แสงสีและการมองเห็นแสงสี Coloredlightandcolorvision
ทุกสิ่งรอบตัวที่มองเห็นทั้งจากธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ ดิน แม่น้ำ และจากการกระทำ ของมนุษย์ เช่น เสื้อผ้า เครื่อง ประดับ ที่อยู่อาศัย งานศิลปะ จะพบว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้มีสีสัน มากมายแตกต่างกันไปบางอย่างมีสีเดียวบางอย่างมีหลายสี ปะปนกัน มนุษย์ใช้ประโยชน์จากสีสันในด้านต่างๆ ทั้งเพื่อ ความสวยงาม ด้านอารมณ์ความรู้สึก และการสื่อความหมาย จากสีสัน นัยน์ตาสามารถมองเห็นวัตถุต่างๆได้ เพราะมีแสงจากวัตถุเข้าตา เรา ในธรรมชาติเรามองเห็น วัตถุได้โดยอาศัยแสงอาทิตย์หรือแสง ขาวที่ตกกระทบวัตถุนั้น ซึ่งประกอบไปด้วย แสงสีต่างๆ ได้แก่ สี ม่วง สีน้ำ เงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด และสีแดง
เมื่อแสงขาวตกกระทบวัตถุ จะดูดกลืนแสงสีบางสีเอาไว้ และสะท้อนแสงสีบางสีออกมา จึงมองเห็นวัตถุเป็นสี นั้นๆ ได้เนื่องจากสารสี(PIGMENT) ในวัตถุดูดกลืน แสงสีอื่นๆเอาไว้ มากกว่าแสงสีที่เป็นสีเดียวกับวัตถุ ทำ ให้แสงสีเดียวกับวัตถุสะท้อนออกมาเข้าตาเรามากกว่า แสงสีอื่นๆจึงเห็นวัตถุเป็นสีนั้น เช่นการเห็นใบไม้เป็นสีเขียว ดังรูป เมื่อแสงขาวตกกระทบที่ใบไม้ ใบไม้จะดูดกลืนแสงสีอื่นๆ ได้มากกว่าสีเขียว เนื่องจากในใบไม้มี สารสีเขียวที่ทำ หน้าที่ ในการดูดกลืนแสงสีอื่นไว้จึงสะท้อนแสงสี เขียวออกมาได้ดีกว่าแสงสีอื่น ทำ ให้มองเห็นใบไม้มีสีเขียว สำ หรับวัตถุที่มองเห็นเป็นสีขาว แสดงว่าสารสีของวัตถุ นั้น สามารถสะท้อนแสงสีทุกสีออกมาโดย ไม่ดูดกลืนแสงสี ใดเลย เราจึงเห็นวัตถุเป็นสีขาว
โดยเซลล์รูปกรวยชนิดL ซึ่งทำ งานและส่งสัญญาณไปยังสมองถ้าแสงมี ความยาวคลื่น 500-700 นาโนเมตรตกกระทบเช่นแสงความยาวคลื่น 530 นาโนเมตร(สีเขียว) 580 นาโนเมตร(สีเหลือง) และ 650 นาโน เมตร(สีแดง) ซึ่งกระตุ้นให้เซลล์รูปกรวยชนิดL ตอบสนองแต่จะไม่ สามารถแยกแยะสีของแสงได้ การมองเห็นสีของมนุษย์ มนุษย์มองเห็นสีต่างๆเป็นเพราะมีแสงตกกระทบบนจอตาซึ่งมีเซลล์รูป กรวย 3 ชนิดคือ S M L หมายถึงช่วงความยาวคลื่นที่เซลล์รูปกรวย แต่ละชนิดตอบสนองคือความยาวคลื่นสั้น ความยาวคลื่นกลาง และ ความยาวคลื่นยาว ตามลำ ดับ
การแยกแยะสีของแสงจำ เป็นจะต้องมีเซลล์รูปกรวย ชนิด m และ s ทำ งานร่วมด้วยโดยเซลล์รูปกรวยชนิด m จะ ตอบสนองต่อแสงในช่วงความยาวคลื่น 430-650 นาโนเมตร ซึ่งในกรณีที่มีแสงความยาวคลื่น 580 นาโนเมตรมาตกกระทบ จอตาเซลล์รูปกรวยทั้ง m และ l จะตอบสนองเท่าเท่ากันทำ ให้ สมองของเราแปลความหมายว่าสีที่มองเห็นคือแสงสีเหลือง แต่เมื่อเซลล์รูปกรวยชนิดใดชนิดหนึ่งตอบสนองมากกว่า สมองเราจะแปลความหมายว่าเห็นสีไปในทางสีของเซลล์รูปกรวย ชนิดนั้น เช่น เซลล์รบกวนชนิด m และ l ตอบสนองทั้งคู่แต่ เซลล์รูปกรวยชนิด l ตอบสนองมากกว่าสมองแปลความหมายว่า เห็นแสงสีส้ม หรือถ้าเซลล์รูปกรวยชนิด s ตอบสนองพร้อมกับเซลล์ รูปกรวยชนิด m เท่าๆกันแต่เซลล์รูปกรวยชนิดเอวแทบ ไม่ตอบสนองสมองสมองแปลความหมายว่ามองเห็นแสง สีฟ้าอมเขียวแต่ถ้าเซลล์รูปกรวยชนิด s ตอบสนอง มากกว่าชนิด m แปลความหมายว่าเป็นแสงสีน้ำ เงิน
หรือพูดง่ายๆว่าเซลล์รูปกรวย 3 ชนิดมีชนิดที่มีความ ไวสูงต่อแสงสีเขียว ความไว้สูงต่อแสงสีแดง ความไวสูงต่อ แสงสีน้ำ เงิน เมื่อเซลล์ชนิดใดถูกกระตุ้นก็จะเห็นเป็นสีนั้น เช่นเมื่อเซลล์รูปกรวยที่ไวแสงสีน้ำ เงินถูกกระตุ้นก็จะเห็นเป็น แสงสีน้ำ เงินแต่ถ้ามีแสงสีอื่นนอกจากนี้แสงสีน้ำ เงินสีเขียว และสีแดงมาเข้าตาเซลล์รับแสงรูปกรวยมากกว่า 1 ชนิดจะถูก กระตุ้นให้ทำ งานร่วมกันจากนั้นสัญญาณการกระตุ้นจะถูกส่ง ไปสู่สมองเพื่อแปลผลออกมาเป็นการมองเห็นสีนั้น
เขียว แดง น้ำ เงิน แสงสีปฐมภูมิ ได้แก่ แสงสีเขียว แสงสีแดง และแสงสีน้ำ เงิน เป็นแสงสีที่กระตุ้นเซลล์รูปกรวย ที่ไว้ต่อแสงสีเขียว แสงสีแดง และแสงสีน้ำ เงิน เพียงแสงสีเดียวตามลำ ดับ เมื่อนำ แสงสีปฐมภูมิ มาผสมกันจะได้แสงสีใหม่ ดังรูป เช่น แสงสีเขียว ผสมกับแสงสีแดง ได้เป็นแสงสีเหลือง เพราะ การมองเห็นแสงสีเหลือง เซลล์รูปกรวยที่ไว้ต่อแสงสีแดง และแสงสีเขียว จะถูกกระตุ้นให้ทำ งาน ร่วมกัน จากนั้นสัญญาณการกระตุ้นทั้งหมดจะถูกส่งไปสู่สมอง เพื่อแปลผลออกมาเป็นการมอง เห็นสีเหลือง และเมื่อผสมสีปฐมภูมิทั้ง 3 สีในสัดส่วนที่เหมาะสมจะได้แสงสีขาว แสงสีคู่ใดเมื่อผสมกันแล้วเป็นสีขาวเรียกแสงสีคู่นั้นว่าแสงสีเติมเต็ม เช่นแสงสีแดงกับแสงสีน้ำ เงิน เขียวผสมกันจะได้แสงสีขาว การผสมแสงสี แสงสีปฐมภูมิ การผสมแสงสี
รายชื่อสมาชิก นาย วรายุส์ ชำ นาญนา เลขที่16 ม.5/1 นาย ต้นตะวัน ศรีศักดิ์นอก เลขที่30 ม.5/1 นางสาว จิราพัชร จาระงับ เลขที่18 ม.5/1 นางสาว ฐิติมา รูปคม เลขที่19 ม.5/1 นางสาว อัจฉรียา ปานน้อย เลขที่23 ม.5/1 นางสาว ธนพร ไพรเขียว เลขที่28 ม.5/1