The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tramgang, 2022-02-07 20:35:36

หน่วย4_คลื่น

หน่วย4_คลื่น

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4

คล่ืน

คลนื่

เกิดจากส่วนใดส่วนหนึ่งหรืออนุภาคใดอนุภาคหนึ่งของตัวกลางเกิดการเคล่ือนที่จากแนวสมดุลเน่ืองจาก
การถูกรบกวน เป็นผลทาให้อนุภาคนั้นเกิดการสั่นรอบแนวสมดุลนั้น และเนื่องจากคุณสมบัติความยืดหยุ่นของ
ตวั กลางทาให้การส่นั ถูกส่งตอ่ ไปยังอนภุ าคต่อไป จงึ ทาให้อนุภาคนั้นเกดิ การสั่นในลักษณะเดียวกัน ตัวอย่าง เช่น เมือ่
เราโยนก้อนหินลงบนนา้ อนุภาคของน้าทเ่ี ป็นเหมอื นตวั กลางมีการสน่ั ขึ้นลงรอบแนวสมดุล เราจึงสามารถมองเห็นผิว
นา้ กระเพ่ือม แล้วแผ่เป็นวงกลมออกไปโดยรอบ ดงั รูปที่ 2 สว่ นรปู ท่ี 3 แสดงแนวภาคตัดขวางของผวิ นา้ หลังโยนก้อน
หินหลังโยนกอ้ นหนิ จะเห็นวา่ น้ากระเพ่อื มสูงข้นึ และเวา้ ลง

คล่นื

การเคล่อื นท่ขี องอนภุ าคตวั กลางของคลื่นนา้

ตารางท่ี 1 แสดงชนดิ ของคลนื่ จากแหล่งกาเนดิ และผลการถ่ายทอดพลังงาน

ชนดิ คลนื่ แหล่งกาเนดิ การถา่ ยทอดพลังงาน

คล่ืนนา้ โมเลกุลนา้ ถูกทาใหส้ ัน่ สะเทือน ทำใหว้ ตั ถุลอยน้ำเกิดกำร
ส่ันสะเทอื น

คลืน่ เสียง การเปลี่ยนแปลงความดนั ในตัวกลาง ทาใหเ้ ยอื่ หสู นั่

คล่ืนจากแผ่นดนิ ไหว การสัน่ สะเทือนของผิวโลก ตึก บา้ นพงั

คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงสนามไฟฟ้าและ เรตนิ านัยนต์ ารบั รู้ ในช่วงความถ่ขี อง

สนามแม่เหล็ก แสง

คลน่ื ในเส้นเชอื ก การเปลีย่ นแปลงความตงึ ทาให้วตั ถทุ ่ีผกู อีกปลายหน่ึง
สัน่ สะเทอื น







คลืน่ กล (Mechanical wave)
เป็นคลื่นที่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ หรือคล่ืนท่ีมีการถ่ายโอนพลังงานผ่านตัวกลาง ได้แก่ คลื่นเสียง
คลนื่ ผวิ น้า คล่นื ในเสน้ เชอื ก คลืน่ สปริง และคล่นื แผน่ ดนิ ไหว เปน็ ต้น

คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ (Electromagnetic wave)
คล่ืนท่ีไม่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ หรือคลื่นท่ีมีการถ่ายโอนพลังงานท่ีไม่ผ่านตัวกลาง โดยการ
เคลื่อนท่ีเกิดจากการเหน่ียวนาให้เกิดการเปล่ียนแปลงของสนามไฟฟ้า และสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ได้แก่
คลื่นแสง คล่ืนวิทยุ คล่นื โทรทศั น์ และคลน่ื รังสี x – ray เปน็ ต้น

คล่นื กล (Mechanical wave)

คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ (Electromagnetic wave)

คล่ืนกล

คลื่นกลเปน็ คลน่ื ที่ต้องอาศยั ตัวกลางในการเคลอ่ื นทีห่ รือถา่ ยโอนพลงั งาน อัตราเรว็ ของคลนื่ กลขึ้นอยูก่ ับความยดื หยุ่นของ
ตวั กลางที่คลืน่ เคลอื่ นผา่ น เช่น คล่นื ในเสน้ เชือก คล่ืนในสปริง คลื่นน้า คลืน่ เสียง สามารถแบง่ คลื่นกลออกเป็น 2 ชนิด

คลนื่ ตามยาว (longitudinal wave) คลืน่ ตามขวาง (transverse wave)
เปน็ คลื่นทอี่ นภุ าคของตวั กลางเคล่อื นทขี่ วางหรือตั้งฉากกับ
เป็นคล่ืนทอ่ี นุภาคของตวั กลางเคลื่อนท่ีตามหรอื ขนานกับ ทศิ การเคล่ือนท่ีของคล่นื เช่น คลื่นผิวนา้ คลนื่ ในเชอื ก
ทิศการเคล่ือนท่ีของคล่นื เช่น คลื่นเสยี ง คล่ืนตามยาวบน
ขดลวดสปริงทเี่ กิดจากการดงึ หรืออดั สปริง ทศิ การเคลื่อนที่ของอนภุ าค

ทิศการเคลื่อนท่ีของอนภุ าค

ทิศการเคลอื่ นที่ของคลน่ื ทิศการเคลอ่ื นทข่ี องคลื่น

คลืน่ ตามยาว (longitudinal wave) คลื่นตามขวาง (transverse wave)
เป็นคล่ืนที่อนภุ าคของตวั กลางเคลื่อนทข่ี วางหรอื ตง้ั ฉากกับ
เปน็ คลน่ื ท่อี นุภาคของตวั กลางเคลอ่ื นท่ีตามหรือขนานกับ ทศิ การเคลือ่ นที่ของคลื่น เช่น คลนื่ ผิวน้า คล่นื ในเชอื ก
ทิศการเคลื่อนทข่ี องคล่นื เชน่ คลนื่ เสียง คลื่นตามยาวบน
ขดลวดสปรงิ ท่ีเกิดจากการดงึ หรอื อดั สปรงิ ทิศการเคลอื่ นท่ขี องอนุภาค

ทศิ การเคลือ่ นทข่ี องอนุภาค

ทศิ การเคลอ่ื นที่ของคล่ืน ทิศการเคลื่อนทีข่ องคล่ืน

สว่ นประกอบของคล่นื

สันคล่ืน (crest) λ ความยาวคลนื่ (wavelength)
เปน็ ต้าแหน่งทมี่ กี ารกระจัดสงู สดุ เหนือแนวสมดุล เป็นความยาวของคลนื่ 1 ลกู คลื่น

แนวสมดุล

A

ทอ้ งคล่ืน (trough) แอมพลิจูด (amplitude)
เป็นตา้ แหน่งท่ีมกี ารกระจัดสงู สุดใตแ้ นวสมดลุ เป็นระยะกระจดั สูงสดุ จากแนวสมดุล

คาบ (period; T) คอื เวลาท่ีคลื่นเคลื่อนทีไ่ ปเปน็ ระยะทาง 1 ความยาวคลน่ื อัตราเรว็ ของคลืน่ (v) สามารถค้านวณได้จากสมการ

ความถ่ี (frequency; ) คือ จ้านวนลกู คล่นื ทเ่ี กดิ ข้นึ ในหน่งึ หนว่ ยเวลา v = Δx หรอื v = λ
Δt
ความถี่และคาบมีความสมั พันธ์กนั ดงั สมการ = 1
T

สมบตั ขิ องคลื่น

การสะท้อน การหกั เห การเลีย้ วเบน การแทรกสอด

เมือ่ คลื่นเคล่ือนทไ่ี ปกระทบ เมอ่ื คลื่นเคลื่อนท่ผี า่ นรอยต่อ เมือ่ คลืน่ เคลอื่ นผา่ นมุมหรือขอบ เมอื่ คลน่ื สองขบวนเคล่อื นท่ี
สิ่งกีดขวางแลว้ ไม่อาจเคลอื่ นท่ี ระหว่างตัวกลาง 2 ชนิด ท่มี ี ของสง่ิ กีดขวาง ส่วนของคลืน่ มาพบกันบนตัวกลางเดยี วกัน
ตอ่ ไปในทิศทางเดิมได้ คลืน่ จะ ความหนาแน่นตา่ งกัน ทศิ การ บริเวณใกลม้ ุมของสิ่งกีดขวาง จะเกิดการรวมกนั หรอื การ
เคล่ือนทีก่ ลบั สตู่ วั กลางเดมิ เคลอ่ื นท่ีของคล่นื จะมีการ จะเบนทศิ การเคลือ่ นที่อ้อมผา่ น แทรกสอดกนั
เปล่ยี นแปลง มมุ ของสิง่ กดี ขวางไปปรากฏอยู่
ด้านหลงั ส่ิงกดี ขวาง

คล่นื เสียง

เสียงเกดิ จากการสนั่ ของแหลง่ ก้าเนดิ เสียง โดยเสยี งเปน็ คลืน่ กลจงึ ต้องอาศยั ตวั กลางในการเคลอื่ นท่ี การส่ันสะเทือนจาแหล่งกา้ เนดิ
เสียงจะถา่ ยโอนผ่านตัวกลาง ทา้ ให้อนุภาคตัวกลางสัน่ เกดิ เป็นส่วนอัดและส่วนขยายขน้ึ ในตัวกลางทค่ี ลืน่ เสยี งเคลอ่ื นที่ผา่ น

อัด อดั อัด อัด อดั อัด

ขยาย ขยาย ขยาย ขยาย ขยาย ขยาย

ย่านความถีข่ องคลนื่ เสียงอยู่ในชว่ งประมาณ 0.1 เฮิรตซ์ ถึง 600 เมกะเฮริ ตซ์ โดยแบ่งตามชว่ งความถไี่ ด้ ดงั นี้

0 Hz 20 Hz 20,000 Hz

คลนื่ เสยี งความถีต่ า่ คล่ืนเสียงท่ีไดย้ ิน คลน่ื เสียงความถ่สี งู

หรือคลืน่ ใตเ้ สียง (infrasound) เปน็ คลื่นเสยี งทห่ี ูมนษุ ยป์ กตริ บั รู้ได้ หรอื คลืน่ เหนอื เสียง (ultrasound)
เชน่ คล่นื ที่เกดิ จากกระแสลม เชน่ เสียงพดู คุยของมนุษย์ เสยี งลา้ โพง เชน่ คลนื่ เสียงท่เี กดิ จาก ค้างคาว โลมา
เสยี งจากเครอื่ งดนตรี
คล่นื เสยี งทีช่ า้ งใช้ส่ือสารในระยะไกล

สมบตั ิของคลื่นเสยี ง

การสะท้อนของเสียง การเลี้ยวเบนของเสียง

คล่นื เสยี ง คล่นื เสียงเดนิ ทางอ้อม
ส่งิ กดี ขวาง โดยคลื่นจะแผ่
คลื่นเสยี งตกกระทบผวิ รอยต่อ คลืน่ สะทอ้ น จากขอบของส่ิงกีดขวางไป
ระหว่างตัวกลางหรือตวั กลาง ยังด้านหลงั สง่ิ กีดขวาง
ชนิดเดียวกนั แต่อณุ หภมู ติ ่างกัน การหักเหของเสียง การแทรกสอดของเสียง
คลน่ื เสียงสองขบวนที่มี
คลื่นเสียงเคล่ือนทีจ่ ากตัวกลาง ความถเ่ี ท่ากันและมีเฟส
หนง่ึ ไปยังอีกตัวกลางหน่งึ ตรงกนั เคลือ่ นทม่ี าซอ้ นกัน
โดยคลน่ื เสยี งทเ่ี คล่อื นท่ีผา่ น จะเกิดการแทรกสอดกนั
ตวั กลางใหม่จะมีความถคี่ งเดมิ

ธรรมชาติของเสียง

ความเขม้ เสียง คือ พลงั งานเสยี งท่ถี า่ ยโอนผ่านพื้นทซี่ ่งึ ต้งั ฉาก ระดบั เสียง อธิบายความดงั ของเสียงทห่ี ขู องมนษุ ยป์ กติ
กับทศิ การเคลอ่ื นท่ีของเสยี งตอ่ หนว่ ยพ้นื ทใ่ี นหนง่ึ หนว่ ยเวลา สามารถรบั ฟังได้อยใู่ นชว่ ง 0-120 เดซิเบล

หนว่ ยเดซิเบล (dB) มีคา่ เปน็ 1 ใน 10 ของหนว่ ยเบล หนว่ ยเดซิเบลหาคา่ ได้ จากสมการ

β คอื ระดบั เสยี ง (dB)

β = 10 log (II0) I คือ ความเขม้ เสยี ง (W/ 2)
I0 คอื ความเขม้ เสยี งท่ีหูมนษุ ย์เร่มิ ได้ยนิ เท่ากบั 10−12 (W/ 2)

ความเขม้ เสียง 10-12 10-11 10-10 10-9 10-8 10-7 10-6 10-5 10-4 10-3 10-2 10-1 4 × 10-1 1
ระดับเสยี ง 0 10 20 30 40 50 110 116 120
60 70 80 90 100
ผลต่อการไดย้ นิ ยากตอ่ การไดย้ นิ เสยี งเบา เสยี งปานกลาง สูญเสียการได้ยิน รู้สกึ ปวดหู
เสียงดัง เสยี งดังมาก



หูกบั การได้ยนิ

ส่วนประกอบของหู

หูชนั้ นอก

กระดูกค้อน ประสาทรบั เสยี ง ทาหนา้ ที่ รับเสียงจากภายนอก

ใบหู เย่ือแกว้ หู เป็นทางผา่ นของเสียงและขยาย
สญั ญาณเสยี งบางความถ่ี

หชู ั้นกลาง

คอเคลยี ทาหน้าท่ี ขยายเสียงให้ดงั ขนึ้ หรอื

รูหู ลดเสยี งใหเ้ บาลง และปรบั ความ
ดันอากาศภายในหู

ทอ่ ยูสเตเชียน หูชน้ั ใน

กระดูกทงั่ กระดกู โกลน ทาหนา้ ที่ แปลงสญั ญาณเสยี งเปน็
สัญญาณประสาท และส่งสัญญาณ
การรับรไู้ ปยังสมอง

หกู บั การได้ยนิ

ปรากฏการณด์ อปเพลอร์ จะเกิดขน้ึ เม่อื แหล่งกา้ เนดิ เสยี งเคลือ่ นท่ี ผฟู้ ังเคล่ือนท่ี หรอื ทั้งแหลง่ ก้าเนดิ เสียงและผ้ฟู ังเคลอื่ นท่ี
โดยผฟู้ ังจะไดย้ นิ เสยี งทีม่ คี วามถ่ีเปลย่ี นไป

ความถต่ี า่ ลง แหลง่ กาเนดิ เสยี ง ความถสี่ ูงขน้ึ

A B

แหลง่ กา้ เนิดเสยี งเคล่อื นออกหา่ งผู้ฟงั A ซึง่ อยู่นง่ิ แหล่งก้าเนิดเสยี งเคล่ือนเขา้ หาผฟู้ งั B ซ่ึงอยู่นิง่
เสียงที่ A ไดย้ นิ จงึ มีความถ่ตี า่ กวา่ แหลง่ ก้าเนิดเสยี ง เสียงที่ B ไดย้ ินจึงมีความถี่สงู กว่าแหลง่ กา้ เนดิ เสียง

คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า

คลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ (electromagnetic waves; EM) เกดิ จากการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic disturbance)
โดยการทา้ ใหส้ นามไฟฟ้าหรอื สนามแม่เหลก็ มีการเปลีย่ นแปลง เมื่อสนามไฟฟา้ มกี ารเปล่ียนแปลงจะเหนี่ยวนา้ ใหเ้ กดิ สนามแมเ่ หล็ก
หรือถา้ สนามแม่เหลก็ มกี ารเปลี่ยนแปลงกจ็ ะเหนย่ี วนา้ ให้เกดิ สนามไฟฟา้ จงึ จดั เปน็ คลนื่ ตามขวางแผอ่ อกไปจากแหล่งก้าเนิดโดยไม่
ตอ้ งอาศยั ตวั กลางในการเคลื่อนที่หรอื ถ่ายโอนพลังงงาน และสามารถเคล่ือนท่ีในสญุ ญากาศได้

สว่ นประกอบและทิศทางการเคล่ือนท่ีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Y cറ

คล่นื แม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วยสนามแม่เหลก็ (B) และสนามไฟฟา้ (E) E B
ท่เี ปลยี่ นแปลงตามเวลาในระนาบที่ตงั้ ฉากกนั โดยการเหน่ยี วน้ากนั อยา่ ง O E
ตอ่ เนอ่ื ง มีทิศการเคลอ่ื นทีห่ รือทิศการถ่ายโอนพลงั งานของคล่ืนอยู่ในทศิ B
เดยี วกับทศิ การเคล่ือนที่ของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า Z X
EB

คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้า

สเปกตรมั ของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้

วิทยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสงขาว อลั ตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ รงั สแี กมมา

ความยาวคลน่ื (m)

103 10-2 10-5 5×10-6 10-8 10-10 10-12

ขนาดเทยี บเท่า

ชว่ งความถ่ี (Hz)

104-109 108-1012 1011-1014 1014 1015-1018 1016-1019 1019-1023



แสง

แสงเปน็ คลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ เพียงชนิดเดียวท่นี ยั น์ตามนุษยส์ ามารถรับร้ไู ด้ แสงจากดวงอาทิตย์หรือแสงแดดเปน็ แสงใสไมม่ สี ี
เรยี กวา่ แสงขาว (white light) เมื่อแสงขาวหักเหผ่านปริซึม หรือผา่ นละอองน้าในอากาศจะแยกออกเป็นแสงสตี ่าง ๆ

สเปกตรัมของแสงขาว ความยาวคลน่ื (nm)

แสงขาว 700
650
600
550
500
450
400

ปรซิ มึ สามเหลีย่ ม
เน่ืองจากการหกั เหไมเ่ ทา่ กัน สเปกตรัมของแสงจะประกอบไปดว้ ย สมี ่วง สีคราม สนี ้าเงิน สีเขยี ว สีเหลือง สีแสด และสแี ดง

สายตาสั้น ตากบั การมองเห็น สายตาเอยี ง

มองใกลช้ ดั แต่มองไกลไมช่ ดั ความผดิ ปกตทิ างสายตาและการแก้ไข มองเห็นภาพเบลอ
สายตายาว

มองไกลชดั แต่มองใกล้ไมช่ ัด

สาเหตุ : กระจกตาโค้งมากกว่าปกติ สาเหตุ : กระจกตาโคง้ นอ้ ยกวา่ ปกติ สาเหตุ : กระจกตามคี วามโค้งไมเ่ ทา่ กัน
แสงจากวัตถุจงึ ตกไม่ถงึ จอภาพ แสงจากวัตถจุ งึ ตกเลยจอภาพ แสงจากวัตถจุ ึงตกไมถ่ ึงจอภาพ

แก้ไข : สวมแวน่ ตาที่ท้าจากเลนสเ์ วา้ แกไ้ ข : สวมแว่นตาทีท่ า้ จากเลนส์นูน แก้ไข : สวมแว่นตาทีท่ า้ จากเลนส์ทรง-
เพอ่ื กระจายแสงใหไ้ ปตกท่จี อภาพพอดี เพ่อื รวมแสงให้ไปตกที่จอภาพพอดี กระบอกเพ่ือรวมแสงใหไ้ ปตกทจี่ อภาพพอดี

ตากับการมองเห็น

การผสมแสงสี

เมื่อฉายแสงสีแดง สีเขยี ว และสีน้าเงนิ ทมี่ คี วามเข้มเทา่ กัน แดง เหลอื ง เขยี ว
ใหซ้ อ้ นทบั กนั บนฉากขาวจะไดแ้ สงขาว จึงเรียกแสงสีเหลา่ นี้
รวมกนั วา่ แสงสีปฐมภูมิ

แสงสีปฐมภมู ิ

RGB แดงม่วง แสงขาว
นา้ เงนิ เขียว
แสงสแี ดง แสงสีเขียว แสงสีนา้ เงนิ

แสงสที ตุ ยิ ภมู ิ

YMC น้าเงิน

++ + การผสมแสงสปี ฐมภูมบิ นฉากขาว

ตากบั การมองเห็น

การผสมสารสี

เม่ือน้าสารสนี ้าเงินเขยี ว แดงม่วง และเหลอื ง ที่มคี วามเข้ม นา้ เงนิ เขียว นา้ เงิน แดงม่วง
เท่ากนั มาผสมกันจะได้สารสีด้า จงึ เรยี กสารสเี หล่านวี้ า่
สารสีปฐมภมู ิ ดา
แดง
สารสีปฐมภมู ิ

CMY

สนี า้ เงนิ เขยี ว สีแดงม่วง สีเหลือง เขยี ว

สารสีทุตยิ ภูมิ

RGB เหลอื ง

+ ++ การผสมสารสปี ฐมภูมิบนฉากขาว

ประโยชน์ของคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟา้

ขอ้ มูลหรอื สารสนเทศไมส่ ามารถสง่ ไปในระยะทางไกลได้โดยตรง จึงตอ้ งแปลงข้อมลู ให้เปน็ สัญญาณไฟฟา้ ที่เรยี กว่า สัญญาณข้อมลู
กอ่ นส่งผ่านสอ่ื กลาง โดยสญั ญาณข้อมลู ท่ีใชใ้ นการส่ือสาร แบง่ ออกเปน็ 2 ชนดิ

สญั ญาณแอนะลอ็ ก (analog signal) สญั ญาณดจิ ิทลั (digital signal)

• สญั ญาณมีลกั ษณะเป็นคลื่นตอ่ เนือ่ ง • สัญญาณมลี ักษณะเปน็ คลนื่ ไม่ตอ่ เน่อื งคลา้ ยขัน้ บันได
• สัญญาณจะเปลย่ี นแปลงต่อเน่ืองแบบคอ่ ยเป็นคอ่ ยไป • ขนาดของสญั ญาณมคี า่ คงตวั เปน็ ชว่ ง ๆ
• สญั ญาณถูกรบกวนได้งา่ ย • การเปลีย่ นแปลงขนาดของสญั ญาณเป็นแบบทนั ทที ันใด
• การใชง้ าน เช่น สัญญาณเสยี งในสายโทรศัพท์ วทิ ยุ • สัญญาณถกู รบกวนได้ยาก
• การใช้งาน เชน่ สัญญาณทค่ี อมพิวเตอรใ์ ชใ้ นการท้างาน

ระดับสญั ญาณ ระดับสัญญาณ

เวลา 1 เวลา
0

ตากบั การมองเห็น

สอื่ กลางในการสง่ ผ่านขอ้ มลู

การส่ือสารข้อมลู ต้องอาศัยส่ือกลางในการส่งข้อมูลไปยงั จดุ หมายปลายทาง สอ่ื กลางในการสอ่ื สารขอ้ มลู แบ่งเป็น 2 ประเภท

สือ่ กลางแบบใชส้ าย ส่ือกลางแบบไรส้ าย

ผสู้ ่ง ผรู้ บั

สายนาสญั ญาณไฟฟา้ ส่งขอ้ มูลดว้ ยระดบั สัญญาณไฟฟา้ ที่ อินฟราเรด (infrared) ใช้เป็นสื่อกลางในการสอ่ื สารระยะใกล้
แตกต่างกนั และตัวรบั สญั ญาณปลายทางจะแปลงขอ้ มูลให้ โดยไม่มสี ิ่งกีดขวาง เช่น คอมพวิ เตอร์กับเมาส์ไร้สาย
ใกล้เคยี งหรอื เหมือนกบั ต้นทางทีส่ ่งมา
คลนื่ วทิ ยุ (radio wave) ใชเ้ ปน็ ส่ือกลางได้ทง้ั ระยะไกลและใกล้
สายเส้นใยนาแสง ประกอบด้วยเสน้ ใยน้าแสง (fiber optic) จะสง่ ขอ้ มลู ในรูปสัญญาณวทิ ยุผา่ นอากาศไปยังตวั รบั สญั ญาณ
หลาย ๆ เส้นอย่รู วมกัน
ไมโครเวฟ (microwave) ใช้เป็นสือ่ กลางในการส่ือสารระยะไกล
จะส่งข้อมูลเหมอื นกบั คล่นื วิทยุ แต่ผา่ นส่ิงกีดขวางไม่ได้


Click to View FlipBook Version