe” นายวรฤทธ์ ลาภาวรกุล นางสาวณัฐชยา แก้วกลางเมือง นายฐาปณียะ รักนาค โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ ปีการศึกษา 2566
ค บทคัดย่อ หัวข้อโครงการ ระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ “โยทงเฝ” Animal Hospital Database “YoTongFe” ผู้จัดทำโครงการ 1. นายวรฤทธิ์ ลาภาวรกุล รหัสนักศึกษา 43047 2. นางสาวณัฐชยา แก้วกลางเมือง รหัสนักศึกษา 43054 3. นายฐาปณียะ รักนาค รหัสนักศึกษา 43071 อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก อาจารย์วรรณิภา ขันเดช อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์สุมลฑา สุขสวัสดิ์ สาขาวิชา สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ สถาบัน วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ โปรแกรมฐานข้อมูลที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูลและจัดเก็บสต๊อกยา โดยองค์ประกอบของแต่ละหน้าจะมีปุ่มที่สามารถลบ เพิ่ม ค้นหา และบันทึกข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ช่วยลดความยุ่งยากของการจัดการสินค้าภายในร้าน และลดความยุ่งยากที่เกิดขึ้นของการจัดเก็บ เอกสาร เพราะมีข้อมูลมาเท่าไหร่ก็ยิ่งมีเอกสารมากขึ้นเรื่อยๆ จึงนำโปรแกรมฐานข้อมูลเข้ามาช่วย จัดเก็บข้อมูลให้อยู่ภายในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ระบบการจัดการฐานข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ จะช่วยทำรายงานของร้านโดยที่คีย์ ข้อมูลลงไปในระบบ เพื่อทำการค้นหาและตรวจสอบข้อมูลของ ลูกค้าและสินค้า โดยไม่ต้องหาเอกสาร หรือสมุดบันทึกแล้วไล่ดูข้อความจำนวนมากที่เราบันทึกไว้หากมีสินค้าที่มีอยู่ตรงกับข้อมูลที่คีย์ลงไป สามารถจะตรวจสอบการเพิ่ม-ลบ จำนวนของลูกค้าได้โดยการใส่รหัสลูกค้าเพื่อค้นหาข้อมูลสามาร ป้องกันข้อมูลได้โดยระบบLoginซึ่งจะมีเพียงพนักงานของทางโรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ เท่านั้นที่จะ สามารถเข้าใช้งาน ปรับปรุง เพิ่ม-ลบ แก้ไข ข้อมูลของลูกค้าได้เพื่อรักษาความปลอดภัยในระบบ ผู้เข้าใช้ระบบจะสามารถเปิดใช้งานระบบการจัดการฐานข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการภายใน และออกข้อมูลหน้ารายงานใบเสร็จของโรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจการค้า และสร้างความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลภายในโรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ เพื่อตอบสนองความ ต้องการของผู้ใช้ระบบฐานข้อมูลที่เราจัดทำขึ้น ทั้งนี้คณะผู้จัดทำได้คำนึงถึง ความสามารถในการ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้เป็นอย่างดี
ง กิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ ที่เอื้ออำนวยสถานที่ให้แก่นักศึกษาและ มอบความรู้ต่าง ๆ มากมายให้กับนักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ เป็นแหล่งความรู้ ที่ดี และมีคุณภาพสำหรับนักศึกษาทุกคน ขอขอบคุณอาจารย์วรรณิภา ขันเดช ที่ปรึกษาหลักของ ปวช.3/3 ที่เป็นทั้งที่ปรึกษา เป็นทั้งแม่ คนที่ 2 และเป็นคนที่คอยช่วยเหลือดูแลเป็นอย่างดีและเป็นทุกอย่างของนักศึกษา และ อีกท่าน คือ อาจารย์สุมณฑา สุขสวัสดิ์ เป็นที่ปรึกษาร่วมโครงการ อาจารย์ ให้คำแนะนำนักศึกษาดี มากเกี่ยวกับ การทำระบบฐานข้อมูลรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ ประเภท Database เป็นที่ปรึกษาร่วมที่ ช่วยเหลือนักศึกษาไม่ว่านักศึกษา จะแย่แค่ไหนก็ไม่เคยจะทิ้งนักศึกษา และอยากขอบคุณ คณะ อาจารย์และเพื่อน ๆ ทุกคนที่อยู่ต่างสาขาคอยส่งอาหารและน้ำ และช่วยเหลือมาตลอด ขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ ที่คอยให้กำลังใจในการเรียน และ รวมทั้งขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคน ที่ช่วยเหลือโครงการจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีอยากขอบคุณ ทุกคำแนะนำที่ช่วยพัฒนาให้ดีขึ้น อาจจะมีข้อผิดพลาดบ้าง ก็สามารถผ่านพ้นมาจนเสร็จโครงการได้ด้วยดี วรฤทธิ์ ลาภาวรกุล ณัฐชยา แก้วกลางเมือง ฐาปณียะ รักนาค
จ คำนำ การจัดทำโครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาโครงงาน 1 (20204-8502) และ โครงงาน 2 (20204-8503) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ โดยคณะผู้จัดทำได้ จัดทำโครงงาน ระบบฐานข้อมูลรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ โดยมีการสร้างฐานข้อมูลเพื่อนำเสนอผลงาน แก่ผู้ที่สนใจในการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลสัตว์ โครงงานที่ทางคณะผู้จัดทำได้จัดทำนั้น ประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์ของโครงการ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการพัฒนา การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลสัตว์ซึ่งมีกระบวนการใน การทำงานที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้น สามารถแบ่งส่วนการทำงานออกไปเป็นหลายๆ ถูกเปลี่ยนแปลงให้ดี ขึ้น และสะดวกต่อผู้ใช้มายิ่งขึ้น เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เพิ่มความเร็วและ ง่ายต่อการทำงาน ในการจัดทำโครงการนี้เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลสัตว์เว็บไซต์ ระบบขฐานข้อมูลประเภทโรงพยาบาลสัตว์ ฐานข้อมูล เหมาะสำหรับผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับการ จัดเก็บข้อมูลที่เป็นระเบียบ ไม่ต้องกังวลกับข้อมูลที่จะ สูญหาย หรือ เสียหาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่สนใจ ระบบมีความสะดวกรวดเร็ว มีความถูกต้องมายิ่งขึ้นและยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานรวมถึง สามารถลดการใช้ทรัพยากรกระดาษได้อีกด้วย ทั้งนี้คณะผู้จัดทำ ได้จัดทำเว็บไซต์นี้เพื่อให้ความ สะดวกสบายแก่ผู้ที่สนใจศึกษาระบบฐานข้อมูลรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ หากโครงการนี้มีข้อผิดพลาดประการใด ทางคณะผู้จัดทำ ขออภัยไว้ณ ที่นี้และจะ ดำเนินการพัฒนาผลงานทางด้านคอมพิวเตอร์ให้พัฒนาให้ดีขึ้นไป คณะผู้จัดทำ 28 กุมภาพันธ์2567
ฉ สารบัญ หน้า หน้าอนุมัติ ข บทคัดย่อ ค กิตติกรรมประกาศ ง คำนำ จ สารบัญ ฉ สารบัญรูป ซ สารบัญตาราง ญ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ภูมิหลังและความเป็นมา 1 1.2 วัตถุประสงค์โครงการ 2 1.3 ขอบเขตการศึกษา 2 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 1.5 แผนการดำเนินงาน 3 1.6 เครื่องมือที่ใช้พัฒนาโปรแกรม 5 1.7 งบประมาณการดำเนินงาน 5 บทที่ 2 ระบบงานฐานข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.1 ระบบงานในปัจจุบัน 6 2.2 ปัญหาระบบงานในปัจจุบัน 7 2.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 7 2.4 ระบบงานที่เกี่ยวข้อง 40 บทที่ 3 การออกแบบระบบงานด้วยคอมพิวเตอร์ 3.1 การออกแบบแผนภาพความสัมพันธ์ของข้อมูล (E-R Diagram) 41 3.2 การออกแบบพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) 42 3.3 การออกแบบแผนภาพแนวความคิด (Story Board Design) 44 3.4 การออกแบบสิ่งนำเข้า (Input Design) 47 3.5 การออกแบบสิ่งนำออก (Output Design) 47
ช สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ 4.1 เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ 48 4.2 โปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนา 48 4.3 การติดตั้งโปรแกรมและระบบ 48 4.4 วิธีการนำไปใช้งาน 51 บทที่ 5 สรุปผลการทำโครงงาน 5.1 สรุปผลโครงงาน 56 5.2 ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน 57 5.3 สรุปเวลาการทำงานจริง (Gantt Chart) 58 5.4 สรุปค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจริง 60 บรรณานุกรม 61 ภาคผนวก 62 - ใบขอเสนออนุมัติโครงงานระบบคอมพิวเตอร์ (ATC.01) 63 - ใบขอเสนออาจารย์ที่ปรึกษาร่วมโครงงาน (ATC.02) 64 - ใบขอสอบโครงงานระบบคอมพิวเตอร์ธุรกิจ (ATC.03) 65 - ใบรายงานความคืบหน้าโครงการระบบคอมพิวเตอร์ธุรกิจ (ATC.04) 67 - ใบบันทึกการเข้าพบที่ปรึกษาโครงการ (ATC.05) 68 - ใบขออนุญาตอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมจัดทำ เอกสารบทที่ 4-5 (ATC.06) 73 - ใบรับรองการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง (ATC.07) 74 ประวัติผู้จัดทำโครงงาน 78
ซ สารบัญรูป หน้า รูปที่ 2.1 โครงสร้างของข้อมูล 11 รูปที่ 2.2 ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น 17 รูปที่ 2.3 ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย 17 รูปที่ 2.4 ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ 18 รูปที่ 2.5 แสดงแอททริบิวต์ รีเลชั่น และทูเพิล 18 รูปที่ 2.6 รูปแบบฐานข้อมูลแบบลำดับขั้น 25 รูปที่ 2.7 ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย 28 รูปที่ 2.8 แผนภาพแสดงลำดับการออกแบบฐานข้อมูล 28 รูปที่ 2.9 Icon Microsoft Access 30 รูปที่ 2.10 หน้าตาการทำงานโปรแกรม Microsoft Access 2016 31 รูปที่ 2.11 หน้าตาการทำงานตางราง (Table) รูปที่ 2.12 หน้าตาการทำงานแบบสอบถาม (Query) 32 32 รูปที่ 2.13 หน้าตาการทำงานรายงาน (Report) 33 รูปที่ 2.14 หน้าตาการทำงานแมโคร (Macro) 33 รูปที่ 2.15 หน้าตาการทำงานโมดูล (Module) 34 รูปที่ 2.16 Icon Canva 35 รูปที่ 2.17 หน้าตาการเริ่มเข้าใช้งานโปรแกรมCanva บนเว็บไซต์ 37 รูปที่ 2.18 เลือกใช้งานเทมเพลตได้ตามต้องการ 37 รูปที่ 2.19 การใช้งานกระดาษเปล่า 38 รูปที่ 2.20 การใช้งานหน้าดีไซน์ตามความต้องการ 38 รูปที่ 3.1 E-R Diagram ระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ 41 รูปที่ 3.2 หน้า Login 44 รูปที่ 3.3 หน้าระบบจองการเข้ารักษา 45 รูปที่ 3.4 ข้อมูลการเข้ารักษา 45 รูปที่ 3.5 ข้อมูลการจองเข้ารักษา 46 รูปที่ 3.6 หน้าข้อมูลลูกค้า 46 รูปที่ 3.7 ข้อมูลการชำระเงิน 47 รูปที่ 4.1 หน้าจอโหลดโปรแกรมระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ ที่ Google Drive 48 รูปที่ 4.2 หน้าจอแสดงเมื่อคลิกขวาแล้วกดดาวน์โหลด 49
ฌ สารบัญรูป (ต่อ) หน้า รูปที่ 4.3 ไฟล์Zip ระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ 49 รูปที่ 4.4 หน้าจอแสดงการแตกไฟล์ 50 รูปที่ 4.5 หน้าจอแสดงเมื่อแตกไฟล์เสร็จแล้ว 50 รูปที่ 4.6 หน้าจอแสดงข้อมูลในโฟลเดอร์และเริ่มเข้าใช้งาน 51 รูปที่ 4.7 หน้าจอหลักเข้าสู่ระบบ 51 รูปที่ 4.8 หน้าจอหลัก 52 รูปที่ 4.9 หน้าจอข้อมูลลูกค้า 52 รูปที่ 4.10 หน้าจอข้อมูลสัตว์เลี้ยง 53 รูปที่ 4.11 หน้าจอข้อมูลใบเสร็จ 53 รูปที่ 4.12 หน้าจอรายงานลูกค้าทั้งหมด 54 รูปที่ 4.13 หน้าจอรายงานใบเสร็จ 54 รูปที่ 4.14 หน้าจอรายงานสัตว์เลี้ยงทั้งหมด 55
ญ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1.1 แผนการดำเนินงาน (Gantt Chart) 3 -ตารางที่ 1.2 งบประมาณการดำเนินงาน 5 ตารางที่ 2.1 ตารางการเปรียบเทียบคำศัพท์ที่เรียกใช้กับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ 19 ตารางที่ 2.2 ตารางแสดงประวัติพนักงาน 26 ตารางที่ 2.3 ตารางแผนก 27 ตารางที่ 2.4 ตารางข้อมูลโครงการ 27 ตารางที่ 2.5 ตารางใหม่ แสดงการสร้างตารางรหัสพนักงานว่าอยู่แผนกไหน 27 ตารางที่ 2.6 สัญลักษณ์แสดงแผนภาพ E-R Diagram 29 ตารางที่ 2.7 เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของโปรแกรมCanva 39 ตารางที่ 3.1 ข้อมูลแพทย์ 42 ตารางที่ 3.2 ข้อมูลลูกค้า 42 ตารางที่ 3.3 ข้อมูลสัตว์เลี้ยง 43 ตารางที่ 3.4 ข้อมูลการรักษา 43 ตารางที่ 3.5 ข้อมูลยอดที่ต้องชำระ 44 ตารางที่ 5.1 แสดงขนาดไฟล์ของแอปพลิเคชั่น 56 ตารางที่ 5.2 สรุปเวลาการดําเนินงานจริง 58 ตารางที่ 5.3 สรุปค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจริง 60
1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ภูมิหลังและความเป็นมา ฐานข้อมูล คือ ที่เก็บและรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถเก็บ ข้อมูลได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคำ ตัวเลข รูปภาพ วิดีโอ และไฟล์ คุณสามารถใช้ซอฟต์แวร์ที่ เรียกว่าระบบการจัดการฐานข้อมูล (DBMS) เพื่อจัดเก็บ กู้คืน และแก้ไขข้อมูล ในระบบคอมพิวเตอร์ คำว่า ฐานข้อมูล ยังสื่อถึง DBMS ใด ๆ และรวมถึงระบบฐานข้อมูล หรือโปรแกรมประยุกต์ที่เกี่ยวข้อง กับฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นสิ่งสำคัญต่อทุกองค์กร ฐานข้อมูลสนับสนุนการดำเนินงาน ภายในของบริษัท และการจัดเก็บปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและซัพพลายเออร์ พวกเขายังเก็บข้อมูลการ บริหารและข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง เช่น วิศวกรรมหรือรูปแบบเศรษฐกิจ ตัวอย่างนั้นรวมถึงระบบ ห้องสมุดดิจิทัล ระบบการจองเพื่อการเดินทาง และระบบสินค้าคงคลัง สัตวแพทย์เป็นแพทย์ที่คอยดูแลสุขภาพสัตว์ วินิจฉัย รักษา ป้องกันโรค และคิดค้นยาและ พัฒนาวิธีการรักษาโรคสัตว์หลายชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยง ปศุสัตว์และสัตว์ประเภทอื่นๆ โดยใช้การสอบถาม ประวัติสัตว์ป่วยจากเจ้าของ โดยทั่วไปมีหน้าที่รักษาสุนัข แมว รวมถึงสัตว์เลี้ยงพิเศษ เช่น นก กระต่าย เต่า เฟอร์เร็ต เป็นต้น สัตวแพทย์ต้องทำการวินิจฉัยและรักษาปัญหาทางสุขภาพ; ปรึกษา กับเจ้าของสัตว์เลี้ยง เพื่อทำการรักษาและป้องกันปัญหาสุขภาพ รวมถึงการควบคุมจ่ายยาและทำการ ผ่าตัดอาการที่สัตว์แสดงออกมา ประกอบกับผลทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการใช้เครื่องมือและ อุปกรณ์ทางสัตวแพทย์เพื่อทำการวิเคราะห์ปัญหาด้านสุขภาพให้แก่สัตว์ เพื่อให้พวกเขามีชีวิตรอด และมีสุขภาพที่แข็งแรง สัตวแพทย์ทำงานได้ทั้งในคลินิกและโรงพยาบาลสัตว์ นอกจากนี้มีการทำงาน ในฟาร์มสัตว์ ห้องแลป บางครั้งอาจต้องทำงานนอกสถานที่ ทำการผ่าตัดนอกสถานที่ในกรณีที่ไม่ สามารถเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วยชนิดนั้น ๆ ได้ สถานที่ต้องไปอาจขึ้นอยู่กับสัตว์แต่ละชนิดด้วย เช่น สัตว์ ป่า สัตว์ในสวนสัตว์ สัตว์ในฟาร์ม สัตว์น้ำทั้งในธรรมชาติหรือ Aquarium เป็นต้นหากสัตวแพทย์บาง ท่านมีหน้าที่ความปลอดภัยผลิตภัณฑ์อาหาร อาจต้องเดินทางไปยังฟาร์มสัตว์ โรงฆ่าสัตว์และ โรงงานผลิตอาหารเพื่อตรวจสอบคุณภาพและรับรองกระบวนการผลิตให้มีความปลอดภัยตาม มาตรฐานข้อกำหนด ดังนั้นคณะผู้จัดทำจึงได้เล็งเห็นความสำคัญของ ระบบการรักษาของโรงพยาบาลรักษาสัตว์ Yotongfe จึงได้มีความประสงค์สร้างฐานข้อมูลแบบจำลองระบบการรักษาของโรงพยาบาลรักษาสัตว์ Yotongfe โดยทางคณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าระบบฐานข้อมูลจำลองในครั้งนี้จะถูกทาง โรงพยาบาลรักษาสัตว์ Yotongfe นำไปพัฒนาในอนาคตไม่มากก็น้อย และหากมีข้อผิดพลาดประการ ใดทางคณะผู้จัดทำขอน้อมรับและนำไปแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น
2 1.2 วัตถุประสงค์โครงการ 1. เพื่อศึกษาโปรแกรม Microsoft Access 2016 2. เพื่อสร้างฐานข้อมูลเรื่อง ระบบฐานโรงพยาบาลรักษาสัตว์ Yotongfe 3. เพื่อให้ความรู้และเผยแพร่เรื่อง ระบบฐานโรงพยาบาลรักษาสัตว์ Yotongfe 1.3 ขอบเขตการศึกษา 1. สร้างฐานข้อมูลโดย Microsoft Access2016 2. สร้างโลโก้ของระบบฐานข้อมูลโดย canva 3. มีการเพิ่ม ลบ และแก้ไขระบบโรงพยาบาลรักษาสัตว์ Yotongfe ได้ 4. สามารถออกรายงานได้ 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรม Microsoft Access 2016 2. ได้ฐานข้อมูลเรื่อง ระบบฐานโรงพยาบาลรักษาสัตว์ Yotongfe 3. ได้ความรู้เรื่อง ระบบฐานโรงพยาบาลรักษาสัตว์ Yotongfe
3 1.5. แผนการดำเนินงาน (Gantt Chart) ตารางที่ 1.1 แผนการดำเนินงาน (Gantt Chart) ภาคเรียนที่ 1 มิถุนายน 2566 กรกฎาคม 2566 สิงหาคม 2566 กันยายน 2566 ระยะเวลา 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 เสนอหัวข้อโครงงาน ATC.01 30 มิ.ย. 66 ประกาศผลรอบที่ 1 3 ก.ค. 66 เสนอหัวข้อ รอบที่2 4-6 ก.ค. 66 ประกาศผล รอบที่ 2 7 ก.ค. 66 เสนออาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ATC.02 3-10 ก.ค. 66 ส่งเอกสารบทที่ 1 สมบูรณ์ 30 มิ.ย.- 8 ก.ค. 66 ส่งเอกสารบทที่ 2 สมบูรณ์ 9-31 ก.ค. 66 ส่งเอกสาร บทที่ 3 สมบูรณ์ 1-31 ส.ค. 66 สอบนำเสนอโครงงาน ATC.03 ครั้งที่ 1 5-23 ก.ย. 66 ส่งเอกสารโครงงาน, ปก, บทที่1-3, บรรณานุกรม และATC 01-05 26 มิ.ย. - 30 ก.ย. 66 ติดตามการเข้าพบ อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ตุลาคม 66 รายละเอียดในการเข้าพบที่ปรึกษาร่วม 1 2 3 4 ส่งความคืบหน้าโปรแกรม 20% โครงร่างชิ้นงาน ออกแบบโลโก้ชื่อแบรนด์ 3-9 ต.ค. 66 ส่งความคืบหน้าโปรแกรม 40% การลงเนื้อหา จัดวางรูปภาพ สีที่ใช้ 10-16 ต.ค. 66 ส่งความคืบหน้าโปรแกรม 60% การเชื่อมโยง การตั้งชื่อ 17-23 ต.ค. 66 ส่งความคืบหน้าโปรแกรม 80% ระบบเริ่มใช้งานได้ 24-31 ต.ค. 66
4 ตารางที่ 1.1 แผนการดำเนินงาน (Gantt Chart) (ต่อ) ภาคเรียนที่ 2 พฤศจิกายน 66 ธันวาคม 66 มกราคม 67 กุมภาพันธ์ 67 ระยะเวลา 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 ส่งความคืบหน้าโปรแกรม 100 % 1-7 พ.ย. 66 สอบนำเสนอโครงงาน ระดับปวส.2 - ปวช.3 ATC.03 ครั้งที่ 2 25 พ.ย. 66 ส่ง ATC.06 1-16 ธ.ค. 66 ส่งเอกสาร บทที่ 4 สมบูรณ์ 20 ธ.ค. 66 - 23 ม.ค. 67 ส่ง ATC.07 1-30 ม.ค. 67 ส่งเอกสาร บทที่ 5 สมบูรณ์ 31 ม.ค 67 บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ คำ นำ 1-7 ก.พ.67 สารบัญ สารบัญรูป สารบัญตาราง 8-14 ก.พ. 67 ประวัติผู้จัดทำ หน้าอนุมัติ 15-19 ก.พ. 67 ภาคผนวก ATC.04-05 20-27 ก.พ. 67 ส่งเล่มโครงงาน 28 ก.พ. 67 ส่งไฟล์เอกสาร Word, ไฟล์ PDF, ไฟล์รวม PDF ไม่เกิน 10 มีนาคม 2567
5 1.6 เครื่องมือที่ใช้พัฒนาโปรแกรม 1. Microsoft Access 2016 สร้างฐานโรงพยาบาลรักษาสัตว์Yotongfe 2. Canva ออกแบบโลโก้ 1.7 งบประมาณการดำเนินงาน ลำดับ รายการ จำนวน ราคา 1 กระดาษ A4 2 รีม 240 2 แฟรชไดร์ฟ 1 ไดร์ฟ 295 3 ค่าเข้าเล่ม 1 เล่ม 200 4 ค่าหมึก 2 ตลับ 450 รวมเป็นเงิน 1,185 ตารางที่ 1.2 งบประมาณการดำเนินงาน
6 บทที่ 2 ระบบงานฐานข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.1 ระบบงานในปัจจุบัน ระบบฐานข้อมูล คือ ระบบที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบมี ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่าง ๆ ที่ชัดเจน ในระบบฐานข้อมูลจะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลหลายแฟ้ม ที่มีข้อมูล เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบและเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถใช้งานและ ดูแลรักษาป้องกันข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีซอฟต์แวร์ที่เปรียบเสมือนสื่อกลาง ระหว่างผู้ใช้และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูลเรียกว่า ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (Data Base Management System) มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสะดวกและมี ประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้อาจเป็นการสร้างฐานข้อมูล การแก้ไขฐานข้อมูล หรือการตั้ง คำถามเพื่อให้ได้ข้อมูลมา โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างของ ฐานข้อมูล จากการที่ได้ศึกษาระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ โดยการดำเนินการของ โรงพยาบาลสัตว์โยทงเฝในปัจจุบัน โรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ มีสินค้ามากมาย ในการดำเนินการขาย สินค้านั้นยังไม่มีการจดบันทึกใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นการขายสินค้าที่ไม่เป็นอัตโนมัติ อาทิ การบันทึกระบบ การรักษาที่เข้าโรงพยาบาลสัตว์ ทำให้การค้นหาข้อมูลการรักษาเกิดความล่าช้าเพราะไม่มีการบันทึก รายละเอียดการรักษาต่าง ๆ ไว้ จึงก่อให้เกิดปัญหาระหว่างผู้ใช้บริการและพนักงาน ปัจจุบัน โรงพยาบาลสัตว์ โยทงเฝ ได้ประสบปัญหาในการจัดการโรงพยาบาลสัตว์ทั้งด้านการรักษา การ วางแผนการรักษาสัตว์ตลอดจน การบริหารการรักษาสัตว์ในโรงพยาบาล คณะผู้จัดทำจึงปรับเปลี่ยน การรักษาจากปกติจดบันทึก เป็นการบันทึกข้อมูลการรักษา และรายละเอียดอื่นๆ รวมถึงการรักษา เพื่อปฏิบัติลงสู่ระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ซอร์ฟแวร์ที่เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่างผู้ใช้และ โปรแกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล ซึ่งมีหน้าที่ให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสะดวกและมี ประสิทธิภาพ การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้อาจเป็นการสร้างฐานข้อมูล การแก้ไขฐานข้อมูล หรือการตั้ง คำถามเพื่อให้ข้อมูลมาโดยใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างของฐานข้อมูล เปรียบเสมือนเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล ทฤษฎีที่ เทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนาระบบไม่ให้เกิดความยุ่งยากอย่างมากทั้งในเรื่องการจัดเก็บ การค้นหา ข้อมูล และการรักษาต่าง ๆ ความสะดวกและความรวดเร็วโดยสามารถตอบสนองเพื่อทำให้เกิดการ บริการที่พึงพอใจ ต่อลูกค้า และ พนักงานขาย ใช้งานโปรแกรมได้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น
7 2.2 ปัญหาระบบงานในปัจจุบัน 1. การบันทึกข้อมูลที่ล่าช้าเพราะมีข้อมูลจำนวนมาก 2. การตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลอาจทำได้ยากเพราะมีข้อมูลที่มาก 3. การแก้ไขข้อมูลอาจทำได้ล่าช้าและอาจเสียเวลาในการทำงาน 4. สินค้าที่จำหน่ายอาจไม่เพียงพอเพราะไม่มีการบันทึกข้อมูล 5. การทำงานแบบเก็บข้อมูลเป็นเอกสารอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการบริการ 2.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ระบบฐานข้อมูล (Database System) กลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันและถูกนำมาจัดเก็บในที่เดียวกัน โดยข้อมูลอาจเก็บไว้ใน แฟ้มข้อมูลเดียวกันหรือแยกเก็บ ต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเพื่อประสิทธิภาพในการ จัดการข้อมูล ในการจัดเก็บแฟ้ม ความหมายของฐานข้อมูลกลุ่มโดยไม่ได้บังคับว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ จะต้องเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลเดียวกันหรือแยกเก็บหลาย ๆ ของข้อมูล ที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ โดยมี ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยไม่ได้บังคับว่าข้อมูลทั้งหมดนี้จะต้องเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลเดียวกันหรือ แยกเก็บหลาย ๆ แฟ้มข้อมูลนั่น ก็คือการเก็บข้อมูลนั้นเราจะเก็บทั้งฐานข้อมูล โดยใช้แฟ้มข้อมูลเพียง ข้อมูลเดียวกันได้หรือจะเก็บไว้ในหลาย ๆ แฟ้มข้อมูล ที่สำคัญคือจะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ระเบียบและเรียกใช้ความสัมพันธ์นั้นได้ มีการจำกัดความซ้ำซ้อนของข้อมูลออกและเก็บแฟ้มข้อมูล เหล่านี้ไว้ที่ศูนย์กลาง เพื่อที่จะนำข้อมูลเหล่านี้ใช้ร่วมกันควบคุมดูแลรักษาเมื่อผู้ต้องการใช้งานและผู้มี สิทธิ์จะใช้ข้อมูลนั้นสามารถดึงข้อมูลที่ต้องการออกไปใช้ได้ ข้อมูลบางส่วนอาจใช้ร่วมกับผู้อื่นได้ แต่ บางส่วนมีสิทธิ์เท่านั้นจึงสามารถใช้ได้โดยทั่วไปองค์กรต่าง ๆ จะสร้างฐานข้อมูลไว้เพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลในเชิงธุรกิจ เช่น ข้อมูลของลูกค้า ข้อมูลของสินค้า ข้อมูลของลูกจ้าง เป็น เรื่องที่ยุ่งยากกว่าใช้แฟ้มข้อมูลมากเพราะ เราจะต้องตัดสินใจว่าโครงสร้างในการจัดเก็บข้อมูลควรจะ เป็นเช่นไร การเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างและเรียกข้อมูล โครงสร้างเหล่านี้ ถ้าโปรแกรมส่วนนี้เกิด ทำงานผิดพลาดขึ้นมา ก็จะเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างข้อมูลทั้งหมดได้ เพื่อเป็นการลดภาวการณ์ ทำงานของผู้ใช้ จึงได้มีส่วนของฮาร์ดแวร์และโปรแกรมต่าง ๆ ที่สามารถเข้าถึงและจัดการข้อมูลใน ฐานข้อมูลนั้น เรียกว่า ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (data base management system) คอยให้บริการการจัดการฐานข้อมูล ซึ่งก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ระบบจัดการฐานข้อมูลทำงานอยู่ นั่นเอง เพราะฉะนั้นควรเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความรวดเร็วในการทำงานสูงกว่าคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน โดยทั่วไป ซึ่งจัดเก็บเนื้อหา เนื้อหาของข้อมูลที่เราใช้งาน ซึ่งจะถูกเก็บในหน่วยความจำของดาต้าเบส เซิร์ฟเวอร์ โดยจะถูกเรียกมาใช้งานจากระบบจัดการฐานข้อมูลนั้นโดยนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายใน ปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการสร้างและจัดการ ฐานข้อมูล (Database) เป็นเพียงเครื่องมือใช้ทำงาน เท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือ คุณจะต้องเริ่มต้นด้วย การออกแบบระบบการใช้ข้อมูลอย่างระมัดระวัง ถ้า ระบบที่ออกแบบขึ้นมาไม่ดีพอ จะทำให้การ ทำงานในองค์กรล่าช้าขึ้นเชื่อถือในฐานข้อมูลไม่ได้และ
8 พนักงานทุกคนในองค์กรก็จะรู้สึกอึดอัดขัดใจที่ จะใช้ระบบ รูปแบบของระบบที่ดีจะมีผลทำให้ระบบ นั้นคงอยู่ได้เพราะเป็นระบบที่ง่ายต่อการใช้งาน และตรงตามความต้องการขององค์กร โดยเอสคิว แอล (Structured Query Language: SQL) เอสคิวแอล คือ ภาษาที่ใช้ในการ เข้าถึงข้อมูลในระบบ จัดการฐานข้อมูล ทั้งโดยการโต้ตอบโดยตรงหรือเขียนโปรแกรมติดต่อกับระบบ จัดการฐานข้อมูล เพื่อสร้าง ค้นหา ปรับปรุงหรือลบข้อมูลในระบบจัดการ ฐานข้อมูลนั้น ระบบจัดการฐานข้อมูลปัจจุบัน มีอยู่หลากหลายระบบซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานต่างๆ กันไป มีทั้งระบบจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น Oracle, Informix, Microsoft SQL Sever, Sybase หรือระบบฐานข้อมูลขนาดกลางและเล็ก เช่น Interbase, Paradox, MYSQL, DBase หรือ Microsoft Access เป็นต้น ในการติดต่อกับระบบ ฐานข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข้อมูลใหม่ ค้นหา ข้อมูล ปรับปรุงหรือลบข้อมูลที่มีอยู่ ทั้งในเชิง โต้ตอบกับระบบจัดการฐานข้อมูลโดยตรง หรือเป็นการ เขียนโปรแกรมติดต่อกับระบบจัดการภาษา จัดการข้อมูล หรือ Data Manipulation Language (DML) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการจัดการข้อมูลที่เก็บ ไว้ในฐานข้อมูลทั้งหมด เช่น การเพิ่ม ค้นหา ปรับปรุงและลบข้อมูลที่มีอยู่ในฐานข้อมูล คำสั่งประเภท นี้ผู้ใช้ที่ติดต่อกับฐานข้อมูลส่วนใหญ่จำเป็นต้องรู้ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการต้องการเพิ่มข้อมูลลูกค้าใหม่ จะ ใช้คำสั่ง Insert หรือต้องการค้นหา ข้อมูลสินค้าที่ลูกค้าแต่ละรายสั่งซื้อ จะใช้คำสั่ง Select ต้องการ ปรับปรุงข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ก็จะใช้คำสั่ง Update ถ้าหากต้องการลบข้อมูลลูกค้า จะใช้คำสั่ง Delete เป็นต้น ระบบจัดการฐานข้อมูล ระบบจัดการฐานข้อมูล คือ ซอร์ฟแวร์ที่เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่างผู้ใช้และโปรแกรมต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล ซึ่งมีหน้าที่ให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสะดวกและมีประสิทธิภาพ การ เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้อาจเป็นการสร้างฐานข้อมูล การแก้ไขฐานข้อมูล หรือการตั้งคำถามเพื่อให้ข้อมูล มาโดยใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างของฐานข้อมูล เปรียบเสมือนเป็น สื่อกลางระหว่างผู้ใช้และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล ข้อดีของการประมวลผลด้วยระบบฐานข้อมูล 1. ลดความซ้ำาซ้อนของข้อมูล (Minimal Data Redundancy)การจัดเก็บข้อมูลในลักษณะเป็น แฟ้มข้อมูล อาจทำให้ข้อมูลประเภทเดียวกันถูกเก็บไว้หลาย ๆ แห่ง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของ ข้อมูลขึ้นได้ ดังนั้นการนำข้อมูลมาเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลจะช่วยลดปัญหาความซ้ำซ้อนของ ข้อมูลได้ 2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้ (Consistency of Data)การจัดเก็บข้อมูลในลัษณะเป็น แฟ้มข้อมูล โดยที่ข้อมูลเป็นเรื่องดียวกัน อาจมีอยู่ในหลายแฟ้ม ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งของขอ้ มูลขึ้นได้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการแก้ไขข้อมูลที่แฟ้มแห่งหนึ่ง แต่มิได้แก้ไขข้อมูลเรื่องเดียวกันที่ อยู่ในไฟล์อื่น ๆ ทำให้ข้อมูลนั้น ๆ แตกต่างกันได้
9 1.จำกัดความผิดพลาดในการป้อนข้อมูลให้น้อยที่สุด (Data Integrity)บางครั้งความผิดพลาดของ ข้อมูล อาจเกิดขึ้นจากการป้อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเข้าสู่ระบบดังนั้นในระบบจัดการฐานข้อมูล จึงจำเป็น ที่จะต้องกำหนดกฎเกณฑ์ในการรับข้อมูลจากการป้อนของผู้ใช้ เพื่อรักษาความถูกต้องของข้อมูลให้ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 2.สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ (Sharing of Data)เนื่องจากระบบฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูล ไว้ในที่เดียวกัน เมื่อผู้ใช้ต้องการเรียกใช้ข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลที่แตกต่างกัน ก็จะสามารถทำได้โดยง่าย 3.สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันได้ (Enforcement of Standard)การเก็บข้อมูลไว้ ด้วยกันจะสามารถกำหนดและควบคุมความมีมาตรฐานของข้อมูลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ ดังนั้นจึงทำให้ระบบเกิดความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น 4.สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้ (Security and Privacy Control)เนื่องจาก ระบบจะทำการกำหนดระดับของผู้ใช้แต่ละคน ตามลำดับความสำคัญของผู้ใช้ ดังนั้นจึงสามารถที่จะ ควบคุมและดูแลความปลอดภัยของข้อมูลภายในระบบได้ดียิ่งขึ้น 5.ข้อมูลมีความเป็นอิสระ (Data Independence)ระบบฐานข้อมูลจะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยง กับโปรแกรมประยุกต์ ที่ทำงานกับข้อมูลโดยตรง การแก้ไขข้อมูล เช่น ต้องการเปลี่ยนรหัสไปรษณีย์ จากเลข 4 หลัก เป็นเลข 5 หลัก ก็จะทำการแก้ไขข้อมูลที่เป็นรหัสไปรษณีย์เฉพาะโปรแกรมที่เรียกใช้ รหัสไปรษณีย์เท่านั้น ส่วนโปรแกรมอื่นจะเป็นอิสระต่อการเปลี่ยนแปลง ข้อเสียของการประมวลผลด้วยระบบฐานข้อมูล 1. ขั้นตอนการออกแบบดำเนินการและการบำรุงรักษามีต้นทุนที่สูง เนื่องจากระบบต้องใช้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในการออกแบบระบบไม่ว่าจะเป็นทางด้าน Hardware และ Software รวมไปถึงราคาอุปกรณ์ที่ใช้มีราคาค่อนข้างสูง 2. ระบบมีความซับซ้อนจำเป็นต้องมีผู้ดูแลระบบที่ถูกฝึกมาอย่างดี เพื่อรองรับสถานการณ์ ที่ผิดพลาดอันอาจจะเกิดขึ้นได้ 3. การเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของระบบ เนื่องจากข้อมูลอาจถูกจัดเก็บแบบรวมศูนย์ (Centralized Database System) ความล้มเหลวของการทำงานบางส่วน อาจทำให้ ระบบฐานข้อมูลโดยรวมหยุดชะงักการทำงานได้ หลักการของระบบฐานข้อมูล ระบบสารสนเทศ แนวคิดพื้นฐานของระบบสารสนเทศนั้น เป็นการพัฒนาในด้านเทคโนโลยี การประยุกต์ใช้ งาน การจัดการระบบสารสนเทศ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ในเรื่องของฮาร์ดแวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Software) ทั้งด้านระบบ ข้อมูล โปรแกรมประยุกต์ และอื่น ๆ โดย
10 ระบบคือกลุ่มขององค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กัน ถูกกำหนดให้ทำงานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ร่วมกัน โดยมีข้อมูลนำเข้า (Input) ป้อนผ่านเข้ากระบวนการเพื่อนำไป ประมวลผล (Processing) และสร้างผลลัพธ์ (Output) ในรูปแบบตามที่ต้องการ ระบบสารสนเทศ (Information System) ถือเป็นระบบของการประมวลผลข้อมูล เพื่อ สร้างผลลัพธ์ที่เป็นสารสนเทศตามกระบวนการทางคอมพิวเตอร์ที่เรียกกันว่า “วงจรไอพีโอ” (I/P/O Cycle) ถ้ามองภาพระบบสารสนเทศในลักษณะที่ประกอบด้วยฐานข้อมูลที่ใช้จัดเก็บข้อมูล และ โปรแกรมที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลคือ ทั้งรวบรวม บันทึกจัดเก็บ ดำเนินการ และค้นคืนข้อมูล ข้อมูล ในระบบคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บ ภายในเครื่องจะจัดเก็บเป็นแบบเลขฐานสองเรียกเลขฐานสอง แต่ละตัวว่า “บิต” (Bit) ส่วนที่ใช้เป็นข้อมูลด้วยการรวมกลุ่มเลขฐานสองแปดตัวจะเรียกแต่ละกลุ่มนี้ ว่า “ไบต์” (Byte) โดยแต่ละไบต์จะใช้แทนตัวเลข ตัวอักษร และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลสามารถ แบ่งออกได้หลายชนิดดังนี้ 1. ชนิดตัวเลข (Numerical Data or Number Data) เป็นข้อมูลเชิงจำนวนที่ประกอบด้วย ตัวเลขต่าง ๆ ที่นำไปใช้ในการคำนวณได้ชนิดตัวเลข (Numerical Data or Number Data) เป็นข้อมูลเชิงจำนวนที่ประกอบด้วยตัวเลขต่าง ๆ ที่นำไปใช้ในการคำนวณได้ 2. ชนิดตัวอักษร (Alphabetic Data) เป็นข้อมูลที่ประกอบด้วยอักษรต่าง ๆ มารวมกันไม่มี ตัวเลข หรือสัญลักษณ์อื่นใด นำไปใช้ในการคำนวณไม่ได้ 3. ชนิดข้อความ (Text or Character Data) เป็นข้อมูลที่ประกอบด้วยอักขระต่าง ๆ มา รวมกัน นำไปใช้ในการคำนวณไม่ได้ ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน 4. ชนิดที่เป็นรูปแบบหรือข้อมูลรหัส (Formatted Data or Code Data) เป็นข้อมูลที่ ประกอบด้วยอักขระต่าง ๆ มารวมกัน มีรูปแบบแน่นอน อาจเป็นแบบรหัสที่ต้องมีการ แปลงให้เป็นข้อความเพื่อให้มีความหมายที่ชัดเจน 5. ชนิดรูปภาพหรือภาพลักษณ์ (Images Data) เป็นข้อมูลประเภทรูปภาพ 6. ชนิดภาพเคลื่อนไหว (Moving Data) เป็นข้อมูลที่ประกอบด้วยภาพนิ่งหลาย ๆ ภาพที่ แตกต่างกันเล็กน้อย แล้วนำมาแสดงต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็วจนกลายเป็น ภาพเคลื่อนไหว (การแสดงภาพเคลื่อนไหวควรใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 30 ภาพต่อวินาที) 7. ชนิดเสียง (Audio/Sound Data) เป็นข้อมูลที่เป็นเสียงพูด มีการใช้อุปกรณ์ช่วยในการ จัดเก็บ โครงสร้างแฟ้มข้อมูล โครงสร้างแฟ้มข้อมูล (Structure of Data File) ของระบบคอมพิวเตอร์นั้น ประกอบด้วย หน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุดไปยังหน่วยที่ใหญ่ที่สุด โดยจัดโครงสร้างพื้นฐานตามลำดับดังนี้
11 1. บิต (Bit) คือเลขฐานสอง ใช้แทนค่าหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในคอมพิวเตอร์ โดยแต่ละ บิตมีค่าเป็น 0 หรือ 1 เพียง 2 ค่าเท่านั้น 2. ไบต์ (Byte) คือเลขฐานสองจำนวน 8 บิตเรียงต่อกันเป็น 1 ไบต์ สามารถสร้างรหัสแทน ข้อมูล โดยแทนตัวอักษร ตัวเลข หรือตัวอักขระรวมกันได้ถึง 256 ตัว ระบบคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันได้มีการใช้รหัสที่เรียกว่า “ยูนิโค้ด” (Unicode) ซึ่งจะใช้แทนอักขระได้เป็น จำนวนมากกว่ารหัสแบบเดิม การที่ต้องใช้รหัสแบบนี้เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้งาน กราฟิกหรือแอนิเมชันต่าง ๆ มากมายจึงทำให้รหัสแบบเดิมมีไม่เพียงพอในการแทนตัว อักขระที่เป็นกราฟิกหรือสัญลักษณ์พิเศษ 3. เขตข้อมูล (Field) คือการนำตัวอักขระตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป มารวมกันเพื่อให้มีความหมาย 4. ระเบียบ (Record) คือการนำเขตข้อมูลหลาย ๆ ตัวสัมพันธ์กันมารวมกัน 5. แฟ้มข้อมูล (File) คือ แฟ้มข้อมูล (File) หมายถึง การเก็บรวบรวมรายละเอียดข้อมูล ที่ซึ่งถูก เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์โดยให้ใช้ชื่อเฉพาะ (Lutz, 2013) ข้อมูลที่เก็บจะมีลักษณะขนาดเล็ก ที่สุดที่คอมพิวเตอร์จะแสดงให้ผู้ใช้งานได้เห็น โดยการเก็บข้อมูลจะอยู่ในรูปของระเบียน (Record) อาจถูกเก็บในรูปแบบและ สถานที่ที่แตกต่างกัน รูปที่ 2.1 โครงสร้างของข้อมูล การจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูล ข้อมูลต่าง ๆ ที่รวมกันเป็นระเบียนจะถูกจัดเก็บอยู่ในแฟ้มข้อมูล มีการกำหนดวิธีการที่ ระเบียนของแฟ้มข้อมูลเหล่านั้นถูกจัดเก็บ ซึ่งจะอยู่บนอุปกรณ์ที่เป็นสื่อในการเก็บข้อมูล เพื่อให้การ จัดเก็บข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลมีความสะดวกรวดเร็วและถูกต้อง ดังนั้น การจัดโครงสร้างของ แฟ้มข้อมูลที่เป็นพื้นฐานสามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1. โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Sequential File Organizations) เป็นการจัด แฟ้มข้อมูลในรูปแบบที่ระเบียนภายในแฟ้มข้อมูลจะเรียงตามลำดับที่ข้อมูลถูกบันทึก โดยอาจถูก บันทึกด้วยการเรียงตามลำดับของคีย์ฟิลด์ (Key Field) หรือไม่เรียงตามลำดับของคีย์ฟิลด์ก็ได้ข้อมูล จะถูกบันทึกลงในสื่อบันทึกข้อมูลข้อมูลจะถูกบันทึกในต่ำแหน่งที่อยู่ติด ๆ กันหรือห่างกันก็ได้การนำ ข้อมูลมาใช้ของโครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบนี้จะต้องทำการอ่านข้อมูลทีละระเบียนเรื่อย ๆ ไปตามลำดับ
12 จนถึงระเบียนที่เป็นข้อมูลที่ต้องการ จึงจะใช้ข้อมูลในระเบียนนั้นได้ โดยจะเข้าถึงข้อมูล โดยตรงไม่ได้ สำหรับโครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลำดับ ประกอบไปด้วยระเบียนที่จัดเรียงตาม ลำดับอย่าง ต่อเนื่อง เมื่อสร้างแฟ้มข้อมูลจะบันทึกระเบียนเรียงตามลำดับ การบันทึกระเบียนจะ ถูกเขียนต่อเนื่อง ไปตามลำดับจากระเบียนที่ 1 ถึงระเบียนที่ N และการอ่านระเบียนภายในแฟ้มข้อมูล จะต้องใช้ วิธีการอ่านแบบต่อเนื่องตามลำดับ คือ อ่านตั้งแต่ต้นแฟ้มข้อมูลไปยังท้ายแฟ้มข้อมูล โดย จะต้องเริ่ม อ่านตั้งแต่ระเบียนที่ 1, 2, 3,.. ไปเรื่อย ๆ จนถึงระเบียนที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น ถ้าต้อง การอ่าน ระเบียนที่ 8 ก็ต้องอ่านระเบียนตามลำดับตั้งแต่ระเบียนที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ก่อนแล้ว จึงจะอ่าน ระเบียนที่ 8 ไต้ 2. โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบลำดับตามดัชนี (Index File Organizations) เป็นวิธีการ เก็บ ข้อมูลโดยแต่ละระเบียนในแฟ้มข้อมูลจะมีค่าของคีย์ฟิลด์ที่ใช้เป็นตัวระบุระเบียนนั้น ค่าคีย์ฟิลด์ ของ แต่ละระเบียนจะต้องไม่ซ้ำกับค่าคีย์ฟิลด์ในระบบอื่น ๆ ในแฟ้มข้อมูลเดียวกัน เพราะการ จัด โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบนี้จะใช้คีย์ฟิลด์เป็นตัวเข้าถึงข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลหรือการอ่านระเบียน ใด ๆ จะเข้าถึงได้อย่างสุ่ม การจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูลต้องบันทึกลงสื่ออุปกรณ์ที่เข้าถึงข้อมูลได้ โดยตรง เช่น จานแม่เหล็ก การสร้างแฟ้มข้อมูลประเภทนี้ไม่ว่าจะสร้างครั้งแรกหรือสร้างใหม่ ข้อมูล แต่ละ ระเบียนต้องมีเขตข้อมูลหนึ่งใช้เป็นคีย์ฟิลด์ของข้อมูลระเบียนนั้น นอกจากจะเข้าถึงระเบียน ใด ๆ ได้ เร็วขึ้นแล้ว ยังสามารถเพิ่มระเบียนเข้าในส่วนใด ๆ ของแฟ้มข้อมูลได้ ในแต่ละแฟ้มข้อมูล ที่ถูกบันทึก ลงสื่อข้อมูลจะมีตารางดัชนีทำให้เข้าถึงระเบียนใด ๆ ได้รวดเร็วขึ้น 3. โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบสัมพัทธ์ (Relative File or Hashed File Organizations) เป็นโครงสร้างที่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรืออ่านระเบียนใด ๆ ได้โดยตรง วิธีนี้ เป็นการจัดเรียง ข้อมูลเข้าไปในแฟ้มข้อมูลที่อาศัยเขตข้อมูลเป็นตัวกำหนดตำแหน่งของ ระเบียนนั้น โดยค่าคีย์ฟิลด์ของข้อมูลในแต่ละระเบียนของแฟ้มข้อมูลจะมีความสัมพัทธ์กับ ตำแหน่งที่ระเบียนนั้นถูกจัดเก็บไว้ ในหน่วยความจํา ค่าความสัมพัทธ์นี้เป็นการกำหนด ตำแหน่ง (Mapping Function) ซึ่งเป็นฟังก์ชัน ที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงคีย์ฟิลด์ของระเบียน นั้นให้เป็นตำแหน่งในหน่วยความจำ การจัดเก็บข้อมูล ลงแฟ้มข้อมูลแบบสัมพัทธ์ (Relative File) จะถูกจัดเก็บอยู่บนสื่อที่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง เช่น แผ่นจานแม่เหล็ก ซึ่งการกำหนด ตำแหน่งนี้จะทำการคำนวณปรับเปลี่ยนค่าคีย์ฟิลด์ของระเบียนให้ เป็นตำแหน่งใน หน่วยความจำ แฟ้มข้อมูลหลักนี้ประกอบด้วยระเบียนที่จัดเรียงตามตำแหน่งใน หน่วยความจํา ซึ่งจะเรียงจากระเบียนที่ 1 จนถึง N แต่จะไม่เรียงลำดับตามค่าของคีย์ฟิลด์ ระบบแฟ้มข้อมูล ระบบการจัดเก็บข้อมูล (Data File System) ที่ใช้ในงานคอมพิวเตอร์นั้น มีวิวัฒนาการมา ตั้งแต่ยุคต้น ๆ ที่จัดเก็บคล้ายกับการจัดเก็บแฟ้มเอกสารต่าง ๆ ด้วยมือที่ดำเนินการอยู่ในสำนักงาน ทั่ว ๆ ไป แต่ในการจัดเก็บข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์จะได้ปริมาณที่มากกว่าในเนื้อที่เท่า ๆ กัน โดยที่จะ
13 จัดเก็บเป็นระบบ สืบค้นข้อมูลเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และเรียกได้ตามที่ต้องการทันที หรือใช้ เวลาน้อยกว่า อย่างไรก็ตามการจัดเก็บข้อมูลแบบนี้ยังเกิดปัญหากับข้อมูลเมื่อแฟ้มข้อมูลมีจำนวน มาก ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ทั้งของโปรแกรมและข้อมูลเชื่อมโยงต่อกัน เมื่อต้องการ เพิ่ม หรือแก้ไขโครงสร้างข้อมูลจึงต้องทำการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรมใหม่ โดยใช้ผู้ชำนาญการเรื่อง โปรแกรมทำการแก้ไข ซึ่งเป็นการยุ่งยากและเกิดปัญหาบ่อยครั้ง เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผล จึงเริ่มมีการพัฒนาภาษาโปรแกรม สำหรับใช้ในการประมวลผลข้อมูล เช่น ภาษาฟอร์แทรน (Fortran), โคบอล (Cobol), พีแอลวัน (PL/1), เบสิก (Basic), ปาสคาล (Pascal), ภาษาซี (C) เป็นต้น มีการพัฒนาแนวความคิดของ การ จัดเก็บข้อมูลเป็นแฟ้มข้อมูลประเภทต่าง ๆ แต่แฟ้มข้อมูลมีข้อจำกัดในการใช้งานหลายประการ เนื่องมาจากเหตุผลดังนี้ 1. การประมวลผลกับระบบแฟ้มข้อมูลยุ่งยาก การดำเนินงานกับแฟ้มข้อมูลของระบบ คอมพิวเตอร์นั้น จำเป็นจะต้องเขียนคำสั่งต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดในภาษาคอมพิวเตอร์ในโปรแกรม เพื่อ สร้างแฟ้มข้อมูล ส่วนโปรแกรมต้องพัฒนาขึ้นให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของภาษา เช่น หากภาษา คอมพิวเตอร์ที่ใช้นั้นกำหนดว่าจะต้องระบุชื่อแฟ้มข้อมูลในโปรแกรม ก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 2. แฟ้มข้อมูลไม่มีความเป็นอิสระของข้อมูล ระบบแฟ้มข้อมูล ถ้ามีการแก้ไขโครงสร้าง ข้อมูลจะกระทบถึงโปรแกรมด้วย เนื่องจากในการเรียกใช้ข้อมูลที่เก็บอยู่ในระบบแฟ้มข้อมูลนั้น จะต้องใช้โปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อเรียกใช้ข้อมูลในแฟ้มข้อมูลนั้น โดยเฉพาะโปรแกรมเมอร์ที่จะต้อง เขียนโปรแกรมเพื่ออ่านข้อมูลจากแฟ้มข้อมูล และพิมพ์รายงานที่แสดงเฉพาะข้อมูลที่ตรงตาม เงื่อนไข ที่กำหนด กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล ทำให้ต้องมีการแก้ไขโปรแกรม ตาม โครงสร้างของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป ลักษณะแบบนี้เรียกว่า “ข้อมูลและโปรแกรมไม่เป็นอิสระ ต่อ กัน" 3. แฟ้มข้อมูลมีความซ้ำซ้อนมาก คือ ถ้าเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนกันหลายแห่ง เมื่อมีการปรับปรุง ข้อมูลไม่ครบจะทำให้ข้อมูลเกิดความขัดแย้งกัน และยังเปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูลด้วย เนื่องจาก ข้อมูลชุดเดียวกันจัดเก็บซ้ำกันหลายแห่งนั่นเอง 4. แฟ้มข้อมูลมีความถูกต้องของข้อมูลน้อย เนื่องจากแฟ้มข้อมูลไม่สามารถตรวจสอบ กฎ ข้อบังคับความถูกต้องของข้อมูลได้ ถ้าต้องการควบคุมข้อมูล ผู้พัฒนาโปรแกรมต้องเขียน โปรแกรม เพื่อควบคุมกฎระเบียบต่าง ๆ เองทั้งหมด ถ้าเขียนโปรแกรมครอบคลุมกฎระเบียบใด ไม่ครบหรือขาด หายไปบางกฎ อาจทำให้ข้อมูลผิดพลาดได้ 5. แฟ้มข้อมูลมีความปลอดภัยน้อย แฟ้มข้อมูลไม่มีระบบการรักษาความปลอดภัยในการ ควบคุมเกี่ยวกับการเข้าใช้ข้อมูล ทุกคนจึงสามารถเรียกดูและเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ ก่อให้เกิดความ เสียหายต่อข้อมูลได้ และข้อมูลบางส่วนอาจเป็นข้อมูลที่ไม่อาจเปิดเผยได้หรือเป็นข้อมูลเฉพาะของ ผู้บริหาร
14 6. ไม่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง ระบบแฟ้มข้อมูลจะไม่มีการควบคุมการใช้ข้อมูลจาก ศูนย์กลาง เนื่องจากข้อมูลที่หน่วยงานย่อยใช้สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างเสรีโดยไม่มีศูนย์กลางในการ ควบคุม ทำให้ไม่ทราบว่าหน่วยงานใดใช้ข้อมูลระดับใดบ้าง ใครเป็นผู้นำข้อมูลเข้า และมีสิทธิแก้ไข ข้อมูลหรือเรียกใช้ข้อมูลหรือไม่ ระบบแฟ้มข้อมูลเมื่อมีการใช้งานจนเกิดปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าว จึงทำให้เกิดแนวคิดใน การจัดการ ข้อมูลรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ระบบฐานข้อมูล” เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและทำให้มี ประสิทธิภาพดี กว่าเดิม ซึ่งมีวิธีและรูปแบบของการจัดเก็บและการใช้งานที่แตกต่างจากกัน ลักษณะของฐานข้อมูล ลักษณะของฐานข้อมูล (Database) หมายถึง แฟ้มข้อมูลหลาย ๆ แฟ้มที่เก็บรวบรวมไว้ ด้วยกันทั้งในสถานที่เดียวกันหรือต่างสถานที่ แต่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยมีการกำหนด รูปแบบของระเบียนที่ต้องการไว้ยังจุดศูนย์กลางเพียงที่เดียว เพื่อจะได้ควบคุมการแสดงผล การเก็บ รักษา และการดูแลแก้ไขให้เป็นรูปแบบเดียวกัน และจะต้องกำหนดสิทธิของผู้ใช้ที่จะสามารถดึงข้อมูล ออกมาเท่าที่จำเป็นในแต่ละหน่วยงานนั้น ๆ เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลไปยังภายนอกองค์กร ตัวอย่างเช่น แฟ้มข้อมูลของนักศึกษาในวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่จัดเก็บข้อมูลไว้แต่ละหน่วยงาน เช่น ฝ่ายธุรการจะจัดเก็บแฟ้มประวัติของนักศึกษา ฝ่ายทะเบียนและวัดจะจัดเก็บแฟ้มข้อมูลของ รายวิชาที่นักศึกษาได้ลงทะเบียนไว้ อาจารย์ประจำวิชาจะดึงข้อมูลจากฝ่ายทะเบียนที่นักศึกษาได้ ลงทะเบียนไว้มากรอกผลการเรียนในแต่ละรายวิชา เมื่อได้สอบวัดผลการเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้วฝ่าย ปกครองจะบันทึกพฤติกรรมของนักศึกษาที่กระทำผิดกฎระเบียบของวิทยาลัยโดยหักคะแนนความ ประพฤติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละฝ่ายจะทำงานในแต่ละด้านต่างกันแต่ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน โดยจะต้อง มีการจำกัดสิทธิ์ของผู้เช่าใช้งานในแต่ละด้านให้สามารถดู/แก้ไข/เพิ่มเติมในส่วนของฝ่ายนั้น ๆ โดยไม่ ทับซ้อนกัน จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่าข้อมูลมีความสันพันธ์กันและเรียกใช้งานได้อย่างมี ประสิทธิภาพแต่กว่าจะมาเป็นฐานข้อมูลที่ดีได้นั้นจะต้องเกิดจากการร่วมกันพัฒนาทั้งด้านฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ที่ดี และมีระบบการจัดการฐานข้อมูลที่ดีหรือเรียกว่า “DBMS” อีกด้วย องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูลจะสมบูรณ์ได้นั้นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการดังนี้ 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางด้านคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ระดับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มินิคอมพิวเตอร์ หรือไมโครคอมพิวเตอร์ ใช้ในการประมวลผล ข้อมูลของฐานข้อมูล หน่วยจัดเก็บข้อมูล หน่วยนำเข้าข้อมูล หน่วยแสดงผล รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสาร โทรคมนาคมที่ใช้เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ด้วย 2. ซอฟต์แวร์ (Software) เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ประยุกต์และซอฟต์แวร์ ด้านฐานข้อมูล โดยซอฟต์แวร์ประยุกต์เป็นโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงเพื่อใช้ทำงานด้านใด
15 ด้านหนึ่ง เช่น โปรแกรมระบบเงินเดือน โปรแกรมระบบบัญชีลูกหนี้ เป็นต้น ส่วนซอฟต์แวร์ด้าน ฐานข้อมูลจะเป็นระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) ทำหน้าที่ในการจัดการฐานข้อมูลให้กับผู้ใช้และ ผู้เขียนโปรแกรม 3. ข้อมูล (Data) เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลจะมี คุณสมบัติด้านความถูกต้อง ทันสมัย ซ้ำซ้อนน้อย และสามารถใช้ร่วมกันได้ 4. บุคลากร (Peopleware) เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับบุคลากรซึ่งเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล สามารถแบ่งประเภทตามลักษณะหน้าที่ได้ดังนี้ 1. ผู้ใช้ทั่วไป (Naïve User) คือ บุคคลที่ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป โดยมีพื้นฐานด้านการใช้ คอมพิวเตอร์มาบ้าง ไม่จำเป็นต้องรู้จักรายละเอียดโครงสร้างของฐานข้อมูลหรือภาษาทาง คอมพิวเตอร์แต่สามารถเรียกใช้ข้อมูลได้โดยผ่านทางโปรแกรมสำเร็จรูป 2. ผู้ใช้ฐานข้อมูล (Sophisticated User) คือ บุคคลที่สามารถดึงข้อมูลขึ้นมาใช้โดยผ่าน ภาษาที่เกี่ยวข้องกับการเรียกใช้ข้อมูล (Query Language) มีความรู้พื้นฐานในการเรียกและแสดงผล ข้อมูลในรูปแบบที่ต้องการได้อย่างหลากหลาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมภาษา ระดับสูง 3. นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analysis and Designer) คือ บุคคลที่ทำ หน้าที่ออกแบบระบบฐานข้อมูลให้ตรงกับการใช้งานของผู้ใช้ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 3.1 นักออกแบบในระดับแนวคิด (Logical Database Designer)คือ บุคคลที่ทำ หน้าที่ออกแบบระบบโดยประยุกต์กับงานในปัจจุบันที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเขียนข้อกำหนดของการใช้ ฐานข้อมูลในรูปแบบของเอนทิตี้ (Entity), แอททริบิวต์ (Attribute) และการเชื่อมความสัมพันธ์ (Relationship) กับงานและข้อกำหนดของธุรกิจนั้น ๆ เช่น นักศึกษา 1 คน จะต้องสังกัดอยู่เพียง คณะเดียว ถ้านักศึกษาได้ไปลงทะเบียนกับอีกคณะหนึ่งก็จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดของการลงทะเบียน ในคณะที่ 2 ดังนั้น การออกแบบจึงต้องออกแบบให้มีกฎเกณฑ์ที่เหมือนกัน และในทางกลับกันคณะ หนึ่งคณะสามารถมีนักศึกษาได้มากกว่า 1 คน ซึ่งแต่ละคณะก็จะมีนักศึกษาได้ในจำนวนที่เท่ากันหรือ แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับความชอบของนักศึกษา 3.2 นักออกแบบระบบในระดับปฏิบัติ (Physical Database Designer) คือ บุคคล ที่ทำหน้าที่ในการนำเอาโครงสร้างและข้อกำหนดต่าง ๆ ของนักออกแบบในระดับแนวคิดไปทำการ ออกแบบตัวโปรแกรมเพื่อให้ใช้งานได้กับระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) และเป็นคนที่จะคัดสรร อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการจัดเก็บข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล การป้องกันและรักษาข้อมูลเมื่อเกิดเหตุต่าง ๆ การแสดงผลข้อมูลให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ รวมถึงข้อกำหนดของตัวโปรแกรมกับ ความสามารถพื้นฐานของผู้ใช้อีกด้วย
16 4. เขียนโปรแกรม (Application Programmer) คือ บุคคลที่เขียนโปรแกรมประยุกต์จาก ข้อกำหนดต่าง ๆ ที่รับมาจากนักวิเคราะห์และออกแบบระบบ โดยจะเขียนโปรแกรมประยุกต์ด้วย ชุดคำสั่งที่สามารถจัดการกับระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) ให้ปฏิบัติการในฐานข้อมูลได้ เช่น การ เรียกดูข้อมูล (View หรือ Retrieving), การเพิ่ม (Adding), การปรับปรุง (Updating), การลบข้อมูล (Deleting) เป็นต้น 5. ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA) คือ กลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่ในการ ออกแบบ จัดการ และบริหารฐานข้อมูลที่อยู่ภายในคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีพื้นฐานในการบริหารข้อมูลมา ก่อน กล่าวคือ ผู้บริหารข้อมูลจะทำหน้าที่คอยดูแลและรับผิดชอบข้อมูลต่าง ๆ ที่ตัวเองทำอยู่ ซึ่งทำ หน้าที่กันเป็นทีม โดยมีหน้าที่ดังนี้ 5.1 กำหนดโครงสร้างหรือรูปแบบของฐานข้อมูล ได้แก่ โครงสร้างของอุปกรณ์เก็บ ข้อมูลและวิธีการเข้าถึงข้อมูล โดยทำการวิเคราะห์ว่าข้อมูลใดจะอยู่ในระบบฐานข้อมูล จัดเก็บข้อมูล ด้วยวิธีใด และใช้เทคนิคใดเรียกใช้ข้อมูล กำหนดโครงสร้างของอุปกรณ์เก็บข้อมูลและวิธีการเข้าถึง ข้อมูล 5.2 กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ โดยการประสานงานกับผู้ใช้ ให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้ และตรวจความต้องการของผู้ใช้ 5.3 กำหนดกฎเกณฑ์ความปลอดภัยและบูรณาการภาพของข้อมูล กล่าวคือ แฟ้มข้อมูลที่แต่ละฝ่ายได้สร้างขึ้นมาจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันหรือซ้ำซ้อนกัน ตัวอย่างเช่นบาง หน่วยงานอาจจะพิมพ์ชื่อกับนามสกุลลงในช่องเดียวกัน อีกหน่วยงานอาจจะพิมพ์แยกกันคนละช่อง หรือบางหน่วยงานอาจจะมีคำนำหน้าร่วมกับชื่อด้วย เป็นต้น ฉะนั้นการบูรณาการภาพ คือ การ ผสมผสานแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานให้สามารถใช้งานร่วมกันได้โดยไม่ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกันและ ยังจำกัดของเขตการเข้าถึงของแต่ละหน่วยงานให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย 5.4 กำหนดขั้นตอนการสำรองข้อมูลและการฟื้นสภาพข้อมูล กำหนดแผนการสร้าง ระบบข้อมูลสำรองและการฟื้นสภาพ ในกรณีที่อาจเกิดความเสียหายกับฐานข้อมูลด้วยสาเหตุจาก ความผิดพลาดของบุคคล ฮาร์ดแวร์ ดิสก์ที่เก็บข้อมูล หรือการเกิดไฟฟ้าดับกะทันหัน ชนิดของฐานข้อมูล ฐานข้อมูลที่ใช้กันอยู่มีโครงสร้าง 3 แบบ ดังนี้ 1. ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Database) ฐานข้อมูลแบบนี้จะมีระเบียนที่อยู่ แถวบนเรียกว่า “ระเบียนพ่อแม่” (Parent Record) และระเบียนแถวถัดลงมาเรียกว่า “ระเบียนลูก” (Child Record) โดยระเบียนพ่อแม่สามารถมีระเบียนลูกได้มากกว่า 1 ระเบียนแต่ระเบียนลูกจะมี ระเบียนพ่อแม่ได้เพียง 1 ระเบียนเท่านั้น ซึ่งโครงสร้างแบบนี้คล้ายโครงสร้างแบบต้นไม้หัวคว่ำลง ดังนั้น บางครั้งอาจเรียกโครงสร้างฐานข้อมูลแบบนี้ได้ว่า “โครงสร้างแบบต้นไม้” (Tree Structure)
17 ฐานข้อมูลแบบนี้จะมีความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ 2 แบบ คือความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งและแบบ หนึ่งต่อกลุ่มเท่านั้น รูปที่ 2.2 ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น 2. ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database) ฐานข้อมูลแบบนี้เป็นการปรับปรุง เพิ่มเติมจากระบบฐานข้อมุลแบบลำดับชั้น แต่จะต่างกันที่โหนดลูกจะสามารถมีโหนดพ่อแม่ได้ มากกว่า 1 โหนด และโหนดพ่อแม่ก็สามารถมีโหนดลูกได้มากกว่า 1 โหนดเช่นเดียวกัน รูปที่ 2.3 ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย 3. ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) ฐานข้อมูลแบบนี้จะมีระเบียนเก็บอยู่ใน รูปแบบตาราง (Table) ซึ่งภายใต้ตารางจะแบ่งเป็นแถว (Row) และคอลัมน์ (Column) โดยแถว สามารถมีได้หลายแถว แต่ละแถวเรียกว่า “ระเบียน” ส่วนคอลัมน์ก็มีได้หลายคอลัมน์แต่ละคอลัมน์ เรียกว่า “เขตข้อมูล” ซึ่งในรูปแบบของระบบฐานข้อมูลนี้อาจเรียกตารางเป็นอีกแบบหนึ่งว่า “รีเลชัน” (Relation) ส่วนแถวเรียกว่า “ทูเพิล (Tuple) และคอลัมน์เรียกว่า “แอทริบิวต์” (Attribute) ฐานข้อมูลแบบนี้จะมีความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ 3 แบบ ได้แก่ ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อ หนึ่ง แบบหนึ่งต่อกลุ่ม และแบบกลุ่มต่อกลุ่ม
18 รูปที่ 2.4 ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ ความสำคัญของฐานข้อมูล การเก็บข้อมูลในรูปของแฟ้มข้อมูลเป็นรูปแบบเดิมที่ใช้กัน แต่ด้วยเทคโนโลยีของระบบการ จัดเก็บข้อมูลที่มีการพัฒนาตามวิวัฒนาการของเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคโนโลยีด้าน คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้มีการเปลี่ยนวิธีจัดเก็บข้อมูลจากระบบแฟ้มข้อมูลให้เป็น รูปแบบที่เรียกว่า “ระบบฐานข้อมูล” ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลในระบบฐานข้อมูลมีส่วนที่สำคัญกว่าการ จัดเก็บข้อมูลในรูปของแฟ้มข้อมูล การออกแบบระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คำศัพท์ที่ใช้ในระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ รีเลชั่น (Relation) หรือจะเข้าใจกันดีในชื่อ ตางราง (Table) ที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลในรูป ของ 2 มิติ ที่ประกอบไปด้วยแถว (Row) และคอลัมน์ (Column) โดยแถวของรีเลชั่น (Relation) คือ 1 รายการข้อมูล หรือ 1 ระเบียน (Record) ในระบบแฟ้มข้อมูล ส่วนคอลัมน์ คือ คุณลักษณะที่ บ่ง บอกถึงข้อมูลในแต่ละแถวหรือฟิลด์ (เขตข้อมูล) ในระบบแฟ้มข้อมูล สำหรับความหมายในรีเลชั่น (Relation) จะเรียกว่า ทูเพิล (Tuple) และ แอททริบิวต์ (Attribute) รูปที่ 2.5 แสดงแอททริบิวต์ รีเลชั่น และทูเพิล ทูเพิล
19 คาดินัลลิตี้ (Cardinality) หมายถึง จำนวนทูเพิล (Tuple) หรือระเบียน (Record) ทั้งหมด ของตาราง (Table) ข้อมูลนั้น ๆ ดีกรี(Degree) หมายถึงจำนวนแอททริบิวต์(Attribute)หรือฟิลด์ทั้งหมดของตาราง(Table) ข้อมูลนั้นๆ Relationships (ความสัมพันธ์) หมายถึง การรวบรวมตาราง (Table)ต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ ระหว่างกันเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีโครงสร้างข้อมูล เช่น แอททริบิวต์ (Attribute)และทูเพิล (Tuple) คล้าย ๆ กัน ซึ่งจะมีคีย์ (Key) เป็นตัวกำหนดให้ตาราง (Table) ใดเป็นคีย์หลัก (Primary Key) และ ตาราง (Table) ใดเป็นคีย์นอก (Foreign Key) โดยมีคุณสมบัติของการเชื่อมความสัมพันธ์ (Relationships) ดังนี้ 1. แต่ละแอททริบิวต์(Attribute)ของตารางจะบรรจุข้อมูลได้เพียง1 ค่าเท่านั้น 2. ชื่อของแอททริบิวต์(Attribute)ในตารางจะต้องตั้งชื่อที่แตกต่างกันจะซ้ำกันไม่ได้ซึ่งส่วน ใหญ่แล้วจะตั้งชื่อที่สื่อความหมายเดียวกับกลุ่มของข้อมูลในคอลัมน์นั้น ๆ 3. การกำหนดชนิดของแอททริบิวต์(Attribute)จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่อยู่ในคอลัมน์นั้น ๆ และมีขอบเขตที่จำกัดโดยกลุ่มของข้อมูล 4. ข้อมูลในแต่ละทูเพิล(Tuple) ของตารางจะต้องแตกต่างกัน จะไม่มีทูเพิล (Tuple) ซ้ำกัน 5. การเรียงลำดับข้อมูลของทั้งแอททริบิวต์ (Attribute)และทูเพิล (Tuple) ไม่มีผลสำคัญ กับตาราง 6. รีเลชั่น (Relation) หรือตารางทุกตารางจะต้องมีชื่อกำกับและซ้ำกันไม่ได้ ซึ่งโดยส่วน ใหญ่แล้วก็จะตั้งชื่อที่สื่อความหมายเดียวกับกลุ่มของข้อมูล ตารางที่ 2.1 ตารางการเปรียบเทียบคำศัพท์ที่เรียกใช้กับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คำศัพท์ในฐานข้อมูล คำศัพท์ที่เรียกใช้ในโปรแกรม Access คำศัพท์ที่เรียกใช้ในโปรแกรม Excel ทูเพิล(Tuple) ระเบียน(Record) แถว(Row) แอททริบิวต์(Attribute) เขตข้อมูล(Field) คอลัมน์(Column) รีเลชั่น(Relation) ตาราง(Table) แผ่นงาน(sheet) คาดินัลลิตี้เ(Cardinality) จำนวนระเบียนทั้งหมดของตาราง จำนวนแถวทั้งหมดของแผ่นงาน ดีกรี(Degree) จำนวนเขตข้อมูลทั้งหมดของตาราง จำนวนคอลัมน์ทั้งหมดของแผ่นงาน โดเมน(Domain) ชนิดของข้อมูล(Data Type) ชนิดของรูปแบบ (Format Type)
20 1. การออกแบบฐานข้อมูลในระดับแนวคิด (Conceptual Database Design) การออกแบบ ฐานข้อมูลในระดับนี้ เป็นการกำหนดโครงร่าง (Schema) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายโครงสร้าง หลักๆ ของข้อมูลภายในระบบฐานข้อมูล โดยไม่คำนึงว่าฐานข้อมูลที่จะนำ มาใช้มีโครงสร้างข้อมูล แบบไหนการออกแบบในระดับแนวคิดจะสามารถ20แนวทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูล อธิบายได้ว่า ฐานข้อมูลที่สร้างขึ้นประกอบด้วยข้อมูล (Entities) ใดบ้าง ทั้งที่เป็นรูปธรรม เช่น ชื่อคน ชื่อสถานที่ ชื่อสิ่งของ และที่เป็นนามธรรม เช่น ความชำนาญ การกระทำต่างๆ เป็นต้น โดยมีการจัดเก็บ รายละเอียด ข้อมูล (Attributes)ที่แสดงลักษณะและคุณสมบัติของข้อมูลนั้นๆ และมี ความสัมพันธ์ (Relations) ระหว่างข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร ดังนั้น ผลของ การออกแบบในระดับนี้จึงเป็นรูป แบบจำลองของข้อมูลที่จะประกอบด้วย โครงสร้างที่อยู่ในแนวคิดที่ยังไม่สามารถนำไปใช้งานได้จริง 2. การออกแบบฐานข้อมูลในเชิงตรรกะ (Logical Database Design) การออกแบบ ฐานข้อมูลในระดับนี้ เป็นระดับที่ต่อเนื่องมาจาก การออกแบบฐานข้อมูลในระดับแนวคิด โดยอาศัย โครงสร้างที่ได้จาก ระดับแนวคิดมาตรวจสอบความถูกต้องของโครงร่างที่ออกแบบขึ้นกับ ส่วน ประมวลผลต่างๆ ที่ออกแบบไว้และปรับปรุงให้เป็นไปตามโครงสร้างข้อมูลของฐานข้อมูลที่จะนำไปใช้ งานว่าเป็นโครงสร้างแบบลำดับชั้น (Hierarchical) แบบเครือข่าย (Network) แบบเชิงสัมพันธ์ (Relational) หรือแบบเชิงวัตถุ (Object Oriented) ตัวอย่างเช่น ข้อมูลที่ 1 กำหนดให้เป็นข้อมูล (Entity) ของข้าราชการสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยมี รายละเอียดของข้อมูล (Attributes) ประกอบด้วย รหัสประจำตัวข้าราชการ ชื่อ ข้าราชการ ที่อยู่ ข้าราชการ ข้อมูลที่ 2 ข้อมูลของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง มหาดไทย ประกอบด้วย รหัสหน่วยงาน ชื่อหน่วยงาน ซึ่งข้อมูลทั้งสอง มีความสัมพันธ์ (Relationship) ระหว่างข้อมูล ข้าราชการและข้อมูลหน่วยงาน ในลักษณะว่า ข้าราชการแต่ละคนปฏิบัติงานอยู่ในสังกัดหน่วยงานใด หรือแนวทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูล 21 กองคลังมีจำนวนข้าราชการในสังกัดเท่าไหร่ ชื่อ -สกุล ใดบ้าง และ ข้าราชการเหล่านั้นดำรงตำแหน่งใด เป็นต้น ขั้นตอนการออกแบบฐานข้อมูลในเชิงตรรกะ นี้จะเน้นความสำคัญ ในส่วนของการจัดกลุ่มข้อมูลโดยไม่เกิดความซ้ำซ้อน ด้วยวิธีการทำให้ เป็น รูปแบบที่เป็นบรรทัดฐาน (Normalization) เพื่อการปรับการออกแบบ ฐานข้อมูลให้เหมาะสม กล่าวคือ ดำเนินการให้ข้อมูลอยู่ในรูปที่เป็นหน่วย เล็กที่สุดที่ไม่สามารถแตกออกเป็นส่วนย่อย ๆ ได้อีก ตัวอย่างเช่น ข้อมูล ข้าราชการประกอบด้วย - รหัสประจำตัวข้าราชการ ไม่สามารถกำหนดเป็นหน่วย ย่อย ได้อีกแล้ว - ชื่อข้าราชการ กำหนดเป็นหน่วยย่อย คือ คำนำหน้าชื่อตัว ชื่อสกุล - ที่อยู่ข้าราชการ กำหนดเป็นหน่วยย่อย คือ บ้านเลขที่ หมู่บ้าน ถนน ตำบล อำเภอจังหวัด รหัสไปรษณีย์ เป็นต้น 3. การออกแบบฐานข้อมูลในระดับกายภาพ (Physical Database Design) เป็นขั้นตอน สุดท้ายของการออกแบบฐานข้อมูล โดยจะกำหนด ข้อมูลที่จะจัดเก็บลงฐานข้อมูลจริงมีการกำหนดวิธี ในการเข้าถึงข้อมูล (Access Method) ประเภทของข้อมูล (Data Type) โครงสร้างข้อมูล (Data Structure) การจัดระเบียนแฟ้ม (File Organization) เป็นต้น ซึ่งผลจาก การออกแบบ
21 ฐานข้อมูลใน ระดับกายภาพนี้จะสามารถนำไปใช้ในการสร้าง ฐานข้อมูลจริง ทั้งนี้ก่อนที่จะออกแบบ ฐานข้อมูลใน ระดับนี้ผู้ออกแบบ จะต้องเลือกว่าจะใช้โปรแกรมหรือซอฟแวร์ใดเพื่อช่วยจัดการข้อมูล หรือ22แนว ทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูล รายการต่างๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล ทั้งการจัดเก็บ การ เรียกใช้และการ ปรับปรุงข้อมูล ซึ่งโปรแกรมฐานข้อมูลจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลได้ อย่าง รวดเร็ว โปรแกรม ฐานข้อมูลที่นิยมใช้มีอยู่ด้วยกันหลายตัว โดยแต่ละโปรแกรม จะมีความสามารถ ต่างกัน บางโปรแกรม ใช้ง่าย ราคาไม่แพง แต่จะจำกัด ขอบเขตการใช้งาน เช่นAccess, dBase, FoxPro, Clipper, FoxBase เป็นต้น บางโปรแกรมมีความสามารถในการทำงานมากกว่า แต่ใช้ งาน ยากกว่า และต้อง เสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากเพื่อให้ มีสิทธิ์ในการใช้งานตามกฎหมาย เช่น Oracle, SAP, DB2 เป็น ต้น อย่างไรก็ตาม โปรแกรมจัดการระบบฐานข้อมูล บางโปรแกรมได้อนุญาตให้ใช้งาน ได้โดยไม่ต้อง เสียค่าใช้จ่าย ในการใช้งาน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่าซอฟต์แวร์รหัสเปิด (Opensource Software) เช่น Base (OpenOffice.org), MySqL เป็นต้น เมื่อมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกใช้งาน มากมาย เช่นนี้ผู้พัฒนา ระบบจึงต้องมีการพิจารณาผลิตภัณฑ์ต่างๆดังนี้ - คุณลักษณะและเครื่องมือของระบบ จัดการ ฐานข้อมูลซึ่งผลิตภัณฑ์ บางตัวจะรวมเอาเครื่องมือต่างๆ ที่ให้ความสะดวกในการพัฒนา โปรแกรม ประยุกต์ เช่น การออกแบบหน้าจอ การสร้างรายงาน การสร้างโปรแกรม ประยุกต์ พจนานุกรมข้อมูล และอื่นๆ ค่าใช้จ่าย เช่น ค่าลิขสิทธิ์การซ่อมบำรุง การฝึกอบรม ค่าใช้จ่าย ในการ เปลี่ยนไปใช้ ผลิตภัณฑ์ใหม่กรณีที่มีฐานข้อมูลเดิมอยู่แล้ว ความสามารถในการใช้งานข้ามแพลตฟอร์ม ข้ามระบบ และภาษา พิจารณาว่ารูปแบบของฐานข้อมูลที่ได้ออกแบบไว้ เป็นโครงสร้าง แบบลำดับชั้น แบบ เครือข่าย แบบเชิงสัมพันธ์หรือแบบเชิงวัตถุแนวทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูล 23 - ความ ต้องการ ทางฮาร์ดแวร์ของผลิตภัณฑ์ เช่นพื้นที่ จัดเก็บข้อมูล ความต้องการหน่วยความจำ เป็นต้น หลักการออกแบบฐานข้อมูล ฐานข้อมูลที่ได้รับการออกแบบอย่างถูกต้องจะทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเป็น ข้อมูลล่าสุด เนื่องจากการออกแบบที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในการทำงานกับ ฐานข้อมูล ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เกี่ยวกับหลักการการออกแบบที่ดี เพื่อใน ท้ายที่สุด จะได้ฐานข้อมูลที่ตรงตามความต้องการของคุณ และสามารถแก้ไขได้โดยง่าย การออกแบบฐานข้อมูลเพื่อใช้งานฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ออกแบบต้องสามารถ จำแนกกลุ่มข้อมูลหรือเอนทิตี้ได้อย่างชัดเจนและครบถ้วน โดยกำหนดคุณลักษณะหรือแอตทริบิวต์ ของแต่ละเอนทิตี้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งจะต้องสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ข้อมูลได้ จะมีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด
22 การเก็บรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ของงาน รวมทั้งความต้องการของผู้ใช้ เช่น 1. มีข้อมูลใดบ้างที่เป็นเรื่องเดียวกัน ให้จัดกลุ่มข้อมูลนั้นเป็นเอนทิตี้ 2. ชนิดของข้อมูลแบบใด (ตัวอักษร ตัวเลข หรืออื่น ๆ) มีเงื่อนไขหรือ ข้อกำหนดอย่างไร 3. มีข้อมูลอะไรบ้างที่จะต้องนำมาค้นหาหรือประมวลผล ผลที่ได้ต้องสง่ออก ระบบภายนอกหรือไม่ 4. มีใครบ้างที่เป็นผู้ใช้ฐานข้อมูลนี้ ความถี่ในการใช้มีมากเท่าไหร่ มี ความสำคัญอย่างไร 5. ลักษณะของรายงาน ประกอบด้วยรายงานใดบ้าง ระยะเวลาในการออก รายงาน 6. ข้อมูลอื่น ๆ ที่สามารถรวบรวมได้ โดยพยายามเก็บรายละเอียดให้มากที่สุด ขั้นที่ 2 กำหนดโครงสร้างของ Table จากกลุ่มข้อมูลหรือเอนทิตี้ที่รวบรวมได้จากเอกสารต่าง ๆ ในขั้นที่ 1 จะนำมากำหนดแอตทริ บิวต์ของข้อมูล เพื่อจะได้ทราบว่าในเอนทิตี้นั้นจะนำข้อมูลอะไรมาใช้บ้าง หลังจากนั้นให้นำแอตทริ บิวต์มากำหนดโครงสร้างเบื้องต้นของ Table โดยแปลงแอตทริบิวต์เป็นฟิลด์ พร้อมกำหนดชนิดและ ขนาดของข้อมูลในแต่ละขนาดข้อมูลในแต่ละฟิลด์ รวมทั้งเงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์ที่ใช้กำหนดลักษณะ ของข้อมูล ขั้นที่ 3 กำหนดคีย์ ขั้นตอนนี้จะพิจารณาว่าฟิลด์ใดบ้างใน Table นั้นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะใช้เป็นคีย์ ถ้าไม่มี ฟิลด์ใดเลยที่เหมาะสม ก็จะต้องกำหนดฟิลด์ใหม่เพื่อใช้เป็นคีย์โดยเฉพาะ ขั้นที่ 4 การทำ Normalization ถ้า Table ที่ได้จากขั้นที่ 2 ยังมีความซ้ำซ้อนกันของข้อมูล หรือข้อมูลบางฟิลด์ไม่เกี่ยวข้อง โดยตรงกับเนื้อหาใน Table นั้นจะต้องนำมาปรับปรุงแก้ไขให้มีโครงสร้างหรือรูปแบบที่เหมาะสมก่อน นำไปประมวลผล ถ้านำโครงสร้างไปใช้เลยโดยไม่ทำ Normalization ก่อนอาจเกิดปัญหาได เช่น ปัญหาสิ้นเปลืองเนื้อที่จัดเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกัน ปัญหาความผิดปกติ (Anomaly) ของข้อมูลเมื่อมีการ แก้ไขเพิ่ม หรือลบเรคอร์ด รวมทั้งปัญหาในการกำหนดความสัมพันธ์ในขั้นที่ 5 จะทำได้ยาก ขั้นที่ 5 กำหนดความสัมพันธ์ นำ Table ทั้งหมดที่ได้หลังจากทำ Normalization มาสร้างความสัมพันธ์โดยใช้คีย์กำหนด ในขั้นที่ 3 หรือคีย์ที่เกิดขึ้นใหม่จากการทำ Normalization เป็นตัวเชื่อม ซึ่งอาจเป็นแบบ One – to – One , One – to – Many หรือ Many – to – Many ขึ้นกับลักษณะของข้อมูลการกำหนด ความสัมพันธ์ระหว่าง Table นี้มีความสำคัญมาก ผู้ออกแบบจะต้องมีการวิเคราะห์ให้ได้ว่าข้อมูลใน Table ต่าง ๆ นั้นมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใด
23 ขั้นตอนการออกแบบฐานข้อมูล ในการออกแบบฐานข้อมูลจะต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะทำให้สามารถถออกแบบและพัฒนา โปรแกรมขึ้นใช้งานได้อย่างเหมาะสมและถูกวิธี เพื่อในอนาคตภายหน้าเมื่อมีปัญหาในการนำไปใช้จะ สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นในหัวข้อนี้จะอธิบายวิธีการและขั้นตอนในการ ออกแบบฐานข้อมูลไว้ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ถึงปัญหาของระบบงานเดิม โดยพิจารณาถึงจุดอ่อน จุดบกพร่อง และอุป สรรค์ต่างๆ ที่จะทำให้ระบบงานเดิมล้าช้า ซ้ำซ้อน และไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เช่น ในระบบงานเดิมของ อพาร์ทเม้นท์เป็นแบบจัดเก็บข้อมูลโดยการบันทึกข้อมูลเช่าห้องพักด้วยมือลงใน สมุดบันทึก ซึ่งการจัดเก็บลักษณะนี้ทางเจ้าของอพาร์ทเม้นท์จะไม่ทราบเลยว่าผู้เช่าห้องพักเข้ามาเช่า เมื่อไร วางเงินประกันไว้เท่าไร เข้ามาอยู่กี่คน จนกว่าผู้เช่าจะคืนห้อง ถึงจะหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาดู เป็นต้น 2. พิจารณาความต้องการขั้นพื้นฐานและความเป็นไปได้ เมื่อได้ทราบถึงปัญหาของการ ทำงานในระบบเดิมแล้ว ขั้นต่อมาคือการพิจารณาถึงความต้องการว่าสมควรนำมาใช้ในองค์กรหรือไม่ โดยดูจากปัจจัยด้านต่าง ๆ ดังนี้ 2.1 ด้านเทคโนโลยี พิจารณาถึงเทคโนโลยีในปัจจุบันที่มีในองค์กรว่าเหมาะสมและ เพียงพอกับปริมาณการใช้หรือไม่ รวมถึงขีดความสามารถและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีนั้น ๆ และ ต้องจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ต่าง ๆ จำนวนมากเท่าไรเพื่อมาสนับสนุนต่อระบบงานที่จะปรับปรุงใหม่ 2.2 ด้านการเงิน พิจารณาถึงความคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไปกับประสิทธิภาพ ของงานที่จะได้มาทั้งค่าใช้จ่ายในด้าน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบุคลากราที่จะต้องจัดอบรมหรือส่งไป ศึกษาดูงานให้กลับมาพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.3 ด้านความต้องการของผู้ใช้พิจารณาถึงความต้องการของผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ และผู้บริหารว่ามีความต้องการใช้งานมากเพียงไร โดยมุ้งเน้นถึงการแก้ปัญหาและผลที่ได้สามารถน้ำ ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และตรงตามความต้องการหรือไม่ 3. การออกแบบฐานข้อมูล เมื่อได้ทราบถึงผลกระทบต่าง ๆ แล้ว และวิเคราะห์ถึงผลดี มากกว่าผลเสีย ขั้นต่อไปคือ การออกแบบฐานข้อมูลให้ตรงกับความต้องการขององค์กรให้มากที่สุด โดยการออกแบบฐานข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับด้วยกันคือ 3.1 การกำหนดค่าแอททริบิวต์ให้กับระบบฐานข้อมูลที่จะทำการสร้าง เช่น แอททริ บิวต์ของผู้เช่าห้อง,แอททริบิวต์ของใบกำกับการเช่าห้องพัก แอททริบิวต์ของ จำนวนห้องพักทั้งหมดของอพาร์ทเม้นท์ เป็นต้น 3.2 กำหนดคีย์หลักของแอททริบิวต์ในตารางที่สร้างทุกตาราง 3.3 กำหนดความสัมพันธ์ของแอททริบิวต์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับการใช้งาน
24 3.4 ตรวจสอบหรือแก้ไขในแอททริบิวต์ถ้ามีข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกันหลังจากเชื่อม ความสัมพันธ์แล้ว 4. โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง กลุ่มคำสั่งที่เรียบเรียงตามไวยากรณ์เพื่อสั่งงานให้ คอมพิวเตอร์ทำงานในสิ่งที่ต้องการ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่องานบัญชี จึงเป็นกลุ่มคำสั่งที่เรียบ เรียงขึ้นเพื่อสั่ง ให้คอมพิวเตอร์ทำงานด้านการบัญชี หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการบริหาร สถานศึกษา เป็นกลุ่ม คำสั่งที่เรียบเรียงขึ้นเพื่อให้รองรับการทำงานในสถาบันการศึกษา เป็นต้น ดังนั้น การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง การเขียนกลุ่มคำสั่งอย่างเป็นกระบวนการ มีขั้นตอน และ ถูกต้องตรงตามไวยากรณ์ เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานในสิ่งที่ต้องการ มุ่งเน้นให้เกิดความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง ทันเวลา เป็นปัจจุบัน 4.1 พัฒนาโปรแกรมให้ตรงกับความต้องการและที่ออกแบบไว้ 4.2 เมื่อพัฒนาเสร็จแล้วต้องทำการทดสอบระบบโดยรวมทั้งหมด 4.3 ติดตั้งระบบฐานข้อมูลยังเครื่องที่ใช้งานจริงและตรวจสอบถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ว่า ได้ผลของระบบตรงตามความต้องการหรือไม่ 4.4 จัดฝึกอบรมบุคคลากรที่เกี่ยวข้องภายในองค์กรให้สามารถใช้งานในระบบ ฐานข้อมูลให้ตรงตาความต้องการของแต่ละฝ่าย 4.5 จัดทำเอกสารประกอบการใช้งานของโปรแกรมทุกขั้นตอน พร้อมทั้งอธิบาย รายละเอียดการใช้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง 4.6 จัดตารางการบำรุงรักษาทั้งเรื่องของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และรบบฐานข้อมูล ให้เหมาสมกับความต้องการของผู้ใช้และองค์กรเมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบต่าง ๆ ตามกาลเวลาหรือ เมื่อมีปัญหาต่าง ๆ ในอนาคต การออกแบบฐานข้อมูล การออกแบบฐานข้อมูล (Designing Databases) มีความสำคัญต่อการจัดการระบบ ฐานข้อมูล (DBMS) ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลที่อยู่ภายในฐานข้อมูลจะต้องศึกษาถึงความสัมพันธ์ โครงสร้างของข้อมูลแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. รูปแบบของฐานข้อมูลแบบลำดับขั้น หรือโครงสร้างแบบลำดับขั้น (Hierarchical data model) วิธีการสร้างฐาน ข้อมูลแบบลำดับขั้นถูกพัฒนาโดยบริษัท ไอบีเอ็ม จำกัด ในปี1980 ได้รับ ความนิยมมาก ในการพัฒนาฐานข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยที่โครงสร้างข้อมูลจะสร้างรูปแบบเหมือนต้นไม้ โดยความสัมพันธ์เป็นแบบหนึ่งต่อหลาย (One- to -Many) ดังรูป แสดงโครงสร้างลำดับขั้นของผู้สอนทักษะผู้สอน หลักสูตรที่สอน
25 รูปที่ 2.6 รูปแบบฐานข้อมูลแบบลำดับขั้น แสดงส่วนประกอบของระบบจัดการฐานข้อมูล (Elements of a database management systems) ข้อดีและข้อเสียของระบบการจัดการฐานข้อมูลระบบการจัดการฐานข้อมูลจะมีทั้งข้อดีและ ข้อเสียในการที่องค์การจะนำระบบนี้มาใช้กับหน่วยงาของตนโดยเฉพาะหน่วยงานที่เคยใช้ คอมพิวเตอร์แล้วแต่ได้จัดแฟ้มแบบดั้งเดิม (Convention File) การที่จะแปลงระบบเดิมให้เป็นระบบ ใหม่จะทำได้ยากและไม่สมบูรณ์ ไม่คุ้มกับการลงทุน ทั้งนี้เนื่องจากค่าใช้จ่าในการพัฒนาฐานข้อมูล จะต้องประกอบด้วย วิธีการจัดแบบลำดับขั้นเป็นการจัดกลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันและกำหนดให้เป็น เซ็กเมนต์ (Segment) โดยมีการแยกประเภทของเซ็กเมนต์ว่าเป็นเซ็กเมนต์ราก (Root segment) หรือ เซ็กเมนต์ที่เป็นตัวพึ่ง(Dependent segment) แสดงถึงฐานข้อมูลของฝ่ายที่มีการเปิดอบรมของ บริษัทหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในรูปแบบลำดับขั้น เซ็กเมนต์ที่เป็นราก คือ ชื่อฝ่าย (Department name) โดยมี เซ็กเมนต์ที่เป็นตัวพึ่ง 2 เซ็กเมนต์คือ เซ็กเม็นผู้สอน(Instructor)และหลักสูตร (Course) สำหรับเซ็ก เมนต์ผู้สอนก็จะมีตัวพึ่งอีก 1 เซ็กเมนต์ คือ เซ็กเมนต์ความชำนาญ(Skill) ส่วนเซ็กเมนต์หลักสูตรก็จะ มีตัวพึ่งเป็นเซ็กเมนต์เปิดสอนโดยและเข้าเซ็กเมนต์สุดท้ายก็คือเซ็กเมนต์ผู้เรียนซึ่งเป็นตัวพึ่งของเซ็ก เมนต์เปิดสอนโดย 2. รูปแบบข้อมูลแบบเครือข่าย (Network data Model) ฐานข้อมูลแบบเครือข่ายมีความ คล้ายคลึงกับฐาน ข้อมูลแบบลำดับชั้น ต่างกันที่โครงสร้างแบบเครือข่าย อาจจะมีการติดต่อหลายต่อ หนึ่ง (Many-to-one) หรือ หลายต่อหลาย (Many-to-many) กล่าวคือลูก (Child) อาจมีพ่อแม่ (Parent) มากกว่าหนึ่ง สำหรับตัวอย่างฐานข้อมูลแบบเครือข่ายให้ลองพิจารณาการจัดการข้อมูลของ ห้องสมุด ซึ่งรายการจะประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง สำนักพิมพ์ ที่อยู่ ประเภทหนังสือ และปีที่พิมพ์ ดังนั้นการจัดข้อมูลแบบเก่าจะทำให้ข้อมูลซ้ำซ้อนกันมาก ดังรูป รูปที่ 2.7 ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย เรื่องต่างก็มีรายการแยกต่างหาก ดังนั้นบรรดาผู้แต่งที่แต่งหนังสือมากกว่าหนึ่งเล่มจะปรากฏ มากว่าหนึ่งครั้งในไฟล์นอกจากนั้นสำนักพิมพ์แต่ละแห่งพิมพ์หนังสือหลายเล่มดังนั้นชื่อของ
26 สำนักพิมพ์ ที่อยู่ก็จะปรากฏซ้ำ ๆ กันในไฟล์ข้อมูลรวม ดังนั้นผู้วางระบบฐานข้อมูลจึงแนะนำให้สร้าง ฐานข้อมูลลักษณะเครือข่าย เพื่อลดความซ้ำซ้อน โดยการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรายการเข้าด้วยกัน จะเห็นว่า ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหลายรายการ (Record) ระหว่างรายการชื่อสำนักพิมพ์และชื่อเรื่อง ซึ่ง แสดงโดยมีรูปลูกศรซ้อนกัน 2 หัวเราเรียกรวมชื่อสำนักพิมพ์และชื่อเรื่องซึ่งมีความสัมพันธ์กันว่าเซต และเรียกว่าสกีมา (Schema) ดังนั้นชื่อผู้แต่งแต่ละคนจะปรากฏเพียงหนึ่งครั้งและเชื่อมโยงกับชื่อ หนังสือที่เป็นผู้แต่ง ขณะที่ชื่อสำนักพิมพ์ก็เชื่อมโยงกับหนังสือที่ตนเป็นผู้พิมพ์ เมื่อต้องการเข้าถึง รายการจะสามารถเข้าถึงผ่านทางชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง หรือชื่อสำนักพิมพ์ ก็ได้ โดยอาศัยเส้นทาง เชื่อมต่อระหว่าง รายการ ทำให้ข้อมูลทุกรายการสามารถติดต่อถึงกันได้อย่างถูกต้อง รายการหรือเร คอร์ดสมาชิก (Member) เช่น เรียก เรคอร์ดของผู้แต่งก่อนก็เป็นเรคอร์ดนำและหาตัวเชื่อมเพื่อไป ค้นหารายชื่อหนังสือที่แต่งซึ่งเป็นเรคอร์ดสมาชิกก็จะปรากฏขึ้น 3. รูปแบบความสัมพันธ์ข้อมูล (Relation data model) เป็นลักษณะการออกแบบฐานข้อมูล โดยจัดข้อมูลให้อยู่ในรูปของตารางที่มีระบบคล้ายแฟ้ม โดยที่ข้อมูลแต่ละแถว (Row) ของตารางจะ แทนเรคอร์ด (Record) ส่วน ข้อมูลนแนวดิ่งจะแทนคอลัมน์ (Column) ซึ่งเป็นขอบเขตของข้อมูล (Field) โดยที่ตารางแต่ละตารางที่สร้างขึ้นจะเป็นอิสระ ดังนั้นผู้ออกแบบฐานข้อมูลจะต้องมีการ วางแผนถึงตารางข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ เช่นระบบฐานข้อมูลบริษัทแห่งหนึ่ง ประกอบด้วย ตาราง ประวัติพนักงาน ตารางแผนกและตารางข้อมูลโครงการ แสดงประวัติ รหัส ชื่อ วันเข้าทำงาน เงินเดือน ตำแหน่ง แผนก 001 นายแดง 1/1/32 30000 ผู้จัดการ วิศวกรรม 002 นายเขียว 30/6/34 20000 หัวหน้าช่าง วิศวกรรม 003 นายดำ 16/4/36 18000 บัญชี บัญชี 004 น.ส.น้ำฝน 1/5/39 9000 จัดซื้อ บัญชี 005 น.ส.ทราย 16/6/40 7000 ธุรการ ธุรการ ตารางที่ 2.2 ตารางแสดงประวัติพนักงาน
27 รหัสแผนก ชื่อแผนก 10 บัญชี 20 วิศวกรรม 30 ธุรการ ตารางที่ 2.3 ตารางแผนก รหัสโครงการ ชื่อโครงการ วันเริ่ม วันสิ้นสุด งบประมาณ 01 ทางด่วนชั้นที่ 3 1/1/38 31/12/41 500000000 02 สร้างเขื่อนเก็บน้ำ 1/5/39 30/4/40 20000000 03 สร้างสนาม ฟุตบอล 30/6/39 30/10/40 10000000 ตารางที่ 2.4 ตารางข้อมูลโครงการ ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการเรียกข้อมูลจากตารางทั้ง 3 มาใช้ก็สามารถทำได้โดยการสร้างตารางใหม่ ดัง แสดงการสร้างตารางรหัสพนักงานว่าอยู่แผนกไหน ทำงานโครงการอะไรและระยะเวลาในการทำ รหัสพนักงาน รหัสแผนก รหัสโครงการ ระยะเวลา(วัน) 001 20 03 30 004 10 03 60 002 20 02 180 ตารางที่ 2.5 ตารางใหม่ แสดงการสร้างตารางรหัสพนักงานว่าอยู่แผนกไหน ข้อดีและข้อเสียของโครงสร้างแบบสัมพันธ์ คือ สามารถสร้างตารางข้นมาใหม่โดยอาศัย หลักการทางคณิตศาสตร์และค้นหาว่าข้อมูลในฐานข้อมูลมีข้อมูลร่วมกับตารางที่สร้างขึ้นมาใหม่ หรือไม่ ถ้ามีก็ให้ประมวลผลโดยการอ่านเพิ่มเติมปรับปรุงหรือยกเลิกรายการ ข้อเสีย คือ การศึกษา วิธีการเขียนโปรแกรมและใช้ฐานข้อมูลจะต้องอิงหลักทฤษฎีทางคณิตสาศตร์จึงทำให้การศึกษา เพิ่มเติมของผู้ใช้ ยากแก่การเข้าใจ แต่ในปัจจุบันมีโปรแกรมการสร้างฐานข้อมูลหลายโปรแกรมที่ พยายามทำให้การเรียนรู้และการใช้ง่ายขึ้น เช่น โปรแกรมการสร้างฐานข้อมูลโดยใช้ ภาษา SQL(Structured Query Language) เป็นต้น
28 การออกแบบฐานข้อมูลด้วย E-R Diagram เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ช่วยในการออกแบบฐานข้อมูล และวิธีนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก นำเสนอ โดย Peter ซึ่งวิธีการนี้อยู่ในระดับ Conceptual level และมีหลักการคล้ายกับ Relational model เพียงแต่ E-R model แสดงในรูปแบบกราฟิก บางระบบจะใช้ E-R model ได้เหมาะสมกว่า แต่บาง ระบบจะใช้ Relational model ได้เหมาะสมกว่าเป็นต้น ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาของผู้ออกแบบว่าจะ เลือกใช้แบบใด (Relational model) ได้เหมาะสมกว่าเป็นต้น ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาของผู้ออกแบบ ว่าจะเลือกใช้แบบใด(Relational model คือตารางข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน) หรือ E-R Diagram เป็น diagram เพื่อใช้ model ข้อมูลเพื่อให้ทราบว่าระบบนั้นๆ มีข้อมูล อะไรอยู่บ้าง diagram ดังกล่าวจะใช้ในการออกแบบฐานข้อมูล สิ่งที่เราสนใจจะเก็บจะเรียกว่า Entity และระหว่าง Entity จะ มีความสัมพันธ์กัน เพราะฉนั้นผู้ออกแบบจะต้องหา Entity และความสัมพันธ์ระหว่าง Entity ให้ เจอ การออกแบบฐานข้อมูลจะเริ่มจากระดับแนวคิด (Conceptual Model) หลังจากนั้นจะแปลง จากระดับแนวคิดให้เป็น ระดับตรรก (Logical Model) ระดับตรรกคือระดับที่ DBMS ใช้เพื่อให้ผู้ใช้ เห็นว่าข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างไรเช่น Oracle ให้ ผู้ใช้เห็นว่าข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ในตาราง เรียกว่า Relational Database ซึ่งเป็นระดับตรรก (Logical Model) E-R Diagram เป็นการออกแบบใน ระดับ Conceptual Model (ระดับแนวคิด) นั่นหมายถึงเมื่อเราวาด E-R Diagram เสร็จเราจะแปลง E-R ให้เป็น table หาก DBMS ที่เราใช้เป็นประเภท Relational Database เพราะฉนั้นอาจสรุป สาระสำคัญได้ว่า 1. การวาด E-R เป็นอิสระจาก DBMS หมายถึงเราใช้ E-R ในการ model ข้อมูล ส่วน DBMS จะใช้อะไรก็ได้2. Entity ไม่ใช่ table และ table ไม่ใช่ Entity เพราะ Entity เป็นการ มองในระดับ conceptual รูปที่ 2.8 แผนภาพแสดงลำดับการออกแบบฐานข้อมูล การออกแบบฐานข้อมูลที่ดี ในกระบวนการออกแบบฐานข้อมูลนั้นจะมีหลักการบางอย่างเป็นแนวทางในการดำเนินการ หลักการแรกคือข้อมูลซ้ำ (หรือที่เรียกว่าข้อมูลซ้ำซ้อน) ไม่ใช่สิ่งที่ดี เนื่องจากเปลืองพื้นที่และอาจทำ ให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นรวมถึงเกิดความไม่สอดคล้องกัน หลักการที่สองคือความถูกต้องและความ สมบูรณ์ของข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าฐานข้อมูลของคุณมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง รายงานต่าง ๆ ที่ดึงข้อมูล
29 จากฐานข้อมูลจะมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามไปด้วย ส่งผลให้การตัดสินใจต่างๆ ที่ได้กระทำโดยยึดตาม รายงานเหล่านั้นจะไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน สัญลักษณ์ที่ใช้แสดงแผนภาพ E-R Diagram (Symbols in E-R Diagram) ตารางที่ 2.6 สัญลักษณ์แสดงแผนภาพ E-R Diagram การเขียนแผนภาพ กระแสข้อมูล DFD Level 0 [Context Diagram] แผนภาพบริบท (Context Diagram) คือ แผนภาพกระแสข้อมูลระดับบนสุดที่แสดง ภาพรวมการทำงานของระบบที่มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมภายนอกระบบ Level-0 Diagram คือ แผนภาพกระแสข้อมูลในระดับที่แสดงขั้นตอนการทำงานหลัก ทั้งหมด (Process) หลัก ของระบบแสดงทิศทางการไหลของ Data Flow และแสดงรายละเอียดของ แหล่งจัดเก็บข้อมูล (Data Store) Level-0 Diagram เป็นการแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของ Process การทำงานหลักๆ ที่มี อยู่ภายในภาพรวมของระบบ (Context Diagram) ว่ามีขั้นตอนใดบ้าง ทฤษฎีเกี่ยวกับโปรแกรม Microsoft Access สัญลักษณ์ ความหมาย Entity Attribute Key Attribute Relationship set Connection Attribute
30 รูปที่ 2.9 Icon Microsoft Access ทำความรู้จักกับโปรแกรมไมโครซอฟต์แอคเซส ไมโครซอฟต์แอคเซส Microsoft Access หรือเรียกสั้นๆว่าแอคเซส เป็นโปรแกรมทางด้าน การจัดการฐานข้อมูล (Database Management) ที่มีขีดความสามารถสูงแต่ใช้งานง่าย ผู้ใช้สามารถ ใช้แอคเซสในการจัดการฐานข้อมูล,ค้นหาข้อมูล, และนำข้อมูลเหล่านั้นมาแสดงในแบบฟอร์มที่ สวยงาม หรือจัดพิมพ์เป็นรายงานได้อย่างง่ายดาย ประโยชน์ของไมโครซอฟต์แอคเซส Microsoft Access ถูกนำไปใช้งานในระบบฐานข้อมูลได้ในหลากหลายธุรกิจ รองรับการ ทำงานพร้อม ๆ กัน (Concurrent Usage) รองรับการพัฒนาปรับแต่ง และนำไปใช้กับระบบอื่น ๆ ได้ สามารถ Import/Export Data ไปยังระบบต่าง ๆ เช่น Excel, SQL Server, Text File เป็นต้น ลักษณะงานเหมาะกับ Microsoft Access - งานด้านลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Management) - งานระบบ เช่า / ยืม-คืน สินค้า (Rental System) - งานติดตามใบสั่งซื้อ (Order Tracking) - งานระบบ ซื้อ/ขาย สินค้า (Order and Purchase System) - งานติดตามงานในองค์กร (Task Tracking) - งานบันทึกสินค้าคงคลัง และจัดการสินทรัพย์ (Inventory and Asset Tracking)
31 ระบบฐานข้อมูลแอคเซส ในแอคเซสจะใช้ระบบข้อมูลแบบสัมพันธ์ (Relational Database) โดยมองข้อมูลในรูปแบบ ตารางข้อมูล (Table) ตารางข้อมูลคือกลุ่มของข้อมูลที่นำมาเก็บรวมกันจะต้องมีความเกี่ยวข้องกัน โดยระบุความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มข้อมูลและใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์นั้นได้จะประกอบด้วย - บิต (Bit) คือ ข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด เป็นข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและ นำไปใช้ งานได้ ซึ่งได้แก่ เลข 0 หรือ เลข 1 เท่านั้น - ไบต์ (Byte) หรือ อักขระ (Character) ได้แก่ ตัวเลข หรือ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, …, 9, A, B, …, Z และเครื่องหมายต่างๆ ซึ่ง 1 ไบต์จะเท่ากับ 8 บิต หรือ ตัว อักขระ 1 ตัว เป็นต้น - ฟิลด์ (Field) หรือเขตข้อมูล หมายถึง หัวรายการหรือหัวเรื่องข้อมูลที่เราตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บ ข้อมูลตัวอักษร ตัวเลข หรือสัญลักษณ์พิเศษ รูปภาพ โดยตั้งชื่อให้สื่อความหมายกับข้อมูลที่ จะเก็บภายใต้ชื่อฟิลน์นั้น เช่น ฟิลด์ชื่อสินค้า ก็จะเก็บข้อมูลของชื่อสินค้านั้นๆ เป็นต้น - เรคคอร์ด (Record) ได้แก่ ฟิลด์ตั้งแต่ 1 ฟิลด์ ขึ้นไป ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องรวมกันเป็น เรคคอร์ด เช่น ชื่อ นามสกุล เลขประจำตัว ยอดขาย ข้อมูลของพนักงาน 1 คน เป็น 1 เรคค อร์ด - ไฟล์ (Files) หรือ แฟ้มข้อมูล ในฐานข้อมูลแอคเซสอาจประกอบด้วย Table, Form, Report, Query, Macro และ Module จำนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระบบฐานข้อมูลที่ผู้ใช้ เก็บ โปรแกรม Microsoft Access 2016 เมื่อทำการเปิดโปรแกรมแล้ว จะพบหน้าตาของโปรแกรม รูปที่2.10 หน้าตาการทำงานโปรแกรม Microsoft Access 2016
32 ส่วนประกอบของฐานข้อมูล Microsoft Access ในฐานข้อมูลหนึ่งๆ จะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ที่ใช้จัดการข้อมูล ซึ่งเรียกว่า วัตถุฐานข้อมูล (Database Object) ซึ่งมีดังต่อไปนี้ ตางราง (Table) ใช้เก็บตัวข้อมูลที่ต้องการซึ่งอยู่ในรูปของตาราง โดยมีแต่ละแถวเป็นเรคคอร์ด (Record) และแต่ละคอลัมน์เป็นฟิลด์ (Field) รูปที่2.11 หน้าตาการทำงานตางราง (Table) แบบสอบถาม (Query) ใช้ในการคัดกรองข้อมูลเพื่อเลือกเอาเฉพาะที่ต้องการ รูปที่ 2.12 หน้าตาการทำงานแบบสอบถาม (Query)
33 รายงาน (Report) ใช้ในการพิมพ์รายงานจากข้อมูลในแบบฟอร์มข้อมูลที่จัดไว้ รูปที่ 2.13 หน้าตาการทำงานรายงาน (Report) แมโคร (Macro) เป็นกลุ่มของการกระทำที่เราเขียนฃึ้นเพื่อให้ทำงานแบบอัตโนมัติ รูปที่ 2.14 หน้าตาการทำงานแมโคร (Macro) โมดูล (Module) เป็นส่วนของการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Visual Basic เพื่อสั่งงานแบบซับซ้อน
34 รูปที่ 2.15 หน้าตาการทำงานโมดูล (Module) ข้อจำกัดบางประการของ Microsoft Access รวมถึงความสามารถในการปรับขนาดที่จำกัดและ โอกาสที่ข้อมูลจะเสียหาย แม้ว่า Access เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับฐานข้อมูลขนาดเล็กถึง ขนาดกลาง แต่ก็อาจประสบปัญหาในการจัดการข้อมูลจำนวนมากหรือแบบสอบถามที่ซับซ้อน ความสามารถในการปรับขนาดที่จำกัดนี้อาจเป็นข้อเสียเปรียบสำหรับธุรกิจที่ต้องจัดการข้อมูลจำนวน ที่เพิ่มขึ้น ข้อเสียอีกประการหนึ่งของ Microsoft Access คือข้อมูลอาจเสียหายได้ เนื่องจากสถาปัตยกรรมแบบ ไฟล์ ฐานข้อมูล Access จึงมีแนวโน้มที่จะเสียหายมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลแบบ เซิร์ฟเวอร์ หากฐานข้อมูลเสียหาย อาจส่งผลให้ข้อมูลสูญหายหรือไม่สามารถเข้าถึงและเรียกค้นข้อมูล สำคัญได้ นอกจากนี้ Microsoft Access ยังมีข้อจำกัดบางประการในแง่ของความปลอดภัยและความทนทาน อาจไม่ได้ให้การรักษาความปลอดภัยและการควบคุมในระดับเดียวกับระบบการจัดการฐานข้อมูลอื่นๆ ทำให้ไม่เหมาะสมสำหรับแอปพลิเคชันที่มีความละเอียดอ่อนหรือมีความสำคัญต่อภารกิจ
35 ทฤษฎีเกี่ยวกับโปรแกรม Canva รูปที่ 2.16 Icon Canva ทำความรู้จักกับโปรแกรม Canva เป็นแอปพลิเคชันสำหรับสร้างสื่อการนำเสนอหลากหลายรูปแบบ เช่น Presentation, Poster, Card, Resume, Certificate, Infographic เป็นต้น ซึ่ง Canva นั้นจะมี Template หรือ รูปแบบสำเร็จ รวมถึงขนาดมาตรฐานให้เลือกหรือ ผู้ใช้สามารถกำหนดขนาดหรือออกแบบสื่อเองจาก หน้ากระดาษที่วางเปล่าเองได้ Canva เป็นแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่าย มาพร้อมกับ Template สำเร็จรูป หรือภาพประกอบแบบสำเร็จอย่างหลากหลายที่ท่านสามารถเลือกปรับแต่งได้เอง มีความ สวยงาม และสามารถแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นได้ แต่อาจมีข้อจำกัดในเรื่องของความละเอียด มิติความตื้นลึก ของภาพ รวมไปถึงความคมชัดที่อาจไม่เท่ากับโปรแกรมสำหรับออกแบบหรือแต่งภาพโดยเฉพาะ อย่าง Adobe Illustrator แต่การใช้งานที่ง่ายและมีต้นแบบหลากหลายแนวของ Canva ถือได้ว่าเป็น จุดแข็งที่สามารถปล่อยผ่านข้อจำกัดนั้นได้เลยทีเดียว ต้นกำเนิดของ Canva เกิดขึ้นมาจาก เมื่อปี 2007 Melanie Perkins ผู้ก่อตั้ง Canva ที่กำลังเรียนอยู่ที่ The University of Western Australia ได้ไปเป็นติวเตอร์สอนคนใกล้ตัวของเธอเรื่องการใช้โปรแกรมออกแบบ ซึ่งก็คือ Indesign และ Photoshop นั่นเองจากประสบการณ์การสอนของเธอ ทำให้เธอพบว่าโปรแกรมเหล่านี้นั้นยากตั้งแต่ การเรียนรู้ จนกระทั่งการใช้งานเลย นี่จึงทำให้เธอเกิดประกายความคิดที่ว่า ในอนาคตมันจะต้องมี โปรแกรมการออกแบบที่ใช้งานได้ง่าย และไม่ยากต่อการเรียนรู้ รวมถึงต้องอยู่บน Online Platform ที่รองรับการทำงานร่วมกันได้ หลังจากนั้น เธอก็ได้ร่วมงานกับ Cliff Obrecht แฟนของเธอนั่นเอง พวกเขาได้สร้าง Fusion Books เมื่อปี 2008 เป็นโปรแกรมสำหรับนักเรียนเอาไว้ออกแบบหนังสือรุ่น
36 ร่วมกันบน Online Platform โดยพวกเขาทำโปรแกรมนี้ขึ้นมาเพื่อทดสอบไอเดียที่อยากจะสร้าง Online Platform สำหรับการออกแบบขึ้นมาว่าจะเวิร์คไหม หลังจากผ่านไป 5 ปีของการเก็บสะสมข้อมูล ในปี 2013 พวกเขาตัดสินใจที่จะขยายขอบเขตของการ ออกแบบบน Online Platform และครอบคลุมวงการงานออกแบบทั้งหมด โดยเปิดตัว Graphic Design Platform ที่มีชื่อว่า “Canva” ประโยชน์ของ Canva ก่อนอื่นจะเล่าถึงประโยชน์ของโปรแกรม canva มีอะไรบ้าง โดยหลัก ๆ ก็จะใช้ประโยชน์ใน การนำไปสามารถสร้างรูปภาพ หรือวีดีโอที่สวยงามได้อย่างรวดเร็ว แม้ไม่มีพื้นฐานก็ใช้งานได้โดยแบ่ง ออกเป็น 4 แบบหลัก ๆ ดังนี้ Template ตัวช่วยประหยัดเวลาที่มีแบบเทมเพลตให้เลือกในการนำไปใช้งานแต่ละประเภทมากกว่า 60,000 เทมเพลตจากนักออกแบบมืออาชีพ Photo Tool เครื่องมือในการค้นหารูปภาพฟรี หรือสามารถนำรูปภาพของคุณมาปรับแต่งให้ดู สวยงามเข้ากับข้อความได้อย่างลงตัว Text Tool ให้คุณบอกเล่าเรื่องราวผ่านการจับคู่ภาพ + ข้อความที่สามารถจัดรูปแบบ เคลื่อนย้าย และตกแต่งข้อความให้เหมาะกับประเภทของสื่อต่าง ๆ ที่รองรับ Google Font Teams ให้คุณทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ เนื่องจากสามารถสร้างทีมในการออกแบบชิ้นงานร่วมกันได้ แบบเรียลไทม์ที่สามารถแสดงความคิดเห็น ให้คำแนะนำได้ทันที ความสามารถพื้นฐานของ Canva ที่ควรทราบ - เครื่องมือการสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป - กระดานไวท์บอร์ดเพื่อ Brainstorm แบบออนไลน์ - ลบพื้นหลังวิดีโอได้ง่ายในคลิกเดียว - ฟีเจอร์การนำเสนอรูปแบบใหม่ - รูปแบบการสร้างสรรค์ผลงานที่หลากหลายขึ้น - Image Engine สร้างภาพจาก Text - เปิดตัวตลาดสำหรับผู้สร้างและนักพัฒนา
37 โปรแกรม Canva เมื่อทำการเปิดโปรแกรมแล้ว จะพบหน้าตาของโปรแกรมดังรูป รูปที่ 2.17 หน้าตาการเริ่มเข้าใช้งานโปรแกรมCanva บนเว็บไซต์ เมื่อเข้าสู่การใช้งานแล้ว สามารถใช้เทมเพลตได้ตามต้องการ รูปที่ 2.18 เลือกใช้งานเทมเพลตได้ตามต้องการ
38 เข้าสู่หน้าการทำงานแบบกระดาษเปล่า รูปที่ 2.19 การใช้งานกระดาษเปล่า สามารถเลือกใช้งานดีไซน์งานต่างๆได้ตามความต้องการของผู้ใช้ รูปที่ 2.20 การใช้งานหน้าดีไซน์ตามความต้องการ
39 เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของโปรแกรมCanva ข้อดีของโปรแกรม Canva ข้อเสียของโปรแกรม Canva • ใช้งานง่ายเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานทุก ระดับ • สไตล์ภาพรวมจะดูเด่นชัดว่ามา จาก Canva • มี Template ครบทุกแบบ • จำนวน Template ที่เสียเงินคละอยู่ด้วย • มีความเป็นมืออาชีพ • บางประเภทต้องเป็นสมาชิกเท่านั้นที่ใช้ งาน • โหลดไฟล์ได้หลายประเภท • ต้องมีอินเทอร์เน็ต (Internet) เชื่อมต่อ ตารางที่ 2.7 เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของโปรแกรมCanva Canva เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2013 ภายใน 4 เดือน Canva มีผู้เริ่มต้นใช้งานไปแล้ว 150,000 คน และภายในเดือนตุลาคม ปี 2014 ซึ่งนับเป็น 14 เดือนหลังจากการเปิดตัว มีผู้ใช้กว่า 1 ล้านคนที่แชร์ งานที่ออกแบบโดย Canva (หลังจากนี้จะใช้คำว่า “ผลงาน”) ที่ตนเองดีไซน์ลง Social Media, Blog, และ Email นี่ถือเป็นปีแห่งการเปิดตัวที่สามารถครองใจผู้ใช้ไปได้มากเลยทีเดียวและเมื่อการเปิดตัว ผ่านไป 2 ปีเต็ม ในปี 2015 มีผู้ใช้ Canva ไปกว่า 4 ล้านคน ถือเป็นการเติบโตมากกว่า 300% เพราะ เมื่อเทียบจากจำนวนผู้ใช้ในปีแรก พร้อมกับมีผลงานที่ถูกสร้างออกมาเป็นจำนวน 2.95 ล้านชิ้นต่อ เดือน หรือคิดง่าย ๆ คือจะมีผลงานใหม่ออกมาทุกวินาทีเลยทีเดียวด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดใน ปี 2017 มีจำนวนผลงานที่ถูกสร้างออกมาเพิ่มขึ้นเป็น 34 ล้านชิ้นต่อเดือน หรือคิดเป็น 11 เท่าจากปี 2015 โดย Canva ได้สร้างผลกำไรไปทั้งหมด 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐจากผู้ใช้ที่ซื้อแพ็คเกจเพิ่มเติม (Paid User) จนกลายเป็น Unicorn เมื่อปี 2018 ด้วยมูลค่าธุรกิจ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถัดมาใน ปี 2019 Canva ได้ขยับจากการเป็น Graphic Design Platform ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ ไปสู่ Workspace ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ในระดับองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งมีผลงานถูกออกแบบมากกว่า 2,000 ล้านชิ้น และในเดือนตุลาคม ปี 2019 ก็ได้มีผลงานออกมา 139 ล้านชิ้น ซึ่งมากกว่าปี 2016 ทั้งปีเลยด้วยซ้ำ ถือเป็นปีที่ Canva เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยสร้างรายได้ไปมากกว่า 291 ล้าน เหรียญสหรัฐ และมีมูลค่าธุรกิจถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2018 ไป 6 เท่าเลยทีเดียว และใน ปัจจุบัน Canva ถือเป็นเว็บไซต์ที่คนเข้าถึงเป็นอันดับ 1 ในหมวดของ Graphics Multimedia and Web Design จากการจัดอันดับโดย SimilarWeb โดยมีคนเข้าถึงเว็บไซต์ Canva กว่า 255 ล้าน คนต่อเดือน ได้รายได้มากถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี มีผู้ใช้กว่า 55 ล้านคนทั่วโลก ในมากกว่า 190 ประเทศ และครองมูลค่าธุรกิจสูงถึง 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐไปเรียบร้อยแล้ว (ข้อมูลอัปเดต ล่าสุด ปี 2021) จนทำให้ Melanie Perkins ได้เป็นบุคคลที่รวยที่สุดอันดับ 2 ของประเทศออสเตรเลีย
40 2.4 ระบบที่เกี่ยวข้อง นางสาวชุติภา วงษาศิริ, นางสาวณัฐวดีสิงห์เสนา และ นางสาวชลธิชา สร้อยขุนทด (2565) ระบบฐานข้อมูลการเช่าห้อง ของบริษัท วัฒนา อพาร์ทเมนท์ เพื่อจะได้เป็นการตอบสนองความ ต้องการของผู้ใช้อพาร์ทเมนท์เข้ามาช่วยในเรื่องจองห้องพักการทำบิลแจ้งยอดที่ต้อง ชำระค่าน้ำ ค่า ไฟของลูกค้าเป็นประจำทุกเดือนเพื่อทำการแจ้งลูกค้าให้ทราบได้ทันทีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเป็น ระบบระเบียบช่วยในการจัดเก็บข้อมูลของผู้เช่าห้องพักมากขึ้นสะดวกต่อการใช้งานระบบฐานข้อมูล นายภูริณัฐ เกื้อกูล, นายอัษฎาวุธ หอมเกษร และ นายธรรมพิทักษ์ รักวีรธรรม (2565) ระบบ ฐานข้อมูลโรงแรมแม็คนา ศึกษาระบบงานเดิมและรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ออกแบบ ระบบฐานข้อมูล และพัฒนาโปรแกรมตามที่ได้วิเคราะห์และออกแบบไว้ สำหรับใช้งานด้านฐานข้อมูล บนคอมพิวเตอร์ เมื่อลงมือปฏิบัตินั้นพบว่า การทำโปรแกรมผลการศึกษาพบว่า ระบบการจัดการฐานข้อมูลโรงแรม แม็คนามีความถูกต้องและปลอดภัยขั้นตอนการทำงานบางส่วน จึงได้ทำการปรับปรุงแก้ไขและ สามารถนำระบบที่ได้ทำไปใช้งานเพื่อ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้มีความถูกต้อง รวดเร็วและ มีประสิทธิภาพ นายพีรพัฒน์ ผลบุญ, นายนัฐวุฒิ เร่งงาน และ นายจีรวัฒน์ นวลจันทร์ฉาย (2565) ระบบ ฐานข้อมูลการเบิกคืนอุปกรณ์ บริษัท ทราบคอสมอส จำกัด เป็นการ ตอบสนองความต้องการของ พนักงานที่ต้องการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเข้ามาช่วยในเรื่องการเบิกคืน อุปกรณ์ ของพนักงานทุกเดือน เพื่อทำการแจ้งให้กับพนักงานให้ทราบได้ทันทีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเป็นระบบระเบียบและช่วย ในการจัดเก็บข้อมูลของอุปกรณ์ได้มากขึ้นและสะดวกต่อการใช้งาน ระบบฐานข้อมูล