วงจรไฟฟา้
แสงสวา่ ง
หลกั การทางานของหลอดไฟฟ้า
การท่ีหลอดไฟฟ้าให้แสงสว่างได้เป็นไปตามหลักการดังนี้เมื่อ
กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไส้หลอดซ่ึงมีความต้านทานสูง พลังงาน
ไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความรอ้ น ทาให้ไส้หลอดร้อนจัดจน
เปล่งแสงออกมาได้ ซง่ึ มกี ารเปลีย่ นรปู พลังงานด้ังนี้
พลงั งานไฟฟา้ พลังงานความร้อน พลังงานแสง
ประเภทของหลอดไฟ
การใช้งานของหลอดไฟชนิดต่าง ๆในปัจจุบันประเทศเรามีการใช้หลอดไฟ
มากมายหลายประเภทไปตามยุคตามสมัย บางชนิดนิยมใช้มาเป็นระยะเวลา
ยาวนาน บางชนดิ เชน่ หลอด LED ก็เพิง่ มานยิ มใช้งานเม่ือ ไม่กป่ี ี และเนื่องจากมี
การพัฒนานวัตกรรมมากมายเก่ียวกับด้านการประหยัดพลังงานจน กลายมา
เปน็ หลอด LED ล่าสดุ ท่ีนยิ มใชง้ านกนั อยา่ งแพรห่ ลายในปจั จุบัน
1. หลอดไส้ (Incandescent Lamp)
เป็นหลอดไฟท่ีมีการใช้งานมานานมาก มีอีกช่ือที่เรียกคือ “หลอด
ดวงเทียน" เพราะมีแสงแดง ๆ คล้ายแสงเทียน หลายๆคนน่าจะ
คุ้นเคยกับหลอดชนิดนี้กันเป็นอย่างดี มีทั้งชนิดแบบแก้ว และฝ้า
ไส้หลอดทา มาจากทังสเตนให้ความร้อนสูง หลักการทางานคือ
กระแสไฟฟ้าจะผ่านไส้หลอดเปล่ียนจากพลังงานไฟฟ้าเป็น ความ
ร้อน เม่ือไส้หลอดร้อนจะเปล่งแสงออกมา หลอดไส้น้ันมีข้อเสีย
คือเมื่อมีความร้อนสะสมมาก ๆ อายุการ ใช้งานจะย่ิงสั้นลง โดย
กินไฟมากเน่อื งจากสญู เสียไปกับความร้อนที่เกดิ ขึ้น
2. หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent tube)
Fuorescent หรือหลอดเรืองแสง ให้แสงสว่างมากกวา่ หลอดไสถ้ ึง 5 เทา่ อายุการใช้งานนาน กว่าหลอดไส้
ประมาณ 7-8 เท่าตวั โดยตวั หลอดมไี สโลหะทงั สเตนตดิ อยทู่ ี่ปลายทัง้ 2 ข้าง ของหลอด ผิว ภายในฉาบดว้ ย
สารเรืองแสง โดยมีการใส่ไอปรอทไว้เล็กน้อย หลักการทางานคือเม่ือกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ปรอทจะคาย
พลังงานในรูปแบบรังสีอัลตราไวโอเลตเม่ือกระทบสารเรืองแสงท่ีฉาบไว้หลอดก็จะเปล่งแสงออกมาบ อายุ
การใช้งานมีตง้ั แต่ 6000 ถงึ 20000 ชัว่ โมง
3. หลอดฮาโลเจน (Halogen)
พัฒนามาจากหลอดไส้ท่ีใช้ก๊าซฮาโลเจนบรรจุภายในทาให้ทนทานกว่าหลอดไส้ ปกติให้ค่าความ
ถูกต้องของสีถึง 100 % มักใช้กับพื้นทท่ี ่ีต้องการแสงสว่างเป็นพเิ ศษ เช่น พื้นทงี่ านแสดงสินค้า
มุมอบั ของบา้ นหอ้ งทางาน อายุการใชง้ าน 1500-3000 ช่วั โมง
4. หลอดเมทลั ฮาไลด์ (Metal halide)
พัฒนามาจากหลอดไส้ก็ใช้กาชฮาโล เจนบรรจุภายในทาให้ทนทาน
กว่าหลอดไส้ปกติให้ค่าความถูกต้องของสีถึง 100 % มักใช้กับ
พื้นที่ท่ีต้องการแสงสว่างเป็นพิเศษ เช่นพื้นท่ีงานแสดงสินค้า มุม
อบั ของบา้ นห้องทางาน อายกุ ารใชง้ าน 1500-3000 ช่วั โมง
5. หลอดแสงจันทร์ หรอื หลอดไฟไอปรอท
พัฒนามาจากหลอดไส้ท่ี ใช้ก๊าซฮาโลเจนบรรจุภายในทาให้ทนทาน
กวา่ หลอดไสป้ กติใหค้ ่าความถกู ตอ้ งของสถี งึ 100 % มักใช้กับพื้นท่ที ่ี
ต้องการแสงสว่างเป็นพิเศษ เช่นพื้นที่งานแสดงสินค้า มุมอับของ
บ้านห้องทางาน อายุการใช้งาน 1500-3000 ชวั่ โมง
6. หลอดคอมแพคต์ฟลูออเรสเซนต์ หรอื หลอดตะเกียบ
มีการ ทางานคล้ายหลอดฟลูออเรสเซนต์ ที่เรา คุ้นหน้าคุ้นตาก็คือ
"หลอดตะเกียบ” ซ่ึงมี แบบท่ีบัลลาสต์ในตัว และแบบอยู่ ภายนอก มี
รูปร่างท่ีหลากหลาย เช่นแบบ เกลียว แบบหลอด แบบหลอดส่ีแถวเป็น
ตน้ โดยจะมอี ายุการใชง้ านท่ีมากกว่า หลอดฟลูออเรสเซนต์
7. หลอด LED
โดยหลอดไฟ LED ถือว่าได้รับการพัฒนามาจาก เทคโนโลยีในยุคใหม่ๆ
หลักการทางานจะต่างจากหลอดทั่ว ๆ ไป โดยแสงสว่างเกิดขึ้นจาก
การเคลื่อนของอิเล็กตรอนกายในสารก่ึง ตัวนาหลอด LED ลดจุดด้อย
ต่าง ๆ ของหลอดไฟที่ผ่านมา เช่น เร่ืองความร้อนเนื่องจากไม่มีการ
เผาไส้หลอด มีอายุการใช้งานที่ นาน 50000 ชั่วโมง ใช้ Watt น้อยแต่
ให้แสงสว่างมากกว่า ถนอมสายตา เน่ืองจากมีการกระพริบของหลอด
นอ้ ยมาก ไม่มสี าร UV ทั้งยังเป็นมิตรกับสง่ิ แวดล้อมเน่ืองจากไม่มีการ
ใชส้ ารปรอท Infinite LED
เครื่องใชไ้ ฟฟ้าที่ใหแ้ สงสวา่ ง
อุปกรณ์ท่ีเปล่ียนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานแสง ได้แก่ หลอดไฟฟ้า หลอดฟลูออเรสเซนต์
และหลอดไฟโฆษณา โธมัส แอลวาเอดิสัน (Thomas Alva Edison) นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน ได้
ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า ขึ้นเป็นคร้ังแรกเมื่อ w.ศ . 2422 โดยใช้คาร์บอนเส้นเล็ก ๆ เป็นไส้หลอด
และต่อมาไดม้ กี ารพฒั นาข้ึน จนเปน็ หลอดไฟฟ้าทใ่ี ชใ้ นปัจจุบนั
ไส้หลอด ครั้งแรก เอดิสนั ใชค้ ารบ์ อนเส้นเล็ก ๆ เปน็ ไส้หลอด ซง่ึ มปี ญั หาคือ ไสห้ ลอดขาดงา่ ยเมื่อ ได้รับ
ความร้อน ปัจจุบันใส้หลอดทาด้วยทังสเตน ซึ่งเป็นโลหะท่ีหาง่าย ราคาไม่แพง มี ความต้านทานสูง มี
จุด หลอดเหลวสูงมาก เมื่อได้รับความร้อนจึงไม่ขาดง่าย ลักษณะของไส้หลอด ขดไว้เหมือนสปริง มี
ขนาดแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับกาลังไฟฟ้าของหลอดไฟฟ้า กล่าวคือ หลอดท่ีมีกาลังไฟฟ้าต่าไส้หลอดจะ
ใหญ่ ความต้านทานน้อย สว่ น หลอดที่มกี าลงั ไฟฟ้าสงู ไส้หลอดจะเล็ก มีความต้านทานมาก
หลอดแก้ว ทาจากหลอดแก้วใส ทนความร้อนได้ดี ภายในสูบอากาศออกจนหมด แล้วบรรจุแก๊ส
ไนโตรเจน และอาร์กอนเพียงเล็กน้อยไว้แทนท่ี แก็สท่ีบรรจุไว้น้ีจะช่วยให้ทังสเตนที่ได้รับความร้อนไม่
ระเหิดไปจับทผี่ วิ ในของหลอดไฟฟา้ ซึ่งจะทาใหห้ ลอดไฟฟ้าดา
ข้วั ต่อไฟ เปน็ จดุ ตอ่ วงจรไฟฟา้ ภายในหลอด
การท่ีจะทาให้เกิดแสงสว่างในวงจรไฟฟ้าได้น้ัน ในวงจรจะต้องประกอบด้วยแหล่งถ่าย ไฟฟ้า
สาหรับป้อนแรงดันและกระแสให้กับหลอดโดยผ่านสายไฟ โดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าจะเป็นแบบ
ไฟฟ้า กระแสตรงหรือระแสสลบั ข้นึ อยูก่ บั ชนดิ ของหลอดทต่ี อ้ งการใช้กบั ไฟฟา้ ประเภทใด
วงจรแบบเปดิ ไฟจะดบั วงจรแบบปิดไฟจะติด
ถ้าเป็นไฟฟ้าท่ีใช้ตามอาคารบ้านเรือน ต้องป้อนไฟฟ้ากระแสสลับให้กับหลอดไฟ โดยที่ แหล่งจ่ายไฟคือ
โรงไฟฟ้าบริเวณเขื่อมต่าง ๆ จะผลิตกระแสไฟฟ้าแล้วส่งมาตามสายไฟฟ้าแรงสูงผ่านหม้อ แปลงที่การไฟฟ้าสถานี
ย่อย เพื่อแปลงแรงดันให้ลดลงเหลือประมาณ 12,000 โวลต์ แล้วส่งต่อมายังสายไฟ ตามถนนสายต่าง ๆ ก่อนที่จะ
ตอเข้าอาคารบ้านเรือน จะมีหม้อแปลงที่ใช้ในการแปลงไฟจาก 12,000 โวลต์ เป็น 220 โวลต์ 1 เฟส โดยทสี่ ายไฟจะ
มี 2 เส้น คือ ไลน์ (Line) และ นิวตรอน (Neutral) ไลน์เป็นสายไฟท่มี ีไฟ สว่ นนิวตรอน เป็นสายดินไม่มีไฟ สามารถ
ทดสอบได้โดยใช้ไขควงเช็คไฟ ถ้าไฟติดท่ีเส้นใด แสดงว่าเป็นเส้นไลน์ นอกจากน้ียังมีระบบไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโรงงาน
อุตสาหกรรมประเภท 3 เฟส ซึ่งแรง เคลื่อนท่ีจ่ายอาจจะเป็น 220 โวลต์ หรือ 380 โวลต์ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้
งาน โดยทั่วไปโรงงาน อุตสาหกรรมจะต้องใช้ไฟมาก จึงจาเป็นที่จะต้องใช้ไฟแบบ 3 เฟส อาจจะมี 3 สาย หรือ 4
สาย ก็ แล้วแต่ความตอ้ งการใช้งาน
โครงสร้างภายในประกอบด้วยไส้หลอดทีท่ ามาจากทังสเตน, ก้านยึดไส้หลอด, ลวดนากระแส , แผ่นฉนวนหกั เห
ความร้อน,ฟิวส์,ท่อดูดอากาศ และข้ัวหลอดแก้วจะบรรจุก๊าซเฉ่ือย เช่น อาร์กอน หรือ ไนโตรเจน เพ่ือไม่ให้หลอดที่
ร้อยขณะปอ้ นกระแสไฟฟา้ ไหลผา่ นทาใหเ้ กดิ การเผาไหม้ไสห้ ลอดอาจจะขาดได้
การต่อวงจรไฟฟ้าของหลอดไส้ เป็นวงจรที่ต่อใช้งานได้ง่าย โดยเพียงนาข้ัวทั้งสองของไส้ไปต่อรับ
แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าตามค่าที่เหมาะสมได้โดยตรงอาจต่อเพิ่มสวิตซ์ตัดต่อวงจรเข้าไปช่วยควบคุมการ
ทางานได้ตามต้องการ และการต่อวงจรไฟฟ้าให้หลอดทังสเตนฮาโลเจนก็สามารถต่อวงจรได้ในลักษณะ
เดียวกัน โดยการเปล่ียนจากหลอดไส้ท่ัวไปมาใช้หลอดทังสเตนฮาโลเจนแทน ส่ิงสาคัญคือต้องจ่าย
แรงดันไฟฟ้าค่าที่เหมาะสมให้หลอดทังสเตนฮาโลเจน เพราะจะใช้งานกับแรงดันไฟฟ้าได้หลายค่า ข้อเสีย
หลอดไส้ คือ เกิดความร้อนสูง อายุการใช้งานส้ัน และ ส้ินเปลืองพลังงานไฟฟ้าสูง การต่อวงจรไฟฟ้าให้
หลอดไส้
หลอดฟลูออเรสเซนต์
หลอดฟลูออเรสเซนต์ (fluorescent) หรือหลอดเรืองแสง เป็นอุปกรณ์ท่ีเปล่ียนพลังงานไฟฟ้า เป็นแสง
สว่างที่นิยมใช้กันมาก มีรูปร่างหลายแบบเช่น ทรงกระบอกสนั้ ยาว ครึ่งวงกลม หรือวงกลม หลอด ฟลูออ
เรสเซนต์ มีสว่ นประกอบดังน้ี
ข้ัวตอ่ ไฟ เป็นจุดตอ่ วงจรไฟฟ้าของหลอดฟลูออเรสเซนต์
ไส้หลอด ทาดว้ ยโลหะทงั สเตนอย่ทู ป่ี ลายหลอดท้งั สองขา้ ง
หลอดแกว้ ภายในหลอดสูบอากาศออกจนหมด แลว้ ใสไ่ อปรอทไวเ้ ล็กน้อย ผิวหลอดแก้วดา้ นใน ฉาบดว้ ย
สารราวแสง (fluorescent coating) ชนิดตา่ ง ๆ ซง่ึ จะใหส้ ีตา่ ง ๆ กนั ออกไป |
อปุ กรณท์ ต่ี ้องใช้ประกอบกบั หลอดฟลูออเรสเซนต์
(starter) (balast)
สตาร์ตเตอร์ (starter) ทาหน้าที่เป็นสวิตช์อัตโนมัติในขณะหลอดฟลูออเรสเซนต์ยังไม่ติด และหยุดทางาน
เม่ือหลอดตดิ แล้ว )
บลาลัสต์ (balast) ทาหน้าท่ีเพิ่มความต่างศักย์ เพื่อให้หลอดฟลูออเรสเซนต์ติดในตอนแรก และทาให้
กระแสไฟฟา้ ทีผ่ ่านหลอดไฟลดลงเม่อื หลอดตดิ แลว้ พรอ้ มทั้งควบคุมใหก้ ระแสไฟฟา้ คงตวั
การใชห้ ลอดฟลอู อเรสเซนตท์ ุกชนิดต้องต่อวงจรกบั สตาร์ตเตอรแ์ ละบลาลสั ต์
แล้วจึงต่อเขา้ กบั สายไฟฟ้าในบ้าน ดังรูป
หลกั การทางานของหลอดฟลอู อเรสเซนต์
เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านไอปรอทจะคายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ไอปรอท ซ่ึงจะทาให้อะตอมของไอปรอทอยู่ใน
สภาวะถูกกระตุ้น (exited State) เป็นผลใหอ้ ะตอมปรอท คายพลังงานออกมาเพ่ือ ลดระดับพลังงาน
ในตวั เองในรปู ของรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่ง มองไม่เห็น เม่ือรังสีชนิดนี้ไปกระทบกับสารวาวแสงทฉี่ าบไว้
ที่ผิวด้านในของหลอดฟลูออเรสเซนต์ สารเหล่าน้ีจะเปล่งแสงได้ โดยให้แสงสีต่าง ๆ ตามชนิดของสาร
ราวแสงทฉ่ี าบ 1 ไว้ภายในหลอดน้ัน
หลักการทางานของหลอดฟลูออเรสเซนต์
เชน่ แคดเมียมมอเรท (Cadmium borate) ใหแ้ สงสชี มพแู คดเมียมซิลิเคท (Cadmium silicate)
ให้แสงสชี มพูอ่อนแมกนีเซียมทังสเตท (Magnesium tungstate) ให้แสงสขี าวอมฟ้า แคลเซียม
ทังสเตท (Calcium tungstate) ให้แสงสนี ้าเงิน ซิงค์ซิลิกเคท (Zinc silicate) ให้แสงสีเขียว
ซิงค์เบริลเลียมซิลิเกท (Zinc Beryllum silicate) ให้แสงสเี หลืองนวล นอกจากน้ียังอาจผสม
สารวาวแสง เหล่าน้ี เพือ่ ใหไ้ ด้แสงสีผสมทแี่ ตกตา่ งกันออกไปไดอ้ ีกด้วย
ขอ้ เปรียบเทยี บระหว่างหลอดไฟฟ้ากบั หลอดฟลอู อเรสเซนต์
⦁ หลอดไฟฟ้าสวา่ งน้อยกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ เมื่อมีจานวนวตั ตเ์ ทา่ กนั
⦁ หลอดไฟฟ้ามอี ายุการใช้งานส้ันกว่าหลอดฟลอู อเรสเซนต์
⦁ ขณะใชง้ านอุณหภูมิของหลอดไฟฟ้าสงู กว่าหลอดฟลอู อเรสเซนต์
⦁ หลอดไฟฟา้ เสยี ค่าใชจ้ า่ ยในการตดิ ตั้งน้อยกวา่ หลอดฟลูออเรสเซนต์ เพราะหลอดฟลอู อ
เรสเซนต์ต้องต่อวงจรเขา้ กับบลาลัสต์และสตาร์ตเตอรเ์ สมอ
หลอดคอมแพคฟลอู อเรสเซนต์หรอื ที่เรียก กันท่ัวไปวา่
หลอดตะเกยี บ หลอดคอมแพค
ฟลูออเรสเซนต์มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีแบลล้สต์ภายในสามารถใช้แทน หลอด
ไฟฟ้าแบบมีเข้ียวและแบบเกลียวได้อกี ชนิดหน่ึงเป็นแบบที่มีแบลลัสต์อยู่ภายนอกจะ
มีขาเสียบ เพอื่ ต่อเขา้ กับแบลลส์ ตส์ มบตั ิทส่ี าคัญของหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์
คือ ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า และมีอายุการใช้งาน ที่ยาวนาน กว่าหลอดฟลูออ
เรสเซนต์
การตอ่ หลอดไฟ LED แบบตา่ งๆ
หลอดไฟ LED ท่ีมีจาหน่ายกันอยู่ตามท้องตลาด มีอยู่มากมายหลายย่ีห้อ
หลายแบรน เพื่อให้ง่ายแก่การทาความเข้าใจผู้เขียนจึงขอแบ่งหลอดไฟ LED ตาม
ลกั ษณะทจ่ี าหนา่ ย อยู่ตามท้องตลาดออกเปน็ แบบใหญๆ่ คือ
1. จาหน่ายแบบฟลู เซต คอื จาหนา่ ยเป็นชุดหลอดไฟพรอ้ มรางหลอด
2. จาหน่ายเฉพาะหลอด LED อยา่ งเดยี ว
Full Set แบบท่ี 1 ชุด Driver หรือ Power Supply จะอยู่ภายในตัวหลอด (Driver คือ ตัวแปลงไฟ
จาก 220VAC เป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงท่ีเหมาะสมเพื่อจ่ายให้แก่หลอดแอลอดี ี) แบบนี้ราง หลอด
หรือฐานหลอดจะไม่มีแผงวงจรไฟฟ้าอยู่โดยจะทาหน้าท่ีเพียงแค่รับกระแสไฟฟ้า เข้ามาแล้วจ่าย
กระแสไฟฟ้าแรงดัน 220VAC ไปให้กับข้ัวหลอดเท่าน้ัน ดังน้ันท่ีข้ัวหลอด ไฟจึงรับแรงดันไฟฟ้า
220VAC ตัวอย่างชดุ หลอดแบบน้ี เช่น RACER ร่นุ T8 Reflex Slim LED Full Set เป็นตน้
Full Set แบบที่ 2 ชุด Driver หรือ Power Supply จะอยู่ภายในรางหลอด แบบน้ีรางหลอดจะมี
แผงวงจร Driver หรือ Power Supply ติดตั้งอยู่ โดยจะทาหน้าที่รับกระแสไฟฟ้าแรงดัน 220 VAC
เขา้ มาแลว้ แปลงเป็นไฟฟ้ากระแสตรงท่ีเหมาะสมแล้วจ่ายไปที่ขั้วหลอด ดังนั้นท่ขี ้ัวของ หลอดไฟจงึ รับ
แรงดันไฟฟ้าเป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงหรือ DC ตัวอย่างชุดหลอดแบบน้ี เช่น EVE รุ่น LED Full
Set ECO T8 เปน็ ต้น
จาหนา่ ยเฉพาะหลอด LED อยา่ งเดยี ว
หลอดไฟ LED ทจ่ี าหน่ายแยกเฉพาะหลอดแบบนี้เหมาะสาหรับการเปลี่ยนหลอดไฟให้ กับอาคารท่มี ีชุด
รางหลอดไฟอยู่แล้ว ไม่ว่าชุดรางเดิมจะเป็นของหลอด LED หรือหลอด ฟลูออเรสเซนต์ก็ตามแต่การ
เปล่ียนหลอด LED เข้ากับชุดรางเดิมอาจจะยุ่งยากกว่าการ ติดต้ังแบบเป็นชุดเลย เพราะแต่ละย่ีห้อนั้น
ทาชุดหลอดออกมาไมเ่ หมอื นกนั ลกั ษณะของ หลอดแบ่งได้เปน็ 2 แบบคือ
หลอด LED แบบที่ 1
หลอดแบบน้ีด้านไฟเข้า L และ N จะอยู่ที่ข้ัวด้านใดด้านหนึ่งของหลอด ส่วนข้ัวอีกด้าน
หน่ึงภายในจะต่อถึงกันอาจใช้เป็นลวดตัวนาหรือฟิวสต์ ัวเล็กๆ ตัวอย่างหลอดไฟแบบนี้ เช่น
PHILIPS รนุ่ EcoFit LEDtube เป็นต้น
หลอด LED แบบที่ 2
หลอดแบบนด้ี า้ นไฟเข้า L และ N จะอยทู่ ่ีขว้ั คนละดา้ นของหลอด โดยในแต่ละดา้ นน้นั ข้วั
ด้านในจะต่อถึงกัน ตัวอย่างหลอดไฟแบบน้ี เช่น EVE รุน่ LED T8 ECO เป็นต้น
การเปลีย่ นหลอดไฟ LED เข้ากบั ชุดรางเดิมที่เปน็ หลอดฟลอู อเรสเซนต์
หลอด LED แบบท่ี 1
หลอดไฟ LED แบบที่ 1 น้ี ด้านไฟเข้า L และ N จะอยู่ท่ีขั้วด้านใดด้านหนึ่งของ
หลอด ส่วนที่ขั้วอีกด้านหน่ึงภายในน้ันจะต่อถึงกัน การต่อหลอดไฟแบบนี้สามารถ
ต่อสายวงจร ได้ 4 วธิ ี คอื
การต่อวิธที ่ี 1
เป็นการต่อหลอดหรือการเปล่ียนหลอดทดแทนของเดิมท่ีทาได้ง่ายที่สุด โดยเป็นการ เปลี่ยนหลอด
LED ทดแทนหลอดเดิมที่เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ท่ีใช้บัลลาสต์แบบขด ลวด การเปล่ียนหลอดแบบน้ีมี
ขั้นตอนดงั นี้
1. ถอดหลอดฟลูออเรสเซนต์หรือหลอด LED เดิมออก แล้วใส่แทนด้วยหลอด LED
ใหม่ (หลอดแบบท่ี 1)
2. ถอดสตาร์ทเตอร์เดิมออก แล้วใส่แทนด้วยตัว Jumper ทีแ่ ถมมากับหลอด โดย
ตัว Jumper นี้รูปร่างหน้าตาภายนอกดูแลว้ จะคล้ายๆกับสตาร์ทเตอร์ มักเรียกชื่อแตกต่าง
กัน บางยี่ห้อเรียกว่า Protector โดยอุปกรณ์ตัวน้ีจะทาหน้าท่ีต่อวงจรให้ถึงกันโดยฟิวส์ท่ี
อยู่ ข้างใน
การเปลยี่ นหลอดแบบน้ีทาได้ง่ายเน่อื งจากไมต่ อ้ งแก้ไขวงจรใหม่ และไม่ได้ถอดบลั ลา
สต์ออก เพียงแค่เปลี่ยนหลอดและเปลี่ยน Jumper ก็เสร็จแล้วจึงเหมาะกับผู้ที่ไม่มีความรู้
ทางไฟฟ้ามากนัก แต่การต่อแบบน้ีมีข้อเสียคือ บัลลาสต์ท่ีต่ออยู่จะสูญเสียกาลังไฟฟ้า
ประมาณ 1 วัตต์ตลอดเวลาท่ีเปิดหลอดไฟ น่ันก็คือจะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าเน่ืองจาก
บัลลาสต์นนั้ เอง
การต่อวิธนี ้ีมีข้อดคี อื
1. ง่าย สามารถเปลี่ยนหลอดโดยผทู้ ีไ่ ม่ค่อยมีความชานาญทางไฟฟา้ ได้
2. สามารถสลบั หลอดกลับหัวทา้ ยได้
3. หากนาหลอดแบบท่ี 2 มาใส่โดยไม่ตั้งใจ จะเกดิ การลดั วงจรขนึ้ ที่ Jumper แต่ภายใน
Jumper มีฟิวส์อยู่จึงถกู ตดั วงจรออกโดยฟิวส์ จงึ ปลอดภยั ต่อการเปล่ยี นหลอดผดิ แบบ โดยไม่
ต้ังใจ (Jumper เปน็ ตวั ปอ้ งกนั บางย่หี อ้ จงึ เรียกว่า Protector น้ันเอง)
4. สามรถเปลย่ี นเป็นหลอด LED แบบท่ี 2 ได้ง่ายๆ ไม่ตอ้ งแกไ้ ขวงจร โดยแค่ถอดตวั Jumper
ออกก็ใช้ได้แล้ว (ไม่ใช้ Jumper)
การต่อวธิ ีนี้มีข้อเสยี คือ
1. เกดิ การสูญเสยี กาลังไฟฟ้าข้นึ ท่ีบัลลาสต์ทาให้สน้ิ เปลืองค่าไฟฟ้า แต่ก็ไม่มาก
2. หากบลั ลาสต์เสยี หลอดไฟจะไมส่ ามารถทางานได้ วิธแี ก้ไขให้ถอดบลั ลาสต์ออก หรอื ต่อ
ลัดวงจร
การต่อวธิ ีที่ 2
เป็นวธิ กี ารต่อหรือการเปล่ยี นหลอดแทนของเดิมท่ีดที ่สี ดุ โดยมีการแกไ้ ขวงจรใหม่ ทง้ั หมดด้วยเชน่ กัน คือตดั บลั ลาสต์ออกโดย
ต่อสายตรงแทน หลังจากนน้ั ถอดสตารท์ เตอรอ์ อกและเปลย่ี นมาใส่ Jumper แทน และเปล่ยี นหลอดเป็นหลอดไฟ LED แบบท่ี 1
การต่อวธิ ีน้มี ีขอ้ ดคี ือ
1. ไมส่ ้นิ เปลอื งพลงั งานไฟฟ้าเน่อื งจากบลั ลาสตเ์ ดมิ
2. สามารถสลบั หลอดกลบั หัวทา้ ยได้
3. หากนาหลอดแบบที่ 2 มาใส่โดยไมต่ ั้งใจจะเกิดการลัดวงจรข้ึนท่ี Jumper แตภ่ ายใน Jumper มฟี ิวส์อยูจ่ ึงถกู ตดั วงจรออกโดยฟิวส์
จึงปลอดภัยต่อการเปลยี่ นหลอดผดิ แบบ โดยไม่ต้งั ใจ
4. สามรถเปลี่ยนไปเปน็ หลอด LED แบบที่ 2 ไดง้ า่ ยๆโดยเพียงแคถ่ อดตัว Jumper ออก ก็ใช้ได้แล้ว
การตอ่ วิธที ี่ 3
หากว่าไม่มีตัว Jumper หรือวา่ เราทาหาย ก็สามารถต่อสายตรงแทนเพ่ือให้สามารถใช้งา แต่ก็ไม่
ค่อยแนะนา เน่ืองจากว่าหากมีการเปลี่ยนหลอดเป็นหลอด LED แบบที่ 2 โดยไม่ได้แก้ไขวงจร
เสียก่อนจะเกิดการลัดวงจรข้ึนได้ ทางที่ดีควรหา ตัว Jumper มาต่อให้ถูกต้องตามวิธีที่ 3 จะดี
ทสี่ ดุ
หลอด LED แบบที่ 2
หลอดแบบนดี้ า้ นไฟเข้า L และ N จะอยทู่ ี่ช่ัวคนละดา้ นของหลอด และในแต่ละดา้ นของ
หลอดน้นั ขั้วหลอดดา้ นในจะต่อถึงกัน การต่อหลอดแบบนี้สามารถทาได้ 2 วิธี คอื
การตอ่ วธิ ีท่ี 1
เป็นการต่อหรือการเปลี่ยนหลอดแทนของเดิมท่ีทาได้ง่ายสุด โดยเป็นการเปลี่ยนหลอด LED
ทดแทนหลอดเดิมท่ีเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้บัลลาสต์แบบขดลวด และเพียง แค่ถอด
สตาร์ทเตอร์เดิมออกก็ใชง้ านได้แล้ว
การตอ่ วิธีนี้มีข้อดีคอื
1. ง่าย สามารถเปล่ยี นหลอดโดยผู้ท่ไี ม่คอ่ ยมีความชานาญทางไฟฟา้ ได้
2. สามารถสลับหลอดกลบั หัวทา้ ยได้
3. หากนาหลอดแบบท่ี 1 มาใส่โดยไม่ต้ังใจจะไม่เกิดการลัดวงจรข้ึน เพียงแต่หลอดไฟ
จะไมท่ างานแคน่ ้นั เอง จึงปลอดภยั ตอ่ การเปลย่ี นหลอดผดิ แบบ โดยไมต่ ั้งใจ
4. สามรถเปลี่ยนเป็นหลอดแบบท่ี 1 ได้เลย โดยใส่ตัว Jumper ทีแ่ ถมมากับหลอดเข้า
ท่ี ช่องของสตาร์ทเตอร์
การตอ่ วิธีนมี้ ีขอ้ เสยี คือ
1. เกดิ การสญู เสยี กาลงั ไฟฟา้ ขน้ึ ทบ่ี ัลลาสต์ทาใหส้ ิน้ เปลอื งคา่ ไฟฟา้ แต่ก็ไม่มาก
2. หากบัลลาสต์เสียหลอดไฟจะไม่สามารถทางานได้ วิธีแก้ให้ถอดบัลลาสต์ออก หรือ
ต่อลัดวงจร
การตอ่ วิธีที่ 2
เป็นวธิ กี ารต่อหรือการเปลย่ี นหลอดทดแทนของเดิมทด่ี ีท่ีสุด สาหรับหลอดแบบที่ 2) โดยมี
การแก้ไขวงจรใหม่ท้ังหมดด้วยเช่นกัน คือตัดบัลลาสต์ออกโดยต่อสายตรงแทน หลังจาก
นั้นถอดสตาร์ทเตอรอ์ อก และเปล่ียนหลอดเปน็ หลอดไฟ LED แบบที่ 2 ก็ใช้ได้ แลว้
การตอ่ วธิ นี มี้ ีข้อดคี อื
1. ไมส่ น้ิ เปลืองพลงั งานไฟฟ้าเนื่องจากบัลลาสต์เดมิ
2. สามารถสลับหลอดกลบั หวั ท้ายได้
3. หากนาหลอดแบบท่ี 1 มาใสโ่ ดยไมต่ ้ังใจจะไมเ่ กดิ การลดั วงจรขน้ึ เพยี งแตห่ ลอด
จะ ไมท่ างานแคน่ ้นั เอง จึงปลอดภัยตอ่ การเปลี่ยนหลอดผดิ แบบ โดยไม่ตั้งใจ
4. สามรถเปลย่ี นเปน็ หลอดแบบที่ 1 ไดเ้ ลยโดยแคน่ าตัว Jumper ทีแ่ ถมมากับ
หลอดมา ใสใ่ นชอ่ งสตาร์ทเตอร์
ความปลอดภัยในการตอ่ วงจรแสงสว่าง
1. ตรวจสอบสายไฟฟา้ ถ้าชารดุ ใหใ้ ชเ้ ทปพนั เป็นฉนวนหุ้มใหเ้ รียบรอ้ ย และ ตรวจจุดตอ่ สายไฟด้วย
2. อปุ กรณท์ เ่ี คลื่อนท่ีไดค้ วรตรวจสอบบรเิ วณจุดข้อต่อ ขว้ั ท่ตี ิดอุปกรณ์ สายไฟฟ้าด้วยความระวงั
ถา้ ชารดุ ควรเปลย่ี นให้อยูใ่ นสภาพดี
3. รักษาสภาพเครอื่ งมอื ทเ่ี คลื่อนย้ายได้ใหอ้ ย่ใู นสภาพดีตลอด
4. ดวงโคมไฟฟ้าตอ้ งมีท่คี รอบ ป้องกันหลอดไฟ
5. การเปล่ยี นหรือซอ่ มแซมอปุ กรณค์ วรให้ช่างทางเครอ่ื งมอื เปน็ ผดู้ าเนนิ การ
6. หา้ มจับสายไฟขณะท่ไี ฟฟา้ ไหลอยู่
7. อย่าแขวนสายไฟบนของมีคม เชน่ มดี เลือ่ ย ใบพัด
8. การใชเ้ คร่อื งมอื ทางไฟฟา้ ควรต่อเปลอื กหุ้มท่ีเป็นโลหะลงสดู่ ิน
ความปลอดภยั ในการต่อวงจรแสงสวา่ ง (ตอ่ )
9. การใชม้ อเตอร์ หมอ้ แปลง ควรมีผู้รับผดิ ชอบควบคุมในการเปดิ ปิดใช้งาน
10. ในสว่ นทอ่ี าจกอ่ ใหเ้ กดิ อันตรายควรมี ป้าย ไฟสญั ญาณ ธงสีแดง เทป แดง ตดิ แสดงไว้
11. ถ้าเกิดเหตกุ ารณผ์ ดิ ปกติกบั อุปกรณ์ควรแจ้งใหผ้ ูร้ บั ผดิ ชอบทราบ
12. หา้ มปลดอุปกรณ์ปอ้ งกันอนั ตรายทางไฟฟ้า ออก เว้นแตไ่ ด้รบั อนญุ าต
13. เมอ่ื ใชง้ านเสร็จควรปดิ สวิทซ์ และตอ้ งแน่ใจว่าสวิทซ์ได้ปดิ ลงแลว้
14. ควรหม่นั ทาความสะอาดให้ปราศจากฝนุ่ ละออง
15. ควรระวังไฟฟ้าท่มี คี วามตา่ งศกั ยส์ งู
16. ควรเอาใจใส่ดูแลสายไฟฟา้ แรงสูง ตรวจสภาพอยู่เสมอ
ความปลอดภัยในการต่อวงจรแสงสว่าง (ตอ่ )
17. หา้ มห่อหมุ้ โคมไฟดว้ ยกระดาษ หรือ ผ้า
18. หา้ มนาสารไวไฟหรอื สารลุกติดไฟงา่ ยเขา้ ใกล้กับสวทิ ช์
19. หา้ มใช้อปุ กรณ์ขณะมอื เปยี กน้า
20. เม่อื มีผไู้ ดร้ บั อนั ตราย ควรสบั สวทิ ซ์ให้วงจรไฟฟา้ เปิด
21. เมือ่ ไฟฟ้าดบั ไฟฟา้ ช็อต ควรสบั สวิทซ์ใหว้ งจรไฟฟ้าเปิด
22. ไมค่ วรเดินเหยยี บสายไฟฟ้า
23. ควรกดสวิทซใ์ หแ้ นใ่ จว่าสวทิ ช์ไม้ค้าง
จัดทาโดย
นายสมศกั ดิ์ ธรรมโหน
คณะครุศาสตร์อุสาหกรรม สาขาวศิ วกรรม
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์และโทรคมนาคม
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน
(วิทยาเขตขอนแก่น)