การเลยี้ งไก่เบตง เพื่อสร้างรายได้ โตค่อรองตักราารกวาิจรยั ผ:สศมึกตษิดาแรละะยเะปเวอลราเ์ ซก็นารตฉก์ ีดานรฟ�้ำเักชอ้ืออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพยี มันธุเ์ บตง 1
คู่มือการเล้ียงไกเ่ บตง เพื่อสร้างรายได้
(ส�ำหรบั เกษตรกรมอื ใหม)่
ทปี่ รกึ ษา : นายวชิ าพร ชนิ ประพทั ธ์ รกั ษาราชการแทนผู้ อำ� นวยการวทิ ยาลยั ชมุ ชนยะลา
นายด�ำรัส ชาตรวี งศ์ ผูอ้ ำ� นวยการศูนย์วจิ ัยและพัฒนาแพะแกะ
ผ้แู ตง่ : นายวรัญญ ู แก้วทอง
นางสาวฮานยี ะ๊ กะโด
นางสาวไพริน ไกรทอง
พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1 : กนั ยายน 2562
จ�ำนวน : 120 เลม่
จดั พมิ พ์โดย : ศนู ย์วจิ ัยและสง่ เสริมการเรียนรู้ตลอดชวี ิต
วิทยาลยั ชมุ ชนยะลา สถาบันวิทยาลยั ชมุ ชน
เลขที่ 2 ถนนสุขยางค์ 1 ตำ� บลสะเตง
อำ� เภอเมือง จงั หวดั ยะลา 95000
โทรศัพท์ : 0-7321-66467
โทรสาร : 0-7321-6648
พิมพท์ ่ี : บริษัท เอสพริ้นท์ (2004) จ�ำกดั โทร. 0-7325-5555
คูม่ ือ การเลยี้ งไก่เบตง เพือ่ สรา้ งรายได้
เป็นส่วนหนง่ึ ของโครงการวจิ ยั : ระยะเวลาการฉดี น้�ำเชื้อสด
ในการผสมเทยี มต่ออตั ราการผสมติดและเปอร์เซน็ ตก์ ารฟกั ออกของไข ่
ไก่สายพนั ธ์ุเบตง
2 การเลย้ี งไกเ่ บตง เพ่ือสรา้ งรายได้ ตโคอ่ รองัตกราารกวาิจรัยผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลราเ์ ซกน็ารตฉก์ ดีานรฟำ�้ เกั ชอือ้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพยี มันธเ์ุ บตง
ค�ำน�ำ
คมู่ อื ฉบบั นเ้ี ปน็ คมู่ อื เกยี่ วกบั การเลยี้ งไกเ่ บตง เพอ่ื สรา้ งรายได้ (สำ� หรบั เกษตรกร
มือใหม่) ที่สนใจ ซึ่งในคู่มือน้ีฉบับน้ีมีการกล่าวถึง ประวัติความเป็นมาของไก่เบตง
โรงเรือนและอุปกรณ์ อาหารและการให้อาหาร โรคและการป้องกัน เป็นเร่ืองท่ีส�ำคัญ
ส�ำหรบั ผูท้ ่ีสนใจจ�ำเป็นตอ้ งรู้
ดังน้ัน การเลี้ยงไก่เบตง จ�ำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับเรื่องเหล่าน้ี
เพ่ือให้ประสบความส�ำเร็จในการเล้ียงและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรหรือผู้เลี้ยง
คณะผู้จัดท�ำจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารการเลี้ยงไก่เบตง เพ่ือสร้างรายได้ฉบับน้ี
จะใหค้ วามรู้แก่เกษตรกรหรือผู้ทสี่ นใจในการเลีย้ งไกเ่ บตง
คณะผู้จดั ท�ำ
การเลี้ยงไก่เบตง เพ่อื สรา้ งรายได้ โตคอ่ รองตักราารกวาจิ รยั ผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลรา์เซก็นารตฉ์กีดานรฟ�ำ้ เักชอ้อื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพยี มันธุ์เบตง 3
สารบญั
เรื่อง หนา้
บทท่ี 1 ประวัติความเปน็ มาของไกเ่ บตง
ประวัติความเป็นมาของไกเ่ บตง 1
ลกั ษณะประจำ� พนั ธ์ขุ องไกเ่ บตง 1
สภาพทว่ั ไปของอ�ำเภอเบตง 4
บทท ่ี 2 โรงเรือนและอปุ กรณ์
รปู แบบของการเลยี้ งไก่เบตง 7
สถานทีท่ ่จี ะเลย้ี งไก่เบตง 8
ลักษณะของโรงเรือนไก่เบตง 9
โรงเรอื นไก่เบตง 9
วัสดุอปุ กรณใ์ นการเล้ยี งไกเ่ บตง 10
บทท่ ี 3 อาหารและการให้อาหารสัตว์ปกี
องค์ประกอบของอาหารสตั ว์ปีก 13
หลกั การใหอ้ าหารสัตวป์ ีก 15
การเล้ียงไก่เบตงระยะตา่ งๆ 17
การใหอ้ าหารไก่เบตง 24
บทท ่ี 4 โรคและการปอ้ งกัน
โรคนิวคาสเซิล 27
โรคฝีดาษไก ่ 29
โรคอหวิ าต์เปด็ -ไก ่ 30
โรคหลอดลมอกั เสบตดิ ตอ่ 31
โรคพยาธิภายนอก 32
โรคพยาธิไสเ้ ดือนของไก่ 32
เอกสารอา้ งอิง 34
4 การเลี้ยงไก่เบตง เพอื่ สรา้ งรายได้ โตค่อรองตักราารกวาิจรยั ผ:สศมึกตษิดาแรละะยเะปเวอลรา์เซก็นารตฉ์กีดานรฟำ้� เกั ชออ้ื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพยี มนั ธเ์ุ บตง
บทท่ี 1
ประวัตคิ วามเปน็ มาของไก่เบตง
1.1 ประวตั ิความเป็นมาของไก่เบตง
ไก่เบตง เป็นไก่ที่สืบสายพันธุ์มาจากไก่พันธุ์ “เลียงชาน” ซ่ึงมีถิ่นก�ำเนิด
อยู่ในประเทศจีน แพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทยโดยชาวจีนที่อพยพมาตั้งถ่ินฐาน
ในอ�ำเภอเบตง จังหวัดยะลา จึงท�ำให้มีไก่พันธุ์น้ีแพร่หลายในอ�ำเภอเบตงจนถึงทุกวันนี้
แตใ่ นปจั จบุ นั นไ้ี กเ่ บตงเรม่ิ มปี รมิ าณลดนอ้ ยลง เนอื่ งจากมกี ารอพยพบา้ นเรอื นของราษฎร
ประกอบกบั ผทู้ เี่ ลยี้ งอยไู่ มม่ กี ารทำ� วคั ซนี ปอ้ งกนั โรค เมอ่ื มโี รคระบาดเกดิ ขน้ึ ทำ� ใหไ้ กป่ ว่ ยตาย
อีกประการหนึ่งคือ ราคาไก่เบตงในท้องตลาดมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 130-150 บาท
เนอื่ งจากหาซ้อื ยากข้นึ เพราะมีผูเ้ ลย้ี งลดนอ้ ยลง ความต้องการของตลาดไมแ่ น่นอน
ค�ำว่า “เบตง” เป็นอ�ำเภอท่ีมีขนาดใหญ่ท่ีอยู่ในจังหวัดยะลา นับเป็นอ�ำเภอ
ท่ีตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศไทย โดยมีลักษณะเป็นหัวหอกย่ืนเข้าไปในประเทศมาเลเซีย
ตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี มีเนื้อที่ประมาณ 1,328 ตารางกิโลเมตร ห่างจาก
ตัวเมืองยะลาประมาณ 140 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 1,220
กิโลเมตร ดว้ ยภูมิประเทศของอำ� เภอเบตงสว่ นใหญเ่ ป็นภเู ขาสงู จึงท�ำให้เบตงมอี ากาศดี
และมีหมอกตลอดปี
1.2 ลกั ษณะประจำ� พันธ์ุของไก่เบตง
1. ตัวผู้
ภาพที่ 1 ลักษณะของไกเ่ บตงตวั ผู้
การเล้ยี งไกเ่ บตง เพอื่ สร้างรายได้ ตโค่อรองตักราารกวาิจรัยผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉก์ ีดานรฟ�ำ้ เกั ชออ้ื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมนั ธเุ์ บตง 1
ปาก มีสเี หลืองอ่อน มลี กั ษณะจงอยปากงองุ้ม แขง็ แรง อาจเปน็
เพราะตอ้ งหากนิ เองตามธรรมชาติ จงึ ทำ� ใหป้ ากมคี วามแขง็ แรง
เปน็ พเิ ศษ
ตา นูนแจ่มใส
หงอน เปน็ หงอนจกั ร
หวั ลักษณะกว้าง
ตมุ้ ห ู ไมม่ ี
คอ คอตงั้ , แข็งแรง
ขนคอ มีสีเหลืองทองท่ีหัว แล้วค่อยๆ จางลงมาถึงล�ำตัว ลักษณะ
คลา้ ยสรอ้ ยคอ
ปีก สน้ั , แข็งแรงพอเหมาะกบั ลำ� ตวั ขนสเี หลือง อาจมเี ส้นสดี �ำ
1 หรือ 2 เส้น ทีป่ ลายแถบของขน
อก กลา้ มเนอ้ื กวา้ ง ตามลกั ษณะไกพ่ นั ธเ์ุ นอ้ื ทวั่ ๆ ไป ขนทอ่ี กและ
ใตป้ กี สีเหลอื งบาง
หลัง มรี ะดับขนานกับพน้ื ดนิ (กว้าง, เปน็ แผ่นๆ)
หาง มีขนหางไม่ดกมากนัก มีขนสีน้�ำตาลปน หางขนมีน้อยและ
ไม่ยาวมาก
บ้นั ทา้ ย (ก้นไก่) เปน็ รูปตัดเหน็ ไดช้ ดั
ขาไก่ มีขนาดใหญ่พอเหมาะกับล�ำตัวเช่นเดียวกับไก่พันธุ์เนื้อ
ทั่วๆ ไป
ขน สเี หลอื ง ผวิ หนงั มสี แี ดงเรอื่ ๆ เพราะขนนอ้ ย แตถ่ า้ เปน็ ไกต่ อน
จะมขี นดก
หน้าแขง้ ไก ่ กลม, ลํ่าสนั , เกลด็ วาวแถวแนวเป็นระเบียบสเี หลือง
น้วิ ไก่ เหยยี ดตรงและแข็งแรง
เลบ็ เทา้ สีขาวอมเหลือง
2 การเลย้ี งไก่เบตง เพอื่ สร้างรายได้ โตคอ่ รองัตกราารกวาจิ รยั ผ:สศมึกตษิดาแรละะยเะปเวอลราเ์ ซกน็ารตฉก์ ีดานรฟำ�้ เกั ชอื้ออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมนั ธเุ์ บตง
2. ตวั เมีย
ภาพที่ 2 ลกั ษณะของไกเ่ บตงตัวเมีย
หวั ลักษณะกว้าง
ตา แจม่ ใส
หงอน รปู ถ่ัวส้นั หรอื จักรตดิ หนงั สือ
ปาก โคนปากมีสีน้ําตาลเข้มค่อยๆ จางมาเป็นสีเหลืองท่ีปลาย
ปากจงอยปากงุ้ม แข็งแรง
คอ คอตั้งแข็งแรง สเี หลอื งอ่อน
อก กว้างหนาตามลักษณะไก่พันธุ์เน้ือท่ัวๆ ไป ขนสีเหลืองดก
มขี นคลมุ ทว่ั ตวั
หลงั ขนสเี หลืองดก วางแนวขนานกบั พ้นื
ปีก พอเหมาะกบั ลาล�ำตัว แข็งแรง ขนปกี เตม็ เปน็ แบบมสี ดี ำ�
ประปราย
หาง หางดก, สีเหลือง
ขาไก ่ แข็งแรง ขนาดพอเหมาะกบั ล�ำตัว ขนสีเหลอื งดก
หน้าแขง้ ไก่ กลมสเี หลอื ง เกล็ดวางแถวแนวเปน็ ระเบยี บ
นิ้วไก ่ เหยียดตรงและแข็งแรง
เลบ็ ไก ่ สขี าวอมเหลือง
ความตา้ นทานโรค มคี วามต้านทานโรคสูงพอสมควร
การเลี้ยงไก่เบตง เพอื่ สรา้ งรายได้ โตค่อรองตักราารกวาจิ รยั ผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉ์กีดานรฟ้�ำเักชออ้ื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมันธ์ุเบตง 3
1.3 สภาพทั่วไปของอำ� เภอเบตง
เบตงเป็นอ�ำเภอท่ีมีขนาดใหญ่ท่อี ย่ใู นจงั หวัดยะลา นับเป็นอ�ำเภอทต่ี ั้งอย่ใู ตส้ ุด
ของประเทศไทย โดยมีลักษณะเป็นหัวหอกย่ืนเข้าไปในประเทศมาเลเซีย ต้ังอยู่ในแนว
เทือกเขาสันกาลาคีรี มีเน้ือที่ประมาณ 1,328 ตารางกิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองยะลา
ประมาณ 140 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 1,220 กิโลเมตร
ดว้ ยภมู ปิ ระเทศของอำ� เภอเบตงสว่ นใหญเ่ ปน็ ภเู ขาสงู จงึ ทำ� ใหเ้ บตงมอี ากาศดี และมหี มอก
ตลอดปี ดังค�ำขวัญประจ�ำอ�ำเภอที่ว่า “เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดแดนสยาม
เมอื งงามชายแดน”
1. ท่มี าของชือ่
ชอื่ เดมิ ของอำ� เภอเบตง คอื ยะรม เปน็ ภาษามลายมู คี วามหมายวา่ “เขม็ เยบ็ ผา้ ”
ต่อมาเม่ือปี พ.ศ. 2573 อ�ำเภอยะรม ได้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นอ�ำเภอเบตงในปัจจุบัน
ซง่ึ คำ� วา่ “เบตง” มาจากภาษามลายวู ่า “BuluhBetong” หมายถงึ “ไมไ้ ผ่ขนาดใหญ”่
คือ ไผ่ตง ซง่ึ มีอยมู่ ากในทอ้ งถน่ิ ต้นไผ่ตงจงึ กลายเปน็ สัญลักษณห์ นง่ึ ของอำ� เภอเบตง
2. สภาพภูมิศาสตร์
ทีต่ ง้ั และอาณาเขต
อำ� เภอเบตงตั้งอยู่ห่างจากตวั เมืองยะลา ประมาณ 140 กิโลเมตร มีอาณาเขต
ตดิ ตอ่ กับเขตการปกครองข้างเคยี ง ดังน้ี
ทศิ เหนือ ตดิ ต่อกับ อ�ำเภอธารโต จังหวัดยะลา ความยาว
80 กโิ ลเมตร
ทิศตะวนั ออก ติดต่อกับ อำ� เภอจะแนะอำ� เภอสคุ รี นิ จงั หวดั นราธวิ าส
ความยาว 20 กิโลเมตร
ทศิ ใต ้ ติดตอกับ อ�ำเภอเปิงกาลันฮูลู (โก๊ะ) และอ�ำเภอ
ฮลู เู ปรคั (กรก๊ิ ) รฐั เปรคั ประเทศมาเลเซยี
ความยาว 96 กิโลเมตร
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กับ อำ� เภอบาลง่ิ รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย
ความยาว 33 กโิ ลเมตร
4 การเลีย้ งไกเ่ บตง เพ่ือสร้างรายได้ ตโคอ่ รองัตกราารกวาิจรยั ผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลรา์เซก็นารตฉก์ ดีานรฟ�้ำเกั ชอ้อื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพียมันธ์ุเบตง
3. สภาพภมู ปิ ระเทศ
อำ� เภอเบตงต้ังอย่ใู นแนวเทือกเขาสนั กาลาคีรี มีลกั ษณะคล้ายหัวหอกพ่งุ ไปอยู่
ในดินแดนประเทศมาเลเซยี มพี นื้ ทเี่ ปน็ ทร่ี าบสงู เนนิ เขา ลมุ่ น้�ำ สภาพของเมืองเบตง
ต้ังอย่ใู นหบุ เขา มีลักษณะเหมอื นแอง่ กระทะที่โอบลอ้ มด้วยหุบเขานอ้ ยใหญ่ พนื้ ทที่ ัว่ ไป
สงู กวา่ ระดบั นำ้� ทะเลประมาณ 1,900 ฟตุ ตวั เมอื งเบตงอยหู่ า่ งจากชายแดนเบตงเปน็ ระยะทาง
7 กโิ ลเมตร เปน็ เมอื งทม่ี คี วามสำ� คญั ดา้ นการทอ่ งเทยี่ วและการขนสง่ สนิ คา้ เปน็ เมอื งหนา้ ดา่ น
ทีจ่ ะนำ� สินค้าเข้าออกไปยังทา่ เรือนำ้� ลึกปนี ังของมาเลเซีย
4. สภาพภูมอิ ากาศ
สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
และลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื มอี ากาศรอ้ นชน้ื ตลอดปี โดยเฉลย่ี ประมาณ 25.7-27.5
องศาเซลเซียส มี 2 ฤดู คือ ฤดรู อ้ น และฤดูฝน โดยฤดรู อ้ นอยู่ในชว่ งเดือนมกราคมถึง
เดอื นเมษายน สว่ นฤดูฝนอยใู่ นช่วงเดือนพฤษภาคมถงึ เดอื นธันวาคม ปริมาณน้ำ� ฝนเฉล่ีย
2,281.6 มิลลิลิตรต่อปี มีฝนตกเฉล่ีย 135 วันต่อปี เดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน
มีฝนตกชุกทส่ี ุด
5. การปกครองและจ�ำนวนประชากร
การปกครองและจำ� นวนประชากรในพนื้ ทอี่ ำ� เภอเบตง ดงั แสดงในตารางที่ 1.1
ต�ำบล ตพร.้นื กทมี่. การปกครองสว่ นภูมิภาค การปกครองส่วนทอ้ งถนิ่
หมบู่ ้าน จำ� นวนหลงั คาเรอื น เทศบาล อบต.
ต�ำบลเบตง 78 27 3,730 1 เมือง -
ต�ำบลอัยเยอร์เวง 818.72 11 2,953 - 1
ตำ� บลตาเนาะแมเราะ 192.23 9 2,572 - 1
ตำ� บลยะรม 123.20 8 2,151 - 1
ตำ� บลธารนำ�้ ทพิ ย์ 115.85 4 921 1 ตำ� บล -
รวม 1,328 27 ชมุ ชน/32 15,327 2 3
หมูบ่ ้าน
ที่มา: www.th.m.wikipedia.org
การเลย้ี งไก่เบตง เพือ่ สร้างรายได้ ตโค่อรองตักราารกวาิจรยั ผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลรา์เซก็นารตฉก์ ีดานรฟำ�้ เกั ชออ้ื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพียมันธเ์ุ บตง 5
6. เศรษฐกิจของอำ� เภอเบตง
เศรษฐกจิ ของอำ� เภอสว่ นใหญเ่ นน้ การทำ� สวนยางพาราเปน็ หลกั และมกี ารเลย้ี ง
ปศสุ ตั ว์ อาทิ ไก่สายพนั ธุ์พนื้ เมือง แพะ เป็นต้น นอกจากน้ีในปัจจบุ นั ทางรฐั บาลได้มกี าร
ส่งเสรมิ และลงทุนในด้านอตุ สาหกรรมการท่องเท่ียวภายในอ�ำเภอ เชน่ อโุ มงคป์ ิยะมิตร
บอ่ นำ้� รอ้ น ทะเลหมอก สวนดอกไมเ้ มอื งหนาวแห่งเดยี วในภาคใต้ ฯลฯ ส�ำหรับอาหาร
แนะนำ� ของอำ� เภอเบตง คอื ไกเ่ บตง กบภเู ขา ไก่เก้าชั่ง ปลาพลวงชมพู เป็นต้น
6 การเลย้ี งไกเ่ บตง เพือ่ สรา้ งรายได้ โตคอ่ รองัตกราารกวาิจรัยผ:สศมึกตษิดาแรละะยเะปเวอลราเ์ ซก็นารตฉ์กีดานรฟ�ำ้ เักชออื้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพยี มันธเ์ุ บตง
บทท่ี 2
โรงเรือนและอปุ กรณ์
เพ่ือเป็นการป้องกันและลดความเส่ียงต่อการติดเช้ือโรคระบาดต่างๆ และเพื่อ
เพ่ิมผลผลิตของไก่พื้นเมืองให้สูงข้ึนและมีสุขภาพดี ทนทานต่อโรค รวมถึงให้เกษตรกร
มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในการเลยี้ งการจดั การทถี่ กู ตอ้ ง กรมปศสุ ตั วไ์ ดจ้ ดั ทำ� โครงการพฒั นา
ปรบั รปู แบบการเลยี้ งไกเ่ บตง โดยเกษตรกรตอ้ งทำ� เลา้ หรอื โรงเรอื นใหอ้ ยหู่ า่ งจากบา้ นพกั
อาศยั ของตนเองและเพอื่ นบา้ นพอสมควร มพี น้ื ทสี่ ำ� หรบั เลย้ี งสตั วป์ กี เปน็ สดั สว่ นเพยี งพอ
และเหมาะสมกบั จำ� นวนสตั วป์ กี ทำ� โรงเรอื นแบบงา่ ยๆ และคา่ ใชจ้ า่ ยไมแ่ พง หลงั คาและ
ผนงั ท�ำจากวัสดุในท้องถ่นิ ที่ทนทาน ส�ำหรบั กันแดด กนั ฝน มีมงุ้ เขยี วกนั ยุงในตอนกลาง
คนื รวมทง้ั ใชต้ าขา่ ยกน้ั เปน็ แนวรวั้ รอบพนื้ ทเี่ ลย้ี งไก่ สำ� หรบั ใหไ้ กเ่ ดนิ หากนิ ได้ มอี า่ งนำ้� ยา
ฆ่าเชือ้ โรคตรงบรเิ วณประตทู างเข้า-ออก ส�ำหรบั จมุ่ เทา้ เพอื่ ฆา่ เชื้อโรคก่อนเข้าและออก
จากพนื้ ทเ่ี ลยี้ งไก่ ทงั้ ยงั มกี ารกำ� หนดเกณฑก์ ารเลย้ี งไกเ่ บตงแบบเลย้ี งปลอ่ ยอสิ ระ (Free-
range) ทใ่ี ห้ไก่สามารถ แสดงพฤตกิ รรมตามธรรมชาติได้ ซง่ึ แตกตา่ งจากการเล้ยี งไกเ่ นื้อ
และไก่ไขเ่ ชิงพาณิชย์ อาทิ มีพื้นทเ่ี ลย้ี ง ปลอ่ ยอสิ ระภายนอกโรงเรอื นอยา่ งเพียงพอ ให้ไก่
มคี วามเปน็ อยตู่ ามธรรมชาติ และมตี น้ ไมห้ รอื รม่ เงา เพอ่ื ใหไ้ กไ่ ดพ้ กั ผอ่ น นอกจากนน้ั ตอ้ ง
มพี ้ืนทที่ ีม่ ีหญา้ หรือพชื ทเ่ี ปน็ อาหารให้ไกจ่ ิกกิน อย่างนอ้ ยร้อยละ 40 ของพืน้ ที่ โดยพชื
ดังกลา่ วต้องมีการหมุนเวียนหรือพักแปลง กรณีหญ้าหรอื พืชทเี่ ป็นอาหารไก่ไม่ เพยี งพอ
ต้องมีการเสรมิ หญ้าหรอื พชื จากภายนอก และยังมีขอ้ ก�ำหนดอีกด้วยว่า ไกต่ ้องถกู ปล่อย
เลยี้ ง ภายนอกโรงเรือนไม่นอ้ ยกว่าวนั ละ 8 ชั่วโมง เปน็ ต้น ทั้งน้ีให้คลอบคลุมทั้งไกเ่ บตง
พนั ธุ์แทท้ ุกสายพันธ์ุ และไก่เบตงลกู ผสม
2.1 รูปแบบของการเลย้ี งไก่เบตง
การเล้ยี งไกเ่ บตงแบบดั้งเดมิ มี 3 รปู แบบ คอื
1. เลี้ยงแบบปล่อยลาน เป็นรูปแบบท่ีนิยมท�ำกันเป็นส่วนใหญ่ แต่เล้ียงไม่ได้
จ�ำนวนมากนกั เกษตรกรอาจมีเลา้ เลก็ ๆ ใหไ้ กน่ อนกลางคนื หรือไมม่ เี ลยก็ได้
การเลยี้ งไก่เบตง เพอ่ื สรา้ งรายได้ ตโคอ่ รองตักราารกวาจิ รัยผ:สศมกึ ตษดิ าแรละะยเะปเวอลรา์เซก็นารตฉ์กดีานรฟำ�้ เกั ชอือ้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพยี มนั ธเุ์ บตง 7
2. เลี้ยงแบบกง่ึ ขังกึ่งปลอ่ ย เปน็ การเลยี้ งทผ่ี ้เู ล้ียงมบี รเิ วณกวา้ ง มรี ว้ั หรอื คอก
ล้อมไก่ไว้ปลอ่ ยให้ไก่ออกหากินในเวลากลางวนั
3. เลย้ี งแบบขงั คอก เปน็ การเลยี้ งเชงิ การคา้ ใชส้ ายพนั ธไ์ุ กเ่ บตงทโ่ี ตเรว็ ใหอ้ าหาร
ไก่ในเล้าพืน้ คอกปดู ้วยแกลบหรือขีเ้ ล่อื ย
เมื่อข้อก�ำหนดเร่ืองการเล้ียงไก่เบตงรูปแบบใหม่ของกรมปศุสัตว์ถูกประกาศใช้ ใน
อนาคต การเลย้ี งไกเ่ บตงกค็ งจะเหลอื เพยี งรปู แบบกงึ่ ขงั กง่ึ ปลอ่ ยเพยี งแบบเดยี ว สว่ นรปู
แบบการเล้ียงแบบขังคอกก็คงเป็นรูปแบบของฟาร์มพ่อ-แม่พันธุ์ ซ่ึงเล้ียงเป็นการเล้ียง
แบบประณีตและเบาบาง การเลย้ี งไกแ่ บบปลอ่ ยลานโดยอิสระกลางคืนนอนตามต้นไม้ ก็
คงต้องเลกิ ไป เพราะไกท่ ่เี ลยี้ งแบบน้ีนอกจากเจริญเติบโตชา้ แล้วยงั ติดโรคได้งา่ ยและยงั
เปน็ ตน้ เหตุของการแพรโ่ รคไขห้ วัดนกส่คู นอีกดว้ ย
2.2 สถานที่ทจ่ี ะเล้ยี งไก่เบตง
สถานทเ่ี ลย้ี งไกเ่ บตง นบั เปน็ ปจั จยั ทบ่ี ง่ บอกความสำ� เรจ็ ของการเลยี้ งไกเ่ บตงได้
เป็นอย่างดี ดังนั้น ผู้ที่เลี้ยงไก่เบตงควรให้ความส�ำคัญ ในการเลือกสถานที่เล้ียงไก่เบตง
ควรพิจารณา ดงั น้ี
1. ควรเป็นทเี่ นินและเป็นที่ระบายนำ�้ ได้ดี เพราะเมื่อถงึ ฤดฝู นเวลาฝนตกลงมา
น�ำ้ จะได้ไม่ทว่ ม หากบริเวณใกลเ้ คียงกันเป็นทนี่ ากจ็ ะดีมาก เนื่องจากเมอ่ื ถงึ ฤดูเก็บเกี่ยว
ข้าว ขา้ วท่ีตกหลน่ จะเปน็ อาหารของ ไกเ่ บตงทเี่ ล้ียงอยู่
2. ใกล้แหล่งน้�ำจืด การเล้ียงไก่เบตงจ�ำเป็นต้องมีน�้ำจืดที่สะอาดให้กินตลอด
เวลาจะช่วยใหก้ ารเลี้ยงไกเ่ บตงประสบความสำ� เรจ็ มากย่งิ ขน้ึ ถ้าไก่เบตงขาดน้�ำแลว้ การ
เจรญิ เตบิ โตของไก่เบตงอาจลดลงได้
3. ไม่ควรเปน็ ทท่ี เี่ คยมีโรคระบาดมาก่อน
4. ควรอยหู่ า่ งจากแหลง่ ชมุ ชนพอสมควร ทงั้ นเี้ พอื่ ปอ้ งกนั ไมใ่ หก้ ลน่ิ และเสยี งไป
รบกวนหรอื ไป ทำ� ความร�ำคาญใหก้ บั ชาวบ้านใกลเ้ คยี ง
5. อยูใ่ กล้เส้นทางคมนาคม เพ่ือเปน็ การประหยัดคา่ ขนส่ง ไมว่ า่ จะเปน็ การขน
อาหารวัสดใุ นการเล้ยี งเขา้ มา หรอื ขนไก่เบตงออกไปจ�ำหนา่ ย ต้องทำ� ได้ง่ายและสะดวก
6. บริเวณที่เลี้ยงไก่เบตง ควรมีต้นไม้เพื่อบังแสงแดดในตองกลางวันหรือตอน
บา่ ยจะชว่ ยใหส้ ถานทเี่ ลย้ี งไกเ่ บตงมคี วามรม่ เยน็ ทำ� ใหไ้ กเ่ บตงไมเ่ ครยี ดเกนิ ไป การเจรญิ
เตบิ โตของไก่เบตงกเ็ ป็นไปตามปกติ
8 การเล้ยี งไกเ่ บตง เพื่อสร้างรายได้ โตคอ่ รองตักราารกวาจิ รัยผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉก์ ดีานรฟ�้ำเกั ชออ้ื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพยี มนั ธ์ุเบตง
7. จะตอ้ งไม่ไกลจากบา้ นพักของผู้ทีเ่ ลย้ี งไก่เบตงมากเกนิ ไปนักทั้งนเ้ี พือ่ สะดวก
ในการดแู ล
8. บรเิ วณทเี่ ลย้ี งไกเ่ บตงควรอยใู่ นทท่ี ปี่ ลอดภยั จากขโมยและสตั วร์ า้ ยตา่ งๆ เชน่
งูพังพอน และสุนขั ด้วย
2.3 ลักษณะของโรงเรือนไกเ่ บตง
โรงเรือนการเล้ียงไก่เบตงนั้นไม่มีรูปแบบที่ตายตัวแน่นอน โรงเรือนอาจจะท�ำ
เป็นเพงิ หมา แหงนกลาย แบบหนา้ จว่ั และอ่นื ๆ (ภาพท่ี 2.1) เพอื่ ใหไ้ กเ่ บตงได้ใช้เปน็ ที่
อยูอ่ าศยั หลับนอน ออกไข่ ผสมพนั ธ์เุ ดินหากนิ การท่ีจะเลอื กโรงเรอื นแบบใดน้ันขึ้นอยู่
กับรูปแบบและวัตถุประสงคข์ องการเลยี้ งวสั ดอุ ุปกรณ์ ตน้ ทุน ผูท้ ีเ่ ล้ยี งไกเ่ บตงส่วนใหญ่
ในชนบทจะเลย้ี งไกเ่ บตงในบรเิ วณบา้ นและทำ� โรงเรอื นไวใ้ ตถ้ นุ บา้ นหรอื ใตย้ งุ้ ฉาง ไกเ่ บตง
บางรนุ่ รอดตายมาก บางรนุ่ อาจตายหมด มจี ำ� นวนนอ้ ยรายมากทที่ ำ� โรงเรอื นแยกตา่ งหาก
จากบรเิ วณบา้ นพกั
ภาพที่ 1 แบบของโรงเรือนไก่เบตง
2.4 โรงเรือนไก่เบตง
มีความส�ำคัญมาก สภาพของโรงเรอื นไก่เบตงท่ีดีควรมีลกั ษณะ ดงั น้ี
1. สามารถปอ้ งกนั แดดกนั ฝนไดด้ ี และมพี น้ื ทใ่ี หไ้ กเ่ บตงอยอู่ ยา่ งไมแ่ ออดั ขนาด
โรงเรือนไก่เบตงกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร สงู 1 เมตร จะใชเ้ ลย้ี งไกเ่ บตงขนาดใหญไ่ ด้
ประมาณ 6-8 ตวั ถา้ มีขนาดกวา้ ง 3 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 2 เมตร กจ็ ะใช้เล้ียงไก่เบตง
ขนาดใหญไ่ ดป้ ระมาณ 30-40 ตัว
การเลี้ยงไกเ่ บตง เพ่อื สรา้ งรายได้ โตคอ่ รองตักราารกวาจิ รัยผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉก์ ีดานรฟำ้� เกั ชอ้อื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมนั ธเ์ุ บตง 9
2. ภายในโรงเรือนควรโปร่ง ไม่อับทึบ ไม่ช้ืน และระบายอากาศดีแต่ไม่ถึงกับ
มลี มโกรก ด้านทฝ่ี นสาดหรือแดดสอ่ งมากๆ ควรมผี ้าใบ กระสอบ แฝก หรอื เส่ือเก่าๆ
หอ้ ยทิ้งไว้ โดยเฉพาะตรงมมุ ทวี่ าง รงั ไข่
3. ควรสรา้ งโรงเรอื นแบบประหยดั ใชส้ งิ่ กอ่ สรา้ งทหี่ าไดง้ า่ ยในทอ้ งถน่ิ เชน่ ไมไ้ ผ่
แฝก หญา้ คา ตะปู ลวดผกู ลวดตาข่าย ถา้ ผูท้ เี่ ลี้ยงไก่เบตงมเี งินทุน อาจใช้ไมเ้ นือ้ แข็งเป็น
เสาและเปน็ โครงหลงั คา ถา้ เปน็ โรงเรอื งขนาดใหญ่ รกั ษาความสะอาดงา่ ย ใชน้ ำ้� ยาฆา่ เชอ้ื
โรคไดท้ ว่ั ถึง
4. พ้ืนโรงเรือนไกเ่ บตงอาจจะปดู ้วยแกลบ ขีเ้ ลื่อย หรอื ฟางแหง้ หนาอยา่ งนอ้ ย
ประมาณ 4 เซนติเมตร และควรเปลี่ยนวัสดุรองพ้ืนโรงเรือนไก่เบตงทุกๆ 3 เดือน
เมื่อสังเกตเห็นว่าวัสดุรองพ้ืนดูดซับความชื้นได้ไม่ดีโดยน�ำไปท�ำประโยชน์ในรูปของปุ๋ย
หรือนำ� ไปใช้เปน็ สว่ นประกอบของปุย๋ หมกั ได้
5. ป้องกันศัตรูตา่ งๆ ไดด้ ี เช่น สนุ ัข แมว นก และหนู
6. หา่ งจากทพี่ กั พอสมควรสะดวกตอ่ การเขา้ ปฏบิ ตั งิ านดแู ลไกเ่ บตงมที ใี่ หอ้ าหาร
และน�้ำ
2.5 วสั ดอุ ปุ กรณใ์ นการเลี้ยงไกเ่ บตง
หลังจากที่ผู้เล้ียงไก่เบตงสร้างโรงเรือนแล้ว ส่วนประกอบอย่างอ่ืนท่ีขาดไม่ได้
คือ อปุ กรณใ์ น การเล้ียงไกเ่ บตง อุปกรณ์ทจ่ี �ำเปน็ มีดังนี้
1. ภาชนะใส่อาหาร ผู้ที่เล้ียงไก่เบตงส่วนใหญ่จะให้อาหารไก่เบตงโดยวิธีการ
โปรยหว่านลงบนลานหรือพื้นดิน แล้วปล่อยให้ไก่เบตงจิกกินเอง ท�ำให้ไก่เบตงตวั เลก็ ๆ
ไดร้ บั อาหารไมค่ อ่ ย เพยี งพอเพราะไกเ่ บตงทใี่ หญก่ วา่ จะแยง่ จกิ กนิ เสยี จนหมดกอ่ น ดังนน้ั
ผทู้ ี่เล้ียงไก่เบตงควรแยกไก่ พ้ืนเมืองตวั ใหญแ่ ละตัวเลก็ ออกจากกัน จัดภาชนะใสอ่ าหาร
ให้ ทั้งน้ีเพื่อไม่ให้อาหารหกเรี่ยราดตัวไก่เบตงเองก็ปลอดภัยจากเชื้อโรคต่างๆ
ที่อยู่บนพื้นดิน ภาชนะใส่อาหารไก่เบตงในชนบทควรเลือกใช้อุปกรณ์ราคาถูกจากวัสดุ
ในทอ้ งถน่ิ ทที่ ำ� งา่ ยทนทานรกั ษาความสะอาดไดง้ า่ ย เชน่ ทใี่ หอ้ าหาร ไกแ่ บบแขวนถงั กลม
ทน่ี ยิ มกนั (ภาพที่ 2.6) สำ� หรบั ภาชนะใสอ่ าหารเลยี้ งลกู ไกเ่ บตงในระยะแรกๆ ควรใชถ้ าด
หรือภาชนะตื้นๆ และให้เพียงพอกับจ�ำนวนไก่เบตงท่ีเล้ียงเพราะตามธรรมชาติแล้ว
ไก่เบตงจะกนิ อาหารพร้อมๆ กัน
10 การเลย้ี งไกเ่ บตง เพื่อสร้างรายได้ โตคอ่ รองตักราารกวาิจรยั ผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลราเ์ ซกน็ารตฉ์กดีานรฟ�้ำเักชอือ้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมันธเุ์ บตง
ภาพที่ 2 ถังส�ำหรบั ใส่อาหารไก่
2. ภาชนะใสน่ ้ำ� ควรจดั หามาให้ไกเ่ บตงได้กนิ น�ำ้ ตลอดเวลาภาชนะใส่น้�ำน้อี าจ
ใช้ไม้ไผ่ผ่าซีก ถ้วย จาน อ่างดินหรือจะซ้ือกระติกน้�ำไก่แบบส�ำเร็จรูปจากร้านจ�ำหน่าย
สินคา้ เกษตรทีม่ ี จำ� หน่ายอยู่ท่ัวไปก็ได้
ภาพท่ี 3 ถงั ส�ำหรับใสอ่ าหารไก่
3. รังไข่ รังไข่เป็นส่ิงจ�ำเป็นและต้องมีให้ครบตามจ�ำนวนแม่ไก่เบตง หรือมีให้
มากกวา่ จ�ำนวน ไกไ่ ดก้ ย็ ิง่ ดี มิฉะนน้ั จะเกดิ ปัญหาแม่ไก่เบตงแย่งรงั ไขก่ นั ขนาดของรังไข่
ควรกว้าง 1 ฟุต ยาว 1 ฟุต สงู 8 นว้ิ แลว้ ใชฟ้ างหญ้าแหง้ รองเพื่อป้องกันไข่แตก รงั ไข่
ที่ใชก้ นั อยูท่ วั่ ๆ ไป อาจจะใช้เขง่ บงุ้ ก๋ี หรือ ตะกรา้ เกา่ ๆ ไปวางไว้ให้ไกเ่ บตงไขก่ ไ็ ดท้ ส่ี ำ� คญั
ท่ีต้ังของรังไข่ควรอยู่ในต�ำแหน่งท่ีสูง ไม่ควรวางรังไข่บนพื้นดินเหมือนไก่ไข่ และควอยู่
การเลีย้ งไกเ่ บตง เพอ่ื สร้างรายได้ โตคอ่ รองัตกราารกวาจิ รัยผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลราเ์ ซกน็ารตฉก์ ดีานรฟ�้ำเักชอ้ืออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพียมันธุเ์ บตง 11
ในมุมหรือต�ำแหน่งที่มิดชิด ไม่ถูกแดดและฝน มิฉะน้ันไข่ไก่จะเน่าเสียฟักไม่ออกเป็นตัว
ก็ได้ เม่ือมีการฟกั ไข่ไปครอกหน่ึง ควรเปลย่ี นวสั ดุรองไขเ่ สยี ทีหน่งึ
4. คอนนอน ตามธรรมชาตไิ กเ่ บตงจะไมน่ อนบนพ้นื ดนิ แต่ชอบนอนบนต้นไม้
หรือคอนไม้ ดังน้ัน การสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่เบตงควรมีคอนนอนให้ไก่เบตงไว้มุมใด
มุมหน่ึงได้ พักผ่อนในเวลากลางคืน ข้อส�ำคัญไม่ควรสร้างให้แคบจนเกินไป
เพราะจะท�ำให้ไก่เบตงนอนแออัด หรือแย่งชิงที่นอนกันได้ และไม้ท่ีใช้ควรเป็นไม้กลม
ไม่ใชไ้ มเ้ หลี่ยมเพราะเหล่ียมไมอ้ าจทำ� ให้กลา้ มเนอื้ หนา้ อกเปน็ แผลหรอื ชำ้� ได้
12 การเลยี้ งไกเ่ บตง เพื่อสรา้ งรายได้ โตค่อรองัตกราารกวาจิ รัยผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลราเ์ ซก็นารตฉ์กีดานรฟ�้ำเกั ชอ้ืออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพียมันธ์เุ บตง
บทที่ 3
อาหารและการใหอ้ าหารสตั วป์ ีก
3.1 องคป์ ระกอบของอาหารสัตวป์ ีก
สตั วป์ กี ทเ่ี ลยี้ งโดยทว่ั ไป มที ง้ั การเลยี้ งเพอ่ื ตอ้ งการผลผลติ เนอ้ื ไขแ่ ละตอ้ งการลกู
สัตว์ปีก การที่สัตว์ปีกเหล่าน้ีให้ผลผลิตได้ตามท่ีผู้เลี้ยงต้องการทั้งในด้านปริมาณและ
คุณภาพ ผู้เลี้ยงต้องมีการจัดการการเลี้ยงสัตว์ปีกเหล่านี้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ตง้ั แตก่ ารเลย้ี งดใู นแตล่ ะระยะการใหอ้ าหารและนำ้� รวมทงั้ การจดั การดา้ นสขุ ภาพ อาหาร
สัตว์ปีกจัดเป็นต้นทุนการผลิตที่สูงท่ีสุดประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์และจัดเป็นปัจจัย
ทส่ี ำ� คญั ท่มี ีผลกระทบโดยตรงต่อการให้ผลผลติ ของสตั วป์ กี ดงั น้นั การจดั การด้านอาหาร
และการให้อาหารสัตว์ปีกจึงนับว่ามีความส�ำคัญมาก ซ่ึงในการผลิตอาหารสัตว์ปีกผู้ผลิต
จะตอ้ งคำ� นงึ ถงึ องคป์ ระกอบของอาหารสตั วป์ กี ทง้ั ในดา้ นโภชนะและความตอ้ งการโภชนะ
ของสตั วป์ กี และวตั ถุดบิ ทนี่ ำ� มาใชใ้ นการผลติ อาหารสัตว์ปีก
1. โภชนะและความตอ้ งการโภชนะของสตั วป์ กี อาหารทใ่ี ชเ้ ลย้ี งสตั วป์ กี แตล่ ะชนดิ
จ�ำเป็นต้องมีโครงสร้างทางเคมีหรือองค์ประกอบของโภชนะที่ตรงตามความต้องการ
ของสตั วป์ กี แตล่ ะชนดิ และแตล่ ะระยะของการใหผ้ ลผลติ หรอื ชว่ งอายุ เพอ่ื ใหส้ ตั วป์ กี แตล่ ะ
ชนิดนั้นสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเป็นไปตามความต้องการหรือวัตถุประสงค์
ที่ผู้เล้ียงก�ำหนดไวโ้ ภชนะท่ีส�ำคญั สำ� หรับสตั ว์ปีก ไดแ้ ก่
1.1 พลังงานและความต้องการพลังงาน พลังงานเป็นปัจจัยส�ำคัญปัจจัยหนึ่ง
ท่ีมีผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ปีก โดยสัตว์ปีกต้องการพลังงานเพื่อการดำ� รงชีพ
การเจรญิ เตบิ โตและการใหผ้ ลผลติ ทง้ั เนอื้ และไข่ ความตอ้ งการพลงั งานของสตั วป์ กี จะแตกตา่ ง
กนั ในสตั วป์ กี แตล่ ะชนดิ เนอื่ งจากวตั ถปุ ระสงคใ์ นการเลย้ี งสตั วป์ กี แตล่ ะชนดิ แตกตา่ งกนั
1.2 โปรตนี และความตอ้ งการโปรตนี โปรตนี เปน็ โภชนะทจ่ี ำ� เปน็ สำ� หรบั สตั วป์ กี
ทุกชนดิ และทกุ ระยะการผลติ โดยจำ� เปน็ ส�ำหรบั การเจริญเตบิ โต การใหผ้ ลผลติ ไข่ และ
การเจรญิ ของระบบสืบพนั ธุ์ นอกจากปริมาณโปรตนี แลว้ ผ้เู ล้ียงยังจ�ำเปน็ ต้องพจิ ารณา
การเลี้ยงไก่เบตง เพ่ือสรา้ งรายได้ โตค่อรองตักราารกวาิจรัยผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลราเ์ ซก็นารตฉ์กีดานรฟ�้ำเักชอ้อื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพียมนั ธุ์เบตง 13
ถึงความเข้มข้นของกรดอะมิโนที่จ�ำเป็นในอาหารสัตว์ปีกควบคู่ไปด้วยโดยอาหารจะต้อง
มีปริมาณของกรดอะมิโนจ�ำเป็นครบทั้งชนิดและในสัดส่วนที่สมดุล ตามท่ีสัตว์ปีกแต่ละ
ชนิดและแต่ละช่วงอายุต้องการ
1.3 แร่ธาตุและความตอ้ งการแรธ่ าตแุ ร่ธาตุท่ีจ�ำเปน็ ทีส่ ตั วป์ กี ตอ้ งการแบ่งออก
เปน็ 2 กลมุ่ คอื แรธ่ าตุหลัก และแรธ่ าตุปลกี ยอ่ ย ซึ่งแรธ่ าตแุ ต่ละชนิดเปน็ โภชนะท่สี ัตว์
ปีกต้องการในปริมาณนอ้ ยแต่มีความส�ำคญั เนอื่ งจากมีผลต่อการเจรญิ เติบโต โครงสร้าง
ร่างกาย น�้ำหนักตัว การท�ำงานของระบบสืบพันธุ์ การให้ผลผลิตไข่ คุณภาพของไข่ฟัก
และอัตราการฟักออกของไข่ฟัก นอกจากน้ียังเป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนในร่างกาย
หรอื เปน็ ตวั กระตนุ้ การทำ� งานของเอนไซมใ์ นการยอ่ ยอาหาร หรอื ในกระบวนการเมตาบอ
ลิซึมของร่างกายสัตว์ปีก ความต้องการแร่ธาตุแต่ละชนิดในสัตว์ปีกจะแตกตา่ งกันข้ึนอยู่
กับชนิดของสตั วป์ ีก และช่วงอายุเปน็ ส�ำคญั
1.4 วติ ามนิ และความตอ้ งการวติ ามนิ วติ ามนิ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คอื วติ ามนิ
ทล่ี ะลายในไขมนั ไดแ้ ก่ วติ ามนิ เอ วติ ามนิ ดี วติ ามนิ อี และวติ ามนิ เค และวิตามินท่ีละลาย
ในน้�ำ ไดแ้ ก่ วติ ามนิ บี และวติ ามนิ ซี สัตว์ปกี ตอ้ งการวิตามินในอาหารในปรมิ าณนอ้ ยมาก
เม่ือเทียบกับโภชนะชนิดอื่น แต่จัดเป็นโภชนะท่ีส�ำคัญเนื่องจากมีผลต่อการเจริญเติบโต
สขุ ภาพ ระบบสบื พันธ์ุ การใหผ้ ลผลิตไข่ และอตั ราการฟกั ออกของไข่ฟัก ความตอ้ งการ
วิตามินของสัตว์ปีกจะขึ้นกับสายพันธุ์อายุช่วงการให้ผลผลิต สุขภาพ การจัดการเลี้ยงดู
สภาพแวดลอ้ มในการเลย้ี งสตั วป์ กี กรรมวธิ ใี นการประกอบสตู รอาหาร การแปรรปู อาหาร
ความช้ืนในกระบวนการผลติ และการเก็บรกั ษาอาหารสตั วป์ ีก
1.5 น้�ำและความต้องน�้ำ น�้ำเป็นโภชนะที่ส�ำคัญและจ�ำเป็นอย่างยิ่งในร่างกาย
สัตว์มีน้�ำประมาณร้อยละ 70 ของน�้ำหนักตัว ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบที่มีมากท่ีสุด
ในรา่ งกาย สตั วป์ กี จำ� เปน็ ตอ้ งไดร้ บั นำ�้ ในปรมิ าณทเ่ี พยี งพอ มฉิ ะนนั้ จะมผี ลเสยี ตอ่ สขุ ภาพ
การเจรญิ เตบิ โต การใหผ้ ลผลติ และอาจทำ� ใหส้ ตั วป์ กี ตายไดถ้ า้ ขาดนำ�้ เปน็ เวลานานอยา่ งไร
ก็ตาม ความต้องการโภชนะแต่ละชนิดในอาหารของสัตว์ปีกจะแตกต่างกันไปในสัตว์ปีก
แต่ละชนิดและแต่ละระยะ ซ่ึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อความต้องการโภชนะในอาหารของ
สตั วป์ กี ไดแ้ ก่ ปจั จยั ทเ่ี กย่ี วกบั ตวั สตั ว์ สภาพแวดลอ้ ม และวตั ถปุ ระสงคข์ องการเลยี้ งสตั วป์ กี
14 การเลีย้ งไกเ่ บตง เพอ่ื สรา้ งรายได้ ตโคอ่ รองัตกราารกวาิจรัยผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉ์กีดานรฟ�้ำเกั ชออ้ื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพียมันธ์ุเบตง
2. วัตถุดิบท่ีใช้ในอาหารสัตว์ปีก วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่นิยมใช้ในอาหารสัตว์ปีก
จำ� แนกตามแหลง่ ของโภชนะ ไดแ้ ก่ วตั ถดุ บิ อาหารทเ่ี ปน็ แหลง่ ของพลงั งาน วตั ถดุ บิ อาหาร
ทีเ่ ปน็ แหล่งของโปรตนี และวัตถดุ ิบอาหารทีเ่ ปน็ แหลง่ ของวิตามนิ และแร่ธาตุ
3.2 หลกั การใหอ้ าหารสัตว์ปีก
การจดั การในการใหอ้ าหารสตั วป์ กี ตอ้ งมกี ารพจิ ารณาถงึ ปจั จยั ตา่ งๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง
เรมิ่ ตง้ั แตค่ วามตอ้ งการโภชนะของสตั วป์ กี สตู รอาหารสตั วป์ กี พนื้ ทใี่ นการใหอ้ าหารสตั วป์ กี
การใหน้ �ำ้ สัตวป์ ีก และปจั จยั ท่ีมผี ลกระทบต่อปริมาณการกนิ อาหารของสัตว์ปีก
1. วธิ ีการใหอ้ าหารสตั วป์ ีก การใหอ้ าหารสตั ว์ปกี มวี ธิ ีการให้อาหาร 2 วธิ หี ลักๆ คือ
วิธีการให้อาหารแบบให้กินเต็มที่ เพื่อให้สัตว์ปีกมีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุด
และให้ผลผลิตตรงตามความต้องการ และวิธีการจ�ำกัดอาหารหรือการควบคุมอาหาร
เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตหรือควบคุมน้�ำหนักตัวและเป็นการปรับระบบสืบพันธุ์
ของสัตว์ปีก ซ่ึงผู้เล้ียงสัตว์ปีกจะเลือกใช้วิธีการใด ข้ึนกับวัตถุประสงค์ในการเลี้ยง
หรือชนิดของสัตวป์ กี เป็นส�ำคัญ
1.1 การใหอ้ าหารสตั วป์ กี ใหเ้ นอ้ื สตั วป์ กี ใหเ้ นอื้ ทางการคา้ ในปจั จบุ นั เชน่ ไกเ่ นอื้
และเป็ดเนื้อ ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ท่ีตอบสนองต่อการใช้ประโยชน์จากอาหารได้ดีข้ึน
มกี ารเจรญิ เตบิ โตอยา่ งรวดเรว็ ใชอ้ าหารอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ทำ� ใหม้ นี ำ้� หนกั ตวั ทส่ี ามารถ
สง่ ขายตลาดไดเ้ ร็วข้ึน หรือมีอายุเมื่อถงึ นำ้� หนกั สง่ ตลาดนอ้ ยลงนัน่ เอง ดงั นัน้ การจดั การ
การเลี้ยงสัตว์ปีกให้เนื้อในปัจจุบันจึงต้องมีการปรับให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโต
ที่เปล่ียนแปลงไปของสัตว์ปกี ให้เนื้อแต่ละสายพนั ธ์ุ อาหารนับเป็นปัจจัยสำ� คัญท่ีมผี ลตอ่
การเจริญเติบโตของสัตว์ปีกให้เนื้อ และจัดเป็นต้นทุนการผลิตสตั วป์ กี ทส่ี งู สดุ ผเู้ ลยี้ งจงึ
จำ� เปน็ ตอ้ งใหค้ วามสำ� คญั กบั อาหารสำ� หรบั เลยี้ งสตั วป์ กี ใหเ้ นอื้ มากเปน็ พเิ ศษการใหอ้ าหาร
สตั วป์ กี ใหเ้ นอื้ แตล่ ะชว่ งอายจุ ะใหอ้ าหารโดยใหส้ ตั วป์ กี ไดก้ นิ อยา่ งเตม็ ทต่ี ลอดเวลาเพอื่ ให้
สตั วป์ กี ใหเ้ นอ้ื มกี ารเจรญิ เตบิ โตสงู ทส่ี ดุ ตามมาตรฐานสายพนั ธ์ุ โดยมกี ารเปลย่ี นอาหารใหม้ ี
โภชนะทเี่ หมาะสมกบั การเจรญิ เตบิ โตของสตั วป์ กี ในแตล่ ะระยะ ตั้งแต่ระยะแรก ระยะร่นุ
และระยะสง่ ตลาด ซงึ่ วธิ กี ารใหอ้ าหารสตั วป์ กี ใหเ้ นอ้ื หลายวธิ ี วธิ ที มี่ กี ารใชใ้ นปจั จบุ นั ไดแ้ ก่
การใหอ้ าหารแบบกำ� หนดเปน็ โปรแกรมตามอายหุ รอื นำ้� หนกั (Phase feeding program)
การเล้ยี งไก่เบตง เพื่อสรา้ งรายได้ ตโค่อรองตักราารกวาิจรยั ผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลรา์เซก็นารตฉ์กดีานรฟ�้ำเกั ชอ้อื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมันธ์ุเบตง 15
และการให้อาหารแบบก�ำหนดปริมาณการใช้อาหารเพ่ือควบคุมต้นทุนอาหาร (Feed
Budget)
1.2 การใหอ้ าหารสตั วป์ กี ใหไ้ ข่ ปจั จบุ นั สตั วป์ กี ใหไ้ ขส่ ายพนั ธท์ุ างการคา้ ไมว่ า่ จะเปน็
ไก่ไข่ หรือเป็ดไข่ ได้ถูกคัดเลือกทางพันธุกรรมให้มีประสิทธิภาพการผลิตท่ีแตกต่างจาก
สายพนั ธใ์ุ นอดีต โดยจะมีนำ้� หนักตัวทีน่ อ้ ยกวา่ อายทุ ่ีเรม่ิ ใหไ้ ข่ 5% เรว็ ขนึ้ ใหไ้ ขเ่ พิม่ มาก
ขน้ึ มนี �ำ้ หนกั ไข่มาก และมีประสิทธิภาพการเปลีย่ นอาหารดขี ึน้ ดงั นนั้ การจดั การในดา้ น
ตา่ งๆ โดยเฉพาะการจดั การดา้ นอาหารสตั วจ์ งึ ตอ้ งมกี ารปรบั เปลย่ี น เพื่อให้เหมาะสมกับ
ประสิทธิภาพการผลิตของสัตว์ปีกให้ไข่สายพันธุ์ปัจจุบันการให้อาหารสัตว์ปีกให้ไข่มีวิธี
การใหอ้ าหารหลายวธิ ี การทผี่ เู้ ลยี้ งจะเลอื กใชว้ ธิ ใี ดจะตอ้ งพจิ ารณาถงึ ความรคู้ วามสามารถ
ของตน และความสะดวกในการจดั การเปน็ สำ� คัญ วิธีการให้อาหารสตั วป์ กี ให้ไขแ่ ตล่ ะวิธี
จะคำ� นงึ ถงึ การไดร้ บั โภชนะตามความตอ้ งการของสตั วป์ กี ใหไ้ ขแ่ ละการลดตน้ ทนุ การผลติ
เปน็ สำ� คญั วธิ กี ารให้ 14 อาหารสตั วป์ กี ใหไ้ ข่ ไดแ้ ก่ การใหอ้ าหารชนดิ เดยี วตลอดชว่ งเวลา
การใหผ้ ลผลติ การใหอ้ าหารตามระยะการใหผ้ ลผลติ (Phase feeding) และการให้อาหาร
ตามปรมิ าณการกนิ อาหาร (Feeding by consumption)
2. การใหอ้ าหารสัตวป์ กี พ่อแม่พันธ์ุ จุดประสงคข์ องการใหอ้ าหารของสตั วป์ ีก
พ่อแมพ่ นั ธ์คุ อื อัตราการฟกั ออก ดงั นน้ั ผ้เู ล้ียงจึงตอ้ คำ� นงึ ถึงปริมาณโภชนะและคณุ ภาพ
ของอาหารเป็นส�ำคัญ เพ่ือให้สัตว์ปีกพ่อพันธุ์มีประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ท่ีสมบูรณ์
และสตั วป์ กี แมพ่ นั ธม์ุ ปี ระสทิ ธภิ าพการผลติ ไขท่ ด่ี ที ง้ั ในดา้ นปรมิ าณและคณุ ภาพของไขฟ่ กั
ซึ่งจะน�ำไปสู่อัตราการฟักออกที่ดีต่อไปเน่ืองจากการเจริญเติบโตของสัตว์ปีกพ่อพันธุ์
และสัตว์ปีกแม่พันธุ์แตกต่างกัน ดังนั้น ในช่วงอายุต้ังแต่แรกเกิดจนกระทั่งรุ่นหนุ่มสาว
จะเลยี้ งพ่อพันธแุ์ ละแมพ่ ันธแุ์ ยกกัน และมกี ารเลี้ยงรวมกบั สัตวป์ กี พ่อพันธุเ์ ม่อื ย้ายเข้าสู่
โรงเรอื นระยะไข่ ซ่ึงการจดั การการใหอ้ าหารของพอ่ พนั ธุ์และแม่พันธุ์กจ็ ะแตกตา่ งกัน
2.1 การใหอ้ าหารสัตว์ปีกแม่พนั ธุ์ จะแบง่ การจัดการใหอ้ าหารออกเป็น 3 ช่วง
คือ การให้อาหารสัตว์ปีกแม่พันธุ์ระยะแรก การให้อาหารสัตว์ปีกแม่พันธุ์ระยะรุ่น-สาว
และการให้อาหารสัตว์ปีกแม่พันธุ์ระยะไข่ โดยในระยะไข่จะแบ่งการให้อาหารออกเป็น
2 ระยะ คือ การใหอ้ าหารตั้งแต่กอ่ นใหไ้ ข่จนใหผ้ ลผลิตสงู สุด (Peak)และการให้อาหาร
ช่วงหลงั จากใหผ้ ลผลิตสงู สุด
16 การเล้ยี งไก่เบตง เพอื่ สรา้ งรายได้ โตค่อรองัตกราารกวาิจรัยผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลราเ์ ซกน็ารตฉ์กีดานรฟ้�ำเักชออื้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพยี มนั ธุ์เบตง
2.2 การใหอ้ าหารสตั วป์ กี พอ่ พนั ธ์ุ การจดั การและการใหอ้ าหารสตั วป์ กี พอ่ พนั ธม์ุ จี ดุ
ประสงคใ์ นดา้ นการเจรญิ เตบิ โต และการพฒั นาระบบสบื พนั ธ์ุ นำ้� หนกั ตวั ของพอ่ พันธุ์จัด
เป็นปัจจัยส�ำคัญที่มีความสัมพันธ์กับความสมบูรณ์พันธุ์ของฝูง ดังน้ัน การให้อาหารพ่อ
พันธุ์จะพิจารณาถึงน้�ำหนักตัวเป็นส�ำคัญ เพ่ือให้พ่อพันธุ์มีความสม่�ำเสมอ
ของน้�ำหนักตัวในฝูงการเลี้ยงสัตว์ปีกพ่อพันธุ์ควรแยกเล้ียงจากการเลี้ยงสัตว์ปีกแม่พันธุ์
ในช่วงต้ังแต่แรกเกิดจนกระท่ังอายุ 20-21 สัปดาห์ หลังจากน้ันจึงย้ายไปเลี้ยงรวมกับ
แมพ่ นั ธใ์ุ นโรงเรอื นสตั วป์ กี พอ่ แมพ่ นั ธ์ุ โดยควรยา้ ยพอ่ พนั ธเ์ุ ขา้ เลย้ี งในโรงเรอื นพอ่ แมพ่ นั ธ์ุ
3-5 วนั กอ่ นนำ� แมพ่ นั ธเ์ุ ขา้ เลยี้ ง เพอื่ ใหพ้ อ่ พนั ธไ์ุ ดค้ นุ้ เคยกบั อปุ กรณใ์ หอ้ าหารของพอ่ พนั ธ์ุ
และจะไดไ้ มไ่ ปแยง่ อาหารแมพ่ นั ธ์ุ และควรคดั พอ่ พนั ธท์ุ ไ่ี มไ่ ดข้ นาดออกจากฝงู ไมค่ วรนำ�
มาเล้ยี งรวมกบั พอ่ พันธุ์ตัวอืน่ ๆ (มณฑิชา พทุ ซาคำ� , 2562)
3.3 การเลีย้ งไกเ่ บตงระยะตา่ งๆ
การเลย้ี งไกเ่ บตงอายุ 0-6 สปั ดาหเ์ มอื่ ลกู ไกเ่ บตงออกจากไขห่ มดแลว้ ควรใหแ้ ม่
ไกเ่ บตงเลย้ี งลกู เอง โดยยา้ ยแมไ่ กเ่ บตงและลกู ไกเ่ บตงลงมาขงั ในสมุ่ หรอื ในกรงในระยะนี้
ควรมีถาดอาหารส�ำหรับใส่ร�ำ ปลายข้าว หรือเศษข้าวสุกให้ลูกไก่เบตงกินและมีถ้วย
หรืออา่ งน�้ำต้นื ๆ ใสน่ �้ำสะอาดให้กนิ ตลอดเวลา
เมอื่ ลกู ไกเ่ บตงอายปุ ระมาณ 2 สปั ดาห์ ทวั่ ๆ ไปลกู ไกเ่ บตงแขง็ แรงดแี ลว้ จงึ เปดิ สมุ่
หรือกรงให้ลูกไก่เบตงไปหากินกับแม่ไก่เบตงได้ โดยธรรมชาติแม่ไก่เบตงจะเลี้ยงลูก
ประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากน้ันให้แยกลูกไก่เบตงออกจากแม่ไก่เบตง โดยน�ำไปเล้ียง
ในกรงหรอื แยกเลี้ยงต่างหากเพ่อื ให้แมไ่ ก่เบตงฟักตวั เตรยี มไข่ในรุ่งตอ่ ไป
ลูกไก่เบตงอายุ 2 สัปดาห์ท่ีแยกออกจากแม่ไก่เบตงใหม่ๆ ยังหาอาหารไม่เก่ง
และยังป้องกันตัวเองไม่ได้ ดังน้ันจึงต้องเล้ียงต่างหากในกรงเพ่ือให้แข็งแรงปราดเปรียว
และเมอื่ มอี ายไุ ด้ 1-2 เดอื น จงึ ปลอ่ ยเลยี้ งตามธรรมชาตใิ นระยะนลี้ กู ไกเ่ บตงจะมกี ารตาย
มากทสี่ ุด ผู้ทเ่ี ลยี้ งควรเอาใจใส่ดูแลอยา่ งใกลช้ ดิ ในเรอื่ งนำ้� อาหาร และการปอ้ งกนั โรค
ลูกไก่ท่ีจะเล้ียงขุนขายเน้ือส่งตลาดหรือพวกที่เลี้ยงไว้ท�ำพันธุ์ในอนาคตน้ัน
จ�ำเปน็ ต้องมกี ารดูแลและเล้ยี งดูอยา่ งดี เร่ิมจากลกู ไกอ่ อกจากตู้ฟกั ถ้าไมใ่ ชไ่ กช่ นควรตัด
ปากบนออก 1 ใน 3 (ดงั แสดงในภาพที่ 3.1 และ 3.2) แล้วนำ� ไปกกดว้ ยเครื่องกกลกู ไก่
การเล้ียงไกเ่ บตง เพอื่ สรา้ งรายได้ ตโค่อรองัตกราารกวาิจรยั ผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลรา์เซก็นารตฉ์กดีานรฟ้�ำเกั ชอ้อื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมนั ธเุ์ บตง 17
เพอ่ื ใหไ้ กอ่ บอนุ่ ดว้ ยอณุ หภมู ิ 95 องศาฟาเรนไฮต์ ในสปั ดาหท์ ่ี 1แลว้ ลดอณุ หภมู ลิ งสปั ดาหล์ ะ
5 องศาฟาเรนไฮต์ กกลกู ไกเ่ ป็นเวลา 3-4 สัปดาห์
ภาพที่ 3.1 เครอ่ื งตัดปากไก่
ภาพท่ี 3.2 ลูกไก่ทถ่ี ูกตดั ปากแลว้
ลกู ไก่ 1 ตัว ต้องการพื้นทใี่ นห้องกกลูกไก่ 0.5 ตารางฟุต หรือ 22 ตัว/ตาราง
เมตร การกกลกู ไก่ใหด้ ูแลอย่างใกล้ชิด หากอากาศร้อนเกนิ ไปใหด้ บั ไฟกก เชน่ กลางวัน
ใกล้เที่ยงและบ่ายๆ ส่วนกลางคืนจะต้องให้ไฟกกตลอดคืน ในระหว่างกกจะต้องมี
น�้ำสะอาดให้กนิ ตลอดเวลาและวางอยู่ใกลร้ างอาหาร ทำ� ความสะอาดภาชนะใสน่ ำ้� วันละ
2 คร้งั คือ เช้าและบา่ ย ลกู ไก่ 100 ตัว ต้องการรางอาหารที่กนิ ได้ทั้งสองข้างยาว 6 ฟุต
และขวดน�ำ้ ขนาด 1 แกลลอน จ�ำนวน 3 ขวด ตอ้ งทำ� วัคซีนเพอื่ ป้องกันโรคนิวคาสเซลิ
โรคหลอดลมอกั เสบตดิ ต่อ และโรคฝีดาษ เมอื่ ลกู ไก่อายุ 1-7 วัน
การให้อาหารลกู ไก่ ระยะกก (1-14 วันแรก) ควรใหอ้ าหารบอ่ ยครง้ั ใน 1 วนั
อาจแบง่ เปน็ ตอนเช้า 2 ครั้ง ตอนบา่ ย 2 คร้ัง และตอนค�ำ่ อกี 1 ครั้ง การใหอ้ าหารบอ่ ย
คร้ังจะชว่ ยกระตนุ้ ให้ไกก่ นิ อาหารดขี ึน้ อีกทงั้ อาหารจะใหม่สดเสมอ จ�ำนวนอาหารท่ีให้
ตอ้ งไม่ให้อย่างเหลอื เฟือจนลน้ รางซง่ึ เปน็ เหตุใหต้ กหลน่
18 การเลยี้ งไก่เบตง เพื่อสรา้ งรายได้ ตโค่อรองัตกราารกวาิจรัยผ:สศมึกตษิดาแรละะยเะปเวอลรา์เซก็นารตฉ์กดีานรฟ้�ำเักชอื้ออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมนั ธุเ์ บตง
ตารางท่ี 3.1 แสดงนำ้� หนกั มชี วี ติ และจำ� นวนอาหารทใี่ ชข้ องลกู ไกเ่ บตง อายุ 0-6 สปั ดาห ์
อายไุ ก่ น�้ำหนกั ตัว จ�ำนวนอาหาร อตั ราแลกเน้ือ การจัดการอ่ืน ๆ
(สัปดาห)์ (กรัม/ตัว) (กรมั /ตวั /วัน) (กก.)
1 49 7 0.86 - หยอดวคั ซนี ปอ้ งกนั โรคนวิ คาสเซลิ
หลอดลมอกั เสบตดิ ต่อ ฝีดาษ
เมอื่ อายุ 1-7 วัน
2 76 11 1.46 - อตั ราการตายไมเ่ กนิ 3 เปอรเ์ ซน็ ต์
3 115 21 2.81 - ชงั่ น้�ำหนักเฉลย่ี เม่อื ส้ินสัปดาห์
4 185 30 2.45 โดยการสมุ่ ตวั อยา่ ง 10 เปอรเ์ ซน็ ต์
5 250 32 2.46 เพือ่ หาค่าเฉล่ยี เปรียบเทียบ
6 370 33 2.48 กบั ตารางมาตรฐาน
1. การเลี้ยงไกเ่ บตงอายุ 7-16 สปั ดาห์
การเล้ียงไก่ระยะเจริญเติบโตระหว่าง 7-16 สัปดาห์เป็นการเล้ียงบนพื้นดิน
ปลอ่ ยฝงู ๆ ละ 100- 200 ตัว ในอัตราสว่ นไก่ 1 ตัว ตอ่ พน้ื ที่ 1.4 ตารางฟุต หรือไก่ 8 ตวั
ตอ่ ตารางเมตร พนื้ คอกรองดว้ ยแกลบหรอื วสั ดดุ ดู ซบั ความชน้ื ไดด้ ี การเลยี้ งไกร่ ะยะน้ีไมต่ ้อง
แยกไกต่ วั ผอู้ อกจากไกต่ วั เมยี เลยี้ งปนกนั การเลยี้ งทม่ี วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ขายเปน็ ไกเ่ นอ้ื พนื้
เมอื ง จะตอ้ งเลยี้ งแบบใหก้ นิ อาหารเตม็ ทโ่ี ดยมอี าหารในถงั และรางอาหารตลอดเวลา เพอื่
เรง่ การเจรญิ เตบิ โตใหไ้ ดน้ ำ้� หนกั ตามทต่ี ลาดตอ้ งการใหน้ ำ้� สะอาดกนิ ตลอดเวลา ทำ� ความ
สะอาดขวดนำ้� วันละ 2 คร้งั คอื เชา้ และบ่าย จ�ำนวนอาหารทล่ี ูกไกต่ ้องการ ดงั แสดงไว้
ในตารางที่ 3.2 ลูกไก่ระยะนีต้ ้องการรางอาหารทีม่ ลี กั ษณะยาวทก่ี ินไดท้ งั้ สองขา้ ง ยาว 4
น้วิ ตอ่ ไก่ 1 ตัว หรอื รางอาหารชนดิ ถึงทใี่ ชแ้ ขวนจ�ำนวน 3 ถงั ตอ่ ไก่ 100 ตวั ตอ้ งการรางนำ�้
อตั โนมตั ยิ าว 4 ฟตุ หรอื นำ้� 24-32 ลติ ร ตอ่ ไก่ 100 ตวั ฉดี วัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซลิ เมือ่
ลูกไกอ่ ายุครบ 8 สปั ดาห์
แต่ส�ำหรับเกษตรกรท่ีมีพื้นท่ีกว้าง เช่น ในไร่นา หรือที่สวนปลูกไม้ผลหรือมี
แปลงหญ้า สามารถเล้ียงแบบปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติแล้วเสริมอาหารผสม
ในเวลาเย็นใกล้ค�่ำ และงดให้อาหารเช้าเพื่อบังคับให้ไก่ไปหากินเอง ถ้าเราให้อาหารเช้า
ไกจ่ ะไมอ่ อกหากนิ ดงั นนั้ จงึ เปลย่ี นใหอ้ าหารเวลาเยน็ เวลาเดยี วใหก้ นิ จนอมิ่ เตม็ กระเพาะ
การเลยี้ งไกเ่ บตง เพ่ือสร้างรายได้ ตโค่อรองตักราารกวาิจรัยผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลราเ์ ซก็นารตฉ์กดีานรฟ้ำ� เกั ชอือ้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมันธเุ์ บตง 19
ส่วนน�้ำจะต้องมีให้กินตลอดเวลา ท�ำการป้องกันโรคระบาดนิวคาสเซิลโดยการฉีดวัคซีน
เมื่ออายุ 16 สปั ดาห์
ตารางท่ี 3.2 แสดงนำ้� หนกั มชี วี ติ และจำ� นวนอาหารทใี่ ชข้ องไกร่ นุ่ เบตง อายุ 7-16 สปั ดาห์
อายไุ ก่ น�ำ้ หนกั รวม จำ� นวนอาหาร อัตราแลกเนือ้ การจัดการอื่น ๆ
(สัปดาห)์ (กรมั /ตัว) (กรัม/ตัว/วนั ) (กก.)
7 443 38 2.50 -ตดั ปากไก่ 1/3
8 363 55 2.56
9 676 50
10 872 55 2.62
11 901 57
2.75 - ฉดี วัคซีนเอม็ พี และอหิวาตไ์ ก่
12 1,146 64 2.79 พร้อมหยอดวัคซีนหลอดลมอักเสบ
ติดต่อ
13 1,248 66 2.80 - ใหแ้ สงสวา่ งไมเ่ กนิ วนั ละ 12 ชว่ั โมง
14 1,386 69
15 1,490 73 2.97
16 1,689 80
3.21
3.46
3.50
2. การเลยี้ งไกส่ าวอายุ 17-26 สปั ดาห์
การเลยี้ งไกส่ าว อายุ 17-26 สปั ดาห์ เลย้ี งในคอกบนพน้ื ดนิ แบบปลอ่ ยเปน็ ฝงู ๆ ละ
100-150 ตัวพื้นที่ 1 ตารางเมตร เล้ียงไก่สาวได้ 5-6 ตัว ให้ถ่ายพยาธิภายในด้วยยา
ประเภทพพิ เพอราซนิ ชนดิ เมด็ ทกุ ตวั ๆ ละ 1 เมด็ และอาบนำ�้ ยาฆา่ เหาไรไก่ โดยใชย้ าฆา่ แมลง
ชนิดผงชอื่ เซฟวนิ 85 ตวงยา 3 ช้อนแกงต่อนำ้� 20 ลติ ร หรือใชย้ าชุนโทนหรือนกู าวอน
กไ็ ด้ นำ� ไกล่ งจมุ่ นำ้� ถใู หข้ นเปยี กจนทวั่ ลำ� ตวั และกอ่ นนำ� ไกข่ น้ึ จากนำ้� ยากใ็ หจ้ บั หวั ไกจ่ มุ่ ลง
ในน�้ำก่อนหนึ่งครั้งเป็นอันเสร็จวิธีการฆ่าเหาไรไก่ การเล้ียงไก่สาวระยะน้ีจะต้องมี
การควบคมุ จำ� นวนอาหารทใี่ หก้ นิ สมุ่ ชง่ั นำ้� หนกั ทกุ ๆ สปั ดาหเ์ ปรยี บเทยี บตารางมาตรฐาน
ให้น�้ำกินตลอดเวลา จ�ำนวนอาหารที่กินแสดงไว้ในตารางท่ี 3.3 คัดไก่ป่วยออกจากฝูง
เมอื่ เหน็ ไกแ่ สดงอาการผดิ ปกติ ทำ� ความสะอาดคอกและกลบั แกลบหรอื วสั ดรุ องพน้ื เสมอๆ
20 การเล้ียงไกเ่ บตง เพอ่ื สร้างรายได้ โตค่อรองัตกราารกวาจิ รัยผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉ์กดีานรฟำ�้ เักชออื้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพียมันธเ์ุ บตง
เมอื่ เหน็ วา่ พนื้ คอกเปยี กชน้ื แฉะ การรกั ษาพนื้ คอกไมใ่ หช้ นื้ และแหง้ อยเู่ สมอๆ เปน็ การปอ้ งกนั
ไมใ่ หเ้ กิดโรค ไกจ่ ะแขง็ แรง เลยี้ งง่าย ตายยาก เปน็ เทคนิคงา่ ยๆ ทเี่ กษตรกรควรเอาใจใส่
เปน็ พเิ ศษ และไมจ่ ำ� เปน็ จะตอ้ งใชย้ ามาก ดงั นนั้ ในทางปฏบิ ตั ติ อ้ งสรา้ งคอกไกใ่ หส้ ามารถ
ระบายอากาศได้ดีมีลมผ่านพัดความช้ืนออกไป และมีอากาศเย็นสดชื่นเข้ามาแทน
คอกไกไ่ ม่ควรจะมืดทบึ อบั ลม อบั แสง
ส�ำหรับเกษตรกรที่มีพ้ืนท่ีเล้ียงกว้าง เช่น ในไร่นา สวน สามารถปล่อยไก่ได้
แนะน�ำให้ปล่อยหากินเองตามธรรมชาติจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารลงมาก เราเพียง
เสริมอาหารเฉพาะในเวลาเย็นคร้ังเดียวก็พอในปริมาณ 70-75 เปอร์เซ็นต์ ของอาหาร
ทีเ่ ลยี้ งแบบขงั คอก แตจ่ ะต้องมนี �้ำใส่ภาชนะใหไ้ กไ่ ด้กนิ ตลอดเวลา การเลย้ี งปลอ่ ยแปลง
ไก่จะแข็งแรงและไม่จิกขนกัน ไก่จะดูสวยงามขนเป็นมัน เลี้ยงปล่อยแปลงไปจนกว่า
แมไ่ กเ่ ร่ิมไข่ จึงเปลยี่ นสตู รอาหารเปน็ อาหารไกไ่ ขห่ รือไกพ่ นั ธ์ุ
การใหแ้ สงสวา่ งแกไ่ กใ่ นเลา้ ระยะนจี้ ะตอ้ งใหไ้ มเ่ กนิ 11-12 ชวั่ โมง ถา้ ใหแ้ สงสวา่ ง
มากกว่าน้ีจะท�ำให้ไก่ไข่เร็วขึ้นก่อนก�ำหนด และอัตราการไข่ทั้งปีไม่ดี แต่จะดีเฉพาะใน
4 เดอื นแรกเท่านัน้ ดังน้ันแสงสวา่ งจึงต้องเอาใจใส่และจดั การให้ถกู ต้อง กลา่ วคอื
ในเดือนทีเ่ วลากลางวนั ยาว เช่น เดือนมนี าคมตุลาคม เราไม่ตอ้ งให้แสงสว่างเพิ่มในเวลา
หวั คำ่� หรอื กลางคนื โดยหลกั การแลว้ แสงสวา่ งธรรมชาติ 8-12 ชว่ั โมง เปน็ ใชไ้ ดไ้ มต่ อ้ งเพม่ิ
ไฟฟ้า สว่ นฤดูหนาวที่ตะวันตกดนิ และมืดเร็ว จ�ำเปน็ จะตอ้ งใหแ้ สงสว่างเพ่มิ แตร่ วมแล้ว
ไมใ่ ห้เกิน 11-12 ชวั่ โมงต่อวนั ความเขม้ ของแสงสว่างทพี่ อเหมาะคือ 1 ฟุตแคนเดลิ ท่ี
ระดบั ตวั ไก่ การใหอ้ าหารไกส่ าวแบบขงั คอก จะตอ้ งจำ� กดั ใหไ้ กส่ าวกนิ อาหาร พรอ้ มทง้ั ตรวจ
สอบนำ�้ หนกั ไกท่ กุ ๆ สปั ดาห์ ใหอ้ าหารวนั ละ 2 ครง้ั เวลา 07.00-08.00 น. และบา่ ยเวลา
14.00-15.00 น. ใหก้ ินน�้ำตลอดเวลาและท�ำความสะอาดรางน�้ำเชา้ และบ่ายเวลาเดยี วกบั
ที่ให้อาหาร อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่สาวเป็นอาหารที่มีโปรตีน 12% พลังงานใช้ประโยชน์ได้
2,900 กิโลแคลอรี แคลเซยี ม 0.90% ฟอสฟอรสั 0.45% เกลือ 0.55% และอุดมด้วยแร่
ธาตุไวตามนิ ทต่ี ้องการ
การเล้ยี งไกเ่ บตง เพอ่ื สร้างรายได้ โตคอ่ รองตักราารกวาจิ รยั ผ:สศมึกตษิดาแรละะยเะปเวอลราเ์ ซก็นารตฉก์ ีดานรฟ้�ำเกั ชอื้ออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพยี มนั ธเุ์ บตง 21
ตารางท่ี 3.3 แสดงนำ้� หนกั จำ� นวนอาหารทกี่ นิ และวธิ กี ารจดั การสำ� หรบั ไกอ่ ายุ 17-26 สปั ดาห์
อายไุ กส่ าว น้ำ� หนักตวั กินอาหาร การจัดการอ่ืนๆ ที่เก่ียวข้อง
(สัปดาห)์ (กก.) (กรมั /ตวั /วนั )
17 1,662 68 - ถา่ ยพยาธิ อาบนำ�้ ฆา่ เหาไร กอ่ นแมไ่ ข่ เรม่ิ ไข่
18 1,737 70
19 1,784
20 1,861 70 - ให้แสงสว่างไม่เกนิ 11-12 ชวั่ โมง
21 1,870 70 - แม่ไก่เรม่ิ ไข่
22 1,880 70
23 1,889
24 1,898 70
25 1,980
26 1,981 80 - จำ� กดั อาหารใหก้ นิ ไมเ่ กนิ ตวั ละ 80 กรมั /ตวั /วนั
80
80
80
3. การเลี้ยงไก่พ่อแมพ่ ันธ์ุอายุ 27-72 สปั ดาห์
ไกส่ าวอายุ 7-8 เดอื น จะเรม่ิ ออกไข่ การเลยี้ งไกพ่ น้ื เมอื งไวก้ นิ ไข่ หรอื มกี ารจดั การ
งา่ ยๆ แตผ่ ทู้ เ่ี ลยี้ งไกพ่ นื้ เมอื งตอ้ งเอาใจใสพ่ อสมควร เรมิ่ จากแมไ่ กพ่ น้ื เมอื งเรม่ิ ไข่ ใหผ้ ทู้ เี่ ลย้ี งไก่
พนื้ เมอื งสงั เกตวา่ ถา้ แมไ่ กพ่ นื้ เมอื งไขด่ ก แมไ่ กพ่ นื้ เมอื งจะชอบไขใ่ นตอนเชา้ พอรงุ่ เชา้ ขน้ึ
กจ็ ะไขอ่ ีก 1 ฟอง ให้ผู้ท่ีเล้ียงเกบ็ ฟองเก่าออก และใหเ้ ก็บทกุ ๆ วนั ทแี่ ม่ไกไ่ ข่ โดยใหเ้ หลอื
อยใู่ นรงั เพยี งฟองเดยี ว แมไ่ กพ่ นื้ เมอื งกจ็ ะเกบ็ ไขไ่ ปเรอ่ื ยๆ การปฏบิ ตั ติ อ่ ไกไ่ ขห่ รอื ไกพ่ นั ธ์
มีดงั น้ี
1. จดั การสตู รอาหาร เมอ่ื ไกเ่ รมิ่ ไขใ่ หเ้ ปลยี่ นสตู รอาหารใหม่ โดยใหม้ โี ภชนอาหาร
เพิ่มขึ้น เพื่อน�ำไปสร้างไข่ รวมทั้งเพ่ิมแคลเซียม จากเดิม 0.90 เปอร์เซ็นต์ เป็น 3.75
เปอรเ์ ซน็ ต์ ฟอสฟอรัสใช้ประโยชน์ 0.35 เปอรเ์ ซน็ ต์ เพื่อน�ำไปสร้างเปลือกไข่ ส่วนไก่พ่อ
พันธุ์นั้นให้อาหารเช่นเดียวกับแม่พันธุ์ แต่มีธาตุแคลเซียมต�่ำกว่า คือ 0.90 เปอร์เซ็นต์
และฟอสฟอรสั 0.45 เปอร์เซน็ ต์ เทา่ ๆ กบั อาหารไก่ร่นุ -หน่มุ สาว เพราะไก่พอ่ พันธไ์ุ มไ่ ข่
จึงไม่จ�ำเป็นจะต้องให้แคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง และอีกประการหนึ่งการให้ธาตุ
แคลเซียมสูงเชน่ เดียวกบั แมพ่ นั ธุ์นัน้ มผี ลต่อการผลิตนำ้� เชือ้ มปี รมิ าณลดลง มเี ปอรเ์ ซน็ ต์
22 การเล้ียงไกเ่ บตง เพ่ือสรา้ งรายได้ โตค่อรองตักราารกวาิจรยั ผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉ์กีดานรฟำ�้ เกั ชอ้ืออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพยี มนั ธุ์เบตง
การผสมตดิ ลดลง ดงั นน้ั การจดั การทดี่ จี งึ ควรแยกสตู รอาหารไกพ่ อแมพ่ นั ธ์ุ จำ� นวนอาหาร
ทแ่ี มไ่ กก่ นิ อยรู่ ะหวา่ ง 70-80 กรมั /ตวั /วนั การใหอ้ าหารมากกวา่ นี้ เชน่ วนั ละ 90-100 กรมั
แมไ่ ก่จะอ้วนมากไขล่ ดลง (ดังแสดงในตารางท่ี 3.4)
2. จดั การแสงสวา่ ง เพราะแสงสวา่ งมผี ลกระทบโดยตรงกบั อตั ราการไข่ การให้
แสงสว่างไม่เพียงพอ แม่ไก่จะไข่ลดลง แม้ว่าเราจะให้อาหารครบทุกหมู่และการจัดการ
เร่ืองอื่นๆ อย่างดี แสงเกี่ยวข้องกับการสร้างฮอร์โมนท่ีใช้ในขบวนการผลิตไข่ของแม่ไก่
แสงสวา่ งทพ่ี อเพยี งควรมคี วามเขม้ 1 ฟตแคนเดล ในระดบั ตวั ไกแ่ ละตอ้ งใหแ้ สงสวา่ งวนั ละ
14-15 ชว่ั โมงตดิ ตอ่ กนั หากมากกวา่ นจี้ ะไมเ่ ปน็ ผลดี ไกจ่ ะไขไ่ มเ่ ปน็ เวลา กระจดั กระจาย
บางคร้งั ไข่กลางคืน ไก่จะจกิ กนิ มาก ต่ืนตกใจง่ายและมดลกู ทะลกออกมาข้างนอก
การจดั แสงสว่างให้เปน็ ระบบตอ่ เนื่องกนั วันละ 14-15 ชวั่ โมง แมไ่ กจ่ ะไขก่ ่อน
เวลา 14.00 น. ทุกวัน จากการเล้ียงไก่หนุ่มสาวอายุ 15-20 สัปดาห์ เราจ�ำกัดเวลา
การให้แสงสว่างวันละ ไม่เกิน 11-12 ช่ัวโมง แต่พ่อแม่ไก่เริ่มไข่ เราจะต้องเพ่ิมเวลา
ใหแ้ สงสวา่ งเพม่ิ ขนึ้ สปั ดาหล์ ะ 1 ชว่ั โมง จนถงึ วนั สดุ ทา้ ยวนั ละ 14-15 ชว่ั โมง แลว้ หยดุ เพมิ่
และรักษาระดับน้ีตลอดไปจนกว่าแม่ไก่จะหยุดไข่และปลดระวาง การให้แสงด้วย
หลอดไฟนอี อนใหผ้ ลดกี วา่ หลอดไฟทม่ี ไี สท้ งั้ สเตนทใี่ ชก้ นั ในบา้ นเรอื นทวั่ ไป เพราะใชง้ านได้
ทนกว่าและประหยัดไฟกว่า ส�ำหรับสีของแสงควรเป็นสีขาว เพราะหาได้ง่ายราคาถูก
และใหผ้ ลดีกว่าสอี น่ื ๆ
การคำ� นวณความเขม้ ของแสงเทา่ กบั 1-2 ฟตุ แคลเดลิ (Foot candle) ในระดบั
กรงไกห่ รอื ตัวไก่ ค�ำนวณไดจ้ ากสูตรดังนี้
ความเข้มของแสง = แรงเทียนของหลอดไฟ × ระยะทางเป็นฟุตจากหลอดไฟ
ถงึ ระดับหวั ไก่ (เปน็ ฟุตคนเดิล)
โดยสรปุ ใช้หลอดนอี อน 40 วัตต์ ตอ่ พ้นื ท่ี 200 ตาราง ตารางฟตุ ติดหลอดไฟสงู
จากพ้ืนระดับเพดานคอกและวางหลอดไฟห่างกัน 10-14 ฟุตส�ำหรับเปิดไฟเสริมจาก
เวลา 18.00-21.00 น. ของทกุ คนื เพือ่ ให้ไดแ้ สงสวา่ งตดิ ต่อกนั 14-15 ช่วั โมง
การเลย้ี งไก่เบตง เพือ่ สรา้ งรายได้ ตโคอ่ รองัตกราารกวาิจรยั ผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลราเ์ ซกน็ารตฉ์กีดานรฟ้�ำเักชอื้ออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพยี มนั ธุเ์ บตง 23
ตารางที่ 3.4 แสดงมาตรฐานปรมิ าณอาหารท่ีกนิ ต่อวนั อตั ราไขท่ ่ีอายตุ า่ งๆ
อตั ราการไขเ่ ดือนที่ อัตราการไข่ตอ่ เดอื น (ฟอง) กินอาหาร (กรมั /ตวั /วัน)
1 5 70
2 10 70
3 11 70
4 12 80
5 12 80
6 10 80
7 9 70
8 9 70
9 9 70
10 8 70
11 8 70
12 8 70
รวม 111 ฟอง/ตวั /ปี่ 28.2 กก./ตวั /ปี
3.4 การใหอ้ าหารไกเ่ บตง
โดยหลักการแลว้ อาหารไกเ่ บตงระยะ 0-2 สปั ดาห์ ควรใหอ้ าหารไกเ่ ล็กสำ� เรจ็ รูป
ซึ่งเป็นอาหารป่น เพ่ือลูกไก่จะได้เตบิ โตแข็งแรงเรว็ ขน้ึ ถ้าเลย้ี งแม่ไกร่ ่วมกับลูกไก่ แมไ่ ก่
กจ็ ะไดร้ บั อาหาร คณุ ภาพสงู นไี้ ปดว้ ย ทำ� ใหร้ า่ งกายฟน้ื คนื สภาพเรว็ ขนึ้ เมอ่ื ลกู ไกอ่ ายคุ รบ
2 สปั ดาห์ ควรแยกแม่ไกอ่ อกจากลูกให้เด็ดขาด เพอื่ แม่ไกจ่ ะไดเ้ ตรยี มตัวเพอื่ การออกไข่
รุ่นต่อไป อาหารไก่เล็กระหว่าง 2-6 สัปดาห์ ท่ีเหลือก็คงเป็นอาหารส�ำเร็จรูปป่นสูตร
ดังกลา่ วตอ่ ไป เมื่อไกอ่ ายุ 7-16 สปั ดาห์ ไก่ต้องการระดับโภชนะในอาหารลดลง สามารถ
ใช้หัวอาหารหรือ อาหารไก่เล็กผสมวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเล้ียงได้ ถ้าสามารถ
แยกไกร่ นุ่ เหลา่ นอี้ อกจากไกใ่ หญไ่ ดก้ ารใหอ้ าหารแบบพถิ พี ถิ นั เพอื่ ใหม้ ไี กร่ นุ่ มโี ภชนะครบถว้ น
ตามความตอ้ งการ จะเปน็ ผลดตี อ่ สขุ ภาพและ การเจรญิ เตบิ โตของไกร่ นุ่ เหลา่ นมี้ ากยง่ิ ขน้ึ
24 การเล้ียงไกเ่ บตง เพ่อื สร้างรายได้ ตโคอ่ รองัตกราารกวาิจรยั ผ:สศมกึ ตษดิ าแรละะยเะปเวอลราเ์ ซกน็ารตฉก์ ีดานรฟ้ำ� เกั ชอื้ออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมันธุเ์ บตง
การเลยี้ งไก่เบตงในชนบทจะเปน็ การเลย้ี งเพอื่ รบั ประทานในครวั เรือน ไกเ่ บตง
อายุ 17 สัปดาห์ข้ึนไป ส่วนใหญ่จะปล่อยให้ไก่หาอาหารกินเองตามธรรมชาติ โดยให้
คุ้ยเข่ยี อาหารตามพน้ื ดิน หรือในแปลงหญา้ ส่วนร�ำ ปลายข้าว ขา้ วเปลือก หรอื อาหาร
ส�ำเรจ็ รูปชนดิ เมด็ จะใหก้ ินก่อนเขา้ โรงเรอื น ในตอนเย็น
แต่ส�ำหรับผู้เล้ียงไก่เบตงท่ีต้องการให้ไก่เบตงเจริญเติบโตเร็ว ขายได้ราคาดี
ควรให้อาหารท่ี มคี ุณคา่ ครบถ้วนตามสตู รขา้ งตน้ หรอื อาจใชห้ วั อาหารไก่หรือเปด็ ทีม่ ี
โปรตีน 35 เปอรเ์ ซน็ ตห์ รือ มากกว่า มาผสมกบั ปลายข้าวและร�ำ ในอัตราสว่ น 1 : 1 : 2
(หัวอาหาร 1 ส่วน ปลายขา้ ว 2 สว่ น ร�ำ 2 ส่วน) ให้ไก่ใหญ่และไกพ่ ันธ์ุกิน กส็ ามารถ
ประหยัดเวลาและค่าอาหารไปไดม้ าก
ในอาหารไก่ใหญ่เพ่ือลดต้นทุนค่าอาหาร เกษตรกรสามารถใช้พืชเสริม เช่น
ใบมันส�ำปะหลังแห้ง ใบกระถินแห้ง หยวกกล้วยบดหมัก ต้นสาคูสด กากมะพร้าวสด
พืชสดหรือหญ้าสดบด ผสมร�ำ หรือ อาหารไก่ ฯลฯ ให้กินในระหว่างมื้อในไก่ที่เลี้ยง
แบบขังคอก หรือกนิ ในตอนเย็นในไก่ท่ีเล้ยี งแบบปลอ่ ย เพอ่ื ประหยดั คา่ อาหารขึน้ อีก
การเล้ยี งไก่เบตง เพื่อสร้างรายได้ โตค่อรองตักราารกวาิจรยั ผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลราเ์ ซกน็ารตฉก์ ดีานรฟ�้ำเักชออื้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพียมนั ธ์ุเบตง 25
บทท่ี 4
โรคและการป้องกนั
ปญั หาทส่ี ำ� คญั ทส่ี ดุ ในการเลยี้ งไก่ คอื เรอ่ื งโรค เชน่ โรคนวิ คาสเซลิ โรคหลอดลม
อักเสบโรคอหิวาต์ โรคฝีดาษ และพยาธติ า่ งๆ ทง้ั พยาธิภายนอก เช่น เหา ไร หมัด พยาธิ
ภายใน เช่น พยาธิไส้เดือนพยาธิตัวแบน พยาธินัยน์ตาไก่การป้องกันและควบคุมโรค
และพยาธิท่ดี ที ี่สดุ คอื การสุขาภิบาลทด่ี ีและการให้วคั ซนี ป้องกนั โรคโดยสม�ำ่ เสมอ
การสุขาภิบาล เป็นสิ่งท่ีส�ำคัญมากในการป้องกันโรคและพยาธิไก่ เพราะถ้า
สุขาภิบาลไม่ดีจะเป็นสาเหตุให้ไก่สุขภาพเลวลง ไม่แข็งแรง เป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย โรค
ระบาดไกท่ สี่ ำ� คญั ทตี่ อ้ งใชว้ คั ซนี ปอ้ งกนั ไกม่ กั จะเปน็ โรคนวิ คาสเซลิ โรคอหวิ าต์ โรคฝดี าษ
หลอดลมอกั เสบเปน็ ประจำ� เกษตรกรจงึ ควรใช้วัคซนี ปอ้ งกนั โรคตามตารางที่ก�ำหนด
4.1 โรคนิวคาสเซลิ
เปน็ โรคระบาดไกท่ รี่ า้ ยแรงทส่ี ดุ มรี ะบาดทวั่ ไป ถา้ เกดิ ขน้ึ ในฝงู ใดมกั จะทำ� ใหต้ าย
หมดเล้า ในไก่ใหญ่ท�ำใหไ้ ขล่ ด
(1) อาการ
ปกติจะแสดงอาการป่วยหลังได้รับเช้ือโรคเป็นเวลา 3-6 วัน โดยแสดงอาการ
หายใจลำ� บากมเี สยี งดงั ในเวลาหายใจ มนี ำ�้ มกู ไหล ทอ้ งเสยี การใชว้ คั ซนี ปอ้ งกนั โรคระบาดไก่
การฉีดวัคซีนป้องกันโรค ควรให้ต้ังแต่อายุน้อยๆ และท�ำตามตารางท่ีก�ำหนดอย่าง
สมำ่� เสมอเปน็ วิธีทีเ่ สยี ค่าใช้จา่ ยนอ้ ยและไดผ้ ลคอ่ นข้างดีการใหว้ ัคซีนจะได้ผลดที สี่ ดุ เมื่อ
(1.1) สุขภาพไก่ตอ้ งแข็งแรงไมเ่ ปน็ โรค
(1.2) วคั ซนี มคี ณุ ภาพดีเกบ็ รักษาดโี ดยต้องเก็บในทเ่ี ย็น เช่น ใส่กระตกิ น�ำ้ แข็ง
หรือตเู้ ยน็ ไม่ควรให้ถกู แดดจะท�ำให้วัคซนี เสื่อมใชไ้ มไ่ ด้ผล
(1.3) เครือ่ งมือท่ใี ชต้ อ้ งสะอาดและผ่านการฆา่ เช้อื โรคแล้ว
(1.4) ฉีดวคั ซีนให้ครบตามขนาดที่กำ� หนด
(1.5) ฉดี วคั ซนี โดยสมำ่� เสมอ และพยายามฉดี วคั ซนี ไกท่ ม่ี คี ณุ ภาพดี
26 การเล้ยี งไกเ่ บตง เพือ่ สร้างรายได้ โตค่อรองัตกราารกวาจิ รยั ผ:สศมึกตษิดาแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉก์ ดีานรฟำ�้ เกั ชออื้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพยี มนั ธเุ์ บตง
(2) สถานทจ่ี ำ� หนา่ ยวคั ซนี
(2.1) กรมปศสุ ตั ว์ พญาไท กรงุ เทพฯ
(2.2) ส�ำนกั งานปศุสัตว์จังหวดั ปศสุ ตั ว์อำ� เภอทุกอ�ำเภอ
(2.3) การซอ้ื วคั ซนี ตอ้ งนำ� กระตกิ บรรจนุ ำ้� แขง็ ไป เพอ่ื ใสว่ คั ซนี ทซี่ อ้ื ทกุ ครง้ั เพราะ
วัคซีนต้องเก็บรักษาในความเย็นมใิ หถ้ กู แสงสวา่ ง เพอ่ื รกั ษาคณุ ภาพของวคั ซนี มิใหเ้ สอ่ื ม
ใช้ไมไ่ ดผ้ ล
(3) สาเหตุและการติดต่อ
โรคนเี้ กดิ จากเช้อื ไวรสั ชนดิ หนง่ึ การติดต่อของโรคเปน็ ไปรวดเรว็ มาก ดังน้ี
(3.1) ตดิ ตอ่ กนั โดยตรงในไกป่ ว่ ยทอ่ี ยใู่ กลช้ ดิ กนั กนิ นำ้� และอาหารรว่ มกนั
(3.2) ติดไปกับอุปกรณก์ ารเลี้ยงไก่ คนและสตั วเ์ ลี้ยง เชน่ สุนขั แมว นก หนูและ
แมลงวันก็เป็นตวั น�ำโรค
(3.3) จากการช�ำแหละไก่ท่ีป่วยและตายด้วยโรคนี้ ซ่ึงในซากไก่จะมีเชื้ออยู่ใน
ปรมิ าณสูงมากพอทีจ่ ะแพรก่ ระจายระบาดไปยังไกต่ ัวอนื่ ๆ ในเลา้ และไก่บริเวณใกล้เคียง
ได้
(4) การปอ้ งกนั โรค
โดยใช้วัคซีนป้องกันซ่ึงมี 2 ชนิด ด้วยกันคือ ชนิดหยอดจมูกและชนิดแทงปีก
ซ่งึ ใช้กบั ไกอ่ ายุ 3 เดอื นขึ้นไป
ตารางที่ 2.2 การใช้วคั ซนี ปอ้ งกันโรคนวิ คาสเซิลท�ำตามตารางดงั นี้
อายไุ ก่ วธิ ใี ห้ วขัคนซาีนด ระยะคุ้มโรค
1-7 วนั หยอดจมกู 1-2 หยด ระยะสั้นควรใหค้ ร้งั ท่สี อง เม่อื ไก่อายุ 21 วนั
21 วัน หยอดจมูก 1-2 หยด ควรให้วัคซีนนวิ คาสเซิล ชนิดแทงปีก
ใหเ้ ข็มคแู่ ทงผนงั ปกี
3 เดอื น (ระวงั อยา่ ใหถ้ ูก
เสน้ เลอื ด)
ทีม่ า: คลีนิคเทคโนโลยี วทิ ยาลยั เทคนิคปตั ตานี (2560)
การเลย้ี งไกเ่ บตง เพื่อสรา้ งรายได้ ตโค่อรองตักราารกวาจิ รยั ผ:สศมกึ ตษดิ าแรละะยเะปเวอลราเ์ ซก็นารตฉ์กีดานรฟ�้ำเักชอ้ืออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพยี มนั ธุ์เบตง 27
4.2 โรคฝีดาษไก่
เปน็ โรคระบาดทพี่ บไดม้ ากในลกู ไกแ่ ละไกร่ นุ่ นอกจากนนี้ กพริ าบกเ็ ปน็ โรคนไ้ี ด้
ตดิ ตอ่ ไดร้ วดเรว็ มากมกั จะทำ� ใหไ้ กต่ ายเปน็ จำ� นวนมาก ตวั ทไี่ มต่ ายจะแคระแกรนไมเ่ จรญิ
เติบโตเทา่ ที่ควร
(1) อาการ
หลงั จากไกไ่ ดร้ บั เชอื้ โรคแลว้ ประมาณ 1 อาทติ ย์ จะแสดงอาการซง่ึ อาจพบได้ 2
ลกั ษณะ คอื
(1.1) เกิดตุ่มฝีดาษลักษณะคล้ายหูดเกิดขึ้นตามผิวหนังบริเวณที่ไม่มีขน เช่น
บริเวณหน้าหงอนเหนียง และขา ระยะแรกเปน็ เมด็ ตุ่มเล็กๆ ตอ่ มาจะค่อยๆ ใหญ่ขนึ้ ท่ีหัว
ของฝดี าษเป็นแผลท่สี ะเกด็ สนี �้ำตาลปิดอย่ตู ่อมาจะแห้งและลอกหลุดออกไป
(1.2) ตมุ่ ฝดี าษชนิดทเี่ ปน็ แผลเกิดข้นึ ในล�ำคอ ท�ำให้กนิ อาหารลำ� บาก น�ำ้ ลาย
ไหลยืด มกี ลิ่นเหม็นเป็นมากๆ จะทำ� ให้ไก่ตายได้
(2) สาเหตุและการติดต่อ
เกิดจากเชื้อไวรัส ติดตอ่ ได้หลายทาง ดงั น้ี
(2.1) ทางบาดแผล เชน่ แผลทเ่ี กดิ จากถกู ของมคี มจากการจกิ ตกี นั ในฝงู
(2.2) ยุงเป็นพาหะที่ส�ำคัญในการน�ำเชื้อโรคไประบาดในไก่ตัวอ่ืนๆ โดยยงุ กนิ
เลอื ดสตั วป์ ว่ ยในระยะทม่ี เี ชอ้ื โรคอยใู่ นกระแสเลอื ด เชอื้ โรคจะเขา้ ไปอยใู่ นตวั ยงุ เมอื่ ยงุ ไป
กัดดดู เลอื ดไก่อกี ตวั หนงึ่ ก็จะปล่อยเชอ้ื โรคเขา้ ไปท�ำใหไ้ ก่เป็นโรค
(3) การป้องงกันและรักษา
ส�ำหรบั การป้องกนั และการรกั ษาโรคฝดี าษไกส่ ามารถท�ำได้ดงั น้ี
(3.1) ในการเล้ยี งลูกไก่เล็ก ควรระวงั อยา่ ใหย้ งุ กัด
(3.2) ใชท้ งิ เจอรไื อโอดนี ทาตามตมุ่ ฝที เี่ กดิ ขนึ้ เพอ่ื ลดการอกั เสบของฝแี ละใหย้ า
ปฏชิ ีวนะละลายน้�ำให้กินติดตอ่ กัน 3-4 วนั
28 การเลี้ยงไก่เบตง เพอ่ื สร้างรายได้ ตโคอ่ รองัตกราารกวาจิ รัยผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉก์ ดีานรฟ�้ำเักชอ้ืออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพยี มันธ์เุ บตง
4.3 โรคอหิวาตเ์ ป็ด – ไก่
เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่พบได้ในไก่ เป็ด ห่าน และนกอีกหลายชนิด ระบาด
ไดท้ กุ ฤดกู าลอาการ หงอยซึม เบือ่ อาหาร
(1) สาเหตุและการตดิ ต่อ
เกิดจากเช้อื แบคทีเรียชนิดหนึ่ง ตดิ ตอ่ ไดห้ ลายทาง ดงั นี้
(1.1) โดยกินอาหารหรือน้�ำที่มีเช้ือโรคและติดต่อกันต่อไปในสัตว์ป่วยที่อยู่ใกล้
ชดิ กนั
(1.2) เชือ้ โรคติดไปกับอุปกรณ์การเลยี้ ง คน สตั วเ์ ล้ียง เช่น สนุ ขั แมว นก หมู
(2) อาการ
ส�ำหรับสัตวป์ กี ท่เี ปน็ โรคอหวิ าต์ไก่-เปด็ นี้ สตั ว์จะแสดงอาการดงั ตอ่ ไปน้ี
(2.1) ถ้าเป็นอยา่ งแรง เปด็ ไก่ อาจตายโดยไมแ่ สดงอาการใหเ้ ห็น ถา้ เปน็ อยา่ ง
ไกอ่ อ่ นอาจจะปว่ ยเปน็ แรมเดอื น มอี าการหงอยซมึ เบอื่ อาหาร กระหายนำ�้ จดั ท้องร่วง
อุจจาระมีสีเหลืองหรือเขียวหงอนและเหนียงมีสีคล้�ำกว่าปกติ ในรายท่ีเป็นอย่างเร้ือรัง
เหนียงจะบวม บางตวั จะบวมทข่ี ้อขา ท�ำใหเ้ ดินไมส่ ะดวก
(3) การป้องกนั และรกั ษา
การปอ้ งกนั และการรกั ษาโรคอหวิ าต์ไก่-เปด็ สามารถท�ำได้ดงั ตอ่ ไปน้ี
(3.1) การสขุ าภบิ าล ต้องระวังความสะอาดภายในเล้าไก่การสรา้ งโรงเรือนต้อง
โปร่งเยน็ สบายไมอ่ บอ้าว ไมส่ กปรก
(3.2) การฉดี วคั ซนี ปอ้ งกนั โรคอหวิ าตเ์ ปด็ -ไก่ เมอ่ื ไกอ่ ายุ 1-3 เดอื น ฉดี วคั ซนี แทง
เขา้ กล้ามเน้ือหรอื ใตผ้ ิวหนัง จำ� นวน 1 ซีซ.ี ไก่จะมีภมู ิค้มุ กนั โรคไดน้ าน 3 เดือน หรอื ไก่
อายุ 3 เดือนขนึ้ ไปฉีดวคั ซนี เข้ากลา้ มเนอ้ื หรือใตผ้ ิวหนงั เช่นกัน แต่ใช้จำ� นวน 2 ซีซ.ี ไก่ก็
จะมีภมู ิคมุ้ กนั โรคได้นาน 3 เดือนและตอ้ งทำ� ซ�ำ้ กันทุก 3 เดือน
(3.3) การรักษาโดยโรคใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาซัลฟา บางตัวละลายน�้ำให้ไก่กิน
ตดิ ตอ่ กนั 2 - 3 วนั และควรหารอื กับสัตวแพทยใ์ นทอ้ งท่ี
การเลยี้ งไก่เบตง เพือ่ สร้างรายได้ ตโคอ่ รองัตกราารกวาจิ รยั ผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลราเ์ ซก็นารตฉก์ ีดานรฟ้ำ� เกั ชออื้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพียมนั ธ์เุ บตง 29
4.4 โรคหลอดลมอักเสบติดตอ่
เป็นโรคติดต่อทางระบบหายใจ เกิดได้กับไก่ทุกอายุ ในลูกไก่เล็กจะติดโรคน้ี
ไดง้ ่ายกวา่ และตายมากกว่าในไกใ่ หญ ่
(1) อาการ
ไก่แสดงอาการคล้ายเป็นหวัด โดยเฉพาะในลูกไก่จะมีอาการหายใจล�ำบาก
อา้ ปากเวลาทห่ี ายใจและมเี สยี งดงั ครดื คราด ตาแฉะ หงอยซมึ ลกู ไกม่ กั ตายเพราะหายใจ
ไมอ่ อก เนอ่ื งจากจะมนี ำ�้ เมอื กอดุ ในหลอดลม สว่ นในแมไ่ กจ่ ะตายนอ้ ยกวา่ แตม่ ผี ลกระทบตอ่
การไข่ ท�ำใหไ้ ข่ลดลงอย่างรวดเรว็ คณุ ภาพของไขเ่ ลวลง เช่น เปลือกไข่บาง นมิ่ ขรุขระ
ไข่ขาวเหลวเปน็ นำ้� ฟกั ออกเป็นตวั นอ้ ย
(2) สาเหตุและการติดตอ่
เกิดจากเชื้อไวรัชชนิดหน่ึง การแพร่ระบาดรวดเร็วมาก ไก่จะได้รับเช้ือโรค
โดยการหายใจเอาเชอ้ื โรคทป่ี ลวิ ฟงุ อยใู่ นอากาศ หรอื การกนิ เอาเชอ้ื โรคทป่ี นอยใู่ นอาหาร
หรอื น้ำ� เขา้ ไป
(3) การปอ้ งกนั และรักษา
ในการปอ้ งกันมใิ หเ้ กิดโรค มีขอ้ แนะนำ� ดังน้ี
(3.1) อยา่ งเลย้ี งลกู ไกต่ า่ งรนุ่ ปนเปกนั ควรเลย้ี งไกเ่ ลก็ ใหอ้ ยหู่ า่ งจากไกใ่ หญ่
(3.2) หม่ันดแู ลความสะอาดเล้าไก่และภาชนะตา่ งๆ ท่ีใช้ในเลา้ ไก่และใช้นำ�้ ยา
ฆา่ เชือ้ โรค
(3.3) อาหารที่ใช้เล้ียงไก่ต้องเป็นอาหารท่ีมีคุณภาพดีอาหารที่ไก่กินไม่หมด
ให้ทงิ้ อย่าปลอ่ ยให้เน่าเสยี ควรกวาดลา้ งให้หมด
(3.4) โรคนี้ไมม่ ียารกั ษาโดยตรง วิธปี อ้ งกนั ท่ีดีที่สุด คือ การให้วัคซนี ปอ้ งกันโรค
ล่วงหนา้ โดยใชว้ คั ซนี หยอดตาหรอื หยอดจมูกลกู ไก่ เมือ่ อายุได้ 2 อาทิตย์ และหยอดซ้�ำ
ทุกๆ 3 เดอื น
30 การเลี้ยงไก่เบตง เพอื่ สรา้ งรายได้ โตค่อรองตักราารกวาิจรัยผ:สศมกึ ตษิดาแรละะยเะปเวอลราเ์ ซกน็ารตฉก์ ดีานรฟำ�้ เักชอ้อื อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมันธุ์เบตง
4.5 โรคพยาธภิ ายนอก
พยาธภิ ายนอกไดแ้ ก่ เหา หมดั ไร ทอี่ าศยั อยตู่ ามบรเิ วณผวิ หนงั และขนไกจ่ ะดดู เลอื ด
และกัดกินผิวหนังและขนไก่ ท�ำความร�ำคาญท้ังกลางวันและกลางคืน ไก่ไม่มีความสุข
สขุ ภาพไกอ่ อ่ นแอ ซูบผอมลง โลหิตจางความความตา้ นทานโรคลดลง
(1) การรักษา
การใชย้ ากำ� จดั พยาธภิ ายนอก เชน่ โรทโิ นนมาลาไทออน ใชล้ ะลายนำ�้ ฉดี พน่ บรเิ วณ
เล้าไกแ่ ละกรงไกเ่ ปน็ ประจำ� อยา่ ให้ถูกตัวไก่ เวลาพน่ ต้องระวังเพราะเป็นอนั ตราย โดย
ใชม้ าลาไทออน 5 เปอร์เซน็ ต์แตอ่ าจใชล้ ะลายนำ้� อยา่ งออ่ นๆ เพียง 0.5 เปอร์เซน็ ต์จมุ่ ไก่
ลงในน�้ำยาเพอ่ื ฆา่ หมดั หรือไรตามตัวไก่ ที่ใช้ทัว่ ๆ ไป ไดแ้ กโ่ ลต่ นิ๊ ทบุ แซ่นำ้� ใหน้ ้�ำขาวออก
แล้วผสมน�้ำลงไปพอประมาณ จบั ไกล่ งจมุ่ หรอื จะใชย้ าผงสำ� เรจ็ รูปโรยตามตวั ไกโ่ ดยตรง
ก็ได้หรืออาจใช้ยาสูบอย่างฉุนแช่น�้ำในปี๊บให้เข้มข้นแล้วจับตัวไก่ใส่ลงไปหรอื จะตำ� ยาสบู
อยา่ งฉนุ ตำ� ใหป้ น่ แลว้ นำ� ไปโรยตามรงั ไขแ่ ละบรเิ วณเลา้ ไกก่ ไ็ ด้ หรอื อกี วธิ หี นงึ่ ใหท้ ำ� ทเ่ี กลอื กฝนุ่
โดยนำ� กลอ่ งสเ่ี หลยี่ มลกึ ประมาณ 1 คบื ใชย้ าสบู อยา่ งฉนุ ตำ� ใหป้ น่ เปน็ แปง้ ผสมปนู ขาว(หรอื
ขเี้ ถา้ ) และดนิ ใสไ่ วใ้ นลงั ราดนำ้� ใหช้ มุ่ นดิ หนอ่ ยเพราะไกช่ อบเกลอื กวธิ นี จ้ี ะช่วยลดเหาและไร
ไก่ลงได้ ทงั้ ประหยัดและได้ผลดี
4.6 พยาธไิ สเ้ ดอื นของไก่
พยาธไิ สเ้ ดอื นของไกพ่ บในไกเ่ บตง พยาธชิ นดิ นจ้ี ะทำ� อนั ตรายไกร่ ะหวา่ งอายุ 1-3
เดือนถ้าป้องกันในช่วงอายุน้ีได้ ไก่จะเป็นอันตรายและเสียหายน้อยลงไข่พยาธิจะปน
ออกมากับอุจจาระ เม่ือความรอ้ นและความชุ่มชื้นพอเหมาะ ไข่พยาธิจะเจริญเปน็ ระยะ
ตดิ ตอ่ ซงึ่ จะมตี วั ออ่ นอยภู่ ายใน ไกจ่ ะตดิ พยาธโิ ดยกนิ ไขร่ ะยะตดิ ตอ่ เขา้ ไปไกอ่ ายุ 1-3 เดอื น
เมื่อเป็นโรคชนิดนี้ จะมีอาการซูบผอม เบ่ืออาหาร ขนหยอง ปีกตกเติบโตช้า ท้องเสีย
ถ้ามีพยาธิมากลกู ไก่อาจตายภายใน 10 วนั ในไก่ใหญ่ จำ� นวนไขล่ ดลง
(1) การป้องกนั และก�ำจัดพยาธิ
(1.1) ทำ� ความสะอาดคอก กวาดอุจจาระบ่อยๆ
(1.2) อยา่ ใชค้ อกชน้ื แฉะ และพยายามใหค้ อกถูกแสงแดดเสมอ
(1.3) การเล้ียงลูกไกบ่ นตะแกรงลวดตาข่ายจะปอ้ งกนั พยาธไิ ดด้ ี
(1.4)การรกั ษาพยาธไิ สเ้ ดอื นใชย้ าพวกปปิ เปอราซนี ชนดิ แคปซลู ขนาด200มลิ ลกิ รมั
การเลยี้ งไก่เบตง เพือ่ สรา้ งรายได้ ตโค่อรองตักราารกวาิจรยั ผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลราเ์ ซกน็ารตฉก์ ีดานรฟำ้� เักชอือ้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพยี มันธ์เุ บตง 31
ต่อน้�ำหนักตัวไก่ 1 กิโลกรัม หรือใช้ผสมลงในอาหารให้ไก่กินในขนาด 0.5 เปอร์เซ็นต์
เมอ่ื ไกอ่ ายุได้ 2-3 เดอื น ไม่ควรใหอ้ าหารมากเกนิ ไป ควรผสมใหไ้ ก่กินอาหารใหห้ มดใน
วนั เดียว หรอื อาจจะให้ไกอ่ ดอาหารก่อนใหย้ าก็ได้เพือ่ ท�ำใหไ้ กอ่ ยากกนิ อาหารมากขึน้ ใน
วนั ที่ให้ยาถา่ ยพยาธิ ต่อไปใหซ้ ้�ำเปน็ ระยะๆ ทุก 3-4 เดอื น จะชว่ ยใหไ้ กแ่ ข็งแรงสมบรู ณ์
หรือถ้าไม่สะดวกในการหาซ้ือจะใช้ของที่มีอยู่ในพื้นบ้านก็ได้ โดยใช้หมากแข็ง
ท่ีใช้กินน�ำมาแช่น�้ำให้อ่อนตัว แล้วต�ำให้แหลก ปั้นให้เป็นเม็ดขนาดข้าวโพดให้ไก่กิน
ตัวละ 1 เม็ดพยาธินัยต์ตาไก่มักพบได้เสมอในไก่ท่ีเล้ียงปล่อยให้หากินตามท่ีรก หรือใน
เล้าท่ีมีแมลงสาบอาศัยอยู่จะพบว่านัยต์ตาไก่จะมีพยาธิตัวเล็กๆ สีขาวยาวประมาณครึ่ง
เซนตเิ มตรอยใู่ นมุมตาดา้ นหวั ตาของไก่
(2) สาเหตุ
แมลงสาบเปน็ พาหะชว่ั คราวทพี่ ยาธจิ ะไปเจรญิ เตบิ โตจากไขเ่ ปน็ ตวั ออ่ นอยภู่ ายใน
แมลงสาบเม่ือไก่กินแมลงสาบเข้าไป ก็จะติดโรคพยาธินี้ ตัวอ่อนพยาธิจะเคลื่อนตัว
จากปากของไกเ่ ขา้ ไปทางชอ่ งจมกู แลว้ เขา้ ไปในทอ่ นำ�้ ตาไปสทู่ หี่ วั ตาอาการไกจ่ ะกะพรบิ ตา
บอ่ ย ๆ นำ�้ ตาไหล ถตู ากบั หวั ปกี พยาธจิ ะรบกวนตาไก่ ทำ� ใหต้ าอกั เสบเปน็ หนองตาบวมปดิ
และจะพบพยาธนิ ยั ตต์ าไกซ่ ่อนอยู่ทีม่ มุ ตา ดา้ นหัวตาของไก่
(3) การป้องกันและรักษา
ต้องก�ำจัดแมลงสาบให้หมดไปจากบริเวณเล้าไก่ รักษาความสะอาดของเล้าไก่
และที่เก็บอาหารอย่าให้รกรุงรังเป็นที่อาศัยของแมลงสาบได้การรักษาโรคใช้ไม้พันส�ำลี
เขยี่ เอากอ้ นหนองทน่ี ยั ตต์ าออกแลว้ ใชน้ ำ้� เกลอื หรอื นำ�้ มะเกลอื นนั้ หรอื อาจใชย้ าฉนุ แชน่ ำ�้
จนได้น้�ำสีชาอ่อนๆ หยดนัยต์ตาไก่ แล้วเขี่ยเอาพยาธิออก หยอดตาด้วยยาหยอดตา
ทมี่ ยี าปฏชิ วี นะ เชน่ คลอแรมเฟนนคิ อล เพอ่ื ลดการอกั เสบของตา วนั ละ 2 ครงั้ เชา้ และเยน็
ประมาณ 2-3 วนั จนกวา่ จะหายเปน็ ปกติ
32 การเลย้ี งไกเ่ บตง เพอ่ื สร้างรายได้ ตโค่อรองตักราารกวาิจรยั ผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลราเ์ ซก็นารตฉ์กีดานรฟ้ำ� เกั ชอื้ออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพียมนั ธุ์เบตง
เอกสารอ้างองิ
กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม. สภาพทวั่ ไปจงั หวดั ยะลา. (ออนไลน)์ สบื คน้ เมอื่ 10 กนั ยายน 2562
จากhttps://www.m-culture.go.th/yala/article_attach/article_file
attach_20180720100611.pdf
คลนี คิ เทคโนโลยี วิทยาลยั เทคนคิ ปตั ตาน.ี (2560). โครงการการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี าร
เล้ียงไกเ่ บตง เพื่อการคา้ และเพาะพันธไ์ุ ก่เบตง. ประจำ� ปงี บประมาณ 2560.
ปตั ตาน.ี แผนกชา่ งกลโรงงาน คลินกิ เทคโนโลยี วทิ ยาลัยเทคนิคปัตตาน.ี
ประภากร ธาราฉาย. (2560). โรงเรอื นและอปุ กรณส์ ตั วป์ กี . เอกสารประกอบการเรยี นการสอน
การผลติ สตั ว์ปีก (ออนไลน)์ สืบคน้ เมอื่ 10 กนั ยายน 2562
จากhttp://www.as.mju.ac.th/E-Book/t_prapakorn/สศ241/บทท่ี
%204%20โรงเรือนและอุปกรณ์สัตว์ปกี %20ปรับปรงุ %202560.pdf
มณฑิชา พุทซาคำ� . (2562). อาหารและการใหอ้ าหารสัตวป์ กี . เอกสารประกอบการ
เรียนการสอน อาหารและการใหอ้ าหารสัตว์. (ออนไลน์)
สืบค้นเม่ือ 10 กันยายน 2562 จากhttp://agri.stou.ac.th/Uploaded-
File/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E
0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%2013%20%E0%B8%AD%E0%B8%B2
%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B
8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%
E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8
%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E
0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%81.pdf
การเล้ียงไก่เบตง เพอื่ สร้างรายได้ ตโคอ่ รองัตกราารกวาิจรยั ผ:สศมกึ ตษดิ าแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉ์กดีานรฟำ�้ เกั ชอือ้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพยี มันธุเ์ บตง 33
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
34 การเลีย้ งไกเ่ บตง เพอื่ สรา้ งรายได้ โตค่อรองัตกราารกวาิจรยั ผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉก์ ีดานรฟ้ำ� เกั ชอือ้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพยี มนั ธ์ุเบตง
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
การเลย้ี งไก่เบตง เพ่ือสรา้ งรายได้ ตโค่อรองัตกราารกวาจิ รัยผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลราเ์ ซก็นารตฉ์กดีานรฟ้�ำเักชอ้ืออสกดขใอนงกไาขร่ ผไกสส่มาเทยพยี มนั ธเ์ุ บตง 35
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
36 การเลีย้ งไกเ่ บตง เพอื่ สรา้ งรายได้ โตค่อรองัตกราารกวาิจรยั ผ:สศมึกตษดิ าแรละะยเะปเวอลรา์เซกน็ารตฉก์ ีดานรฟ้ำ� เกั ชอือ้ อสกดขใอนงกไาขร่ ผไกส่สมาเทยพยี มนั ธ์ุเบตง