อาณาจัจั จัจักรของสิ่สิ่ สิ่สิ่งมีมี มีมีชีชี ชีชีวิวิ วิวิต 5 อาณาจัจั จัจักร
สารบัญ หน้า อาณาจักรมอเนอรา อาณาจักรฟังไจ อาณาจักรโพรทิสตา อาณาจักรพืช อาณาจักรสัตว์ 1 7 12 15 20
อาณาจักรมอเนอรา Kingdom of Monera ไปกันเลย 1
อาณาจัจั จั กจั กรมอเนอรา สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในอาณาจักรนี้ คือ สิ่งมีชีวิตชนิดที่เ ที่ ซลล์ยังไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียสสารพันธุกรรมจึงกระจาย อยู่ทั่วเซลล์ซึ่งเซลล์ลักษณะนี้ เรียกว่า เซลล์โพรคาริโอต (prokaryotic cell) ส่วนสิ่งมีชีวิตอาณาจักรอื่นมี เซลล์ที่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียสซึ่งเรียกเซลล์เหล่านี้ว่าเซลล์ยูคาริโอต (eukaryotic cell) อาณาจักรมอเนอรา ประกอบด้วย สิ่งมีชีวิตพวกแบคทีเรีย และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำ เงินหรือไซยาโนแบคทีเรีย แบคทีเรีย ส่วนใหญ่เป็นพวกเซลล์เดียวซึ่งมีลักษณะดังนี้ คือ 1.มีเซลล์ขนาดเล็กโดยทั่วไปมีความยาว 2-10 ไมโครเมตรกว้าง 0.2-2.0 ไมโครเมตร 2.มีรูปร่าง 3 แบบ คือ ทรงกลม เรียกว่า ค็อกคัส (coccus) รูปท่อน เรียกว่า บาซิลลัส (bacillus) เป็นเกลียวเรียกว่า สไปริลลัม (spirillum) 3.เซลล์รูปร่างต่าง ๆ มีการเรียงตัวทำ ให้เกิดลักษณะเฉพาะ 4.บางชนิดสังเคราะห์ด้วยแสงได้เพราะมีแบคเทอริโอคลอโรฟิลล์ (bacteriochlorophyll) บางชนิดสังเคราะห์เคมีได้ จึงสร้างอาหารได้เอง 5.ส่วนใหญ่อาศัยอาหารจากสิ่งมีชีวิตอื่นบางชนิดอยู่เป็นอิสระ หรือดำ รงชีวิตแบบ saprophyteบางชนิดเป็นปรสิต 6.พบทั่วไปทั้งในดินมหาสมุทรในอากาศ 7.บางชนิดต้องการออกซิเจนบางชนิดไม่ต้องการออกซิเจนบางชนิดอยู่ได้ ทั้งที่มีหรือไม่มีออกซิเจน โครงสร้างของแบคทีเรีย 1. ผนังเซลล์ (cell wall) มีความแข็งแรงล้อมรอบทำ ให้เซลล์คงรูปร่างอยู่ได้ ผนังเซลล์ประกอบด้วยสารพอลิแซ็กคาไรด์ โปรตีน และไขมัน เรียกว่า เพปติโดไกล แคน (peptidoglycans) เกิดจากสาร 2 ตัวจับกันคือ NAG (N-acetylglucosamine) และ NAM (N-acetylmuramic acid) 2. เยื่อหุ้มเซลล์ (plasma membrane) อยู่ถัดผนังเซลล์ ทำ หน้าที่ ลำ เลียงสาร เข้าสู่เซลล์โดยกระบวนการแอกทีฟทรานสปอร์ต (active transport) 3. แคปซูล (capsule) เป็นชั้นล้อมรอบผนังเซลล์อีกที่หนึ่งอาจประกอบด้วยพอลิแซ็กคาไรด์ กาแล็กโทส ฟรักโทส กลูโคส กรดยูโรนิก และกรดอะมิโน พบแคปซูลในแบคทีเรียบางชนิดเท่านั้น แบคทีเรียที่มีแคปซูลมักทำ ให้เกิด โรครุนแรง 4. แฟลเจลลา (flagella) เป็นโครงสร้างใช้ในการเคลื่อนที่แบคทีเรียส่วนใหญ่เป็นพวกที่เคลื่อนที่ได้ (motile) แฟลเจลลาประกอบด้วยเส้นใยเล็ก ๆ (fibril) เส้นเดี่ยว ๆ รวมเป็นมัดแบคทีเรียอาจมีแฟลเจลลา 1 เส้น จนถึงหลายร้อยเส้น ตำ แหน่งของแฟลเจลลาอาจอยู่ที่ปลายข้างหนึ่งของเซลล์หรือที่ปลายทั้งสองข้างหรือ อยู่รอบ ๆ เซลล์ 2
5. เอนโดสปอร์ (endospore) เป็นโครงสร้างที่พบในแบคทีเรียบางชนิดเอนโดสปอร์มีผนังแข็งแรงสามารถ ทนต่อสภาพแวดล้อม ที่ไม่เหมาะสมได้เช่นความร้อนความแห้งแล้งสารเคมีต่าง ๆ ในขณะที่เซลล์ปกติ (vegetative cell) จะตายเสียก่อนเมื่อเอนโดสปอร์ตกในสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะเจริญเป็นเซลล์ปกติได้ การสร้างเอนโดสปอร์จะสร้างเพียง 1 เอนโดสปอร์ต่อ 1 เซลล์ ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นการสืบพันธุ์ของแบคทีเรีย 6. พลาสมิด (plasmid) เป็น DNA ที่อยู่นอกโครโมโซมของแบคทีเรียพลาสมิดมีหลายชนิดบางชนิดควบคุม การแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมบางชนิดควบคุมการดื้อยาปฏิชีวนะต่าง ๆ เช่น ยาเพนิซิลลิน สเตรปโตมัยซิน กานามัยซิน เป็นต้น ลักษณะของพลาสมิดเป็น DNA วงแหวนและเป็นเกลียวคู่สามารถจำ ลองตัวเองได้และ สามารถถ่ายทอดไปสู่แบคทีเรียอื่น ๆ ได้ด้วย อาณาจักรมอเนอราแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ 1. อาณาจักรย่อยอาร์เคียแบคทีเรีย (Subkingdom Archaebacteria) แบคทีเรียที่ผนังเซลล์ไม่มีสาร เพปทิโดไกลแคนลิพิด ; - มีทาโนเจน (methanogen) เป็นพวกสร้างแก๊สมีเทนเป็นพวกแอนแอโรบแท้จริง (strictly anaerobes) ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ย่อยขยะและมูลสัตว์เพื่อเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงตัวอย่าง Methanobacterium - พวกที่เจริญในสภาพทุรกันดาร (extremophile) - พวกชอบอุณหภูมิสูง (extreme thermophile) ชอบอุณหภูมิ 60-80 องศาเซลเซียส ตัวอย่าง Sulfolobus พบในน้ำ พุร้อน - พวกชอบความเค็มสูง (halophile) ต้องการเกลือแกง 15-20% ในการเจริญ Sulfolobus - พวกทนกรดจัดหรือเบสจัด (pH tolerant) - พวกทนความกดดันสูง (pressure tolerant) พบในทะเลลึก - อาร์คีแบคทีเรียที่เจริญในสภาพปกติ (non extreme archaebacteria) สามารถเจริญในสภาพแวดล้อม เหมือนพวกยูแบคทีเรีย - กลุ่มยูริอาร์เคียโอตา (Euryarchaeota) คือ พวกที่อยู่ในสภาพแวดล้อมช่วง กว้างกว่า ได้แก่ พวกมีทาโนเจนพวกฮาโลไฟล์ (ชอบความเค็มจัด) พวกเทอร์โมแอซิโดไฟล์ (themoacidophile) คืออยู่ได้ในที่มีอุณหภูมิสูงและกรดจัด เป็นพวกที่ไม่มีผนังเซลล์ เป็นแบคทีเรียที่มีสาร bacteriorhodopsin ซึ่งเป็นสารสีภายในเยื่อหุ้มเซลล์ทำ หน้าที่ดูดกลืน พลังงานแสง แบคทีเรียกลุ่มนี้สามารถสร้างแก๊สมีเทน (CH4) ได้ดำด้ ดำรงชีวิตอยู่ในทะเล ที่มีความเค็มมาก เช่น ทะเล dead sea - กลุ่มครีนาร์เคียโอตา (Crenarchaeota) คือ พวกเทอร์โมไฟล์ (ชอบอุณหภูมิสูง) ส่วนใหญ่ที่พบใน บ่อน้ำ พุร้อนหรือปากปล่องภูเขาไฟใต้ทะเลลึก เป็นแบคทีเรียที่ดำ ที่ ดำรงชีวิตอยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงถึง ประมาณ 60-80 องศาเซลเซียสและมีสภาพเป็นกรดที่มีค่า pH ประมาณ 2-4 ใช้พลังงานในการดำ รงชีวิต จากการออกซิไดส์กำ มะถันในแหล่งน้ำ ร้อนที่อาศัยอยู่ เช่น บ่อน้ำ พุร้อน ในอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา มีแบคทีเรียสกุล Sulfolobus อาศัยอยู่ กลุ่มชอบความเค็ม กลุ่มชอบความร้อนสูง 3
2. อาณาจักรย่อยยูแบคทีเรีย (Subkingdom Eubacteria); แบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในทุกสภาพแวดล้อม จำ แนกตามความแตกต่างของผนังเซลล์ 1) แบคทีเรียที่ไม่มีผนังเซลล์ ไมโคพลาสมา (Mycoplasma) 2) แบคทีเรียแกรมบวกมีผนังเซลล์หนากว่าและมีเพปทิโดไกลแคนมากถึง 90% 3) แบคทีเรียแกรมลบมีผนังเซลล์บางกว่าและมีเพปทิโดไกลแคนน้อย จำ แนกตามสายวิวัฒนาการ 1) กลุ่มโพรที่โอแบคทีเรีย (Proteobacteria) เป็นแบคทีเรียแกรมลบที่พบมากที่สุด และมีความหลากหลายที่สุด - ริกเกตเซีย (Ricketsia) เป็นเชื้อก่อโรคมีขนาดเล็กมากมักถ่ายทอดโรคโดยพาหะพวกที่ดูดเลือด - ไรโซเบียม (Rhizobium) เจริญอยู่ที่รากพืชตระกูลถั่วทำ ให้เกิดปมที่รากพืชและตรึงไนโตรเจนจากอากาศ - ไนโตรแบคเตอร์ (Nitrobacter) เป็นแบคทีเรียในดินที่ออกซิไดส์ในไตรท์เป็นในเตรต - เนสซีเรีย (Neisseria) เป็นรูปทรงกลมแกรมลบไม่เคลื่อนที่มักอยู่เป็นคู่โดยเอาด้านแบนติดกันบางชนิดก่อโรคในคน เช่น Neisseria gonorrhoeae เป็นสาเหตุของโรคโกโนเรีย (หนองใน) - วิบริโอ เช่น Vibrio cholerae ทำ ให้เกิดโรคอหิวาตกโรค - เอนเทอโรแบคทีเรีย (Enterobacteria) เช่น Salmonella ทำ ให้เกิดไข้ไทฟอยด์ โลหิตเป็นพิษกระเพาะและลำ ไส้อักเสบ อาหารเป็นพิษ Escherichia coli เป็นเชื้อประจำ ถิ่นในลำ ไส้ใหญ่ Shigella ทำ ให้เกิดโรคบิดในคน Yersinia pestis ทำ ให้เกิดโรคกาฬโรคในคน - Helicobacter pylori ทำ ให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบและเกิดแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร Ricketsia Rhizobium ที่ปมรากถั่ว Neisseria gonorrhoeae Vibrio cholerae Salmonella Escherichia coli Yersinia pestis Helicobacter pylori 2) กลุ่มคลาไมเดีย (chlamydias) เป็นแบคทีเรียแกรมลบพบเป็นปรสิตในเซลล์สัตว์และเป็นสาเหตุของ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของมนุษย์ รูปร่างทรงกลม ไม่เคลื่อนที่ ผนังเซลล์ไม่มีเพปทิโอไกลแคน (peptidoglycan) แคลมีเดียเป็นเชื้อก่อโรคที่สำ คัญ - Chlamydia trachomatis ทำ ให้เกิดโรคริดสีดวงตา (trachonna) ตาแดง (inclusion conjunctivitis) กามโรคของต่อมและท่อน้ำ เหลือง หนองในเทียม - Chlamydia psittaci ทำ ให้เกิดโรคไข้นกแก้วหรือชิตตาโคซิส (psittacosis) ในคน Chlamydia trachomatis Chlamydia psittaci 4
3) กลุ่มสไปโรคีท (spirochetes) เป็นแบคทีเรียแกรมลบมีรูปร่างโค้งงอเป็นเกลียวและยืดหยุ่นได้บางชนิด ดำ รงชีวิตแบบอิสระ บางชนิดทำ ให้เกิดโรค - Treponema pallidum ทำ ให้เกิดโรคซิฟิลิส - Leptospira interrogans ทำ ให้เกิดโรคเลปโตสไปโรซิส Treponema pallidum Leptospira interrogans 4) กลุ่มแบคทีเรียแกรมบวก (gram positive bacteria) เป็นแบคทีเรียที่ย้อมติดสีม่วงน้ำ เงินของคริสทัล ไวโอเลตพบทั่วไปทั้งในดินและอากาศบางชนิดสามารถสร้างเอนโดสปอร์ (endospore) เมื่ออยู่ใน สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม - Bacillus sp. สามารถนำ มาใช้ประโยชน์ต่อมนุษย์หลายด้าน เช่น การนำ มาใช้ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ - Streptomyces sp. สามารถใช้ผลิตยาปฏิชีวนะ - Lactobacillus sp. เป็นแบคทีเรียที่ผลิตกรดแลกติกได้ - Bacillus anthracis เกิดโรคแอนแทรกซ์ (anthrax) - Mycobacterium tuberculosis ทำ ให้เกิดโรควัณโรค - Mycobacterium leprae ทำ ให้เกิดโรคเรื้อน - Staphylococcus aureus ทำ ให้เกิดฝีหนองการติดเชื้อหลังผ่าตัด - Clostridium botulinum ทำ ให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษโบทูลิซึ - Streptococcus pyogenes ทำ ให้เกิดไข้ดำ แดง (Scarlet fever) ไข้รูมาติก (rheumatic fever) Bacillus sp. - ไมโคพลาสมา (mycoplasma) เป็นแบคทีเรียแกรมบวกที่ไม่มีผนังเซลล์มีขนาดเล็กที่สุดประมาณ 0.2-0.3 ไมโครเมตร บางชนิดดำ รงชีวิตอย่างอิสระบางชนิดพบว่ามีเมแทบอลิซึมแบบใช้แก๊สออกซิเจน แต่บางชนิด ดำ รงชีวิตแบบไม่ใช้แก๊สออกซิเจนได้บางชนิดเป็นปรสิตทั้งในพืชและสัตว์บางชนิดเป็นสาเหตุของการ เกิดโรคปอดบวม Streptomyces sp. Lactobacillus sp. Bacillus anthracis Mycobacterium tuberculosis Mycobacterium leprae Clostridium botulinum Staphylococcus aureus Streptococcus pyogenes mycoplasma 5
5) กลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย (cyanobacteria) เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้เพราะ มีรงควัตถุพวกคลอโรฟิลล์เอ แคโรทีนอยด์ และไฟโคบิลินอยู่ภายในเซลล์ จึงทำ หน้าที่เป็นผู้ผลิตใน ระบบนิเวศ บางชนิดเซลล์ต่อกันเป็นสายยาวและมีเซลล์ heterocyst ทำ หน้าที่เกี่ยวข้องกับการตรึง ไนโตรเจนในอากาศมาใช้ประโยชน์ ได้เเก่ ออสซิลลาทอเรีย (Oscillatoria) แอนาบีนา (Anabaena) นอสตอก (Nostoc) 6
อาณาจักรโพรทิสตา Kingdom of Protista ไปกันเลย 7
อาณาจัจั จั กจั กรโพรทิทิสทิ สทิตา สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้อาจมีเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์เล์ป็นเซลล์ชนิดยูคาริโอต (Eukaryote) คือ มีเยื่อหุ้มนิวเคลียสแต่เซลล์เหล่านั้นยังไม่รวมตัวกันเป็นเนื้อเยื่อและมีลักษณะของพืชและสัตว์รวมกัน เช่น มีการเคลื่อนที่ได้อันเป็นลักษณะของสัตว์มีการสังเคราะห์ด้วยแสงโดยใช้คลอโรฟิลล์เช่นเดียวกับพืช อาณาจักรโพรทิสตา ประกอบด้วย สิ่งมีชีวิตพวกโพรโทซัว สาหร่ายราย และราเมือก 1. โพรโทซัว (Protozoa) เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็กมากมองดูด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูจึงจะเห็นได้ โพรโทซัวอาจอยู่เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ เช่น ยูกลีนา อะมีบา พารามีเซียม หรืออยู่รวมกันเป็นโคโลนี เช่น วอลวอกซ์ (Volvox) แหล่งที่อยู่อาศัยมีทั้งอยู่อย่างอิสระในดินในน้ำ จืดในน้ำ เค็มหรืออยู่ในสภาพปรสิตกับสิ่งมีชีวิตอื่น จำ แนกโพรโทซัวออกตามอวัยวะในการเคลื่อนที่ได้ดังนี้ 1) กลุ่มแฟลเจลลาตา (Flagellata) เป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วยแฟลเจลลัม (flagellum) - ยูกลีนา (Euglena) อาศัยหากินอย่างอิสระในน้ำ - ทริพาโนโซมา (Trypanosoma) มีแฟลเจลลาอาศัยอยู่ในเลือด ทำ ให้คนเป็นโรคเหงาหลับ - วอลวอกซ์ (Volvox) - Trichonympha อาศัยอยู่ในลำ ไส้ปลวกโดยอยู่ร่วมกันแบบภาวะพึ่งพา Euglena Trypanosoma Volvox Trichonympha 2) กลุ่มซิลิอาตา (ciliata) เป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วยซิเลีย (cilia) ซึ่งเป็นขนสั้น ๆ มีจำ นวนมาก อาจเรียก โพรโทซัวพวกนี้ว่า ซิลิเอต โดยทั่วไปมีนิวเคลียส 2 ชนิด คือ นิวเคลียสขนาดใหญ่ (macronucleus) ทำ หน้าที่ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ นอกจากการสืบพันธุ์ และนิวเคลียสขนาดเล็ก (micronucleus) ทำ หน้าที่ควบคุมการสืบพันธุ์ 3) กลุ่มซาร์โกดินาหรือไรโซโพดา (Sarcodina or Rhizopoda) เป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วยขาเทียมหรือ ซูโดโพเดียม (pseudopodium) ที่เกิดจากการไหลของไซโทพลาซึมเข้าไปข้างใดข้างหนึ่งของเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ทางด้านนั้นจะปูดออกทำ ให้ตัวมันเคลื่อนที่ตามทิศทางที่ขาเทียมได้ปูดออกไปพบทั้งในน้ำ จืดน้ำ เค็ม ได้แก่ อะมีบา พวกอยู่ในทะเลมักมีเปลือก (test) หุ้ม เช่น ฟอรามินิเฟอรา (Foruminifera) เรดิโอลาเรีย (Radiolaria) amoeba Foruminifera 8
4) กลุ่มสปอโรซัว (Sporozoa) เป็นโพรโทซัวที่ไม่มีโครงสร้างในการเคลื่อนที่ส่วนใหญ่เป็น โพรโทซัวที่เป็นปรสิต เช่น พลาสโมเดียม (Plasmodium) ทำ ให้เกิดโรคมาลาเรีย เชื้อมาลาเรียที่สำ คัญที่พบในประเทศไทย มีอยู่ 2 ชนิด คือ Plasmodium falciparum ทำ ให้เกิดโรคมาลาเรียขึ้นสมองมีอาการรุนแรงกว่าและ มีการจับไข้ทุกวัน ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ Plasmodium vivax เกิดโรคมาลาเรียลงตับมีการจับใช้ทุก 2 วัน เนื่องจากการรักษายังไม่ได้ผลอีกทั้งเชื้อมาลาเรียในปัจจุบันมีความดื้อยาสูงจึงยังพบผู้ป่วยเป็นมาลาเรียได้ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย Plasmodium falciparum Plasmodium vivax 2. สาหร่าย 1) กลุ่มสาหร่ายสีเขียว คือ สาหร่ายที่มีคลอโรพลาสต์ในเซลล์ เป็นสาหร่ายกลุ่มใหญ่ที่สุด พบตามบ่อ บึง คูน้ำ และในน้ำ ทะเล มีทั้งเป็นเซลล์เดียว พวกที่อยู่เป็นกลุ่ม และชนิดที่อยู่กันเป็นสาย - เซลล์เดียว Chlamydomonas Chlorococcum Chlorella Closterium Cosmarium - พวกที่อยู่เป็นกลุ่ม Volvox Scenedesmus Pediastrum - ชนิดที่อยู่กันเป็นสาย Ulothrix Spirogyra Cladophora สาหร่ายสีเขียวมีลักษณะสำ คัญ คือ 1) มีคลอโรฟิลล์เอและบี และรงควัตถุอื่น ๆ เช่น แคโรทีน แซนโทฟิลล์ (xanthophyll) 2) มีแฟลเจลลา 1 หรือ 2 หรือ 8 เส้นขนาดเท่ากันและอยู่ด้านหน้าของเซลล์ 3) ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่ 4) อาหารสะสมในเซลล์ คือ แป้ง 2) กลุ่มสาหร่ายสีน้ำ ตาลแกมเหลือง ได้แก่ พวกไดอะตอม (diatom) ไดอะตอมชนิดต่างๆ 9
สาหร่ายสีน้ำ ตาลแกมเหลือง มีลักษณะสำ คัญ คือ 1) มีคลอโรฟิลล์เอและซี รวมทั้งรงควัตถุบีตาแคโรทีน (b-carotene) แซนโทฟิลล์ (xanthophyll) และฟิวโคแซนทีน (fucoxanthrin) 2) ผนังเซลล์ประกอบด้วยซิลิก าเซลลูโลส บางชนิดมีไคทิน 3) อาหารสะสมเป็นน้ำ ตาลคริสโซลามินารินและน้ำ มัน 4) มักเป็นเซลล์เดียวที่มีลักษณะสมมาตรและผนังเซลล์ยังมีลวดลาย พบทั้งน้ำ จืดและน้ำ เค็ม 5) ซากของไดอะตอมที่ตายทับถมมาก ๆ อยู่ใต้ทะเลเรียก diatomaceous earth มีทั้งแร่ธาตุและน้ำ มัน นำ มาใช้ประโยชน์เป็นฉนวนและเครื่องกรอง ใช้ในการทำ ยาขัดต่าง ๆ 3) กลุ่มสาหร่ายสีน้ำ ตาล - Kelp (Macrocystis) ซึ่งมีขนาดยาวที่สุด - Laminaria ใช้สกัดแอลจิน - Padina, Fucus ใช้ทำ ปุ๋ยโพแทสเซียม - Sargassum หรือสาหร่ายทุ่นซึ่งมีมากในอ่าวไทยใช้เป็นอาหารและมีไอโอดีนสูง สาหร่ายสีน้ำ ตาล มีลักษณะสำ คัญ คือ 1) มีคลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์ซี และรงควัตถุสีน้ำ ตาลฟิวโคแซนทิน (fucoxanthrin) มาก 2) ส่วนใหญ่พบในน้ำ เค็มและน้ำ กร่อย 3) มักมีขนาดใหญ่ประกอบด้วยเซลล์จำ นวนมากรวมกันเป็นส่วนที่คล้ายราก (holdfast) คล้ายลำ ต้น (stipe) และคล้ายใบ (blade) 4) ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสและกรดแอลจินิก (alginic acid) หรือแอลจีน (algin) 5) อาหารสะสมเป็นพวกน้ำ ตาลแมนนิทอล (manitol) และลามินาริน (laminarin) 6) กรดแอลจินิกนำ มาสกัดเป็นสารประกอบแอลจิน ใช้ทำ วุ้นและสารที่ทำ ให้เกิดการคงตัว (thickening and stabilizing agent) ในยาสีฟัน ไอศกรีม โลชั่นต่าง ๆ ทำ ยา ทำ สี ทำ ปุ๋ย เพราะมีไอโอดีนและโพแทสเซียมมาก 4) กลุ่มสาหร่ายสีแดง สาหร่ายสีแดงมีลักษณะสำ คัญ คือ 1) มีคลอโรฟิลล์เอและดี แคโรทีน แซนโทฟิลล์ ไฟโครีทริน (phycoerythrin) 2) ส่วนใหญ่อยู่ในทะเล 3) ผนังเซลล์ ประกอบด้วย เซลลูโลส เพกทิน 4) มีรูปร่าง 2 แบบ คือ เป็นแผ่นแบน เช่น Porphyra หรือจีฉ่าย และพวกมีสายแตกแขนง เช่น Polysiphonia 5) ประโยชน์ใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น Porphyra (จีฉ่าย) ใช้สกัดทำ วันซึ่งได้จากสาหร่ายผมนาง (Gracilaria) ใช้ในอุตสาหกรรมการทําเครื่องสำ อางเป็นส่วนผสมยาขัดรองเท้าครีมโกนหนวด Kelp (Macrocystis) Laminaria Padina Fucus Sargassum Porphyra Polysiphonia Gracilaria 10
3. ราเมือก (Slime mold) เป็นโพรทิสต์ที่คล้ายรา (fungus-like protist) ลักษณะที่คล้ายรา (fungi) คือ ไม่มีการสังเคราะห์ ด้วยแสงและมีโครงสร้างเป็นเส้นใยเรียกว่า ไฮฟา (hypha) ลักษณะที่คล้ายกันนี้เป็นการวิวัฒนาการคล้ายกัน เพื่อปรับตัวให้เป็นผู้ย่อยสารอินทรีย์ ถ้าจัดตามวิธีการเคลื่อนที่ จะจัดราเมือกอยู่กับพวกอะมีบา เพราะราเมือก ใช้ขาเทียม (pseudopodia) ในการเคลื่อนที่และหาอาหาร แต่ปัจจุบันจึงจัดราเมือกแยกเป็นกลุ่มไมซีโทซัว (mycetozoa) ที่ไม่ใช่ทั้งราและสัตว์ ราเมือกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ราเมือกชนิด พลาสโมเดียม (plasmodial slime molds) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหลายนิวเคลียสและราเมือกชนิดเซลลูลาร์ (cellular slime molds) ซึ่งเป็น เซลล์ที่มี 1 นิวเคลียสและอยู่ได้อย่างอิสระ ราเมือกมีบทบาทสำ คัญในระบบนิเวศคือเป็นอยู่ย่อยสลายสารอินทรีย์ ตัวอย่างได้แก่ ไฟซารัม (Physarum sp.) ทำ ให้เกิดโรคยืนต้นตายในพืชหรือที่เรียกว่า โรคไฟซารัม สเตโมนิทิส (Stemonitis sp.) ช่วยย่อยสลายขอนไม้และใบไม้ เป็นต้น Physarum sp. Stemonitis sp. Slime mold 11
อาณาจักรฟังฟัไจ Kingdom of Fungi ไปกันเลย 12
การสืบพันธุ์ เส้นใยของฟังไจ อาณาจัจั จั กจั กรฟัฟัง ฟั ง ฟัไจ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังใจเป็นเซลล์ยูคาริโอต สร้างอาหารเองไม่ได้ (Heterotroph) ส่วนใหญ่ดำ รงชีวิต แบบภาวะย่อยสลาย (Saprophytism) โดยการปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตแล้วดูดซึมเข้าไป ลักษณะรูปร่างและการดำ รงชีวิตของฟังไจ ลักษณะของฟังใจส่วนใหญ่ ประกอบด้วยหลายเซลล์เรียงต่อกันเป็นเส้นใย เรียกว่า ไฮฟา (hypha) กลุ่มของเส้นใย เรียกว่า ไมซีเลียม (Mycelium) ทำ หน้าที่ยึดเกาะอาหารและส่งเอนไซม์ไปย่อยสลายอาหาร ภายนอกเซลล์และดูดซึมสารอาหารที่ย่อยได้เข้าสู่เซลล์ไมซีเลียมของฟังใจ บางชนิดจะเจริญเป็นส่วนที่โผล่พ้นดิน ออกมา เรียกว่า ฟรุตติงบอดี (Fruiting body) เพื่อทำ หน้าที่สร้างสปอร์ ส่วนพวกที่เป็นเซลล์เดียว ได้แก่ ยีสต์ เส้นใยของฟังใจประกอบด้วย ผนังเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ และโพรโทพลาซึม โดยการสร้างสร้างสปอร์ แบบอาศัยเพศ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม แบบไม่อาศัยเพศ โดยการแตกหน่อการสร้างสปอร์หรือการหลุดจากกันเป็นท่อน ๆ ความหลากหลายของฟังไจ 1) ไฟลัมไคทริดิโอไมโคตา (Phylum Chytridiomycota) สมาชิกในไฟลัมนี้เรียกว่า ไคทริด (Chytrid) หรือราน้ำ เป็นฟังใจกลุ่มแรกที่มีวิวัฒนาการมาจากโพรทิสต์ที่มีแฟลเจลลัม ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้ำ บางชนิดทำ หน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย (Saprophytism) ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ บางชนิดเป็นปรสิตในพวก โพรทิสต์ พืช และสัตว์ เป็นแทลลัสขนาดเล็ก ที่พบโดยส่วนใหญ่จะไม่มีการสร้างเส้นใย และเส้นใยไม่มี ผนังกั้น (Coenocytic Hypha) มีการสร้าง sporangium และมีไรซอยด์ ทำ หน้าที่ดูดอาหาร ผนังเซลล์ ของฟังใจกลุ่มนี้ประกอบด้วย สารโคทิน สปอร์และแกมีตมีแฟลเจลลัม 1 เส้นที่เรียกว่า ซูโอสปอร์ (Zoospore) ช่วยในการเคลื่อนที่ อาหารสะสมเป็นไกลโคเจน สืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ เช่น Allomyces sp, Chytridium sp. ปัจจุบันพบไคทริดแล้วประมาณ 1,000 ชนิด แบ่งตามหน้าที่ เส้นใยที่ยึดเกาะอาหารมีหน้าที่ดูดซึมอาหารที่ย่อยแล้ว เส้นใยที่ยื่นไปในอากาศ (Fruiting Body) ทำ หน้าที่สร้างสปอร์เพื่อสืบพันธุ์ เปลี่ยนเเปลงรูปร่าง เพื่อทำ หน้าที่พิเศษ ไรซอยด์ (Rhizoid) มีลักษณะคล้ายรากพืชยื่นออกจากไมซีเลียมเพื่อยึดให้ติดกับผิวอาหาร และช่วยดูดซึมอาหารด้วย ฮอสทอเรียม (Haustorium) หรือ อาร์บาสคิว (Arbuscules) เป็นเส้นใยที่ยื่นเข้าเซลล์โฮสต์ เพื่อดูดซึมอาหารจากโฮสต์ พบในราที่เป็นปรสิต SEM TEM Allomyces sp. Chytridium sp. 13
2) ไฟลัมไซโกไมโคตา (Phylum Zygomycota) ลักษณะเด่นของราในไฟลัมนี้คือไฮฟาไม่มีผนังกั้น (Coenocytic Hypha) แต่จะพบผนังกั้นในระยะที่จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์จึงเห็นนิวเคลียสจำ นวนมาก ผนังเซลล์เป็นสารไคทิน ดำ รงชีวิตอยู่ในดินที่มีความชื้นและซากสิ่งมีชีวิตเป็นส่วนใหญ่ ดูดสารอินทรีย์ จากซากพืชซากสัตว์ แต่บางชนิดดำ รงชีวิตโดยเป็นปรสิตของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในดิน ปัจจุบันพบฟังใจ ในไฟลัมไซโกไมโคตาแล้วประมาณ 600 ชนิด เช่น Rhizopus stolonifer ซึ่งเป็นราที่ขึ้นบนขนมปัง และ Rhizopus nigricans เป็นราที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกรดฟูมาริก Rhizopus stolonifer Rhizopus nigricans 3) ไฟลัมแอสโคไมโคตา (Phylum Ascomycota) เป็นฟังไจที่มีจำ นวนชนิดมากที่สุดมีรูปร่างทั้งแบบ เซลล์เดียวและหลายเซลล์ลักษณะของเส้นใยมีผนังกั้น (Septate Hypha) แต่มีรูทะลุถึงกันทำ ให้ ไซโทพลาซึมและนิวเคลียสไหลถึงกันได้ ผนังเซลล์ประกอบด้วยสารไคทิน อาจเรียกราพวกนี้ว่า ราถุง (sac fungi) เพราะสปอร์ที่ใช้ในการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศที่เรียกว่า แอสโคสปอร์ (Ascospore) เกิดอยู่ในถุงแอสคัส (ascus) ซึ่งแอสคัสจะมีแอสโคสปอร์ประมาณ 4 หรือ 8 แอสโคสปอร์ และจะรวมกัน อยู่ในโครงสร้างที่มีเส้นใยเรียกว่า แอสโคคาร์ป (ascocarp) ซึ่งเป็นฟรุตติงบอดี ส่วนการสืบพันธุ์แบบ ไม่อาศัยเพศโดยสร้างสปอร์ที่เรียกว่าโคนเดีย (Conidia) เกิดที่ปลายไฮฟา บางชนิดไม่สร้างไมซีเลียมแต่ อยู่เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ คือ ยีสต์ (Yeast) มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการแตกหน่อ (Budding) การดำ รงชีวิตพบว่ามีอยู่ทั้งในทะเลและพื้นดิน ปัจจุบันพบฟังไจกลุ่มนี้แล้วประมาณ 30,000 ชนิด Morel Truffle Puffball Yeast Monascus spp. Neurospora sp. 4) โฟลัมเบสิดิโอไมโคตา (Phylum Basidiomycota) ฟังไจกลุ่มนี้มีวิวัฒนาการสูงสุด ซึ่งทำ หน้าที่เป็นผู้ย่อย อินทรียสารที่มีประสิทธิภาพของระบบนิเวศมีลักษณะสำ คัญคือมีเส้นใยที่มีผนังกั้นสมบูรณ์มีการสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศโดยสร้างสปอร์ที่เรียกว่า basidiospore จำ นวน 4 สปอร์ อยู่ข้างนอก Basidium เห็ดที่มีวิวัฒนาการสูงสุด จะสร้างเบสิเดียมบนโครงสร้างพิเศษหรือฟรุตติงบอดี ที่เรียกว่า Basidiocarp หรือดอกเห็ด ได้แก่ เห็ดชนิดต่าง ๆ เช่น เห็ดฟาง (Volvaricella volvacea) เห็ดหอม (Lentinula edodes) ราสนิม (Rusts) และราเขม่าดำ หรือสมัท (Smuts) ที่ทำ ให้เกิดโรค Volvaricella volvacea Lentinula edodes Rusts Smuts 14
อาณาจักรพืช Kingdom of Plantae ไปกันเลย 15
อาณาจัจั จั กจั กรพืพืช พื ช พื พืชเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์แบบยูคาริโอต เป็นพวกที่สังเคราะห์ด้วยแสงได้ และสร้างสารอินทรีย์จาก สารอนินทรีย์ได้ พืชมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มสาหร่ายสีเขียวพวกคาโรไฟซีน (charophycean) หรือพวก คาโรไฟต์ (charophyte) หรือสาหร่ายไฟ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพืชมากที่สุด พืชที่ไม่มีท่อลำ เลียงหรือไบรโอไฟต์ (Nonvascular plants หรือ Bryophytes) 1) ไฟลัมเฮพาโทไฟตา (Phylum Hepatophyta) ได้แก่ ลิเวอร์เวิร์ท (liverwort) แผ่นที่มีลักษณะคล้ายใบ เรียกว่า ทัลลัส ด้านล่างมีรากเทียมดูดน้ำ และใช้ยึดเกาะกับพื้น ส่วนที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ทั้งอาร์คีโกเนียม (archegonium) และแอนเทอริเดียม (antheridium) ชูสูงขึ้น ส่วนที่ชูอวัยวะเพศเมียเรียกว่า อาร์คีโกนิ โอฟอร์ (archegoniophore) ส่วนที่ชูอวัยวะเพศผู้เรียกว่า แอนเทอริดิโอฟอร์ (antheridiophore) บางพวกสามารถสืบพันธุ์โดยไม่ใช้เพศด้วยการสร้างเจมมาคัพ (gemma cup) ซึ่งมีเซลล์ที่จะงอกเป็น แกมีโทไฟต์ต้นใหม่อยู่ภายใน บางพวกอาจอยู่ในน้ำ Riccia sp. Marchantia sp. 2) ไฟลัมเอนโทเซอโรไฟตา (Phylum Anthocerophyta) ได้แก่ พวกฮอร์นเวิร์ท (hornwort) พวกนี้ต่างจาก มอสส์และลิเวอร์เวิร์ทตรงที่แผ่นแกมีโทไฟต์เป็นแผ่นหยัก ๆ ส่วนต้นสปอโรไฟต์ตั้งตรงงอกจากต้นแกมีโทไฟต์ สปอโรไฟต์อยู่บนแกมีโทไฟต์ตลอดชีวิต โดยรับอาหารแร่ธาตุและน้ำ ผ่านต้นแกมีโทไฟต์ พวกนี้มีความทนทาน ต่อภูมิอากาศได้หลายสภาพ สามารถเจริญเป็นทัลลัสใหม่จากทัลลัสเดิมที่หักออก Anthoceros sp. Phaeoceros sp. 3) ไฟลัมไบรโอไฟตา (Phylum Bryophyta) ได้แก่ มอสส์ชนิดต่าง ๆ มีส่วนคล้ายลำ ต้น คล้ายรากและคล้ายใบ ส่วนที่คล้ายลำ ต้นของมอสส์ไม่มีท่อลำ เลียงส่วนคล้ายลำ ต้นนี้งอกจากส่วนที่เป็นท่อน ๆ เรียกว่า protonema ซึ่งเจริญมาจากส่วนของสปอร์ที่ปลิวไปตกบริเวณที่เหมาะสมต่อไปเริ่มมีลักษณะคล้ายใบงอกออกมาพร้อมกัน นั้นส่วนที่คล้ายต้น (caulidium) งอกสูงขึ้น โดยมีส่วนคล้ายรากยึดกับดินหรือซอกหินแฉะ ๆ เอาไว้ จากนั้น ต้นตัวผู้จะสร้างอวัยวะสืบพันธุ์ที่เรียกว่า antheridium สร้างสเปิร์มซึ่งมีแฟลเจลลา ใช้สำ หรับว่ายน้ำ ต้นตัวเมียจะสร้างอวัยวะสืบพันธุ์เพศเมียที่เรียกว่า archegonium ภายในมีไข่ Sphagnum sp. 16
พืชที่มีท่อลำ เลียงที่ไม่มีเมล็ดหรือเทอริโดไฟต์ (Pteridophytes) 1) ไฟลัมไลโคไฟตา (Phylum Lycophyta) เป็นพืชต้นเล็ก ๆ และเป็นไม้เนื้ออ่อน เป็นพืชที่มีลำ ต้นและใบที่ แท้จริง ลำ ต้นส่วนที่อยู่ใต้ดินเรียกว่า ไรโซม (rhizome) และมีรากที่แท้จริง ส่วนที่ชูขึ้นมาเหนือดินหรืออาจ เป็นพวกที่ขึ้นบนต้นไม้อื่นเรียกว่า เอพิไฟต์ (epiphyte) ใบขนาดเล็กเรียกว่า ไมโครฟิลล์ (microphyll) พืชในไฟลัมนี้มีหลายสปีชีส์ ได้เเก่ - ไลโคโพเดียม (Lycopodium sp.) มีชื่อสามัญว่า คลับมอส (club mosses) ภาษาไทยเรียกว่า ช้องนางคลี่ สร้อยสุกรม สามร้อยยอด หางสิงห์ หญ้ารังไก่ หางกระรอก สร้อยสีดา ส่วนยอดของสปอโรไฟต์ จะมีการสร้างที่ รองรับอับสปอร์เรียกว่า สปอโรฟิลล์ (sporophyll) ซึ่งอัดตัวกันแน่นเรียกว่า สโตรบิลัส (strobilus) มีการสร้าง สปอร์ขนาดเท่ากัน (homosporous) เมื่อสปอร์หลุดร่วงไปเจริญเป็นแกมีโทไฟต์ club mosses - ซีแลกจิเนลลา (Selaginella sp.) มีชื่อสามัญว่า spike mosses สปีชีส์ที่พบในประเทศไทย ได้แก่ พวกที่มีชื่อ ภาษาไทยว่า เฟือยนก พ่อค้าตีเมีย หญ้าร้องไห้ ตีนตุ๊กแกลำ ต้นมีขนาดเล็กและบอบบาง ลำ ต้นมีทั้งชนิดเป็นต้น ตั้งตรงและพวกที่เลื้อยไปตามพื้นดิน ลำ ต้นมีใบเรียงเป็น 4 แถวตามความยาวของลำ ต้น มีการสร้างสปอร์ขนาด ต่างกัน (heterosporous) spike mosses 2) ไฟลัมเทอโรไฟตา (Phylum Pterophyta) - หวายทะนอย (whisk fern, Psilotum) พืชกลุ่มนี้มีลำ ต้นขนาดเล็ก ไม่มีรากที่แท้จริง มีส่วนคล้ายรากเรียกว่า ไรซอยด์ (rhizoid) ทำ หน้าที่ดูดน้ำ และเกลือแร่สำ หรับลำ ต้นเป็นเหลี่ยมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนเหนือดิน และใต้ดินส่วนที่อยู่เหนือดินมีสีเขียวทำ หน้าที่สังเคราะห์แสงได้ด้วย ลำ ต้นมีการแตกกิ่งเป็นคู่ ๆ มีอับสปอร์อยู่ที่กิ่ง แต่ไม่มีใบ อับสปอร์มีลักษณะเป็นพู 3-5 พูอยู่ที่ด้านข้างของกิ่งต้นที่พบทั่วไปเป็นระยะสปอโรไฟต์ ส่วนแกมีโทไฟต์ มีขนาดเล็กและอายุสั้น - หญ้าถอดปล้องหรืออีควิเซตัม (Equisetum sp.) หญ้าเงือกสนหางม้า จีนัสอื่น ๆ สูญพันธุ์หมดแล้ว เป็นพวก ที่มีรากลำ ต้นและใบที่แท้จริงลำ ต้นมีทั้งอยู่ใต้ดินและตั้งตรงขึ้นเหนือดิน บางชนิดลำ ต้นมีขนาดเล็ก สีเขียว ทำ การสังเคราะห์ด้วยแสงได้ลำ ต้นค่อนข้างแข็งหยาบ เพราะมีสารพวกซิลิกาเคลือบ - เฟิน (Ferns) เป็นพืชที่มีรากลำ ต้น ใบที่แท้จริง เฟินเป็นสมาชิกในไฟลัมเทอโรไฟตามีจำ นวนมากถึง 12,000 ชนิด ขึ้นอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ต่างกัน เช่น เริ่มจากพวกที่อยู่บนพืชอื่นคือ เป็นเอพิไฟต์ (epiphyte) เช่น ชายผ้าสีดา (Platycerium) บางพวกอยู่ในที่แห้ง เช่น ต้นกูดแต้ม บางชนิดอยู่ในบริเวณที่มีความชื้นแฉะมาก เช่น ปรงทะเล ย่านลิเภา บางชนิดขึ้นอยู่ในน้ำ เช่น ผักกูดน้ำ ผักแว่น บางชนิดลอยอยู่ในน้ำ เช่น แหนแดง หวายทะนอย Equisetum sp. ต้นกูดแต้ม Platycerium ปรงทะเล ย่านลิเภา ผักกูดน้ำ ผักแว่น แหนแดง 17
พืชที่มีท่อลำ เลียงที่มีเมล็ด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ พืชเมล็ดเปลือย และพืชดอก 1. พืชเมล็ดเปลือย (Gymnosperm) ; พืชที่ไม่มีดอก ไม่มีรังไข่ เมื่อออวุลกลายเป็นเมล็ด จึงไม่มีผลหุ้มเมล็ด แบ่งออกเป็น 4 ไฟลัม คือ ไฟลัมไซแคโดไฟตา ไฟลัมกิงโกไฟตา ไฟลัมโคนิเฟอโรไฟตา และไฟลัมนีโทไฟตา 1) ไฟลัมไซแคโดไฟตา (Phylum Cycadophyta) พืชในไฟลัมนี้ เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์ในบริเวณที่ที แห้งห้แล้งได้ดี ในประเทศไทยพบเพียง 10 สปีชีส์ อยู่ในจีนัส Cycas sp. เช่น ปรง ปรงป่า เป็นต้น พบได้ ตั้งแต่บริเวณป่าชายเลน เกาะที่มีภูเขาหินปูน ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบเขา ซึ่งมีรูปร่างลำ ต้นคล้าย กับต้นปาล์มขนาดเล็ก เติบโตช้า อีกทั้งไม่มีกิ่งก้าน ใบแตกออกบริเวณยอด ใบคล้ายทางมะพร้าว มีการสร้าง โคนเพศผู้และโคนเพศเมียแยกต้นกัน โดยในเพศเมียมีออวุลหลายออวุลติดอยู่บนแผ่นใบซึ่งเรียงซ้อนกันแน่น แต่มักไม่เป็นสตรอบิลัส male cone female cone ปรงป่า ปรงญี่ปุ่น (ปรงจีน) 2) ไฟลัมกิงโกไฟตา (Phylum Ginkgophyta) เป็นพืชโบราณที่มีวิวัฒนาการน้อยมากพบตามธรรมชาติใน เขตอบอุ่นลักษณะทั่วไปของพืชในไฟลัมนี้ คือ มีลำ ต้นขนาดใหญ่ มีใบเดี่ยวคล้ายพัดสีเขียว และจะเปลี่ยน เป็นสีเหลืองทองในฤดูใบไม้ร่วง เมล็ดมีอาหารสะสมจึงนิยมนำ มารับประทาน ปัจจุบันพบพืชในไฟลัมนี้ เพียงชนิดเดียว คือ แปะก๊วย (Ginkgo biloba L.) ต้นแป๊ะก๊วย ส่วนประกอบ โคนเพศผู้ ใบและออวุล เมล็ด 3) ไฟลัมโคนิเฟอโรไฟตา (Phylum Coniferophyta) เป็นพืชเมล็ดเปลือยที่มีความหลากหลายมากที่สุด มีลักษณะสำ คัญคือ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ รูปทรงของลำ ต้นและใบคล้ายพีระมิด ใบมีขนาดเล็กคล้ายเข็ม อยู่เป็นกลุ่มบนกิ่งสั้น ๆ ลำ ต้นมีการแตกกิ่งก้านได้มาก ปลายยอดมีเนื้อเยื่อเจริญพืชในไฟลัมโคนิเฟอโรไฟตา มีประมาณ 550 ชนิด เช่น สนสองใบ (Pinus merkusii Jungh. & de Vriese) สนสามใบ (Pinus kesiya Royle ex Gordon) สนสองใบ สนสามใบ เมล็ดสน ป่าสน 18
การสืบพันธุ์ขธุ์ องพืชมีดอกพบว่ามีการปฏิสนธิซ้อน (Double Fertilization) คือการปฏิสนธิระหว่าง สเปิร์ม 2 เซลล์ เซลล์หนึ่งผสมกับเซลล์ไข่ได้เป็นไซโกต ซึ่งเจริญพัฒนาไปเป็นต้นอ่อน (Embryo) ส่วนอีก เซลล์หนึ่งผสมกับโพลาร์นิวคลีโอ ได้เป็นเอนโดสเปิร์ม ทำ หน้าที่เก็บสะสมอาหารไว้เลี้ยงต้นอ่อน สปอโรไฟต์ ของพืชมีดอกมีขนาดใหญ่เด่นชัด ประกอบด้วย ราก ลำ ต้น และใบที่แท้จริง แต่แกมีโทไฟต์มีขนาดเล็ก เจริญอยู่บนสปอโรไฟต์ 4) ไฟลัมนีโทไฟตา (Phylum Gnetophyta) มีเซลล์ลำ เลียงน้ำ เรียกว่า เวสเซลอีลีเมนต์ (vessel element) อยู่ในไซเล็ม นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่คล้ายกับของพืชดอก คือ การปฏิสนธิ แต่การปฏิสนธิของนีโทไฟต์จะ ไม่ได้เอนโดสเปิร์มและเซลล์ดิพลอยด์ที่เกิดจากการปฏิสนธิของสเปิร์มเซลล์ที่สองจะสลายไป เป็นไม้ยืนต้น หรือไม้เถาขนาดใหญ่ที่มีเนื้อไม้ ปัจจุบันเหลือเพียง 3 จีนัส คือ มะเมื่อย (Gnetum sp.) พบในป่าเขตร้อน บางชนิดเป็นไม้พุ่ม เช่น มั่วอึ่ง (Ephedra sp.) พบในทะเลทรายของอเมริกา บางชนิดพบเฉพาะใน ทะเลทรายของแอฟริกา เช่น ปีศาจทะเลทราย (Welwitschia sp.) เป็นพืชโบราณไร้ดอก ในประเทศไทย พบจีนัสเดียว คือ จีนัสนีตัม (Gnetum sp.) เช่น มะเมื่อย ผักเหลียง มะเมื่อย มั่วอึ่ง ปีศาลทะเลทราย ผักเหลียง 2. พืชดอก (Angiosperm) ; พืชมีดอกมีรังไข่เมื่อออวุลกลายเป็นเมล็ดจึงมีผลหุ้มเมล็ด 1) ไฟลัมแอนโทไฟตา (Phylum Anthophyta) ได้แก่ กลุ่มพืชดอกมีอยู่ในปริมาณมากกว่าพืชทุกชนิดรวมกัน ถึง 3 เท่าคือราว 250,000 ชนิด เป็นพืชที่มีลำ ต้น ราก ใบเจริญดีลักษณะเด่นของพืชกลุ่มนี้คือ มีดอก เมล็ดอยู่ภายในผลหรือเมล็ดมีรังไข่หุ้ม พืชดอกบางชนิดอาจเห็นดอกได้ยากหรือไม่เคยพบดอกเลย เช่น ไข่น้ำ หรือผำ ซึ่งเป็นพืชดอกขนาดเล็กที่สุด สนทะเล สาหร่ายหางกระรอก จอก แหน พลูด่าง ตะไคร้ ไผ่ เป็นต้น สวนดอกไม้นานาพันธุ์ แครอท มันฝรั่ง ดอกชบา 19
อาณาจักรสัตว์ Kingdom of Animalia ไปกันเลย 20
อาณาจัจั จั กจั กรสัสัต สั ต สัว์ว์ ว์ว์ อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia หรือ Metazoa) ปัจจุบันอาณาจักรสัตว์จัดเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิต หลายเซลล์ บางพวกเซลล์ยังไม่รวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื่อ เช่น พวกฟองน้ำ สิ่งที่เหมือนกันในกลุ่มสัตว์ คือ เป็นพวก เฮเทอโรโทรปซึ่งไม่สามารถสร้างอาหารได้ด้วยตัวเอง (Heterotrophic Organism) หรือในแง่ของนิเวศวิทยาจัดสัตว์ไว้ในกลุ่มผู้บริโภค (Consumer) ต้องได้อาหารจากสิ่งมีชีวิตอื่น นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวเพื่อ รับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดี นักชีววิทยาเชื่อว่าสัตว์ต่าง ๆ มีวิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์เดียว ปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้ถึง 9 ไฟลัม 1. ไฟลัมพอริเฟอรา (Porifera) ได้แก่ ฟองน้ำ (Sponges) 2. ไฟลัมซีเลนเทอราตา (Coelenterata) หรือไนดาเรีย (Cnidaria) เช่น ไฮดรา แมงกะพรุน กัลปังหา ปะการัง 3. ไฟลัมแพลทีเฮลมินทิส (Platyhelminthes) เช่น พลานาเรีย พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ เป็นต้น 4. ไฟลัมนีมาเทลมินทิส (Nemathelminthes) หรือนีมาโทดา (Nematoda) เช่น หนอนตัวกลมชนิดต่าง ๆ พยาธิแส้ม้า พยาธิปากขอ พยาธิ โรคเท้าช้าง เป็นต้น 5. ไฟลัมแอนเนลิดา (Annelida) เช่น ไส้เดือนดิน ปลิง ทากดูดเลือด แม่เพรียง เป็นต้น 6. ไฟลัมมอลลัสคา (Mollusca) เช่น หมึก หอยฝาเดียว หอยสองฝา ลิ่นทะเล เป็นต้น 7. ไฟลัมอาร์โทรโพดา (Arthropoda) ได้แก่ แมลงชนิดต่าง ๆ กุ้ง ปู แมงมุม แมงดาทะเล หมัด เห็บ เพรียงหิน กิ้งกือ ตะขาบ เป็นต้น 8. ไฟลัมเอไดโนเดอร์มาตา (Echinodermata) เช่น ดาวทะเล เม่นทะเล ปลิงทะเล พลับพลึงทะเล อีแปะทะเล (เหรียญทะเล) เป็นต้น 9. ไฟลัมคอร์ดาตา (Chordata) ได้แก่ เพรียงหัวหอม และสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดต่าง ๆ กลุ่มที่ไม่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง จำ แนกตามสายวิวัฒนาการ 1) ไฟลัมพอริเฟอรา (Phylum Porifera) พบทั้งในน้ำ เค็มและน้ำ จืด ส่วนใหญ่จะอยู่ในน้ำ เค็ม มักพบอยู่ตาม โขดหิน ก้อนหินตั้งแต่ระดับชายฝั่งทะเลจนถึงทะเลลึก มีหลายสีสวยงามรูปร่างภายนอกไม่มีสมมาตร (Asymmetry) รูปร่างเป็นก้อน ๆ มีรูพรุนเป็นทางน้ำ เข้า (Ostium) ซึ่งมีขนาดเล็กส่วนทางน้ำ ออก (Osculum) มีขนาดใหญ่กว่าแต่มีจำ นวนน้อยกว่าทางน้ำ เข้าภายในลำ ตัวมีโพรง (Spongocoel) และ ทางเดินของน้ำ อยู่ทั่วไป ดังนั้นบริเวณที่มีฟองน้ำ มาก ๆ จะมีสัตว์เล็ก ๆ หลบซ่อนหาอาหารอยู่มาก ทำ ให้ระบบนิเวศบริเวณนั้นมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ระบบทางน้ำ น้ำ เข้าผ่าน Ostium และออกทาง Osculum มี 3 แบบ - Asconoid เป็นแบบที่ง่ายที่สุด - Scyconoid เป็นแบบที่ค่อนข้างยุ่งยากมากขึ้น - Leuconoid เป็นแบบที่สลับซับซ้อนมากที่สุด Asconoid Scyconoid Leuconoid ฟองน้ำ คงรูปร่างอยู่ได้เพราะมีโครงร่างแข็ง ๆ เรียกว่า ขวาก หรือ สปิคุล (Spicule) สปีคุลนี้ใช้เป็นเกณฑ์ แยกกลุ่มของฟองน้ำ ได้แก่ สปิคุลที่มีหินปูนเป็นองค์ประกอบ (Calcareous Spicule) สปิคุลที่มีซิลิกาเป็น องค์ประกอบ (Siliceous Spicule) สปิคุลที่มีเส้นใยโปรตีนเป็นองค์ประกอบที่เรียกว่า สปันจิน (Spongin) หรือเป็นทั้งซิลิกาและใยสปอนจิน 21
1) ไฟลัมไนดาเรีย (Phylum Cnidaria) เป็นสัตว์น้ำ ที่มีน้อยชนิดในน้ำ จืดแต่มากชนิดในน้ำ ทะเล เซลล์รวมตัว กันเป็นเนื้อเยื่อที่แท้จริงแล้วจัดตัวเป็นเนื้อเยื่อ 2 ชั้นคือเนื้อเยื่อชั้นนอกและเนื้อเยื่อชั้นในระหว่าง 2 ชั้นนี้ มีเยื่อมีโซเกลีย (Mesoglea) แทรกอยู่ภายในลำ ตัว ยังไม่มีระบบของอวัยวะที่ชัดเจน มีช่องว่างเรียกว่า แกสโทรวาสคิวลาร์ (Gastrovascular Cavity) รูปร่างสมมาตรแบบรัศมี บางชนิดรูปร่างคล้ายกระดิ่งคว่ำ เรียกว่า เมดูซา (Medusa) ว่ายน้ำ ได้ บางชนิดรูปร่างยาวคล้ายต้นไม้ เรียกว่า โพลิป (Polyp) มีด้านฐาน ยึดติดกับที่ด้านตรงข้ามเป็นปาก มีเทนทาเคิล (Tentacle) หรือหนวดอยู่รอบ ๆ ปาก ใช้จับอาหารโดยที่ เซลล์บนเทนทาเคิลเป็นเซลล์พิเศษ เรียกว่า ไนโดไซต์ (Cnidocyte) ซึ่งภายในเซลล์นี้มีเข็มพิษ คือ เนมาโทซิสต์ (Nematocyst) ที่สัตว์อื่นถูกแล้วอาจเป็นอัมพาต เมื่อสัตว์ถูกยิงด้วยเข็มพิษนี้แล้วจะถูกจับกิน เข้าทางเดินอาหาร มีระบบประสาทชนิดร่างแห (Nerve net) บางชนิดมีอวัยวะสำ หรับใช้ในการทรงตัว หรือสตาโตซิสต์ (Statocyst) บางชนิดมีอวัยวะรับแสง (Eyespot) การสืบพันธุ์ขธุ์ องฟองน้ำ มีทั้งการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและแบบอาศัยเพศ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ได้แก่ การสืบพันธุ์โดยการแตกหน่อ (Budding) การขาดเป็นท่อน (Fragmentation) หรือการสร้างเจมมูล (Gemmule) สำ หรับการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีทั้งแบบสองเพศในตัวเดียวกัน (Monoecious) และแบบ แยกเพศ (Diecious) เกิดการปฏิสนธิภายใน - Class Calcarea มีโครงร่างเป็นหินปูน พบอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล เช่น ฟองน้ำ หินปูน - Class Hexactinellida มีโครงร่างเป็นสารซิลิกา เช่น ฟองน้ำ แก้ว - Class Dermospongiae มีโครงร่างแข็งเป็นสารซิลิกาหรือเป็นโครงร่างเส้นใยโปรตีน (spongin fiber) หรืออาจเป็นโครงร่างที่มีทั้งซิลิกาและเส้นใยโปรตีนรวมกัน เช่น ฟองน้ำ ถูตัว ฟองน้ำ น้ำ จืด - Class Sclerospongiae เป็นฟองน้ำ ที่พบอาศัยอยู่ในเขตร้อนและเขตอบอุ่นเกาะอยู่ตามแนวปะการังทั่วไป นักชีววิทยาได้จำ แนกออกเป็น 4 คลาส (Class) ดังนี้ ฟองน้ำ หินปูน (ฟองน้ำ แจกัน) ฟองน้ำ แก้ว (Euplectella Aspergillum) ฟองน้ำ ถูตัว ฟองน้ำ น้ำ จืด กลุ่มที่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง - แบบที่ 1 แบบกลุ่มที่มีสมมาตรแบบรัศมี การสืบพันธุ์มีธุ์ มีทั้งการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการแตกหน่อ และการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศที่มีเพศผู้ และเพศเมียอยู่ในตัวเดียวกันเกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกายโดยการปฏิสนธิข้ามตัว ตัวอ่อน เรียกว่า พลานูลา (Planula) ซึ่งว่ายน้ำ ได้โดยใช้ซิเลีย เช่น ไฮดรา แมงกะพรุน ปะการัง กัลปังหา ซีแอนนีโมนี (ดอกไม้ทะเล) ปัจจุบันมีการค้นพบสัตว์ในไฟลัมนี้แล้วประมาณ 9,000 ชนิดจำ แนกออกเป็น 4 คลาส คือ - Class Hydrazoa พบทั้งในแหล่งน้ำ จืดและทะเลมีรูปร่างทั้งแบบโพลิปและเมดูชาเซลล์ เช่น ไฮดรา แมงกะพรุนน้ำ จืด โอบิเลีย บางชนิดมีโครงร่างแข็งเป็นสารจำ พวกหินปูน เช่น ปะการังแตน - Class Scyphozoa พบอาศัยอยู่ในทะเลทั้งหมดมีรูปร่างแบบเมดูซา เช่น แมงกะพรุนจาน - Class Cubozoa อาศัยอยู่ในทะเลมีรูปร่างเป็นแบบ cutical จึงเรียกว่า แมงกะพรุนถัง - Class Anthozoa อาศัยอยู่ในทะเล เช่น ดอกไม้ทะเล (sea anemone) ปะการังถ้วย ปะการังหิน กัลปังหา ไฮดรา Scyphozoa Cubozoa sea anemone กัลปังหา 22
กลุ่มที่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง - แบบที่ 2 แบบกลุ่มที่มีสมมาตรแบบครึ่งซีกหรือแบบด้านข้าง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มโพรโทสโทเมียและกลุ่มดิวเทอโรโทเมีย 1. กลุ่มโพรโทสโทเมีย ; ตัวอ่อนมีปากเกิดก่อนทวารหนักและมีตัวอ่อนแบบโทรโคฟอร์ 1) ไฟลัมแพลทีเฮลมินทิส (Phylum Platyhelminthes) ได้แก่ หนอนตัวแบน ซึ่งแบนทางด้านบน-ล่างเป็นพวกไม่มีช่องว่างลำ ตัว (Acoelomate) และมีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น (triploblastic) มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์มีรูเปิดรูเดียวแต่ทางเดินอาหารแตกแขนงไปทั่วร่างกายไม่มีอวัยวะสำ หรับ แลกเปลี่ยนแก๊สโดยตรงอาศัยการแพร่ผ่านผิวของลำ ตัวอวัยวะขับถ่ายใช้เฟลมเซลล์ (Flame Cell) ระบบประสาทมีลักษณะคล้ายขั้นบันไดในตัวเดียวมี 2 เพศอาจผสมได้ในตัวเอง หนอนตัวแบนบางชนิดดำ รงชีวิตแบบอิสระ เช่น พลานาเรีย บางชนิดดำ รงชีวิตแบบปรสิต เช่น พยาธิตัวตืด ปัจจุบันพบสัตว์จำ พวกหนอนตัวแบนประมาณ 13,000 ชนิดแบ่งออกเป็น 3 คลาส คือ - Class Turbellaria ส่วนใหญ่ดำ รงชีวิตแบบอิสระพบทั้งในแหล่งน้ำ จืดทะเลและบนบก เช่น พลานาเรีย หนอนหัวขวาน - Class Trematoda ดำ รงชีวิตแบบปรสิตมีรูปร่างคล้ายใบไม้ เช่น พยาธิใบไม้ในตับคน พยาธิใบไม้ในตับแกะ พยาธิใบไม้ในหอยกาบน้ำ จืด - Class Cestoda ดำ รงชีวิตแบบปรสิต มีลำ ตัวแบนยาว ไม่มีระบบทางเดินอาหาร เช่น พยาธิตัวตืด ชนิดต่าง ๆ พลานาเรีย หนอนหัวขวาน พยาธิใบไม้ในตับคน พยาธิตัวตืด 2) ไฟลัมมอลลัสคา (Phylum Mollusca) ลักษณะเด่นของสัตว์กลุ่มนี้คือ มีลำ ตัวนิ่ม ปกคลุมด้วยแมนเทิล อาจไม่มีเปลือกแข็งหุ้ม เช่น หมึก แต่ส่วนใหญ่มีเปลือกแข็งหุ้ม ได้แก่ หอยทุกชนิด ทั้งฝาเดียวและสองฝา ลิ่นทะเล ลำ ตัวของมอลลัสก์ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เท้า (Foot) อวัยวะภายใน (Visceral Mass) และแมนเทิล (Mantle) ระบบทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด หายใจด้วยเหงือกหรือปอด สัตว์ในไฟลัมนี้มีทั้งอยู่ในน้ำ จืด น้ำ เค็ม น้ำ กร่อย บนบก บนต้นไม้ ส่วนใหญ่ หากินอิสระ ยกเว้นบางพวกยึดเกาะติดกับที่ เช่น หอยแมลงภู่ หอยนางรม หมึกใช้หนวดและไซฟอนพ่นน้ำ หอยที่อยู่บนบกมักใช้ปอดหายใจแทนเหงือก มีอวัยวะขับถ่าย เรียกว่า Metanephridium มีเพศแยกกัน มีทั้งการปฏิสนธิภายในและการปฏิสนธิภายนอกมักออกลูกเป็นไข่ ปัจจุบันพบมอลลัสก์แล้วประมาณ 100,000 ชนิดแบ่งออกเป็นคลาสต่าง ๆ ดังนี้ - Class Monoplacophora ตัวมีลักษณะรูปไข่ มีเปลือกอันเดียว อวัยวะภายในมีลักษณะแบ่งเป็นปล้อง ๆ ได้แก่ หอยฝาละมี (Neopilina) - Class Polyplacophora พบอยู่ตามชายฝั่งทะเลบริเวณน้ำ ขึ้นน้ำ ลงมัก เกาะอยู่กับหินเปลือกอยู่ด้านบนมี 8 แผ่น ตามขวาง ได้แก่ ลิ่นทะเล (Chiton) - Class Gaspropoda เป็นพวกหอยฝาเดียว ส่วนใหญ่มีเปลือกที่เวียนเป็นเกลียว เช่น หอยโข่ง หอยขม หอยเชอรี่ หอยทากจิ๋วปากแตร หอยเต้าปูน หอยสังข์แตร - Class Bivalia เป็นพวกหอยสองฝา มักฝังตัวตามโคลนหรือทราย เช่น หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยกาบ หอยนางรม หอยหลอด หอยมือเสือ - Class Scaphopoda มีลักษณะสำ คัญคือ รูปร่างเป็นหลอดที่เปิดออกทั้ง 2 ข้าง มีความยาวของเปลือกประมาณ 2-6 เซนติเมตร มักฝังตัวอยู่ในโคลนหรือทราย เช่น หอยงาช้าง - Class Cephalopoda พบอาศัยอยู่ในทะเลมีลักษณะโดยทั่วไปคือ ลำ ตัวยาว เท้าพัฒนาไปเป็นเทนทาเคิล (หนวด) ระบบประสาทเจริญดี เช่น หอยงวงช้าง (Nautilus) หมึก 23
หอยฝาละมี (Neopilina) ลิ่นทะเล (Chiton) หอยเต้าปูน หอยมือเสือ หอยงาช้าง หอยงวงช้าง 3) ไฟลัมแอนเนลิดา (Phylum Annelida) มีลำ ตัวประกอบด้วยปล้องที่แท้จริงต่อกันเห็นได้ชัดเจน จึงเรียกว่าหนอนปล้อง (Segmented Worm) อวัยวะภายในแต่ละปล้องมีลักษณะคล้าย ๆ กันผิวหนัง มีคิวทิเคิล (Cuticle) ปกคลุมบาง ๆ และมีต่อมสร้างเมือก มีรยางค์ในแต่ละปล้อง โดยแต่ละชนิดอาจมี รยางค์ที่แตกต่างกัน คือ บางชนิดมีรยางค์เป็นเดือย เช่น ไส้เดือนดิน บางชนิดเป็นแท่งหรือเป็นแผ่นขา ใช้พุ่ยน้ำ เช่น แม่เพรียง แอนเนลิดามีกล้ามเนื้ออยู่ 2 ชนิด คือ กล้ามเนื้อวง และกล้ามเนื้อตามยาว มีช่อง ว่างลำ ตัวหรือโพรงลำ ตัวที่แท้จริง การลำ เลียงเลือดเป็นระบบปิด การหายใจบางชนิดใช้ผิวหนัง บางชนิด ใช้เหงือกหรือแผ่นขาพาราโพเดีย ระบบขับถ่ายของเสียที่เป็นของเหลวใช้เนฟรีเดียม (Nephridium) ปล้องละ 1 คู่ ส่งของเสียออกบริเวณผิวหนังด้านนอก ระบบประสาทมีสมองเป็นปม ระบบสืบพันธุ์บางชนิด แยกเพศ บางชนิดไม่แยกเพศแต่ก็ไม่สามารถผสมพันธุ์ในตัวเอง และแตกหน่อ ส่วนใหญ่อยู่อย่างอิสระ หนอนปล้องที่พบแล้วมีประมาณ 8,900 ชนิด แบ่งออกเป็น 3 คลาส ดังนี้ - Class Polychaeta ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเล มีบางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำ กร่อยและน้ำ จืด มีลักษณะสำ คัญคือ มีรยางค์ ยื่นออกจากลำ ตัวคล้ายใบพาย (Parapodia) ตลอดลำ ตัว มีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย เช่น แม่เพรียง บุ้งทะเล - Class Oligochaeta อาศัยอยู่ทั้งบนบกและในแหล่งน้ำ จืด มีเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียอยู่ใน ตัวเดียวกัน แต่มีการผสมพันธุ์ข้ามตัว เช่น ไส้เดือนดิน หนอนแดง - Class Hirundinea อาศัยอยู่ทั้งบนบกและแหล่งน้ำ จืดดำ รงชีวิตแบบปรสิตภายนอก เช่น ปลิงน้ำ จืด ทากดูดเลือด แม่เพรียง ไส้เดือนดิน ทากดูดเลือด 4) ไฟลัมนีมาโทดา (Phylum Nematoda) หนอนตัวกลม (Round Worm) ลำ ตัวไม่เป็นปล้อง พบได้ทั่วไป มีทั้งดำ รงชีพแบบปรสิตและหากินอิสระลักษณะทั่ว ๆ ไป ลำ ตัวกลมเรียวยาว แต่ยังมีสมมาตรแบบครึ่งซีก มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ ด้านหัวเป็นปากทางด้านหางเป็นทวารหนัก ไม่มีรยางค์ มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น แต่มี กล้ามเนื้อตามยาวเท่านั้นมีช่องว่างลำ ตัวเทียม (Pseudocoelom) ในการเจริญเติบโตมีการลอกคราบ ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือด ผิวหนังมีคิวทิเคิล (Cuticle) เคลือบหนา มีระบบขับถ่ายโดยเซลล์พิเศษทำ หน้าที่ เป็นต่อมพิเศษ เรียกว่า ต่อมเรเนตต์ (Renette gland) ระบบประสาทเป็นวงแหวนรอบหลอดอาหารและ ต่อเนื่องเป็นเส้นยาวอยู่ตลอดลำ ตัว อวัยวะเพศแยกเพศกันคนละตัว ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้และหางไม่งอ มีการผสมพันธุ์ภายในตัว ได้แก่ พยาธิปากขอ (Hook Worm) พยาธิไส้เดือน (Ascaris Lumbricoides) พยาธิตัวจี๊ด พยาธิเส้นด้าย หนอนตัวกลมที่พบแล้วมีประมาณ 12,000 ชนิด พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน พยาธิตัวจี๊ด พยาธิเส้นด้าย 24
5) ไฟลัมอาร์โทรโพดา (Phylum Arthropoda) เป็นไฟลัมที่มีสัตว์มากชนิดที่สุด ลำ ตัวเป็นปล้องที่แท้จริง มีขาหรือรยางค์เป็นข้อปล้องและลำ ตัว สารประกอบแข็งคือ ไคทิน จัดเป็นโครงร่างภายนอก (Exoskeleton) เมื่อเจริญเติบโตจากตัวอ่อนเป็นตัวเต็มวัย เรียกว่า การลอกคราบ (Ecdysis) ส่วนใหญ่แบ่งลำ ตัวแยกออก ได้เป็น 3 ส่วนคือ หัว อก และท้อง บางชนิดบางส่วนอาจเชื่อมติดกันลำ ตัวแบ่งเป็นปล้อง ๆ แต่ละปล้องมัก มีรยางค์ 1 คู่ ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด โดยมีหัวใจที่มีหลอดเลือดเล็ก ๆ สูบฉีดเข้าสู่ช่องว่างของซีลอม เรียกว่า ฮีโมซีล (Hemocoel) แล้วหมุนเวียนทั่วร่างกายจนกลับเข้าหัวใจอีกครั้ง สำ หรับสารที่รับออกซิเจน เรียกว่า ฮีโมไซยานิน (Haemocyanin) อวัยวะใช้แลกเปลี่ยนแก๊สมีชื่อเรียกต่างกัน ส่วนอวัยวะขับถ่ายที่มี หลายชนิด อวัยวะรับสัมผัสมีตาเดี่ยวหรือตาประกอบรับภาพ มีหนวด (Antenna) รับสัมผัสมีอวัยวะ เกี่ยวกับการทรงตัว สามารถแยกออกเป็นกลุ่มหรือคลาสได้จากลักษณะของการเชื่อมติดกันระหว่างหัวกับอก หรือการแยก กันของหัวกับอก ลักษณะการมีหนวด และจำ นวนขา แบ่งออกเป็นคลาสต่าง ๆ ดังนี้ - Class Merostomata อาศัยอยู่ในทะเล ได้แก่ แมงดาทะเล มีลักษณะสำ คัญคือ ส่วนหัวและส่วนอกเชื่อมรวมกัน เรียกว่า cephalothorax มีรยางค์คู่แรกทำ หน้าที่กินอาหารมีขาเดิน 4 คู่ ปลายขาคู่สุดท้ายใช้ขุดทราย ในประเทศไทย พบแมงดาทะเลเพียง 2 ชนิด คือ แมงดาจานหรือแมงดาหางเหลี่ยม และแมงดาถ้วยหรือแมงดาหางกลม แมงดาจาน แมงดาถ้วย - คลาสอะแรคนิดา (Arachnida) สัตว์กลุ่มนี้ เช่น แมงป่อง แมงมุม เห็บ ไร มีลักษณะสำ คัญคือ มีส่วนหัวและส่วนอก เชื่อมกันเป็น cephalothorax มีตาแบบ simple eye มีรยางค์ 6 คู่โดยคู่ที่ 1 และ 2 ใช้จับอาหารและรับความรู้สึก มีขาเดิน 4 คู่ ไม่มีหนวด หายใจโดยใช้ปอดแผง (Book Lung) ขับถ่ายโดยใช้ท่อมัลพิเกียน มีเพศแยกกัน ปล้อง สุดท้ายของแมงมุมมีอวัยวะทำ หน้าที่ชักใย ส่วนแมงป่องจะปรับเป็นอวัยวะที่ใช้ล่าเหยื่อและป้องกันตัวอาศัยอยู่บนบก ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีแมงมุมทะเล (Sea Spider) หากินอยู่ตามพื้นทะเล แมงป่อง แมงมุม เห็บ ไร - คลาสไดโพลโพดา (Diplopoda) สัตว์ในคลาสนี้เรียกว่า มิลลิพิด (Millipede) มีลักษณะสำ คัญคือส่วนหัวมีหนวด 1 คู่ลำ ตัวมีรยางค์ปล้องละ 2 คู่ไม่มีเขี้ยวพิษ หายใจโดยใช้ระบบท่อลม ไม่มีเมทามอร์โฟซิส (Metamorphosis) มีเพศแยกกัน มีการปฏิสนธิภายใน กินพืชเป็นอาหาร เช่น กิ้งกือ กิ้งกือกระสุนพระอินทร์ สิ่งมีชีวิตในกลุ่มมิลลิพิด - คลาสชิโลโพดา (Chilopoda) สัตว์ที่อยู่ในคลาสนี้เรียก เซ็นติพิด (Centipede) สัตว์กลุ่มนี้ได้แก่ ตะขาบซึ่งมีเขี้ยวพิษ มันกินซากเน่าเล็ก ๆ เช่นเดียวกันถึงถือลักษณะเด่นคือ ลำ ตัวแบนยาวเห็นปล้องชัดเจนแต่ละปล้องมีขาเดิน 1 คู่ ที่หัว มีหนวด 1 คู่มีเขี้ยวและต่อมพิษ 1 คู่ หายใจโดยใช้ระบบท่อลม มีเพศแยกกัน มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย ไม่มี เมทามอร์โฟซิส กินเนื้อเป็นอาหาร เช่น ตะขาบ ตะเข็บ ตะขาบฝอย ตะขาบ ตะเข็บ 25
- คลาสอินเซ็กตา (Insecta) หรือคลาสเฮกซาโพตา (Hexapoda) ได้แก่ แมลงชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีมากทั้งสปีชีส์ และจำ นวนตัว ลักษณะเด่นของแมลง คือ ลำ ตัวแยกออกเป็น 3 ส่วนคือ หัว อก และท้อง ส่วนหัวมีหนวด 1 คู่ ตา 1 คู่ อาจเป็นตาเดี่ยวหรือตาประกอบ ปากมีหลายแบบ ได้แก่ ปากกัด เช่นจิ้งหรีด ตั๊กแตน ปากดูด ได้แก่ ผีเสื้อ ปากแทงดูด ได้แก่ ยุง ปากเลีย ได้แก่ แมลงวัน เป็นต้น ส่วนอก แบ่งเป็น 3 ปล้อง แต่ละปล้องมีขาที่เป็นข้อปล้องละ 1 คู่ (จึงมีขา 3 คู่) ปล้องอก 2 ปล้องท้าย มีปีกปล้องละคู่ แต่บางพวกอาจมีปีกที่ปล้องหนึ่งปล้องใดของสองปล้องนี้ เพียงปล้องเดียวหรืออาจไม่มีปีกเลย ส่วนท้องมี 9-11 ปล้องระบบหายใจใช้ท่อลม แยกเพศ ปฏิสนธิภายใน มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและลอกคราบในการเจริญเติบโต (Metamorphosis) ผีเสื้อ ยุง ตั๊กแตน ชีปะขาว - คลาสครัสเทเชีย (Crustacea) สัตว์ในคลาสนี้รวมเรียกว่า ครัสเทเชียน (Crustacean) ลักษณะเด่นที่ต่างจาก อาร์โทรพอด คือ หัวและอกเชื่อมติดกัน เรียกว่า เซฟาโลทอแรกซ์ (Cephalothorax) อีกส่วนคือส่วนท้องมีรยางค์ เป็นคู่ ๆ 2 คู่แรกเป็นหนวด ที่อกมีขาเดิน 5 คู่ ที่ท้อง 5 คู่แรกเป็นขาว่ายน้ำ และเปลี่ยนไปทำ หน้าที่เฉพาะ หายใจด้วย เหงือกขณะเจริญเติบโตมีเมทามอร์โฟซิส สัตว์ในคลาสนี้เป็นสัตว์เศรษฐกิจในแง่ของการเป็นอาหารมนุษย์ ได้แก่ กุ้ง กั้ง ปู ไรน้ำ ไรน้ำ เค็ม กุ้ง ปูมะพร้าว ปูแมงมุมญี่ปุ่น ไรน้ำ 2. กลุ่มดิวเทอโรโทเมีย 1) ไฟลัมเอไคโนเดอร์มาตา (Phylum Echinodermata) สัตว์ที่อยู่ในไฟลัมนี้ เรียกว่า เอไคโนเดอร์ม (Echinodem) เป็นสัตว์ทะเลทั้งหมด ลักษณะสำ คัญ คือ ผิวหนังหยาบและขรุขระ มีหนามแหลมปกคลุม ทั่วตัว มีระบบโครงร่างภายใน เป็นหินปูนหรือแคลเซียมคาร์บอเนตและปกคลุมด้วยชั้นเอพิเดอร์มิส ตอน เป็นตัวอ่อน มีสมมาตรชนิดครึ่งซีก เมื่อโตเต็มวัยมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นสมมาตรชนิดรัศมีอาจมีแฉก 4 หรือ 5 หรือทวีคูณของ 5 ไม่มีส่วนหัวและส่วนท้ายที่ชัดเจนเหมือนในสัตว์อื่น การเคลื่อนที่ใช้ระบบ ท่อน้ำ ที่ดัดแปลงมาจากช่องว่างลำ ตัวและส่งไปยังเท้าท่อที่ยืดหดตัวได้ตามแรงดันน้ำ การแลกเปลี่ยนแก๊ส ใช้เหงือก ซึ่งเป็นถุงบาง ๆ ยกเว้น ปลิงทะเลที่หายใจด้วยเรสไปราทอรีทรี (respiratory tree) ที่มี ลักษณะคล้ายต้นไม้อยู่ภายในตัวติดกับทวารหนัก ไม่มีอวัยวะขับถ่าย มีระบบประสาทชนิดวงแหวนรอบ ปากและแตกแขนงเป็นแนวรัศมีไปยังอวัยวะต่าง ๆ ปัจจุบันพบแล้วประมาณ 6,000 ชนิด แบ่งออกเป็น 5 คลาส (class) คือ - Class Asteroidea มีรูปร่างลักษณะเป็นแฉก ลำ ตัวมีหนาม มีโครงร่างแข็ง ท่อขามีทั้งชนิดที่มีปุ่มดูดและไม่มีปุ่มดูด เคลื่อนที่ได้ ได้แก่ ดาวทะเล (starfish หรือ sea star) - Class Ophiuroidea มีรูปร่างลักษณะเป็นแฉก ลำ ตัวมีหนาม เคลื่อนที่ได้ ได้แก่ ดาวเปราะ (brittle star) - Class Echinoidea มีรูปร่างหลายแบบ เช่น เป็นก้อนกลม ทรงกระบอก เป็นแผ่นไม่มีร่องแขน บางชนิดมีหนามสั้น บางชนิดมีหนามยาว เคลื่อนที่ได้ ได้แก่ หอยเม่นหรือเม่นทะเล เหรียญทะเลหรืออีแปะทะเล - Class Holothuroidea มีรูปร่างแบบทรงกระบอก ไม่มีแขน ไม่มีหนาม เคลื่อนที่ได้ ได้แก่ ปลิงทะเล - Class Crinoidea มีรูปร่างคล้ายถ้วย ลำ ตัวไม่มีหนาม ท่อขาไม่มีปุ่มดูด ได้แก่ ดาวขนนกและพลับพลึงทะเล (sea lily) ดาวทะเล ดาวเปราะ อีแปะทะเล ปลิงทะเล ดาวขนนก 26
2) ไฟลัมตอร์ดาตา (Phylum Chordata) ลักษณะเด่นของสัตว์ในไฟลัมนี้ คือ โนโทคอร์ด (notochord) อยู่เหนือทางเดินอาหารซึ่งเป็นแท่งยาวยืดหยุ่นได้ มีอยู่ตลอดความยาวลำ ตัว ช่องเหงือก (gill slit) มีอยู่เป็น คู่ ๆ เกิดทางด้านข้างของคอหอย (pharyngeal gill) ในระยะเอ็มบริโอทำ หน้าที่ กรองอาหารในน้ำ ที่ไหล เข้ามา ในพวกสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีช่องเหงือกพัฒนาไปเป็นโครงสร้างต่าง ๆ เช่น ท่อยูสเตเชียนในหู ส่วนกลาง เหนือโนโทคอร์ดและเหนือทางเดินอาหาร เรียกว่า dorsal nerve cord ในขณะที่สัตว์ไฟลัมอื่น ๆ จะมีระบบประสาทอยู่ทางด้านท้อง (ventral) เรียกว่า ventral nerve cord อีกทั้งยังมีหางอยู่ด้านท้าย ของทวารหนัก ซึ่งพบในสัตว์ส่วนใหญ่ นอกจากนั้นยังมีลักษณะของสัตว์ชั้นสูงทั่ว ๆ ไป เช่น มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น (endoderm, mesoderm และ ectoderm) มีสมมาตรแบบครึ่งซีก (bilateral symmetry) มีหัวใจ อยู่ด้านท้อง มีโครงร่างค้ำ จุนอยู่ในร่างกาย (endoskeleton) เป็นต้น กลุ่มที่ยังไม่มีกระดูกสันหลัง - ยูโรคอร์เดต (Urochordate) เป็นสัตว์ที่มีถุงหุ้มตัวเป็นสารพวกเซลลูโลสระยะตัวเต็มวัยไม่มีโนโทคอร์ดคอหอยมีช่อง เหงือก ทางเดินอาหารมีลักษณะเป็นรูปตัวยู ไม่มีเส้นประสาทขนาดใหญ่บริเวณหลัง ไม่มีอวัยวะรับสัมผัส มีระบบ หมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด มี 2 เพศในตัวเดียวกัน (monoe) มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ เกาะอยู่กับที่ตามโขดหิน ขอนไม้เสาสะพานมีหลายสี ได้แก่ เพรียงหัวหอม (tunicate) - เซฟาโลคอร์เดท (Cephalochordate) เป็นสัตว์ที่มีลำ ตัวยาวประมาณ 4-8 ซม. หัวท้ายแหลม รูปร่างคล้ายปลา มีโนโทคอร์ดยาวตลอดลำ ตัวตลอดชีวิต ไม่มีสมอง มีช่องเหงือกที่คอหอย และมีหาง ชอบฝังตัวอยู่ตามพื้นทรายบริเวณ ชายฝั่งทะเล ได้แก่ แอมฟิออกซัส เพรียงหัวหอม (tunicate) Cephalochordate กลุ่มที่มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate) 1.สัตว์มีกระดูสันหลังที่ไม่มีขากรรไกร - คลาสไซโคลสโตมาตา (Class Cyclostomata) คือ ปลาที่ไม่มีขากรรไกร ส่วนใหญ่สูญพันธุ์ไปแล้ว มีโครงร่างเป็น กระดูกอ่อน ไม่มีครีบคู่ มีแต่ครีบหลังและครีบหาง มักเป็นปรสิต พบในเขตหนาวแถบยุโรปและอเมริกา เช่น ปลาปากกลม ที่รู้จักกันดี คือ แฮกฟิช (hagfish) และแลมเพรย์ (lamprey) 27 hagfish lamprey 2.สัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีขากรรไกร - คลาสคอนดริคไทอิส (Class Chondrichthyes) เป็นปลากระดูกอ่อนที่มีขากรรไกรและครีบคู่เจริญดี มีการแลกเปลี่ยน แก๊สโดยใช้เหงือกภายนอก มีช่องเหงือก 5-7 คู่ มีการปฏิสนธิภายในร่างกายและออกลูกเป็นตัว มีปากด้านล่างและมีฟัน หลายแถว มีเกล็ดคมปกคลุมผิว เช่น ฉลาม วาฬ กระเบน ปลาฉนาก ฉลาม วาฬ กระเบน ปลาฉนาก
28 - คลาสออสติอิคไทอิส (Class Osteichthyes) เป็นปลากระดูกแข็งทั่ว ๆ ไป ซึ่งมีโครงร่างเป็นกระดูกแข็ง มีแคลเซียมฟอสเฟตเป็นองค์ประกอบ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีครีบเนื้อนิ่ม ซึ่งพบเฉพาะปลามีปอดและปลาโบราณ ชื่อ ซีลาคานธ์ (coelacanth) กับกลุ่มที่มีครีบเป็นเส้น (ray-in) มีขากรรไกรเจริญดีและมีครีบคู่ 2 คู่ คือ ครีบอกและครีบสะโพก หายใจ โดยใช้แผ่นปิดเหงือก (operculum) มีถุงลม (air bladder) ช่วยควบคุมการลอยตัวในน้ำ ส่วนใหญ่มีการปฏิสนธิภาย นอกและออกลูกเป็นไข่ มีหัวใจ 2 ห้อง มีปากอยู่ด้านหน้าสุดของลำ ตัว พบทั้งในแหล่งน้ำ จืด น้ำ กร่อย และทะเล เช่น ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาทู ปลากะพง ปลาตีน ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาทู ปลาตีน - คลาสแอมฟิเบีย (Class Amphibia) เรียกว่า สัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก (amphibian) มีลักษณะสำ คัญ คือ มีผิวหนัง เปียกชื้นตลอดเวลา เพื่อช่วยแลกเปลี่ยนแก๊ส ไม่มีเกล็ดปกคลุมร่างกาย ขาคู่หน้าสั้นกว่าขาคู่หลัง ทำ ให้การเคลื่อนที่ของ สัตว์กลุ่มนี้มีประสทธิภาพมากขึ้น เป็นสัตว์เลือดเย็น (poikilotherm) ไข่มีวุ้นหุ้ม ตัวอ่อนอาศัยอยู่ในน้ำ หายใจด้วยเหงือก ตัวเต็มวัยอาศัยอยู่บนบกหายใจด้วยปอด หัวใจมี 3 ห้อง มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างขณะที่มีการเจริญเติบโตจากไข่จน กระทั่งเป็นตัวเต็มวัย มีการปฏิสนธินอกร่างกาย เช่น กบ อึ่งอ่าง เขียด คางคก ซาลามานเดอร์ (จิ้งจกน้ำ ) งูดิน ซาลามานเดอร์ กบ เขียด คางคก - คลาสเรปทิเลีย (Class Reptilia) เป็นสัตว์เลื้อยคลาน มีผิวแห้งปกคลุมด้วยสารเคราทิน (keratin) มักมีเกล็ดปกคลุม หรือมีกระดองช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำ ออกจากร่างกาย นิ้วมีเล็บแหลมคม มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย ออกลูกเป็นไข่ โดยไข่มีเปลือกห่อหุ้ม เป็นสัตว์เลือดเย็นมีขา 2 คู่ยกเว้นงู หายใจด้วยปอด มีหัวใจ 4 ห้องไม่สมบูรณ์เพราะห้องล่างไม่มี เยื่อกั้นยกเว้นจระเข้ มีถุงแอลแลนทอยด์ (allantois) ทำ หน้าที่เก็บของเสีย ตัวอย่างสิ่งมีชีวิต เช่น กิ้งก่า ตุ๊กแก จิ้งจก งู เต่า ตะพาบน้ำ จระเข้ เต่า ตะพาบน้ำ จระเข้ - คลาสเอเวส (Class Aves) เป็นสัตว์ปีก มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลาน โดยพบซากดึกดำ บรรพ์ของอาร์คีออพเทริกซ์ (Archaeopteryx) ที่มีลักษณะเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน คือมีเกล็ดที่ขา มีกรงเล็บ มีฟัน และมีหางยาว แต่มีขนเหมือนขนนก สัตว์ปีกมีขนแบบแผง (feather) ปกคลุมร่างกาย กระดูกมีรูพรุน ทำ ให้น้ำ หนักเบาช่วยให้บินได้ง่าย ปากเป็นจะงอย ไม่มีฟัน มีเกล็ดที่ขา เป็นสัตว์เลือดอุ่น (homeotherm) มีอุณหภูมิของร่างกายคงที่ มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย ออกลูกเป็นไข่ที่มี เปลือกหุ้ม มีหัวใจ 4 ห้องสมบูรณ์ หายใจโดยใช้ปอด เช่น นก ไก่ เป็ด ห่าน ปัจจุบันมีนกหลายชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร และนกบางชนิดใกล้จะสูญพันธุ์ เช่น นกเงือก นกเงือก ห่าน นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
29 - คลาสแมมมาเลีย (Class Mammalia) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นม มีขนแบบเส้น (hair) ปกคลุมร่างกาย เพศเมียมีต่อม น้ำ นม ผลิตน้ำ นมเป็นอาหารให้ตัวอ่อน เป็นสัตว์เลือดอุ่น มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย ตัวอ่อนเจริญอยู่ในมดลูก ได้รับ อาหารผ่านทางรกและสายสะดือ มีหัวใจ 4 ห้องสมบูรณ์ เซลล์เม็ดเลือดแดงที่โตเต็มที่ไม่มีนิวเคลียส หายใจโดยใช้ปอด ส่วนใหญ่ออกลูกเป็นตัว มีบางชนิดออกลูกเป็นไข่ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ - กลุ่มมอโนทรีม (monotremes) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมที่ออกลูกเป็นไข่ เช่น ตุ่นปากเป็ด ตัวกินมด พบใน ประเทศออสเตรเลียและนิวกินี - กลุ่มมาร์ชูเพียล (marsupials) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมที่มีระยะเวลาตั้งท้องสั้นมาก ลูกที่คลอดออกมาจะมี ขนาดเล็ก ต้องเข้าไปอยู่ในถุงหน้าท้องของแม่ ซึ่งภายในมีหัวนมที่ผลิตน้ำ นมให้ลูกอ่อน เช่น จิงโจ้ โคอาลา โอพอสซัม - กลุ่มยูเทเรียน (eutherians) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมที่มีรก มีระยะเวลาตั้งท้องนาน ตัวอ่อนเจริญอยู่ภายใน มดลูกจนสมบูรณ์จึงคลอดออกมา เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมส่วนใหญ่ รวมทั้งไพรเมตด้วย ไพรเมต (primate) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำ นมที่มีสมองขนาดใหญ่ ขากรรไกรสั้น มีมือและเท้าสำ หรับยึดเกาะ มีเล็บแบน มีพฤติกรรมในการเลี้ยงดูลูกอ่อนและพฤติกรรมทางสังคมที่ซับซ้อน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ โพรซิเมียน (prosimian) ได้แก่ ลิงลมหรือนางอาย ลิงทาร์ซิเออร์ และแอนโทรพอยด์ (anthropoid) ได้แก่ ลิงมีหาง เช่น ลิงแสม ลิงบาบู ซึ่งเป็นลิงโลกเก่า และลิงสไปเดอร์ ซึ่งเป็นลิงโลกใหม่ ลิงไม่มีหาง เช่น ชะนี อุรังอุตัง กอริลลา ชิมแปนซี มนุษย์ ตัวกินมด จิงโจ้ โคอาลา ลิงลม ชะนี กอริลลา ชิมแปนซี มนุษย์
จัดทำ โดย น.ส.วิลาวัลย์ นาทอง ม.5/10 เลขที่ 32 เสนอ นายจิราวุฒิ หาญประชุม 30