The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงานสมรรถนะวิชาชีพ การบบรเลงเพลงสร้าง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

โครงงานสมรรถนะวิชาชีพ การบบรเลงเพลงสร้าง

โครงงานสมรรถนะวิชาชีพ การบบรเลงเพลงสร้าง

โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 2การประพันธ์บทเพลงสร้างสรรค์ชุด ภูมิศรัทธาทวารวดีโดยคุณานนท์ รอดพลอยชัยทัต สงวนทรัพย์ชาลิสา อุดมโชคมงคลณัฐมนต์ ศรีวรรณะณัฐวุฒิ ศิริบุญคุณณัฐวุฒิ สังข์ทองดนุสรณ์ มีทองนัชชานนท์ ศรีมณฑาพัชราภรณ์ เชื้อสายดวงศิพาวินี ปานน้อยสุพิชญา จั่นทองอภิรักษ์ พรหมจรรย์อภิรักษ์ ลาภูมมาครูประจ าวิชานางกิ่งดาว สวัสดีครูที่ปรึกษานายณรงค์เดช หมอกเมฆนายประสพชัย ชูช่วยโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรนาฏดุริยางคศิลป์ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ประเภทวิชา ศิลปกรรมปีการศึกษา 2565


กบทคัดย่อโครงงานเรื่อง : ภูมิศรัทธาทวารวดีผู้จัดทําโครงงาน : นายคุณานนท์ รอดพลอย นายชัยทัต สงวนทรัพย์ นางสาวชาลิสา อุดมโชคมงคล นางสาวณัฐมนต์ ศรีวรรณะ นายณัฐวุฒิ ศิริบุญคุณ นายณัฐวุฒิ สังข์ทอง นายดนุสรณ์ มีทอง นายนัชชานนท์ ศรีมณฑา นางสาวพัชราภรณ์ เชื้อสายดวง นางสาวศิพาวินี ปานน้อย นางสาวสุพิชญา จั่นทอง นายอภิรักษ์ พรหมจรรย์ นายอภิรักษ์ ลาภูมมาอาจารย์ที่ปรึกษา : นายณรงค์เดช หมอกเมฆ นายประสพชัย ชูช่วยปีการศึกษา : 2565 โครงงานการสร้างสรรค์ เรื่อง ภูมิศรัทธาทวารวดี มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติที่มาและวัฒนธรรมทวารวดี อําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อสร้างสรรค์การบรรเลงชุด ภูมิศรัทธาทวารวดีโดยรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้จากตําราวิชาการและการลงพื้นที่สอบถามผู้เชี่ยวชาญ โดยคณะผู้ศึกษาดําเนินการศึกษา 5 ขั้นตอนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CDASP Model คือ ขั้นตอนที่ 1 (C) Collect & Critical thinking: วิเคราะห์ประเด็นการคิดอย่างเป็นระบบ ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop: ออกแบบและพัฒนาภายในกลุ่ม ขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess: ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่ม ขั้นตอน ที่ 5 (P) Prove & Proud: ปรับปรุงและชื่นชม ผลการสร้างสรรค์มาจากแนวคิดในการจัดทําการประพันธ์เพลงที่ใช้ประกอบการแสดงสร้างสรรค์ ได้รับการแนะนําและให้คําปรึกษาจากคุณครูณรงค์เดช หมอกเมฆ เพื่อให้เพลงมีความสอดคล้องกับการแสดงสร้างสรรค์ชุด ภูมิศรัทธารทวารวดี คณะผู้จัดทําได้คํานึงถึงการประพันธ์บทเพลงเป็นหลักการบรรเลง ครูณรงค์เดช หมอกเมฆ กล่าวถึงการสร้างสรรค์ผลงานด้าน ดุริยางคศิลป์ว่าเป็นการพัฒนาการประพันธ์ให้มีลักษณะหลากหลายและนําหลักมาใช้กับผลงานสร้างสรรค์ชุดภูมิศรัทธาทวารวดี ดังนี้


ขคณะผู้ศึกษาดําเนินการศึกษาประวัติของดนตรีในวัฒนธรรมทวารวดี ในอําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อกําหนดแนวทางโดยการศึกษาการ ลงภาคสนามสัมภาษณ์ คุณครูณรงค์เดช หมอกเมฆ ครูวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี และ สมบุญ เขียวขะวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีเมืองโบราณอู่ทอง ในการสร้างสรรค์บทเพลงบรรยายเรื่องราวและความสําคัญของเมืองโบราณอู่ทอง ชุด \"ภูมิศรัทธาทวารวดี\" นอกจากนี้ผลการสร้างสรรค์การแสดงชุด ภูมิศรัทธาทวารวดี พบว่า ลักษณะการประพันธ์เพลงมีความสอดคล้องกับการแสดงสร้างสรรค์และรูปแบบในการแสดงที่ประยุกต์ใช้จากการประพันธ์เพลงเห็นว่าการแสดงชุดสร้างสรรค์ ชุด ภูมิศรัทธาทวารวดี มีความสอดคล้องที่จะใช้ในการการบรรเลงทําให้การแสดงสมบูรณ์


คกิตติกรรมประกาศโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่องภูมิศรัทธาทวารวดี ได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากบุคคลหลายท่านในการให้ความรู้ คําปรึกษา ข้อเสนอแนะทางวิชาการ ตลอดจนสละเวลาอันมีค่าเพื่อให้โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่อง ภูมิศรัทธาทวารวดี สําเร็จลงด้วยดีกราบขอบพระคุณ คุณครูณรงค์เดช หมอกเมฆ และ คุณครูประสพชัย ชูช่วย ครูที่ปรึกษาโครงงานและคุณครูกิ่งดาว สวัสดีครูประจําวิชา ที่กรุณาให้คําปรึกษา ความรู้ ข้อเสนอแนะ และอํานวยความสะดวกในการดําเนินงานเพื่อให้โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์กราบขอบพระคุณคณะกรรมการร่วมพิจารณาผลงานทุกท่านที่ให้คําแนะนํา ข้อเสนอแนะตลอดจนแนวทางสู่การสร้างสรรค์งานให้มีความสําเร็จอย่างมีคุณภาพกราบ ขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์วาสนา บุญญาพิทักษ์ ผู้อํานวยการวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีรวมทั้งผู้บริหารทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการอํานวยความสะดวกและให้ความอนุเคราะห์องค์ประกอบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงาน จนทําให้โครงงานมีความสําเร็จและสมบูรณ์ คุณค่าและประโยชน์ของโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้ขอมอบแด่บิดา มารดา ครู อาจารย์และครูภูมิปัญญาทุกท่าน และดํารงไว้ซึ่งคุณค่าอันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาสืบไปคณะผู้จัดทํา


งสารบัญ เรื่อง หน้าบทคัดย่อ กกิตติกรรมประกาศ ขสารบัญ คสารบัญภาพ จสารบัญตาราง ฉสารบัญแผนภูมิ ชบทที่ 1 บทนํา 11.1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา 11.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 21.3 ขอบเขตของโครงงาน 21.4 วิธีดําเนินการ 21.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 41.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 41.7 กรอบแนวคิดสร้างสรรค์ 4บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 62.1 ประวัติศาสตร์เมืองโบราณอู่ทอง 62.2 ดนตรีวัฒนธรรมทวารวดี 182.3 แนวคิดการสร้างสรรค์งานดุริยางคศิลป์ 19 2.4 แนวคิดตามกระบวนการ CDASP Model 192.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 21บทที่ 3 วิธีดําเนินการศึกษา 243.1 ขั้นรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงงาน 24 3.2 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CDASP Model 25บทที่ 4 ผลการศึกษา 27 4.1 ประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณอู่ทอง 27 4.2 การสร้างสรรค์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธาทวารวดี 27 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 385.1สรุปผลการศึกษา 385.2 อภิปรายผล 395.3 ข้อเสนอแนะ 40


จสารบัญ (ต่อ)บรรณานุกรม 41ภาคผนวก ก. รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ 43ภาคผนวก ข. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 43ภาคผนวก ค. ภาพการดําเนินการศึกษา 45ประวัติผู้ศึกษา 51


ฉสารบัญภาพเรื่อง หน้าภาพที่ 2.1 เมืองโบราณอู่ทองที่ได้ถ่ายไว้โดยดาวเทียม ปีพุทธศตวรรษที่ 8-14 14ภาพที่ 2.2 เมืองโบราณศรีเทพในปัจจุบัน 16ภาพที่ 2.3 นางรําปูนปั้นจากอู่ทอง 22ภาพที่ 2.4 เหรียญเงิน 23ภาพที่ 2.5 รอยพระพุทธบาท 24ภาพที่ 2.6 รูปธรรมจักรและกวางหมอง 25ภาพที่ 2.7 ปูนปั้นนักดนตรีหญิง 5 คน 26


ชสารบัญตารางตาราง หน้าตารางที่ 4.1 เครื่องดนตรี 31ตารางที่ 4.2 ผลประเมินการประพันธ์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธาทวารวดี 38


ซสารบัญแผนภูมิแผนภูมิ หน้าแผนภูมิที่1.1กรอบแนวคิด 4


1 บทที่ 1บทน ำ1.1 ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำอ ำเภออู่ทองเป็นหนึ่งในสิบอ ำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองต้นก ำเนิดประวัติศำสตร์มีอำรยธรรมที่เกำแก่ ซึ่งมีหลักฐำนทำงโบรำณคดีที่สันนิษฐำนได้ว่ำเคยเป็นศูนย์กลำงยุคแรกของวัฒนธรรมทวำรวดี และเป็นศูนย์กลำงของพระพุทธศำสนำ เมืองโบรำณอู่ทองได้มีกำรพบหลักฐำนกำรอยู่อำศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศำสตร์เมื่อประมำณ 3,000 ปี มำแล้วและยังเป็นเมืองท่ำศูนย์กลำงกำรติดต่อค้ำขำยที่ส ำคัญของโลกในเวลำนั้น รำวพุทธศตวรรษที่ 12- 13 หรือช่วงประมำณ 1,200 - 1,400 โดยเฉพำะพื้นที่บริเวณเขำท ำเทียมของเมืองโบรำณอู่ทอง เป็นเขตพื้นที่ที่กรมศิลปำกรมีหลักฐำนยืนยันว่ำเป็นเมืองประวัติศำสตร์ในยุคแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลำงกำรค้ำขำยและศูนย์กลำงพระพุทธศำสนำก่อนแพร่กระจำยควำมเจริญไปสู่ชุมชนโบรำณร่วมสมัยอื่น ๆ โดยพบโบรำณสถำนและโบรำณวัตถุ ที่เป็นงำนศิลปกรรม ทั้งที่เกี่ยวข้องกับศำสนำและวิถีชีวิตควำมเป็นอยู่อันแสดงถึงควำมเจริญรุ่งเรืองของเมืองโบรำณอู่ทองเมื่อรำวพันกว่ำปีก่อนได้เป็นอย่ำงดีหลักฐำนโบรำณวัตถุชิ้นส ำคัญที่แสดงถึงควำมศรัทธำของชุมชนในวัฒนธรรมทวำรวดีของเมืองอู่ทอง ชิ้นหนึ่ง คือ แผ่นจำรึกปุษยคีรีซึ่งเป็นจำรึกที่พบบริเวณเมืองโบรำณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จำรึก 1 ด้ำนที่ 1 บรรทัดสลักด้วยอักษรหลังปัลลวะภำษำสันสกฤตว่ำ “ปุษยคีรี” ซึ่งมีควำมหมำยเป็นนำมมงคลของภูเขำอันเป็นภูมิสถำนมงคล ท ำให้สันนิษฐำนได้ว่ำ บริเวณพื้นที่เขำท ำเทียมนั้น เป็นเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ และเป็นจุดหมำยส ำคัญของควำมเป็นชุมชนเมืองโบรำมทั้งนี้ บริเวณพื้นที่เขำท ำเทียมยังพบศำสนสถำนทั้งในพุทธศำสนำและพรำหมณ์ฮินดู ยิ่งเป็นกำรตอกย้ ำควำมส ำคัญของภูเขำแห่งนี้ในกำรแสดงออกถึงเขตพื้นที่ที่ส ำคัญสูงสุดของเมืองอู่ทองได้เป็นอย่ำงดีเครื่องดนตรีในสมัยทวำรวดีไม่ได้ปรำกฏชัดเจนมำกนักแต่ยังพอมีหลักฐำนทำงโบรำณคดีหลงเหลือมำถึงปัจจุบัน โดยสำมำรถรับชมได้จำกพิพิธภัณฑ์สถำนแห่งชำติพระนครที่มีรูปปั้นนักร้องนักดนตรีที่ได้รับมำจำกเมืองโบรำณคูบัว อ ำเภอเมืองรำชบุรีทั้งวงมีลักษณะเป็นหญิงล้วน สวมสไบหลวม ๆ สตรีทั้งซ้ำยและขวำไม่สำมำรถระบุได้ว่ำถือเครื่องดนตรีอะไรเนื่องจำกควำมทรุดโทรมที่ผ่ำนกำลเวลำมำอย่ำงยำวนำน คนกลำงก ำลังดีดเครื่องดนตรีลักษณะคล้ำยพิณ 5 สำย อีกคนก ำลังยกมือคล้ำยขับร้อง คนที่สี่ก ำลังตีฉิ่งและคนสุดท้ำยถือเครื่องดนตรีคล้ำยพิณน้ ำเต้ำที่ต้องน ำไปทำบกับอกเพื่อให้เกิดเสียงรูปปั้นนั้นเป็นหลักฐำนส ำคัญที่ยืนยันได้ว่ำในสมัยทวำรวดีให้ควำมส ำคัญกับกำรบรรเลงเพลงและมีกำรสร้ำงวงดนตรีสืบเนื่องมำจนถึงปัจจุบันลักษณะของวงดนตรีที่จะสร้ำงสรรค์ในครั้งนี้ กลุ่มผู้ศึกษำได้น ำวงดนตรีโบรำณคดีแบบระบ ำทวำรวดี มำเป็นแกนในกำรผสมวง และได้เพิ่ม


2เครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ เขำมำประสมเพิ่มเติม เพื่อให้ดนตรีที่สร้ำงสรรค์ขึ้นใหม่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมำกยิ่งขึ้น1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงำน 1.2.1 เพื่อศึกษำประวัติควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี1.2.2 เพื่อสร้ำงสรรค์บทเพลงบรรยำยเรื่องรำวและควำมส ำคัญของเมืองโบรำณอู่ทองชุด \"ภูมิศรัทธำทวำรวดี\"1.3 ขอบเขตของโครงงำน 1.3.1 เขตพื้นที่เมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี1.4 วิธีด ำเนินกำรศึกษำในกำรศึกษำครั้งนี้ คณะผู้ศึกษำได้ใช้วิธีกำรศึกษำคันคว้ำจำกเอกสำรต ำรำที่เกี่ยวข้องและกำรศึกษำภำคสนำมโดยคณะผู้ศึกษำมีขั้นตอนในกำรด ำเนินกำร ดังนี้1.4.1 เก็บรวบรวมข้อมูล1) ศึกษำค้นคว้ำจำกเอกสำร ต ำรำ งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักกำร และศึกษำข้อมูลเกี่ยวกับประวัติควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี1.1 เขตพื้นที่เมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี1.2 หอสมุดแห่งชำติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ2) กำรสัมภำษณ์รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทองอ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีจ ำนวน 1 ท่ำน2.1 ครูณรงค์เดช หมอกเมฆ ต ำแหน่ง ครู วิทยำลัยนำฏศิลปสุพรรณบุรี1.4.2 เครื่องมือที่ใช้ในกำรศึกษำ1) แบบสัมภำษณ์ มุ่งประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหำ ประวัติควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี1.4.3 กำรวิเครำะห์ข้อมูล เป็นกำรวิเครำะห์เชิงพรรณนำโดยประมวลข้อมูลทำงเอกสำร ต ำรำ หนังสือ กำรสัมภำษณ์ และกำรสร้ำงสรรค์ของคณะผู้ศึกษำ โดยเสนอเป็นขั้นตอนดังนี้


3บทที่ 1 บทน ำ1.1 ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงำน1.3 ขอบเขตของโครงงำน1.4 วิธีด ำเนินกำร1.5 นิยำมศัพท์เฉพำะ1.6 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับบทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง2.1 ประวัติศำสตร์และโบรำณคดีเมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี2.2 หลักฐำนด้ำนดนตรีที่พบในวัฒนธรรมทวำรวดี2.3 แนวคิดกำรสร้ำงสรรค์งำนดุริยำงคศิลป์2.4 แนวคิดตำมกระบวนกำร CDASP Model2.5 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องบทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรศึกษำ3.1 ขั้นตอนกำรด ำเนินกำรศึกษำ3.2 รูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้ CDASP Modelบทที่ 4 สร้ำงสรรค์บทเพลง และกำรวิเครำะห์กำรบรรเลงดนตรีสร้ำงสรรค์ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี4.1 แนวคิดและแรงบันดำลใจ4.2 รูปแบบกำรบรรเลง4.3 องค์ประกอบกำรของกำรบรรเลงบทที่ 5 สรุป ข้อเสนอแนะ และอภิปรำยผล5.1 สรุปผลกำรศึกษำ5.2 อภิปรำยผล5.3 ข้อเสนอแนะ


41.5 นิยำมศัพท์เฉพำะ ภูมิหมำยถึง พื้นที่ แผ่นดิน ที่ดินศรัทธำ หมำยถึง ควำมเชื่อควำมเลื่อมใสทวำรวดีหมำยถึง ชื่อวัฒนธรรมโบรำณ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-14ภูมิศรัทธำทวำรวดี หมำยถึง พื้นที่แห่งศรัทธำของผู้คนในสมัยทวำรวดี1.6 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ1.ได้ศึกษำประวัติควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี2.ได้แนวทำงในกำรจัดท ำดนตรีสร้ำงสรรค์ ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี3.ได้ใช้ทักษะทำงด้ำนดนตรีที่เรียนมำน ำมำประยุกต์ใช้ในกำรบรรเลงสร้ำงสรรค์ ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี1.7 กรอบแนวคิดสร้ำงสรรค์กำรสร้ำงสรรค์กรอบแนวควำมคิด เพื่อน ำไปเก็บข้อมูล เกี่ยวกับกำรวิเครำะห์และสร้ำงสรรค์กำรแสดง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี เพื่อน ำไปเก็บข้อมูลดังต่อไปนี้1.7.1 เพื่อได้ศึกษำประวัติควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี1.7.2เพื่อได้แนวทำงในกำรจัดท ำดนตรีสร้ำงสรรค์ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี1.7.3 เพื่อได้ใช้ทักษะทำงด้ำนดนตรีที่เรียนมำน ำมำประยุกต์ใช้ในกำรบรรเลงสร้ำงสรรค์ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี


5แผนภูมิที่1.1 กรอบแนวคิดในกำรสร้ำงสรรค์ที่มำ : คณะผู้ศึกษำ, 2565


6บทที่2เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในกำรท ำโครงงำนครั้งนี้ คณะผู้ศึกษำได้ศึกษำเอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่องของกำรสร้ำงสรรค์งำน แนวคิดทำงวัฒนธรรม รวมถึงประวัติควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยน ำเสนอตำมหัวข้อดังต่อไปนี้ 2.1 ประวัติศำสตร์และโบรำณคดี เมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี2.2 หลักฐำนด้ำนดนตรีที่พบในวัฒนธรรมทวำรวดี2.3 แนวคิดกำรสร้ำงสรรค์งำนดุริยำงคศิลป์2.4 แนวคิดตำมกระบวนกำร CDASP Model2.5 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง2.1 ประวัติศำสตร์และโบรำณคดี เมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อ ำเภออู่ทอง เป็นหนึ่งในสิบอ ำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองต้นก ำเนิดประวัติศำสตร์มีอำรยธรรมที่เก่ำแก่ ซึ่งมีหลักฐำนทำงโบรำณคดีที่สันนิษฐำนได้ว่ำเคยเป็นศูนย์กลำงยุคแรกของวัฒนธรรมทวำรวดี และเป็นศูนย์กลำงของพระพุทธศำสนำ เมืองโบรำณอู่ทองได้มีกำรพบหลักฐำนกำรอยู่อำศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศำสตร์เมื่อประมำณ 3,000 ปี มำแล้วและยังเป็นเมืองท่ำศูนย์กลำงกำรติดต่อค้ำขำยที่ส ำคัญของโลกในเวลำนั้น รำวพุทธศตวรรษที่ 12- 13 หรือช่วงประมำณ 1,200 - 1,400 โดยเฉพำะพื้นที่บริเวณเขำท ำเทียมของเมืองโบรำณอู่ทอง เป็นเขตพื้นที่ที่กรมศิลปำกรมีหลักฐำนยืนยันว่ำเป็นเมืองประวัติศำสตร์ในยุคแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลำงกำรค้ำขำยและศูนย์กลำงพระพุทธศำสนำก่อนแพร่กระจำยควำมเจริญไปสู่ชุมชนโบรำณร่วมสมัยอื่น ๆ โดยพบโบรำณสถำนและโบรำณวัตถุ ที่เป็นงำนศิลปกรรม ทั้งที่เกี่ยวข้องกับศำสนำและวิถีชีวิตควำมเป็นอยู่อันแสดงถึงควำมเจริญรุ่งเรืองของเมืองโบรำณอู่ทองเมื่อรำวพันกว่ำปีก่อนได้เป็นอย่ำงดี


7ภำพที่ 2.1 เมืองโบรำณอู่ทองที่ได้ถ่ำยไว้โดยดำวเทียม ปีพุทธศตวรรษที่ 8-14ที่มำ: https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2017/05/5..jpg;2.1.1 ประวัติศำสตร์เมืองโบรำณอู่ทองหลักฐำนทำงโบรำณคดีท ำให้ทรำบว่ำสุวรรณภูมิ หรือดินแดนในภูมิภำคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เป็นถิ่นฐำนของมนุษย์มำนำนนับหลำยพันปี ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศำสตร์ ควำมอุดมสมบูรณ์ของทรัพยำกรธรรมชำติ และท ำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ในเขตลมมรสุม ได้ดึงดูดให้นักแสวงโชคจำกแดนไกลเดินเรือเข้ำมำติดต่อค้ำขำยท ำให้เกิดกำรพัฒนำทำงสังคม รับวิทยำกำรจำกชนต่ำงถิ่นที่มีอำรยธรรมสูงกว่ำ โดยเฉพำะอินเดีย ซึ่งเข้ำมำเมื่อรำวพุทธศควรรษที่ 6-9 หลักฐำนทำงโบรำณคดีที่พบส่วนใหญ่ เช่น ลูกปัดหิน (หินคำร์เนเลียน อำเกต) ถูกปัดหินฝังสี ลูกปัดแก้วลูกปัดแก้วมีตำ ภำชนะส ำริคเนื้อบำง อิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียที่ปรำกฏชัด ได้แก่ ควำมเชื่อทำงศำสนำ ศิลปกรรม ภำษำ และกำรปกครองซึ่งเข้ำมำผสมผสำนกับวิถีเดิม เกิดเป็นวัฒนธรรมของชุมชนนั้น และท ำให้ดินแดนสุวรรณภูมิก้ำวเข้ำสู่ยุคประวัติศำสตร์เครื่องนุ่งห่มของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศำสตร์สันนิษฐำนว่ำ มนุษย์ยุคก่อนประวัติศำสตร์นุ่งห่มร่ำงกำยจำกสิ่งที่ได้มำจำกธรรมชำติ เช่น ใบไม้หนังสัตว์ขนนก ฯลฯ ต่อมำ จึงรู้จักน ำเส้นใยจำกธรรมชำติมำพอเป็นผืนผ้ำหลักฐำนเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่มของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศำสตร์ ส่วนใหญ่เปื่อยสลำยไปตำมกำลเวลำที่ยังเหลือถึงปัจจุบัน ได้แก่ เส้นใยซึ่งปะปนอยู่กับส ำริด ซึ่งปกป้องมิให้ย่อยสลำยไป เพรำะขณะนั้นแหล่งที่พบร่องรอยของผ้ำ จึงมักเป็นแหล่งโบรำณคดียุคก่อนประวัติศำสตร์ตั้งแต่สมัยโลหะเป็นต้นมำ อำทิ แหล่งโบรำณคดีบ้ำนตอนตำเพชร จังหวัดกำญจนบุรี แหล่งโบรำณท ำแค จังหวัดลพบุรี และแหล่งโบรำณคดีบ้ำนเชียง จังหวัดอุดรธำนี เป็นต้นนอกจำกนี้ ยังพบเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนกำรผลิตผ้ำ ดังนี้หินทุบเปลือกไม้ ใช้ส ำหรับท ำเส้นใยในกำรทอผ้ำ หรือท ำเส้นเชือก เส้นด้ำย โดยใช้หินซึ่งมักบำกเป็นร่องตำรำง ทุบหรือตีด้ำนในของเปลือกไม้ประเภทบ่อหรือป่ำน จนเปลือกไม้แผ่ออกมำเป็นผืนมีเส้นใยนุ่มและเรียบแวววำว หรือเครื่องปิ่นด้ำย มีลักษณะเป็นดินผำรูปกรวยขนำดเล็กประมำณหัวแม่มือ ตรงกลำงมีรูส ำหรับสอดแคนไว้เล็ก ๆ ตรงปลำยจะท ำเป็นซอส ำหรับเกี่ยว


8ปุยฝ้ำยเพื่อสำวลงมำยังแวขณะที่หมุน เร่งถ่ำยปั่นปุยฝ้ำยเป็นเส้นด้ำยพันอยู่โดยรอบแวลูกกลิ้งดินผำ เป็นลูกกลิ้งขนำดเล็ก ยำวประมำณ ๒ นิ้ว ตัวถูกกลิ้งมัดเป็นร่อง เพื่อให้เกิดลวดลำยขณะกลิ้ง สันนิษฐำนว่ำใช้กลิ้งสีส ำหรับพิมพ์ลวดลำยบนผืนผ้ำ เพรำะเชื่อว่ำมนุษย์ยุคก่อนประวัติศำสตร์รู้จักย้อมสีธรรมชำติใช้แล้ว โดยใช้น้ ำสีที่คั้นจำกส่วนต่ำง ๆ ของพืช เช่น ดอก ผล รำก ใบ ฯลฯ ส่วนเครื่องมือที่ใช้ทอผ้ำ คือหูก หรือกี่ทอผ้ำนั้น น่ำจะท ำขึ้นด้วยไม้และคงย่อยสลำยไปหมดแล้วเพรำะไม่ปรำกฏร่องรอยให้เห็น2.1.2 ประวัติศำสตร์ทวำรวดี และวัฒนธรรมทวำรวดีในแต่ละจังหวัดในดินแดนของประเทศไทยนั้น เป็นที่รู้กันดีว่ำมีหลำกหลำยชุมชนเมืองโบรำณที่มีควำมเก่ำแก่หลำยร้อยปี โดยค่อยๆพัฒนำด้ำนควำมเจริญมำกขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นชุมชนเมืองที่มีควำมเจริญในแบบปัจจุบัน ซึ่งแม้จะมีกำรเปลี่ยนแปลงไปสักเท่ำไหร่หลำยที่ก็ยังคงเก็บควำมเป็นเมืองโบรำณไว้อย่ำงดี ค ำว่ำ “ทวำรวดี” มำจำกชื่อว่ำ“ทวำรกะ” (Dvaraka) แปลว่ำ เป็นปำกประตูหรือประตูกำรค้ำ มีนัยหมำยถึง นครที่มีทะเลล้อม หรือติดต่อถึงทะเล ท ำให้ค้ำขำยได้สะดวก คือเป็นชุมทำงกำรค้ำหรือ Gateway ในพื้นภูมิภำคนี้ “ทวำรวดี” เป็นชื่อนครในสมัยพระเจ้ำอโศกมหำรำชและยังเป็นชื่อของรำชอำณำจักรที่รุ่งเรืองอยู่ทำงตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย ในช่วงคริสต์ศตวรรษถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในมหำกำพย์ปุรำณะของอินเดียมีค ำว่ำ “ทวำรำ” (Dvara) แปลว่ำประตูนอกหรือปำกประตูในสมัยโบรำณเมื่อประมำณปี พ.ศ.1000 ภูมิภำคอุษำคเนย์ที่อยู่ใกล้กับทะเลนั้นก็เต็มไปด้วยบ้ำนเมืองน้อยและใหญ่ที่ได้รับวัฒนธรรมและอำรยธรรมอินเดียเข้ำมำปะปนกับอำรยธรรมไทยและหลังจำกนั้นจึงค่อยๆเติบโตก้ำวหน้ำขึ้นเป็นรัฐนับถือศำสนำต่ำงๆกันทั้งพรำหมณ์ ฮินดู) และพุทธ ระยะเริ่มแรกมีชุมชนบ้ำนเมืองเล็กๆ อยู่ก่อน แล้วค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นชุมชนสถำนีกำรค้ำ ชุมชนบ้ำนเมืองบำงแห่งรวมตัวกันเป็นเครือข่ำยคุมเส้นทำงกำรค้ำข้ำมภูมิภำคต่ำงๆ รู้จักกันต่อไปในชื่อ“ศรีวิชัย” เคลื่อนย้ำยควำมส ำคัญไปตำมควำมส ำคัญของเส้นทำงคมนำคมทำงทะเลและหมู่เกำะ แต่เชื่อมโยงเข้ำหำกันด้วยคติควำมเชื่อทำงพุทธศำสนำฝ่ำยมหำยำน เช่น บริเวณชำยฝั่งทะเลทั้งด้ำนตะวันตกทำงเขตจังหวัด ระนอง-พังงำ กับด้ำนตะวันออกทำงเขตจังหวัดปัตตำนี-สงขลำนครศรีธรรมรำช-สุรำษฎร์ธำนีชุมพร แล้วข้ำมไปทำงจันทบุรี-ปรำจีนบุรีที่ลึกเข้ำไปในที่รำบลุ่มภำคกลำงก็มีทำงลุ่มน้ ำป่ำสักบริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์-ลพบุรี ที่เติบใหญ่ขึ้นเป็นเมืองศรีเทพ อ ำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์) และทำงลุ่มน้ ำลพบุรี มีเมืองจันเสน (อ ำเภอตำคลี จังหวัดนครสวรรค์)อ ำเภออู่ทองเป็นหนึ่งในสิบอ ำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองต้นก ำเนิดประวัติศำสตร์มีอำรยธรรมที่เก่ำแก่ ซึ่งมีหลักฐำนทำงโบรำณคดีที่สันนิษฐำนได้ว่ำเคยเป็นศูนย์กลำงยุคแรกของวัฒนธรรมทวำรวดี และเป็นศูนย์กลำงของพระพุทธศำสนำ เมืองละโว้ (อ ำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี)


9แล้วเชื่อมโยงผ่ำนช่องเขำเข้ำไปถึงบริเวณที่รำบสูงทำงต้นน้ ำมูน-ซี ในเขตจังหวัดนครรำชสีมำ ปิ่นเดีย ชัยภูมิ ต่อเนื่องไปทำงปลำยน้ ำที่สบกับแม่น้ ำโขงที่จังหวัดอุบลรำชธำนี ซึ่งล้วนเป็นเขตที่มีผู้คนตั้งหลักแหล่งอยู่ก่อนหน้ำนั้นรำว 3,000 ปีมำแล้ว แคว้นทวำรวดีในลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำประมำณพุทธศตวรรษที่ 11-16 (คริสต์ศตวรรษที่ 6-11) โดยมีศิลปินเฉพำะขึ้นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนักวิชำกำรสมัยหลังให้ชื่อว่ำ ศิลปะทวำรวดี หรือ ศิลปกรรมทวำรวดี ซึ่งนอกเหนือจำกปรำกฏลักษณะของถิ่นในศิลปกรรมทวำรวดีแล้ว ยังปรำกฏลักษณะของศิลปะคุปตะในอินเดียและลังกำผสมผสำนกัน ยิ่งไปกว่ำนั้น ยังเกี่ยวกับคติพุทธศำสนำมหำยำนอีกด้วย ผลงำนในศิลปะทวำรวดี ปรำกฏทั่วทุกภูมิภำคของสยำมประเทศ(ประเทศไทย)โบรำณ ต่ำงกันไปตำมคตินิยมของท้องถิ่น ดังเช่น ควำมนิยมในกำรสร้ำงเสมำจ ำหลักภำพหม้อน้ ำมงคล เรื่องรำวพุทธประวัติและชำดกทำงอีสำนกำรแพร่หลำยของศิลปกรรมทวำรวดีน ำไปสู่ควำมเชื่อที่ว่ำ มีอำณำจักรอันยิ่งใหญ่และมีเอกภำพทำงกำรเมือง รองรับกำรสรรค์สร้ำงศิลปกรรมทวำรวดีในพื้นที่กว้ำงขวำง แต่อย่ำงไรก็ตำม กำรศึกษำสมัยหลังชี้ให้เห็นว่ำศิลปกรรมทวำรวดีต่ำงไปตำมลักษณะท้องถิ่น และแผ่ออกไปถึงดินแดนบำงส่วนของลำวและเวียดนำม และยังปรำกฏอีกด้วยว่ำ ในขอบข่ำยของศิลปกรรมทวำรวดี ท้องที่บำงแห่ง บำงเมืองกลับปรำกฏร่องรอยของพุทธศำสนำมหำยำนคติศำสนำฮินดู หรือแม้แต่กำรใช้อักษรภำษำในจำรึกก็ต่ำงกันไป รูปแบบของระบบกษัตริย์ หลำยท้องถิ่นก็ต่ำงกันไปด้วย แสดงว่ำไม่ได้มีอำณำจักรกว้ำงขวำงที่มีเอกภำพทำงกำรเมืองเป็นหนึ่งเดียว คุมอ ำนำจอยู่เหนืออำณำบริเวณอันกว้ำงขวำง ที่ศิลปกรรมทวำรวดีแพร่ไปดังเคยเข้ำใจกันมำกระทั่งหลังปี พ.ศ. 1100 ก็เกิดรัฐหรือบ้ำนเมืองใหญ่โตขึ้น แต่บำงแห่งที่เติบโตมำก่อนต้องซบเซำลงเพรำะเส้นทำงคมนำคมเปลี่ยนแปลงไป เช่น น้ ำตื้นเขินจนเรือสินค้ำขนำดใหญ่เข้ำและออกไม่สะดวก และยังมีเหตุอื่นๆ อีกมำก จึงจ ำเป็นต้องย้ำยศูนย์กลำงควำมเจริญไปอยู่ที่ใหม่ เช่น เมืองนครชัยศรี (ที่อ ำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม) มีควำมส ำคัญขึ้นมำแทนเมืองอู่ทอง ส่วนเมืองละโว้ (ที่อ ำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี) มีควำมส ำคัญขึ้นมำแทนเมืองศรีเทพในช่วงเวลำนี้เองที่เอกสำรจีนระบุว่ำมีรัฐขนำดใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภำคอุษำคเนย์ (ภูมิภำคตะวันออกเฉียงใต้) มีรัฐศรีเกษตร (ในเขตพม่ำ) ถัดไปทำงตะวันออกเป็นอีศำนปุระ (ในเขตไทยกัมพูชำ ครอบคลุมพื้นที่ภำคอีสำนตอนล่ำงของประเทศไทย ตอนบนของประเทศกัมพูชำ และของลำวตอนใต้) และถัดไปทำงตะวันออกเป็นจำมปำ (ในเขตเวียดนำม) เริ่มจำกทำงตะวันออกของอินเดียตะวันออกเป็นรัฐหลังยะสิวกับโถโลโปตีเฉพำะในเขตไทย มี 2 รัฐใหญ่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ ำเจ้ำพระยำภำคกลำง หลั่งยะสิว มีศูนย์กลำงอยู่ที่เมืองนครชัยศรี (หรือนครปฐมโบรำณที่อ ำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม) ทำงฟำกตะวันตกแม่น้ ำเจ้ำพระยำ เป็นเมืองขนำดใหญ่โตที่สุดของภูมิภำคในยุคเดียวกัน ยกย่องนับถือพุทธศำสนำเป็นส ำคัญ มีสถูปใหญ่เป็น “มหำธำตุหลวง” ที่ต่อมำคือ


10พระปฐมเจดีย์นิยมสร้ำงสถูปสถำนตลอดจนธรรมจักรและกวำงหมอบ โดยเฉพำะเสำธรรมจักรมีรูปสิงโตตำมแบบงำนของช่ำงในสมัยพระเจ้ำอโศกของอินเดียจริงอยู่ที่ว่ำอิทธิพลของศิลปะทวำรวดีสร้ำงควำมเหมือนกันและคล้ำยคลึงกันทั่วไปในชุ่มน้ ำเข้ำควำมคล้ำยคลึงกันของรูปแบบทำงศิลปกรรม ยังคงมีควำมแตกต่ำงทำงระบบควำมเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งนิยมสร้ำงศำสนำสถำนรูปเคำรพ เนื่องจำกในคติฮินดูคนอีกกลุ่มหนึ่งเน้นพระพุทธศำสนำ ซึ่งไม่ได้หมำยควำมว่ำ ควำมคล้ำยคลึงกันทำงวัฒนธรรมที่เห็นโดดเด่นจำกรูปแบบของศิลปกรรม หมำยถึงกำรมีองค์กรทำงกำรเมืองเพียงหนึ่งเดียวควบคุมอยู่ ตรงกันข้ำม ควำมแตกต่ำงดังกล่ำวกลับชี้ให้เห็นว่ำ มีศูนย์กลำงทำงกำรเมืองเกิดขึ้นในลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำมำกกว่ำแห่งเดียวในมณฑลที่ตอนนั้นศิลปวัฒนธรรมทวำรวดีแพร่อยู่ เมืองศรีวัตสปุระ แม้ปรำกฎหลักฐำนเกี่ยวกับพุทธศำสนำและศิลปกรรมแบบอมรำวดีและทวำรวดี เมืองนี้กลับเป็นเมืองที่มีอ ำนำจทำงกำรเมืองเฉพำะตน และผู้ปกครองนับถือศำสนำฮินดูเมืองอู่ทอง ซึ่งเป็นเมืองส ำคัญในศิลปกรรมทวำรวดีเป็นเมืองที่ผู้ปกครองนับถือศำสนำฮินดูมำก่อน ดังข้อควำมในจำรึกแผ่นทองแดงเมืองอู่ทองกล่ำวถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมืองละโว้ มีควำมเป็นมำเก่ำแก่และปรำกฏร่องรอยของศิลปะทวำรวดี ซึ่งเป็นเมืองที่มีพัฒนำกำรสืบเนื่องในชื่อเดียวกันนี้มำโดยตลอด จนกระทั่งถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของ รำชอำณำจักรสยำมสมัยอยุธยำอย่ำงไรก็ตำม กำรมีตัวตนของแคว้นทวำรวดีมีหลักฐำนยืนยันแน่นอน หลักฐำนนี้สัมพันธ์กับบริเวณลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำตั้งแต่สมัยโบรำณ ได้แก่ เหรียญเงิน จำกแหล่งโบรำณคดีใน เมืองอู่ทอง นครปฐม สิงห์บุรี ชัยนำท และละโว้ บนเหรียญเงินเหล่ำนี้มีค ำจำรึกภำษำสันสกฤต อักษรปัลลวะว่ำ \"ศรีทวำรวตีศวรปุณยะ\" แปลว่ำ \"บุญของผู้เป็นเจ้ำแห่ง(ศรี)ทวำรวดี\" บำงแห่งแปลว่ำ\"พระเจ้ำศรีทวำรวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ\" หรือ บุญของพระรำชำแห่งทวำรวดี\" นักโบรำณคดีก ำหนดเหรียญอยู่ในช่วงพันปีแรกแห่งคริสตกำล นักวิชำกำรได้พยำยำมเทียบเคียงชื่อที่ปรำกฏบนเหรียญกับชื่อในเอกสำรจีน ซึ่งกล่ำวถึงอำณำจักรหนึ่งในลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำ เรียก \"ตว้อเหอหลอ\" บ้ำง \"ตู้เหอหลอ\" บ้ำง บำงแห่งเรียก \"ตว้อหลอปอตี่\" หรือ \"ตู้เหอปอตี่\" เหล่ำนี้ผู้รู้ทั้งหลำยเทียบกับชื่อทวำรวดีว่ำเป็นชื่อเดียวกัน ค ำ\"ทวำรวดี\" เป็นค ำสันสกฤตแปลว่ำ \"ประกอบด้วยประตู\" มักใช้หมำยถึง \"เมืองท่ำ\" อันแสดงถึงท ำเลที่ตั้งของทวำรวดีว่ำต้องอยู่ชำยฝั่งหรือติดต่อถึงทะเลได้ และควรอยู่ในบริเวณที่พบเหรียญจำรึกชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทำงซีกตะวันตกของลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำปรำกฏว่ำร่องรอยที่เก่ำที่สุดของศิลปะทวำรวดี อยู่ตรงอำณำบริเวณที่เป็นเครือข่ำยของเมืองโบรำณอู่ทอง-นครชัยศรี-คูบัว บริเวณนี้มีหลักฐำนเกี่ยวกับศิลปกรรมทวำรวดีหนำแน่นที่สุด เป็นทั้งเขตลุ่มน้ ำล ำคลองและติดต่อถึงทะเลได้ เบื้องหลังคือบริเวณอันอุดมสมบูรณ์ด้วยป่ำไม้และแร่ธำตุของภูมิภำคส่วนในทำงตอนบนของลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำ แคว้นรุ่งเรืองสมัยเมื่อฝั่งทะเลอ่ำวไทยอยู่ลึกเข้ำไปทำงตอนใน เมืองที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มเมืองนี้คือ นครชัยศรีโบรำณ (ดร.ธิดำ สำระยำ.2545, น. 24-27)


11กำรแพร่หลำยของวัฒนธรรมทวำรวดีวัฒนธรรมทวำรวดีแพร่หลำยทั่วไปในภำคพื้นสยำมประเทศโบรำณ สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนำกำรของวัฒนธรรมห้องถิ่นที่เกิดขึ้นในภูมิภำค สั่งสมปรุงแต่งประสบกำรณ์ รับอำรยธรรมจำกภำยนอกไม่ว่ำ จีน เวียดนำมเหนือ และอินเดียก่อเกิดเป็นลักษณะเฉพำะที่เรียกว่ำ วัฒนธรรมทวำรวดี โดยมีพุทธศำสนำเป็นแก่นหลักส ำคัญแม้ไม่ใช่ปรำกฏกำรณ์ครั้งแรกของกำรที่พุทธศำสนำเข้ำสู่ภูมิภำค แต่พุทธศำสนำในสมัยนี้เป็นผลทำงวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่ได้รับพุทธศำสนำมำผสมผสำนกับควำมเชื่อดั้งเดิมเกิดขนบประเพณีทำงพุทธศำสนำและพิธีกรรม พุทธศำสนำสัมพันธ์กับศิลปะสถำปัตยกรรมจนเกิดรูปแบบเฉพำะเรียกได้ว่ำเป็นศิลปะทวำรวดี ตลอดจนพัฒนำกำรทำงด้ำนภูมิปัญญำกำรใช้อักษรภำษำ กำรก ำหนดแบบแผนของระบบกษัตริย์ แม้เรำไม่มีหลักฐำนแน่นอนว่ำพัฒนำกำรด้ำนภูมิปัญญำเหล่ำนี้แพร่หลำยไปในหมู่คนลึกซึ้งมำกน้อยเพียงใด แต่ก็เท่ำกับว่ำสมัยนี้เป็นจุดเริ่มตันแห่งกำรหว่ำนพืชพันธุ์ของพุทธศำสนำและควำมรู้ที่สัมพันธ์กับพุทธศำสนำให้แก่สังคมอย่ำงไรก็ตำม กำรแสดงออกทำงต้ำนกำรท ำบุญทั้งในระดับหลวงและระดับรำษฎร์ ท ำให้เกิดควำมนิยมสร้ำงโบรำณวัตถุสถำนขนำดใหญ่ เพื่อกำรบุญและสร้ำงบำรมีในหมู่คนชั้นสูง เช่น งำนบวชและนักขัตฤกษ์ กำรเฉลิมฉลองด้วยกิจกรรมทำงพุทธศำสนำกลำยเป็นควำมเชื่อและควำมนิยมในระดับประชำชน นับเป็นคุณภำพเด่นที่ท ำให้พุทธศำสนำระดับประชำชนเกิดขึ้นสมัยทวำรวดี(ดร.ธิดำ สำระยำ.2539, น. 239)ภำพที่ 2.1.2 เมืองโบรำณศรีเทพในปัจจุบันที่มำ: https://i.ytimg.com/vi/WqMa52xfriI/maxresdefault.jpgนอกจำกนี้ยังมีด้ำนที่เกี่ยวกับชีวิตควำมเป็นอยู่ กำรด ำรงชีวิตของผู้คนมีลักษณะละม้ำย คล้ำยกัน เรียกได้ว่ำเป็นวัฒนธรรมร่วม ในระดับสำมัญชน (Common culture) วัฒนธรรมดังกล่ำวแพร่ไปตำมภูมิภำค ต่ำงๆ ของประเทศไทยจนมีกำรเปลี่ยนแปลงทำงสังคมวัฒนธรรมเกิดเป็นชุมชนบ้ำนเมืองขนำดน้อยใหญ่ (โดย เฉพำะอย่ำงยิ่งเมืองขนำดใหญ่หรือ นครตำมลุ่มน้ ำใหญ่) ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจำกกำรแพร่หลำยของวัตถุเครื่องใช้ในศิลปะแบบทวำรวดี ทั้งส ำหรับสำมัญชนและคนชั้นสูงกระจำยอยู่ทั่วไปจนอำจกล่ำวว่ำได้เกิดลักษณะร่วมทำงวัฒนธรรมด้ำนนี้ขึ้น ดังเช่น รูปแบบเฉพำะของภำชนะเครื่องใช้สมัยทวำรวดี เช่น คนทีและถ้วยชำม เริ่มกลำยเป็นควำมนิยมทั่วไป ไม่ได้ใช้เฉพำะเป็นเครื่องเซ่นศพดังในชุมชนก่อนประวัติศำสตร์ทั้งหลำยเพื่อให้เข้ำใจถึงกำรแพร่หลำยของวัฒนธรรมทวำรวดี ผู้ศึกษำจึงแบ่งวิธีกำรศึกษำเป็นหัวข้อดังนี้


12ศิลปะทวำรวดีได้ขยำยสู่ภูมิภำคต่ำงๆ ของสยำมโบรำณ โดยมีเมืองส ำคัญเป็นแหล่งรองรับ เมืองเหล่ำนี้ส่วนมำกตั้งอยู่ตรงลุ่มน้ ำส ำคัญ สำมำรถติดต่อกับชุมชนย่อยหรือกลุ่มเมืองเล็กเมืองน้อยเมืองในบริเวณลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำที่มีหลักฐำนร่องรอยของศิลปะทวำรวดี ได้แก่ เมืองโบรำณอู่ทองและนครชัยศรี ในลุ่มน้ ำท่ำจีนเมืองโบรำณคูบัว ลุ่มน้ ำแม่กลองเมืองละโว้ ลุ่มน้ ำลพบุรีเมืองโบรำณจันเสน ตอนบนของลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำเมืองศรีวัตสปุระ ทำงซีกตะวันออกของลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำไกลไปทำงตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ศรีเทพ ในลุ่มน้ ำป่ำสักบริเวณลุ่มน้ ำปิงตอนล่ำง มีหลักฐำนชัดเจนเกี่ยวกับศิลปะทวำรวดีที่เมืองหริภุญชัย (หรือล ำพูน)เมืองส ำคัญของศิลปะทวำรวดีในภำดตะวันออกเฉียงเหนือ คือ เมืองโบรำณเสมำ เมืองฟ้ำแดงสงยำง เมืองกันทรวิชัย เมืองนครจ ำปำศรีวดี(ดร.ธิดำ สำระยำ.2539, น. 240)ภำพที่ 3 นำงร ำปูนปั้นจำกอู่ทอง ในลีลำอ่อนช้อยสวมเครื่องประดับและผ้ำนุ่งที่น่ำจะสะท้อนกำรแต่งกำยของชำวทวำรวดีชั้นสูง ที่มำ: จำกหนังสือทวำรวดี ต้นประวัติศำสตร์ไทย หน้ำที่ 41 โดย ดร. ธิดำ สำระยำ ลงไปทำงไต้ ช่องรอยของศิลปะทวำรวดี มีอยู่ที่ไชยำจังหวัดสุรำษฎร์ชำนี เมืองยะรัง จังหวัดปัตตำนี และจังหวัดนครศรีธรรมรำช เนื้อหำของศิลปะนี้ไม่ว่ำประติมำกรรม สถำปัตยกรรมล้วนสัมพันธ์กับพุทธศำสนำสมัยทวำรวดีมีกำรสร้ำงแบบแผนของวัตถุทำงวัฒนธรรมอื่น เช่น ภำชนะเครื่องปั้นดินเผำที่ได้แพร่หลำยไป ก่อให้เกิดบูรณำกำรทำงวัฒนธรรมครอบคลุมควำมหลำกหลำยอันเนื่องมำแต่ควำมแตกต่ำงของกลุ่มชนในกำรใช้ชีวิต ให้กลำยเป็นควำมละม้ำยคล้ำยคลึงกัน หรือเลียนแบบซึ่งกันและกัน สันนิษฐำนได้ว่ำกระบวนกำรผสมกลมกลืนทำงวัฒนธรรมในสังคมของคนกลุ่มต่ำงๆ คงเกิดขึ้นอย่ำงช้ำๆ เพรำะในสมัยนี้ยังคงลักษณะควำมต่ำงเฉพำะถิ่นอยู่ดร. ควอริทช์ เวลส์ (Dr. Quaritch Wales) เคยตั้งข้อสังเกตว่ำเมื่อเปรียบเทียบกับที่อื่นแล้ว ฝีมือศิลปะสถำปัตยกรรมเมืองบน อยู่ในระดับท้องถิ่น ดร. ผำสุข อินทรำวุธ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่ำ สิ่งของงำนฝีมือจำกบริเวณเมืองโบรำณนครชัยศรีประณีตกว่ำที่อื่น ภำชนะดินเผำผลิตจำกเนื้อดินที่เตรียมขึ้นด้วยควำมประณีตมำกกว่ำที่จันเสนแหล่งโบรำณคดีสมัยทวำรวดีที่พบตำมท้องถิ่น มีลักษณะคล้ำยคลึงจนสำมำรถบอกถึงควำมเป็นศิลปะทวำรวดี และควำมแพร่หลำยของศิลปะแบบนี้ในที่ห่ำงไกลศูนย์กลำงเมือง ด้วยเกิดควำมนิยม


13สร้ำงเจดีย์ทวำรวดีและธรรมจักรขนำดใหญ่ตำมเมืองส ำคัญควำมนิยมในเครื่องประดับพวกลูกปัดแก้วและหินสีของชำวทวำรวดี วัตถุทำงวัฒนธรรมอื่น เช่น พระพิมพ์ ตรำดินมำที่ประทับตรำ แผ่นอิฐจ ำหลักลวดลำย ตุ๊กตำทรงเครื่องหลำยแบบกำรผลิตเครื่องใช้บำงอย่ำงในศิลปะทวำรวดีนั้นพบทั่วไปจนกล่ำวได้ว่ำเป็นของสำมัญในครัวเรือน เช่น หม้อมีพวย(กุณฑี) พบทั่วไปในแหล่งโบรำณคดีสมัยทวำรวดี อำจได้รับมำจำกหม้อมีพวยของอินเดีย เป็นตัน เครื่องปั้นดินเผำน้ ำทั้งที่ผลิตเพื่อประโยชน์ใช้สอยและส ำหรับพิธีกรรม ล้วนประณีตได้มำตรฐำนแสดงว่ำมีควำมก้ำวหน้ำทำงเทคโนโลยี นักโบรำณคดีพบแหล่งเตำเผำขนำดใหญ่ ผลิตภำชนะดินเผำตกแต่งลวดลำยสวยงำม ที่ใช้ในชีวิตประจ ำวันประเภทเครื่องครัว เช่น หม้อก้นกลม ไห หม้อน้ ำ ถ้วย ช่ำงปั้นทวำรวดีเรียนรู้ควำมช ำนำญจำกอดีต โดยสืบต่อรูปแบบภำชนะพื้นเมืองที่มีมำตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศำสตร์ บำงอย่ำงก็รับรูปแบบจำกภำยนอกแล้วผลิตขึ้นเองเป็นพวกถ้วยมีพวย หม้อมีพวยที่กล่ำวถึงมำแล้วแต่เทคนิคกำรตกแต่งนั้นสะท้อนควำมริเริ่มของท้องถิ่น เช่นใช้เปลือกหอยกดลำย หรือสร้ำงลวดลำยสัญลักษณ์มงคลแบบสมัยคุปตะของอินเดียตกแต่งวัตถุ เช่น ตรำศรีวัตสะ ตรำสวัสดิกะวัชระ หม้อบูรณฆฏะ เป็นตัน พอสรุปได้ว่ำ เครื่องปั้นดินเผำกลำยเป็นของสำมัญยิ่งกว่ำเดิม มิใช่ใช้เฉพำะในพิธีกรรมเท่ำนั้นในที่สุดกลำยเป็นเครื่องปั้นดินเผำที่มีรูปแบบเฉพำะยุคสมัยแพร่หลำยทั่วไปสันนิษฐำนได้ว่ำ ควำมช ำนำญทำงด้ำนนี้ของคนทวำรวดีที่ได้สั่งสมมำ และกำรส่งเสริมของสภำพแวดล้อม เช่น คุณภำพของเนื้อดิน ดลอดจนท ำเลที่ตั้งที่เปิดออกสู่โลกภำยนอกได้สะดวกคงมีส่วนอยู่ไม่มำกก็น้อย ที่ท ำให้ชุมชนในลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำชีกตะวันตกพัฒนำควำมถนัดด้ำนนี้ เกิดเป็นชุมชนขนำดใหญ่ผลิตเครื่องปั้นดินผำสืบต่อมำ เช่น แหล่งเตำเผำบ้ำงบำงปูนสุพรรณบุรี และแหล่งเตำเผำริมแม่น้ ำน้อย เป็นต้น(ดร.ธิดำ สำระยำ.2539, น. 241-242)ภำพที่ 4 เหรียญเงิน ด้ำนหนึ่งมีอักษรจำรึกเป็นภำษำสันสฤตว่ำ “ศรีทวำรวตีศวรปุณยะ” แปลได้ควำมหมำยว่ำ “บุญของผู้เป็นเจ้ำแห่ง (ศรี) ทวำรวดีอีกด้ำนเป็นลำยหม้อปูรณะคฏะ พบที่จังหวัดนครปฐมที่มำ: หนังสือที่มำ: หนังสือสวรรณภูมิ ต้นกระแสประวัติศำสตร์ไทย หน้ำ159 โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ


14พุทธศำสนำเป็นแก่นหลักในสังคมทวำรวดี เป็นกลไกท ำให้เกิดบูรณำกำรในสังคมและวัฒนธรรมจำกร่องรอยอันหลงเหลืออยู่ที่สถำปัตยกรรม และประติมำกรรมสมัยทวำรวดี ชี้ให้เห็นว่ำกำรปะทะสังสรรค์ระหว่ำงพุทธศำสนำกับควำมเชื่ออื่นต่ำงนิกำย ต่ำงลัทธิ ต่ำงคดีผสมผสำนรูปแบบและคงอยู่ได้เจดีย์จุลประโทน ซึ่งเป็นศำสนสถำนในพุทธศำสนำเถรวำท กลับมีอิทธิพลของพุทธศำสนำแบบมหำยำน เช่น รูปปูนปั้นประดับกลับเป็นเรื่องรำวจำกวรรณคดีภำษำสันสกฤตของพุทธศำสนำนิกำยสรรวำสติวำทิน ซึ่งรูปแบบของเจดีย์อันเกิดจำกลักษณะเฉพำะที่สร้ำงขึ้นนั้น ยังแพร่ไปตำมควำมนิยมสู่ถิ่นอื่น เช่น สุวรรณเจดีย์ วัดพระธำตุหริภุญชัย สถูปแปดเหลี่ยมวัดกู่กุด จังหวัดล ำพูน เป็นต้นประติมำกรรมและศำสนวัตถุบำงชิ้นแสดงออกซึ่งกำรข่มสัญลักษณ์ควำมเชื่ออื่น เช่น พระพุทธรูปประทับอยู่บนสัตว์ประหลำดเรียก พระพนัสบดี หมำยถึงอ ำนำจบำรมีของพระพุทธองค์เหนือกำรผนึกก ำลังของเทพเจ้ำผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งแสดงสัญลักษณ์ของ ๓ สัตว์พำหนะของเทพเจ้ำพระศิวะ พระนำรำยณ์ จะอย่ำงไรก็ตำม ประติมำกรรมพระพนัสบดีเป็นกำรแปลควำมหมำยคติควำมเชื่อสิ่งให้ผสมผสำนกัน หลอมละลำยควำมต่ำงทำงควำมคิดบนรำกฐำนของพุทธศำสนำกำรประนีประนอมทำงควำมเชื่ออื่นกับพุทธศำสนำ ยังเห็นได้จำกแผ่นหินสลักเป็นรูปพระพุทธเจ้ำปำงแสดงธรรมประทับนั่งบนเก้ำอี้มีพนักหลัง พบบริเวณเมืองนครชัยศรีโบรำณองค์พระพุทธะแวดล้อมด้วยพระสงฆ์ และพระฤๅษี เป็นอีกตัวอย่ำงหนึ่งที่ชี้ให้เห็นกำรผสมผสำนควำมแตกต่ำงทำงควำมคิดควำมเชื่อเป็นอย่ำงดีพุทธศำสนำสมัยทวำรวดีแพร่หลำยไปในชุมชนระดับหมู่บ้ำนด้วย ดังปรำกฏว่ำมีกำรสร้ำงพระพิมพ์ทั่วไปตำมท้องถิ่นต่ำงๆ ฝีมือไม่ประณีตนัก แสดงว่ำคงท ำขึ้นเองในหมู่คนพื้นเมือง จำรึกหลังพระพิมพ์ดินเผำนำดูน 1 ให้ภำพกำรแพร่หลำยของกำรท ำบุญด้วยกันในหมู่ชนชั้นสูงและชนชั้นทั่วไปด้วยข้อควำมว่ำ \"บุญอันนี้ในพระกอมระตำญง พร้อมไปด้วยพระสหำยผู้เป็นสำมัญชนได้ร่วมกันสร้ำงไว้ พุทธศำสนำได้น ำมำซึ่งกำรเปลี่ยนแปลงในพิธีกรรมอันเป็นคตินิยมที่เคยท ำกันมำหลำยอย่ำง เช่น เปลี่ยนคตินิยมในกำรฝังศพมำเป็นกำรเผำศพ เกิดประเพณีกำรท ำบุญในโอกำสต่ำงกัน เช่น ประเพณีในกำรเฉลิมฉลองพระพุทธรูปประเพณีกำรบรรจุพระบรมธำตุ พระธำตุ และพระพิมพ์ในสถูปประเพณีส ำคัญที่มีกำรปฏิบัติกันในสมัยนี้คือ ประเพณีกำรบวชมีอุปัชฌำย์ประกอบพิธี นั่นคือกำรรับนับถือพุทธศำสนำสมัยนี้ถึงพร้อมซึ่งองค์ ๓ คือ พระพุทธ พระธรรมค ำสั่งสอนและพระสงฆ์สืบศำสนำ มิใช่พระที่เป็นผู้จำริกแสวงบุญมำจำกนอกภูมิภำคอีกต่อไป พฤติกรรมกำรปฏิบัติที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่ำมีกำรสืบพุทธศำสนำโดยสงฆ์พื้นเมืองแล้วพุทธศำสนำสมัยทวำรวดีได้ส่งต่อคติบำงอย่ำงเกี่ยวกับแบบแผนของผู้เป็นกษัตริย์ อำทิ คติเกี่ยวกับกำรที่พระมหำกษัตริย์เปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์ ที่ประกอบกำรบุญสร้ำงบำรมีเจริญทำน ท ำประโยชน์แก่มวลมนุษย์ ช่วยคนและสัตว์ให้พันทุกข์ บ ำเพ็ญกุศลบำรมีในแต่ละชำติ ดังจำรึกอักษรปัลลวะภำษำสันสกฤตว่ำ \"บุญของพระรำชำแห่งศรีทวำรวดี\"


15เรื่องพระโพธิสัตว์เป็นคติสอนใจพุทธศำสนิกชนสมัยทวำรวดีประกำรหนึ่ง มักสลักภำพแสดงเรื่องรำวตำมฐำนเจดีย์ศำสนสถำนบำงแห่งที่คูบัวมีเศียรพระโพธิสัตว์ประดับ อักทั้งยังมีจำรึกกล่ำวถึงพระศรีอำริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ในหท ำผู้ใช้ภำษำมอญทำงภำคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย(ดร.ธิดำ สำระยำ.2539, น. 243)ภำพที่ 5 รอยพระพุทธบำท ตัวแทนประเพณีกำรนับถือพระพุทธบำท สัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้ำ ได้แพร่หลำยไปอย่ำงกว้ำงขวำงที่มำ:หนังสืออำรยธรรมไทย หน้ำที่ 244 โดย ดร. ธิดำ สำระยำกำรท ำบุญเพื่อสั่งสมบำรมีเกี่ยวข้องกับคลิพระโพธิสัตว์อย่ำงมำก โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งกำรแพร่หลำยของเรื่องชำดกและพระพุทธศำสนำนิทำน ที่ปรำกฏอยู่ตำมภำพจ ำหลักเสมำอีสำน เรื่องบำรมีและพระโพธิสัตว์จึงเป็นคติที่ง่ำยกำรเข้ำใจของฝูงชนอันคุ้นเคยกับเรื่องชำดก หรือพุทธศำสนำนิทำน โดยนัยนี้ภำระกำรน ำรัฐอำณำจักร น ำฝูงชนไปสู่ควำมหลุดพัน จึงเป็นเสมือนหน้ำที่ของกษัตริย์ผู้เทียบเท่ำพระโพธิสัตว์นอกจำกนี้คติที่พระมหำกษัตริย์เป็นพระจักรพรรดิรำชก็ปรำกฏอยู่ในจำรึกกำรสร้ำงธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ของกงล้อแห่งธรรมตำมเมืองส ำคัญสมัยทวำรวดี ธรรมจักรบำงอันมีข้อควำมจำรึกว่ำ \"จักรคือพระธรรมของพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ\" และ \"จักรคือพระธรรมที่พระผู้มีพระภำคเจ้ำทรงประกำศให้เป็นไปแล้วหมุน\"นั่นคือกษัตริย์เป็นจักรพรรดิรำชำผู้หมุนกงล้อแห่งธรรม ธรรมจักรทวำรวดีจึงอำจมีควำมหมำยมำกกว่ำเพียงวัตถุแห่งกำรประกำศศำสนำธรรม เพรำะเป็นของสร้ำงร่วมสมัย ทั้งมิใช่สร้ำงแทนองค์พระพุทธรูปตำมประเพณีดั้งเดิมเมื่อยังไม่มีกำรท ำพระพุทธรูป ธรรมจักรทวำรวดีเป็นวัตถุลอยตัว ประกอบด้วย ศิลำธรรมจักรและเสำธรรมจักรพร้อมจำรึกอักษร แสดงว่ำมีจุดมุ่งหมำยเฉพำะในกำรสถำปนำธรรมจักร ธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ถึงควำมเกี่ยวพันระหว่ำงอ ำนำจในโลกกับจักรวำลเพรำะฉะนั้นกษัตริย์จึงอยู่ในฐำนะผู้ควบคุมกำรเปลี่ยนแปลงของจักรวำล ควำมแปรปรวนของดินฟ้ำอำกำศ ที่สุดคือน ำควำมอุดมสมบูรณ์มำสู่มวลมนุษย์


16ภำพที่ 6 รูปธรรมจักรและกวำงหมอง พบที่จังหวัดนครปฐมที่มำ: หนังสือสุวรรณภูมิ ต้นกระแสประวัติศำสตร์ไทย หน้ำ158 โดย สุจิตต์ วงษ์เทศควำมคิดเกี่ยวกับควำมอุดมสมบูรณ์อันผูกพันอยู่กับพระรำชอ ำนำจของกษัตริย์สมัยทวำรวดีนั้น ยังอำจเห็นได้จำกกำรตกแต่งประดับรูปคชลักษมี ที่ฐำนธรรมจักรหินและแผ่นดินเผำรูปคชลักษมี ยังปรำกฏอยู่ในกลุ่มเครื่องรำชูปโภคของกษัตริย์ เหล่ำนี้แสดงถึงควำมเกี่ยวพันระหว่ำงกษัตริย์กับอ ำนำจเหนือธรรมชำติกำรแพร่หลำยของพุทธศำสนำในสังคมทวำรวดีก็ได้กลำยเป็นรำกฐำนอันมั่นคงของรัฐพุทธะ (Buddhist State)ควบคู่ไปกับกำรเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตควำมเป็นอยู่ของผู้คนสมัยนี้ และผสำนอยู่ในขนบประเพณี พิธีกรรม และควำมคิดทำงกำรเมืองกำรปกครองอำจเป็นได้ว่ำ ควำมคิดเกี่ยวกับกษัตริย์ในฐำนะพระโพธิสัตว์แพร่หลำยไปได้มำกกว่ำ ขณะที่ชนชั้นปกครองอำจพยำยำมเผยแพร่ควำมคิดว่ำกษัตริย์เป็นพระจักรพรรดิรำชในส่วนที่เกี่ยวกับกำรเติบโตของบ้ำนเมืองและสังคม จะเห็นได้ว่ำบรรดำชุมชนโยงใยกันเป็นท้องถิ่น ทั้งบริเวณชำยฝั่งทะเลและภูมิภำคส่วนใน เช่น บริเวณตอนบนของลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำมีเมืองส ำคัญ อำทิ จันเสนสัมพันธ์กับท้องถิ่นที่ผลิตเหล็กและทองแดง ในบริเวณลุ่มน้ ำลพบุรี-ป่ำสัก ต่ำงมีวิวัฒนำกำรติดต่อระหว่ำงกันเองและที่ติดต่อกับบ้ำนเมืองกำยนอกทำงทะเลโดยเฉพำะอย่ำงยิ่งอินเดีย ในสมัยนี้เรำเห็นเมืองที่รับนับถือศำสนำฮินดูด้วย แว่นแคว้นอำณำจักรร่วมสมัยกับทวำรวดีที่มีกำรกล่ำวถึงในเอกสำรจีน คือ เจนละ เป็นรัฐฮินดู ต่ำงจำกทวำรวดีซึ่งเป็นรัฐพุทธะวิถีชีวิตของคนในสมัยทวำรวดี แม้เกิดท้องถิ่นขึ้นหลำยแห่งในแผ่นดินสยำมประเทศนี้ แต่ก็มีโยงใยทำงวัฒนธรรมถึงกันมีชีวิตควำมเป็นอยู่ละม้ำยคล้ำยกัน โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งในลุ่มน้ ำเจ้ำพระยำ เห็นได้ชัดว่ำชุมชนบ้ำนเมืองติดต่อถึงกันตำมลุ่มน้ ำล ำคลอง เพรำะเป็น riverine area สมัยนี้มีเครื่องปั้นดินเผำแบบทวำรวดีกระจำยอยู่ทั่วไปแม้ชุมชนบ้ำนเมืองนั้นต่ำงรัฐ ต่ำงแคว้น ต่ำงระบบกษัตริย์ หรือแม้แต่ต่ำงศำสนำควำมเชื่อก็ตำมปัจจัยส ำคัญที่เป็นเครื่องผสำนควำมต่ำงของชุมชนและท้องถิ่น คือ พุทธศำสนำ พุทธศำสนำสมัยทวำรวดีแพร่ไปในสังคมทั้งระดับรัฐ และระดับประชำชน มีกำรสร้ำงวัดเป็นศูนย์กลำงของชุมชน ส ำหรับเป็นที่เฉลิมฉลองประกอบประเพณีพิธีกรรม เกิดประเพณีทำงพุทธศำสนำ


17เช่น ประเพณีกำรบวชและเชื่อได้ว่ำ ธรรมเนียมกำรเผำศพคงเข้ำมำแทนที่ประเพณีกำรฝังศพ พร้อมกับคติกำรนับถือพระบรมธำตุ และธำตุของบุคคลส ำคัญคงแพร่ทั่วไปกำรก ำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์และกำรกัลปนำ ก ำหนดให้ผืนดินเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ในทำงศำสนำ และควำมเชื่อก็เริ่มปรำกฏเป็นปฏิบัติกรรมในทำงพุทธศำสนำด้วย ในบำงท้องถิ่นทำงภำคอีสำนสร้ำงเสมำก ำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ก็มีกำรผสมผสำนทำงวัฒนธรรมในหมู่ชุมชนบ้ำนเมืองและท้องถิ่นสมัยทวำรวดี จนกระทั่งเกิดมี วัฒนธรรมพุทธศำสนำ เป็นคุณภำพเด่นเช่นนี้ นับเป็นกระบวนกำรทำงวัฒนธรรมที่ทั้งผสมผสำนและแพร่กระจำย ส่งผลต่อกำรสร้ำงแบบแผนชีวิดควำมเป็นอยู่ให้คล้ำยคลึงกันอำณำจักรทวำรวดี เป็นที่น่ำเชื่อถือขึ้นอีกเมื่อพบเหรียญเงิน 2 เหรียญ มีจำรึกภำษำสันสกฤตอำยุรำวพุทธศตวรรษที่ 13 จำกเมืองนครปฐมโบรำณ มีข้อควำมว่ำ ศรีทวำรวดีศวรปุณยะ ซึ่งแปลได้ว่ำ บุญกุศลของพระรำชำแห่งศรีทวำรวดี หรือ บุญของผู้เป็นเจ้ำแห่งศรีทวำรวดี หรือ พระเจ้ำศรีทวำรวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ อำณำจักรทวำรวดีจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ำมีอยู่จริง และยังเชื่อกันอีกด้วยว่ำเมืองนครปฐมโบรำณน่ำจะเป็นศูนย์กลำงหรือเมืองหลวงของอำณำจักร (แต่ปัจจุบันพบเหรียญลักษณะคล้ำยกันอีก 2 เหรียญ ที่อ ำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี และที่อ ำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ควำมส ำคัญของเมืองนครปฐมจึงเปลี่ยนไป) แต่ขณะเดียวกันนักวิชำกำรบำงท่ำนก็เชื่อว่ำอ ำเภออู่ทอง หรืออำจเป็นจังหวัดลพบุรี ที่น่ำจะเป็นเมืองหลวงมำกกว่ำกัน (สุจิตต์วงษ์เทศ.2549, น.159)ร่องรอยกลุ่มวัฒนธรรมทวำรวดี ปัจจุบันร่องรอยเมืองโบรำณ รวมทั้งศิลปโบรำณวัตถุสถำนและจำรึกต่ำงๆในสมัยทวำรวดีนี้ พบเพิ่มขึ้นอีกมำกมำย และที่ส ำคัญได้พบกระจำยอยู่ในทุกภำคของประเทศไทยโดยไม่มีหลักฐำนของกำรแผ่อ ำนำจทำงกำรเมืองจำกจุดศูนย์กลำงเฉกเช่นรูปแบบกำรปกครองแบบอำณำจักรทั่วไป เช่น ภำคเหนือ : ที่จังหวัดล ำพูน อ ำเภอสวรรคโลก อ ำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัยจังหวัดเชียงใหม่ภำคตะวันออกเฉียงเหนือ : พบทุกจังหวัด ในแต่ละจังหวัดพบมำกกว่ำ 1 แห่งขึ้นไป บำงจังหวัดพบว่ำมีมำกกว่ำ 7 แห่ง และมีกำรค้นพบมำกขึ้นเรื่อยๆภำคตะวันออก : ที่จังหวัดปรำจีนบุรี และ จังหวัดสระแก้วภำคใต้ : ที่จังหวัดปัตตำนีภำคกลำง : กระจำยอยู่ตำมลุ่มแม่น้ ำส ำคัญต่ำงๆ เช่น แม่น้ ำเพชรบุรี แม่น้ ำแม่กลองแม่น้ ำท่ำจีน แม่น้ ำลพบุรี แม่น้ ำป่ำสัก และแม่น้ ำเจ้ำพระยำสภำพสังคมทวำรวดีนั้นลักษณะไม่น่ำจะเป็นอำณำจักร คงเป็นเมืองขนำดต่ำง ๆ ซึ่งพัฒนำขยำยตัวจำกสังคมครอบครัว และสังคมหมู่บ้ำนมำเป็นสังคมเมืองที่มีชุมชนเล็ก ๆ ล้อมรอบ มีหัวหน้ำปกครอง มีกำรแบ่งชนชั้นทำงสังคม นอกจำกนี้ยังมีกำรใช้ศำสนำเป็นเครื่องมือในกำรปกครอง ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงเมืองต่อเมืองหรือรัฐต่อรัฐ ไม่ใช่ควำมสัมพันธ์โดยกำรเมือง แต่โดยกำรค้ำ ศำสนำ และควำม


18เหมือนกันทำงวัฒนธรรมเศรษฐกิจของชุมชนทวำรวดีคงจะมีพื้นฐำนทำงกำรเกษตรกรรม มีกำรค้ำขำยแลกเปลี่ยนระหว่ำงเมือง หรือกำรค้ำขำยแลกเปลี่ยนกับชุนชนภำยนอก ชุมชนทวำรวดีเริ่มต้นแนวควำมเชื่อแบบพุทธศำสนำ ในลัทธิเถรวำท (เกียรติประวัติ ธนรัฐลือสกล.2555,น.219)กำรค้นพบทวำรวดี เป็นค ำภำษำสันสกฤต เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2427 โดยนำยแซมมวล บีล (Samuel Beel ) ได้แปลงมำจำกค ำว่ำ “โต-โล-โป-ตี้” (to-lo-po-ti) ที่มีอ้ำงอยู่ในบันทึกของภิกษุจีนเฮี้ยนจัง(Hiuan -tsang) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 กล่ำวว่ำ “โถโลโปติ” เป็นชื่อของอำณำจักรหนึ่งตั้งอยู่ระหว่ำง และเขำได้สรุปด้วยว่ำอำณำจักรนี้เดิมตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน และยังสันนิษฐำนค ำอื่นๆที่มีส ำเนียงคล้ำยกันเช่น จวนโลโปติ (Tchouan-lo-po-ti) หรือ เชอโฮโปติ (Choho-po-ti) ว่ำคืออำณำจักรทวำรวดีด้วยอำณำจักรทวำรวดี เป็นที่น่ำเชื่อถือขึ้นอีกเมื่อพบเหรียญเงิน 2 เหรียญ มีจำรึกภำษำสันสกฤตอำยุรำวพุทธศตวรรษที่ 13 จำกเมืองนครปฐมโบรำณ มีข้อควำมว่ำ ศรีทวำรวดีศวรปุณ-ยะ ซึ่งแปลได้ว่ำ บุญกุศลของพระรำชำแห่งศรีทวำรวดี หรือ บุญของผู้เป็นเจ้ำแห่ง(ศรี)ทวำรวดี หรือ พระเจ้ำศรีทวำรวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ อำณำจักรทวำรวดีจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ำมีอยู่จริง และยังเชื่อกันอีกด้วยว่ำเมืองนครปฐมโบรำณน่ำจะเป็นศูนย์กลำงหรือเมืองหลวงของอำณำจักร (แต่ปัจจุบันพบเหรียญลักษณะคล้ำยกันอีก 2 เหรียญ ที่อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี (สุจิตต์วงษ์เทศ.2549, น.160)2.2 หลักฐำนด้ำนดนตรีที่พบในวัฒนธรรมทวำรวดี2.2.1 หลักฐำนที่ส ำคัญภำพที่ 7 ปูนปั้นนักดนตรีหญิง 5 คน เป็นภำพเล่ำเรื่องชำดกประดับรอบฐำนเจดีย์ พบที่คูบัว จังหวัดรำชบุรีที่มำ: https://www.silpa-mag.com/culture/article_8447?fbclidปรำกฏหลักฐำนในภำพปูนปั้นที่เมืองโบรำณคูบัว จังหวัดรำชบุรี เป็นภำพผู้หญิงห้ำคน สี่คนมีเครื่องดนตรีประจ ำตัว ได้แก่ พิณห้ำสำย พิณน้ ำเต้ำ กรับ และฉิ่ง อีกคนหนึ่งสันนิษฐำนว่ำน่ำจะเป็นนักร้อง ภำพปูนปั้นสมัยทวำรำวดีทุกนำงเกล้ำมวยผมสูง สวมตุ้มหูทรงกลมขนำดใหญ่ ตุ้มหูห้อยต่ ำลง


19มำถึงบ่ำ ห่มสไบเฉียง ทุกนำงนั่งพับเพียบ คนแรกจำกซ้ำยไปขวำ ตีกรับ คนที่สอง ร้องน ำ คนกลำงดีดพิณ คนที่สี่ ตีฉิ่ง คนที่ห้ำ เล่นเครื่องดนตรีที่มีลักษณะคล้ำยกับพิณน้ ำเต้ำ นับได้ว่ำศิลปินผู้ปั้นสำมำรถแสดงบรรยำกำศของกำรบรรเลงดนตรีได้อย่ำงลึกซึ้ง2.3 แนวคิดกำรสร้ำงสรรค์งำนดุริยำงคศิลป์กำรจัดท ำกำรบรรเลงดนตรีสร้ำงสรรค์ชุด \"ภูมิศรัทธำทวำรวดี\" ในครั้งนี้ ทำงคณะผู้ศึกษำได้ร่วมกันกับทำงครูที่ปรึกษำ สร้ำงสรรค์ดนตรีขึ้น โดยทำงคณะผู้ศึกษำได้ศึกษำเกี่ยวกับเครื่องดนตรีจำกงำนวิจัยต่ำงๆ ทั้งจำกสื่ออิเล็กทรอนิกส์หนังสือวำรสำรจำกหอสมุดแห่งชำติภำคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี และงำนวิจัยที่พบเห็น คณะผู้ศึกษำได้น ำวงดนตรีที่ใช้ในระบ ำโบรำณคดีชุดทวำรวดีของกรมศิลปกรที่เดิมมีอยู่แล้วมำประยุกต์ใช้ด้วยกำรเพิ่มเครื่องดนตรีเข้ำมำเช่น เปิงมำง ระนำดตัดจำก 1 คู่เป็น 2 คู่ ฆ้องหุ่ย กลองแขก ปี่มอญ ฉำบใหญ่ เพื่อเพิ่มอรรถรสในกำรบรรเลง หรือประกอบกำรแสดง 2.4 แนวคิดตำมกระบวนกำร CDASP Model แนวคิดตำมกระบวนกำร CDASP Model สถำบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ได้ก ำหนดให้ทุกวิทยำลัยฯ จัดโครงกำรยกระดับกำรจัดกำรเรียนกำรสอนแบบ STEAM ของสถำนศึกษำ ในสังกัดสถำบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ “กำรอบรมเชิงปฏิบัติกำร กำรพัฒนำรูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้ของวิทยำลัยนำฏศิลปสุพรรณบุรี ด้วย STEAM Education” และ จัดให้มีกำรน ำเสนอนวัตกรรมกำรจัดกำรเรียนกำรสอนกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ (ด้ำนนำฏศิลป์ ดนตรี) ด้วย STEAM Education ให้สอดคล้องกับศักยภำพและบริบทของท้องถิ่นสุพรรณบุรี จึงมีกำรพัฒนำ รูปแบบกระบวนกำร CDASP Model เพื่อแสดงให้เห็นถึงควำมมุ่งมั่นที่จะพัฒนำด้ำนวิชำกำรให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม โดยสังเครำะห์งำนวิจัยน ำมำสู่กำรออกแบบกระบวนกำรให้เป็นเอกลักษณ์ของ วิทยำลัยนำฏศิลปสุพรรณบุรี ซึ่งน ำอักษรย่อภำษำอังกฤษของวิทยำลัยนำฏศิลปสุพรรณบุรี COLLEGE OF DRAMATIC ARTS SUPHANBURI (CDASP) มำพัฒนำกำรตำมแนวคิด STEAM Education ซึ่ง เป็นแนวคิดที่พัฒนำต่อยอดมำจำก STEM โดยเพิ่มควำมรู้และทักษะทำงศิลปะครอบคลุมทั้งด้ำน ภำษำ ทัศนศิลป์ กำรเคลื่อนไหวร่ำงกำย จิตวิทยำ ปรัชญำ รวมทั้งจิตส ำนึกและคุณธรรมจริยธรรมโดย ภำพรวมคือ กำรศึกษำในรูปแบบ STEM ที่เพิ่มควำมคิดสร้ำงสรรค์ ซึ่งเป็นจุดเด่นของนักเรียนในสังกัด สถำบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม จะสำมำรถยกระดับ กำรเรียนวิชำวิทยำศำสตร์ คณิตศำสตร์และเทคโนโลยีควบคู่ไปกับวิชำทำงศิลปะ ที่นักเรียนมีควำมสนใจ มุ่งมั่น และตั้งใจทบทวน ฝึกซ้อม และเป็นแนวทำงที่ดีที่ช่วยเสริมสร้ำงควำมรู้ ทักษะที่จ ำเป็นส ำหรับนักเรียน มีส่วนส ำคัญใน กำรเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนและทักษะกำรคิดอย่ำงมีวิจำรณญำณ โดยเน้นกำรบูรณำกำร กลุ่มสำระกำร


20เรียนรู้วิทยำศำสตร์ คณิตศำสตร์ เทคโนโลยี และศิลปะ ซึ่งกระบวนกำรรูปแบบ CDASP Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้2.4.1 ขั้นตอนที่ 1 Collect & Critical thinking (C) กำรวิเครำะห์ประเด็นกำรคิดอย่ำงเป็นระบบ ด้วยกำรระบุปัญหำ เป็นกำรตั้งปัญหำและเงื่อนไข รวบรวมข้อมูลกำรสร้ำงสรรค์ โดยระดมควำมคิดช่วยกันแก้ปัญหำและประเด็นกำรที่จะศึกษำเพื่อน ำไปสู่กำรสร้ำงสรรค์ผลงำน โดยสืบค้นข้อมูลจำกอินเตอร์เน็ต วิจัย และกำรลงพื้นที่สัมภำษณ์ผู้มีควำมรู้ด้ำนดนตรีและวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นต้น จำกนั้นน ำข้อมูลที่ได้มำ สู่กำรคิดค้นออกแบบสร้ำงสรรค์ผลงำน2.4.2 ขั้นตอนที่ 2 Design & Develop (D) ออกแบบและพัฒนำภำยในกลุ่ม ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต่อจำกขั้นตอนที่1 สู่กำรออกแบบ โดยกำรร่ำงโดยกำรร่ำงรูปแบบหรือเขียนโครงร่ำงของผลงำนให้ครอบคลุม เป็นไปตำมหลักกำรและทฤษฎีที่น ำมำใช้ในกำรบรรเลงสร้ำงสรรค์ และในขณะที่มีกำรออกแบบสมำชิกภำยในกลุ่มควรมีกำรประชุม สนทนำ ทดลอง และปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนำให้ผลงำนมีควำมชัดเจนและพร้อมที่จะ น ำไปสร้ำงสรรค์ในล ำดับต่อไป2.4.3 ขั้นตอนที่ 3 Act & Assess (A) ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่ำงปฏิบัติ ขั้นตอนนี้คือ กำรได้ลงมือท ำผลงำนอย่ำงเป็นรูปธรรม ตำมแนวทำงของข้อ 1 และข้อ 2 โดยใช้ทักษะของงำน นวัตกรรมที่ตนสร้ำงสรรค์ให้ถูกต้องและตรงตำมแนวทำงที่ก ำหนด นอกจำกนี้ระหว่ำงที่ลงมือปฏิบัติ ควรมีกำรตรวจสอบ ทดลอง และแก้ไขเพื่อให้ผลงำนมีควำมสมบูรณ์ โดยจะมีกำรประเมินควบคู่ตลอดกำรลงมือปฏิบัติและสร้ำงสรรค์งำน ซึ่งกำรประเมินนี้จะมีในลักษณะรูปแบบของคณะกรรมกำร ผู้ทรงคุณวุฒิ กำรประชุมกลุ่มขนำดย่อย กำรสัมมนำ และอื่นๆตำมควำมเหมำะสม2.4.4 ขั้นตอนที่ 4 Show & Share (S) แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่ำงกลุ่ม เป็นขั้นตอนกำรน ำผลงำน นวัตกรรมสู่กำรน ำเสนอต่อสำธำรณชน กลุ่มคน ผู้ชม ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมรับชมผลงำนกำรสร้ำงสรรค์และแสดงควำมคิดเห็น แลกเปลี่ยนเพื่อเป็นข้อพิจำรณำ ปรับปรุงแก้ไขให้ผลงำนมี ควำมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งในขั้นนี้ถือว่ำเป็นกำรตรวจสอบคุณภำพของผลงำน จำกบุคคลที่หลำกหลำยใน แวดวงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้สนใจ ดังนั้นในขั้นนี้จึงเป็นกำรยอมรับฟังด้วยเหตุและผล และค ำนึงถึงควำม สอดคล้องกันเป็นแนวทำงเพื่อกำรสร้ำงสรรค์ผลงำน นวัตกรรมให้ส ำเร็จและสมบูรณ์2.4.5 ขั้นตอนที่ 5 Proud & Pride (P) ปรับปรุงและชื่นชม เป็นขั้นของกำรเสริมแรงด้วยกำร ชื่นชมอย่ำงภำคภูมิใจ ซึ่งถือว่ำเมื่อผลงำนนวัตกรรมส ำเร็จลงแล้ว กำรได้รับกำรตอบรับจำกกลุ่มเป้ำหมำยเป็นไปในเชิงบวก และสำมำรถน ำไปใช้ในโอกำสต่ำง ๆได้อย่ำงเหมำะสม เมื่อน ำ เผยแพร่ผลงำนท ำให้สำมำรถสะท้อนควำมครบถ้วนของผลงำนทั้งในด้ำนกำรน ำไปใช้กำรส่งเสริม กิจกรรม กำรเรียนกำรสอน กิจกรรมด้ำนศิลปวัฒนธรรม ชุมชน สังคม สิ่งเหล่ำนี้มีควำมส ำคัญและจะเป็นพลังเชิงบวกในกำรสร้ำงสรรค์ผลงำนชิ้นต่อไป


21จำกกระบวนกำรรูปแบบ CDASP Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนดังกล่ำวนี้สำมำรถเป็น แนวทำงของผลงำนบรรเลงสร้ำงสรรค์ภูมิศรัทธำทวำรวดี ที่แสดงถึงกระบวนกำรด ำเนินงำนอย่ำงเป็นรูปธรรม ทุกขั้นตอนสำมำรถสะท้อนกำรท ำงำนในกระบวนกำรกลุ่มและเดี่ยวได้อย่ำงชัดเจน2.5 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง-ศุภฤกษ์ พุฒสโร (2563) ปริญญำนิพนธ์เรื่อง “กำรศึกษำกำรเรียบเรียงเสียงประสำนดนตรีร่วมสมัย กรณีศึกษำชุด ในดวงใจนิรันดร์ (บรรเลงเพลงฟ้ำ) โดย ชัยภัค ภัทรจินดำ” กล่ำวไว้ว่ำ กำรเทียบเสียงดนตรีไทยให้สำมำรถเล่นร่วมกับดนตรีตะวันตกได้อย่ำงเหมำะสมโดยยังคงไว้ซึ่งสีสันเสียงเอกลักษณ์ไว้สำมำรถเพิ่มลดได้ไม่เกินครึ่งเสียงคือ บันไดเสียง A และ B และยังให้ควำมส ำคัญกับกำรใช้คอร์ดที่มีโน้ตรวมกันตั้งแต่ 4 โน้ตขึ้นไปเสมอ โดยทุกเพลงต้องมีโครงสร้ำงเพลงที่ชัดเจน และใช้เสียงสังเครำะห์ในกำรบ่งบอกอำรมณ์เพลงให้ชัดเจน รวมเป็นองค์ควำมรู้ 4 ส่วน ที่มีควำมสัมพันธ์กัน ได้แก่ กำรเทียบเสียง, คอร์ด, โครงสร้ำงเพลง และเสียงสังเครำะห์ (Synthesizers) ในส่วนของกำรศึกษำแนวคิดและเทคนิคกำรเรียบเรียงเสียงประสำนดนตรีร่วมสมัย-ชนะชัย กอผจญ (2554) วิทยำนิพนธ์เรื่องกำรสร้ำงสรรค์บทเพลง วิฬำเริงส ำรำญ กล่ำวไว้ว่ำ กำรประพันธ์เพลง “ตับวิฬำร์เริงส ำรำญ” เป็นกำรประพันธ์เพลงตับ ประเภทตับเรื่องก ำหนดใช้วงดนตรีไทยประยุกต์ร่วมสมัยท ำกำรบรรเลง ท ำนองเพลงแบ่งออกเป็น 3 ช่วงได้แก่ปฐมบท กล่ำวถึงประวัติควำมเป็นมำ ควำมเชื่อ และบริบทต่ำงๆ ของแมวไทย ท ำนองแบ่งออกเป็นลูกน ำ 4 ท่อน ส่วนที่สอง มัชณิมบท กล่ำวถึงอุปนิสัย สัญชำตญำณ พฤติกรรม ท ำนองเพลงแบ่งออกเป็นอุปนิสัย 5 ท่อน และส่วนที่สำม ปัจฉิมบท กล่ำวถึงลักษณะเด่นของแมวไทยทั้ง 5 ชนิดท ำนองเพลงแบ่งออกเป็น 5 เพลงตำมชนิดของแมวไทย ท ำนองมีทั้งกำรประพันธ์ท ำนอง 8 ห้องโน้ตเพลงและแบ่งฉิ่งตัดได้แก่ 7 ห้องโน๊ตเพลง ท ำนองเพลงประพันธ์โดยยึดหลักกำรประพันธ์เพลงเกี่ยวกับสัตว์โดยคัดเลือก นก มำเป็นแนวในกำรประพันธ์อิงขนบและท ำกำรประพันธ์ท ำนองใหม่โดยไม่อิงขนบ เครื่องดนตรีสำกลและเครื่องดนตรีตกแต่งท ำนองที่น ำมำได้แก่ คลำริเน็ต หมำกกะโหล่ง โปงเหล็ก เกรำะ กังสดำล ระฆัง กระพรวน ขลุ่ยนกชนิดต่ำงๆ ขลุ่ยจีน ส่วนเครื่องก ำกับจังหวะ หน้ำทับได้แก่ กลองแขก ตะโพนไทย เปิงมำง จังหวะหน้ำทับที่น ำมำตีก ำกับท ำนองมีทั้งจังหวะอิสระและจังหวะหน้ำทับเดิมได้แก่ หน้ำทับพระทอง หน้ำทับกระบี่ลีลำ หน้ำทับเบ้ำหลุด หน้ำทับลำว หน้ำทับสองไม้สองชั้น หน้ำทับตะเขิ่ง (กลองแขก) หน้ำทับสดำยงค์ ชั้นเดียว


22-สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง (2561) งำนวิจัยเรื่อง “แนวคิดใหม่เกี่ยวกับพัฒนำกำรทำงวัฒนธรรมของเมืองโบรำณอู่ทอง”กล่ำวไว้ว่ำ ชุมชนโบรำณที่เมืองอู่ทอง มีควำมเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงสมัยทวำรวดีตอนกลำง ประมำณพุทธศตวรรษที่ 13-15 โดยได้รับอิทธิพลของพุทธศำสนำนิกำยมหำยำนมำอย่ำงเด่นชัด และมีหลักฐำนของกำรค้ำขำยแลกเปลี่ยนกับต่ำงถิ่น ทั้งกับศรีวิชัย อินเดีย (รำชวงศ์ปำละ) จีน (สมัยรำชวงศ์ถัง) และตะวันออกกลำง ดังนั้นกำรเจริญของพุทธศำสนำนิกำยมหำยำนที่ด ำเนินควบคู่ไปกับควำมมั่งคั่งทำงกำรค้ำบนเส้นทำงสำยไหมทำงทะเล จึงเป็นปัจจัยหลักที่ท ำให้ชุมชนโบรำณที่เมืองอู่ทองและชุมชนร่วมสมัยแห่งอื่นๆ ในภำคกลำงของประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่ำงมำกในช่วงกลำงของสมัยทวำวดีดังนั้นกำรเจริญขึ้นของพุทธศำสนำนิกำยมหำยำนที่ด ำเนินควบคู่ไปกับควำมมั่งคั่งทำงกำรค้ำบนเส้นทำงสำยไหมทำงทะเล จึงเป็นปัจจัยหลักที่ท ำให้ชุมชนโบรำณที่เมืองอู่ทองและชุมชนร่วมสมัยแห่งอื่นๆในภำคกลำงของประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่ำงมำกในช่วงกลำงของสมัยทวำรวดี-ลักษณำวดี จตุรภัทร์ (2543) วิทยำนิพนธ์ เรื่อง “งำนสร้ำงสรรค์เพลงระบ ำชุดโบรำณคดี ของครูมนตรี ตรำโมท” กล่ำวไว้ว่ำ วิธีกำรประพันธ์เพลงยึดแนวทำงมำจำกหลักฐำนทำงประวัติศำสตร์และโบรำณคดี เพลงระบ ำชุดนี้ประกอบไปด้วย 5 เพลง ได้แก่ เพลงระบ ำทวำรำวดี เป็นเพลงส ำเนียงมอญ เพลงระบ ำศรีวิชัย เป็นเพลงส ำเนียงแขก-ชวำ เพลงระบ ำลพบุรี เป็นเพลงส ำเนียงเขมร เพลงระบ ำเชียงแสน เป็นเพลงส ำเนียงไทยเหนือ-ลำว ทั้ง 4 เพลง เป็นเพลงที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ ส่วนเพลงระบ ำสุโขทัยเป็นเพลงส ำเนียงไทย น ำมำจำกเพลง สุโขทัยชั้นเดียวของเก่ำมำขยำยเป็นสองชั้น ทำงด้ำนของกำรบรรเลงนั้นจะมีโครงสร้ำงอัตรำ สองชั้นและชั้นเดียว ยกเว้นเพลงระบ ำเชียงแสนเพลงเดียวที่ด ำเนินท ำนองในอัตรำจังหวะสองชั้น ตลอดทั้งเพลง ด้ำนเครื่องดนตรี เครื่องแต่งกำย และท่ำร ำเป็นงำนสร้ำงสรรค์ที่น ำแบบอย่ำงมำจำกภำพจ ำหลักตำมโบรำณสถำนและโบรำณวัตถุในสมัยต่ำง ๆ-สมนึก แสงอรุณ (2562) วำรสำร เรื่อง “สำระกำรประพันธ์เพลงไทยตำมแนวทำงของพันโทเสนำะ หลวงสุนทร” (ศิลปินแห่งชำติ) กำรวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษำสำระกำรประพันธ์เพลงไทยของ พันโทเสนำะ หลวงสุนทร โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภำพเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภำษณ์ วิเครำะห์ข้อมูลด้วยวิธีตีควำมแบบอุปนัย ผลกำรวิจัยพบว่ำ สำระกำรประพันธ์เพลงไทย ของพันโทเสนำะ หลวงสุนทร(ศิลปินแห่งชำติ) แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้1) ควำมส ำคัญและวัตถุประสงค์ของกำรประพันธ์เพลงไทย ได้แก่ กำรประพันธ์เพลงไทยมีตั้งแต่ขั้นพื้นฐำนจนถึงระดับสูง ท ำให้เกิดผลงำนเพลงใหม่ในรูปแบบต่ำง ๆ ผู้เรียนได้ควำมรู้และน ำไปประยุกต์ใช้ในกำรประพันธ์เพลงไทยได้อย่ำงดี


23และถูกต้อง 2) ควำมรู้พื้นฐำนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ด้ำนกำรอ่ำนและบันทึกโน้ตแบบดนตรีตะวันตก ด้ำนควำมรู้พื้นฐำนดนตรีไทยที่เกี่ยวข้อง 3) แนวคิดและหลักกำรประพันธ์เพลงไทย มีดังนี้ กำรประดิษฐ์มือฆ้องอิสระ กำรประดิษฐ์ทำงพื้น กำรประดิษฐ์ทำงกรอหรือบังคับทำงกำรยึดลูกตก กำรประดิษฐ์ทำงเปลี่ยนกำรยืดขยำยตัดยุบ กำรยืดยุบพร้อมเปลี่ยนทำงกำรยืดท ำนองเฉพำะลูกเท่ำและลูกโยน กำรประดิษฐ์ลูกล้อลูกขัดและลูกเหลื่อม กำรประพันธ์เพลงในโครงสร้ำงหน้ำทับสองไม้หรือหน้ำทับทยอย ประพันธ์เพลงให้เป็นเพลงส ำเนียงภำษำต่ำง ๆ กำรใช้บันไดเสียงทำงดนตรีไทยและกำรย้ำยบันไดเสียงและกำรประพันธ์ทำงเดี่ยว 4) กำรประเมินผล ได้แก่ ทดสอบควำมรู้พื้นฐำนก่อนเรียนประเมินผลระหว่ำงเรียน และประเมินผลหลังจำกเรียนด้วยกำรประพันธ์เพลงใหม่


24บทที่ 3วิธีด ำเนินกำรศึกษำกำรศึกษำโครงงำนพัฒนำสมรรถนะวิชำชีพ เรื่อง ภูมิศรัทธำทวำรวดี ในครั้งนี้มีขั้นตอนในกำรศึกษำโดยใช้รูปแบบกำรศึกษำเชิงคุณภำพ น ำเสนอโดยวิธีพรรณนำวิเครำะห์เพื่อให้กำรศึกษำในครั้งนี้บรรลุตำมวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 3.1 ขั้นรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงงำน3.2 รูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้CDASP Model 3.1 ขั้นรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงำนวิจัย ในกำรศึกษำครั้งนี้ คณะผู้ศึกษำใช้วิธีกำรศึกษำค้นคว้ำจำกเอกสำรต ำรำที่เกี่ยวข้องและกำรศึกษำภำคสนำม โดยคณะผู้ศึกษำด ำเนินกำรศึกษำ 5 ขั้นตอนตำมรูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้ CDASP Model โดยมีรำยละเอียดดังต่อไปนี้3.1.1 เก็บรวบรวมข้อมูล ศึกษำค้นคว้ำจำกเอกสำร ต ำรำ งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักกำร และศึกษำข้อมูลเกี่ยวกับประวัติเมืองโบรำณอู่ทองในวัฒนธรรมทวำรวดี และประวัติดนตรีในวัฒนธรรมทวำรวดี ต ำบลอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี คือ1) พิพิธภัณฑ์สถำนแห่งชำติอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2) หอสมุดแห่งชำติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ3) วัดเขำท ำเทียม อ ำเภออู่ท่อง จังหวัดสุพรรณบุรี4) วัดเขำพระศรีสรรเพชญำรำม อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี5) โบรำณสถำนเจดีย์ หมำยเลข 2, 9 และ 113.1.2 กำรสัมภำษณ์ รวบรวมข้อมูลจำกผู้มีควำมรู้เกี่ยวกับประวัติของดนตรีและควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง จ ำนวน 2 ท่ำน คือ1) ครูณรงค์เดช หมอกเมฆ ครูวิทยำลัยนำฏศิลปสุพรรณบุรี2) สมบุญ เขียวขะวงษ์ ผู้เชี่ยวชำญด้ำนโบรำณคดีเมืองโบรำณอู่ทอง 3.1.3 เครื่องมือที่ใช้ในกำรศึกษำ 1) แบบสัมภำษณ์ มุ่งประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหำประวัติดนตรีและควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง


253.1.4 กำรวิเครำะห์ข้อมูล เป็นกำรวิเครำะห์เชิงพรรณนำโดยประมวลข้อมูลทำงเอกสำร ต ำรำ หนังสือ กำรสัมภำษณ์ และกำรสร้ำงสรรค์ของคณะผู้ศึกษำ3.2 รูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้ CDASP Model 3.1.1 ขั้นตอนที่ 1 (C) Collect & Critical thinking: กำรวิเครำะห์ประเด็นกำรคิดอย่ำงเป็นระบบ โดยมีวิธีด ำเนินกำรดังนี้ 1) คณะผู้ศึกษำด ำเนินกำรศึกษำประวัติของดนตรีในวัฒนธรรมทวำรวดี ใน ต ำบลอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อก ำหนดแนวทำงโดยกำรศึกษำกำร ลงภำคสนำมสัมภำษณ์นำยณรงค์เดช หมอกเมฆ ครูวิทยำลัยนำฏศิลปสุพรรณบุรี และ นำยสมบุญ เขียวขะวงษ์ผู้เชี่ยวชำญด้ำนโบรำณคดีเมืองโบรำณอู่ทอง ในกำรสร้ำงสรรค์บทเพลงบรรยำยเรื่องรำวและควำมส ำคัญของเมืองโบรำณอู่ทอง ชุด \"ภูมิศรัทธำทวำรวดี\" 2) คณะผู้ศึกษำด ำเนินกำรสร้ำงสรรค์ท ำนองเพลงที่สำมำรถน ำมำสร้ำงสรรค์กำรบรรเลงโดยกำรขอควำมอนุเครำะห์จำกคุณครูที่ปรึกษำและเอกสำรงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องน ำมำวิเครำะห์เพื่อด ำเนินกำรสร้ำงสรรค์ให้มีควำมสมบูรณ์เหมำะสมกับเครื่องดนตรีและท ำนองเพลง 3) คณะผู้ศึกษำด ำเนินกำรวิเครำะห์รูปแบบกำรบรรเลงบทเพลงและเครื่องดนตรีในวัฒนธรรมทวำรวดี โดยกำรศึกษำโบรำณสถำนแต่ละจุด วัฒนธรรมทำงด้ำนดนตรีที่ถ่ำยทอดผ่ำนศิลปะและโบรำณสถำนที่ได้ท ำกำรศึกษำวิเครำะห์ คณะผู้ศึกษำได้มีแนวคิดมำจำกกำรบรรเลงสร้ำงสรรค์ชุด โถโลโปตี ของวิทยำลัยนำฏศิลปสุพรรณบุรี และรูปปั้นแกะสลักนูนนักดนตรีผู้หญิง จึงเป็นแรงบันดำลใจให้คณะผู้ศึกษำน ำข้อมูลที่ได้ศึกษำ มำสร้ำงสรรค์กำรแสดงในรูปแบบกำรแสดงเพื่อเผยแพร่ให้กับผู้คนในยุคปัจจุบันได้เข้ำถึงแก่นรำกของวัฒนธรรมทวำรวดีผ่ำนเสียงเพลง 4) คณะผู้ศึกษำด ำเนินกำรวำงแผนงำนโดยก ำหนดให้กำรสร้ำงสรรค์กำรแสดงเพื่อให้เป็นไปในรูปแบบของกำรสร้ำงสรรค์เพื่อสอดคล้องกับวัฒนธรรมทวำรวดีใน อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 3.1.2 ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop: ออกแบบและพัฒนำภำยในกลุ่ม ด ำเนินกำรดังนี้ 1) คณะผู้ศึกษำด ำเนินกำรออกแบบโครงสร้ำงของบทเพลงในกำรบรรเลง โดยแบ่งกำรบรรเลงเป็น 3 ช่วงตำมรูปแบบกำรบรรเลง2) คณะผู้ศึกษำได้ด ำเนินกำรวำงแผนเครื่องดนตรีที่ใช้ในกำรสร้ำงสรรค์บทเพลงบรรยำยเรื่องรำวและควำมส ำคัญของเมืองโบรำณอู่ทอง ชุด \"ภูมิศรัทธำทวำรวดี\"


26จำกกำรศึกษำและลงพื้นที่ท ำให้คณะผู้ศึกษำสำมำรถสรุปได้ว่ำข้อมูลของศำสนสถำนที่ทำงผู้ศึกษำได้ลงพื้นที่ และกำรสัมภำษณ์ผู้มีควำมรู้ทำงประวัติศำสตร์รวมถึงผู้มีควำมรู้ควำมสำมำรถด้ำนเครื่องดนตรี ท ำให้ผู้ศึกษำสำมำรถน ำควำมรู้มำปรับใช้เป็นรูปแบบในกำรสร้ำงสรรค์บทเพลงบรรยำยเรื่องรำวและควำมส ำคัญของเมืองโบรำณอู่ทอง ชุด \"ภูมิศรัทธำทวำรวดี\"โดยแบ่งกำรแสดงออกเป็น 3 ช่วง ช่วงที่ 1 ศรัทธำ ช่วงที่ 2 หลั่งไหล ช่วงที่ 3 หลอมรวม 3.1.3 ขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess: ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่ำงปฏิบัติด ำเนินกำรดังนี้ 1) คณะผู้ศึกษำด ำเนินกำรสร้ำงสรรค์กำรสร้ำงสรรค์บทเพลงบรรยำยเรื่องรำวและควำมส ำคัญของเมืองโบรำณอู่ทอง ชุด \"ภูมิศรัทธำทวำรวดี\" และฝึกซ้อมกำรบรรเลงเพลงที่ ใช้ในกำรแสดงเพื่อปรับปรุงเพลงให้มีควำมเหมำะสมกับกำรแสดงโดยฝึกซ้อมกับครูที่ปรึกษำเพื่อให้นักดนตรีเกิดควำมคุ้นเคยกับเครื่องดนตรี 2) คณะผู้ศึกษำด ำเนินกำรประเมินบทเพลงที่ใช้ในกำรบรรเลงสร้ำงสรรค์โดยกำรฝึกซ้อมอย่ำงสม่ ำเสมอเพื่อทบทวนและหำข้อบกพร่องและคิดดนตรีท่อนต่อไปส่งให้ครูที่ปรึกษำเพื่อประเมินควำมเหมำะสมของท่ำที่ใช้ในกำรสร้ำงสรรค์บทเพลงบรรยำยเรื่องรำวและควำมส ำคัญของเมืองโบรำณอู่ทอง ชุด \"ภูมิศรัทธำทวำรวดี\"3.1.4 ขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share: แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่ำงกลุ่มคณะผู้ศึกษำด ำเนินกำรน ำเสนอเค้ำโครงโครงงำนสมรรถนะวิชำชีพ เรื่องผลงำนกำรสร้ำงสรรค์บทเพลงบรรยำยเรื่องรำวและควำมส ำคัญของเมืองโบรำณอู่ทอง ชุด \"ภูมิศรัทธำทวำรวดี\" ในวันวิชำกำรของนักเรียนระดับประกำศนียบัตรวิชำชีพชั้นปีที่ 3 ณ วิทยำลัยนำฏศิลปสุพรรณบุรี 3.1.5 ขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud: ปรับปรุงและชื่นชม 1) คณะผู้ศึกษำได้น ำข้อเสนอแนะของคุณครูที่ปรึกษำเพื่อน ำมำปรับปรุงแก้ไขพัฒนำและต่อยอดกำรบรรเลงเพลงสร้ำงสรรค์ในกำรบรรเลงล ำดับถัดไป 2) หลังจำกที่คณะผู้ศึกษำได้รับข้อเสนอแนะและค ำแนะน ำเกี่ยวกับกำรแสดสร้ำงสรรค์ที่ได้รับจำกคุณครูที่ปรึกษำที่ได้ประเมินควำมพึงพอใจเกี่ยวกับกำรสร้ำงสรรค์บทเพลงบรรยำยเรื่องรำวและควำมส ำคัญของเมืองโบรำณอู่ทอง ชุด \"ภูมิศรัทธำทวำรวดี\" คณะผู้ศึกษำได้มีแนวทำงกำรปรังปรุงและพัฒนำตำมข้อเสนอแนะดังนี้(1) คณะผู้ศึกษำได้มีกำรด ำเนินกำรค้นหำพื้นที่ในกำรจัดท ำกำรบรรเลงโดยคณะผู้ศึกษำได้เลือกสถำนที่ในกำรจัดท ำกำรแสดงในครั้งนี้ เพื่อน ำเสนอชุดกำรแสดงด้วย กำรเผยแพร่กลับคืนสู่ชุมชน


27บทที่ 4ผลกำรศึกษำ โครงงำนพัฒนำสมรรถนะวิชำชีพ กำรประพันธ์บทเพลงสร้ำงสรรค์ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดีคณะผู้ศึกษำขอน ำเสนอผลกำรศึกษำดังนี้ 4.1 ประวัติควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 4.2 กำรสร้ำงสรรค์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี 4.1 ประวัติควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีดินแดนประเทศไทยมีชุมชนที่มีควำมเก่ำแก่ไม่น้อยกว่ำภูมิภำคอื่นของโลก เป็นสังคมที่มีกำรรวมกลุ่ม และค่อย ๆ พัฒนำขึ้นเป็นบ้ำนเมือง เกิดเป็นเมืองโบรำณอย่ำงอู่ทองที่รุ่งเรืองจำกกำรค้ำขำยและรับศำสนำจำกดินแดนภำยนอก ก่อนที่จะพัฒนำขึ้นเป็นเมืองส ำคัญในภูมิภำคนี้เมืองโบรำณอู่ทอง ตั้งอยู่ในเขตอ ำเภออู่ทองของสุพรรณบุรี เป็นเมืองที่มีคูน้ ำล้อมรอบ ผังเมืองเป็นรูปวงรีถือเป็นเมืองโบรำณที่ส ำคัญมำกของประเทศไทย ผลจำกกำรศึกษำทำงโบรำณคดีพบว่ำ พื้นที่บริเวณเมืองอู่ทองมีมนุษย์อยู่อำศัยมำตั้งแต่ก่อนประวัติศำสตร์ตั้งแต่ยุคหินใหม่ต่อเนื่องถึงยุคโลหะ โดยพบหลักฐำนคือเครื่องมือท ำจำกหินและเครื่องมือที่ท ำจำกโลหะ เช่น ใบหอกสัมฤทธิ์ขวำนสัมฤทธิ์แม่พิมพ์ต่ำงหูท ำจำกหิน ใช้หล่อโลหะ เดินทำงหำอำหำรทั่วเขตอู่ทอง เมื่อรำว 3,000 ปีมำแล้วเมืองโบรำณอู่ทองตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ ำจระเข้สำมพัน มีลักษณะเป็นรูปวงรีขนำด 1,850 x 820 เมตร มีคูน้ ำคันดินล้อมรอบ ทิศตะวันตกเป็นเขำรำงกะปิด เขำค ำเทียม และเขำพระ ทิศตะวันออกเป็นที่รำบกักเก็บน้ ำ นอกเมืองมีแนวคันดินเป็นถนนโบรำณเรียกว่ำ \"ถนนท้ำวอู่ทอง\" และแนวคันดินรูปเกือกม้ำเรียกว่ำ \"คอกช้ำงดิน\" คงจะเป็นเพนียดคล้องช้ำงโบรำณหรือสระเก็บน้ ำในศำสนำพรำหมณ์เมืองอู่ทองได้หมดควำมส ำคัญและร้ำงไปในรำวพุทธศตวรรษที่ 16 จึงรอดพ้นจำกอิทธิพลเขมรที่เข้ำมำมีอ ำนำจมำกในรำวพุทธศตวรรษที่ 18 ในรัชสมัยของกษัตริย์ขอมนักสร้ำงผู้ยิ่งใหญ่ คือ พระเจ้ำชัยวรมันที่ 7 โดยปรำกฏเมืองโบรำณสุพรรณบุรีเจริญขึ้นมำแทนที่4.2 กำรสร้ำงสรรค์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี4.2.1 แนวคิดและแรงบันดำลใจกำรจัดท ำกำรบรรเลงบทเพลงสร้ำงสรรค์ชุด \"ภูมิศรัทธำทวำรวดี\" ในครั้งนี้ ทำงคณะผู้ศึกษำได้ร่วมกันกับทำงครูที่ปรึกษำ สร้ำงสรรค์ดนตรีขึ้น โดยทำงคณะผู้ศึกษำได้ศึกษำเกี่ยวกับเครื่องดนตรีจำกงำนวิจัยต่ำงๆ ทั้งจำกสื่ออิเล็กทรอนิกศ์ หนังสือวำรสำรจำกหอสมุดแห่งชำติภำคตะวันตก จ.สุพรรณบุรี และงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง คณะผู้ศึกษำได้น ำวงดนตรีที่ใช้ในระบ ำโบรำณคดีชุดทวำรวดีของกรมศิลปกรที่มีอยู่เดิมน ำมำเป็นเค้ำโครงในกำรประสมวงโดยเพิ่มเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ เข้ำมำประสม ได้แก่ เปิงมำง ระนำดตัดจำก 1 คู่เป็น 2 คู่ ฆ้องหุ่ย กลองแขก ปี่มอญ ฉำบใหญ่ เพื่อเพิ่มสุนทรียของบทเพลงและรูปแบบกำรบรรเลงให้เป็นเอกลักษณ์ของงำนสร้ำงสรรค์ชุดนี้


284.2.2 รูปแบบกำรผสมวงดนตรี เครื่องดนตรีที่ใช้ในกำรบรรเลง ได้แก่ 1 ขลุ่ยเพียงออ2 ปี่มอญ3 จะเข้4 ระนำดตัดขนำดเล็ก 1 คู่5 ระนำดตัดขนำดใหญ่ 1 คู่6 ตะโพนมอญ7 เปิงมำงคอก8 กลองแขก9 ฉิ่ง10 ฉำบเล็ก11 ฉำบใหญ่12 กรับพวง13 ฆ้องหุ่ย14 กีตำร์เบส15 ชำมเบล16 ระฆังรำวตำรำงเครื่องดนตรีเครื่องดนตรี ประวัติเครื่องดนตรี1.ระนำดตัดใหญ่ เป็นเครื่องดนตรีที่กรมศิลปำกรได้น ำมำบรรเลงประกอบระบ ำทวำรวดี2.ระนำดตัดเล็ก เป็นเครื่องดนตรีที่กรมศิลปำกรได้น ำมำบรรเลงประกอบระบ ำทวำรวดี


293.จะเข้ จะเข้ ส่วนมำกท ำหน้ำที่เป็นเครื่องน ำในวงเครื่องสำย วงมโหรี เดินท ำนองหลักคล้ำยระนำดเอก แต่ไม่เล่นเก็บถี่เท่ำระนำดเอก4.ปี่มอญ เป็นเครื่องเป่ำประเภทใช้ลิ้นปี่เป็นตัวสร้ำงควำมสั่นสะเทือนให้เกิดเสียง ปี่มอญมีรูปร่ำงคล้ำยปี่ชวำ แต่ยำวและใหญ่กว่ำ อีกวัสดุที่ใช้ท ำล ำโพงต่ำงกัน ท ำให้มีเสียงทุ้มต่ ำนุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์ มีบทบำทส ำคัญอยู่ในวงปี่พำทย์มอญ5.ขลุ่ยเพียงออ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่ำที่โบรำณที่สุดชนิดหนึ่ง พัฒนำมำจำกปี่อ้อที่มี กำรเปลี่ยนเลำปี่ให้มีควำมคงทนถำวรกว่ำเดิมที่เป็นไม้รวกและกลำยเป็นขลุ่ยในเวลำต่อมำ เรียกว่ำ “พงออ” หรือ “เพียงออ”6.เปิงมำงคอก เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง แต่เดิมเป็นเครื่องดนตรีของชำวมอญ ใช้ตีหยอกล้อกับตะโพนมอญ มีลักษณะเป็นกลองขนำดต่ำงกัน 7 ลูกผูกเป็นรำวในชุด ใช้บรรเลงในวงปี่พำทย์มอญ บรรเลงเพลงล้อเลียนขัดจังหวะด้วยเพลงตะพดมนต์เพิ่มอำรมณ์สนุกสนำนให้กับเสียงเพลง7.ตะโพนมอญ ตะโพนมอญ มีลักษณะคล้ำยตะโพนของไทย แต่ใหญ่กว่ำ ตะโพนมอญใช้บรรเลงผสมกับวงปี่พำทย์มอญ มีหน้ำที่บรรเลงหน้ำทับ และก ำกับจังหวะต่ำงๆ


308.ฆ้องหุ่ย ใช้ตีก ำกับจังหวะ เป็นฆ้องที่มีขนำดใหญ่ที่สุดในวงดนตรีไทยมีอีกชื่อว่ำ ฆ้องชัย อำจเป็นเพรำะสมัยโบรำณ ใช้ฆ้องชนิดนี้ตีเป็นสัญญำณในกองทัพ ปัจจุบันใช้ตีใน งำนพิธี งำนมงคลต่ำง ๆ9.กลองแขก เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่มีรูปร่ำงยำวเป็นรูปทรงกระบอก ขึ้นหนังสองข้ำงด้วยหนังลูกวัวหรือหนังแพะ กลองแขกส ำรับหนึ่งมี 2 ลูก ลูกเสียงสูงเรียก ตัวผู้ ลูกเสียงต่ ำเรียก ตัวเมีย ตีด้วยฝ่ำมือทั้งสองข้ำงให้สอดสลับกันทั้งสองลูก10.ฉิ่ง ฉิ่งมี 2 ชนิดคือ ฉิ่งส ำหรับวงปี่พำทย์ และ ฉิ่งที่ใช้ส ำหรับวงเครื่องสำยและวงมโหรี กำรเรียกชื่อเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่ำ ฉิ่ง ก็เพรำะเรียกตำมเสียงที่เกิดขึ้นนั่นเอง11.กรับพวง เป็นกรับชนิดหนึ่งตอนกลำงท ำด้วยไม้บำงๆหรือแผ่นทองเหลือง หรืองำหลำยๆอันและท ำไม้แก่น 2 อันเจำะรูตอนหัวร้อยเชือกประกบไว้ 2 ข้ำงเหมือนด้ำมพัด และใช้กรับพวงตีเป็นจังหวะ ในกำรขับร้อง เพลงเรือ ดอกสร้อยและใช้บรรเลงขับร้องในกำรแสดง นำฏกรรมด้วย12.ฉำบใหญ่ เป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ท ำด้วยโลหะคล้ำยฉิ่ง แต่หล่อให้บำงกว่ำ เวลำบรรเลงใช้ ๒ ฝำมำตีกระทบกันให้เกิดเสียงตำมจังหวะ เมื่อฉำบทั้งสองข้ำงกระทบกันขณะตีประกบกันก็ จะเกิดเสียง “ฉำบ” แต่ถ้ำตีแล้วเปิดเสียงก็จะได้ยินเป็น “แฉ่ง ” เป็นต้น


31ตำรำงที่ 1 เครื่องดนตรีที่มำ : คณะผู้ศึกษำ13.ฉำบเล็ก หน้ำที่ตีหยอกล้อยั่วเย้ำไปกับฉิ่งหรือให้สอดคล้องกับท ำนองเพลงเป็นเครื่องตีที่ท ำด้วยโลหะ เวลำตีใช้เป็นคู่ ตีกระทบกันให้เกิดเสียงตำมจังหวะ14. กีตำร์เบส น ำมำผสมและสร้ำงสีสันและจังหวะเพื่อให้มีมิติของเสียงลึกล้ ำ โดยค ำนึงถึงบรรยำกำศและรูปแบบของกำรบรรเลงดนตรีตำมจำรีดเป็นหลัก15. ชำมเบล แฉจะใช้เพื่อเป็นตัวเคำะคุมจังหวะใน 1 ห้อง และสำมำรถใช้เพื่อส่งเข้ำท่อนเพลงอื่น ๆ รวมถึงท ำให้อำรมณ์เพลงมีควำมน่ำตื่นเต้นมำกขึ้นอีกด้วย16. ระฆังรำว ระฆังรำว (Tubular Bells) ในภำษำอังกฤษเรียกระฆังรำวว่ำ “Orchestral Bells” และ “Chimes” เครื่องดนตรีชนิดนี้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเลียนเสียงระฆังจริง ๆ ท ำด้วยท่อโลหะแขวนเรียง ตำมล ำดับเสียงต่ ำไปยังเสียงสูงท่อโลหะที่มีขนำดสั้น


324.2.3 รูปแบบกำรบรรเลงรูปแบบกำรประพันธ์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดีคณะผู้ศึกษำได้แบ่งกำรบรรเลงออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้1)ช่วงที่1 ศรัทธำ ท ำนองเกริ่นด้วยจะเข้ ด้วยกำรก ำหนดให้จะเข้เป็นผู้บรรเลงจนหมดท ำนองรัว ซึ่งเป็นกำรก ำหนดบทบำทใหม่ที่เปิดโอกำสให้เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสำยเป็นผู้น ำ ซึ่งกระแสเสียงของจะเข้สำมำรถสร้ำงท ำนองที่ให้อำรมณ์ควำมรู้สึกพริ้วไหว แต่มีควำมหนักแน่นในตัว เหมำะสมกับกำรสร้ำงบรรยำกำศ เพื่อน ำเข้ำสู่กำรบรรเลงในท ำนองรัวโดยก ำหนดให้เครื่องดนตรีบรรเลงรับท ำนองรัวทั้งหมดพร้อมกันในช่วงนี้เครื่องดนตรีเปิงมำงและตะโพนมอญจะมีบทบำทในกำรสนับสนุนท ำนองรัวให้เกิดควำมรู้สึกยิ่งใหญ่ อลังกำร ซึ่งกำรประพันธ์ท ำนองรัวในช่วงนี้ได้ประพันธ์ให้ท ำนองรัวและกำรเข้ำสู่อัตรำจังหวะสองชั้นมีควำมต่อเนื่องกัน ท ำให้อำรมณ์ของเพลงมีควำมสอดคล้องจำกกำรรัวและเข้ำสู่อัตรำจังหวะสองชั้นด้วยควำมแนบสนิท โดยท ำนองสองชั้นได้ประพันธ์ขึ้นให้มีท ำนองไปในทำงส ำเนียงมอญมีท่อนเดียวบรรเลงกลับต้นสองรอบและจบลงด้วยกำรทอดเพื่อน ำเข้ำสู่ในช่วงต่อไปท ำนองเพลงในช่วงแรกนี้ต้องกำรสื่อถึงควำมยิ่งใหญ่ ควำมเจริญรุ่งเรืองของเมืองอู่ทองโบรำณโดยใช้รูปแบบกำรเกริ่นและท ำนองรัวเมื่อเข้ำสู่ท ำนองสองชั้น ได้ประพันธ์ท ำนองที่สื่อควำมหมำยเกี่ยวกับควำมเชื่อ ควำมศรัทธำของชุมชนทวำรวดีในเมืองอู่ทองโบรำณเป็นส ำเนียงมอญอันเยือกเย็น อ่อนหวำนแต่แฝงไว้ด้วยควำมเข้มขลัง โดยในกำรบรรเลงนั้นกำรจบท่อนเพลงใช้กำรทอดลงเพื่อให้ควำมรู้สึกสงบนิ่ง 2) ช่วงที่2 หลั่งไหล ในกำรเข้ำสู่ท ำนองช่วงที่สองนั้น ก ำหนดให้มีกำรบรรเลงน ำของเครื่องหนังที่เปลี่ยนจำกเปิงมำงและตะโพนมอญในท่อนแรกมำเป็นกลองแขกบรรเลงหน้ำทับที่เลียนแบบมำจำกหน้ำทับของกกลองอินเดียในอัตรำจังหวะชั้นเดียว เพื่อสื่อให้ทรำบถึงบทบำทและควำมส ำคัญของวัฒนธรรมอินเดียที่หลั่งไหลเข้ำสู่ดินแดนเมืองอู่ทองโบรำณจำกกำรค้ำขำยและกำรเผยแพร่ศำสนำ จำกนั้นบรรเลงรับด้วยท ำนองที่ประพันธ์ขึ้นเป็นส ำเนียงแขกในอัตรำจังหวะชั้นเดียว ทั้งหมดสองท่อนโดยแต่ละท่อนก ำหนดให้มีกำรบรรเลงหน้ำทับส ำเนียงแขกคั่นระหว่ำงท่อน ทั้งหมดสองรอบ โดยลักษณะลีลำของท ำนองเพลงในช่วงนี้จะมีควำมสนุกสนำน เร้ำใจ จำกหน้ำทับและท ำนองเพลงที่ประพันธ์ขึ้นเป็นส ำเนียงแขก เมื่อบรรเลงครบทั้งสองเที่ยวแล้วจะตัดจังหวะลงในอัตรำจังหวะชั้นเดียวอย่ำงกะทันหัน ไม่มีกำรทอดจังหวะ เป็นควำมจงใจที่จะให้ผู้ฟังเกิดควำมรู้สึกสะดุดอำรมณ์และเข้ำสู่อัตรำจังหวะสองชั้นด้วยท ำนองสองชั้นจำกช่วงแรก แต่บรรเลงให้กระชับขึ้นโดยกำรน ำท ำนองสองชั้นจำกช่วงแรกน ำมำบรรเลงซ้ ำอีกครั้ง เพื่อเป็นกำรเชื่อมโยงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงช่วงแรกและช่วงที่สองให้เป็นเรื่องรำวเดียวกัน โดยส ำเนียงแขกเป็นกำรสื่อกำรรับวัฒนธรรมภำยนอกเข้ำมำผสมผสำนกับวัฒนธรรมภำยในซึ่งประพันธ์โดยกำรใช้ส ำเนียงมอญตำมหลักฐำนทำงโบรำณคดีที่กล่ำวว่ำ วัฒนธรรมทวำรวดีเป็นกลุ่มของชนชำติมอญโบรำณกำรบรรเลงในช่วงที่สองนี้จบลงด้วยอัตรำจังหวะสองชั้นโดยมีกำรบรรเลงกระชับจังหวะให้เร็วขึ้น เพื่อสอดรับกับกำรบรรเลงในช่วงที่สำมที่ใช้อัตรำจังหวะชั้นเดียวต่อไป


33 3) ช่วงที่3 หลอมรวม ก ำหนดให้เป็นกำรบรรเลงในอัตรำจังหวะชั้นเดียว โดยเริ่มต้นจำกกำรเข้ำจังหวะด้วยกำรบรรเลงของเปิงมำงและตะโพนมอญทั้งหมด 8 จังหวะ เป็นลูกเล่นให้รู้สึกสนุกสนำนในจังหวะที่มีกลิ่นอำยของควำมเป็นมอญ จำกนั้นเข้ำสู่ท ำนองเพลงในอัตรำจังหวะชั้นเดียวที่ประพันธ์ขึ้นเป็นส ำเนียงมอญมีควำมยำว 2 บรรทัด เมื่อบรรเลงครบแล้วได้มีกำรน ำท ำนองส ำเนียงแขกอัตรำจังหวะชั้นเดียว ท่อนที่ 1 จำกช่วงที่ 1 น ำมำบรรเลงใหม่อีกครั้งสลับกันกับกำรบรรเลงท่อนที่มีส ำเนียงมอญ โดยกำรน ำท่อนที่ 2 ส ำเนียงแขกในอัตรำจังหวะชั้นเดียวของช่วงที่ 1 มำบรรเลงรับ และได้ประพันธ์ท ำนองในช่วงท้ำยขึ้นมำใหม่ โดยมีกำรใช้ลักษณะของกำรทอนท ำนองจำกวรรคใหญ่สู่วรรคย่อยเช่นเดียวกับลักษณะของท ำนองที่อยู่ในบทเพลงประเภทลูกล้อลูกขัด เพื่อสร้ำงอำรมณ์ที่เร่งเร้ำ ก่อนจบช่วงที่ 3 โดยเมื่อทอนท ำนองจนถึงหน่วยย่อยที่สุดแล้ว จะปล่อยให้เป็นกำรขยี้ตัวโน๊ต 3ตัวโน๊ตเรียงกัน โดยใช้ระนำดตัดทวำรวดีรำงเล็กเป็นผู้บรรเลง จำกนั้นจะเป็นกำรบรรเลงรับทั้งวง ด้วยลีลำลักษณะของกำรรัวส ำเนียงมอญ ตำมลักษณะของคีตลักษณ์ที่นิยมใช้ในกำรบรรเลงเพลงมอญทั่วไปเข้ำมำผสมผสำนในกำรสร้ำงสรรค์ครั้งนี้ด้วย ซึ่งสำมำรถให้ควำมรู้สึกที่แสดงออกถึงควำมยิ่งใหญ่และควำมส ำคัญของวัฒนธรรมทวำรวดีในเมืองอู่ทองโบรำณได้ดียิ่งขึ้น4.2.4โครงสร้ำงเพลงประกอบกำรบรรเลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดีจะเข้บรรเลงเพลงรัว- - รฺ รฺ - ฟฺ - ซฺ - ทฺ - ฟฺ - ซฺ – ทฺ - ฟฺ - ซ - ท - ด - ร - ท - ด – ร - ฟํ - ด - ร - ฟํ - ซ - ร - ฟํ - ซ อัตรำจังหวะสองชั้น[: - - - - - - - ซ - - - ฟ - ซ – รฺ - - - - - - - ซ - - - ฟ - ซ - ท- - - - - - - ซ - - - ฟ - ซ - รฺ - - - - - - - ฟ - - - ซ - รฺ - ดฺ- - ทฺ ทฺ ซฺ ทฺ ดฺ รฺ ฟ ซ ฟ รฺ - ดฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ดฺ - ฟฺ - - ซ ล ซ ล ฟ ซ- ซ ฟํ ร - ด ท ล - - ซ ล ฟ ซ ซ ซ - รฺ - ซ - ฟ – ซ ท ซ ฟ ท - ด – ร - - - ซ - - ฟํ ซ ร ร ล ซ ฟํ ม ร ร ร ช ร ด - ท - - - ท – ล ซ ล ฟ ซ- - - - - - - - - ท – ล ซ ล ฟ ซ ด ร ฟ ช ฟ ซ ล ช ฟ ร ฟ ร - ร - -- - - - - - - - ซ ล ซ ฟํ ม ร ร ร - ท ล ท ล ท ร ซ - ล ซ ฟ ซ ล ฟ ซ- ท ล ท ร ท ล ซ - ล ซ ฟ ซ ล ฟ ซ :]


34อัตรำจังหวะชั้นเดียว- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -- - - - - - - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ ฟ ซ ล ท - ล - ซ- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -- - - - - - - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ ฟ ซ ล ท - ล - ซ- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -- - - - - - - ร - - - - ม ร ด ท - - - - ด ท ล ซ - ซ - ล ซ ล ฟ ซ- - - - - - - ร - - - - ม ร ด ท - - - - ด ท ล ซ - ซ - ล ซ ล ฟ ซ- - - - รฺ ซฺ - ดฺ - - - - รฺ ซฺ - รฺ - - - - - ซ - ฟ ซ ฟ มฺ รฺ มฺ รฺ ดฺ รฺ- - - - ดฺ ซฺ - ดฺ - - - - ดฺ ซฺ - ดฺ - - - - - ฟ - ร ฟฺ รฺ ดฺ ทฺ ดฺ ทฺ ลฺ รฺ- - - - รฺ ซฺ - รฺ - - - - รฺ ซฺ - รฺ - - - - - ซ - ฟ ซ ฟ มฺ รฺ มฺ รฺ ดฺ รฺ- - - - ดฺ ซฺ - ดฺ - - - - ดฺ ซฺ - ดฺ - - - - - ฟ - ร ฟ รฺ ดฺ ทฺ ดฺ ทฺ ลฺ ซฺอัตรำจังหวะสองชั้น- ซ ฟํ ร - ด ท ล - - ซ ล ฟ ซ ซ ซ - ร - ซ - ฟ - ซ ท ซ ฟ ท - ด - ร - - - ซ - - ฟํ ซ ร ร ล ซ ฟํ ม ร ร ร ช ร ด - ท - - - ท – ล ซ ล ฟ ซ- - - - - - - - - ท – ล ซ ล ฟ ซ ด ร ฟ ช ฟ ซ ฟ ช ล ช ฟ ร – ร - -- - - - - - - - ซ ล ซ ฟํ ม ร ร ร - ท ล ท ล ท ร ซ - ล ซ ฟ ซ ล ฟ ซ- ท ล ท ร ท ล ซ - ล ซ ฟ ซ ล - ซ อัตรำจังหวะชั้นเดียว- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -[; รฺ ซ รฺ ร ด ท ล ซ ล ฟ ซ ล- ซ - - - ร - ซ - ฟ - ซ ท ซ ฟ ท ด ร - -- ร - - - ฟํ - ซ - ล ซ ฟํ - ร - - ร ท ด ร ด ท ล ซ ล ฟ ซ ล - ซ - -:][:- - - - รฺ ซฺ - รฺ - - - - รฺ ซฺ - รฺ - - - - - ซ - ฟ ซ ฟ ม ร ม ร ด ร- - - - ด ซ - ด - - - - ด ซ - ด - - - - - ฟ - ร ฟ ร ด ท ด ท ล ซ :][:- ซ - - ร ซ - ร - ร - - ซ ร - ซ - ร ฟ ซ - ฟ ซ ท - ซ ท ด - ท ด ร - ร - - - ฟํ - ซ - ล ซ ฟ - ร - - - ท ด ร ด ท ล ซ ล ฟ ซ ล - ซ - -:]- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -- - - - - - - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ ฟ ซ ล ท - ล - ซ- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -- - - - - - - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ - ซ ฟ ซ ล ท - ล - ซ- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -- - - - - - - ร - - - - ม ร ด ท - - - - ด ท ล ซ - ซ - ล ซ ล ฟ ซ


35- - - - - - - ร - - - - ม ร ด ท - - - - ด ท ล ซ - ซ - ล ซ ล ฟ ซ- ซ - ฟ - ซ - รฺ - ซ - ฟ - ซ - รฺ - ซ - ฟ - ซ - ท - ซ - ฟ - ซ - ท- ซ - ฟ - ซ - รฺ - ซ - ฟ - ซ - รฺ - ซ - ฟ - ซ - ท - ซ - ฟ - ซ - ท- ซ - ฟ - ซ - รฺ - ซ - ฟ - ซ - ท - ซ - ฟ - ซ - รฺ - ซ - ฟ - ซ - ท- ซ - ฟ - ซ - ท - ซ - ฟ - ซ - ท - ด - ซ - ท - ด - ร - ท - ด - ร - ด - ท - ด - ร - ด - ท - ด - ร - ด - ท - ด - ร - ด - ท - ด - ร ทด ร ทด ร ทด ร ทด ร - - - - - - - ร - - - - - - - ด - - - - - - - ท- - - - - - - ล - - - - - - - ซ - - - - - - - ด - - - - - - - ฟ- - - - - ซ - ล - ซ - ล - ฟ - ซ


364.5ผลกำรประเมินกำรประพันธ์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดีคณะผู้จัดท ำได้ด ำเนินกำรประพันธ์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดีและด ำเนินกำรให้ผู้เชี่ยวชำญตรวจสอบและประเมินกำรสร้ำงสรรค์เพลง กับกำรพัฒนำ ผลงำนเพลงในกำรประกอบกำรประพันธ์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี ผลกำรประเมิน ดังตำรำงตำรำง ผลกำรประเมินกำรประพันธ์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดีดังนี้ที่ ข้อค ำถำมผู้เชี่ยวชำญคน แปลผลที่ 1คนที่2คนที่3IOC1แต่ละช่วงของบทเพลงให้อำรมณ์ควำมสอดคล้องกับกำรแสดง1 1 1 1 เพลงมีคุณภำพใช้ได้2ท ำนองเพลงสำมำรถเล่ำเรื่องรำวควบคู่ไปกับกำรแสดงได้อย่ำงดี1 1 1 1 เพลงมีคุณภำพใช้ได้3 ท ำนองเพลงมีควำมสร้ำงสรรค์ 1 1 1 1 เพลงมีคุณภำพใช้ได้4ท ำนองเพลงสำมำรถสื่อถึง ควำมเป็นทวำรวดีได้อย่ำงลึกซึ้ง 1 1 1 1 เพลงมีคุณภำพใช้ได้5รูปแบบเครื่องดนตรีที่น ำมำประสมวงให้เป็นดนตรีร่วมสมัย 1 1 1 1 เพลงมีคุณภำพใช้ได้6กำรบรรเลงประสำนเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดผสมผสำนได้เป็นอย่ำงดี1 1 1 1 เพลงมีคุณภำพใช้ได้7อัตรำจังหวะของเพลงมีควำมหลำกหลำยและสนุกไปกับกำร แสดง1 1 1 1 เพลงมีคุณภำพใช้ได้8ท ำนองเพลงมีควำมไพเรำะ รำบรื่น 1 1 1 1 เพลงมีคุณภำพใช้ได้9กำรปะติดปะต่อของเพลง มีควำมเรียบเนียน 1 1 1 1 เพลงมีคุณภำพใช้ได้10ท ำนองเพลงสำมำรถท ำให้ ผู้ชมคล้อยตำมได้ 1 1 1 1 เพลงมีคุณภำพใช้ได้ผลกำรประเมินกำรประพันธ์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี 1ตำรำง ผลกำรประเมินกำรประพันธ์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี


37จำกตำรำง ผลกำรประเมินกำรประพันธ์บทเพลงสร้ำงสรรค์ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี พบว่ำ ผู้เชี่ยวชำญจ ำนวน 3 คน เห็นถึงควำมสอดคล้องของกำรประพันธ์บทเพลงสร้ำงสรรค์ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี มีควำมคิดสร้ำงสรรค์เหมำะสมกับกำรแสดง จำกกำรประเมินภำพรวมอยู่ในระดับดีมำก เมื่อพิจำรณำตำมค่ำดัชนีควำมสอดคล้อง IOC เท่ำกับ 1 แปลผล เพลงมีคุณภำพใช้ได้ มีรูปแบบของกำรบรรเลงที่สร้ำงสรรค์และสำมำรถน ำไปใช้บรรเลงบทเพลงสร้ำงสรรค์ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี


38บทที่ 5สรุปผล อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ โครงงำนสร้ำงสรรค์กำรประพันธ์เพลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี กรณีศึกษำเมืองโบรำณอู่ทองอ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มีวัตถุประสงค์ในกำรด ำเนินกำรเพื่อศึกษำประวัติควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีและเพื่อสร้ำงสรรค์บทเพลงบรรยำยเรื่องรำวและควำมส ำคัญของเมืองโบรำณอู่ทอง ในฐำนะเมืองโบรำณสมัยทวำรวดีที่มีควำมส ำคัญต่อประวัติศำสตร์ของจังหวัดสุพรรณบุรีและประเทศไทย โดยสรุปได้ดังต่อไปนี้ 5.1 สรุปผลกำรศึกษำ 5.2 อภิปรำยผล 5.3 ข้อเสนอแนะ5.1 สรุปผลกำรศึกษำ 5.1.1 เพื่อศึกษำประวัติควำมเป็นมำของเมืองโบรำณอู่ทอง อ ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีพบว่ำเมืองโบรำณอู่ทองมีควำมเจริญรุ่งเรืองโดยเฉพำะในช่วงเวลำของอิทฺธิพลทวำรวดีที่ได้รับคติค่ำนิยมควำมเชื่อจำกกำรติดต่อค้ำขำยกับดินแดนภำนอกโดยเฉพำะอย่ำงยิ่งชนชำติอินเดียที่เข้ำมำติดต่อค้ำขำยรวมทั้งยังเอำควำมเชื่อทำงศำสนำทั้งพรำหมณ์-ฮินดูและศำสนำพุทธเข้ำมำมีบทบำทอย่ำงยิ่งต่อกำรพัฒนำระบบสังคมหลำกหลำยด้ำนตำมหลักฐำนที่หลงเหลือมำสู่ยุคปัจจุบัน เช่น โบรำณสถำน โบรำณวัตถุ กำรจำรจำรึกที่มีกำรใช้ตัวอักษรปัลลวะนับเป็นกำรสร้ำงอำรยธรรมเริ่มแรกและเป็นรำกฐำนส ำคัญของศิลปวัฒนธรรมไทยจนอำจกล่ำวได้ว่ำเมืองโบรำณอู่ทองเป็นดั่งรุ่งอรุณของสยำมประเทศ 5.1.2 เพื่อสร้ำงสรรค์บทเพลงบรรยำยเรื่องรำวและควำมส ำคัญของเมืองโบรำณอู่ทอง คณะผู้ศึกษำได้เห็นถึงควำมส ำคัญจำกประวัติศำสตร์อันยำวนำนและทรงคุณค่ำของเมืองโบรำณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จึงเกิดแรงบันดำลใจในกำรสร้ำงสรรค์บทเพลง ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี โดยกำรน ำหลักฐำนทำงโบรำณคดีทั้งทำงด้ำนภูมิศำสตร์ที่ตั้งของเมือง โบรำณสถำน โบรำณวัตถุที่มักจะแสดงออกถึงควำมศรัทธำในกำรนับถือศำสนำโดยเฉพำะศำสนำพุทธและพรำหมณ์-ฮินดู ซึ่งถูกสร้ำงด้วยงำนศิลปกรรมที่แสดงออกอย่ำงงดงำม แสดงถึงภูมิปัญญำอันทรงคุณค่ำของคนโบรำณจนน ำมำสู่กำรใช้ศิลปะทำงด้ำนดุริยำงคศิลป์มำเป็นตัวแทนในกำรแสดงออกถึงคุณค่ำเหล่ำนั้น โดยแบ่งกำรบรรเลงออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 บรรยำยถึงจินตภำพของเมืองโบรำณอู่ทองในอดีตด้วยกำรใช้ท ำนองเพลงที่แสดงถึงควำมยิ่งใหญ่อลังกำรพร้อมทั้งท ำนองที่แสดงออกถึงควำมสงบเยือกเย็น ควำมร่มเย็นเป็นสุขและควำมศรัทธำในศำสนำ ช่วงที่ 2 บรรยำยถึงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงวัฒนธรรม


39อินเดียที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยใช้ท ำนองและกำรออกแบบกำรบรรเลงให้มีกลิ่นอำยและส ำเนียงแขกมีควำมรวดเร็วสนุกสนำนด้วยกำรเล่นของจังหวะเครื่องหนังและท ำนองเพลงสลับกันไปมำและจบลงด้วยท ำนองช้ำในส ำเนียงมอญอีกครั้ง ช่วงที่ 3 บรรยำยถึงควำมสัมพันธ์สอดคล้องของวัฒนธรรมอินเดียและวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่ำนกำรประพันธ์เพลงที่ใช้ส ำเนียงมอญและส ำเนียงแขกบรรเลงสลับกันไปมำได้อย่ำงกลมกลืนมีควำมสนุกสนำนแต่แฝงไปด้วยควำมเข้มขลังเพื่อแสดงออกถึงกำรยอมรับวัฒนธรรมซึ่งกันและกันของผู้คนในเมืองโบรำณอู่ทองแล้วจบลงด้วยท ำนองรัวที่เข้มขลังสื่อถึงพื้นที่เขตแดนอันศักดิ์สิทธิของเมืองโบรำณอู่ทองตำมกำรบรรเลงในชื่อชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี5.2 อภิปรำยผล ผลกำรศึกษำกำรประพันธ์เพลงสร้ำงสรรค์ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดีพบว่ำ ในกำรประพันธ์ท ำนองเพลงนั้นจะต้องสร้ำงสรรค์ในเรื่องของท ำนองและจังหวะให้สอดคล้องกับรูปแบบของกำรบรรเลงในแต่ละช่วงโดยต้องอำศัยควำมรู้ควำมเข้ำใจในประวัติศำสตร์และโบรำณคดีเป็นอย่ำงสูงรวมถึงควำมซำบซึ้งเห็นคุณค่ำควำมงำมของงำนศิลปกรรมโบรำณสถำน โบรำณวัตถุผ่ำนกำรตีควำมด้วยจินตนำกำรสร้ำงสรรค์เป็นจังหวะและท ำนองเพลงขึ้นมำ จำกควำมรู้ทำงด้ำนทฤษฎี หลักกำรประพันธ์เพลงไทยและทฤษฎีทำงด้ำนดุริยำงคศิลป์สำกล เช่น หลักกำรประสำนเสียงน ำมำบูรณำกำรร่วมกันโดยยึดถือระเบียบกำรประพันธ์เพลงไทยเป็นหลักอันประกอบไปด้วยควำมรู้เกี่ยวกับหลักกำรประสมวง ทฤษฎีของเสียง กำรสร้ำงสรรค์ท ำนองและจังหวะให้เป็นไปตำมส ำเนียงเพลงที่ต้องกำรได้เพื่อสื่อควำมหมำยจำกเสียงดนตรีที่ผ่ำนกำรบรรเลงจำกวงดนตรีที่สร้ำงสรรค์ขึ้นมำโดยเฉพำะส ำหรับกำรบรรเลงครั้งนี้ จำกรำกฐำนดั้งเดิมและกำรผสมผสำนเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ฟังเกิดจิตภำพ สุนทรียภำพทั้งอำรมณ์ที่สนุกสนำน ควำมอิ่มเอมผ่ำนกำรบรรเลง จำกกำรประพันธ์บทเพลงสร้ำงสรรค์ในครั้งนี้ คณะผู้คึกษำได้ออกแบบรูปแบบของกำรบรรเลงทั้งท ำนองและจังหวะให้สอดคล้องกับควำมหมำย ภูมิศรัทธำทวำรวดี อันสื่อถึงเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนโบรำณเมืองอู่ทองตำ หลักฐำนกำรพบจำรึกปุษยคีรีบริเวณเขำท ำเทียมท ำให้เห็นหน้ำที่กำรใช้งำนของภูเขำแห่งนี้อันเป็นเขตศักดิสิทธิ์ยำวนำนเรื่อยมำจนถึงปัจจุบัน นอกจำกนี้กำรสร้ำงสรรค์บทเพลงภูมิศรัทธำทวำรวดียังมุ่งหมำยที่จะเชิดชูประวัติศำสตร์ท้องถิ่น โดยกำรค ำนึงถึงโอกำสกำรน ำไปใช้เพื่อสนับสนุนชุมชนเป็นกำรประชำสัมพันธ์และส่งเสริมกำรท่องเที่ยวของเมืองโบรำณอู่ทอง ซึ่งผลงำนในกำรประพันธ์เพลงครั้งนี้นอกจำกจะสำมำรถบรรเลงเพื่อสุทรียจำกกำรฟังได้แล้วยังสำมำรถน ำไปใช้กับกำรแสดงที่ต้องกำรกลิ่นอำยควำมเป็นทวำรวดีได้อีกด้วย นอกจำกนี้ผลกำรสร้ำงสรรค์กำรประพันธ์เพลงชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี พบว่ำ ท ำนองเพลง จังหวะและรูปแบบของกำรบรรเลงมีควำมสัมพันธ์กับควำมหมำยที่สื่อถึงควำมส ำคัญของเมืองโบรำณอู่ทอง เมื่อพิจำรณำจำกกำรประเมินค่ำดัชนีควำมสอดคล้อง IOC เท่ำกับ 1 แปลผล เพลงมีคุณภำพใช้ได้ มีรูปแบบของกำรบรรเลงที่สร้ำงสรรค์สำมำรถใช้ในกำรบรรเลงเพื่อกำรฟังและใช้ประกอบกำรแสดงสร้ำงสรรค์ที่มีกลิ่นอำยของทวำรวดีได้


405.3 ข้อเสนอแนะ ผลงำนกำรประพันธ์เพลงสร้ำงสรรค์ชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี เป็นกำรประพันธ์ที่สร้ำงสรรค์ขึ้นตำมทฤษฎีกำรประพันธ์เพลงไทยเป็นหลัก มีกำรผสมผสำนทฤษฎีกำรประสำนเสียงของดนตรีตะวันตกเพียงเล็กน้อย โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกำรสร้ำงสรรค์กำรประพันธ์เพลงชุดนี้ดังต่อไปนี้ 5.3.1 ข้อเสนอแนะส ำหรับกำรสร้ำงสรรค์กำรประพันธ์เพลงชุด ภูมิศรัทธำทวำรวดี เป็นกำรประพันธ์ที่ต้องใช้ควำมรู้ทำงประวัติศำสตร์โบรำณคดีเข้ำมำบูรณำกำรกับทฤษฎีกำรประพันธ์เพลงไทย ต้องมีควำมรู้ควำมเข้ำใจในทั้งสองสำขำวิชำนี้อย่ำงถ่องแท้ รวมถึงกำรน ำประสบกำรณ์ทักษะกำรบรรเลงในฐำนะนักดนตรีไทยเข้ำมำส่งเสริม ในกำรสร้ำงกลเม็ดส ำหรับกำรบรรเลงเครื่องดนตรีชิ้นต่ำงๆให้มีควำมไพเรำะ สอดคล้องกับท ำนองเพลงและจังหวะในแต่ละช่วงได้อย่ำงเหมำะสม 5.3.2 ข้อเสนอแนะต่อกำรน ำผลงำนสร้ำงสรรค์ไปใช้ คือ สำมำรถน ำเพลงที่ได้ประพันธ์นี้มำพัฒนำต่อยอดหรือเป็นแนวคิดให้กับผู้สนใจในกำรประพันธ์เพลงน ำไปเป็นแนวทำงในกำรประพันธ์รวมถึงกำรน ำบทเพลงออกเผยแพร่ในโอกำสต่ำงๆของชุมชน เพื่อเป็นกำรส่งเสริมเศรษฐกิจและกำรท่องเที่ยวของชุมชนผ่ำนงำนศิลปะด้ำนดุริยำงคศิลป์ต่อไป


41บรรณำนุกรมชัยภัค ภัทรจินดำ. (2563). กำรศึกษำกำรเรียบเรียงเสียงประสำนดนตรีร่วมสมัย กรณีศึกษำชุด ในดวงใจนิรันดร์ (บรรเลงเพลงฟ้ำ). ปริญญำนิพนธ์ชนะชัย กอผญจ. (2554). กำรสร้ำงสรรค์บทเพลง วิฬำเริงส ำรำญ. วิทยำนิพนธ์ ดร.ธิดำ สำระยำ. หนังสือทวำรวดีต้นประวัติศำสตร์ไทยและหนังสืออำรยธรรมไทย. ค้นหำเมื่อวันที่ 20 มิถุนำยน พ.ศ.2565ลักษณำวดี จตุร. (2543). งำนสร้ำงสรรค์เพลงระบ ำชุดโบรำณคดีของครูมนตรี ตรำโมทวิทยำนิพนธ์ สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง (2561) แนวคิดใหม่เกี่ยวกับพัฒนำกำรทำงวัฒนธรรมของเมืองโบรำณอู่ทอง. งำนวิจัยสุจิตต์วงเทศ. (2549). หนังสือสุวรรณภูมิต้นกระแสประวัติศำสตร์ไทย ค้นหำเมื่อวันที่ 20 มิถุนำยน พ.ศ.2565สมนึก แสงอรุณ (2562) สำระกำรประพันธ์เพลงไทยตำมแนวทำงของพันโทเสนำะ หลวงสุนทร(ศิลปินแห่งชำติ) สำรวำรสมบุญ เขียวขะวงษ์. ผู้เชี่ยวชำญด้ำนโบรำณคดีเมืองโบรำณอู่ทอง. สัมภำษณ์เมื่อวันที่ 3 กันยำยน พ.ศ.2565เกื้อ ตู้แก้ว. กรรมกำรวัดเขำท ำเทียม. สัมภำษณ์เมื่อวันที่ 3 กันยำยน พ.ศ.2565


Click to View FlipBook Version