The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by comm, 2021-03-23 03:59:00

การศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค

การศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค

ภชิ าติ สายพนิ , สาขาวชิ าศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์
ประภาพร ใจคุณ มหาวทิ ยาลยั ศรปี ทมุ วทิ ยาเขตชลบรุ ี
ปีการศึกษา 2562

SPU CHONBURIการศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค

THE STUDY OF THAI PERFORMANCE IN 4 REGIONS

อภิชาติ สายพนิ
APHICHAT SAYPHIN

ประภาพร ใจคุณ
PRAPAPORN JAIKUN

รายงานฉบับนีเ้ ป็ นส่วนหนึ่งของการปฏบิ ตั ิงานสหกจิ ศึกษา
สาขาวชิ าศิลปะการแสดง
คณะนิเทศศาสตร์

มหาวทิ ยาลยั ศรีปทุม วทิ ยาเขตชลบุรี
ปี การศึกษา 2562

SPU CHONBURIการศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค

THE STUDY OF THAI PERFORMANCE IN 4 REGIONS

อภิชาติ สายพนิ
APHICHAT SAYPHIN

ประภาพร ใจคุณ
PRAPAPORN JAIKUN

ปฏบิ ัติงาน ณ บริษทั อลั คาซ่าร์ จากดั
เลขที่ 78/14 หมู่.9 ถนนพทั ยาสาย 2 ตาบล หนองปรือ

อาเภอ บางละมุง จงั หวดั ชลบุรี
รหสั ไปรษณยี ์ 20150

หวั ขอ้ สหกิจศึกษา การศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค
ช่ือนกั ศึกษา นาย อภิชาติ สายพิน
นางสาว ประภาพร ใจคุณ
อาจารยท์ ี่ปรึกษา รองศาสตราจารยเ์ ยาวนารถ พนั ธุ์เพง็
หลกั สูตร ศิลปกรรมศาสตรบณั ฑิต
สาขาวชิ า ศิลปะการแสดง
พ.ศ. 2563
SPU CHONBURI
บทคดั ย่อ

บทบาทหน้าท่ีของฝ่ ายดูแลเส้ือผา้ โรงละครอลั คาซ่าร์คาบาเร่ มีวตั ถุประสงค์เพื่อศึกษา
หนา้ ที่ของฝ่ ายดูแลเส้ือผา้ ในโรงละคร มีการศึกษาการศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค ของบริษทั
อลั คาซ่าร์ คาบาเร่ แบ่งออกเป็ น 3 ข้นั ตอน ข้นั ตอนท่ี 1 แรงบนั ดาลใจในการออกแบบเคร่ืองแต่ง
กาย ออกแบบสร้างสรรคแ์ บบวฒั นธรรมไทย การแสดงจะประกอบไปดว้ ย การแสดงย่อยๆท้งั 4
ภาคของไทย ไดแ้ ก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้ ข้นั ตอนท่ี 2 การออกแบบโครงสร้าง
เคร่ืองแต่งกายและการใช้สี หน่ึงชุดการแสดงจะประกอบไปด้วยกลุ่มตวั ละครจานวนมาก การ
แสดงไทย 4 ภาคจะแบ่งตวั ละครออกเป็นสองกลุ่ม คือ ตวั ละครหลกั และตวั ละครประกอบ ข้นั ตอน
ท่ี 3 การดูแลเครื่องแต่งกาย ในหน่ึงวนั การแสดงจะมีท้งั หมด 4 รอบการแสดง ในแต่ละรอบจะ
จดั เตรียมชุดการแสดงท้งั หมดไวก้ ่อนเริ่มทาการแสดงโชว์ ในการจดั ชุดการแสดงเราจะตอ้ งดูช่ือ
นักแสดงที่บอร์ดว่าคนไหนและเพลงอะไร ใส่ชุดการแสดงชุดอะไร จะจดั เตรียมแล้วนาไปให้
นกั แสดง

ปัญหาที่พบ นกั แสดงคุยเล่นกนั ก่อนแสดงจริง ไม่ยอมแต่งตวั เพื่อรอทาแสดงและ มีการ
เปลี่ยนแปลงตาแหน่งของนกั แสดงทุกวนั ทาใหน้ กั แสดงบางคนลืมแตง่ ตวั

กติ ตกิ รรมประกาศ

การที่ผูศ้ ึกษาไดม้ าปฏิบตั ิงานตามโครงการสหกิจศึกษา ณ บริษทั อลั คาซ่าร์ จากดั
ต้งั แต่ วนั ที่ 13 มกราคม พ.ศ.2563 ถึงวนั ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ทาให้ผศู้ ึกษาไดร้ ับความรู้และ
ประสบการณ์ในการทางานจริง รวมท้งั ทกั ษะในการทางานด้านต่างๆที่มีประโยชน์ต่อสาหรับ
รายงานสหกิจฉบบั น้ีสาเร็จลงไดด้ ว้ ยดี เน่ืองจากการสนบั สนุนและความร่วมมือจากหลายฝ่ าย ดงั น้ี
SPU CHONBURI
1.นาย พรพจน์ เดชารัตน์ รองผจู้ ดั การฝ่ ายพฒั นาทรัพยากรบุคคล

2.นางสาว เปรมฤดี ศรีเนตร ผชู้ ่วยจดั การฝ่ ายพฒั นาทรัพยากรบุคคล

3.นาย วชิ า พว่ งรอด หวั หนา้ เส้ือผา้

4.นาย อภิชาติ อุดม หวั หนา้ แบลค็ สเตจ

นอกจากน้ี ยงั มีบุคคลท่านอื่นๆ ท่ีมิไดก้ ล่าวไว้ ณ ที่น้ี ซ่ึงท่านเหล่าน้ีไดก้ รุณาใหค้ าแนะนา

ในการจดั ทารายงานฉบบั น้ี

ผูศ้ ึกษาขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล คาแนะนา และเป็ นท่ี

ปรึกษา ในการจดั ทาโครงงานฉบบั น้ีจนเสร็จสมบรู ณ์

นาย อภิชาติ สายพนิ
นางสาว ประภาพร ใจคุณ

ผจู้ ดั ทารายงาน
วนั ท่ี 17 พฤษภาคม 2563

SPU CHONBURI สารบัญ

หน้า

ใบรับรองโครงงานการปฏิบตั ิงานสหกิจศึกษา……………………………………………… I
หนงั สือรับรองการส่งรายงานการปฏิบตั ิงานสหกิจศึกษา…………………………………… II
กิตติกรรมประกาศ…………………………………………………………………………... III
บทคดั ยอ่ …………………………………………………………………………………….. IV
สารบญั ……………………………………………………………………………………… V
สารบญั ตาราง……………………………………………………………………………….. VI
สารบญั ภาพ…………………………………………………………………………………. VII
บทที่ 1 บทนา……………………………………………………………………………….. 1

ประวตั ิความเป็นมาขององคก์ ร……………………………………………………. 1
ลกั ษณะทางธุรกิจ………………………………………………………………….. 2
แผนผงั องคก์ ร……………………………………………………………………… 3
ตาแหน่งและลกั ษณะงานท่ีไดร้ ับมอบหมาย………………………………………. 3
บุคลากรผนู้ ิเทศงาน……………………………………………………………….. 3
บทท่ี 2 แนวคิดและทฤษฎีที่เก่ียวขอ้ ง………………………………………………………. 4
บทที่ 3 รายละเอียดโครงงาน……………………………………………………………….. 19
วตั ถุประสงคข์ องโครงงาน……………………………………………………….... 19
ขอบเขตของการดาเนินงานของโครงงาน…………………………………………. 19
ผลที่คาดวา่ จะไดร้ ับจากการดาเนินโครงงาน……………………………………… 19
บทที่ 4 ผลการดาเนินโครงงาน…………………………………………………………….. 20
การนาโครงงานไปประยกุ ตใ์ ช…้ ………………………………………………... 20
บทท่ี 5 สรุปผลการศึกษา………………………………………………………………….. 40
สรุปผลการดาเนินงาน …………………………………………………………… 40
ปัญหาและขอ้ เสนอแนะ………………………………………………………….. 42
บรรณานุกรม……………………………………………………………………………… 44
ภาคผนวก…………………………………………………………………………………. 45

สารบญั ตาราง หนา้

ตารางที่ 32
34
ตารางที่ 1 โครงสร้างชุดการแสดงไทย 4 ภาค…………………………….……………
ตารางท่ี 2 การใชส้ ีชุดการแสดงไทย 4 ภาค…………………………….……………...

SPU CHONBURI

สารบัญภาพ หน้า

ภาพ 1
2
1. สญั ลกั ษณ์ของบริษทั อลั คาซ่าร์ จากดั …………………………………….……… 3
2. แผนที่บริษทั อลั คาซ่าร์ จากดั …………………………………….…………….… 3
3. แผนผงั องคก์ ร บริษทั อลั คาซ่าร์ จากดั …………………………………………… 21
4. บุคคลากรผนู้ ิเทศงาน…………………………………….………….…………… 22
5. เคร่ืองแตง่ กายการแสดงภาคเหนือ…………………………………….……….… 22
6. ภาพจิตรกรรมฝาผนงั จากวดั สมุหประดิษฐาราม อาเภอเสาไห้………………...… 23
7. ภาพผา้ ซ่ินตีนจก…………………………………….…………………………… 23
8. ภาพดอกจ่อล่อ…………………………………….…………………………...… 25
9. ชุดภาคใต…้ ………………………………….………………………………...… 25
10.ภาพลวดลายเคร่ืองแต่งกายโนรา…………………………………….………..… 26
11. ภาพเคร่ืองแต่งกายโนรา…………………………………….………………...… 27
12. เครื่องแต่งกายสาหรับการแสดงภาคอีสาน……………………………………… 28
13.ภาพอุปกรณ์ประกอบการแสดงภาคอีสาน…………………………………….… 28
14.ภาพพญานาคส่ีตระกลู …………………………………….………….……….… 28
15. ภาพพญานาคบริเวณทางเดินท่ีนครวดั ประเทศ กมั พชู า………………………… 29
16. รูปป้ันพญานาคขนาดใหญบ่ ริเวณตลาดท่าเสด็จ จงั หวงั หนองคาย………………
17.ชุดภาคกลาง…………………………………….……………………………..…
SPU CHONBURI

SPU CHONBURI บทที่ 1
บทนำ
ประวตั ิควำมเป็ นมำขององค์กร

บริษทั อลั คาซ่าร์ จากดั หรือที่รู้จกั กนั ในนาม อลั คาซ่าร์ คาบาเร่ต์ โชว์ เปิ ดดาเนินการ
คร้ังแรกเม่ือวนั ที่ 8 พฤศจิกายน 2524 ภายใตแ้ นวคิดของครอบครัว “ เพช็ รตระกลู ” ซ่ึงเดิมประกอบ
ธุรกิจดา้ นการรับเหมาก่อสร้างในนาม “ หา้ งหุน้ ส่วนจากดั สามประสิทธ์ิ ” แรกเริ่มโรงละครอลั คา
ซ่าร์ คาบาเร่ต์ โชวส์ ามารถจุผชู้ มไดเ้ พียง 350 ท่ีนงั่ และมีทีมนักแสดงชาย และสาวประเภทสอง
กลุ่มเล็กๆ พร้อมทีมงานเพียง 100 คนเศษเท่าน้ัน แต่ด้วยวิสัยทศั น์ของคณะผูบ้ ริหารท่ีตอ้ งการ
รองรับการมาเยือนของนกั ท่องเที่ยวจากทวั่ ทุกมุมโลกได้อย่างเพียงพอในอนาคต โรงละครหลงั
ใหม่จึงถูกสร้างข้ึนใหม้ ีขนาดใหญ่กว่าเดิม ภายใตร้ ูปลกั ษณ์ของสถาปัตยกรรมอนั ทนั สมยั ท่ีจุผชู้ ม
ไดก้ วา่ 1,000 คนตอ่ รอบการแสดง และเม่ือวนั ท่ี 9 กุมภาพนั ธ์ 2533 โรงละครหลงั ใหม่จึงเสร็จ โดย
เปิ ดแสดงรอบปฐมทศั น์ข้ึน พร้อมระบบฉาก แสงสี เสียง และเวทีที่มีความสมบูรณ์แบบ บวกกบั
ความลงตวั ของรูปแบบการแสดงท่ีเป็นเอกลกั ษณ์หน่ึงเดียวกนั

ภาพที่ 1 สญั ลกั ษณ์ของบริษทั อลั คาซ่าร์ จากดั

SPU CHONBURI
ภาพที่ 2 แผนท่ีบริษทั อลั คาซ่าร์ จากดั

ทอ่ี ยู่ บริษัท อลั คำซ่ำร์ จำกดั
78/14 หม.ู่ 9 ถนนพทั ยาสาย 2 ตาบลหนองปรือ อาเภอบางละมุง จงั หวดั ชลบุรี 20150
โทรศพั ท์ : +66 ( 0 ) 81 6834095 โทรสาร : +66 ( 0 ) 38 411599
อีเมล : [email protected] , [email protected]
WEBSITE : http://www.alcazarthailand.com

ลกั ษณะทำงธุรกจิ

ลักษณะทางธุรกิจ แบบ บริ ษัทจากัด เป็ นบริ ษัทที่จัดต้ังข้ึนโดยแนวคิดของ
ครอบครัวเพช็ รตระกลุ โดยใชค้ านาหนา้ วา่ “ บริษทั ” และคาวา่ “ จากดั ” ต่อทา้ ยช่ือ นอกจากธุรกิจ
ดา้ นคาบาเร่ต์โชว์ ยงั มีธุรกิจอ่ืนในนามอลั คาซ่าร์ ยูนิต้ี หรือเรียกว่า “ ศุนยร์ วมความบนั เทิงครบ
วงจร ” อาทิ ไทรแองเกิ้ลซูเปอร์คลบั , อลั คาซ่าร์โฟโต้ , อลั คาซ่าร์สติ๊กเกอร์ และ ศูนยไ์ ปรษณียเ์ ม
ลบอกซ์อีทีซี เป็นตน้

SPU CHONBURIแผนผงั องค์กร

ภาพท่ี 3 แผนผงั องคก์ ร บริษทั อลั คาซ่าร์ จากดั

ตำแหน่งและลกั ษณะงำนทไี่ ด้รับมอบหมำย

ตาแหน่งท่ีไดร้ ับมอบหมายให้ นาย อภิชาติ สายพิน และ นางสาวประภาพร ใจคุณ ทาก็
คือตาแหน่ง Costume ซ่ึงหมายถึงบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลท่ีดูแลความเรียบร้อยของเส้ือผา้ ของ
นกั แสดง ใหง้ านออกมาเรียบร้อย โดยเริ่มแรกศึกษางานจาก Costume จะแบ่งออกเป็น

1.ศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค
2.ศึกษากระบวนหนา้ ที่การแตง่ กายของนกั แสดง
3.ศึกษากระบวนหน้าท่ีตรวจความพร้อมเคร่ืองแต่งกายของนกั แสดงก่อนออกแสดง
จริงดา้ นขา้ งเวที

ภาพที่ 4 บุคลากรผนู้ ิเทศงาน

บุคลำกรผู้นิเทศงำน

นางสาว เปรมฤดี ศรีเนตร ผชู้ ่วยผจู้ ดั การฝ่ ายพฒั นาทรัพยากรบุคคล

SPU CHONBURI บทที่ 2

แนวคดิ และทฤษฎที เ่ี กยี่ วข้อง

จากการศึกษาโครงงานเรื่องการศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค ของอลั คาซ่าร์ คาบาเร่ต์
โชว์ ใชแ้ นวคิด และ ทฤษฎีที่เก่ียวขอ้ งดงั น้ี

1. แนวคิดเกี่ยวกบั การแสดงคาบาเร่ต์
2. แนวคิดเกี่ยวกบั กระบวนการออกแบบเครื่องแต่งกาย
3. แนวคิดเก่ียวกบั ประวตั ิเครื่องแต่งกายไทยส่ีภาค

1.แนวคดิ เกยี่ วกบั การแสดงคาบาเร่ต์

สังคมโลกต้งั แต่ยุคกลางเป็ นตน้ มา เช่ือกนั วา่ พระเจา้ สร้างมนุษยไ์ วเ้ พียงแค่สองเพศ
เท่าน้ัน หากมีเพศอื่นหรือกลุ่มคนที่มีความตอ้ งการทางเพศท่ีแตกต่างไปจากเพศกาเนิด บุคคล
เหล่าน้นั จะถูกมองว่าเป็ นกลุ่มคนบาป ผิดจารีต ผิดประเพณี ไม่น่าคบหาสมาคมดว้ ย และถูกลด
บทบาท ถูกผลกั ให้ออกไปจากสังคมปกติที่มีไวส้ าหรับสองเพียงเท่าน้นั กลุ่มคนเพศทางเลือกจึงมิ
ต่างอะไรจากกลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนท่ีสงั คมไมต่ อ้ งการ เม่ือเวลาผา่ นไป โลกเขา้ สู่ยคุ โลกาภิวฒั น์
ความอึดอดั ใจของกลุ่มเพศทางเลือกที่ถูกกดทบั จากสังคม สะสมมาเป็ นระยะเวลานานไดร้ ับการ
คลี่คลายลง เน่ืองจากมีส่ือหลายประเภทที่นาเสนอมุมมองด้านต่างๆ ของประชากรเพศที่สาม
รวมท้งั การออกมาชุมนุมจากกลุ่มเพื่อแสดงตนและเรียกร้องสิทธิในฐานะความเป็ นมนุษย์ สังคม
โลก สมยั ใหม่เร่ิมเปิ ดใจและยอมรับกลุ่มบุคคลเพศทางเลือกมากข้ึน ความสามารถมีส่วนสาคญั ท่ี
ทาใหส้ งั คมยอ่ มรับ

หน่ึงในประเทศที่มีประชากรหลากหลายทางเพศจานวนมาก คือ ประเทศไทย เพศที่
สามในสังคมไทยพ่ึงมาไดร้ ับการยอมรับและเป็ นกระแสไดเ้ ม่ือไม่นานมาน้ีเช่นเดียวกบั สังคมโลก
ในระยะแรกเริ่ม ประชาชนจะเห็นไดก้ ารนาเสนอภาพของตวั ละครเพศสามในโทรทศั น์มากข้ึน ตวั
ละครเหล่าน้ีมกั จะนาถูกนาเสนอใหเ้ ห็นวา่ เป็นมนุษยท์ ่ีมีความสามารถมากกวา่ เพศชายและหญิง จน
บางทีสถานการณ์ในละครกไ็ ดร้ ับการแกไ้ ขดว้ ยเพศท่ีสาม การสร้างใหค้ นไทยเห็นวา่ เพศที่สามเต็ม
ไปดว้ ยสีสัน และสร้างเสียงหวั เราะอยปู่ ล่อยคร้ัง เม่ือภาพการนาเสนอเช่นน้ีไดร้ ับการผลิตซ้าและฝั่ง

อยู่ในความคิดของสังคมไทย แนวโน้มและวิถีการมองกลุ่มคนเทศทางเลือกก็
เปล่ียนไป มิไดม้ องเป็นเพยี งแคก่ ลุ่มชายขอบอีกตอ่ ไป

การแสดงคาบาเร่ต์ โชว์ เร่ิมข้ึนคร้ังแรกท่ีไนท์คลบั หรือ ภตั ตาคาร เพ่ือสร้างความ
ประทบั ใจต่อลูกคา้ ท่ีเขา้ มาใชบ้ ริการ การแสดงคาบาเร่ต์ โชวน์ ้นั มีตน้ กาเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส
และตอ่ มาไดแ้ พร่หลายมายงั ประเทศแถบเอเชีย สาหรับธุรกิจการแสดงคาบาเร่ต์ เริ่มตน้ ข้ึนที่ พทั ยา
จากนกั ลงทุนชาวต่างชาติท่ีเคยชมการแสดงของสาวประเภทสองท่ีบาร์แห่งหน่ึง และตอ้ งการเปิ ด
ตลาดการท่องเที่ยวใหม่ๆให้เป็ นทางเลือกแก่นกั ท่องเท่ียวในเมืองพทั ยา นกั ธุรกิจชาวต่างชาติจึง
สร้างโรงละครและจดั การแสดงข้ึนโดยมีกลุ่มคนเพศที่สาม เป็ นนกั แสดงหลกั และเปิ ดโอกาสสาว
ประเภทสองไดแ้ สดงความสามารถ ศกั ยภาพของตนเองออกมาท้งั ร้อง เล่น เตน้ ระบา และนาเสนอ
ต่อสังคม การสร้างโรงละครคาบาเร่จึงเปรียบไดก้ บั การเรียกความสนใจจากนานาชาติให้หนั มาชม
ความสามารถ และมาเที่ยวเมืองพทั ยา นอกจากน้ียงั มีการโฆษณาเร่ืองความสวยงามของนางโชว์
ไทย ที่รูปร่างหนา้ ตางดงามจนเหมือนผหู้ ญิง บางคร้ังกส็ วยงามจนผหู้ ญิงแทบ้ างคนตอ้ งอาย

ในปัจจุบนั การแสดงคาบาเร่ตจ์ ะมีการผสมผสานกบั เทคโนโลยีอยา่ งเช่น แสง สี และ
เสียง จนทาใหผ้ ชู้ มรู้สึกเหมือนกาลงั ชมการแสดงที่มาจากโรงละครบรอดเ์ วย์

จุดเด่นของการแสดงคาบาเร่ต์ โชว์
1) เป็นการแสดงที่ผสมผสานความอ่อนชอ้ ยงดงาม และมีความแขง็ แรงไวอ้ ยา่ ง
กลมกลืน
2) การแสดงทุกชุดจะผา่ นการฝึ กซอ้ มมาอยา่ งยาวนาน และเขม้ ขน้
3) เส้ือผา้ หนา้ ผม การแต่งกายของนกั แสดง จะทาอยา่ งประณีต ฉากหลงั
เสมือนจริงเนน้ ความใหญโ่ ตและอลงั การ
SPU CHONBURI

SPU CHONBURI2. แนวคดิ เกย่ี วกบั หลกั การออกแบบเคร่ืองแต่งกายสาหรับการแสดง

คาวา่ “ เครื่องแต่งกาย “ หมายถึงสิ่งท่ีมนุษยน์ ามาใชเ้ ป็ นเคร่ืองห่อหุม้ ร่างกาย การแต่ง
กายของมนุษย์แต่ละเผ่าพนั ธุ์สามารถคน้ ควา้ ได้จาก หลกั ฐานทางวรรณคดีและประวตั ิศาสตร์

เพอ่ื ใหเ้ ป็ นเครื่องช่วยช้ีนาใหร้ ู้และเขา้ ใจถึงแนวทางการแต่งกาย ซ่ึงสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงสภาพของการ

ดารงชีวติ ของมนุษยใ์ นยคุ สมยั น้นั (อุดม เชยกีวงศ,์ 2551, หนา้ 23)
การออกแบบเครื่องแต่งกายเพื่อการแสดง มีความหมาย การออกแบบเคร่ืองแต่งกายเป็ นการ

แสดงแบบตวั อยา่ งของเครื่องแต่งกายเพ่ือใชใ้ นการแสดง ซ่ึงแบบตวั อยา่ งของเครื่องแต่งกายจะแตกตา่ งกนั
ไปตามแนวคิดและความคิดสร้างสรรคข์ องนกั ออกแบบ โดยปัจจยั ท่ีมีบทบาทสาคญั ในการกาหนดทิศทาง
ของแนวคิดสร้างสรรค์ คือ ขนบธรรมเนียมประเพณี และค่านิยมของผูค้ นในแต่ละยุคสมยั ในแต่ละ
ทอ้ งถ่ิน หรืออาจเป็นการออกแบบท่ีดดั แปลงมาจากเคร่ืองแตง่ กายซ่ึงกาลงั ไดร้ ับความนิยมอยใู่ นสมยั น้นั ๆ
หรือเคยไดร้ ับความนิยมมาก่อนแลว้ ในอดีต การออกแบบท่ีอาศยั การวิเคราะห์ตีความ บทละคร ตวั ละคร
รวมท้งั ยงั ต้องคานึงถึงรูปแบบการแสดง รูปร่างของนักแสดง สถานที่แสดงและวตั ถุประสงค์ในการ
นาเสนอการแสดงเป็นหลกั (จกั รพนั ธ์ สุระประเสิร์ฐ , 2558 : 13-14 )

ในหวั ขอ้ น้ีผศู้ ึกษาสรุปกระบวนการออกแบบโดยแยกออกเป็นหวั ขอ้ ยอ่ ยดงั ต่อไปน้ี
2.1.กระบวนการก่อนการออกแบบ ทฤษฏีองค์ประกอบศิลป์
ศิลปิ นไม่ว่าจะแขนงใดก็ย่อมต้องมีความรู้และความเข้าใจในความรู้พ้ืนฐานเก่ียวกับ
องคป์ ระกอบศิลป์ เพราะ ทฤษฏีน้ีเป็ นทฤษฏีหลกั ในการช่วยให้ผูอ้ อกแบบสามารถสร้างชิ้นงานศิลปะ
ใหม่ๆไดจ้ ากหลกั การท้งั 9 ขอ้ ศิลปิ นอาจจะนามาดดั แปลง พฒั นา และต่อยอด เป็นตน้ การออกแบบเครื่อง
แต่งกายแตกต่างกบั ศิลปะการออกแบบแขนงอื่นเล็กน้อย เน่ืองจากมิไดท้ างานลงบนกระดานผา้ ใบ เพียง
อยา่ งเดียวแตจ่ ะตอ้ งสร้างสรรคผ์ ลงานบนเรือนร่างของมนุษย์ และผลิตผลงานน้นั ๆเพอ่ื นามาสวมใส่จริงใน
ชีวิตประจาวนั การเขา้ ใจในทฤษฏีองคป์ ระกอบศิลป์ จะทาให้ผอู้ อกแบบเคร่ืองแต่งกายสามารถเขา้ ใจใน
โครงสร้างสรีระ กายภาพของมนุษย์ การวางเส้นสาย ลวดลายบน อีกท้งั ส่งผลต่อการออกแบบเพ่ือให้เกิด
ความเหมาะสมกบั กลุ่มลูกคา้ ท่ีมีความหลากหลายเพศ องคป์ ระกอบทางศิลปะจึงมีความสมั พนั ธ์กบั เครื่อง
การแต่งกาย อจั ฉรา สโรบล (2561) กล่าวอธิบายถึงหลกั องคป์ ระกอบศิลปะที่สอดคลอ้ งกบั การออกแบบ
เคร่ืองแต่งกายในหนงั สือเร่ือง การออกแบบเส้ือผา้ มิติทางวิชาการสู่การประยุกต์ใช้ หน้าที่ 12- 49 ไว้
ดงั ต่อไปน้ี
2.1.1 ขนาดและสัดส่วน (Size and Proportion) ขนาดและสัดส่วนมีความสัมพนั ธ์

กนั ขนาดเกี่ยวพนั ธุ์กบั สดั ส่วน หากร่างกายมีขนาดใหญ่ สดั ส่วนจะขยายใหญ่ ดงั น้นั ในการแตง่ กาย
หรือการออกแบบเส้ือผา้ ที่แกไ้ ขขอ้ บกพร่องของสัดส่วนของร่างกาย เช่น คนหนา้ อกใหญ่ ควรสวม

SPU CHONBURIเส้ือที่มีปกหรือเส้ือคอวี เพ่ือช่วยให้ทรวงอกเล็กลง หรือผทู้ ่ีอว้ นควรเลือกเส้ือผา้ ชุดหลวมท่ีไม่เน้น
บริเวณเอว หรือคบั ตึง เพราะจะเนน้ ใหเ้ ห็นขนาดที่ชดั เจน

2.1.2 ความกลมกลืน (Harmony) ความกลมกลืนในการแต่งกาย ได้แก่ ความ
กลมกลืนของสีเส้ือผา้ และการตกแต่ง การใชส้ ีตกแตง่ ควรมีความกลมกลืนกบั บุคลิก อายุ เพศ และ
วยั ผสู้ ูงอายคุ วรใชเ้ ส้ือผา้ ท่ีมีสีเขม้ ไม่ฉูดฉาด เพราะจะทาใหด้ ูอ่อนโยน

2.1.3 การตดั กนั (Contrast) การตดั กนั ในการแต่งกาย ทาไดห้ ลายวิธี ท้งั ในดา้ นการ
ตดั กันด้วยขนาด ลวดลาย แบบ หรือสี การตดั กนั เพื่อสร้างจุดเด่น ดงั น้ันในการตดั กัน จึงควร
คานึงถึงผสู้ วมใส่ วา่ มีบุคลิกภาพท่ีเหมาะสมอยา่ งไร ในการตดั กนั ควรพิจารณาถึงปริมาณของการ
ตดั กนั ซ่ึงไม่เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ของผลงาน เช่น การใช้สีตดั กนั ของเส้ือผา้ ควรตดั กนั ไม่เกิน 80
เปอร์เซ็นต์

2.1.4. เอกภาพ (Unity) เอกภาพของการแต่งกายคลา้ ยกบั ความกลมกลืน ซ่ึงเนน้ ใน
ดา้ นความสัมพนั ธ์และความสอดคลอ้ ง ในการแตง่ กายควรใหม้ ีความสอดคลอ้ งในดา้ นแบบ สี หรือ
การตกแต่ง ให้ผสมกลมกลืนเป็ นกลุ่มเดียวกนั หรือในลกั ษณะเดียวกันเพื่อดูเรียบร้อยสวยงาม
เอกภาพในการแต่งกายไดแ้ ก่การแต่งกายในชุดทางานท่ีมีสีเดียวกนั ตกแต่งในแบบเรียบง่าย แต่ดู
คล่องแคล่วในการปฏิบตั ิงาน

2.1.5. การซ้า (Repetition) หากในการจดั อาหาร การวางแตงกวารอบขอบจานคือ
การซ้า ในการแต่งกายการเรียงกระดุมของเส้ือผา้ ก็คือการซ้าเช่นกนั การซ้าทาในลกั ษณะของการ
ตกแต่ง เช่น การติดลูกไมร้ อบคอบเส้ือ หรือชายกระโปรง หรือการตกแต่งดว้ ยลวดลายของผา้ และ
สีของการตกแต่ง เหตุที่ตอ้ งทาซ้าก็เพ่ือดึงดูดความสนใจ หรือเบี่ยงเบนความสนใจของส่วน
บกพร่องต่าง ๆ ของร่างกายนน่ั เอง

2.1.6. จงั หวะ (Rhythm) ในการแต่งกาย จงั หวะเปรียบเสมือนช่วงระยะของการนา
สายตาท่ีเช่ือมโยงหรือต่อเนื่องกนั หรือการประสานต่อเน่ืองกันของสายตาอย่างมีจงั หวะของ
ส่วนประกอบเครื่องแต่งกาย เช่น ปกเส้ือ เขม็ ขดั กระโปรงหรือรองเทา้ การออกแบบเส้ือผา้ อยา่ งมี
จงั หวะก็เพอื่ สานองคป์ ระกอบยอ่ ยเขา้ เป็นองคป์ ระกอบใหญ่ เพื่อสร้างจุดเด่นท่ีชดั เจน การเช่ือมโยง
สายตาอยา่ งมีจงั หวะสามารถทาไดโ้ ดยการซ้าของวสั ดุท่ีคลา้ ยกนั หรือต่างกนั โดยทาเป็ นจงั หวะที่
เหมือนกนั หรือตา่ งกนั ซ่ึงข้ึนอยกู่ บั วตั ถุประสงคข์ องการสร้างจุดสนใจน้นั ๆ

2.1.7. การเน้น (Emphasis) เม่ือจงั หวะสร้างจุดเด่น จุดเด่นน้นั จะทาให้เกิดการเน้น
ในการเน้นของการแต่งกายเป็ นการอาพรางขอ้ บกพร่อง โดยเบ่ียงเบนความสนใจไปยงั ส่วนอ่ืน

SPU CHONBURIหรือในขณะเดียวกนั การเนน้ อาจเรียกร้องหรือสร้างจุดสนใจใหก้ บั การออกแบบน้นั ๆ ในการเนน้
อาจเนน้ ดว้ ยเครื่องประดบั ลวดลาย หรือสีสันของลวดลายผา้

2.1.8. ความสมดุล (Balance) ความสมดุลในการแต่งกายทาไดห้ ลายวธิ ี ในการสร้าง
ความสมดุลของการแตง่ กายจะจดั แบง่ เป็ นดา้ นบน และดา้ นล่าง เช่น เส้ือและกระโปรง หรือเส้ือกบั
กางเกง การทาให้สมดุล อาจใชล้ วดลายหรือน้าหนกั ของสีเส้ือผา้ ช่วยในการแบ่งน้าหนกั ได้ เช่น ใส่
กระโปรงสีดา และใส่เส้ือสีขาวสลบั ดา เป็นตน้

2.1.9. สี (Color) สีเป็นองคป์ ระกอบสาคญั สาหรับงานศิลปะ เพราะสีต่าง ๆ จะทาให้
เกิดความสวยงาม น่าสนใจ และแสดงถึงอารมณ์ ความรู้สึก ในการแต่งกายสีจะช่วยเสริมบุคลิกของ
ผสู้ วมใส และ ยงั เป็ นแรงบนั ดาลใจในการแสดงออกถึงความรู้สึก และความน่าสนใจ ดงั น้นั ใน
บริษทั ใหญ่ ๆ หลายบริษทั จึงได้จา้ งนกั ออกแบบเส้ือผา้ ออกแบบเส้ือผา้ และเครื่องแต่งกาย โดย
เลือกแบบและสีเพ่ือสร้างความสนใจต่อลูกคา้ เช่น พนกั งานธนาคาร พนกั งานตอ้ นรับ หรือพนกั งาน
ขายสินค้า จะมีสีสันที่แตกต่างกันตามวตั ถุประสงค์ของงาน ในการใช้สีของเส้ือผา้ ควรใช้ใน
ลกั ษณะของค่าน้าหนกั (Value) คือ มีการใชส้ ีอ่อน-แก่ เพื่อเกิดความแตกต่างของค่าน้าหนกั สี เช่น
สีเขียวอ่อนหรือสีเขียวเขม้ หรือการใชส้ ีประสานกลมกลืน (Harmony) ท่ีดูแลว้ นุ่มนวล เช่น สีโทน
เดียวกนั และหากตอ้ งการความสดช่ืนการใชส้ ีสดหรือสีตดั กนั ในปริมาณท่ีต่างกนั กอ็ าจทาใหส้ ดชื่น
ได้

นอกจากน้ีสียงั มีความสัมพนั ธ์กบั หลกั จิตวทิ ยาของมนุษย์ หรือความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสี
กบั บุคลิกภาพ (Color and Personality) มีงานวิชาการและวจิ ยั ท่ีใหค้ วามเห็นเก่ียวการตอบสนองต่อ
สี และลกั ษณะบุคลิกภาพ โดยงานวิชาการเหล่าน้นั พบวา่ บุคคลท่ีซึมเศร้าจะมองทุกอยา่ งเป็ นสีดา
และคนไม่สามารถจินตนาการงานปาร์ต้ีที่สนุกสนานโดยปราศจากสีได้ นอกจากน้ีสียงั ดึงบุคคล
ออกจากความตึงเครียดได้

นอกจากน้ียงั มีงานวิชาการหน่ึงที่ได้รับการการวิพากย์วิจารย์ในวงการศิลปะกับ
จิตวทิ ยาอยา่ งมาก คุณวิรุญ ต้งั เจริญกล่าวไวใ้ นหนงั สือทฤษฏีการใชส้ ีกบั จิตวทิ ยา(2558 ) หนา้ ท่ี 35
ว่า มีการทดลองให้บุคคลทวั่ ไปทาแบบทดสอบสีเพื่อประเมินบุคลิกภาพ แบบทดสอบน้ีกล่าวถึง
ลาดบั การชอบสีของบุคคล โดยสีท่ีใชม้ ี 8 สี ไดแ้ ก่ แดง น้าเงิน เขียว เหลือง น้าตาล มว่ ง เทา และดา
วิธีการเลือกสีให้ผูเ้ ลือกดูสีแลว้ บอกลาดบั การเลือกโดยไม่ตอ้ งนาไปเชื่อมโยงว่าเป็ นสีของอะไร
เป็ นการเลือกสีที่ตวั สีเอง จากน้ันจึงนาลาดับการเลือกสีน้ันๆ มาทานายบุคลิกภาพ การทานาย

SPU CHONBURIบุคลิกภาพข้ึนอยกู่ บั ลาดบั 8 ลาดบั ของสีท้งั แปด และคาทานายจะปรับเปล่ียนไปตามความสัมพนั ธ์
ของลาดบั เหล่าน้ี เช่น ผทู้ ่ีเลือกสีใดเป็นอนั ดบั แรกจะมีบุคลิกอยา่ งไร

สีเขียว เป็ นผมู้ ีความนบั ถือในตนเอง โดยแสดงออกทางการวางอุดมคติสาหรับตนเอง

หรือโดยการแสวงหาชื่อเสียง ตอ้ งการชีวติ ท่ียนื ยาว และมีคุณภาพสาหรับตนเองและผอู้ ่ืน

สีแดง เป็ นผคู้ านึงถึงความสาเร็จ ปรารถนาในความต่ืนเตน้ ท่ีจะเพิ่มรสชาติในชีวติ และ
ประสบการณ์ ตอ้ งการชยั ชนะ โดยจะแสดงออกมาในรูปของการประชนั แข่งขนั และการเสี่ยงโชค

สีน้าตาล เป็ นผคู้ านึงถึงความปลอดภยั ของครอบครัว ความอบอุ่นภายในบา้ น จะคบ
เพ่ือนที่เหมือนๆ กนั ตน มีความตอ้ งการทางวตั ถุ รักความสะดวกสบาย และในขณะเดียวกนั ก็รัก

สนั โดษ
สีเทา เป็ นผทู้ ่ีชอบกนั ตนเองออกจากอิทธิพลภายนอก ไม่ตอ้ งการยุง่ เก่ียวกบั ผใู้ ด ชอบ

ท่ีจะเป็นผเู้ ฝ้ าดูอยเู่ บ้ืองหลงั เป็นคนระมดั ระวงั ตน และมกั จะสร้างเกราะป้ องกนั ตน
สีน้ าเงิน เป็ นผู้เคร่งครัดเรื่ องขนบธรรมเนียมประเพณี ต้องการความสงบและ

สภาพแวดลอ้ มที่เป็ นระเบียบเรียบร้อย ตอ้ งการให้เหตุการณ์ต่างๆ ดาเนินอยา่ งนุ่มนวลไม่ติดขดั มี

ความกลมกลืนทางร่างกายและจิตใจ จิตวญิ ญาณท่ีสงบสันโดษ เป็นผมู้ ีธรรมะและจรรยาท่ีสมบูรณ์

แบบ

สีเหลือง เป็ นผทู้ ี่ชอบการเปล่ียนแปลง ปรารถนาสูงสุดถึงความสุขสมบูรณ์ในชีวิต มี
ความหวงั ในอนาคต รักความกา้ วหนา้ ชอบสิ่งใหม่ๆ ทนั สมยั เป็นนกั พฒั นา

สีม่วง เป็นผมู้ ีเสน่ห์ น่าสนใจต่อผคู้ นท้งั หลาย และพยายามทาใหผ้ อู้ ่ืนติดใจหลงใหล
สีดา เป็นผทู้ ่ีรู้สึกวา่ สิ่งต่างๆ ผดิ ที่ผดิ ทาง เป็นคนด้ือร้ัน ต่อตา้ นทิศทางของโชคชะตา
คุณ วริ ูญ ต้งั เจริญ เสนอวา่ ขอ้ คน้ พบน้ีสามารถนาไปใชเ้ ป็ นแนวคิดเชิงพาณิชย์ ในการ
ออกแบบเคร่ืองมือเคร่ืองใชต้ ่างๆ ในการโฆษณา ประชาสมั พนั ธ์ การออกแบบฉาก เคร่ืองแต่งกาย
หรือสิ่งใดก็ไดท้ ี่สามารถกระตุน้ สภาวะอารมณ์ของผบู้ ริโภคให้เป็ นไปตามความตอ้ งการของผผู้ ลิต
ได้
2.2 กระบวนการออกแบบ
ในสายงานดา้ นการออกแบบ ผสู้ ร้างสรรคผ์ ลงานเหล่าน้ีลว้ นแต่ตอ้ งคน้ หาแรงบนั ดาล
ใจเพ่ือใช้ในการผลิตผลงานทางศิลปะ มนั จะช่วยกระตุน้ ความรู้สึก สร้างแรงขบั เคล่ือนด้านคิด
สร้างสรรค์ ช่วงเวลาเดียวกนั ทาหนา้ ท่ีเป็นแก่นความคิดหลกั ที่ถ่ายทอดสู่ผชู้ ม ผลงานที่มีแรงบนั ดาล
ใจจะช่วยเพิ่มคุณค่าของผลงานท่ีเกิดการขดั เกลาจิตใจ และเปิ ดมุมมองทางดา้ นสุนทรียศาสตร์เม่ือ
ผชู้ มไดเ้ สพผลงาน

SPU CHONBURIนักออกแบบเครื่ องแต่งกายหลายท่านที่ประสบความสาเร็ จในสายอาชี พน้ี มักจะ
ถ่ายทอดความรู้สึก แรงบนั ดาลใจที่ตนมีออกมาอยเู่ สมอๆ เช่น อเล็กซานเดอร์ แมค็ ควีน (Alexader
mcqueen) ในแต่ละคอเล็คชนั่ ของเขาจะแฝงไปตวั จิตวิญญาณและเต็มเปลี่ยมไปดว้ ยแรงประทบั ใจ
ตวั อยา่ งเช่น คอลเล็คชนั่ Altis เป็นผลงานสุดทา้ ยก่อนนกั ออกเสียชีวติ ในช่วงน้นั เขาประสบปัญหา
ท้งั เรื่องการเสียชีวติ ของแม่ และเพื่อนสนิทแรงบนั ดาลใจของเขาจึงมาจาก ทอ้ งทะเล สรวงสวรรค์
ความรู้สึกอบอุน่ ราวครรถข์ องมารดา เป็นตน้ จากการรวบรวมขอ้ มูลผศู้ ึกษาพบวา่ แรงบนั ดาลใจใน
การออกแบบส่วนใหญ่มาจาก

2.2.1 แรงบนั ดาลใจมาจากปัจจยั ภายใน หรือแรงขบั ภายในจิตใจของผอู้ อกแบบเอง
บางทีอาจจะมาจากการจินตนาการ หรือประสบการณ์ส่วนบุคคลที่สั่งสมมานาน เช่นเดียวกบั นัก
ออกแบบก่อนหนา้ น้ีไดผ้ วู้ จิ ยั ไดก้ ล่าวถึง

2.2.2แรงบนั ดาลใจท่ีมาจากสิ่งแวดลอ้ มภายนอก อยู่รอบตวั มนุษย์ แรงบนั ดาลใจ
ประเภทน้ี อาจเกิดข้ึนได้จากการค้นควา้ ตามแหล่งขอ้ มูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ น หนงั สือ นิตยสาร
หอ้ งสมุด งานศิลปะ ดนตรี งานกวี ธรรมชาติ ภาพยนตร์ พิพธิ ภณั ฑ์ ภาพถ่าย การท่องเท่ียว สภาปัต
ยกรรม เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่สะทอ้ งเร่ืองราวที่เกิดข้ึนในช่วงเวลาหน่ึง (อุกฤษ ดิษ
ดา, 2552 , 33-36)

ผศู้ ึกษาต้งั ขอ้ สังเกตวา่ การคน้ หาแรงบนั ดาลใจจะเป็ นวถิ ีที่นาไปสู่การกาหนดประเด็น
ให้กบั ผอู้ อกแบบ หรือเป็ นการต้งั โจทยเ์ พื่อออกแบบให้เป็ นไปตามสิ่งท่ีผอู้ อกแบบให้ความสนใจ
การสร้างแรงบนั ดาลใจอาจจะมาจากความประทบั ใจที่มีต่อส่ิงใดสิ่งหน่ึงเท่าน้นั หรือ อาจจะมาจาก
การผสมผสานกนั ของหลายๆสิ่งกไ็ ด้ ดงั น้นั แรงบนั ดาลใจในการออกแบบ จึงสามารถหาไดจ้ ากทุก
สิ่ง ข้ึนอยกู่ บั การสงั เกต และนาสิ่งท่ีพบเห็นมาใชเ้ ป็นแรงบนั ดาลใจ

หลงั จากท่ีผูอ้ อกแบบคน้ พบแรงบนั ดาลใจแล้ว ความทา้ ทายต่อมาคือ การแปลงแรง

บนั ดาลใจให้เป็ นแนวความคิดท่ีมีความชดั เจนมากข้ึน ข้นั ตอ้ นน้ีจะตอ้ งอาศยั การตีความประกอบ
เพ่ือระดมความคิดท่ีเกี่ยวขอ้ งง จากน้นั จึงนามาผา่ นกระบวนการกลนั่ กรองและตกผลึกเป็ นแนวคิด
ในการออกแบบ ซ่ึงเป็ นกระบวนการที่สาคญั มาก เพราะเน่ืองจากแนวความคิดเหล่าน้ันจะเป็ น
เครื่องช้ีวดั ระดบั ความน่าสนใจของชิ้นงาน

จากการศึกษาการออกแบบผศู้ ึกษาคน้ พบวา่ ข้นั ตอนการทางานของนกั ออกแบบจะเริ่ม
จากการค้นหาแรงบันดาลใจ รวบรวมข้อมูล เพ่ือจัดทาแผนภาพแสดงแรงบันดาลใจและ

แนวความคิด (Mood board) แปลงแนวความคิดเป็ นโครงเส้ือผา้ (Sillhouette ) กาหนดการใช้สี
(Colour) เลือกเน้ือผา้ ท่ีเหมาะ(Fabric) ขนาดสัดส่วน (Proportion) เทคนิคการตดั เยบ็ และโครงสร้าง
ของเส้ือผา้ (Pattern & Construction) ลวดลาย (Print) เป็นตน้

SPU CHONBURIกระบวนการออกแบบท่ีผูศ้ ึกษาได้กล่าวมาข้างตน้ อาจจะเพียงพอต่อการออกแบบ
เคร่ืองแต่งกายดา้ นแฟชั่น แต่สาหรับการออกแบบเคร่ืองกายเพื่อการแสดง มีขอ้ แตกต่างและ มี
ปัจจยั ที่ควรคานึงเล็กนอ้ ย ปัจจยั ในที่น้ีคือ ควรคานึงถึงการแสดงเป็นหลกั เครื่องแต่งกายจาเป็นตอ้ ง
แสดงบทบาทบางอยา่ ง หรือทาหนา้ ท่ีตา่ งๆดงั ตอ่ ไปน้ี

2.2.3 เคร่ืองแต่งกายทาหนา้ ที่นาเสนอยคุ สมยั ของละครหรือเร่ืองราวที่เกิดข้ึนในการ
แสดง เคร่ืองแต่งกายนาเสนอภาพรวมของความนิยมของผคู้ นในแต่ละสมยั เครื่องแตง่ กายในแตล่ ะ
ยุคก็ต่างมีเอกลกั ษณ์เฉพาะของตน ซ่ึงสามารถบ่งบอกวิถีชีวิตและค่านิยมของผูค้ นในสมยั น้นั ๆ
เครื่องแต่งกายที่ตวั ละครสวมใส่จึงสามารถแสดงเวลาที่สถานการณ์ในละครน้นั เกิดข้ึนว่าเป็ นยุค
สมยั ใด

2.2.4 เครื่องแต่งกายทาหน้าที่นาเสนอสถานท่ีของละคร เคร่ืองแต่งกายแต่ละ
ประเภทมีหน้าที่ต่างกนั เช่น เส้ือโคท้ เป็ นเส้ือท่ีใชส้ วมใส่เมื่อตอ้ งการออกนอกบา้ นในฤดูหนาว
หรือวนั ที่มีอากาศหนาว โดยเป็ นเครื่องแต่งกายท่ีจาเป็นในประเทศท่ีมีอากาศหนาวอยา่ ง ทวีปยุโรป
ดงั น้นั เม่ือตวั ละครสวมใส่เครื่องแต่งกายประเภทใด คนดูก็จะสามารถเขา้ ใจไดว้ า่ มีลกั ษณะอากาศ
เป็นอยา่ งไร และน่าจะต้งั อยใู่ นภูมิภาคใด เป็นตน้

2.2.5 เครื่องแต่งกายทาหน้าท่ีนาเสนอนาเสนอบุคลิกลกั ษณะของตวั ละคร เครื่อง
แต่งกายแสดงออกซ่ึงบุคลิกลกั ษณะนิสยั และรสนิยมของผสู้ วมใส่

2.2.6 เครื่องแต่งกายทาหนา้ ที่นาเสนอสถานภาพของตวั ละคร รูปแบบ ลกั ษณะ และ
รายละเอียดการตดั เยบ็ ของเครื่องแต่งกายแสดงนาเสนอสถานภาพของตวั ละคร วา่ ตวั ละครน้นั มี
สถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจเป็ นอยา่ งไร เช่น ลกั ษณะการแต่งกายของชนช้นั สูง ชนช้นั กลาง
และชนช้นั แรงงานในอดีตต่างมีรูปแบบท่ีแตกต่างกนั อยา่ งชดั เจน แต่ท้งั น้ีท้งั น้นั ความแตกต่างน้ีก็
เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมยั และปัจจยั ต่างๆ เช่น สถานการณ์ ทางการเมือง ศาสนา สังคมและ
เศรษฐกิจ (ฤทธ์ิรงค์ จิวากานนท,์ 2557: 70-73)

2.3 กระบวนหลงั การออกแบบ
กระบวนการน้ีจะมุ่งเนน้ ไปท่ีสายการผลิตผลงาน ในส่วนน้ีจะมีบุคลากรหลายชีวตี ท้งั
ช่างเยบ็ ช่างสร้างแพทเทิร์น ช่างตดั การตกแต่งเครื่องแต่งกาย ตลอดจนไปถึงการฟิ ตติ้งชุด ใน
หวั ขอ้ น้ีสามารถแยกกระบวนการไดด้ งั ตอ่ ไป

2.3.1 การตดั เย็บโครงสร้างของเส้ือผา้ (Structure Design) คือ หลงั จากที่ไดร้ ับการ
แบบโครงร่าง จากผอู้ อกแบบ ช่างแพทเทิร์นทาหนา้ ท่ีสร้างแบบโครงสร้างเส้ือผา้ จากกระดาษ การ
สร้างแบบดงั กล่าวจะตอ้ งคานึงถึง รูปทรงและการสร้างเส้นกรอบนอก สร้างชนิดตะเขบ็ สร้างชนิด
กระเป๋ า ให้เหมาะสมกบั คุณลกั ษณะของผสู้ วมใส่หรือตวั ละคร จากน้นั เม่ือแบบเสร็จงาน ข้นั ตอน

SPU CHONBURIต่อไปช่างแพทเทิร์นจะส่งงานให้กบั ช่างตดั และช่างเยบ็ ในบางกรณีที่เครื่องแต่งกายมีรูปแบบท่ี
แปลกประหลาดไปจากเส้ือผา้ ท่ีใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ผอู้ อกแบบจะตอ้ งอยกู่ บั ช่างแพทเทิร์นและช่าง
เยบ็ เพือ่ ปรึกษากนั และหาแนวทางเพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลงานท่ีสมบรู ณ์จนกวา่ จะกระบวนการตดั เยบ็ จะจบลง

2.3.2 การตกแต่งภายนอกของโครงสร้าง (Decorative Design) ข้นั ตอนน้ีจะเป็ นการ
คดั เลือกหรือนาวสั ดุอ่ืนมาตกแต่งเพ่ิมเติม เพื่อสร้างรายละเอียดและลวดลายให้กบั ตวั เส้ือผา้ เช่น
การติดลูกไม้ กระดุม โบ พู่ เป็นตน้ การตกแต่งในส่วนน้ีจะรวมไปถึงการสวมใส่เคร่ืองประดบั ของ
ตวั ละครด้วย การเพ่ิมวสั ดุอื่นเข้าไปดงั ท่ีกล่าวมาจะช่วยให้เคร่ืองแต่งกายมีความโดดเด่นยิ่งข้ึน
เหมาะสมลกั ษณะตวั ละคร วฉั ะน้นั การเลือกวสั ดุจึงมีความสาคญั เพราะตอ้ งมีความสมั พนั ธ์กบั หรือ
สอดคลอ้ งกบั การแสดงและตวั ละคร (วินิทร สอนพรินทร์, 2560 : 175 ) การตกแต่งภายนอกน้ี
นอกจากจะช่วยใหเ้ ส้ือผา้ มีความสวยงาม น่าสนใจและดูโดดเด่นแปลกตาแลว้ ก็ยงั ช่วยปกปิ ดส่วน
บกพร่องของร่างกาย และฝีมือการตดั เยบ็ ท่ีไมป่ ราณีตได้ วธิ ีตกแตง่ เส้ือ มี 3 วธิ ี คือ

2.3.2.1 ใชเ้ คร่ืองประดบั เพ่ิมเติมต่างหากจากตวั เส้ือ เช่น การติดเขม็ กลดั ดอกไม้
หรือ เขม็ กลดั ที่ทาจากโลหะหรือประดบั ดว้ ยเพชรพลอย

2.3.2.2 ทาส่วนหน่ึงส่วนใดท่ีเป็ นโครงสร้างของเส้ือใหน้ ่าสนใจ การตกแต่งเส้ือ
วธิ ีน้ี เป็นการตกแตง่ ส่วนหน่ึงของแบบเส้ือ ไม่สามารถตดั หรือถอดออกได้ เช่น รูปแบบขอกปกเส้ือ
กระเป๋ าเส้ือ ตะเขบ็ การตีเกลด็ เป็นตน้

2.3.2.3 ใชว้ สั ดุอ่ืนเพิ่มติดไปกบั ตวั เส้ือ การตกแต่งเส้ือดว้ ยวธิ ีน้ี แมไ้ ม่มีหรือขาด
หายไป ก็จะไม่ทาให้แบบเส้ือเสียทรง เน่ืองจากเป็ นการเพิ่มรายละเอียดลงบนตวั เส้ือ เช่น การติด
ลูกไม้ ชายครุย โบ พู่ เป็นตน้

ตามกระบวนการท้งั หมดท่ีผศู้ ึกษาไดร้ วบรวมมาและนาเสนอมาขา้ งตน้ จะแสดงใหเ้ ห็น
ขอ้ แตกต่างและขอ้ เหมือนกนั ในกระบวนการออกแบบเครื่องแต่งกาย อยา่ งไรก็ตามเป็นสิ่งที่ผศู้ ึกษา
ถ่ายทอดอาจเป็ นเพียงหน่ึงในแนวความคิดเดียวที่นิยมกนั ให้หมู่นกั ออกแบบทว่ั โลก แต่ในความ
จริงแลว้ อาจจะมีหนทางหรือวิธีการในการออกแบบ หรือปัจจยั อื่นๆอีกที่สามารถนามาออกแบบ
และผลิตผลงานได้ การเป็นนกั ออกแบบท่ีดีไมจ่ าเป็นตอ้ งยดึ ถือการหลกั การออกแบบไวเ้ พยี งแคว่ ิธี
ความคิดเดียว แต่จะตอ้ งทดลองหาสิ่งใหม่เพือ่ นาเสนอต่อผชู้ มหรือกลุ่มผบู้ ริโภคอยเู่ สมอ

3. แนวคดิ เกย่ี วกบั ประวตั เิ ครื่องแต่งกายไทยส่ีภาค

ในหวั ขอ้ น้ีใหค้ วามสาคญั กบั การศึกษาแหล่งท่ีมาและลกั ษณะการแต่งกายของคนไทย
ประจาภาพต่างๆ แต่ละพ้ืนที่เต็มไปดว้ ยความแตกต่างกนั ท้งั ในแง่ของศิลปะวทิ ยาการ การดาเนิน
ชีวิต ค่านิยมเป็ นตน้ เน่ืองจากในสมยั อดีตประเทศไทยเตม็ ไปดว้ ย อาณาจกั รต่างๆจนกระทงั่ สมยั

SPU CHONBURIรัชกาลท่ี 5 ท่ีเร่ิมมีการจดั ระบบระเบียบและผกู สัมพนั ธ์จนในท่ีสุดกก็ ลายมาเป็ นประเทศไทยจนถึง
ทุกวนั น้ี ฉะน้นั ประเทศไทยน้นั จึงเตม็ ไปดว้ ยความหลากหลายของกลุ่มชน แตล่ ะภาค แต่ละพ้นื ที่มี
ลว้ นวฒั นธรรม ประเพณีเป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั

3.1 การแต่งกายประจาภาคใต้
การแต่งกายของชาวเมืองใต้ มีความแตกต่างกนั ออกไปตามแต่เช้ือชาติ ถา้ เช้ือสายจีน
จะแต่งแบบจีน ถา้ เป็ นชาวมุสลิม ก็จะแต่งคลา้ ยกบั ชาวมาเลเซีย ปัจจุบนั แหล่งทาผา้ แบบด้งั เดิมน้นั
เกือบจะสูญหายไป คงพบไดเ้ ฉพาะ 2 แหล่งเทา่ น้นั คือ ที่ตาบลพมุ เร้ียง จงั หวดั สุราษฎร์ธานี , อาเภอ
เมือง จงั หวดั นครศรีธรรมราช
การแตง่ กายน้นั แตกต่างกนั ในการใชว้ สั ดุ และรูปแบบโดยมีเอกลกั ษณ์ไปตามเช้ือชาติ
ของผูค้ นอนั หลากหลายท่ีเขา้ มาอยู่อาศยั ในดินแดนอนั เก่าแก่แห่งน้ีพอจาแนกเป็ นกลุ่มใหญ่ๆ ได้
ดงั น้ี

3.1.1 กลุ่มเช้ือสายจีน – มาลายู เรียกชนกลุ่มน้ีวา่ ยะหยา หรือ ยอนยา่ เป็ นกลุ่มชาว
จีน เช้ือสายฮกเกี๊ยนที่มาสมรสกบั ชนพ้นื เมืองเช้ือสายมาลายู ชาวยะหยาจึงมีการแตง่ กายอนั สวยงาม
ที่ผสมผสาน รูปแบบของชาวจีนและมาลายเู ขา้ ดว้ ยกนั อยา่ งงดงาม ฝ่ ายหญิงใส่เส้ือฉลุลายดอกไม้
รอบคอ,เอว และปลายแขนอยา่ งงดงาม นิยมนุ่งผา้ ซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ ายชายยงั คงแตง่ กาย คลา้ ยรูปแบบจีน
ด้งั เดิมอยู่

3.1.2 กลุ่มชาวไทยมุสลิม ชนด้งั เดิม ของดินแดนน้ีนบั ถือศาสนาอิสลาม และมี เช้ือ
สายมาลายู ยงั คงแต่งกายตามประเพณี อนั เก่าแก่ฝ่ ายหญิงมีผา้ คลุมศีรษะ ใส่เส้ือผา้ มสั ลิน หรือลูกไม้
ตวั ยาวแบบมลายนู ุ่งซิ่นปาเตะ๊ หรือ ซิ่นทอแบบมาลายู ฝ่ ายชายใส่เส้ือคอต้งั สวมกางเกงขายาว และ
มีผา้ โสร่งผนื ส้ัน ที่เรียกวา่ ผา้ ซองเก็ต พนั รอบเอวถา้ อยู่ บา้ นหรือลาลองจะใส่โสร่ง ลายตารางทอ
ดว้ ยฝ้ าย และสวมหมวกถกั หรือ เยบ็ ดว้ ยผา้ กามะหย่ี

3.1.3 กลุ่มชาวไทยพทุ ธ ชนพ้ืนบา้ น แต่งกายคลา้ ยชาวไทยภาคกลาง ฝ่ ายหญิงนิยม
นุ่งโจงกระเบน หรือ ผา้ ซิ่นดว้ ย ผา้ ยกอนั สวยงาม ใส่เส้ือสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝ่ ายชาย
นุ่งกางเกงชาวเล หรือ โจงกระเบนเช่นกนั สวมเส้ือผา้ ฝ้ ายและ มีผา้ ขาวมา้ ผกู เอว หรือพาดบ่าเวลา
ออกนอกบา้ นหรือไปงานพธิ ี (กรมส่งเสริมวฒั นธรรม, 2558 : 150)

จากการศึกษาพบว่าชาวใตน้ ิยม แต่งกายแบบเรียบง่าย หลวม ๆ ส่วนมากใช้ผา้ ฝ้ าย
รูปแบบเครื่องนุ่งห่มส่วนใหญ่คล้ายกบั ของมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพราะอยู่ในลกั ษณะอากาศ
แบบเดียวกนั ผา้ พ้นื เมืองที่มีชื่อเสียงของของภาคใต้ คือ ผา้ ยก ผา้ จวน ผา้ ไหมพุมเรียง และผา้ ปาเตะ๊
ซ่ึงเป็นผา้ ที่นิยมกนั ในภาคใตต้ อนล่าง เป็นตน้

SPU CHONBURI3.2 การแต่งกายประจาภาคอสี าน

สภาพภมู ิศาสตร์ของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานมีผลต่ออาหารการกินของ
คนทอ้ งถ่ิน อยา่ งมาก เน่ืองจากพ้ืนท่ีบางแห่งแห้งแลง้ วตั ถุดิบที่นามาประกอบอาหารซ่ึงหาไดต้ าม
ธรรมชาติส่วนใหญ่ ไดแ้ ก่ ปลา แมลงบางชนิด พืชผกั ต่าง ๆ การนาวธิ ีการถนอมอาหารมาใช้เพ่ือ
รักษาอาหารไวก้ ินนาน ๆ จึงเป็ นส่วนสาคญั ในการดารงชีพของคนอีสาน ซ่ึงส่งผลต่อรสชาติของ
อาหารอีสานซ่ึงส่วนใหญเ่ นน้ ไปทางรสเคม็ และเผด็ เน่ืองมาจากวถิ ีในการถนอมอาหารเป็นตน้

สภาพทางภูมิศาสตร์ตลอดจนวฒั นธรรมการกินดงั ท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ ยอ่ มส่งผลโดยตรง
ตอ่ การแต่งกายของชาวอีสาน สังเกตไดจ้ ากอากาศที่ร้อนเคร่ืองแต่งกายจึงตอ้ งเป็ นผา้ ชนิดบาง และ
มีขนาดท่ีส้ันเพอื่ ระบายความร้อน

การแต่งกายของภาคอีสาน มีความหลากหลายอย่างมากเพราะเน่ืองจากมีหลายชนเผา่
วฒั นธรรมแมจ้ ะมีความใกลเ้ คียงแต่ก็แตกต่างกนั มาตามภูมิภาคของตน เช่น การแต่งกายของชาว
ไทยเช้ือสายเขมรมีเอกลักษณ์เฉพาะตวั ซ่ึงบ่งบอกถึงความเป็ นทอ้ งถิ่นเขมรอีสานใต้ได้อย่าง
น่าชื่นชม ไม่วา่ จะเป็ นเส้ือ ผา้ นุ่ง เป็ นสิ่งท่ีแสดงถึงมรดกตกทอดจากรุ่นป่ ูย่าตายายมาสู่รุ่นลูกรุ่น
หลาน

ในสมยั โบราณหญิงชาวอีสาน รู้จกั การทอผา้ และตดั เยบ็ เส้ือเป็ นพิเศษเพราะตอ้ งนาไป
ไวใ้ ช้เมื่อยามออกเรือน การทอผา้ น้นั ถือเป็ นงานท่ีผหู้ ญิงเขมรตอ้ งทาเป็ น นอกจากน้นั การตดั เยบ็
เส้ือท่ีเรี่ยกวา่ "อาวเกบ็ "

" อาวเก็บ" น้นั เป็นเส้ือคอกลม แขนกระบอก ผา่ หนา้ ใชเ้ มด็ เงินพดดว้ งเป็นกระดุม ผา้
ที่ใชต้ ดั เยบ็ เป็นผา้ ไหมลายลูกแกว้ หรือชาวเขมรเร่ียกวา่ "ผา้ เกบ็ " เป็ นผา้ ทอต้งั แตส่ ่ีตะกอ ผา้ ที่ไดจ้ ะ
มีความหนา ถ่ายเทความร้อนไดด้ ี ข้นั ตอนการตดั เยบ็ มีกรรมวิธีท่ียุ่งยากซบั ซ้อน ตามเทคนิคภูมิ
ปัญญของคนเขมรโบราณ คือ เขาจะนาผา้ ที่ไดไ้ ปยอ้ มดาดว้ ยผลมะเกลือจนไดท้ ่ี จากน้นั นาไปน่ึง
อบกล่ินดว้ ยปันเลือย(ไพล) หรือ ปการันเจก(ดอกลาเจียก) จากน้นั จึงเป็ นข้นั ตอนการเยบ็ ตะเข็บ
ผา้ แตล่ ะดา้ นติดเขา้ กนั ใหเ้ ป็นรูปทรงเส้ือโดยจะใชด้ า้ ยไหมหลากสี เช่น ขาว แดง ส้ม เขียว น้า
เงิน ตรงส่วนที่เยบ็ ตะเข็บแบบน้ีชาวเขมรเรี่ยกว่า "เทอเเซว(การทาตะเข็บ)" ซ่ึงดว้ ยที่เยบ็ จะตดั สี
ของเส้ือดูสะดุดตาสวยงาม และที่คอเส้ือจะทาเป็ นลวดลายตามจินตนาการท่ีสวยงาม และที่
สาคญั อย่างยิ่งของเส้ือแบบน้ีคือ กระดุมเส้ือจะทาจากเงินพดด้วง ซ่ึงเขมรเรียกว่า "ปรักดม " มี
จานวนต้งั แต่ 5 ถึง 10 เม็ด ซ่ึงเม็ดเงินท่ีติดบนเส้ือน้ีจะบ่งบอกถึงฐานะความมงั่ คงั่ ของคนสวมใส่
ส่วนผา้ นุ่งที่มีเอกลกั ษณ์มาแต่โบราณ สวยงามไม่วา่ จะเป็ น ผา้ สมอ ผา้ กระเนียว ผา้ อนั ปรม
ผา้ โฮล ผา้ เก็บ ผา้ จดอ ผา้ โสร่ง

SPU CHONBURIส่วนผูช้ ายท่ีมีฐานะสูงศกั ด์ิในสมยั โบราณจะนุ่งผา้ โจงกระเบน เขมรเรี่ยกว่า "จอง
กระเบ็น " โดยใชผ้ า้ โฮลเปร๊าะ หรือ ผา้ สมปักเขมร เป็ นผา้ ทอหมดั หมี่สีสันท่ีสวยงามมีเชิงในตวั
ทอยาวเป็ นวาไม่เยบ็ ชายผา้ ติดกนั แมก้ ารสวมใส่เส้ือดงั กล่าวจะไม่ค่อยมีให้พบเห็นมากนกั จะพบ
เจอก็ในโอกาสสาคญั ระดบั ทอ้ งถิ่นจงั หวดั (กรมส่งเสริมวฒั นธรรม, 2558 : 300- 350)

ในอีสานยุคปัจจุบนั การแต่งกายของผชู้ ายส่วนใหญ่นิยมสวมเส้ือแขนส้ันสีเขม้ ๆ ท่ีเรา
เรียกวา่ "ม่อห่อม" สวมกางเกงสีเดียวกบั เส้ือจรดเข่า นิยมใชผ้ า้ คาดเอวดว้ ยผา้ ขาวมา้ ส่วนผหู้ ญิง
การแต่งกายส่วนใหญ่นิยมสวมใส่ผา้ ซิ่นแบบทอท้งั ตวั สวมเส้ือคอเปิ ดเล่นสีสัน ห่มผา้ สไบเฉียง
สวมเครื่องประดบั ตามขอ้ มือ ขอ้ เทา้ และคอ

3.3 การแต่งกายประจาภาคเหนือ

ชาวพ้ืนเมืองส่วนใหญ่จะแต่งกายตามเช้ือชาติของตนเอง เพราะในพ้ืนที่บริเวณน้นั เป็ น
ถ่ินที่อยอู่ าศยั ของหลายชนเผา่ หลายชาติพนั ธุ์อาศยั อยู่ เช่น ไทยวน ไทล้ือ ไทเขิน ไทใหญ่ ในขณะ
เดียวบริเวณหวั เมืองใหญ่อยา่ งจงั หวดั เชียงใหมช่ าวเมืองจะแตง่ กายอยา่ งชาวลา้ นนา

การแตง่ กายของคนภาคเหนือท่ีเป็นชาวบา้ นทวั่ ไปชายจะนุ่งกางเกงขายาวลกั ษณะแบบ
กางเกงขายาวแบบ 3 ส่วน เรียกติดปากวา่ “เตี่ยว” หรือ เตี่ยวสะดอ ทาจากผา้ ฝ้ าย ยอ้ มสีน้าเงินหรือสี
ดา ส่วนเส้ือก็นิยมสวมเส้ือผา้ ฝ้ ายคอกลม แขนส้ัน แบบผ่าอก กระดุม 5 เม็ด สีน้าเงินหรือสีดา
เช่นเดียวกนั เรียกวา่ เส้ือมอ่ ฮ่อม ชุดน้ีใส่เวลาทางาน

สาหรับหญิงชาวเหนือจะนุ่งผา้ ซิ่น(ผา้ ถุง)ยาวเกือบถึงตาตุ่ม นิยมนุ่งท้งั สาวและคนแก่
ผา้ ถุงจะมีความประณีต งดงาม ตีนซิ่นจะมีลวดลายงดงาม ส่วนเส้ือจะเป็ นเส้ือคอกลม มีสีสัน
ลวดลายสวยงามเช่นเดียวกนั เรื่องการแต่งกายน้ี หญิงชาวเหนือจะแต่งตวั ใหส้ วยงามอยเู่ สมอ ชาว
เหนือถือว่าเป็ นเรื่องสาคญั ในปัจจุบนั เนื่องจากอิทธิพลจากละครโทรทศั น์ ทาให้การแต่งกายแบบ
พ้ืนเมืองมีความสับสนเกิดข้ึน ดงั น้นั คณะทางานทานุบารุงศิลปวฒั นธรรม กลุ่มสถาบนั อุดมศึกษา
ภาคเหนือ จึงไดร้ ะบุขอ้ ไมค่ วรกระทาในการแตง่ กายชุดพ้ืนเมือง ของ “แมห่ ญิงลา้ นนา” เอาไวว้ า่

3.3.1 ไม่ควรใชผ้ า้ โพกศีรษะ ในกรณีท่ีไม่ใช่ชุดแบบไทล้ือ
3.3.2 ไม่ควรเสียบดอกไมไ้ หวจนเตม็ ศีรษะ
3.3.3 ไม่ควรใชผ้ า้ พาดบา่ ลากหางยาว หรือคาดเขม็ ขดั ทบั และผา้ พาดท่ีประยกุ ตม์ า
จาก ผา้ ตีนซิ่นและผา้ “ตุง” ไมค่ วรนามาพาด
3.3.4 ตวั ซิ่นลายทางต้งั เป็นซิ่นแบบลาว ไม่ควรนามาต่อกบั ตีนจกไทย (กรมส่งเสริม
วฒั นธรรม, 2558 : 60-100))

SPU CHONBURI3.4 การแต่งกายประจาภาคกลาง
การศึกษาเครื่องแต่งกายภายกลางมีความสลบั ซับซ้อนอยา่ งหน่ึงตรงท่ีว่า มีการแบ่ง
การแต่งกายตามยุคสมยั เพราะเนื่องจากภาคกลาง หรือจงั หวดั กรุงเทพมหานครเป็ นเมืองหลวง
ค่านิยม รสนิยม ประเพณีจึงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สามารถแบ่งออกมาเป็ นยุค
ดงั ต่อไปน้ี
3.4.1 การแต่งกายสัมยรัชกาลที่ 1
ผ้หู ญงิ จะห่มสไบเฉียง นุ่งผา้ จีบ ไวช้ ายพกมีชายสะบดั สามเหล่ียม ส่วนผมจะเป็ นการ
ทาผมสองช้นั ดา้ นบนเปิ ดเสยใส่น้ามนั และดา้ นล่างปล่อยผม
ผ้ชู าย นุ่งผา้ จีบคลา้ ยนุ่งสะโหร่ง ไมใ่ ส่เส้ือ ไวผ้ มทรงมหาดไทย การแต่งกายในสมยั น้ี
มีความคลา้ ยคลึงกบั ในสมยั อยุธยา ผา้ ที่ใชน้ ุ่งไม่วา่ ผชู้ ายหรือผหู้ ญิงมกั จะเป็ นผา้ ท่ีมีราคา เช่น ฝ้ าย
ไหม ผา้ หางกระรอก ผา้ อจั ลกั ษณ์ ผา้ หนามขนุน ผา้ ลายอยา่ ง ผา้ ยกดอกเป็น
3.4.2 การแตง่ กายสมยั รัชกาลที่ 2

ผู้หญิงจะห่มสไบเฉียงและนุ่งกระโปรงจีบเหมือนเดิมคลา้ ยกบั สมยั รัชกาลที่ 1 เร่ิม
เกลา้ ผมข้ึนคลา้ ยผมส้ัน แบบที่เรียกวา่ ผมปี ก หรือตดั ส้ันมหาดไทยแบบผชู้ าย

ผ้ชู าย จะเปลี่ยนมานุ่งโจงกระเบน แตย่ งั นิยมไม่ใส่เส้ืออยู่ ทรงผมยงั เป็นทรงมหาดไทย
เหมือนเดิม

3.4.3 การแตง่ กายสมยั รัชกาลที่ 3

การแต่งกายของผู้หญิง การแต่งกายจะเนน้ ความเรียบง่ายไม่ต่างจากรัชกาลท่ี 1-2 มาก
นกั แต่สไบจะมีการจบั จีบเพ่ือความสวยงาม ผมจะตดั ส้ันเหมือนผูช้ าย ส่วนผชู้ าย นุ่งโจงกระเบน
ใส่เส้ือแขนยาว ติดกระดุม ผมยงั ทรงมหาดไทยเหมือนเดิม

3.4.4 การแต่งกายสมยั รัชกาลท่ี 4

สมัยนีผ้ ู้หญงิ จะแต่งกายดว้ ยการห่มสไบ แต่จะมีการใส่เส้ือไวด้ า้ นใน และสวมใส่โจง
กระเบน ไวผ้ มปี ก ดา้ นหลงั ตดั ส้ัน บางคนโกนผมข้ึนมาเหมือนทรงมหาดไทยแบบผชู้ าย ส่วนผชู้ าย
มกั จะสวมเส้ือนอกเหมือนชายชาวจีนที่เกิดในมลายู อาจจะมีการผกู ผา้ คาดเอว สวมโจงกระเบน ไว้
ผมทรงมหาดไทย แต่รัชกาลที่ 4 จะทรงไมไ่ วท้ รงมหาดไทย

SPU CHONBURI3.4.5 การแตง่ กายสมยั รัชกาลท่ี 5
ในรัชกาลท่ีน้ีมีการแต่งกายมีการเปล่ียนแปลงไปจากรัชกาลก่อนหน้าอยา่ งเห็นไดช้ ดั
เพราะไดร้ ับวฒั นธรรมมาจากการแต่งกายมาจากชาติตะวนั ตก ซ่ึงหากเทียบประวตั ิศาสตร์ศิลป์ จะ
คน้ พบวา่ ยุคน้ี เรียกวา่ Victorian ระหวา่ ง ค.ศ.1700-1800 ผูห้ ญิงส่วนใหญ่จะสวมใส่ชุดแขนพองที่
รู้จกั กนั คือ แขนหมูแฮม เส้ือเขา้ รัดรูป มีระบายชาย เน้นการตกแต่งเส้ือผา้ ดว้ ยลูกไม้ ประดบั ดว้ ย
ไข่มุก เนน้ ใส่เครื่องเพชรเป็ นหลกั การเสด็จประพาสของในหลวงรัชกาลท่ี 5 เพื่อเจริญสัมพนั ธ์
ไมตรีทาให้ส่งผลต่อการแต่งกายของชาวสยามอย่างมาก เน่ืองจาก ในหลวงรัชกาลที่5 มีพระ
ประสงค์ท่ีจะยกระดับและแสดงให้เห็นว่าสยามมีอารยธรรมและ จรึงรับวฒั นธรรมจากชาติ
ตะวนั ตกมาประยุกต์ให้เข้ากับความไทย ผูห้ ญิงในสมยั น้ียงั คงนุ่งโจงกระเบน แต่จะสวมเส้ือ
กระบอกแขนยาว เม่ือมีงานพิธีจะนุ่งห่มตาด สวมถุงเทา้ และรองเทา้ ผมเลิกไวผ้ มปี ก มาไวผ้ มยาว
ประบา่ ส่วยผชู้ ายนุ่งผา้ ม่วงโจงกระเบน สวมเส้ือราชประแตน ไปงานพิธีจะสวมถุงเทา้ และรองเทา้
ดว้ ย ส่วนผมเลิกไวท้ รงมหาดไทย เปล่ียนมาเป็นไวผ้ มยาวแบบฝร่ัง

3.4.6 การแต่งกายสมยั รัชกาลที่ 6
การแต่งกายของผู้หญิง หนั มานิยมการนุ่งซ่ินตามราชนิยม สวมเส้ือผา้ แพรโปร่งบาง
เส้ือคอกวา้ ง ไวผ้ มยาวประบ่า เสมอตน้ คอหรือทาผมบ๊อบ นิยมคาดศีรษะดว้ ยผา้ หรือไข่มุก ส่วน
ผ้ชู าย นุ่งโจงกระเบน ในราชพธิ ีจะใส่สูทผกู หูกระต่ายแบบฝร่ัง ตดั ผมแบบยโุ รป

3.4.7 การแตง่ กายสมยั รัชกาลท่ี 7

การแต่งกายในสมยั น้ี ผหู้ ญิงแต่งกายแบบตะวนั ตกมากข้ึน เลิกนุ่งโจงกระเบน หนั มา

นุ่งซิ่นแค่เข่า สวมเส้ือ ทรงกระบอกตวั ยาวคลุมสะโพก ไมม่ ีแขน ไวผ้ มส้ัน ดดั ลอน นิยมดดั ผม มาก
ข้ึน ชายนิยมนุ่งกางเกงแบบสีต่าง ๆ เช่นเดียวกบั ผา้ ม่วง ขา้ ราชการบงั คงนุ่งผา้ มว่ งสีน้าเงิน เส้ือ ราช
ปะแตน สวมถุงเทา้ รองเทา้ สวมหมวกสักหลากมีปี กหรือหมวกกะโล่ ราษฎรยงั คงนุ่งโจงกระเบน

สวมเส้ือธรรมดา ไม่สวมรองเทา้ ในช่วง พ.ศ. 2475 ไดม้ ีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็ นการ

สิ้นสุด ระบบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นการปกครองระบบประชาธิปไตย คนไทยเริ่มสนใจกบั อารย
ธรรมของชาวตะวนั ตกอยา่ งเตม็ ที่ การแต่งกายมีการเลียนแบบฝร่ังมากข้ึน

อย่างไรก็ตามอิทธิพลการแต่งกายแบบตะวนั ตกจะเขา้ ครอบคลุมเฉพาะชนบางกลุ่ม

สามญั ชนทว่ั ไปยงั คงแต่งกายตามประเพณีเดิมคือ ชายสวมกางเกงแพรหรือสวมกางเกงสามส่วน

เรียกวา่ กางเกงไทย ใส่เส้ือธรรมดา ไม่สวมรองเทา้ สตรีสวมเส้ือคอกระเชา้ เก็บชายเส้ือไวใ้ นผา้ ซิ่น

หรือโจงกระเบน ออกนอกบา้ นจึงแต่งสุภาพ

3.4.8 การแตง่ กายสมยั รัชกาลท่ี 8
ในสมยั น้ีมิไดม้ าการกาหนดรูปแบบการแต่งกายไวอ้ ย่างชดั เจน แต่ยงั ต้องคงความ
สุภาพไว้
ผ้หู ญงิ เปล่ียนจากนุ่งซิ่น มาใส่กระโปรง ส่วนเส้ือจะใส่แบบไหนกไ็ ด้ แตต่ อ้ งคลุมไหล่
ดดั ผมลอน และสวมหมวก ผู้ชาย แต่งตวั แบบสากล สวมเส้ือแขนยาวคอเปิ ดหรือปิ ดก็ได้ สวม
กางเกงขายาว ไวท้ รงผมแบบสากลและนิยมสวมหมวก

3.4.9 การแตง่ กายสมยั รัชกาลที่ 9
ในยุคสมัยนี้มิได้แตกต่างไปจากรัชสมัยก่อนหน้า เพียงแต่หลังจากเกดิ การปฏิวัติทาง
การเมืองหลายคร้ัง ทาให้ศิลปะวัฒนธรรมหายสาญสูญไป เนื่องจากคนไทยให้ไปนิยมแบบชาติ
ตะวันตก ด้วยเหตุนีส้ มเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์ิ จึงมีรับสั่งให้ฟื้ นฟูและออกแบบจดั สร้าง "ชุดไทย
พระราชนิยม"ข้ึนมาใหม่ ท้งั ชุดจิตรลดา บรมพิมาร ศิวาลยั เป็ นตน้ เพ่ือนาเสนอภาพลกั ษณ์ของ
ความเป็ นไทย จึงถือวา่ เป็ นชุดประจาชาติไทย ในขณะเดียวกนั ผู้ชายจะสวมเส้ือทรงกระบอก มกั
ตดั จากผา้ ไทย เช่น ผา้ ไหม เป็ นตน้ ดา้ นล่างนุ่งกางเกง แบบสากล ในบางโอกาสอาจจะนุ่งโจง
กระเบน การไวผ้ มผชู้ ายจะไวแ้ บบสากล (กรมส่งเสริมวฒั นธรรม, 2558 : 400-450)
การศึกษาเคร่ืองแต่งกายของท้งั ส่ีภาคทาใหผ้ ศู้ ึกษาไดเ้ ขา้ ใจถึงรากแก่นทางวฒั นธรรม
ของไทยท่ีมีความแตกต่างกนั ไปตามแต่ละทอ้ งถ่ิน ตามประเพณี ความนิยม และชาติพนั ธุ์ รวมถึงยงั
ไดศ้ ึกษาขอ้ มูลเกี่ยวกบั ประวตั ิศาสตร์เครื่องแตง่ กายของไทยต้งั แต่สมยั โบราณจนกระทงั่ ถึงปัจจุบนั
การเก็บขอ้ มูลในหวั ขอ้ น้ีเป็ นเร่ืองจาเป็ นต่อนกั ออกแบบดว้ ยเช่นกนั เพราะการที่จะออกแบบสิ่งใด
ได้น้ันย่อมตอ้ งเรียนรู้ เขา้ ใจ หรือ ทราบว่าเคยมีส่ิงใดเกิดข้ึนมาก่อนแล้ว แล้วจึงนาองค์ความรู้
เหล่าน้นั ไปต่อยอด พฒั นา ผลงานของนกั ออกแบบเองเกิดความสมบูรณ์และประสบผลสาเร็จใน
ท่ีสุด
SPU CHONBURI

SPU CHONBURI บทท่ี 3

รายละเอยี ดโครงงาน

สภาพการณ์ปัญหา

การศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค ของบริษทั อลั คาซ่าร์ จากดั เป็ นการปฏิบตั ิงานจริง
ในสถานประกอบการ ไดเ้ รียนรู้และลงมือปฏิบตั ิอยา่ งจริงจงั เช่น การดูแลความเรียบร้อยของการ
แต่งกายนกั แสดง และศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค การแกไ้ ขเฉพาะหนา้ ในการทางาน เป็ นตน้
นอกจากน้ียงั ทาใหผ้ ศู้ ึกษาไดม้ ีแนวทางในการปฏิบตั ิงาน เพ่ือประกอบอาชีพในอนาคตได้

วตั ถุประสงค์ของโครงงาน

1. เพ่อื ศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค ของอลั คาซ่าร์ คาบาเร่ต์ โชว์
2. เพ่ือศึกษาถึงปัญหาและแนวทางในการแกไ้ ขปัญหาเกี่ยวกบั ชุดการแสดงไทย 4
ภาค ของอลั คาซ่าร์ คาบาเร่ต์ โชว์

ขอบเขตของการดาเนินงานของโครงงาน

ขอบเขตของโครงงานที่ผศู้ ึกษา การศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค ของอลั คาซ่าร์ คาบา
เร่ต์ โชว์ ต้งั แต่วนั ท่ี 13 มกราคม 2563 ถึง 18 มีนาคม 2563 โดยศึกษาเฉพาะชุดการแสดงไทย 4 ภาค
ของอลั คาซ่าร์ คาบาเร่ต์ โชว์ มีท้งั หมด 4 ภาค แต่ละภาคมี 2 ชุด ท้งั หมด 8 ชุดการแสดง

ผลทค่ี าดว่าจะได้รับจากการดาเนินโครงงาน

1. ไดท้ ราบถึงการศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค ของอลั คาซ่าร์ คาบาเร่ต์ โชว์
2. ไดท้ ราบถึงปัญหาและแนวทางการแกไ้ ขปัญหาของชุดการแสดงไทย 4 ภาค
ของอลั คาซ่าร์ คาบาเร่ต์ โชว์

SPU CHONBURI บทท่ี 4

ผลการดาเนินโครงงาน

จากการศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค ของ โรงละครอลั คาซ่าร์ คาบาเร่ต์ ผศู้ ึกษาพบวา่
เคร่ืองแต่งกายของการแสดงชุดน้ีมีความน่าสนใจ และสะทอ้ นให้ผูช้ มได้เห็นมิติความงามที่
หลากหลายของประเทศไทย ท้งั ดา้ นประเพณี ดา้ นวฒั นธรรม ดา้ นศิลปะ ภูมิปัญญา และวิถีชีวิต
ของคนไทยในแต่ละภมู ิภาค ดงั น้นั การออกแบบเครื่องแต่งกายสาหรับการแสดงมิใช่เพียงเพื่อความ
สวยงามเทา่ น้นั แต่ยงั ตอ้ งส่ือสารถึงองคป์ ระกอบต่างๆดงั ที่กล่าวมาขา้ งตน้ ดว้ ย

ในบทน้ีผศู้ ึกษานาขอ้ มูลดา้ นเครื่องแต่งกายที่รวบรวมไวม้ าวเิ คราะห์ร่วมกบั ทฤษฏีการ
ออกแบบเครื่องแต่งกาย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการออกแบบ การนาเสนอ ตลอดจน
กระบวนการฝึ กปฏิบัติงานในฐานะของผูด้ ูแลฝ่ ายเคร่ืองแต่งกาย สาหรับการแสดงคาบาเร่ต์
สามารถแบ่งออกเป็น 3 หวั ขอ้ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. แรงบนั ดาลใจในการออกแบบเคร่ืองแตง่ กาย
2. การออกแบบโครงสร้างเครื่องแตง่ กายและการใชส้ ี
3. การดูแลเคร่ืองแตง่ กาย

1 แรงบนั ดาลใจในการออกแบบเครื่องแต่งกาย

การแสดงคาบาเร่ต์นบั เป็ นอีกมหรศพหน่ึงไดร้ ับความนิยมแพร่หลายต้งั แต่อดีตจนถึง
ปัจจุบนั ศาสตร์การแสดงแขนงน้ีแมน้ กั แสดงส่วนใหญ่เป็ นกลุ่มเพศทางเลือก หรือ สาวประเภท
สอง แตก่ ็มิไดส้ ร้างใหเ้ กิดความรู้สึกแตกตา่ งไปจากการแสดงละครเวที

การชุดการแสดงไทย 4 ภาค ของโรงละครอลั คาซ่าร์ คาบาเร่ต์ การแสดงน้ีไดร้ ับการ
ออกแบบสร้างสรรคข์ ้ึนมาเพ่ือทาหน้าที่ เป็ นเสมือนตวั แทนของเจา้ บา้ นกล่าวคาตอ้ นรับ และเป็ น
ตวั ตนใหผ้ ชู้ ม หรือแขกผมู้ าเยย่ี มเยียนไม่วา่ จะเป็ นท้งั ชาวไทยและต่างชาติไดร้ ู้จกั ถึงวฒั นธรรมไทย
แก่นความงามของศิลปะ การแสดงจะประกอบไปดว้ ย การแสดงยอ่ ยๆท้งั 4 ภาคของไทย ได้แก่
ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้

SPU CHONBURI4.1 เคร่ืองแต่งกายการแสดงภาคเหนือ

ภาพท่ี 5 เครื่องแต่งกายการแสดงภาคเหนือ
1. หวั ตวั ละครหลกั ปักดว้ ยปิ่ น
2. ดอกจ่อล่อ
3. อุบะ
4. ผา้ คลอ้ งแขน
5. ผา้ นุ่ง
6. หวั ตวั ละครรอง ติดดว้ ยดอกจอ่ ล่อ
7. หอ้ ยหนา้
8. ผา้ ซิ่น
9. ผา้ คลอ้ งขอ้ มือ
แรงบนั ดาลใจชุดการแสดงน้ี มีท่ีมาจาก งานประเพณีของภาคเหนือ เช่น การฟ้ อนเล็บ
ประกอบกบั การตีความเชิงสญั ลกั ษณ์ที่วา่ ความงามสตรีเหมือนกบั ดอกไม้ ผอู้ อกแบบจึงนาดอกจ่อ
ลอ้ มาใชใ้ นการออกแบบ ชุดการแสดงประจาภาคเหนือ ตลอดจนการนาเสนอตวั ละครรอง หรือ ตวั
ละครหมู่มวลให้เป็ นไปในทิศทางเดียวกนั ด้วย การออกแบบดงั กล่าวสอดคลอ้ งกับทฤษฏีการ
ออกแบบที่ว่าดว้ ยเร่ือง การดึงองคป์ ระกอบบางประการที่มีอยูใ่ นสิ่งแวดลอ้ มมาใช้ เป็ นการสร้าง
กลิ่นอายทาให้ผูช้ มเกิดความรู้สึกเป็ นตน้ นอกจากน้ีผูอ้ อกแบบยงั ให้ความสนใจเรื่องลวดลาย
พ้ืนเมืองมีที่มาจาก ผา้ ซิ่นตีนจก ผา้ ที่มีความงามเป็ นเอกลกั ษณ์ของภาคเหนือ มาร่วมประกอบการ

SPU CHONBURIแสดง นอกจากน้ีการตีความและออกแบบดงั กล่าวยงั ส่งผลต่อการนาเสนอการแสดง ในช่วงการ
เปิ ดตวั การแสดงของภาคเหนือ จะเริ่มด้วยขบวนแห่เก้ียว ซ่ึงมีตวั ละครเอกยืนอยู่บนเก้ียว หน้า
ขบวนมีนางราฟ้ อน นกั แสดงเดินเคล่ือนท่ีอยา่ งชา้ ตามจงั หวะดนตรีของภาคเหนือ ภาพบนเวทีจะมี
รูปแบบท่ีคลา้ ยกบั ภาพจิตรกรรมฝาผนงั

ภาพที่ 6 ภาพจิตรกรรมฝาผนงั จากวดั สมุหประดิษฐาราม อาเภอเสาไห้

ภาพที่ 7 ภาพผา้ ซ่ินตีนจก

ภาพท่ี 8 ภาพดอกจ่อล่อSPU CHONBURI
4.2 เคร่ืองแต่งกายการแสดงภาคใต้

ภาพที่ 9 ชุดภาคใต้

SPU CHONBURI1. หวั
2. เลบ็
3. หางหงส์
4. ปี ก
5. ป้ันหน่ง
6. หอ้ ยหนา้
การออกแบบเคร่ืองแต่งกายสาหรับการแสดงภาคใต้ ผอู้ อกแบบไดร้ ับแรงบนั ดาล มา
จากการแสดง โนรา ศิลปะการแสดงท่ีมีเอกลกั ษณ์โดดเด่นของภาคใต้ ผอู้ อกแบบเล่าถึงแรงบนั ดาล
ใจวา่ ตนคิดถึงช่วงเวลาที่เดินทางกลบั ถ่ินกาเนิดจงั หวดั สงขลา และไดช้ มการแสดงโนรา ซ่ึงจดั
แสดงตอน ราคลอ้ งหงส์ หรือท่ีรู้จกั กนั คือ ตอนพรานบุญจบั นางมโนราห์ การแสดงดงั กล่าวสร้าง
ความประทบั ใจแก่ตวั ผอู้ อกแบบอยา่ งมาก ไม่วา่ จะเป็ นดา้ นการดาเนินเรื่องราวของมโนราห์ ศิลปะ
เคลื่อนไหว การร่ายรา และจงั หวะดนตรี ผศู้ ึกษามีความเห็นว่าแนวทางการออกแบบดงั กล่าวของ
สอดคลอ้ งกบั ทฤษฏีการใชแ้ รงบนั ดาลใจภายในในการออกแบบเส้ือผา้ สาหรับการแสดงชุดน้ี
แนวความคิด การใชแ้ รงบนั ดาลใจภายในศิลปิ นเพ่ือการออกแบบน้ี ศิลปิ นส่วนใหญ่
มักจะนามาจากเร่ืองราวในอดีต ประสบการณ์บางอย่าง หรือสิ่งแวดล้อมบางอย่างที่ศิลปิ น
ประทบั ใจหรือ ภาพท่ีก่อเกิดความรู้สึกอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง ไม่วา่ จะสุขสมหวงั หรือเสียใจ ศิลปิ นจะ
นาเอาองคป์ ระกอบเหล่าน้นั สรรคส์ ร้างผลงาน ฉะน้นั ผลงานท่ีเตม็ ไปดว้ ยแรงบนั ดาลภายในจึงเป็ น
มากกว่าแค่ชิ้นงานธรรมดา แต่กลบั เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ นอกจากน้ีผูอ้ อกแบบยงั สนใจเรื่อง
เครื่องแต่งกายของโนราเป็ นพิเศษ ไดแ้ ก่ เทริด ปิ้ งคอ คลุมไหล่ รัดอก ห้อยหนา้ ผา้ ห้อย เป็ นตน้
ผอู้ อกแบบนาองคป์ ระกอบท่ีไดก้ ล่าวมาขา้ งตน้ มาออกแบบผลงาน ผสมผสานกบั การตีความใหเ้ ป็ น
สากล อยา่ งไรก็ดีผชู้ มส่วนใหญ่ของโรงละครเป็ นชาวต่างชาติ ดงั น้นั การสื่อสารจึงมีความสาคญั
แมว้ ่าผูอ้ อกแบบอยากจะนาเคร่ืองแต่งกายของโนรามาใช้ท้งั หมดแต่ก็มิอาจจะส่ือสารเรื่องของ
มโนราห์และพรานบุญได้คลอบคลุม ผอู้ อกแบบจึงเลือกเก็บองค์ประกอบของโนราไวบ้ างส่วน
เช่นลกั ษณะการนุ่งผา้ สนบั เพลา การใชห้ ้อยหนา้ ผา้ หอ้ ย ตลอดจนลวดลายของคลุมไหล่ และเลือก
รูปแบบการนาเสนอ แบบแฟนตาซี (Fantasy) เพ่ือให้ผูช้ มต่างชาติเม่ือชมแล้วเขา้ ใจได้ทนั ทีว่า
มโนราห์เป็นสตั ว์ เป็นคร่ึงขนคร่ึงนก

ผอู้ อกแบบตีความตวั ละครมโนราห์ เป็ นสตรีที่มีความเปราะบาง อ่อนไหว อ่อนโยน
เหมือนกบั ขนนก ที่มีลกั ษณะบางเบา ผอู้ อกแบบจึงเลือกใชข้ นนกในการสร้างสรรคต์ วั ละครน้ี อีก

ประการหน่ึงผอู้ อกแบบเช่ือวา่ ขนนกสามารถสร้างรูปแบบการเคลื่อนไหวไดเ้ หมือนกบั การร่ายรา
โนรา ท่ีออ่ นชอ้ ยและพลิ้วไหว

ภาพท่ี 10 ภาพลวดลายเครื่องแตง่ กายโนรา

ภาพท่ี 11 ภาพเครื่องแตง่ กายโนรา
SPU CHONBURI

SPU CHONBURI4.3 เคร่ืองแต่งกายการแสดงภาคอสี าน

ภาพท่ี 12 เครื่องแต่งกายสาหรับการแสดงภาคอีสาน
1. หวั เศียรพญานาค
2. สร้อยคอ
3. หวั เขม็ ขดั
4. ผา้ คลอ้ งแขน
5. ผา้ นุ่ง
การออกแบบเครื่องแต่งกายชุดการแสดงภาคอีสาน ผอู้ อกแบบไดร้ ับแรงบนั ดาลใจมา
จาก งานประเพณีของประจาปี ภาคอีสาน งานบุญบ้งั ไฟพญานาค ผูศ้ ึกษามีความเห็นว่าสาเหตุที่
ผอู้ อกแบบเลือกประเพณีเป็ นแรงบนั ดาลใจเพราะ ความเชื่อ ความศรัทธาที่ชาวอีสานมีตอ่ พญานาค
อีกท้งั งานประเพณีน้ียงั เป็ นภาพจาของท้งั ชาวไทย และชาวต่างประเทศ ความผกู พนั ธ์เก่ียวกบั ของ
พญานาคกบั คนไทยหรือ คนในประเทศเพ่ือนบา้ นท่ีอาศยั ในแถบท่ีราบลุ่มแม่น้าโขงมีมาอย่างช้า
นาน สังเกตไดก้ ารบูชา การสร้างรูปป้ันพญานาคเกา้ เศียร การสร้างพญานาคเป็ นเชิงบนั ไดที่วดั ใน
ศาสนาพุทธ การสร้างรูปป้ันพญานาคขนาดใหญ่บริเวณตลาดท่าเสด็จ จงั หวงั หนองคาย หรือ การ
สร้างพญานาคบริเวณทางเดินที่นครวดั ประเทศกมั พชู าเป็นตน้ ความเชื่อเหล่าน้ีลว้ นถูกนาไป

SPU CHONBURIดดั แปลงและตีความใหมอ่ ยเู่ สมอ ดงั น้นั การนาพญานาคมาเป็นภาพลกั ษณ์ในการนาเสนอความเป็ น
ภาคอีสานคงมิได้มีความแปลกประหลาดแต่อย่างใด เม่ือศึกษาขอ้ มูลในเชิงลึก ผูศ้ ึกษาคน้ พบ
พญานาคที่ผอู้ อกแบบนามาใช้เป็ นแรงบนั ดาลใจ มีหลายชนช้นั ดงั ท่ีปรากฏในคมั ภีร์ไตรภูมิพระ
ร่วง พญานาคมีดว้ ยกนั 4 ตระกลู ไดแ้ ก่

1. วริ ูปักขะ พญานาคชนช้นั สูง ชนช้นั กษตั ริย์ เจา้ ของนคร มีเกล็ด สีทอง
2. เอราปถะ พญานาคชนช้นั ขนุ นาง มีเกล็ดสีเขียวมรกต
3. ฉพั พยาปุตตะ พญานาคชนช้นั กลาง มีเกลด็ สีรุ้ง
4. กณั หาโคตมกะ นาคชนช้นั ต่า มีเกล็ด สีดาสนิท (พนิตา องั จนั ทรเพญ็ ,2559:112)
ในการออกแบบคร้ังสาหรับชุดการแสดงน้ีผูศ้ ึกษาคิดเห็นว่ามีผูอ้ อกแบบตอ้ งการให้เกิดความ
เช่ือมโยงกบั ความเช่ือดงั กล่าวที่กล่าวมาแลว้ สาเหตุดงั ต่อไปน้ี
1. ผอู้ อกแบบกาหนดให้เส้ือ และ กระโปรงของชุดการแสดงน้ีมีลกั ษณะเป็นเกล็ดของ
พญานาค
2. การใชผ้ า้ พาดไหล่ยาว ทาใหเ้ กิดความรู้สึกคลา้ ยกบั ลาตวั ของพญานาค
3.การเลือกใชส้ ีสีเขียวมรกต ซ่ึงตรงกบั พญานาค ตระกลู เอราปถะ พญานาคชนช้นั ขนุ
นาง

ภาพท่ี 13 ภาพอุปกรณ์ประกอบการแสดงภาคอีสาน

ภาพที่ 14 ภาพพญานาคสี่ตระกลูSPU CHONBURI
ภาพท่ี 15 ภาพพญานาคบริเวณทางเดินที่นครวดั ประเทศ กมั พชู า
ภาพท่ี 16 รูปป้ันพญานาคขนาดใหญ่บริเวณตลาดทา่ เสด็จ จงั หวงั หนองคาย

SPU CHONBURI4.4 เครื่องแต่งกายการแสดงภาคกลาง

ภาพท่ี 17 ชุดภาคกลาง
1. หวั
2. สไบ
3. หวั เขม็ ขดั
4. ผา้ หอ้ ยขา้ ง
5. ผา้ นุ่ง
ผอู้ อกแบบได้รับแรงบนั ดาลใจในการออกแบบมาจาก ประเพณีลอยกระทงของภาค
กลาง และการรากลองยาว ในอดีตประเพณีน้ีเป็นที่รู้จกั กนั ในอีกชื่อหน่ึง นนั่ คิด ประเพณีเผาเทียน
เล่นไฟ ประเพณีมกั จดั ตรงกับวนั ข้ึน 15 ค่า เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือราวเดือน
พฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีน้ีกาหนดข้ึนเพื่อเป็ นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อ
พระแม่คงคา บางหลกั ฐานเช่ือว่าเป็ นการบูชารอยพระพุทธบาทท่ีริมฝั่งแม่น้านมั ทามหานที และ
บางหลกั ฐานก็วา่ เป็ นการบูชาพระอุปคุตอรหนั ตห์ รือพระมหาสาวก ประเพณีลอยกระทงจะจดั ข้ึน
ทว่ั ประเทศ ในช่วงเวลากลางคืน งานประเพณีน้ีไดร้ ับความสนใจจากท้งั ชาวต่างชาติและชาวไทย
ซ่ึงพ้ืนที่ที่จดั งานประเพณีได้อย่างโดดเด่น คร่ืนเคร่งที่สุด คือ ภาคกลาง จากการสัมภาษณ์กับ
ผูอ้ อกแบบผูศ้ ึกษา มีความเห็นว่า ผูอ้ อกแบบต้องการถ่ายถอดความรู้สึกสนุกสนาน ถ่ายทอด
ความรู้สึกสวา่ งไสว ของแสงเทียน ท่ีลุกข้ึนในยามราตรี อีกท้งั ยงั สะทอ้ นถึงแสงเทียนพระธรรม บน
เครื่องแต่งกาย และตอ้ งการนาเสนอลกั ษณะการแต่งกายของภาคกลางที่มีความโดดเด่น น้นั คือการ
นาเสนอลกั ษณะของการนุ่งผา้ ถุงจีบหนา้ นาง ในอดีตผา้ ที่นามาใชน้ ุ่งผา้ ในหมู่บุคคลทวั่ ไปมกั จะไม่

SPU CHONBURIค่อยมีลวดลาย แต่จากภาพเครื่องแต่งกายจะสะทอ้ นใหเ้ ห็นลวดลายไทยท่ีวิจิตร ซ่ึงบุคคลที่จะนุ่งผา้
ที่มีเชิงกรวยแบบน้ีจะเป็ นนางราในราชสานกั หรือ บุคคลชนช้นั สูงเท่าน้นั ประกอบกบั ลกั ษณะ
การปักผา้ ดว้ ยดิ้นเงินและดิ้นทองก็จะสงวนไวส้ าหรับคนชนช้นั ปกครองเช่นกนั

หลงั จากการเก็บขอ้ มูลโดยการสัมภาษณ์กบั ผอู้ อกแบบเคร่ืองแต่งกายการแสดง ชุดการ
แสดงสี่ภาค อยา่ งครบถว้ น ผูศ้ ึกษาพบวา่ การออกแบบเครื่องแต่งกายสาหรับการแสดงชุดน้ีแบ่ง
ประเภทที่มาของแรงบนั ดาลใจไดส้ องกลุ่ม ใหญ่ๆ กลุ่มแรก คือ เครื่องแตง่ กายหลกั การประจาภาค
อีสาน และภาคกลางไดร้ ับแรงบนั ดาลใจมาจากงานประเพณี ความเชื่อ ท่ีโดดเด่นประจาพ้ืนถิ่นใน
ภูมิภาคน้นั ๆ จนทาให้เกิดเป็ นภาพจาท่ีผูช้ มส่วนใหญ่สามารถเช่ือมโยงไดท้ นั ทีเมื่อชมการแสดง
ดงั กล่าว กลุ่มที่สอง คือ เครื่องแต่งกายการแสดงภาคเหนือและภาคใต้ กลุ่มน้ี ไดร้ ับแรงบนั ดาลใจ
ในการออกแบบมาจากมาศิลปะ จิตกรรม วถิ ีชีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม ผศู้ ึกษาเห็นวา่ แมก้ ารแสดงท้งั ส่ี
ชุดจะมีแรงบนั ดาลใจท่ีแตกต่างกนั ต่างท่ีมา แต่เม่ือนามาประกอบรวมกนั เป็ นภาพใหญ่กลบั อยู่
ด้วยกนั ได้อย่างลงตวั ไม่มีชุดไหนโดดเด่นเกินไป หรือหลุดออกจากกลุ่ม ส่วนหน่ึงอาจจะเป็ น
เพราะว่าท้งั สี่แรงบนั ดาลท่ีนามาค่อยขา้ งชดั เจนและสามารถนาเสนอตวั ภาคต่างๆทง่ั ส่ีได้อย่าง
สมบรู ณ์ การศึกษากระบวนการเร่ืองแรงบนั ดาลใจทาใหผ้ ศู้ ึกษาเขา้ ใจในหลกั การและการคน้ หาแรง
บนั ดาลใจเพือ่ นาไปใชส้ ร้างสรรคง์ านในฐานะศิลปิ นได้

2. การออกแบบโครงสร้างและการใช้สีในเคร่ืองแต่งกาย

การออกแบบโครงสร้างเครื่องแต่งกายและการใช้สี จดั ว่าเป็ นการศึกษากระบวนการ
ออกแบบในข้นั ต่อมาหลงั จากที่ไดร้ วบรวมเน้ือหาและเขา้ ใจถึงแรงบนั ดาลใจของผอู้ อกแบบเคร่ือง
แต่งกายแลว้ สาหรับการออกแบบโครงสร้างให้กบั ตวั ละครเพื่อใชใ้ นการแสดงคาบาเร่มีความยาก
อยา่ งมาก เน่ืองจากการแสดงใน หน่ึงชุดการแสดงจะประกอบไปดว้ ยกลุ่มตวั ละครจานวนมาก ท้งั
หลากหลายกลุ่ม หลากหลายภาค และหลากหลายหน้าที่ ดงั น้ันในการออกแบบจะตอ้ งคานึงถึง
ปัจจยั น้ีเป็นสาคญั

จากการสังเกตและวิเคราะห์ผูศ้ ึกษามีความเห็นว่าการแสดงคาบาเร่ต์ชุดการแสดง 4
ภาค จะแบง่ ตวั ละครออกเป็นสองกลุ่มใหญๆ่ คือ

1. กลุ่มตวั ละครหลกั หรือ ตวั ละครเอก (Main Character ) ดงั กลม ณ ป้ อมเพชร ใน
หนงั สือปริทศั น์การแสดง ไดน้ ิยามไวว้ ่า ตวั ละครหลกั คือ ตวั ละครที่ดาเนินเร่ืองราวในละคร ตวั
ละครมีการกระทาซ่ึงส่งผลต่อการแสดง หรือโครงเรื่องหลัก และได้ข้อคิดในตอนจบ เมื่อ
เปรียบเทียบกนั ผศู้ ึกษาต้งั ขอ้ สังเกตวา่ มีความสอดคลอ้ งกบั การแสดงคาราเร่ตช์ ุดน้ี กล่าวคือ ในการ

SPU CHONBURIแสดง ตวั ละครเอกมกั จะอยตู่ รงกลางดา้ นหนา้ เวทีเสมอ และจะทาหนา้ ท่ีนาขบวนตวั ละครอื่นๆเขา้

มาบนเวที อีกท้งั ยงั เคลื่อนยา้ ยออกก่อนตวั ละครอื่นเป็ นอนั ดบั แรกเม่ือการแสดงภาคต่อไปเดินสวน

เขา้ มา นอกจากน้ีตวั ละครหลกั จะทาหนา้ ที่แสดงการลิปซิงค์ (lip Zic ) อีกดว้ ย

2 กลุ่มตวั ละครประกอบ หมู่มวล หรือ กลุ่มอองซอม (Esemble) กลุ่มตวั ละครน้ีจะ

เป็ นกลุ่มทาหน้าที่เป็ นเสมือนพ้ืนหลงั (Background) สร้างบรรยากาศ หรือสร้างโลกสาหรับการ

แสดง ในการแสดงน้ีกลุ่มตวั ละครหมูม่ วลจะเดินตามออกมาตวั ละครเอกออกมาและยนื กระจายกนั

เป็นแถวหนา้ กระดานอยดู่ า้ นหลงั และร่ายราไปพร้อมกบั ตวั ละครหลกั

การแบ่งกลุ่มตวั ละครออกเป็ นสองกลุ่มขา้ งตน้ สามารถช่วยจดั เรียงลาดบั ความสาคญั
ของตวั ละครใหผ้ อู้ อกแบบเคร่ืองแต่งกายไดเ้ ขา้ ใจและเกิดความชดั เจนในการกาหนด หรือออกแบบ
โครงสร้าง รวมถึงการใช้สีบนเครื่องแต่งกายไดอ้ ย่างเหมาะสมและสร้างให้เกิดความภาพรวมบน
เวทีที่สวยงามมากข้ึน

2.1 การถอดโครงสร้างเครื่องแต่งกายจากชุดการแสดงส่ีภาค
ความสาคญั ของการถอดโครงสร้างเคร่ืองแต่งกายนับว่าเป็ นส่วนท่ีสาคญั ที่สุดใน
กระบวนการออกแบบ จากกระบวนการทางานของผอู้ อกแบบเครื่องแต่งกายเพ่ือชุดการแสดงส่ีภาค
ผูศ้ ึกษาเล็งเห็นวา่ มีความสอดคลอ้ งกบั ทฤษฏีแรงบนั ดาลใจเป็ นหลกั ดงั ท่ีกล่าวบทที่ 2 ข้นั ตอน
หน่ึง ซ่ึงกล่าวถึง กระบวนการออกแบบว่า หลังจากท่ีผูอ้ อกแบบค้นพบแรงบันดาลใจ และ
ตกตะกอนเป็ นแนวคิดแลว้ ผอู้ อกแบบจะตอ้ งทา กระดานความคิด ภายในน้นั จะประกอบไปดว้ ย
ภาพต่างๆ และแหล่งอา้ งอิง ที่เก่ียวขอ้ งกบั แรงบนั ดาลใจ หรือแนวความคิด จากน้ันผูอ้ อกแบบ
จะตอ้ งนาองคป์ ระกอบ รายละเอียด ลกั ษณะ รูปทรง พ้ืนผิว บางอยา่ งจากภาพในกระดานความคิด
มาใชแ้ ละพฒั นาใหเ้ ป็ นเหมาะสมกบั โครงสร้างที่ผสู้ ร้างสรรคต์ อ้ งการ ในหวั ขอ้ น้ีผูศ้ ึกษาตอ้ งการ
นาเสนอให้เห็นถึงออกแบบโครงสร้างเคร่ืองแต่งกาย ด้วยวิธีการถอดโครงสร้างจากภาพแรง
บนั ดาลใจมาสู่การออกแบบตามแนวความคิดกระบวนการออกแบบในบทท่ี 2 โดยการนาชุดการ
แสดงส่ีภาคโรงละครอลั คาซ่าร์ ท้งั ตวั ละครหลกั และตวั ละครประกอบเป็ นกรณีศึกษา อยา่ งไรก็
ตามการถอดโครงสร้างน้นั จาเป็นตอ้ งใชท้ ฤษฏีองคป์ ระกอบศิลป์ รวมถึงความรู้เรื่องประวตั ิศาสตร์
การแต่งกายส่ีภาค ในบทท่ีสอง มาประยุกตใ์ ช้ร่วมกนั ดว้ ย แมว้ า่ ผลงานการออกแบบเครื่องแต่ง
กายชุดน้ีจะเป็ นผลงานที่จบสิ้นกระบวนการการออกแบบเป็ นท่ีเรียบร้อยแลว้ แต่สาหรับ ผศู้ ึกษาท่ี
ทาการศึกษาในเรื่องน้ีจะตอ้ งทาการวิเคราะห์ขอ้ มูล ทดลอง และนาเสนอออกมาเพื่อท่ีจะเป็ นองค์
ความรู้ท่ีนาไปใชใ้ นการพฒั นาและประโยชน์แก่ผทู้ ี่สนใจออกแบบในอนาคต ดงั น้นั ผศู้ ึกษาจึงทา
ตารางการ ดงั ตารางดงั ตอ่ ไปน้ี

ตารางท่ี 1 โครงสร้างชุดการแสดงไทย 4 ภาค

ตวั ละคร ภาพแรงบนั ดาลใจ การถอดโครงสร้าง โครงสร้างจากภาพแรง
ภาคเหนือ บนั ดาลใจ

อีสานSPU CHONBURI

ภาคใต้

SPU CHONBURIตารางที่ 1โครงสร้างชุดการแสดงไทย 4 ภาค (ตอ่ )
ภาคอีกลาง

จากตารางภาพในช่องแรกเป็ นภาพเครื่องแต่งกายชุดการแสดงส่ีภาคของโรงละคร อลั
คาซ่าร์ ซ่ึงในกรณีศึกษาน้ีผศู้ ึกษากาหนดให้เป็ นภาพแรงบนั ดาลใจ ภาพในช่องท่ีสองจะเป็ นการ
ลากเส้นโครงสร้าง ซ่ึงเป็ นข้นั ตอนการถอดโครงสร้าง โดยทวั่ ไปผอู้ อกแบบจะตอ้ งใชค้ วามรู้เร่ือง
ทฤษฏีองค์ประกอบศิลป์ ร่วมด้วย กล่าวคิด ภาพต่างๆที่มนุษยม์ องเห็นได้ เช่น ภาพใบไม้ ภาพ
ดอกไม้ ภาพภูเขา เป็ นตน้ จะประกอบเส้นสาย ต่างๆ ท้งั เส้นโคง้ เส้นเวา้ เส้นตรง เส้นทแยงมุม
ดงั น้ันผูท้ ี่จะทาการถอดโครงสร้างจะตอ้ งมองภาพให้ออกว่าภาพเหล่าน้นั ประกอบไปด้วยเส้น
ใดบา้ ง ภาพในช่องสุดทา้ ย คือ ภาพโครงสร้างท่ีถอดออกมาจากภาพแรงบนั ดาลใจ เมื่อผอู้ อกแบบ
ผ่านข้นั ตอนและได้ตกผลึกการถอดโครงสร้างดงั ที่กล่าวมาขา้ งต้นแลว้ มกั จะนาไปใช้ในการ
สร้างสรรคผ์ ลงาน ผอู้ อกแบบบางคนอาจจะยดึ รูปแบบเป็ นตามโครงสร้างที่ถอดออกมา แต่บางคน
อาจจะนาโครงสร้างเหล่าน้นั มาปรับแต่ง เช่น นามายดื รูปร่าง รูปทรง การโครงสร้างซ้าๆ เพ่ือใหเ้ กิด
ผลงานใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตามผูอ้ อกแบบเครื่องแต่งกายสาหรับการแสดงจะต้องนึกถึงความ
เหมาะสมของตวั ละครเป็นหลกั

2.2 การกาหนดสีสาหรับการออกแบบเครื่องแต่งกายจากชุดการแสดงสี่ภาค
เม่ือผอู้ อกแบบออกแบบโครงร่างสาหรับเคร่ืองแต่งกายเสร็จสิ้น ข้นั ตอนต่อมาคือการ
กาหนดสีท่ีจะใชใ้ นเครื่องแต่งกายสาหรับการแสดง หลกั ในการให้สีมกั นามาจากทฤษฏีสี หรือมา
จากทฤษฏีองคป์ ระกอบศิลป์ เพราะ สีส่งผลต่อการรับรู้ความรู้สึกของผชู้ มและผสู้ วมใส่ ดงั น้นั ใน
การออกแบบตอ้ งอาศยั ความรู้ในส่วนน้ีเช่นกนั อยา่ งไรก็ตามในกรณีศึกษาคร้ังน้ีมิใช่การออกแบบ

ของผูศ้ ึกษาแต่เป็ นการนาเสนอขอ้ มูลท่ีผูศ้ ึกษาได้เก็บรวบรวมและนามาสังเคราะห์เพ่ือให้เขา้ ใจ
กระบวนการ และการกาหนดสีในการแสดงชุดน้ี

การกาหนดสี ส่วนใหญ่แลว้ ผอู้ อกแบบตอ้ งคานึงถึงตวั ละคร เป็ นหลกั รวมถึงภาพบน
เวที ดงั ที่อธิบายในหวั ขอ้ ก่อนหนา้ ผศู้ ึกษาจึงนาเสนอการใหส้ ีกลุ่มตวั ละครหลกั และตวั ละครไวใ้ น
รูปแบบตารางเพือ่ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจในกระบวนการ ดงั ต่อไปน้ี

ตารางที่ 2 การใชส้ ีชุดการแสดงไทย 4 ภาค

SPU CHONBURIการแสดงตวั ละครภาพการใหส้ ี
ภาค ตวั ละครหลกั

ภาคเหนือ

ตวั ละครรอง
ภาคอีสาน ตวั ละครหลกั

SPU CHONBURIตารางที่ 2 การใชส้ ีชุดการแสดงไทย 4 ภาค (ต่อ)
ตวั ละครรอง

ภาคใต้ ตวั ละครหลกั
ตวั ละครรอง

ภาคกลาง ตวั ละครหลกั

ตารางท่ี 2 การใชส้ ีชุดการแสดงไทย 4 ภาค (ต่อ)
ตวั ละครรอง

จากตารางจะแสดงเห็นไดว้ ่า สีสันท่ีใช้ในเครื่องแต่งกายท้งั 4 ภาค จะมีความโดดเด่น
เป็ นสีเดี่ยวกนั ท้งั ตวั ต้งั แต่ตวั จรดเทา้ อาจจะมีเชรดสีอ่ืนเขา้ มาแทรกเพิ่มเติมเพ่ือให้เกิดมิติ แต่โดย
องค์รวมจะใช้สีในโทนเดียว เช่น ภาคเหนือจะใชส้ ีม่วง อีสานจะใช้สีเขียว ภาคใตจ้ ะใชส้ ีเหลือง
ส่วนภาคกลางจะใชส้ ีส้ม และส่วนใหญ่จะเป็ นแม่สีลว้ นๆ เมื่ออยบู่ นเวทีจะทาให้ชุดการแสดงโดด
เด่นออกมาจากเวที ไม่กลืนไปกบั ฉากดา้ นหลงั ในดา้ นการใหส้ ี จากการวิเคราะห์พบวา่ ตวั ละคร
หลักส่วนใหญ่ของทุกการแสดงจะมีการใช้สีท่ีเข้มกว่าตัวละครรองหรื อตัวละครหมู่มวล
เนื่องมาจากเป็นเทคนิคในการนาเสนอเพื่อใหต้ วั ละครหลกั เด่นกวา่ ตวั ละครหมู่มวล

การให้สีและการถอดโครงร่างนบั วา่ เป็ นส่วนสาคญั ส่วนหน่ึงในกระบวนการสร้าง
งานออกแบบอยา่ งมาก การศึกษาและคน้ ควา้ เรื่องทฤษฏีสีและองคป์ ระกอบศิลป์ จึงมีความสาคญั ท่ี
ผอู้ อกแบบทุกคนควรจะตอ้ มีความรู้อยา่ งถ่องแท้ เพราะจะถูกนาไปใชเ้ ป็นเคร่ืองมือในการออกแบบ
สาหรับการบทน้ีผศู้ ึกษาไดน้ าทฤษฏีดงั กล่าวมาวิเคราะห์เพ่ือให้เห็นกระบวนการออกแบบเครื่อง
แตง่ กาย วา่ ควรจะตอ้ งคานึงถึงสิ่งใด หรือตอ้ งมีวธิ ีคิดอยา่ งไรเพอ่ื ใหผ้ ลงานมีความสมบูรณ์ท่ีสุด
SPU CHONBURI

SPU CHONBURI3. การดูแลเครื่องแต่งกาย

การศึกษาการทางานของบทบาทหนา้ ที่ดูแลเครื่องแต่งกาย และช่วยในการแต่งตวั ของ
นกั แสดง พบว่ามีดงั ต่อไปน้ี ในหน่ึงวนั การแสดงจะมีท้งั หมด 4 รอบการแสดง ในแต่ละรอบจะ
จดั เตรียมชุดการแสดงท้งั หมดไวก้ ่อนเริ่มทาการแสดงโชว์ ในการจดั ชุดการแสดงเราจะตอ้ งดูช่ือ
นักแสดงท่ีบอร์ดว่าคนไหนและเพลงอะไร ใส่ชุดการแสดงชุดอะไร จะจดั เตรียมแล้วนาไปให้
นกั แสดง เช่น ชุดการแสดงแต่ละภาคใครเป็ นคนใส่ เราจะเอาชุดไปไวท้ ่ีตูข้ องนกั แสดงเพื่อรอใส่
ให้นกั แสดง ซ่ึงในแต่ละรอบชุดการแสดงจะมีชารุดหรือขาด เนื่องจากนกั แสดงแต่ละคนขนาดตวั
ไม่เทา่ กนั และไมม่ ีชุดประจาของตวั เอง

ดงั น้ันในทุกรอบการแสดงจึงตอ้ งมีการซ่อมแซมชุดอยู่ตลอด จึงทาให้ผูศ้ ึกษาต้อง
เรียนรู้วิธีการทางานและแกป้ ัญหาเฉพาะหนา้ อยา่ งรวดเร็ว ไม่วา่ จะเป็ นวธิ ีการตดั เยบ็ สอย และเนา
หลงั จากน้นั ยงั ตอ้ งทาหนา้ ที่ในการเรียงลาดบั การแสดงของนกั แสดง

การเก็บขอ้ มูลในหวั ขอ้ น้ี แบ่งไดด้ งั ต่อไปน้ี

3.1 การแต่งเครื่องแต่งกาย ดูความเรียบร้อยของนักแสดงด้านในห้องแต่งตวั

3.1.1 ก่อนเริ่มกระบวนการการแต่งกาย กระบวนการทุกวนั ฝ่ ายการจดั คิวจะส่ง
ตารางคิวรายวนั แจง้ ทีมงานและนกั แสดงวนั ต่อวนั ก่อนการทางาน โดยรายละเอียดของตารางคิว
จะบอกวา่ นกั แสดงคนไหนแสดงเพลงอะไร นกั แสดงจะไดท้ ราบวา่ ตนเองไดแ้ สดงเพลงอะไรบา้ ง
และผดู้ ูแลเครื่องแต่งกายจะไดเ้ ตรียมเส้ือผา้ ให้นกั แสดงอย่างถูกตอ้ ง ฝ่ ายเส้ือผา้ และฝ่ ายเคร่ือง
ประกอบฉาก (Prop) ฝ่ ายน้ีจะผลิตชุดและอุปกรณ์ตามการออกแบบของหวั หนา้ ฝ่ ายผลิต โดยการนา
อุปกรณ์ท่ีใชใ้ นการผลิต เช่น ผา้ คริสตลั ขนนก ที่ใชใ้ น การทาชุดและอุปกรณ์ มาจดั ทาเยบ็ ปัก ร้อย
เขา้ ดว้ ยกนั เอง และเช็ดอุปกรณ์ โดยแบ่งหน้าท่ีกนั ทาออกไป ภายในอลั คาซ่าร์ เรียกตาแหน่งน้ีว่า
ฝ่ ายสโตร์ และตาแหน่งน้ียงั รวมไปถึงการติดชุดให้กบั นกั แสดงในการเปลี่ยนชุดระหวา่ งการโชว์
หรือการซ่อมอุปกรณ์การแสดง เครื่องแต่งกาย และอื่นๆที่เกิดปัญหา ระหวา่ งการแสดง

3.1.2 การดูแลเคร่ืองแต่งกายในห้องนกั แสดงน้นั มีหน้าท่ีช่วยแต่งกาย และดูความ
เรียบร้อยของชุดที่ใชใ้ นการแสดง และคอยเตือนนกั แสดงอยู่ตลอด เวลานกั แสดงลืมคิวแสดงของ
ตนเอง ผศู้ ึกษาจะตอ้ งบอกนกั แสดง และช่วยนกั แสดงแต่งตวั และยงั รวมไปถึงการดูแลเคร่ืองแต่ง
กาย ความเรียบร้อยดา้ นขา้ งเวที วา่ ระหวา่ งการแสดงมีความผดิ พลาดเร่ืองของเส้ือผา้ บา้ งหรือเปล่า

SPU CHONBURI3.1.3 ดูคิวนกั แสดง วา่ นกั แสดงคนไหนแสดงเพลงอะไร และช่วยการแต่งตวั ดูความ
เรียบร้อยใหก้ บั นกั แสดงทุกคน หากชุดมีปัญหา ผศู้ ึกษาตอ้ งบอกหัวหนา้ ที่ดูแลเคร่ืองกาย และทาง
เขาจะนาชุดไปซ่อมแซมทนั ที เพอ่ื จะไดท้ นั ก่อนการแสดงจะเริ่มข้ึน

3.2 การตรวจเคร่ืองแต่งกาย และความเรียบร้อยของนักแสดงก่อนออกแสดงจริง
ด้านข้างเวที

ก่อนแสดงจริงด้านขา้ งเวที ผูศ้ ึกษาตอ้ งดูแลความเรียบร้อยชุดการแสดง ว่ามีอะไร
ผดิ พลาดหรือเปล่า เช่น กระโปรงจะหลุด หรือเส้ือจะหลุดหรือเปล่า ผศู้ ึกษาตอ้ งดูแลในส่วนน้นั ให้
เรียบร้อยอยา่ งละเอียด

3.3ปัญหาและวธิ ีการดาเนินงานจัดการแก้ไขปัญหา

ปัญหาที่ผศู้ ึกษาพบส่วนใหญ่จะเป็ นปัญหาท่ีซ้าเดิม และการจดั การแกไ้ ขปัญหาในการ
ปฎิบตั ิหนา้ ที่ที่ไดร้ ับมอบหมาย แบ่งออกเป็น 2 หนา้ ที่หลกั คือ

3.3.1 การแต่งเคร่ืองแต่งกายในห้องแต่งตวั ปัญหาท่ีพบ นกั แสดงคุยเล่นกนั ก่อน
แสดงจริง ไม่ยอมแต่งตวั เพ่ือทาแสดง ผศู้ ึกษาจึงตอ้ งแกไ้ ขดว้ ยการบอกกล่าวอยา่ งอ่อนโยน และ
กล่าวเตือนเรื่องเวลาในบางคร้ังเพ่ือใหน้ กั แสดงทราบวา่ ใกลเ้ วลาจะเปิ ดโรงละครและทาการแสดง
แลว้ ผลจากการแกไ้ ขปัญหาดงั กล่าว ทาใหน้ กั แสดงมีความกระตือรือร้นมากข้ึนแลว้ แต่งตวั อยา่ ง
รวดเร็ว

3.3.2 ปัญหาที่ผศู้ ึกษาพบเก่ียวกบั หนา้ ที่ดูแลเคร่ืองแต่งกาย คือ การจดั เตรียมชุดและ
การเปล่ียนเคร่ืองแตง่ กายอยา่ งรวดเร็ว ของนกั แสดงหญิง เนื่องจากพ้ืนท่ีมีจากดั จึงไม่สามารถทาให้
นกั แสดงหญิงท้งั หมดมารวมกนั อยทู่ ่ีเดียวได้ จึงตอ้ งมีการแบง่ ให้ส่วนหน่ึงอยทู่ ่ี ฝั่ง A และฝั่ง B ซ่ึง
เป็ นพ้ืนท่ีของนกั แสดงชาย อยา่ งไรก็ตามปัญหาดงั กล่าวส่งผลอยา่ งมากต่อตวั ผดู้ ูแลเครื่องแต่งกาย
เพราะทาให้พ้ืนที่ทางานไม่เพียงพอในการช่วยนกั แสดงเปลี่ยนเคร่ืองแต่งกายได้ทนั ภายใตเ้ วลา
จากดั ส่วนพ้ืนที่ฝั่ง B ก็มีความยากลาบากเพราะ นกั แสดงหญิงบางส่วนตอ้ งเปลี่ยนเส้ือผา้ กบั ผชู้ าย
อย่างไรก็ก็ตามผูศ้ ึกษาจึงตอ้ งแกไ้ ขปัญหาน้ีตามเท่าที่มีความสามารถ โดยกาหนดเวลาและแบ่ง
หนา้ ท่ีกบั เพื่อน และฝึ กซอ้ มการเปลี่ยนเคร่ืองแต่งกายทุกวนั ก่อนการแสดง นอกจากน้ียงั มีปัญหา
เรื่อง ที่นงั่ ไม่เพียงพอที่จะให้นกั แสดงหญิงสามารถนงั่ ไดห้ มดทุกคน ผศู้ ึกษาจึงตอ้ งแกป้ ัญหาโดย
การแบ่งให้บางคนไปนง่ั ที่หลงั เวทีใกลป้ ระตูทางออก แต่เมื่อใกลเ้ วลาผศู้ ึกษาจะเดินไปเรียกคิวให้
นกั แสดงทราบ

3.3.3 ปัญหา การดูแลความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายดา้ นขา้ งเวที เนื่องจาก จานวน
นกั แสดงที่เยอะ และมีหลายชุดการแสดง อีกท้งั ผูด้ ูแลฝ่ ายเส้ือผา้ มีจานวนท่ีไม่เพียงพอ ทาให้เกิด

ปัญหาตลอดเวลา เช่นความไม่เรียบร้อยของเส้ือผา้ ท้งั หลุดลุ่ยออกมา ใส่เส้ือผา้ ไม่แน่นซ่ึงส่งผล
กระทบต่อการแสดงซ่ึงทาให้เริ่มชา้ วิธีแกไ้ ขปัญหา คือ ผูศ้ ึกษาจะใชว้ อเพื่อส่ือสารบอกกบั ผูด้ ูแล
เครื่องแตง่ กายภายในหอ้ งการแสดงหอ้ งอ่ืน ใหต้ รวจสอบความเรียบร้อยของนกั แสดงก่อนจะปล่อย
ออกมา 10 นาทีก่อนการแสดงเริ่ม แมจ้ ะมีบางส่วนท่ีไม่เรียบร้อยผศู้ ึกษาและเพื่อนก็จะตามมาช่วย
นกั แสดงแต่งตวั ดา้ นขา้ งเวทีการแสดง

หลงั จากการจบการศึกษาโครงงานเร่ือง การศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค ของอลั คา
ซ่าร์ คาบาเร่ต์ โชว์ ทาให้ผูศ้ ึกษาทราบถึงความเป็ นมาของชุดการแสดงไทย 4 ภาค รวมถึงแรง
บนั ดาลใจ และมุมมองในการสร้างสรรคผ์ ลที่มาจาก กระบวนการคิดวิเคราะห์ในการออกแบบ ท้งั
จากทฤษฏีองค์ประกอบศิลป์ การกาหนดโครงสร้างเคร่ืองแต่งกาย การสร้างภาพบนเวทีการ
นาเสนอผลงาน การตดั เยบ็ และวธิ ีแกไ้ ขปัญหา ทาใหผ้ ศู้ ึกษามีความสนใจในการศึกษาชุดการแสดง
ไทย 4 ภาค และสามารถนาไปประกอบอาชีพไดใ้ นอนาคต
SPU CHONBURI

SPU CHONBURI บทที่ 5

สรุปผลการศึกษา

โครงงานเรื่อง การศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค ของอลั คาซ่าร์ คาบาเร่ต์ โชว์ ไดศ้ ึกษา
ข้อมูลเกี่ยวกับประวตั ิเครื่องแต่งกายส่ีภาคของไทย กระบวนการการออกแบบ การค้นหาแรง
บนั ดาลในใจการออกแบบ การถอดโครงสร้าง การใชส้ ี และ ทฤษฏีองค์ประกอบศิลป์ เพ่ือนามา
รวบรวม ประมวลผลและวิเคราะห์ จนได้เป็ นองค์ความรู้ กระบวนการการออกแบบเครื่องกาย
สาหรับการแสดง

สรุปผลการดาเนินงาน

การศึกษาชุดการแสดงไทย 4 ภาค ของอลั คาซ่าร์ คาบาเร่ต์ โชว์ ผูศ้ ึกษาไดเ้ รียนรู้ถึง
ประวตั ิความเป็ นมาของชุดการแสดงไทย 4 ภาคของไทย และพบวา่ ผอู้ อกแบบเครื่องแต่งกายของ
ชุดการแสดงดงั กล่าวได้รับแรงบนั ดาลใจมาจาก งานจิตรกรรมไทย งานนาฏยศาสตร์ไทย งาน
เทศกาลประจาปี ที่โดดเด่นในแต่ละภาค เช่น ประเพณีลอยกระทง ประเพณีบุญบ้งั ไฟ เป็ นตน้ ซ่ึง
ส่วนใหญ่จะเป็นประเพณีท่ีมีช่ือเสียง และเป็ นท่ีรู้จกั ในหมู่ชาวต่างชาติ จากการประมวลผลผศู้ ึกษา
สามารถจาแนกไดว้ า่ ผอู้ อกแบบเลือกใช้ นาฏศิลป์ ลา้ นนาและศิลปะการทอผา้ เพ่ือออกแบบเครื่อง
แต่งกายภาคเหนือ นาศิลปะการแสดง โนรา เพื่อนามาออกแบบเคร่ืองแต่งกายสาหรับภาคใต้
เลือกใชป้ ระเพณีบ้งั ไฟพญานาคและความเช่ือเร่ืองพญานาคจากไตรภูมิเพื่อออกแบบเครื่องแต่งกาย
สาหรับภาคอีสาน และเลือกใชง้ านประเพณีลอยกระทงเพ่ือนามาออกแบบเป็ นตวั แทนสาหรับภาค
กลาง การนาเสนอเครื่องแต่งกายสาหรับการแสดงนบั วา่ เป็ นสาคญั อย่างมากต่อภาพรวมบนเวที
เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศ เสริมความสมบรู ณ์ของการแสดง และสร้างความน่าต่ืน
ตาต่ืนใจในให้ผูช้ มแลว้ ยงั ต้องคานึงถึงการส่ือสารเป็ นแก่นหลกั ด้วย ซ่ึงในที่น้ีคือการนาเสนอ
ภาพอตั ลกั ษณ์ความเป็นไทย ท้งั การวถิ ีชีวติ ของคนไทย ศิลปะวฒั นธรรมอนั ดี สู่สายตาของผชู้ ม ท้งั
ชาวไทยและชาวต่างชาติ

องคค์ วามรู้ต่อมาที่ผศู้ ึกษาไดเ้ รียนรู้คือ กระบวนการกาหนดโครงร่างชุด และการใชส้ ี
บนเคร่ืองแต่งกายสาหรับการแสดง แมว้ า่ ท้งั สองหวั ขอ้ จะมีวธิ ีการกระบวนการในการสร้างที่

แตกต่างกนั แต่กย็ งั ตอ้ งอาศยั จุดร่วมเดียวกนั นนั่ คือ กระบวนการการแบ่งกลุ่มตวั ละคร
ซ่ึงในการแสดงทุก การแสดงจะแบ่งตวั ละครเป็นตวั ละครเอก และตวั ละครรอง ตวั ละครเอกสาหรับ
การแสดงน้ีจะมีหนา้ ท่ีลิปซิงคแ์ ละมกั อยูต่ รงกลางเสมอ ในขณะท่ี ตวั ละครรองหรือหมู่มวลจะทา
หนา้ ท่ีประกอบฉาก และสร้างบรรยากาศส่งเสริมตวั ละครหลกั จุดร่วมน้ีจะเป็ นตวั แบ่งเพ่ือใช้ใน
การกาหนดโครงร่างชุดและการสี ในด้านการกาหนดโครงร่าง ตวั ละครเอกผูอ้ อกแบบมกั จะ
นาเสนอให้ตวั ละครในกลุ่มน้ี มีลกั ษณะโครงสร้างเคร่ืองแต่งกายท่ีใหญ่กว่ากลุ่มตวั ละครรอง เช่น
สวมเคร่ืองประดบั หัวท่ีใหญ่ มีรัศมีหลายแฉก อาจจะมีการห้อยผา้ คลอ้ งแขน รึการประดบั ตกแต่ง
ดว้ ยผา้ กากเพชร การติดกระจก ในขณะท่ีกลุ่มตวั ละครรอง กลุ่มน้ีผูอ้ อกแบบจะออกแบบให้มี
โครงสร้างท่ีเล็กกวา่ ตวั ละครเอกในระดบั หน่ึง ผอู้ อกแบบจะใชว้ ธิ ีการตดั ทอนโครงสร้างบางอยา่ ง
ออกไป เช่น ลดขนาดเคร่ืองประกอบศรีษะ ลดการประดบั เพชร กระจก บนเส้ือผา้ ไม่มีผา้ คลุมไหล่
หรือ ลดลวดลายบนเส้ือผา้ ลงเป็ นตน้ ส่วนดา้ นการกาหนดสีหรือการใชส้ ี ผูอ้ อกแบบจะนาเสนอ
กลุ่มตวั ละครเอกใหม้ ีสีสันที่ฉูดฉาด และมีโทนท่ีสีเขม้ ขน้ กวา่ ตวั ละครรอง เช่น เครื่องแต่งกายการ
แสดง ภาคกลาง ตวั ละครเอกจะมีสีส้มเป็ นโทนหลกั ชุดการแสดงภาคใต้ ตวั ละครเอกจะมีสีเหลือง
เขม้ เป็ นสีหลกั ชุดการแสดงภาคอีสาน ตวั ละครเอกจะเนน้ ไปทางสีเขียวเขม้ หรือ ชุดการแสดง
ภาคเหนือ จะเนน้ ไปท่ีการใชส้ ีม่วงเขม้ และชมพูบานเยน็ ขณะท่ีการให้สีของตวั ละครรอง จะใชใ้ น
โทนที่อ่อน ไม่หวอื หวา หรือโดดเด่นจนไปขดั แยง้ กบั ตวั ละครเอก และมกั จะใชส้ ีแบบเดียวกนั ท้งั
กลุ่ม ไม่ว่าในฉากน้ันจะมีตวั ละครรองก่ีคนก็ตาม ตัวอย่างการให้สีเช่น ชุดการแสดงภาคใต้
ผูอ้ อกแบบให้จะสี เหลืองอ่อน ภาคกลาง จะใชส้ ีส้มอ่อนไปทางโทนสี เหลือง ชุดการแสดงภาค
อีสาน จะมีสีเขียวอ่อน เขียวใบตอง และ ชุดการแสดงภาคเหนือ ผอู้ อกแบบจะใช้สีโทนชมพอู ่อน
ไม่เนน้ ไปทางมว่ งเพราะจะซ้ากบั ตวั ละครเอก
SPU CHONBURI

SPU CHONBURIการกาหนดโครงสร้างและการใหส้ ีจึงมีความสาคญั อยา่ งมากเพราะทุกองคป์ ระกอบจะ
ใช้ในการแบ่งหน้าท่ีและแบ่งความสาคญั บนเวที อีกท้งั ยงั ตอ้ งเช่ือมโยงกับแรงบนั ดาลใจท่ีนัก
ออกแบบได้กาหนดไวด้ ว้ ยเช่นกนั กระบวนการเหล่าน้ีเป็ นกระบวนการคิดท่ีนกั ออกแบบใช้เพ่ือ
ถ่ายทอดส่ิงท่ีตนตอ้ งการสื่อสาร ออกมาจากรูปแบบของนามธรรมใหเ้ ป็นรูปธรรม

องคค์ วามรู้สุดทา้ ยท่ีผศู้ ึกษาไดร้ ับ คือการปฏิบตั ิหนา้ ที่ผดู้ ูแลเครื่องแต่งกาย ในช่วงแรก
ผศู้ ึกษาไดเ้ รียนรู้ถึงโครงสร้างของเคร่ืองแต่งกายท้งั 4 ภาค ตลอดจนวิธีการสวมใส่ เพราะในการ
ปฏิบตั ิหนา้ ที่จริง ผดู้ ูแลจะตอ้ งเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหก้ บั นกั แสดง เพราะการแสดงเป็ นการแสดง
สด และไม่สามารถหยุดทาการแสดงได้ ดงั น้ันการเปลี่ยนชุดจึงอย่างรวดเร็ว ตวั อย่างเช่น การ
เปล่ียนชุดใหก้ บั นกั แสดงภาคเหนือ ซ่ึงก่อนหนา้ ท่ีจะเริ่มการแสดงชุดน้ี นกั แสดงส่วนใหญ่จะตอ้ ง
ออกไปแสดงในโชวเ์ พลงเปิ ดโรงละครก่อน และมีเวลาในการเปล่ียนเคร่ืองแตง่ กายจากชุดเพลงเปิ ด
โรงละคร มาเป็ นชุดไทยภาคเหนือ เพียงแค่ 2 นาทีเท่าน้นั ดงั น้นั ผศู้ ึกษาจึงตอ้ งอาศยั ไหวพริบ สติ
การต่ืนตวั ต่ืนรู้อยตู่ ลอดเวลา

นอกจากน้ียงั ไดฝ้ ึกทกั ษะเรื่องการซ่อมแซมเส้ือผา้ (Costume) โดยการนาอุปกรณ์ต่างๆ
เช่น ผา้ ตาข่ายเพชร ผา้ เล่ือม คริสตลั ขนนก มาปัก เย็บ ในบริเวณที่ชารุด รวมไปถึง อุปกรณ์
ประกอบเส้ือผา้ เช่น เคร่ืองประกอบศีรษะ หรือ กระบะหลงั ในส่วนน้ีมกั จะหลุดและชารุดอยู่
บ่อยคร้ัง เนื่องจากอุปกรณ์ใช้งานมานานและค่อยขา้ งทรุดโทรม การซ่อมแซมใน ทุกๆคร้ังจะมี
ฝ่ ายสโตร์ค่อยช่วยกากบั และค่อยใหค้ วามรู้ท่ีถูกตอ้ งเพอื่ ใหย้ ดื ระยะเวลาการใชง้ านของอุปกรณ์ และ
ไมใ่ หเ้ กิดปัญหาหรือขอ้ ผดิ พลาดระหวา่ งการแสดง

ปัญหาและข้อเสนอแนะ

ผศู้ ึกษาคน้ พบปัญหาหลายประการในระหวา่ งข้นั ตอนการทาโครงงาน ดงั ต่อไปน้ี

ปัญหา

1. พนกั งานดูแลเคร่ืองแต่งกายไม่เพียงพอกบั จานวนนกั แสดง ทาใหน้ กั แสดงแต่งตวั
ชา้ จึงส่งกระทบตอ่ กบั เวลาในการแสดง

2. วนิ ยั ของนกั แสดง เช่น การละเลยหนา้ ที่ตนเอง และไมย่ อมแต่งกายเมื่อใกลถ้ ึงเวลา
เปิ ดการแสดง

3. เครื่องแตง่ กายมีปัญหาชารุดก่อนและการแสดงจะเริ่ม


Click to View FlipBook Version