Protista
PROTISTA
นายภูริณัฐ มีอาหาร
ม.6/10 เลขที่ 30
อาณาจักรโพรทิสตา
สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้อาจมีเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์เป็นเซลล์ชนิดยูคาริโอต
(Eukaryote) คือมีเยื่อหุ้มนิวเคลียสแต่เซลล์เหล่านั้นยังไม่รวมตัวกันเป็นเนื้อเยื่อ
และมีลักษณะของพืชและสัตว์รวมกัน เช่น มีการเคลื่อนที่ได้อันเป็นลักษณะของ
สัตว์มีการสังเคราะห์ด้วยแสงโดยใช้คลอโรฟิลล์เช่นเดียวกับพืช
Protista
อาณาจักรโพรทิสตา ประกอบด้วย สิ่งมีชีวิตพวกโพรโทซัว สาหร่ายราย และรา
เมือก ตามวิธีจัดจำแนกที่ใช้อยู่ทั่วไป
โพรโทซัว (Protozoa)
เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็กมากมองดูด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์
ส่องดูจึงจะเห็นได้ โพรโทซัวอาจอยู่เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ เช่น ยูกลีนา อะมีบา พารามีเซียม
หรืออยู่รวมกันเป็นโคโลนี เช่น วอลวอกซ์ (Volvox) แหล่งที่อยู่อาศัยมีทั้งอยู่อย่าง
อิสระในดินในน้ำจืดในน้ำเค็มหรืออยู่ในสภาพปรสิตกับสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น เชื้อพลาสโมเดีย
ม (Plasmodium sp.) ทำให้เกิดโรคมาลาเรีย เชื้อ Entamoeba histolytica ซึ่ง
ทำให้เป็นโรคบิดมีตัว เกิดอาการท้องร่วง ลำไส้อักเสบ บางชนิดอาจจะอาศัยอยู่ใน
ลำไส้ใหญ่ของสัตว์ชั้นสูงหลายชนิดรวมทั้งคนแต่ไม่ทำอันตราย เพราะพวกนี้ย่อยกาก
อาหารทำให้มีแก๊สเกิดขึ้นในลำไส้ใหญ่ พวก Entamoeba coli โพรโทซัว
Entamoeba gingivalis อาศัยอยู่ที่โคนฟันคอยกินแบคทีเรียในปากไม่ทำให้เกิดโทษ
1. กลุ่มแฟลเจลลาตา (Flagellata)
เป็นโพรโทซัวที่เคลื่ อนที่ด้วยแฟลเจลลัม
(flagellum) เช่น ยูกลีนาซึ่งอาศัยหากิน
อย่างอิสระในน้ำ ทริพาโนโซ
มา(Trypanosoma) เป็นโพรโทซัวที่มี
แฟลเจลลาอาศัยอยู่ในเลือด ทำให้คน
เป็นโรคเหงาหลับ (African sleeping
sickness) ซึ่งมีแมลง tsetse fly เป็น
พาหะ วอลวอกซ์ที่อยู่ร่วมกันเป็นโคโลนี้
ก็เป็นโพรโทซัวพวกมีแฟลเจลลา โพรโท
ซัวมีหนวดพวก Trichonympha อาศัย
อยู่ในลำไส้ปลวกโดยอยู่ร่วมกันแบบ
ภาวะพึ่งพา
2. กลุ่มซิลิอาตา (ciliata)
เป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วยซิเลีย (cilia)
ซึ่งเป็นขนสั้น ๆ มีจำนวนมากอาจเรียกโพ
รโทซัวพวกนี้ว่า ซิลิเอต (ciliates)
ตัวอย่างเช่น พารามีเซียม (Paramecium)
รูปร่างคล้ายรองเท้าแตะ วอร์ดีเซลลา
(Vorticella) รูปร่างคล้ายกระดิ่ง สเตน
เตอร์ (Stentor) เป็นต้น ซิลิเอตโดยทั่วไป
มีนิวเคลียส 2 ชนิด คือ นิวเคลียสขนาด
ใหญ่ (macronucleus) ทำหน้าที่ควบคุม
กระบวนการต่าง ๆ นอกจากการสืบพันธุ์
และนิวเคลียสขนาดเล็ก (micronucleus)
ทำหน้าที่ควบคุมการสืบพันธุ์
3. กลุ่มซาร์โกดินาหรือไรโซโพดา (Sarcodina or Rhizopoda)
เป็นโพรโทซัวที่เคลื่ อนที่ด้วยขาเทียมหรือซูโดโพเดียม
(pseudopodium) ที่เกิดจากการไหลของไซโทพลาซึมเข้าไปข้างใดข้าง
หนึ่งของเซลล์เยื่ อหุ้มเซลล์ทางด้านนั้นจะปูดออกทำให้ตัวมันเคลื่ อนที่
ตามทิศทางที่ขาเทียมได้ปูดออกไปพบทั้งในน้ำจืดน้ำเค็ม ได้แก่ อะมีบา
พวกอยู่ในทะเลมักมีเปลือก (test) หุ้ม เช่น ฟอรามินิเฟอรา
(Foruminifera) เรดิโอลาเรีย (Radiolaria) ซึ่งเปลือกจะมีลวดลาย
สวยงามเนื่องจากมีสารต่าง ๆ มาสะสมอยู่
4. กลุ่มสปอโรซัว (Sporozoa)
เป็นโพรโทซัวที่ไม่มีโครงสร้างในการเคลื่อนที่ส่วนใหญ่เป็น โพรโทซัวที่
เป็นปรสิต เช่น พลาสโมเดียม (Plasmodium) ทำให้เกิดโรคมาลาเรีย มี
ยุงก้นปล่องเป็นพาหะ เมื่อพลาสโมเดียมเข้าสู่กระแสเลือดจะเข้าสู่เม็ด
เลือดแดงแล้วแบ่งตัวมากมายจนเม็ดเลือดแดงแตกออกสารพิษที่เกิด
จากพลาสโมเดียมจะทำให้คนไข้มีอาการจับไข้หนาวสั่นไข้จะลดลงเมื่อ
เชื้อพลาสโมเดียมเข้าเม็ดเลือดแดงชุดใหม่ เพื่อเข้าไปแบ่งเซลล์ภายใน
เม็ดเลือดแดงอีก เมื่อใดที่เม็ดเลือดแดงแตกคนไข้จะมีอาการหนาวสั่น
ขึ้นมาอีก เชื้อมาลาเรียที่สำคัญที่พบในประเทศไทย มีอยู่ 2 ชนิด คือ
Plasmodium falciparum ทำให้เกิดโรคมาลาเรียขึ้นสมองมีอาการ
รุนแรงกว่าและมีการจับไข้ทุกวันส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ Plasmodium
vivax เกิดโรคมาลาเรียลงตับมีการจับใช้ทุก 2 วัน เนื่องจากการรักษา
ยังไม่ได้ผลอีกทั้งเชื้อมาลาเรียในปัจจุบันมีความดื้อยาสูงจึงยังพบผู้
ป่วยเป็นมาลาเรียได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
Malaria
sสeาaหwร่าeยed
แบ่งเป็นกลุ่มสำคัญ ๆ ดังนี้
กลุ่มสาหร่ายสีเขียว คือ สาหร่ายที่มี
คลอโรพลาสต์ในเซลล์ เป็นสาหร่ายกลุ่มใหญ่
ที่สุด พบตามบ่อ บึง คูน้ำ และในน้ำทะเล มีทั้ง
เป็นเซลล์เดียว เช่น Chlamydomonas,
Chlorococcum, Chlorella, Closterium,
Cosmarium ส่วนพวกที่อยู่เป็นกลุ่ม เช่น
Volvox, Scenedesmus, Pediastrum ชนิดที่
อยู่กันเป็นสาย ได้แก่ Ulothrix, Spirogyra,
Cladophora สาหร่ายสีเขียวมีลักษณะสำคัญ
1) มีคลอโรฟิลล์เอและบี และรงควัตถุคอืื่อน ๆ เช่น แคโรทีน แซนโทฟิลล์
(xanthophyll)
2) มีแฟลเจลลา 1 หรือ 2 หรือ 8 เส้นขนาดเท่ากันและอยู่ด้านหน้าของเซลล์
3) ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่
4) อาหารสะสมในเซลล์ คือ แป้ง
สาหร่ายสีเขียวพวกคลอเรลลา (Chlorella) ซีนเดสมัส
(Scenedesmus) มีโปรตีนสูงจึงนำมาสกัดเอาโปรตีน
เพื่อนำไปทำอาหารสัตว์ส่วนสไปโร่ใจราชาวอีสานเรียกว่า
เทาน้ำ นำเอาไปทำอาหารรับประทาน
กลุ่มสาหร่ายสีน้ำตาลแกมเหลือง ได้แก่
พวกไดอะตอม (diatom) มีลักษณะสำคัญ คือ
1) มีคลอโรฟิลล์เอและซี รวมทั้งรงควัตถุบีตาแคโรทีน
(b-carotene) แซนโทฟิลล์ (xanthophyll) และฟิวโคแซ
นทีน (fucoxanthrin)
2) ผนังเซลล์ประกอบด้วยซิลิกเซลลูโลส บางชนิดมีไค
ทิน
3) อาหารสะสมเป็นน้ำตาลคริสโซลามินารินและน้ำมัน
4) มักเป็นเซลล์เดียวที่มีลักษณะสมมาตรและผนังเซลล์
ยังมีลวดลาย พบทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม
5) ซากของไดอะตอมที่ตายทับถมมาก ๆ อยู่ใต้ทะเล
เรียก diatomaceous earth มีทั้งแร่ธาตุและน้ำมัน นำ
มาใช้ประโยชน์เป็นฉนวนและเครื่องกรอง ใช้ในการทำยา
ขัดต่าง ๆ เช่น ยาขัดรถ ยาสีฟันใช้ในการทำเครื่อง
สำอาง เป็นต้น
กลุ่มสาหร่ายสีน้ำตาล ซึ่งส่วนใหญ่พบในน้ำเค็ม สาหร่ายสีน้ำตาลมีลักษณะ
เด่น ดังนี้
1) มีคลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์ซี และรงควัตถุสีน้ำตาลฟิวโคแซ
นทิน (fucoxanthrin) มาก
2) ส่วนใหญ่พบในน้ำเค็มและน้ำกร่อย
3) มักมีขนาดใหญ่ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากรวมกันเป็น
ส่วนที่คล้ายราก (holdfast) คล้ายลำต้น (stipe) และคล้ายใบ (blade)
4) ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสและกรดแอลจินิก (alginic
acid) หรือแอลจีน (algin)
5) อาหารสะสมเป็นพวกน้ำตาลแมนนิทอล (manitol) และลามิ
นาริน (laminarin)
6) กรดแอลจินิกนำมาสกัดเป็นสารประกอบแอลจิน ใช้ทำวุ้น
และสารที่ทำให้เกิดการคงตัว (thickening and stabilizing agent) ใน
ยาสีฟัน ไอศกรีม โลชั่นต่าง ๆ ทำยา ทำสี ทำปุ๋ย เพราะมีไอโอดีนและ
โพแทสเซียมมาก
ตัวอย่างได้แก่ Kelp (Macrocystis) ซึ่งมีขนาดยาวที่สุด
Laminaria ใช้สกัดแอลจิน Padina, Fucus ใช้ทำปุ๋ยโพแทสเซียม
Sargassum หรือสาหร่ายทุ่นซึ่งมีมากในอ่าวไทยใช้เป็นอาหารและมีไอโอดีนสูง
seaweed
กลุ่มสาหร่ายสีแดง ซึ่งมีอยู่ในน้ำเค็มเป็นส่วน
ใหญ่ มีลักษณะเด่นดังนี้
1) มีคลอโรฟิลล์เอและดี แคโรทีน แซนโท
ฟิลล์ ไฟโครีทริน (phycoerythrin)
2) ส่วนใหญ่อยู่ในทะเล
3) ผนังเซลล์ ประกอบด้วย เซลลูโลส เพก
ทิน
4) มีรูปร่าง 2 แบบ คือ เป็นแผ่นแบน เช่น
Porphyra หรือจีฉ่าย และพวกมีสายแตกแขนง
เช่น Polysiphonia
5) ประโยชน์ใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น
Porphyra (จีฉ่าย) ใช้สกัดทำวันซึ่งได้จาก
สาหร่ายผมนาง (Gracilaria) ใช้ในอุตสาหกรรม
การทําเครื่องสำอางเป็นส่วนผสมยาขัดรองเท้า
ครีมโกนหนวด
ราเมือก (Slime mold)
เป็นโพรทิสต์ที่คล้ายรา (fungus-like protist) ลักษณะที่คล้ายรา
(fungi) คือ ไม่มีการสังเคราะห์ด้วยแสงและมีโครงสร้างเป็นเส้นใยเรียกว่า
ไฮฟา (hypha) ลักษณะที่คล้ายกันนี้เป็นการวิวัฒนาการคล้ายกัน เพื่อปรับ
ตัวให้เป็นผู้ย่อยสารอินทรีย์ ถ้าจัดตามวิธีการเคลื่อนที่ จะจัดราเมือกอยู่กับ
พวกอะมีบา เพราะราเมือกใช้ขาเทียม (pseudopodia) ในการเคลื่อนที่และ
หาอาหาร แต่ปัจจุบันจึงจัดราเมือกแยกเป็นกลุ่มไมซีโทซัว (mycetozoa) ที่
ไม่ใช่ทั้งราและสัตว์ ราเมือกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ราเมือกชนิด พลาสโมเดียม
(plasmodial slime molds) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหลายนิวเคลียสและราเมือก
ชนิดเซลลูลาร์ (cellular slime molds) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มี 1 นิวเคลียสและอยู่
ได้อย่างอิสระ ราเมือกมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศคือเป็นอยู่ย่อยสลายสาร
อินทรีย์ ตัวอย่างได้แก่ ไฟซารัม (Physarum sp.) ทำให้เกิดโรคยืนต้นตายใน
พืชหรือที่เรียกว่า โรคไฟซารัม สเตโมนิทิส (Stemonitis sp.) ช่วยย่อยสลาย
ขอนไม้และใบไม้ เป็นต้น
ไลเคน (Lichens) เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการ
ดำรงชีวิตแบบต้องพึ่งพา (mutualism)
ประกอบด้วยสาหร่ายชนิดสาหร่ายสีเขียว
หรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (ไซยาโน
แบคทีเรีย) อยู่ร่วมกับราพวกแอสโคไมซีตี
สหรือเบสิดิโอไมซีตีสบ้างซึ่งสาหร่ายจะได้
ความชื้นน้ำเกลือแร่และการปกป้องจากรา
ส่วนราได้อาหารที่สาหร่ายสังเคราะห์ขึ้นและไซยาโนแบคทีเรียยังตรึงแก๊ส
ไนโตรเจนและให้สารอินทรีย์ในโตรเจนแก่ราด้วย สาหร่ายอาจเรียงตัวกันเป็น
ระเบียบหรืออยู่อย่างกระจัดกระจายและมีไมซีเลียมของราหุ้มไว้
ไลเคน แบ่งเป็น 3 ชนิดตามรูปร่าง คือ
1. ครัสโตสไลเคน (Crustose lichens)
มีลักษณะเป็นแผ่นแบนเกาะติดแน่นตาม
เปลือกไม้ก้อนหินจะเกิดเป็นพวกแรกก่อน
2. ฟลิโอสไลเคน (Foliose lichens)
แผ่นแบนคล้ายใบไม้เกาะติดกับหินหรือ
เปลือกไม้ไม่มั่นคงหลุดง่ายต่อมากลายเป็น
ฟรูติโคสไลเคน
3. ฟรุติโคสไลเคน (Fruticose lichens) หรือ
ฝอยลม
เป็นแผ่นคล้ายกิ่งไม้แตกกิ่งก้านขนาดเล็ก
เกาะตามกิ่งไม้ทั่วไป
ไลเคนมีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแทนที่โดยเป็นผู้บุกเบิกที่
เจริญบนก้อนหินเพราะครัสโตสไลเคนขึ้นได้ตามก้อนหินและผลิตสารที่
เป็นกรดมากัดกร่อนหินให้แตกสลายเป็นดินและยึดดินไว้ทำให้พืชขนาด
เล็กขึ้นได้
การจำแนกตามสายวิวัฒนาการ
1. ไดโพลโมนาดิดา (Diplomonadida) และพาราบาซาลา (Parabasala)
จัดอยู่ในกลุ่มเซลล์ยูคาริโอตชั้นต่ำ ยังไม่มีออร์แกเนลล์ บางชนิดไม่มี
ร่างแหเอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม ไม่มีไมโทคอนเดรีย ไม่มี เซนทริโอล
ไม่มีกอลจิคอมเพล็กซ์ เป็นต้น สันนิษฐานว่าโพรทิสต์กลุ่มนี้มี
วิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษของ ยูคาริโอตก่อนที่จะมีแบคทีเรีย
เข้าไปอาศัยอยู่แบบเอนโดซิมไบออนท์ (endosymbiont) จึงทำให้
โพรทิสต์กลุ่มนี้ไม่มีออร์แกเนลล์ โพรทิสต์กลุ่มนี้จึงน่าจะมีวิวัฒนาการ
ใกล้ชิดกับแบคทีเรียมากที่สุด
กลุ่มไดโพลโมเนด (diplomonad) มีนิวเคลียส 2 อันแยกกัน มีแฟลเจลลา 4 คู่
ไม่มีพลาสติด (plastid) ตัวอย่างเช่น ไจอาเดียร์ Giardia lamblia (หรือ
Giardia intestinalis) เป็นโพรทิสต์ที่เป็นปรสิตอาศัยอยู่ในลำไส้คนทำให้เกิด
อาการอุจจาระร่วง (diarrhea) คนได้รับเชื้อโดยดื่มน้ำที่ปนเปื้ อนกับอุจจาระที่มีซี
สต์ (cyst) ของเชื้อนี้
กลุ่มพาราบาซาลิด (parabasalid) รวมถึงพวก
ไตรโคโมแนด (trichomonad) มีแฟลเจลลาอยู่เป็น
คู่ แต่ไม่มีไมโทคอนเดรีย ที่ผิวเยื่อหุ้มเซลล์มี
ลักษณะเป็นคลื่น เช่น ไตรโคนิมฟา
(Trichonympha sp.) ที่อาศัยในลำไส้ปลวก ในภาวะ
พึ่งพากัน (Mutualism) โดยทำหน้าที่สร้างเอนไซม์
ย่อยเซลลูโลสที่อยู่ในไม้ที่ปลวกกินเข้าไป ไตรโคโม
แนส (Trichonmonas sp.) มีแฟลเจลลา 4 เส้นอยู่
ด้านหน้าลำตัวและมีแผ่นเยื่อละเอียดยื่นจากด้าน
ข้างลำตัว เรียกว่า อันดูเลติงเมมเบรน
(undulating membrane) สปีชีส์ที่สำคัญคือ
Trichonmonas vaginalis ทำให้เกิดการติดเชื้อใน
ระบบสืบพันธุ์ที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์
2. ยูกลีโนซัว (Euglenozoa) เป็นโพรทิสต์อีกกลุ่มที่ใช้แฟลเจลลาในการ
เคลื่อนที่แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ยูกลีนอยด์ (euglenoid) และไคนไทพลา
สติค (kinetoplastid)
กลุ่มยูกลีนอยด์ (euglenoid) ได้แก่ ยูกลีนา (Euglena) มีแฟลเจลลา 1-2
เส้นเป็นโพรทิสต์ที่ทำหน้าที่ได้ทั้งเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภค เพราะในเซลล์มีรงควัตถุ
คลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์บี และบีตาแคโรทีน ที่สามารถใช้ในกระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสงได้เมื่อมีแสง มีการสะสมอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่เหลือใช้ในรูปของพอ
ลีแซ็คคาไรด์คือ พารามัยลอน (paramylon) ซึ่งอาจเป็นก้อนอยู่ในไซโทพลาสซึม
หรือเป็นแกรนูล รอบก้อนไพรินอยด์ (pyrenoid body) ที่อาจอยู่ภายในหรือ
ภายนอกคลอโรพลาสต์ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดโดยเฉพาะบริเวณที่มีสาร
อินทรีย์ปริมาณมาก จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์วอเตอร์บลูม
(water bloom) เช่นเดียวกับสาหร่ายสีเขียว ยูกลีนอยด์สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
โดยการแบ่งเซลล์ตามยาว (longitudinal binary fission) ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่เซลล์
เคลื่อนที่ แต่ในที่มืดทำหน้าที่เป็นผู้บริโภคได้โดยกระบวนการฟาโกไซโทซิสและยังดูด
ซึมสารอินทรีย์ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ด้วย มีอายสปอต (eyespot) หรือสทิกมา
(stigma) ตอบสนองต่อแสง
กลุ่มไคนีโทพลาสติด (Kietoplastid) มีออร์แกเนลล์ที่สำคัญคือ ไคนี
โทพลาสต์ (kinetoplast) เป็นที่อยู่ของ DNA นอกนิวเคลียสและมีไม
โทคอนเดรียขนาดใหญ่ 1 อัน ดำรงชีวิตแบบซิมไบโอติก (symbiotic)
บางชนิดทำให้เกิดโรค เช่น ทริปพาโนโซมา (Trypanosoma) มีหลาย
สปีชีส์คือ T. gambiense ทำให้เกิดโรคเหงาหลับแอฟริกา (African
sleeping sickness) T. rhodesiense ทำให้เกิดโรคเหงาหลับโรดี
เซียน ซึ่งมีแมลงวันซีซี (tsetse fly) เป็นพาหะ T. cruzi ทำให้เกิดโรค
ซากัส (Chagas’ disease) หรือโรคเหงาหลับอเมริกัน (American
sleeping sickness) กับคนที่อยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรของทวีปอเมริกา
ซึ่งมีมวน (triatomid bug) เป็นพาหะ
Fliesแมลงวันซีซี
มวนเพชฌฆาต Assassin bugs
3. แอลวีโอลาตา (Alveolata) โพรทิสต์
กลุ่มนี้มีช่องว่างเล็ก ๆ ที่มีเยื่อหุ้ม
เรียกว่า แอลวีโอไล (alveoli) อยู่ใต้
เยื่อหุ้มเซลล์ ดังภาพที่ 2 แต่ยังไม่
ทราบหน้าที่ของแอลวีโอไลที่แน่นอน
อาจช่วยควบคุมองค์ประกอบของน้ำ
และไอออนที่เซลล์ โพรทิสต์กลุ่มนี้
ประกอบด้วย
ไดโนแฟลเจลเลต (Dinoflagellates) เป็นโพรทิสต์เซลล์เดียวที่มีแฟลเจลลา 2 เส้น
อยู่ในร่องตามขวางและแนวดิ่ง มีเบตาแคโรทีน คลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลซี เพริดินิน
(peridinin) และไดโนแซนทิน (dinoxanthin) ในพลาสติด จึงเป็นผู้ผลิตที่สำคัญของ
ระบบนิเวศแหล่งน้ำ พบได้มากที่ผิวน้ำ ไดโนแฟลเจลเลตส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยเยื่อหุ้ม
เซลล์เท่านั้น บางชนิดผนังเซลล์เป็นเซลลูโลส บางชนิดมีแผ่นเซลลูโลสหลาย ๆ แผ่น
ซ้อนกันคล้ายเกราะมีลวดลายสวยงาม บางชนิดมีสารพิษสะสมอยู่ในเซลล์ บางครั้งได
โนแฟลเจลเลตจะเพิ่มจำนวนมากมายอย่างรวดเร็วจนทำให้น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นสีแดง
สีน้ำตาล หรือสีเหลือง เรียกว่า ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ (red tide bloom) ทำให้สารพิษ
เพิ่มปริมาณมากขึ้นเมื่อปลาสัตว์น้ำและหอยมากิน ไดโนแฟลเจลเลต สารพิษจะทำลาย
ระบบประสาท (neurotoxin) และเมื่อนกมากินสัตว์น้ำ
ก็จะได้รับสารพิษตามห่วงโซ่อาหารจนอาจถึงตายได้ ผู้ที่
ได้รับสารพิษจะมีอาการชารอบ ๆ ปากตามใบหน้าและคอ
หลังจากนี้จะมีอาการปวดศีรษะวิงเวียนคลื่ นไส้
อ่อนเพลียหายใจยาก เคลื่อนไหวลำบาก หัวใจล้มเหลว
จนเสียชีวิตภายใน 12 ชั่วโมง ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ
มักเกิดในทะเลที่อบอุ่นและอาจเกิดจากสารอินทรีย์และ
ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ทิ้งลงน้ำเสียและ
ไหลลงทะเลทำให้ไดโนแฟลเจลเลตเพิ่มจำนวนมากมาย
เอพิคอมเพล็กซา (Apicomplexa) เป็นโพรทิสต์ขนาดเล็ก มีรูปร่างกลมหรือ
ยาว ไม่มีโครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนที่ ยกเว้นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ มีนิวเคลียส 1
อัน ไม่มีคอนแทรกไทล์แวคิวโอล (Contractile vacuole) หายใจและขับถ่าย
โดยใช้กระบวนการแพร่ (diffusion) ดำรงชีวิตแบบปรสิตทั้งหมด มีการ
สืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศโดยการสร้างสปอร์ (sporulation)
ดำรงชีวิตแบบปรสิต มีโครงสร้างที่ใช้แทงผ่านโฮสต์เรียกว่า เอพิคอล
คอมเพล็กซ์ (apical complex) ตัวอย่างสำคัญของโพรทิสต์กลุ่มนี้คือ พลาส
โมเดียม (Plasmodium sp.) (ดูภาพที่ 5) ทำให้เกิดโรคมาลาเรีย (โรคไข้
จับสั่น) ในคนและสัตว์อื่น ๆ โดยมียุงก้นปล่องเพศเมีย (Anopheles) เป็น
พาหะ การใช้สารเคมีกำจัดยุงและยารักษาโรคมาลาเรียอาจเป็นสาเหตุทำให้ยุงดื้อ
ต่อสารเคมีและพลาสโมเดียมดื้อต่อยา ปัจจุบันจึงเกิดการระบาดของโรคนี้ทั่ว
โลกประมาณ 300 ล้านคนและมีคนตายราว 3 ล้านคนต่อปี
อาการของมาลาเรียจะแตกต่างกันไป ระยะเวลาที่เกิดจะขึ้นอยู่กับ
ชนิดของโพรโตซัวที่เป็นสาเหตุ โดยอาการของมาลาเรียที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้สูง
หนาวสั่น เหงื่อออกมาก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ท้อง
เสีย ภาวะโลหิตจาง อุจจาระเป็นเลือด อาการหมดสติไม่รับรู้ต่อการกระตุ้นต่าง ๆ
หรือโคม่า อย่างไรก็ตาม อาการของมาลาเรียจะไม่รุนแรงและบางอาการระบุโรค
ได้ยาก เพราะมีความ
คล้ายคลึงกับโรคอื่น ๆ
ดังนั้น ผู้ที่อาศัยหรือ
เดินทางไปยังที่ที่มีการ
ระบาด โดยเฉพาะผู้ที่มี
อาการไข้สูงหรือมี
อาการของมาลาเรียอื่ น
ๆ ควรไปพบแพทย์โดย
เร็ว
สาเหตุของมาลาเรีย เกิดจากการติดเชื้อพลาสโมเดียม (Plasmodium sp.)
มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน แต่ชนิดที่ทำให้เกิดโรคในคนมีอยู่ 5 ชนิด ได้แก่
พลาสโมเดียม ฟัลซิพารัม (Plasmodium falciparum)
พลาสโมเดียม มาลาริอี่ (Plasmodium malariae)
พลาสโมเดียม โอวาเล่ (Plasmodium ovale)
พลาสโมเดียม โนว์เลซิ (Plasmodium knowlesi)
เชื้อที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย คือ P. falciparum) และ P.
vivax
ซิลิเอต (Ciliates) เป็นกลุ่มโพรทิสต์ที่ใช้ซิเลีย
(cilia) ในการเคลื่อนที่ พบได้ในแหล่งน้ำหรือใน
แหล่งที่มีความชื้นสูง ถือได้ว่าเป็นพวกที่มี
วิวัฒนาการมากที่สุด มีโครงสร้างซับซ้อนที่สุด
ลักษณะของซิเลียจะมีขนาดสั้นจำนวนมาก การ
สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศจะแบ่งตัวของเซลล์
ตามขวาง (transverse binary fission) ส่วน
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจะเกิดการจับคู่แล้ว
เปลี่ยนสารพันธุกรรมเรียกว่า คอนจูเกชัน
(conjugation) ตัวอย่างของซิลิเอต คือ พารา
มีเซียม (Paramecium sp.) ที่มีรูปร่างคล้าย
รองเท้าแตะ วอร์ติเซลลา (Vorticella sp.) ที่มี
รูปร่างคล้ายกระดิ่ง และสเตนเตอร์ (Stentor
sp.) มีรูปร่างคล้ายกรวย
การสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศ
การสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ
conjugation
4. สตรามีโนพิลา (Stramenopila) รวมพวก
สาหร่ายหรือแอลจี (algae) ที่มีการ
สังเคราะห์ด้วยแสงและพวกเฮเทอโรโทรฟ
(heterotrophic group) หลายชนิด สตรา
มีโนพิลา หมายถึง แฟลเจลลาที่มีเส้นขน
เล็ก ๆ ละเอียดยื่นออกมาเป็นจำนวนมาก
(L. stramen, flagellum, + pilos, hair)
ลักษณะสำคัญของโพรทิสต์กลุ่มนี้คือเซลล์
สืบพันธุ์เท่านั้นที่เคลื่ อนที่ได้โดยใช้แฟลเจล
ลาซึ่งแฟลเจลลามี 2 เส้นเส้นหนึ่งมีขนและ
อีกเส้นหนึ่งไม่มีขน
สาหร่ายสีน้ำตาล (Brown algae) เป็นสาหร่ายที่มีฟิวโคแซนทินมากกว่าแคโรทีนและ
คลอโรฟิลล์ (เอและซี) มีขนาดใหญ่ที่สุด โครงสร้างซับซ้อนมาก มักเรียกว่า พวกสาหร่าย
ทะเล พบในทะเล โดยเฉพาะที่มีกระแสน้ำเย็น มีการสืบพันธุ์แบบสลับ (alternation of
generation) ตัวอย่างสาหร่ายสีน้ำตาล เช่น สาหร่ายเคลป์ (kelp) อาจพบยาว 60 เมตร
สาหร่ายทุ่นหรือซาร์กัสซัม (Sargassum sp.) ลามินาเรีย (Laminaria sp.) พาดินา
(Padina sp.) ฟิวกัส (Fucus sp.) สาหร่ายสีน้ำตาลมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่นสาหร่าย
ทุ่นหรือซาร์กัสซัมอุดมไปด้วยธาตุไอโอดีน สาหร่ายลามินาเรีย พาดินา และฟิวกัสใ ช้ผลิต
ปุ๋ยโพแทสเซียม
ไดอะตอม (Diatoms) เป็นโพรทิสต์
ขนาดเล็กมักเป็นเซลล์เดียวมีสีน้ำตาลหรือ
น้ำตาลแกมเหลืองมีรงควัตถุคลอโรฟิลล์เอและซี
แคโรทีนฟิวโคแซนทินผนังเซลล์ประกอบด้วย
ซิลิกาเซลลูโลสบางชนิดมีใคทินเมื่อตายจึงมีซาก
เหลืออยู่ใต้ทะเลไดอะตอมมาเชียสเอิร์ธ
(diatomaceous earth) ที่มีทั้งน้ำมันและแร่ธาตุ
นำไปใช้ประโยชน์ได้ในการทำฉนวนและเครื่อง
กรองน้ำและทำเครื่องสำอาง
5. สาหร่ายสีแดง (red algae) มีรงควัตถุไฟ
ไคริทริน (phycoerythrin) สีแดง ไฟโคไซ
ยานิน (phycocyanin) สีฟ้า แคโรทีนอยด์
และคลอโรฟิลล์เอและดี อาหารสะสมเป็น
แป้งและน้ำมัน ส่วนที่ต่างจากสาหร่ายชนิด
อื่นคือ ไม่มีระยะที่มีแฟลเจลลา พบในทะเล
เขตร้อนและในแหล่งน้ำจืด มีความสำคัญ
ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ สาหร่ายที่นำไปทำ
อาหาร เช่น จีน่ายหรือพอร์ไฟรา
(Porphyra sp.) และนำไปทำวุ้น เช่น
สาหร่ายผมนางหรือกราซิลาเรีย
(Gracilaria sp.)
6. สาหร่ายสีเขียว (Green algae) มีคลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์บี
และแคโรทีน ส่วนใหญ่พบใน น้ำจืด บางสปีชีส์พบในทะเล
สาหร่ายคลอเรลลา (Chlorella sp.) ให้โปรตีนสูงจึงนำไปผลิตเป็น
อาหารเสริม สไปโรไจรา (Spirogyra sp.) หรือเทาน้ำ มีคลอโรพลาสต์
เรียงตัวเป็นเกลียว ชาวบ้านนิยมตักสาหร่ายชนิดนี้มาจากแหล่งน้ำไหลช้า
เพื่อนำไปทำอาหาร สาหร่ายไฟ (Chara sp.) มีลำต้นลักษณะคล้ายพืช
จนเชื่อกันว่ามีวิวัฒนาการใกล้ชิดกับพืช
7.ไมซีโทซัว (Mycetozoa, fungus animals) ไม่ใช่ทั้งฟังใจและ
สัตว์ เรียกกันว่า ราเมือก (slime molds) มีลักษณะคล้ายฟังใจ
คือ การย่อยสลายสารอินทรีย์ และลักษณะที่คล้ายอะมีบาคือ
การเคลื่อนที่โดยใช้เท้าเทียม (pseudopodia) เพื่อเคลื่อนที่และ
หาอาหารจากการเปรียบเทียบลำดับของโปรตีนในราเมือกพบว่า
ราเมือกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฟังใจและสัตว์ ราเมือกพบอยู่
ตามที่ชื้นแฉะ ตามขอนไม้ หรือที่มีใบไม้เน่าเปื่ อย แบ่งออกเป็น 2
กลุ่ม ได้แก่
ราเมือกชนิดพลาสโมเดียม (Plasmodial slime
molds) มีระยะหาอาหารเรียกว่า ระยะพลาสโมเดียม
(plasmodium) มีลักษณะเป็นแผ่นวุ้นที่มีหลายนิวเคลียส
(multinucleated plasmodium) อาจมีขนาดใหญ่ มีสีสด
สวยงาม แผ่นวุ้นนี้เคลื่อนที่ดำรงชีวิตโดยกินแบคทีเรียและย่อย
สลายสารอินทรีย์อื่น ๆ
เมื่ออาหารไม่เพียงพอจะเริ่มต้นสืบพันธุ์แบบอาศัย
เพศโดยสร้างอับสปอร์หรือสปอแรงเกียม (sporangium) ซึ่ง
เป็นฟรุตติงบอดี (fruiting body) ชูขึ้นข้างบนภายในแบ่งไมโอซิ
สได้สปอร์ (n) ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้เมื่อสภาพ
แวดล้อมเหมาะสมสปอร์งอกเป็นเซลล์อาจเป็นสวอมเซลล์
(Swarm cell) ที่มีแฟลเจลลา 2 เส้นจึงเรียก flagellated cell
หรืองอกเป็นมิกซ์อะมีบา (myxamoeba) หรืออะมีบอยด์เซลล์
(amoeboid cell) ที่คล้ายอะมีบาขึ้นอยู่กับความชื้นในบริเวณนั้น
ทั้งสวอมเซลล์และมิกซ์อะมีบาสามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาและ
ทำหน้าที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์ มาผสมกันได้ไซโกต (2n) โดยเกิด
การผสมระหว่าง อะมีบอยด์เซลล์ด้วยกัน หรือระหว่างสวอม
เซลล์ด้วยกันเอง หลังจากนั้นไซโกตจะแบ่งไมโทซิสหลายครั้ง
โดยไม่แบ่งไซโทพลาซึมได้เป็นระยะพลาสโมเดียมที่มีหลาย
นิวเคลียส์ได้อีก เช่น Physarum polycephalum
ราเมือกชนิดเซลลูลาร์ (Cellular slime molds) ระยะหา
อาหารเป็นเซลล์เดี่ยว ๆ แต่ละเซลล์มีลักษณะคล้าย
อะมีบาเรียก อะมีบอยด์เซลล์ (amoeboid cell) เมื่อ
อาหารขาดแคลนแต่ละเซลล์จะคืบคลานมารวมกันเพื่อ
สร้างฟรุตติงบอดี (fruiting body) เพื่อสืบพันธุ์แบบไม่
อาศัยเพศ สปอร์จะสร้างขึ้นที่ปลายฟรุตติงบอดี ซึ่งส
ปอร์ทนต่อสภาพไม่เหมาะสมได้ เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะ
สม อะมีบอยด์เซลล์จะออกจากสปอร์เพื่อคืนคลานหา
อาหารอีก ในวัฏจักรชีวิตส่วนใหญ่สืบพันธุ์แบบไม่อาศัย
เพศ และส่วนใหญ่อยู่ในสภาพ แฮพลอยด์ (n)
สำหรับโพรทิสต์ที่กล่าวมาตามสายวิวัฒนาการนั้น
ยังมีโพรทิสต์บางกลุ่มที่มีรายงานเกี่ยวกับวิวัฒนาการ
น้อยและไม่สามารถจัดไว้ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสาย
วิวัฒนาการที่กล่าวมาแล้วได้ โพรทิสต์กลุ่มไรโซโพดา
(Rhizopoda) ที่ใช้เท้าเทียม (pseudopodia) ในการ
เคลื่อนที่และหาอาหาร ได้แก่ อะมีบา ซึ่งอะมีบาอาศัยอยู่
ได้ทั้งในดิน แหล่งน้ำจืด และแหล่งน้ำเค็ม ส่วนมากดำรง
ชีวิตแบบอิสระ แต่บางสปีชีส์เป็นปรสิตที่สำคัญ เช่น เอน
ทามีบา (Entamoeba sp.) มี 3 ชนิดที่มีทั้งประโยชน์และ
ก่อโรค Entamoeba histolytica เป็นสาเหตุของโรคบิด
ลำไส้อักเสบ ท้องร่วงในคน Entamoeba coli เป็น
อะมีบาที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของสัตว์ชั้นสุงรวมทั้งคน
จะกินแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแก๊สในลำไส้ใหญ่ (ไม่มีโทษต่อ
ร่างกาย) Entamoeba gingivalis อาศัยอยู่ที่โคนฟัน
คอยกินแบคทีเรียในปาก (ไม่มีโทษต่อร่างกาย)
Thank you!
Pro
tis
ta