วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน
เรื่องวรรณกรรมทอ้ งถิ่นภาคเหนือ
นายเกียรติศกั ด์ิ จดั ทาโดย
นางสาววภิ าดา
นายรวชิ ญ ลงั ประเสริฐ เลขที่3
ขาเนตร เลขที่5
เปลี่ยนบารุง เลขที่13
เสนอ
คุณครูปรีดิณฐั นครแพง
รายงานน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการเรียนวชิ าชีพทกั ษะภาษาไทย
ระดบั ช้นั ประกาศนียบตั รวชิ าชีพช้นั สูง
ภาคเรียนที่1 ปี การศึกษา2563
วทิ ยาลยั บริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพฯ
ก
คานา
วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน มีจุดประสงคเพ่ือถ่ายทอดความรู้ใหก้ บั ผทู้ ี่เขา้ มาศึกษาหาความรู้ โดย
ประกอบไปดว้ ย ความเป็นมาของวรรณกรรมทอ้ งถิ่น ภาษาถิ่น ปริศนาคาทาย เพลงพ้ืนบา้ นและ
การละเล่นไทย ภูมิหลงั วรรณกรรมท้องถิ่น เป็ นส่วนหน่ึงของวฒั นธรรมพ้ืนบา้ น ท่ีบันทึก
เรื่องราวชีวติ ความเป็นอยู่ การประพฤติปฏิบตั ิของประชาชนธรรมดาทว่ั ไป ที่สืบทอดกนั มาหลาย
ชวั่ อายคุ น
คณะผูจ้ ดั ทาหวงั เป็ นอยา่ งยง่ิ วา่ รายงานเล่มน้ี จะให้ประโยชนแก่ผทู้ ี่สนใจคน้ ควา้ เกี่ยวกบั
วรรณกรรมทอ้ งถ่ินของภาคเหนือ หากผดิ พลาดประการใดคณะผจู้ ดั ทาขออภยั มา ณ ที่น้ีดว้ ย
คณะผจู้ ดั ทา
2 พฤศจิกายน 2563
สารบญั ข
คานา ก
ข
สารบัญ
1
วรรณกรรมท้องถ่นิ ภาคเหนือ 2
ตานานเรื่องทา้ วแสนปมภาคเหนือ 3
ประเภทโคลง 4
ตวั อยา่ งโคลงนิราศหริภุญชยั 5
วรรณกรรมประเภทค่าวซอ 6
ตวั อยา่ งค่าว 7
การแต่งค่าวแบบง่าย ( ค่าว 7 บรรทดั )
บรรณานุกรม
1
วรรณกรรมท้องถ่ินภาคเหนือ
ตานานเร่ืองท้าวแสนปม
พ้ืนท่ีจงั หวดั กาแพงเพชรในปัจจุบนั นอกจากเคยเป็ นท่ีต้งั ของเมืองโบราณ เช่น ชากงั
ราว นครชุม ยงั มีอีกเมืองหน่ึงคือเมืองไตรตรึงษ ชื่อเมืองไตรตรึงษปรากฏในศิลาจารึกหลกั ที่
๓๘ เรียกว่าศิลาจารึก กล่าวไวว้ ่าพระเจา้ ไชยศิริเชียงแสนหนีพม่ามาจากเชียงราย เป็ นผูส้ ร้าง
เมืองไตรตรึงษ เม่ือประมาณ พ.ศ.๑๕๐๐ จากซากกาแพงเมืองที่ยงั ปรากฏเห็น พบว่าตวั เมือง
ไตรตรึงษเป็ นรูปสี่เหล่ียม ผืนผา้ ขนานกับแม่น้าปิ ง ขนาดกวา้ งประมาณ ๔๕๐ เมตรยาว
ประมาณ ๘๐๐ เมตร มีทางเขา้ สู่เมือง ๒ ทางภายในกาแพงเมืองมีโบราณสถานทางศาสนาหลาย
แห่งวดั สาคญั ในกาแพงเมืองมี ๒ วดั คือวดั เจ็ดยอด และวดั พระปรางคภายนอกกาแพงเมือง
ทางดา้ นทิศใตม้ ีวดั ขนาดใหญ่เรียกวา่ วดั วงั พระธาตุ ที่วดั น้ีมีเจดียทรงไทยหรือทรงพุ่มขา้ วบิณฑ
เป็ นเจดียหลกั รอบๆ มีเจดียรายท้งั ๕ ทิศ ขุดคน้ ทางโบราณคดีพบลูกปัดหินสีภายในบริเวณวดั
ตะเกียงโบราณแบบโรมนั และชิ้นเคร่ืองเคลือบลายครามขนาดเลก็ กระจายอยทู่ ว่ั ไปทุกวนั น้ีเมือง
ไตรตรึงษอยู่ท่ีบา้ นวงั พระธาตุ ตาบลไตรตรึงษอาเภอเมืองกาแพงเพชรนอกจากหลกั ฐานทาง
ประวตั ิศาสตรแลว้ ไตรตรึงษยงั มีตานานเล่าขาน ที่อิงกบั ประวตั ิศาสตรถึงกาเนิดของอาณาจกั ร
อยธุ ยานนั่ คือตานานเร่ือง 'ทา้ วแสนปม'เร่ืองราวโดยยอ่ มีวา่ เจา้ เมืองไตรตรึงษ มีพระธิดาผทู้ รงสิริ
โฉม และท่ีใกลเ้ มืองไตรตรึงษน้ีมีชายคนหน่ึงซ่ึงร่างกายเต็มไปดว้ ยป่ ุมปมชาวบา้ นเรียกเขาว่า
แสนปม มีอาชีพปลูกผกั มาวนั หน่ึงเทวดาดลใจใหพ้ ระธิดานึกอยากเสวยมะเขือ นางขา้ หลวงพบ
มะเขือในสวนของแสนปมลูกใหญ่อวบ จึงซ้ือไปถวาย หลงั จากพระราชธิดาเสวยมะเขือของ
แสนปมไดไ้ ม่นานกเ็ กิดต้งั ครรภข้ึนทา้ วไตรตรึงษรู้สึกอบั อายขายหนา้ พยายามสอบถามอยา่ งไร
2
พระธิดากไ็ ม่ยอมบอกวา่ ใครคือพ่อของเดก็ คร้ันเม่ือพระกมุ ารเติบโตพอรู้ความ ทา้ วไตรตรึงษจึง
ประกาศใหข้ ุนนางและเหล่าราษฎรท้งั หลายนาของกินเขา้ มาในวงั หากพระกุมารยอมกินของ
ผูใ้ ดผูน้ ้นั จะไดเ้ ป็ นเขยหลวง บรรดาผูช้ ายทุกคนพากนั มาเสี่ยงทายเป็ นบิดาของพระราชโอรส
แต่พระราชโอรสไม่ไดค้ ลานไปหาใครเลย เจา้ เมืองจึงใหเ้ สนาไปตามแสนปมซ่ึงยงั ไม่ไดม้ าเสี่ยง
ทาย แสนปมจึงมาเขา้ เฝ้า พร้อมท้งั ถือกอ้ นขา้ วเยน็ มา ๑ กอ้ น เมื่อมาถึงจึงอธิษฐาน และยนื่ กอ้ น
ขา้ วเยน็ ใหพ้ ระราชโอรสกค็ ลานเขา้ มาหาทา้ วไตรตรึงษทรงกริ้ว ที่พระธิดาไปไดก้ บั คนช้นั ไพร่
อปั ลกั ษณจึงขบั ไล่ออกจากวงั แสนปมพาพระธิดากบั พระกุมารเดินทางเขา้ ไปหาท่ีอยใู่ หม่ ร้อน
ถึงพระอินทรตอ้ งแปลงเป็นลิงนากลองวิเศษมามอบให้ กลองน้ีอยากไดอ้ ะไรกต็ ีเอาตามไดด้ งั
สารพดั นึกแสนปมอธิษฐานให้ป่ ุมปมตามตวั หายไปแลว้ ตีกลองวิเศษ ร่างกก็ ลบั เป็ นชายรูปงาม
จึงตีกลองขอบา้ นเมืองข้ึนมาเมืองหน่ึง ใหช้ ื่อว่า เมืองเทพนครและสถาปนาตวั เองเป็ นพระเจา้
แผน่ ดิน ทรงพระนามวา่ ทา้ วแสนปมปกครองไพร่ฟ้าดว้ ยความสงบสุข ทา้ วแสนปมใชท้ องคามา
ทาเป็นอู่(เปล)ให้พระโอรส และต้งั ชื่อพระโอรสว่า 'อู่ทอง' ต่อมาพระเจา้ อู่ทองจึงยา้ ยเมืองมา
สร้างกรุงศรีอยธุ ยา จากความเชื่อมโยงดงั กล่าวทาใหน้ กั ประวตั ิศาสตรบางท่าน เรียกชื่อราชวงศ
อู่ทองอีกชื่อว่าราชวงศเชียงรายละเวน้ จากเรื่องราวในตานาน ปัจจุบนั แนวคิดท่ีวา่ พระเจา้ อู่ทอง
เป็ นเช้ือสายราชวงศเชียงราย ยงั คงเป็นหน่ึงในหลายแนวคิดเรื่องที่มาของพระองค และก็ยงั ไม่
ถูกตดั ออกไปจึงพอจะอนุมานไดท้ างหน่ึงวา่ เมืองไตรตรึงษคือตน้ ทางแห่งกรุงศรีอยธุ ยา
วรรณกรรมโคลง
โคลง หรือเรียกตามสาเนียงทอ้ งถิ่นภาคเหนือวา่ กะโลง เป็นฉนั ทลกั ษณทอ้ งถ่ินภาคเหนือท่ี
เจริญรุ่งเรืองในสมยั ราชวงศมงั รายตอนปลาย มีท้งั กะลงใหญ่ และกะลงนอ้ ยเชื่อกนั วา่ กวสี มยั
อยธุ ยาไดน้ ารูปแบบโคลงของภาคเหนือมาประพนั ธเป็น โคลงสอง โคลงสาม และโคลงส่ี เม่ือ
ภาคกลางรับมาใชใ้ นคาประพนั ธ กะลงใหญ่เป็นโคลงส่ี กะลงนอ้ ยเป็นโครงสองและโครงสาม
ฉนั ทลกั ษณของโคลงภาคเหนือคลา้ ยกบั โคลงของภาคกลาง โคลงไดร้ ับความนิยมนอ้ ยลงใน
สมยั หลงั ๆ เมื่อมีวรรณกรรมประเภทค่าวซอข้ึนมาแทน
3
ตวั อย่างโคลงนิราศหริภุญชัย
กชั ชกแต่งต้งั สิรสา
นบพระธรรมสงั ฆา ผา่ นเผา้
สนาสลูเบิกนามมา ขอมเรียก รักเอ่
ไทยตาบลเมิงเป้า ปลา่ นไวว้ ิวรณอรรถ
(ฉบบั หอสมุดฯ)
กชกรตา่ งแต่ต้งั ศิรษา
นบพุทธธรรมสาวกา แผน่ เผา้
สนาสลูเบิกนามมา ขอมเรียก รักแฮ
ไทด่าบลเมิงเป้า ผา่ นไวว้ วิ รณ
กชกร-มือต่างดอกบวั กระพุ่มมือ สิรสา-ศรี ษะ ผ่านเผ้า-พระเจา้ แผน่ ดิน สนาสลู-ปี ฉลู
สนา คือ ฉนา-ปี เบกิ -นามา ไทดา่ บล-ไทยตาบล-หนไทย คือ วธิ ีนบั ปี แบบไทยเดิม รอบละ ๖๐
ปี เช่น เมิงเป้า ตรงกบั ปี ฉลู นพศก คือ พ.ศ. ๒๐๖๐ หรือจุลศกั ราช ๘๗๙ ไจ้ (ชวด) เป๊ า (ฉลู) ยี
(ขาล) เมา้ (เถาะ) สี (มะโรง) ไส้ (มะเส็ง) ซงา้ (มะเมีย) เมด็ (มะแม) สัน (วอก) เลา้ (ระกา) เสด
(จอ) ไก๊ (กนุ ) และทา้ ยศก เม่ือเทียบกบั จุลศกั ราชแลว้ เอกศก หรือเลขทา้ ยปี จุลศกั ราชเป็น ๑ ตรง
กบั กดั ๒-กด ๓-รวง ๔-เต่า ๕-กา ๖-กาบ ๗-ดบั ๘-ระวาย ๙-เมิง ๐-เบิก ปล่าน ป ควบกบั ร
เป็น ผ ฉบบั หอสมุดฯ จึงเป็นผ่าน แปลวา่ ทา หรือแต่ง เช่น แปงป่ านไว้สอนปชา ชู่ผ้-ู จากวทิ ูร
สอนหลาน แปง-แปลง-ทา สร้าง ชู่ผู้-ทุกคน โคลงท่ี ๑๘๐ ในโคลงนิราศหริภุญชยั วา่ ปุนขะ
สดป่ านแปงทูล ทิพอาช ญาเอ่ แปลวา่ น่ากาสรด (จึง) แต่งเร่ืองน้ีถวายนาง ปล่าน
ไว้ ห. และ ร. วา่ เป็น หว่านไหว้ ววิ รณ์-การแสดง อรรถ-ขอ้ ความ
4
พนมมือข้ึนเหนือหวั ไหวพ้ ระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ และพระเจา้ แผน่ ดิน ปี น้ีปี ฉลู นา
ชื่อมาจากพวกขอม แบบไทยเรียกปี เมิงเป้า แต่งไวเ้ พอ่ื แสดงถอ้ ยคาอนั เพราะพริ้ง
วรรณกรรมประเภทค่าวซอ
ค่าวซอ คือ การแสดงศิลปวฒั นธรรมลา้ นนาประจาทอ้ งถ่ิน เก่ียวกบั จอ๊ ยซอ หรือค่าวคอ
การละเล่นจ๊อยตีขา้ ว มกั จะเล่นกนั ในงานประเพณีข้ึนธาตุเดือน 9 ที่มาของค่าวลา้ นนา เป็นการ
นาเอาฉนั ทลกั ษณประเภทค่าวซอมาแต่งเป็นวรรณกรรมน้นั ไดเ้ ริ่มข้ึนประมาณปี พ.ศ. 2400
เป็นตน้ มา โดยที่พระยาโลมาวสิ ยั แต่งค่าวซอ เรื่อง “หงสผาคา” เป็นเร่ืองแรก จากการศึกษาของ
ฉตั รยพุ า สวสั ด์ิพงษ น้นั ไดก้ ล่าววา่ พระยาโลมาวสิ ยั น่าจะเป็นผแู้ ต่งค่าวซอ เรื่อง “เจา้ สุวตั รนาง
บวั คา” อีกดว้ ย หากเป็นเช่นน้ีจริง กอ็ าจเป็นเพราะวา่ เม่ือพระยาโลมาวสิ ยั เห็นวา่ ค่าวซอเร่ือง
หงสผาคา ไดร้ ับการตอ้ นรับอยา่ งดี จึงมีกาลงั ใจท่ีจะนาเอาชาดกนอกนิบาตมาแต่งเป็นค่าวซอ
เร่ือง เจา้ สุวตั รนางบวั คา ในเวลาต่อมาความนิยมฉนั ทลกั ษณประเภทค่าวน้ีเห็นไดช้ ดั จากการที่
พระยาพรหมโวหารไดแ้ ต่ง ค่าวสี่บท หรือ ค่าวร่านางงาม หรือ ค่าวร่านางศรีชม เพ่ือเป็นการใช้
เสน่หแห่งกวนี ิพนธ ดึงดูดนางชมที่หนีไปน้นั ใหห้ วนกลบั มาหาตนอีกคร้ังหน่ึง และสานวนการ
เขียนของพระยาพรหมโวหารในคร้ังน้นั (ประมาณ พ.ศ. 2480 – 2490) กเ็ ป็นสานวนโวหารน้นั
เป็นท่ีจดจากนั อยา่ งแพร่หลาย และ เนื่องจากการแต่งค่าวซอน้นั ไม่ตอ้ งใชค้ วามรู้ทางอกั ษร
ศาสตรมากนกั จึงเป็นเหตุใหผ้ นู้ ิยมฟังการ “เล่าค่าว – การขบั ทานองเสนาะ” และการแต่งค่าว
อยา่ งแพร่หลายในเวลาต่อมา โดยเฉพาะช่วงที่ยงั ไม่มีการพมิ พอกั ษรลา้ นนาน้นั บรรดาผทู้ ี่สนใจ
ในตาราหรือกวนี ิพนธกจ็ ะคดั ลอกเอกสารเหล่าน้นั ต่อ ๆ กนั ไป ซ่ึงเป็นเหตุใหเ้ อกสารเหล่าน้นั
คลาดเคล่ือนไปจากตน้ ฉบบั ไดอ้ ยา่ งง่ายดาย นอกจากน้ียงั มีค่าวซออีกหลายเรื่องที่ยงั ตกสารวจ
อยู่ คร่าว, ฅ่าว (อ่านวา่ "คา่ ว") เป็นฉนั ทลกั ษณที่ชาวบา้ นลา้ นนานิยมใชก้ นั มากที่สุด ดงั จะเห็น
ไดจ้ ากการใชค้ าประพนั ธประเภทน้ีอยา่ งกวา้ งขวาง คือใชใ้ นการแต่ง - คร่าวกอ้ ม ซ่ึงเป็นโวหาร
ท่ีกินใจ หรือ สุภาษิตส้ันๆ ที่มกั ใชป้ ระกอบการสนทนา - คาคร่าว คาเครือ เป็นสานวนแบบฉบบั
ท่ีหนุ่มสาวใชเ้ จรจาเป็นโวหารรัก - คร่าวใช้ เป็นจดหมายที่มีไปมาระหวา่ งหนุ่มสาว เทียบไดก้ บั
เพลงยาวของภาคกลาง - คร่าวร่า ใชพ้ รรณนาเหตุการณต่างๆ คลา้ ยกบั จดหมายเหตุ เช่น คร่าวร่า
น้านอง คร่าวร่าครัวทานสลากยอ้ ม คร่าวร่าครูบา ศรีวชิ ยั - คร่าวธมั ม ใชใ้ นการแต่งเร่ืองชาดก
ซ่ึงมีลกั ษณะคลา้ ยเรื่องประเภท จกั รๆวงศๆ เพอื่ อ่านและ เล่าสู่กนั ฟังทวั่ ไป เช่น หงสหิน เจา้ สุ
วตั รนางบวั ฅา ก่ากาดา เป็นตน้ คร่าว 1 บท มี 3 บาท (3 บรรทดั ) บาทละ 4 วรรค โดยในบท
เร่ิมตน้ จะแตกต่างจากบทที่สองและต่อๆไป ผแู้ ต่งสามารถแต่งคร่าวได้ โดยไม่จากดั ความ
ยาว แต่ในกรณีที่แต่ง คร่าวร่า คร่าวใช้ และ คร่าวธมั ม หรือ วรรณกรรมชาดก 5
ดว้ ยคร่าวน้นั มกั จะลงทา้ ยดว้ ยโคลงสอง
ท่ีนามาแต่ง
ตวั อยา่ งค่าวบทท่ี 1 “ สะหลียนิ ดี หมู่พ่หี มู่นอ้ ง ที่มาอ่านถอ้ ง ค่าวซอเป๋ นสาย หลายเมืองแทน้ ้นั
เมืองน่านมาก๋าย เชียงใหม่เชียงราย มาร่วมสืบสร้าง ตึงแม่ฮ่องสอน เมืองแพร่เคียงขา้ ง เชิญชวน
หมู่เฮา พร้อมพรัก ”
ตวั อยา่ งค่าวบทท่ี 2 “ ลาพนู ลาปาง กว็ า่ งมาทกั พะเยาร่วมเขา้ มาไจ มาแต่งค่าวจอ๊ ย ม่วนงนั หวั ใจ๋
เชิญมาทางใน หมนั่ แวะหมน่ั เขา้ ค่าวซอของเฮา ตึงดีแทเ้ จา้ มาเต๊อะเชิญมา ช่วยค้า ”
การแต่งค่าวแบบง่าย ( ค่าว 7 บรรทดั )
สะหลียนิ ดี ป้ี นอ้ งตงั หลาย บ่วา่ หญิงจาย บ่าวจี๋บ่าวหนอ้ ย
เรียงกนั๋ เขา้ มา เป็นสายเป๋ นถอ้ ย ป้อหนาน ป้อหนอ้ ยกม็ า
เจิญเลยเนอ้ นะเจา้ วงศญาติก๋า แต่งค่าวส่งมา ติยากล่าวแจง้
ส่งมานกั ๆ ขา้ บ่ไดแ้ คลง้ จ่มวา่ ห้ืออนั ใด
" คดมาต้งั เพ้ อยา่ ฟ่ังถอยไกล๋ จกั ตกขนั ได ปะใส่หมาหนอ้ ย ปะใส่หมาหนอ้ ย"
กข็ อเจิญจวน ป้อแม่นอ้ งสาวคาสร้อย ห้ือมาผอ่ กอย พอ่ งเตอ๊ ะ
คนแต่งบ่เป๋ น ตึงมีป่ าเลอ้ ะ มาเต๊อะแวะเขา้ มาไจ
อนั คนแต่งน้นั ตึงบ่ไปไหน อยตู่ ๋ามคนั ได ใกลใ้ กลแ้ ถวหน้ี
มาเตอ๊ ะเชิญมา บ่สับปะหล้ี มาอ่านมาฟัง คา่ วน้ี
ขา้ เจา้ ขอกล่าว ขอจ๋ากล่าวจ้ี ฮกั ในค่าวสร้อย เนอนาย
เขา้ มาเมื่อเจ๊า จ๋นฮอดถึงขวาย และผา่ นเลยไป เม่ือแลงแลว้ เจา้ .....
" ดีใจ๋แทท้ กั บรรจงเอิน้ ถาม อูม้ าเป็นกา เร่ืองแต่งค่าวสร้อย
ขา้ เจา้ ละอ่อน ผญายงั นอ้ ย ฮกั ในค่าวซอ เจน้ ล้า
ผอ่ ไปตางใด ไผบ่ช่วยก๊า กลว๋ั วา่ ค่าวสร้อย หายไป
ลองแต่งผอ่ น้นั เอาห้ือสหาย อ่านแลว้ คาจาย ใชไ้ ดว้ า่ อ้นั
6
ขา้ เจา้ ไดแ้ ต่งแหม บ่มีขีดข้นั ตึงญิงตึงจาย ช่วยค๊า
เม่ือแต่งแลว้ หนา เปิ้ นวา่ เก่งล้า อยากสอนคนเขา้ มาไจ
แต่งค่าวกนั๋ เตอ๊ ะ ขอห้ือขะไจ๋ แต่งค่าวออกไป ม่วนงนั เนอ้ เจา้ .."
แนะนาการแต่งค่าวแบบง่าย ( ค่าว 7 บรรทดั )
การแต่งค่าวของโบราณนานมาในภาษาลา้ นนา( ตวั๋ เมือง )วรรณกรรมลา้ นนา( ค่าว ) และดนตรี
ลา้ นนา
“ การแต่งค่าว“ ครูท่ีสอนภาษาไทยหรือแต่งกลอนเป็น
ถา้ ประสงคจะหดั แต่งค่าวเพ่ือเป็นการสืบเจตนารมณของ
พญาพรหมโวหารซ่ึงสังคมไดย้ กยอ่ งใหท้ ่านเป็นบิดาของการแต่งค่าว
7
บรรณานุกรม
http://www.pleutil.net/โครงทอ้ งถ่ินภาค/
https://alaskalibrarynetwork.org/โครงนิราษฎร์/
https://sites.google.com/site/144arunee29/prapheth-klxn-nithan
https://www.facebook.com/1640164509586895/posts/22812895921410
47/
8