The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารที่สแกน (3)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kanthida Noisee, 2022-10-30 08:10:07

เอกสารที่สแกน (3)

เอกสารที่สแกน (3)

บทที่ 1

บทนำ

ท่ีมำและควำมสำคัญของปัญหำ

พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่าการจัดการศึกษา
ต้องยดึ หลกั วา่ นักเรยี นทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนทุกคนมีความสาคัญ
ท่ีสุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้นักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตา ม
ศักยภาพ ความตามมาตรา 24 (1) บญั ญตั ิวา่ การจดั กระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานท่ี
เก่ียวข้องจัดเน้อื หาสาระและกจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั ความสนใจและความถนัดของนักเรียนโดยคานึงถึง
ความแตกต่างระหว่างบุคคล และความตอนหน่ึง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้
การวจิ ยั เปน็ สว่ นหนง่ึ ของกระบวนการเรยี นรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่า ให้สถานศึกษาพัฒนา
กระบวนการเรยี นการสอนท่มี ีประสทิ ธิภาพ รวมท้ังส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ท่ี
เหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละสถานศึกษา จากความตามมาตราดังกล่าวถึงตีความว่า ภายหลังท่ีผู้สอน
จัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ใดๆ ด้วยวิธีและเทคนิคการสอนวิธีการใดวิธีการหนึ่งแล้ว เมื่อทา
การวัดและประเมินผลพบว่ามีผลอย่างใดอย่างหน่ึงคือ จานวนนักเรียนทั้งชั้นเรียน จานวนนักเรียน
ส่วนมากของชั้นเรียนหรือนักเรียนจานวนส่วนน้อยของช้ันเรียนมีผลการเรียนรู้ด้านการอ่านคาควบกล้า
ตา่ กว่าเกณฑม์ าตรฐานท่ผี ูส้ อนกาหนดข้นึ ผลการประเมนิ ดงั กล่าวไมส่ ามารถลงข้อสรุปว่า ผลการเรียนรู้
ด้านการอ่านคาควบกล้าของนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกาหนดและถูกตัดสินให้ “ตก” ใน
สาระการเรียนรู้น้ัน แต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการที่นักเรียนมีผลการเรียนรู้ด้านการอ่านคาควบ
กล้าต่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานท่ีกาหนดอาจเป็นเพราะว่า วิธีและเทคนิคการสอนตามท่ีผู้สอนนามาใช้จัด
กิจกรรมการเรียนรู้อาจนั้นไม่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของนักเรียน ดังน้ัน ผู้สอนจึงต้อง
ค้นหาวิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ท่ีเหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของนักเรียน การทาวิจัย
ของผู้สอนจะใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า วิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ท่ีผู้สอนนามาใช้จัดกิจกรรมการ
เรียนรู้นั้นมีผลการพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านการอ่านคาควบกล้าของนักเรียนหรือไม่อย่างไร เม่ือ
เปรียบเทียบเปรียบเทียบกับวิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิม ด้วยเหตุดังกล่าวจึงตอบคาถามว่า ทาไม
ผู้สอนจึงต้องทาวจิ ัย ท้ังวิจยั เพื่อพัฒนาและแก้ปญั หานักเรียน

2

ท 1.1 ป.5/1 กาหนดขอ้ ความเฉพาะตวั ชวี้ ดั ว่า คาท่ีมพี ยัญชนะตน้ สองตวั เรียงกนั ประสมสระ
เดียวกันและอา่ นออกเสยี งพยัญชนะต้นทั้งสองตวั พร้อมกัน ออกเสียงควบหรือกล้ากนั พยัญชนะตัวควบ
คือตวั หลงั ทเ่ี ป็นเสยี งกลา้ มเี พยี งสามตัว คือ ร ล ว (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน
2551) สาระการเรยี นรู้แกนกลางดังกล่าวกาหนดอยู่ในหนังสือเรียนรายวิชาพนื้ ฐานภาษาไทย เล่ม 1
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยเรอ่ื ง การอา่ นออกเสยี งคาควบกล้า หนังสือดงั กล่าวจดั ทาโดยอกั ษรเจรญิ
ทศั น์การสอนภาษาไทย หรอื อจท.

โรงเรียน ท่าปลาอนุสรณ์ ๑ ต้ังอย่เู ลขที่ 78 หมทู่ ี่ 1 ตาบล ท่าปลา อาเภอ ท่าปลา จังหวัด
อุตรดติ ถ์ เปน็ โรงเรียนขนาดกลาง สังกดั สพฐ จดั การศึกษาตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ให้กับนกั เรยี นระดบั ชั้น อนบุ าล1 ถงึ ระดับชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6
ปัจจุบันมีครูจานวนทัง้ ส้ิน 27 คน และมนี กั เรียนรวมทุกระดับชัน้ จานวน 557 คน ผู้วจิ ัยในฐานะครทู า
หน้าทีจ่ ดั กิจกรรมการเรียนรรู้ ายวชิ าภาษาไทย ให้กบั นักเรียนระดับช้ัน ป.5 เป็นระยะเวลาตง้ั แต่เดอื น
กรกฎาคม ถงึ เดอื นตุลาคม เฉพาะเร่ือง การอ่านออกเสียงคาควบกลา้ ของรายวชิ าดังกลา่ วจะจัด
กจิ กรรมการเรียนรู้โดยใช้วธิ ีการสอนแบบเชิงรุก (Active learning) เนน้ ให้ผู้เรียนมสี ว่ นรว่ มและมี
ปฏิสมั พันธก์ บั กจิ กรรมการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนร้ดู า้ นการอา่ นคาควบกล้าประเมนิ 3 ดา้ น
รวมกนั คือ ด้านความรู้(K) ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) และดา้ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) และ
กาหนดระดับผลการประเมินเป็น 4 ระดับ คือ ดีมาก ดี พอใช้ และต้องปรับปรุง สาหรบั เกณฑก์ ารประเมิน
ผ่านเฉพาะรายบุคคลนั้น นักเรียนแตล่ ะคนตอ้ งมผี ลการเรยี นรดู้ า้ นการอา่ นคาควบกล้าตั้งแตร่ ะดับดี ส่วน
เกณฑ์การประเมินผา่ นรวมท้ังชั้นเรยี นนั้น ตอ้ งมีนักเรียนอยา่ งน้อยรอ้ ยละ 70 ของจานวนท้ังหมดมีผล
การเรยี นรู้ดา้ นการอา่ นคาควบกล้าตง้ั แต่ระดับ ดี

จากการวัดและประเมินผลรวมท้ังชั้นเรียนเร่ืองการอ่านออกเสียงคาควบกล้าตามเกณฑ์การ
ประเมินผ่านดังกล่าวก่อนหน้าพบว่า นักเรียนที่มีผลการเรียนรู้ด้านการอ่านคาควบกล้าระดับ ดี จานวน
12 คน คิดเป็นร้อยละ 60 ของจานวนทั้งหมด ซ่ึงต่ากว่าเกณฑ์ที่กาหนดคือร้อยละ 70 ของจานวน
ทั้งหมด จากการสัมภาษณ์นักเรียนพบว่า สาเหตุที่ทาให้ผลการเรียนรู้ด้านการอ่านคาควบกล้าต่ากว่า
เกณฑ์การประเมินผ่านท่ีกาหนดเป็นเพราะว่า ปัญหาส่วนมากคือ ผู้เรียนไม่สามารถอ่านคาควบกล้าได้
ถูกต้อง นักเรียนคิดว่าอ่านแบบไหนก็อ่านได้ ซ่ึงปัญหาหรือข้อบกพร่องเหล่าน้ีหากไม่ได้รับการแก้ไข
ต้ังแต่เร่ิมต้น จะส่งผลกระทบต่อการเรียนในครั้งต่อไป จากเน้ือหาเบ้ืองต้นท่ีนักเรียนจะต้องมีความรู้
ความเขา้ ใจ มคี วามคิดรวบยอด มคี วามรูใ้ นเนอื้ หาน้ัน จึงจะสามารถนาความรู้เรื่องนั้นๆ ไปใช้ประโยชน์
ในการเรียนเน้ือหาต่อไปได้ ผู้สอนจะต้องใช้วิธีการสอนวิธีการเดียวกันกับผู้เรียนทุกคนโดยไม่คานึงถึง
ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อมหรือประสบการณ์เดิมของผู้เรียน จากสาเหตุของปัญหาและ

3

ความสาคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านออกเสียงคาควบกล้าดังกล่าวก่อนหน้าผู้วิจัยใน
ฐานะผู้สอนจึงต้องทาการวิจัยเพ่ือปรับปรุงผลการเรียนรู้ด้านการอ่านคาควบกล้าเร่ืองการอ่านออกเสียง
คาควบกล้าของนกั เรียนระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี5

โฟนกิ ส์ (Phonics) ถอื เปน็ วธิ ีการเรียนการสอนอ่านออกเสียงท่ีมีประสิทธิภาพและกาลังได้รับ
ความนิยมเป็นอย่างย่ิงในขณะน้ี โฟนิกส์จะเน้นไปท่ีเสียงของแต่ละตัวอักษร (Letter Sound) รวมถึง
ความสัมพนั ธข์ องเสียงและตัวอักษรต่าง ๆ เพราะเมอ่ื ร้จู ักเสียงของตัวอักษรแล้ว เด็ก ๆ หรือผู้ที่ต้องการ
เร่ิมต้นอ่านออกเสียงก็จะสามารถใช้เสียงของพยัญชนะต่าง ๆ เป็นพ้ืนฐานในการ “ถอดรหัส”
(Decode) ผ่านการประสมเสียง Letter Sound หรือท่ีเรียกว่า “Blending” เพ่ืออ่านออกเสียงคาใหม่
ๆ หรือคาที่ไม่คุ้นเคยได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยการท่องจาเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ในการเรียน
ภาษาไทยแบบดั้งเดิมท่ีคุณครู และคุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจคุ้นเคย เรามักจะอ่านออกเสียงด้วยการ
สะกดพยญั ชนะและสระแต่ละตัว เช่น คาว่า “กรัม” หลายคนคงเรียนโดยการท่องจาว่า กอ-รอ-อะ-มอ
อา่ นว่า กรมั แต่สาหรับการเรียนแบบโฟนิกส์ (Phonics) น้ัน ผู้เรียนจะถอดเสียงของพยัญชนะแต่ละตัว
เพอ่ื นามาประสมกัน ได้แก่ กะ - รา ซึ่งจะเห็นไดว้ ่าเมือ่ อ่านเร็ว ๆ ก็จะอ่านไดเ้ ปน็ คาวา่ “กรมั ”
ปุณยวัจน์ วรรณคาม (2564) ทาการวจิ ัยเรื่องผลของการใช้วธิ ีสอนโฟนิกส์ในการพัฒนาความสามารถใน
การสื่อสารภาษาอังกฤษ กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนวัดหนองผักนาก โดยใช้แผนการ
จัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนโฟนิกส์ในการพัฒนาความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 4

สือ่ มัลตมิ เี ดีย คอื การใชค้ อมพวิ เตอรส์ ่ือความหมายโดยการผสมผสานส่อื หลายชนดิ เช่น
ข้อความ กราฟ ภาพศิลป์ (Graphic Art) เสียง ภาพเคล่ือนไหว (Animation) และวดี ทิ ศั น์ เป็นตน้
ถ้าผใู้ ช้สามารถควบคุมส่ือเหล่านี้ใหแ้ สดงออกมาตามต้องการได้ ระบบนจ้ี ะเรยี กวา่ มัลตมิ ีเดีย
ปฏสิ มั พนั ธ์ (Interactive Multimedia) การปฏสิ ัมพันธ์ของผใู้ ชส้ ามารถจะกระทาได้โดยผ่านทาง
คยี ์บอรด์ (Keyboard) เมาส์ (Mouse) หรอื ตัวช้ี (Pointer) เป็นตน้ การใช้สอื่ มัลติมเี ดยี ในลกั ษณะ
ปฏิสมั พนั ธ์ก็เพื่อชว่ ยใหผ้ ูใ้ ชส้ ามารถเรียนรหู้ รอื ทากิจกรรม รวมถงึ ดูสือ่ ต่างๆ ดว้ ยตนเองได้ สอ่ื ตา่ งๆ
ท่นี ามารวมไวใ้ นสื่อมัลตมิ เี ดยี เช่น ภาพ เสียง วดี ิทศั น์ จะช่วยใหเ้ กิดความหลากหลายในการใช้
คอมพวิ เตอร์อันเปน็ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในแนวทางใหม่ท่ที าใหก้ ารใช้คอมพิวเตอร์น่าสนใจ และเรา้
ความสนใจ เพิม่ ความสนุกสนานในการเรยี นร้มู ากยิ่งขึน้

ดว้ ยบทบาทหนา้ ท่ีของผู้สอน ตามพ.ร.บ. การศกึ ษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มาตรา ท่ี 22 มาตรา ท่ี
24 วงเลบ็ 5 มาตราท่ี 30 และจากสภาพของปัญหาและความสาคญั ของการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้เรื่อง
(สาระการเรยี นรู้)การอา่ นออกเสยี งคาควบกลา้ ผู้สอนจงึ มีแนวคิดท่ีจะทาวจิ ยั เพือ่ ปรับปรุงผลการเรียนรู้
ดา้ นการอ่านคาควบกลา้ ของนักเรียนระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 โรงเรยี นท่าปลาอนุสรณ์ 1 โดยใช้สอื่
มัลตมิ เี ดยี เทคนคิ แบบโฟนกิ ส์ ผลการวิจัยจะทาให้นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 มีผลการเรียนรู้ดา้ น
การอ่านคาควบกลา้ เรื่องการอ่านออกเสียงคาควบกล้าเพิ่มขึ้น

4

คำถำมกำรวิจัย

1. การปรบั ปรุงสอื่ มัลติมเี ดียเทคนคิ แบบโฟนิกส์ สาหรบั การจดั กิจกรรมการเรียนรเู้ พ่ือปรับปรงุ
เร่ืองการอ่านออกเสียงคาควบกล้าของนักเรียนระดบั ช้นั ป.5 โรงเรยี นท่าปลาอนุสรณ์ 1 อาเภอทา่ ปลา
จงั หวดั อุตรดติ ถ์ ทาอย่างไร

2. ผลการทดลองใช้ส่ือมัลติมีเดียเทคนิคแบบโฟนิกส์ จดั กิจกรรมการเรยี นรู้เร่อื งการอ่านออก
เสยี งคาควบกลา้ กบั นักเรยี นระดบั ช้ันป.5 โรงเรียนท่าปลาอนสุ รณ์ 1 อาเภอท่าปลา จังหวัดอตุ รดิตถ์
เป็นอยา่ งไร

3. ระดับความพงึ พอใจของนักเรียนระดับช้ันป.5 โรงเรยี นท่าปลาอนสุ รณ์ 1 อาเภอท่าปลา
จังหวัดอตุ รดิตถ์ ที่มตี อ่ การทดลองใช้สื่อมลั ติมเี ดยี เทคนคิ แบบโฟนกิ ส์ จัดกิจกรรมการเรยี นรู้เรือ่ งการ
อา่ นออกเสยี งคาควบกลา้ เปน็ อย่างไร

วัตถุประสงคก์ ำรวิจยั

1. เพ่ือพฒั นาสือ่ มลั ติมเี ดยี เทคนิคแบบโฟนิกส์สาหรับพัฒนาผลการเรยี นรู้ดา้ นการอา่ นคาควบ
กล้าเรื่องการอา่ นออกเสยี งคาควบกล้าของนักเรยี นระดบั ช้ันป.5 โรงเรียนทา่ ปลาอนุสรณ์ 1 อาเภอท่า
ปลา จงั หวดั อตุ รดิตถ์

2. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้สอ่ื มลั ตมิ ีเดยี เทคนิคแบบโฟนิกส์ จัดกจิ กรรมการการ
อา่ นออกเสยี งคาควบกลา้ ของนกั เรียนระดับชนั้ ป.5 โรงเรียนทา่ ปลาอนสุ รณ์ 1 อาเภอท่าปลา จังหวดั
อตุ รดติ ถ์

3. เพ่ือศึกษาระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรียนระดับชัน้ ป.5 โรงเรยี นท่าปลาอนสุ รณ์ 1 อาเภอ
ทา่ ปลา จงั หวดั อุตรดติ ถ์ท่มี ีต่อการทดลองใช้ส่ือมัลติมีเดยี เทคนคิ แบบโฟนกิ ส์ จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
เร่ืองการอา่ นออกเสยี งคาควบกลา้

ผลและประโยชน์ทีค่ ำดว่ำจะไดร้ ับ

1. มีสื่อมลั ติมเี ดียเทคนิคแบบโฟนิกส์ทใี่ ช้สาหรับการจัดกจิ กรรมเรียนรูเ้ รอื่ งการอ่านออกเสยี ง
คาควบกล้าให้กบั นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5 โรงเรียนท่าปลาอนสุ รณ์ 1

2. นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งชั้นเรียน โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์1 มีผลสัมฤทธิ์
การเรยี นรเู้ ร่ืองการอ่านออกเสยี งคาควบกล้าทค่ี ุณภาพระดับดขี ึ้นไป เมอื่ ใช้สื่อมลั ติมเี ดยี เทคนิคแบบ
โฟนกิ ส์ ทใี่ ช้ทฤษฎีการสรา้ งความร้ดู ้วยตนเองจดั กจิ กรรมการเรียนรู้แทนวิธีและเทคนิคการสอนวธิ ีเดมิ

5

ขอบเขตกำรวิจยั

1. ขอบเขตดำ้ นแหล่งขอ้ มูล
ประชากรคือ นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์ 1

จงั หวัดอตุ รดติ ถ์ เทยี บเคยี งประชากรที่มจี านวนไมจ่ ากดั (Infinite Population)
2. ขอบเขตด้ำนตัวแปร
2.1 ตวั แปรอิสระ
1. การทาแบบทดสอบเร่ืองการอา่ นคาควบกลา้ ก่อนการทดลองใช้สื่อมัลติมเี ดียแบบ

เทคนิคโฟนิกส์ (Pre-test)
3. การทดลองจัดกจิ กรรมการเรียนรูเ้ ร่ืองการอ่านออกเสียงคาควบกล้า กับนักเรียน

ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์ 1 อาเภอท่าปลา จงั หวดั อุตรดติ ถ์ โดยใช้ใช้สอื่
มัลติมเี ดยี แบบเทคนคิ โฟนกิ ส์

2.2 ตวั แปรตำม
1. คะแนนจากการทาแบบทดสอบเรอ่ื งการอ่านคาควบกล้าก่อนการทดลองใช้ส่อื

มลั ติมีเดียแบบเทคนคิ โฟนิกส์ (Pre-test)
2. ผลการเรยี นรู้ด้านการอ่านคาควบกล้าเรือ่ งการอ่านออกเสียงคาควบกลา้ จากการ

ทดลองจดั กจิ กรรม การเรียนรู้กับนกั เรียนระดับช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรยี นทา่ ปลาอนุสรณ์ 1
อาเภอท่าปลา จังหวดั อตุ รดิตถ์ โดยใช้ สือ่ มัลตมิ เี ดียแบบเทคนิคโฟนิกส์

3. ระดบั ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรยี นท่าปลา
อนุสรณ์ 1 อาเภอท่าปลา จงั หวัดอตุ รดิตถ์ ที่มีต่อการทดลองจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรื่องการอ่านออก
เสียงคาควบกลา้ โดยใช้สื่อมลั ตมิ ีเดียแบบเทคนิคโฟนิกส์

3. ขอบเขตดำ้ นเนอ้ื หำ
การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้เรื่องการอา่ นออกเสียงคาควบกล้า ตามตัวชว้ี ัดท่ี ท 1.1

มาตรฐานการเรียนรู้ใช้กระบวนการอ่านสรา้ งความรแู้ ละความคดิ เพ่อื นาไปใช้ตัดสนิ ใจ แก้ปญั หาในการ
ดาเนินชวี ติ และมนี สิ ัยรักการอา่ น และสาระท่ี 1 เร่ือง การอา่ น คาควบกลา้ หรืออกั ษรควบ ถือเป็น
สว่ นประกอบท่สี าคญั ในภาษาไทย เพราะชว่ ยเพิม่ เสียงและเพิม่ ความหมายของคาทใี่ ชใ้ นชีวติ ประจาวัน
ซ่ึงในสาระนี้ได้กลา่ วถึงการอา่ นออกเสียงคาควบกลา้ ใหถ้ ูกต้อง เพื่อใช้ในการสือ่ สารใหเ้ ข้าใจตรงกัน ไม่
ผิดตามหลักภาษา

6

4. ขอบเขตดำ้ นระยะเวลำและสถำนที่
ดาเนนิ การวิจยั ระหวา่ งเดือน กรกฎาคม ถึง เดอื น ตลุ าคม พ.ศ. 2565 ณ โรงเรียนทา่ ปลา

อนุสรณ์ 1 อาเภอทา่ ปลา จังหวัดอตุ รดติ ถ์

นิยำมคำศัพทเ์ ฉพำะ

1. นวตั กรรม สือ่ มลั ติมีเดียแบบเทคนคิ โฟนิกส์ หมายถึง นวตั กรรมทส่ี ร้างขึน้ ตามแนวคิด
ทฤษฎี หลักการ วธิ กี ารของ มนตช์ ยั เทียนทอง (2545)

2. ผลกำรเรยี นร้ดู ำ้ นกำรอำ่ นคำควบกลำ้ หมายถึง
2.1 คะแนนเฉลี่ยรวมของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์ 1

อาเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ทุกคนจากการทาแบบทดสอบก่อนการทดลองใช้สื่อมัลติมีเดียแบบ
เทคนิคโฟนิกส์ เพื่อปรับปรุงผลการเรียนรู้ด้านการอ่านคาควบกล้าซึ่งคะแนนดังกล่าวเป็นการวัดและ
ประเมินผลความคงทนของความรู้ (Retention) จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านออกเสียง
คาควบกล้า โดยใช้วิธีการสอนแบบ Active learning กับนักเรียนกลุ่มเดียวกัน คะแนนส่วนน้ีคือ Pre-
test

2.2 คะแนนเฉลี่ยรวมจากนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์ 1
อาเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ทุกคนที่ทาแบบทดสอบภายหลังการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง
การอา่ นออกเสยี งคาควบกลา้ โดยใช้ส่ือมัลติมเี ดยี แบบเทคนคิ โฟนกิ ส์กบั นักเรียนดงั กลา่ ว
ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5 โรงเรียนท่าปลาอนุสรณณ์ 1 อาเภอท่าปลา จงั หวดั อตุ รดติ ถ์

3. กำรพัฒนำผลกำรเรียนรดู้ ำ้ นกำรอ่ำนคำควบกล้ำ หมายถงึ ผลการเปรียบเทยี บคะแนนผล
การเรียนรูด้ ้านการอา่ นคาควบกลา้ ระหวา่ งก่อนและหลังทดลองการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้เรือ่ งการอา่ น
ออกเสียงคาควบกล้าโดยใช้สือ่ มัลตมิ เี ดยี แบบเทคนิคโฟนิกส์กบั นกั เรยี นระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5
โรงเรียนทา่ ปลาอนสุ รณ์ 1 อาเภอทา่ ปลา จังหวัดอตุ รดิตถ์

4. ควำมพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจของนกั เรียนระดับช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5 โรงเรียน
ทา่ ปลาอนุสรณ์ 1 อาเภอทา่ ปลา จังหวัดอตุ รดิตถ์ ที่มีตอ่ การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เร่ือง การอ่านออก
เสียงคาควบกล้า โดยทดลองใช้ สอ่ื มลั ติมเี ดยี แบบเทคนคิ โฟนิกส์ประกอบด้วย ดา้ นผู้สอน ด้านการจัด
กจิ กรรมการเรยี นรู้ ด้านบรรยากาศในชนั้ เรียน ดา้ นส่ือ ด้านการวดั และประเมนิ ผล และด้านเนอื้ หา

7

5. ระดบั ควำมพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพงึ พอใจแบบประมาณค่า (Likert Scale) โดย

เรยี งลาดับจากระดบั มากทส่ี ดุ ถงึ นอ้ ยท่ีสดุ 5 ระดบั คือ มีความพงึ พอใจมากท่ีสดุ มีความพงึ พอใจมาก มี

ความพงึ พอใจปานกลาง มคี วามพึงพอใจค่อนขา้ งน้อย และมีความพึงพอใจน้อยที่สุด แต่ละระดับดังกล่าว

กาหนดโดยเกณฑช์ ่วงคา่ เฉลย่ี ของ บุญชม ศรสี ะอาด ดังนี้

ระดับความพึงพอใจ ระดับคา่ เฉลย่ี

มคี วามพงึ พอใจมากทีส่ ดุ 4.51 – 5.00

มคี วามพึงพอใจมาก 3.51 – 4.50

มีความพงึ พอใจปานกลาง 2.51 – 3.50

มีความพงึ พอใจน้อย 1.51 – 2.50

มคี วามพึงพอใจน้อยท่ีสดุ 1.00 – 1.50

สมมตฐิ ำนกำรวิจยั

สมมติฐำนกำรวจิ ยั ท่ี 1
จากการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้เรื่องการอา่ นออกเสียงคาควบกล้า โดยทดลองใช้การสอนแบบ
Active learning กบั นักเรยี นระดับชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรยี นท่าปลาอนสุ รณ์ 1 อาเภอท่าปลา
จงั หวดั อุตรดิตถ์ พบว่า ร้อยละ70 ของนักเรียนจานวนท้ังหมดมีผลการเรยี นรูด้ า้ นการอ่านคาควบกล้าท่ี
ระดับ พอใช้ ซง่ึ ตา่ กวา่ เกณฑก์ ารประเมนิ ผ่านคือต้องผ่านอยา่ งน้อยร้อยละ 70 ของนกั เรยี นจานวน
ท้งั หมด สาเหตเุ ปน็ เพราะสื่อไมม่ คี วามนา่ สนใจพอทจ่ี ะดึงดูดความสนใจในการเรยี นร้ขู องของนักเรียนได้
จากการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้องพบว่า ส่ือมัลตมิ ีเดยี เทคนิคแบบโฟนิกส์ มี
สาระสาคัญคือ สอ่ื มลั ตมิ เี ดียเปน็ การเรียนรดู้ ้วยตนเองนาเสนอข้อมูลข่าวสารเพอื่ กอ่ ใหเ้ กดิ การรับรู้ที่
หลากหลายต่อกลุ่ม ไม่ว่าจะเปน็ การมองเหน็ การไดย้ นิ เสียง รวมไปถึงความสามารถในการโต้ตอบกับ
สื่อ ทาให้มีการนาสื่อมลั ติมเี ดียมาประยุกต์ใชเ้ ป็นส่อื การเรียนการสอนอย่างแพรห่ ลาย เน่ืองจากเป็นส่ือ
ทส่ี ามารถสร้างแรงจงู ใจและกระตนุ้ ให้เกิดการเรียนรู้ และเข้าใจเนื้อหาไดด้ ี ส่อื สามารถโต้ตอบกับ
ปฏิสมั พนั ธข์ องผ้เู รียนทาใหผ้ ู้เรยี นรับทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ทันทีซึ่งสาระสาคัญดังกล่าว
สัมพันธ์กบั สาเหตุของปัญหาของนกั เรียนดังกลา่ วก่อนหน้ากลา่ วคอื การจัดการเรยี นการสอนของครู
โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์ 1 สว่ นใหญใ่ ช้วธิ กี ารป้อนความรู้เพียงอย่างเดียวไม่มสี ่ือท่ีน่าสนใจทาใหก้ าร
เรยี นการสอนของครูดนู ่าเบ่ือท้งั ยงั ไม่เป็นทีด่ งึ ดูดความสนใจของนักเรยี นทีจ่ ะอยากเรยี นในเร่อื งนั้นๆ
รวมถึงนักเรยี นไมท่ ราบถึงความสาคญั ของการอ่านออกเสียงคาควบกลา้ อีกด้วย ผู้วิจยั จึงมแี นวคดิ ที่จะ
นามาใช้ในการปรับปรงุ ผลการเรียนร้ดู ้านการอ่านคาควบกล้าของนักเรียน และจากการเฉพาะงานวิจัยที่

8

เก่ียวข้องยังพบอีกว่า ปุณยวัจน์ วรรณคาม (2564) ทาการวิจยั เรอ่ื งผลของการใชว้ ธิ สี อนโฟนิกสใ์ นการ

พฒั นาความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ กบั นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นวดั หนอง

ผักนาก โดยใช้วิธสี อนแบบโฟนิกส์เพื่อการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง ผลการวิจยั พบว่า นักเรียนมกี ารพฒั นาผล

การเรยี นรู้ด้านการส่ือสารภาษาองั กฤษอย่างมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ี 0.05 จริ าภรณ์ เสอื อนิ ทร์ (2557)

ทาการวจิ ัยเร่อื งการพัฒนาทกั ษะความสามารถด้านการอา่ นภาษาอังกฤษ กับนักเรยี นระดบั ชั้น

ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนบุญคุ้มราษฎร์บารุงโดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ผลการวิจยั พบว่า นักเรยี น

มีการพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านการอ่านภาษาอังกฤษอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ี 0.05 มารสิ า พนั เปรม

(2561) ทาการวิจยั เรอ่ื ง การอา่ นออกเสยี งภาษาอังกฤษ กบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นใน

สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยใช้สอ่ื การสอนโฟนิกส์ ผลการวิจยั พบว่า นักเรียนมกี ารพัฒนาผลการเรยี นรู้

ดา้ นการอ่านออกเสยี งภาษาอังกฤษอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ 0.05

โดยการอา้ งองิ แนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการ และงานวิจัยที่เกย่ี วขอ้ งดังกล่าวก่อนหน้า จงึ

กาหนดสมมตฐิ านการวิจยั ข้อที่ 1 วา่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรอ่ื งการอ่านออกเสียงคาควบกล้าโดย

ทดลองใช้ส่อื มลั ตมิ เี ดียเทคนิคแบบโฟนิกส์ มผี ลต่อการปรบั ปรงุ ผลการเรียนรู้ด้านการอ่านคาควบกลา้ ของ

นักเรียนระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 โรงเรยี นท่าปลาอนุสรณ์ 1 อาเภอทา่ ปลา จังหวดั อุตรดิตถ์

สมมติฐำนกำรวจิ ยั ที่ 2
จากการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยท่เี กี่ยวข้องพบว่า สพุ รรษา ครุฑเงนิ (2555) ทาการวิจัยเรอื่ ง
ข้อมูลและสารสนเทศ กับนักเรียนระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นปทมุ วลิ ัย โดยใช้สอื่ มลั ตมิ เี ดียเพ่ือ
การเรยี นรู้ด้วยตนเอง ผลการวจิ ยั พบว่า นักเรยี นมคี วามพึงพอใจต่อการทดลองจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ดว้ ยนวัตกรรมดงั กล่าวทร่ี ะดับดมี าก (4.47) ปรัชญา วิชา (2557) ทาการวจิ ยั เร่อื งมารู้จกั กบั โปรแกรม
Numbersกันเถอะ กบั นักเรยี นระดบั ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอสั สมั ชญั ศรรี าชาโดยใช้สอ่ื
มลั ติมีเดยี ผลการวิจัยพบวา่ นกั เรียนมคี วามพงึ พอใจตอ่ การทดลองจดั กิจกรรมการเรยี นรดู้ ้วยนวตั กรรม
ดังกล่าวทดี่ ีมากทส่ี ุด (4.55) ศริ พิ ล แสนบญุ ส่ง (2559) ทาการวิจัยเรอื่ งโปรแกรมค้นหา กับนักเรยี นชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นโรงเรียนวดั พระขาว (ประชานุเคราะห)์ โดยใชส้ ื่อมัลตมิ เี ดียเพ่อื การเรียนรู้
ผลการวจิ ยั พบวา่ นกั เรียนมีความพงึ พอใจต่อการทดลองจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ดว้ ยนวตั กรรมดงั กลา่ วท่ี
ระดับดมี ากทส่ี ดุ (4.56)
โดยการอา้ งอิงเฉพาะงานวิจยั ท่ีเกยี่ วข้องดังกลา่ วมา จะเห็นวา่ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้
สื่อมัลตมิ ีเดียมผี ลตอ่ ระดบั ความพึงพอใจของนักเรยี นดงั น้ัน จึงกาหนดสมมตฐิ านการวิจยั ขอ้ ท่ี 2 วา่ การ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองการอ่านออกเสียงคาควบกล้า โดยทดลองใช้ส่ือมลั ตมิ เี ดียเทคนคิ แบบโฟนิกส์

9

มผี ลต่อระดบั ความพงึ พอใจของนักเรียนระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 โรงเรยี นท่าปลาอนสุ รณ์ 1
อาเภอท่าปลา จังหวดั อตุ รดิตถ์


Click to View FlipBook Version